| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- เข้าระบบผู้ดูแล -



ทุ่ม .. ทับ .. จับ .. หัก .. !!


ชื่อภาพยนตร์ ... .. ต้มยำกุ้ง .. Tom-Yum-Goong
นำแสดงโดย ... .. พนม ยีรัมย์ .. จอห์นนี่ เหงียน .. นาธาน โจนส์ .. จอน ฟู .. ฯลฯ
กำกับโดย ... .. ปรัชญา ปิ่นแก้ว และ พันนา ฤทธิไกร ผู้ออกแบบและกำกับฉากแอ็คชั่น
อ้างอิงจาก ... .. http://www.tomyumgoongmovie.com




    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 13/08/2005 11:30 PM  

 
 
ความคิดเห็นที่: 1


ต้มยำกุ้ง

.......... เล่าเรื่องราวการเดินทางข้ามโลกของขาม เด็กหนุ่มบ้านป่าที่ชีวิตต้องพลิกผัน โดยเงื้อมือของผู้มีอิทธิพลระดับประเทศ ที่ลักพาช้างพลายสองพ่อลูก ซึ่งเด็กหนุ่มและพ่อของเขารักดั่งชีวิต และมีความมุ่งหมายอันสูงสุด ที่จะมอบเป็นคชบาทแด่ในหลวง ไปขาย ณ ประเทศออสเตรเลีย ทางเดียวที่จะช่วยเหลือ และรักษาชีวิตของช้างอันเป็นที่รักของเขาได้ นั่นก็คือ การบุกตะลุยถึงถิ่นเสือ โดยการเดินทางข้ามโลก ..........

เรื่องไม่ง่ายอย่างใจคิด แม้เขาจะได้รับความช่วยเหลือจาก จ่ามาร์ค นายตำรวจไทยและ ปลา สาวไทยที่ถูกหลอกมาขายตัวในซิดนีย์ก็ตาม แต่ที่นั่น เขากลับต้องไปพัวพันกับการไล่ล่าของแก๊งค์มาเฟีย ที่นำโดย มาดามโรส ที่ซ่องสุมลูกสมุนตัวเอ้ที่เต็มไปด้วยฝีมือทางการต่อสู้สุดยอดอย่าง จอนนี่ และ ทีเค และลูกสมุนย่อยที่มีฝีไม้ลายมือทางการต่อสู้เหลือรับอย่าง จอน ฟู และ ลาทีฟ อย่างไม่ได้ตั้งใจ

ณ วินาทีนั้น การต่อสู้ข้ามชาติเพื่อเอาชีวิตรอดของเด็กหนุ่มและเพื่อนพ้อง ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เพื่อตามหาและช่วยเหลือ พ่อใหญ่ และ ขอน ช้างพ่อลูก ที่เปรียบได้กับญาติพี่น้องของเขา นำไปสู่บททดสอบและการต่อสู้ครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา ให้โลกได้ล่วงรู้ถึงอานุภาพของ ..........

แม่ไม้มวยไทยบทใหม่ ที่หนักหน่วง รุนแรง
และ ยังไม่เคยได้รับการเปิดเผยมาก่อน โดยเฉพาะ ตำนานมวยคชสาร ..........

    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 13/08/2005 11:38 PM  


ความคิดเห็นที่: 2


พันนา ฤทธิไกร
ผู้ออกแบบและกำกับฉากแอ็คชั่น


เริ่มต้นชีวิตในกองถ่ายด้วยการเป็นเด็กเสิร์ฟน้ำ กับความรัก ความหลงใหลในภาพยนตร์แอ็คชั่น และเฝ้าใฝ่ฝันที่จะทำภาพยนตร์แอ็คชั่นในแบบฉบับของตัวเองให้สุด ๆ ไปเลย โดยเรียนรู้ ฝึกฝน ทดลองผิดถูกด้วยตัวของตัวเอง ตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ชื่อของ .. พันนา ฤทธิไกร .. อายุ 44 ปี โดดเด่นขึ้นมาในฐานะผู้กำกับ นักแสดง สตันท์แมนในภาพยนตร์แอ็คชั่นมานับไม่ถ้วน ด้วยตัวเลขกว่าร้อยสำหรับภาพยนตร์ที่มีชื่อของตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วม เนื้องานที่รับผิดชอบมีทั้งในส่วนงานออกแบบและกำกับคิวบู๊

ให้กับทั้งภาพยนตร์ ภาพยนตร์ชุดทางโทรทัศน์ของไทย ไปจนถึงภาพยนตร์จากทั่วโลกที่เดินทางมาถ่ายทำในประเทศไทย ที่ได้เขาได้มีโอกาสร่วมงานด้วย ฯลฯ พันนาผ่านช่วงเวลาทองแห่งการสุกงอมของภาพยนตร์ไทย จนถึงยุคตกต่ำมาหลายยุคหลายสมัย ผ่านการร่วมงานกับนักแสดงชายแอ็คชั่นไทยมานับไม่ถ้วน ตั้งแต่พระเอกตลอดกาลอย่าง สรพงศ์ ชาตรี ตราบจนมาถึงปัจจุบันนี้

แต่โดยที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อ .. เกิดมาลุย .. ภาพยนตร์ที่เขารับหน้าที่เขียนบท แสดงนำ กำกับภาพยนตร์ ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ได้รับการยกย่อง ยอมรับแก่ทุกคนที่ได้มีโอกาสชมภาพยนตร์ ว่ากันว่าภาพทุกภาพล้วนสะกดทุกสายตาของใครก็ตามที่ได้ชม เพราะภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวสะท้อนถึงงานดีไซน์แอ็คชั่นคิวบู๊ ที่มีชีวิตของนักแสดงเป็นเดิมพัน และภาพยนตร์เรื่องเกิดมาลุยนี้เอง ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอีก 2 คนที่มีความใฝ่ฝันว่าจะต้องร่วมงานกับพันนาให้ได้ในวันหนึ่ง นั่นคือ ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับโปรดิวเซอร์มือทอง ที่ฝังใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวเมื่อ 10 ปีที่แล้ว รวมทั้ง .. จา พนม ยีรัมย์ .. เด็กหนุ่มที่มีอายุเพียง 10 กว่าขวบ จนถึงกับตั้งใจหยุดเรียนหนังสือ เพื่อขอหันมาเดินรอยตามฮีโร่ในดวงใจของเขา และปัจจุบันกลายเป็นเพชรเม็ดงามของนักแสดงชายแอ็คชั่นที่น่าจับตามองที่สุด จนได้รับการทาบทามจากบริษัทโกลเด้นฮาร์เวสต์ ซึ่งเป็นผู้ผลักดันให้บรูซ ลี และเฉินหลงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกขอร่วมงานด้วย

นับจากวันที่คน 3 คนได้มาพบกัน วันเดือนปีที่หมดไปถูกลิขิตไว้เรียบร้อยแล้ว สำหรับการทุ่มเททั้งแรงกาย และแรงใจสำหรับโปรเจ็คต์ที่ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 4 ปี ในการออกแบบฉากการต่อสู้ การฝึกฝนคิวบู๊แอ็คชั่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และวันนี้ .. องค์บาก .. ภาพยนตร์ไทยแอ็คชั่นเรื่องดังที่เป็นที่สุดแห่งความฝัน และสะท้อนถึงความสามารถของคน 3 คน ที่ถูกเพาะบ่มมาทั้งชีวิต ได้พิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นความยิ่งใหญ่จนเป็นที่ประจักษ์แล้วทั่วโลก

และอีกไม่นานเกินรอ ด้วยการแท็กทีมเดิมในภาพยนตร์แอ็คชั่นเรื่องยิ่งใหญ่ .. ต้มยำกุ้ง .. กับการออกแบบและกำกับฉากแอ็กชั่นแม่ไม้มวยไทยท่าใหม่ล่าสุด ที่ผ่านการค้นคว้า ฝึกฝน และเคี่ยวกรำของพันนา เชื่อได้ว่า เขาจะไม่ทำให้ผู้ชมผิดหวังอย่างแน่นอน ..........

    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 13/08/2005 11:40 PM  


ความคิดเห็นที่: 3


จับตาหนังไทยหลังกระแส ต้มยำกุ้ง
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 กรกฎาคม 2548 17:59 น.

ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีสำหรับหนังไทยทุนสูงของค่ายสหมงคลฟิล์มฯ .. ต้มยำกุ้ง .. โดยจากการคำนวณแบบคร่าวๆ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเงินลงทุนกว่า 300 ล้านบาท ยอดเงินจากการซื้อขายหนัง ค่าลิขสิทธิ์ในสินค้า-เกม หนังสือ และการทำตลาดทางด้านอื่นๆ แม้หนังจะยังไม่เข้าฉาย แต่ .. ต้มยำกุ้ง .. ก็ทำเงินสะพัดไปแล้วกว่า 800 ล้านบาทเลยทีเดียว

ผลพวงจากความสำเร็จที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดต่างประเทศรวมทั้งความสนใจจากทางภาครัฐบาลกับการที่นายกฯ รัฐมนตรีได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วยการเปิดทำเนียบจัดงานเลี้ยงให้กับทีมงานรวมทั้งบริษัทสายหนังต่างๆ ทำให้ใครต่อใครเชื่อว่า .. ต้มยำกุ้ง .. คือจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ .. อุตสาหกรรมหนังไทย .. น่าจะได้รับการเหลียวแลจากภาครัฐฯ มากขึ้นและเดินเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างแข็งแรง

อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า หากเป็นหนังไทยฟอร์มเล็กๆ เรื่องอื่นๆ ที่ไม่มีเงินถุงเงินถังเท่ากับ .. ต้มยำกุ้ง .. หรือหากไม่ใช่หนังของค่ายสหมงคล อินเตอร์ เนชั่นแนล ฟิล์ม ของ .. เสี่ยเจียง สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ .. ซึ่งอีกบทบาทต้องไม่ลืมว่าเจ้าตัวนั้น นั่งเก้าอี้เป็นนายกสมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งประเทศไทยอยู่ด้วย หนังเหล่านั้นจะมีสิทธิ์มีอำนาจในการต่อรองต่างๆ หรือจะได้รับการเหลียวแลจากทั้งทางรัฐบาลรวมทั้งทางสมาคมฯ เท่านี้หรือไม่?

แน่นอนว่า ถ้าหนังไทยเป็นแบบต้มยำกุ้งได้ก็ดี ทุกคนทุกเรื่องก็อยากให้ทางรัฐบาลหันมาสนใจอยู่แล้ว .. วิสูตร พูลวรลักษณ์ .. จากไทเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ แสดงความคิดเห็น

แต่ที่สำคัญ ก็คือทุกคนก็ต้องดูตัวเองด้วยว่า ทุกคนทำอะไรอยู่ มันก็ต้องดูศักยภาพตัวเองด้วยมีความพร้อมมั้ย ไม่ใช่ว่าอยากเป็นแบบเขา แล้วจะให้เป็นแบบเขาได้เลย มันก็ไม่ใช่ ทำตัวเราเองให้ดีที่สุดก่อนให้เขามาช่วยน่ะ ..

ถ้ามองภาพรวมหนังไทย ตอนนี้ก็คืออย่างที่เคยบอกเอาไว้ว่าปีนี้มีการขยายตัวมากยิ่งขึ้น 6 เดือนแรกมันดีกว่า 6 เดือนแรกของปีที่แล้ว แล้วจะว่าไปแล้วที่ผ่านมาถึงมีต้มยำกุ้งหรือไม่มีต้มยำกุ้งหนังของเรามันก็ออกสู่ตลาดโลกอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต้มยำกุ้งช่วยไปต่อยอดมันก็ทำให้ภาพของหนังไทยดูดีน่ะ ..

สันต์ เปรสตันยี .. ผู้อยู่ในแวดวงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกองถ่ายฯ บอกว่า ที่ผ่านมารัฐบาลฯ เองไม่ค่อยจะสนใจในแวดวงภาพยนตร์ไทยสักเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่แต่ละปีจะมีเงินหมุนเวียนในธุรกิจตรงนี้ไม่ใช่น้อย อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นนะ คิดว่าต้มยำกุ้งน่าจะทำให้รัฐบาลเห็นว่าภาพยนตร์ไทยสามารถเป็นแหล่งที่จะนำเงินเข้าประเทศได้มากพอสมควร ซึ่งในอดีตภาพยนตร์ไทยเนี่ยได้รับเกียรติหรือได้รับการสนับสนุนจากรัฐน้อยมาก แทบจะเรียกว่าไม่ค่อยมีเป็นปรากฏการณ์เท่าไหร่ ซึ่งตรงนี้ว่ามันจะทำให้มีคนที่อยากจะสร้างภาพยนตร์ดีๆ หรืออาจจะมีนายทุนที่อยากจะลงทุนสร้างภาพนยนตร์ไทยมากขึ้น ..

คนส่วนใหญ่นี่นะ จะยังคิดอยู่เรื่อยเลยว่าภาพยนตร์ไทยน้ำเน่า ไม่ดี ซึ่งจริงๆ มันก็มีคละกันไป ภาพยนตร์ดีก็มี ภาพยนตร์ที่น้ำเน่าก็ยังมีอยู่ เพราะว่าเรายังจะมีคนดูส่วนหนึ่งที่ยังต้องการดูน้ำเน่า คุณจะไปว่าเขาไม่ได้ เพราะคนเนี่ยรสนิยมมันไม่เหมือนกัน ถ้าเผื่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยอย่าง .. ต้มยำกุ้ง .. สามารถออกสู่อินเตอร์ฯ มาร์เก็ตได้ รัฐบาลก็จะเริ่มมองแล้วว่า เอ๊ะ ทำไมมีเรื่องนี้เรื่องเดียว ทำไมยังไม่มีเรื่องอะไรมาก่อนหรือจะมีอะไรตามมาอีกมั้ย ..?

อย่างต้มยำกุ้ง ที่ได้รับความนิยม ว่าเมืองนอกเขาอาจจะเบื่อภาพยนตร์จีนที่มันบู๊เหาะไปเหาะมา แล้วหนังแอ็กชั่นของเรามันก็โชว์ให้เห็นว่า คนไทยก็มีความสามารถในการแสดงภาพยนตร์แอ็กชั่นพวกนี้ได้ อย่างของก็มีภาพยนตร์ต่างประเทศติดต่อมานะ ว่าจะมาถ่ายในบ้านเราแล้วก็จะขอผู้กำกับฝ่ายศิลป์ทางด้านแอ็กชั่นให้เข้ามากำกับเรื่องแอ็กชั่นให้เขาด้วย ..

พิจารณาหนังไทย ที่ออกสู่ตลาดต่างประเทศ จะว่าไปแล้วส่วนใหญ่ที่พอจะขายได้ ถ้าไม่ใช่ชื่อของผู้กำกับอย่าง .. เป็นเอก รัตนเรือง .. เจ้ย อภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุล ชื่อของดาราอย่าง .. จา พนม .. ก็จะเป็นหนังผีเสียส่วนใหญ่ ในขณะที่หนังซึ่งแสดงถึงวิถีหรือหนังตลก-ดราม่าแบบไทยๆ อย่าง .. โหมโรง .. หรือ .. มหา'ลัย เหมืองแร่ .. เหล่านี้กลับไม่ค่อยจะได้รับความสนใจสักเท่าไหร่

การประสบความสำเร็จ ของต้มยำกุ้งที่ออกไปทั่วโลกเนี่ยนะ ผู้ซื้อขายภาพยนตร์จะต้องเริ่มมองหาภาพยนตร์ไทย แล้วไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นภาพยนตร์แอ็กชั่นหรืออะไรหรอก เพียงแต่ตอนนี้เขาชอบหนังไปทางแอ็กชั่นมากกว่า มันจะเป็นยุคของมัน ตอนนี้เนี่ยเป็นยุคของแอ็กชั่นแล้วต่อไปเป็นยุคคอมเมดี้ ต่อไปอาจจะไปเป็นเพลง อาจจะไปเป็นโรแมนติก ..

ด้านผู้กำกับ .. ต้อม ยุทธเลศ สิปปภาค .. มองถึงเรื่องนี้ว่า ...

........... ตลาดโลกมันแล้วแต่ละเทศกาลน่ะนะ ถ้าเกิดมองว่าเอาหนังไปขายเทกระจาดหนังแอ็กชั่นกับหนังผีก็ยังคงมาเป็นที่ 1 เพราะคอนเซ็ปต์มันสากลกว่า คนดูเสพได้ในระดับเท่ากัน หนังตลกยังมีปัญหาอยู่ในเรื่องของวัฒนธรรมหรือไดอะล็อก แต่อย่างหนังผีเนี่ยโผล่มาใครก็กลัว แอ็กชั่นซีนต่อยเตะเนี่ยรับรู้ได้ทันทีทันควัน ..........

เพราะ งั้นพอหนังที่มันเกี่ยวกับอะไรที่นอกเหนือจากนั้นมันเป็นเรื่องของส่วนตัว เป็นเรื่องของรสนิยมส่วนตัวแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นตลาดอาร์ตไปเลย แต่อย่างเหมืองแร่ฯ มันก็ไม่ใช่ถึงขนาดหนังอาร์ตไปเลย มันเป็นหนังอีกแบบหนึ่งซึ่งคงต้องใช้เวลาในการทำการตลาดในต่างประเทศนะ เพราะว่าต่างประเทศมันก็จะมีตลาดของมัน อย่างกลุ่มเหมืองแร่มันก็น่าจะมีนะ แต่อาจจะแคบมากๆ ก็ได้ อย่างถ้าพูดหนังแอ็กชั่นแบบนี้เนี่ยก็ไม่ยาก ตอนนี้ว่าหลายฝ่ายก็คงพยายามรื้อฟื้นตำรามวยไทย จีน สตั๊นท์แอ็กชั่นไทย ก็คือว่าเราไม่จำเป็นต้องสลิงเหมือนจีน ซึ่งเขาจะเก่งเรื่องสลิง แต่วัฒนธรรมของไทยคือ รำหัก รำโค่น คือเสี่ยงตายโดยการที่ไม่ได้ใช้สลิง ก็น่าจะเป็นคาแร็กเตอร์ซึ่งขายได้อยู่ ณ เวลานี้ ..

แม้จะได้กระแสความสนใจ จาก .. ต้มยำกุ้ง .. ที่ทำให้ตลาดต่างประเทศหันหน้าเข้าหาหนังไทยมากขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าหนังไทยส่วนใหญ่จะขายได้ เพราะเหตุผลที่สำคัญอยู่ก็คือเรื่องของคุณภาพรวมทั้งแนวทางของหนังที่จะถูกกับรสนิยมของตลาดต่างประเทศหรือเปล่านั่นเอง แล้วแต่หนังนะ ว่าเขาไม่ได้ซื้อเพราะว่ามันเป็นหนังไทย ไม่ได้ซื้อเพราะว่ามันเป็นแอ็กชั่น เขาซื้อเพราะว่าหนังนั้นดีและหนังนั้นทำในสิ่งที่เขาต้องการจะซื้อรึเปล่า ฮอลลีวูดเองยังไม่มีอะไรการันตีเลยว่าหนังฮอลลีวูดจะไปได้นานขนาดไหน หนังจีนก็ยังไม่รู้ว่าจะไปได้นาน ทุกคนมีช่วงขึ้นและก็ลงทุกประเทศ ..

ต้องปรับอะไรเพื่อให้ขายได้มั้ย ว่าไม่ต้องปรับ วิธีที่ผิดก็คือการปรับรสนิยมให้เข้ากับต่างประเทศ เพราะต่างประเทศเขาต้องการเสพความเป็นออริจินัลอะไรก็แล้วแต่ที่เขาเรียก เพราะฉะนั้นวิธีการที่แบบว่าตำส้มตำโดยการผสมแครอทนี่ อาจจะเป็นสิ่งที่ผิดก็ได้ หรือสปาเก็ตตี้ขี้เมาอะไรนี่อีก จะทำขี้เมาก็ขี้เมาไปเลย ไม่ต้องมาสอดไส้อย่างนี้ เราไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเลย แต่อาจจะเพิ่มความชัดเจนของคนทำ เขาเรียกว่าให้คนทำชัดเจนมีตัวตน เป็นคนไทยก็ทำหนังแบบเป็นคนไทยชัดเจน คนไทยก็แอ็กชั่นได้ คนไทยก็ผีหลอกได้ หรือคนไทยก็ดราม่าได้ คือความเป็นไทยเนี่ยก็เป็นได้ทุกแบบ เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องไทยผสมอเมริกัน เพื่อจะทำให้ขายได้ ไม่จำเป็นต้องเอานักแสดงหน้าเหมือนฝรั่ง แล้วคิดว่าเขาจะซื้อ เขาไม่ซื้อหรอก ทำไมเขาต้องการคนหน้าไทยๆ หน้าแบบจา พนม ทำไมขาไม่ต้องการหน้าหล่อแบบวิลลี่ แมคอินทอช ..

อันนี้เป็นเรื่องของตัวหนัง ส่วนเรื่องของการตลาดว่าเรากำลังอยู่ในเรื่องของการเรียนรู้นะ เราต้องไปลงในเรื่องของเบสิกการขายว่ามาตรฐานมันอยู่ไหน เพราะ 1 คือ คนไทยไม่รู้การตลาดยังไม่รู้ว่าข้างนอกเขาขายกินกันยังไง แต่ละบริษัทก็ส่งคนไปเรียนรู้กันก่อน ยอมเสียเงินที่จะจ้างคนไปเรียนรู้เส้นทางนี้ ตอนนี้ก็อาจจะโดนกินหัวคิวจากคนขายทั่วไปที่เขาเชี่ยวชาญในการตลาดโลกอยู่ แต่วันหนึ่งเราก็ต้องมีองค์กรของเราที่จะดูแลเอง ..

มองภาพรวมของอุตสาหกรรมหนังไทย
หลังจากความคึกคักของต้มยำกุ้งไว้อย่างไร?


.......... ภาพรวมก็คิดว่ามันคงจะยังขึ้นๆ ลงๆ อยู่ เพราะว่าหนังมันเป็นงานที่ทำขายแบบเทปไม่ได้น่ะ คือแบบเทปเอาเยอะได้ แต่หนังมันมีไม่กี่คนที่สามารถทำออกมาอย่างต่อเนื่อง ถ้าผู้กำกับที่นับหัวได้ในบ้านเราก็จะมีแค่ประมาณ 10 คน อย่างนี้ปีหนึ่งก็ทำ 10 เรื่อง แล้วมันจะเป็นอุตสาหกรรมได้ไง เพราะฉะนั้นต้องสร้างคนใหม่ การสร้างคนใหม่คือการใช้เงิน แต่ละคนเนี่ยประมาณ 40 ล้านนะ ถ้าจะสร้างคนใหม่ 10 คนมันต้องใช้เงิน 400 ล้าน มันเป็นเงินที่มหาศาล ซึ่งก็ต้องหานายทุนที่ใจกว้างมากๆ แล้วก็ต้องใช้เวลา ..........

    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 14/08/2005 04:19 AM  


ความคิดเห็นที่: 4


ทุ่ม 200 ล้าน สร้างหนัง ต้มยำกุ้ง

สำนักข่าวไทย 28 มิ.ย. 2548 ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผกก.เงินดอลล์ เปิดโปรเจกต์ใหม่ใหญ่กว่าเดิม ทุ่มทุน 200 ล้านบาท สร้างหนังแอคชั่นพันธุ์ไทยแท้ เรื่องต้มยำกุ้ง จับนักแสดงคู่ใจ จา – พนม ยีรัมย์ ลงจออีกครั้ง

เพราะ เก็บความสำเร็จจากองค์บากมาแบบท่วมท้น ได้ทั้งกล่องและเงินจากต่างประเทศ งานนี้เสี่ยปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับภาพยนตร์ ขอเปิดโปรเจ็กต์ใหม่ใหญ่กว่าเดิม ที่ทุ่มทุนสร้างกว่า 200 ล้านบาท กับหนังแอคชั่นพันธุ์ไทยแท้ เรื่องต้มยำกุ้ง ที่หยิบเอานักแสดงคู่ใจ จา – พนม ยีรัมย์ มาลงจออีกครั้ง

แต่ครั้งนี้ ขอเพิ่มความน่าดูด้วยหุ่นสวย ๆ ของ ตั๊ก – บงกช คงมาลัย ที่ประกาศทุ่มเทใจกับหนังเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพราะมีฉากแอคชั่นแบบมันส์หยดซึ่งต้องแสดงประกบกับสาวแดนมังกรที่ไปโด่งดังในฝรั่งเศสอย่าง จิน ซิง ส่วนจา พนม พระเอกของเรื่อง งานนี้นอกจากจะควงคู่ซี้เก่าอย่างหม่ำ ม๊กจ๊ก มาออกแอคชั่นมันส์ล้างผลาญ ประชันกับหนุ่มร่างยักษ์ นาธานส์ ซึ่งเพิ่งจะมีผลงานการต่อสู้กับหนุ่มแบรด พิทท์ในหนังเรื่องทรอยมาหมาด ๆ แล้ว ยังจะต้องมาสอนชั้นเชิงการต่อสู้ให้นางเอกของเรื่องอย่าง ตั๊ก – บงกช อีกด้วย

สำหรับหนังต้มยำกุ้งนั้น เป็นหนังที่อิงกระแส ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าของหนังอย่างบริษัทบาแรมยูและสหมงคลฟิลม์นั้น ประสบความสำเร็จสูงสุดจากการขายโปรเจกต์หนังเรื่องนี้ในต่างประเทศ จนสามารถโกยเงินเข้ากระเป๋าก่อนการถ่ายทำจริงกว่า 400 ล้านบาท โดยเนื้อหาของ ภาพยนตร์ ต้มยำกุ้ง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการการไล่ล่ากลุ่มคนร้ายที่ลักลอบนำช้างไทยส่งไปขายที่ออสเตรเลียงานนี้ฮีโร่อย่าง จา – พนม จึงต้องทำทุกอย่างเพื่อนำช้างเหล่านั้นกลับมาสู่ประเทศไทย ซึ่งเริ่มเปิดกล้องถ่ายทำจริงในประเทศไทย จากนั้นจะยกกองไปปักหลักถ่ายทำที่ประเทศออสเตรเลียในเดือนสิงหาคม คาดว่าคงจะลงจอฉายจริงในช่วงตรุษจีนปีหน้า

    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 14/08/2005 04:26 AM  


ความคิดเห็นที่: 5


จา-พนม คนเลี้ยงช้าง
ใน ต้มยำกุ้ง ลงทุนทำประกัน 20 ล้าน ลดเสี่ยงตาย


.......... หลังจาก องก์บาก ทำให้ชื่อเสียงของ จา-พนม ยีรัมย์ ดังไกลไปหลายประเทศ และกำลังถูกจับตามองในหนังเรื่องล่าสุด ต้มยำกุ้ง ที่เตรียมงานนานกว่า 2 ปี ซึ่งเนื้อหาในเรื่อง ส่วนหนึ่งนำมาจากชีวิตจริง และเรื่องนี้ เจ้าตัวต้องรีบไปทำประกันชีวิตไว้หลายล้านบาท พระเอกหนุ่มเผยว่า ..........

ต้มยำกุ้ง เหมือนนำชีวิตส่วนหนึ่งของมาใส่ในหนัง เมื่อก่อนเคยเป็นเด็กเลี้ยงช้างที่ จ.สุรินทร์ จึงไม่ค่อยมีปัญหาในการคลุกคลีกับช้าง บางฉากเข้า กับช้างฝึกใหม่หมด ต้องทำตัวให้เขาชินและจำกลิ่นได้ พยายามลูบ ๆ กอด ๆ ตลอดเวลาที่เจอกัน เรื่องหนัก ใจคงจะเป็นแอ๊คติ้ง แม่ไม้มวยไทยมากกว่า บางท่าอย่าง เอราวัณเสวยงา หรือ คชสารแทงโลง เป็นท่าอันตรายต้องดัดแปลงประยุกต์ ใช้ให้เข้ากับคู่ปรับแต่ละคน

ทำอย่างไรให้คนดูมองว่าตัวโกงไม่ตายง่ายเกินไป ..?

........... อย่างมิสเตอร์นาธาน คู่ต่อสู้กับแบรด พิทท์ใน Troy มาปะทะฝีมือกับ ก็ต้องดีไซน์ท่าเฉพาะให้เขาด้วย เขาตัวใหญ่ท่าที่ใช้ก็ต้องหาที่เหมาะกับเขา ซ้อมแรก ๆ กลัวเขาทนแรงต้านไม่ไหวเหมือนกัน จะมีคุยก่อนว่ารับหมัดขนาดไหนได้ ไม่ให้ตัวกระเด็นก็พอแล้ว ถึงวันนี้ยังหาท่าให้เขาไม่ลงตัวเลย ดูพี่พันนาว่าจะใช้ท่าอะไร อย่างต้องมีฉากเสี่ยงตายเยอะ เช่น การเล่นกีฬาเอ็กซ์เกมส์ ฉากเรือหางยาวชนกัน เลยเซฟตัวเองเต็มที่ จึงไปเตรียมทำประกันไว้แล้วเหมือนกันเกือบ 20 ล้านบาท ทั้งตัวและก็ทีมงาน เพราะการเล่นหนังแต่ละเรื่อง นักแสดงต้องทำประกันชีวิตอยู่แล้ว มากน้อยเท่าไรไม่ขอบอกแล้วกัน แต่โชคดีที่บริษัทประกันเขายอมทำด้วยตัวเลขที่สูงมาก ๆ เองยังคิดว่าเวลาแสดง บทบู๊เยอะขึ้น มองอนาคตไว้เหมือนกันแก่ตัวไปคงจะเล่นบทแบบนี้ได้ไม่มาก ..........

    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 14/08/2005 04:30 AM  


ความคิดเห็นที่: 6


ต้มยำกุ้ง รสแซบ ..!!
จา พาตะลุย แดนจิงโจ้


.......... มีเงินทุนอยู่ในมือเป็นกระตั้ก เสี่ยเจียง-สมศักดิ์ บิ๊ก สหมงคลฟิล์ม เลยใจปํ้าขนทัพนักข่าวรุ่นเดอะ รุ่นเด็ก ร่วม 100 คน บุกกองถ่ายหนัง .. ต้มยำกุ้ง .. ถึง นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย งานนี้พึ่งบริการ จี.เอ็ม.ทัวร์แอนด์ทราเวิล คอยอำนวยความสะดวก กองถ่ายปักหลักอยู่ที่ Darling Harbour ทุ่มงบ 50 ล้านบาท เนรมิตทุกอย่างที่อยากให้เป็น ..........

ทีมข่าวบันเทิง เกาะติดสถานการณ์ฉากไฮไลต์เด็ดๆ ตอนที่ จา-พนม ยีรัมย์ หรือ โทนี่ จา ณ ต่างแดน เดินย่ำต๊อกตามหาช้างไทยที่ถูกมาเฟีย จอห์นนี่ เหงียน คนดูแลร้านต้มยำกุ้ง ขโมยมาจากเมืองไทย จา เจอ จอห์นนี่ อยู่กับ ตั๊ก-บงกช สาวขายบริการหุ่นเซ็กซี่ จา ต้องปะทะกับลูกน้องตี๋ จอห์นนี่ เรียกว่าได้พะบู๊กันสะบั้นหั่นแหลก ยึดคอนเซปต์ โนสลิง โนสตันต์ เหมือนเดิม เลยเจอสหบาทารุมสกรัมซะอ่วม พอตั้งหลักได้ก็เอาคืนด้วยลีลาแม่ไม้มวยไทย โดยเฉพาะท่ากระโดดตัวลอยเตะได้หนักหน่วงซ้า...า สะใจหลายเด๊อ! เล่นเอาไทย ฝรั่ง ที่ยืนมุงต่างตะลึงไปตามๆกัน หายจากอาการช็อกเลยมีเสียงปรบมือกันเกรียวกราว ถือเป็นออเดิร์ฟเล็กๆ อยากเห็นชุดใหญ่ต้องตีตั๋วดูในโรงต้นปีหน้าเอาเอง

หลังจาก เต็มอิ่มกับเบื้องหลังกองถ่าย พี่นะ-นฤดล ไกด์หนุ่มใจดี พากรุ๊ปทัวร์ช็อปแหลกย่านไชน่าทาวน์ 3 วันติด ต่อด้วยออนทัวร์ชมเมือง อาทิ ซิดนีย์ทาวเวอร์ จุดชมวิวของเมืองที่นึกว่ามา หอคอยบรรหารแจ่มใส .. ล่องเรือรอบอ่าวซิดนีย์ ชื่นชมโอเปร่าเฮ้าส์ และดาร์ลิ่ง ฮาร์เบอร์ บริดจ์ ใครไม่ได้ยลถือว่ามาไม่ถึงแดนจิงโจ้ ตบท้ายก่อนกลับ แวะชมสวนสัตว์ โคล่า .. จิงโจ้ ชมวิวทิวทัศน์บูลเมาเท่น อันเป็นสถานที่ตั้งภูเขาทรีซิสเตอร์ส ต้องยกแม่โป้งให้เพราะโค-ตะ-ระ สวยมั่ก...มาก

    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 14/08/2005 04:34 AM  


ความคิดเห็นที่: 7


เกร็ดภาพยนตร์

ต้มยำกุ้ง เป็นการกลับมาแท็คทีมกันครั้งที่ 3 ของ 5 ทหารเสือ สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ .. ปรัชญา ปิ่นแก้ว .. พนม ยีรัมย์ (โทนี่ จา) .. หม่ำ จ๊กมก และ พันนา ฤทธิไกร หลังจาก องค์บาก .. บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม

ด้วยตัวเลขกว่า 300 ล้านบาท ทำให้ ต้มยำกุ้ง กลายเป็นหนังไทยทุนสร้างสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ เรื่องที่ 2 รองจาก สุริโยไท

เกือบ 2 ปี คือเวลาที่ถูกใช้ไป ในการสร้างภาพยนตร์เรื่องยิ่งใหญ่นี้ และกว่า 600 ม้วนฟิล์ม ที่ถูกใช้เพื่อบันทึกภาพ บอกเล่าเรื่องราวอันอลังการงานสร้างนี้

กว่า 80 เปอร์เซนต์ ของโลเกชั่นหลักในเรื่องนี้คือ เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ด้วยงบประมาณการถ่ายทำในส่วนนี้ กว่าร้อยล้านบาท

ช้าง และ ศิลปะแม่ไม้มวยไทยโบราณ ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองไทย ถูกนำมาผสมผสาน และถ่ายทอดเป็นท่ามวยหลัก ที่ใช้ในการต่อสู้ได้อย่างน่าทึ่งของ จา พนม ยีรัมย์ ที่ห้ามกะพริบตา

เป็นครั้งแรกบนแผ่นฟิล์ม ที่จะถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก กับฉากช้างไทยเดินบนสะพานฮาร์เบอร์บริดจ์

จา - พนม ยีรัมย์ เซอร์ไพรส์พิเศษเป็นของขวัญแฟนๆ ตอกย้ำความเป็นพระเอกภาพยนตร์แอ็คชั่นอันดับ 1 ด้วยฉากแอ็คชั่นไฮไลท์ โชว์ศิลปะการต่อสู้อย่างต่อเนื่องแบบ One Long Take ด้วยความยาว 4 นาทีเต็ม โดยไม่มีการตัดต่อ ในฉากการต่อสู้กับเหล่าร้าย จากชั้น 1 ยันชั้น 4 ของร้านต้มยำกุ้ง

เรือหางยาวพุ่งชนเฮลิคอปเตอร์ คืออีกหนึ่งฉากแอ็คชั่นดีไซน์ ที่ถูกออกแบบเป็นพิเศษของ ต้มยำกุ้ง โดย พันนา ฤทธิไกร เพื่อความมันส์ที่ยิ่งใหญ่กว่าฉากตุ๊กตุ๊กไล่ล่าใน องค์บาก

ทีมงานลงทุนปิดเมืองสุรินทร์และบุรีรัมย์ เพื่อเนรมิตฉากงานสงกรานต์ ซึ่งถือเป็นประเพณีหนึ่งที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจ ด้วยจำนวนตัวประกอบเกือบพันคน ที่อลหม่านไปกับการไล่ล่าของช้าง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งฉากแอ็กชั่นที่ผู้ชมจะได้พบ

อีกหนึ่งฉากใหญ่ที่ทีมงานทุ่มทุนสร้าง และทุ่มเทใจนำเสนอ คือฉากแอ็คชั่นในวัดไทยในซิดนีย์ ที่ จา พนม จะต้องต่อกรกับคู่ปรับหลักๆ อย่าง ลาทีฟ .. จอน ฟู .. นาธาน โจนส์ และลูกสมุนอื่นๆ ภายใต้ฉากหลังในวัดที่เปลวเพลิงกำลังโหมไหม้ และสายน้ำกำลังฉีดพุ่ง ซึ่งเป็นการสอดประสานระหว่าง น้ำ .. ไฟ และฉากแอ็กชั่น ที่ให้ภาพที่สวยงาม และหาชมได้ยากยิ่ง

อีกหนึ่งฉากแอ็คชั่น ที่จะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมได้อย่างแน่นอน คือฉากการต่อสู้ของเหล่าเอ็กซ์เกม ที่รวมพลเป็นสิบ มาห้ำหั่นกับเดี่ยวแม่ไม้มวยไทยของ จา พนม

จอห์นนี่ เหงียน .. นาธาน โจนส์ .. จิน ซิง .. จอน ฟู .. ลาทีฟ นักแสดง และผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปะการต่อสู้จาก อเมริกัน-เวียดนาม .. ออสเตรเลีย .. จีน .. อังกฤษ .. บราซิล ถูกเลือกให้มาเป็นคู่ปรับคนสำคัญของ จา - พนม ยีรัมย์ ในครั้งนี้

จับตาดูการดีไซน์คิวบู๊ และฉากการต่อสู้ระหว่างแม่ไม้มวยไทย ของ จา พนม กับ K1 ของ นาธาน โจนส์ นักมวยปล้ำ WWA และ UPW ชาวออสเตรเลียเจ้าของฉายา Megaman (เม็กกะแมน)

จอห์นนี่ เหงียน ลูกครึ่งอเมริกัน-เวียดนาม นักกีฬาวูซูทีมชาติ 2 สมัย เชี่ยวชาญความสามารถทางศิลปะป้องกันตัวทุกรูปแบบ อาทิ ไอคิโด .. กังฟู .. ไต้ชิ .. ดาบ และหอก ฯลฯ รับบทผู้ดูแลร้าน ต้มยำกุ้ง คู่ปรับคนสำคัญของ จา พนม

ครั้งแรก ที่คนไทยจะได้ฟังเสียงซาวน์แทร็คภาษาอังกฤษอย่างเต็มพิกัด พร้อมคำบรรยายไทยของ หม่ำ จ๊กมก ในบท จ่ามาร์ค ตำรวจไทยในออสเตรเลีย อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

ริค ตำรวจหนุ่มคู่หูของหม่ำ รับบทโดย เดวิท อัศวนนท์ วีเจหนุ่มหลานชายของ อมรา อัศวนนท์ นักแสดงหญิงแถวหน้าของไทย

ต้มยำกุ้ง เป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ได้รับเสียงตอบรับจากชาวต่างชาติ และขายได้ในตลาดโลก ตั้งแต่ยังไม่เปิดกล้อง

ทุ่ม-ทับ-จับ-หัก เป็นหัวใจสำคัญของ ท่ามวยช้างทำลายโรง ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นทหารจตุลังคบาท คอยปกปักรักษาคุ้มกันเท้าทั้ง 4 ข้างของช้างศึกของกษัตริย์ ไม่ให้ศัตรูเข้ามาทำร้ายได้ โดยมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ในศิลปะการต่อสู้แบบรุนแรง ดุดัน และหนักหน่วง ตามแบบฉบับแม่ไม้มวยไทยโบราณ

ท่ามวยช้างทำลายโรง เป็นแม่ไม้มวยไทยที่ประยุกต์มาจากพฤติกรรม และอิริยาบถของช้างในท่วงท่าต่างๆ ความโดดเด่นของท่ามวยนี้ จะอยู่ที่การทุ่ม ทับ จับ หัก ที่เป็นการเข้าทำอันตรายคู่ต่อสู้ในลักษณะประชิดตัว โดยใช้ประโยชน์ของนวอาวุธ (อวัยวะต่างๆ ของร่างกายอาทิ หมัด ท่อนแขน เข่า หน้าแข้ง ขา เท้า) เข้าทำอันตรายคู่ต่อสู้โดยใช้แรงเหวี่ยง และการเคลื่อนไหวของร่างกายเป็นส่วนสำคัญ และอาศัยน้ำหนักของร่างกายในส่วนต่างๆ เสริมสร้างอานุภาพในทำร้ายคู่ต่อสู้ รวมถึงการใช้ไหวพริบ และความคล่องตัวในการหลบหลีก หลอกล่อ และหาจังหวะเข้าช่วงชิง และทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ไปในขณะเดียวกันด้วย แม่ไม้มวยไทยเกี่ยวกับช้างท่าอื่นๆ ได้แก่ คชสารแทงโรง .. เอราวัณเสยงา .. หักงวงไอยรา เป็นต้น

    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 14/08/2005 04:49 AM  


ความคิดเห็นที่: 8


ต้มยำกุ้ง หวังฟัน 1000 ล้าน
จา พนม หรือที่หลายคนรู้จักเขากันดีว่า โทนี่ จา ปลื้มได้ลงกินเนสส์บุ๊ค


........... เสี่ยเจียง หรือ สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ ฟุ้งขายหนัง .. ต้มยำกุ้ง .. ไปแล้วทั่วโลก หวังกวาดรายได้ 1000 ล้านบาทแย้มทุ่มทุน 300 ล้าน ด้าน .. จา พนม ยีรัมย์ ไม่คิดโกอินเตอร์ ขอแค่โด่งดังในเมืองไทยก็เกินพอแล้ว ปฏิเสธได้เล่นหนังฮอลลีวู้ด ..........

หลังจากภาพยนตร์เรื่ององค์บาก ได้รับความนิยมจากทั่วโลก กวาดเงินไปมหาศาล ส่งผลให้เรื่อง .. ต้มยำกุ้ง .. ที่มีทีมผู้สร้าง และนักแสดงเดียวกัน ทั้งผู้กำกับ ปรัชญา ปิ่นแก้ว พระเอก .. จา พนม กลายเป็นที่สนใจ พร้อมๆ กับถูกคาดหวัง ทั้งผู้ผู้บริหาร สหมงคลฟิล์ม ต้นสังกัด ได้กล่าวถึงหนังเรื่องดังกล่าวว่า

ก่อนหน้านี้ เราได้เชิญผู้ที่ซื้อหนังของเราไปแล้วทั่วโลก มาชมหนังเรื่องนี้ก่อนแล้ว ซึ่งเป็นการเชิญผ่านทางรัฐบาล ทุกคนที่ได้ดู ก็ล้วนแต่ชื่นชอบ และบอกว่าดีกว่าเรื่อง .. องค์บาก .. เรื่อง .. ต้มย้ำกุ้ง .. จะมีเรื่องของความรักความผูกพันระหว่างคนกับช้างด้วย หนังเรื่องนี้รวมค่าโปรดักชั่น และค่าโปรโมท เราลงทุนไป 300 ล้านบาท และคาดว่าหลังจากฉายทั่วโลกแล้ว น่าจะได้ 700-800 ล้านบาท หรืออาจจะถึงพันล้าน ก็ต้องมาลุ้นกันว่าผลตอบรับจะเป็นอย่างไร ส่วนในเมืองไทย ก็ตั้งเป้าเอาไว้ 200 ล้านบาท .. ผู้บริหารสหมงคลฟิล์มกล่าวอย่างมั่นใจ

ขณะที่ จา พนม หรือที่หลายคนรู้จักเขากันดีว่า โทนี่ จา ที่กำลังโด่งดังไปทั่วโลก และถูกจับตามองอย่างมาก ได้กล่าวถึงผลงานเรื่องล่าสุดว่า

ยอมรับว่าตื่นเต้น แต่มันก็ไม่เท่ากับตอนหนังเรื่องแรก ในส่วนของความคาดหวังไม่หวังอะไรมาก เพราะถือว่าสิ่งที่มันเต็มที่ที่สุดแล้ว ล่าสุดไปโปรโปทต้มยำกุ้ง ที่ฮ่องกงมา มีโอกาสได้ไปสอนมวยไทยคนฮ่องกงมากกว่าพันคน ทำให้ได้ลงกินเนสส์บุ๊คด้วย ดีใจมากๆ ซึ่งทางฮ่องกงเขาได้จัดให้มีการรับสมัครเรียนมวยไทย และถ้าหากมีผู้สมัครมากกว่า 1000 คน จะได้ลงกินเนสส์ บุ๊ค ซึ่งมีผู้สมัครเกิน ทำให้ได้ลงด้วย .. พระเอกนักบู๊ กล่าว พร้อมอธิบายถึงกระแสข่าวต่างๆ ที่เกิดขึ้นว่า

จา กล่าว ... ที่มีข่าวออกมาว่าจะได้เล่นหนังกับ บรูซ วิลลิส เรื่อง ไดฮาร์ด 3 นั้นเป็นแค่กระแสเท่านั้น จริงๆ ไม่ได้เล่น แต่ถามว่าที่ผ่านมาได้รับการทาบทามให้เล่นหนังฮอลลีวู้ดบ้างไหม ก็มี แต่มีงานที่เมืองไทยเยอะมาก เลยไม่มีเวลาจริงๆ และความฝันของแค่ได้รับการต้อนรับจากคนไทยด้วยกันอย่างดีมันก็มากเกินพอแล้ว ...........

พระเอกชื่อก้องกล่าวทิ้งท้าย ... ทำงานหนักมาตลอด ตั้งแต่ก้าวเข้าวงการ แต่ จา พนม ยอมรับว่า เขารู้สึกมีความสุขกับชีวิตอย่างมาก ที่สำคัญได้ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ด้วย ทุกวันนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของดีขึ้นมาก ทำให้พ่อแม่สุขสบาย ส่วนตัวก็มีรางวัลให้ตัวเองบ้าง อย่างซื้อบ้านราคาประมาณ 10 ล้านบาท ย่านเกษตร และก็ซื้อรถซีอาร์วีให้ตัวเอง 1 คัน แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยได้มีเวลาอยู่หรือขับหรอก เพราะทำงานเสียมากกว่า ส่วนชีวิตคู่ตอนนี้ไม่คิดเลย คิดแต่เรื่องงานอย่างเดียว ..........

    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 14/08/2005 05:03 AM  


ความคิดเห็นที่: 9


ต้มยำกุ้ง
Tom-Yum-Goong


    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 14/08/2005 04:23 PM  


ความคิดเห็นที่: 10


ต้มยำกุ้ง
Tom-Yum-Goong


    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 14/08/2005 04:25 PM  


ความคิดเห็นที่: 11


ต้มยำกุ้ง
Tom-Yum-Goong


    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 14/08/2005 04:26 PM  


ความคิดเห็นที่: 12


ต้มยำกุ้ง
Tom-Yum-Goong


    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 14/08/2005 04:28 PM  


ความคิดเห็นที่: 13


ต้มยำกุ้ง
Tom-Yum-Goong


    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 14/08/2005 04:29 PM  


ความคิดเห็นที่: 14


ต้มยำกุ้ง
Tom-Yum-Goong


    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 14/08/2005 04:31 PM  


ความคิดเห็นที่: 15


ต้มยำกุ้ง
Tom-Yum-Goong


    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 14/08/2005 04:34 PM  


ความคิดเห็นที่: 16


ต้มยำกุ้ง
Tom-Yum-Goong


    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 14/08/2005 04:38 PM  


ความคิดเห็นที่: 17


ต้มยำกุ้ง
Tom-Yum-Goong


    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 14/08/2005 04:40 PM  


ความคิดเห็นที่: 18


ต้มยำกุ้ง
Tom-Yum-Goong


    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 14/08/2005 04:41 PM  


ความคิดเห็นที่: 19


ต้มยำกุ้ง
Tom-Yum-Goong


    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 14/08/2005 04:42 PM  


ความคิดเห็นที่: 20


ช้างกูอยู่ไหน..?
.......................เอาช้างกูคืนมา ..!!


2 ประโยคในหนังนั่น ฟังดูเหมือน คนเลี้ยงช้างรักช้างอย่างมากมาย ..?

แต่ในชีวิตจริงๆ แล้ว
คนเล่นหนังกับช้าง ที่ถูกพามาเล่นหนัง นั้นต่างกัน ตรงที่ว่า ...........

.......... คนเล่นแล้วได้เงิน ได้ใช้เงินของตัวเอง แต่ช้างเล่นเสร็จแล้ว คนเป็นฝ่ายได้เงิน ช้างเหนื่อย แต่ไม่ได้ใช้เงิน เพราะช้างใช้เงินไม่เป็น ถ่ายทำไปกี่ร้อยเทค ช้างก็ไม่มีทางรู้เรื่องได้ เค้าให้เดิน ให้วิ่ง ให้ยก ให้ลาก ให้กิน ก็ทำไปตามคำสั่ง ไม่ใช่เพราะช้างอยากดัง ..........

เห็นหนังได้เงินเยอะแยะ แล้วคิดถึงช้างเร่ร่อนจัง ..!!
ท่านเจ้าของหนัง หรือ ผู้ที่ได้รับเงินและชื่อเสียงมากมายจากหนังเรื่องนี้
พวกเค้า นั่งรถผ่านไปผ่านมา เห็นช้างเดินอยู่ตามท้องถนนในเมืองใหญ่ๆ จะรู้สึกอย่างไรหนอ..?

ถ้าพวกเค้าจะคิดทำอะไรๆ เพื่อระลึกถึงบุญคุณของช้างบ้าง ก็น่าจะดีนะ ..?
เผื่อว่าช้าง จะได้มีฐานะความเป็นอยู่อย่างสบายๆ ในที่ ที่ช้างควรอยู่ อย่างเหมาะสมบ้าง
..............................................ไม่ต้องมาเสี่ยงตายอยู่ตามท้องถนน ให้ผู้คนรู้สึกหดหู่ใจ


ต้มยำกุ้ง

.......... เป็นหนังแอ็คชั่นมันๆ อีกเรื่องที่เราสนใจจะดู ตั้งแต่อ่านข่าวว่า จา พนม ยีรัมย์ จะแสดงนำอีก ก็คอยตามข่าวอยู่เรื่อยๆ ตอนที่ดูเรื่ององค์บาก ก็ชอบๆ มากๆ แล้ว เวลาเราดูหนังแอ็คชั่น ก็ไม่ค่อยได้สนใจเนื้อเรื่องของหนัง ว่าจะเป็นมาอย่างไร แค่เค้าสร้างเรื่องมาให้เข้าใจและมีเหตุผลที่สอดคล้องกับหนังที่ออกมาบ้าง ก็ดูได้แล้ว หนังฝรั่งแอ็คชั่นแบบ โม้ๆ ไร้สาระ ยังชอบดูเลย แล้วนี่หนังแอ็คชั่นของไทย .. ดุเดือด .. เลือดพล่าน .. สะท้านภพ .. แถมดารานำแสดงก็มีแต่คนดังๆ ทั้งนั้น นานๆ จะมีสุดยอดของโลกที่เป็นคนไทยสักคน ต่อให้ต้องยืนรอซื้อตั๋วหนังยาวนานแค่ไหน ก็ต้องขอเป็นหนึ่งในวันแรกๆ ที่ได้ดูหนังสุดยอดของไทยเรื่องนี้ ให้จงได้ .......... :-) :-D

หากสังเกตุดีๆ จะเห็นได้ว่า คิวบู้ในต้มยำกุ้ง มีท่าต่อสู้เพิ่มเติมขึ้นมาเยอะมาก จากที่เราเคยดูในหนังเรื่ององค์บาก แล้วท่า ทุ่ม ทับ จับ หัก ที่หนังต้มยำกุ้งต้องการบอกว่า ถ้าเรามีคู่ต่อสู้ที่ใหญ่กว่า หรือมีจำนวนที่มากกว่า วิธีที่จะทำได้ ก็คือต้องทำให้คู่ต่อสู้นั้น บาดเจ็บอย่างสาหัส และเราก็เห็นได้จากในหนังว่ามีวิธีการเช่นไร

การสื่อสารกับคนดู ต้มยำกุ้งก็มีอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้คนดูอย่างเรา ต้องคิดตามและสงสัย แล้วก็พร้อมที่จะมีส่วนร่วมไปกับหนัง แต่หากเราไม่ตั้งใจดูจริงๆ ก็อาจเป็นไปได้ ที่จะสื่อสารกับหนังไม่เข้าใจ หนังจะดีหรือไม่ น่าจะขึ้นอยู่กับความชอบและรสนิยมของแต่ละบุคคล

แต่แค่ฝรั่งทำท่าว่า ชอบๆ หนังต้มยำกุ้ง
และ เราได้ไปตอดเงินของฝรั่ง กลับบ้านเมืองของเราได้บ้าง ก็ดีใจด้วยแล้ว... :-) :-D





    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 14/08/2005 08:41 PM  


ความคิดเห็นที่: 21


เปิดใจ จา พนม .. ผมกับช้างเป็นมากกว่าความผูกพัน

หากจะพูดถึงนักแสดงที่สร้างความภาคภูมิใจให้คนไทยทั้งประเทศในตอนนี้คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก .. จา พนม ยีรัมย์ .. หรือ .. โทนี่ จา ..

ด้วยลีลาการต่อสู้ที่เหนือชั้น ศิลปะแม่ไม้มวยไทยแต่ละกระบวนท่าที่เขาใช้ในเรื่อง .. องค์บาก .. และ .. ต้มยำกุ้ง .. สามารถผสมผสานความแข็งแกร่ง ผาดโผนและงดงามไว้ด้วยกันอย่างลงตัวแม้แต่ฝรั่งต่างชาติยังต้องลุกขึ้นปรบมือให้กับความสามารถแบบไม่ใช้สลิง ไม่ใช้แสตนด์อินของเขา กล่าวได้ว่า .. โทนี่ จา .. ได้กลายเป็น Idol ของผู้คนครึ่งค่อนโลกไปแล้ว

แต่แง่มุมชีวิตของเขาไม่ใช่มีเพียงการต่อสู้บู๊ล้างผลาญ ทุ่ม ทับ จับ หัก อีกด้านหนึ่งยังมีความรักความผูกพันที่เขามีให้เพื่อนที่รู้จักคลุกคลีกันมาตั้งแต่เด็ก .. จา .. บอกว่า .. ดอกไม้ .. เพื่อนของเขาอารมณ์ดี รักธรรมชาติ และเป็นมังสวิรัติ ตอนเด็กๆ เขากับดอกไม้จะเล่นด้วยกันเสมอ เขาไม่เคยถูกเพื่อนรังแก แม้เพื่อนของเขาจะตัวโตกว่าหลายเท่าก็ตาม

เลี้ยงช้างมาตั้งแต่รุ่นทวด ตั้งแต่เกิดมาผมก็เห็น .. ดอกไม้ .. อยู่ที่บ้านแล้ว เขาเป็นช้างเพศเมียที่พ่อเลี้ยงไว้ คือพ่อผมเป็นควาญช้างซึ่งเป็นอาชีพที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นทวด พ่อเป็นชาวกูย เป็นส่วยอยู่ที่ จ.บุรีรัมย์ .. กูย-กลุ่มคนที่มีอาชีพเป็นควานช้าง .. ส่วย-ชนกลุ่มหนึ่งในภาคอีสาน .. พอแต่งงานกับแม่ก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านโคกสูง .. ต.บักได กิ่ง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ .. เมื่อก่อนพ่อจะเอาช้างไปรับจ้างลากซุง แต่หลังๆ เอาไปให้คนขี่พาเที่ยวชมธรรมชาติ ก็ไปที่ปางช้างลำปางบ้าง เชียงใหม่บ้าง จะย้ายที่บ่อยครับ ตอนนี้เลิกแล้ว ก็เลี้ยงไว้เฉยๆ อยากให้เขา .. ช้าง .. อยู่สบายๆ บ้าง ..

จา กับ .. ดอกไม้ .. ช้างเพศเมีย
ซึ่งอยู่กับครอบครัวยีรัมย์มาตั้งแต่จายังไม่เกิด


ตอนแรกมีดอกไม้อยู่เชือกเดียว แล้วไปซื้อ .. ใบไม้ .. .. ช้างเพศเมีย อายุ 60 ปี .. จากปางช้างที่เชียงใหม่มาอีกเชือกหนึ่ง เพราะอยากให้ดอกไม้เขามีเพื่อน ตอนเอามานี่ใบไม้เขาป่วย แล้วก็ผอมมาก เราก็เอามารักษาจนหาย เขาเป็นเหมือนแม่ลูกกันนะ อยู่ด้วยกันแล้วรักกันมาก เวลาเลี้ยงนี่ง่ายมาก เอาเชือกไหนไปล่ามตรงไหนอีกเชือกหนึ่งเขาจะตามไปด้วย ..

พังดอกไม้ กับ ความผูกพันวัยเยาว์

จาเล่าถึงช่วงชีวิตในวัยเด็กว่า เขาจะช่วยพ่อเลี้ยงช้างโดยพา .. พังดอกไม้ .. ไปกินกิ่งไม้ใบไม้ในป่าละเมาะใกล้ๆ บ้าน และอาบน้ำให้เป็นประจำ .. วันหยุด เสาร์-อาทิตย์ ผมจะมีหน้าที่เลี้ยงช้าง พาช้างเข้าป่าเลย เพื่อนๆ จะขี่ควาย เราก็ขี่ช้าง ลงทุ่งนาแล้วก็เลยเข้าไปในป่า มันสนุกมากนะเวลาที่พาช้างลงไปอาบน้ำในแอ่ง เหมือนเพื่อนเล่นกัน คือตอนนั้นผมชอบดูหนังบู๊หนังแอกชันด้วย ก็โดดตีลังกาจากหลังช้าง ช้างก็มุดน้ำดำน้ำ พลิกไปพลิกมา เราก็ตกลงไปในน้ำ .. หัวเราะ .. ว่ายเล่นกัน สนุกฮะ ..

สืบทอดความรู้เรื่องการเลี้ยงช้างมาจากคุณพ่อ

จากคำบอกเล่าของจาทำให้เราทราบว่าช้างถือเป็นสัตว์เลี้ยงคู่บารมีของตระกูล .. ยีรัมย์ .. เป็นเหมือนสายใยที่สืบทอดกันมาจากรุ่นปู่ย่าตาทวด ซึ่งรุ่นลูกรุ่นหลานต้องสืบสานกันต่อไป และด้วยความเชื่อโบราณซึ่งถือว่าช้างคือเทวดาผู้ปกปักรักษา ดังนั้นหากวันหนึ่งพังดอกไม้และพังใบ้ไม้สิ้นอายุขัยลง ตระกูลยีรัมย์ก็จะต้องหาช้างเชือกอื่นมาทดแทน

มันผูกพันกันมากนะ ช้างจะจำเจ้าของได้ ดอกไม้กับใบ้ไม้เขาจำทุกคนในครอบครัวผมได้หมด คนในบ้านจะขึ้นขี่ก็ขี่ได้เลย ขนาดผมช่วง 10 ปีหลัง นานๆ จะได้กลับบ้านที กลับไปเขาก็ยังจำได้ ผมกลับไปบ้านนี่ จะไปไหว้เขา .. พังดอกไม้ .. ตลอดเพราะถือว่าเขามีพระคุณกับเรา เงินที่พ่อส่งให้ผมกับพี่ๆ น้องน้องๆ เรียนนี่ก็มาจากหยาดเหงื่อของเขา ที่จริงมันไม่ใช่เป็นแค่สัตว์เลี้ยง แต่เป็นเหมือนสมาชิกในครอบครัว เขาเรียกเป็นย่า เป็นยาย เป็นน้อง ที่บ้านผมเรียกว่ายายดอกไม้กับยายใบไม้ เพราะเขาแก่กว่าผมมาก .. หัวเราะเสียงใส ..

ต้มยำกุ้ง บางเสี้ยวจากชีวิตจริง

จาบอกว่าจริงๆ แล้วเนื้อหาในภาพยนตร์เรื่อง .. ต้มยำกุ้ง .. ส่วนหนึ่งมาจากชีวิตจริงของเขา เพราะก่อนที่จะร่างโปรเจ็กต์งานชิ้นนี้ ทั้งปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับภาพยนตร์ พันนา ฤทธิไกร ผู้ออกแบบและกำกับฉากแอกชัน และตัวจาเอง ได้ร่วมกันระดมสมอง โดยมีโจทย์เบื้องต้นว่าอะไรที่เป็นคาแรกเตอร์และเป็นตัวตนของ .. จา พนม ยีรัมย์ .. รวมทั้งสามารถสื่อถึงความเป็นไทยได้ เพราะหนังเรื่องนี้มีเป้าหมายที่จะนำออกฉายในต่างประเทศด้วย

ก็มาได้ข้อสรุปว่าช้างนี่แหละ เพราะที่บ้านผมมีอาชีพเป็นควาญช้าง แล้วช้างก็เป็นสิ่งที่คนทั่วโลกรู้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทย อีกทั้งมวยไทยยังมีท่ามวยที่เกี่ยวกับช้าง เลยลงตัวพอดี ตอนเห็นหนังเรื่องนี้ช่วงที่ตัวเอกยังเป็นเด็ก ดูแล้วก็นึกสมัยผมเด็กๆ นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ..

มวยคชสาร แม่ไม้ที่นำมาดีไซน์ใหม่

แต่ก่อนจะมาเป็นท่า .. มวยคชสาร .. ในเรื่อง .. ต้มยำกุ้ง .. จาต้องเดินทางไปถึงจังหวัดนครราชสีมา และฝากตัวเป็นศิษย์ของ พ.อ.อำนาจ พลุกศรีสุข เพื่อเรียนรู้ชั้นเชิง .. มวยคชสาร .. มวยไทยโบราณที่เน้นการทุ่ม ทับ จับ หัก และเลียนแบบมาจากอิริยาบถของช้าง เช่น หักงวงอัยรา ช้างลำลายโลง เสือทำลายห้างช้างทำลายโลง เอราวัณเสยงา คชสารแทงโลง

ท่ามวยคชสาร ที่เห็นในหนังนี่จะไม่ใช่ท่ามวยโบราณทั้งหมด บางส่วนเราดีไซน์ขึ้นโดยเอาท่าแม่บทหรือแม่ไม้อย่างช้างทำลายโลงมาแตก คือผมไปฝึกกับท่าน พ.อ.อำนาจ ซึ่งท่านเป็นครูมวยที่สอนมวยไทยให้ทหาร ท่านก็ให้ท่าแม่บทมา 2 แม่บท คือ เสือทำลายห้าง กับช้างทำลายโลง

เสือทำลายห้าง ก็จะคล้ายๆ กับท่าไหว้ คือเวลาเสือมันจะจู่โจมมันจะทำลายจากข้างล่างขึ้นข้างบน สมัยก่อนคนที่ไปส่องสัตว์ในป่าจะขึ้นไปนั่งบนห้างหรือแคร่ไม้สูงๆ เสือก็จะพังห้างก่อนถึงจะทำร้ายคน

ช้างทำลายโลง จะยื่นมือออกมา 2 ข้าง คล้ายงาช้าง คือช้างเวลาต่อสู้หรือโค่นต้นไม้เนี่ยจะใช้งาและงวงเกี่ยวจากข้างบนลงมาข้างล่าง

ครูก็บอกว่า ถ้าเราดูแม่ไม้แต่ละท่าดีๆ จะสามารถแตกออกมาเป็นลูกไม้ เกล็ดไม้ และเกล็ดไม้ย่อยได้ไม่มีที่สิ้นสุด อยู่ที่ลูกศิษย์จะเอามาดัดแปลง แม่บทหนึ่งอาจแตกได้เป็นสิบเป็นร้อย อย่างช้างทำลายโลงนี่นอกจากใช้มือแล้วอาจจะแตกออกมาเป็นใช้ขาเกี่ยวก็ได้ คือเราเปรียบขาหรือแขนเป็นงวงเป็นงา มีการหัก การล็อก การทุ่ม เพราะช้างจะใช้งวงเกี่ยว รัด กระชาก เหวี่ยง ถ้าคนถูกช้างเอางวงมารัดแล้วตวัด แขนขาก็หักได้ ..

ถ้าเราไปยึดติดกับท่าแม่ไม้อย่างเดียว ก็จะเป็นท่าแม่แบบตายตัวอยู่แค่ตรงนั้น แต่ถ้าเราเปิดมันก็จะได้ออกมาเป็นท่าไม้เกล็ดไม้ย่อยเยอะมาก จากที่ใช้แขนล็อกแบบธรรมดาคุณก็ใช้ขาล็อกได้ จากใช้แขนเดียวก็ใช้ล็อกด้วย 2 แขน ..

จาเล่าถึงการดีไซน์ท่ามวยในเรื่องต้มยำกุ้ง ว่า .....

อาจารย์พันนา .. พันนา ฤทธิไกร .. เปิดโอกาสให้ผมมีอิสระในการคิดค้นและดีไซน์ท่ามวยอย่างเต็มที่ ส่วนอาจารย์จะคอยควบคุมว่าจะนำท่ามวยต่างๆ มาใส่ในภาพยนตร์อย่างไร ผมมีหน้าที่คือมีความสามารถเท่าไรใส่มาให้หมด ท่ามวยจะไหลไปยังไงก็ได้ เสร็จแล้วอาจารย์พันนา ทีมงาน และผู้กำกับจะนำมาเรียงร้อยเอง ผมก็ไม่ได้นับนะมาแตกออกมาได้กี่ท่า คือเวลามันไหลนี่มันไปเร็วมาก คุณต่อยมาผมเอามือล็อก ถ้าล็อกได้ผมจะเกี่ยวคุณ ถ้าเกี่ยวคุณได้ ผมจะใช้ขาเกี่ยวซ้ำอีก มันจะไหลไปเองหมด จริงๆ แล้วศิลปะการต่อสู้ของทุกชนชาติมีรากฐานเดียวกันหมด คือรากฐานมาจากธรรมชาติ อยู่ที่คนเราจะพลิกแพลงไปอย่างไร ..

ประทับใจกับความแสนรู้

นอกจากช้างทั้ง 2 เชือกที่จาเลี้ยงไว้แล้ว การที่เขาได้มาเล่นหนังเรื่องต้มยำกุ้งยังทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความแสนรู้ของช้างไทย เจ้าตัวเล็กที่เล่นเป็น .. ขอน .. นี่น่ารักมาก เขาขี้เล่น แล้วก็แสดงดีมากๆ มันเกิดมาเพื่อหนังเรื่องนี้มั้ง .. ยิ้ม .. โดยเฉพาะฉากที่แม่ช้างตาย หน้าเขาเศร้ามาก ช้างที่เล่นเป็นแม่ก็เก่งจริงๆ คือเขาผ่านการฝึกมา เขาแกล้งตายได้ แล้วบังเอิญเขาเป็นแม่ของเจ้าตัวเล็กจริงๆ พอล้มตัวลงเหมือนตาย ตัวลูกเลยนึกว่าแม่ตายๆ ก็เข้ามาเคล้าเคลีย ส่งเสียงร้องใหญ่ เขาจะติดแม่มาก อย่างฉากที่ผมไปเจอ .. ขอน .. ที่ออสเตรเลียแล้วเขาดีใจวิ่งมาหา จริงๆ แล้วเราให้แม่ช้างไปยืนอยู่ข้างหลัง เขาก็วิ่งไปหาแม่ เราเข้าไปกอด ที่ตลกคือเขาพยายามจะวิ่งไปหาแม่ เราต้องขืนไว้ แบบว่าเฮ้ยอย่าเพิ่งไป เล่นให้จบฉากก่อน ..

บางทีช้างก็ดื้อนะ ตัวเล็กอีกเชือกนี่เขาติดเจ้าของ ก็จะงอแงวิ่งหาเจ้าของอย่างเดียวเลย เราก็ต้องใช้ลูกล่อลูกชน เอากล้วยมาล่อ ก็ถือกล้วยไว้ในมือ แล้วล่อให้เขาวิ่งตาม ที่เห็นขอนวิ่งตามผมในหนังเนี่ย ความจริงเขาวิ่งตามกล้วยนะ .. หัวเราะร่วน .. เวลาจะให้วิ่งไปทางไหนก็ให้เจ้าของไปยืนตรงนั้น อย่างเสียงร้องที่เห็นในเรื่องบางทีเขาก็ร้องเอง บางทีก็เอาเสียงร้องมาใส่ แต่กว่าจะถ่ายจบ .. ขอน .. ต้องเปลี่ยนตัวถึง 3 เชือกนะ เพราะเขาโตขึ้นเรื่อยๆ ..

ช้างทั้งหมดที่นำมาแสดง ในเรื่อง .. ต้มยำกุ้ง .. นั้นล้วนมาจากปางช้างที่ จ.กาญจนบุรี โดยต้องมีการคัดเลือกและ casting เช่นเดียวกับนักแสดงที่เป็นคน เพื่อดูว่าช้างแต่ละเชือกสามารถทำอะไรได้บ้าง เช่น วิ่งไล่ แกล้งตาย ทำท่าดีใจ เสียใจ ซึ่งถือว่าโชคดีที่หนังเรื่องนี้ได้ช้างที่มีประสบการณ์ด้านการแสดงมาก่อน โดยแม่ช้างและพ่อช้างที่รับบท .. พ่อใหญ่ .. เคยผ่านการแสดงเรื่อง .. สุริโยไท .. มาแล้ว เมื่อคัดเลือกช้างได้แล้ว นักแสดงกับทีมงานก็ต้องเข้าไปทำความคุ้นเคยกับช้าง ตั้งแต่ให้อาหาร โอบกอด ลูบตัว พูดคุยกับเขา เพื่อให้รู้ว่าเราเป็นมิตร เวลาที่ช้างดื้อหรือหงุดหงิดทีมงานก็จะเอากล้วยมาป้อนเพื่อให้ช้างอารมณ์ดี

ทุกครั้งที่เข้าฉากกับช้าง ในเรื่องต้มยำกุ้ง
เราก็จะนึกถึงภาพเก่าๆ ที่เคยเล่นกับช้างที่บ้าน .. จา บอกยิ้มๆ

ฝันทำปางอุปถัมภ์ช้างเร่รอน

จากความรักและผูกพันที่มีให้เพื่อนตัวโต พระเอกนักบู๊คนนี้จึงมีความฝันว่าอยากจะทำปางช้างเล็กๆ เพื่ออุปถัมภ์ช้างเร่ร่อน โดยซื้อที่ดินไว้ประมาณ 100 ไร่ เพื่อรองรับตรงนี้ ที่จะอยู่ใกล้ๆ กับบ้านผมที่สุรินทร์ วางไว้ว่าจะปลูกต้นไม้ทำไร่นาสวนผสม ตอนนี้ก็เริ่มเอาต้นไผ่มาลงแล้ว เอาไว้ให้ช้างกิน คือแต่ก่อนนอกจากพ่อจะเป็นควาญช้างแล้ว แม่ก็ทำไร่ทำนาแต่เป็นเกษตรแบบดั้งเดิมซึ่งผลผลิตจะไม่ค่อยดี เราก็เปลี่ยนมาเป็นไร่นาสวนผสม เป็นเกษตรเชิงอนุรักษ์ อยากเอาธรรมชาติกลับคืนมา ให้มีต้นไม้ใหญ่ๆ ด้วย แล้วให้ช้างไปอยู่ตรงนั้น อยากทำที่บ้านให้เป็นป่า .. หัวเราะ .. ก็ทำตามกำลังที่มี เริ่มต้นจากช้างเราก่อน จากที่ซื้อกล้วยมาให้กิน ก็มีที่ให้เขา มีต้นไม้ที่เขากินได้ แล้วอนาคตค่อยว่ากัน ..

จากการพูดคุยในวันนั้น ทำให้เรารู้ว่า ..........
นอกจากความกล้าบ้าบิ่นที่เราพบเห็นในฉากบู๊ที่เขาแสดงแล้ว
ความอ่อนโอน .. ยังเป็นอีกสิ่งที่เราสัมผัสได้จากผู้ชายคนนี้ .. จา พนม ยีรัมย์ ..


-----------------------------------------------------
อ้างอิงจาก ..... หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการรายวัน
โดย ..... จินดาวรรณ สิ่งคงสิน
วันที่ ..... 30 สิงหาคม พ.ศ. 2548


    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 2/09/2005 12:32 PM  



ชื่อ ::
  *
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปประกอบ ::
  ไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
รายละเอียด ::
  *
  ใส่รูปแสดงอาการ ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ


Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.