| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- เข้าระบบผู้ดูแล -



ดนตรีไทย ก็มันซะใจได้ ..!!


ชื่อภาพยนตร์ ..... โหมโรง
ผู้กำกับ ..... อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์
นักแสดง ..... สมชาย .. อนุชิต .. อดุลย์ .. พงษ์พัฒน์ .. ณรงค์ฤทธิ์ ..ฯลฯ
อ้างอิงจาก .....http://www.siamzone.com


\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 2/06/2004 11:43 PM  

 
 
Դ繷: 1


ณ ประเทศสยาม ..... พุทธศักราช 2429 “ศร" เด็กหนุ่มผู้มีชะตาชีวิตลิขิตให้ผูกพันกับดนตรีไทยมา ตั้งแต่เกิด ต้องผ่านอุปสรรคนานัปการกว่าจะได้รับการถ่ายทอดฝีไม้ ลายมือในเชิงระนาดจาก “ครูสิน” บิดาซึ่งเป็นครูสอนดนตรีไทยที่มีชื่อเสียงแห่งอัมพวา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากสูญเสียพี่ชายซึ่งเป็นนักระ นาดหนุ่ม ที่ต้องพบจุดจบของชีวิต ด้วยน้ำมือของคู่ปรับผู้พ่ายแพ้ในการดวลระนาด ทำให้ครูสินหยุดการสอนดนตรีไทยลง จนกระทั่งได้รับการเตือนสติจากหลวงพ่อ ทำให้ครูสินคิดได้ว่าไม่ควรปิดกั้นโอกาสและความสามาร ถของลูกชายคนเล็กที่มีพรสวรรค์ทางด้านระนาดตั้งแต่วัยเยาว์ จึงกลับมาสอนดนตรีไทยอีกครั้ง “ศร” ในวัยสิบกว่าขวบ จึงได้รับการถ่ายทอดฝีมือในทางระนาดจากบิดา โดยมี “ทิว” เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่คอยช่วยเหลือ เป็นทั้งกำลังใจและผู้ฟังที่ดีมาตลอดจนย่างเข้าเป็นหนุ่ม “ศร” กลายเป็นดาวเด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝีมือในเชิงระนาดที่ยากจักหาใครทัดเทียมในอัมพวา ผ่านการประชันขันแข่งเวทีแล้วเวทีเล่า เกิดลำพองในฝีมือของตน

กระทั่ง ..... ได้มีโอกาสเดินทางเข้าสู่บางกอก เมื่อบิดาได้พาไปชมการประชันทางด้านการแสดงระนาดของคณะครูแก้วซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของบิดา และ ที่นั่น “ศร” ได้เรียนรู้ถึงความพ่ายแพ้เป็นครั้งแรก เมื่อได้มีโอกาสขึ้นเล่นระนาดแทนนายขวด ซึ่งเป็นมือระนาดเอกของคณะครูแก้วจนตกอยู่ในห้วงการประชันทางฝีไม้ลายมือกับ“ขุนอิน” นักระนาดเอกผู้มีทางระนาดที่แข็งกร้าวดุดัน และ เป็น 1 ไม่เป็น 2 รองใคร จนพบกับความปราชัย “ศร” ครั้งหนึ่งซี่งเคยมั่นใจและลำพองในฝีมือระนาดของตนเอ ง ต้องเดินทางกลับบ้านด้วยหัวใจที่แตกสลาย เสียงระนาดอันดุดันหนักหน่วงของขุนอิน ยังคงดังกึกก้องเป็นเหมือนภาพหลอนที่ยังคงอยู่ในศีรษะของเขา

หลังจาก ..... ความภาคภูมิใจถูกทำลายไปจนหมดสิ้น แต่แล้วความสับสน ท้อแท้ สิ้นหวังกลับกลายเป็นความมุมานะที่จะฝึกฝนฝีมือจนสามารถคิดค้นเทคนิคการตีระนาดที่ไม่เหมือนใคร จนชื่อเสียงของศรร่ำลือไปจนถึงพระบรมมหาราชวัง จนได้รับการอุปถัมภ์ให้เป็นนักดนตรีประจำราชสำนักจาก เจ้านายในวัง ที่นั่นทำให้ “ศร” ได้พบกับแม่โชติ สตรีผู้สูงศักดิ์ในวังและได้กลายเป็นคู่ชีวิตในเวลาต่อมา

หนทางการเป็นนักระนาดเอกมือ1 ..... ของแผ่นดินดูเหมือนยังคงห่างไกลจากจุดที่ศรยืนอยู่ ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ศรจะต้องเรียนรู้ ตั้งแต่การฝึกสมาธิ,การควบคุมสติ และอารมณ์ที่พร้อมจะพลุ่งพล่านอยู่ตลอดเวลา ตราบใดที่ยังไม่สามารถสะบัดเสียงตีระนาดที่แสนจะบาดหูจากระนาดทางดุอย่างขุนอิน ยังมีบททดสอบอีกหลายประการที่การพิสูจน์ในความสามารถ ที่แท้จริงของศรโดยเฉพาะอย่างยิ่งปลายทางกับการประลองความสามารถทางระนาดกับมือ1 ของแผ่นดินอย่าง “ขุนอิน”

ศรเดินทางผ่านยุคทองของดนตรีไทย ..... จากวัยหนุ่มสู่วัยชรา เขากลายมาเป็น “ท่านครู” ครูดนตรีอาวุโส ผู้มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย รวมทั้ง “เทิด” ลูกชายของทิว เพื่อนสนิทแต่วัยเยาว์ ซึ่งเดินทางมาขอฝากตัวเป็นศิษย์ และคอยอยู่ดูแลรับใช้ใกล้ชิด .. ในวัยที่ร่วงโรยนี้ ท่านครูยังคงเปิดรับต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ รวมทั้งกระแสดนตรีตะวันตก ที่ลูกชายของท่านเอง ได้เดินทางไปศึกษามาจากประเทศญี่ปุ่น

แต่แล้ว ..... ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของบ้านเมือง ทั้งด้านการปกครองและวัฒนธรรม รวมทั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้น ทำให้รัฐบาลมีนโยบายปรับปรุงประเทศ และพลเมืองให้มีความทันสมัย เป็นอารยะตามแบบชาติตะวันตก มีกฏระเบียบมากมายออกมา ควบคุมศิลปวัฒนธรรมแขนงต่าง ๆ รวมทั้งดนตรีไทย โดยมีนายทหารหนุ่ม เป็นผู้ดูแลนโยบายนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ..... ก่อให้เกิดผลกระทบ และสร้างความปวดร้าวแก่นักดนตรีไทยทุกคน รวมทั้งท่านครู ซึ่งยังคงหาญกล้า ใช้เสียงเพลงของเขาต่อสู้ เพื่อพิสูจน์คุณค่าของดนตรีไทยที่เขารักดั่งชีวิต ดูเหมือนว่า “ชะตากรรม” จะนำให้บุรุษหนึ่งได้เดินทางผ่านยุคทองแห่งดนตรีไทย ค้นพบชัยชนะและความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญจากวัยเยาว์สู่ช่วงบั้นปลายของวัยชรา จากจุดสูงสุดสู่จุดต่ำสุด เมื่อดนตรีไทยเริ่มถูกปิดกั้นจากทางรัฐบาลที่ต้องการ ให้ประเทศเป็นศิวิไลซ์ เป็นอารยะตามแบบตะวันตก สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สร้างความปวดร้าวให้กับคนดนตรีไทย ทุกคนรวมทั้งศรแต่เขาก็ยังหาญกล้าใช้เสียงเพลงต่อสู้ เพื่อให้ดนตรีไทยที่เขารักดั่งชีวิตนั้น อยู่รอดจากการถูกทำลาย



\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 3/06/2004 12:06 AM  


Դ繷: 2


เมื่อวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ผ่านมา ..... ออกไปทานอาหารเย็นกับญาติๆ แล้วก็ดูหนังกัน ตาลดูเรื่อง ทวิภพ กะ โหมโรง ญาติๆ เค้าก็ไปดูเรื่อง Cold Mountain หนังยาวมาก ประมาณ 3 ชั่วโมง ญาติๆของตาลเข้าดูหนังหลังตาลประมาณ 1 ชั่วโมง พอเลิกก็เวลาใกล้เคียงกันพอดี ตาลเริ่มดู "ทวิภพ" เรื่องแรกประมาณ 19.10 - 21.40 น. แล้วก็มาดู "โหมโรง" ประมาณ 22.10 - 24.30 น. ที่ Major Cineplex


โหมโรง ..... ทำให้อยากเล่นระนาด อยากรู้เรื่องราวของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ต่างกับทวิภพ ที่ทำให้เราอยากรู้เรื่องของประวัติศาสตร์ไทยเพิ่มขึ้น เป็นเรื่องบังเอิญที่หนังไทยยอดเยี่ยมถึง 2 เรื่องนั้น พูดและทำในประเด็นเดียวกัน ไม่เพียงทำให้เราอยากรู้เรื่องราวในอดีตเท่านั้น แต่กลับทำให้เรารู้ซึ้งถึงปัจจุบันอีกด้วย หนังทั้งสองเรื่องนี้ มีเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่เตือนให้เราต้องหันกลับไปดูรากเหง้าและตัวตนของเราเองอีกครั้ง

โหมโรง ..... เป็นภาพยนตร์ที่มุ่งเน้นความบันเทิงมากกว่า ความละเอียดอ่อนทางด้านวัฒนธรรม และ ประวัติศาสตร์ เพราะบางฉากก็ขาดความรู้สึกของความเป็นไทยๆ อยู่บ้าง ... บางฉากก็ดูโหดเกินไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ อย่างฉาก ... ที่พี่ชายของศรถูกลอบฟันจนตาย เพียงเพราะอีกฝ่ายเล่นระนาดแพ้ ถ้าดูให้ลึกซึ้งอีกนิด คนที่มีอารมณ์อ่อนไหวจนเล่นระนาดได้ เป็นเสียงเพลงอันไพเราะได้นั้น ทำไมจึงไม่รู้จักแพ้ชนะ แต่ก็ยังดีที่คู่ของ ศร กะ ขุนอิน ยังรู้จักขออโหสิกรรมต่อกัน ... ท่านผู้นำของประเทศสมัยนั้น เก่งมากไปหรือเปล่า? ที่ออกกฎกติกามารยาทให้ชาวบ้านทั่วๆไป พูดจาได้ไพเราะ จ๊ะ จ๋า กันตลอด ปัจจุบันขนาดเรียนถึงระดับปัญญาชน บางกลุ่มชน ยังพูด มึง กู ผู้ชายพูดกัน เราก็พอฟังได้เฉยๆ แต่บางครั้งผู้ชายเรียกตัวเอง "ผม" "คุณ" ฝ่ายหญิงกลับเรียกตัวเองว่า "กู" "มึง" ... แล้วการเข้มงวดกับการเล่นระนาด ดูออกจะมากเกินความเป็นจริง เท่าที่ทราบการเเสดงของ ลิเก และ พวกลำตัด เท่านั้นที่ถูกควบคุมในเนื้อหา นี่แค่ได้ยินเสียงระนาด ทหารก็เดินตามหาเสียงระนาด พร้อมอาวุธครบมือ ยังกับจะหาพวกก่อการกบฎบ้านเมืองเลย โอเว่อเกินขนาด ...

โหมโรง ..... ทำให้เรามีความ ตื่นตา ตื่นใจ แล้วก็ตื่นเต้น ที่อยากจะดู จะฟังเสียงของระนาด ที่รุนแรง หนักแน่น ในฉากการดวลระนาด ซึ่งต้องนับได้ว่าผู้กำกับทำให้ดนตรีไทยที่น่าเบื่อในสายตาคนส่วนใหญ่ และ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าดนตรีไทยก็มันได้ซะใจ ขนาดไหน ...!!!

แต่ขณะเดียวกัน ..... โหมโรง ก็ทำให้เราได้เห็นเสี้ยวหนึ่งของคนในอดีตสมัยนั้น ที่ต้องมีชีวิตอยู่อย่างผู้ไร้จิตวิญญาณ ภายใต้กฎข้อบังคับและกติกามารยาทของท่านผู้นำ ที่ท่านบังเอิญไปเห็นดีเห็นงามกับของฝรั่งมากๆ เกินไป จนเกือบทำให้ดนตรีไทยอันสูงค่าเกือบสูญหายไป ...!!!



โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 3/06/2004 12:11 AM  


Դ繷: 3

ผมเพิ่งได้ VCD มาครับ
ยังไม่ได้ชม แต่อยากชื่นชม ผลงาน เรื่องนี้
การผสมผสาน แนวดนตรี ไปด้วยกัน
วัฒนธรรม เป็นวัฒนธรรมที่อ่อน ยอมรับปรับเปลี่ยน เข้ากับวัฒนธรรมอื่นๆๆ ได้ง่าย เป็นลักษณะ อย่างหนึ่งที่เรา ต้องรักษาและ คอยเฝ้าระวังไว้ อย่าให้ อ่อนจนเราไม่มีจุดยืนที่เราจะยืนอยู่ได้ ครับ

     : วุฒิชัย       : 3/06/2004 12:23 AM  


Դ繷: 4


เรื่องทวิภพ นี่ผมเคยดูตอนที่เขาทำภาพยนต์เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ไม่ได้ยอมรับว่าแก่นะ 5555 ตอนนั้น คุณ ฉัตรชัย เปล่งพาณิชย์ และ คุณ จันทร์จิรา จูแจ้ง แสดงรู้สึกว่า โรแมนติกมาก ตอนนั้นคุณฉัตรชัยหล่อมาก แต่ภาพยนต์ปัจจุบันไม่ได้ดู เพราะ มีคนวิจารณ์มากว่า ไม่ค่อยดี น่าเบื่อ เลยเลี้ยวไปดู โหมโรง แทน สนุกดี ทำให้รู้ว่าคนไทยสมัยใหม่ทำไมไม่เคารพตนเอง ไม่เคารพดนตรีไทย ก็ตอนเราต้องการเป็นประเทศ อารยะ ทำให้เราหลงฝรั่งมาจนทุกวันนี้ เรื่องนี้ทำบทที่แปลกไปเหมือนกันทำให้สนุกและน่าติดตามมากขึ้น ไม่น่าเบื่อ แถมยังสนุกและตื่นเต้น

Cold Mountain นี่ก็เป็นภาพยนต์ที่ดีอีกเรื่องนึง ทั้งฉาก ผู้แสดง และบท ในความเห็นส่วนตัวนะ ใครเห็นต่างได้เช่นกัน ผมไม่ได้ชมนิโคล คิดแมน เล่นภาพยนต์ในโรงภาพยนต์ มาประมาณเกือบ 10 ปี พลาดเรื่อง มูแรง รูจ เป็นต้น แต่การแสดงเธอยังดีเหมือนเดิม ยังจำภาพที่เธอเล่นคู่กับ ทอม ครูซ ที่เกี่ยวกับ การค้นหาประเทศอเมริกาได้ แต่จำชื่อเรื่องไม่ได้แล้ว แต่ชอบนะ เธอสวยแบบหญิงเลดี้จริงๆ

ขอให้มีความสุข
โชคดีและบ๊าย บายนะ

     : นรชาติ       : 3/06/2004 12:24 AM  


Դ繷: 5

ปีนี้เพิ่งดูหนังในโรงไปเรื่องเดียวคือ โหมโรง (แต่หลายรอบ) ..
รู้สึกตัวเองเชยจัง..

     : อรุษ       : 3/06/2004 12:38 AM  


Դ繷: 6

ประทับใจมากค่ะ อยากให้เด็กไทยและคนไทยทุกคนได้ดูหนังดีๆอย่างนี้
รากเหง้าที่แท้จริงของเราอยู่ที่ไหน ไปหาคำตอบกันค่ะ

     : ว่าวลม       : 3/06/2004 12:45 AM  


Դ繷: 7

วันอาทิตย์เพื่อนลากไปดูหนังเรื่องนี้ ดูจบน้ำตาชึมเลย หนังดี
ดูสนุกครับ หนังเรื่องนี้ ทำให้คำว่าดนตรีไทยไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป และทำให้เราภูมิใจในความเป็นคนไทยของเรา
......."มีคนเคยบอกผมว่า หน้าหนังแบบนี้ใครจะสนใจ แต่ผมเห็นว่าหน้าหนังดีๆ แต่ล้มเหลวก็เยอะไป ผมเชื่อเนื้อในมากกว่า".........
นี่คือคำพูดของคุณ อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์


ดูแล้วชอบไม่ชอบยังงัย มาคุยกันนะครับ

     : kreang       : 3/06/2004 12:48 AM  


Դ繷: 8


หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ..... เป็นบุตรครูสิน ศิลปบรรเลง ซึ่งเป็นศิษย์ของพระประดิษฐ์ไพเราะ เป็นคนจังหวัด สมุทรสงคราม มีฝีมือในการตีระนาดที่หาตัวจับยาก จึงมีชื่อเสียงโด่งดัง ครั้นได้ตีระนาดถวายสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธ์ ก็ได้รับรางวัลมากมาย และได้ประทานตำแหน่งเป็น "จางวางมหาดเล็กในพระองค์" คนทั่วไปจึงเรียกว่า "จางวางศร" .. นอกจากระนาดแล้ว ท่านยังสามารถบรรเลงปี่ได้ดี และสามารถคิดหาวิธีเป่าปี่ให้ เสียงสูงขึ้นกว่าเดิมได้อีก 2 เสียง .. ในด้านการแต่งเพลง ท่านสามารถแต่งเพลงได้เร็ว และมีลูกเล่นแพรวพราว แม้ในการประกวดการประดิษฐ์ทางรับ คือการนำเพลงที่ไม่เคยรู้จักมาร้องให้ ปี่พาทย์รับ ท่านก็สามารถนำวงรอดได้ทุกครา

ผลงานเด่นๆ ของท่านมีมากมาย ได้แก่
- ประดิษฐ์วิธีบรรเลงดนตรี "ทางกรอ" ขึ้นใหม่ในเพลง"เขมรเรียบพระนครสามชั้น" เป็นผลให้ได้รับพระราชทานเหรียญรุจิทอง ร.5 และ ร.6
- ต้นตำรับเพลงทางเปลี่ยน คือ เพลงเดียวกันแต่บรรเลงไม่ซ้ำกันในแต่ละเที่ยว
- พระอาจารย์สอนดนตรีแด่พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จนทรงมีพระปรีชาสามารถ พระราชนิพนธ์เพลงได้เอง คือเพลง "คลื่นกระทบฝั่งโหมโรง" "เขมรละออองค์เถา" และ "ราตรีประดับดาวเถา"
- คิดโน๊ตตัวเลขสำหรับเครื่องดนตรีไทยซึ่งได้ใช้มาจนทุกวันนี้
- นำเครื่องดนตรีชวาคือ "อังกะลุง" เข้ามาและได้แก้ไขจนเป็นแบบไทย
- สอนดนตรีไทยในพระราชสำนักเมืองกัมพูชา และได้นำเพลงเขมรมาทำเป็น เพลงไทยหลายเพลง
- ตันตำรับการแต่งเพลงและบรรเลงเพลง 4 ชั้น

ท่านเป็นคีตกวีในสมัยรัชกาลที่ 6 ถึงรัชกาลที่ 7 ซึ่งนับว่าเป็นดวงประทีปทาง ดนตรีไทย ที่ใหญ่ที่สุดในยุคที่ดนตรีไทยเฟื่องฟูที่สุดด้วย

พระประดิษฐ์ไพเราะ (ครูมีแขก) ..... คีตกวีในสมัยรัชกาลที่ 3 ถึง รัชกาลที่ 5 เป็นคีตกวีคนแรกที่นำเพลง 2 ชั้น มาทำเป็นเพลงสามชั้น มีความสามารถในการแต่งเพลง และฝีมือในทางเป่าปี่ เป็นเยี่ยม โดยเฉพาะเพลงเด่นที่สุดคือ "ทยอยเดี่ยว" บ้างเรียกท่านว่า "เจ้าแห่งเพลงทยอย" ซึ่งหมายถึงเพลงที่มีเทคนิคการบรรเลงและลีลาที่พิสดาร โดยเฉพาะลูกล้อ ลูกขัดต่างๆ อีกเพลงหนึ่งคือเพลง "เชิดจีน" เป็นเพลงที่ให้อารมณ์สนุกสนาน มีลูกล้อลูกขัด ที่แปลกและพิสดาร ท่านแต่งบรรเลงถวายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ซึ่งได้รับการโปรดปรานมาก จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระประดิษฐ์ไพะเราะ" .. บทเพลงจากการประพันธ์ของท่านคือ เพลงจีนแส อาเฮีย แป๊ะ ชมสวนสวรรค์ การะเวกเล็ก แขกบรเทศ แขกมอญ ขวัญเมือง เทพรัญจวน พระยาโศก จีนขิมเล็ก เชิดในสามชั้น (เดี่ยว) ฯลฯ

_______________________________________________
แปลกที่ กระทรวงวัฒนธรรม ไม่รู้จักฉวยโอกาสนี้ แนะนำบรมครูดนตรีไทย ยอดศิลปินระนาดเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ให้ชาวไทยรุ่น Cyber ได้เข้าถึงรสแห่งดนตรีไทย

     : พี่เก่ง       : 3/06/2004 01:02 AM  


Դ繷: 9


คนไทยทุกคนรู้ ..... ว่าอะไรที่เป็นของไทยๆ ที่ดูดี ที่ควรปกป้องรักษาไว้ แต่พวกเค้าบ้าหลงทำตัวอย่างคนต่างชาติเอง แล้วที่น่าสมเพชมาก ก็คือทำได้น่าเกลียดกว่าคนต่างชาติอีก เพราะคนต่างชาติมากมาย ที่มาหลงรักวัฒนธรรมของไทยเรา อย่างที่ศึกษาเข้าถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทยทีเดียว

อย่างวงดนตรีไทย "ฟองน้ำ" มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก
แต่เจ้าของวงคือ ... คนต่างชาติ

วง "ฟองน้ำ" ..... ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2522 โดยได้แนวคิดมาจาก ครูบุญยงค์ เกตุคง และะ บรูช แกสตัน ได้ปรารภกันขึ้นว่า สังคมไทยมีช่องว่างในสังคมระหว่างคนสมัยเก่าและสมัยใหม่ เช่นในด้านการพูดจาา การแต่งกาย และ ทัศนคติ ซึ่งบางพวกกึติดกับของเก่าจนไม่ลืมหูลืมตา บางพวกก็ไม่รับของเก่า รับเอาแต่วัฒนธรรมใหม่ๆจากตะวันตก วง "ฟองน้ำ" จึงได้ก่อตั้งขึ้น โดยยึดเอาแนวทางสายกลาง เพื่อแสวงหาจุดต่อเนื่อง ระหว่างอดีตและปัจจุบัน ที่เหมาะสม ชื่อของวงฟองน้ำ มาจากชื่อของเพลงไทยโบราณเพลงหนึ่ง ชื่อว่าเพลง "ฟองน้ำ"

อยู่ในเพลง ..... เรื่องที่ชื่อว่า “จิ้งจกทอง” ซึ่งใช้ประกอบพิธีทางศาสนาขณะะพระฉันเพล เป็นเพลงที่มีท่วงทำนองไพเราะ มีความหมายในทางพุทธปรัญญาว่า สรรพสิ่งทั้งหลายนั้น อยู่ในสภาพที่เป็นอนิจจัง มีการคงอยู่เพียงชั่วคราว และมีการแปรเปลี่ยนไปไม่รู้จักจบสิ้น เปรียบเสมือนฟองน้ำ หรือ พรายน้ำ ซึ่งมีความสวยงาม แต่ไม่คงทนถาวร ดังนั้น การผสมผสานระหว่างสิ่งเก่าและสิ่งใหม่ จึงเป็นการแสวงหาจุดต่อเนื่องระหว่างอดีต และปัจจุบันที่เหมาะสม นั่นเอง



โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/.....\[=^๐^=]/
....................................
อ่านเรื่องโหมโรงที่นี่ ... http://www.homrong.com

     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 3/06/2004 01:07 AM  


Դ繷: 10

เรื่องที่นิโคลเล่นคู่กับทอม ครูซ ชื่อ fAR AND AWAY ค่ะ คุณนรชาติ
ชอบเรื่องนี้มาก ๆ เหมือนกัน หาซื้อมาเก็บไม่ได้
ได้แต่ตามดูตามเอชบีโอ ซึ่งนาน ๆ เอามาฉายถี่ ๆ

     : mermaid       : 3/06/2004 01:11 AM  


Դ繷: 11

มีคนวิจารณ์ว่าหนังเรื่องนี้มีบางฉากได้รับแนวคิดมาจากหนังฝรั่งสองเรื่องคือ Forrest Gumps กับ The Legend of 1900 หลังจากที่ดูวิดีโอที่เพื่อนเก่าแก่ที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถมส่งมาให้ดูแล้วก็ยอมรับว่ามีอะไรคล้ายๆกัน การเดินเรื่องโดยเอาผีเสื้อเป็นตัวเปิดฉากหรือปิดฉาก ก็คล้ายกับหนังเรื่องฟอร์เรสกัมพ์ที่เอาขนนกที่ลอยอยู่กลางอากาศเป็นตัวเปิดและปิดฉาก ฉากศรเล่นซอสามสายก็เหมือนตอนที่ ๑๙๐๐ บรรเลงเปียโนจากอารมณ์ที่หลงใหลหญิงสาวรายหนึ่ง หรือฉากดวลระนาดระหว่างศรกับขุนอินทร์ ก็ใกล้เคียงกับฉากที่ ๑๙๐๐ ดวลฝีมือบรรเลงเปียโนกับนักดนตรีแจ๊สผิวดำในเรือเวอร์จิเนีย

แต่สิ่งหนึ่งที่"โหมโรง"ต่างออกไปจากหนังฝรั่งก็คือ หนังนำเสนอความเป็นไทย การรู้จักให้อภัยผู้คน รู้จักแพ้รู้จักชนะ และการอโหสิกรรมระหว่างกันไม่ก่อเวรกันอีกต่อไป สิ่งเหล่านี้สังคมไทยมีอยู่แต่อาจจะกำลังสูญหายไปจากสังคมในปัจจุบัน คนเดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่อาจจะคิดแต่จะเอาชนะและคิดแต่จะจองเวรกับคนที่มาลบเหลี่ยมตน คิดแก้แค้นจองเวรกันต่อไป

เคยฟังดนตรีไทยอยู่บ่อยๆ แต่ฉากดวลระนาด การรับส่งลูกระหว่างศรกับขุนอินทร์เป็นฉากที่เร้าใจที่สุด และเป็นครั้งแรกที่รู้สึกประทับใจในเสน่ห์และสีสันของการส่งรับระนาดระหว่างกัน

คำพูดที่ว่า "เชื่อผู้นำแล้วชาติพ้นภัย" หรือ "ตามผู้ใหญ่แล้วหมาไม่กัด" พิสูจน์ว่าถ้าเราได้ผู้นำหรือผู้ใหญ่ที่มีวิสัยทัศน์ไม่กว้างพอ ไม่รู้จักสิ่งดีๆของตนเองแต่ดัดจริตเลียนแบบคนอื่นมาเต็มๆเพื่อจะบอกคนอื่นว่าตนเองรู้ดี เราอาจจะมาเสียใจภายหลังที่สูญเสียสิ่งดีๆหลายๆอย่างไป

     : ชีวประภา       : 26/06/2004 09:18 PM  


Դ繷: 12

ในฐานะที่เปงคนดนตรีนะคะรู้สึกประทับใจในภาพยนตร์เรื่องนี้มาก ๆเลยค่ะ โดยส่วนตัวแล้วก็รักและเคารพครูศรอยู่แล้วเนื่องจากเป็นบรมครูของเราชาวคนดนตรีไทยน่ะค่ะ

     : ออยค่ะ  Mail to ออยค่ะ     : 29/01/2005 11:26 PM  


Դ繷: 13

Textโดยส่วนตัวแล้วไม่ใช่คนดนตรี แต่ก็ไม่ใช่คนที่ไม่ชอบดนตรีไทย ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบดนตรีไทย อยากเล่นได้แต่ก็เล่นไม่เป็น
ในส่วนของภาพยนต์เรื่องนี้แล้วผมดูมา ประมาณ 10 รอบ โดยไม่คิดเบื่อ และยังอยากดูอยู่เรื่อยๆ เป็นความรู้สึกที่ดีเป็นการแสดงถึงเอกลักษณ์ของดนตรีที่ดูเรียบง่ายอย่างระนาด แต่ยิ่งดูเรียบง่ายผู้เล่นต้องมีเมคนิคลูกเล่นต่างๆ มากมาย เมื่อดูแล้วทำให้ผมรู้สึกรักดนตรีไทยเพิ่มขึ้นอีกอย่างมาก

     : นายนุ  Mail to นายนุ     : 31/01/2005 04:04 PM  


Դ繷: 14

คุ้มราคาจริงๆ
เป็นหนังที่หาดูได้ยากมากๆ

ซื้อแผ่นแท้เก็บไว้ด้วย อิอิ

     : คนผ่านไปมา       : 1/02/2005 09:26 AM  


Դ繷: 15

ขุนอินโดนใจมากๆ เล่นระนาดเก่งจริงๆ ทำไมโหมโรงต้องให้ขุนอินแพ้ด้วย

     : เจ้นท์       : 22/09/2005 09:51 AM  


Դ繷: 16

อยากได้รายละเอียดเกี่ยวกับผลงานของหลวงประดิษฐ์จังช่วยบอกทีได้ป่ะค่ะ

     : mit  Mail to mit     : 15/12/2005 02:58 PM  


Դ繷: 17

>>> คลิกอ่านรายละเอียดและค้นหาเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ





     : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล     : 16/12/2005 01:41 AM  



::
  *
 
::
 
 
ٻСͺ ::
  Թ 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
´ ::
  *
  ٻʴҡ ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ


Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.