| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- เข้าระบบผู้ดูแล -



ประเทศไทย ::: มหาอำนาจอุตสาหกรรมภาพยนตร์



ประเทศไทย ..... มหาอำนาจอุตสาหกรรมภาพยนตร์
โดย ..... นิติภูมิ นวรัตน์ .. เปิดฟ้าส่องโลก .. ไทยรัฐ
เมื่อ ..... วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2547


แต่ละวัน ..... จะมีผู้อ่านท่านที่เคารพและหน่วยงานต่างๆ ติดต่อมาให้นิติภูมิไปโม้รับใช้เรื่องต่างๆ เฉลี่ยแล้ววันละ 5-10 ราย ส่วนใหญ่ท่านจะติดต่อสะเปะสะปะ โทรศัพท์ไปที่ น.ส.พ.ไทยรัฐบ้าง ที่สถาบันบาลานซ์บ้าง ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญบ้าง เรียนยํ้าซํ้าอีกครั้งนะครับ เบอร์กลางที่จะติดต่อให้ผมไปรับใช้บรรยายก็คือ 0-1810-1089 fax ก็ 0-2704-1719 ใช้มาหลายปีแล้วครับ

เรียนรับใช้ไปแล้วว่า ..... เม็ดเงินที่กระจัดพลัดพรายเป็นรายได้จากภาพยนตร์ต่างชาติ ที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย+ภาพยนตร์ไทยที่ส่งออกไปขายยังต่างประเทศมีประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปี เป็นเงินมาจากขั้นตอนต่างๆของการสร้างภาพยนตร์ 6 ขั้นตอน เช่น

ขั้นตอน ก่อนการถ่ายทำภาพยนตร์ ..... ปัจจุบันทำเงิน 300 ล้าน

ขั้นตอนการถ่ายทำ ..... สร้างงาน สร้างเงินปีละ 1,200 ล้าน จากหนังไทย 50 เรื่อง

เม็ดเงินยังมาจากขั้นตอนที่ 3 ..... คือหลังจากที่ภาพยนตร์ถ่ายเสร็จ ก็ต้องนำฟิล์มไปล้าง ต้องใส่เทคนิค ขั้นตอนนี้นี่แหละครับที่เรียกว่า post production เริ่มมีบริษัทหนังต่างประเทศเข้ามาใช้บริการด้านนี้ของเอกชนในประเทศไทย เพราะเอกชนไทยมีเครื่องมือพร้อม ห้องแล็บได้มาตรฐาน ที่นิติภูมิอยากจะเสนอก็คือ ขอให้รัฐบาลช่วยเหลือเจือจุนเรื่องการลงทุนให้ชัดเจน ที่เกาหลีใต้ รัฐบาลช่วยเอกชนเกือบทั้งหมด รัฐบาลไทยไม่ต้องมีวิสัยทัศน์มากขนาดนั้นก็ได้ แฮ่ๆ แต่ขอให้ช่วยซักครึ่งหนึ่งของรัฐบาลเกาหลีก็ยังดี เพื่อที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยจะได้ขับเคลื่อนออกไปสู้ในตลาดโลกได้บ้าง

เม็ดเงินยังมาจากขั้นตอนที่ 4 ..... อันนี้เป็นเรื่องของการตลาด สร้างหนังเสร็จแล้ว ก็ต้องออกไปทำการตลาดให้ผู้คนทั่วโลกซื้อหนังไปดู บริษัทหนังเอกชนของไทยส่วนใหญ่ไปกันเอง สู้กันแบบถูลู่ถูกังอนาถามาตลอด

ถ้าจะเปรียบเรื่องนี้ ..... ต้องเทียบกับเกาหลีใต้ครับ เพราะเกาหลีใต้ผงาดขึ้นมาสำเร็จแล้วในวงการภาพยนตร์โลก รัฐบาลเกาหลีใต้ใส่เงินมหาศาลในการพาบริษัทเอกชนของเกาหลีใต้ ออกไปเสนอขายภาพยนตร์ในต่างประเทศ นิติภูมิจึงอยากจะเสนอกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือจะกระทรวงวัฒนธรรมอะไรก็แล้วแต่ ขอให้มีงบประมาณสนับสนุนเอกชนแบบที่รัฐบาลของเกาหลีใต้ได้ทำสำเร็จแล้ว

ภาพยนตร์ไทย ..... ถ้าได้ไปอวดสายตาชาวโลก ฝีมือไทยไม่แพ้ใครดอก ผมไปญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้เมื่อกลางปีนี้ ได้เห็นหนังเรื่ององค์บากขายดีในร้านดีวีดี ส่วนที่ฝรั่งเศส เมื่อคนได้ดูหนังเรื่ององค์บากแล้วก็ อุ๊ย ตื่นเต้น รัฐบาลไทยครับ ท่านต้องจัดงบประมาณมาลุ้นหนุนหนังไทยให้ไประเบิดเถิดเทิงในตลาดโลก เมื่อใดที่ทั้งฝรั่ง ทั้งเอเชียและแอฟริกันติดหนังไทย เงินจะไหลเข้าไทยอย่างที่เคยไหลเข้าอเมริกามาก่อน

ขั้นตอนที่ 5 ..... ก็คือ ขั้นตอนการฉาย ภาพรวม ทั้งหมดภาพยนตร์ ไทยทำรายได้ประมาณปีละ 4,000 ล้าน

ขั้นตอนที่ 6 ..... ภาพยนตร์ยังสร้างรายได้ให้ประเทศอีก เมื่อนำไปแปลงในรูปของ digital format ซึ่งอยู่ในรูปของวีซีดี ดีวีดี หรือบางแห่งก็นำไปลงเว็บไซต์ ตรงนี้เป็นตอนสุดท้ายของอุตสาหกรรมปลายนํ้า รวมแล้ว ภาพยนตร์ไทยสร้างเม็ดเงินให้หมุนประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปี การให้บริษัทภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย ก็มีเม็ดเงินหมุนอีก 2,000 ล้านบาท รวมเป็น 10,000 ล้านบาทต่อปี

ขณะที่ผมเขียนต้นฉบับของวันนี้ ..... มีบริษัทหนังต่างชาติเข้ามาขอถ่ายในประเทศไทยแล้ว เฉพาะ พ.ศ.2547 มี 400 เรื่อง งบที่เขียนลงไปในคำขออนุญาต 1,080 ล้านบาท อันนี้ไม่ใช่งบจริงๆนะครับ งบของจริงมีมากกว่านี้เยอะ จำนวน 400 เรื่องนี่ มีทั้งหนังใหญ่ หนังสารคดี หนังโฆษณา หนังโฆษณานี่เข้ามาถ่ายกันมาก เพราะเมืองไทยมีโครงสร้างพื้นฐานดี เรามีสายการบินภายในที่บินไปได้ทั่ว ถนนหนทางก็ดี บางประเทศอาจจะมีวิวทิวทัศน์ดี แต่ไม่มีสถานที่พักแรม และถนนไม่ดี คนก็ไม่ยกกองไปถ่ายทำรัฐบาลไทยครับ เราต้องสร้างไทยทั้งประเทศให้เป็นสตูดิโอขนาดใหญ่ ฉากพม่า ฉากเขมร ลาว ญวน มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย สิงคโปร์ ฯลฯ ไม่ต้องโผล่ไปถ่ายในประเทศเหล่านั้นดอกหรอกครับ มาถ่ายในประเทศไทยดีกว่า ฮ่า ผลิตภาพได้อย่างเดียวกัน แฮ่ๆ แต่ทีมถ่ายทำสะดวกสบายกว่าเยอะ

วิสัยทัศน์ของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ..... และกระทรวงวัฒนธรรม ในส่วนที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไทย ต้องกว้างไกลขยายไปมากกว่านี้ครับ

อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยถึงจะโต ..!!!

    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 21/12/2004 03:53 PM  

 
 
ความคิดเห็นที่: 1


ใช่แล้วคะ .....!!!!!

อยู่ในฉากเด็ดของเรื่อง Alexander ..... เป็นสงครามที่เกิดขึ้นในป่าแถบเอเชีย ที่ Alexander ไม่ยอมฟังเสียงคัดค้านของเหล่านายทหารร่วมทัพ เป็นฉากของการปะทะกันระหว่างกองทัพม้าของอเล็กซานเดอร์ กับ กองทัพช้างของกองทัพอินเดีย ฉากนั้น เป็นฉากที่อลังการมาก ถ่ายทำในประเทศไทย แม้จะมีอยู่ในเนื้อเรื่องเพียงไม่กี่นาที แต่ก็น่าภาคภูมิใจ ที่ผู้ระรานมาพ่ายแพ้ในภูมิภาคของเอเชีย

Alexander the Great ..... เข้ามาถ่ายทำที่ประเทศไทยบ้านเมืองของเราเกือบครึ่งเรื่อง แถมตัวประกอบที่เป็นกองทัพของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ ก็เป็นพี่น้องชาวไทยของเรากว่าครึ่ง โดยเฉพาะบิณฑ์ บันลือฤทธิ์ แสดงเป็นราชาที่นำทัพของอินเดีย ที่พุ่งหอกใส่ Alexander ตกจากหลังม้าบาดเจ็บสาหัส ฉากนั้นดูตื่นเต้นและยิ่งใหญ่มาก

ภูมิทัศน์ร่มรื่นเขียวขจีของประเทศไทย ..... จะปรากฏอยู่ในหนังตอนที่ กษัตริย์อเล็กซานเดอร์ เยือนอินเดีย ทีมงานของเขาเลยเลือกเอาที่ ที่เขียวชอุ่มเป็นพิเศษ อย่างที่ .. จังหวัดลพบุรี .. สระบุรี .. และ อุบลราชธานี .. เป็นสถานที่ถ่ายทำ เห็นในข่าวรายงานว่า ต้องสร้างค่ายให้นักแสดงพัก แล้วยังต้องก่อกระโจมยักษ์ไว้ให้ตัวประกอบทั้งหลายแต่งหน้าแต่งตัวกันด้วย ไม่ใช่ตัวประกอบของไทยอย่างเดียวที่จะได้ร่วมแสดง ช้างก็ด้วย

ไมเคิล ซิงเงอร์ โฆษกประจำกองถ่ายเล่าว่า ..... หนังเรื่องนี้ยิ่งใหญ่ ก็เพราะใช้คนมากๆ ตัวประกอบส่วนใหญ่เป็นคนไทย แล้วก็มีช้างหลายเชือก ที่เมืองไทยก็มีโรงเรียนสอนช้างแสนรู้อยู่ด้วย ประเทศไทยของพวกเรา จึงเหมาะที่สุด

นอกจากปัจจัยที่ว่ามาแล้ว ..... ดาราหลายคนยังยืนยันว่า อยากมาทำงานเมืองไทยมากที่สุด เพราะค่าโรงแรมก็ถูก อาหารก็อร่อย ผู้คนก็เป็นมิตร ..

พวกเค้าให้สัมภาษณ์ว่า ..... ตอนถ่ายทำ Alexander the Great ทีมงานของเค้าไม่ต้องเช่าเครื่องบินขนตัวประกอบมาเข้าฉาก เพราะทางฝ่ายทีมงานกองถ่ายของไทย ส่วนใหญ่ผู้เข้าฉากที่เป็นฉากสู้รบกันนั้น ก็คือพวกทหารของกองทัพไทย ทางกองทัพของไทย ก็มีน้ำใจ ขนให้เสร็จเรียบร้อย โดยไม่คิดเงินเพิ่มแต่อย่างใด ... คงหารู้ไม่ว่า ที่เค้าจ่ายมานั้น มันมากเหลือหลายแล้ว ... เลยกลายเป็นความดีความชอบของพี่ไทยไป :-)

แถมสีสันยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ ..... ก็น่าตื่นตาตื่นใจ สมคำที่เค้ากล่าวขาน พูดกันทั่วไป แต่ยังไม่มีอะไรยืนยันได้แน่นอน ก็ต้องไปพิสูจน์ให้รู้แจ้งเห็นจริงสักหน่อย ..... แบบนี้ ใครจะอดใจไหว ...?????

โอลิเวอร์ สโตน .....
ให้สัมภาษณ์ในรายการบันเทิง ของ ที.วี. เมืองไทย
เกี่ยวกับการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง อเล็กซานเดอร์ ในเมืองไทยว่า .....


ฉากที่ถ่ายทำในเมืองไทยนี้ ..... เป็นฉากสำคัญฉากหนึ่งของเรื่อง คือ ฉากปะทะกองทัพช้าง โดยใช้เวลาถ่ายทำเฉพาะฉากนี้เกือบหนึ่งเดือนเต็มๆ ใช้ทีมงาน นับร้อย นับพัน ในบางวัน มีนักแสดงจากทั่วโลก ชาวอังกฤษ ชาวอเมริกัน ชาวฝรั่งเศส ชาวเยอรมัน ชาวเอธิโอเปีย ชาวไทย ชาวแขก ใช้ทีมงานกองถ่าย ช่างกล้อง ช่างฉาก และทีมงานมากกว่าร้อยคน และ ทีมงานดูแลนักแสดง 1 ต่อ 1 ซึ่งมีนักแสดงหลัก 15 คน เช่น ช่างหน้า 1 คน ต่อ นักแสดงหลัก 1 คน มีช้างกว่า 20 เชือกเข้าฉาก แค่เฉพาะถ่ายการรบกับช้างล้วนๆ ก็ใช้เวลาในการถ่ายทำถึง 8 วัน

เนื่องจากกองถ่ายปิดข่าวเงียบ ..... เรื่องสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องอเล็กซานเดอร์ จ.สระบุรี จึงไม่มีช่างภาพคนใดเก็บภาพของทีมงานนักแสดงไปเผยแพร่ในนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ต่างประเทศได้เลย

โอลิเวอร์ สโตน กล่าวว่า ..... ประทับใจภาพยนตร์เรื่อง บางระจัน จึงให้ทีมงานที่ช่วยจัดจำหน่ายหนังเรื่องนั้น ติดต่อและทาบทามนักแสดงไทย 3 คน มาร่วมแสดงบทสำคัญ

ราชาอินเดีย ..... คือ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์
และ แม่ทัพ ..... คือ จรัล งามดี และ คำรณ บุญที่สุด

ส่วนนักแสดงหลักๆ ของเค้า ..... ก็มาเมืองไทยครบ ยกเว้น แองเจลิน่า โจลี่ และ แอนโธนี ฮอบกิ้นส์ ส่วนการ Block Shot หรือ บันทึกภาพไว้แล้วแบบคร่าวๆ เหมือนซ้อมใหญ่ว่าจะถ่ายอะไร ตอนถ่ายทำจึงค่อนข้างไว ... คอลิน ฟาร์เรล แม้จะไม่ได้เข้าฉากวันนั้นๆ แต่ก็ชอบที่จะติดรถจากกรุงเทพฯ มาสระบุรี เพื่อคุยและดูการถ่ายทำอยู่บ่อยๆ แสดงถึงความมีสปิริตอย่างยิ่ง ... เค้าบอกว่า อยากพูดคุยในบรรยากาศของกองถ่ายจริงๆ

รถพักผ่อนของนักแสดงและทีมงาน ..... ที่ใช้ในการถ่ายทำละคร และ หนังในไทยถูกกวาดเรียบไปใช้ในกองนี้ แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของทีมงาน นอกจากนี้ ยังได้มีการสร้างฉาก ปลูกหญ้า และจัดสถานที่ให้สมจริงใกล้กลับความเป็นป่าชื้นแถบอินเดียมากที่สุด แต่ไม่ได้ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม .....

ระหว่างการถ่ายทำ .....
ลูกชาย โอลิเวอร์ สโตน ได้แก่ ฌอน สโตน วัย 18 ปี
นำกล้องมาเก็บภาพ เพื่อทำสารคดีให้คุณพ่อไว้จัดทำเป็น DVD อีกด้วย..........


โอลิเวอร์ สโตน เล่าว่า ..... ตัวเค้าพักที่สระบุรีเลย เพื่อสะดวกในการเดินทาง แต่นักแสดงอื่นๆ พักนอนในกรุงเทพฯ ทีมงานอิ่มหนำสำราญด้วยเมนูอาหารไทย และ อาหารฝรั่ง และการถ่ายทำเป็นไปตามตารางไม่มีการล่าช้า ทีมงานสามารถเคลียร์พื้นที่และขยะ ได้อย่างว่องไว แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ และมีความรับผิดชอบสูง

ที่สำคัญคือ .....
ฉากที่ถ่ายทำในไทยเป็นฉากสุดท้ายของเรื่อง ที่สำคัญอย่างยิ่ง
เพราะ เป็นฉากการรบในประเทศอินเดียที่ยิ่งใหญ่ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ แพ้ในการรบ

โอลิเวอร์ สโตน .....
เผยถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเลือกโลเกชั่นถ่ายทำในเมืองไทยว่า .....
เลือกไทย เพราะทีมงานของคนไทยมืออาชีพทุกคน ทุกอย่างเพียบพร้อมจริงๆ .....!!

การถ่ายทำฉากปะทะกองทัพช้างในเมืองไทยนี้ ..... ใช้เวลาถ่ายทำถึง 8 วัน กับช้าง 20 กว่าเชือก ซึ่งเป็นช้างที่เก่งมาก สั่งแอ็กชั่นแล้ว ช้างสามารถร้องเสียงแปร๊นได้เลย ไวมาก

นอกจากนี้ ..... เมืองไทยยังเป็นเมืองที่พร้อม อากาศดี อาหารอร่อย ความชื้นกำลังดี ศาสนาพุทธที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นประเทศที่ทำให้รู้สึกสงบและผ่อนคลาย และไม่ค่อยรุนแรงเหมือนตะวันตก รู้สึกสบายใจเมื่อมาเยือน ป่าเขาของไทยเหมาะกับการถ่ายทำ คือ ไม่รกจนเกินไปและแดดสามารถสาดส่องลงมาได้

ไม่อยากถ่ายทำที่อินเดีย ..... เพราะ เป็นป่าดงดิบจริงๆ มากเกินไป ถ่ายทำและเคลื่อนย้ายลำบาก ที่ประเทศไทยจึงเหมาะที่สุดในการถ่ายฉากรบ โดยใช้เมืองไทยเป็นฉากรบของหนังเรื่อง อเล็กซานเดอร์

โอลิเวอร์ สโตน บอกเล่าว่า ..... เค้ามาเมืองไทยครั้งแรก ตอนปี 1965 อายุ 19 ปี ตอนนั้นเมืองไทยยังไม่พัฒนาอย่างนี้ แต่ก็ยังสวยงดงามเหมือนเดิม หลังจากนั้นก็ได้มาถ่าย Heaven & Earth ที่เมืองไทยอีกครั้ง ในปี 1993

อเล็กซานเดอร์ ..... เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กหนุ่มที่ซับซ้อนและมีอุดมการณ์สูง ซึ่งสามารถผันแปรตัวเองให้เป็นนักรบ เป็นผู้นำ เป็นกษัตริย์ จนในที่สุดความล้มเหลวของเขากลายเป็นบทเรียนที่นำไปสู่ความสำเร็จของนักรบรุ่นหลัง ... โอลิเวอร์ สโตน รู้จักเรื่อง อเล็กซานเดอร์ ครั้งแรกจากหนังสือที่อ่านตอนวัยเด็กในยุค 50 และคิดว่า อเล็กซานเดอร์ ทำให้มนุษย์มีความดีงาม และมีบทหนึ่งจากภาพยนตร์ที่พูดว่า .....

Alexander Makes You Better Than You Are .....
หรือ อเล็กซานเดอร์สอนให้เราเป็นคนที่ดีกว่าที่เคยเป็น
อเล็กซานเดอร์เป็นบุรุษที่มีอุดมการณ์ยิ่งใหญ่ และ มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล.....!!!!!!!





    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 21/12/2004 03:58 PM  


ความคิดเห็นที่: 2

อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไทย กำลังขยายตัวในเวทีโลก
รัฐบาลอื่นๆ ไม่เคยสนใจทำได้ เราให้ทักษิณไปต่อดีกว่าเนอะ !

    โดย : SuperStaR      เมื่อ : 25/01/2005 08:10 PM  


ความคิดเห็นที่: 3


ประเทศไทยจะเป็นโรงถ่ายหนังของโลก

ขณะที่มีความพยายามผลักดันหนังไทยก้าวสู่ระดับอินเตอร์ ผู้สร้างภาพยนตร์ต่างชาติกลุ่มหนึ่งกลับมองเห็นความงดงามของดินแดนสยามเมืองยิ้ม ส่งผลให้โลเกชันในเมืองไทยได้ออกไปโลดแล่นบนแผ่นฟิล์มอวดสายตาชาวโลก บางสถานที่แม้แต่คนไทยเองก็ยังไม่รู้ว่า นี่...คือแผ่นดินเกิดของเรา

เสน่ห์แบบไทยจับใจผู้กำกับโลก

..................... โลเกชันจริงๆ ถ่ายทำที่ไหนก็ได้ แล้วทำไมเขาถึงมาเมืองไทย คงเพราะคนไทยทำงานคล่องทำงานเป็น ปัจจุบันนี้มีคนไทยพูดภาษาอังกฤษกับเขาเข้าใจเยอะ เรามีเครื่องมือพร้อม และที่สำคัญค่าจ้างแรงงานก็ถูก คือได้ของถูก ของดี และทำได้เร็วด้วย อาหารบ้านเราก็อร่อย คนมีไมตรียิ้มแย้มแจ่มใส มาอยู่เมืองไทยก็สบายใจอากาศดี .....................

ศศิสุภา สังวริบุตร นายกสมาคมผู้สนับสนุนภาพยนตร์ต่างประเทศ บอกข้อได้เปรียบของทีมงานถ่ายทำภาพยนตร์ชาวไทย ซึ่งส่งผลให้เงินสะพัดเข้ามานับพันล้านบาท

ในปีที่ผ่านมา หนังฟอร์มใหญ่ที่เข้ามาใช้เมืองไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำ คือ ภาพยนตร์ที่มีเงินลงทุนมหาศาลถึง 150 ล้านเหรียญสหรัฐ เรื่อง อเล็กซานเดอร์ ของผู้กำกับชื่อดัง Oliver Stone โดยใช้จังหวัดสระบุรีและอุบลราชธานีเป็นโลเกชัน และเพียง 2 ฉากนี้เขาเอาเงินมาให้ประเทศไทยถึง 500 ล้านบาท

..................... จังหวัดสระบุรี ถูกใช้เป็นฉากที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชยกกองทัพเข้ารุกรานอินเดีย และได้ต่อสู้กับกองทัพช้าง ในฉากนี้เองมีการนำช้างไทยหลายเชือกมาร่วมแสดง ... จากนั้นทีมงานได้ยกกองถ่ายไปปักหลักสร้างฉากบนอุทยานแห่งชาติผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งใช้เป็นฉากเหตุการณ์หลังจากกองทัพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์พ่ายแพ้กองทัพของชาวภารตะและทรงตรอมใจจนตัดสินใจปลงพระชนม์ตนเอง โดยโดดจากหน้าผาลงสู่แม่น้ำคงคา แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของคนอินเดีย .....................

เจ้าหน้าที่กองถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดเผย กับผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ ถึงสาเหตุที่เลือกผาแต้มเป็นที่ถ่ายทำขั้นสุดท้ายของภาพยนตร์ว่า เพราะผาแต้มมีน้ำโขงไหลผ่าน มีความเหมือนแม่น้ำคงคา รวมทั้งเกรงข้อกฎหมายหากเข้าไปถ่ายทำ ณ สถานที่จริงในประเทศอินเดีย นอกจากนี้ กองถ่ายยังเกรงการต่อต้านจากประชาชนชาวอินเดียอีกด้วย

ประจวบฯ และ เพชรบุรี แชมป์ฉากสงคราม นับตั้งแต่ The Bridge On The River Kwai โดย William Holden ในปี 1957 ที่ทำให้ชาวต่างชาติรู้จักจังหวัดกาญจนบุรี หรือ The Ugly American (1963) ฝีมือกำกับของ George Englund ที่โชว์ความงามแห่งพระบรมมหาราชวังของไทย หรือฉากพัฒนพงษ์อันลือลั่นใน The Deer Hunter (1978) ของผู้กำกับ Michael Cimino

ล้วนเป็นสิ่งบ่งบอกว่า ช่วงทศวรรษ 1980 ถือว่าเป็นช่วงเริ่มต้นยุคทองแห่งการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างชาติในไทยอย่างแท้จริง มีตัวอย่างเพิ่มอีกคือ The Killing Fields (1984) , Off Limits (1988) ที่โลเกชันบ้านเราถูกแปลงโฉมให้กลายเป็นนครไซง่อนของเวียดนาม เช่นเดียวกับเรื่อง Good Morning,Vietnam (1987) ,Casualties Of War (1989) กับฉากจับใจบนทางรถไฟริมแม่น้ำแคว หรือเป็นทั้งฉากเวียดนามและลาวใน Air America (1990)

อาจยกเว้นเพียงเรื่อง The Killing Fields ที่ท้องทุ่งนาและชายทะเลแถบ นครราชสีมา หัวหิน และภูเก็ต ถูกทำให้กลายเป็นฉากทุ่งสังหารในสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเขมรแดงตามบทภาพยนตร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้เองที่ สันต์ เปสตันยี ผู้บุกเบิกและสนับสนุนการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย เคยกล่าวไว้ว่า

..................... นับเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องแรกซึ่งเปิดแผนที่การถ่ายทำภาพยนตร์ บอกโลกให้ทราบว่าประเทศไทยเป็นแหล่งถ่ายทำภาพยนตร์ใหญ่ได้ .....................

ศศิสุภา บอกเล่าประสบการณ์ จากการร่วมงานกับภาพยนตร์เรื่อง The Killing Field ที่โด่งดังเมื่อ 20 ปีก่อนว่าแถบอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ประจวบคีรีขันธ์ และในพื้นที่เพชรบุรี มีสภาพเป็นท้องทุ่งนา ป่าเขา มีต้นตาลและชายหาดใกล้เคียงกับเขมรและเวียดนามมาก จึงเป็นสถานที่ถ่ายหนังสงครามบ่อยครั้ง

..................... The Killing Field ถ่ายทำในไทยเกือบทั้งหมด ประสบการณ์คราวนั้นเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เพราะทีมงานสมัยนั้นปัจจุบันก็มาทำธุรกิจเกี่ยวกับการประสานงานภาพยนตร์เยอะเหมือนกัน และหลังจากทำหนังเรื่องนี้มา ก็มีบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทำภาพยนตร์ได้รับอิทธิพล เช่น สยามไลท์ที่ให้เช่าอุปกรณ์ เพราะสมัยนั้น ทีมงานฝรั่งเขาเอาอุปกรณ์เข้ามาแม้กระทั่งรถทำกับข้าว เอามาเองหมดทุกอย่าง แต่หลังจากนั้นคนไทยมองเห็นช่องทางจากธุรกิจพวกนี้ ก็มีบริษัทเปิดขึ้นตามมาเรื่อยๆ.....................

สมาคมผู้สนับสนุนภาพยนตร์ต่างประเทศ ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อสมาคมแห่งนี้ ก็ชวนนึกว่าเป็นสมาคมคนรักหนังฝรั่ง แต่แท้จริงแล้วเป็นสมาคมผู้สนับสนุนภาพยนตร์ต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย

ศศิสุภา สังวริบุตร นายกสมาคมฯ เล่าว่า สมาชิกสมาคมประกอบไปด้วยบุคคลที่ทำงานกับภาพยนตร์ต่างประเทศทั้งหมด ตั้งแต่ ผู้ประสานงาน ให้เช่าอุปกรณ์ ไปจนถึงโพสต์โปรดักชั่น และคำว่า ภาพยนตร์ ก็ไม่ได้หมายถึงเพียงภาพยนตร์เรื่องยาว ยังรวมถึงภาพยนตร์ที่เป็นสารคดี โฆษณา โทรทัศน์ ภาพนิ่ง ตลอดจนมิวสิกวิดีโอด้วย

..................... ธุรกิจที่พวกเราทำอยู่ต่างจากภาพยนตร์ไทยตรงที่พวกเราไม่ใช่เจ้าของโปรดักต์ แต่ทำเรื่องขายบริการ เพื่อนำเงินตราเข้าประเทศเป็นหลัก ธุรกิจถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทยเราอยากให้มองว่าประเทศเราเหมือนโรงถ่ายใหญ่ หนังที่เข้ามาถ่ายในบ้านเรามีเพียง 10% เท่านั้นที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับประเทศไทย ส่วนใหญ่แล้วจะอาศัยพื้นที่ โลเกชั่น อาศัยประสบการณ์ของคนทำงานเรา เพื่อทำโปรดักต์ของเขาไปขายข้างนอก ฉะนั้น บางทีเขาก็จะสมมติประเทศเราเป็นเขมร เป็นพม่า เป็นลาว หรือเวียดนามบ้าง .....................

เนรมิตสลัมคลองเตยให้เป็นพม่า

นอกจากเป็นนายกสมาคมฯ ศศิสุภายังสวมหมวกอีกใบเป็นกรรมการผู้จัดการ เดอะซิกซ์ เอลเลเม้นท์ บริษัทด้าน Production Support ภาพยนตร์จากต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย ขณะนี้บริษัทได้รับความไว้วางใจจากโคลัมเบีย พิคเจอร์ส ผู้สร้างภาพยนตร์ฮอลลีวูด ให้เป็นผู้ประสานงานถ่ายทำภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ในประเทศไทย โดยร่วมงานกับ Rob Cohen ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง xxx (Triple x) , Fast & Furious และ Bennett Walsh ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Kill Bill

ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวมีชื่อว่า Stealth สร้างมาจากการ์ตูนเกี่ยวกับเครื่องบินที่หลบหลีกเรดาร์ได้ โดยผู้สร้างเนรมิตย่านสลัมคลองเตยให้กลายเป็นชุมชนในพม่า เนื่องจากไทยกับพม่ามีสภาพบ้านเรือน ความเป็นอยู่ใกล้เคียงกัน ซึ่งศศิสุภาบอกว่าแม้จะเป็นการถ่ายจากมุมสูงของเครื่องบิน แต่ฉากก็ต้องละเอียดถึงขั้นแต่งป้าย ข้อความที่มีตัวอักษรต่างๆ เป็นภาษาพม่าทั้งหมด

นอกจากโลเกชันที่กรุงเทพฯ ทางผู้สร้างก็ยังไปถ่ายทำที่ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีส่วนคล้ายคลึงกับประเทศพม่า ... เรื่องนี้ลงทุนทั้งเรื่องประมาณ 6,000 ล้านบาท แต่ใช้เงินในไทยประมาณ 47-50 ล้าน ฉากบ้านเราอยู่ในหนังแค่ 10 นาที แม้ว่าจะมีหนังฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวูดมาสร้างความฮือฮา แต่ ผอ.สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยวเปิดเผยว่า ชาติที่เข้ามาถ่ายภาพยนตร์ในไทยมากที่สุดไม่ใช่อเมริกาอย่างที่ใครๆ คิด กลับเป็นชาติเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น

..................... ปี 2545 ญี่ปุ่นเข้ามาถ่ายทำ 166 เรื่อง แล้วก็ลดลง ปี 46 เหลือ 154 เรื่อง ปี 47 เหลือ 147 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นหนังสารคดีและโฆษณา เพราะญี่ปุ่นโฆษณาสินค้าหลายอย่างต้องอาศัยฉากชายหาด แสงอาทิตย์ ภูมิประเทศที่มีทิวทัศน์เป็นทะเลที่สวยงาม เขาชอบถ่ายโลเกชันทะเลมาก .....................

..................... รองลงมาคือกลุ่มยุโรป มีปะปนกันไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส ถัดมาคือสหรัฐที่มีภาพยนตร์สารคดีจำนวนค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นภาพยนตร์เรื่องยาว อย่าง Heaven and Earth (1993) ผลงานสร้างของผู้กำกับคนเดียวกันกับภาพยนตร์มหากาพย์เรื่องอเล็กซานเดอร์ .....................

..................... Heaven and Earth ถ่ายที่ภูเก็ตเกือบทั้งเรื่อง เป็นเรื่องราวของหญิงสาวชาวเวียดนามที่หนีภัยสงครามไปอยู่อเมริกา แล้วผู้กำกับ Oliver Stone เขาก็ติดอกติดใจเมืองไทยก็เลยกลับมาถ่ายอเล็กซานเดอร์ .....................

ซาร์ส หวัดนก ไฟใต้ และสึนามิ ทำหนังใหญ่หาย

ธนิษฐา มณีโชติ รอง ผอ.สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ขณะนี้รายได้จากการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศลดลง 10% จากที่เคยเพิ่มมาทุกปีนับแต่ปี 2541จนถึงปี 2544-45 ซึ่งเป็นช่วงที่มีรายได้สูงสุด ถึง 1,400 ล้าน จากนั้นก็ค่อยๆ ลดลง เนื่องจากวิกฤตโรคซาร์ส เมื่อปี 2546

หนำซ้ำเมื่อไข้หวัดนกระบาดรวมกับเหตุการณ์ไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และสึนามิในช่วงสิ้นปี 2547 ทำให้รายได้ลดส่งผลกระทบกับคนในท้องถิ่นที่ทำงานด้านนี้

จากสถิติในช่วงปี 2547 มีผู้สร้างภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาถ่ายหนังในไทย 441 เรื่อง สารคดี 207 เรื่อง .. โฆษณา 173 เรื่อง .. ภาพยนตร์เรื่องยาว 28 เรื่อง .. ภาพยนตร์โทรทัศน์ 11 เรื่อง และมิวสิกวิดีโอ 22 เรื่อง รวมแล้วทุกเรื่องใช้เงินงบประมาณในประเทศไทยถึง 1,128 ล้านบาท

ธนิษฐากล่าวว่า โดยปกติ ทีมผู้สร้างภาพยนตร์ต่างชาติจะเดินทางมาถ่ายทำในประเทศไทยมากช่วงเดือนมกราคม และสิงหาคม ซึ่งเวลาหลังคริสต์มาสและช่วงซัมเมอร์ แต่ต้นปี 2548 นี้ หลังเหตุการณ์สึนามิ ยังไม่มีผู้ภาพยนตร์ต่างประเทศระดับยักษ์ติดต่อเข้ามายังสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยวเลย มีเพียงแต่ภาพยนตร์สารคดีที่ถ่ายทำในเวลาสั้นๆ เท่านั้น

ทะเลอันดามันยังยอดฮิต

นิภาภรณ์ โพธิ์ทอง transport co-ordinater กองถ่ายเรียลิตี้โชว์ทางโทรทัศน์ของเบลเยียม ซึ่งถ่ายทำรายการ Temptation Island ที่จังหวัดภูเก็ตกล่าวว่า รายการที่ถ่ายทำตลอด 24 ชั่วโมง เริ่มมาได้เกือบ 2 เดือนแล้ว โดยคืนนี้ (13 มี.ค.) จะเป็นคืนสุดท้าย

สถานที่ขึ้นกับคอนเซ็ปต์ รายการเป็นหลัก ซึ่งของรายการนี้คือ จับคู่รักมาอยู่เกาะ 4 คู่แล้วแยกกันอยู่ ห้ามพูดกันเป็นเวลาสองอาทิตย์ ให้แต่ละคู่ใช้เวลาเป็นโสดบนเกาะนี้ไปตลอด โดยจะมีหนุ่มโสด สาวโสดอีกฝั่งละ 10 กว่าคนมายั่วยวนให้สำเร็จให้ได้ มิฉะนั้น จะถูกคัดตัวกลับไปวันละหนึ่งคน จุดประสงค์เพื่อพิสูจน์รักแท้

โลเกชันจึงมีตั้งแต่ เกาะไม้ท่อน แหลมพันวา บางครั้งก็อ่าวฉลอง แหลมพรหมเทพ โดยจะถ่ายทำเป็นช็อตสั้นๆ ส่วนวิธีการทำงานก็ไม่ได้แตกต่างไปจากภาพยนตร์ไทย โดยทางทีมงานไทยจะเป็นคนสำรวจหรือค้นหาให้ได้ตรงตามคอนเซ็ปต์แล้วให้ผู้กำกับมาดู หากพอใจก็จะทำเรื่องขออนุญาตถ่ายทำผ่านไปทางฟิล์ม บอร์ด จากนั้นจึงเตรียมงานให้พร้อมสำหรับทีมงานต่างประเทศที่จะเดินทางเข้ามาถ่ายทำ

นิภาภรณ์ยืนยันความมั่นใจของทีมงานต่างชาติต่อโลเกชั่นแถบอันดามันของไทย

..................... เขารู้ว่าประเทศไทยเป็นฮับ ศูนย์กลางในการถ่ายทำหนังอยู่แล้ว เหตุการณ์สึนามิที่เกิดขึ้นทุกคนเข้าใจว่ามันเกิดได้ มีการตรวจเช็กสภาพอากาศทุกวันขณะถ่ายทำ .....................

ด้านบริษัท ซันต้า อินเตอร์เนชั่นแนล ฟิล์ม โปรดักชั่น จำกัด ของสันต์ เปสตันยี ผู้ประสานงานฝ่ายไทยให้กับภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของผู้กำกับ Oliver Stone เมื่อดูจากโปรไฟล์ของบริษัทแล้วก็ไม่แปลกใจว่าทำไมถึงได้รับการยอมรับจากผู้สร้างและผู้กำกับชื่อดังระดับโลก

Bridget Jones’s Diary 2 : On the Edge เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เขาได้ร่วมงาน เริ่มถ่ายในเดือนธันวาคม 2546 เฉพาะในไทยใช้เงินลงทุน 130 ล้านบาท โลเกชั่นที่ได้รับเลือกในเมืองไทยมีอยู่หลายแห่ง เช่น หมู่เกาะอุทยานแห่งชาติทางทะเลต่างๆ รวมทั้งภูเก็ต เกาะปันหยี ซึ่งเป็นชุมชนกลางน้ำที่ยังคงวิถีดั้งเดิมตามคอนเซ็ปต์ภาพยนตร์

นอกจากนี้ ยังมีภาพยนตร์เรื่องใหญ่ Star Wars Episode 3 เป็นการถ่ายที่เรียกว่า Plate Shooting ที่ไม่ได้ถ่ายทำภาพยนตร์จริง แต่ถ่ายเป็นแบ็กกราวนด์เกาะ และทะเลสวยๆ ฝั่งอันดามันของไทยหลายแห่งเพื่อประกอบภาพยนตร์ทำเทคนิคดิจิตอล

ถึงแม้ว่าการเข้ามาถ่ายภาพยนตร์เรื่อง The Beach เมื่อปี 1998 ของค่าย 20th Century Fox ที่อ่าวมาหยา เกาะพีพี จ.กระบี่ จะเกิดกระแสคัดค้านจากกลุ่มผู้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่อผู้สร้าง นักแสดง และบริษัทของสันต์ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลังจากนั้นมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเกาะพีพีเพิ่มมากขึ้น ด้วยอยากสัมผัสความงามของหาดทรายในหนังด้วยตาของตนเอง

ก่อนหน้านี้ทะเลอันดามันของไทยมีชื่อเสียง ว่าเป็นโลเกชั่นที่งดงามอยู่แล้ว เห็นได้จากการถูกเลือกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลกหลายเรื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอย่าง James Bond 007 Tomorrow Never Dies และ The Man with the golden gun ซึ่งถ่ายทำที่ภูเก็ต พังงา และเกาะพะงัน สุราษฎร์ธานี โดยโลเกชั่นในหนังนั้นประทับใจคนดู จนกระทั่งนักท่องเที่ยวพากันเรียกเขาตาปูที่ จ.พังงา ซึ่งใช้เป็นฉากถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวว่า เกาะเจมส์บอนด์

แว่วมาว่าหนังโจรสลัดทำเงิน อย่าง Pirates of the Caribbean: The Curse of the Black Pearl ภาคแรกก็เคยสนใจมาถ่ายทำที่ทะเลไทยเหมือนกันและถึงขั้นติดต่อมายังบริษัทของสันต์แล้ว แต่เกรงว่าจะมีปัญหาประท้วงสิ่งแวดล้อมอย่างกรณี The Beach ทำให้ทีมผู้สร้างไปถ่ายทำยังทะเลแคริบเบียนเหมือนชื่อเรื่องแทน รวมทั้งภาคสองที่เริ่มถ่ายมาตั้งแต่ต้นปีและคาดว่าจะสำเร็จทันออกฉายในปีหน้า

จากปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้า กอปรกับประเทศคู่แข่งทั้งในและต่างภูมิภาคที่สนใจและให้ข้อเสนอที่ดีกว่าแก่ทางผู้สร้างในแง่กฎหมายและการลดหย่อนภาษี ทำให้ไทยถูกประเทศเหล่านี้ยื่นข้อเสนอตัดหน้าอยู่บ่อยครั้ง อาทิ ภาพยนตร์เรื่องอนาคอนด้า 2 ตอนแรกจะมาถ่ายทำในไทย แต่เมื่อฟิจิยื่นข้อเสนอดีกว่าให้ ทำให้ผู้สร้างเปลี่ยนใจไปถ่ายทำที่ฟิจิแทน

โลเกชั่นไทยๆ ที่ไปเหมือนเพื่อนบ้าน

รอง ผอ.สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว กล่าวว่า ไทยมีทั้งหมด 76 จังหวัด และมีจังหวัดที่ถูกถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศมาแล้วถึง 55 จังหวัด เชื่อหรือไม่ว่าสถานที่ที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ (location Shooting) ยอดนิยมคือ เมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร รองลงมาคือ ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต และอยุธยา ตามลำดับ

นอกจากจะคล้ายกับพม่าแล้ว เชียงใหม่และเชียงรายยังเป็นโลเกชันที่นิยมใช้เป็นฉากในประเทศจีนบ่อยครั้ง อาทิ พื้นที่หมู่บ้านสันติคีรี ( กองพล 93 ก๊กมินตั๋ง ) บนดอยแม่สลองในจังหวัดเชียงรายที่มีหมู่บ้านชาวจีนอพยพ ปลูกไร่ชาและมีดอกไม้บานในฤดูหนาวสวยงาม

หรือจะเป็นภาคใต้ ที่อุทยานแห่งชาติเขาสก ดินแดนที่ถูกเรียก กุ้ยหลินเมืองไทย ในเขตอ.คีรีรัฐนิคม อ.พนม และอ.บ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเขาหินปูนสลับซับซ้อน เต็มไปด้วยหุบลึก ร่องลำธาร ถ้ำ และน้ำตก ใจกลางผืนป่าเขาสก คือเขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) ซึ่งเกิดจากการกั้นลำคลองแสง จนเกิดทัศนียภาพของทะเลสาบขนาดใหญ่กว่า 1 แสนไร่ และเกาะหลายร้อยเกาะ ธรรมชาติของเทือกเขาหินปูนในทะเลสาบที่งดงามไม่ต่างจากเมืองกุ้ยหลินในประเทศจีน ทำให้ผู้สร้างภาพยนตร์ทั้งไทยและต่างชาติต่างเคยมาใช้ที่นี่เป็นโลเกชันแทนกุ้ยหลินมาแล้วทั้งนั้น

นอกจากนี้ ยังมีโลเกชันเขาหินโบราณ ที่บ้านผางาม ต.ปวนพุ อ.หนองหิน จ.เลย ซึ่ง ได้รับฉายาว่า คุนหมิงเมืองไทย เนื่องจากไปมีลักษณะคล้ายคุนหมิงที่เมืองจีนนั่นเอง สมแล้วกับที่บริษัทประสานงานภาพยนตร์ต่างประเทศของไทยมักตอบอยู่เสมอ เมื่อลูกค้าตั้งคำถามว่า ทำไมต้องถ่ายภาพยนตร์ในเมืองไทย ?

นั่นก็เป็นเพราะความหลากหลายของโลเกชัน
ไม่ว่าจะพม่า เขมร ลาว เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

สถานที่เหล่านั้นพบได้...ที่เมืองไทย ..!!


>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    เมื่อ : 16/03/2005 09:26 AM  



ชื่อ ::
  *
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปประกอบ ::
  ไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
รายละเอียด ::
  *
  ใส่รูปแสดงอาการ ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ


Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.