| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- เข้าระบบผู้ดูแล -



สงครามศาสนาที่ร้อนระอุในดินแดนศักดิ์สิทธิ์


ชื่อภาพยนตร์ ..... Kingdom of Heaven หรือ The Crusades
ชื่อนักแสดง ..... Orlando Bloom .. Eva Green .. Liam Neeson
ผู้กำกับ ..... Ridley Scott
อ้างอิงจาก .....
- http://www.kingdomofheaven-lefilm.com
- http://www.siamzone.com




     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 2/05/2005 05:46 PM  

 
 
Դ繷: 1


เรื่องย่อ .....

สงครามศาสนาที่ร้อนระอุในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ดูเหมือนจะห่างไกลจาก เบเลี่ยน ช่างตีเหล็กที่สูญเสียครอบครัวและเกือบสิ้นศรัทธา แต่แล้ว เขากลับถูกดึงเข้าไปร่วมในเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่นั้นด้วย ท่ามกลางความเอิกเกริก และเสน่ห์ของเยรูซาเล็มยุคกลาง เขาตกหลุมรัก เติบใหญ่สู่ความเป็นผู้นำ และท้ายที่สุดได้ใช้ความกล้าหาญและทักษะทั้งมวล เพื่อปกป้องเมืองจากคู่ต่อสู้ ที่มีจำนวนมากกว่าอย่างไม่อาจเทียบได้

ชะตาลิขิตตามหาเบเลี่ยนพบในการมาถึงของอัศวินผู้ยิ่งใหญ่ ก็อดฟรีย์แห่งอิบีลิน ทหารครูเสดที่กลับมาบ้านในฝรั่งเศสเป็นช่วงเวลาสั้นๆ หลังการรบทางตะวันออก หลังจากเปิดเผยว่าตนเป็นบิดาของเบเลี่ยน ก็อดฟรีย์ก็ได้แสดงถึงความหมายที่แท้จริงของการเป็นอัศวิน และพาเขาเดินทางข้ามทวีปไปสู่นครศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีตัวตน

ในเยรูซาเล็มตอนนั้น เป็นช่วงระหว่างสงครามครูเสดครั้งที่สอง และสาม .. ช่วงแห่งสันติที่เปราะบาง ด้วยความพยายามของกษัตริย์คริสเตียนผู้รู้แจ้ง กษัตริย์บอลด์วินที่ 4 ด้วยความช่วยเหลือของ ไทบีเรียส ที่ปรึกษา และการยับยั้งกองทัพของ ซาลาดิน ผู้นำชาวมุสลิมผู้เลื่องชื่อ แต่วันเวลาของบอลด์วินมีจำกัด และความบ้าคลั่ง ความโลภ และริษยาระหว่างพวกครูเสด ก็กำลังจะทำให้การสงบศึกต้องสั่นคลอน

มุมมองของกษัตริย์บอลด์วินที่มีต่อความสันติ .. อาณาจักรแห่งสวรรค์ มีอัศวินเพียงหยิบมือที่เห็นด้วย รวมทั้งก็อดฟรีย์แห่งอิบีลิน ซึ่งสาบานว่าจะยืนหยัดปกป้องด้วยชีวิตและเกียรติยศ เมื่อก็อดฟรีย์ส่งดาบอัศวินของเขาต่อให้กับบุตรชาย เขายังได้ส่งต่อคำสาบานอันศักสิทธิ์ : เพื่อปกป้องผู้อ่อนแอ รักษาสันติ ทำให้เกิดความกลมเกลียว ระหว่างศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อให้อาณาจักรแห่งสวรรค์เบ่งบานบนโลก

เบเลี่ยนรับดาบไว้
และ ก้าวเข้าสู่ประวัติศาสตร์ ..!!

     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 2/05/2005 05:50 PM  


Դ繷: 2


เรื่องย่อ เบื้องหลัง ภาพยนตร์
Kingdom of Heaven กำหนดฉาย 5 พฤษภาคม 2548

จงปราศจากความกลัวเมื่อเผชิญหน้าศัตรู
จงพูดแต่ความจริง ถึงแม้จะนำไปสู่ความตาย
จงปกป้องผู้อ่อนแอและละเว้นความชั่ว นั่นเป็นคำสาบานของเจ้า …


ผู้กำกับฯ ริดลีย์ สก็อต เป็นยอดฝีมือในการถ่ายทอดมหากาพย์สู่ภาพยนตร์ ด้วยแก่นแท้ส่วนตัวอันลึกล้ำ อย่างที่เขาเคยได้สร้างผลงานไว้ในภาพยนตร์อย่างเรื่อง Gladiator, Blade Runner, และ Black Hawk Down ในเรื่อง KINGDOM OF HEAVEN เขาหันไปหาสงครามครูเสด การปะทะกันระหว่างชาวยุโรปและตะวันออกอันยาวนานถึง 200 ปีที่เปลี่ยนโลกเพื่อเป็นกรอบให้กับเรื่องราวของหนุ่มน้อยชาวฝรั่งเศสที่ได้ค้นพบลิขิตชีวิตให้เป็นอัศวิน และต่อมาได้เรียนรู้ว่าเกียรติยศชื่อเสียงที่แท้จริงนั้นหมายถึงอะไร

ออแลนโด้ บลูมรับบทเป็น เบเลี่ยน ช่างตีเหล็กที่สูญเสียครอบครัวและเกือบสิ้นศรัทธา สงครามศาสนาที่ร้อนระอุในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ดูเหมือนจะห่างไกลจากเขา แต่แล้วเขากลับถูกดึงเข้าไปร่วมในเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่นั้นด้วย ท่ามกลางความเอิกเกริกและเสน่ห์ของเยรูซาเล็มยุคกลาง เขาตกหลุมรัก เติบใหญ่สู่ความเป็นผู้นำ และท้ายที่สุดได้ใช้ความกล้าหาญและทักษะทั้งมวลเพื่อปกป้องเมืองจากคู่ต่อสู้ที่มีจำนวนมากกว่าอย่างไม่อาจเทียบได้

ชะตาลิขิตตามหาเบเลี่ยนพบในการมาถึงของอัศวินผู้ยิ่งใหญ่ ก็อดฟรีย์แห่งอิบีลิน (เลียม นีสัน) ทหารครูเสดที่กลับมาบ้านในฝรั่งเศสเป็นช่วงเวลาสั้นๆ หลังการรบทางตะวันออก หลังจากเปิดเผยว่าตนเป็นบิดาของเบเลี่ยน ก็อดฟรีย์ก็ได้แสดงถึงความหมายที่แท้จริงของการเป็นอัศวิน และพาเขาเดินทางข้ามทวีปไปสู่นครศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีตัวตน

จากริดลีย์ สก็อต ยอดฝีมือแห่งตำนานสมัยใหม่ คือเรื่อง Kingdom of Heaven ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวมหากาพย์อันยิ่งยงของพวกครูเสด ผ่านสายตาของชายผู้หนึ่งที่อยู่ในตำนานการดิ้นรนหาความเป็นเลิศ ด้วยการใช้เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เป็นฉากหลังให้กับเรื่องราวชีวิตอันละเอียดอ่อน สก็อตซึ่งเคยกำกับฯ ภาพยนตร์ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองเรื่อง Gladiator ใส่เลือดเนื้อให้กับมนตร์ขลังของเรื่องราวเก่าแก่ของอัศวินพเนจร และนำการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ระหว่างมุสลิมและคริสเตียนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้นเมื่อพันปีก่อนมาสู่ชีวิต และสะท้อนสู่ปัจจุบัน

ด้วยการทำงานร่วมกับสก็อต ผู้เขียนบท วิลเลียม โมนาแฮน ได้สร้างเรื่องราวชีวิตที่น่าทึ่งช่วงสั้นๆ ก่อนสงครามครูเสดครั้งที่สาม เมื่อเยรูซาเล็มดินแดนศักดิ์สิทธิ์ส่วใหญ่ถูกปกครองโดยพวกอัศวินชาวยุโรป ที่ถูกดึงดูดมาเป็นพวกครูเสดด้วยความคลั่งศาสนา และคำสัญญาที่จะได้ครองที่ดินและความมั่งคั่งในอาณาจักรต่างแดน เรื่องราวของพวกเขามีศูนย์กลางอยู่ที่อัศวินคนหนึ่ง เบเลี่ยนแห่งอิบีลิน ซึ่งกลายเป็นวีรบุรุษที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงท่ามกลางความไม่น่าไว้วางใจของพันธมิตรชาวคริสเตียน และนำผู้คนแห่งเยรูซาเล็มไปสู่การปกป้องอย่างกล้าหาญในการต่อสู้กับกองทัพซาราเซ็นของซาลาดิน

Kingdom of Heaven นำแสดงโดยออแลนโด้ บลูม (The Lord of the Rings trilogy) เป็นเบบเลี่ยน ซึ่งอาสาเข้าสู่การผจญภัยแห่งชีวิตเพื่อความเป็นธรรม, เลียม นีสัน (Schindler’s List, Gangs of New York) เป็น ก็อดฟรีย์ บิดาของเบเลี่ยน ซึ่งได้มอบมรดกให้กับเขาทั้งตำแหน่งบารอนและเกียรติยศอัศวิน การรวมดาราที่โดดเด่น ยังประกอบด้วย เจ้าของรางวัลตุ๊กตาทอง เจเรมี ไอออนส์ (Reversal of Fortune) เป็นไทบีเรียส ที่ปรึกษาทางทหารของกษัตริย์บอลด์วิน ; เดวิด ธิวลิส (Harry Potter and the Prisoner of Azkaban) เป็นอัศวินผู้พิทักษ์ ผู้แนะนำด้านจิตวิญญาณและผู้ช่วยเหลือด้านการรบของเบเลี่ยน ; และเบรนแดน กลีสัน (Troy) เป็นจอมกระหายเลือด เรย์นาลด์ เดอ ชาติลยง

ในเยรูซาเล็ม เบเลี่ยนตกหลุมรักเจ้าหญิงซิบิลล่า ขนิษฐาแห่งกษัตริย์บอลด์วิน รับบทโดย อีวา กรีน (The Dreamers) เธอเป็นภรรยาที่ไม่สมัครใจของบารอนกระหายอำนาจ กี เดอ ลูซินยง รับบทโดย มาร์ตัน โซคาส (The Bourne Supremacy) ดาราภาพยนตร์และผู้กำกับฯ ชาวซีเรีย แกสแซน แมสซุด (ภาพยนตร์ของแฮแธม แฮกกี้เรื่อง Memories of the Forthcoming Age) ยังรับบทเป็นซาลาดินนายพลซาราเซ็นผู้ยิ่งใหญ่

ภาพยนตร์ อำนวยการบริหารโดยเจ้าของสองรางวัลตุ๊กตาทอง แบรนโก้ ลุสติค (Gladiator, Schindler’s List),ลิซ่า เอลเซย์ (In Her Shoes), และเทอรี่ นีดแฮม ซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยผู้กำกับฯ ที่หนึ่งในหนังของริดลีย์ สก็อต อย่าง Black Hawk Down และ Gladiator ทีมงานครีเอทีฟหลังกล้องนำโดยผู้ที่เคยร่วมงานกับผู้กำกับฯ ชื่อดัง รวมทั้ง ผู้กำกับภาพ จอห์น แมเธียสสัน B.S.C. (ผู้เข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทองจากเรื่อง Gladiator), ผู้ออกแบบฝ่ายศิลป์ อาร์เธอร์ แม็กซ์ (เจ้าของรางวัลตุ๊กตาทอง Gladiator), ผู้ลำดับภาพ โดดี้ ดอร์น A.C.E. (Matchstick Men), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แจนตี้ แยทส์ (Gladiator), และผู้ประพันธ์เพลงประกอบ แฮร์รี่ เกรกสัน-วิลเลียมส์ (Man on Fire)

โด่งดังในเรื่องมุมมองภาพศิลป์ ตัวเอกเชิงซ้อน, และความเอาใจใส่อย่างลึกล้ำในรายละเอียด, ผู้กำกับฯ ริดลีย์ สก็อตได้สร้างโลกมากมายที่ประทับในความทรงจำไว้บนจอภาพยนตร์ ตั้งแต่งานสร้างภาพยนตร์ไซไฟอย่าง Alien ไปจนถึงจินตนาการครั้งใหม่ของโรมยุคโบราณในเรื่อง Gladiator สก็อตได้ใคร่ครวญถึงเรื่องนิยายปรัมปราและตำนานของอัศวินและทุกอย่างที่เป็นการแสดงถึงคนที่เป็นส่วนที่ดีกว่าของสองทศวรรษ

.. ผมอยากที่จะทำหนังเกี่ยวกับอัศวินและยุคกลางมาตลอด โดยเฉพาะเรื่องของพวกครูเสด ..

สก็อตเล่า แรงกระตุ้นนั้นเป็นธรรมชาติ เมื่อนึกไปถึงพวกตัวละครที่เขาสนใจ ตัวเอกแรกเริ่มของสก็อตนั้นเป็นคนธรรมดาแม้ว่าจะเป็นชาย (หรือหญิง) ที่มีพรสวรรค์ ที่ตกอยู่ในเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ตัวละครที่ต้องผ่านความยากลำบากหรือโศกนาฏกรรมเพื่อจะกลายเป็นวีรบุรุษแท้จริง คนที่จะยืนหยัดหรือไม่ยอมละทิ้งไป (ลองนึกไปถึงแม็กซิมัส นายพลชาวโรมันที่กลายเป็นกบฎ ในเรื่อง Gladiator และเด็กการ์ด มือสังหารที่มีคุณธรรม ; หรือริปลีย์ของ Alien)

.. ตามประวัติศาสตร์แล้ว อัศวินเช่นเดียวกับโคบาลหรือตำรวจเป็นตัวแทนของตนที่อยู่ในฐานะผู้นำในวัฒนธรรมของพวกเขาในช่วงเวลาจำเพาะ .. สก็อตกล่าว .. บุคคลตัวอย่างเหล่านี้มักจะทำให้เรามีโอกาสที่ดีในการได้เล่าเรื่องที่สื่อถึงวีรบุรุษ และหนึ่งในสิ่งที่สำคัญสุดก็คือตัวละครจะมีความยุติธรรม ความซื่อสัตย์ และความกล้าหาญในตัวของเขา ..

ผู้เขียนบทภาพยนตร์ โมนาแฮนเป็นผู้แนะนำเรื่องที่เน้นถึงเรื่องราวอาณาจักรแห่งเยรูซาเล็มในช่วงรัชสมัยของกษัตริย์บอลด์วินที่สี่และซาลาดิน และอัศวินหนุ่มที่กลายเป็นผู้ปกป้องเมืองให้กับสก็อต

.. ’อัศวินเป็นตัวแทนของความดีเลิศ .. โมนาแฮนอธิบาย .. และช่วงเวลาที่ของผู้ที่ทำให้รุ่งโรจน์ที่สุดก็คงจะเป็นพวกครูเสด .. ด้วยคำร้องตะโกนว่า .. พระเจ้าประสงค์เช่นนั้น! .. โป๊บเออร์แบนที่สอง ในปี 1095 กระตุ้นให้ชาวคริสเตียนในยุโรปตื่นตัวที่จะกู้คืนเยรูซาเล็มดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ที่ถูกครอบครองโดยกองทัพมุสลิมที่กวาดล้างทำลายแถบตะวันออกกลางในช่วงศตวรรษที่ 7 คนหลายพันตอบรับการร้องขอนี้ ตั้งแต่กษัตริย์ไปจนถึงชาวบ้าน และคลื่นแห่งความสำเร็จของพวกครูเสดก็ลงหลักปักฐานทางซีกโลกตะวันออกในอีก 200 ปีต่อมา เข้าครอบครองนครโบราณ ตั้งอาณาจักร และบ่มเพาะเมล็ดพันธ์ความขัดแย้งทางศาสนาในอีกหลายศตวรรษที่จะมาถึง

เยรูซาเล็มได้ถูกยึดคืนมาในสงครามครูเสดครั้งที่หนึ่ง (มีสงครามครูเสดทั้งหมดรวมแปดครั้ง) และถูกปกครองโดยเจ้าชายคริสเตียนหลายรุ่นด้วยกัน แต่ในปี 1186เมื่อเรื่องของเราเริ่มต้นอาณาจักรเต็มไปด้วยความขัดแย้ง และอำนาจที่ทวีขึ้นของซาลาดินก็คุกคามการรักษาเมืองมากขึ้นทุกที จะดำรงไว้ได้ก็ด้วยการเติมกองกำลังรุ่นใหม่จากยุโรป ข้ารับใช้ของกษัตริย์อย่างก็อดฟรีย์อาจเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อเสาะหานักสู้รุ่นใหม่สำหรับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แน่นอนว่าก็อดฟรีย์ยังมีภารกิจอื่นอีกด้วย

เรื่องราวเน้นถึงช่างตีเหล็กหนุ่มที่ชื่อว่า เบเลี่ยน ซึ่งมีพรสวรรค์ที่มากกว่าการดีเหล็ก .. เบเลี่ยนเป็นช่างก่อสร้าง เป็นวิศวกร .. ออแลนโด้ บลูมกล่าว ผู้ที่บทบาทของเขาในเรื่อง The Lord of the Rings ไตรภาค, Pirates of the Caribbean และ Troy ได้ทำให้นักแสดงหนุ่มกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ .. เขามีความสามารถที่จะมองดูปราสาทและเข้าใจว่ามันจะถูกป้องกันไว้อย่างดีได้อย่างไร ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับเขาภายหลังในการเดินทาง ..

เมื่อเรื่องเริ่มต้น เบเลี่ยนกำลังหมดหวัง แต่บลูมเรียกมันว่าเป็น
.. สภาวะการถูกทำลาย เขาสูญเสียเมีย เขาสูญเสียลูก เราได้พบกับชายที่กำลังตกนรก ..

ในช่วงนี้เอง ที่อัศวินปรากฎตัวขึ้นพร้อมกับสหายร่วมสงครามของเขา เลียม นีสัน แสดงเป็น ก็อดฟรีย์แห่งอิบีลิน ซึ่งจากฝรั่งเศสไปเพื่อเป็นพวกครูเสด และความกล้าหาญและซื่อสัตย์ของเขาทำให้เขามีตำแหน่งใกล้ชิดกับกษัตริย์บอลด์วิน

.. ตอนที่พวกครูเสดเหล่านี้ยึดครองเยรูซาเล็ม พวกเขากลายเป็นคนที่มีอำนาจมาก ..

นีสันเล่า .. พวกเขาได้รับกรรมสิทธิที่ดินผืนใหญ่ๆ พวกเขากลายเป็นเหมือนมีอาณาจักรเล็กๆ เป็นของตนเอง ก็อดฟรีย์เป็นหัวหน้าและนายทหาร และเขาได้รับที่ดินผืนใหญ่นอกเมืองเยรูซาเล็ม ..

ก็อดฟรีย์กลับมาฝรั่งเศสเพื่อตามหาลูกชายของเขา .. เขารู้ว่าเขามีลูกชาย ..

นีสันบอก .. เขาไม่เคยพบกับลูกชายเพราะว่าเบเลี่ยนเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ที่ไม่ควรมีกับแม่ของเบเลี่ยน แต่ก็อดฟรีย์กลับมาเพื่อหาเบเลี่ยนและขอให้เขาไปยังเยรูซาเล็ม ..

.. เขาไม่ได้เสนอที่ดินให้ .. บลูมกล่าว .. เขาไม่ได้เสนอเงินทองให้ เขาเสนอครอบครัว เขาเสนอโอกาสที่จะได้เป็นลูกชายเขา ทำงานให้เขาในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ..

แม้ว่า ในตอนแรกเบเลี่ยนปฏิเสธก็อดฟรีย์ สถานการณ์ทำให้เขาไม่มีทางเลือกแต่ต้องร่วมทางไปกับบิดา .. เบเลี่ยนไม่มีทางไป .. บลูมอธิบาย

.. ความตั้งใจอย่างเดียวของเขากับการเดินทางไปด้วยคือเพื่อหาคำตอบให้กับคำถามข้อใหญ่ๆ ที่วนเวียนอยู่ในหัวของเขา เขาเป็นายหนุ่มในการเดินทางของจิตวิญญาณ ความเป็นตัวเอง และการเติบโตทางการเมือง พยายามที่จะเข้าใจชีวิตคืออะไร เขาแสวงหาการให้อภัยและความเข้าใจ เขาจึงตามไปเจอกับก็อดฟรีย์และเดินทางไปด้วยกัน ..

ก็อดฟรีย์ร่วมเดินทางกับอัศวินคนอื่นๆ พวกทหารรับจ้าง และผู้พิทักษ์ ที่เป็นผู้รับฟังการสารภาพผิด ที่รับบทโดยเดวิด ธิวลิส .. พวกผู้พิทักษ์ถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 11 ..

ธิวลิสกล่าว .. พวกเขาเป็นบาทหลวงที่ช่วยเติมเต็มความต้องการของพวกแสวงบุญชาวคริสเตียนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แม้ว่าผู้พิทักษ์จะสามารถเป็นนักสู้ได้ด้วย แต่พวกเขารักความสงบ ..

ธิวลิสกล่าวว่าก็อดฟรีย์มีปัญหา .. เขามีความเศร้าโศกที่ดำมืดอยู่ในตัวเขา แต่ได้พบทางไถ่บาปบางอย่างในช่วงสุดท้ายของชีวิตเมื่อเขาพบตัวเบเลี่ยน เขาได้ค้นพบความรักอีกครั้งในตัวของเขา ความอบอุ่น ที่ได้เห็นสายเลือดของเขาสืบทอดผ่านไปยังเบเลี่ยนสำหรับอนาคต ..

ในการโจมตีระหว่างการเดินทาง ก็อดฟรีย์ได้รับบาดเจ็บถึงแก่ชีวิตในการต่อสู้ การกระทำสุดท้ายเพื่อไถ่บาปก่อนตาย ก็อดฟรีย์แต่งตั้งลูกชายเป็นอัศวิน ส่งมอบภารกิจรักษาความสงบในเยรูซาเล็ม .. ผมพยายามชักจูงให้เขาไปยังเยรูซาเล็มว่ามีหนทางข้างหน้าสำหรับพวกเราทุกคน คริสเตียน มุสลิม ให้มาร่วมกันและก้าวสู่ความศิวิไลส์ร่วมกัน ..

นีสันกล่าว .. ก็อดฟรีย์ได้สำนึกว่าหลังจากที่เวลาล่วงไปหลายต่อหลายปี มันไม่มีเหตุผลที่จะฆ่ากัน ..

ผู้พิทักษ์กลายมาเป็นสหายและผู้ให้คำปรึกษาของเบเลี่ยนหลังจากการตายของก็อดฟรีย์ .. เขานำเสนอคำถามหลายๆ ข้อให้กับเบเลี่ยนเพื่อหาคำตอบ ..

สก็อตเล่า .. เขาใช้คำว่า ‘การกระทำที่ถูกต้อง’ทำในสิ่งที่ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นอะไร นั่นเป็นสิ่งที่เขาเชื่อว่าพระเจ้ากำลังมองหา และที่เหลือคือความโง่เขลา เราไม่จำเป็นต้องได้ยินเสียง เราไม่ต้องคุกเข่า มันคือการกระทำที่ถูกต้อง ..

ในเยรูซาเล็ม เบเลี่ยนได้พบกับตัวละครอีกหลายตัวที่อธิบายถึงเมืองในเวลานั้น ในตอนแรกเขาได้พบกับขนิษฐาของกษัตริย์ เจ้าหญิงซิบิลล่าผู้ทรงพระโฉม (อีวา กรีน) ซึ่งถูกจับแต่งงานกับ กี เดอ ลูซินยง (มาร์ตัน โซคาส) .. เธอเป็นคนมีเสน่ห์ ..

นักแสดงหน้าใหม่ อีวา กรีนอธิบาย เธอมีผลงานแสดงในภาพยนตร์เรื่องแรกกับหนังของเบอร์นาโด เบอร์โตลุคชี่ เรื่อง The Dreamers .. เธอใช้ทั้งชีวิตอยู่ในเยรูซาเล็ม เติบโตมากับพวกคริสเตียน ยิว และมุสลิม แต่เธอมีชีวิตอยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างถูกกดดัน แม่ของเธอจับเธอแต่งงานอย่างที่ตนเองพอใจ เธอเกลียดชังสามีตนเอง ; เธอไม่นับถือคุณค่าหรือการแสวงหาอำนาจของเขา ซิบิลล่าและเบเลี่ยนถูกดึงดูดเข้าหากันอย่างช่วยไม่ได้ แม้ว่าจะมีความยุ่งยากทางการเมือง .. เบเลี่ยนไม่ได้แสวงหาความรัก .. บลูมกล่าว .. แต่เขาถลำใจตกหลุมรัก เพราะว่าซิบิลล่าเป็นอะไรที่แปลกแตกต่างสำหรับเขา มันเป็นความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ล้ำลึก บางสิ่งที่เขาโหยหาแต่ก็ไม่เต็มใจที่จะตกลงไป การได้พบหญิงสาวผู้นี้ได้จุดไฟแห่งความหวังให้เขา ..

กรีนเชื่อว่า ซิบิลล่าได้พบกับที่หลบภัยในความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเบเลี่ยน และเขาก็เช่นกัน .. ในตอนเริ่มต้นเบเลี่ยนอยู่ในช่วงของการไว้ทุกข์ .. เธอบอก .. เขาสับสนเกี่ยวกับชีวิต กับชะตาชีวิต และซิบิลล่าเป็นสุดของปลายอีกด้านหนึ่ง เธอต้องการใครสักคนที่ดีในชีวิต เธอต้องการความกลมกลืน เมื่อทั้งคู่พบกันมีความสนใจอย่างมากให้กัน เขาบริสุทธิ์ ซื่อสัตย์ เป็นผู้ดี เขาเป็นคนที่ดีเลิศสำหรับเธอ ..

ซิบิลล่ายังมีความกลัวอย่างมากสำหรับบอลด์วินพระเชษฐาของเธอ .. เธอไม่อาจเผชิญความจริงว่าเขากำลังจะตาย .. กรีนกล่าว .. เขาเป็นคนเดียวที่เธอไว้วางใจได้ ..

กษัตริย์บอลด์วินที่สี่ มีชื่อเดียวกับองค์ที่อยู่ในประวัติศาสตร์ เป็นคนดีและเคราะห์ร้ายที่ต้องสิ้นพระชนม์แต่หนุ่มด้วยโรคเรื้อน; โรคได้ก้าวหน้าไปจนถึงขั้นที่พระองค์ต้องซ่อนใบหน้าไว้หลังหน้ากากเงิน .. บอลด์วินแข็งแกร่งและมั่นคงอย่างเหลือเชื่อ แต่พระองค์อ่อนกำลังลงด้วยโรคเรื้อนและความตายก็ใกล้เข้ามาทุกที .. สก็อตเล่า

เมื่อครั้งที่ได้พบกัน บอลด์วินบอกกับเบเลี่ยนอย่างชัดเจนว่า ในฐานะนายคนใหม่ของอิบีลิน เขาจะต้องสานต่อภารกิจของบิดาในการปกบ้องแส้นทางแห่งเยรูซาเล็มเพื่อให้มันเปิดกว้างสำหรับผู้แสวงบุญทุกศาสนา .. ต้อนรับทุกคน .. บลูมกล่าว .. ไม่ใช่เพราะเป็นเรื่องดี แต่เป็นเพราะมันถูกต้อง ..

เบเลี่ยนยังได้พบกับไทบีเรียส ที่ปรึกษาทางทหารผู้ชาญฉลาดและทรหดของกษัตริย์ รับบทโดยเจเรมี่ ไอออนส์ .. เขาเป็นจอมพลแห่งกองทัพเยรูซาเล็ม .. ไอออนส์อธิบาย .. เจ้านายของเขา กษัตริย์บอลด์วิน เป็นโรคเรื้อน ซึ่งอยู่ในขั้นรุนแรง และด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถบัญชาการอาณาจักรอย่างที่ใจปรารถนาได้ จึงมอบภาระส่วนใหญ่ไว้ในมือของไทบีเรียส ..

ไทบีเรียสทำให้เบเลี่ยนรู้ว่าความสงบที่มีอยู่ภายใต้การมีอยู่ของเยรูซาเล็มนั้น คือการที่อาณาจักรถูกห้อมล้อมไปด้วยกองกำลังทหารของซาลาดินจำนวน 200,000 นาย ไอออนส์กล่าวว่าไทบีเรียสมีความนับถือให้กับชาวมุสลิมมากเท่ากับที่มีให้กับชาวคริสเตียน และเขาคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องคอยเตือนให้ผู้คนนับถือซึ่งกันและกัน .. เขาเป็นคนที่มาถึงปลายทางของอาชีพ ที่เบื่อหน่ายการต่อสู้และความประพฤติโง่เขลาที่ล้อมรอบเขาในเยรูซาเล็ม ..

การพักรบชั่วคราว ระหว่างบอลด์วินและซาลาดิน (แกสแซน แมสซุด) กำลังถูกข่มขู่ด้วยการก่อกบฎภายในอาณาจักร .. ขบวนการที่ซับซ้อนเดินเรียงแถวเข้ามาในเยรูซาเล็ม ส่วนใหญ่แล้วทำเพื่อตนเอง .. สก็อตกล่าว ความวุ่นวาย การเมืองฝ่ายตรงข้าม และการโกงกินที่มากขึ้น .. ทุกอย่างได้รับการถ่วงดุลย์อย่างละเอียดอ่อนโดยกษัตริย์บอลด์วินและไทบีเรียส .. เขากล่าวเสริม .. คนอื่นๆ ต่างผลักดันซึ่งกันและกันด้วยความต้องการของตัวเอง ..

ซาลาดิน ผู้นำเสน่ห์แรงของพวกซาราเซ็น รับบทโดยนักแสดงและผู้สร้างภาพยนตร์ชาวซีเรีย แกสแซน แมสซุด เขาเองเคยกำกับฯ เรื่อง The Diplomats, ละครเสียดสีที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับปัญหาการเป็นผู้นำในโลกอาหรับ แมสซุดมองว่า ข้อที่หนึ่งซาลาดินเป็นนักการเมืองที่ยอดเยี่ยม .. และข้อสองเขาเป็นบุรุษแห่งสงคราม .. นักแสดงชายกล่าว .. ซาลาดินเป็นผู้ชนะในหลายสงคราม ในขณะเดียวกันเขาก็ยอมเจรจากับศัตรู มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากของผู้นำในเวลานั้น เขามีบุคลิกที่มีเสน่ห์มากแต่ก็ยังมีความเป็นมนุษย์ อ่อนหวานจากภายใน เขาเชื่อในการเจรจากับศัตรู ..

.. ซาลาดินเป็นที่ยำเกรงในฐานะผู้นำชาวมุสลิม เป็นนักการเมือง สุภาพบุรุษ และผู้เชี่ยวชาญกลยุทธชั้นสูง .. สก็อตเสริม .. และไม่ใช่เพียงแต่ชาวซาราเซ็นเท่านั้นที่เทิดทูนเขา เขายังได้รับความนับถืออย่างมากจากฝ่ายตรงข้ามเช่นกัน .. แมสซุดกล่าวเสริม .. เบเลี่ยนและซาลาดินให้ความนับถือซึ่งกันและกันในเรื่อง ..

กี เดอ ลูซินยง สามีของซิบิลล่า เป็นสมาชิกคนหนึ่งของเหล่าอัศซินเทมพลาร์ ที่เป็นกองทัพศาสนา .. พวกเทมพลาร์เป็นก๊กใหญ่ที่ไม่ต้องการมีสัมพันธภาพกับพวกมุสลิม .. สก็อตอธิบาย .. พวกเขาไม่ต้องการสันติ ..

.. กีเป็นแม่ทัพในกองทัพแห่งเยรูซาเล็ม .. มาร์ตัน โซคาส นักแสดงที่รับบทเขากล่าว .. เท่าที่กีรู้ กษัตริย์ไม่เหมาะสม เพราะกีเป็นทหาร เขาต้องการออกไปรบ ไม่เช่นนั้นก็เพื่อเป็นการกีฬา แน่นอนว่าเพื่อพลังความสำเร็จของเขาจะเป็นชัยชนะ เขาเป็นนักล่าผู้มีชื่อเสียง ความกระหายพลังของเขานั้นมหาศาล เขาช่างตรงข้ามกับเบเลี่ยนอย่างมากมาย ..

กียังรักซิบิลล่าเเม้ว่าเธอจะเกลียดชังเขา .. เขาเคว้งคว้าง ทั้งด้านการเมืองเพราะพวกเขาไม่ได้รวมใจเป็นหนึ่งและชีวิตส่วนตัว เพราะเขาขาดในสิ่งที่เราทุกคนต้องการ ซึ่งก็คือความรักและการจัดการในครอบครัว .. โซแคสกล่าว

คู่หูที่ร้ายกาจและสุดบ้าคลั่ง ของกี ก็คือเรย์นาลด์ เดอ ชาติลยง ซึ่งมีที่มั่นอยู่ที่เคแร็ก (ซากที่เหลือของมันยังคงมีให้เห็นอยู่ ในจอร์แดนปัจจุบัน ห่างจากเยรูซาเล็มไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 50 ไมล์) .. เรย์นาลด์สนุกสนานกับการทำร้ายผู้อื่น .. เบรนแดน กลีสันกล่าว .. เขาเป็นคนผูกพยาบาทและโหดเหี้ยม แต่ในเวลาเดียวกันก็มีความคิดที่บ้าคลั่งของอัศวิน ในทางหนึ่งเขาเป็นทุกอย่างที่ไม่ถูกต้องของการเป็นพวกครูเสด มีพวกที่ทำให้ครูเสดกลายเป็นทฤษฎีแห่งความสุขสบายแห่งอาณาจักรที่บ้าอำนาจ ทุกอย่างที่เรย์นาลด์ทำนั้นถูกผลักดันด้วยความโลภและตัณหา ..

ด้วยความบุ่มบ่ามและแรงกระตุ้นให้สร้างความวุ่นวายและเข้าครอบครองของพวกเขา กีและเรย์นาลด์กระทำในสิ่งที่จะกลายเป็นลูกโซ่ที่จะนำเยรูซาเล็มไปสู่สงครามอย่างเลี่ยงไม่ได้กับพวกซาราเซ็น ขณะที่ใกล้จะสิ้นสุดยุคของกษัตริย์บอลด์วิน เรย์นาลด์ยิ่งกว่ายินดีที่จะทำตามแผนการของกีที่จะได้มาซึ่งอำนาจ จุดแตกหักมาถึงเมื่อกีสังหารคนส่งสารซาราเซ็นอย่างเลือดเย็น .. นั่นเป็นเหมือนจุดจบ ไม่ใช่สำหรับกีแต่ทุกอย่างที่บอลด์วินและซาลาดินได้พยายามรักษาเอาไว้ ซึ่งเป็นหลายฝ่ายและการอดกลั้นของคนหมู่มาก .. โซแคสกล่าว .. เขาได้อย่างที่ต้องการ และผลที่ตามมาด้วย ..

การกระทำที่โง่เขลาครั้งสุดท้ายของกีคือการนำกองทัพแห่งเยรูซาเล็มออกไปจากเมืองและเผชิญกับกองกำลังที่เหนือกว่าอย่างมหาศาลของซาลาดินในสงครามที่แฮตติน ที่ซึ่งบรรดาอัศวินคริสเตียนถูกบดขยี้ เราจะไม่ได้เห็นการรบนี้เนื่องจากไคลแม็กซ์ของเรื่องจะเกิดขึ้นในภายหลัง เมื่อซาลาดินนำกองทัพของเขามาประชิดกำแพงของเยรูซาเล็ม ด้วยความซื่อสัตย์ต่อกฎของอัศวิน เบเลี่ยนรับหน้าที่ปกป้องเมืองด้วยตัวเอง โดยใช้ความสามารถในการเป็นผู้นำและวิศวกร แปลงเมืองให้เป็นป้อมปราการ ท้ายที่สุดมันเป็นสงครามที่เขาไม่อาจชนะ ด้วยนักรบเพียงจำนวนน้อยนิดต่อกองทัพทรงพลังจำนาย 200,000 แต่เขาชนะในการรวมใจผู้ปกป้องและต่อรองการเอาชีวิตรอดให้กับพวกเขา .. ก่อนหน้านั้น .. วิลเลียม โมนาแฮน ผู้เขียนบทเล่าว่า .. ผู้ปกป้องในเยรูซาเล็มอยู่ในสภาวะแตกสามัคคี และพวกเขาต้องเผชิญกับศัตรูที่สามัคคีอย่างเข้มแข็ง ..

.. บอลด์วินและซาลาดินจะรักษาสันติหากว่าเป็นพวกเขา .. ออแลนโด้ บลูมกล่าว .. หากมันไม่ได้เป็นพวกบ้าคลั่งอย่างเรย์นาลด์ และกี เดอลูซินยง ซึ่งกระหายเลือดและอำนาจทั้งคู่ เยรูซาเล็มก็คงจะเป็นที่ซึ่งผู้คนมาสักการะ เป็นที่แห่งสันติ การยอมรับนับถือซึ่งกันและกันในความเชื่อและการปฏิบัติของอีกฝ่าย อะไรก็ตามที่น่าจะเป็น ..

เบเลี่ยนเป็นคนที่รับตำแหน่งอัศวินด้วยน้ำหนักที่คนอื่นๆ ไม่เคยทำ โมนาแฮนชี้ให้เห็น .. เราตัดสินคนจากการกระทำไม่ใช่คำพูด ไม่ใช่สิ่งที่กล่าวอ้าง แต่จากสิ่งที่ทำ .. เขากล่าว .. ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากกฎของการเป็นอัศวิน อย่างที่ริดลีย์พูดไว้ว่าหนังเป็นเรื่องของการใช้สมองและหัวใจ ..

.. อาณาจักรแห่งสวรรค์ไม่ใช่อย่างที่เราคาดหวังไว้ .. บลูเสริม .. มันไม่ใช่ชีวิตหลังความตาย มันเป็นที่ๆ เราอยู่ในฐานะที่เกิดมา ที่ๆ เป็นตัวเราจริงๆ ได้ อาณาจักรแห่งคุณธรรม อาณาจักรแห่งสติปัญญา อาณาจักรแห่งความหวังและความสามัคคี เป็นสิ่งดีเลิศของโลกที่เราใฝ่หา โลกแห่งสันติ ..

     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 2/05/2005 06:32 PM  


Դ繷: 3


จากความคิดสู่การสร้าง

ริดลีย์ สก็อต กำลังมีโครงการสร้างเรื่อง Tripoli ร่วมกับผู้เขียนบท วิลเลียม โมนาแฮน ตอนที่พวกเขาเริ่มหารือกันเรื่องหนังที่เกี่ยวกับองค์ประกอบบางอย่างของพวกครูเสด .. มันเป็นช่วงที่เข้มข้นของประวัติศาสตร์ .. สก็อตกล่าว .. หากเราค้นคว้าช่วง 200 ปีประวัติศาสตร์นั้น เราจะได้เห็นเงาที่เป็นไปได้ของพฤติกรรมมนุษย์ เราสามารถเบือกได้อย่างเฉพาะเจาะจงถึงช่วงที่เราต้องการสำรวจ ..

ความอ่อนไหวและสัมผัสแห่งการเรียนรู้ในสคริปท์ของโมนาแฮน เมื่ออยู่ในมือของผู้สร้างภาพยนตร์ที่เป็นที่ชื่นชอบอย่างริดลีย์ สก็อต สร้างแรงดึงดูดอย่างมากให้กับบรรดาผู้มีความสามรถที่จะร่วมชุมนุมและสร้างภาพยนตร์ขึ้นมา .. มันเป็นช่วงเวลาที่มีหลายอย่างเหมือนๆ กับโลกทุกวันนี้ : วิธีการที่พวกคริสเตียนรับมือกับมุสลิม, วิธีการที่พวกมุสลิมรับมือกับคริสเตียน พวกเขาใช้กันและกันอย่างไร การบันทึกที่แท้จริงของพวกเขาเป็นอย่างไร .. เจเรมี ไอออนส์ ให้ความเห็น .. เรื่องนี้สะท้อนให้เราเห็นถึงวันนี้ ..

สก็อตเน้นว่าเขาสร้างเรื่องในหนังโดยพื้นฐานของประวัติศาสตร์ ไม่ใช่สารคดี Kingdom of Heaven ใช้เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เป็นผืนผ้าใบ เพื่อวาดภาพชีวิตมนุษย์อันเข้มข้น .. เราได้เลือกจุดหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่เราเห็นช่วงของความสงบ ซึ่งดูเหมือนเราจะไม่สามารถบรรลุได้ทุกวันนี้ .. เขากล่าว .. นั่นคือสิ่งที่จับใจ เราพยายามแสดงถึงทั้งสองฝ่ายด้วยความเที่ยงธรรม ตัวพระเอก เบเลี่ยน เป็นชายหนุ่มที่กังวลมากที่สุดเรื่อง ‘การกระทำที่ถูกต้อง’ และความหมายของมัน และหนึ่งในบรรดาตัวละครที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือซาลาดิน ซึ่งรับบทโดยชาวมุสลิม ..

โมนาแฮนหลงเสน่ห์อาณาจักรละตินแห่งเยรูซาเล็มมานาน โดยเฉพาะในรัชสมัยของกษัตริย์บอลด์วินที่ 4 .. มันเป็นช่วงของความสงบระหว่างพวกครูเสดและมุสลิม .. เขากล่าว .. มีความสมดุลย์ของอำนาจ มีความสงบสุขบางส่วน แต่ก็ยังมีความน่าหลงใหลระหว่างวัฒนธรรม .. ความเคารพที่ต่างฝ่ายมีให้กับความสงบถูกรักษาไว้โดยกษัตริย์บอลด์วินที่ 4 และซาลาดิน ซึ่งทั้งคู่ต่างมีผู้ไม่เห็นด้วยในแต่ค่ายของละฝ่าย

โมนาแฮน เริ่มทำงานจากแหล่งข้อมูลดั้งเดิม ด้วยการใช้บัญชีแรก (ที่ถูกแปลมาแล้ว) จากผู้คนที่เคยอยู่ในขณะที่ประวัติศาสตร์เริ่มได้รับการบันทึก และหลีกเลี่ยงการถ่ายทอดความที่ถูกเขียนเอาไว้ในอีกหลายศตวรรษต่อมา การค้นคว้าของเขาเปิดเผยว่ากษัตริย์บอลด์วินและซาลาดินได้ประสบความสำเร็จในการรักษาสันติอย่างคาดไม่ถึง ในช่วงเวลานั้นสามศาสนาอันยิ่งใหญ่สามารถปฏิบัติตนได้อย่างเสรีในเยรูซาเล็ม

.. กษัตริย์บอลด์วินสามารถทำตามการนำของมุสลิมได้อย่างจริงจัง ในตอนที่พวกเขาควบคุมเมือง ด้วยการอนุญาตให้ผู้ศรัทธาศาสนาอื่นๆ ปฏิบัติตนได้ตามครรลองศาสนา .. สก็อตชี้ให้เห็นว่า .. ทุกคนสามาถไปมาได้ตามใจชอบ และสักการะได้อย่างใจปรารถนา ..

ในตอนที่หนังเริ่มต้น ความสงบยังคงอยู่ .. มีการค้าขายระหว่างกัน .. โมนาแฮนให้ความเห็น .. ผู้คนอยู่ร่วมกัน อาณาจักรละตินยืนยงมาเกือบหนึ่งร้อยปีในตอนนั้น และมีเพียงความผิดพลาดความโลภ, ทะเยอทะยาน, บ้าคลั่งที่เริ่มสั่นคลอนมัน ..

     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 2/05/2005 06:38 PM  


Դ繷: 4


การคัดเลือกอาณาจักร

.. ผมได้เป็นในสิ่งที่เด็กชายทุกคนฝันถึง .. ออแลนโด้ บลูมกล่าว .. อัศวิน ง่ายๆ หาหญิงสักคน ทำทุกอย่างที่เขาควรจะเป็น เบเลี่ยนเป็นพระเอกที่ไม่เต็มใจกับการผจญภัย ซึ่งเป็นพระเอกที่ยอดเยี่ยม สำหรับค่าตัวผม ..

ริดลีย์ สก็อตและบลูมเคยร่วมงานกันมาก่อนในหนังของผู้กำกับฯ เรื่อง Black Hawk Down .. ออแลนโด้เป็นคนที่ซื่อตรงและเปิดเผย .. สก็อตกล่าว .. นั่นคือคนที่เขาเป็น เขาเป็นคนที่ใช้ร่างกายกลางแจ้งได้ดี เขายอมตกจากเฮลิคอปเตอร์ให้ผมในเรื่อง Black Hawk Down เขาทำได้ทุกอย่างที่ผมต้องการให้เขาทำ แต่ผมคิดว่าความซื่อตรงและตั้งใจจริงของเขาทำให้เขามีความสมจริงที่โดดเด่นสำหรับบทของเบเลี่ยน ..

.. ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยพวกนักแสดงและได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับริดลีย์ ..

บลูมกล่าว .. การได้เห็นวิธีการทำงานของเขาและร่วมสร้างบางอย่างกับเขา เขามีความสามารถที่น่าขนลุก ที่นำเอาประวัติศาสตร์มาผสมผสานกับแนวคิดของสังคมสมัยใหม่ว่าจะทำหนังอะไร เขาเอาการเมืองมาวางแนบชิดกับความจริง และถ้าเรามาจากความจริง เราก็จะได้ประเด็นของปัญหา หนังของเขาเป็นอาหารของการชม แต่มันยังทิ้งคำถามและความสงสัยไว้กับเรา ด้วยจุดมุ่งหมาย มันเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาจริงๆ และผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีอย่างเหลือเชื่อ ..

อีวา กรีนได้รับเลือกในบทของซิบิลล่า เพราะว่าภาพยนตร์ต้องการตัวแสดงหญิงที่แกร่งเป็นพิเศษ เพื่อความโดดเด่นในโลกที่เกือบจะเป็นเฉพาะของเพศชาย .. อีวาอยู่ในวัยต้นยี่สิบ แต่เธอมีจิตวิญญาณที่สูงวัย ซึ่งผมคิดว่าคือความเป็นผู้ใหญ่ .. สก็อตให้ความเห็น .. เธอมีการตัดสินที่ดีเยี่ยมและสัญชาติญาณที่น่าทึ่ง ..

.. ริดลีย์เป็นคนที่ถ่อมตัวมาก .. กรีนตั้งข้อสังเกตุ .. ในความยิ่งใหญ่ขนาดนี้ของหนัง เขาทำให้มันง่ายแสนง่ายที่จะทำงานกับเขา เขายังเข้าใจว่านักแสดงเปราะบางได้แค่ไหน และสร้างบรรยากาศของความมั่นคงให้กับเรา ความเยือกเย็นและพลังของเขาทำให้เราเข้มแข็งขึ้น เขาไม่เคยแสดงความกังวลหรือเคร่งเครียดให้เห็นเลย ..

ตัวแสดงเอกหลายตัว ตอบรับบทบาทของตัวละครบนพื้นฐานของสคริปท์ของโมนาแฮน และโอกาสที่ได้ร่วมงานกับสก็อต เจเรมี่ ไอออนส์ ซึ่งเคยทำงานในหนังโฆษณาที่กำกับฯ โดยสก็อตเมื่อสองทศวรรษที่แล้ว ตามหาตัวผู้กำกับฯ อย่างกระตือรือร้นหลังจากได้อ่านสคริปท์ .. มันมีทุกอย่างที่เราต้องการให้สคริปท์หนังแอ็คชั่นยิ่งใหญ่มี .. เขาบอก .. ผมอยากเป็นส่วนหนึ่งของมัน หากเรากำลังจะทำหนังใหญ่ ด้วยใจและความเป็นไปได้อย่างมหาศาลสำหรับสิ่งยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้น ผู้กำกับฯ ที่เราอยากให้ทำงานก็คือริดลีย์ ผมคิดว่าเขาทำหนังอย่างที่ไม่เหมือนอะไรที่เคยทำมาก่อน ..

.. เป็นเพราะพลังท่วมท้นและพรสวรรค์ในมุมมองของริดลีย์ คนมักจะมองข้ามความจริงที่ว่าเขาเป็นผู้กำกับฯ ในดวงใจนักแสดง .. โมนาแฮน ผู้เขียนบทกล่าว .. เราเคยเห็นสิ่งนี้จากช่วงแรกๆ ในเรื่อง Alien ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกของการแสดงรวมดารา ..

สก็อตยืนยันความตั้งใจว่าทุกบทบาทของชาวมุสลิมจะรับบทโดยนักแสดงมุสลิม แกสแซน แมสซุด และ คาเล็ด นาบาวี ซึ่งรับบทซาลาดินและมุลเลาะห์ผู้คลั่งสงคราม เป็นนักแสดงชื่อดังในโลกอาหรับ .. มันเป็นประสบการณ์ที่พิเศษมากสำหรับผมที่ได้ทำงานกับริดลีย์ในหนังเรื่องนี้ .. แมสซุดกล่าว .. มันต้องเป็นประสบการณ์พิเศษสุดสำหรับนักแสดงจากโลกตะวันออกที่ได้เล่นหนังกับผู้กำกับฯ อย่างริดลีย์ สก็อต เรานับถือในสิ่งที่เขาคิดเรื่องหนัง เรื่องตัวละคร และเนื้อเรื่อง ..

การรับบท เป็น กี เดอ ลูซินยง ซึ่งใกล้เคียงที่สุดกับการเป็นจอมวายร้าย สก็อตมองหาคนที่ถ่ายทอดความไร้เมตตาที่ถูกสุมเชื้อไฟด้วยความรักที่มีทิฐิได้อย่างน่าเชื่อถือ การกระทำป่าเถื่อนที่น่าตกใจของกี มักถูกกระตุ้นให้เดือดด้วยความเปราะบางที่ครอบงำความหยั่งรู้ มาร์ตัน โซคาส นักแสดงชาวนิวซีแลนด์โดยกำเนิด รู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่ทำให้มหากาพย์นี้ทรงพลังและเป็นการมองอย่างลึกซึ้งถึงบรรดาตัวละคร .. เราต้องเริ่มต้นด้วยเรื่องราวส่วนตัว .. โซคาสกล่าว .. มิฉนั้นมันก็เป็นเพียงแค่การแสดงยิ่งใหญ่และการวางโตแค่นั้น ริดลีย์รู้ว่ามันน่าสนใจกว่าที่จะศึกษาชีวิตทั้งหลายที่อยู่ในนั้น ..

นักแสดงทุกคนได้ทำการค้นคว้าด้วยตัวเองของยุคนั้น เกี่ยวกับตัวละครที่พวกเขาแสดง ประเพณีและวัฒนธรรม แมสซุดได้ศึกษาชีวิตของซาลาดินอย่างมากมายจากแหล่งข้อมูลทางโลกตะวันตกและตะวันออก อ่านบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้นับเป็นพันๆ หน้า .. คนมากมายจะดูหนังเรื่องนี้เพราะว่าซาลาดินเป็นประวัติศาสตร์ .. แมสซุดกล่าว .. เขาเป็นความทรงจำที่เข้มข้นของวัฒนธรรมอิสลามและโลกอาหรับ แต่ก็ยังอยู่ในโลกตะวันตก ในอังกฤษ ในฝรั่งเศส และอเมริกา เมื่อคนได้ดูหนังเรื่องนี้พวกเขาจะสงสัยว่า ชายคนนี้เป็นใคร? ..

แมสซุดรู้สึกว่า ตัวละครได้รับการวาดภาพโดยผู้เขียนบทและผู้กำกับฯ อย่างมีสมดุลย์ ในบางครั้งพวกเขาและแมสซุดจะหารือกันในการปรับปรุงเรื่องราวบนพื้นฐานของสิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับซาลาดินและประเพณีมุสลิม .. ในการปรึกษาหารือระหว่างผมกับผู้กำกับฯ ผมได้เรียนรู้ว่าชาวอังกฤษให้ความนับถืออย่างมากกับซาลาดิน ในฐานะศัตรูที่เป็นผู้ดีของพระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์ .. เขากล่าว
เลียม นีสัน อยู่ในใจสก็อตมาตลอดที่จะได้รับบทเป็นก็อดฟรีย์แห่งอิบีลิน บิดาของพระเอก บทบาทที่เขาแสดงในหนังต่อเนื่องอย่างเป็นธรรมชาติสำหรับปฏิกิริยาระหว่างนักแสดงในระหว่างที่พวกเขาเดินทางข้ามโลเคชั่นในสเปนและโมร็อคโค .. เมื่อเรามีนักแสดงจำนวนมากขนาดนี้ พวกเขาจะรวมตัวกันได้อย่างรวดเร็ว .. สก็อตกล่าว .. เลียมเป็นผู้นำในกลุ่มย่อยเสมอ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้แตกต่างจากคนอื่นๆ ในด้านอายุมากเท่าไหร่ แต่เขาเป็นเหมือนตัวแทนของพ่อสำหรับหลายๆ คน ..

เพื่อสร้างโลกยุคกลางที่น่าเชื่อถือขึ้นมาใหม่นั้น สก็อตเพิ่มจำนวนประชากรด้วยตัวประกอบจำนวนมหาศาล เพียงแค่ในฉากพระราชวังของกษัตริย์บอลด์วินฉากเดียวเท่านั้น ตัวประกอบรวมไปถึง ขอทาน, อัศวินผู้พิทักษ์, อัศวินกองทัพเยรูซาเล็ม, ทหารยาม, ขุนนาง, นักบวช, พระ, องครักษ์ของพวกขุนนางมุสลิม, นักดนตรี, ผู้รอบรู้อิสลาม, พระและทหารซาราเซ็น, คนรับใช้, และคนเลี้ยงม้า

     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 2/05/2005 06:40 PM  


Դ繷: 5


สร้างชีวิตให้กับอดีต

ความทุ่มเทอย่างมหาศาลในการสร้างและนำภาพยนตร์เรื่อง Kingdom of Heaven มาสู่จอนั้นต้องใช้ทั้งเวลาในการค้นคว้าอย่างถี่ถ้วนเป็นเวลาหลายเดือน, การออกแบบที่ยากลำบาก, การประสานงานอย่างต่อเนื่องของทีมงานและหลายๆ ประเทศ แต่ทุกอย่างงอกงามขึ้นจากภาพร่างบนกระดาษ

ด้วยความเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยวิสัยทัศน์ สก็อตวาดภาพสตอรี่บอร์ดขึ้นในหัวของเขาในระหว่างที่อ่านสคริปท์ .. เวลาที่เราทำงานกับริดลีย์ เวลาที่เราพูดถึงเรื่องสคริปท์หรือเนื้อเรือง เขาจะวาดภาพอย่างต่อเนื่อง .. โมนาแฮนเล่า .. เขาวาดกรอบ วาดสิ่งที่เขาตั้งใจจะได้เห็นในนั้น หากว่าเราตั้งใจ ตอนที่ได้เห็นเศษกระดาษแผ่นเล็กๆ บนโต๊ะ เราจะสามารถรวมมันเข้าด้วยกันและรู้ว่ามันจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ไม่มีอะไรที่จะทำให้เราเตรียมตัวพร้อมสำหรับความยิ่งใหญ่ระดับนี้ได้ มันทั้งยิ่งใหญ่และมหาศาล เหมือนกับว่าเป็นปฏิบัติการทางทหารก็ว่าได้ ..

.. ภาพวาดบนผ้าใบ ของริดลีย์ดูเหมือนว่าจะยิ่งใหญ่ขึ้นและใหญ่ขึ้น .. ผู้ออกแบบฝ่ายศิลป์ อาร์เธอร์ แม็กซ์ให้ความเห็น .. แต่มันดูเหมือนว่าเรื่องราวจะละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น คนที่แสนจะธรรมดาคนหนึ่งถูกกวาดอย่างปุบปับเข้าไปในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ที่เขาถูกแวดล้อมไปด้วยตัวละครในประวัติศาสตร์ที่เราทุกคนรู้จัก แต่มันเป็นภาพและการเล่าเรื่องที่ผ่านสายตาของคนผู้หนึ่งที่เคยใช้ชีวิตธรรมดาๆ ..

สก็อตเรียกหาครีเอทีฟฝีมือระดับหัวกะทิที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ รวมทั้ง แม็กซ์ เพื่อช่วยเขาสร้างสรรค์โลกยุคกลางอย่างเต็มรูปแบบในช่วงเวลาแสนสั้น .. มันมีการค้นคว้าตามธรรมเนียมโดยอัตโนมัติ .. ผู้กำกับฯ กล่าว .. ทุกๆ คนกระโจนเข้ามาและเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ..

หลังจากที่ออกเดินทางเสาะหาโลเคชั่น และการรวบรวมข้อมูลอ้างอิงจากห้องสมุดจำนวนมหาศาล แม็กซ์ได้สร้างแบบจำลองของฉากหลักๆ ที่เขาจะใช้เพื่อดูร่วมกับสก็อต เพื่อตัดสินใจรูปแบบสุดท้ายที่จะต้องสร้างขึ้น และเริ่มต้นการร่างภาพกว่า 1,000 ชิ้นที่สร้างสรรค์โดยฝ่ายศิลป์ในโรม

.. มันเป็นเกม ที่เราทุกคนชอบเล่น สร้างโลกขึ้นมาไม่เพียงแต่จากการค้นคว้า แต่จากนินตนาการด้วย .. แม็กซ์กล่าวต่อ .. มันไม่ได้เป็นเพียงด้านหน้าของสิ่งก่อสร้าง เราพยายามทำให้เป็นสิ่งซับซ้อน เยรูซาเล็มโบราณ หรือส่วนที่เป็นปราการแห่งเคแร็ก หรือส่วนหมู่บ้านที่อิบีลิน ไม่ว่าจะเป็นวังหรือหมู่บ้านธรรมดาๆ เราพยายามทำให้มันดูสมจริงอย่างพื้นๆ เพื่อให้เราได้ลื่นไหลไปกับการเล่าเรื่องและเนื้อหาที่เรื่องราวเกิดขึ้น

     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 2/05/2005 06:41 PM  


Դ繷: 6



สงครามครูเสด .....

ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มีรอยจารึกอันยิ่งใหญ่ที่พยายามลบเท่าไรก็ไม่เลือนหาย แห่งสงครามศาสนาอยู่รอยหนึ่ง มีชื่อชัดเจนว่า สงครามครูเสด หรือ สงครามไม้กางเขน โดยที่สงครามใหญ่ครั้งนี้มีไม้กางเขน อันเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ เป็นตรา คือนักรบจากแผ่นดินยุโรป ทั้ง นาย ไพร่ ที่จะบุกบั่นมารบกับพวกแขกในอาหรับนั้น มีตราไม้กางเขนติดที่หน้าอกเสื้อโดยทั่วไปทุกตัวคน ซึ่งตรานี้มีความสำคัญมากใครหลวมตัวคลั่งไคล้ไปติดตรานั้นเข้าแล้ว จะต้องมาร่วมรบโดยเด็ดขาด เปลี่ยนใจไม่ได้ ถ้าเปลี่ยนใจแล้ว จะต้องถูกขับออกให้เป็นคนนอกศาสนาทันที ซึ่งเท่ากับถูกลงโทษประหารทางศาสนานั่นเอง

ขอให้เรามาดูเรื่องราวของสงครามใหญ่ ..... ที่มีเครื่องหมายของศาสนาประกาศความเป็นสงครามศาสนาชัดๆ นี้ กันสักนิดนึง โดยอาศัยเอกสารที่เชื่อถือได้ คือประวัติศาสตร์สากลของ พลตรี หลวงวิจิตวาทการ และ ผลงานการศึกษาเรื่องสงครามครูเสดนี้ไว้โดยเฉพาะ ของ รองศาสตราจารย์ สาคร ช่วยประสิทธิ์ แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งศึกษาจากเอกสารต่างประเทศหลากหลายเป็นหลักฐานอ้างอิง

สงครามศาสนาที่ตีตราไม้กางเขนนี้ ..... เพียงดูระยะเวลาที่ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้คือ ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๖๓๙ ถึง ๑๘๑๓ เท่านั้น ก็ชวนให้เห็นถึงความเหี้ยมเกรียมในจิตใจคน ภายใต้เงาของศาสนาชนิดนั้นอยู่มิใช่น้อย จนแทบจะไม่น่าเชื่อว่าบทบาทนั้น เป็นบทบาทที่ซึ่งเรียกกันว่า ศาสนา ได้ก่อขึ้น เพราะเป็นการสงครามที่มีระยะเวลาข้ามศตวรรษกันเลยทีเดียว รบกันแล้วรบกันเล่าอยู่ได้ตั้งนมนานเกือบ ๒๐๐ ปี ซึ่งความจริงแล้ว ความรู้สึกเช่นนี้ มิใช่จะเกิดมีแก่เราและท่านทั้งหลาย ซึ่งอยู่ในฐานะคนวงนอกเท่านั้น แม้พวกฝรั่ง ซึ่งเป็นคนวงในของเขา และเป็นนักวิชาการทางประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลก เขาก็เคยรู้สึกกันมาแล้ว เช่นที่ รองศาสตราจารย์ สาคร ท่านได้อ้างไว้ คือ นักประวัติศาสตร์ฝรั่งชื่อว่า แอนเน เฟรแมนเติล (Anne Fremantle) ได้กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง ยุคศรัทธา (Age of Faith) หน้า ๕๓ ของเขาดังนี้ .....

จากสงครามทั้งหมดที่มนุษย์เคยรบ ..... ไม่มีครั้งใดที่ได้กระทำไปด้วยใจจดจ่อยิ่งไปกว่าสงครามที่มีศรัทธาเป็นที่ตั้ง และจากสงครามศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด ไม่มีครั้งใดที่จะมีการสูญเสียเลือดเนื้อและมีความยืดเยื้อมากไปกว่าสงครามครูเสดในยุคกลาง ครูเสดซึ่งได้มีอิทธิพลเหนือคนในยุคกลางเป็นเวลา ๒๐๐ ปี จากตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๑ จนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ ความศรัทธาอย่างแรงกล้าเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดขึ้น และจบสิ้นลงด้วยความเข้าใจที่แจ่มแจ้ง ประกอบทั้งความยุ่งยากนานัปการ ... แน่นอน นักประวัติศาสตร์ผู้นี้ เขียนเรื่องเกี่ยวกับศรัทธา ย่อมเน้นการมองสงครามหฤโหดในแง่ของศรัทธาเป็นหลัก แต่ศรัทธานั้น ในทัศนะที่ใสสะอาดของพระพุทธศาสนาเรียกว่า มิจฉาศรัทธา คือ ศรัทธาที่ผิด เพราะเป็นศรัทธาที่นำไปสู่การล้างผลาญกันอย่างน่าเอน็จอนาถเป็นที่สุด และที่เขากล่าวว่า จบสิ้นลงด้วยความเข้าใจที่แจ่มแจ้งนั้น จะเป็นความเข้าใจในฐานะของผู้สำนึกผิดหรือไม่ ก็ไม่อาจจะทราบได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ถือได้ว่า ถ้อยคำของเขาไม่กี่ประโยคนั้น ก็เป็นการยอมรับอย่างชัดเจนว่า สงครามที่บรรพบุรุษทางศาสนาของเขาสร้างขึ้นไว้เป็นตราบาปอันใหญ่หลวงในประวัติศาสตร์นี้ มีความเหี้ยมหฤโหดอย่างเหลือเชื่อจริงๆ
พิษสงของสงครามศาสนาตราไม้กางเขนที่ว่านี้ ..... ในประวัติศาสตร์สากลของท่าน พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ระบุไว้ว่า การไปรบนี้ ก็โดยความขอร้องของพระสังฆราชกรุงโรมชาวยุโรปได้เสียชีวิตไปในสงครามครูเสดราว ๗ ล้านคน โดยที่ไม่สามารถกำจัดหรือกวาดล้างพวกเตอร์กได้ จำนวนคนตั้ง ๗ ล้านคน ในสมัยที่โลกมนุษย์ยังไม่มีมนุษย์ล้นโลกเช่นทุกวันนี้ ย่อมถือได้ว่า มิใช่จำนวนเล็กน้อยเลย ยิ่งคิดกันให้ละเอียดไปถึงฝ่ายอาหรับด้วยแล้ว คงจะต้องเพิ่มจำนวนการสูญเสียแห่งมนุษยชาติเข้าไปอีกนับล้านเช่นกัน ... สงครามครูเสด ที่สังฆราชกรุงโรมเป็นผู้จุดชนวนขึ้นนั้น คงจะล้างผลาญผู้คนไปนับเป็นสิบกว่าล้านอย่างแน่นอน ... น่าสังเวช น่าสลดใจเพียงไร ก็ขอให้ลองคิดกันดู และเมื่อคิดแล้ว ก็อย่าหลับตาตัดบทเสียว่าเป็นเรื่องของอดีตที่ไม่ควรจะหวนคิด เพราะแท้จริงแล้ว มันเป็นเรื่องของวิญญาณทางศาสนาที่สืบทอดลงมาจนถึงทุกวันนี้ อันมีสัจจะที่บ่งชี้ ดังที่เราจะได้ดูกันต่อไป

สงครามศาสนาตราไม้กางเขนนี้ ..... มีเรื่องราวโดยสรุป
ซึ่งหลวงวิจิตรวาทการท่านได้กล่าวไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์สากลของท่าน ดังนี้

ครั้งที่ ๑ ตั้งแต่เมื่อพุทธศักราช ๑๖๓๕ ถึงพุทธศักราช ๑๖๔๒ เป็นครั้งที่ครึกครื้นที่สุด พระเจ้าแผ่นดินหลายพระองค์ได้ไปในครั้งนี้ และเป็นครั้งเดียวที่เอาชนะพวกเตอร์ก เปิดทางให้คริสต์ศาสนิกชนไปนมัสการที่ฝังศพพระเยซูได้สะดวก

ครั้งที่ ๒ ตั้งแต่พุทธศักราช ๑๖๙๐ ถึง พุทธศักราช ๑๖๙๒ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๗ ของฝรั่งเศส กับ พระเจ้าคอนราดที่ ๓ ของเยอรมัน ได้ไปในครั้งนี้ แต่ย่อยยับกลับมา

ครั้งที่ ๓ ตั้งแต่พุทธศักราช ๑๗๓๒ ถึง พุทธศักราช ๑๗๓๕ พระเจ้าเฟรเดริกที่ ๑ (เยอรมัน) ฟิลิปป์ออกุสต์ (ฝรั่งเศส) และริชาร์ด ไลออนอาร์ (อังกฤษ) ได้ไปในครั้งนี้ พากันแพ้กลับมา และพระเจ้าเฟรเดริกจมน้ำตาย

ครั้งที่ ๔ ตั้งแต่พุทธศักราช ๑๗๔๕ ถึง พุทธศักราช ๑๗๔๗ ไม่ได้ผลอะไรเลย และแทนที่กองทัพครูเสดจะไปรบพวกเตอร์ก กลับไปรบพวกคริสเตียนด้วยกันเอง

ครั้งที่ ๕ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๑๗๖๐ ถึง พุทธศักราช ๑๗๖๔ เซนเญอร์ของฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อ ยองเลอเบรียน กับพระเจ้าแผ่นดินฮังการี ไปรบพวกเตอร์กในประเทศอียิปต์ และไม่ได้ผลทางชัยชนะ

ครั้งที่ ๖ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๑๗๗๑ ถึง ปีพุทธศักราช ๑๗๗๒ พระเจ้าเฟรเดริกที่ ๒ (เยอรมัน) เป็นหัวหน้าไป แต่แทนที่จะไปรบ กลับไปทำไมตรีกับพวกอาหรับ ซึ่งมีผลดีกว่าไปรบ เพราะทำให้พวกอาหรับยอมให้พวกคริสเตียนเดินทางเข้าเมืองเยรูซาเลมได้อีก

ครั้งที่ ๗ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๑๗๙๑ ถึง พุทธศักราช ๑๗๙๒ และ

ครั้งที่ ๘ ในปีพุทธศักราช ๑๘๑๓ นั้น สงครามครูเสดได้ทำกันในประเทศอียิปต์ เพราะพวกหัวหน้าเตอร์กมีถิ่นสำคัญตั้งอยู่ที่นั่น และแซงต์หลุยส์ (ฝรั่งเศส) เป็นตัวตั้งในสงครามครูเสดทั้งสองครั้งนี้ จนแซงหลุยส์สิ้นพระชนม์เมื่อพุทธศักราช ๑๘๑๓ และ สงครามครูเสดก็สุดสิ้นลงในครั้งนี้

นอกจาก ..... หนังสือประวัติศาสตร์สากล ยังได้ให้ข้อสังเกตอันชวนให้เห็นถึง ความเหี้ยมโหดและบ้าคลั่งของสงครามศาสนาตราไม้กางเขนนี้ไว้ด้วย ... ยังมีเรื่องแปลกๆ เช่นในสงครามครูเสดครั้งที่ ๓ นั้น พระเจ้าริชาร์ด (อังกฤษ) แทนที่จะรบเตอร์กกลับไปทำไมตรีกับเตอร์ก กองทัพทั้งสองฝ่ายแทนที่จะรบกัน ก็กลับมีการเลี้ยงดูกันอย่างสนุกสนาน หัวหน้าเตอร์ก กับ ริชาร์ดเป็นมิตรกัน ถึงกับมีการส่งของขวัญให้กันเสมอ และริชาร์ดถึงกับดำริจะยกน้องสาวให้แก่หัวหน้าเตอร์ก ความทราบถึงพระสังฆราชก็ส่งคำขาดไปยังพระเจ้าริชาร์ดว่า ถ้าทรงทำเช่นนั้น จะถูกปัพพาชนียกรรม เรื่องจึงระงับไป

ประเด็นที่ท่านผู้เรียบเรียงประวัติศาสตร์สากลท่านเห็นว่าแปลกตามข้อความนี้ ..... คือถูกใช้ให้ไปรบแต่พระเจ้าริชาร์ดกลับไปทำไมตรีถึงขนาดออกพระโอษฐ์จะยกน้องสาวให้ข้าศึก แต่สำหรับผู้เขียนไม่เห็นแปลกในประเด็นนี้ เพราะวิถีทางที่พระเจ้าริชาร์ดทรงปฏิบัตินั้นเป็นวิถีทางที่ถูกต้อง และเป็นหลักนิยมอันสำคัญที่สุดในการสร้างสันติภาพให้แก่สังคมโลก ที่ใช้กันอยู่ในยุคปัจจุบัน คือการระงับข้อพิพาทด้วยการถ้อยทีถ้อยเจรจาเป็นไมตรีกัน ดีกว่าที่จะฆ่ากันให้วอดวายไป ถ้าพระเจ้าริชาร์ดได้รับการสนับสนุนให้ปฏิบัติการไปตามที่ทรงเห็นชอบเห็นควรนั้นแล้ว มนุษย์ตาดำๆ ก็จะรอดพ้นจากคมหอกคมดาบแห่งการรบราฆ่าฟันกันในสงครามครั้งนั้นมากมาย ทรัพย์สินเงินทองก็จะพ้นจากความวอดวายก่ายกอง และวัตถุประสงค์แห่งการยกกองทัพมา ก็บรรลุดังที่ติดป้ายไว้หน้าแกด้วย คือพวกคริสต์ในยุโรปสามารถจาริกแสวงบุญมายังตะวันออกกลางได้โดยปลอดภัย ฉะนั้นผู้เขียน จึงไม่แปลกประหลาดอะไรในพระราชดำริ และ หนทางปฏิบัติที่พระเจ้าริชาร์ดได้ทรงดำเนินไป

ประเด็นที่ผู้เขียนรู้สึกว่าแปลกประหลาดที่สุดก็คือ ..... สังฆราชคาทอลิกที่กรุงโรม บังคับขู่เข็ญให้พระเจ้าริชาร์ด ต้องจำเป็นจำพระทัยทำสงครามต่อไป จนในที่สุดไม่ได้อะไรกลับไปนอกจากความอัปยศในฐานะผู้แพ้สงคราม ... เพราะการบังคับขู่เข็ญให้คนต้องฆ่ากันเช่นนั้น เป็นวิสัยของพวกยักษ์พวกมารมากกว่า ที่จะเป็นวิสัยของนักศาสนาที่อวดอ้างตลอดเวลาว่า มากไปด้วยเมตตา ล้นเหลือไปด้วยความปรารถนาในสันติภาพ ... คนขนาดนั้น ยังประพฤติตนแบบ มือถือสาก ปากถือศีล อย่างนั้น เป็นข้อที่น่าแปลกประหลาดยิ่งนักว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปแล้วในประวัติศาสตร์ อันเป็นประวัติศาสตร์ที่บอกเชื้อบอกแถวของคนพวกนี้ ... ยิ่งกว่านั้น พฤติกรรมอันแสดงความเหี้ยมโหดในจิตใจอย่างไม่น่าเชื่อ ของสังฆราชกรุงโรมนี้ เมื่อนำไปพิจารณาเทียบเคียงกับแนวทางของศาสดาเองแล้ว จะเห็นว่าเป็นการสวนทางกันอย่างชัดเจนที่สุด คือ ศาสดาเยซูนั้น เดินไปในแนวทางรุกเงียบ ไม่ส่งเสริมให้คนอาฆาตพยาบาทรบราฆ่าฟันกัน จนกระทั่งสอนศาสนาคัดค้านลัทธิ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ของยิวจนเป็นอันตรายถึงชีวิตต่อตนเอง แต่สาวกใหญ่ต่อมาซึ่งอ้างว่าเป็นตัวแทนของศาสดาโดยตำแหน่ง กลับไปเดินในหนทางยิว คือล้างแค้นด้วยสงครามไม่ยอมมองเห็นความดีงามของไมตรีและสันติภาพ อันจะช่วยให้ได้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ โดยไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อของมนุษย์ตาดำๆ ... มันน่าแปลกประหลาดเพียงไร ก็ขอให้ผู้อ่านโปรดได้ใช้สติและปัญญาไตร่ตรองดู

อีกข้อหนึ่ง ..... ที่ท่านผู้เรียบเรียงประวัติศาสตร์สากลท่านสังเกตเห็นว่า เป็นเรื่องที่แปลก คือ ในการสงครามครูเสดครั้งที่ ๔ นั้น พระเจ้าแผ่นดินอังกฤษและฝรั่งเศสกำลังทำสงครามกันอยู่จึงมิได้ไปรบ พวกเจ้าครองนครทั้งหลายไปกันเอง และตกลงกันว่าจะไปตีพวกเตอร์ก ในประเทศอียิปต์ เพราะถิ่นชุมนุมสำคัญของพวกเตอร์กอยู่ที่นั่น เมื่อรบชนะทางอียิปต์แล้ว อำนาจของเตอร์กทางปาเลสไตน์กับทางซีเรียก็จะสิ้นไปด้วย พวกนี้ได้พากันไปถึงเมืองเวนิส การที่จะไปอียิปต์ก็ต้องมีเรือข้าม พวกครูเสดไม่มีเรือ จึงต้องว่าจ้างเรือของชาวเวนิสข้ามทะเล พวกเวนิสตกลง และ เรียกค่าจ้างคิดเป็นเงินไทยราวสี่แสนบาท ทั้งมีข้อสัญญาพิเศษว่า พวกครูเสดจะต้องยอมให้พวกเวนิสไปรบด้วย ปล้นได้เท่าไรต้องแบ่งกันคนละครึ่ง พวกครูเสดไม่มีเงินให้ พวกเวนิสจึงมีความคิดขึ้นใหม่ว่า เมืองซามา เป็นเมืองศาสนาคริสต์แท้ๆ เป็นคู่แข่งขันกับเวนิสอยู่ ถ้าพวกครูเสดไปตีเมืองซามา มาให้ได้แล้ว พวกเวนิสจะต่อเรือลำเลียงทหารให้ โดยไม่ต้องเรียกร้องราคาเลย พวกครูเสดตกลงทันที เลยไปรบเมืองซามา จนชนะและยกให้แก่เวนิส

ข้อที่ชวนให้เห็นว่า ..... แปลกตามที่ปรากฏในข้อความตอนนี้ ก็คือกองทัพที่ตีตราศาสนาและประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่า จะไปรบกับพวกต่างศาสนา เพื่อรับใช้พระเจ้าของตนแท้ๆ ไปๆ มาๆ กลับไปฆ่าฟันล้างผลาญพวกเดียวกันเองเสียฉิบ มันแสดงถึงความโลเลเหลวไหลอย่างน่าอดสูอย่างยิ่งทีเดียว แต่ก็มิใช่เพียงเท่านี้ ยังมีประเด็นที่น่าคิด ซึ่งคิดแล้วก็ชวนให้รู้สึกแปลกอยู่อักโข คือคราวนี้ พอพวกครูเสดจะเดินทางไปอียิปต์ ก็เผอิญมีเจ้ากรีกองค์หนึ่งทรงพระนามว่า อะเล็กซิส พระบิดาของเจ้าองค์นั้น เป็นเจ้าครองนครกรีกนครหนึ่ง ซึ่งถูกพวกโรมันทางกรุงคอนสแตนติโนเปิลมาถอดจากตำแหน่งเจ้ากรีกองค์นั้น ได้มาหาพวกครูเสดแล้วแจ้งว่า ถ้าพวกครูเสดไปรบเมืองคอนสแตนติโนเปิลให้แล้ว จะให้ค่าจ้างอย่างงาม และจะให้กำลังทหารไปรบอียิปต์ พวกครูเสดก็ยอมตกลง ความทราบถึงพระสังฆราชกรุงโรม ก็ทรงพยายามห้ามมิให้พวกครูเสดทำดังนั้น ถ้าขืนทำจะปัพพาชนียกรรม คือเป็นกิจของสงฆ์ทำในการขับไล่ออกจากหมู่ รวมทั้งชาวเวนิสด้วย แต่พวกนี้ก็ไม่เชื่อฟังกัน ไปตีคอนสแตนติโนเปิล ซึ่งเป็นเมืองคริสเตียนด้วยกัน ขนเอาทรัพย์สมบัติมาจนขนไม่ไหว เป็นครั้งที่ร่ำรวยที่สุด ถึงกับกล่าวกันว่า ตั้งแต่พวกครูเสดยอมสละชีวิตถวายพระเจ้ามา ไม่เคยมีคราวใดที่พระเจ้าตอบแทนงดงามเท่าครั้งนี้ … พวกครูเสดครั้งนี้ ไม่ปรากฏว่าไปตีพวกเตอร์กที่อียิปต์ตามความมุ่งหมายเดิม เมื่อได้สมบัติมากมายจากคอนสแตนติโนเปิลแล้ว ก็พากันกลับ

ข้อที่น่าแปลกตอนนี้ก็คือ ..... อำนาจของสังฆราชกรุงโรมนั้น มีความศักดิ์สิทธิ์แต่ตอนที่จะบังคับให้คนไปรบ บังคับให้คนที่เขาอยากจะเลิกรบให้จำใจต้องรบต่อไป เช่นกรณีของพระเจ้าริชาร์ดแห่งอังกฤษดังกล่าวมาแล้ว แต่ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อะไรแม้แต่น้อยนิด ในกรณีที่จะบังคับให้คนเลิกรบกัน อันนี้เป็นร่องรอยที่มีบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์อย่างชัดเจน ซึ่งคงจะเนื่องมาจากร่องรอยเช่นนี้นี่เอง ทุกวันนี้ จึงไม่มีปัญญาอะไร แม้แต่ที่จะห้ามปรามไม่ให้คนรบราฆ่าฟันกัน ถึงแม้ว่าคนเหล่านั้นจะถือพระเจ้าองค์เดียวกัน เป็นสาวกของศาสดาองค์เดียวกันก็ตาม ดังที่ปรากฏอยู่ในไอร์แลนด์เหนือ แต่ในกรณีที่จะวางแผนออกอุบายเข้าแย่งยึดอำนาจในประเทศต่างๆ จนเป็นผลให้ผู้คนต้องรบกันจนยากที่จะยุติได้ เช่นที่ปรากฏผลให้เห็นในประเทศต่างๆ เช่น ในนิคารากัว ในฟิลิปปินส์ บาทหลวงก็ออกโรงกันถึงขนาดเข้าร่วมมือกับคอมมิวนิสต์ยึดอำนาจรัฐ ทำให้รบกันมั่วไปหมด ...

.................... แต่ก็น่าแปลกนักหนา ที่สังฆราชกรุงโรมไปถึงไหนก็ตะโกนคำว่า สันติภาพ ถึงนั่น ทั้งๆ ที่ไม่เคยช่วยให้เกิดสันติภาพได้เลย แม้ในหมู่สาวกบริวารของตัวเองแท้ๆ ....................

เท่าที่ได้อ้าง ..... เอาคำของนักประวัติศาสตร์ท่านมาชี้แจงให้เห็นอย่างยืดยาวนี้ ก็คงจะเพียงพอทีเดียวสำหรับการที่จะเข้าใจได้อย่างถูกต้องชัดเจนว่า สงครามศาสนาตราไม้กางเขนที่เรียกกันว่า สงครามครูเสด นั้น มีธาตุแท้ในชีวิตจิตใจเป็นอย่างไร เหี้ยมเกรียมและสกปรกโสมมเพียงไร ต่อไปใคร่จะขอเชิญชวนให้ดูถึงสาเหตุ อันเป็นเครื่องชี้ถึงเจตนาอันแท้จริงของสงครามที่ประทับตราศาสนาคริสต์นี้ต่อไป ซึ่งจะถือเอาบทวิเคราะห์ของ รองศาสตราจารย์ สาคร ช่วยประสิทธิ์ ในวารสารประวัติศาสตร์ของภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเป็นหลัก

สงครามศาสนาตราไม้กางเขนนี้ ..... เป็นที่รู้กันอยู่ในหมู่ผู้สนใจในเรื่องราวความเป็นมาของโลกว่า มันระเบิดตูมตามขึ้นมาจนกลายเป็นไฟมหากาฬเผาผลาญชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์อยู่เกือบ ๒๐๐ ปีนั้น ก็ด้วยวาทะอันกึกก้องกัมปนาท ของท่านผู้ไม่รู้จักตายในหน้าประวัติศาสตร์ ผู้ยืนผงาดอยู่กลางมหาอาณาจักรคาทอลิก ผู้นามว่า สัตปาปาเออร์บัน ที่ ๒ (ประวัติศาสตร์สากลของหลวงวิจิตรวาทการเรียกว่า สังฆราชอือร์แบง) ซึ่งแสดงเป็นสุนทรพจน์ปลุกระดม ณ ที่ประชุมเมือง แคลร์มอนท์ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๐๙๕

สุนทรพจน์สำคัญ ..... อันมีผลทำให้ผู้คนบ้าคลั่งจนฆ่ากันตายนับเป็นสิบล้านคนนี้ มีผู้บันทึกไว้ถึง ๔ สำนวน แต่นักประวัติศาสตร์ท่านบอกว่า เมื่อเทียบเคียงกันดูแล้ว ทั้ง ๔ สำนวนมีสาระสำคัญคล้ายคลึงกัน สำนวนที่นักประวัติศาสตร์ท่านแปลไว้ และขออนุญาตคัดลอกของท่านออกมาเพื่อให้รู้เห็นกันอย่างแพร่หลายยิ่งขึ้นนี้

.................... เป็นสำนวนของ บอลเดอริก ... สุนทรพจน์อันลือชื่อนี้ เป็นที่ยกย่องกันว่ามีความแหลมคมยอดเยี่ยมยิ่งนัก เพราะสามารถเร้าใจคนให้วิ่งไปตายตามที่ผู้กล่าวมีความประสงค์ได้อย่างกว้างขวางใหญ่โต แต่สำหรับผู้ที่มีความเมตตาเป็นมโนธรรมอย่างมั่นคงแล้ว คงจะเห็นพ้องต้องกันว่า น่าจะเรียกว่าเป็น สุนทรพจน์มหาประลัย มากกว่า ....................

ทั้งนี้โดยพิจารณาถึงผลที่เกิดตามมาแห่งสุนทรพจน์นั้น คือ ผู้คนล้มตายกันเป็นสิบล้าน และก่อความหวาดหวั่นให้แก่หมู่มนุษย์อยู่เป็นระยะเวลาเกือบ ๒๐๐ ปี ทีเดียว

สุนทรพจน์มีดังนี้ ..... เราได้ยินแล้ว พี่น้องที่รักยิ่ง และท่านก็ได้ยินสิ่งที่เราไม่สามารถจะกล่าวซ้ำโดยปราศจากความเศร้าสลดอย่างสุดซึ้ง ด้วยความเจ็บปวดอย่างยิ่งและด้วยความทุกข์ทรมานอย่างสุดแสน ว่าพี่น้องคริสต์ของเรา สมาชิกของพระเยซูถูกโบยตีทรมาน กดขี่ และถูกทำให้บาดเจ็บอย่างไรบ้างในเมืองเยรูซาเลม ในแอนติออค และเมืองอื่นๆ ทางตะวันออก พี่น้องร่วมสายโลหิตของท่านเอง เพื่อนของท่าน สมัครพรรคพวกของท่าน เพราะท่านทั้งหลายล้วนเป็นบุตรของพระเยซูด้วยกัน และนับถือศาสนาเดียวกัน กำลังตกอยู่ภายใต้นายคนอื่นในบ้านที่เขาสืบมรดกด้วยตนเองมา หรือไม่ก็ถูกขับออกจากบ้านนั้นๆ หรือมิฉะนั้นก็ต้องเร่ร่อนมาเป็นขอทานในหมู่พวกเรานี้ หรือที่ร้ายที่สุดยิ่งกว่านั้นก็คือ เขาเหล่านั้นได้ถูกโบยตี ถูกจับไปขายเป็นทาส และขายทอดตลาดในดินแดนของเขานั่นเอง เลือดของคริสต์ซึ่งได้รับยกโทษบาปโดยโลหิตของพระเยซูได้หลั่งไหล และเนื้อของคริสต์ซึ่งเกี่ยวพันกับเนื้อพระเยซู ก็ได้ตกอยู่ภายใต้ความเสื่อมทรามในคุณค่าและความเป็นทาส อย่างจะหาคำพูดใดมากล่าวพรรณนามิได้ ทุกๆ แห่งในเมืองเหล่านั้นมีแต่ความเศร้า ทุกๆ แห่งมีแต่ความทุกข์ทนหม่นไหม้ ทุกๆ แห่งมีแต่เสียงร้องโหยหวน …

ข้าพเจ้าต้องพูดพร้อมๆ กับถอนใจ … วัดซึ่งเคยมีพิธีทางศาสนาของพระเจ้าเฉลิมฉลองกันตั้งแต่ในยุคแรก มาบัดนี้ ต่อความเศร้าสลดของเรา ได้ถูกใช้เป็นคอกสัตว์สำหรับคนเหล่านี้ ผู้ศักดิ์สิทธิ์มิได้เป็นเจ้าเมืองเหล่านี้อีกต่อไป แต่พวกเตอร์กที่ต่ำช้าเลวร้ายเข้ายึดครองเหนือพี่น้องของเรา ... ปีเตอร์ ผู้ได้รับพรจากพระเจ้าได้เริ่มมาทำหน้าที่บิชอปที่แอนติออค และดูซิในวัดของท่าน ณ ที่ซึ่งพวกนอกศาสนาได้วางรากฐานความเชื่อของเขา และศาสนาคริสต์ซึ่งควรจะได้รุ่งเรืองต่อไป กลับถูกขับออกไปจากห้องวิหารที่อุทิศเพื่อพระเจ้า อาณาบริเวณซึ่งได้มอบให้เพื่อเป็นการสนับสนุนนักบุญทั้งหลายและเขตที่บรรดาขุนนางได้มอบให้เพื่อช่วยเหลือคนยากคนจน ก็กลับตกอยู่ใต้พวกทรราชที่ไม่ได้นับถือพระเจ้า ขณะเดียวกัน นายที่ร้ายกาจพวกนี้ ก็ได้ใช้ประโยชน์จากที่ทางทั้งมวลไป ตามความต้องการของเขา บรรพชิตของพระผู้เป็นเจ้าได้ถูกบดขยี้ลงกลายเป็นผงธุลี สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า ... น่าอับอายเกินกว่าจะกล่าวได้ … ทุกแห่งล้วนถูกใช้ไปในทางที่ผิด สิ่งใดที่ยังเป็นของคริสต์และยังหลบซ่อนอยู่ ณ ที่นั้น ก็จะถูกซอกซอนขุดคุ้ยออกมาพร้อมทั้งการทรมานอย่างที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน

เกี่ยวกับนครเยรูซาเลมที่ศักดิ์สิทธิ์ ..... พี่น้องทั้งหลาย เราไม่กล้าเอ่ยถึง เพราะความประหวั่นพรั่นกลัว และอับอายเกินกว่าจะเอ่ยปากได้ เมืองนี้ ในที่ซึ่งท่านทั้งหลายได้ซึมทราบอยู่แล้ว พระเยซูได้ทรงทนทุกข์ทรมานด้วยพระองค์เองเพื่อเราทั้งหลาย เพราะบาปของเราเรียกร้องเช่นนั้น เมืองนี้ได้ถูกลดความสำคัญลงมายังมือของคนนอกศาสนา และ ถูกดึงไปจากการรับใช้พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าได้แต่กล่าวพร้อมด้วยความอดสู ทั้งหมดนี้นับเป็นโทษานุโทษของพวกเราทั้งสิ้น ซึ่งก็ควรจะยอมรับโดยดี ใครที่กำลังรับใช้อยู่ในวิหารของพระแม่มารีผู้ศักดิ์สิทธิ์ในหุบเขาแห่งโจเซฟัด ในโบสถ์ซึ่งพระนางถูกบรรจุ ณ ที่นั้น แต่ทำไมเราจะผ่านโบสถ์โซโลมอน ไม่ใช่โบสถ์ของพระผู้เป็นเจ้า ในที่นี้ซึ่งพวกชาติป่าเถื่อนได้นำรูปเคารพที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งกฎของมนุษย์และพระเจ้ามาทำการเคารพบูชาไปเสีย เกี่ยวกับวิหารที่ฝังพระศพพระเยซูเล่า

เราอยากจะเว้นไม่กล่าวถึง ในเมื่อท่านหลายคนได้เห็นมากับตาตนเองแล้วว่า มีการกระทำที่บัดสีอะไรเกิดขึ้นในนั้นบ้าง พวกเตอร์กได้ฉกฉวยเอาสิ่งของที่เป็นบรรณาการที่ท่านได้พากันนำไปถวายเป็นการกุศลกันมากมายไปเสียโดยพลการ และยังได้ดูถูกเยาะเย้ยศาสนาของท่านทั้งหลายอย่างหนัก และ บ่อยครั้งอีกด้วย และ ณ ที่นั้น … ข้าพเจ้าพูดในสิ่งที่ท่านก็รู้อยู่แล้ว … เป็นที่ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าทรงพักผ่อน ที่ซึ่งพระองค์ได้สิ้นพระชนม์เพื่อเรา ที่ซึ่งพระองค์ได้ถูกนำเข้าบรรจุ สถานที่ซึ่งมีค่ายิ่งควรจะเป็นที่ใฝ่หาและไม่มีที่ใดเสมอเหมือน ที่ซึ่งเป็นแหล่งพักบั้นปลายของพระองค์ ถึงแม้พระผู้เป็นเจ้าจะละเว้นไม่ได้แสดงปาฏิหาริย์ประจำปีก็ตาม เพราะในวันที่พระองค์ถูกตรึงกางเขน แสงสว่างในที่ฝังพระศพและรอบๆ วิหารนั้น ซึ่งได้ดับไปแล้ว กลับสว่างขึ้นมาอีกด้วยโองการของพระเป็นเจ้า ผู้ที่ไม่รู้สึกสะเทือนใจไปด้วยปาฏิหาริย์นี้ จะต้องมีจิตใจที่กระด้างเยี่ยงหิน เชื่อข้าพเจ้าเถิด ผู้นั้นจะต้องมีความเป็นอมนุษย์ไม่มีความรู้สึก มีดวงใจที่ไม่ยอมหันมาศรัทธา ในเมื่อได้เห็นพระเกียรติคุณของพระผู้เป็นเจ้าแสดงออกมาแล้วนี้ และถึงกระนั้นพวกนอกศาสนาเหล่านี้ ได้เห็นสิ่งเดียวกันกับที่พวกคริสต์เห็นและก็ยังไม่ได้หันเหมาจากทิศทางของเขา เขาเหล่านั้นแน่นอนมีความกลัว แต่ไม่ได้เปลี่ยนมาศรัทธาหรือแม้แต่ประหลาดใจ ก็เพราะจิตใจของเขามีความมืดมิดปกคลุมอยู่ ด้วยความทุกข์ใดๆ ที่เขาได้กระทำผิดต่อท่านผู้ซึ่งได้กลับมาแล้วและมาอยู่ ณ ที่นี้ ท่านก็ซึมทราบแก่ใจท่านดี ท่านผู้ซึ่งได้พลีเนื้อและเลือดของท่านเพื่อพระผู้เป็นเจ้า

สิ่งนี้ พี่น้องที่รัก ที่เราจะพูดต่อไป ..... ซึ่งเราอาจจะอ้างท่านเป็นพยานคำพูดของเราได้ ความทุกข์ยากของพี่น้องของเรา และความเสื่อมค่าแห่งสถานศักดิ์สิทธิ์ มีปรากฏมากกว่าที่เราจะพูดถึงแต่ละแห่งได้ เพราะเราต้องสลดใจไปพร้อมด้วยน้ำตา เสียงคร่ำครวญ เสียงถอนหายใจ และเสียงสะอื้น เราได้แต่ร้องไห้และโอดครวญ พี่น้องทั้งหลายทำนองเดียวกับท่านผู้เขียนคัมภีร์ของศาสนายิวในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจเรา เรามีแต่ความเศร้าหมองไร้ความสุข และในตัวพวกเรานี้ก็เป็นการแสดงว่า คำทำนายนั้นเป็นความจริง พระผู้เป็นเจ้า ชนชาติที่จะเข้ามารับช่วงมรดกท่าน วิหารศักดิ์สิทธิ์ท่านจะถูกทำให้สกปรก เขาจะปล่อยให้เยรูซาเลมกลายเป็นซากปรักหักพังซากศพของผู้รับใช้ของท่านจะถูกปล่อยให้เป็นอาหารของนกจากสวรรค์ และเนื้อของนักบุญของท่าน ก็กลายเป็นอาหารของสัตว์บนพื้นดิน เลือดของเขาทั้งหลายซึ่งได้หลั่งลงดุจสายน้ำทั่วเยรูซาเลม และจะไม่มีใครเหลืออยู่ที่จะเป็นผู้ฝังเขาเหล่านี้ ความเศร้ามีแก่พวกเราทุกคน พี่น้องทั้งหลายเราผู้ซึ่งได้กลายเป็นผู้รับผิดชอบต่อเพื่อนของเรา เป็นผู้ที่ถูกถากถางเยาะเย้ยแก่พวกเขาอนุญาตให้เราอย่างน้อยก็ได้เศร้าโศกไปพร้อมกับน้ำตา และมีความสงสารแก่พี่น้องของเรา เราผู้ซึ่งเป็นที่เยาะเย้ยของคนทั้งมวล และร้ายยิ่งกว่านั้น ให้เราได้แสดงความเศร้าสลดไปกับความเสื่อมค่าอย่างใหญ่หลวงของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนนี้ที่ซึ่งเราได้สงวนไว้ให้เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ ในที่ซึ่งแม้เพียงย่างก้าวเดียว ทั้งร่างกายและวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้าก็จะประทานเกียรติและพร ที่ซึ่งได้มีโอกาสปรากฏตัวที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระมารดาพระผู้เป็นเจ้า ที่ซึ่งเป็นที่ประชุมของเหล่าสาวกและได้รองรับเลือดที่ได้หลั่งไว้ของผู้พลีชีพเพื่อศาสนาทั้งหลาย ก้อนหินเหล่านั้นศักดิ์สิทธิ์เพียงใด ก้อนหินที่ได้สวมศีรษะของท่าน สตีเฟนผู้พลีชีพเพื่อศาสนาคนแรก น่าเป็นสุขเพียงใด จอห์น เดอะแบปติสต์ น้ำของแม่น้ำจอร์แดนซึ่งช่วยให้ท่านได้ล้างบาปของพระเยซู ลูกๆ ของอิสราเอล ผู้ซึ่งได้รับการนำออกจากอียิปต์ และผู้ที่เห็นท่านนำเขาข้ามทะเลแดง และเข้ามายึดดินแดนนี้ด้วยน้ำมือของเขา โดยมีพระเยซูเป็นหัวหน้าพวกเขา ขับไล่พวกเจบูไซท์ และคนอื่น ๆ ที่พำนักอยู่แถบนี้ออกไป และได้เข้าครอบครองเยรูซาเลมบนพื้นพิภพนี้ ซึ่งเป็นเสมือนภาพเหมือนของเยรูซาเลมบนสรวงสวรรค์

เรากำลังพูดอะไรกันอยู่? ..... ขอให้ฟังและรู้ไว้ ท่านผู้คาดเครื่องหมายอัศวินอยู่ผู้ซึ่งมีความหยิ่งผยองด้วยความทะนง ท่านโกรธเคืองพี่น้องของท่านเอง และเชือดเฉือนกันเป็นชิ้นๆ ทั้งนี้ไม่ใช่ลักษณะทหารของพระเยซูที่ถูกต้อง ซึ่งนับเป็นการแตกแยกหมู่ฝูงแกะของท่านผู้ไถ่บาป ศาสนาที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ธำรงความเป็นทหารไว้เพื่อศาสนาเอง เพื่อให้ปกปักรักษาคนของศาสนา แต่ท่านทั้งหลายทำให้ศาสนาตกต่ำเป็นที่เจ็บช้ำยิ่ง ขอให้เราสารภาพความจริงในฐานะที่เราควรจะทำหน้าที่ทูต เป็นความจริง ท่านไม่ได้ใช้ชีวิตตามที่ควร ท่านผู้กดขี่เด็ก ผู้ปล้นสะดมแม่หม้าย ท่านผู้มีความผิดฐานฆาตกร ลักขโมยสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ ปล้นสิทธิของผู้อื่น ท่านผู้ซึ่งคอยรับสิ่งตอบแทนจากเหล่าโจร โดยการหลั่งเลือดของคริสต์ เหมือนนกแร้งที่ได้ซากศพที่คละคลุ้ง เป็นความจริงที่ว่า นี่เป็นสิ่งที่เลวที่สุด

เพราะเป็นสิ่งที่ห่างไกลพระผู้เป็นเจ้าอย่างยิ่ง ถ้าท่านปรารถนาจะระมัดระวังวิญญาณของท่านเอง ก็จงปลดเครื่องหมายอัศวินเหล่านี้เสีย หรือมิฉะนั้นก็จงเดินหน้าอย่างกล้าหาญในฐานะอัศวินของพระเยซู และรีบรุดไปอย่างรวดเร็วเท่าที่จะทำได้ เพื่อไปปกป้องศาสนาทางตะวันออก เพราะจากแหล่งนี้เองที่ความชื่นชมทั้งมวลของการไถ่บาปได้ปรากฏขึ้นมา ที่ซึ่งได้นำเอาคำสั่งสอนที่ศักดิ์สิทธิ์ของคัมภีร์มามอบให้ท่าน เราขอพูดอย่างนี้พี่น้องทั้งหลาย ท่านควรจะยั้งมือที่เป็นฆาตกรของท่านเสียจากการทำลายพี่น้องของท่านเอง และในนามของญาติที่นับถือศาสนาเดียวกัน ควรจะเข้าสู้กับพวกนอกศาสนานี้ด้วยตัวท่านเองภายใต้พระเยซูคริสต์หัวหน้าของเรา ขอให้ท่านต่อสู้เพื่อเยรูซาเลมของท่านในแนวรบของคริสต์ แนวรบซึ่งไม่มีใครจะเอาชนะได้ จะได้รับความสำเร็จเสียยิ่งกว่าลูกๆ ของเจคอป ที่ได้เคยต่อสู้มา และขอท่านจงกวัดแกว่งดาบและขับไล่เตอร์กเหล่านี้ออกไป เตอร์กซึ่งร้ายกาจยิ่งกว่าพวกเจบูไซท์ ซึ่งเคยอยู่ในแถบนี้ และขอให้ท่านคิดว่า เป็นความดีงามที่จะตายเพื่อพระเยซูในเมืองซึ่งพระองค์ได้สิ้นพระชนม์เพื่อเรา แต่ถ้าท่านต้องเสียชีวิตในการนี้ จงแน่ใจว่าได้ตายในระหว่างทางก็ได้ผลเท่ากัน ถ้าพระเยซูได้พบว่าท่านอยู่ในกองทหารของพระองค์ พระเจ้าจะทรงจ่ายค่าตอบแทนด้วยเงินจำนวนเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นในชั่วโมงแรกหรือชั่วโมงที่ ๑๑ ท่านควรจะมือสั่น พี่น้องทั้งหลาย ท่านควรจะสั่น เมื่อท่านเงื้อมือซึ่งเป็นเพฌชฆาตต่อพวกคริสต์ด้วยกัน แต่มันจะเลวร้ายน้อยกว่านั้น ถ้าท่านจะแกว่งดาบของท่านต่อพวกซาระเซ็น นี่เป็นสงครามครั้งเดียวที่ถูกต้อง

เพราะเป็นการกุศลที่จะเสี่ยงชีวิตของท่านเพื่อพี่น้องของท่านเอง ท่านไม่ต้องกังวลในเรื่องของวันต่อๆ ไป จงรู้ว่าผู้ที่กลัว พระเจ้าไม่ต้องการอะไร และผู้ที่ช่วยทะนุถนอมพระองค์อย่างจริงจังก็เช่นกัน ทรัพย์สินของศัตรูก็เหมือนกันจะเป็นของท่าน ในเมื่อท่านอาจจะทำลายทรัพย์สมบัติของเขาและกลับมาพร้อมด้วยชัยชนะของท่าน หรืออาจจะทำให้เป็นสีแดงด้วยเลือดของท่านเอง ท่านจะได้มาซึ่งความรุ่งเรืองที่ยั่งยืนเพื่อแม่ทัพผู้นี้ ผู้ที่ท่านควรจะต่อสู้ให้ เพราะท่านผู้นี้ไม่มีอำนาจหรือทรัพย์สมบัติที่จะตอบแทนท่าน หนทางนั้นสั้น งานก็ไม่มากแต่อย่างไรก็ตาม จะตอบแทนท่านด้วยมงกุฎที่ไม่มีวันร่วงโรย เราขอพูดในนามของศาสนา จงคาดดาบเถิดท่าน ท่านผู้มีอำนาจ คาดดาบของท่าน พวกท่านทุกคนเราขอพูดดังนี้ และจงเป็นลูกที่กล้าหาญ เพราะเป็นการดีสำหรับท่านที่จะสิ้นชีวิตในสนามรบ แทนที่จะเพียงแต่นั่งมองเผ่าพันธุ์และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของท่านอยู่ด้วยความเศร้า อย่าให้ทรัพย์สินหรือเสน่ห์ของภรรยาท่านดึงดูดท่านไม่ให้ท่านไป หรืออย่าให้การสืบสวนเรื่องราวบางประการ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นต่อไปมาเป็นเรื่องขัดขวาง และดึงท่านไว้ให้คงอยู่ ณ ที่นี้

นี่คือสุนทรพจน์ ..... ที่หลั่งไหลออกมาจากปากของประมุขทางศาสนานิกายคาทอลิก ซึ่งถือกันว่าเป็นสุนทรพจน์ยุให้คนบ้าเลือดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติ ฟังดูแล้ว แทบไม่น่าเชื่อว่าผู้ที่ซ่อนร่างอยู่ในเครื่องครองอันประกาศตัวเป็นนักพรตจะหลั่งคำพูดที่แสดงเจตนามุ่งร้ายหมายล้างต่อเพื่อนร่วมโลกออกมาได้ถึงเพียงนี้ เพราะนั่นแสดงถึงวิญญาณอาฆาตแค้นอันไร้สติโดยสิ้นเชิง ซึ่งมโนธรรมในทางสันติที่จะช่วยยับยั้งหักห้าม ... แต่สำหรับนักปลุกระดมให้คนบ้าเลือดแล้ว สุนทรพจน์ของเออร์บันที่ ๒ นี้ก็ถือกันว่ายอดเยี่ยมที่สุด คือพอขาดคำก็มีผู้คนเป็นจำนวนนับพันขานรับด้วยเสียงโห่ร้องกึกก้องว่า เป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า และสมัครไปรบ ซึ่งก็เท่ากับสมัครไปเสี่ยงตายทันที ที่นับว่าเป็นจุดเด่นในประวัติศาสตร์ก็คือ บิชอป แห่ง พีย์ ลุกขึ้นมาจากที่นั่งตามตำแหน่งในที่ประชุม แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าบัลลังก์ของเออร์บัน ประกาศขออนุญาตไปรบ ... พฤติการณ์อันนี้ จะเป็นไปตามแผนตามโปรแกรมที่จัดวางกันไว้หรือไม่ ก็ไม่อาจจะทราบได้ สิ่งที่เราท่านทั้งหลายจะพึงทราบได้อย่างชัดเจนและใช้เป็นพยานยืนยันได้ก็คือ

.................... นักบวชของเขา สามารถจับดาบฟาดฟันประหัตประหารผู้คนได้ โดยไม่มีอะไรที่จะต้องสะทกสะท้านหวั่นเกรง ดังนั้นหากท่านผู้ใดจะนึกว่านักพรตคริสต์คู่เคียงเรียงหน้าได้กับนักพรตของพระพุทธศาสนาแล้ว ขอได้โปรดรู้ไว้เถอะว่า นั่นคือ ความโง่เขลาอย่างสาหัสสากรรจ์ของตนเอง เพราะนักพรตของพระพุทธศาสนานั้น อย่าว่าแต่จะจับดาบวิ่งลงไปในสนามรบเลย แม้สัตว์เดียรัจฉานประเภทมดแมลง พระพุทธองค์ก็ทรงบัญญัติสิกขาบทไว้เป็นข้อห้าม มิให้ฆ่ามิให้ประหาร ....................

แต่นักพรตของเขา สันตะปาปา ซึ่งประกาศว่าเป็นตัวแทนของพระเจ้าเอง ได้ออกปากยั่วยุผลักไสให้ออกไปฆ่าคน อย่างไม่ระอายแก่ใจแต่ประการใด และนักพรตของเขาก็โลดแล่นออกไปด้วยอาการอันลำพอง

สุนทรพจน์อันขึ้นชื่อลือชานี้ ..... นอกจากจะมีผลเป็นที่น่าชื่นชมในสายตาของนักปลุกระดมดังกล่าวแล้ว ในสายตาของนักค้ากำไร ก็มีผลอย่างสำคัญทันตาเห็นอีกด้วย คือที่ประชุมแห่งเมืองแคลร์มอนท์ได้ยื่นเหยื่อก้อนโต ที่ไม่ต้องซื้อต้องหามาจากไหนให้แก่บรรดานักรบผู้เมาน้ำลาย โดยประกาศยกโทษบาปทั้งมวลให้ เสร็จแล้วก็ประกาศตั้งกติกาพิสดารขึ้นไว้ว่า

ทรัพย์สินทางโลกของผู้ที่จะไปร่วมสงคราม
ให้อยู่ในการพิทักษ์รักษาของฝ่ายศาสนาในระหว่างที่เจ้าของจากไป ...


ฟังดูแล้ว ก็ดูเสมือนว่า ทางฝ่ายศาสนานั้นเมตตากรุณาที่ช่วยรับภาระดูแลทรัพย์สมบัติของผู้ที่จะไปสงครามในดินแดนอันแสนไกล แต่ถ้าหูนั้นมีความฉลาดอยู่ในแก้วหูพอควรแล้ว ก็จะเข้าใจได้ด้วยการรู้เล่ห์รู้เหลี่ยมว่า บรรดาผู้ที่ไปสงครามมากมายก่ายกอง และ ฝากทรัพย์สินของตนไว้ให้ศาสนาช่วยดูแลให้นั้น มิใช่จะรอดตายกลับบ้านแล้วไปเอาทรัพย์ของตนคืนถ้วนทั่วทุกตัวคน จำนวนมากมายจะต้องไปเป็นผีเฝ้าสนามรบ และจำนวนไม่น้อย ที่ตกเรี่ยเสียร่างกลางทางหรือไม่ก็ปะเหมาะเข้า ลืมบ้านลืมช่องไม่ยอมกลับ ทรัพย์สินที่ฝากศาสนาไว้ของคนเหล่านี้ก็จะไม่ไปไหนเสีย กลายเป็นอ้อยเข้าปากช้างไปอย่างสบาย..สบาย ...!!

เรื่องของเรื่องก็คือ ..... พอเริ่มสงครามครูเสด ฝ่ายศาสนาคาทอลิกก็มีกำไรอย่างงดงามทันที ... ก่อนที่จะล้วงลึกเข้าไปค้นหา สาเหตุแห่งสงครามมหาวินาศตราไม้กางเขน ตามที่ท่านผู้รอบรู้ทางประวัติศาสตร์ท่านวิเคราะห์ไว้ จะขอแสดงข้อสังเกตในเนื้อความแห่งสุนทรพจน์ของเออร์บัน ที่ ๒ เสียก่อน เพราะอ่านดูแล้วเห็นว่ามีอะไรๆ ที่น่าจะนำมาชำแหละกันดูอยู่ ๖ ประเด็นด้วยกัน

- ประเด็นที่ ๑ ….. เรื่องสุสานพระเยซู ซึ่งถ้อยคำในสุนทรพจน์นั้นกล่าวไว้ว่า

.................... เกี่ยวกับวิหารที่ฝังพระศพพระเยซู เราอยากจะเว้นไม่กล่าวถึง ในเมื่อท่านหลายคนได้เห็นมากับตาตนเองแล้วว่า มีการกระทำที่น่าบัดสีอะไรเกิดขึ้นในนั้นบ้าง ... และ ณ ที่นั่น เป็นที่ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าทรงพักผ่อน เป็นที่ซึ่งพระองค์ได้สิ้นพระชนม์เพื่อเราที่ซึ่งพระองค์ได้ถูกนำเข้าบรรจุ สถานที่ซึ่งมีค่ายิ่งควรจะเป็นที่ใฝ่หาและไม่มีที่ใดเสมอเหมือน ที่ซึ่งเป็นแหล่งพักบั้นปลายของพระองค์ ....................

ซึ่งข้อความที่พยายามพรรณนาไว้นี้ ฟังดูแล้วคล้ายกับว่า ณ ที่แห่งนั้น ในกรุงเยรูซาเลม หากจะขุดค้นเข้าไปแล้ว จะได้พบศพของพระเยซูถูกนำไปฝังไว้ แบบเดียวกับศพของมหาจักพรรดิ์ฟาร์โรแห่งอียิปต์ หรือศพแห่งจอมยุทธจิ๋นซีผู้สร้างกำแพงเมืองจีน อะไรทำนองนั้น … แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะในแง่ของตำนานปรัมปราที่พวกคริสต์เขาจารึกไว้ในคัมภีร์อย่างเป็นจริงเป็นจัง หรือในแง่ของประวัติศาสตร์โบราณคดี อันเป็นหลักวิชาที่ยอมรับนับถือกันอยู่ในปัจจุบัน ซากศพของพระเยซูหาได้มีอยู่ใน ณ ที่นั้นไม่ ดังหลักฐานที่มีบ่งชัดดังนี้

ในคัมภีร์พระคริสต์ธรรมใหม่ ..... ตอนมัดธาย ๒๗ - ๒๘ มีเรื่องราวที่กล่าวถึงศพพระเยซูไว้ ซึ่งสรุปได้ว่า ในตอนพลบๆ ของวันที่พระเยซู ถูกจับตรึงไม้กางเขนประหารนั้น มีศิษย์พระเยซูคนหนึ่งซึ่งเป็นเศรษฐีชื่อโยเซฟได้มาขอศพพระเยซูไปจากปีลาตผู้เป็นเจ้าเมือง ซึ่งปีลาตก็ให้ไป เมื่อได้ศพไปแล้ว โยเซฟก็นำไปเก็บไว้ในอุโมงค์ซึ่งเขาจัดทำขึ้นไว้เอง แล้วกลิ้งเอาหินก้อนใหญ่ปิดปากอุโมงค์ไว้ ... วันรุ่งขึ้น พวกปุโรหิตและพวกฟาริซายไปบอกเจ้าเมืองให้ปิดปากอุโมงค์ให้แน่นหนายิ่งขึ้น และให้จัดการระวังรักษาให้ดี เพราะพระเยซูเคยบอกว่า ตายไป ๓ วันแล้วจะฟื้นขึ้นใหม่ พวกนั้นเกรงจะมีสาวกมาลักเอาศพไป ...

แล้วในวันหลังต่อมาก็ปรากฏว่า ศพพระเยซูอันตรธานไป อันเป็นการให้หลักฐานไว้เองว่า ศพพระเยซูไม่มีอยู่ในที่นั้นอย่างแน่นอน ส่วนว่าจะอันตรธานไปไหนนั้น ตำนาน และประวัติศาสตร์ ได้กล่าวไว้ในแนวทางของตน คือตำนานบอกว่า พระเยซูกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ กระทำปาฏิหาริย์ออกจากอุโมงค์นั้นไป ผู้ที่บอกเรื่องนี้ คือเทวทูตจากสรวงสวรรค์ ได้มาบันดาลให้เกิดแผ่นดินไหวทำให้หินปิดปากอุโมงค์เปิดออก เทวทูตขึ้นไปนั่งบนก้อนหิน แล้วก็บอกเรื่องนี้แก่หญิง ๒ คนที่มาเฝ้าปากอุโมงค์อยู่ด้วยศรัทธา คือ บอกให้หญิง ๒ คนไปดูที่ๆ เอาศพพระเยซูมาวางไว้ กับปรากฏแต่ความว่างเปล่า และบอกให้หญิงทั้ง ๒ ติดตามพระเยซูไปพบที่แคว้นกาลิลี ซึ่งในคัมภีร์เรียกว่า ฆาลิลาย โดยพระเยซูจะล่วงหน้าไปคอยพบอยู่ที่นั่น หญิง ๒ คนนั่น ก็รีบไปบอกพวกสาวก ปรากฏว่าไปพบพระเยซูพร้อมกับพวกสาวกทั้งหลาย ... ตำนานเขาว่าอย่างนี้ ซึ่งเป็นการให้หลักฐานว่า ไม่มีศพพระเยซูฝังอยู่ที่เยรูซาเลมแน่นอน

ส่วนประวัติศาสตร์ ..... ยืนยันด้วยหลักฐานทางโบราณวัตถุคือ ผ้าห่อศพแห่งตูริน กล่าวคือ ได้มีการนำเอาผ้าห่อศพพระเยซูมาพิสูจน์กันเมื่อ ปี ๑๙๖๙ นี้ โดยนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญทางอาชญาวิทยา ปรากฏว่า ผ้าห่อศพนั้นมีรอยเลือดเปื้อนอยู่ ๒๘ แห่ง ผ้าห่อศพนี้พิสูจน์ได้ว่ามีเกสรดอกไม้ติดอยู่ด้วย แสดงว่าเป็นผ้าที่โยเซฟศิษย์พระเยซูนำมาห่อร่างของพระเยซูตอนที่รับมาหลังจากที่ปลดลงจากไม้กางเขนแล้ว เมื่อร่างตอนนั้นยังปรากฏว่ามีเลือดไหลออกมาเปื้อนผ้า ก็ย่อมหมายถึงว่า พระเยซูยังไม่ตาย เมื่อพระเยซูยังไม่ตาย ก็ย่อมเป็นที่แน่นอนว่า ศิษย์ของท่านย่อมจะไม่เอาท่านใส่ไว้ในอุโมงค์เพื่อให้ท่านตายอยู่ในอุโมงค์นั้น แต่จะต้องออกอุบายเอาท่านออกจากอุโมงค์ และ ช่วยให้รอดปลอดภัยต่อไป ซึ่งก็รับกันเป็นอันดีกับเรื่องที่ว่าศพของพระเยซูอันตรธานไป และมีการเป่าข่าวในเชิงปาฏิหาริย์มหัศจรรย์ว่า ท่านกลับฟื้นคืนชีพ แล้วเสด็จหลีกลี้จากอุโมงค์นั้นไป ทั้งนี้ ก็เพื่อจะหลอกชาวเมือง ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีให้ประหารพระเยซู ให้มัวงุนงงกับปาฏิหาริย์จนไม่มีการติดตาม ...

จุดสำคัญที่ช่วยให้โยเซฟช่วยพระเยซูให้หลบหนีไปได้โดยง่ายคือ ตัวเจ้าเมืองที่ชื่อ โปติอุส ปีลาต เองก็ไม่ต้องการจะฆ่าพระเยซู ถึงขนาดเอาน้ำล้างมือต่อหน้าฝูงชน แสดงถึงการที่เขาไม่ปรารถนาจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และในคัมภีร์ใหม่ตอน โยฮัน ๑๙ - ๑๒ ก็ได้กล่าวไว้ชัดว่า ตั้งแต่นั้นไป ปีลาตจึงหาโอกาสที่จะปล่อยพระองค์ แต่พวกยูดายร้องอึงว่า ถ้าท่านปล่อยคนนี้ ท่านก็ไม่ได้เป็นมิตรสหายกับกายะซา... แสดงว่า ผู้ที่ต้องการให้ประหารพระเยซูนั้น ก็คือคนยิวชาวเมืองส่วนมาก ดังนั้นการที่ปีลาตเจ้าเมืองจะคบคิดกับโยเซฟ ออกอุบายหลอกชาวเมือง เพื่อช่วยให้พระเยซูรอดปลอดภัย จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้โดยไม่ยากอะไร ... เป็นอันว่า ไม่มีศพพระเยซูฝังอยู่ที่เยรูซาเลมแน่นอน ดังนั้น การที่เออร์บันที่ ๒ ยกเอา วิหารที่ฝังศพพระเยซู ขึ้นมาปลุกระดมเรียกร้องชาวยุโรปให้มาตายในสงครามครูเสดนั้น จึงเป็นแต่การยกเอาอุโมงค์ที่เขาใช้เป็นที่แสดงกลลวงเพื่อหลอกประชาชนขึ้นมาอ้างเท่านั้นเอง ซึ่งถ้าคิดกันดีๆ แล้ว มันก็คือกลยุทธ์ หลอกต่อ นั่นแหละ

- ประเด็นที่ ๒ ….. เรื่องสิทธิครอบครองเหนือนครเยรูซาเลม เออร์บันที่ ๒ เน้นเรื่องนี้ไว้ว่า

.................... เกี่ยวกับนครเยรูซาเลมที่ศักดิ์สิทธิ์ พี่น้องทั้งหลายเราไม่กล้าเอ่ยถึงเพราะความประหวั่นพรั่นกลัว และอับอายเกินกว่าจะเอ่ยปากถึงเมืองนี้ ในที่ซึ่งท่านทั้งหลายได้ซึมทราบอยู่แล้ว พระเยซูได้ทรงทนทุกข์ทรมานด้วยพระองค์เองเพื่อเราทั้งหลาย เพราะบาปของเราเรียกร้องเช่นนั้น เมืองนี้ได้ลดความสำคัญลงมายังมือของคนนอกศาสนา และถูกดึงไปจากการได้รับใช้พระผู้เป็นเจ้า ....................

ประเด็นนี้นับว่าเป็นประเด็นหลัก อันเป็นจุดตายในคำปลุกระดมให้คนจำนวนมากมาสังเวยชีวิตในสงครามครูเสด เพราะมีพลังยั่วยุให้ผู้คนที่ได้ฟังเกิดความแค้นและกระหายในอันที่จะบุกบั่นมายึดคืนไป แต่สำหรับผู้ที่มีใจเป็นธรรม เคารพต่อความถูกต้องอันแท้จริงแล้ว มีปัญหาที่น่าวิเคราะห์เป็นอย่างยิ่งคือ พวกคริสต์ในยุโรปมีสิทธิอะไรที่จะเลือกการครอบครองดินแดนแห่งนี้?

โดยเนื้อแท้แห่งประวัติศาสตร์ ดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนที่พวกยิวเข้าครอบครองอยู่ชั่วระยะเวลานานโดยผลแห่งการพาพวกกรรมกรทาสชาติยิวหลบหนีมาจากอียิปต์และบุกบั่นมายึดครองไว้ได้ของโมเสส แม้ว่าพระเยซูซึ่งพวกคริสต์ถือว่าเป็นศาสดาของตนนั้นจะเป็นยิว แต่พวกคริสต์ในยุโรปก็มิใช่พวกยิว และศาสนาคริสต์นั้น พวกยิวเขาก็ไม่รับรองว่าเป็นส่วนหนึ่งของเขา เป็นของเกิดใหม่โดยพวกผู้คนในยุโรป จึงขาดตอนกันไปแล้ว ด้วยเหตุนี้พวกคริสต์ในยุโรป จึงไม่เหตุผลอันชอบธรรมใดๆ ที่จะถือสิทธิครอบครองเหนือดินแดนเยรูซาเลม ... ยิ่งไปอ้างเอาว่า ดินแดนเยรูซาเลม เป็น ภาพเหมือนของเยรูซาเลมบนสรวงสวรรค์ ดังที่มีกล่าวไว้ในตอนต่อไปด้วยแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องตลกที่ชวนให้หัวเราะเยาะยิ่งขึ้น

เพราะข้ออ้างอันนี้ ..... เป็นข้ออ้างที่โมเสสใช้ตอนที่จะเข้าแย่งยึดจากเจ้าของท้องถิ่นดั้งเดิม คือโมเสสหาเหตุผลเข้ายึดครองในเมืองมนุษย์ไม่ได้ ไม่รู้จะทำท่าไร ก็เลยเล่นบทตลกหน้าตายอ้างสิทธิ์จากสรวงสวรรค์ไปโน่นเลย ... บอกว่าเป็นแผ่นดินสัญญาที่พระเจ้าจำลองดินแดนเยรูซาเลมในสรวงสวรรค์มาเตรีมไว้ให้ ซึ่งเหตุผลแบบเดียวกันนี้ เคยมีใช้อยู่ในพวกฮินดูเหมือนกัน คือเรื่องที่พระอินทร์ไปฉกฉวยอุ้มเอานางสาวสุชาดา ลูกสาวของจอมอสูรไปในวันพิธีสยุมพรนั่นแหละ พระอินทร์ตีหน้าตายอ้างว่านางสุชาดาเคยเป็นเมียของท่านมาในชาติก่อน ชาตินี้ท่านจึงมีสิทธิ์ที่จะอุ้มเอาไปดื้อๆ ใครจะทำไม เรียกว่าอ้างกรรมสิทธิ์ข้ามชาติข้ามภพกันเลย แบบเดียวกันเป๊ะกับที่โมเสสเอามาอ้าง ซึ่งเหตุผลที่นำมาอ้างแบบนี้ ถ้ามนุษย์ยอมรับแล้ว พวกขุนศาลตุลาการและเจ้าพนักงานกระบวนการยุติธรรมทั้งโลก คงจะพากันเป็นบ้าตายหมด เพราะจะต้องมีคนอ้างสิทธิ์บนสวรรค์และสิทธิ์ข้ามชาติข้ามภพนำคดีขึ้นไปฟ้องร้องกันจนชำระไม่ไหว และไม่รู้จะชำระอย่างไร เพราะคดีชนิดนี้จะต้องไปเชิญเทวดาลงมาเป็นพยาน หรือไปเชิญผู้คนในชาติก่อนๆ มาให้ปากคำ ซึ่งคงจะไม่มีขุนศาลตุลาการหรือเจ้าพนักงานประเทศไหนในโลกนี้ สามารถกระทำได้สักรายเดียว จะมีก็แต่พวกหากินทางทรงเจ้าเข้าผีเท่านั้นเอง ... ฟังดูแล้วจึงเป็นเรื่องที่น่าหัวเราะเยาะยิ่งนัก ที่มีการอ้างสิทธิ์ที่มนุษย์ไม่สามารถจะยอมรับได้ในความเป็นจริงแบบนี้ เพื่อที่จะยกกองทัพใหญ่ไปตีบ้านตีเมืองของคนอื่น โดยถือว่าบ้านนั้นเมืองนั้นเป็นของพวกตนมาก่อน พวกตนจะต้องมาเอาคืน ... เป็นอันว่า เออร์บัน ที่ ๒ ไม่มีเหตุผลใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลในเมืองดินหรือเมืองฟ้า ที่จะถือว่าดินแดนเยรูซาเลมเป็นของพวกตน ถ้าจะลองเปรียบเทียบดูก็ยิ่งจะเห็นชัด คือชาวพุทธซึ่งมีอยู่เป็นส่วนมากในประเทศไทย และคนไทยยึดถือกันมานับเป็นพันๆปีว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของตน และ

.................... โลกก็ยอมรับแล้วว่าประเทศไทยนี้ คือศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา จนกระทั่งพวกฝรั่งพากันมาศึกษาพระพุทธศาสนาในเมืองไทยมากขึ้นทุกที ถ้าสมมติว่าคนไทยชาวพุทธที่ยึดเอาพระพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดาของตน จะถือแหตุนั้นอ้างสิทธ์ว่า สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ และ ปรินิพพาน ของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นดินแดนอยู่ในประเทศเนปาลและอินเดีย เป็นของคนไทยชาวพุทธ แล้วก็พากันยกกองทัพไปยึดเอาดินแดนเหล่านั้น แบบนี้บ้างจะได้มั้ยเล่า ....................

ถ้าชาวพุทธไทยอ้างไม่ได้ ..... ชาวคริสต์ฝรั่ง ซึ่งมีเออร์บัน ที่ ๒ เป็นหัวเรือใหญ่ ก็อ้างไม่ได้เช่นกัน แต่เขาก็ตีหน้าตายอ้างมาแล้ว จนผู้คนหลงเชื่อและพากันไปตายในสงครามครูเสดเสียมากมายมหาศาล น่าเศร้า น่าสลดใจเพียงไร ก็ขอให้ท่านผู้อ่านลองไตร่ตรองดู ... อย่างไรก็ตาม พฤติการณ์ของการอ้างสิทธิ์ได้พล่อยๆ นี้ เป็นสิ่งที่ผู้คนในประเทศอื่นศาสนาอื่นทั้งหลายจำต้องใส่ใจและระมัดระวัง เพราะพฤติการณ์อันนี้มันชี้ชัดถึงกำพืดของศาสนานี้ว่า จริยธรรมของเขานั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความโลภโมโทสัน มิได้ตั้งบนพื้นฐานแห่งความสัตย์ความจริงแต่อย่างใด เมื่อเขาต้องการจะเข้ายึดเข้าครองบ้านช่องดินแดนของใครแล้ว เขาสามารถจะอ้างสิทธิ์ได้เสมอ โดยไม่คำนึงถึงว่า ในความเป็นจริงนั้น มนุษย์จะพึงยอมรับได้หรือไม่

.................... แม้เมืองไทยของเรานี้ก็เถอะ ..... เมื่อได้โอกาสที่เขาจะอ้างสิทธิ์ครอบครองว่าเป็นของเขาแล้ว เขาอาจจะบอกว่า แผ่นดินรูปร่างเหมือนขวานโบราณนี้ เป็นภาพจำลองแห่งแผ่นดินขวานทองบนสวรรค์ของพวกเขาก็ได้ ทำเป็นเล่นไป …!!

- ประเด็นที่ ๓ ….. เรื่อง ล้างบาปไถ่บาป ซึ่งเออร์บัน ที่ ๒ ได้พยายามใช้สำบัดสำนวนเล้าโลมโน้มเหนี่ยวใจคนให้รำลึกถึงพระเยซู เพื่อที่จะได้เกิดแรงจูงใจโลดแล่นไปทำสงครามได้อย่างลืมตัว โดยกล่าวว่า น่าเป็นสุขเพียงใด จอห์น เดอะ แบปติสต์ น้ำของแม่น้ำจอร์แดนซึ่งช่วยให้ท่านได้ล้างบาปของพระเยซู อันนี้เป็นหลักฐานแน่นอนว่า พระเยซูก็ล้างบาปเช่นเดียวกับมนุษย์ทั้งหลาย ที่พวกยิวพวกคริสต์เขาถือว่ามีบาปดั้งบาปเดิมสืบต่อมาจากปฐมบรรพบุรุษ เรื่องนี้ถ้าฟังเพียงผ่านๆ ไป ไม่คิดพิจารณาก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าคิดพิจารณาให้ดีแล้ว เกิดปัญหาทันที เป็นปัญหาที่เหลือปัญญาแก้เสียด้วย เพราะเป็นปัญหาขัดแย้งอยู่ในเนื้อหาสาระของเรื่องนั่นเอง ... ปัญหานั้นก็มีอยู่ว่า ทำไมพระเยซูจึงต้องล้างบาป ... เรื่องก็คือว่า การที่มนุษย์ต้องล้างบาปนั้น ก็เนื่องมาจากลัทธิของเขาถือว่ามนุษย์เรามีเชื้อบาปตั้งแต่บาปเดิมสืบต่อมาจากปฐมบรรพบุรุษที่ชื่ออาดัม นี่ประการหนึ่ง ... กับอีกประการหนึ่งนั้น มนุษย์แต่ละคนเกิดมาวันๆ ก็มักจะทำบาปทำกรรมกันอยู่เป็นประจำ จึงต้องมีการล้างบาป ... แต่พระเยซูนั้นไม่เกี่ยว เพราะเขาว่าพระเยซูไม่ใช่ลูกของมนุษย์ แต่เป็นลูกพระเจ้า เป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่มาอุบัติในหมู่มนุษย์ เพราะฉะนั้น พระเยซูจึงไม่มีเชื้อบาปต่อเนื่องมาจากอาดัมแต่ประการใด และ เมื่อเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว ทำอะไรก็ย่อมไม่เป็นบาปก็เมื่อพระเยซูไม่มีบาปแล้ว จะต้องมาล้างบาปทำไมกัน?

นี่แหละ ..... ลองพิจารณาดูเถอะ เนื้อหาสาระในประวัติของพระเยซูเองนั่นแหละ ขัดแย้งวุ่นวายไปหมด ... เรื่องของเรื่องก็ไม่ใช่อะไรอื่น แต่งประวัติแต่งคัมภีร์กันขึ้นมาโดยมุ่งแต่จะยกพระเยซูขึ้นเป็นพระเจ้าท่าเดียว จนกระทั่งลืมความจริงในประวัติว่าจะกลายเป็นหลักเป็นตอขัดขาเอาหกคะเมนเกนเก้ในภายหลัง ... ยิ่งเรื่องไถ่บาปยิ่งสนุกใหญ่ คือเขาเคารพเทิดทูนกันว่า ที่พระเยซูถูกจับตรึงไม้กางเขนประหารนั้น เป็นการุญธรรมอันล้ำเลิศต่อมวลมนุษย์ โดยพระองค์ยอมสละชีวิต ยอมทนทุกข์ทรมาน เพื่อมวลมนุษย์ผู้มีบาป เช่นที่เขากล่าวไว้ ซึ่งยกมาให้ดูแล้วคือ พระเยซูได้ทรงทนทุกข์ทรมานด้วยพระองค์เอง เพื่อเราทั้งหลาย เพราะบาปของเราเรียกร้องเช่นนั้น ... เรื่องนี้ ถ้าพระเยซูเป็นมนุษย์เหมือนมนุษย์ทั้งหลายดังเช่นที่รูปกายอันปรากฏของท่านแสดงอยู่แล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่นี่มิได้เป็นเช่นนั้น เขายึดมั่นกันอยู่ว่า แม้พระเยซูท่านจะมีรูปกายเป็นมนุษย์ แต่ท่านมิใช่มนุษย์ แท้จริงท่านเป็นพระเจ้า ดังที่ปรากฏในคัมภีร์คริสตธรรมใหม่ ตอน ฟิลิปปอย ๔ ข้อสุดท้ายว่า ...

ขอให้พระคุณแห่งพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้า
สถิตอยู่กับวิญญาณจิตต์ของท่านทั้งหลายเถิด อาเมน


เป็นอันไม่ต้องสงสัย คัมภีร์ของเขาบอกไว้ชัดๆ เลยว่า ..... พระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่ว่ากันไปประสาคนไม่รู้ หรือไปตีความกันเอาเอง ... แล้วทีนี้ พระเป็นเจ้าของเขานั้นก็มีเพียงองค์เดียว จะชื่อว่า เยซู หรือ เยโฮวา ก็พระเจ้าองค์เดียวนั่นแหละ ซึ่งแตกต่างกับพวกฮินดูซึ่งมีพระเจ้าหลากหลาย จนกระทั่งถึงคราวเคราะห์ร้าย พระเจ้าก็ยกทัพไปรบกันเอง อย่างใน เรื่องอนิรุทธ์คำฉันท์เป็นต้น ... แล้วไงล่ะ? ... อ๋อ ยุ่งน่ะซี พอพระเยซูเป็นพระเจ้าไปแล้ว เรื่องก็เลยยุ่งกันใหญ่ ... คือบาปที่จะต้องมีการไถ่ถอนกันนั้น เกิดขึ้นเพราะพระเจ้าท่านสาปไว้แก่มนุษย์ทั้งหลาย โดยเริ่มต้นที่อาดัมผู้เป็นปฐมบรรพบุรุษของมนุษย์ เหตุที่อาดัมขัดคำสั่งไปกินผลไม้ต้องห้ามเข้า ... สรุปว่า ที่ต้องมีการไถ่บาปก็เพราะกระเจ้าตราบาปไว้ให้ ... แล้วอยู่มา พระเจ้านั่นเองที่ปรากฏในร่างมนุษย์ชื่อว่า เยซู หรือ จีซัส ต้องมาทนทุกข์ทรมานถูกตรึงไม้กางเขน จนต้องร้องเสียงหลงเรียกหาพ่อแก้วแม่แก้ว เป็นการไถ่บาป สำนึกบาป ... ลองคิดดู พระเจ้าอุตริตราบาปขึ้นไว้ เพื่อตัวเองจะได้มาทนทุกข์ทรมานไถ่บาปภายหลัง มันยุ่งเพียงไร? ... ก็ดูเอาเถอะ ยิ่งเสียงร้องของพระเยซูตอนที่ถูกลากตัวขึ้นไปตรึงไม้กางเขน ยิ่งฟังแล้วเวียนหัวยิ่งขึ้น หากเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า ดังที่เขาเชื่อกัน คือพระเยซูร้องตะโกนต่อว่าพระเจ้า จนพวกสาวกได้ยิน และนำมาบันทึกไว้ในคัมภีร์แทบทุกคน ว่า เอลี เอลี ลามา ซะบัคทานี มัดธายได้ยินและบันทึกไว้อย่างนี้ ส่วนมาระโกได้ยินแตกต่างออกไปหน่อยแต่คำแปลภาษาไทยที่สาวกเขาแปลกันไว้เหมือนกัน คือ เอโลอี เอโลอี ลามา ซะบัคทานี เขาแปลเป็นไทยไว้ว่า ... พระเจ้าเจ้าข้าๆ เหตุไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพเจ้าเสีย

ข้อที่ชวนให้เวียนหัวชวนขบขันอีกนิดก็คือ ..... ก็เมื่อพระเยซูเป็นพระเจ้าอยู่เองแล้ว จะตะโกนเรียกพระเจ้าที่ไหนอีกเล่า? แต่เมื่อพระเยซูท่านตะโกนเรียกหาพระเจ้าอย่างนี้แล้ว ก็แสดงว่า พระเยซูเองนั้น ท่านก็ไม่เคยคิดดอกว่าท่านเป็นพระเจ้า ท่านเกิดมาเป็นพระเจ้าในตอนหลังที่พวกสาวกบริวารเสกสรรกันขึ้นเองต่างหาก เพราะถ้าท่านคิดว่าท่านเป็นพระเจ้าเองแล้ว ท่านคงไม่ตะโกนเรียกหาพระเจ้าช่วยอย่างนั้นดอก ท่านคงจะสำแดงฤทธิ์เหยียบกระหม่อมพวกที่ลากท่านขึ้นตรึงไม้กางเขนราบพนาสูรไปหมดอย่างแน่นอน เพราะอุตส่าห์เป็นพระเจ้าทั้งที ทำของง่ายๆ เท่านี้ไม่ได้ก็ขายหน้าเต็มทน ... นอกจากนี้ เสียงร้องต่อว่าพระเจ้า อันเป็นปัจฉิมวาจาของพระเยซูนั้น ยังบ่งชี้ด้วยว่า การที่ว่ากันว่า ท่านยอมทนทุกข์ทรมานให้เขาเอาตัวไปตรึงไม้กางเขน ก็เพื่อจะช่วยไถ่บาปให้มนุษย์ดังเช่นที่เออร์บัน ที่ ๒ นำมาปลุกระดมให้ผู้คนไปตายในสงครามครูเสด นั้นเป็นเรื่องที่ว่ากันไปเอง คิดกันไปเอง ด้วยแรงของศรัทธาจริตเท่านั้น พระเยซูเองท่านไม่ได้คิดอย่างนั้น ไม่ได้ตั้งใจอย่างนั้น เพราะเสียงตะโกนของทานมันบอกชัดอยู่ว่า ตอนนั้นจิตใจของท่านหวาดหวั่นพรั่นพรึงต่อมรณภัยจนตั้งสติไม่อยู่ ถ้าท่านตั้งใจจะอุทิศชีวิตและร่างกายของท่านไถ่บาปแก่มวลมนุษย์จริงแล้ว กุศลจิตจะสร้างสภาพจิตที่เงียบสงบ และยินดีในความตายให้แก่ท่าน จะไม่วอกแวกหวาดหวั่นจนเปล่งเสียงตะโกนต่อว่าพระเจ้าออกมาอย่างนั้น ... เรื่องนี้ นักจิตวิทยาผู้รอบรู้ จะช่วยเป็นพยานยืนยันได้ ... แต่ถ้าจะมีผู้ใดยังขืนจะยืนยันว่า พระเยซูมีความตั้งใจจะไถ่บาปให้มนุษย์อยู่อีกแล้ว ก็ยิ่งจะซ้ำร้ายหนักเข้าไปอีก เพราะการที่มีความตั้งใจจะยอมตายเพื่อไถ่บาปมนุษย์ แต่พอเอาจริงเข้ากลับร้องเสียงหลงเช่นนี้ แสดงว่าพระเยซูไม่ใช่ผู้ที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวมั่นคงจริง

มีความน่าเคารพนับถือน้อยกว่าพันท้ายนรสิงห์
ซึ่งยอมเสียหัวเพื่อมิให้บ้านเมืองเสียวินัยเสียอีก


- ประเด็นที่ ๔ ….. เรื่อง เยซู หรือ โมเสส เป็นเรื่องที่ฟังแล้วออกจะสงสัย คือเออร์บัน ที่ ๒ ได้พร่ำพรรณนาปลุกระดมไว้ตอนหนึ่งว่า

.................... ลูกๆ ของอิสราเอลผู้ซึ่งได้รับการนำออกมาจากอียิปต์ และผู้ที่เห็นท่านนำพวกเขาข้ามทะเลแดง และเข้ามายึดดินแดนนี้ ด้วยน้ำมือของพวกเขาโดยมีพระเยซูเป็นหัวหน้า พวกเขาได้ขับไล่พวกเจบูไซท์ และคนอื่นๆ ที่พำนักอยู่แถบนี้ออกไป และได้เข้าครอบครองเยรูซาเลมบนพื้นพิภพนี้ ซึ่งเป็นเสมือนภาพเหมือนของเยรูซาเลมบนสรวงสวรรค์ ....................

เรื่องราวตามที่เออร์บัน ที่ ๒ ยกขึ้นมาอ้างถึงนี้ คนทั้งหลายทั่วไปรู้กันดีว่า เป็นเรื่องราวตอนที่โมเสสนำฝูงกรรมกรทาสชาวยิวในอียิปต์หนีข้ามทะเลแดง บุกบั่นขึ้นมาทางเหนือ โดยอ้างว่าจะพาไปอยู่เย็นป็นสุข ณ แผ่นดินสัญญา อันเป็นเรื่องราวที่มีชื่อเสียงเรื่องหนึ่ง เพราะนักสร้างภาพยนตร์เอามาสร้างขายไปทั่วโลกในชื่อว่า เทน คอมมานเมนต์หรือบัญญัติ ๑๐ ประการ จะเป็นเรื่องจริงตลอดทั้งเรื่องหรือไม่ก็ไม่อาจจะทราบได้ เป็นแต่ว่า ในประวัติศาสตร์มีระบุเค้าเรื่องอันนี้อยู่ แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ก็อยู่ในฐานะที่เป็นเรื่องเกิดขึ้นก่อนที่พระเยซูจะเกิดนับเป็นพันปี แต่แล้วก็ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใด เออร์บัน ที่ ๒ ฉวยเอามาถวายให้เป็นเกียรติศักดิ์อันยิ่งใหญ่ของพระเยซูไปเสีย คือบอกว่า โดยมีพระเยซูเป็นหัวหน้า ฉะนั้น จึงชวนให้สงสัยยิ่งนักว่า เป็นมาหรือเป็นไปอย่างไรกัน? ถ้าไม่มีการผิดพลาดทางเทคนิคใดๆ แล้ว ก็เป็นเรื่องที่ส่อนิสัยพิกลอยู่ ซึ่งเป็นนิสัยที่ออกจะน่าเกลียดเอาการ คือนิสัยชอบบิดเบือน ชอบชุบมือเปิบ เห็นอะไรของใครเขาดีๆ ก็ชอบประพฤติการเป็นคนหน้าทนหยิบฉวยเอาของเขาไปเป็นสมบัติของตนเสียดื้อๆ ... ทุกวันนี้ มีพฤติกรรมอันน่าอดสูที่พวกคาทอลิกชั้นนักวิชาการบางคนตั้งหน้าตั้งตาประกอบกันอยู่ในเมืองไทย คือพยายามโมเมตู่เอาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาไปเป็นของคริสต์ โดยกระทำกันอย่างเป็นหลักเป็นฐาน คือ อาศัยศักดิ์ศรีของมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของไทยกระทำวิจัยกันเลยทีเดียว ทั้งนี้ โดยกระทำตามคำสั่งนโบายสำคัญของวาติกัน ลองคิดดูแล้วก็ชวนให้เห็นว่าที่แท้ก็คือ การสืบนิสัยอันน่าบัดสีของบรรพชนของพวกเขานั่นเอง คือ นิสัยชอบบิดเบือน ชอบฉกฉวยชุบมือเปิบ เอากับของผู้อื่นจนเคยตัว

- ประเด็นที่ ๕ ….. เรื่องการสร้างบุญกุศลด้วยการฆ่าคนในสนามรบ เออร์บัน ที่ ๒ ได้ใช้สำนวนปลุกระดมอย่างเฉียบขาดไว้ในเรื่องนี้ว่า

.................... ท่านควรจะมือสั่น พี่น้องทั้งหลาย ท่านควรจะสั่น เมื่อท่านเงื้อมือซึ่งเป็นเพฌชฆาตต่อพวกคริสต์ด้วยกัน แต่มันจะเลวร้ายน้อยกว่านี้ ถ้าท่านจะแกว่งดาบของท่านต่อพวกซาระเซ็น นี่เป็นสงครามครั้งเดียวที่ถูกต้อง เพราะเป็นการบุญกุศลที่จะเสี่ยงชีวิตของท่านเพื่อพี่น้องของท่านเอง ....................

การที่จะพูดว่าสงครามครั้งใดถูกต้องหรือไม่ถูกต้องนั้น ถ้าชาวบ้านพูดกัน ก็พอจะพูดได้ เพราะอยู่ในวิสัยที่ควรพูด อย่างเช่นข้าศึกมาประชิดดินแดนไทยเรา ชาวบ้านทั้งหลายอย่างเราๆ ท่านๆ ก็อยู่ในวิสัยที่พูดได้ว่า เป็นความชอบธรรมที่คนไทยจะต้องออกไปทำสงครามป้องกันเขตแคว้นแดนดินของตน แต่ถ้าเป็นสมณะ เป็นนักบวชแล้ว ไม่อยู่ในวิสัยที่ควรจะพูด เพราะการศึกการสงครามนั้น ไม่ว่าจะรุกหรือรับ ก็คือการฆ่าคนให้ได้มากที่สุด โดยตนเองไม่ถูกฆ่านั่นเอง เมื่อพูดออกไปแล้ว คนเขาไปรบราฆ่าฟันกัน ความเศร้าหมองย่อมเกิดแก่สมณะวิสัยของตน อย่างไม่อาจจะหลบเลี่ยงได้ ฉะนั้น เมื่อฟังเออร์บัน ที่ ๒ เป็นนักพรต และไม่ใช่นักพรตกระจอกงอกง่อยเสียด้วย เป็นนักพรตระดับหัวแถว ซึ่งดำรงอยู่ในฐานะผู้แทนของพระเจ้าทีเดียว ทั้งๆ ที่สงครามครั้งนั้น เป็นสงครามรุกรานที่มุ่งมาแย่งยึดบ้านเมืองของผู้อื่นที่ตนไม่มีสิทธิ์ครอบครองเสียด้วย เออร์บั้นที่ ๒ ยังกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า มันเป็นสงครามที่ถูกต้อง เป็นสงครามที่จะก่อให้เกิดบุญกุศล ... ด้วยแนวทางสืบนิสัย สืบสันดานอันเดียวกันนี้ ถ้านักพรตใหญ่ๆ ของคาทอลิกในทุกวันนี้จะพูดว่า การทำสงครามแย่งยึดเมืองไทยไปเป็นอาณาจักรของพระเจ้า ที่เขาเรียกว่า ศาสนจักร ย่อมเป็นสงครามที่ถูกต้อง และเป็นบุญเป็นกุศลอันควรแกการที่จะกระทำ ก็อยู่ในวิสัยที่เขาจะพูดได้ ตามเยี่ยงที่บรรพชนเขาเคยพูดมาแล้ว

และเมื่อถึงโอกาสที่เขาพูดคำเช่นนี้ออกมาแล้ว อะไรเล่าที่จะเกิดขึ้นในเมืองไทย สายเลือดและหยาดน้ำตาของคนไทย คงจะต้องนองท่วมท้องช้างละกระมัง

ยังมีแง่ที่น่าคิดน่าพิจารณาอีกแง่หนึ่ง ..... ในคำปลุกระดมของเออร์บันที่ ๒ ตอนนี้ คือพวกซาระเซ็นที่เออร์บัน ที่ ๒ ยุยงให้พวกยุโรปยกทัพมาแกว่งดาบตัดคอนั้น ก็ล้วนแต่เป็นมนุษย์ทั้งสิ้น หาใช่ภูตผีปีศาจแต่อย่างใด ไม่ตามหลักสำคัญในศาสนาของเขานั้น มนุษย์ทุกรูปทุกนาม ล้วนแต่เป็นผลผลิตที่พระเจ้าสร้างมาทั้งสิ้น ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นพวกซาระเซ็น หรือ ซาระเปาในมุมโลกไหน ก็ล้วนแต่เป็นพี่เป็นน้องออกมาจากเบ้าพระเจ้าเบ้าเดียวกันนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ การที่เออร์บัน พยายามจะชี้ให้เห็นว่าพวกที่ถือคริสต์เท่านั้น ที่จัดว่าเป็นพี่น้องกัน พวกซาระเซ็น และพวกอื่นๆ ไม่ใช่ จึงเป็นการพูดที่ขัดกับหลักศาสนาของตัวเองชัดๆ ทีเดียว ... ที่เกิดขัดเกิดแย้งกับหลักศาสนาเช่นนี้ ก็มิใช่อะไรอื่น นอกไปจากความใจแคบของคนพวกนี้ คิดอยู่แต่จะข่มเหงรุกรานผู้อื่น ข่มเหงเขาได้ รุกรานเขาได้ ก็นิยมชมชื่นว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง เป็นบุญเป็นกุศล แต่ถ้าถูกคนอื่นเขาห้ำหั่นเอาบ้าง ก็อ้าปากร้องตะโกนไปทั่วพิภพว่า เป็นความผิด เป็นความเลวร้าย ... คิดไปแล้ว ก็เห็นแต่ร่องรอยที่น่าขยะแขยงและสังเวช ทำไมไม่หัดเป็นคนใจกว้างตามแนวทางของพระพุทธศาสนาบ้างเล่า ที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้นั้น อย่าว่าแต่มนุษย์ด้วยกันเลย แม้แต่สัตว์เดียรัจฉาน พระพุทธองค์ก็ทรงสอนให้เอาตัวเองเข้าไปเทียบเคียงดูว่า ตัวเราเองเกลียดกลัวการประหาร การทำร้ายฉันใด สัตว์อื่นก็ฉันนั้น จึงไม่ควรที่ใครจะประหาร จะทำร้ายใคร เมื่อรักเมื่อชอบคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ขอให้รับเอามโนธรรมแบบนี้ของพระพุทธศาสนาไปใส่ไว้ในใจของตนดีกว่า อย่าสักแต่มาบิดเบือนปลอมแปลงเอาตัวหนังสือในคัมภีร์พระไตรปิฎกไปใส่ไว้ในคัมภีร์ไบเบิลกันเลย เพราะยิ่งจะทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ตัวเองและวงการของตัวเองยิ่งขึ้น ไม่มีความดีความงามอะไรงอกเงยขึ้นได้หรอก

- ประเด็นที่ ๖ ….. เรื่องกองทัพ หรือ กองโจร คือมีถ้อยคำอยู่ท่อนหนึ่งในสุนทรพจน์ปลุกระดมของเออร์บัน ที่ ๒ ซึ่งฟังแล้วทำให้เอะใจและสงสัย ถ้อยคำท่อนนั้นมีอยู่ว่า ทรัพย์สินของศัตรูก็เหมือนกันจะเป็นของท่าน ในเมื่อท่านอาจจะทำลายทรัพย์สมบัติของเขาและกลับมาพร้อมด้วยชัยชนะ ... คนที่ได้ยินคำของเออร์บัน ที่ ๒ ท่อนนี้ในขณะนั้น ก็จะกระหยิ่มยิ้มย่องไปตามๆ กัน เพราะมองเห็นความร่ำรวยของตนนอนรออยู่ในสนามรบเบื้องหน้า โดยจอมบงการท่านออกปากเป็นคำมั่นสัญญาไว้แล้วว่า จะยกทรัพย์สินของศัตรูที่ยึดได้ทำลายได้ให้เป็นกรรมสิทธิ์ และศัตรูนั้น ท่านก็ระบุไว้แล้วว่า หมายถึงพวกซาระเซ็นทั้งปวง เพราะฉะนั้นทรัพย์สินของพวกซาระเซ็นทั้งหมดนั่นแหละ คือบำเหน็จความชอบในสงคราม เจอที่ไหน มีสิทธิ์จะยึดเอาได้ที่นั่น โดยไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใด จึงชวนให้สงสัยว่า กองทหารครูเสดนี้เป็นกองทัพหรือกองโจรกันแน่ ... คือการศึกการสงครามนั้น แม้มนุษย์จะยังค้นหาวิธีการอะไรมาล้มเลิกมันเสียให้หมดสิ้นไม่ได้ มนุษย์ก็พยายามที่จะจำกัดเขตมันไว้ จนกระทั่งเกิดมีกฎหมายระหว่างประเทศภาคสงครามวางระเบียบบทกฎเกณฑ์กันขึ้นไว้ และก็นิยามกันว่า ถ้ากองทหารใดกระทำการรบภายในขอบเขตแห่งระเบียบบทกฎเกณฑ์ ฆ่าฟันล้างผลาญกันแต่ในสนามรบที่มีแต่นักรบด้วยกัน ไม่ก่อความพินาศเดือดร้อนให้แก่ผู้คนพลเมืองทั่วๆ ไปแล้ว ก็ให้เกียรติกันว่าเป็นกองทัพ แต่ถ้าไปถึงไหนก็ฉกชิงปล้นสะดมดะไปแล้ว ก็จะถูกประณามหยามเหยียดว่าเป็นกองโจร ไม่ใช่กองทัพ ... เออร์บัน ที่ ๒ ออกปากยกทรัพย์สินของศัตรูให้เป็นกรรมสิทธิ์ของกำลังพลที่ไปรบเช่นนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คนที่ไปรบนั้นจะไม่ปล้นดะไป โดยถือว่าพวกที่ถูกปล้นนั้นคือศัตรู เมื่อเป็นเช่นนี้ กองทัพศาสนาที่ตีตราไม้กางเขนคราวนั้น น่าจะไม่ใช่กองทัพเสียแล้ว หากแต่เป็นกองโจรเสียมากกว่า … และน่าจะเป็นเพราะเหตุนี้นี่แหละ จึงปรากฏในประวัติของสงครามครูเสดว่า เมื่อเริ่มต้นยกทัพนั้น พวกชาวไร่ชาวนาออกนำเป็นกองหน้าทีเดียว คงจะด้วยหมายใจว่า จะลุยออกหน้าไปหาทรัพย์สมบัติของศัตรูก่อนผู้อื่น พอไปเจอกองทัพของพวกตะวันออกกลางเข้าที่เอเชียไมเนอร์จึงพ่ายแพ้ยับเยิน

ข้อวิเคราะห์ทั้งหมดในตอนนี้ ..... เป็นของผู้เขียนโดยส่วนเดียว ไม่เกี่ยวกับท่านนักประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒแต่ประการใด จะผิดจะถูกอย่างไร ผู้เขียนรับผิดชอบแต่ผู้เดียว ซึ่งขอบอกไว้เสียด้วยว่า ความรับผิดชอบนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งเสรีภาพทางวิชาการ ตามหลักที่ทบวงมหาวิทยาลัยท่านให้ไว้ จะเรียกว่าเป็นเสรีภาพแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ก็ได้ เพราะนักวิชาการของคริสต์ต้มยำทำแกงพระไตรปิฎกที่ผู้เขียนเคารพเทิดทูนได้ ผู้เขียนก็มีเสรีภาพที่จะชำแหละไบเบิลของคริสต์และผลงานของพวกคริสต์ได้เหมือนกัน

.................... ในนามแห่งความเป็นธรรมของมนุษยชาติ ใครอย่าได้มาตอแยกับการปฏิบัติตามครรลองแห่งเสรีภาพทางวิชาการของผู้เขียนเข้าเป็นอันขาด เพราะชีวิตของผู้เขียนไม่มีคำอะไรเลยเมื่อเทียบกับความล้ำค่าแห่งพระพุทธศาสนา ซึ่งจะต้องเป็นสมบัติอันประเสริฐของชนชาติไทยไปชั่วนิรันดร์ ....................

เพื่อประโยชน์แก่ความรู้ ..... ที่อยู่ในร่องรอยแห่งวิชาการอันถูกต้อง จะขอนำเอาข้อวิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งสงครามครูเสดมาสรุปไว้ดังต่อไปนี้ ... ท่านนักวิชาการทางประวัติศาสตร์ท่านวิเคราะห์สาเหตุแห่งสงครามศาสนาตราไม้กางเขนไว้ ๓ ประการ
1. เหตุผลทางศาสนา
เหตุผลทางเศรษฐกิจ
เหตุผลเฉพาะหน้า

สาเหตุที่ ๑ …..
คือ เหตุผลทางศาสนา นั้น แยกออกไปอีกเป็น ๓ ประเด็นคือ

- ประเด็นที่ ๑ ….. การจาริกแสวงบุญ คือในศตวรรษที่ ๑๑ นั้น ผู้คนในยุโรปนิยมจาริกแสวงบุญมายังประเทศปาเลสไตน์ เพื่อใช้ความลำบากตรากตรำเป็นเครื่องชดใช้บาปของตน จึงเกิดความคิดที่จะมาช่วงชิงเอาดินแดนในประเทศปาเลสไตน์ ที่ถือกันว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์กลับไปเป็นของพวกตน

- ประเด็นที่ ๒ ….. การเสริมสร้างสามัคคี หมายถึงเจตนาที่จะใช้การทำสงครามศาสนาเป็นเครื่องหลอมรวมให้เกิดความสามัคคีในหมู่พวกคริสต์ด้วยกัน เพราะตอนนั้น พวกคริสต์ทางตะวันตกกำลังแตกคอกันถึงขนาดระหว่างสันตะปาปาเกรกอรี่ ที่ ๗ กับ จักรพรรดิโรมัน เฮนรีที่ ๔ แตกกันถึงขนาดมีการปลดเกรกอรี่ ที่ ๗ ออกจากตำแห่ง และกับพวกคริสต์ทางตะวันออก ก็แตกกันขั้นพื้นฐาน เพราะคริสต์ทางตะวันอกเป็นนิกายใหญ่ต่างหากอีกนิกายหนึ่ง ไม่ยอมขึ้นกับกรุงโรม เออร์บันที่ ๒ ต้องการจะลบล้างรอยแตกแยกของคริสต์ตะวันตก และต้องการจะดึงเอาพวกคริสต์ทางตะวันออกเข้าไปสามัคคีอยู่ใต้อำนาจของตน จึงก่อสางครามศาสนาขึ้น เพื่อใช้เป็นพันธะผูกมัดให้เกิดความกลมเกลียวกัน

- ประเด็นที่ ๓ ….. ความกระทบกระเทือนจากการรบของอัศวิน คือในยุโรปยุคนั้น พวกอัศวินทั้งหลายกำลังซู่ซ่าบ้าอำนาจกันเป็นการใหญ่ รบราฆ่าฟันกันเองอุตลุดไปหมด ทำให้เกิดภาพที่น่าอนาถใจคือ พี่น้องร่วมศาสนาฆ่ากันเอง เออร์บัน ที่ ๒ ผู้หลักแหลม จึงคิดแก้ปัญหานี้ โดยผลักหลังให้ไปรบกับคนอื่นเสีย พวกบ้ารบจะได้ไม่รบกันเอง ซึ่งเรื่องนี้มีข้อความระบุชัดเจนอยู่ในสุนทรพจน์ของเออร์บัน ที่ ๒ นั้นแล้ว

สาเหตุที่ ๒ …..
คือเหตุผลทางเศรษฐกิจ ซึ่งเรื่องนี้นักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ไว้ว่า ตอนนั้นเกิดความตกต่ำยากจนขึ้นในหมู่ขุนนางและผู้คนที่เคยมั่งคั่ง เคยมีมาก่อน เนื่องมาจากที่ดินที่เคยให้มรรคผลสมบูรณ์เกิดให้ผลตกต่ำ และการแสวงหาที่ดินครอบครองของพวกลูกขุนนางทั้งหลายชักจะยากลำบากขึ้น เพราะในขณะที่คนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั้น แผ่นดินคงที่ไม่งอกขึ้นตามคน จนกระทั่งเกิดผู้ดีตกยาก ตระกูลขุนนางเก่าๆ มีหนี้สินรุงรัง ฉะนั้นจึงเกิดมีการสนับสนุนให้ยกทัพไปทำสงครามศาสนาในตะวันออกกลาง เพื่อที่จะได้ฉวยโอกาสไปแสวงหาความร่ำรวยกันในตะวันออกกลาง เพราะเชื่อกันว่าเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยสมบัติมหาศาล ดังเช่นที่มีนิยายเล่ากันถึงสมบัติของจักรพรรดิโซโลมอนเป็นต้น ... สรุปสาเหตุข้อนี้ก็คือ ตั้งใจมาทำสงครามเพื่อจะมาหาความร่ำรวย หรือ สงครามแก้จน อะไรทำนองนั้น ...

สาเหตุประการที่ ๓ …..
คือเหตุผลเฉพาะหน้า แยกออกเป็น ๒ ประเด็น คือ

- ประเด็นที่ ๑ ….. เป็นเรื่องที่พวกคริสต์ทางตะวันออกต้องการจะแก้แค้นและกำจัดพวกเตอร์กซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม กล่าวคือ พวกกรีกซึ่งถือศาสนาคริสต์นิกายกรีกออร์ธอดอกซ์และเคยมีอำนาจยิ่งใหญ่ในนามแห่งอาณาจักรไบแซนทีน ได้ถูกพวก เซลจุก เตอร์ก รุกรานรังควาญจนต้องถอยร่นยับเยินตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๑ พอถึงปลายศตวรรษพวกเซลจุก เตอร์ก อ่อนแอลงเนื่องจากต้องสูญเสียผู้นำที่เข้มแข็ง พวกกรีกจึงเห็นเป็นโอกาสที่จะแก้มือพวกเตอร์ก แต่ลำพังตนเองเห็นว่าไม่สามารถจะแก้มือให้เต็มที่ได้ จึงขอความช่วยเหลือไปที่เออร์บัน ที่ ๒ และเออร์บัน ที่ ๒ ก็มองเห็นแต้มต่อที่จะฉวยโอกาสนั้นรวบเอาพวกคริสต์ตะวันออกเข้าไปไว้ใต้อำนาจของตน

- ประเด็นที่ ๒ ….. เป็นเรื่องที่พวกคริสต์ทางตะวันตกคิดจะรุกไล่ปราบปรามพวกอิสลามให้เห็นฝีมือเสียบ้าง กล่าวคือพวกอิสลามเคยยกกองทัพรุกรานรังควาญเข้าไปถึงใจกลางยุโรป พอถึงระยะปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๑ พวกอิสลามก็ถูกพวกคริสต์ในยุโรปต่อยตีขับไล่จนแตกกระจัดกระจายเสื่อมอำนาจลง พวกคริสต์จึงได้ใจหมายจะยกทัพมาเหยียบถิ่นอิสลามเสียบ้าง ... ทั้งหมดนี้เป็นข้อสรุปสาเหตุแห่งสงครามศาสนาตราไม้กางเขนจากบทวิเคราะห์ที่นักวิชาการทางประวัติศาสตร์ท่านให้ไว้ ... ในฐานะชาวบ้านไทยชาวพุทธคนหนึ่ง พิจารณาสาเหตุที่นักวิชาการท่านวิเคราะห์ไว้นี้แล้ว ก็ไม่พ้นที่จะเกิดความสังเวชสลดใจ เพราะทุกสาเหตุเป็นเรื่องของการแสวงหาประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจเข้าตัวทั้งสิ้น หาใช่เพื่อประโยชน์แก่การธำรงรักษาไว้ซึ่งหลักศีลธรรม อันเป็นแหล่งปลูกฝังความดีงามแก่มนุษยชาติตามสมควรแก่การเป็นศาสนาแต่อย่างใดไม่ ฉะนั้นจึงขมวดลงได้ว่า ... สงครามครูเสด คือ สงครามที่เอาศาสนาบังหน้าเพื่อหาประโยชน์เข้าตัว ... ทุกวันนี้ ทางวาติกันกำลังดิ้นรนจนวิ่งพล่านไปทั่วโลก เพื่อแสวงหาประโยชน์และรักษาประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของตน แม้ว่าในยุคนี้เขาจะไม่มีปัญญาเพียงพอที่จะยุให้ประเทศต่างๆ ในยุโรปยกกองทัพมาทำสงครามครูเสดได้เหมือนบรรพชนของเขาในยุคโบราณ ก็ไม่พึงวางใจว่า ...

.................... ไม่มีปัญญาที่จะทำอะไรใครได้อีกต่อไป เพราะว่าแม้เขาจะไม่อยู่ในวิสัยที่จะทำสงครามใหญ่แบบครูเสดได้ เขาก็สามารถทำสงครามย่อยได้และทำอยู่เสมอ โดยใช้วิถีทางเศรษฐกิจและการเมืองเป็นพาหะเข้ายึดอำนาจรัฐไว้ในกำมือ จนประเทศพุทธศาสนาบางประเทศอยู่ในเงื้อมมือเขา ทำให้ชาวพุทธซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ต้องกินน้ำใต้ศอก และ ยกมือขึ้นวันทาไหว้วอนเขาให้ผ่อนปรนการข่มเหงรังแกลงบ้าง ดังเช่นที่กำลังเป็นอยู่ในประเทศเกาหลีใต้อยู่ทุกวันนี้ ....................


---------------------------------------------------------
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ




     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 2/05/2005 06:44 PM  


Դ繷: 7


คัดมาให้ดูครับ..สงครามครูเสด
copy มาจากเวปไทยอิสลามครับเอาไปอ่านกันเล่นๆ(อ่านเล่นๆอย่าคิดมาก)

สงครามครูเสด

คำว่า " ครูเสด " นำคำมาจากภาษาอังกฤษ คือ " Crusade " สำหรับความหมายของคำว่า ครูเสด มีดังนี้ " Crusade " Any of the military expeditions undertaken by the Christians of Europe in the 11 th , 12 th , and 13 th centuries for the recovery of the Holy Land from the Moslems.

" ครูเสด " หมายถึง กองทหารที่ไปปฏิบัติการนอกประเทศซึ่งเริ่มโดยชาวคริสต์เตียนในทวีปยุโรป ในช่วงศตวรรษที่ 11 , 12 , และ 13 เพื่อกอบกู้แผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์กลับคืนมาจากมุสลิม

นายสอ เศรษฐบุตร ได้ให้ความหมายของคำว่า " Crusade " ในพจนานุกรม New Model English - Thai Dictionary , มีใจความว่า " ครูเสด " การสงครามที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 11 ถึง 13 แห่งคริสต์กาลโดยชาวคริสเตียนในทวีปยุโรปพากันยกทัพไปตีพวกที่นับถือศาสนาอิสลามในตุรกี เพื่อเอาเมืองเยรูซาเล็ม อันเป็นแหล่งของคริสต์ศาสนาคืน แต่ไม่สำเร็จ

สัญญลักษณ์ของชาวคริสต์เตียนในสงครามครูเสด คือ ไม้กางเขน ( Cross ) ส่วนมุสลิมเรียกสงครามนี้ว่า " สงครามฟีสะบีลิ้ลลาฮ์ " " สงครามการต่อสู้เพื่อเสียสละในหนทางของอัลลอฮ์ "

สาเหตุของสงครามครูเสด

กองทัพที่ชาวคริสต์เตียนส่งมาปะทะกับมุสลิมในระหว่าง ค.ศ. 1096 - 1273 นั้น โดยทั่วไปเรียกว่า สงครามครูเสด สาเหตุที่ทำให้เกิดสงครามครูเสดพอสรุปได้ดังนี้

สงครามครูเสดเป็นผลของความขัดแย้งกันเป็นเวลาช้านาน ระหว่างคริสต์จักรทางภาคตะวันตกกับอาณาจักรมุสลิมทางภาคตะวันออก ( Western - Eastern ) ต่างฝ่ายต่างก็พยายามที่จะมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากการที่อิสลามแพร่ขยายไปอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นทั่วไปในหมู่ชาวคริสเตียนในยุโรป ด้วยเหตุดังกล่าว ในศตวรรษที่ 11 ชาวคริสต์เตียนจึงได้ส่งกองกำลังมาปะทะกับมุสลิม

ความกระตือรือร้นในการแสวงบุญของชาวคริสต์เตียนยังนครเยรูซาเล็มมีมากกว่าที่เคยเป็นมา ในช่วงนั้น เยรูซาเล็มตกอยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิม ผู้แสวงบุญชาวคริสต์เตียนจึงมีความต้องการดินแดนเยรูซาเล็มเป็นของตนเอง เพื่อความสะดวกในการแสวงบุญมากยิ่งขึ้น

ช่วงเวลาระหว่างนั้น เป็นระยะเวลาที่ระส่ำระสายอยู่ทั่วไปในยุโรป พวกเจ้าเมืองต่างๆ ต่างก็ต่อสู้ทำสงครามซึ่งกันและกัน พระสันตะปาปา ( POPE ) มีความเห็นว่า ถ้าปล่อยให้อยู่ในสภาพเช่นนี้จะทำให้ชาวคริสต์เตียนในยุโรปต้องอ่อนแอลง เขาจึงยุยง ปลุกระดมให้ประชาชนหันมาต่อสู้กับชาวมุสลิมแทนโดยอ้างว่าจะได้รับกุศลผลบุญ และเพื่อเอานครอันศักดิ์สิทธิ์ เยรูซาเล็มกลับคืนมา

มุสลิมได้กลายเป็นมหาอำนาจทางการค้าแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 เป็นต้นมา การค้าพาณิชย์ในทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนจึงตกอยู่ในความควบคุมของมุสลิมอย่างเต็มที่ ดังนั้นชาวคริสต์เตียนในยุโรปจึงต้องทำสงครามกับมุสลิมเพื่อหยุดยั้งความเจริญก้าวหน้าของมุสลิม

สันตะปาปา เออร์แบนที่ 2 ( Urban 2 th ) ได้เรียกประชุมชาวคริสต์เตียนที่เมืองเลอมองค์ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ.1095 และรบเร้าให้ชาวคริสต์เตียน ทำสงครามกับชาวมุสลิม ความประสงค์ของท่านในเวลานั้นก็คือต้องการจะรวมคริสต์จักรของกรีกมาไว้ใต้อิทธิพลของท่านด้วย ท่านได้สัญญาว่าผู้ที่เข้าร่วมในการต่อสู่จะได้รับการยกเว้นจากบาปที่เคยทำมา และผู้ที่ตายในสงครามก็จะได้ขึ้นสวรรค์ ภายในเวลาไม่นานก็รวบรวมคนได้ถึง 150,000 คน ส่วนมากเป็นชาวแฟรงค์ ( Frank ) และนอร์แมน ( Norman ) คนเหล่านี้ได้มาชุมนุมกันที่เมืองเยรูซาเล็ม

FRANK ชื่อย่อของ Frances , Francis หมายถึง ชนชาติที่อาศัยอยู่ในแถบแม่น้ำไรน์ในสมัยโบราณ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของฝรั่งเศสสมัยนี้ แต่เดิมมาจากเยอรมันนี , ชื่อซึ่งชาวทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนแถบตะวันออก เรียกชาวยุโรปตะวันตก อันเป็นที่มาของคำว่า " ฝรั่ง " ที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้

NORMAN ชนที่อาศัยอยู่ในแคว้น นอ - เมินดี ( Normandy ) ในฝรั่งเศสแต่ก่อน

ผลของสงครามครูเสด

สงครามครูเสด มีผลสำคัญในประวัติศาสตร์โลก เพราะสงครามครูเสดนี่เอง ที่ทำให้ยุโรปได้มีการติดต่ออย่างใกล้ชิดกับโลกมุสลิม ดังนั้น จึงเกิดความสัมพันธ์ระหว่างตะวันออกและตะวันตกขึ้น อันนำไปสู่การแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างดินแดนทั้งสองนี้ ความรู้ของประชาชนที่มีความเจริญก้าวหน้าในแถบตะวันออก เป็นแรงดันทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าทางสติปัญญาขึ้นในแถบตะวันตก สงครามครูเสด จึงมีบทบาทสำคัญในการนำมาซึ่งการฟื้นฟูศิลปวิทยาในยุโรป สงครามครูเสดได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่สงครามครูเสดแบบใหม่ยังไม่จบลง เราพร้อมที่จะสู้แล้วหรือยัง

อ.ประเสริฐ วันเอเลาะ (โรงเรียนอิสลามศรีอยุธยามูลนิธิ)


โดย : ศิลปินหลังจอ เมื่อ : 26/04/2005 01:02 PM


---------------------------------------------------------
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 2/05/2005 06:51 PM  


Դ繷: 8


>>> คลิกชมตัวอย่างภาพยนตร์ ได้ที่นี่นะคะ

     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 2/05/2005 08:50 PM  



::
  *
 
::
 
 
ٻСͺ ::
  Թ 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
´ ::
  *
  ٻʴҡ ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ


Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.