| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- เข้าระบบผู้ดูแล -



ไม่ใช้สตั๊น ไม่ใช้สลิง ..!!!


ภาพยนตร์เรื่อง ..... องค์บาก .. OngBak
ผู้กำกับ ..... ปรัชญา ปิ่นแก้ว .. พันนา ฤทธิไกร
นักแสดง ..... พนม .. หม่ำ .. ภุมวารี .. เชษฐวุฒิ .. สุเชาว์ .. ชุมพร ..... ฯลฯ
อำนวยการสร้างและจัดจำหน่ายโดย ..... สหมงคลฟิล์ม

อ้างอิงจาก .....
- http://www.ongbak.com
- http://www.manager.co.th
- http://www.ongbakmovie.com
- http://www.ongbak-lefilm.com


ประวัติศาสตร์วงการหนังไทยต้องบันทึกว่า .....
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 หนังเรื่อง องค์บาก
ได้ฤกษ์ลงโรงฉายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมกันถึง 250 โรง



     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 24/02/2005 02:46 PM  

 
 
Դ繷: 1


เรื่องย่อ .....

ในประวัติศาสตร์หมู่บ้านหนองประดู่ ที่ยาวนานตั้งแต่ครั้นสมัยสงครามไทยกับพม่า ตำนานของครูดำ ผู้แกร่งกล้าด้วยศิลปะการต่อสู้ คือชายไทยผู้กล้าที่เคยแหวกฝ่ากองทัพพม่า ไปแย่งชิงเอาองค์พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ที่ถูกทหารพม่าบุกมาปล้นสะดม และแย่งชิงไปจากหมู่บ้าน เมื่อคราครั้งกระโน้นได้เป็นผลสำเร็จ จนเกิดปาฏิหาริย์แห่งรอยบากอยู่บนพระพักตร์ขององค์พระ ว่ากันว่าร่องรอยดังกล่าว คือบาดแผลจากการต่อสู้ ที่เกิดจากอิทธิฤทธิ์ขององค์พระศักดิ์สิทธิ์ ที่รับแทนคมหอกคมดาบ ที่ทหารพม่าถาโถมฟาดฟันเข้าใส่ร่างของครูดำนั่นเอง

ว่ากันว่าความเชื่อดังกล่าว ที่เกิดขึ้นกับครูดำ และผู้คนในหมู่บ้านได้ถูกเล่าขาน สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แต่แล้วองค์บากกลับถูก ดอน อดีตลูกหลานบ้านหนองประดู่ ที่ปัจจุบันหันหน้าเข้าสู่โลกแห่งความชั่วช้า อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งเรื่องของยาเสพติด การพนัน และที่ร้ายแรงที่สุด คือการแอบตัดเศียรองค์พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ไปให้กับนักสะสมวัตถุโบราณ ที่มีจิตใจชั่วช้าในกรุงเทพฯ ในคืนก่อนงานเฉลิมฉลองงานบุญ ที่ชาวหนองประดู่จัดขึ้น เพื่อเฉลิมฉลองศรัทธาต่อองค์บาก ที่ได้หมุนเวียนมาครบ 24 ปี

ส่งผลให้เหตุการณ์ดังกล่าว สร้างความสะเทือนใจต่อทุกชีวิต ในบ้านหนองประดู่ โดยเฉพาะบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ที่รอวันนี้มาค่อนชีวิต ราวกับว่านี่คือกงล้อแห่งศรัทธาที่หมุนเวียนบรรจบมา เพื่อทดสอบในศรัทธาแห่งความความผูกพัน และพลังแห่งความดีงาม ของผู้คนในบ้านหนองประดู่อีกครั้งหนึ่ง

โดยเฉพาะกับผู้ที่ได้รับการสืบทอดชะตากรรม จากองค์บากโดยตรงอย่าง ทิ้ง เด็กหนุ่มลูกกำพร้า ที่ได้รับการชุบเลี้ยงเติบโตจนมีสายเลือดของบ้านหนองประดู่อย่างข้นคลั่ก รวมทั้งเคล็ดวิชานวอาวุธ คืออาวุธที่ก่อเกิดจากอวัยวะสำคัญในร่างกายของมนุษย์ทั้ง 9 อันประกอบไปด้วย .. 1 ศรีษะ .. 2 หมัดกร้าวแกร่ง .. 2 แรงกระทุ้งของศอก .. ตอกย้ำความหนักหน่วงของ 2 เข่า .. และความคล่องแคล้วว่องไวของ 2 เท้า .. ผสมผสานกับศิลปะมวยไทยโบราณ ที่ได้รับการถ่ายทอดจากพระครู หลวงพ่อผู้เป็นดั่งเสาหลัก ที่เคารพนับถือของผู้คนในหมู่บ้านหนองประดู่ ลูกศิษย์คนสำคัญของครูดำ ปูชนียบุคคลที่มีคุณอนันต์ของหมู่บ้าน

การเดินทางมุ่งหน้าสู่หนทางแห่งการต่อสู้ การทบทวนจิตวิญญาณแห่งความใฝ่ดี และการเผชิญหน้ากับโลกใหม่ ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่ลุ่มหลงนิยมในวัตถุเงินทอง ท่ามกลางแสงสีของเมืองหลวง ที่เต็มไปด้วยความคดโกง หลอกหลวงและแก่งแย่งชิงดี

ทิ้งได้พบกับบททดสอบแห่งศรัทธา และภาระรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่มากขึ้น อันตรายมากขึ้น โดยมีคนๆ เดียวในเมืองหลวงที่จะช่วย ทิ้ง ตามหา ดอน ได้ คือ ยืนยง ลูกชายของผู้ใหญ่น้อย อีกหนึ่งลูกหลานบ้านหนองประดู่ ที่ถูกส่งมาเล่าเรียน เพื่อกอบโกยเอาความรู้นำกลับไปพัฒนาถิ่นเกิด แต่กลับกลายเป็นว่าทิ้งถูก ยืนยง หรือ หำแหล่ ที่บัดนี้เปลี่ยนรูปโฉมเป็น ไอ้ยอร์จ หนุ่มหัวทองไร้ซึ้งหัวจิตหัวใจ หลอกขโมยเอาถุงห่อของมีค่า ที่รวบรวมเอาแบ๊งค์ยี่สิบเก่าๆ เงินเหรียญ และบรรดาทรัพย์สมบัติของผู้เฒ่าผู้แก่ ลูกหลานของบ้านหนองประดู่ ที่รวบรวมให้ทิ้ง เพื่อเป็นทุนรอนในการตามหาองค์บากในเมืองใหญ่ ไปวางเดิมพันในมวยเถื่อนเสียแล้ว

เส้นทางในการเสาะหาองค์บาก ดึงเอาทิ้งเข้าไปเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนอันหลากหลายในเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น เง็ก หญิงสาวสู้ชีวิต ที่ถูกความเหลวแหลกของเมืองหลวง กัดกินทั้งร่างกายและจิตใจ หมวยเล็ก เด็กสาวแก่นแก้ว ที่งดงามทั้งหน้าตาและจิตใจ ไอ้เป๋ง นักเลงหัวไม้ หัวโจกของบรรดาจิ๊กโก๋คุมซอย คู่ปรับคนสำคัญของ ยอร์จ

ความเป็นจริงในความหวัง ที่ไม่เพียงดูริบหรี่ แต่กลับเริ่มไกลห่างออกไปจากตัว ทิ้ง มากขึ้นทุกที เมื่อจิตศรัทธาแห่งความดีงาม จากคนรอบข้างที่มีต่อองค์บากค่อยรางเลือนมากยิ่งขึ้น กลับกันกับชักนำให้ ทิ้ง ถล้ำเข้าไปสู่วังวนแห่งการต่อสู้ ที่ดูเหมือนจะขัดกับถ้อยคำที่พร่ำสอนจากพระครู เมื่อทิ้งถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับเกมการต่อสู้ และการไล่ล่าที่อบอวลไปด้วยความชั่วร้าย จากทั้งคนไทยด้วยกันเองและชาวต่างชาติ

และ นี่คือจุดเริ่มต้น ..........
ของการเดินทางแห่งจิตศรัทธา ที่นำมาซึ่งการต่อสู้
เพื่อพิสูจน์ศักดิ์ศรีของศิลปะการต่อสู้ที่เรียกขานว่า แม่ไม้มวยไทยโบราณ

     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 24/02/2005 03:31 PM  


Դ繷: 2


องค์บากกับโอกาสของหนังไทยในอเมริกา

องค์บาก เปิดฉายรอบ ยูเอสพรีเมียร์ อย่างคึกคักสนุกสนานไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 ที่ผ่านมานี้ คนล้นโรง ร้องอู้หู อื้อหือกันแทบทุกฉากที่พระเอกของเราโชว์ลีลาบู๊เหาะเหินเดินเวหาแบบที่น้อยคนบนพื้นโลกนี้จะทำได้ และจบลงด้วยเสียงปรบมือกึกก้องยาวนาน

เพื่อนคนหนึ่งบ่นว่า องค์บาก มาฉายรอบปฐมทัศน์แบบเงียบๆ เลยพลาดโอกาสไปช่วยเชียร์ตามที่ตั้งใจไว้ ซึ่งจะว่าไปก็ถูกของมัน เพราะข่าวการโปรโมทในสื่อไทยนั้นมีน้อยมาก ที่เห็นก็มีแค่หนังสือพิมพ์กับเว็บไซต์ของไทยทาวน์ http://www.thaitownusa.com เท่านั้นที่ปาวๆ ชวนคนไปเชียร์มาตั้งแต่หัววัน

ไม่เป็นไร เพราะสำหรับคอหนังชาวอเมริกัน ซึ่งควรจะเป็น กลุ่มเป้าหมาย สำคัญของ องค์บาก แล้วล่ะก็ การมาเปิดฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลภาพยนตร์ของสถาบันภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา หรือ เอเอฟไอ เฟส 2004 นี้ ถือว่าสุดยอดที่สุดแล้ว เพราะคนที่สนใจอุตสาหกรรมหนัง ทั้ง อินไซด์ และ เอาท์ไซด์ คือตั้งแต่ผู้บริหารของสตูดิโอยักษ์ๆ เรื่อยมาจนถึงคนชอบดูหนังธรรมดาๆ ต่างเป็นสมาชิก และได้รับจดหมายข่าวรายสัปดาห์จากสถาบันภาพยนตร์แห่งนี้กันทั้งนั้น...

จึงเชื่อได้ว่า รอบปฐมทัศน์ของ องค์บาก ที่ผ่านมานั้น ผู้ชมส่วนใหญ่คือคนที่ชอบและสนใจภาพยนตร์แบบเนื้อๆ นั่นทำให้ในช่วง คิวแอนด์เอ หลังหนังจบกับ ปรัชญา ปิ่นแก้ว .. พันนา ฤทธิไกร และ โทนี่ จา ได้รับความสนใจถามไถ่กันยาวเหยียดทีเดียว ไปแอบดูแผ่นสำรวจความเห็นผู้ชมในกล่องกระดาษหน้าโรง ก็เห็นบอกว่า Excellent หรืออย่างน้อยก็ Very Good เสียเป็นส่วนใหญ่

เป็นนิมิตหมายที่ดีพอสมควร ทีเดียวสำหรับหนังไทย ที่ข่าวว่าจะเปิดฉายในอเมริกาแบบ เนชั่นวายด์ เป็นเรื่องแรก ซึ่งหากเป็นจริงอย่างข่าวที่ได้ยินมา ก็หมายถึงว่าจะมีโรงฉาย องค์บาก พร้อมกันอย่างน้อยก็ควรจะ 100 โรงขึ้นไปในสุดสัปดาห์แรก และรายได้จากสุดสัปดาห์แรก 3 วัน นี่แหละคือตัวกำหนดว่าจะมีการเพิ่มโรงฉายหรือเปล่า

แม้จะแอบหวัง กับ องค์บาก เอาไว้มากก็ตาม แต่อยากจะกระซิบให้ฟังว่า โอกาสที่หนังภาษาต่างประเทศที่เริ่มต้นด้วยจำนวนโรงน้อยๆ แล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั้น แทบจะไม่เคยมีมาก่อนเลย จะมีก็ต้องเรียกว่า Phenomenon หรือปรากฏการณ์พิเศษจริงๆ อย่าง Crouching Tiger .. Hidden Dragon ที่เริ่มฉายแค่ 16 โรงในเดือนธันวาคม ปี 2000 และพุ่งสูงสุดถึง 2,027 โรงในเดือนมีนาคม 2001 ก่อนลาโรงในเดือนมิถุนายน ด้วยรายได้กว่า 128 ล้านดอลลาร์

หรือจะย้อนไปดูหนังไทยเรื่องก่อนๆ ที่เข้ามาฉาย เท่าที่ผมเก็บๆ ตัวเลขเอาไว้นั้น ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดก็คือ สุริโยไท ที่แปะยี่ห้อ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า มาทำตลาดเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2003 ด้วยจำนวนโรงแค่ 7 แห่ง และเพิ่มโรงฉายขึ้นทีละแห่งสองแห่ง จนสูงสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ 22 โรง แล้วลาโรงไปเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนด้วยรายได้ 454,255 ดอลลาร์

ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็เงียบฉี่ทั้งนั้น เช่น Bangkok Dangerous เข้ามาฉายเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2001 ด้วยจำนวนโรงฉายแค่ 2 แห่ง และตระเวนฉายในหลายๆ รัฐด้วยโรงฉายแค่นั้น จนลาโรงในเดือนกุมภาพันธ์ 2002 ด้วยรายได้ 23,300 ดอลลาร์

บางระจัน เปิดฉายเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมาแค่หนึ่งโรง คืออาร์คไลท์ ในแอลเอ แล้วเดินสายไปตามเมืองต่างๆ จนลาโรงเมื่อ 26 กันยายนที่ผ่านมา ด้วยรายได้รวมแค่ 22,826 ดอลลาร์เท่านั้น...

แต่ องค์บาก ดูเหมือนจะมีภาษีดีกว่าหนังไทยเรื่องก่อนๆ นี้อยู่เยอะมาก เพราะมีกระแสความดังจากตลาดยุโรป และเอเชียคอยแบ๊กอยู่ แถมเป็นหนังที่มี จุดขาย ชัดเจน คือความสามารถในเชิงบู๊ของ โทนี่ จา แบบที่น้อยคนบนโลกจะทำได้ อย่างที่บอกไปแล้ว เสียดายอยู่นิดเดียวตรงที่หนังเรื่องนี้ หากฉายในอเมริกาคงไม่แคล้วได้ เรทอาร์ จากสถาบันภาพยนตร์แห่งอเมริกา (MPAA) เป็นแน่ เพราะมีฉากการใช้ยาเสพติดกันอย่างถึงพริกถึงขิง สนทนากันด้วยภาษาที่ค่อนข้างแสบทรวง ทั้งเหี้ยห่าสารพัดสัตว์คลานกันเต็มจอ แถมพอทำซับไตเติลเป็นอังกฤษ ก็ใช้ เอฟเวิร์ด กระจุยกระจาย

เปล่าดัดจริต ฟังม่าย...ด้าย...หรอก แต่ระบบเรตติ้งของอเมริกานั้นค่อนข้างมีผลกับรายได้ของหนังอย่างชัดเจน เพราะเรตอาร์นั้นแปลว่าห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 17 เข้าดูตามลำพัง และผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยพาลูกหลานไปดูหนังเรทอาร์หรอก ถ้าไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่องนั้นๆ เพียงพอ

เรื่องเรตติ้งนี้ ถือเป็นเรื่อง คอขาดบาดตาย ทีเดียวสำหรับรายได้ของหนัง จำได้ไหม กรณีที่ Jurassic Park ได้เรต พีจี 13 ทั้งที่มีฉากที-เร็กซ์ งาบคนจากคอห่าน เลือดสาดนั้น เอ็มพีเอเอ ถูกเหล่าผู้ปกครองด่าขรม เพราะทำให้เด็กๆ กลัวกันจนฝันร้าย สื่อมวลชนกระแนะกระแหนว่าเส้นสายของสปีลเบิร์คนั้นใหญ่พอที่จะทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของระบบเรตติ้งอเมริกาพังทลายลง

แล้วหนังบู๊ดูสนุกแบบ องค์บาก นั้น กลุ่มเป้าหมายใหญ่คือเด็กหนุ่มวัยกระเตาะทั้งน้าน ถ้าเด็กพวกนี้เข้าไปดูไม่ได้ หรือต้องตีตั๋วเรื่องอื่นเพื่อแว่บเข้าไปดู องค์บาก แล้วล่ะก็ ยอดรายได้มันก็จะไปตกอยู่กับหนังเรื่องอื่นไปอย่างน่าเสียดาย และ ในกลุ่ม ท็อป 25 หนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลของสหรัฐฯ นั้น มีหนังเรทอาร์ติดอันดับอยู่แค่เรื่องเดียว คือ The Matrix Reloaded ในอันดับที่ 24 นอกนั้นเป็น พีจี กับ พีจี 13 ทั้งนั้น แค่อยากแสดงความคิดเห็นนิดหน่อย เพราะหากอยากให้หนังไทยมาทำเงินในอเมริกาล่ะก็ คงต้องมีเรื่องที่ต้องคำนึงถึงมากพอสมควรทีเดียว

หาก องค์บาก ทำสำเร็จ ในตลาดอเมริกาขึ้นมาจริงๆ ก็จะส่งผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับประเทศไทยเราอย่างใหญ่หลวงทีเดียว เพราะที่นี่คือตลาดที่มีผู้บริโภคใหญ่ที่สุดในโลก มีช่องทางทั้งโรงใหญ่ .. เปย์เปอร์วิว .. เคเบิล จนถึงวิดีโอและดีวีดี หากเจาะเข้ามาได้เหมือนอย่างหนังจากฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ทำได้ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยก็มีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมาก ส่วนผลประโยชน์ทางอ้อมนั้นก็มีมากมาย เช่น การแนะนำให้โลกรู้จักประเทศไทยมากขึ้น ทั้งในแง่สภาพภูมิทัศน์อันสวยงาม หรือในแง่ความพร้อมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ จะทำให้การชวนบริษัทสร้างหนังจากฮอลลีวูดเข้าไปถ่ายทำในเมืองไทย อันเป็นนโยบายของรัฐบาลเป็นไปได้ง่ายขึ้น

กงสุลใหญ่ฯ อิสินธร สอนไว ท่านบอกว่า ผลประโยชน์อีกอย่างจาก องค์บาก ก็คือ หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดวิถีชีวิต ความเชื่อความศรัทธาของคนไทยต่อพุทธศาสนาและศาสนวัตถุ อย่างเศียรพระ ออกมาได้อย่างชัดเจน น่าจะทำให้ฝรั่งเข้าใจความละเอียดอ่อนตรงนี้ได้ดีขึ้น โอกาสที่จะเอาพระพุทธรูปไปเป็นลวดลายบนกางเกงใน หรือที่ไม่เหมาะสมอื่นๆ ก็น่าจะบรรเทาเบาบาง... กรณีแบบโปสเตอร์ของ Hollywood Buddha ก็คงมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยลง

ดีกับทุกฝ่ายอยู่แล้ว จริงมั้ย...?



----------------------------------------------------------------
โดย ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548

     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 24/02/2005 03:39 PM  


Դ繷: 3


จา พนม สุดปลื้ม
องค์บาก ขึ้นบ็อกซ์ออฟฟิศอเมริกา


เปิดตัวที่อเมริกาได้อย่างสวยงาม สำหรับหนังแอ็กชั่นสร้างชื่อกระฉ่อนให้กับประเทศอย่าง องก์บาก ในชื่อ Ong Bak:Muay Thai Warrior เมื่อสามารถทำเงินสามวันแรกที่เปิดตัวได้ถึง 1.33 ล้านเหรียญ หรือราว 53.4 ล้านบาท ขึ้นมาบนชาร์ตบ็อกซ์ออฟฟิศของอเมริกาได้ถึงอันดับที่ 17 ซึ่งเป็นครั้งแรกของหนังไทยที่สามารถไปได้ไกลขนาดนี้ และผู้ที่ได้รับคำชมไปเต็ม ๆ คือ "โทนี จา หรือ จา พนม ยีรัมย์" ที่เล่นบทแอ็กชันได้ถึงใจจนบรรดานักวิจารณ์ต่างเทคะแนนให้ ประสบความสำเร็จถึงขนาดนี้เจ้าตัวเป็นปลื้มสุด ๆ

พระเอกของเรื่องให้สัมภาษณ์ด้วยความยินดี
หลังจากที่ได้รับประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม


.....................ผมรู้สึกอิ่มใจมาก แค่องค์บากประสบความสำเร็จในประเทศไทยของเรา ผมก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากแล้วนะ แต่นี่ทั้งเอเชีย ยุโรป และล่าสุดที่อเมริกา พอเราไปถึงแล้วได้เห็นโปสเตอร์หนังของเราไปแขวนตามที่ต่าง ๆ ในอเมริกา เท่านั้นแหละ มันเป็นความรู้สึกที่สุดยอดไปเลย ผมแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่.....................

โดยองก์บากได้เข้าฉายในอเมริกา ทั่วประเทศทั้งหมด 387 โรง วันศุกร์ที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมาเปิดตัวได้ถึง 435,000 เหรียญ รวมทั้งสามวันทำเงินไปทั้งสิ้น 1,334,869 เหรียญ รายรับเฉลี่ยต่อโรงสูงถึง 3,359 เหรียญต่อโรงเลยทีเดียว และสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชาวต่างชาติอึ้งและทึ่งในความสามารถของคนไทยนั่นคือศิลปะการต่อสู้ที่นำมาใช้ในภาพยนตร์นั่นเอง โดยเจ้าตัวกล่าวแบบเป็นปลื้มสุด ๆ หลังจากการเดินสายโชว์ตัวได้รับการต้อนรับที่ดีเยี่ยม

.....................ผมได้ไปเปิดตัวหนังของเราหลายที่ ทั้ง .. ลอสแอนเจลิส .. นิวยอร์ก .. ฟิลาเดลเฟีย .. ซานฟรานซิสโก .. นิวเจอร์ซีย์ .. เท็กซัส .. ดัลลัส .. ไปเยอะมาก ผมเอาศิลปะป้องกันตัวของเราไปโชว์ให้ชาวต่างชาติเห็นว่า เราไม่ได้ใช้สลิง ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ โชว์กันสดๆ คนดูก็ประทับใจให้การต้อนรับเราดีสุดๆ ตอนแรกผมนึกว่า จะไม่มีใครรู้จักผมเสียอีก แต่ที่ไหนได้ พอเราออกไปเค้าก็ตะโกนเรียกชื่อเราดังมาก ผมรู้สึกภูมิใจและอิ่มใจมากกับการต้อนรับของเค้า และที่สำคัญ หนังไทยและมวยไทยของเราได้ไปโชว์ให้ชาวต่างชาติได้เห็น ผมว่าไม่ว่าจะเป็นชาติไหน ศาสนาไหน สีผิวอะไรก็มีความรักต่อกันได้ สิ่งที่น่าดีใจสุด คือ ความรักที่เค้ามอบให้กับเรา หนังของเรา มวยไทยของเรา.....................

.....................อย่างในช่วงที่หนังฉายอยู่ ผมได้ไปสังเกตในโรงภาพยนตร์ด้วย คนดูเค้าก็รู้สึกมันส์แล้วก็เชียร์มวยไปพร้อมๆ กับเรา ตอนก่อนที่จะมา หนังเรื่ององค์บาก ได้เข้าฉายทั้งหมด 250 โรง แต่หลังจากที่เราเอามวยไทยมาโชว์และโปรโมต โรงฉาย ก็เพิ่มขึ้นเป็น 387 โรง ทันที มันคงเป็นความแปลกใหม่ที่เค้าไม่เคยเจอมาก่อน เลยทำให้ประสบความสำเร็จอย่างนี้น่ะ.....................

ส่วนการให้การตอบรับ จากบรรดาแฟนหนังนั้น เจ้าตัวเป็นปลื้มสุด ๆ โดยระหว่างการโชว์ตัวถึงขนาดมีนิโกรเจ้ามาขอกอดก็มี และยังได้มีโอกาสไปเรียนกังฟูกับวัดเส้าหลินอีกด้วย งานนี้เจ้าตัวยิ่งประทับใจคูณสอง

.....................ส่วนใหญ่เค้าจะเข้ามาหาเราแบบดีๆ มาขอถ่ายรูปบ้าง ขอลายเซ็นบ้าง แต่มีอยู่คนหนึ่งที่นิวนยอร์กเค้าเป็นคนนิโกร ซึ่งตัวเค้ายืนอยู่บนสุดของอัฒจรรย์ เค้าตะโกนเรียกชื่อเรา พร้อมบอกเราว่า ขอกอดได้ไหม แล้วเค้าก็วิ่งลงมากอดเรา ผมประทับใจมาก ไม่คิดว่าเค้าจะชอบงานเราขนาดนี้ จริงๆ ผมยังไม่มีแฟนคลับในอเมริกา มีแต่ที่ฝรั่งเศสและญี่ปุ่น ซึ่งที่นั่นเค้าติดตามข่าวของเรามาตลอด บางทีผมไปโปรโมตตามที่ต่าง ๆ เสร็จปั๊บกลับเข้าที่พักก็เจอภาพที่ไปงานนี้มาขึ้นแล้ว.....................

.....................ที่ไปโปรโมตที่ผ่านมาผมประทับใจทุก ๆ ที่ที่ไป แต่ที่สุด ๆ คือช่วงที่อยู่ในนิวยอร์ก ผมได้มีโอกาสไปศึกษากังฟูของจีน วัดเส้าหลินแท้ ๆ ในอเมริกาเค้ามาแสดงกังฟูโชว์ในงานเปิดที่โรงหนังในนิวยอร์กให้เราก่อน และเราขึ้นโชว์ตาม พอเค้าเห็นเราโชว์ ทางอาจารย์ของวัดเส้าหลินก็ชวนเราไปเรียนกังฟูด้วยกันวันนึง เค้าสอนพื้นฐานให้เราอย่าง ท่าไทชิ ได้ความรู้สึกถึงพลังภายใน มันเป็นศิลปะที่ไม่แบ่ง ไม่มีการกีดกั้น ตอนกลับผมได้สร้อยลูกประคำ 108 ลูก 18 อรหันต์ มาพร้อมกับชุดเส้าหลินด้วย มันทำให้เราอึ้งและปลื้มมากเลย.....................

ยิ่งไปกว่านั้น แร็ปเพอร์ที่แร็ปได้เร็วที่สุดในโลกอย่าง RZA ก็ชมพ่อหนุ่มนักบู๊จากเมืองไทย แถมผู้กำกับมือดีอย่าง เควนติน ทาแรนติโน ยังถึงกับส่งข้อความชื่นชมพร้อมกับแย้บว่าอาจได้มีโอกาสทำงานร่วมกันในภายภาคหน้าอีก โดยสุดหล่ออย่าง ทอม ครูส ก็สนอกสนใจถึงขนาดขอก็อปปีหนังไปนั่งดูที่บ้านเลยทีเดียว

.....................ผมมีโอกาสได้ไปเจอคนดังหลายคนด้วย อย่างตอนที่ไปออกรายการ MTV ผมได้ไปเจอ RZA ซึ่งเป็นนักร้องฮิปฮอปชื่อดัง และเป็นแร็ปเพอร์ที่เแร็ปได้เร็วที่สุดในโลกจนได้ลงในกินเนสบุ๊กส์ เค้าก็ชื่นชมเรา รวมทั้ง เควนติน ทาแรนติโน ผู้กำกับเรื่อง Kill Bill ก็ฝากข้อความมาถึงเรา แสดงความดีใจกับเรา และบอกเราว่าคงได้ร่วมงานกันในโอกาสต่อไปด้วย และที่มาทราบทีหลังคือ ตอนที่นั่งทานอาหารกับคุณอามันส์ ประธานกรรมการของบริษัทแมกโนเลีย เค้าบอกว่า ทอม ครูส ติดต่อมาที่เค้า ขอเอาก็อปปีหนังเรื่ององค์บากไปดูที่บ้านเค้า แค่นี้ เราก็ปลื้มสุด ๆ แล้วล่ะ.....................

ส่วนจะบู๊รับทรัพย์ไปถึงไหนแล้วนั้น
ตารางหนังทำเงินที่จะรายงานในวันที่ 21 ก.พ. นี้ คงได้รู้กันแหละจ้า


----------------------------------------------------------------
โดย ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548

     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 24/02/2005 03:50 PM  


Դ繷: 4


พระเอกหนังเรื่ององค์บาก
ไม่หล่อเลย แต่สุดยอดวิทยายุทธ..!!


ปกติ พระเอกหนังต้องดูหล่อ เท่ แต่พระเอกของ องค์บาก เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ไม่ได้พิจารณาหน้าตาของผู้ที่จะมาเล่นเป็นพระเอก เคยดูเค้าให้สัมภาษณ์ทางรายการ ที.วี. เค้าบอกว่า เค้าเป็นผู้ที่รักศิลปะการต่อสู้ชนิดที่เรียกว่า ให้หมดใจเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมวยไทย ซึ่งก็เหมือนกับแจ๊คกี้ ชาน หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อของเฉินหลง ผู้ที่หลงใหลในการแสดงบทแอ๊คชั่น ที่นักดูหนังบู๊ของบ้านเรา ต้องน่าจะรู้จักกันดี

เฉินหลง เป็นดาราจากเอเชียคนหนึ่ง ที่ก้าวไปผงาดอยู่ในแดนฮอลลีวู้ดได้อย่างไม่แพ้ดาราจากยุโรป และตลอดระยะเวลาอันยาวนาน เค้ามีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ก็เพราะความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และที่สำคัญ เฉินหลงเป็นส่วนหนึ่งของแรงผลักดันให้กับเด็กหนุ่มจากต่างจังหวัดที่ชื่อว่า............. จา-พนม ยีรัมย์

ชื่อของ จา มีน้อยคนนักที่จะรู้จัก เพราะเค้าไม่ใช่ดารา เค้าเป็นเพียงสตั๊นท์แมนที่เราเห็นเพียงแวบเดียวในหนังบู๊บางเรื่องเท่านั้น แต่เมื่อเค้าปรากฏตัวและออกมาให้สัมภาษณ์กับรายการ ที.วี.ในครั้งแรกๆ พร้อมกับโชว์ความสามารถเฉพาะตัว ที่ไม่น้อยหน้ากับพระเอกนักบู๊ชาวจีนอย่าง .. บรู๊ซลี .. เฉินหลง .. ซึ่งจาบอกว่า พระเอกนักบู๊เหล่านั้น คือฮีโร่ในดวงใจของเค้า

ทำให้สตั๊นท์แมนคนหนึ่งในอดีต แต่เมื่อมาถึงวันนี้ จา-พนม ยีรัมย์ ก้าวขึ้นมาเป็นพระเอกในหนังไทยเรื่อง องค์บาก ของสหมงคลฟิล์ม จากฝีมือการกำกับของ ปรัชญา ปิ่นแก้ว และ พันนา ฤทธิไกร ซึ่งหนังเรื่ององค์บาก ถ้าเราจำไม่ผิด น่าจะฉายในเมืองไทยประมาณ เดือนมกราคม ปี 2546 เพราะเราได้ดูหนังเรื่อง องค์บาก นี้ โดยบังเอิญ 2 ครั้ง

ครั้งแรก .....
ดูในรถขณะเดินทาง ตอนไปอบรมและทดสอบภาวะผู้นำ ชุด Your Powerful Life
ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จ. นครนายก เมื่อวันที่ 28 - 29 มิถุนายน พ.ศ. 2546

ครั้งที่สอง .....
ตอนไปเข้าร่วมการแข่งขัน World Movie Marathon 2004
ที่โรงภาพยนตร์ Major Cineplex รัชโยธิน 80 ชั่วโมง 4 วัน 40 เรื่องต่อเนื่อง
เพื่อบันทึกสุดยอดสถิติใน Guinness World Records เมื่อวันที่ 18-21 มกราคม พ.ศ. 2547

รายการนี้ พวกเราญาติๆ ก็ชวนกันไปสมัครเพื่อทดสอบวิทยายุทธ ว่าพวกเราจะอดนอนได้นานแค่ไหน ผลก็ปรากฏว่า ดูได้ 40 ชั่วโมง 2 วัน 20 เรื่องต่อเนื่องเท่านั้น พอเริ่มเรื่องที่ 21 ก็มีญาติท่านหนึ่ง เกิดไม่สบายท้อง ท้องเสียขึ้นมากระทันหัน และ การสมัครแข่งขัน พวกเราสมัครเป็นคู่ๆ มี .. คู่ญาติพี่น้อง .. คู่แฟน .. คู่เพื่อน .. พอมีคนใดคนหนึ่งในกลุ่มของเราเกิดป่วยขึ้นมา พวกเราก็เลยขอถอนตัวทั้งหมด เพราะพวกเราแค่สมัครไปเล่นๆ สนุกๆ เท่านั้น ประมาณว่า มาด้วยกัน ก็ต้องไปด้วยกันนั่นแหละ ตอนที่ดูหนังเรื่ององค์บาก จำไม่ได้แล้วว่าเรื่องที่เท่าไร รู้แต่ว่า หนังมันส์มากกกก..!!

จา-พนม ยีรัมย์ ให้สัมภาษณ์ใน ที.วี. หลายๆ รายการตอนหนึ่งว่า .....
.....................ฮีโร่ของจาไม่ได้มีแค่เฉินหลงคนเดียว เจ๊ตลี บรู๊ซลี จาพยายามฝึกเลียนแบบทั้งหมด คิดว่าพวกเขาเป็นฮีโร่ คิดว่าเขาแสดงแบบนั้นได้อย่างไร ก็อยากจะทำได้แบบที่เขาทำ ก็ฝึกมาตั้งแต่เด็ก จนคนรอบข้างของเขา คิดว่าจาบ้า.....................

.....................ที่เขาได้เล่นหนัง ก็น่าจะเป็นเพราะเข้ากันได้กับจา ส่วนมากเป็นเรื่องศิลปะการต่อสู้ เรื่องที่เล่นก็คือเรื่อง ... แก๊งกระแทกก๊วน ... เก๋ากวนเมือง ... ซึ่งเป็นสตั๊นของเจมส์ เรืองศักดิ์ ต่อมาก็เรื่อง ซีซีเจ สายฟ้าแลป ... อินทรีย์แดง ... มอร์ทัลคอมแบท ... จาเล่นได้ทุกอย่างที่เป็นศิลปะป้องกันตัว ทั้ง ... เทควันโด้ ... มวยไทย ... วูซู ... ยิมนาสติก ... ยูโด ... กระบี่กระบอง ... ปัญจศีละ ... มวยไทย ... ซึ่งเขาบอกว่ารักศิลปะการต่อสู้มาก.....................

.....................หลังจากที่เขานำไปเสนอให้กับปรัชญาแล้ว ปรัชญาบอกว่า เรื่องความสามารถทางการแสดงคิวบู๊ของจามีอยู่เต็มเปี่ยม แต่ทั้งหมดที่แสดงไปก็ยังเหมือนหนังฮ่องกง พวกเค้าก็เลยมาปรึกษากันเพื่อค้นหาความเป็นตัวของตัวเอง ก็ได้ข้อสรุปออกมาว่าเป็นมวยไทย เพราะมวยไทยจัดเป็นศิลปะการต่อสู้ของชนชาติไทย ที่มีมาแต่ครั้งโบราณกาล.....................

.....................อีกทั้งเป็นการต่อสู้ป้องกันตัว ด้วยการใช้อวัยวะในส่วนที่สามารถใช้ทำอันตรายคู่ต่อสู้ได้ เช่น หมัด ศอก แขน เท้า แข้ง และเข่า มาใช้งานให้เป็นอาวุธได้อย่างชาญฉลาด และมีศิลปอย่างสูง ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นประการหนึ่งของคนไทยที่ชาวต่างชาติรู้จักกันเป็นอย่างดี และเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว จาจึงเริ่มต้นฝึกมวยไทยอย่างเอาจริงเอาจัง.....................

ทีนี้ในเรื่องมีอยู่วันหนึ่ง องค์บาก ถูกตัดเศียรไปขายที่กรุงเทพฯ โดยฝีมือของ ดอน ลูกน้องของคมทวน ซึ่งเป็นหัวหน้าของพวกผู้ร้าย ที่จัดเดิมพันมวยเถื่อนอยู่ที่กรุงเทพ และเป็นพวกค้าวัตถุโบราณรายใหญ่ ทำให้บุญทิ้งต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อไปตามหาองค์บากคืน ก็เลยเกิดเรื่องราว ต้องใช้วิชาแม่ไม้มวยไทยสู้กัน ซึ่งต้องไปชกมวยเถื่อนกับฝรั่ง ชกมวยคาดเชือกกับผู้ร้าย

ซึ่งนั่นก็เป็นการโชว์ศิลปะการต่อสู้ ของแม่ไม้มวยไทย มีทั้งฉากต่อสู้ ปีนต้นไม้ บนรถ ในน้ำ ซึ่งทั้งหมดจาต้องเล่นด้วยตัวเองไม่มีสตันท์ฯ ไม่มีการใช้สลิง อะไรต่าง ๆ มีที่ต้องใช้อาวุธแบบไทยๆ ด้วยนิดนึง เป็นพลองยาว พลองไม้ศอก สู้แบบดาบ 2 มือด้วย ฉากการต่อสู้เยอะมาก แทบทุกฉากเลย


เวลาชมตัวอย่างภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้
เราจะเห็นคำว่า ..... ไม่ใช้สตั๊นแมน ไม่ใช้สลิง ..!!!






     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 24/02/2005 04:21 PM  



::
  *
 
::
 
 
ٻСͺ ::
  Թ 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
´ ::
  *
  ٻʴҡ ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ


Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.