| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- เข้าระบบผู้ดูแล -



อเล็กซานเดอร์ มหาราชชาตินักรบ


ภาพยนตร์เรื่อง ..... Alexander .. อเล็กซานเดอร์ มหาราชชาตินักรบ
ผู้กำกับ ..... โอลิเวอร์ สโตน
นักแสดง ..... โคลิน ฟาร์เรลล์ .. แอนเจลินา โจลี .. จาเร็ด ลีโต .. แอนโทนี ฮอปกินส์ ..... ฯลฯ
อ้างอิงจาก ..... http://alexanderthemovie.warnerbros.com



\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 2/12/2004 09:05 PM  

 
 
Դ繷: 1


เรื่องย่อ .....

หลังจากขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดาด้วยวัยเพียง 19 ปี พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ก็ประกาศเกียรติให้โลกประจักษ์ ด้วยการยกทัพชาวมาซีโดเนียน ตะลุยทั่วสารทิศแบบไร้พ่าย ครอบครองพื้นที่เกือบทั่วโลก จนได้รับการเชิดชูให้เป็นมหาราชอีกพระองค์หนึ่ง

แต่ภายใต้การรบทัพจับศึกที่กล้าแกร่งนั้น ชีวิตของพระองค์ยังมีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้น นั่นคือ การต่อสู้กับความรู้สึกขัดแย้งต่อผู้ให้กำเนิด ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับทหารคนสนิท และจุดหักเหที่ทำให้พระองค์กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกกล่าวขานถึงไปตลอดกาล



\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 2/12/2004 09:12 PM  


Դ繷: 2


Becoming Alexander กว่าจะเป็นจอมราชันย์
โดย ... นสพ. มติชน วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547


ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า "ALEXANDER" หนังเรื่องล่าสุดของ โอลิเวอร์ สโตน เป็นหนังฟอร์มใหญ่ที่ใครๆ กำลังจับตา หนังเรื่องที่ว่ามีกำหนดเข้าฉายในบ้านเราวันที่ 24 พฤศจิกายนนี้ แต่ก่อนหน้านั้น ดิสคัฟเวอรี่ แชนแนล ซึ่งตามเก็บเบื้องหลังการถ่ายทำมาตลอด จะนำ "Becoming Alexander" ออกอากาศในวันที่ 24 พฤศจิกายน เวลา 1 ทุ่มตรง ทางยูบีซี 43 ในรายการนั้นนอกจากจะเห็นภาพการเตรียมงาน การทำงาน และต่างๆ นานาแล้ว ส่วนหนึ่งยังจะมีการสนทนากับ คอลิน ฟาร์เรล พระเอกของเรื่อง นักแสดงธรรมดาๆ ที่ต้องรับบทเป็นอเล็กซานเดอร์มหาราช สุดยอดจอมทัพ ว่าเขาคิดอย่างไร ทำอย่างไร รวมไปถึงแสดงอย่างไรให้คนเชื่อ

และนี่คือส่วนหนึ่งจากคำบอกเล่าของเขา

ฟาร์เรลบอกว่า ก่อนหน้าจะถ่ายทำเขาได้เดินทางไปประเทศกรีซ ไปดูที่ที่อเล็กซานเดอร์มหาราชเคยใช้ชีวิตอยู่

"ผมไปที่นั่น ได้เห็นซากวังพาโลที่เหลืออยู่ เห็นว่าอเล็กซานเดอร์มาจากไหน เห็นหลุมศพของกษัตริย์ฟิลิป พระบิดาของอเล็กซานเดอร์ ที่นั่นมีเรื่องแปลกเกิดขึ้น" ฟาร์เรลเล่า

เรื่องแปลกที่ว่าคือ ขณะที่เขานั่งมองหลุมศพอยู่นั้นเป็นเวลาประมาณ 9 โมงเช้า และจู่ๆ ก็มีแสงสว่างวาบขึ้นมา

"มันดูเป็นเรื่องบ้า แต่เล่นเอาผมประสาทไปเหมือนกัน"

เขายังบอกด้วยว่าแม้จะไปอยู่ในช่วงสั้นๆ คือแค่ 5 วัน แต่ก็เป็น 5 วันที่ดี เพราะเขาได้พบคนต่างๆ มากมาย และบางรายก็ทำให้เขาถึงกับร้องไห้

"ผมไปที่เมืองเธสะโลนิกิ เรียกแท็กซี่ไปโรงแรมมาซิโดเนียน พาเลซ ผู้จัดการเดินมาหาและพูดว่า หวังว่าคุณจะไม่รังเกียจนะถ้าเราจะถ่ายรูปคุณ?" แล้วผมก็มองดูผู้คน พวกเขากำลังต่อแถวขึ้นลิฟต์ และพูดว่า "พวกเขารู้มั้ย?" "ว่าคุณกำลังจะเล่นเป็นอเล็กซานเดอร์น่ะเหรอ? โอ้ รู้สิคะ พวกเรารู้กันหมดแหละว่าคุณกำลังจะเล่นเป็นอเล็กซานเดอร์ และเราก็รู้สึกเป็นเกียรติที่คุณมาพักที่นี่" "แล้วผมตกอยู่ในสภาพจิตใจที่หดหู่จนผมต้องร้องไห้"

ในการแสดงเป็นอเล็กซานเดอร์นั้น ฟาร์เรลบอกว่า เขาต้องฝึกเรื่องต่างๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือเรื่องเกี่ยวกับการรบ โชคดีที่มีร้อยเอกดาย ทหารเก่ามาทำหน้าที่ปรึกษาด้านการทหาร

"เขาพาเราเข้าค่ายฝึกเป็นเวลาสามอาทิตย์ ฝึกทักษะที่ใช้ปฏิบัติได้จริง ทฤษฎีการรบ ยุทธวิธีและกลเม็ด มันเยี่ยมมาก"

นอกจากฟาร์เรลที่ต้องเข้าค่ายแล้วยังมีนักแสดงหนุ่มๆ อีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องฝึกในเรื่องนี้เหมือนกัน

"ในวันแรกร้อยเอกดายก็บอกทุกคนอย่างชัดเจนว่า พวกเขาต้องเรียกผมว่าผู้สำเร็จราชการ ไม่ใช่คอลิน ไม่เรียกอย่างอื่น และต้องเคารพสิ่งที่ผมพูด"

ไม่เพียงเท่านั้นในเรื่องของที่พักฟาร์เรลยังต้องพักในเต๊นท์อยู่กับร้อยเอกดายและคนอีกคนหนึ่ง ขณะที่นักแสดงคนอื่นๆ อยู่กันเต๊นท์ละสิบคน

"มันทำให้ผมโดดเดี่ยวอยู่บ้าง แต่ทั้งหมดถูกวางแผนไว้เพื่อทำให้เราเข้าใจว่า การถูกโดดเดี่ยวเป็นอย่างไร การมีเพียงกันและกันเป็นอย่างไร การพึ่งพากัน ไว้วางใจกัน รวมไปถึงการอยู่ห่างจากเพื่อนๆ และคนที่เรารักเป็นอย่างไร"

ฟาร์เรลกล่าวอีกว่า ในสายตาของเขาอเล็กซานเดอร์ถือเป็นบุรุษผู้ยิ่งใหญ่

"ไม่ต้องสงสัยเลย ลองดูสิ่งที่พระองค์ทำสิ" เขาว่า

เมื่อถามว่ามีส่วนไหนในตัวอเล็กซานเดอร์ที่เขาได้เรียนรู้ และจะคงอยู่กับเขาตลอดไป

ฟาร์เรลบอกว่า "ผมก็ไม่รู้นะ...ผมว่าเป็นความหวัง พระองค์มีศักยภาพอันเหลือเชื่อที่จะรักษาความหวังไว้ในสถานการณ์น่าหวาดกลัวที่สุด และยึดมั่นในอุดมคติอย่างไม่เสื่อมคลาย"

"พระองค์ตายไปเมื่อ 2,000-2,300 ปีที่แล้ว เป็นคนที่ผมไม่เคยรู้จัก ไม่เคยพบ แต่ก็ยังชอบคิดถึงพระองค์อยู่เรื่อยๆ และผมจะยอมจ่ายเงินทุกเพนนีที่ผมมี ขอแค่ได้เห็นพระองค์เดินสักห้าหลา"

เพราะอะไร?
"ก็แค่ดูว่าพระองค์เดินยังไง" ฟาร์เรลบอก

ถ้ากลับไปที่จุดเริ่มต้นของขั้นตอนทั้งหมด อะไรที่ทำให้คุณกลัวที่สุดในการเป็นอเล็กซานเดอร์?

"ที่ผมกลัวในตอนเริ่มแรกก็เป็นแค่ความคาดหมายที่ทำให้รู้สึกท้อใจ ว่าคนอื่นจะคิดยังไงในการแสดงเป็นพระองค์ และต้องผ่านการเรียนรู้ว่าชีวิตพระองค์เป็นอย่างไร ผมจะทำได้ไหม? จะผ่านไปได้ไหม? ผมเป็นลูกผู้ชายพอไหม? เป็นมนุษย์พอที่จะทำงานนี้ไหม?"

"แล้วผมก็แสดงสุดฝีมือของผม และผมก็หลงรักพระองค์ตลอดการแสดงเรื่องนี้"

     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 2/12/2004 09:15 PM  


Դ繷: 3


ALEXANDER : งานช้างตกมันของโอลิเวอร์ สโตน
โดย ... ธีปนันท์ เพ็ชร์ศรี นสพ.ผู้จัดการ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2547


ในที่สุด โอลิเวอร์ สโตน ก็ทำ Alexander เสร็จก่อนใครเพื่อน หลังจากมีข่าวว่าโปรเจกต์เป็นที่สนใจของผู้กำกับหลายคน ตอนนี้มาร์ติน สกอร์เซซีเลิกสร้างไปแล้ว และแบซ เลอห์มานน์ก็กำลังลังเลใจอยู่ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าฉบับของสโตนจะออกมา "เละ" กว่าของใครทั้งหมด

ปัจจัยที่ทำให้ใครหลายคนคิดไปในทางนั้น เพราะชีวิตของอเล็กซานเดอร์มีรายละเอียดที่ซับซ้อน ด้านหนึ่งเขาเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ ที่ล่าอาณานิคมจากฝั่งตะวันตกจรดฝั่งตะวันออก อีกด้านเป็นชายหนุ่มผู้เปลี่ยวเหงา เป็นรักร่วมเพศ และมีปมเกลียดชังผู้ให้กำเนิดอย่างรุนแรง

สโตนอาจจะเป็นคนทำหนังที่เสนอความรุนแรง และ ด้านมืด ได้ดีก็จริง แต่เขาก็ไม่มีอารมณ์ละเอียดอ่อนมากนัก โดยเฉพาะถ้าเทียบกับเลอห์มานน์ การนำเสนอฉากดราม่าในงานชิ้นก่อนๆ ของสโตนก็ไม่โดดเด่น ติดจะเชยและยัดเยียดด้วยซ้ำไป

ผมเป็นคนหนึ่งที่คาดหวังว่า Alexander ของสโตนคงจะเป็นอย่างนั้น แล้วมันก็ออกมาอย่างที่คิดจริงๆ หนังมีความยาวเกือบ 3 ชั่วโมง แต่ส่วนที่ดีและโดดเด่น รวมๆ แล้วคงมีอยู่แค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้นเอง

หนังเปิดเรื่องด้วยฉากสวรรคตของอเล็กซานเดอร์ จากปากคำของปโตเลมีในวัยชรา แล้วก็จะค่อยๆ ย้อนไปเล่าตั้งแต่อเล็กซานเดอร์ยังเป็นเด็ก

สโตน ปูพื้นความสัมพันธ์ระหว่างอเล็กซานเดอร์กับพระนางโอลิมเปียสและพระเจ้าฟิลิป ผู้เป็นมารดาและบิดา ได้อย่างน่าสนใจ เด็กน้อยโตขึ้นมาพร้อมกับการรับรู้ว่าแม่หาโอกาสที่จะฆ่าพ่อตลอดเวลา ในขณะเดียวกัน พ่อก็ไม่ได้ทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีและน่าชื่นชม

ฉากในวัยเด็กดีอยู่แค่ฉากนี้ฉากเดียวจริงๆ เพราะพอหนังตัดไปเล่าถึงเรื่องอื่นๆ ก็ดูเบาหวิวไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นตอนที่หนังแนะนำให้คนดูรู้จักเฮฟาอิสเตียน สหายรักของพระเอก หรือตอนที่อริสโตเติลสอนปรัชญาให้เหล่าเด็กชาย

โดยเฉพาะการอธิบายถึงความสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศระหว่างผู้ชายกับผู้ชาย ซึ่งอริสโตเติลบอกกับเด็กๆ นั้น ดูแข็งทื่อ อ่อนหัดและเคอะเขินเสียเหลือเกิน

ข้อด้อยในส่วนนั้นยังผลมาสู่จุดต่อมาของหนังราวกับการล้มตัวของโดมิโน สโตนพยายามที่จะลบคำครหาว่า ผลงานส่วนใหญ่ของเขาดูเป็น "เพศชาย" มากเกินไป ด้วยการใส่ฉากโฮโมเซ็กฌ่วลของอเล็กซานเดอร์ และเฮฟาอิสเตียน เข้ามาแบบไม่ปิดบัง แต่ฉากการทอดถ้อยสัมพันธ์รักก็ดูประดักประเดิด ไม่มีความนุ่มนวลหรือเย้ายวนใดๆ เลย มันจึงเป็นความพยายามที่ไม่ประสบผล

ตรงข้ามกับฉากการสู้รบ ซึ่งแสดงด้านที่เป็นชายแท้ๆ ออกมา ที่สโตนทำออกมาได้ดีกว่า ทั้งความอึกทึกครึกโครมและความสับสนอลหม่านโหมเข้ามาจนก่อให้เกิดภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ

งานกำกับภาพของโรดริโก ปริเอโต ทำได้ดีในฉากที่มีการเคลื่อนไหวสูงอย่างนี้ แต่เขาก็เหมือนกับสโตนคือมาตกม้าตายกับฉากที่ตั้งกล้องอยู่นิ่งๆ ความงดงามแบบ exotic ในดินแดนอันไกลโพ้นซึ่งอเล็กซานเดอร์ดั้นด้นไปถึง แทบจะไม่มีอยู่เลย ภาพภูมิทัศน์ออกมาราบเรียบ นับว่าน่าเสียดายมาก

บทหนังของสโตน, ไคล์และคาโลกริดิส เรียงลำดับเรื่องราวพอใช้ได้ มีการตัดสลับเพื่อซ้อนนัยเปรียบเทียบอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ล้นจนน่ารำคาญ ส่วนที่ไม่ดีอยู่ตรงที่หนังบอกอะไรหลายอย่างผ่านบทสนทนามากเกินไป การรำพึงรำพันของตัวละครดูยาวนานราวกับว่าลอกมาจากบทละครของโซโฟคลิส หนำซ้ำยังหนังยังมีเสียงผู้เล่าเรื่องอย่างปโตเลมีมาซ้อนทับกันอีก มันจึงเหมือนการพูดซ้ำๆ ซากๆ และย้ำคิดย้ำทำจนเสียเวลา

แต่ความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงมากของ Alexander คือการที่บทไม่ได้ล้วงเข้าไปในความคิดของตัวละครเอกอย่างจริงจัง ปมเรื่องพ่อแม่นั้นดีแต่ก็ไม่เพียงพอ หรือภาพวาดวีรบุรุษบนฝาผนังที่อเล็กซานเดอร์ฝังใจ ก็ไม่หนักแน่นมาก จนถึงกับจะทำให้เด็กหนุ่มคนหนึ่งเกิดแรงขับที่จะครองโลก

หนังพูดถึงการพิชิตความกลัวอยู่บ่อยครั้ง และตั้งคำถามผ่านตัวปโตเลมีว่า "อเล็กซานเดอร์เดินทางไปเพื่ออะไร เขาค้นหาหรือเพียงแต่หนีบางอย่าง?" แต่สโตนก็ไม่ได้ทำให้มันเป็นประเด็นสำคัญหรือบอกเล่ามันอย่างมีชั้นเชิงมากเพียงพอ

Alexander เป็นหนังที่ดูได้เพลินๆ ก็จริงอยู่ แต่มันสนุกเพราะการนั่งชมนักแสดงตะคอกใส่กัน เพราะงานสร้างอันใหญ่โตและเสียงประกอบอันเอ็ดตะโร มากกว่าจะมาจากเนื้อแท้ของบทและการถ่ายทอด

โอลิเวอร์ สโตนดูจะยังเดินทางไปไม่ถึง "ดินแดนอันเร้นลับ" ของอเล็กซานเดอร์อย่างจริงๆ จังๆ มันเป็นการจับต้องเนื้อกายภายนอกของกษัตริย์พระองค์นี้อย่างผิวเผินแล้วมาขยายใหม่เสียใหญ่โต

จะว่า "กลวง" มันก็แรงเกินไป เอาเป็นว่าหนังยังไม่ "แน่น" ก็แล้วกัน

     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 2/12/2004 09:20 PM  


Դ繷: 4


พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ..... กษัตริย์นักรบผู้สง่างาม เต็มเปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยาน ความกล้าหาญ และหยิ่งยโสในวัยเยาว์ ผู้แสดงออกซึ่งความโดดเด่นในด้านความทะเยอทะยาน และแรงผลักดันภายในอย่างเต็มเปี่ยม ที่จะรวบรวมอาณาจักรเข้าเป็นปึกแผ่น ที่ยิ่งใหญ่อย่างที่คนในโลกใบนี้ไม่เคยมีใครเห็นมาก่ อน ผู้กล้าหาญและเผชิญหน้ากับความเป็นจริง เพื่อต่อสู้และขยายอาณาจักรอันไพศาล ออกไปทุกทิศจากเหนือจรดใต้.. จากตะวันออกจรดตะวันตก ทั้งหมดเกิดจากบาดแผล และแรงผลักดันภายในตั้งแต่วัยเยาว์ จนนำมาสู่การทำสงครามอย่างต่อเนื่อง และยาวนานจนเป็นกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์โล ก สู่มหากาพย์ภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่แห่งปีโดย โอลิเวอร์ สโตน

เป็นเวลา 8 ปี ... ที่ กษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราช นำพากองทัพอันเกรียงไกร เดินทางไปกว่า 22,000 ไมล์ และยึดครองกว่า 90% ของพื้นที่ที่มีคนบุกเบิก จากดินแดนเล็กๆ อย่าง มาซีโดเนีย แต่อเล็กซานเดอร์สามารถนำพากองพลจำนวนมหาศาล ต่อสู้เอาชนะอาณาจักรเปอร์เซียอันเกรียงไกร!! เขานำพลังแห่งการต่อสู้ ทะเยอทะยาน และความฝัน กระตุ้นทหารของเขาให้บุกตะลุยสู่โลกกว้าง เขาเป็นกษัตริย์นักรบแห่งประวัติศาสตร์ เป็นวีรบุรุษผู้ครอบครองจักรวรรดิต่างๆ และขยายอำนาจออกไปมากยิ่งขึ้น

Alexander ... มหากาพย์ภาพยนตร์แห่งสงครามและแอ็คชั่น ได้เปิดเผยให้เห็นถึงการเดินทาง ของกองทัพแห่งจักรวรรดิอันเกรียงไกร ของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ การบุกตะลุยทำสงครามขยายอาณาจักรจากมาซีโดเนีย เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมกรีก เริ่มไปทางด้านตะวันตกจนถึงประเทศอียิปต์ แล้วจึงย้อนกลับมาบุกไปทางตะวันออก จนถึงประเทศอินเดีย ตลอดช่วงเวลา 8 ปี แห่งสงครามการเดินทางเพื่อขยายอาณาจักร ภาพยนตร์ได้สอดแทรกความสัมพันธ์ของเขา กับทหารคู่ใจ เฮฟา- อีสเทียน นำเสนอเรื่องราวแห่งชัยชนะ และเรื่องราวน่าเศร้าของความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เกี่ยวกับความทรงจำในวัยเด็ก กับความเป็นวีรบุรุษในประวัติศาสตร์ อเล็กซานเดอร์ได้ทำสงครามขยายอาณาจักรของเขา ออกไปมากยิ่งขึ้นทุกที แล้วค่อยๆ ลดลงทีละเล็กทีละน้อย จนถึงจุดตกต่ำ...

การเดินทางฉากสุดท้ายมาถึงเมื่อ อเล็กซานเดอร์ อายุเพียง 33 ปี .....!!
แต่นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมกรีก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความรุ่งเรืองแห่งคริสตจักรในเวลาต่อมา และขจัดอุปสรรคขัดขวางการแพร่ขยายอาณาจักรโรมันเอาไว้ได้...

Alexander ..... มหากาพย์ภาพยนตร์แห่งตำนานจริงในประวัติศาสตร์ ที่เผยให้เห็นว่า ... หากไม่มี อเล็กซานเดอร์ผู้กระหายสงครามแล้ว โลกอาจจะไม่ได้เป็นเหมือนอย่างทุกวันนี้ก็ได้ ...........!!!!


....................................................................
อ้างอิงจาก ... http://www.siam2you.com

     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 3/12/2004 10:51 AM  


Դ繷: 5


ALEXANDER มหาราชชาตินักรบ


>>> "น้องได้ดู "อเล็กซานเดอร์" แล้วหรือยัง" ลูกค้าคนหนึ่งถามคนจำหน่ายตั๋ว
>>> "..................................................."
>>> ไม่มีเสียงตอบจากคนที่ถูกเรียกว่าน้อง

>>> แต่น่าจะมีสัญญาณบ่งบอกว่า เธอคงได้ดูหนังแล้ว ทำให้มีคำถาม-คำตอบติดตามมา
>>> "สนุกมั้ย เทียบกับ "ทรอย" เรื่องไหนสนุกกว่า"
>>> "เรื่องนี้ดูแบบ...มันสมจริงกว่า" น้องคนนั้นพยายามตอบอย่างไม่มั่นใจนัก หลังนิ่งไปชั่วขณะ


ข้อความข้างบน ..... แสดงความหมายหลายอย่าง และความหมายอย่างหนึ่งก็คือคนดูตัดสินใจและพิจารณาหนังภายใต้กรอบแนวคิดเรื่องแนวหนังหรือตระกูลหนัง สำหรับผมแล้ว การดู Alexander ก็แทบไม่ต่างไปจากตัวอย่างข้างบน อย่างน้อยผมก็นึกถึงเรื่อง Troy ฉบับของโวล์ฟกัง ปีเตอร์เส็น เป็นอันดับแรก เมื่อเข้าสู่บรรยากาศดู Alexander แต่การดู Alexander แล้วนึกถึง Troy นั้น น่าจะสามารถนึกถึงอย่างเปรียบเทียบในหลายลักษณะ หลายแง่มุม ถึงแม้ในท้ายที่สุด อาจนำไปสู่การสรุปว่า เรื่องใดดีหรือด้อยกว่ากัน

ผมอยากจะเริ่มต้นด้วยการมอง Alexander ในฐานะที่เป็นโศกนาฏกรรมหรือแทรเจดี้ แบบเดียวกับที่มองเรื่อง Troy โดยมองในแง่การนำเสนอเรื่องราวของชนชั้นสูง เต็มไปด้วยเรื่องราวมหัศจรรย์ เชิดชูตัวละครรูปงาม ผู้มีความสามารถเกินมนุษย์ธรรมดา มีลักษณะสุดขั้ว เช่น รัก โกรธ เกลียดอย่างรุนแรง แล้วลงท้ายด้วยความตาย

เมื่อมองในกรอบนี้ เรื่อง Alexander มีลักษณะเป็นแทรเจดี้ที่สมบูรณ์น้อยกว่า Troy โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ผลรวมขององค์ประกอบต่างๆ ซึ่งนำไปสู่ความสะเทือนใจอย่างรุนแรง อาจจะกล่าวได้ว่า Troy ให้อารมณ์สะเทือนใจได้อย่างรุนแรงกว่า

แล้วเรื่องความสมจริงที่น้องคนนั้นบอกว่า Alexander ทำได้สมจริงกว่าล่ะ?

เรื่องความสมจริงคงตอบลำบาก แต่เข้าใจว่าน่าจะหมายถึงการบรรยายฉากรบ ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่า Alexander ดูสมจริงกว่า แต่สามารถบอกได้ว่า ฉากการสู้รบใน Alexander ดูถึงเลือดถึงเนื้อ และดุเดือดกว่าใน Troy โดยเฉพาะฉากการสู้รบในระยะใกล้ แต่เมื่อมองการนำเสนอฉากการรบ หนังทั้งสองเรื่องทำได้ดี สามารถบรรยายภาพสงครามขนาดใหญ่ และมีฉากเน้นความตื่นตา

เมื่อมองในแง่ความตื่นตา ฉากเด็ดของเรื่อง Alexander เป็นสงครามที่เกิดขึ้นในป่า เป็นการปะทะกันระหว่างกองทัพม้าของอเล็กซานเดอร์กับทัพช้างของกองทัพอินเดีย ส่วนใน Troy คือฉากแสดงภาพกองทัพเรือเต็มท้องทะเล

ในแง่ความตื่นตา Troy อาจจะเหนือกว่า แต่ฉากเด็ดของ Alexander อาจเด่นกว่าในแง่ความแปลกตา โดยเฉพาะตาของคนตะวันตก ถึงแม้ Troy เป็นโศกนาฏกรรมที่ทำให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจ แต่หนังยังดู "สว่าง" กว่า Alexander

Alexander เป็นหนังที่นำเสนอด้านที่มืดมากๆ ของตัวละครเอก คือ อเล็กซานเดอร์ โดยนำเสนอให้เห็นว่าตัวละครเอกซึ่งเป็นนักรบผู้โด่งดังนั้น

แท้ที่จริงแล้ว .....
เป็นผู้ที่สนุกกับการทำสงครามขยายอาณาเขต สังหารสหายรักและเป็นรักร่วมเพศ


ในประเด็นหลัง หนังบอกให้รู้ว่าอเล็กซานเดอร์มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้ชายมาก มีทั้งสนิทสนมแบบเพื่อนนักรบ แบบเพื่อนที่แทบจะกลายเป็นคนรัก และแบบมีสัมพันธ์ทางเพศ กับหนุ่มนักเต้นรำ .. ลักษณะตรงนี้น่าจะเป็นด้านที่คนดูรู้สึกว่ามัน "มืด" ที่สุด และน่าจะมีผลต่อภาพวีรบุรุษของอเล็กซานเดอร์ และมีผลต่อความประทับใจโดยรวมด้วย ........

กล่าวง่ายๆ ว่า หนังอาจดีในแง่การตีแผ่ด้านมืด และเจาะลึกลักษณะตัวละคร แต่อาจมีผลกระทบต่อความรู้สึกคนดู ผู้คาดหวังและชื่นชอบวีรบุรุษ ผู้เป็น "บุรุษ" จริงๆ และอาจรุนแรงถึงขนาดไปกลบจุดเด่นอย่างอื่นของหนัง เช่น งานฝีมือของโอลิเวอร์ สโตน หลายฉากเป็นงานที่ทั้งใหญ่และยาก และการทุ่มเทของแผนกออกแบบงานสร้าง



............................................................................
อ้างอิงจาก ... กฤษดา คอลัมน์ หนังเด่น นสพ.ข่าวสด
วันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2547 ปีที่ 14 ฉบับที่ 5118

     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 3/12/2004 10:55 AM  


Դ繷: 6

คลับคล้ายคลับคลาว่ามาถ่ายทำในบ้าน
เราด้วย..ไม่รู้จำผิดรึเปล่า...

     : kreang       : 14/12/2004 09:12 AM  


Դ繷: 7


ใช่แล้วคะ .....!!!!!

อยู่ในฉากเด็ดของเรื่อง Alexander ..... เป็นสงครามที่เกิดขึ้นในป่าแถบเอเชีย ที่ Alexander ไม่ยอมฟังเสียงคัดค้านของเหล่านายทหารร่วมทัพ เป็นฉากของการปะทะกันระหว่างกองทัพม้าของอเล็กซานเดอร์ กับ กองทัพช้างของกองทัพอินเดีย ฉากนั้น เป็นฉากที่อลังการมาก ถ่ายทำในประเทศไทย แม้จะมีอยู่ในเนื้อเรื่องเพียงไม่กี่นาที แต่ก็น่าภาคภูมิใจ ที่ผู้ระรานมาพ่ายแพ้ในภูมิภาคของเอเชีย

Alexander the Great ..... เข้ามาถ่ายทำที่ประเทศไทยบ้านเมืองของเราเกือบครึ่งเรื่อง แถมตัวประกอบที่เป็นกองทัพของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ ก็เป็นพี่น้องชาวไทยของเรากว่าครึ่ง โดยเฉพาะบิณฑ์ บันลือฤทธิ์ แสดงเป็นราชาที่นำทัพของอินเดีย ที่พุ่งหอกใส่ Alexander ตกจากหลังม้าบาดเจ็บสาหัส ฉากนั้นดูตื่นเต้นและยิ่งใหญ่มาก

ภูมิทัศน์ร่มรื่นเขียวขจีของประเทศไทย ..... จะปรากฏอยู่ในหนังตอนที่ กษัตริย์อเล็กซานเดอร์ เยือนอินเดีย ทีมงานของเขาเลยเลือกเอาที่ ที่เขียวชอุ่มเป็นพิเศษ อย่างที่ .. จังหวัดลพบุรี .. สระบุรี .. และ อุบลราชธานี .. เป็นสถานที่ถ่ายทำ เห็นในข่าวรายงานว่า ต้องสร้างค่ายให้นักแสดงพัก แล้วยังต้องก่อกระโจมยักษ์ไว้ให้ตัวประกอบทั้งหลายแต่งหน้าแต่งตัวกันด้วย ไม่ใช่ตัวประกอบของไทยอย่างเดียวที่จะได้ร่วมแสดง ช้างก็ด้วย

ไมเคิล ซิงเงอร์ โฆษกประจำกองถ่ายเล่าว่า ..... หนังเรื่องนี้ยิ่งใหญ่ ก็เพราะใช้คนมากๆ ตัวประกอบส่วนใหญ่เป็นคนไทย แล้วก็มีช้างหลายเชือก ที่เมืองไทยก็มีโรงเรียนสอนช้างแสนรู้อยู่ด้วย ประเทศไทยของพวกเรา จึงเหมาะที่สุด

นอกจากปัจจัยที่ว่ามาแล้ว ..... ดาราหลายคนยังยืนยันว่า อยากมาทำงานเมืองไทยมากที่สุด เพราะค่าโรงแรมก็ถูก อาหารก็อร่อย ผู้คนก็เป็นมิตร ..

พวกเค้าให้สัมภาษณ์ว่า ..... ตอนถ่ายทำ Alexander the Great ทีมงานของเค้าไม่ต้องเช่าเครื่องบินขนตัวประกอบมาเข้าฉาก เพราะทางฝ่ายทีมงานกองถ่ายของไทย ส่วนใหญ่ผู้เข้าฉากที่เป็นฉากสู้รบกันนั้น ก็คือพวกทหารของกองทัพไทย ทางกองทัพของไทย ก็มีน้ำใจ ขนให้เสร็จเรียบร้อย โดยไม่คิดเงินเพิ่มแต่อย่างใด ... คงหารู้ไม่ว่า ที่เค้าจ่ายมานั้น มันมากเหลือหลายแล้ว ... เลยกลายเป็นความดีความชอบของพี่ไทยไป :-)

แถมสีสันยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ ..... ก็น่าตื่นตาตื่นใจ สมคำที่เค้ากล่าวขาน พูดกันทั่วไป แต่ยังไม่มีอะไรยืนยันได้แน่นอน ก็ต้องไปพิสูจน์ให้รู้แจ้งเห็นจริงสักหน่อย ..... แบบนี้ ใครจะอดใจไหว ...?????

โอลิเวอร์ สโตน .....
ให้สัมภาษณ์ในรายการบันเทิง ของ ที.วี. เมืองไทย
เกี่ยวกับการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง อเล็กซานเดอร์ ในเมืองไทยว่า .....


ฉากที่ถ่ายทำในเมืองไทยนี้ ..... เป็นฉากสำคัญฉากหนึ่งของเรื่อง คือ ฉากปะทะกองทัพช้าง โดยใช้เวลาถ่ายทำเฉพาะฉากนี้เกือบหนึ่งเดือนเต็มๆ ใช้ทีมงาน นับร้อย นับพัน ในบางวัน มีนักแสดงจากทั่วโลก ชาวอังกฤษ ชาวอเมริกัน ชาวฝรั่งเศส ชาวเยอรมัน ชาวเอธิโอเปีย ชาวไทย ชาวแขก ใช้ทีมงานกองถ่าย ช่างกล้อง ช่างฉาก และทีมงานมากกว่าร้อยคน และ ทีมงานดูแลนักแสดง 1 ต่อ 1 ซึ่งมีนักแสดงหลัก 15 คน เช่น ช่างหน้า 1 คน ต่อ นักแสดงหลัก 1 คน มีช้างกว่า 20 เชือกเข้าฉาก แค่เฉพาะถ่ายการรบกับช้างล้วนๆ ก็ใช้เวลาในการถ่ายทำถึง 8 วัน

เนื่องจากกองถ่ายปิดข่าวเงียบ ..... เรื่องสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องอเล็กซานเดอร์ จ.สระบุรี จึงไม่มีช่างภาพคนใดเก็บภาพของทีมงานนักแสดงไปเผยแพร่ในนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ต่างประเทศได้เลย

โอลิเวอร์ สโตน กล่าวว่า ..... ประทับใจภาพยนตร์เรื่อง บางระจัน จึงให้ทีมงานที่ช่วยจัดจำหน่ายหนังเรื่องนั้น ติดต่อและทาบทามนักแสดงไทย 3 คน มาร่วมแสดงบทสำคัญ

ราชาอินเดีย ..... คือ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์
และ แม่ทัพ ..... คือ จรัล งามดี และ คำรณ บุญที่สุด

ส่วนนักแสดงหลักๆ ของเค้า ..... ก็มาเมืองไทยครบ ยกเว้น แองเจลิน่า โจลี่ และ แอนโธนี ฮอบกิ้นส์ ส่วนการ Block Shot หรือ บันทึกภาพไว้แล้วแบบคร่าวๆ เหมือนซ้อมใหญ่ว่าจะถ่ายอะไร ตอนถ่ายทำจึงค่อนข้างไว ... คอลิน ฟาร์เรล แม้จะไม่ได้เข้าฉากวันนั้นๆ แต่ก็ชอบที่จะติดรถจากกรุงเทพฯ มาสระบุรี เพื่อคุยและดูการถ่ายทำอยู่บ่อยๆ แสดงถึงความมีสปิริตอย่างยิ่ง ... เค้าบอกว่า อยากพูดคุยในบรรยากาศของกองถ่ายจริงๆ

รถพักผ่อนของนักแสดงและทีมงาน ..... ที่ใช้ในการถ่ายทำละคร และ หนังในไทยถูกกวาดเรียบไปใช้ในกองนี้ แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของทีมงาน นอกจากนี้ ยังได้มีการสร้างฉาก ปลูกหญ้า และจัดสถานที่ให้สมจริงใกล้กลับความเป็นป่าชื้นแถบอินเดียมากที่สุด แต่ไม่ได้ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม .....

ระหว่างการถ่ายทำ .....
ลูกชาย โอลิเวอร์ สโตน ได้แก่ ฌอน สโตน วัย 18 ปี
นำกล้องมาเก็บภาพ เพื่อทำสารคดีให้คุณพ่อไว้จัดทำเป็น DVD อีกด้วย..........


โอลิเวอร์ สโตน เล่าว่า ..... ตัวเค้าพักที่สระบุรีเลย เพื่อสะดวกในการเดินทาง แต่นักแสดงอื่นๆ พักนอนในกรุงเทพฯ ทีมงานอิ่มหนำสำราญด้วยเมนูอาหารไทย และ อาหารฝรั่ง และการถ่ายทำเป็นไปตามตารางไม่มีการล่าช้า ทีมงานสามารถเคลียร์พื้นที่และขยะ ได้อย่างว่องไว แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ และมีความรับผิดชอบสูง

ที่สำคัญคือ .....
ฉากที่ถ่ายทำในไทยเป็นฉากสุดท้ายของเรื่อง ที่สำคัญอย่างยิ่ง
เพราะ เป็นฉากการรบในประเทศอินเดียที่ยิ่งใหญ่ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ แพ้ในการรบ

โอลิเวอร์ สโตน .....
เผยถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเลือกโลเกชั่นถ่ายทำในเมืองไทยว่า .....
เลือกไทย เพราะทีมงานของคนไทยมืออาชีพทุกคน ทุกอย่างเพียบพร้อมจริงๆ .....!!

การถ่ายทำฉากปะทะกองทัพช้างในเมืองไทยนี้ ..... ใช้เวลาถ่ายทำถึง 8 วัน กับช้าง 20 กว่าเชือก ซึ่งเป็นช้างที่เก่งมาก สั่งแอ็กชั่นแล้ว ช้างสามารถร้องเสียงแปร๊นได้เลย ไวมาก

นอกจากนี้ ..... เมืองไทยยังเป็นเมืองที่พร้อม อากาศดี อาหารอร่อย ความชื้นกำลังดี ศาสนาพุทธที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นประเทศที่ทำให้รู้สึกสงบและผ่อนคลาย และไม่ค่อยรุนแรงเหมือนตะวันตก รู้สึกสบายใจเมื่อมาเยือน ป่าเขาของไทยเหมาะกับการถ่ายทำ คือ ไม่รกจนเกินไปและแดดสามารถสาดส่องลงมาได้

ไม่อยากถ่ายทำที่อินเดีย ..... เพราะ เป็นป่าดงดิบจริงๆ มากเกินไป ถ่ายทำและเคลื่อนย้ายลำบาก ที่ประเทศไทยจึงเหมาะที่สุดในการถ่ายฉากรบ โดยใช้เมืองไทยเป็นฉากรบของหนังเรื่อง อเล็กซานเดอร์

โอลิเวอร์ สโตน บอกเล่าว่า ..... เค้ามาเมืองไทยครั้งแรก ตอนปี 1965 อายุ 19 ปี ตอนนั้นเมืองไทยยังไม่พัฒนาอย่างนี้ แต่ก็ยังสวยงดงามเหมือนเดิม หลังจากนั้นก็ได้มาถ่าย Heaven & Earth ที่เมืองไทยอีกครั้ง ในปี 1993

อเล็กซานเดอร์ ..... เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กหนุ่มที่ซับซ้อนและมีอุดมการณ์สูง ซึ่งสามารถผันแปรตัวเองให้เป็นนักรบ เป็นผู้นำ เป็นกษัตริย์ จนในที่สุดความล้มเหลวของเขากลายเป็นบทเรียนที่นำไปสู่ความสำเร็จของนักรบรุ่นหลัง ... โอลิเวอร์ สโตน รู้จักเรื่อง อเล็กซานเดอร์ ครั้งแรกจากหนังสือที่อ่านตอนวัยเด็กในยุค 50 และคิดว่า อเล็กซานเดอร์ ทำให้มนุษย์มีความดีงาม และมีบทหนึ่งจากภาพยนตร์ที่พูดว่า .....

Alexander Makes You Better Than You Are .....
หรือ อเล็กซานเดอร์สอนให้เราเป็นคนที่ดีกว่าที่เคยเป็น
อเล็กซานเดอร์เป็นบุรุษที่มีอุดมการณ์ยิ่งใหญ่ และ มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล.....!!!!!!!





     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 14/12/2004 03:18 PM  


Դ繷: 8

งงเล็กน้อย ทำไมเขาถึงคิดว่าอเล็กซานเดอร์เป็นเกย์ หรือว่าการที่ผู้ชายกอดจูบกันในสมัยนั้นมันเป็นเรื่องธรรมดารึเปล่า เหอๆ ผมเคยอ่านเทพนิยายกรีก ได้รู้ว่าเทพเจ้าซุส มีภรรเมียชื่อเฮรา ทั้งๆที่เฮราคือพี่สาวแท้ๆของซุส และเทพอีกหลายองค์ที่มีคู่ครองเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน อีกอย่างเทพซุสมีนิสัยเจ้าชู้ชีกอสุดๆ คือชอบแอบไปมี sex กับเทพองค์อื่น ผมจึงคิดว่าวัฒนธรรมกรีกนี่เปิดกว้างเรื่องเพศมากทีเดียว มันจึงตกทอดมาถึงวัฒนธรรมฝรั่งในสมัยนี้

บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ น่ะ ทำไมดูไม่ออกเลย ไม่มีเค้าว่าเป็นคนไทยเลยด้วยซ้ำ แต่ก็จริง หนังทำออกแนวดราม่ามากไปหน่อย ไม่เหมือนที่คาดไว้ มีแต่ฉากด่าปะทะคารมณ์กันเป็นส่วนใหญ่ อยากดูอเล็กซานเดอร์ของผู้สร้างอีกคน ไม่รู้เมื่อไหร่จะออกฉาย หรือเค้าไม่สร้างแล้ว???

     : Max       : 31/03/2005 04:53 PM  


Դ繷: 9

ประทับใจคำพูดปลุกใจทหารของอเล็กซานเดอร์ที่ว่า

[color=Red]Conquer your fear and I promise you'll conquer death[/color]

จงพิชิตความกลัว แล้วท่านจะพิชิตความตายได้

     : Max       : 31/03/2005 06:05 PM  



::
  *
 
::
 
 
ٻСͺ ::
  Թ 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
´ ::
  *
  ٻʴҡ ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ


Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.