| หน้าที่ท่านบรรเลง | บันทึกข้องน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนด | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- - เข้าระบบผู้ดูแล - -



สงครามศาสนา ..... [๑]
     
 


เรื่อง ..... สงครามศาสนา [๑]
อ้างอิงจาก ..... หนังสือที่ระลึก "รวมหลักธรรม"
ของ ..... พระธรรมปาโมกข์ (นพ องฺกุรปญฺโญ ป.ธ.๗) วัดธาตุทอง กรุงเทพฯ
ภาพประกอบจาก ..... Benny's Postcards
อ่าน สงครามศาสนาบทนำ ที่นี่นะคะ …..http://www.numtan.com/story_2/view.php?id=54


โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
      By : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    17/02/2004 06:30 PM  (202.133.166.191)  
 
 
 
  หัวข้อ : 1  
     
 


ศาสนาสิกข์ ..... เป็นอีกศาสนาหนึ่งซึ่งควรจะได้นำมาศึกษากันเพื่อหาข้อยืนยันความเป็นจริงของโลกว่า ในโลกนี้มีศาสนาสงครามคือ ศาสนาชนิดที่มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องพัวพันกับการรบราฆ่าฟันกัน โดยมีเส้นขอบของศาสนาเป็นเส้นปันแดนแบ่งฝ่าย จนกระทั่งศาสนิกชนถูกกำหนดไว้ด้วยบัญญัติให้แสดงรูปลักษณ์แห่งการเป็นนักรบที่พร้อม ที่จะกระโจนลงไปสู่สมรภูมิอยู่ตลอดเวลา สำหรับเอกสารหลักฐานที่ใช้ในการศึกษานี้ ก็ไม่ใช่นวนิยาย เทพนิยาย บันทึกข่าวเล่าลือ หรือนิทานพื้นบ้านแต่ประการใด หากแต่เป็นเอกสารที่มีน้ำหนักทางวิชาการอยู่เพียบพร้อม คือเรื่อง บ่อเกิดลัทธิประเพณีอินเดีย เล่ม ๒ ซึ่งผู้แปลเป็นราชบัณฑิต และ ราชบัณฑิตยสถาน เป็นผู้จัดพิมพ์เผยแผ่เอง กับอีกเรื่องหนึ่ง บันทึกคำบรรยายของผู้คงแก่เรียน ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังผู้หนึ่ง เรื่อง ลัทธิสิกข์ ซึ่ง ศรีคุรุสิงห์สภา กรุงเทพฯ อันเป็นสถาบันการศึกษาของสิกข์ในเมืองไทยเป็นผู้จัดพิมพ์เผยแผ่เอง เอกสารหลักฐานทั้งสองนี้ แม้จะมิได้กล่าวถึงความเป็นศาสนาสงครามของศาสนาสิกข์ตรงๆ แต่ก็มีเนื้อหาสาระที่ช่วยให้รู้ได้อย่างชัดเจน ถึงความเกี่ยวข้องพัวพันกับการสงคราม ซึ่งปรากฏอยู่ในประวัติความเป็นมาของศาสนาสิกข์



คำว่า สิกข์ นั้น ..... เป็นการกล่าวตามตำราหรือตามที่นักวิชาการท่านว่าถูกต้อง แต่สำหรับปาก หู ชาวบ้านที่คุ้นเคยอยู่แล้ว พูดกันและได้ยินกันแต่ ซิก มากกว่า ส่วนความหมายที่คุ้นอยู่ในความรู้สึกนั้น เมื่อได้ยินคำว่า ซิก ภาพที่ปรากฏในมโนคติคือภาพของชาวอินเดียพวกหนึ่งซึ่งโพกหัวเป็นอาจิณ จนบางคนเรียกว่าแขกหัวโต และบางคนให้ความยกย่องนับถืออยู่อักโข เมื่อจะพูดจาด้วยก็ใช้คำแทนชื่อว่านายห้างเสมอ เพราะในสายตาของคนไทยทั่วไปนั้น ชาวต่างประเทศพวกนี้ น้อยนักที่จะปรากฏในภาพของคนกระจอกงอกง่อย ทั่วไปแล้วก็นั่งห้างขายผ้า หรือ ขายของมีราคาสูงต่างๆ แม้กระทั่งประเภทบำเพ็ญตนเป็นนักเก็บดอกเบี้ยจอมทรหด คือเดินเก็บเป็นรายวันชั่วนาตาปีนั้น ภาพของเขาที่ปรากฏในดวงใจของคนไทยประเภทหาเช้ากินค่ำก็คือ นายทุนผู้มั่งคั่ง จึงดูคล้ายกับว่า คำว่า ซิก นั้น หมายถึงชนชาติหนึ่งซึ่งมีแบบอย่างการแต่งกายของตนเองโดยเฉพาะ ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ผู้ที่จะรู้ว่า คำว่า ซิก หรือ สิกข์ เป็นชื่อของศาสนา และการแต่งกายอันมีลักษณะพิเศษไม่เหมือนใครนั้น ก็เนื่องมาจากบทบัญญัติทางศาสนา นั่น ก็ดูเหมือนจะมีแต่ในหมู่ผู้มีความรู้รอบตัวค่อนข้างจะดีสักหน่อยเท่านั้น



สำหรับความหมายของคำว่า สิกข์ นั้น
จับเอาจากที่ท่านผู้คงแก่เรียนท่านว่าไว้ ก็พอจะกำหนดได้ว่ามีอยู่ ๒ ประการ คือ

๑. มีความหมายตามคำว่า สิกขา ในภาษามคธ หรือ ศึกษา ในภาษาสันสกฤต แต่ลึกซึ้งหนักแน่นกว่า การเรียนรู้อันเป็นความหมายทั่วไปของคำว่า สิกขา หรือ ศึกษา หากแต่หมายถึงลัทธิอันหนึ่งซึ่งวางกำหนดลงเป็นสิกขาบท มีผู้เรียนรู้และปฏิบัติตามสิกขานั้นๆ อีกด้วย ท่านผู้รู้ท่านว่าไว้อย่างนี้ ซึ่งก็คงจะเป็นที่เข้าใจกันดีสำหรับท่านผู้รู้ด้วยกัน แต่ชาวบ้านธรรมดาๆ อย่างผู้เขียน จำต้องพิจารณาหาความชัดเจนให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้ว ก็เข้าใจเอาว่า ศาสนานี้มีบทบัญญัติเป็นสิกขาบท ซึ่งศาสนิกจะต้องยึดถือและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ใครล่วงละเมิดไม่ปฏิบัติตามก็เสียความเป็นสิกข์ หรือ หมดความเป็นสิกข์ทันที คล้ายๆ กับสิกขาบทอันเป็นวินัยของพระสงฆ์ ซึ่งล่วงละเมิดแล้วก็เสียหรือขาดความเป็นพระภิกษุสงฆ์ เข้าใจว่าอย่างนี้ ซึ่งคงจะไม่ผิด เพราะถ้าสิกข์คนใดไม่โพกหัว แต่ตัดผมโกนหนวดโกนเคราเสียแล้ว ก็คงจะหมดความเป็นสิกข์ไปอย่างแน่นอน

๒. มีความหมายว่า เป็นศิษย์ของท่านคุรุนานัก ซึ่งเป็นคุรุท่านแรกของศาสนาสิกข์ ดังข้อความที่ท่านผู้คงแก่เรียนท่านกล่าวไว้ คือการสอนธรรมนั้น คุรุนานักทำตามแบบศาสนาพุทธคือ แต่งคำสอนหลักธรรมเป็นโศลกหรือกาพย์กลอน สาวกคนที่เป็นนักดนตรีอิสลาม ก็แต่งทำนองเพลงให้เข้ากับโศลกที่แต่งไว้ แล้วก็เที่ยวดีดพิณร้องไป ปรากฏว่าชาวชนบทสนใจมาฟังมากในทุกแห่ง และในที่สุดก็ยอมรับเชื่อถือในหลักธรรมที่คุรุนานักสั่งสอน ผู้ที่เชื่อถือเหล่านี้ในชั้นต้นก็เรียกว่า ศิษย์ คือเป็นศิษย์ ขอคุรุนานัก แต่ต่อมาคำว่า ศิษย์ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤตก็เปลี่ยนไปเป็น สิกข์ ซึ่งเป็นคำเดียวกันแต่อยู่ในรูปบาลี อันยังเป็นศัพท์ใช้เรียกผู้ที่อยู่ในลัทธิมาจนบัดนี้



คำอธิบายของท่านผู้คงแก่เรียนนี้ ผู้เขียนเชื่อว่าถูกต้อง เพราะถ้าไม่ถูกต้องแล้วคุรุสิงห์สภา ซึ่งเป็นสถาบันทางวิชาการของสิกข์เอง คงไม่ปล่อยให้เผยแผ่แพร่หลายอยู่เช่นนี้ แต่ถึงกระนั้น ผู้เขียนก็มีข้อที่แคลงใจอยู่นิดนึงเกี่ยวกับเรื่องศัพท์ที่ใช้ คือเท่าที่ผู้เขียนเคยเรียนเคยรู้อยู่บ้างนั้น คำว่า ศิษย์ ในภาษาสันสกฤตตรงกับคำในภาษาบาลีว่า สิสส ส่วนที่ตรงกับคำว่า สิกข์ในภาษาบาลีนั้นคือ ศิกษา ซึ่งในภาษาไทยใช้คำว่า ศึกษา ดังที่ท่านผู้คงแก่เรียนท่านเดียวกันนี้ ได้กล่าวไว้เองในตอนต้น

ก็เอาเป็นว่า ความหมายของคำว่า สิกข์ ประการที่ ๒ นี้คือ ศาสนาของบรรดาศิษย์ของท่านคุรุนานัก อันทำให้เข้าใจต่อเนื่องกันไปอีกว่า ศาสนานี้ท่านคุรุนานักเองมิได้ประกาศตั้ง แต่ศิษย์ของท่านในภายหลังเป็นผู้ประกาศตั้ง ซึ่งน่าจะตรงตามประวัติ เพราะท่านคุรุนานักเองนั้นท่านเป็นฮินดู และศึกษาเล่าเรียนวิชาความรู้จากนักปราชญ์อิสลาม และในการสั่งสอนศาสนาไปทั่วอินเดียและนอกอินเดียนั้น ท่านก็สอนทั้งพวกฮินดูและอิสลามจนคนทั้งสองศาสนานั้นเคารพนับถือท่านอย่างมากมายกระทั่งมีคำกล่าวว่า .....

คุรุนานัก ราชาแห่งฟากีร์
ต่อฮินดูท่านเป็นคุรุ ต่อมอสเล็มเป็นปีร์



และ สาวกใกล้ชิด ๒ คน ที่ติดตามท่านไปทุกหนทุกแห่ง คนหนึ่งก็เป็นฮินดู อีกคนหนึ่งเป็นมุสลิม จนกระทั่งเมื่อท่านสิ้นชีพไปสวรรค์ ทั้งคนฮินดูและคนมุสลิมก็ปรารถนา จะเอาศพของท่านไปประกอบพิธีตามลัทธิของตน ซึ่งแง่มุมต่างๆ ในประวัติของท่านเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่า ท่านมิได้ประกาศตั้งศาสนาใหม่เป็นเอกเทศโดยเด็ดขาดแต่อย่างใด ส่วนผู้ที่ประกาศแยกตัวออกจากฮินดูและอิสลามอย่างชัดเจนนั้น เป็นศิษย์ของท่าน ซึ่งตำแหน่งคุรุในลำดับที่ ๕ คือ คุรุอรชุน คำประกาศแยกตัวของท่านปรากฏเป็นหลักฐานดังนี้

ข้าพเจ้าไม่บำเพ็ญทุกกิริยาแบบฮินดู และ ถือบวชแบบอิสลาม
ข้าพเจ้ารับใช้พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวผู้เป็นสรณะของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้ามีนายองค์เดียว ผู้ซึ่งเป็นพระอัลเลาะฮ์ด้วย
ข้าพเจ้าแยกตนจากฮินดูและอิสลาม
ข้าพเจ้าไม่ร่วมกระทำบูชากับฮินดู และไม่ไปเมกกะกับอิสลาม
ข้าพเจ้าจะรับใช้พระเป็นเจ้าองค์เดียว ไม่มีนายอื่น
ข้าพเจ้าจะไม่เคารพรูปเคารพ และจะไม่สวดอ้อนวอนแบบอิสลาม
ข้าพเจ้าจะมอบจิตของข้าพเจ้าไว้ที่ปรมาตมันองค์เดียว เพราะพวกเราไม่ใช่ทั้งฮินดูและอิสลาม



นี่คือหลักฐานที่เป็นทั้งคำปฏิญาณ และ คำประกาศที่แสดงถึงการแยกตัวออกจากศาสนาฮินดูและ อิสลามอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการชี้ชัดในมุมกลับด้วยว่า ก่อนหน้านั้น มีความแนบเนื่องเกาะเกี่ยวอยู่ทั้งฮินดูและอิสลาม จนดูไม่ออกว่าเป็นอะไรแน่ ดังนั้น หลักฐานนี้จึงนับว่าเป็นหลักฐานที่ชี้ชัดว่า ศาสนาสิกข์ เพิ่งจะก่อร่างตั้งหลักเป็นตัวของตัวเองอย่างมั่นคงแน่นอนและชัดเจนขึ้นในสมัยของศิษย์อันดับที่ ๕ ของท่านคุรุนานัก จึงเป็นไปได้อย่างที่ท่านผู้คงแก่เรียนท่านว่าไว้ คือเดิมทีเรียกกันว่า ศาสนาศิษย์ และกลายเป็น สิกข์ ในกาลต่อมา

ส่วนว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้น เป็นเสรีภาพของแต่ละคน เพราะที่ผู้เขียนๆ นี้ ก็เขียนขึ้น ภายในบรรยากาศที่เกื้อกูลแก่เสรีภาพทางวิชาการ ตามหลักที่ทบวงมหาวิทยาลัยท่านวางไว้ให้เหมือนกัน ถ้าใครข้องใจหรือไม่พอใจอย่างไร ก็ขอให้ไปถามทบวงท่านดูเถอะว่า การเขียนของผู้เขียนนี้ผิดประเพณีทางวิชาการหรือไม่ เพราะผู้เขียนมิได้ทำอะไรก้ำเกินไปกว่าที่พวกคริสต์คาทอลิกเข้ามาจุ้นจ้านกระทำเอาแก่คำสอนของพระพุทธศาสนาของผู้เขียน และทบวงมหาวิทยาลัยท่านถือว่าเป็นประเพณีทางวิชาการแต่อย่างใดเลย ที่แท้แล้ว ผู้เขียนแตะต้องอย่างแผ่วเบา ระมัดระวังตั้งร้อยเท่าพันเท่าเสียด้วยซ้ำ



มาศึกษาเรื่องราวของศาสนาสิกข์ เพื่อดูบทบาทของการเป็นศาสนาสงครามกันต่อไปดีกว่า คือถ้อยคำประกาศแยกตัวออกจากฮินดูและอิสลามของท่านคุรุอรชุน เท่าที่ได้นำมาให้อ่านแล้วนี้ ผู้เขียนเห็นว่ามีความสำคัญมิใช่น้อยต่อการเผยตัวเป็นศาสนาสงครามของศาสนาสิกข์ แต่ขอพักไว้สักนิดสำหรับการวิเคราะห์เรื่องนี้ เนื่องจากมีข้อที่ควรจะได้รู้ได้เห็นอันสำคัญอยู่อีกข้อหนึ่ง คือพื้นฐานอันเป็นชีวิตจิตใจของชาวสิกข์ ซึ่งในเอกสารเรื่องศาสนาซิกข์ ของศรีคุรุสิงห์สภา ระบุไว้ว่า คำสอนขั้นมูลฐานของศาสนาซิกข์ ซึ่งมีอยู่ ๙ ประการด้วยกันคือ

๑. เอกวนการ ..... พระนามของพระองค์คือพระเจ้าซึ่งเป็นอย่างเดียวกันเสมอ พระองค์เป็นอันติมะ เหนือโลกไม่มีผู้ใดรู้พระองค์ได้ ไม่มีใครสามารถรู้พระองค์ได้ ทรงอยู่เหนือการพรรณนาการใดๆ และเหนือความเข้าใจของมนุษย์

๒. สัตนัส ..... พระนามของพระองค์คือสัจจะ ทรงมีอยู่จริงๆ ไม่ใช่คิดเอาเอง หรือตั้งสมมติฐาน หรือสิ่งลวง เมื่อทรงมีอยู่พระองค์เปลี่ยนอยู่เสมอ ไม่เคยเหมือนกันเลย มีวัฒนาการและเจริญขึ้น ทุกสิ่งมีอยู่ในพระองค์และทรงเป็นเหตุของทุกสิ่ง พระนามของพระองค์คือสัจธรรม

๓. กรตา มุรขะ ..... พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างโลกและสากลโลก และทรงรับผิดชอบสำหรับการเกิดขึ้นของโลกทั้งหมด

๔. นีรภาวะ ..... พระองค์หมดความกลัว ไม่กลัวใครใดๆ เพราะพระองค์ทรงเป็นเจ้าของสากลโลก

๕. นิรไวระ ..... พระองค์ทรงปราศจากข้าศึกทั้งปวง ความรัก ความเมตตา และ การปกปักรักษาของพระองค์แผ่ไปทั่วจักรวาล เป็นการตัดมูลฐานแห่งทฤษฎีที่มีการเลือกศาสดาพยากรณ์ และการเลือกบุคคลมาเป็นตัวแทนของพระองค์ ซิกข์ศาสนิกที่แท้จริงจะมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับพระเจ้า และจะต้องไม่มีความกลัวใดๆ และมีความเที่ยงธรรม นี่เป็นการช่วยให้เกิดความเสมอภาคและความเที่ยงธรรม

๖. อกาล ปูรัต ..... พระองค์ทรงอยู่เหนือกาละ ทรงเป็นอมตะ

๗. อโยนิ ..... พระองค์ทรงปราศจากอุบัติ ไม่มีการอุบัติในภพใด ในเพศใด และในอาการใดๆ ทั้งสิ้น นี่ตรงกันข้ามกับทฤษฎีอวตาร

๘. เสาภาวะ ..... พระองค์ทรงเป็นเอง เป็นเอกภาพ โดยพระองค์เอง

๙. กุรปรสัต ..... โดยความปราณีของท่านศาสดาคุรุนานักเทพ ซิกข์ศาสนิกจึงได้รู้พระเจ้า



ทั้ง ๙ ข้อนี้มีประเด็นที่น่าคิดน่าวิเคราะห์อยู่มิใช่น้อย แต่ขอยกไว้เป็นเรื่องนอกขอบเขตของเรื่องที่ตั้งใจจะเขียนนี้ เพราะไม่ต้องการให้เรื่องยืดยาวเกินไป อันจะเป็นผลให้สิ้นเปลืองค่าจัดพิมพ์มากขึ้นด้วย จะขอเพียงให้ข้อสังเกตเป็นส่วนรวบยอดเท่านั้น คือทั้ง ๙ ประการอันเป็นมูลฐานของศาสนานี้ มีจุดเน้นหนักเพื่อการยึดเหนี่ยวครองใจศาสนิกอยู่ ๒ จุด คือ ๘ ข้อข้างต้น ยึดใจศาสนิกให้มั่นคงแนบสนิทอยู่กับพระเป็นเจ้า ข้อสุดท้าย โยงใจศาสนิกไว้กับพระคุณของพระศาสดา คือ ท่านคุรุนานัก

หลักการอันนี้ จะเห็นว่าเป็นหลักการอันเดียวกันกับศาสนาฝ่ายเทวนิยมทุกศาสนา คือ มีพระเจ้าเป็นศูนย์รวมใจ โดยมีตัวแทนของพระเจ้าถือระบบผูกขาดการเข้าถึงพระเป็นเจ้า ซึ่งในระบบความสัมพันธ์อันนี้ ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือ ตัวแทนของพระเจ้านั่นเอง เพราะถ้าหันหลังให้ตัวแทนของพระเจ้า หรือทำให้ตัวแทนของพระเจ้าหันหลังให้เสียแล้ว โอกาสที่จะได้เข้าถึงพระเจ้า เป็นอันปิดตายโดยเด็ดขาด ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการยกย่องเทิดทูลตัวแทนของพระเจ้ากันเป็นพิเศษ จนกระทั่งกลายเป็นเทพในร่างมนุษย์บ้าง เป็นส่วนแห่งพระเจ้าที่แบ่งภาคมาบ้าง ซึ่งแล้วแต่จะว่ากันไป



ลองหันกลับมาดูหลักการทางพระพุทธศาสนาแล้ว จะรู้สึกโล่งใจกว่ามากมายนัก คือในหลักการของพระพุทธศาสนาเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งอิสระเสรี เพราะหลักสัจจธรรมของพระพุทธศาสนานั้น เป็นสันทิฏฐิโก คือ รู้ได้เอง เห็นได้เอง และจะต้อง รู้เอง เห็นเอง เสียด้วย จะขอแรงใครเป็นตัวแทนให้รู้ให้เห็นไม่ได้ ดังนั้นความจำเป็นที่จะต้องไปเที่ยวประจบประแจงใครจึงไม่มี มีอยู่แต่เพียงกดคอตัวเองให้เดินไปตามทางที่พระพุทธองค์ทรงแนะไว้ให้เท่านั้น พอแล้วสำหรับที่จะรู้จะเห็นสัจธรรมได้ด้วยตนเอง

ข้อที่น่าจะลองเปรียบเทียบดูอีกประการหนึ่งก็คือ คำสอนขั้นมูลฐานของศาสนาซิกข์ ๙ ประการนี้ เน้นอยู่ที่คุณลักษณ์ของพระเจ้า เป็นเจ้าและพระศาสดาดังกล่าวแล้ว ถ้าจะเทียบกับพระพุทธคุณ ๙ ประการ ก็เห็นว่าน่าจะเทียบกันได้ คือ เป็นสิ่งที่ศาสนิกจะต้องระลึกถึงอยู่เสมอ แต่พระพุทธคุณ ๙ ประการนั้นอยู่ในวิสัยที่มนุษย์จะนึกถึงแล้ว ก็รู้และเข้าใจได้ อย่างเช่นเมื่อระลึกว่า อรหํ ก็เข้าใจได้ทันทีว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระอรหันต์ ไม่มีกิเลสน้อยใหญ่อันจะทำให้จิตใจขุ่นหมองด้วยประการทั้งปวง พระทัยของพระองค์จึงใสสะอาดอย่างแท้จริง สัมมาสัมพุทโธ ทรง ตรัสรู้ดี ตรัสรู้ชอบ ด้วยพระองค์เอง เมื่อระลึกถึงพระคุณข้อนี้แล้ว ก็มองเห็นและเข้าใจได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงล้ำเลิศในทางปัญญาเหนือกว่าใครๆ ทั้งโลก ซึ่งยืนยันได้ด้วยหลักธรรมคำสั่งสอนที่พระองค์ได้ตรัสประทานไว้ ซึ่งไม่มีคำสั่งสอนของยอดนักปราชญ์คนใดจะถูกต้องชัดเจน มากมาย เป็นระเบียบเรียบร้อย และ ทรงคุณค่าโดยแท้ เช่น พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งความเป็นจริงอันนี้ โลกได้ยอมรับกันแล้ว



ส่วนพระคุณทั้ง ๙ ของพระเป็นเจ้า ที่ชาวสิกข์ถือว่าเป็นคำสอนขั้นมูลฐานนี้ ปรากฏชัดเจนอยู่ในเนื้อหาข้อแรกเลยทีเดียวว่า ไม่มีใครสามารถรู้พระองค์ได้ ทรงอยู่เหนือการพรรณนาใดๆ และเหนือความเข้าใจของมนุษย์ ก็เป็นอันว่า ตราบเท่าที่ยังเป็นมนุษย์ โอกาสที่จะเข้าใจพระเจ้าได้เองนั้นปิดตาย เพราะฉะนั้นศาสนิกจึงมีหนทางอยู่หนทางเดียว คือทุ่มเทศรัทธาถวายพระเจ้าอย่างเดียว โดยไม่ต้องอยากรู้อยากเห็นอะไรในเรื่องราวของพระเจ้าเลยแม้แต่นิดเดียว ก็เอาเป็นว่า ศาสนาสิกข์ หรือ ซิกข์นั้น เป็นศาสนาฝ่ายเทวนิยมเต็มรูปแบบก็แล้วกัน

ตามครรลองแห่งศาสนาฝ่ายเทวนิยมนั้น นักประวัติศาสตร์ท่านก็กล่าวไว้ ดังที่ได้เคยนำมากล่าวไว้แล้ว คือพระเจ้านั้น มนุษย์สร้างท่านขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองการปกครอง คือในยามศึกยามสงคราม ก็ใช้ท่านเป็นธงไชย หลอมรวมจิตใจไพร่พลให้เกิดความหนึ่งเดียว ไม่กลัวตาย และหนุนใจไพร่พลให้เริงรบ เพราะตายเพื่อพระเจ้าแล้ว ก็จะได้รับรางวัลพิเศษได้กลับไปอยู่กับพระเจ้า ถ้ารอดตายก็จะได้บุญได้กุศลยิ่งใหญ่มหาศาล และ ในยามสงบก็ใช้ท่านเพื่อสะกดใจประชาชีให้อยู่ในความสงบ ไม่ก่อจลาจลวุ่นวาย ดังนั้น พระเจ้าของศาสนาสิกข์จึงปรากฏพระคุณถึง ๒ ประการ ซึ่งเป็นสรณะเป็นอย่างดีสำหรับศาสนิกที่จะต้องชูดาบวิ่งลงสู่สนามรบ คือนีรภาวะ พระองค์หมดความกลับ และ นิรไวระ พระองค์ทรงปราศจากข้าศึกทั้งปวง ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ศึกษาเรื่องราวของศาสนานี้ จึงพอจะมองเห็นเค้าได้ในเนื้อหาสำคัญของศาสนานี้นี่เองว่า มีความคิดพัวพันอยู่ในเรื่องรบทัพจับศึก จนปรากฏออกมาเป็นพระคุณของพระเจ้าเช่นนั้น



เอาละ ถึงจังหวะที่ควรจะได้กล่าวถึง ถ้อยคำประกาศแยกตัวออกจากฮินดูและอิสลามของท่านคุรุอรชุน อันเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเผยตัวเป็นศาสนาสงครามของศาสนาสิกข์ได้แล้ว คือเมื่อลองศึกษาในแนวประวัติศาสตร์ก็ได้พบว่า ศาสนาสิกข์นั้นได้มีบทบาทพัวพันเกี่ยวข้องกับการศึกการสงครามเรื่อยมา ซึ่งบทบาทอันนั้น ได้ปรากฏเป็นรูปร่างชัดเจนขึ้นในสมัยของคุรุท่านที่ ๕ คือคุรุอรชุน ซึ่งพอจะเล่าความย่อๆ พอให้เห็นเค้าดังนี้

ท่านคุรุนานัก ผู้เป็นปฐมคุรุของศาสนาสิกข์นั้น ท่านมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ระหว่าง พ.ศ. ๒๐๑๒ ถึง ๒๐๘๑ ในระหว่างนั้น การเมืองการปกครองของประเทศอินเดียตกอยู่ภายใต้อำนาจของกษัตริย์ผู้นับถือศาสนาอิสลาม พูดกันอย่างรวบรัดก็คือ อินเดียตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมณฑลปัญจาป อันเป็นมาตุภูมิของท่านคุรุนานัก ตกอยู่ในสภาพยุคเข็ญโดยแท้ ดังเช่นที่ท่านผู้คงแก่เรียนได้กล่าวไว้ ดังนี้

ในขั้นต้นแห่งชีวิตของคุรุนานักนั้น มณฑลปัญจาปเป็นยุคเข็ญ การสงครามระหว่างศาสนาได้ทำให้เกิดความยากลำบาก และความเสื่อมโทรมทั่วไปอยู่แล้ว นอกจากนั้น กษัตริย์ผู้ครองแผ่นดินยังเป็นผู้ที่กรีฑาทัพเข้ามาจากนอกประเทศแล้วยึดครอง กษัตริย์องค์นี้ทรงพระนามว่า พระเจ้ามุฆัล บาร์บาร์ ทรงถือศาสนาอิสลาม เหตุการณ์ในมณฑลปัญจาปในขณะนั้น พวกฮินดูเห็นว่ากาฬยุคมีแต่ความเดือดร้อนยากเข็ญและเสื่อมโทรมแห่งศีลธรรมทั่วไป คำพรรณนาคุรุนานัก เกี่ยวกับยุคเข็ญในสมัยนั้น บางตอนฟังละม้ายคล้ายคลึงกับภาราสาวัตถีในหนังสือมูลบท คำพรรณนานั้นมีอยู่ว่า .....



ยุคนี้คือยุคมืด และ กษัตริย์ได้กลายเป็นคนฆ่าโคตระลาการ จะพิพากษาความต่อเมื่อมีเงินอยู่ในมือ ทรัพย์สมบัติและรูปสมบัติที่เคยให้สุขแก่มนุษย์ กลับกลายเป็นเหตุแห่งทุกข์ ศีลธรรมและกฎหมายนั้นสูญสิ้นเหลือแต่ความเท็จทั่วไป สมณะนั้นไม่มีแล้ว พญามารเป็นผู้ประกอบพิธีแต่งงานของมนุษย์ จะไปทางไหนมีแต่เสียงสรรเสริญผู้ร้ายฆ่าคน เลือดมนุษย์หลั่งไหลราวกับน้ำฝน พระเจ้าบาร์บาร์เสด็จมาถึงฮินดูสถาน มรณะแปลงกายเป็นมุฆัลได้มาทำสงครามกับเรา ผู้คนล้มตายมากมายและได้ยินแต่เสียร่ำไห้ ... โอ้เทวะ พระองค์ไม่รู้สึกเจ็บปวดบ้างหรือ ผู้มีสัจจะพูดความจริงแล้วต้องรับโทษ ผู้กระทำบาปไม่มีทางที่จะระลึกถึงบาปและสำรวมตนต่อไป ผู้ใดกล่าวนามพระเป็นเจ้าก็มีคนดูหมิ่นล้อเลียน

ท่านผู้คงแก่เรียนท่านได้กล่าวไว้ด้วยว่า ด้วยความเดือดร้อนคับแค้นเช่นนี้ ท่านคุรุนานัก ผู้เป็นบุตรข้าราชการผู้น้อยในตำบลเล็กๆ นอกเมืองลาฮอร์จึงได้ออกแสวงหาสัจจธรรม จึงเป็นหลักฐานยืนยันอย่างแน่แท้ว่า ท่านคุรุนานัก ท่านออกแสวงหาสัจธรรมด้วยแรงบันดาลใจอันมีมูลฐานทางการเมือง และที่ควรเห็นเป็นสำคัญยิ่งก็คือ ผู้ทรงอำนาจทางการเมืองซึ่งสร้างความคับแค้นอย่างแสนสาหัสนั้น ชูธงศาสนาอันมีพระเจ้าเป็นตราศักดิ์สิทธิ์นำหน้า จึงไม่เป็นการแปลกแต่อย่างใดที่จะมีการแก้ลำในทำนองเดียวกัน คือเชิญพระเจ้ามานำทัพขจัดกวาดล้างความคับแค้นขมขื่นนั้นให้หมดสิ้นไป



โอ้เทวะ พระองค์ไม่รู้สึกเจ็บปวดบ้างหรือ?

เสียงร่ำร้องในทำนองต่อว่าต่อขานประโยคนี้ พระเป็นเจ้าจะทรงได้ยินหรือไม่ก็แล้วแต่ หัวใจของท่านคุรุนานัก ย่อมได้ยินอย่างกึกก้องอย่างแน่นอน ซึ่งผลสะท้อนก็ย่อมจะไม่มีอะไรอื่นไปจาก การต่อสู้กับพระเจ้าด้วยพระเจ้า อันเป็นแดนปฏิสนธิแห่งสงครามศาสนานั่นแหละ ในระยะตั้งต้นก่อร่างสร้างตัวนั้น ผู้ฉลาดย่อมรู้และตระหนักอยู่เป็นอันดีว่า น้ำน้อยจะต้องแพ้ไฟ และ ไม้ซึกไม่บังควรจะริอ่านไปงัดไม้ซุง เพราะถ้าขืนทำเช่นนั้น ก็จะต้องเจอกับบท ตัดไฟเสียแต่หัวลม ของฝ่ายปรปักษ์อย่างไม่มีปัญหา ฉะนั้นในระยะแรกๆ ท่านคุรุนานักและท่านคุรุผู้สืบทายาทต่อมาอีกหลายท่าน จึงก่อร่างสร้างตัวในลักษณะของการสะสมกำลังอย่างระมัดระวัง แม้จะมีคำประกาศเป็นเบื้องแรกของท่านคุรุนานักอยู่ว่า ... ในโลกนี้ไม่มีฮินดูและไม่มีอิสลาม

ก็ฟังได้ว่าเป็นความพยายามที่จะผสมผสานให้ศาสนาใหญ่ยิ่งทั้งสองนั้น เกิดความสมัครสมานปรองดองกัน เพราะท่านคุรุนานักเอง ท่านก็รักใคร่ใกล้ชิดกับคนทั้งสองศาสนา โดยท่านเองนั้น มีเลือดเนื้อเชื้อไขเป็นฮินดู แต่คบหาเกี่ยวข้องและร่ำเรียนมาทางอิสลามเท่าๆ กับทางฮินดู แต่อย่างไรก็แล้วแต่ เมื่อย้อนกลับไปดูบนแนวทางของประวัติศาสตร์แล้ว ก็จะเห็นความพยายามสะสมและแผ่ขยายกำลังอำนาจให้เจริญเติบโตขึ้นตามลำดับ



คือเมื่อล่วงมาถึงคุรุลำดับที่ ๓ คือท่านคุรุอมรทาส ระหว่าง พ.ศ. ๒๐๙๕ ถึง ๒๑๑๗ ก็เริ่มขยายตัวในลักษณะของการจัดตั้งทางการเมืองโดยอาศัยเงาของบทบาททางศาสนาเป็นเครื่องพราง คือได้มีการจัดตั้ง มัญชะ ขึ้น ๒๒ แห่ง ในหนังสือเรื่องบ่อเกิดลัทธิประเพณีอินเดียใช้ มณฑล ในหนังสือเรื่องลัทธิสิกข์ เรียกว่า มุนชิ และ กล่าวว่า มีการจัดตั้งขึ้นในสมัยคุรุลำดับที่ ๒ คือ ท่านคุรุองคท

มัญชะ หรือมณฑล เหล่านี้ หนังสือเรื่องบ่อเกิดลัทธิประเพณีอินเดียกล่าวไว้ถึงฐานะหน้าที่ดังนี้ แต่ละมณฑลอยู่ภายใต้การปกครองของสิกข์ผู้ใจบุญ มณฑลเหล่านี้จะเป็นที่ ที่พวกสิกข์มาชุมนุมกันเพื่อบูชา และ เป็นที่ ที่จะส่งพวกเผยแพร่ศาสนาออกไปปฏิบัติการ คงจะไม่ผิดหากจะกล่าวในเชิงเปรียบเทียบว่า มัญชะ นี้ก็คือฐานปฏิบัติการ หรือ ฐานทัพ นั่นเอง คือเป็นแหล่งรวมพลังที่เป็นหลักฐานมั่นคง มาถึงตอนนี้ก็ถือได้ว่าศาสนาสิกข์ได้ตั้งหลักปักฐานลงได้อย่างมั่นคงแล้ว แม้ว่าจะยังไม่มีการประกาศแยกตัวออกจากฮินดูและอิสลามก็ตามที



ครั้นต่อมาอีกไม่นานนัก เพียงข้ามสมัยของคุรุลำดับที่ ๔ คือ คุรุรามทาส อันมีระยะสมัยเพียง ๗ ปี ไปถึงคุรุลำดับที่ ๕ ท่านคุรุอรชุน ซิกข์ ก็ประกาศอิสรภาพ เป็นตัวของตัวเองโดยสมบูรณ์ และบทบาทแห่งการเป็นศาสนาสงครามก็เริ่มปรากฏเค้าชัดเจนขึ้น คือ ท่านคุรุอรชุนมีระยะสมัยอยู่ในระหว่าง พ.ศ. ๒๑๒๔ ถึง ๒๑๔๙ เป็นเวลา ๒๕ ปี ได้เข้าดำเนินการเรื่อง มัญชะ อย่างแข็งขัน โดยหาเงินทำนุบำรุงอย่างแข็งแรง และสร้างสรรค์สิ่งสำคัญอีกหลายอย่าง เช่น ที่หนังสือเรื่องบ่อเกิดลัทธิประเพณีอินเดียได้ระบุไว้ คือ ในสมัยคุรุอรชุน ศาสนาสิกข์มีภาษา คัมภีร์ พิธีกรรม ชีวิตประชาคม และศูนย์กลางที่พิเศษของตน

บนฐานที่มั่นซึ่งมีความแข็งแกร่งเพียงพอสำหรับการเป็นตัวของตัวเองนี้ ท่านคุรุอรชุนได้ประกาศแยกตัวออกอย่างเด็ดขาดจากฮินดูและอิสลามดังกล่าวแล้ว และแน่นอนที่สุดฝ่ายอิสลามซึ่งถืออำนาจเหนือแผ่นดินอินเดียทั้งหมด ย่อมจะระลึกได้ถึงเรื่องการตัดไฟเสียแต่หัวลมอย่างแน่นอน ผลจึงปรากฏว่า ท่านคุรุอรชุนต้องข้อหาชนิดคอขาดบาดตาย คือข้อหาร่วมเป็นกบฏกับเจ้าชายคุสเรา ซึ่งก่อการปฏิวัติยึดอำนาจพระเจ้าชะหางคีร์ ผู้เป็นพระราชบิดา แต่กระทำไม่สำเร็จโดยลงท้ายด้วยคุรุอรชุน ผู้เป็นศาสดาของสิกข์ต้องขึ้นตะแลงแกงในฐานะนักโทษประหาร



คิดดูก็แล้วกันว่า ท่านผู้เป็นประมุขของศาสนา ซึ่งกำจิตใจอันเต็มไปด้วยความเคารพเทิดทูนของผู้คนมากมายไว้ ต้องถูกทางการบ้านเมืองนำตัวไปประหารชีวิตเช่นนี้ เหตุการณ์ชนิดไรเล่าที่จะปรากฏตามมาอย่างกระชั้นชิด ไม่มีอะไรอื่นนอกจาก ... สงครามกลางเมือง

เอกสารเรื่องบ่อเกิดลัทธิประเพณีอินเดีย ได้กล่าวถึงเหตุการณ์เรื่องราวในตอนนี้ไว้ว่า หัรโคบินท์ พ.ศ. ๒๑๔๙ - ๒๑๘๘ ได้เป็นคุรุสืบต่อคุรุอรชุน เมื่ออายุได้ ๑๑ ขวบ และมีความเชื่อฟังคำสั่งสุดท้ายของคุรุอรชุน จึงได้เรียกระดมกำลังทหารมาได้รอบๆ ตัว ในระหว่างที่ท่านเป็นคุรุอยู่นั้น ได้มีการปะทะกับกองทัพของราชวงศ์โมกุลหลายต่อหลายหน ที่นับว่ามีชื่อมากก็คือ การปะทะกันเมื่อ พ.ศ. ๒๑๗๑ ... ๒๑๗๔ ... และ ๒๑๗๗ ทั้งยังมีการปะทะกันกับพวกราชาของเผ่าต่างๆ ที่เชิงเขาหิมาลัยอีกด้วย คุรุฯ ได้กลายเป็นผู้นำทั้งในด้านการทหารและในด้านจิตใจ

ข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด ในเอกสารที่ราชบัณฑิตยสถานจัดพิมพ์เผยแผ่นี้ ช่วยให้เห็นอย่างชัดเจนถึงภาพของธงศาสนา ซึ่งเริ่มขึ้นด้วยสีขาวสะอาดแห่งความบริสุทธิ์ ได้กลายเป็นธงสีเลือดแห่งสงครามและการรวมตัวกันของศาสนิก ซึ่งเคยเป็นการรวมตัวกันเพื่อร่วมกันเดินทางไปเฝ้าพระเป็นเจ้านั้น ได้กลายเป็นการรวมตัวกันเพื่อความมั่นคงและเติบโตทางการเมือง



ต่อจากคุรุหัรโคบินท์ ก็มีคุรุผู้สืบทอดเป็นลำดับที่ ๗ ที่ ๘ อีก ๒ ท่าน คือ คุรุหรราย กับ คุรุหรกฤษณ จนถึงคุรุลำดับที่ ๙ เหตุร้ายอันจะนำไปสู่การชูธงศาสนาออกไปรบราฆ่าฟันกันก็เกิดขึ้นอีก โดยเหตุร้ายนี้มีศาสนาเกี่ยวข้องโดยตรง คือ จักรพรรดิ์ออรังเซบ ซึ่งสืบเชื้อสายกษัตริย์วงศ์โมกุลซึ่งถือศาสนาอิสลามเกิดมองเห็นว่า คุรุลำดับที่ ๙ ของสิกข์นามว่า คุรุเตฆบะหาดูร์ เป็นภัยอันร้ายกาจที่จะต้องกำจัด จึงจับกุมตัวจากแคว้นอัสสัมไปสู่ราชสำนัก และยื่นข้อเสนอเป็นคำขาดว่า จะเปลี่ยนไปถือศาสนาอิสลาม หรือจะตาย ก็ให้เลือกเอาอย่างหนึ่ง ปรากฏว่า คุรุเตฆบะหาดูร์ ท่านเป็นคนใจเพชร ท่านเลือกเอาความตายดีกว่าเปลี่ยนศาสนา และออรังเซบก็ยื่นความตายให้แก่ท่านตามที่ได้ลั่นวาจาไว้

คุรุฯ ถูกฆ่าเล่นโดยปราศจากความผิดใดๆ แบบนี้ ภาวะเลือดเข้าตาก็หนีไม่พ้นในหมู่สิกข์ทั้งหลาย ดังนั้นเมื่อโควินทสิงห์ ขึ้นครองตำแหน่งคุรุสืบต่อจากท่านบิดา สิ่งที่ตามมาจึงไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าการสงคราม จนกระทั่งชาวสิกข์ปรากฏรูปลักษณ์ของนักรบติดตัวเป็นประจำมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ เอกสารเรื่องบ่อเกิดลัทธิประเพณีอินเดียกล่าวถึงท่านคุรุผู้นี้ไว้ว่า ชีวิตของท่านคุรุโควินทสิงห์ เป็นการบันทึกการทำสงครามขับเคี่ยวอยู่ตลอดเวลา ส่วนใหญ่เป็นการทำสงครามกับพวกโมกุล



และ อีกตอนหนึ่งว่า ในการทำสงครามกับพวกโมกุลนั้น คุรุโควินทสิงห์ ได้สูญเสียลูกชายของท่านจนหมดสิ้น ส่วนในเรื่องที่ว่า ชาวสิกข์ปรากฏรูปลักษณ์ของนักรบติดตัวเป็นประจำนั้น เอกสารดังกล่าวได้ให้ข้อเท็จจริงไว้ว่าเป็น ผู้ประสพความสำเร็จในการเปลี่ยนรูปชาวสิกข์ทั้งหลายให้เป็นประชาคมทหารในขั้นสุดท้าย ซึ่งรูปลักษณ์ในการเป็นประชาคมทหารนี้ มีความชัดเจนกว่าใครๆ ทั้งหลายในโลก คือชาวสิกข์ที่เป็นผู้ชายมีสัญลักษณ์ของการเป็นนักรบที่เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสัญลักษณ์นี้อยู่ในรูปของบทบัญญัติที่ละเมิดไม่ได้เป็นอันขาด ได้แก่บทบัญญัติที่ขึ้นต้นด้วยอักษร ก. ๕ ประการ คือ

๑. เกส ..... ไว้ผมและหนวดยาว
๒. กุงฆะ ..... เหน็บหวีไว้ที่ผม
๓. กุจฉา ..... นุ่งกางเกงสั้นชั้นใน
๔. กร ..... สวมกำไลข้อมือเหล็ก
๕. กิรปาน ..... ถือดาบ



ท่านผู้คงแก่เรียนท่านอธิบายไว้ในเรื่องลัทธิสิกข์ ซึ่งคุรุสิงห์สภา กรุงเทพฯ เป็นผู้จัดพิมพ์เผยแผ่ว่า การไว้ผมยาวและหนวดยาวนั้น เป็นประเพณีฮินดูที่ถือกันมาก่อนโคพินท์สิงห์ หมายถึงความบริสุทธิ์และการถือพรตเป็นนักบุญ โคพินท์สิงห์จึงตั้งไว้เป็นศีลข้อ ๑ ส่วนศีลข้อ ๒ ให้เหน็บหวีนั้น ก็ดูว่าจะเป็นธรรมดาของผู้ไว้ผมยาว จำเป็นต้องมีหวีเพื่อความเรียบร้อย นอกจากนั้นเมื่อโคพินท์สิงห์มีเจตนาจะตั้งคณะไว้ต่อสู้กับพวกอิสลาม การไว้ผมยาวหนวดยาวให้แปลกไปจากอิสลาม จึงมีประโยชน์เพื่อให้สังเกตกันได้ง่ายในสนามรบ ศีลข้อ ๓ ให้นุ่งกางเกงสั้นนั้น เป็นเครื่องแบบทหารในปัญจาป เพราะกางเกงสั้นสะดวกในการรบพุ่งมากกว่าการนุ่งจีบนุ่งโจงของพวกฮินดู ศีลข้อ ๔ ให้สวมกำไรเหล็กนั้น คือเป็นเครื่องเตือนใจว่าผู้สวมได้ผูกมัดตนไว้กับลัทธิอย่างแน่นหนาดังขอเหล็ก และศีลข้อ ๕ ที่ให้ถือดาบนั้น ก็เป็นธรรมดาของนักรบ

จากร่องรอยรูปร่างของสิกข์เท่าที่ได้พยายามรวบรวมเอาความรู้ที่ท่านผู้รู้ท่านกล่าวไว้มาเสนอนี้ ย่อมเป็นข้อยืนยันเป็นมั่นเหมาะแล้วว่า ศาสนาสิกข์นั้นเกี่ยวข้องพัวพันกับสงครามระหว่างศาสนาอยู่ในเนื้อในตัว จนต้องเตรียมตัวพร้อมอยู่ในรูปของนักรบตลอดเวลา ซึ่งมั่นใจว่าจะไม่เป็นการเกินเลยไปแต่อย่างไรที่จะมองว่าเป็นสงครามศาสนา และ ยิ่งกว่านั้น เค้าเงื่อนทางการเมือง อันพร้อมเสมอที่จะปะทุขึ้นเป็นสงครามระหว่างชาวสิกข์กับชาวต่างศาสนา ก็มีอยู่อย่างเป็นหลักเป็นฐาน ซึ่งเค้าเงื่อนอันนี้เอง ได้ปะทุออกมาเป็นการสู้รบนองเลือดที่เมืองอมฤตสาร์ระหว่างชาวสิกข์ในปัญจาปกับรัฐบาลอินเดียซึ่งเป็นฮินดูส่วนใหญ่เมื่อไม่นานมานี้



เค้าเงื่อนอันนั้นปรากฏอยู่ในรูป ขบวนการทางการเมืองซึ่งเรียกว่า ขบวนการอกาลี เอกสารเรื่องบ่อเกิดลัทธิประเพณีอินเดียได้กล่าวถึงขบวนการนี้ ไว้เป็นข้อความท้ายสุดของเรื่องว่า พร้อมกับความรู้สึกอย่างแรงกล้าที่ชาวอินเดียได้ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความเป็นเอกราชนี้เอง ขบวนการอกาลิก็ได้เริ่มทวีเป็นสาเหตุทางการเมืองแห่งประชาคมขึ้น ท่าทีหลังสุดแห่งขบวนการนี้ก็คือ ความต้องการที่จะแยกเป็นรัฐสิกข์ขึ้นในแคว้นปัญจาปตะวันออก

เป็นอันว่าศาสนาสิกข์นั้น พัวพันและผูกพันอยู่กับการเมืองอย่างชนิดที่ยากยิ่งนักที่จะแยกจากกันได้ แม้ว่าในจุดตั้งต้นที่ท่านคุรุนานักได้เริ่มขึ้นนั้น จะอบอวลอยู่ด้วยความบริสุทธิ์แห่งกลิ่นไอของศาสนาเป็นหลัก แต่แล้วบนหนทางแห่งวิวัฒนาการจนกระทั่งปรากฏรูปลักษณ์ในปัจจุบันนี้ สิกข์ คือ ประชาคมอันสำคัญที่มีปัญหาทางการเมืองที่แก้ยากที่สุดมานำเสนอแก่ชาวโลก ซึ่งปัญหานั้นพร้อมเสมอที่จะขยายตัวออกเป็นการสงครามโดยมีธงศาสนาชูออกมานำหน้ากองทัพเสมอ



ทั้งหมดนี้ คือการแสดงความเป็นจริงที่เป็นอยู่จริงๆ มิได้มีเจตนาจะใส่ร้ายป้ายผิดแม้แต่น้อย หากจะเป็นที่ขุ่นเคืองใจแล้ว ก็ขอยืนยันอีกครั้งว่า ได้ปฏิบัติประเพณีทางวิชาการตามหลักที่ทบวงมหาวิทยาลัยท่านวางไว้ เพราะการเขียนได้อาศัยหลักฐานของท่านผู้รู้โดยตลอด มิได้ยกเมฆเสกสรรเอาเองอย่างเลื่อนลอยแต่ประการใด อีกทั้งยังเขียนขึ้นภายในบรรยากาศที่เกื้อกูลแก่เสรีภาพทางวิชาการด้วยเช่นกัน เพราะผู้เขียนเป็นคนไทย และ เขียนบนแผ่นดินไทย เขียนบนแผ่นดินไทยที่ถือรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันกับคนอื่นๆ และ เขียนขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกัน หรือ ในยุคสมัยเดียวกันกับที่นักวิชาการคาทอลิกวิจัยพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาเสียแหลกเหลวนั่นเอง หากพี่น้องชาวสิกข์อยากจะด่าว่าแล้ว ก็ขอให้มองไปทางทบวงมหาวิทยาลัยนั้นก่อนเถิด

บทสรุปสำหรับตอนนี้ ..... คงจะไม่ต้องเสียเวลากล่าวอะไรมากมายนัก เพราะเรื่องราวที่เขียนมาอย่างยืดยาวนั้นได้บอกไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า ในโลกของเรานี้มีศาสนาอยู่ฝ่ายหนึ่งซึ่งเรียกได้ว่าศาสนาสงคราม คือศาสนาที่เกี่ยวข้องพัวพันกับสงคราม จนกระทั่งเป็นต้นตอสำคัญที่ผลักหลังมนุษย์ออกไปฆ่ากันอย่างใหญ่โตที่เรียกว่าสงคราม สำหรับในตอนต่อไป เราจะได้ดูกันถึงโฉมหน้าของสงคราม ที่ศาสนาเป็นต้นตอสำคัญก่อขึ้น ซึ่งดูแล้วคงจะต้องรำพึงว่า .....

โลกนี้เราไม่น่าจะมามีเรื่องเพราะศาสนา
แต่ศาสนาก็ยังดันมาก่อสงครามจนได้





โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   18/02/2004 12:37 PM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 2  
     
 


ศาสนาอิสลาม ..... เป็นศาสนาเทวนิยมที่สำคัญยิ่งอีกศาสนาหนึ่ง ที่จำเป็นจะต้องนำมากล่าวถึงในเรื่องนี้ เพราะว่าถ้าจะไม่กล่าวถึงศาสนาอิสลาม ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดๆ ย่อมทำให้เรื่องทั้งเรื่องมีความบกพร่องจนใช้ไม่ได้เลยทีเดียว หากจะถือเอาศักราชเป็นหลักแห่งการเกิดขึ้นของศาสนาแล้ว ศาสนาอิสลามก็เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๑๑๖๕ เมื่อประมาณพันกว่าปีที่แล้วมานี้ โดยนักประวัติศาสตร์ถือว่า เป็นศาสนาสุดท้ายที่เกิดขึ้นในดินแดนทะเลทรายอาหรับ ดังที่เสฐียรโกเศศ ท่านได้กล่าวไว้ในหนังสือศาสนาเปรียบเทียบว่า .....

บัดนี้ ..... ก็มาถึงเรื่องศาสนาที่มีขึ้นเป็นครั้งหลังสุด และบางทีอาจจะเป็นศาสนาสุดท้ายของบรรดาศาสนาต่างๆ ซึ่งเป็นศาสนาใหญ่แห่งโลกทะเลทรายอาหรับ แต่ถ้าจะว่ากันถึงศาสนาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในโลกนี้แล้ว ศาสนาอิสลาม ยังมิใช่ศาสนาหลังที่สุด เพราะต่อมาปรากฏว่ามีศาสนาอีกศาสนาหนึ่งเกิดขึ้นในอินเดียตอนเหนือ คือศาสนาสิกข์ แม้ว่าศาสนานี้จะไม่มีพระเป็นเจ้าที่ปรากฏเป็นหลักเป็นฐานชัดเจนนัก ก็มีประวัติที่เป็นศาสนาสงครามอยู่พอตัวทีเดียว ดังที่จะได้นำมากล่าวต่อไป



อย่างไรก็ตาม ..... แม้ศาสนาสิกข์เอง ก็อยู่ในฐานะเป็นศาสนาสุดท้องเพียงเท่าปรากฏอยู่ในโลกถึงวันนี้เท่านั้น สืบไปเบื้องหน้าอาจจะมีศาสนาประเภทเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีก และ กลายเป็นศาสนาสำคัญใหญ่โตต่อไปก็ได้ เพราะทุกวันนี้ก็ปรากฏว่า มีคนพยายามตั้งศาสนาใหม่ๆ กันอยู่ ทั้งๆ ที่โลกนี้ก็โชติช่วงชัชวาลอยู่ด้วยแสงแห่งปัญญาในทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในท้องถิ่นที่ทางการบ้านเมืองเมินเฉยไม่อยากเข้าไปยุ่งไปเกี่ยวกับเรื่องประเภทนี้ให้ต้องเหน็ดเหนื่อยแก่ตัวเอง โดยอ้างเอาเสรีภาพมาเป็นข้อยืนยันสำหรับการปัดสวะของตน ดังเช่นในอเมริกาเอง ก็มีลัทธิแปลกๆ เกิดขึ้น และ มีคนเลื่อมใสเชื่อถือกันอย่างคับคั่ง จนกระทั่งลัทธิชักชวนในคนฆ่าตัวตาย ก็มีคนเชื่อถือและทำตามจนเกิดเรื่องโด่งดังมาแล้ว ขอแต่เพียงให้เจ้าลัทธิมีฝีมือในทางโฆษณาชวนเชื่อหน่อยก็แล้วกัน ดังนั้น ในอนาคตหากโลกมนุษย์จะไม่ด่วนเป็นเถ้าถ่านไปเสียก่อนด้วยระเบิดมหาประลัยอะไรต่ออะไรบอมบ์แล้ว ลัทธิศาสนาแปลกๆ ใหม่ๆ ซึ่งมีพระเจ้าที่วิเศษเหนือพระเจ้าทั้งปวง ที่โลกเคยมีมาแล้ว อาจจะเกิดขึ้นด้วยจุดปรารถนาที่จะครองโลกแต่ผู้เดียวตามลำพังอีกก็ได้



การกล่าวถึงศาสนาอิสลามนั้น ..... ผู้เขียนเคยได้ยินจากปากของท่านผู้รู้ระดับนักปราชญ์ของบ้านเมืองผู้หนึ่งว่า เป็นเรื่องที่ควรจะต้องระมัดระวัง ดังนั้นในการที่จะชี้ให้เห็นว่า ศาสนาอิสลามเป็น ศาสนาสงครามศาสนาหนึ่งเช่นเดียวกับศาสนาฝ่ายเทวนิยมทั้งหลายนั้น ผู้เขียนจะชี้ด้วยหลักฐานเอกสารที่ผู้รู้ทางประวัติศาสตร์ท่านกล่าวไว้ โดยคำกล่าวของท่านนี้มิใช่คำกล่าวที่บอกเล่ากันเป็นส่วนตัว หากแต่เป็นเอกสารที่แพร่หลายอยู่แล้ว กับทั้งเคยใช้เป็นตำราเล่าเรียนกันอยู่ในระดับอุดมศึกษาของชาติด้วย ส่วนทัศนะของผู้เขียนนั้น เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยสำหรับชี้ว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น อันที่จริงแล้ว การกล่าวถึงศาสนาอิสลามว่าเป็นศาสนาสงครามนั้น เป็นการกล่าวความจริงอันประจักษ์แจ้งอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่การวิเคราะห์หาความจริงที่ซ่อนเร้นอำพราง แบบที่กระทำมาแล้วในตอนศาสนาคริสต์ ทั้งนี้เพราะศาสนาอิสลามได้แสดงพฤติการณ์อย่างตรงไปตรงมาโดยตลอด ถึงการก่อตั้งและเผยแผ่ศาสนาจนประสพความสำเร็จด้วยสงคราม ดังที่ท่านผู้รู้ได้กล่าวถึงพฤติการณ์แห่งการก่อตั้งและการเผยแผ่ไว้ด้วยการใช้คำว่า ทำสงครามศาสนา อย่างชัดเจน ดังนี้



โดยสั่งว่า ..... ถ้าประสงค์ให้พระมะหะหมัดไปอยู่ยังเมืองยาถริบแล้ว ชาวเมืองยาถริบจะต้องเต็มใจร่วมมือกับพระมะหะหมัดทำสงครามศาสนา เพื่อให้พระอ้าหล่าเป็นเทพแต่องค์เดียว ตลอดทั้งประเทศอาหรับ ... ข้อความตอนนี้ อยู่ในตอนที่พระมะหะหมัดส่งทูตไปติดต่อเจรจากับเมืองยาถริบ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น เมดินา เพื่อร่วมมือกันทำสงครามศาสนากับเมืองเมกกะ ซึ่งเป็นปรปักษ์ของท่าน ในตอนเริ่มต้นที่จะก่อตั้งและปักหลักศาสนาอิสลามขึ้นในโลก เมื่อปักหลักได้แล้วด้วยการทำสงครามปราบปรปักษ์ผู้ขัดขวางได้ราบคาบ การเผยแผ่ศาสนาก็เร่งรุดไปในแนวทางแห่งการทำสงครามศาสนาเช่นกัน

ต่อแต่นี้ไป ..... พระมะหะหมัดก็เริ่มปราบปรามประเทศอาหรับทั้งหมด ด้วย สงครามศาสนา เพื่อให้ประชาชนมาเข้ารีตอิสลาม ฉะนั้น ผู้เขียนจึงแน่ใจว่า การกล่าวว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาสงคราม จึงมิใช่การกล่าวเท็จอันจะก่อให้เกิดความเสียหายแต่ประการใด เว้นไว้เสียแต่ว่า การกล่าวถึงความเป็นจริงได้กลายเป็นสิ่งมีพิษและต้องห้ามเท่านั้น ทั้งนี้ผู้เขียนยังมิได้อ้างถึงเสรีภาพทางวิชาการ ตามหลักการของทบวงมหาวิทยาลัยมาใช้เพื่อประโยชน์แก่การเขียนถึงความจริงนี้แต่อย่างใด และ เพื่อให้เกิดความชัดเจนตามสมควร จำเป็นต้องนำเอาเรื่องราวของศาสนาอิสลามมากล่าวเพียงย่อๆ ตามที่ปรากฏชัดเจนอยู่ในเอกสารหลักฐานต่อไป



ศาสนาอิสลามนั้น ..... หากจะว่าโดยลัทธิที่เชื่อถือยึดมั่นกันอยู่แล้ว ก็ถือได้ว่า มีอยู่ในโลกนี้มานานนักหนาแล้ว นานจนไม่อาจจะระบุว่า เกิดมีขึ้นมาแต่ครั้งใดได้ เห็นได้ง่ายๆ เช่น พระเยซูซึ่งเกิดก่อนพระมะหะหมัดตั้งหลายร้อยปีและเป็นชาวยิวนั้น ก็เคยยอมรับนับถือลัทธิจุ่มน้ำล้างบาป ตอนที่มาพบกับ โยฮัน หรือ จอน นักจุ่มน้ำ ที่ริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดน นี่ก็คือข้อบ่งชี้ว่าลัทธิอันเป็นหลักความเชื่อสำคัญของศาสนาอิสลามนี้ได้แพร่หลาย เป็นที่ยอมรับนับถือของชาวอาหรับทั้งหลายมาช้านานแล้ว หรือแม้แต่หินดำศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองเมกกะที่เรียกว่า กาบะ ซึ่งมุสลิมทั่วโลกพากันไปนมัสการอยู่มิได้ขาดนั้น ก็เป็นสถานศักดิ์สิทธิ์มาช้านานแล้ว หาใช่จะมาศักดิ์สิทธิ์ขึ้นในระยะพันกว่าปีที่แล้วมานี้ไม่ ทั้งนี้ก็แสดงชัดว่า เนื้อแท้คือตัวลัทธิอันเป็นหลักแห่งความเชื่อถือยึดมั่นนั้น มีมาแต่เก่าก่อนแล้ว ส่วนที่มาเกิดเป็นศาสนาอิสลามขึ้นอย่างแน่นอน และ เป็นตัวเป็นคนนั้น ในทางประวัติศาสตร์ถือว่ามาเกิดขึ้นด้วยบุคคลผู้หนึ่ง ซึ่งประวัติศาสตร์ยอมรับว่าเป็นอัจฉริยะบุคคลของโลกผู้หนึ่ง เมื่อพันกว่าปีมานี้



ท่านผู้นี้อุบัติขึ้นมาในโลกนี้เมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๑๑๓ ที่เมืองเมกกะ มีนามเดิมว่า อุบุลกัสเสม ซึ่งต่อมาได้รับสมญานามว่า พระมะหะหมัด แปลว่า พระผู้ซึ่งได้รับคำสดุดี ชีวประวัติของท่านนับได้ว่าเป็นชีวประวัติแห่งการต่อสู้ที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับบุคคลที่ถือกำเนิดขึ้นมาท่ามกลางความต่ำต้อย แต่ในจิตใจรุ่งโรจน์อยู่ตลอดเวลาด้วยความหมายมั่นที่จะเด็ดดอกฟ้าแห่งอำนาจวาสนาอันยิ่งใหญ่มาไว้ในกำมือของตน ท่านผู้รู้ทางประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึงชีวประวัติตอนเริ่มต้นของอัจฉริยะบุคคลผู้นี้ไว้ว่า ... เมื่อครั้งยังอยู่ในวัยเด็ก ไม่ได้รับคำสดุดีจากใครอะไรนัก แม้จะมีชาติกำเนิดอยู่ในวรรณะพวกนักบวช แต่ก็เป็นสาขาของวรรณะซึ่งถูกกีดกัน ไม่มีอำนาจราชศักดิ์อะไร พระมะหะหมัดเป็นกำพร้าบิดามารดามาแต่เด็ก ทั้งญาติที่ใกล้ชิดส่วนมากก็ยากจน เพราะฉะนั้นในเวลาต่อมาพระมะหะหมัดจึงจำเป็นต้องพึ่งตนเอง โดยเป็นคนขี่อูฐไปกับกองคาราวานค้าขาย ซึ่งไปไกลถึงประเทศซีเรีย และบางทีก็อาจไปจนกระทั่งประเทศอียิปต์ พระมะหะหมัดไม่ได้รับการศึกษาอบรมอะไร และอาจจะอ่านเขียนก็คงไม่ได้ แต่เป็นคนมีปัญญาไวและเป็นผู้สนใจในความรู้ ผิดกับเด็กหนุ่มอื่นๆ ที่ขี่อูฐอยู่ด้วยกัน ท่านก็มักจะเป็นคนคอยเปิดหูเปิดตา เมื่อไปถึงเมืองที่ยังไม่เคยไป ถ้าเห็นอะไรแปลกก็หูผึ่ง คอยสำเหนียกฟังและจดจำเอาไว้ โดยเฉพาะใฝ่ใจเป็นพิเศษในเรื่องศาสนาต่างๆ ที่มีอยู่ในดินแดนไกลที่ได้ไปถึง และดูเหมือนจะมีนิสัยสนใจเรื่องศาสนามาแล้วตั้งแต่เดิมด้วย มีเรื่องเล่าว่า ... พระมะหะหมัดเคยมีอาการเซื่องซึมและหงอยเหงาเป็นครั้งคราว และ มีอาการชักดิ้นชักงอ ซึ่งอาจเป็นโรคลมบ้าหมูก็เป็นได้...ฯลฯ



ชีวประวัติตอนแรกๆ ของพระมะหะหมัด จะหาหลักฐานที่ไม่มีการโต้แย้งก็หาได้ยาก ที่ทราบได้ทั้งหมดว่าแน่ก็คือเมื่อพระมะหะหมัดเป็นคนขี่อูฐไปกับกองคาราวานต่อมาเป็นเวลาหลายปี ก็พบช่องทางเป็นที่พอใจของนายจ้างผู้เป็นหญิงชื่อ กาติยะ ซึ่งเป็นแม่ม่ายและมั่งมีมาก เมื่อนางกาติยะได้เห็นชายหนุ่ม คือพระมะหะหมัดผู้มีรูปงามศีรษะใหญ่ แลมีหนวดเคราดำเป็นมัน ก็เกิดความรักความพอใจ ในที่สุดนางก็ตกลงใจแต่งงานกับพระมะหะหมัด ขณะนั้น นางกาติยะมีอายุได้ ๔๐ ปีแล้ว ส่วนพระมะหะหมัดมีอายุ ๒๕ เท่านั้น ... หลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ระบุชีวประวัติเบื้องต้นของอัจฉริยะบุคคลผู้นี้ไว้ดังนี้ ซึ่งพอจะสรุปสาระสำคัญอันถือว่าเป็นปัจจัยหลักของเรื่องได้ว่า ... ท่านเป็นคนมีสติปัญญาสูง แม้ว่าจะไม่มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนอะไรนักก็ตาม และเป็นผู้ใส่ใจในความรอบรู้เป็นคุณลักษณะพิเศษประจำตัว ... เป็นผู้ฝักใฝ่ในเรื่องศาสนาเป็นพิเศษ ทั้งด้วยชื้อสายเผ่าพันธุ์ และ ด้วยอุปนิสัยเฉพาะตัวของท่าน ... ได้กำลังสนับสนุนในฐานะศาสนูปถัมภ์ที่ดีที่สุดและใกล้ชิดที่สุด ซึ่งพร้อมที่จะส่งเสริมในงานประดิษฐานและเผยแผ่ศาสนาชนิดที่เรียกได้ว่า เอาไงเอากัน เท่าไรเท่ากัน .....



งานอะไรก็ตาม ..... หากเริ่มต้นด้วยรากฐานที่แน่นหนามั่นคงอย่างนี้ แม้จะใหญ่โตมโหฬารปานไร ความสำเร็จก็มองเห็นอยู่ไม่ไกลนัก งานประดิษฐานศาสนาอิสลามของพระมะหะหมัด เริ่มขึ้นด้วยบทบาทของความขัดแย้งและการต่อสู้ในครรลองแห่งการเมืองและการสงครามโดยตรง แม้ว่าใจกลางแห่งความขัดแย้งต่อสู้นั้น จะเป็นเรื่องของลัทธิความเชื่อถือในทางศาสนาก็ตามที เพราะคนเรานั้น สามารถจะหาข้อขัดแย้งและต่อสู้กันได้เสมอ หากเขาอยากจะขัดแย้งและต่อสู้กัน จะด้วยอำนาจแห่งลาภยศสรรเสริญ หรือ มานะอหังการอันใดก็แล้วแต่ จุดขัดแย้งและต่อสู้จนเกิดเป็นศาสนาอิสลามขึ้นในที่สุดนั้น อยู่ที่ หินดำศักดิ์สิทธิ์กาบะ แห่งเมืองเมกกะ นั่นแหละ ... หินดำก้อนนี้ ศักดิ์สิทธิ์มานานหนักหนาแล้ว โดยเฉพาะชาวอาหรับจำพวกเร่ร่อนที่เรียกว่า ชาวเบดูอิน มีศรัทธาอย่างยิ่งในหินดำก้อนนั้น ดังที่นักประวัติศาสตร์ท่านบรรยายไว้ว่า ... ชาวเบดูอินไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใดในทะเลทราย ย่อมกระเสือกกระสนให้ได้มายังเมืองเมกกะในปีหนึ่งก็ครั้งหนึ่งในฤดูเทศกาล เพื่อได้กราบไหว้ด้วยอัษฎางคประดิษฐ์เฉพาะวิหารกาบะนั้น



ที่ใดก็ตาม ..... เป็นแหล่งรวมแห่งศรัทธา ที่นั่นคือแหล่งรวมแห่งการไหลมาของลาภสักการะ และ ที่ใดมากมายไปด้วยลาภสักการะ ที่นั้นย่อมมีการครอบครอง หวงกั้น และ การยื้อแย่ง ทั้งนี้ทั้งนั้น จุดศูนย์กลางของมันก็คืออำนาจและผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง ... หินดำกาบะ ในสมัยนั้นอยู่ในความครอบครองของคณะนักบวชปุโรหิตคณะหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่า คณะนักบวชปุโรหิตนั้น จะต้องมีความเกี่ยวพันอยู่กับคณะรัฐบาลของเมืองเมกกะในสมัยนั้นด้วย และ นอกจากนี้ หินดำก้อนนั้นยังเป็นสื่อสำคัญที่นำมาซึ่งความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่เมืองเมกกะโดยปริยายด้วย เพราะผู้คนที่ไปมาอย่างคึกคักคับคั่งนั้น คือปัจจัยสำคัญให้เกิดการค้าขายแลกเปลี่ยนได้อีกด้วย

พระมะหะหมัด ..... เป็นชาวเมกกะโดยกำเนิด และอยู่ในเมกกะนั่น มาจนเติบใหญ่และกลายเป็นมหาเศรษฐี เพราะได้เป็นสามีของเศรษฐีนีผู้มั่งคั่ง ท่านจึงรู้จักหินดำศักดิ์สิทธิ์และเข้าใจเรื่องราวของหินดำศักดิ์สิทธิ์ก้อนนี้เป็นอย่างดียิ่งคนหนึ่ง แต่ความนึกคิดของท่านในเรื่องหินดำก้อนนี้ มีแนวเป็นพิเศษกว่าคนทั้งหลายทั้งปวง คือไม่ควรจะเป็นแกนแห่งความสำส่อนทางจิตของคนทั้งหลายอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนั้น คือพวกเบดูอินแต่ละก๊ก ก็มีพระเจ้าอันเป็นที่เคารพเชื่อมั่นของตนเอง ในลักษณะของใครของมัน แล้วแต่ละก๊กแห่งพวกเบดูอินนั้น ก็มากราบกรานเคารพนบไหว้หินดำก้อนเดียวกันนี้ จนดูประหนึ่งว่าหินดำเพียงก้อนเดียวนี้ เป็นที่สิงสถิตแห่งพระเจ้ามากหน้าหลายตาเหลือประมาณ คล้ายๆ จะเป็นสำส่อนอะไรทำนองนั้น ความรู้สึกรังเกียจที่ชาวเมกกะเชื่อถือผีสางเทวดามากมายก่ายกอง จนดูว่ามีความสำส่อนในทางความเชื่ออันนี้ รบกวนจิตใจพระมะหะหมัดอยู่ตอดเวลา จนที่สุดท่านได้ตกลงใจที่จะช่วยผู้คนทั้งหลายให้หลุดพ้นจากผีสางเทวดาที่หลากหลายเลอะเทอะนั้น แล้วให้หันมายึดมั่นในพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่แต่เพียงพระองค์เดียว ซึ่งถ้าจะพูดด้วยสำนวนวิชาการสมัยปัจจุบันก็คือพระมะหะหมัดท่านคิดจะสร้างเอกภาพทางความเชื่อให้เกิดขึ้นกับเมกกะนั่นแหละ นักประวัติศาสตร์ท่านบรรยายความตอนนี้ไว้ว่า .....



พระมะหะหมัด ..... คิดตรึกตรองอย่างว้าวุ่นอยู่กับเรื่องนี้ เห็นเป็นที่สุดว่าถึงคราวจำเป็นแล้ว ที่จะต้องช่วยชาวเมกกะให้พ้นจากการถือผีสางเทวดาอย่างเลอะเทอะให้จงได้ และพระมะหะหมัดผู้มีชื่อเดิมว่า อุบุลกัสเสมแห่งโคตรตระกูลโกไรอิช ซึ่งได้พ้นสภาพความยากจนมาเป็นสามีของหญิงมั่งมีที่สุดแห่งเมืองเมกกะนี้เอง จะต้องเป็นพระนาบีผู้แทนพระอ้าหล่า ณ เมืองเมกกะ ก่อนหน้านี้ก็ได้มีศาสดาพยากรณ์อยู่มากท่าน ได้นำความรู้แห่งพระอ้าหล่ามาสู่โลกอยู่บ้างแล้ว แต่ความรู้เรื่องแห่งพระเจ้าซึ่งมีแต่องค์เดียวนี้ พระมะหะหมัดเท่านั้นจะเป็นผู้แทนนำมาเผยแผ่แก่มนุษยชาติเป็นครั้งที่สุด และจะเป็นพระนาบีหรือศาสดาจารย์อันยิ่งใหญ่เหนือศาสดาพยากรณ์ทั้งหมด ที่มีมาแล้วแต่กาลก่อน ความเชื่อแน่วแน่ของพระมะหะหมัดดังกล่าวมานี้ ในกาลต่อมาพระมะหะหมัดได้ตรัสว่า เรื่องนี้เห็นขึ้นในญาณทัศนะแวบเดียว อย่างน่าประหลาดอัศจรรย์

มีปัญหาที่น่าคิดอยู่ข้อหนึ่งว่า .....
ทำไมจึงต้องเป็นพระอ้าหล่า ที่จะทรงยึดครองศรัทธาของผู้คนแต่พระองค์เดียว?

คำตอบสำหรับปัญหาข้อนี้ .....
มีอยู่ในข้อความที่นักประวัติศาสตร์ท่านกล่าวไว้ ดังนี้ ... เทพประจำโคตร ประจำตระกูลของพระมะหะหมัด มีชื่อว่า อ้าหล่า พระมะหะหมัดไม่ทราบว่าจะหาชื่ออื่นได้ดีกว่านี้ จึงนำเอาคำอ้าหล่านี้มาเป็นพระนามของพระเจ้าองค์ใหม่



อย่างไรก็ตาม ..... ความคิดความมุ่งมั่นของพระมะหะหมัดนี้ คือภาวะขัดแย้งโดยตรงต่อความคิดและความเชื่อมั่นของผู้คนทั้งหลายในเมกกะขณะนั้น แม้กระทั้งเจ้าบ้านผ่านเมืองผู้มีอำนาจการปกครองอยู่ในกำมือ เพราะแต่เดิมมานั้น ความคิดความเชื่อของคนทั้งหลายอยู่ในแนวทางเสรี ใครจะคิดจะเชื่อผีสางเทวาองค์ใด ก็มีเสรีที่จะทำได้โดยไม่มีข้อห้ามแต่ประการใด ส่วนความคิดความมุ่งหมายของพระมะหมัดเป็นไปในลักษณะผูกขาดความเชื่อของคนไว้กับพระเจ้าเพียงองค์เดียว ดังเช่นที่นักปราชญ์ทางสังคมวิทยาได้บัญญัติถ้อยคำสำหรับความเชื่อในลักษณะนี้ไว้ว่า โมโนเตอิสม์ คือเทวนิยมแบบผูกขาด เรื่องจึงเป็นการขัดแย้งกันตรงตัว เมื่อความขัดแย้งนี้แปรรูปออกมาเป็นการปฏิบัติ การต่อสู้ ก็เป็นสิ่งที่หมดหนทางที่จะหลีกเลี่ยงได้

พระมะหะหมัด ..... เริ่มต้นการต่อสู้เพื่อบรรลุถึงความสำเร็จ ตามอุดมการณ์ของท่านด้วยความระมัด ระวังอย่างรอบคอบ คือไม่เอะอะตึงตังประกาศการต่อสู้ออกไป ทั้งๆ ที่ไม่มีฐานมวลชนสนับสนุนอยู่เบื้องหลังแต่อย่างใดเลย หากแต่ท่านวางจังหวะจะโคนการต่อสู้อย่างถูกต้อง คือสร้างฐานมวลชนสนับสนุนจากเล็กไปหาใหญ่ จากน้อยไปหามากโดยการสร้างความสำเร็จเบื้องต้นด้วยการทำให้คนใกล้ชิดที่สุดของท่านเชื่อว่า ท่านได้รับบัญชาจากพระเจ้าให้ประกาศศาสนาในแนวใหม่ คือศาสนาที่มีแต่พระอ้าหล่าพระองค์เดียวที่เป็นพระเจ้า และตัวของท่านเป็นผู้แทนพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว เมื่อประสพความสำเร็จในจุดเริ่มต้นแล้ว ก็ขยายผลกว้างไกลออกไปเป็นลำดับ คือจากภรรยาไปถึงญาติ จากญาติไปถึงมิตร จากมิตรไปถึงคนรู้จักชอบพอ และขยายวงกว้างออกไปทุกที จนกระทั่งแน่ใจในพลังมวลชนที่ให้การสนับสนุนเพียงพอแล้ว จึงประกาศการต่อสู้กับลัทธิเก่าแบบพระเจ้าเลอะเทอะออกไปอย่างเปิดเผย นักประวัติศาสตร์ได้บรรยายความตอนนี้ไว้ว่า .....



แต่ล่วงมาวันหนึ่งเป็นวันสุดท้าย ..... ซึ่งจะปิดความลับนี้ไว้ไม่ได้ต่อไป เพราะมีผู้มาเข้าด้วยมาก และก็มีกำลังพอจะต่อต้านอุปสรรคใดๆ ได้ พระมะหะหมัดจึงกล้าเสี่ยงชีวิตประกาศตนเป็นผู้แทนพระอ้าหล่าได้อย่างเปิดเผย พอประกาศตนอย่างเปิดเผยขึ้นเท่านั้น ก็เกิดโกลาหลขึ้นในเมืองเมกกะอย่างเกรียวกราว เกิดโต้เถียงทะเลาะวิวาทกันใหญ่ด้วยเรื่องนี้ คณะผู้ปกครองเมืองเมกกะ ซึ่งปกครองเป็นคณาธิปไตยถึงกับต้องตระหนกตกใจและกลัวมาก เพราะเมื่อพระมะหะหมัด มาประกาศตนในครั้งนี้ มีบริวารซึ่งคอยสนับสนุนอยู่แล้วเป็นจำนวนมาก เกินกำลังของคณะผู้ปกครองจะหักหาญปราบลงได้ ... เป็นอันว่า การต่อสู้เพื่อสถาปนาศาสนาอิสลามขึ้นในโลกของพระมะหะหมัดได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างประจักษ์แจ้งเปิดเผย เป็นการต่อสู้ตามความหมายของคำว่า ต่อสู้ จริงๆ คือต่อสู้กันด้วยกำลังผู้คนพลรบซึ่งพร้อมที่จะโจนเข้าพิฆาตฟาดฟันกัน



คณะผู้ปกครองเมืองเมกกะ เริ่มแก้ปัญหานั้น ด้วยการขอประนีประนอมรอมชอมกัน แต่พระมะหะหมัดไม่ยอม คณะผู้ปกครองจึงหันเข้าใช้มาตรการ ตัดหางปล่อย คือไม่ติดต่อเกี่ยวข้องด้วยกับพลพรรคของพระมะหะหมัดไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลใดๆ ทั้งหมด วิธีนี้ก็ปรากฏว่าไม่ได้ผล เพราะยิ่งทำให้พลพรรคทั้งหลายเข้าเกาะพระมะหะหมัดเอาเป็นที่พึ่งแน่นเหนียวยิ่งขึ้น คณะผู้ปกครองจึงเริ่มใช้บทหนัก คือใช้กำลังอำนาจเข้าขับไล่ทุบตี อันหมายถึงสงครามกลางเมืองได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว บนวิถีทางแห่งการประดิษฐานศาสนาอิสลามของพระมะหะหมัด สงครามยกแรกนั้น ฝ่ายคณะผู้ปกครองเป็นฝ่ายมีชัย คือสามารถไล่ต้อนพระมะหะหมัดกับพลพรรคไปจนมุมอยู่ ณ ตำบลหนึ่งของเมืองเมกกะและปิดล้อมไว้ด้วยหมายจะให้อดตายกันทั้งโขยง การปิดล้อมกระทำอยู่หลายเดือนจนฝ่ายพระมะหะหมัดทนไม่ไหว จึงยอมเจรจาทำความตกลงกัน คือพระมะหะหมัดยอมรับว่า จะไม่สอนลัทธิศาสนาใหม่แก่ชาวเมืองเมกกะอีกต่อไป คณะผู้ปกครองจึงปล่อยให้เป็นอิสระดังเดิม



แต่แล้วไม่ช้าไม่นาน ..... คณะผู้ปกครองเมืองเมกกะก็ได้ข้อพิสูจน์เรื่อง เหนือฟ้ายังมีฟ้า คือพระมะหะหมัดท่านก็สอนลัทธิใหม่ของทานอีกต่อไป เพียงแต่ไม่สอนชาวเมกกะตามสัญญา ส่วนผู้คนทั้งหลายที่มาจากนอกเมืองเมกกะ เช่น พวกเบดูอินเป็นต้น ซึ่งไปๆ มาๆ กันอยู่คับคั่งมิได้ขาด ถือว่าอยู่นอกสัญญา ท่านก็สอนของท่านตามสบายจนเกิดมวลชนสนับสนุนท่านมากขึ้นทุกทีๆ และนอกจากนี้ ทางเมืองยาถริบยังลอบส่งคนมาติดต่อกับท่าน เพื่อจะร่วมมือกันปราบพวกเมกกะอีกด้วย เรื่องราวจึงบ่งชัดว่า คณะผู้ปกครองจะเฉยเมยละเลยต่อไปอีกไม่ได้อย่างแน่นอน ขืนปล่อยไว้อันตรายจะมาถึงพวกตนอย่างแน่นอน แผนสังหารจึงถูกกำหนดขึ้นทันที โดยคนร้ายมือดีลอบเข้าไปถึงห้องนอนของพระมะหะหมัดกลางดึก หมายจะเด็ดชีวิตชนิดไม่ให้มีเสียงร้องสักแอะเดียว แต่แล้ว ความผิดหวังก็เป็นของคณะผู้ปกครองเมกกะอีกตามเคย เพราะคนที่คิดการใหญ่ขนาดนั้น มีหรือที่จะประมาทเลินเล่อให้ตกเป็นเหยื่อสังหารของศัตรูได้ง่ายๆ อย่างนั้น ตามประวัติกล่าวว่า พระมะหะหมัดท่านรู้ตัวว่าจะต้องถูกตามล่าตามล้างเช่นนั้น จึงไปหลบซ่อนอยู่ที่อื่น มิได้นอนรอให้ศัตรูไปเชือดในห้องนอน เมื่อมือสังหารเข้าไปในห้องนอนของท่าน จึงพบแต่อาลี ซึ่งเป็นญาติลูกพี่ลูกน้องนอนแทนอยู่



จึงเป็นที่แน่นอนชัดเจนที่สุดแล้วว่า ..... พระมะหะหมัดจะขืนอยู่ที่เมกกะนั้นต่อไปอีกไม่ได้ จึงหลบหนีออกจากเมืองเมกกะมุ่งหน้าสู่เมืองยาถริบ ซึ่งกำลังรอคอยให้การสนับสนุนอยู่ โดยมีสาวกติดตามไปเพียงผู้เดียว คืออาบูเนกระ ซึ่งการหลบหนีนั้น เป็นไปด้วยความยากลำบากและเสี่ยงเป็นที่สุด แทบจะไม่เห็นทางรอดทีเดียว เพราะไม่ใช่การหลบหนีการตามล่าของเอกชน หรือ ขบวนการล่าสังหารย่อยๆ แต่เป็นการหลบหนีกองทัพล่าสังหารกันเลยทีเดียว ฉะนั้น โอกาสที่จะเล็ดลอดปลอดภัยไปได้นั้น จึงมีอยู่น้อยเต็มที จนกระทั้งสาวกเอกที่ติดตามไปนั้น ชักจะมืออ่อนเท้าอ่อนหมดกำลังใจ โดยบ่นออกมาว่า เราเพียงสองคนเท่านั้น จะต่อสู้อะไรกันได้กับคนเป็นก่ายเป็นกอง แต่พระมะหะหมัดท่านมิใช่คนที่จะสิ้นแรงใจง่ายๆ อย่างนั้น เพราะจิตสำนึกของท่านมั่นคงอยู่ตลอดเวลาว่า หลังของท่านพิงอยู่กับอุระของพระเจ้า จึงไม่ต้องหวั่นวิตกอะไรทั้งสิ้น ท่านจึงตอบปลอบใจสาวกเอกของท่านว่า .....

ไม่ใช่สองคน แต่ว่ามีสาม คือมี พระอ้าหล่า ทรงอยู่กับเราด้วย



ในที่สุด ..... พระมะหะหมัดกับอาบูเบกระสาวกเอกของท่าน ก็หลบหนีกองทัพล่าสังหารไปถึงเมืองยาถริบได้ด้วยความปลอดภัย สมดังที่ท่านมั่นใจว่ามีพระอ้าหล่าคอยช่วยอยู่ด้วยตลอดเวลา เมื่อไปถึงเมืองยาถริบแล้ว งานประกาศศาสนาตามอุดมการณ์ว่า มีแต่พระอ้าหล่าเท่านั้น ที่เป็นพระเจ้าแท้จริงแต่พระองค์เดียว ก็เริ่มต้นขึ้น และรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว เกิดพลังมวลชนห้อมล้อมท่านในลักษณะมอบกายถวายชีวิตมากขึ้นทุกที จนเกิดกระแสสั่นสะเทือนไปถึงเมืองเมกกะ ทำให้พวกเมกกะกังวลใจว่า ถ้าขืนปล่อยไว้จะเป็นภัยแก่พวกตนอย่างแน่นอน จึงจัดกองทัพยกมาปราบถึงเมืองยาถริบ ตามคำพังเพยไทยที่ว่า ตัดไฟเสียแต่หัวลม แต่พวกเมกกะก็ผิดหวังอีกตามเคย เสมือนกับว่า พระเจ้าของพวกเขาที่มีอยู่มากมายนั้น จะหมดน้ำยา หรือมัวเกี่ยงกันงั้นแหละ คือกองทัพเมกกะที่ยกมายังเมืองยาถริบนั้น มิได้มาเจอไฟหัวลมอย่างที่คาดหมาย แต่เจอไฟที่กำลังได้เชื้อมหึมามหาศาล เหลือแรงที่กองทัพเมกกะจะทำให้โซมลงได้ มิหนำซ้ำต้องเจอเปลวไฟไหม้กระเจิงถอยกลับเมกกะอย่างหมดท่าเสียอีกด้วย



ประวัติศาสตร์กล่าวว่า ..... ชัยชนะของเมืองยาถริบต่อเมืองเมกกะครั้งนี้ เป็นผลสำคัญยิ่งแก่การก่อตั้งศาสนาใหม่ของพระมะหะหมัด โดยท่านได้รับการยกย่องจากชาวเมืองยาถริบว่าเป็นวีรบุรุษผู้มีฝีมือล้ำเลิศในการสงครามทำให้ศาสนาใหม่ของท่านลงรากปักมั่นและสูงเด่นขึ้นได้เป็นจังหวะแรก ... จังหวะต่อไป พระมะหะหมัดเป็นฝ่ายกรีธาทัพลงมาปราบเมกกะบ้าง และประสพผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่ อันเป็นผลที่สำคัญต่อการเป็นศาสนาสำคัญของโลกศาสนาหนึ่งของศาสนาอิสลามในทุกวันนี้ นักประวัติศาสตร์ได้กล่าวความตอนนี้ไว้ว่า ... สงครามที่ทำกับเมืองเมกกะยังคงมีอยู่ต่อไปอย่างรุนแรง แต่ในที่สุดชาวเมืองเมกกะก็ต้องยอมแพ้ขอสงบศึก พระมะหะหมัดก็ได้รับความยินยอมจากชาวเมืองเมกกะให้กลับไปเมืองนั้นได้อย่างผู้มีชัยชนะ มีอำนาจอย่างสิทธิ์ขาด ผิดกันตรงกันข้ามกับเมื่อสองสามปีก่อนนี้ ที่ต้องหนีไปอย่างผู้กระทำผิดร้ายแรง ต่อแต่นี้ไปพระมะหะหมัดก็เริ่มปราบปรามประเทศอาหรับทั้งหมด ด้วยสงครามศาสนา เพื่อให้ประชาชนมาเข้ารีตอิสลาม... ได้จัดส่งกองทัพหนึ่งไปทางเหนือ และอีกกองทัพหนึ่งไปทางใต้ เพื่อไปประกาศศาสนา ถ้าใครไม่เชื่อก็ให้ฆ่าเสียในนามแห่งพระอ้าหล่า



ทั้งหมดที่กล่าวมา ..... โดยข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์นี้ ย่อมชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ศาสนาอิสลามนั้น เกิดขึ้นด้วยสงคราม และเจริญเติบโตด้วยสงคราม จึงมิใช่การกล่าวหาล่วงเกินแต่อย่างใด เมื่อมีการกล่าวว่า ..... ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาสงครามศาสนาหนึ่ง

ยิ่งกว่านั้น ..... ยังมีอะไรต่ออะไรอีกหลายประการในระบบความเป็นไปของศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นเรื่องของการเมืองโดยตรง เช่น พระมะหะหมัดผู้เป็นศาสดาของศาสนาอิสลามนั้น ทรงเถลิงอำนาจในฐานพระเจ้าจักรพรรดิพร้อมๆ กับที่ทรงเป็นพระศาสดา และ คำสอนที่พระองค์ทรงรับทอดลงมาจากพระเจ้าซึ่งรวบรวมขึ้นเป็น พระคัมภีร์อัลกุรุอ่าน นั้น หาได้เป็นแต่คำสอนทางศาสนาอันมีจุดสำคัญอยู่ที่ปรัชญาและจริยธรรมเท่านั้นไม่ หากแต่เป็นกฎหมาย ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์สำหรับใช้ในทางการเมืองการปกครองด้วย และเป็นกฎหมายที่เด็ดขาดตายตัว เพราะไม่มีใครจะบังอาจไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ แม้กระทั้งวันแห่งความคับแค้นขมขื่นอย่างที่สุดของพระมะหะหมัด คือวันที่พระองค์ต้องเสด็จหนีออกจากเมืองเมกกะนั้น ก็ได้พยายามประทับไว้เป็นอนุสรณ์สูงสุด ในชีวิตของศาสนาอิสลามอีกด้วย โดยศักราชอิสลามอันมีชื่อว่า ฮิจเราะห์ศักราชนั้น ถือเอาวันที่ พระมะหะหมัดหนี นี้เป็นวันเริ่มต้น ฮิจเราะห์ แปลว่า หนี



ด้วยเหตุนี้ ..... จึงไม่เป็นการแปลกประหลาดอะไร ที่จะปรากฏเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติว่า บ้านเมืองที่ใหญ่โตทั้งหลาย อันเป็นดินแดนที่มีศาสนาอื่นประดิษฐานรุ่งเรืองอยู่แล้ว จะถูกกองทัพศาสนาอิสลามบุกตะลุยเข้าไปปราบปรามล้มล้าง และสถาปนาตนเองขึ้นเป็นศาสนาประจำถิ่นแทนที่ ดังเช่นในประเทศอินเดียและอินโดนีเซีย เป็นต้น ซึ่งแน่นอน เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ เป็นเหตุการณ์ในอดีต แต่ใครเล่าจะกล้ารับรองได้ว่า จะไม่มีขึ้นอีกอย่างเด็ดขาดในอนาคต เหมือนเตโชธาตุยังมีอยู่ตราบใด ก็ย่อมจะไม่มีใครกล้ารับรองได้ว่า เรื่องไฟไหม้เป็นเรื่องที่จะมีขึ้นอีกไม่ได้ในอนาคตเช่นกัน

เรื่องราวเท่าที่กล่าวมา ..... ในตอนที่ว่าด้วยศาสนาอิสลามนี้ หากจะมีข้อใดที่กระทบกระเทือนใจของชาวมุสลิมแล้ว ขอกราบขมาโทษไว้ในที่นี้ด้วย เพราะมิได้มีเจตนาจะล่วงเกินแต่ประการใด หากแต่กล่าวไปตามที่ปรากฏในเอกสารทางวิชาการ ซึ่งเคยใช้ศึกษากันอยู่ในระดับอุดมศึกษา แม้แต่คำหนักๆ เช่นที่ว่า พระมะหะหมัดก็เริ่มปราบปรามประเทศอาหรับทั้งหมด ด้วยสงครามศาสนา และแม้แต่คำว่า กองทัพอิสลามก็ปรากฏอยู่ในเอกสารทางวิชาการนี้ ผู้เขียนมิได้เสกสรรปั้นแต่งขึ้นเองแต่ประการใด และ หวังว่าจะไม่ถูกเพ็งเล็ง ว่าเป็นการใช้เสรีภาพเกินเลยกับสิ่งที่ท่านเคารพบูชาแต่ประการใด




โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   19/02/2004 06:45 PM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 3  
     
 


สงครามศาสนา ..... ในความคิดเห็นก่อนๆ ได้ชี้ความจริงไว้แล้ว อย่างยืดยาวในเรื่องที่น่าฉงนว่า ทำไมศาสนาจึงกลายเป็นต้นเหตุสำคัญของสงคราม อันเป็นกิจกรรมล้างผลาญที่เหี้ยมโหดร้ายกาจที่สุดของมนุษย์ไปได้ ซึ่งความจริงที่นำมาชี้แจงไว้นั้น ... ก็สรุปได้ว่า ในโลกนี้มีศาสนาที่มีวิสัย ก้าวร้าว ฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น ศาสนาสงคราม ... ศาสนาที่มีวิสัยจะก่อสงครามได้ทุกเมื่อ โดยได้นำเอาเนื้อหาสาระ ในประวัติศาสตร์ของแต่ละศาสนามาตีแผ่ไว้

สำหรับเรื่องราวในหน้าบันทึกฯ ต่อไปนี้ ..... ขอให้เรามาดูกันถึงพฤติกรรมอันสุดแสนจะเหี้ยมโหดที่เรียกว่า สงคราม ... ซึ่งมีศาสนาเป็นเงื่อนไขสำคัญ ที่ก่อให้เกิดขึ้น จนเรียกว่า สงครามศาสนา ... ดูกันเพื่อให้เห็นเป็นอุทาหรณ์ว่า พฤติกรรมที่ศาสนาฝ่ายเทวนิยมก่อขึ้นนั้น เป็นสงครามจริงๆ ไม่ใช่สงครามที่สักแต่เรียกกันว่า สงครามแบบสงครามน้ำลายในรัฐสภาหรือในเว็บบอร์ดต่างๆ เท่านั้น แต่ทั้งนี้ ก็สมควรหมายเหตุไว้ด้วยว่า มิใช่การค้นคว้าแต่งตำราประวัติศาสตร์เรื่องสงครามศาสนา เพียงแต่ขออาศัยประวัติศาสตร์เป็นแว่นขยายส่องดูสงครามศาสนาให้เห็นกันอย่างชัดเจน โดยพ้นจากความสกปรกใดๆ ที่จะบิดเบือนคัดค้านได้เท่านั้น



โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/04/2004 12:55 PM  (203.107.203.43)
 

 
  หัวข้อ : 5  
     
 


สงครามครูเสด ..... ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มีรอยจารึกอันยิ่งใหญ่ที่พยายามลบเท่าไรก็ไม่เลือนหาย แห่งสงครามศาสนาอยู่รอยหนึ่ง มีชื่อชัดเจนว่า สงครามครูเสด หรือ สงครามไม้กางเขน โดยที่สงครามใหญ่ครั้งนี้มีไม้กางเขน อันเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ เป็นตรา คือนักรบจากแผ่นดินยุโรป ทั้ง นาย ไพร่ ที่จะบุกบั่นมารบกับพวกแขกในอาหรับนั้น มีตราไม้กางเขนติดที่หน้าอกเสื้อโดยทั่วไปทุกตัวคน ซึ่งตรานี้มีความสำคัญมากใครหลวมตัวคลั่งไคล้ไปติดตรานั้นเข้าแล้ว จะต้องมาร่วมรบโดยเด็ดขาด เปลี่ยนใจไม่ได้ ถ้าเปลี่ยนใจแล้ว จะต้องถูกขับออกให้เป็นคนนอกศาสนาทันที ซึ่งเท่ากับถูกลงโทษประหารทางศาสนานั่นเอง

ขอให้เรามาดูเรื่องราวของสงครามใหญ่ ..... ที่มีเครื่องหมายของศาสนาประกาศความเป็นสงครามศาสนาชัดๆ นี้ กันสักนิดนึง โดยอาศัยเอกสารที่เชื่อถือได้ คือประวัติศาสตร์สากลของ พลตรี หลวงวิจิตวาทการ และ ผลงานการศึกษาเรื่องสงครามครูเสดนี้ไว้โดยเฉพาะ ของ รองศาสตราจารย์ สาคร ช่วยประสิทธิ์ แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งศึกษาจากเอกสารต่างประเทศหลากหลายเป็นหลักฐานอ้างอิง



สงครามศาสนาที่ตีตราไม้กางเขนนี้ ..... เพียงดูระยะเวลาที่ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้คือ ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๖๓๙ ถึง ๑๘๑๓ เท่านั้น ก็ชวนให้เห็นถึงความเหี้ยมเกรียมในจิตใจคน ภายใต้เงาของศาสนาชนิดนั้นอยู่มิใช่น้อย จนแทบจะไม่น่าเชื่อว่าบทบาทนั้น เป็นบทบาทที่ซึ่งเรียกกันว่า ศาสนา ได้ก่อขึ้น เพราะเป็นการสงครามที่มีระยะเวลาข้ามศตวรรษกันเลยทีเดียว รบกันแล้วรบกันเล่าอยู่ได้ตั้งนมนานเกือบ ๒๐๐ ปี ซึ่งความจริงแล้ว ความรู้สึกเช่นนี้ มิใช่จะเกิดมีแก่เราและท่านทั้งหลาย ซึ่งอยู่ในฐานะคนวงนอกเท่านั้น แม้พวกฝรั่ง ซึ่งเป็นคนวงในของเขา และเป็นนักวิชาการทางประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลก เขาก็เคยรู้สึกกันมาแล้ว เช่นที่ รองศาสตราจารย์ สาคร ท่านได้อ้างไว้ คือ นักประวัติศาสตร์ฝรั่งชื่อว่า แอนเน เฟรแมนเติล (Anne Fremantle) ได้กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง ยุคศรัทธา (Age of Faith) หน้า ๕๓ ของเขาดังนี้ .....

จากสงครามทั้งหมดที่มนุษย์เคยรบ ..... ไม่มีครั้งใดที่ได้กระทำไปด้วยใจจดจ่อยิ่งไปกว่าสงครามที่มีศรัทธาเป็นที่ตั้ง และจากสงครามศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด ไม่มีครั้งใดที่จะมีการสูญเสียเลือดเนื้อและมีความยืดเยื้อมากไปกว่าสงครามครูเสดในยุคกลาง ครูเสดซึ่งได้มีอิทธิพลเหนือคนในยุคกลางเป็นเวลา ๒๐๐ ปี จากตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๑ จนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ ความศรัทธาอย่างแรงกล้าเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดขึ้น และจบสิ้นลงด้วยความเข้าใจที่แจ่มแจ้ง ประกอบทั้งความยุ่งยากนานัปการ ... แน่นอน นักประวัติศาสตร์ผู้นี้ เขียนเรื่องเกี่ยวกับศรัทธา ย่อมเน้นการมองสงครามหฤโหดในแง่ของศรัทธาเป็นหลัก แต่ศรัทธานั้น ในทัศนะที่ใสสะอาดของพระพุทธศาสนาเรียกว่า มิจฉาศรัทธา คือ ศรัทธาที่ผิด เพราะเป็นศรัทธาที่นำไปสู่การล้างผลาญกันอย่างน่าเอน็จอนาถเป็นที่สุด และที่เขากล่าวว่า จบสิ้นลงด้วยความเข้าใจที่แจ่มแจ้งนั้น จะเป็นความเข้าใจในฐานะของผู้สำนึกผิดหรือไม่ ก็ไม่อาจจะทราบได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ถือได้ว่า ถ้อยคำของเขาไม่กี่ประโยคนั้น ก็เป็นการยอมรับอย่างชัดเจนว่า สงครามที่บรรพบุรุษทางศาสนาของเขาสร้างขึ้นไว้เป็นตราบาปอันใหญ่หลวงในประวัติศาสตร์นี้ มีความเหี้ยมหฤโหดอย่างเหลือเชื่อจริงๆ



พิษสงของสงครามศาสนาตราไม้กางเขนที่ว่านี้ ..... ในประวัติศาสตร์สากลของท่าน พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ระบุไว้ว่า การไปรบนี้ ก็โดยความขอร้องของพระสังฆราชกรุงโรมชาวยุโรปได้เสียชีวิตไปในสงครามครูเสดราว ๗ ล้านคน โดยที่ไม่สามารถกำจัดหรือกวาดล้างพวกเตอร์กได้ จำนวนคนตั้ง ๗ ล้านคน ในสมัยที่โลกมนุษย์ยังไม่มีมนุษย์ล้นโลกเช่นทุกวันนี้ ย่อมถือได้ว่า มิใช่จำนวนเล็กน้อยเลย ยิ่งคิดกันให้ละเอียดไปถึงฝ่ายอาหรับด้วยแล้ว คงจะต้องเพิ่มจำนวนการสูญเสียแห่งมนุษยชาติเข้าไปอีกนับล้านเช่นกัน ... สงครามครูเสด ที่สังฆราชกรุงโรมเป็นผู้จุดชนวนขึ้นนั้น คงจะล้างผลาญผู้คนไปนับเป็นสิบกว่าล้านอย่างแน่นอน ... น่าสังเวช น่าสลดใจเพียงไร ก็ขอให้ลองคิดกันดู และเมื่อคิดแล้ว ก็อย่าหลับตาตัดบทเสียว่าเป็นเรื่องของอดีตที่ไม่ควรจะหวนคิด เพราะแท้จริงแล้ว มันเป็นเรื่องของวิญญาณทางศาสนาที่สืบทอดลงมาจนถึงทุกวันนี้ อันมีสัจจะที่บ่งชี้ ดังที่เราจะได้ดูกันต่อไป



สงครามศาสนาตราไม้กางเขนนี้ ..... มีเรื่องราวโดยสรุป
ซึ่งหลวงวิจิตรวาทการท่านได้กล่าวไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์สากลของท่าน ดังนี้

ครั้งที่ ๑ ตั้งแต่เมื่อพุทธศักราช ๑๖๓๕ ถึงพุทธศักราช ๑๖๔๒ เป็นครั้งที่ครึกครื้นที่สุด พระเจ้าแผ่นดินหลายพระองค์ได้ไปในครั้งนี้ และเป็นครั้งเดียวที่เอาชนะพวกเตอร์ก เปิดทางให้คริสต์ศาสนิกชนไปนมัสการที่ฝังศพพระเยซูได้สะดวก

ครั้งที่ ๒ ตั้งแต่พุทธศักราช ๑๖๙๐ ถึง พุทธศักราช ๑๖๙๒ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๗ ของฝรั่งเศส กับ พระเจ้าคอนราดที่ ๓ ของเยอรมัน ได้ไปในครั้งนี้ แต่ย่อยยับกลับมา

ครั้งที่ ๓ ตั้งแต่พุทธศักราช ๑๗๓๒ ถึง พุทธศักราช ๑๗๓๕ พระเจ้าเฟรเดริกที่ ๑ (เยอรมัน) ฟิลิปป์ออกุสต์ (ฝรั่งเศส) และริชาร์ด ไลออนอาร์ (อังกฤษ) ได้ไปในครั้งนี้ พากันแพ้กลับมา และพระเจ้าเฟรเดริกจมน้ำตาย

ครั้งที่ ๔ ตั้งแต่พุทธศักราช ๑๗๔๕ ถึง พุทธศักราช ๑๗๔๗ ไม่ได้ผลอะไรเลย และแทนที่กองทัพครูเสดจะไปรบพวกเตอร์ก กลับไปรบพวกคริสเตียนด้วยกันเอง

ครั้งที่ ๕ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๑๗๖๐ ถึง พุทธศักราช ๑๗๖๔ เซนเญอร์ของฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อ ยองเลอเบรียน กับพระเจ้าแผ่นดินฮังการี ไปรบพวกเตอร์กในประเทศอียิปต์ และไม่ได้ผลทางชัยชนะ

ครั้งที่ ๖ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๑๗๗๑ ถึง ปีพุทธศักราช ๑๗๗๒ พระเจ้าเฟรเดริกที่ ๒ (เยอรมัน) เป็นหัวหน้าไป แต่แทนที่จะไปรบ กลับไปทำไมตรีกับพวกอาหรับ ซึ่งมีผลดีกว่าไปรบ เพราะทำให้พวกอาหรับยอมให้พวกคริสเตียนเดินทางเข้าเมืองเยรูซาเลมได้อีก

ครั้งที่ ๗ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๑๗๙๑ ถึง พุทธศักราช ๑๗๙๒ และ

ครั้งที่ ๘ ในปีพุทธศักราช ๑๘๑๓ นั้น สงครามครูเสดได้ทำกันในประเทศอียิปต์ เพราะพวกหัวหน้าเตอร์กมีถิ่นสำคัญตั้งอยู่ที่นั่น และแซงต์หลุยส์ (ฝรั่งเศส) เป็นตัวตั้งในสงครามครูเสดทั้งสองครั้งนี้ จนแซงหลุยส์สิ้นพระชนม์เมื่อพุทธศักราช ๑๘๑๓ และ สงครามครูเสดก็สุดสิ้นลงในครั้งนี้



นอกจาก ..... หนังสือประวัติศาสตร์สากล ยังได้ให้ข้อสังเกตอันชวนให้เห็นถึง ความเหี้ยมโหดและบ้าคลั่งของสงครามศาสนาตราไม้กางเขนนี้ไว้ด้วย ... ยังมีเรื่องแปลกๆ เช่นในสงครามครูเสดครั้งที่ ๓ นั้น พระเจ้าริชาร์ด (อังกฤษ) แทนที่จะรบเตอร์กกลับไปทำไมตรีกับเตอร์ก กองทัพทั้งสองฝ่ายแทนที่จะรบกัน ก็กลับมีการเลี้ยงดูกันอย่างสนุกสนาน หัวหน้าเตอร์ก กับ ริชาร์ดเป็นมิตรกัน ถึงกับมีการส่งของขวัญให้กันเสมอ และริชาร์ดถึงกับดำริจะยกน้องสาวให้แก่หัวหน้าเตอร์ก ความทราบถึงพระสังฆราชก็ส่งคำขาดไปยังพระเจ้าริชาร์ดว่า ถ้าทรงทำเช่นนั้น จะถูกปัพพาชนียกรรม เรื่องจึงระงับไป

ประเด็นที่ท่านผู้เรียบเรียงประวัติศาสตร์สากลท่านเห็นว่าแปลกตามข้อความนี้ ..... คือถูกใช้ให้ไปรบแต่พระเจ้าริชาร์ดกลับไปทำไมตรีถึงขนาดออกพระโอษฐ์จะยกน้องสาวให้ข้าศึก แต่สำหรับผู้เขียนไม่เห็นแปลกในประเด็นนี้ เพราะวิถีทางที่พระเจ้าริชาร์ดทรงปฏิบัตินั้นเป็นวิถีทางที่ถูกต้อง และเป็นหลักนิยมอันสำคัญที่สุดในการสร้างสันติภาพให้แก่สังคมโลก ที่ใช้กันอยู่ในยุคปัจจุบัน คือการระงับข้อพิพาทด้วยการถ้อยทีถ้อยเจรจาเป็นไมตรีกัน ดีกว่าที่จะฆ่ากันให้วอดวายไป ถ้าพระเจ้าริชาร์ดได้รับการสนับสนุนให้ปฏิบัติการไปตามที่ทรงเห็นชอบเห็นควรนั้นแล้ว มนุษย์ตาดำๆ ก็จะรอดพ้นจากคมหอกคมดาบแห่งการรบราฆ่าฟันกันในสงครามครั้งนั้นมากมาย ทรัพย์สินเงินทองก็จะพ้นจากความวอดวายก่ายกอง และวัตถุประสงค์แห่งการยกกองทัพมา ก็บรรลุดังที่ติดป้ายไว้หน้าแกด้วย คือพวกคริสต์ในยุโรปสามารถจาริกแสวงบุญมายังตะวันออกกลางได้โดยปลอดภัย ฉะนั้นผู้เขียน จึงไม่แปลกประหลาดอะไรในพระราชดำริ และ หนทางปฏิบัติที่พระเจ้าริชาร์ดได้ทรงดำเนินไป



ประเด็นที่ผู้เขียนรู้สึกว่าแปลกประหลาดที่สุดก็คือ ..... สังฆราชคาทอลิกที่กรุงโรม บังคับขู่เข็ญให้พระเจ้าริชาร์ด ต้องจำเป็นจำพระทัยทำสงครามต่อไป จนในที่สุดไม่ได้อะไรกลับไปนอกจากความอัปยศในฐานะผู้แพ้สงคราม ... เพราะการบังคับขู่เข็ญให้คนต้องฆ่ากันเช่นนั้น เป็นวิสัยของพวกยักษ์พวกมารมากกว่า ที่จะเป็นวิสัยของนักศาสนาที่อวดอ้างตลอดเวลาว่า มากไปด้วยเมตตา ล้นเหลือไปด้วยความปรารถนาในสันติภาพ ... คนขนาดนั้น ยังประพฤติตนแบบ มือถือสาก ปากถือศีล อย่างนั้น เป็นข้อที่น่าแปลกประหลาดยิ่งนักว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปแล้วในประวัติศาสตร์ อันเป็นประวัติศาสตร์ที่บอกเชื้อบอกแถวของคนพวกนี้ ... ยิ่งกว่านั้น พฤติกรรมอันแสดงความเหี้ยมโหดในจิตใจอย่างไม่น่าเชื่อ ของสังฆราชกรุงโรมนี้ เมื่อนำไปพิจารณาเทียบเคียงกับแนวทางของศาสดาเองแล้ว จะเห็นว่าเป็นการสวนทางกันอย่างชัดเจนที่สุด คือ ศาสดาเยซูนั้น เดินไปในแนวทางรุกเงียบ ไม่ส่งเสริมให้คนอาฆาตพยาบาทรบราฆ่าฟันกัน จนกระทั่งสอนศาสนาคัดค้านลัทธิ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ของยิวจนเป็นอันตรายถึงชีวิตต่อตนเอง แต่สาวกใหญ่ต่อมาซึ่งอ้างว่าเป็นตัวแทนของศาสดาโดยตำแหน่ง กลับไปเดินในหนทางยิว คือล้างแค้นด้วยสงครามไม่ยอมมองเห็นความดีงามของไมตรีและสันติภาพ อันจะช่วยให้ได้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ โดยไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อของมนุษย์ตาดำๆ ... มันน่าแปลกประหลาดเพียงไร ก็ขอให้ผู้อ่านโปรดได้ใช้สติและปัญญาไตร่ตรองดู



อีกข้อหนึ่ง ..... ที่ท่านผู้เรียบเรียงประวัติศาสตร์สากลท่านสังเกตเห็นว่า เป็นเรื่องที่แปลก คือ ในการสงครามครูเสดครั้งที่ ๔ นั้น พระเจ้าแผ่นดินอังกฤษและฝรั่งเศสกำลังทำสงครามกันอยู่จึงมิได้ไปรบ พวกเจ้าครองนครทั้งหลายไปกันเอง และตกลงกันว่าจะไปตีพวกเตอร์ก ในประเทศอียิปต์ เพราะถิ่นชุมนุมสำคัญของพวกเตอร์กอยู่ที่นั่น เมื่อรบชนะทางอียิปต์แล้ว อำนาจของเตอร์กทางปาเลสไตน์กับทางซีเรียก็จะสิ้นไปด้วย พวกนี้ได้พากันไปถึงเมืองเวนิส การที่จะไปอียิปต์ก็ต้องมีเรือข้าม พวกครูเสดไม่มีเรือ จึงต้องว่าจ้างเรือของชาวเวนิสข้ามทะเล พวกเวนิสตกลง และ เรียกค่าจ้างคิดเป็นเงินไทยราวสี่แสนบาท ทั้งมีข้อสัญญาพิเศษว่า พวกครูเสดจะต้องยอมให้พวกเวนิสไปรบด้วย ปล้นได้เท่าไรต้องแบ่งกันคนละครึ่ง พวกครูเสดไม่มีเงินให้ พวกเวนิสจึงมีความคิดขึ้นใหม่ว่า เมืองซามา เป็นเมืองศาสนาคริสต์แท้ๆ เป็นคู่แข่งขันกับเวนิสอยู่ ถ้าพวกครูเสดไปตีเมืองซามา มาให้ได้แล้ว พวกเวนิสจะต่อเรือลำเลียงทหารให้ โดยไม่ต้องเรียกร้องราคาเลย พวกครูเสดตกลงทันที เลยไปรบเมืองซามา จนชนะและยกให้แก่เวนิส

ข้อที่ชวนให้เห็นว่า ..... แปลกตามที่ปรากฏในข้อความตอนนี้ ก็คือกองทัพที่ตีตราศาสนาและประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่า จะไปรบกับพวกต่างศาสนา เพื่อรับใช้พระเจ้าของตนแท้ๆ ไปๆ มาๆ กลับไปฆ่าฟันล้างผลาญพวกเดียวกันเองเสียฉิบ มันแสดงถึงความโลเลเหลวไหลอย่างน่าอดสูอย่างยิ่งทีเดียว แต่ก็มิใช่เพียงเท่านี้ ยังมีประเด็นที่น่าคิด ซึ่งคิดแล้วก็ชวนให้รู้สึกแปลกอยู่อักโข คือคราวนี้ พอพวกครูเสดจะเดินทางไปอียิปต์ ก็เผอิญมีเจ้ากรีกองค์หนึ่งทรงพระนามว่า อะเล็กซิส พระบิดาของเจ้าองค์นั้น เป็นเจ้าครองนครกรีกนครหนึ่ง ซึ่งถูกพวกโรมันทางกรุงคอนสแตนติโนเปิลมาถอดจากตำแหน่งเจ้ากรีกองค์นั้น ได้มาหาพวกครูเสดแล้วแจ้งว่า ถ้าพวกครูเสดไปรบเมืองคอนสแตนติโนเปิลให้แล้ว จะให้ค่าจ้างอย่างงาม และจะให้กำลังทหารไปรบอียิปต์ พวกครูเสดก็ยอมตกลง ความทราบถึงพระสังฆราชกรุงโรม ก็ทรงพยายามห้ามมิให้พวกครูเสดทำดังนั้น ถ้าขืนทำจะปัพพาชนียกรรม คือเป็นกิจของสงฆ์ทำในการขับไล่ออกจากหมู่ รวมทั้งชาวเวนิสด้วย แต่พวกนี้ก็ไม่เชื่อฟังกัน ไปตีคอนสแตนติโนเปิล ซึ่งเป็นเมืองคริสเตียนด้วยกัน ขนเอาทรัพย์สมบัติมาจนขนไม่ไหว เป็นครั้งที่ร่ำรวยที่สุด ถึงกับกล่าวกันว่า ตั้งแต่พวกครูเสดยอมสละชีวิตถวายพระเจ้ามา ไม่เคยมีคราวใดที่พระเจ้าตอบแทนงดงามเท่าครั้งนี้ … พวกครูเสดครั้งนี้ ไม่ปรากฏว่าไปตีพวกเตอร์กที่อียิปต์ตามความมุ่งหมายเดิม เมื่อได้สมบัติมากมายจากคอนสแตนติโนเปิลแล้ว ก็พากันกลับ



ข้อที่น่าแปลกตอนนี้ก็คือ ..... อำนาจของสังฆราชกรุงโรมนั้น มีความศักดิ์สิทธิ์แต่ตอนที่จะบังคับให้คนไปรบ บังคับให้คนที่เขาอยากจะเลิกรบให้จำใจต้องรบต่อไป เช่นกรณีของพระเจ้าริชาร์ดแห่งอังกฤษดังกล่าวมาแล้ว แต่ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อะไรแม้แต่น้อยนิด ในกรณีที่จะบังคับให้คนเลิกรบกัน อันนี้เป็นร่องรอยที่มีบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์อย่างชัดเจน ซึ่งคงจะเนื่องมาจากร่องรอยเช่นนี้นี่เอง ทุกวันนี้ จึงไม่มีปัญญาอะไร แม้แต่ที่จะห้ามปรามไม่ให้คนรบราฆ่าฟันกัน ถึงแม้ว่าคนเหล่านั้นจะถือพระเจ้าองค์เดียวกัน เป็นสาวกของศาสดาองค์เดียวกันก็ตาม ดังที่ปรากฏอยู่ในไอร์แลนด์เหนือ แต่ในกรณีที่จะวางแผนออกอุบายเข้าแย่งยึดอำนาจในประเทศต่างๆ จนเป็นผลให้ผู้คนต้องรบกันจนยากที่จะยุติได้ เช่นที่ปรากฏผลให้เห็นในประเทศต่างๆ เช่น ในนิคารากัว ในฟิลิปปินส์ บาทหลวงก็ออกโรงกันถึงขนาดเข้าร่วมมือกับคอมมิวนิสต์ยึดอำนาจรัฐ ทำให้รบกันมั่วไปหมด ... แต่ก็น่าแปลกนักหนา ที่สังฆราชกรุงโรมไปถึงไหนก็ตะโกนคำว่า สันติภาพ ถึงนั่น ทั้งๆ ที่ไม่เคยช่วยให้เกิดสันติภาพได้เลย แม้ในหมู่สาวกบริวารของตัวเองแท้ๆ



เท่าที่ได้อ้าง ..... เอาคำของนักประวัติศาสตร์ท่านมาชี้แจงให้เห็นอย่างยืดยาวนี้ ก็คงจะเพียงพอทีเดียวสำหรับการที่จะเข้าใจได้อย่างถูกต้องชัดเจนว่า สงครามศาสนาตราไม้กางเขนที่เรียกกันว่า สงครามครูเสด นั้น มีธาตุแท้ในชีวิตจิตใจเป็นอย่างไร เหี้ยมเกรียมและสกปรกโสมมเพียงไร ต่อไปใคร่จะขอเชิญชวนให้ดูถึงสาเหตุ อันเป็นเครื่องชี้ถึงเจตนาอันแท้จริงของสงครามที่ประทับตราศาสนาคริสต์นี้ต่อไป ซึ่งจะถือเอาบทวิเคราะห์ของ รองศาสตราจารย์ สาคร ช่วยประสิทธิ์ ในวารสารประวัติศาสตร์ของภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเป็นหลัก

สงครามศาสนาตราไม้กางเขนนี้ ..... เป็นที่รู้กันอยู่ในหมู่ผู้สนใจในเรื่องราวความเป็นมาของโลกว่า มันระเบิดตูมตามขึ้นมาจนกลายเป็นไฟมหากาฬเผาผลาญชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์อยู่เกือบ ๒๐๐ ปีนั้น ก็ด้วยวาทะอันกึกก้องกัมปนาท ของท่านผู้ไม่รู้จักตายในหน้าประวัติศาสตร์ ผู้ยืนผงาดอยู่กลางมหาอาณาจักรคาทอลิก ผู้นามว่า สัตปาปาเออร์บัน ที่ ๒ (ประวัติศาสตร์สากลของหลวงวิจิตรวาทการเรียกว่า สังฆราชอือร์แบง) ซึ่งแสดงเป็นสุนทรพจน์ปลุกระดม ณ ที่ประชุมเมือง แคลร์มอนท์ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๐๙๕

สุนทรพจน์สำคัญ ..... อันมีผลทำให้ผู้คนบ้าคลั่งจนฆ่ากันตายนับเป็นสิบล้านคนนี้ มีผู้บันทึกไว้ถึง ๔ สำนวน แต่นักประวัติศาสตร์ท่านบอกว่า เมื่อเทียบเคียงกันดูแล้ว ทั้ง ๔ สำนวนมีสาระสำคัญคล้ายคลึงกัน สำนวนที่นักประวัติศาสตร์ท่านแปลไว้ และขออนุญาตคัดลอกของท่านออกมาเพื่อให้รู้เห็นกันอย่างแพร่หลายยิ่งขึ้นนี้ เป็นสำนวนของ บอลเดอริก ... สุนทรพจน์อันลือชื่อนี้ เป็นที่ยกย่องกันว่ามีความแหลมคมยอดเยี่ยมยิ่งนัก เพราะสามารถเร้าใจคนให้วิ่งไปตายตามที่ผู้กล่าวมีความประสงค์ได้อย่างกว้างขวางใหญ่โต แต่สำหรับผู้ที่มีความเมตตาเป็นมโนธรรมอย่างมั่นคงแล้ว คงจะเห็นพ้องต้องกันว่า น่าจะเรียกว่าเป็น สุนทรพจน์มหาประลัย มากกว่า ทั้งนี้โดยพิจารณาถึงผลที่เกิดตามมาแห่งสุนทรพจน์นั้น คือ ผู้คนล้มตายกันเป็นสิบล้าน และก่อความหวาดหวั่นให้แก่หมู่มนุษย์อยู่เป็นระยะเวลาเกือบ ๒๐๐ ปี ทีเดียว



สุนทรพจน์มีดังนี้ ..... เราได้ยินแล้ว พี่น้องที่รักยิ่ง และท่านก็ได้ยินสิ่งที่เราไม่สามารถจะกล่าวซ้ำโดยปราศจากความเศร้าสลดอย่างสุดซึ้ง ด้วยความเจ็บปวดอย่างยิ่งและด้วยความทุกข์ทรมานอย่างสุดแสน ว่าพี่น้องคริสต์ของเรา สมาชิกของพระเยซูถูกโบยตีทรมาน กดขี่ และถูกทำให้บาดเจ็บอย่างไรบ้างในเมืองเยรูซาเลม ในแอนติออค และเมืองอื่นๆ ทางตะวันออก พี่น้องร่วมสายโลหิตของท่านเอง เพื่อนของท่าน สมัครพรรคพวกของท่าน เพราะท่านทั้งหลายล้วนเป็นบุตรของพระเยซูด้วยกัน และนับถือศาสนาเดียวกัน กำลังตกอยู่ภายใต้นายคนอื่นในบ้านที่เขาสืบมรดกด้วยตนเองมา หรือไม่ก็ถูกขับออกจากบ้านนั้นๆ หรือมิฉะนั้นก็ต้องเร่ร่อนมาเป็นขอทานในหมู่พวกเรานี้ หรือที่ร้ายที่สุดยิ่งกว่านั้นก็คือ เขาเหล่านั้นได้ถูกโบยตี ถูกจับไปขายเป็นทาส และขายทอดตลาดในดินแดนของเขานั่นเอง เลือดของคริสต์ซึ่งได้รับยกโทษบาปโดยโลหิตของพระเยซูได้หลั่งไหล และเนื้อของคริสต์ซึ่งเกี่ยวพันกับเนื้อพระเยซู ก็ได้ตกอยู่ภายใต้ความเสื่อมทรามในคุณค่าและความเป็นทาส อย่างจะหาคำพูดใดมากล่าวพรรณนามิได้ ทุกๆ แห่งในเมืองเหล่านั้นมีแต่ความเศร้า ทุกๆ แห่งมีแต่ความทุกข์ทนหม่นไหม้ ทุกๆ แห่งมีแต่เสียงร้องโหยหวน … ข้าพเจ้าต้องพูดพร้อมๆ กับถอนใจ … วัดซึ่งเคยมีพิธีทางศาสนาของพระเจ้าเฉลิมฉลองกันตั้งแต่ในยุคแรก มาบัดนี้ ต่อความเศร้าสลดของเรา ได้ถูกใช้เป็นคอกสัตว์สำหรับคนเหล่านี้ ผู้ศักดิ์สิทธิ์มิได้เป็นเจ้าเมืองเหล่านี้อีกต่อไป แต่พวกเตอร์กที่ต่ำช้าเลวร้ายเข้ายึดครองเหนือพี่น้องของเรา ... ปีเตอร์ ผู้ได้รับพรจากพระเจ้าได้เริ่มมาทำหน้าที่บิชอปที่แอนติออค และดูซิในวัดของท่าน ณ ที่ซึ่งพวกนอกศาสนาได้วางรากฐานความเชื่อของเขา และศาสนาคริสต์ซึ่งควรจะได้รุ่งเรืองต่อไป กลับถูกขับออกไปจากห้องวิหารที่อุทิศเพื่อพระเจ้า อาณาบริเวณซึ่งได้มอบให้เพื่อเป็นการสนับสนุนนักบุญทั้งหลายและเขตที่บรรดาขุนนางได้มอบให้เพื่อช่วยเหลือคนยากคนจน ก็กลับตกอยู่ใต้พวกทรราชที่ไม่ได้นับถือพระเจ้า ขณะเดียวกัน นายที่ร้ายกาจพวกนี้ ก็ได้ใช้ประโยชน์จากที่ทางทั้งมวลไป ตามความต้องการของเขา บรรพชิตของพระผู้เป็นเจ้าได้ถูกบดขยี้ลงกลายเป็นผงธุลี สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า ... น่าอับอายเกินกว่าจะกล่าวได้ … ทุกแห่งล้วนถูกใช้ไปในทางที่ผิด สิ่งใดที่ยังเป็นของคริสต์และยังหลบซ่อนอยู่ ณ ที่นั้น ก็จะถูกซอกซอนขุดคุ้ยออกมาพร้อมทั้งการทรมานอย่างที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน



เกี่ยวกับนครเยรูซาเลมที่ศักดิ์สิทธิ์ ..... พี่น้องทั้งหลาย เราไม่กล้าเอ่ยถึง เพราะความประหวั่นพรั่นกลัว และอับอายเกินกว่าจะเอ่ยปากได้ เมืองนี้ ในที่ซึ่งท่านทั้งหลายได้ซึมทราบอยู่แล้ว พระเยซูได้ทรงทนทุกข์ทรมานด้วยพระองค์เองเพื่อเราทั้งหลาย เพราะบาปของเราเรียกร้องเช่นนั้น เมืองนี้ได้ถูกลดความสำคัญลงมายังมือของคนนอกศาสนา และ ถูกดึงไปจากการรับใช้พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าได้แต่กล่าวพร้อมด้วยความอดสู ทั้งหมดนี้นับเป็นโทษานุโทษของพวกเราทั้งสิ้น ซึ่งก็ควรจะยอมรับโดยดี ใครที่กำลังรับใช้อยู่ในวิหารของพระแม่มารีผู้ศักดิ์สิทธิ์ในหุบเขาแห่งโจเซฟัด ในโบสถ์ซึ่งพระนางถูกบรรจุ ณ ที่นั้น แต่ทำไมเราจะผ่านโบสถ์โซโลมอน ไม่ใช่โบสถ์ของพระผู้เป็นเจ้า ในที่นี้ซึ่งพวกชาติป่าเถื่อนได้นำรูปเคารพที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งกฎของมนุษย์และพระเจ้ามาทำการเคารพบูชาไปเสีย เกี่ยวกับวิหารที่ฝังพระศพพระเยซูเล่า เราอยากจะเว้นไม่กล่าวถึง ในเมื่อท่านหลายคนได้เห็นมากับตาตนเองแล้วว่า มีการกระทำที่บัดสีอะไรเกิดขึ้นในนั้นบ้าง พวกเตอร์กได้ฉกฉวยเอาสิ่งของที่เป็นบรรณาการที่ท่านได้พากันนำไปถวายเป็นการกุศลกันมากมายไปเสียโดยพลการ และยังได้ดูถูกเยาะเย้ยศาสนาของท่านทั้งหลายอย่างหนัก และ บ่อยครั้งอีกด้วย และ ณ ที่นั้น … ข้าพเจ้าพูดในสิ่งที่ท่านก็รู้อยู่แล้ว … เป็นที่ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าทรงพักผ่อน ที่ซึ่งพระองค์ได้สิ้นพระชนม์เพื่อเรา ที่ซึ่งพระองค์ได้ถูกนำเข้าบรรจุ สถานที่ซึ่งมีค่ายิ่งควรจะเป็นที่ใฝ่หาและไม่มีที่ใดเสมอเหมือน ที่ซึ่งเป็นแหล่งพักบั้นปลายของพระองค์ ถึงแม้พระผู้เป็นเจ้าจะละเว้นไม่ได้แสดงปาฏิหาริย์ประจำปีก็ตาม เพราะในวันที่พระองค์ถูกตรึงกางเขน แสงสว่างในที่ฝังพระศพและรอบๆ วิหารนั้น ซึ่งได้ดับไปแล้ว กลับสว่างขึ้นมาอีกด้วยโองการของพระเป็นเจ้า ผู้ที่ไม่รู้สึกสะเทือนใจไปด้วยปาฏิหาริย์นี้ จะต้องมีจิตใจที่กระด้างเยี่ยงหิน เชื่อข้าพเจ้าเถิด ผู้นั้นจะต้องมีความเป็นอมนุษย์ไม่มีความรู้สึก มีดวงใจที่ไม่ยอมหันมาศรัทธา ในเมื่อได้เห็นพระเกียรติคุณของพระผู้เป็นเจ้าแสดงออกมาแล้วนี้ และถึงกระนั้นพวกนอกศาสนาเหล่านี้ ได้เห็นสิ่งเดียวกันกับที่พวกคริสต์เห็นและก็ยังไม่ได้หันเหมาจากทิศทางของเขา เขาเหล่านั้นแน่นอนมีความกลัว แต่ไม่ได้เปลี่ยนมาศรัทธาหรือแม้แต่ประหลาดใจ ก็เพราะจิตใจของเขามีความมืดมิดปกคลุมอยู่ ด้วยความทุกข์ใดๆ ที่เขาได้กระทำผิดต่อท่านผู้ซึ่งได้กลับมาแล้วและมาอยู่ ณ ที่นี้ ท่านก็ซึมทราบแก่ใจท่านดี ท่านผู้ซึ่งได้พลีเนื้อและเลือดของท่านเพื่อพระผู้เป็นเจ้า



สิ่งนี้ พี่น้องที่รัก ที่เราจะพูดต่อไป ..... ซึ่งเราอาจจะอ้างท่านเป็นพยานคำพูดของเราได้ ความทุกข์ยากของพี่น้องของเรา และความเสื่อมค่าแห่งสถานศักดิ์สิทธิ์ มีปรากฏมากกว่าที่เราจะพูดถึงแต่ละแห่งได้ เพราะเราต้องสลดใจไปพร้อมด้วยน้ำตา เสียงคร่ำครวญ เสียงถอนหายใจ และเสียงสะอื้น เราได้แต่ร้องไห้และโอดครวญ พี่น้องทั้งหลายทำนองเดียวกับท่านผู้เขียนคัมภีร์ของศาสนายิวในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจเรา เรามีแต่ความเศร้าหมองไร้ความสุข และในตัวพวกเรานี้ก็เป็นการแสดงว่า คำทำนายนั้นเป็นความจริง พระผู้เป็นเจ้า ชนชาติที่จะเข้ามารับช่วงมรดกท่าน วิหารศักดิ์สิทธิ์ท่านจะถูกทำให้สกปรก เขาจะปล่อยให้เยรูซาเลมกลายเป็นซากปรักหักพังซากศพของผู้รับใช้ของท่านจะถูกปล่อยให้เป็นอาหารของนกจากสวรรค์ และเนื้อของนักบุญของท่าน ก็กลายเป็นอาหารของสัตว์บนพื้นดิน เลือดของเขาทั้งหลายซึ่งได้หลั่งลงดุจสายน้ำทั่วเยรูซาเลม และจะไม่มีใครเหลืออยู่ที่จะเป็นผู้ฝังเขาเหล่านี้ ความเศร้ามีแก่พวกเราทุกคน พี่น้องทั้งหลายเราผู้ซึ่งได้กลายเป็นผู้รับผิดชอบต่อเพื่อนของเรา เป็นผู้ที่ถูกถากถางเยาะเย้ยแก่พวกเขาอนุญาตให้เราอย่างน้อยก็ได้เศร้าโศกไปพร้อมกับน้ำตา และมีความสงสารแก่พี่น้องของเรา เราผู้ซึ่งเป็นที่เยาะเย้ยของคนทั้งมวล และร้ายยิ่งกว่านั้น ให้เราได้แสดงความเศร้าสลดไปกับความเสื่อมค่าอย่างใหญ่หลวงของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนนี้ที่ซึ่งเราได้สงวนไว้ให้เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ ในที่ซึ่งแม้เพียงย่างก้าวเดียว ทั้งร่างกายและวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้าก็จะประทานเกียรติและพร ที่ซึ่งได้มีโอกาสปรากฏตัวที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระมารดาพระผู้เป็นเจ้า ที่ซึ่งเป็นที่ประชุมของเหล่าสาวกและได้รองรับเลือดที่ได้หลั่งไว้ของผู้พลีชีพเพื่อศาสนาทั้งหลาย ก้อนหินเหล่านั้นศักดิ์สิทธิ์เพียงใด ก้อนหินที่ได้สวมศีรษะของท่าน สตีเฟนผู้พลีชีพเพื่อศาสนาคนแรก น่าเป็นสุขเพียงใด จอห์น เดอะแบปติสต์ น้ำของแม่น้ำจอร์แดนซึ่งช่วยให้ท่านได้ล้างบาปของพระเยซู ลูกๆ ของอิสราเอล ผู้ซึ่งได้รับการนำออกจากอียิปต์ และผู้ที่เห็นท่านนำเขาข้ามทะเลแดง และเข้ามายึดดินแดนนี้ด้วยน้ำมือของเขา โดยมีพระเยซูเป็นหัวหน้าพวกเขา ขับไล่พวกเจบูไซท์ และคนอื่น ๆ ที่พำนักอยู่แถบนี้ออกไป และได้เข้าครอบครองเยรูซาเลมบนพื้นพิภพนี้ ซึ่งเป็นเสมือนภาพเหมือนของเยรูซาเลมบนสรวงสวรรค์



เรากำลังพูดอะไรกันอยู่? ..... ขอให้ฟังและรู้ไว้ ท่านผู้คาดเครื่องหมายอัศวินอยู่ผู้ซึ่งมีความหยิ่งผยองด้วยความทะนง ท่านโกรธเคืองพี่น้องของท่านเอง และเชือดเฉือนกันเป็นชิ้นๆ ทั้งนี้ไม่ใช่ลักษณะทหารของพระเยซูที่ถูกต้อง ซึ่งนับเป็นการแตกแยกหมู่ฝูงแกะของท่านผู้ไถ่บาป ศาสนาที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ธำรงความเป็นทหารไว้เพื่อศาสนาเอง เพื่อให้ปกปักรักษาคนของศาสนา แต่ท่านทั้งหลายทำให้ศาสนาตกต่ำเป็นที่เจ็บช้ำยิ่ง ขอให้เราสารภาพความจริงในฐานะที่เราควรจะทำหน้าที่ทูต เป็นความจริง ท่านไม่ได้ใช้ชีวิตตามที่ควร ท่านผู้กดขี่เด็ก ผู้ปล้นสะดมแม่หม้าย ท่านผู้มีความผิดฐานฆาตกร ลักขโมยสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ ปล้นสิทธิของผู้อื่น ท่านผู้ซึ่งคอยรับสิ่งตอบแทนจากเหล่าโจร โดยการหลั่งเลือดของคริสต์ เหมือนนกแร้งที่ได้ซากศพที่คละคลุ้ง เป็นความจริงที่ว่า นี่เป็นสิ่งที่เลวที่สุด เพราะเป็นสิ่งที่ห่างไกลพระผู้เป็นเจ้าอย่างยิ่ง ถ้าท่านปรารถนาจะระมัดระวังวิญญาณของท่านเอง ก็จงปลดเครื่องหมายอัศวินเหล่านี้เสีย หรือมิฉะนั้นก็จงเดินหน้าอย่างกล้าหาญในฐานะอัศวินของพระเยซู และรีบรุดไปอย่างรวดเร็วเท่าที่จะทำได้ เพื่อไปปกป้องศาสนาทางตะวันออก เพราะจากแหล่งนี้เองที่ความชื่นชมทั้งมวลของการไถ่บาปได้ปรากฏขึ้นมา ที่ซึ่งได้นำเอาคำสั่งสอนที่ศักดิ์สิทธิ์ของคัมภีร์มามอบให้ท่าน เราขอพูดอย่างนี้พี่น้องทั้งหลาย ท่านควรจะยั้งมือที่เป็นฆาตกรของท่านเสียจากการทำลายพี่น้องของท่านเอง และในนามของญาติที่นับถือศาสนาเดียวกัน ควรจะเข้าสู้กับพวกนอกศาสนานี้ด้วยตัวท่านเองภายใต้พระเยซูคริสต์หัวหน้าของเรา ขอให้ท่านต่อสู้เพื่อเยรูซาเลมของท่านในแนวรบของคริสต์ แนวรบซึ่งไม่มีใครจะเอาชนะได้ จะได้รับความสำเร็จเสียยิ่งกว่าลูกๆ ของเจคอป ที่ได้เคยต่อสู้มา และขอท่านจงกวัดแกว่งดาบและขับไล่เตอร์กเหล่านี้ออกไป เตอร์กซึ่งร้ายกาจยิ่งกว่าพวกเจบูไซท์ ซึ่งเคยอยู่ในแถบนี้ และขอให้ท่านคิดว่า เป็นความดีงามที่จะตายเพื่อพระเยซูในเมืองซึ่งพระองค์ได้สิ้นพระชนม์เพื่อเรา แต่ถ้าท่านต้องเสียชีวิตในการนี้ จงแน่ใจว่าได้ตายในระหว่างทางก็ได้ผลเท่ากัน ถ้าพระเยซูได้พบว่าท่านอยู่ในกองทหารของพระองค์ พระเจ้าจะทรงจ่ายค่าตอบแทนด้วยเงินจำนวนเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นในชั่วโมงแรกหรือชั่วโมงที่ ๑๑ ท่านควรจะมือสั่น พี่น้องทั้งหลาย ท่านควรจะสั่น เมื่อท่านเงื้อมือซึ่งเป็นเพฌชฆาตต่อพวกคริสต์ด้วยกัน แต่มันจะเลวร้ายน้อยกว่านั้น ถ้าท่านจะแกว่งดาบของท่านต่อพวกซาระเซ็น นี่เป็นสงครามครั้งเดียวที่ถูกต้อง เพราะเป็นการกุศลที่จะเสี่ยงชีวิตของท่านเพื่อพี่น้องของท่านเอง ท่านไม่ต้องกังวลในเรื่องของวันต่อๆ ไป จงรู้ว่าผู้ที่กลัว พระเจ้าไม่ต้องการอะไร และผู้ที่ช่วยทะนุถนอมพระองค์อย่างจริงจังก็เช่นกัน ทรัพย์สินของศัตรูก็เหมือนกันจะเป็นของท่าน ในเมื่อท่านอาจจะทำลายทรัพย์สมบัติของเขาและกลับมาพร้อมด้วยชัยชนะของท่าน หรืออาจจะทำให้เป็นสีแดงด้วยเลือดของท่านเอง ท่านจะได้มาซึ่งความรุ่งเรืองที่ยั่งยืนเพื่อแม่ทัพผู้นี้ ผู้ที่ท่านควรจะต่อสู้ให้ เพราะท่านผู้นี้ไม่มีอำนาจหรือทรัพย์สมบัติที่จะตอบแทนท่าน หนทางนั้นสั้น งานก็ไม่มากแต่อย่างไรก็ตาม จะตอบแทนท่านด้วยมงกุฎที่ไม่มีวันร่วงโรย เราขอพูดในนามของศาสนา จงคาดดาบเถิดท่าน ท่านผู้มีอำนาจ คาดดาบของท่าน พวกท่านทุกคนเราขอพูดดังนี้ และจงเป็นลูกที่กล้าหาญ เพราะเป็นการดีสำหรับท่านที่จะสิ้นชีวิตในสนามรบ แทนที่จะเพียงแต่นั่งมองเผ่าพันธุ์และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของท่านอยู่ด้วยความเศร้า อย่าให้ทรัพย์สินหรือเสน่ห์ของภรรยาท่านดึงดูดท่านไม่ให้ท่านไป หรืออย่าให้การสืบสวนเรื่องราวบางประการ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นต่อไปมาเป็นเรื่องขัดขวาง และดึงท่านไว้ให้คงอยู่ ณ ที่นี้



นี่คือสุนทรพจน์ ..... ที่หลั่งไหลออกมาจากปากของประมุขทางศาสนานิกายคาทอลิก ซึ่งถือกันว่าเป็นสุนทรพจน์ยุให้คนบ้าเลือดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติ ฟังดูแล้ว แทบไม่น่าเชื่อว่าผู้ที่ซ่อนร่างอยู่ในเครื่องครองอันประกาศตัวเป็นนักพรตจะหลั่งคำพูดที่แสดงเจตนามุ่งร้ายหมายล้างต่อเพื่อนร่วมโลกออกมาได้ถึงเพียงนี้ เพราะนั่นแสดงถึงวิญญาณอาฆาตแค้นอันไร้สติโดยสิ้นเชิง ซึ่งมโนธรรมในทางสันติที่จะช่วยยับยั้งหักห้าม ... แต่สำหรับนักปลุกระดมให้คนบ้าเลือดแล้ว สุนทรพจน์ของเออร์บันที่ ๒ นี้ก็ถือกันว่ายอดเยี่ยมที่สุด คือพอขาดคำก็มีผู้คนเป็นจำนวนนับพันขานรับด้วยเสียงโห่ร้องกึกก้องว่า เป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า และสมัครไปรบ ซึ่งก็เท่ากับสมัครไปเสี่ยงตายทันที ที่นับว่าเป็นจุดเด่นในประวัติศาสตร์ก็คือ บิชอป แห่ง พีย์ ลุกขึ้นมาจากที่นั่งตามตำแหน่งในที่ประชุม แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าบัลลังก์ของเออร์บัน ประกาศขออนุญาตไปรบ ... พฤติการณ์อันนี้ จะเป็นไปตามแผนตามโปรแกรมที่จัดวางกันไว้หรือไม่ ก็ไม่อาจจะทราบได้ สิ่งที่เราท่านทั้งหลายจะพึงทราบได้อย่างชัดเจนและใช้เป็นพยานยืนยันได้ก็คือ นักบวชของเขา สามารถจับดาบฟาดฟันประหัตประหารผู้คนได้ โดยไม่มีอะไรที่จะต้องสะทกสะท้านหวั่นเกรง ดังนั้นหากท่านผู้ใดจะนึกว่านักพรตคริสต์คู่เคียงเรียงหน้าได้กับนักพรตของพระพุทธศาสนาแล้ว ขอได้โปรดรู้ไว้เถอะว่า นั่นคือ ความโง่เขลาอย่างสาหัสสากรรจ์ของตนเอง เพราะนักพรตของพระพุทธศาสนานั้น อย่าว่าแต่จะจับดาบวิ่งลงไปในสนามรบเลย แม้สัตว์เดียรัจฉานประเภทมดแมลง พระพุทธองค์ก็ทรงบัญญัติสิกขาบทไว้เป็นข้อห้าม มิให้ฆ่ามิให้ประหาร แต่นักพรตของเขา สันตะปาปา ซึ่งประกาศว่าเป็นตัวแทนของพระเจ้าเอง ได้ออกปากยั่วยุผลักไสให้ออกไปฆ่าคน อย่างไม่ละอายแก่ใจแต่ประการใด และนักพรตของเขาก็โลดแล่นออกไปด้วยอาการอันลำพอง



สุนทรพจน์อันขึ้นชื่อลือชานี้ ..... นอกจากจะมีผลเป็นที่น่าชื่นชมในสายตาของนักปลุกระดมดังกล่าวแล้ว ในสายตาของนักค้ากำไร ก็มีผลอย่างสำคัญทันตาเห็นอีกด้วย คือที่ประชุมแห่งเมืองแคลร์มอนท์ได้ยื่นเหยื่อก้อนโต ที่ไม่ต้องซื้อต้องหามาจากไหนให้แก่บรรดานักรบผู้เมาน้ำลาย โดยประกาศยกโทษบาปทั้งมวลให้ เสร็จแล้วก็ประกาศตั้งกติกาพิสดารขึ้นไว้ว่า ทรัพย์สินทางโลกของผู้ที่จะไปร่วมสงครามให้อยู่ในการพิทักษ์รักษาของฝ่ายศาสนาในระหว่างที่เจ้าของจากไป ... ฟังดูแล้ว ก็ดูเสมือนว่า ทางฝ่ายศาสนานั้นเมตตากรุณาที่ช่วยรับภาระดูแลทรัพย์สมบัติของผู้ที่จะไปสงครามในดินแดนอันแสนไกล แต่ถ้าหูนั้นมีความฉลาดอยู่ในแก้วหูพอควรแล้ว ก็จะเข้าใจได้ด้วยการรู้เล่ห์รู้เหลี่ยมว่า บรรดาผู้ที่ไปสงครามมากมายก่ายกอง และ ฝากทรัพย์สินของตนไว้ให้ศาสนาช่วยดูแลให้นั้น มิใช่จะรอดตายกลับบ้านแล้วไปเอาทรัพย์ของตนคืนถ้วนทั่วทุกตัวคน จำนวนมากมายจะต้องไปเป็นผีเฝ้าสนามรบ และจำนวนไม่น้อย ที่ตกเรี่ยเสียร่างกลางทางหรือไม่ก็ปะเหมาะเข้า ลืมบ้านลืมช่องไม่ยอมกลับ ทรัพย์สินที่ฝากศาสนาไว้ของคนเหล่านี้ก็จะไม่ไปไหนเสีย กลายเป็นอ้อยเข้าปากช้างไปอย่างสบาย..สบาย ...!!





โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/


สงครามครูเสด ..... ๑ / ๒

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   5/04/2004 05:06 PM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 6  
     
 


เรื่องของเรื่องก็คือ ..... พอเริ่มสงครามครูเสด ฝ่ายศาสนาคาทอลิกก็มีกำไรอย่างงดงามทันที ... ก่อนที่จะล้วงลึกเข้าไปค้นหา สาเหตุแห่งสงครามมหาวินาศตราไม้กางเขน ตามที่ท่านผู้รอบรู้ทางประวัติศาสตร์ท่านวิเคราะห์ไว้ จะขอแสดงข้อสังเกตในเนื้อความแห่งสุนทรพจน์ของเออร์บัน ที่ ๒ เสียก่อน เพราะอ่านดูแล้วเห็นว่ามีอะไรๆ ที่น่าจะนำมาชำแหละกันดูอยู่ ๖ ประเด็นด้วยกัน

- ประเด็นที่ ๑ ….. เรื่องสุสานพระเยซู ซึ่งถ้อยคำในสุนทรพจน์นั้นกล่าวไว้ว่า ... เกี่ยวกับวิหารที่ฝังพระศพพระเยซู เราอยากจะเว้นไม่กล่าวถึง ในเมื่อท่านหลายคนได้เห็นมากับตาตนเองแล้วว่า มีการกระทำที่น่าบัดสีอะไรเกิดขึ้นในนั้นบ้าง ... และ ณ ที่นั่น เป็นที่ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าทรงพักผ่อน เป็นที่ซึ่งพระองค์ได้สิ้นพระชนม์เพื่อเราที่ซึ่งพระองค์ได้ถูกนำเข้าบรรจุ สถานที่ซึ่งมีค่ายิ่งควรจะเป็นที่ใฝ่หาและไม่มีที่ใดเสมอเหมือน ที่ซึ่งเป็นแหล่งพักบั้นปลายของพระองค์ ... ซึ่งข้อความที่พยายามพรรณนาไว้นี้ ฟังดูแล้วคล้ายกับว่า ณ ที่แห่งนั้น ในกรุงเยรูซาเลม หากจะขุดค้นเข้าไปแล้ว จะได้พบศพของพระเยซูถูกนำไปฝังไว้ แบบเดียวกับศพของมหาจักพรรดิ์ฟาร์โรแห่งอียิปต์ หรือศพแห่งจอมยุทธจิ๋นซีผู้สร้างกำแพงเมืองจีน อะไรทำนองนั้น … แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะในแง่ของตำนานปรัมปราที่พวกคริสต์เขาจารึกไว้ในคัมภีร์อย่างเป็นจริงเป็นจัง หรือในแง่ของประวัติศาสตร์โบราณคดี อันเป็นหลักวิชาที่ยอมรับนับถือกันอยู่ในปัจจุบัน ซากศพของพระเยซูหาได้มีอยู่ใน ณ ที่นั้นไม่ ดังหลักฐานที่มีบ่งชัดดังนี้



ในคัมภีร์พระคริสต์ธรรมใหม่ ..... ตอนมัดธาย ๒๗ - ๒๘ มีเรื่องราวที่กล่าวถึงศพพระเยซูไว้ ซึ่งสรุปได้ว่า ในตอนพลบๆ ของวันที่พระเยซู ถูกจับตรึงไม้กางเขนประหารนั้น มีศิษย์พระเยซูคนหนึ่งซึ่งเป็นเศรษฐีชื่อโยเซฟได้มาขอศพพระเยซูไปจากปีลาตผู้เป็นเจ้าเมือง ซึ่งปีลาตก็ให้ไป เมื่อได้ศพไปแล้ว โยเซฟก็นำไปเก็บไว้ในอุโมงค์ซึ่งเขาจัดทำขึ้นไว้เอง แล้วกลิ้งเอาหินก้อนใหญ่ปิดปากอุโมงค์ไว้ ... วันรุ่งขึ้น พวกปุโรหิตและพวกฟาริซายไปบอกเจ้าเมืองให้ปิดปากอุโมงค์ให้แน่นหนายิ่งขึ้น และให้จัดการระวังรักษาให้ดี เพราะพระเยซูเคยบอกว่า ตายไป ๓ วันแล้วจะฟื้นขึ้นใหม่ พวกนั้นเกรงจะมีสาวกมาลักเอาศพไป ... แล้วในวันหลังต่อมาก็ปรากฏว่า ศพพระเยซูอันตรธานไป อันเป็นการให้หลักฐานไว้เองว่า ศพพระเยซูไม่มีอยู่ในที่นั้นอย่างแน่นอน ส่วนว่าจะอันตรธานไปไหนนั้น ตำนาน และประวัติศาสตร์ ได้กล่าวไว้ในแนวทางของตน คือตำนานบอกว่า พระเยซูกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ กระทำปาฏิหาริย์ออกจากอุโมงค์นั้นไป ผู้ที่บอกเรื่องนี้ คือเทวทูตจากสรวงสวรรค์ ได้มาบันดาลให้เกิดแผ่นดินไหวทำให้หินปิดปากอุโมงค์เปิดออก เทวทูตขึ้นไปนั่งบนก้อนหิน แล้วก็บอกเรื่องนี้แก่หญิง ๒ คนที่มาเฝ้าปากอุโมงค์อยู่ด้วยศรัทธา คือ บอกให้หญิง ๒ คนไปดูที่ๆ เอาศพพระเยซูมาวางไว้ กับปรากฏแต่ความว่างเปล่า และบอกให้หญิงทั้ง ๒ ติดตามพระเยซูไปพบที่แคว้นกาลิลี ซึ่งในคัมภีร์เรียกว่า ฆาลิลาย โดยพระเยซูจะล่วงหน้าไปคอยพบอยู่ที่นั่น หญิง ๒ คนนั่น ก็รีบไปบอกพวกสาวก ปรากฏว่าไปพบพระเยซูพร้อมกับพวกสาวกทั้งหลาย ... ตำนานเขาว่าอย่างนี้ ซึ่งเป็นการให้หลักฐานว่า ไม่มีศพพระเยซูฝังอยู่ที่เยรูซาเลมแน่นอน



ส่วนประวัติศาสตร์ ..... ยืนยันด้วยหลักฐานทางโบราณวัตถุคือ ผ้าห่อศพแห่งตูริน กล่าวคือ ได้มีการนำเอาผ้าห่อศพพระเยซูมาพิสูจน์กันเมื่อ ปี ๑๙๖๙ นี้ โดยนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญทางอาชญาวิทยา ปรากฏว่า ผ้าห่อศพนั้นมีรอยเลือดเปื้อนอยู่ ๒๘ แห่ง ผ้าห่อศพนี้พิสูจน์ได้ว่ามีเกสรดอกไม้ติดอยู่ด้วย แสดงว่าเป็นผ้าที่โยเซฟศิษย์พระเยซูนำมาห่อร่างของพระเยซูตอนที่รับมาหลังจากที่ปลดลงจากไม้กางเขนแล้ว เมื่อร่างตอนนั้นยังปรากฏว่ามีเลือดไหลออกมาเปื้อนผ้า ก็ย่อมหมายถึงว่า พระเยซูยังไม่ตาย เมื่อพระเยซูยังไม่ตาย ก็ย่อมเป็นที่แน่นอนว่า ศิษย์ของท่านย่อมจะไม่เอาท่านใส่ไว้ในอุโมงค์เพื่อให้ท่านตายอยู่ในอุโมงค์นั้น แต่จะต้องออกอุบายเอาท่านออกจากอุโมงค์ และ ช่วยให้รอดปลอดภัยต่อไป ซึ่งก็รับกันเป็นอันดีกับเรื่องที่ว่าศพของพระเยซูอันตรธานไป และมีการเป่าข่าวในเชิงปาฏิหาริย์มหัศจรรย์ว่า ท่านกลับฟื้นคืนชีพ แล้วเสด็จหลีกลี้จากอุโมงค์นั้นไป ทั้งนี้ ก็เพื่อจะหลอกชาวเมือง ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีให้ประหารพระเยซู ให้มัวงุนงงกับปาฏิหาริย์จนไม่มีการติดตาม ... จุดสำคัญที่ช่วยให้โยเซฟช่วยพระเยซูให้หลบหนีไปได้โดยง่ายคือ ตัวเจ้าเมืองที่ชื่อ โปติอุส ปีลาต เองก็ไม่ต้องการจะฆ่าพระเยซู ถึงขนาดเอาน้ำล้างมือต่อหน้าฝูงชน แสดงถึงการที่เขาไม่ปรารถนาจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และในคัมภีร์ใหม่ตอน โยฮัน ๑๙ - ๑๒ ก็ได้กล่าวไว้ชัดว่า ตั้งแต่นั้นไป ปีลาตจึงหาโอกาสที่จะปล่อยพระองค์ แต่พวกยูดายร้องอึงว่า ถ้าท่านปล่อยคนนี้ ท่านก็ไม่ได้เป็นมิตรสหายกับกายะซา... แสดงว่า ผู้ที่ต้องการให้ประหารพระเยซูนั้น ก็คือคนยิวชาวเมืองส่วนมาก ดังนั้นการที่ปีลาตเจ้าเมืองจะคบคิดกับโยเซฟ ออกอุบายหลอกชาวเมือง เพื่อช่วยให้พระเยซูรอดปลอดภัย จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้โดยไม่ยากอะไร ... เป็นอันว่า ไม่มีศพพระเยซูฝังอยู่ที่เยรูซาเลมแน่นอน ดังนั้น การที่เออร์บันที่ ๒ ยกเอา วิหารที่ฝังศพพระเยซู ขึ้นมาปลุกระดมเรียกร้องชาวยุโรปให้มาตายในสงครามครูเสดนั้น จึงเป็นแต่การยกเอาอุโมงค์ที่เขาใช้เป็นที่แสดงกลลวงเพื่อหลอกประชาชนขึ้นมาอ้างเท่านั้นเอง ซึ่งถ้าคิดกันดีๆ แล้ว มันก็คือกลยุทธ์ หลอกต่อ นั่นแหละ



- ประเด็นที่ ๒ ….. เรื่องสิทธิครอบครองเหนือนครเยรูซาเลม เออร์บันที่ ๒ เน้นเรื่องนี้ไว้ว่า ... เกี่ยวกับนครเยรูซาเลมที่ศักดิ์สิทธิ์ พี่น้องทั้งหลายเราไม่กล้าเอ่ยถึงเพราะความประหวั่นพรั่นกลัว และอับอายเกินกว่าจะเอ่ยปากถึงเมืองนี้ ในที่ซึ่งท่านทั้งหลายได้ซึมทราบอยู่แล้ว พระเยซูได้ทรงทนทุกข์ทรมานด้วยพระองค์เองเพื่อเราทั้งหลาย เพราะบาปของเราเรียกร้องเช่นนั้น เมืองนี้ได้ลดความสำคัญลงมายังมือของคนนอกศาสนา และถูกดึงไปจากการได้รับใช้พระผู้เป็นเจ้า ... ประเด็นนี้นับว่าเป็นประเด็นหลัก อันเป็นจุดตายในคำปลุกระดมให้คนจำนวนมากมาสังเวยชีวิตในสงครามครูเสด เพราะมีพลังยั่วยุให้ผู้คนที่ได้ฟังเกิดความแค้นและกระหายในอันที่จะบุกบั่นมายึดคืนไป แต่สำหรับผู้ที่มีใจเป็นธรรม เคารพต่อความถูกต้องอันแท้จริงแล้ว มีปัญหาที่น่าวิเคราะห์เป็นอย่างยิ่งคือ พวกคริสต์ในยุโรปมีสิทธิอะไรที่จะเลือกการครอบครองดินแดนแห่งนี้? ... โดยเนื้อแท้แห่งประวัติศาสตร์ ดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนที่พวกยิวเข้าครอบครองอยู่ชั่วระยะเวลานานโดยผลแห่งการพาพวกกรรมกรทาสชาติยิวหลบหนีมาจากอียิปต์และบุกบั่นมายึดครองไว้ได้ของโมเสส แม้ว่าพระเยซูซึ่งพวกคริสต์ถือว่าเป็นศาสดาของตนนั้นจะเป็นยิว แต่พวกคริสต์ในยุโรปก็มิใช่พวกยิว และศาสนาคริสต์นั้น พวกยิวเขาก็ไม่รับรองว่าเป็นส่วนหนึ่งของเขา เป็นของเกิดใหม่โดยพวกผู้คนในยุโรป จึงขาดตอนกันไปแล้ว ด้วยเหตุนี้พวกคริสต์ในยุโรป จึงไม่เหตุผลอันชอบธรรมใดๆ ที่จะถือสิทธิครอบครองเหนือดินแดนเยรูซาเลม ... ยิ่งไปอ้างเอาว่า ดินแดนเยรูซาเลม เป็น ภาพเหมือนของเยรูซาเลมบนสรวงสวรรค์ ดังที่มีกล่าวไว้ในตอนต่อไปด้วยแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องตลกที่ชวนให้หัวเราะเยาะยิ่งขึ้น



เพราะข้ออ้างอันนี้ ..... เป็นข้ออ้างที่โมเสสใช้ตอนที่จะเข้าแย่งยึดจากเจ้าของท้องถิ่นดั้งเดิม คือโมเสสหาเหตุผลเข้ายึดครองในเมืองมนุษย์ไม่ได้ ไม่รู้จะทำท่าไร ก็เลยเล่นบทตลกหน้าตายอ้างสิทธิ์จากสรวงสวรรค์ไปโน่นเลย ... บอกว่าเป็นแผ่นดินสัญญาที่พระเจ้าจำลองดินแดนเยรูซาเลมในสรวงสวรรค์มาเตรีมไว้ให้ ซึ่งเหตุผลแบบเดียวกันนี้ เคยมีใช้อยู่ในพวกฮินดูเหมือนกัน คือเรื่องที่พระอินทร์ไปฉกฉวยอุ้มเอานางสาวสุชาดา ลูกสาวของจอมอสูรไปในวันพิธีสยุมพรนั่นแหละ พระอินทร์ตีหน้าตายอ้างว่านางสุชาดาเคยเป็นเมียของท่านมาในชาติก่อน ชาตินี้ท่านจึงมีสิทธิ์ที่จะอุ้มเอาไปดื้อๆ ใครจะทำไม เรียกว่าอ้างกรรมสิทธิ์ข้ามชาติข้ามภพกันเลย แบบเดียวกันเป๊ะกับที่โมเสสเอามาอ้าง ซึ่งเหตุผลที่นำมาอ้างแบบนี้ ถ้ามนุษย์ยอมรับแล้ว พวกขุนศาลตุลาการและเจ้าพนักงานกระบวนการยุติธรรมทั้งโลก คงจะพากันเป็นบ้าตายหมด เพราะจะต้องมีคนอ้างสิทธิ์บนสวรรค์และสิทธิ์ข้ามชาติข้ามภพนำคดีขึ้นไปฟ้องร้องกันจนชำระไม่ไหว และไม่รู้จะชำระอย่างไร เพราะคดีชนิดนี้จะต้องไปเชิญเทวดาลงมาเป็นพยาน หรือไปเชิญผู้คนในชาติก่อนๆ มาให้ปากคำ ซึ่งคงจะไม่มีขุนศาลตุลาการหรือเจ้าพนักงานประเทศไหนในโลกนี้ สามารถกระทำได้สักรายเดียว จะมีก็แต่พวกหากินทางทรงเจ้าเข้าผีเท่านั้นเอง ... ฟังดูแล้วจึงเป็นเรื่องที่น่าหัวเราะเยาะยิ่งนัก ที่มีการอ้างสิทธิ์ที่มนุษย์ไม่สามารถจะยอมรับได้ในความเป็นจริงแบบนี้ เพื่อที่จะยกกองทัพใหญ่ไปตีบ้านตีเมืองของคนอื่น โดยถือว่าบ้านนั้นเมืองนั้นเป็นของพวกตนมาก่อน พวกตนจะต้องมาเอาคืน ... เป็นอันว่า เออร์บัน ที่ ๒ ไม่มีเหตุผลใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลในเมืองดินหรือเมืองฟ้า ที่จะถือว่าดินแดนเยรูซาเลมเป็นของพวกตน ถ้าจะลองเปรียบเทียบดูก็ยิ่งจะเห็นชัด คือชาวพุทธซึ่งมีอยู่เป็นส่วนมากในประเทศไทย และคนไทยยึดถือกันมานับเป็นพันๆปีว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของตน และ โลกก็ยอมรับแล้วว่าประเทศไทยนี้ คือศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา จนกระทั่งพวกฝรั่งพากันมาศึกษาพระพุทธศาสนาในเมืองไทยมากขึ้นทุกที ถ้าสมมติว่าคนไทยชาวพุทธที่ยึดเอาพระพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดาของตน จะถือแหตุนั้นอ้างสิทธ์ว่า สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ และ ปรินิพพาน ของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นดินแดนอยู่ในประเทศเนปาลและอินเดีย เป็นของคนไทยชาวพุทธ แล้วก็พากันยกกองทัพไปยึดเอาดินแดนเหล่านั้น แบบนี้บ้างจะได้มั้ยเล่า …..



ถ้าชาวพุทธไทยอ้างไม่ได้ ..... ชาวคริสต์ฝรั่ง ซึ่งมีเออร์บัน ที่ ๒ เป็นหัวเรือใหญ่ ก็อ้างไม่ได้เช่นกัน แต่เขาก็ตีหน้าตายอ้างมาแล้ว จนผู้คนหลงเชื่อและพากันไปตายในสงครามครูเสดเสียมากมายมหาศาล น่าเศร้า น่าสลดใจเพียงไร ก็ขอให้ท่านผู้อ่านลองไตร่ตรองดู ... อย่างไรก็ตาม พฤติการณ์ของการอ้างสิทธิ์ได้พล่อยๆ นี้ เป็นสิ่งที่ผู้คนในประเทศอื่นศาสนาอื่นทั้งหลายจำต้องใส่ใจและระมัดระวัง เพราะพฤติการณ์อันนี้มันชี้ชัดถึงกำพืดของศาสนานี้ว่า จริยธรรมของเขานั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความโลภโมโทสัน มิได้ตั้งบนพื้นฐานแห่งความสัตย์ความจริงแต่อย่างใด เมื่อเขาต้องการจะเข้ายึดเข้าครองบ้านช่องดินแดนของใครแล้ว เขาสามารถจะอ้างสิทธิ์ได้เสมอ โดยไม่คำนึงถึงว่า ในความเป็นจริงนั้น มนุษย์จะพึงยอมรับได้หรือไม่

แม้เมืองไทยของเรานี้ก็เถอะ ..... เมื่อได้โอกาสที่เขาจะอ้างสิทธิ์ครอบครองว่าเป็นของเขาแล้ว เขาอาจจะบอกว่า แผ่นดินรูปร่างเหมือนขวานโบราณนี้ เป็นภาพจำลองแห่งแผ่นดินขวานทองบนสวรรค์ของพวกเขาก็ได้ ทำเป็นเล่นไป …!!

- ประเด็นที่ ๓ ….. เรื่อง ล้างบาปไถ่บาป ซึ่งเออร์บัน ที่ ๒ ได้พยายามใช้สำบัดสำนวนเล้าโลมโน้มเหนี่ยวใจคนให้รำลึกถึงพระเยซู เพื่อที่จะได้เกิดแรงจูงใจโลดแล่นไปทำสงครามได้อย่างลืมตัว โดยกล่าวว่า น่าเป็นสุขเพียงใด จอห์น เดอะ แบปติสต์ น้ำของแม่น้ำจอร์แดนซึ่งช่วยให้ท่านได้ล้างบาปของพระเยซู อันนี้เป็นหลักฐานแน่นอนว่า พระเยซูก็ล้างบาปเช่นเดียวกับมนุษย์ทั้งหลาย ที่พวกยิวพวกคริสต์เขาถือว่ามีบาปดั้งบาปเดิมสืบต่อมาจากปฐมบรรพบุรุษ เรื่องนี้ถ้าฟังเพียงผ่านๆ ไป ไม่คิดพิจารณาก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าคิดพิจารณาให้ดีแล้ว เกิดปัญหาทันที เป็นปัญหาที่เหลือปัญญาแก้เสียด้วย เพราะเป็นปัญหาขัดแย้งอยู่ในเนื้อหาสาระของเรื่องนั่นเอง ... ปัญหานั้นก็มีอยู่ว่า ทำไมพระเยซูจึงต้องล้างบาป ... เรื่องก็คือว่า การที่มนุษย์ต้องล้างบาปนั้น ก็เนื่องมาจากลัทธิของเขาถือว่ามนุษย์เรามีเชื้อบาปตั้งแต่บาปเดิมสืบต่อมาจากปฐมบรรพบุรุษที่ชื่ออาดัม นี่ประการหนึ่ง ... กับอีกประการหนึ่งนั้น มนุษย์แต่ละคนเกิดมาวันๆ ก็มักจะทำบาปทำกรรมกันอยู่เป็นประจำ จึงต้องมีการล้างบาป ... แต่พระเยซูนั้นไม่เกี่ยว เพราะเขาว่าพระเยซูไม่ใช่ลูกของมนุษย์ แต่เป็นลูกพระเจ้า เป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่มาอุบัติในหมู่มนุษย์ เพราะฉะนั้น พระเยซูจึงไม่มีเชื้อบาปต่อเนื่องมาจากอาดัมแต่ประการใด และ เมื่อเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว ทำอะไรก็ย่อมไม่เป็นบาปก็เมื่อพระเยซูไม่มีบาปแล้ว จะต้องมาล้างบาปทำไมกัน?



นี่แหละ ..... ลองพิจารณาดูเถอะ เนื้อหาสาระในประวัติของพระเยซูเองนั่นแหละ ขัดแย้งวุ่นวายไปหมด ... เรื่องของเรื่องก็ไม่ใช่อะไรอื่น แต่งประวัติแต่งคัมภีร์กันขึ้นมาโดยมุ่งแต่จะยกพระเยซูขึ้นเป็นพระเจ้าท่าเดียว จนกระทั่งลืมความจริงในประวัติว่าจะกลายเป็นหลักเป็นตอขัดขาเอาหกคะเมนเกนเก้ในภายหลัง ... ยิ่งเรื่องไถ่บาปยิ่งสนุกใหญ่ คือเขาเคารพเทิดทูนกันว่า ที่พระเยซูถูกจับตรึงไม้กางเขนประหารนั้น เป็นการุญธรรมอันล้ำเลิศต่อมวลมนุษย์ โดยพระองค์ยอมสละชีวิต ยอมทนทุกข์ทรมาน เพื่อมวลมนุษย์ผู้มีบาป เช่นที่เขากล่าวไว้ ซึ่งยกมาให้ดูแล้วคือ พระเยซูได้ทรงทนทุกข์ทรมานด้วยพระองค์เอง เพื่อเราทั้งหลาย เพราะบาปของเราเรียกร้องเช่นนั้น ... เรื่องนี้ ถ้าพระเยซูเป็นมนุษย์เหมือนมนุษย์ทั้งหลายดังเช่นที่รูปกายอันปรากฏของท่านแสดงอยู่แล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่นี่มิได้เป็นเช่นนั้น เขายึดมั่นกันอยู่ว่า แม้พระเยซูท่านจะมีรูปกายเป็นมนุษย์ แต่ท่านมิใช่มนุษย์ แท้จริงท่านเป็นพระเจ้า ดังที่ปรากฏในคัมภีร์คริสตธรรมใหม่ ตอน ฟิลิปปอย ๔ ข้อสุดท้ายว่า ...

ขอให้พระคุณแห่งพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้า
สถิตอยู่กับวิญญาณจิตต์ของท่านทั้งหลายเถิด อาเมน


เป็นอันไม่ต้องสงสัย คัมภีร์ของเขาบอกไว้ชัดๆ เลยว่า ..... พระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่ว่ากันไปประสาคนไม่รู้ หรือไปตีความกันเอาเอง ... แล้วทีนี้ พระเป็นเจ้าของเขานั้นก็มีเพียงองค์เดียว จะชื่อว่า เยซู หรือ เยโฮวา ก็พระเจ้าองค์เดียวนั่นแหละ ซึ่งแตกต่างกับพวกฮินดูซึ่งมีพระเจ้าหลากหลาย จนกระทั่งถึงคราวเคราะห์ร้าย พระเจ้าก็ยกทัพไปรบกันเอง อย่างใน เรื่องอนิรุทธ์คำฉันท์เป็นต้น ... แล้วไงล่ะ? ... อ๋อ ยุ่งน่ะซี พอพระเยซูเป็นพระเจ้าไปแล้ว เรื่องก็เลยยุ่งกันใหญ่ ... คือบาปที่จะต้องมีการไถ่ถอนกันนั้น เกิดขึ้นเพราะพระเจ้าท่านสาปไว้แก่มนุษย์ทั้งหลาย โดยเริ่มต้นที่อาดัมผู้เป็นปฐมบรรพบุรุษของมนุษย์ เหตุที่อาดัมขัดคำสั่งไปกินผลไม้ต้องห้ามเข้า ... สรุปว่า ที่ต้องมีการไถ่บาปก็เพราะกระเจ้าตราบาปไว้ให้ ... แล้วอยู่มา พระเจ้านั่นเองที่ปรากฏในร่างมนุษย์ชื่อว่า เยซู หรือ จีซัส ต้องมาทนทุกข์ทรมานถูกตรึงไม้กางเขน จนต้องร้องเสียงหลงเรียกหาพ่อแก้วแม่แก้ว เป็นการไถ่บาป สำนึกบาป ... ลองคิดดู พระเจ้าอุตริตราบาปขึ้นไว้ เพื่อตัวเองจะได้มาทนทุกข์ทรมานไถ่บาปภายหลัง มันยุ่งเพียงไร? ... ก็ดูเอาเถอะ ยิ่งเสียงร้องของพระเยซูตอนที่ถูกลากตัวขึ้นไปตรึงไม้กางเขน ยิ่งฟังแล้วเวียนหัวยิ่งขึ้น หากเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า ดังที่เขาเชื่อกัน คือพระเยซูร้องตะโกนต่อว่าพระเจ้า จนพวกสาวกได้ยิน และนำมาบันทึกไว้ในคัมภีร์แทบทุกคน ว่า เอลี เอลี ลามา ซะบัคทานี มัดธายได้ยินและบันทึกไว้อย่างนี้ ส่วนมาระโกได้ยินแตกต่างออกไปหน่อยแต่คำแปลภาษาไทยที่สาวกเขาแปลกันไว้เหมือนกัน คือ เอโลอี เอโลอี ลามา ซะบัคทานี เขาแปลเป็นไทยไว้ว่า ... พระเจ้าเจ้าข้าๆ เหตุไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพเจ้าเสีย



ข้อที่ชวนให้เวียนหัวชวนขบขันอีกนิดก็คือ ..... ก็เมื่อพระเยซูเป็นพระเจ้าอยู่เองแล้ว จะตะโกนเรียกพระเจ้าที่ไหนอีกเล่า? แต่เมื่อพระเยซูท่านตะโกนเรียกหาพระเจ้าอย่างนี้แล้ว ก็แสดงว่า พระเยซูเองนั้น ท่านก็ไม่เคยคิดดอกว่าท่านเป็นพระเจ้า ท่านเกิดมาเป็นพระเจ้าในตอนหลังที่พวกสาวกบริวารเสกสรรกันขึ้นเองต่างหาก เพราะถ้าท่านคิดว่าท่านเป็นพระเจ้าเองแล้ว ท่านคงไม่ตะโกนเรียกหาพระเจ้าช่วยอย่างนั้นดอก ท่านคงจะสำแดงฤทธิ์เหยียบกระหม่อมพวกที่ลากท่านขึ้นตรึงไม้กางเขนราบพนาสูรไปหมดอย่างแน่นอน เพราะอุตส่าห์เป็นพระเจ้าทั้งที ทำของง่ายๆ เท่านี้ไม่ได้ก็ขายหน้าเต็มทน ... นอกจากนี้ เสียงร้องต่อว่าพระเจ้า อันเป็นปัจฉิมวาจาของพระเยซูนั้น ยังบ่งชี้ด้วยว่า การที่ว่ากันว่า ท่านยอมทนทุกข์ทรมานให้เขาเอาตัวไปตรึงไม้กางเขน ก็เพื่อจะช่วยไถ่บาปให้มนุษย์ดังเช่นที่เออร์บัน ที่ ๒ นำมาปลุกระดมให้ผู้คนไปตายในสงครามครูเสด นั้นเป็นเรื่องที่ว่ากันไปเอง คิดกันไปเอง ด้วยแรงของศรัทธาจริตเท่านั้น พระเยซูเองท่านไม่ได้คิดอย่างนั้น ไม่ได้ตั้งใจอย่างนั้น เพราะเสียงตะโกนของทานมันบอกชัดอยู่ว่า ตอนนั้นจิตใจของท่านหวาดหวั่นพรั่นพรึงต่อมรณภัยจนตั้งสติไม่อยู่ ถ้าท่านตั้งใจจะอุทิศชีวิตและร่างกายของท่านไถ่บาปแก่มวลมนุษย์จริงแล้ว กุศลจิตจะสร้างสภาพจิตที่เงียบสงบ และยินดีในความตายให้แก่ท่าน จะไม่วอกแวกหวาดหวั่นจนเปล่งเสียงตะโกนต่อว่าพระเจ้าออกมาอย่างนั้น ... เรื่องนี้ นักจิตวิทยาผู้รอบรู้ จะช่วยเป็นพยานยืนยันได้ ... แต่ถ้าจะมีผู้ใดยังขืนจะยืนยันว่า พระเยซูมีความตั้งใจจะไถ่บาปให้มนุษย์อยู่อีกแล้ว ก็ยิ่งจะซ้ำร้ายหนักเข้าไปอีก เพราะการที่มีความตั้งใจจะยอมตายเพื่อไถ่บาปมนุษย์ แต่พอเอาจริงเข้ากลับร้องเสียงหลงเช่นนี้ แสดงว่าพระเยซูไม่ใช่ผู้ที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวมั่นคงจริง มีความน่าเคารพนับถือน้อยกว่าพันท้ายนรสิงห์ ซึ่งยอมเสียหัวเพื่อมิให้บ้านเมืองเสียวินัยเสียอีก



- ประเด็นที่ ๔ ….. เรื่อง เยซู หรือ โมเสส เป็นเรื่องที่ฟังแล้วออกจะสงสัย คือเออร์บัน ที่ ๒ ได้พร่ำพรรณนาปลุกระดมไว้ตอนหนึ่งว่า ลูกๆ ของอิสราเอลผู้ซึ่งได้รับการนำออกมาจากอียิปต์ และผู้ที่เห็นท่านนำพวกเขาข้ามทะเลแดง และเข้ามายึดดินแดนนี้ ด้วยน้ำมือของพวกเขาโดยมีพระเยซูเป็นหัวหน้า พวกเขาได้ขับไล่พวกเจบูไซท์ และคนอื่นๆ ที่พำนักอยู่แถบนี้ออกไป และได้เข้าครอบครองเยรูซาเลมบนพื้นพิภพนี้ ซึ่งเป็นเสมือนภาพเหมือนของเยรูซาเลมบนสรวงสวรรค์ ... เรื่องราวตามที่เออร์บัน ที่ ๒ ยกขึ้นมาอ้างถึงนี้ คนทั้งหลายทั่วไปรู้กันดีว่า เป็นเรื่องราวตอนที่โมเสสนำฝูงกรรมกรทาสชาวยิวในอียิปต์หนีข้ามทะเลแดง บุกบั่นขึ้นมาทางเหนือ โดยอ้างว่าจะพาไปอยู่เย็นป็นสุข ณ แผ่นดินสัญญา อันเป็นเรื่องราวที่มีชื่อเสียงเรื่องหนึ่ง เพราะนักสร้างภาพยนตร์เอามาสร้างขายไปทั่วโลกในชื่อว่า เทน คอมมานเมนต์หรือบัญญัติ ๑๐ ประการ จะเป็นเรื่องจริงตลอดทั้งเรื่องหรือไม่ก็ไม่อาจจะทราบได้ เป็นแต่ว่า ในประวัติศาสตร์มีระบุเค้าเรื่องอันนี้อยู่ แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ก็อยู่ในฐานะที่เป็นเรื่องเกิดขึ้นก่อนที่พระเยซูจะเกิดนับเป็นพันปี แต่แล้วก็ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใด เออร์บัน ที่ ๒ ฉวยเอามาถวายให้เป็นเกียรติศักดิ์อันยิ่งใหญ่ของพระเยซูไปเสีย คือบอกว่า โดยมีพระเยซูเป็นหัวหน้า ฉะนั้น จึงชวนให้สงสัยยิ่งนักว่า เป็นมาหรือเป็นไปอย่างไรกัน? ถ้าไม่มีการผิดพลาดทางเทคนิคใดๆ แล้ว ก็เป็นเรื่องที่ส่อนิสัยพิกลอยู่ ซึ่งเป็นนิสัยที่ออกจะน่าเกลียดเอาการ คือนิสัยชอบบิดเบือน ชอบชุบมือเปิบ เห็นอะไรของใครเขาดีๆ ก็ชอบประพฤติการเป็นคนหน้าทนหยิบฉวยเอาของเขาไปเป็นสมบัติของตนเสียดื้อๆ ... ทุกวันนี้ มีพฤติกรรมอันน่าอดสูที่พวกคาทอลิกชั้นนักวิชาการบางคนตั้งหน้าตั้งตาประกอบกันอยู่ในเมืองไทย คือพยายามโมเมตู่เอาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาไปเป็นของคริสต์ โดยกระทำกันอย่างเป็นหลักเป็นฐาน คือ อาศัยศักดิ์ศรีของมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของไทยกระทำวิจัยกันเลยทีเดียว ทั้งนี้ โดยกระทำตามคำสั่งนโบายสำคัญของวาติกัน ลองคิดดูแล้วก็ชวนให้เห็นว่าที่แท้ก็คือ การสืบนิสัยอันน่าบัดสีของบรรพชนของพวกเขานั่นเอง คือ นิสัยชอบบิดเบือน ชอบฉกฉวยชุบมือเปิบ เอากับของผู้อื่นจนเคยตัว



- ประเด็นที่ ๕ ….. เรื่องการสร้างบุญกุศลด้วยการฆ่าคนในสนามรบ เออร์บัน ที่ ๒ ได้ใช้สำนวนปลุกระดมอย่างเฉียบขาดไว้ในเรื่องนี้ว่า ท่านควรจะมือสั่น พี่น้องทั้งหลาย ท่านควรจะสั่น เมื่อท่านเงื้อมือซึ่งเป็นเพชฌฆาตต่อพวกคริสต์ด้วยกัน แต่มันจะเลวร้ายน้อยกว่านี้ ถ้าท่านจะแกว่งดาบของท่านต่อพวกซาระเซ็น นี่เป็นสงครามครั้งเดียวที่ถูกต้อง เพราะเป็นการบุญกุศลที่จะเสี่ยงชีวิตของท่านเพื่อพี่น้องของท่านเอง ... การที่จะพูดว่าสงครามครั้งใดถูกต้องหรือไม่ถูกต้องนั้น ถ้าชาวบ้านพูดกัน ก็พอจะพูดได้ เพราะอยู่ในวิสัยที่ควรพูด อย่างเช่นข้าศึกมาประชิดดินแดนไทยเรา ชาวบ้านทั้งหลายอย่างเราๆ ท่านๆ ก็อยู่ในวิสัยที่พูดได้ว่า เป็นความชอบธรรมที่คนไทยจะต้องออกไปทำสงครามป้องกันเขตแคว้นแดนดินของตน แต่ถ้าเป็นสมณะ เป็นนักบวชแล้ว ไม่อยู่ในวิสัยที่ควรจะพูด เพราะการศึกการสงครามนั้น ไม่ว่าจะรุกหรือรับ ก็คือการฆ่าคนให้ได้มากที่สุด โดยตนเองไม่ถูกฆ่านั่นเอง เมื่อพูดออกไปแล้ว คนเขาไปรบราฆ่าฟันกัน ความเศร้าหมองย่อมเกิดแก่สมณะวิสัยของตน อย่างไม่อาจจะหลบเลี่ยงได้ ฉะนั้น เมื่อฟังเออร์บัน ที่ ๒ เป็นนักพรต และไม่ใช่นักพรตกระจอกงอกง่อยเสียด้วย เป็นนักพรตระดับหัวแถว ซึ่งดำรงอยู่ในฐานะผู้แทนของพระเจ้าทีเดียว ทั้งๆ ที่สงครามครั้งนั้น เป็นสงครามรุกรานที่มุ่งมาแย่งยึดบ้านเมืองของผู้อื่นที่ตนไม่มีสิทธิ์ครอบครองเสียด้วย เออร์บั้นที่ ๒ ยังกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า มันเป็นสงครามที่ถูกต้อง เป็นสงครามที่จะก่อให้เกิดบุญกุศล ... ด้วยแนวทางสืบนิสัย สืบสันดานอันเดียวกันนี้ ถ้านักพรตใหญ่ๆ ของคาทอลิกในทุกวันนี้จะพูดว่า การทำสงครามแย่งยึดเมืองไทยไปเป็นอาณาจักรของพระเจ้า ที่เขาเรียกว่า ศาสนจักร ย่อมเป็นสงครามที่ถูกต้อง และเป็นบุญเป็นกุศลอันควรแกการที่จะกระทำ ก็อยู่ในวิสัยที่เขาจะพูดได้ ตามเยี่ยงที่บรรพชนเขาเคยพูดมาแล้ว

และเมื่อถึงโอกาสที่เขาพูดคำเช่นนี้ออกมาแล้ว อะไรเล่าที่จะเกิดขึ้นในเมืองไทย สายเลือดและหยาดน้ำตาของคนไทย คงจะต้องนองท่วมท้องช้างละกระมัง



ยังมีแง่ที่น่าคิดน่าพิจารณาอีกแง่หนึ่ง ..... ในคำปลุกระดมของเออร์บันที่ ๒ ตอนนี้ คือพวกซาระเซ็นที่เออร์บัน ที่ ๒ ยุยงให้พวกยุโรปยกทัพมาแกว่งดาบตัดคอนั้น ก็ล้วนแต่เป็นมนุษย์ทั้งสิ้น หาใช่ภูตผีปีศาจแต่อย่างใด ไม่ตามหลักสำคัญในศาสนาของเขานั้น มนุษย์ทุกรูปทุกนาม ล้วนแต่เป็นผลผลิตที่พระเจ้าสร้างมาทั้งสิ้น ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นพวกซาระเซ็น หรือ ซาระเปาในมุมโลกไหน ก็ล้วนแต่เป็นพี่เป็นน้องออกมาจากเบ้าพระเจ้าเบ้าเดียวกันนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ การที่เออร์บัน พยายามจะชี้ให้เห็นว่าพวกที่ถือคริสต์เท่านั้น ที่จัดว่าเป็นพี่น้องกัน พวกซาระเซ็น และพวกอื่นๆ ไม่ใช่ จึงเป็นการพูดที่ขัดกับหลักศาสนาของตัวเองชัดๆ ทีเดียว ... ที่เกิดขัดเกิดแย้งกับหลักศาสนาเช่นนี้ ก็มิใช่อะไรอื่น นอกไปจากความใจแคบของคนพวกนี้ คิดอยู่แต่จะข่มเหงรุกรานผู้อื่น ข่มเหงเขาได้ รุกรานเขาได้ ก็นิยมชมชื่นว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง เป็นบุญเป็นกุศล แต่ถ้าถูกคนอื่นเขาห้ำหั่นเอาบ้าง ก็อ้าปากร้องตะโกนไปทั่วพิภพว่า เป็นความผิด เป็นความเลวร้าย ... คิดไปแล้ว ก็เห็นแต่ร่องรอยที่น่าขยะแขยงและสังเวช ทำไมไม่หัดเป็นคนใจกว้างตามแนวทางของพระพุทธศาสนาบ้างเล่า ที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้นั้น อย่าว่าแต่มนุษย์ด้วยกันเลย แม้แต่สัตว์เดียรัจฉาน พระพุทธองค์ก็ทรงสอนให้เอาตัวเองเข้าไปเทียบเคียงดูว่า ตัวเราเองเกลียดกลัวการประหาร การทำร้ายฉันใด สัตว์อื่นก็ฉันนั้น จึงไม่ควรที่ใครจะประหาร จะทำร้ายใคร เมื่อรักเมื่อชอบคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ขอให้รับเอามโนธรรมแบบนี้ของพระพุทธศาสนาไปใส่ไว้ในใจของตนดีกว่า อย่าสักแต่มาบิดเบือนปลอมแปลงเอาตัวหนังสือในคัมภีร์พระไตรปิฎกไปใส่ไว้ในคัมภีร์ไบเบิลกันเลย เพราะยิ่งจะทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ตัวเองและวงการของตัวเองยิ่งขึ้น ไม่มีความดีความงามอะไรงอกเงยขึ้นได้หรอก



- ประเด็นที่ ๖ ….. เรื่องกองทัพ หรือ กองโจร คือมีถ้อยคำอยู่ท่อนหนึ่งในสุนทรพจน์ปลุกระดมของเออร์บัน ที่ ๒ ซึ่งฟังแล้วทำให้เอะใจและสงสัย ถ้อยคำท่อนนั้นมีอยู่ว่า ทรัพย์สินของศัตรูก็เหมือนกันจะเป็นของท่าน ในเมื่อท่านอาจจะทำลายทรัพย์สมบัติของเขาและกลับมาพร้อมด้วยชัยชนะ ... คนที่ได้ยินคำของเออร์บัน ที่ ๒ ท่อนนี้ในขณะนั้น ก็จะกระหยิ่มยิ้มย่องไปตามๆ กัน เพราะมองเห็นความร่ำรวยของตนนอนรออยู่ในสนามรบเบื้องหน้า โดยจอมบงการท่านออกปากเป็นคำมั่นสัญญาไว้แล้วว่า จะยกทรัพย์สินของศัตรูที่ยึดได้ทำลายได้ให้เป็นกรรมสิทธิ์ และศัตรูนั้น ท่านก็ระบุไว้แล้วว่า หมายถึงพวกซาระเซ็นทั้งปวง เพราะฉะนั้นทรัพย์สินของพวกซาระเซ็นทั้งหมดนั่นแหละ คือบำเหน็จความชอบในสงคราม เจอที่ไหน มีสิทธิ์จะยึดเอาได้ที่นั่น โดยไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใด จึงชวนให้สงสัยว่า กองทหารครูเสดนี้เป็นกองทัพหรือกองโจรกันแน่ ... คือการศึกการสงครามนั้น แม้มนุษย์จะยังค้นหาวิธีการอะไรมาล้มเลิกมันเสียให้หมดสิ้นไม่ได้ มนุษย์ก็พยายามที่จะจำกัดเขตมันไว้ จนกระทั่งเกิดมีกฎหมายระหว่างประเทศภาคสงครามวางระเบียบบทกฎเกณฑ์กันขึ้นไว้ และก็นิยามกันว่า ถ้ากองทหารใดกระทำการรบภายในขอบเขตแห่งระเบียบบทกฎเกณฑ์ ฆ่าฟันล้างผลาญกันแต่ในสนามรบที่มีแต่นักรบด้วยกัน ไม่ก่อความพินาศเดือดร้อนให้แก่ผู้คนพลเมืองทั่วๆ ไปแล้ว ก็ให้เกียรติกันว่าเป็นกองทัพ แต่ถ้าไปถึงไหนก็ฉกชิงปล้นสะดมดะไปแล้ว ก็จะถูกประณามหยามเหยียดว่าเป็นกองโจร ไม่ใช่กองทัพ ... เออร์บัน ที่ ๒ ออกปากยกทรัพย์สินของศัตรูให้เป็นกรรมสิทธิ์ของกำลังพลที่ไปรบเช่นนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คนที่ไปรบนั้นจะไม่ปล้นดะไป โดยถือว่าพวกที่ถูกปล้นนั้นคือศัตรู เมื่อเป็นเช่นนี้ กองทัพศาสนาที่ตีตราไม้กางเขนคราวนั้น น่าจะไม่ใช่กองทัพเสียแล้ว หากแต่เป็นกองโจรเสียมากกว่า … และน่าจะเป็นเพราะเหตุนี้นี่แหละ จึงปรากฏในประวัติของสงครามครูเสดว่า เมื่อเริ่มต้นยกทัพนั้น พวกชาวไร่ชาวนาออกนำเป็นกองหน้าทีเดียว คงจะด้วยหมายใจว่า จะลุยออกหน้าไปหาทรัพย์สมบัติของศัตรูก่อนผู้อื่น พอไปเจอกองทัพของพวกตะวันออกกลางเข้าที่เอเชียไมเนอร์จึงพ่ายแพ้ยับเยิน



ข้อวิเคราะห์ทั้งหมดในตอนนี้ ..... เป็นของผู้เขียนโดยส่วนเดียว ไม่เกี่ยวกับท่านนักประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒแต่ประการใด จะผิดจะถูกอย่างไร ผู้เขียนรับผิดชอบแต่ผู้เดียว ซึ่งขอบอกไว้เสียด้วยว่า ความรับผิดชอบนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งเสรีภาพทางวิชาการ ตามหลักที่ทบวงมหาวิทยาลัยท่านให้ไว้ จะเรียกว่าเป็นเสรีภาพแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ก็ได้ เพราะนักวิชาการของคริสต์ต้มยำทำแกงพระไตรปิฎกที่ผู้เขียนเคารพเทิดทูนได้ ผู้เขียนก็มีเสรีภาพที่จะชำแหละไบเบิลของคริสต์และผลงานของพวกคริสต์ได้เหมือนกัน

ในนามแห่งความเป็นธรรมของมนุษยชาติ ใครอย่าได้มาตอแยกับการปฏิบัติตามครรลองแห่งเสรีภาพทางวิชาการของผู้เขียนเข้าเป็นอันขาด เพราะชีวิตของผู้เขียนไม่มีคำอะไรเลยเมื่อเทียบกับความล้ำค่าแห่งพระพุทธศาสนา ซึ่งจะต้องเป็นสมบัติอันประเสริฐของชนชาติไทยไปชั่วนิรันดร์

เพื่อประโยชน์แก่ความรู้ ..... ที่อยู่ในร่องรอยแห่งวิชาการอันถูกต้อง จะขอนำเอาข้อวิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งสงครามครูเสดมาสรุปไว้ดังต่อไปนี้ ... ท่านนักวิชาการทางประวัติศาสตร์ท่านวิเคราะห์สาเหตุแห่งสงครามศาสนาตราไม้กางเขนไว้ ๓ ประการ
1. เหตุผลทางศาสนา
2. เหตุผลทางเศรษฐกิจ
3. เหตุผลเฉพาะหน้า

สาเหตุที่ ๑ …..
คือ เหตุผลทางศาสนา นั้น แยกออกไปอีกเป็น ๓ ประเด็นคือ

- ประเด็นที่ ๑ ….. การจาริกแสวงบุญ คือในศตวรรษที่ ๑๑ นั้น ผู้คนในยุโรปนิยมจาริกแสวงบุญมายังประเทศปาเลสไตน์ เพื่อใช้ความลำบากตรากตรำเป็นเครื่องชดใช้บาปของตน จึงเกิดความคิดที่จะมาช่วงชิงเอาดินแดนในประเทศปาเลสไตน์ ที่ถือกันว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์กลับไปเป็นของพวกตน

- ประเด็นที่ ๒ ….. การเสริมสร้างสามัคคี หมายถึงเจตนาที่จะใช้การทำสงครามศาสนาเป็นเครื่องหลอมรวมให้เกิดความสามัคคีในหมู่พวกคริสต์ด้วยกัน เพราะตอนนั้น พวกคริสต์ทางตะวันตกกำลังแตกคอกันถึงขนาดระหว่างสันตะปาปาเกรกอรี่ ที่ ๗ กับ จักรพรรดิโรมัน เฮนรีที่ ๔ แตกกันถึงขนาดมีการปลดเกรกอรี่ ที่ ๗ ออกจากตำแห่ง และกับพวกคริสต์ทางตะวันออก ก็แตกกันขั้นพื้นฐาน เพราะคริสต์ทางตะวันอกเป็นนิกายใหญ่ต่างหากอีกนิกายหนึ่ง ไม่ยอมขึ้นกับกรุงโรม เออร์บันที่ ๒ ต้องการจะลบล้างรอยแตกแยกของคริสต์ตะวันตก และต้องการจะดึงเอาพวกคริสต์ทางตะวันออกเข้าไปสามัคคีอยู่ใต้อำนาจของตน จึงก่อสางครามศาสนาขึ้น เพื่อใช้เป็นพันธะผูกมัดให้เกิดความกลมเกลียวกัน

- ประเด็นที่ ๓ ….. ความกระทบกระเทือนจากการรบของอัศวิน คือในยุโรปยุคนั้น พวกอัศวินทั้งหลายกำลังซู่ซ่าบ้าอำนาจกันเป็นการใหญ่ รบราฆ่าฟันกันเองอุตลุดไปหมด ทำให้เกิดภาพที่น่าอนาถใจคือ พี่น้องร่วมศาสนาฆ่ากันเอง เออร์บัน ที่ ๒ ผู้หลักแหลม จึงคิดแก้ปัญหานี้ โดยผลักหลังให้ไปรบกับคนอื่นเสีย พวกบ้ารบจะได้ไม่รบกันเอง ซึ่งเรื่องนี้มีข้อความระบุชัดเจนอยู่ในสุนทรพจน์ของเออร์บัน ที่ ๒ นั้นแล้ว

สาเหตุที่ ๒ …..
คือเหตุผลทางเศรษฐกิจ ซึ่งเรื่องนี้นักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ไว้ว่า ตอนนั้นเกิดความตกต่ำยากจนขึ้นในหมู่ขุนนางและผู้คนที่เคยมั่งคั่ง เคยมีมาก่อน เนื่องมาจากที่ดินที่เคยให้มรรคผลสมบูรณ์เกิดให้ผลตกต่ำ และการแสวงหาที่ดินครอบครองของพวกลูกขุนนางทั้งหลายชักจะยากลำบากขึ้น เพราะในขณะที่คนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั้น แผ่นดินคงที่ไม่งอกขึ้นตามคน จนกระทั่งเกิดผู้ดีตกยาก ตระกูลขุนนางเก่าๆ มีหนี้สินรุงรัง ฉะนั้นจึงเกิดมีการสนับสนุนให้ยกทัพไปทำสงครามศาสนาในตะวันออกกลาง เพื่อที่จะได้ฉวยโอกาสไปแสวงหาความร่ำรวยกันในตะวันออกกลาง เพราะเชื่อกันว่าเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยสมบัติมหาศาล ดังเช่นที่มีนิยายเล่ากันถึงสมบัติของจักรพรรดิโซโลมอนเป็นต้น ... สรุปสาเหตุข้อนี้ก็คือ ตั้งใจมาทำสงครามเพื่อจะมาหาความร่ำรวย หรือ สงครามแก้จน อะไรทำนองนั้น ...



สาเหตุประการที่ ๓ …..
คือเหตุผลเฉพาะหน้า แยกออกเป็น ๒ ประเด็น คือ

- ประเด็นที่ ๑ ….. เป็นเรื่องที่พวกคริสต์ทางตะวันออกต้องการจะแก้แค้นและกำจัดพวกเตอร์กซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม กล่าวคือ พวกกรีกซึ่งถือศาสนาคริสต์นิกายกรีกออร์ธอดอกซ์และเคยมีอำนาจยิ่งใหญ่ในนามแห่งอาณาจักรไบแซนทีน ได้ถูกพวก เซลจุก เตอร์ก รุกรานรังควาญจนต้องถอยร่นยับเยินตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๑ พอถึงปลายศตวรรษพวกเซลจุก เตอร์ก อ่อนแอลงเนื่องจากต้องสูญเสียผู้นำที่เข้มแข็ง พวกกรีกจึงเห็นเป็นโอกาสที่จะแก้มือพวกเตอร์ก แต่ลำพังตนเองเห็นว่าไม่สามารถจะแก้มือให้เต็มที่ได้ จึงขอความช่วยเหลือไปที่เออร์บัน ที่ ๒ และเออร์บัน ที่ ๒ ก็มองเห็นแต้มต่อที่จะฉวยโอกาสนั้นรวบเอาพวกคริสต์ตะวันออกเข้าไปไว้ใต้อำนาจของตน

- ประเด็นที่ ๒ ….. เป็นเรื่องที่พวกคริสต์ทางตะวันตกคิดจะรุกไล่ปราบปรามพวกอิสลามให้เห็นฝีมือเสียบ้าง กล่าวคือพวกอิสลามเคยยกกองทัพรุกรานรังควาญเข้าไปถึงใจกลางยุโรป พอถึงระยะปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๑ พวกอิสลามก็ถูกพวกคริสต์ในยุโรปต่อยตีขับไล่จนแตกกระจัดกระจายเสื่อมอำนาจลง พวกคริสต์จึงได้ใจหมายจะยกทัพมาเหยียบถิ่นอิสลามเสียบ้าง ... ทั้งหมดนี้เป็นข้อสรุปสาเหตุแห่งสงครามศาสนาตราไม้กางเขนจากบทวิเคราะห์ที่นักวิชาการทางประวัติศาสตร์ท่านให้ไว้ ... ในฐานะชาวบ้านไทยชาวพุทธคนหนึ่ง พิจารณาสาเหตุที่นักวิชาการท่านวิเคราะห์ไว้นี้แล้ว ก็ไม่พ้นที่จะเกิดความสังเวชสลดใจ เพราะทุกสาเหตุเป็นเรื่องของการแสวงหาประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจเข้าตัวทั้งสิ้น หาใช่เพื่อประโยชน์แก่การธำรงรักษาไว้ซึ่งหลักศีลธรรม อันเป็นแหล่งปลูกฝังความดีงามแก่มนุษยชาติตามสมควรแก่การเป็นศาสนาแต่อย่างใดไม่ ฉะนั้นจึงขมวดลงได้ว่า ... สงครามครูเสด คือ สงครามที่เอาศาสนาบังหน้าเพื่อหาประโยชน์เข้าตัว ... ทุกวันนี้ ทางวาติกันกำลังดิ้นรนจนวิ่งพล่านไปทั่วโลก เพื่อแสวงหาประโยชน์และรักษาประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของตน แม้ว่าในยุคนี้เขาจะไม่มีปัญญาเพียงพอที่จะยุให้ประเทศต่างๆ ในยุโรปยกกองทัพมาทำสงครามครูเสดได้เหมือนบรรพชนของเขาในยุคโบราณ ก็ไม่พึงวางใจว่า ... ไม่มีปัญญาที่จะทำอะไรใครได้อีกต่อไป เพราะว่าแม้เขาจะไม่อยู่ในวิสัยที่จะทำสงครามใหญ่แบบครูเสดได้ เขาก็สามารถทำสงครามย่อยได้และทำอยู่เสมอ โดยใช้วิถีทางเศรษฐกิจและการเมืองเป็นพาหะเข้ายึดอำนาจรัฐไว้ในกำมือ จนประเทศพุทธศาสนาบางประเทศอยู่ในเงื้อมมือเขา ทำให้ชาวพุทธซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ต้องกินน้ำใต้ศอก และ ยกมือขึ้นวันทาไหว้วอนเขาให้ผ่อนปรนการข่มเหงรังแกลงบ้าง ดังเช่นที่กำลังเป็นอยู่ในประเทศเกาหลีใต้อยู่ทุกวันนี้ ....





โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/


สงครามครูเสด ..... ๒ / ๒

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   5/04/2004 08:54 PM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 7  
     
  สงครามศาสนา ที่หลานได้นำข้อมูลมานำเสนอไว้
น่าสนใจ และ ที่น่าสนใจที่สุด คือคนรู้จักศาสนาหรือไม่

คนที่สวมแว่นสีเขียวแล้วหลงฟางแห้งว่าเป็นหญ้าอ่อนก็รังแต่หลงทางหลงชีวิต และหลงศาสนา//อดีต ที่มีการฆ่าทำลายล้างกันทางศาสนาเป็นเรื่องธรรมดาของตาบอดคลำช้าง// เราต้องช่วยตัวเองถอดแว่นสี และ หรือหายาหยอดตาให้หายจากความบอดเห็นช้างทั้งตัว//ศาสนาเป็นเรื่องขีวิต จิตใจ การทำสงครามที่แท้จริงควรที่จะรบกับความไม่รู้ ความบอด/ แว่นมีสี/ รู้เห็นสิ่งต่างๆตามที่เป็นจริงได้เมือเรารู้เห็นสิ่งต่างๆตามที่เป็นจริงหลังจากถอดแว่นสีแล้ว//ศัตรูที่แท้จริงและน่ากลัวที่สุดของมนุษย์ คือ ความไม่รู้ของมนุษย์เอง มนุษย์เลยทำร้ายตัวเอง ความรู้สึกของตัวเอง แล้วจึงทำร้ายคนรอบข้าง///รบให้ชนะตัวเอง ชนะความไม่รู้ของตัวเอง เป็นสงครามที่สำคัญที่สุด//
 
     
    By: ลุงมารุต  Mail to ลุงมารุต   6/04/2004 02:16 PM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 8  
     
  คนเอาศาสนาไปใช้หาผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ได้แปลว่าศาสนานั้นไม่ดี แต่แปลว่าคนที่ทำนั้นไม่ดีต่างหากครับ

ขอแก้ประเด็นที่ ๓ นะครับ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับศาสนาคริสต์

พระเยซูรับการล้างบาป (จุ่มตัวในน้ำ) เป็นสัญลักษณ์ว่าพระองค์จะเป็นลูกแกะที่จะถูกบูชายัญเพื่อไถ่บาปให้กับโลก สมัยก่อนก่อนการบูชายัญ สัตว์จะถูกนำไปล้างก่อน นี่ก็เหมือนกันครับ

สำหรับชาวคริสต์แล้ว สิ่งที่พระองค์ทำเตือนให้เรารู้ว่า แม้พระองค์ผู้ไม่มีบาปยังต้องทำการล้างบาปเลย แล้วเราละ

ส่วนเรื่องการตะโกน Eli Eli ผมได้เขียนไว้อีกกระทู้นึงแล้วครับ แต่ขอย่อให้ฟังว่า เป็นการทำตามที่พยากรณ์ไว้ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเก่า ไม่ได้เป็นการร้องต่อว่าพระเจ้าหรืออะไรอย่างที่บางท่านเข้าใจ

 
     
    By: P     7/04/2004 05:06 AM  (169.237.108.20)
 

 
  หัวข้อ : 9  
     
  ... คือบาปที่จะต้องมีการไถ่ถอนกันนั้น เกิดขึ้นเพราะพระเจ้าท่านสาปไว้แก่มนุษย์ทั้งหลาย โดยเริ่มต้นที่อาดัมผู้เป็นปฐมบรรพบุรุษของมนุษย์ เหตุที่อาดัมขัดคำสั่งไปกินผลไม้ต้องห้ามเข้า ... สรุปว่า ที่ต้องมีการไถ่บาปก็เพราะกระเจ้าตราบาปไว้ให้ ... แล้วอยู่มา พระเจ้านั่นเองที่ปรากฏในร่างมนุษย์ชื่อว่า เยซู หรือ จีซัส ต้องมาทนทุกข์ทรมานถูกตรึงไม้กางเขน จนต้องร้องเสียงหลงเรียกหาพ่อแก้วแม่แก้ว เป็นการไถ่บาป สำนึกบาป ... ลองคิดดู พระเจ้าอุตริตราบาปขึ้นไว้ เพื่อตัวเองจะได้มาทนทุกข์ทรมานไถ่บาปภายหลัง มันยุ่งเพียงไร?
.......

อันนี้วิเคราะห์ได้ดีมากครับ ผมขอชมมา ณ ที่นี้ด้วย มีหลายๆคนที่เป็นคริสต์เองแต่ไม่เคยคิดถึงจุดนี้มาก่อน

พระเจ้าสร้างกฏขึ้นมา คนที่ฝ่าฝืนก็ถือว่าทำบาป แต่เพราะพระองค์รักทุกคน จึงยอมมาชดใช้บาปนั้นแทนคนที่ทำผิดครับ

คือ ไม่ใช่ พระเจ้าอุตริตราบาปขึ้นไว้ เพื่อตัวเองจะได้มาทนทุกข์ทรมานไถ่บาปภายหลัง แต่เป็น เราทำบาปไว้ พระเจ้าจึงต้องมาไถ่บาปให้ภายหลัง

 
     
    By: P     7/04/2004 05:17 AM  (169.237.108.20)
 

 
  หัวข้อ : 10  
     
  ประเด็นที่ผู้เขียนรู้สึกว่าแปลกประหลาดที่สุดก็คือ ..... สังฆราชคาทอลิกที่กรุงโรม บังคับขู่เข็ญให้พระเจ้าริชาร์ด ต้องจำเป็นจำพระทัยทำสงครามต่อไป จนในที่สุดไม่ได้อะไรกลับไปนอกจากความอัปยศในฐานะผู้แพ้สงคราม ... เพราะการบังคับขู่เข็ญให้คนต้องฆ่ากันเช่นนั้น เป็นวิสัยของพวกยักษ์พวกมารมากกว่า ที่จะเป็นวิสัยของนักศาสนาที่อวดอ้างตลอดเวลาว่า มากไปด้วยเมตตา ล้นเหลือไปด้วยความปรารถนาในสันติภาพ ... คนขนาดนั้น ยังประพฤติตนแบบ มือถือสาก ปากถือศีล อย่างนั้น เป็นข้อที่น่าแปลกประหลาดยิ่งนักว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปแล้วในประวัติศาสตร์ อันเป็นประวัติศาสตร์ที่บอกเชื้อบอกแถวของคนพวกนี้ ... ยิ่งกว่านั้น พฤติกรรมอันแสดงความเหี้ยมโหดในจิตใจอย่างไม่น่าเชื่อ ของสังฆราชกรุงโรมนี้ เมื่อนำไปพิจารณาเทียบเคียงกับแนวทางของศาสดาเองแล้ว จะเห็นว่าเป็นการสวนทางกันอย่างชัดเจนที่สุด คือ ศาสดาเยซูนั้น เดินไปในแนวทางรุกเงียบ ไม่ส่งเสริมให้คนอาฆาตพยาบาทรบราฆ่าฟันกัน จนกระทั่งสอนศาสนาคัดค้านลัทธิ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ของยิวจนเป็นอันตรายถึงชีวิตต่อตนเอง แต่สาวกใหญ่ต่อมาซึ่งอ้างว่าเป็นตัวแทนของศาสดาโดยตำแหน่ง กลับไปเดินในหนทางยิว คือล้างแค้นด้วยสงครามไม่ยอมมองเห็นความดีงามของไมตรีและสันติภาพ อันจะช่วยให้ได้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ โดยไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อของมนุษย์ตาดำๆ ... มันน่าแปลกประหลาดเพียงไร ก็ขอให้ผู้อ่านโปรดได้ใช้สติและปัญญาไตร่ตรองดู

๑. มือถือสากปากถือศีล มีทุกศาสนาครับ จะไปว่าศาสนาเองก็คงไม่ถูก คือถ้าจุดประสงค์ของบทความคือ จะบอกว่า bishop of Rome คนนั้นไม่ทำตามคำสอนศาสนา ฯลฯ ผมจะเห็นด้วยครับ แต่ถ้าเอามาเพื่อบอกว่า ศาสนาคริสต์ไม่ดี อันนี้ไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไหร่

๒. อันนี้ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง (อีกแล้ว) นะครับ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน เป็นคำสอนที่บอกให้คนที่ทำร้ายคนอื่นชดใช้คนที่ถูกทำร้ายครับ ไม่ใช่ให้คนที่ถูกทำร้ายไปเอาคืน เป็นความเข้าใจผิดของคนสมัยหลังว่าคำว่าตาต่อตา ฟันต่อฟัน แปลว่าต้องเอาคืนให้สาสม แต่ไปถามต้นตำรับว่าคนยิวเชื่อว่าอะไร คุณจะงง

ขอยกมาจากพระคัมภีร์นะครับ
And if any mischief follow, then thou shalt give life for life,
Eye for eye, tooth for tooth, hand for hand, foot for foot,
Burning for burning, wound for wound, stripe for stripe.
- Exodus 21:23-25

สอนว่า thou shalt give ครับ (คนทำผิดให้ชดใช้) ไม่ใช่สอนว่า thou shalt take (คนถูกกระทำให้แก้แค้น)
 
     
    By: P     7/04/2004 05:28 AM  (169.237.108.20)
 

 
  หัวข้อ : 11  
     
  ยินดีคะ
และ ขอบคุณ คุณ P มากๆ นะคะ
ที่กรุณามาชี้แจงเพิ่มเติมให้ที่นี่ด้วย :-)




โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/
 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   7/04/2004 07:51 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 12  
     
  ขอบคุณคุณน้ำตาลมากกว่าครับ เพราะอ่านบทความที่คุณนำมาลงแล้วทำให้ทราบถึงหนึ่งในความเห็นของศาสนิกชนศาสนาอื่น เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ เปิดหูเปิดตาผมด้วยครับ

แต่ขออภัยที่บางอย่างผมต้องแก้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกครับ แต่ผมคิดว่าคงเป็นเรื่องปกติแหละครับที่อาจเกิดการเข้าใจผิด อย่างเรื่องล้างบาป หรือตะโกนว่าพระเจ้าเนี่ย ถ้าไม่ได้เป็นคนในศาสนาอาจไม่ทราบที่มาที่ไปได้ครับ (แม้คนในศาสนาเองบางคนยังไม่ทราบเลย)

ส่วนเรื่องความเห็นส่วนตัวของท่านผู้เขียน ผมคงไม่เถียงอยู่แล้วว่าผิดหรือถูก เพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดตามความคิดหรือประสบการณ์ของตนเอง เพียงแค่อยากจะบอกว่า บางครั้งเราอย่ามองตัวคนไม่กี่คนแล้วตัดสินศาสนาครับ เพราะประเภทมือถือสากเนี่ย มีทุกศาสนา แม้แต่ผมก็มือถือสากในหลายๆเรื่องเลย

บทความนี้จะเยี่ยมมากกว่านี้เลยครับถ้าเติมส่วนที่เป็นศาสนาเปรียบเทียบ แบบว่า แต่ละศาสนาสอนต่างกันอย่างไร อะไรแบบนี้
 
     
    By: P     7/04/2004 08:36 AM  (169.237.108.20)
 

 
  หัวข้อ : 13  
     
 


บางเรื่องราวของชาวคริสต์ ที่เราได้รับรู้ ...!!


ภาพยนตร์เรื่อง ..... The Passion of the Christ
ประเภทภาพยนตร์ ..... Drama
ผู้กำกับ ..... Mel Gibson
นักแสดง ..... James Caviezel / Jesus Maia Morgenstern / Mary Monica Bellucci / Mary Magdalene


เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ..... ช่วงเวลา 12 ชั่วโมงสุดท้าย แห่งชีวิตของ เยซู แห่งนาซาเร็ธ หนังเปิดฉากที่ สวนมะกอก ซึ่งเป็นสถานที่ๆ พระเยซูคริสต์ใช้เวลาสวดภาวนา หลังจากเสร็จสิ้นอาหารค่ำมื้อสุดท้ายไปแล้ว พระองค์ปฏิเสธการล่อลวงของปีศาจ จากการทรยศของ ยูดาส อิสคาริโอท พระเยซูคริสต์ถูกจับกุม และนำกลับเข้าไปในเขตเมืองเยรูซาเล็ม ซึ่งพวกหัวหน้าของพวกฟาริสีทั้งหลายเผชิญหน้ากับพระองค์ และกล่าวหาพระองค์ว่าเป็นพวกดูหมิ่นศาสนา และผลจากการสอบสวน พระองค์ถูกตัดสินด้วยโทษประหารชีวิต

พระเยซูคริสต์ ..... ได้ถูกนำมาอยู่ต่อหน้าของ ปีลาส ผู้นำโรมันแห่งสภาสูงของปาเลสไตน์ ซึ่งได้รับฟังข้อกล่าวหาจากพวกฟาริสี ปีลาสตระหนักว่าสิ่งที่เขากำลังเผชิญ คือความขัดแย้งทางการเมือง เขาจึงผัดผ่อนโดยการให้กษัตริย์เฮโรดพิจารณา กษัตริย์เฮโรดส่งพระเยซูคริสต์กลับคืนให้กับปีลาส ซึ่งมอบให้ฝูงชนเป็นผู้เลือก ระหว่างพระเยซูคริสต์กับนักโทษอุกฉกรรจ์อย่าง บาราบัส ฝูงชนเลือกที่จะปลดปล่อยบาราบัสเป็นอิสระ และเอาโทษกับพระเยซูคริสต์

พระเยซูคริสต์ ..... ได้ถูกส่งตัวให้กับทหารโรมัน และถูกโบยตีทรมาน ทั้งที่ยังไม่ได้รับการยอมรับ พระเยซูคริสต์ได้ถูกนำกลับมาอยู่ต่อหน้าปีลาส ผู้นำพระองค์ไปต่อหน้าฝูงชน เหมือนกับจะประกาศว่า “ยังไม่เป็นการเพียงพอกันอีกหรือ?” มันยังไม่พอ ปิลาสจึงล้างมือของเขา เพื่อประกาศถอนตัวจากเหตุการณ์นี้ และมีคำสั่งให้ทหารทำตามคำเรียกร้องของฝูงชน

พระเยซูคริสต์ ..... ได้ถูกสั่งให้แบกไม้กางเขน ไปตามถนนในกรุงเยรูซาเล็ม และแบกขึ้นภูเขากัลโกธา และบนยอดเขากัลโกธานั้นเอง พระองค์ได้ถูกตรึงไว้กับไม้กางเขน และเผชิญกับการทดสอบครั้งสุดท้าย ... ความกลัวที่ว่าพระองค์จะถูกทอดทิ้งจากพระบิดา ... พระเยซูคริสต์ได้พิชิตความหวาดกลัวนั้น ทรงมองไปที่ พระนางมารี พระมารดาผู้ศักดิ์สิทธ์ของพระองค์ และเปล่งเสียงเป็นข้อความ ที่มีแต่พระนางเท่านั้นที่จะเข้าใจว่า “มันได้บรรลุผลแล้ว” และพระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์ ... “ข้าพเจ้าขอมอบจิตวิญญาณของข้าพเจ้า ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” ... และในขณะที่สิ้นพระชนม์นั้นเอง ธรรมชาติก็เกิดอาเพศ ...!!


--------------------------------------------------
ที่มา .....
- http://www.budpage.com/bm43.shtml
- http://www.thepassionofchrist.com



\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   7/04/2004 10:55 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 14  
     
 


บางเรื่องราวของชาวคริสต์ฯ ที่เราได้รับรู้ ...!!


The passion of Christ

ความประทับใจของชาวพุทธที่มีต่อพระเยซู ..... เมื่ออาทิตย์ก่อน มีหนังเกี่ยวกับการยอมถูกทรมานของพระเยซูเข้าฉายที่ประเทศอังกฤษ เป็นประสบการณ์ดูหนังที่แปลกมาก เพราะหลังจากหนังจบก็มีแต่ความเงียบและทุกคนเดินออกจากโรงอย่างสงบ พอออกมาฝรั่งตาน้ำข้าวก็ตาแดงก่ำน้ำตาคลอกันเป็นแถว ไม่เว้นแม้กระทั้งตัวผู้เขียนเองถึงแม้ว่าจะเป็นชาวพุทธก็ตาม และเป็นที่น่าขันก็คือเพื่อนชาวพุทธที่ไปด้วย ร้องให้อาการหนักกว่าฝรั่งเสียอีก เอาเป็นว่าคงไม่เล่าเรื่องทั้งหมด เพราะเดี๋ยวถ้าเกิดหนังเรื่องนี้ได้มาฉายในเมืองไทย จะพากันดูไม่สนุกเสียเปล่าๆ

พระเยซูทรงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าว่า ..... หนึ่งในหมู่เพื่อนของพระองค์คือยูดาสจะทรยศพระองค์และนำความตายมาสู่พระองค์ และยังทรงรู้อีกว่าเพื่อนของพระองค์ (ปีเตอร์) ที่เคยสาบานว่าจะร่วมทุกข์ร่วมสุขและยอมตายถวายชีวิตจะปฏิเสธในวันที่พระองค์ถูกจับทรมาน และเมื่อวันที่พระองค์จะต้องถูกจับได้มาถึง พระองค์ทรงต่อสู้อย่างหนักกับกิเลสในใจของพระองค์นั่นคือความกลัวในสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพระองค์ จนในที่สุดพระองค์ก็ทรงชนะความกลัวอันนั้นลงได้ จึงยอมให้ทหารจับพระองค์ไป พวกนักบวชยิวใส่ร้ายพระเยซูว่า เป็นผู้แอบอ้างว่าเป็นพระเมไซยา จึงจับตัวพระเยซูไปให้ทหารโรมันประหารชีวิต แต่เนื่องจาก เจ้าเมืองโรมันทราบว่าพระเยซูไม่ใช่บุคคลธรรมดา พยายามไม่ฆ่าพระเยซูแต่ก็โดนหมู่ประชาชนที่บ้าคลั่งเนื่องจากโดนปลุดระดมจากนักบวช กดดันให้ประหารชีวิตพระเยซู เจ้าเมืองโรมันก็จับพระเยซูไป ทรมาน เพื่อให้ประชาชนเห็นใจ จะได้ไว้ชีวิตพระเยซู

ในฉากทรมานนี้ ..... ยาวนานมาก และ เรียกได้ว่าเลือดท่วมจอ แรกๆทหารเอาไม้หวายเฆี่ยน ผู้เขียนก็ยังพอทน หลังๆ พอทหารเริ่มเปลี่ยนเอาเครื่องทรมานที่โหดร้ายกว่ามาใช้ ผู้เขียนดูหนังไป ก็ เริ่มน้ำตาไหล ความเจ็บปวดที่หนังถ่ายทอดออกมาเริ่มถูกซึมซับเข้าไปในจิตใจ ตลอดเวลาที่พระเยซูทนรับความเจ็บปวดจากการทรมานแต่ละครั้ง นอกเหนือจากการต่อสู้ทนกับความเจ็บปวดทางกายแล้ว พระองค์ก็ยังทรงต่อสู้กับกิเลสในใจของพระองค์นั่นคือความอ่อนแอและการปฏิเสธสิ่งที่พระองค์นับถือ ไปด้วยพร้อมๆกัน ความเจ็บปวดทางกายที่เพิ่มขึ้นจากเครื่องทรมานแต่ละประเภทไปกระตุ้นเร่งให้ความอดทนและการยอมรับพระเจ้าใจจิตใจของพระองค์ให้ลดน้อยถอยลงไป และ จากจุดนั้น จนไปถึง การที่พระองค์ถูกตรึงกางเขน พระองค์ดูเสมือนเป็นผู้แพ้ในสายตาของ นักบวชชาวยิวที่ใส่ร้าย แต่สิ่งที่พระองค์ชนะนั้นคือกิเลสในใจของพระองค์ พระองค์ตายโดยไม่โกรธแม้กระทั้งคนที่ทำร้ายพระองค์ แถมยังอวยพรให้เสียอีก

ในขณะที่ผู้เขียนดูหนังในช่วงทรมานนั้น ..... น้ำตาก็ไหลออกมา เพราะช่วงแรกก็มีอารมณ์ร่วมไปกับหนังแบบถึงใจเลยทีเดียวจึงทำร้องให้ ทันใดนั้นก็มีความรู้ตัวเกิดขึ้น ว่า สังขารทั้งปวงที่ปรุงอยู่ข้างหน้านั่นไม่เที่ยง เวทนาที่เกิดอยู่ข้างในก็ไม่เที่ยง ผู้เขียนจึงหยุดร้อง และดูหนังต่อด้วยความรู้ตัวที่เพิ่มขึ้น เมื่อหนังจบ ผู้เขียนจึงออกมาด้วยน้ำตาแห่งความชื่นชมมากกว่าน้ำตาแห่งความสงสาร

สุดท้ายผู้เขียนจึงมาคิดว่า ..... พระเยซูก็เป็นบุคคลที่น่ายกย่อง เพราะได้บำเพ็ญบารมีเหมือนกับที่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายได้บำเพ็ญบารมีเช่นกัน หากพวกเราศรัทธาในพระพุทธองค์ เหมือนกับที่พระเยซูเชื่อในพระเจ้า สู้กับกิเลสของกิเลสโดยไม่หวั่นแม้ความตายหรือความทุกข์ทรมาน

--------------------------------------------------
ที่มา .....
- http://www.budpage.com/bm43.shtml
- http://www.thepassionofchrist.com



\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   7/04/2004 10:58 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 15  
     
 
สงครามของมนุษย์มากกว่าครับ
ชนวนที่ก่อให้เกิดสงคราม...คือ พระสังฆราชที่กรุงโรม
กองกำลังที่ทำการรบ...คือ ประชาชนชาวยุโรป และ อาหรับ
ผู้ที่ต่อต้านการรุกราน...คือ ชนชาวอาหรับ

...................................................................

ผมไม่เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของทั้งสองฝ่าย....รบด้วยเลย...
อำนาจ..บารมี..ศักดา..ความโลภ..ความตาย..ความเสียหาย..
ผมหาไม่พบในไบเบิลว่าให้แสวงหาเพื่อให้ได้มาครอบครองในสิ่งเหล่านี้...
และในความคิดของผม ผมคิดว่าช่วงนั้นพระสังฆราชไม่หยิบไบเบิลมาอ่าน
ไม่ได้เข้าเฝ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าเลยด้วยซำ..

..................................................................
พรรณวัฒน์
 
     
    By: พรรณวัฒน์     7/04/2004 11:03 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 16  
     
  ขอบคุณคุณน้ำตาลมากครับสำหรับบทความเกี่ยวกับพระมหาทรมาน ทำให้ผมน้ำตาไหลเมื่อคิดถึงพระองค์ มีหลายๆครั้งที่ผมลืมพระองค์ไปเสียสิ้น แม้ในเวลาเรียนพระคัมภีร์หรืออะไรก็ตาม ไม่เคยคิดถึงพระองค์จริงๆจังๆ และซาบซึ้งในสิ่งที่พระองค์ทำให้ (คือดีแต่ปาก แต่ใจไม่ได้คิด)

นานๆมีคนเตือนสติแบบนี้ก็ดีครับ

และขอบคุณมากที่คุณน้ำตาลเอาบทความมาลงทั้งสองด้าน คือด้านที่ไม่ค่อยเป็นทางบวก กับด้านที่เป็นทางบวก กับทางศาสนาคริสต์ เรียกว่า ทำให้กระทู้นี้มีความ balance ในตัว

ขอบคุณสำหรับทุกอย่างครับ
 
     
    By: P     7/04/2004 12:17 PM  (169.237.108.20)
 

 
  หัวข้อ : 17  
     
  เรื่องง่ายๆ ที่น่าจะมีคำตอบ

ทำไมถึงต้องมีการเผยแพร่ศาสนาอย่างเอาเป็นเอาตาย มีทั้งการลดแลกแจกแถม เพื่อให้เข้ามาร่วมศาสนา

ทำไมการมีความเมตตาหลายๆครั้งถึงมีเฉพาะคนในศาสนาเดียวกัน ไม่เผื่อแผ่กับคนนอกศาสนา หรือ มีการตั้งแง่ให้เข้ารีตก่อน จึงจะได้รับการช่วยเหลือ ทั้งๆที่การสร้า่งไมตรีโดยไม่เกี่ยงศาสนาน่าจะทำให้ได้ผลดีกว่า

ย้อนกลับไปถึงสมัยพระนารายณ์มหาราช พระองค์โปรดเกล้าให้หมอสอนศา่สนาเข้ามาเผยแพร่ได้ โดยสันติเป็นเวลายาวนาน จนกระทั้งเกิดการขับไล่ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อเริ่มมีการประพฤติแบบบังคับ
 
     
    By: B     7/04/2004 07:34 PM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 18  
     
 


สงครามผลาญญาติในยุโรป .....

ในสุนทรพจน์ของสันตะปาปาเออร์บันที่ ๒ ..... อันมีผลเป็นการจุดชนวนสงครามครูเสดขึ้นมาล้างผลาญชีวิตผู้คนเป็นสิบล้าน ในเวลาอันเนิ่นนานเกือบสองร้อยปีนั้น มีข้อความอยู่ตอนหนึ่ง ซึ่งบ่งบอกถึงเจตจำนงอย่างชัดเจนว่าเออร์บันความคิดที่จะหักเหความบ้าคลั่งของเหล่าอัศวินทั้งหลายจากการควงดาบเข้าพิฆาตฟาดฟันกันเองระหว่างสายเลือดพระเยซูด้วยกัน ให้มุ่งหน้ามาเข่นฆ่าล้างผลาญพวกมุสลิมในอาหรับแทน ซึ่งก็เชื่อได้ว่าได้ผลสมใจ เพราะการมาเข่นฆ่าพวกมุสลิมทางตะวันออกนั้น มีบำเหน็จตอบแทนเป็นกอบเป็นกำด้วยทรัพย์สินของศัตรูที่ปล้นสดมภ์ได้ โดยเออร์บันที่ ๒ ออกปากยกให้อย่างหน้าตาเฉยอีกด้วย

แต่ นั่นก็พึงรู้ไว้เถอะว่า ..... มีผลเฉพาะเรื่องเฉพาะความเท่านั้น สงครามศาสนาตราไม้กางเขนนั้น หาได้ก่อให้เกิดจิตสำนึกถาวรแก่ชาวคริสต์ทั้งหลาย ว่าตนนั้นเป็นสายเลือดพระเยซูด้วยกัน จะต้องรักใคร่ปรองดองกันแบบพี่ร่วมท้องน้องร่วมไส้ตลอดไปไม่ ประวัติศาสตร์ได้แถลงความจริงในเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า อีกไม่กี่ร้อยปีต่อมาแผ่นดินยุโรปต้องแดงฉานไปด้วยสายเลือดพระเยซู เพราะการเข่นฆ่ากันเองในระหว่างพวกคริสต์ด้วยกัน เงื่อนไขแห่งความบาดหมางอันเป็นมูลเหตุ แห่งการเข่นฆ่ากันนั้น ก็ผูกพันกับศาสนาภายใต้ร่มเงาของศาสนาองค์เดียวกันนี่เอง กล่าวคือ วงการศาสนาของเขาได้เกิดรอยแยกขึ้นอย่างล้ำลึกและรุนแรง โดยเกิดนิกายโปรเตสแตนท์ขึ้นมาเป็นฝ่ายค้าน นิกายโรมันคาทอลิกซึ่งถือตัวว่าเป็นนิกายหลักนิกายดั้งเดิม ทำให้ศาสนิกเกิดเป็นสองฝ่ายขึ้นด้วยมานะทิฐิอย่างรุนแรง พอมีเหตุภายนอกมาผสมเข้าหน่อยก็ยกทัพเข้าล้างผลาญกันอย่างบ้าเลือด โดยไม่มีการคิดหน้าคิดหลังใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้เกิดเป็นรอยเศร้ารอยสลดอันใหญ่หลวงขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์ จนนักประวัติศาสตร์เกิดแรงบันดาลใจพากันเรียกสงครามเหล่านี้ว่า “สงครามศาสนา (Religious Wars) อย่างเต็มปากเต็มคำทีเดียว”



ถ้าวิญญาณของเออร์บัน ที่ ๒ ..... ไปสถิตอยู่แทบเท้าพระเป็นเจ้าบนสวรรค์จริงอย่างที่เขาเชื่อแล้ว ตอนนั้น วิญญาณของท่านคงจะไม่เป็นสุขอย่างแน่นอน เพราะสงครามศาสนาที่บริวารในยุคหลังของท่านฆ่ากันอย่างไร้สติสัมปชัญญะโดยสิ้นเชิงนั้น ก็คือ บทบาทแห่งกรรมสนองกรรม นั่นเอง คือเออร์บัน ที่ ๒ เป็นตัวการก่อสงครามศาสนาตราไม้กางเขนนั้น ด้วยการยุให้พวกคริสต์มาฆ่าพวกมุสลิมทางตะวันออก ต่อมาผลกรรมอันใหญ่นั้น ก็ตามสนองโดยทำให้พวกคริสต์มีเหตุบาดหมางกันเอง แล้วก็ฆ่ากันจนเลือดสาดกระจายไปแทบจะทั่วแผ่นดินยุโรป เออร์บัน ที่ ๒ นั่งมองอยู่บนสวรรค์ จะเป็นสุขได้อย่างไร?

แต่เออร์บัน ที่ ๒ ..... จะเป็นสุขหรือไม่ก็ตามที สงครามฆ่ากันเองของคริสต์ในยุโรป ซึ่งนักประวัติศาสตร์เรียกว่า สงครามศาสนา นั้น เป็นพยานยืนยันอย่างมั่นเหมาะว่า มนุษย์ที่มีจิตใจอบร่ำอยู่ด้วยคำสอนของศาสนาเช่นนั้น เขาสามารถฆ่าฟันล้างผลาญผู้อื่นได้แม้ด้วยข้อบาดหมางทางศาสนา เรื่องราวเป็นอย่างไร มีหลักฐานชี้ชัดอยู่ในประวัติศาสตร์ จะขอนำมาดูกันพอเป็นเครื่องยืนยันแต่เพียงย่อๆ ดังต่อไปนี้

สงครามผลาญญาติในยุโรป ..... ได้ก่อเค้าดำทะมึนขึ้นในตอนสายๆ ของคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ โดยศาสนาคริสต์ในยุโรปตะวันตกแตกออกเป็น ๒ ซีก ชนิดที่ไม่มีทางจะประสานเป็นเนื้อเดียวกันตามเดิมได้อีกต่อไป คือ ได้เกิดนิกายใหม่ขึ้นมา เรียกว่านิกายโปรเตสแตนท์ ซึ่งแปลว่า นิกายฝ่ายค้าน คือเป็นนิกายที่คัดค้านการปฏิบัตินอกลู่นอกทางของพวกนิกายคาทอลิก ซึ่งเป็นนิกายดั้งเดิม ... การเกิดขึ้นของนิกายโปรเตสแตนท์นั้น ดูตามเรื่องที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้แล้ว ก็เชื่อได้ว่าไม่ใช่เพราะความมักใหญ่ใฝ่สูง เหิมเห่อทะเยอทะยานของเจ้าลัทธิ ซึ่งชื่อว่า มาร์ติน ลูเธอร์ แต่ประการใด แม้ว่าลูเธอร์ จะมีพื้นเพที่ต่ำต้อย ชวนให้เกิดปมด้อยติดตัวก็ตามที หากแต่เกิดจากมูลเหตุคือความเลอะเทอะผิดพลาดของพวกคาทอลิกเอง อันมีศูนย์กลางอยู่ที่นครวาติกัน เรื่องก็มีอยู่ว่า ... ยุคนั้นเป็นยุคที่ยุโรปตกอยู่ภายใต้เงาแห่งอำนาจราชศักดิ์ล้นฟ้าของคาทอลิก ถึงขนาดที่มีการประกาศตัวว่าเป็น กษัตริย์ของกษัตริย์ กันเลยทีเดียว ดังที่ได้เห็นกันแล้ว จากการที่สันตะปาปาสามารถบงการให้พระเจ้าแผ่นดินทั้งหลายในยุโรปยกกองทัพมาทำสงครามครูเสดนั่นแหละ สภาพการณ์อันนี้ ได้ก่อพิษภัยขึ้นภายในคาทอลิกเอง คือ ความหลงตัว โดยถือว่า อาตมา นี้ใหญ่ที่สุดในโลก จะทำอะไรก็ย่อมได้ ไม่มีใครกล้าขัดขวาง ดังนั้น จึงเกิดพฤติกรรมอันน่าเศร้าสลดขึ้นมากมาย อันมิใช่วิสัยที่จะพึงบังเกิดขึ้นในวงการศาสนา เช่นที่นักประวัติศาสตร์ท่านระบุไว้ คือ

สังฆราชอะเล็กซานเดอร์ที่ ๖ ..... เคยฆ่าคนตายหลายคนด้วยอาวุธ และด้วยการวางยาพิษด้วยมือของตนเอง ทั้งเป็นการยุยงให้ทางบ้านเมืองแตกร้าวทำสงครามกัน สังฆราชยูลส์ที่ ๒ ได้นำกองทัพเข้าสนามรบด้วยตนเอง สังฆราชอื่นๆ อีกหลายองค์ ก็ทำการที่อัปยศอดสูเกี่ยวกับเรื่องเงินทอง...



พฤติการณ์อันเป็นเสมือนฟางเส้นสุดท้าย ..... เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๕๑๕ ตอนนั้นเป็นรัชสมัยของสันตะปาปาเลโอที่ ๑๐ ท่านคิดจะสร้างโบสถ์ให้ใหญ่โตมโหฬารอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงออกนโยบายหาปัจจัยเพื่อความสำเร็จตามที่คิดนั้น ซึ่งนโยบายอันนี้ ไม่ว่าสมัยโน้นหรือสมัยนี้ก็เดินรอยเดียวกันคือ เรี่ยไร แต่เลโอที่ ๑๐ ท่านมีกลเม็ดในการเรี่ยไรที่ออกจะยากสักหน่อย ในการที่จะหาผู้ใดเทียมทันท่าน แม้คนสมัยนี้ก็เถอะ คือท่านถืออำนาจแห่งการเป็นประมุขแห่งศาสนาด้วยสิทธิ์สืบทอดมาแต่ปฐมบรรพชน ออกบทบัญญัติเฉพาะกิจขึ้นมาเป็นพิเศษในเรื่องการล้างบาป คือ บาปเล็กบาปน้อย ก็ใช้น้ำมนต์น้ำศักดิ์สิทธิ์อะไรล้างก็ได้ แต่ถ้าเป็นบาปขั้นอุกฉกรรจ์มหันตโทษ แล้วต้องล้างด้วย น้ำเงิน จึงจะหมดบาป ยิ่งน้ำเงินมากเท่าไร ก็ยิ่งบริสุทธิ์สะอาดปราศจากบาปได้มากเท่านั้น ... เมื่อท่านสันตะปาปาออกบทบัญญัตินี้แล้ว ก็มีสาวกบริวารขานรับกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งบริวารเหล่านี้ก็คือนายทุนนายธนาคารทั้งหลายนี่แหละ คือท่านผู้มีลูกคิดคอมพิวเตอร์ในสมองเหล่านี้ ฉวยโอกาสรับเป็นตัวแทนรับเงินค่าล้างบาป เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนบาปทั้งหลายที่จะไม่ต้องถ่อกายไปถึงกรุงโรม ผลปรากฏว่า เงินไหลเข้าสำนักวาติกันเหมือนสายน้ำที่หลากลงมาจากเขื่อนเจ้าพระยาในหน้าฝนทีเดียว เพราะคนฉลาดน้อยที่บังเอิญร่ำรวยนั้น ย่อมมีทุกยุคทุกสมัยนั่นแหละ



ลองนึกวาดภาพดู ..... เมื่อได้เห็นเงินไหลเข้าท้องพระคลังอย่างนั้น เลโอที่ ๑๐ ก็คงจะนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ชมตัวเองว่า เห็นมั้ยล่ะ ไม่ใช่ฝีมือของอาตมาหรือนี่ อะไรทำนองนี้ ซึ่งแน่นอนที่สุด ท่านย่อมไม่มีความสำนึกแม้แต่น้อยนิดว่า นั่นคือ ฟางเส้นสุดท้าย อันจะทำให้คริสต์ศาสนาต้องบิออกเป็นเสี่ยงๆ และตามมาด้วยการฆ่ากันอย่างใหญ่โตในเวลาไม่นานนัก ... ไม่นานจริง ๆ เพียงชั่วเวลาอีก ๒ ปีต่อมาเท่านั้น เสียงคัดค้านความเละเทะอันมีจุดเด่นชัดอยู่ที่บทบัญญัติล้างบาปที่เลโอที่ ๑๐ ตั้งขึ้น ก็ดังกระหึ่มขึ้น โดยทะลุออกมานอกใจของศาสนิกผู้ไม่พึงพอใจต่อการปฏิบัติของกรุงโรม ซึ่งมีอยู่ทั่วไป ศูนย์กลางแห่งการทะลักออกมาภายนอกแห่งความไม่พอใจนั้น คือ ปากของท่านอาจารย์ มาร์ติน ลูเธอร์ แห่งมหาวิทยาลัยวิตเตนเบิร์ก

ลูเธอร์ ..... ได้ดำเนินการรณรงค์คัดค้านการกระทำอันน่าบัดสีของวาติกันด้วยกลยุทธ์อันแหลมคม คือ แทนที่จะเทศนาคัดค้านไปตามลำพังแบบนักเลง บุกเดี่ยว หรือ วันแมนโชว์ อะไรทำนองนั้น ลูเธอร์ได้จัดให้มีการประชุมอภิปรายกันในเรื่องนี้ โดยเริ่มขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. ๑๕๑๗ (พ.ศ. ๒๐๖๐) โดยอภิปรายโต้เถียงกันอยู่หลายเดือน ซึ่งแน่นอน ฝ่ายที่สนับสนุนการกระทำของวาติกันชนิดฝีปากคม ๆ ก็ย่อมจะต้องมาร่วมอภิปรายด้วย แต่ความผิดพลาดย่อมไม่อาจจะชนะความถูกต้องได้ ผลจึงปรากฏว่า การประชุมอภิปรายกันครั้งนั้น ได้เป็นแรงกระตุ้นอันสำคัญให้ความไม่พอใจของผู้ที่นิยมความถูกต้องทั้งหลายปรากฏตัวออกมาเด่นชัดยิ่งขึ้น ทางกรุงโรมเห็นท่าจะไม่เข้าท่าสำหรับตัวเอง จึงหันเล่นบทเงียบขาด เพราะยังหลงคิดว่า ถึงอย่างไรอำนาจก็ยังอยู่ในมือของตน คือ เตือนให้ ลูเธอร์ เปลี่ยนความคิดเห็นที่เป็นปฏิปักษ์ต่อคนเสีย ซึ่งลูเธอร์ก็คงยืนยันว่า เขายึดถือแต่เนื้อแท้ของคัมภีร์ไบเบิลเท่านั้น ไม่สามารถจะก้มหัวยอมรับบทบัญญัติแปลกปลอมที่ว่ากันเอาเองได้ ลงท้ายสันตะปาปาจึงประกาศขับไล่ลูเธอร์ออกนอกศาสนา อันเรียกว่า ปัพพาชนียกรรม เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. ๑๕๒๐



ตรงนี้แหละที่ถือได้ว่า ..... รอยแยกของคริสต์ศาสนาได้หลุดออกจากกันเป็นสองเสี่ยง เพราะการประกาศขับออกนอกศาสนาของวาติกันนั้น มิได้ทำให้ ลูเธอร์ สิ้นสุดความเป็นคริสต์ศาสนิกชนในความเป็นจริง มีผลแต่เพียงโดยนิตินัยเท่านั้น การประกาศขับไล่ของวาติกัน จึงเท่ากับช่วยให้ ลูเธอร์ โดดเด่นขึ้นมาในฐานะนักต่อสู้เพื่อความถูกต้อง มีผู้คนเห็นอกเห็นใจ และพากันมาห้อมล้อมร่วมกระบวนการทบทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ลูเธอร์ กลายเป็นผู้นำกระบวนการ ที่มีพลังสนับสนุนเป็นปึกแผ่นแน่นหนาในเวลาไม่ช้าไม่นานนั่นเอง ... ยังมีพฤติการณ์อีกประการหนึ่ง อันมีผลทำให้ความแตกแยกนั้นมีผลเด็ดขาดยิ่งขึ้น ... กล่าวคือ เมื่อมาร์ติน ลูเธอร์ ถูกศาสนจักรประการขับไล่เป็นคนนอกศาสนาเช่นนั้นแล้ว ทางการบ้านเมืองก็ยื่นมือเข้ามาใช้อำนาจรัฐจัดการ ทั้งนี้ก็เพราะพระเจ้าชาร์ลที่ ๕ ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นทั้งประเทศเยอรมันและประเทศสเปน เป็นศาสนูปถัมภ์ของศาสนจักรคาทอลิกอย่างมั่นคง กับทั้งทรงเห็นว่า ลูเธอร์กำลังจะเป็นพิษเป็นภัยทางการเมืองแก่พระองค์ด้วย ด้วยเหตุนี้ ในเดือน เมษายน ค.ศ. ๑๕๒๑ (พ.ศ. ๒๐๖๔) หลังจากมีประกาศขับลูเธอร์เกือบปี พระเจาชาร์ลที่ ๕ จึงทรงเรียกประชุมสภาไดเอต อันเป็นสภาแห่งชาติของเยอรมัน ซึ่งมีสมาชิกที่เข้าประชุมล้วนแต่บุคคลสำคัญชั้นยอดของประเทศทั้งสิ้น คือ พวกเจ้าผู้ครองนครทั้งหลาย โดยเรียกตัวลูเธอร์เข้ามาไต่สวนพยานกันในที่ประชุมนั้นเลยทีเดียว ซึ่งลูเธอร์ก็มาให้สภาไดเอตไต่สวนแต่โดยดี ผลของการไต่สวนปรากฏว่า ลูเธอร์ มิได้มีมลทินในกรณีการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น มีอยู่แต่ความผิดที่แข็งข้อต่ออำนาจของสันตะปาปาเท่านั้น สภาไดเอตจึงลงมติด้วยเสียงส่วนมาก เพื่อให้สมพระทัยของพระเจ้าชาร์ลที่ ๕ ว่า ลูเธอร์ เป็นคนนอกศาสนา ห้ามมิให้ผู้ใดคบหายอมตัวเป็นสาวกของลูเธอร์เป็นอันขาด



อันที่จริง ..... ความผิดเพียงเรื่องนี้ เรื่องเดียวก็เพียงพอแล้วที่ลูเธอร์จะถูกจับเผาทั้งเป็น ตามกระบวนการยุติธรรมที่ไร้ความยุติธรรมแห่งกฎหมายศาสนาในครั้งนั้น แต่ในสภาไดเอตนั่นเอง ก็มีสมาชิกประเภทคอทั่งสันหลังเหล็กเห็นใจและให้การสนับสนุนลูเธอร์อยู่มิใช่น้อย ดังนั้นพอเสร็จสิ้นการประชุมอันสำคัญนั้น แทนที่ลูเธอร์จะถูกพวกเพชฌฆาตลากเอาตัวไปเผาทั้งเป็น ก็ปรากฏว่า ทหารของเจ้าผู้ครองนครแซกโซนี่ กรูกันเข้าห้อมล้อมพิทักษ์ความปลอดภัยแก่ลูเธอร์ และพาไปให้ความคุ้มครองอยู่ที่ปราสาทวาร์ตเบิก ในเขตแซกโซนี่ ... แล้วนับแต่นั้น ลูเธอร์ก็โหมพลังรุกทางวิชาการอย่างขนานใหญ่ โดยแปลคัมภีร์ไบเบิลเป็นภาษาเยอรมันให้ผู้คนอ่านและเข้าใจกันอย่างง่าย ๆ พร้อมทั้งเรียบเรียงเอกสารแสดงแนวความคิดในทางศาสนาอันถูกต้องของตนออกเผยแพร่อย่างกว้างขวางและเร่งรีบ เป็นผลให้เกิดพลังมวลชนผู้เลื่อมใสศรัทธาหนุนเนื่องหนาแน่นขึ้นทุกที ซึ่งพลังมวลชนเหล่านี้ หันกลับให้คาทอลิกอย่างเด็ดขาด ด้วยความรังเกียจขยะแขยง

ภาพความแตกแยกกันอย่างเด็ดขาด ..... ของคริสต์ศาสนิกชนก็ปรากฏขึ้นในตอนนี้เอง และยิ่งกว่านั้น ความแตกแยกอันนี้ มิใช่แตกมิใช่แยกไปเฉยๆ หากแต่ได้ก่อให้เกิดภาวะ แสบเข้าไปถึงทรวง แก่คาทอลิกเสียอีกด้วย คือแนวความคิดทางศาสนาที่ลูเธอร์ประกาศว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และได้รับการยอมรับด้วยความเลื่อมใสศรัทธาจากมวลชนอันไพศาลนั้น มีจุดหนักอยู่ที่ว่า วิสัยของนักบวช นักศาสนา นั้น จะต้องมีชีวิตอยู่อย่างคนมักน้อย เว้นขาดจากความหรูหราฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยด้วยประการทั้งปวง ซึ่งคติอันนี้ได้รับเสียงแซ่ซร้องสาธุการอย่างกว้างขวาง ... พร้อมทั้งมีการปฏิบัติสอดประสานกันไปด้วย คือพวกเจ้าผู้ครองนครทั้งหลายพากันใช้กำลังเข้ายึดวัด ยึดที่ธรณีสงฆ์ และสมบัติพัสถานของศาสนาเข้ามาเป็นสมบัติของบ้านเมืองกันเป็นการใหญ่ จนกระทั่งบางราย ที่ทางที่ยึดได้คราวนั้น สร้างเป็นนครอันโอฬารของตนได้นครหนึ่งทีเดียว คือ นครปรัสเซีย ของตระกูล โฮเฮนโซเลิน ซึ่งต่อมาได้เป็นวงศ์กษัตริย์ครองประเทศเยอรมันอันสำคัญราชวงศ์หนึ่ง



เหตุการณ์เรื่องราวดังที่ได้กล่าวมาแต่เพียงย่อๆ นี้ ..... คือเหตุการณ์อันบ่งบอกถึงรอยเจ็บรอยแค้นอย่างแสนสาหัสที่พวกคริสต์มีอยู่ต่อพวกคริสต์ด้วยกัน อันเป็นมูลฐานแห่งสงครามผลาญญาติ ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในเวลาต่อมา ซึ่งจะขอสรุปย่อมาดูกันพอเห็นเค้าเป็นลำดับ

๑. สงครามชาวนา ..... มีเหตุการณ์เรื่องหนึ่งซึ่งนับได้ว่าเป็นเหตุการณ์เรื่องแรกอันน่าเศร้าสลด ซึ่งสืบเนื่องมาจากความร้าวฉานในทางศาสนาเป็นสาเหตุ เรียกกันในประวัติศาสตร์ สงครามชาวนา (Peasants Wars) เกิดขึ้นในประเทศเยอรมัน ในระยะเริ่มแรกที่เกิดนิกายโปรเตสแตนท์ขึ้น ... หลักฐานเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์สากลสมัยใหม่ของ อาจารย์ เจริญ ไชยชนะ ซึ่งสังเกตจากแนวทัศนะและสำนวนการบรรยาย ชวนให้เชื่อว่า หลักฐานที่อาจารย์เจริญฯ ท่านใช้ในการเขียนเรื่องราวตอนนี้ น่าจะเป็นเอกสารหลักฐานที่ฝ่ายคาทอลิกเป็นผู้เขียนไว้ เพราะมีสำนวนกระเดียดไปในทางแก้ต่างให้คาทอลิก และ ทิ่มตำทางฝ่ายโปรเตสแตนท์ปรากฏอยู่ค่อนข้างจะชัดเจน ... สาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดที่เรียกว่า สงครามชาวนา นี้ ในประวัติศาสตร์อ้างไว้ว่า ฐานะของชาวนาในเยอรมันตกต่ำย่ำแย่ลง สืบเนื่องมาจาก ...

ความเจริญในด้านการค้า ทำให้เกิดการรวมตัวเป็นบริษัทของพ่อค้า ซึ่งทำให้ราคาสินค้าทั่ว ๆ ไปสูงขึ้น พวกชาวนาต่างตกอยู่ในหนี้สิน เนื่องจากการใช้จ่ายเกินตัว



อีกประการหนึ่ง สืบเนื่องมาจากการนำกฎหมายโรมันมาใช้ ..... อันนี้ทำให้มองเห็นว่า ตอนนั้น ชาวนาเยอรมันมีสาเหตุพื้นฐานคือ ความคับแค้นอัดอั้นอยู่ในหัวอกอันพร้อมอยู่แล้วที่จะระเบิดออกเป็นเหตุการณ์จลาจลอลหม่าน และแล้วประวัติศาสตร์ก็ระบุลูเธอร์ไว้ในฐานะจำเลยผู้ร่วมเป็นสาเหตุไว้ด้วยว่า ต่อมาได้เกิดลัทธิหรือคัมภีร์คำสั่งสอน (Gospel) ของลูเธอร์ขึ้น เอกสารต่างๆ ของบุคคลผู้นี้ ปลุกความรู้สึกชั่วร้ายของปวงชนให้ตื่นขึ้น เช่นการเผาวัดนางชี การปล้นและการฆ่าพระและบิชอป ... เป็นอันว่า สาเหตุแห่งสงครามชาวนานั้นมีอยู่ ๒ ส่วนที่เกื้อกูลสนับสนุนกัน คือ ความยากจนของชาวนา ผสมด้วย คำสั่งสอนของลูเธอร์ ที่เสนอไว้เป็นความคิดเห็นว่า วัดและศาสนา จะต้องไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย พวกชาวนาจึงพากันไปเผาวัดปล้นวันกันเป็นการใหญ่ และขยายตัวขึ้นกว้างขวางจนถึงตั้งข้อเรียกร้องเอากับทางการของรัฐด้วย ... เมื่อฟังประวัติศาสตร์ว่าไว้ในตอนนี้แล้ว จิตใจที่รักความเป็นธรรมมันอดไม่ได้ที่จะคิดและวิจารณ์บ้าง คือ ฟังๆ ดูแล้วก็ทำให้มองเห็นว่า จิตใจของพวกชาวนาเยอรมันในสมัยนั้น ช่างโหดร้ายเสียเหลือเกิน คือพอลูเธอร์ประกาศคำสอนตักเตือนให้ทางวัดเลิกละความฟุ่มเฟือย ตั้งหน้าตั้งตาบำเพ็ญสมณธรรมกันด้วยความมักน้อยอันเหมาะสมกับสมณวิสัยเท่านั้น ก็ฉวยโอกาสเผาวัดปล้นวัดกันเลยทีเดียว คิดดูแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น ... ไม่ว่าชาวนาเยอรมัน หรือ ชาวนาไทย จะสมัยโน้น หรือ สมัยนี้ ก็ตามที จิตใจมักจะเยือกเย็นสุขุม เพราะอาชีพที่เป็นพื้นฐานของชีวิตนั้น เป็นอาชีพที่อยู่กับธรรมชาติ ที่มีความเงียบสงบเลื่อนไหลไปเรื่อยๆ แทบจะไม่รู้สึกในความเปลี่ยนแปลง ซึ่งแตกต่างกันมากกับผู้คนในสังคมอุตสาหกรรม พานิชยกรรม อันเต็มไปด้วยการยื้อแย่งแข่งขันกันตลอดเวลา ซึ่งทำให้จิตใจถูกเสียดสีด้วยการกระทบกระทั่งอยู่เป็นนิตย์ ทำให้ต้องคอยระวังตัวระวังผลประโยชน์ของตัวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงไม่น่าเชื่อว่า ชาวนาเยอรมันจะหุนหันพลันแล่นอย่างนั้น พอได้ยินลูเธอร์สั่งสอนให้พวกพระมักน้อยสันโดษเท่านั้น ก็โจนกันออกไปเผาวันทันที อย่างนี้ ออกจะเกินไปหน่อย



แต่มันน่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ ..... ถ้าสาเหตุแห่งสงครามชาวนานั้นมันเป็นอย่างนี้ คือ ความยากจนค่นแค้นของชาวนานั้น มันแทรกสิงอยู่ในจิตใจของชาวนามาด้วยเวลาอันช้านานว่า มีสาเหตุสำคัญมาจากการรีดนาทาเร้นของคริสตจักร ชาวนามองเห็นความโอ่อ่าโอฬารของเชิร์ชทั้งหลาย และความหรูหราฟุ่มเฟือยของพวกนักบวชคาทอลิกว่า ล้วนแล้วแต่เป็นผลจากหยาดเหงื่อของตน ที่บุคคลในวงการศาสนาเหล่านั้น ใช้อำนาจของพระเจ้ามาขูดมารีดเอาไปบำรุงบำเรอพวกตนทั้งสิ้น ซึ่งพฤติการณ์แห่งการรีดไถเช่นนี้ ประวัติศาสตร์เองก็ได้ระบุไว้ คือ การเก็บภาษีศาสนากันอย่างไม่ยั้งมือ จนศาสนจักรร่ำรวยมหาศาล ถึงกับมีการซื้อขายยื้อแย่งตำแหน่งหัวหน้าและผู้นำทางศาสนากันอยู่เสมอ เพื่อที่จะได้มีโอกาสเข้าไปเสพสุขบนความร่ำรวย ที่รีดเอามาจากหยาดเหงื่อและหยดน้ำตาของชาวบ้านชาวเมือง ชาวนาชาวไร่ นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ เมื่อมาร์ติน ลูเธอร์ มาสอนผู้คนถึงหลักความเป็นจริง ทำให้ผู้คนถอนตัวเลิกกลัวอำนาจของศาสนจักร ซึ่งอ้างเอาอำนาจพระเจ้าบนสวรรค์มาข่มขู่กันลงบ้างแล้ว ชาวนาทั้งหลาย ซึ่งถูกบีบรัดอยู่ด้วยความคับแค้นยากจน ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องโจนออกไปคิดบัญชี เอาทรัพย์สินเงินทองของตน ที่ถูกหลอก ถูกข่มขู่เอาไปกลับคืน ... ถ้าผู้บันทึกประวัติศาสตร์เรื่อสงครามชาวนากล่าวว่า สาเหตุสำคัญเป็นอย่างนี้แล้ว แม้จะมีคนมาบังคับขู่เข็ญไม่ให้เชื่อ ก็อดไม่ได้ที่จะเชื่อ เพราะมันสมเหตุสมผลเหมาะเจาะดียิ่งนัก

แต่จะอย่างไรก็ตาม ..... ประวัติศาสตร์ก็ระบุไว้ว่า เมื่อเกิดการแตกแยกขึ้นอย่างเด็ดขาดในวงการศาสนจักรของคริสต์แล้ว สงครามผลาญญาติยกแรกก็เกิดขึ้นเกือบจะทันที ในชื่อที่เรียกกันในประวัติศาสตร์ว่า สงครามชาวนา โดยชาวนาพากันก่อการจลาจลวุ่นวาย ยึดโบสถ์ พังวิหาร ผลาญชีวิตพวกนักบวชอุตลุด เหมือนคนกำลังบ้าเลือด ผลก็คือ ทางการเยอรมันต้องส่งทหารถึง ๑๒,๐๐๐ คนออกไปปราบปราม เหตุการณ์จลาจลจึงสงบลง ... เมื่อมีการส่งทหารออกไปปราบปราม มันก็เข้ารูปของสงครามนั่นเอง เป็นสงครามผลาญชีวิตคนในประเทศเดียวกัน ซึ่งมีชื่อตามระบบว่า สงครามกลางเมือง และเมื่อเล่นกันขนาดเป็นสงครามอย่างนี้แล้ว ถ้าไม่มีการเจ็บป่วยล้มตายและความพินาศวอดวายของทรัพย์สินแล้ว ก็คงจะเป็นเรื่องการ์ตูนมากกว่าเรื่องจริง นักประวัติศาสตร์ท่านอ้างข้อเขียนของนักเขียนในยุคนั้นว่า สงครามชาวนาครั้งนั้น มีคนถูกฆ่าตายประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ คน บ้านเมืองเต็มไปด้วยขอทานที่มาจากพวกแม่หม้ายและเด็กกำพร้า ... ลองหลับตานึกดูแล้ว ก็มีแต่ความสลดหดหู่ ที่มีภาพอย่างนี้เกิดขึ้นในหมู่มนุษย์ ด้วยสาเหตุที่มาจากศาสนา ซึ่งแน่นอนที่สุด ย่อมเป็นพยานหลักฐานยืนยันได้ตลอดไปว่า ศาสนาอันเป็นที่มาแห่งเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดนี้ คือ ศาสนาคริสต์ และเป็นพยานหลักฐานที่จะปิดปากมิให้มีการกล่าวแก้บิดเอนเป็นอย่างอื่นไปได้เลย



๒. สงครามพิฆาตสมัลคาลด์ ..... ในประวัติศาสตร์ไม่มีสงครามที่มีชื่ออย่างนี้ แต่ถ้าจะเรียกอย่างนี้เพื่อให้จำกันง่ายๆ ก็ไม่น่าจะผิดแต่อย่างใด เพราะเหตุการณ์อันเลวร้ายนี้ เป็นเรื่องของการยกทัพเข้าห้ำหั่นล้างผลาญกันวอดวาย อันเรียกได้ว่า สงคราม และสงครามครั้งนี้ เป็นสงครามที่ฝ่ายเมืองหลวงของเยอรมันตั้งหน้าตั้งตาพิฆาตฟาดฟันพวกสามนตราช หรือ พวกพระราชาแห่งแคว้นที่ใกล้เคียง ที่รวมตัวกันขึ้นในชื่อว่า คณะสมัลคาลด์ โดยที่ทั้งฝ่ายพิฆาตและถูกพิฆาตนั้น ต่างก็ถือศาสนาคริสต์ด้วยกัน ต่างแต่ว่า ฝ่ายเมืองหลวงถือลัทธิเดิมคือ คาทอลิก ฝ่ายสามนตราชถือลัทธิใหม่โปรเตสแตนท์ จึงถือได้ว่าเป็นสงครามผลาญญาติอีกครั้ง

เรื่องราวของสงครามผลาญญาติครั้งนี้ ..... เริ่มจาก พระเจ้าชาร์ลที่ ๕ พระราชาแห่งพระราชาทั้งหลาย ได้แก่ พระสันตะปาปาที่กรุงโรม ยกย่องเชิดชูให้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิ์แห่งจักรวรรดิ์โรมันบริสุทธิ์ นั้น ทรงทุ่มเทชีวิตจิตใจให้แก่ความภักดีต่อคาทอลิก และทรงเป็นตัวตั้งตัวตีที่สำคัญที่สุด ในอันที่จะกำราบปราบปราม ผู้ที่คิดแบ่งแยกแหกคอกออกไปจากคาทอลิก ดังได้กล่าวมาแล้วว่า พระองค์นี่แหละที่จัดการประชุมสภาไดเอตและเรียกตัว มาร์ติน ลูเธอร์ เจ้าลัทธิโปรเตสแตนท์ มาชำระความกลางสภา และ ก่อให้เกิดมติของสภาประณามลูเธอร์ว่า เป็นคนนอกศาสนา ห้ามมิให้ประชาชนพลเมืองคบหาเป็นสาวกบริวาร และครั้งนั้นก็ปรากฏว่า พระองค์ต้องเสียพระพักตร์มาแล้วมิใช่น้อย เพราะเจ้าผู้ครองนครแซกโซนี่ ซึ่งเป็นสมาชิกสำคัญในสภาไดเอตนั้นด้วย ได้เข้าพิทักษ์ปกป้องลูเธอร์ จนรอดพ้นจากราชทัณฑ์มหันตโทษขนาดถูกเผาทั้งเป็นไปได้ ... ความจริงแล้วลูเธอร์ไม่น่าจะลอยนวลอยู่ได้ เพราะเพียงอานุภาพของเจ้าผู้ครองนครเท่านั้น ย่อมไม่อาจทานกำลังของกองทัพเมืองหลวงได้ แต่มันเป็นคราวเคราะห์ดีของลูเธอร์ เสมือนหนึ่งพระเจ้าบนสวรรค์รู้เห็นเป็นใจ คือ ระยะเดียวกันนั้น พระเจ้าชาร์ลแห่งเยอรมัน ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินของสเปนด้วยพร้อมๆ กันไปนั้น ต้องทำสงครามขับเคียวกับพระเจ้าฟรังซัวส์ที่ ๑ ของฝรั่งเศสอยู่ จึงไม่มีจังหวะเพียงพอที่จะจัดการกับลูเธอร์และผู้คุ้มครองได้อย่างถนัดมือ พระองค์คงจะนึกอยู่ในพระทัยตลอดเวลาว่า เออน่ะ ฝากไว้ก่อนเถอะว่ะ แบบที่นักเลงไทยเขาชอบฝากกันนั่นแหละ



ด้วยเหตุนี้ ..... พอเพลามือจากการศึกกับฝรั่งเศส เพราะพระเจ้าชาร์ลที่ ๕ ทรงได้ชัยชนะที่เมืองปาวีถึงขนาดจับพระเจ้าฟรังซัวส์ที่ ๑ เป็นเชลยได้ ท่านก็รีบเสด็จกลับเยอร์มัน และเรียกประชุมสภาได้เอตเพื่อคิดบัญชีกันมาร์ติน ลูเธอร์ ทันที แต่สายไปเสียแล้วพระเดชพระคุณที่เคารพ ถ้าบุ่มบ่ามคิดบัญชีกันแรงๆ แล้วจักรวรรดิ์โรมันบริสุทธิ์ของพระองค์ก็คงจะยุ่งกันใหญ่แน่นอน เพราะฐานพลังสนับสนุนลูเธอร์นั้น เป็นปึกแผ่นแน่นหนาอย่างยิ่งเสียแล้ว การที่พระองค์จะกำจัดปราบปรามพวกโปรเตสแตนท์ให้สิ้นซากสูญพันธุ์ ดังที่ได้แสดงเจตนาตรากฎหมายเปิดหนทางไว้แล้วนั้น ทำไม่ได้แน่ พระเจ้าชาร์ลที่ ๕ จึงต้องทรงใช้ยุทธวิธีรักษาที่มั่นเท่าเดิมไว้ก่อน โดยมีพระบรมราชโองการเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. ๑๕๒๙ กำหนดสาระสำคัญไว้ว่า ยอมให้คนนับถือลัทธิลูเธอร์ได้ในดินแดนเฉพาะที่ลัทธิได้แผ่ออกไปแล้ว แต่ห้ามมิให้แผ่ออกไปกว่านั้น … แต่พระเจ้าชาร์ลที่ ๕ ก็ยังไม่ทรงละความพยายามที่จะใช้หนทางการเมืองนำการทหารอันเป็นแนวทางสันติอีกต่อไป กล่าวคือ พระองค์ทรงเรียกประชุมสภาไดเอตอีกครั้งหนึ่ง โดยประชุมกันที่เมือง ออกซ์เบิรก์ ระหว่างเดือนมิถุนายน ถึง เดือนตุลาคม ๑๕๓๐ โดยทรงหวังจะใช้อำนาจของที่ประชุมข่มอำนาจของลูเธอร์ให้ได้ กลเม็ดที่ทรงใช้ในการประชุมสภาแห่งชาติในครั้งนี้คือ มีรับสั่งให้พวกที่นับถือนิกายลูเธอร์มาบรรยายหลักลัทธิของตนต่อที่ประชุมและปรากฏว่า ลูเธอร์ได้ให้สาวกคนสำคัญชื่อ เมลังคโตน เป็นผู้แต่งหลักลัทธิ ๒๘ ข้อ และบรรยายให้ที่ประชุมฟัง แต่จะบรรยายอย่างไรก็ตาม ผลก็คือ สภาไดเอตวินิจฉัยว่า ลูเธอร์ทำผิดอยู่นั่นเอง ถ้าเป็นประชุมสมัยนี้ ก็คงจะปรากฏข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า ผลของการประชุมเป็นไปตามโผนั่นแหละ

แต่ผลสะท้อนต่อมานั่นซี น่ากลัว ..... คือ มติของที่ประชุมนั้นทำให้เจ้านครเยอรมัน รวมตัวกันตั้งก๊กก่อการแข็งข้อต่อพระเจ้าชาร์ลที่ ๕ โดยก่อตั้งขบวนการแข็งเมืองขึ้นชื่อว่า คณะสมัลคาลด์ เมื่อปี ค.ศ. ๑๕๓๑ และมิใช่จะตั้งก๊กตั้งคณะเฉยๆ ยังแอบเจรจาติดต่อกับฝรั่งเศส ซึ่งกำลังทำสงครามขับเคี่ยวกับเยอรมันอยู่เสียอีกด้วย ... ภายใต้สถานการณ์อันนี้ ถ้าใครมีโอกาสไปแอบนอนอยู่ข้างแท่นบรรทมของพระเจ้าชาร์ลที่ ๕ แล้วคงจะได้ยินเสียงพระทนต์ของพระองค์ขบกันกรอดๆ อยู่เสมอๆ เวลาที่ทรงลืมพระองค์เป็นแน่ ... เพราะฉะนั้น พอว่างศึกฝรั่งเศสในเวลาอีกสิบกว่าปีต่อมา พระเจ้าชาร์ลที่ ๕ ก็ทรงนำกองทัพสเปนซึ่งพระองค์เป็นจอมทัพอยู่ด้วย เข้าปราบพวกสมัลคาลด์เยอรมัน และทรงดำเนินกลยุทธใต้ดินติดสินบนหัวหน้า สมัลคาลด์บุคคลสำคัญ คือ เจ้ามอริสแห่งนครแซกโซนี่ ให้เป็นไส้ศึก เป็นผลให้พระองค์สามารถลุงกองทัพของพวกสมัลคาลด์ได้อย่างสนุกพระหัตถ์ที่ตำบล มุลเบิร์ก เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ค.ศ. ๑๕๔๗ ... เลือดของพวกสมัลคาลด์พระเจ้าชาร์ลที่ ๕ ทรงเอาออกมาลาดลดแผ่นดินเยอรมันนั้น แม้จะเป็นเลือดโปรเตสแตนท์ สายเลือดนั้นก็ถือว่า เป็นเลือดของพี่ร่วมท้องน้องร่วมไส้ที่ไหลสืบทอดมาจากพระเยซูเหมือนกันมิใช่หรือ เมื่อเขาฆ่ากันใหญ่โตในรูปแบบของสงครามเช่นนั้น ทั้งๆ ที่เลือดสายเดียวกัน มันจึงเป็นสงครามผลาญญาตินั่นเอง



สงครามครั้งนั้น ..... มิได้จบลงในลักษณะที่พวกสมัลคาลด์ต้องยกธงขาว เพราะความย่อยยับอับปาง เมื่อมองผลทางการเมืองแล้ว สมัลคาลด์เป็นฝ่ายมีชัยเสียด้วยซ้ำ คือหลังจากที่โดนถล่มจนย่ำแย่ไปที่ตำบล มุลเบิร์ก นั้นแล้ว มอริสซึ่งประพฤติตนเป็นหนอนบ่อนไส้ หักหลังเพื่อน ก็คิดกลัวว่าเพื่อนจะหักยอดอกเอาบ้าง จึงกลับตัวกลับใจรวบรวมพวกสมัลคาลด์ที่ยังเหลืออยู่ตั้งเป็นกองกำลังต่อสู้กับพระเจ้าชาร์ลที่ ๕ ต่อไปใหม่ และโชคก็เข้าข้างพวกสมัลคาลด์อีก คือ เมื่อฝรั่งเศสเห็นว่าพระเจ้าชาร์ลที่ ๕ อุตลุดยุทธนาการด้วยสงครามภายใน ฝรั่งเศสก็ถือโอกาสก่อศึกภายนอกขึ้นอีก เมื่อทัพฝรั่งเศสยกมา พวกสมัลคาลด์ก็ถือโอกาสก่อจลาจลเป็นการใหญ่ จึงเกิดเป็นสถานการณ์จำยอมบีบบังคับให้พระเจ้าชาร์ลสงบศึกกับพวกสมัลคาลด์เสียอีกทางหนึ่ง เพื่อได้รับมือกับฝรั่งเศสได้เต็มที่ การสงบศึกนี่แหละคือชัยชนะของพวกสมัลคาลด์รวมไปถึงพวกโปรเตสแตนท์ทั้งหมด “สัญญาสันติภาพทางศาสนา ณ เมือง เอาสบูร์ก” (Religious Peace of Augsburg) โดยกำหนดหลักสำคัญขึ้นว่า

ดินแดนของใคร ก็ถือศาสนาตามคนนั้น ….. ถ้าข้อตกลงของสัญญาฉบับนี้ ได้มีการนำมาใช้ในเมืองไทยเราแล้ว พวกเสือสิงห์กระทิงแรดทั้งหลายที่กำลังดำเนินการแทรกซึมตีสนิทเพื่อบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาให้แนบเนียนเป็นที่สุดอยู่ขณะนี้ ก็คงจะต้องม้วนเสื่ออพยพกลับกรุงโรมกันเป็นแถวๆ ทีเดียว เพราะผลของสัญญาฉบับนี้ ทำให้ประชาชนต้องยอมรับนับถือลัทธิศาสนาตามเจ้าบ้านผ่านเมืองของตน ถ้าใครไม่สมัครใจก็เชิญอพยพไปอยู่ที่อื่น ถ้าใครจะยกเอาเสรีภาพมาคัดค้านแล้ว เราก็อ้างฝรั่งบังหน้าเข้าไว้ว่า ก็พวกฝรั่งเจ้าตำหรับเสรีภาพเขาประพฤติกันมาอย่างนี้ ไทยเราอยากจะเป็นอารยะแบบฝรั่งเราก็เอาบ้างซี จะมาว่าอะไรกันเล่า

ส่วนของเราที่พวกฝรั่งเคยดูหมิ่นดูแคลนว่าป่าเถื่อนนั้น ไม่เคยมีอะไรบ้าๆ แบบนี้ องค์พระประมุขของเรา ที่ทรงน้อมพระเศียรยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องของพระราชศรัทธาด้วยความบริสุทธิ์พระราชหฤทัย อันตั้งอยู่บนรากฐานแห่งเหตุผลอย่างแท้จริง ไม่เคยมีเงื่อนแง่ทางการเมืองใดๆ เข้ามาสอดแทรกเป็นปัจจัยแห่งการนับถือศาสนาของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงมีความสุจริตพระทัยต่ออาณาประชาราษฎร์ของพระองค์ ไม่เคยปรากฏประวัติที่พระมหากษัตริย์ไทยจะทรงบังคับกะเกณฑ์ให้ผู้ใดยอมรับนับถือศาสนาตามพระองค์ไม่ว่าจะเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ธนบุรี ศรีอยุธยา หรือแม้แต่สมัยสุโขทัยและน่านเจ้าอันเก่าแก่ดึกดำบรรพ์โพ้น



๓. สงครามล้างผลาญประเทศต่ำ ..... สงครามผลาญญาติดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ จะถือว่าเป็นสงครามสืบเนื่องมาจากสงครามพิฆาตสมัลคาลด์ที่กล่าวไปแล้ว ก็พอจะได้ เพราะเป็นเรื่องที่พระราชโอรสสืบทอดเจตนารมณ์ของพระราชบิดาโดยตรง ... เรื่องก็มีอยู่ว่า หลังจากที่พระเจ้าชาร์ลได้ทรงทำสัญญาสันติภาพทางศาสนากับพวกสมัลคาลด์ อันมีผลเท่ากับเป็นความพ่ายแพ้ของพระองค์ต่อพวกโปรเตสแตนท์แล้ว พระเจ้าชาร์ลที่ ๕ ก็สละราชสมบัติ ย่างพระบาทลงจากราชบัลลังก์ทั้งสองแห่ง คือ ทั้งในสเปนและในเยอรมัน โดยมอบราชบังลังก์ในเยอรมันให้พระราชอนุชา คือ พระเจ้าเฟอร์ดินานด์ ขึ้นครองแทน ส่วนในประเทศสเปนนั้น ทรงมอบให้แก่พระราชโอรสขึ้นครองโดยทรงพระนามว่า พระเจ้าฟิลิปป์ที่ ๒ ที่เป็นอย่างนี้ จะเป็นด้วยทรงเสียพระทัยที่ไม่สามารถเอาชนะได้แม้แต่บุคคลที่มีกำเนิดปานขอทานอย่างมาร์ติน ลูเธอร์ได้หรืออย่างไร ประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้เอ่ยไว้ แต่เมื่อลองเอาใจเขามาใส่ใจเราดูแล้ว ก็ชวนให้นึกไปถึงจิวยี่ที่ต้องรากเลือดตาย เพราะไม่สามารถจะทนอยู่ร่วมโลกกับขงเบ้งได้ในสามก๊กขึ้นมาตะหงิดๆ เพราะพฤติกรรมพฤติการณ์มันละม้ายคล้ายคลึงกันยิ่งนัก ถ้าพระเจ้าชาร์ลที่ ๕ จะสะดุดอารมณ์แบบจิวยี่ขึ้นมาบ้างแล้ว พระองค์ก็คงจะออกพระโอษฐ์รำพึงแก่พระองค์เองว่า ...

ฟ้าหนอฟ้า ส่งชาร์ลมาเกิดแล้ว
ทำไมจึงต้องส่งมาร์ติน ลูเธอร์มาเกิดทับดวงกันด้วยเล่า


เป็นการรำพึงรำพันต่อว่าต่อขานฟ้าดินอะไรแบบนี้แหละ และน่าจะเป็นด้วยรอยคับรอยแค้นที่แน่นอยู่ในพระอุระแบบนี้นี่แหละ เมื่อจะย่างพระบาทลงจากราชบังลังก์สเปนจึงทรงสั่งเสียพระราชโอรสที่จะเสด็จขึ้นครองแทน เสมือนหนึ่งพินัยกรรมประจำราชลังลังก์ว่า



ให้บำรุงรักษานิกายคาทอลิกยิ่งกว่างานใดๆ

ด้วยเหตุนี้ ..... หอพระเจ้าฟิลิปป์ที่ ๒ ขึ้นนั่งบังลังก์เป็นที่เรียบร้อยพระองค์ก็ทรงเริ่มงานบำรุงรักษานิกายคาทอลิก ตามคำสั่งของพระราชบิดาทันที แต่แทนที่จะทรงบำรุงรักษาด้วยการสร้างวัดปฏิบัติศาสนกิจและเผยแพร่ลัทธิคาทอลิกให้กว้างขวางจนท่วมทับคำสอนของลัทธิโปรเตสแตนท์ กลับทรงบำรุงรักษาคาทอลิก ด้วยการล้างผลาญพวกโปรเตสแตนท์ให้สิ้นซาก แนวทางแห่งการปฏิบัติก็คือ ทรงรื้อฟื้นกฎหมายปราบโปรเตสแตนท์ซึ่งพระราชบิดาทรงตราขึ้นไว้ แต่ไม่กล้าใช้ขึ้นมาใหม่ กฎหมายฉบับนี้กำหนดโทษผู้ที่ถือนิกายโปรเตสแตนท์ไว้อย่างน่าขนพองสยองเกล้า คือ ใครถือนิกายโปรเตสแตนท์ ถ้าเป็นชายจะต้องถูกเผาทั้งเป็น ถ้าเป็นหญิงจะถูกฝังทั้งเป็น นับว่าเป็นกฎหมายที่เพียบพร้อมไปด้วยอารยธรรมแบบคาทอลิกอย่างแท้จริง ผู้คนในยุโรปสมัยนั้นจึงพากันยกย่องสรเสริญว่า เป็นกฎหมายที่เขียนด้วยเลือดมนุษย์ จนกระทั่งพระเจ้าชาร์ลที่ ๕ เอง ก็ไม่ทรงกล้าที่จะใช้กฎหมายฉบับนี้ ... แต่พระเจ้าฟิลิปป์ที่ ๒ พระราชโอรสท่าน ใจถึงกว่า จึงรื้อฟื้นกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาใช้บังคับเพื่อบำรุงรักษานิกายคาทอลิก โดยหันเข้าเล่นงานประชาชนในสเปนที่ซุ่มซ่อนแอบแฝงนับถือนิกายโปรเตสแตนท์ก่อน ... หลวงวิจิตรวาทการท่านกล่าวถึงเหตุการณ์เรื่องนี้ไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์สากลเล่ม ๒ ว่า

เมื่อเวลาที่เวนราชสมบัติให้แก่พระเจ้าฟิลิปป์ที่ ๒ พระราชโอรส ก็ทรงประทานโอวาทว่า ให้บำรุงรักษานิกายคาทอลิกยิ่งกว่างานใดๆ พระโอวาทของพระบิดาในข้อนี้ พระเจ้าฟิลิปป์ที่ ๒ ได้ปฏิบัติตามด้วยความตั้งใจจริง ทรงตั้งศาลพิเศษสำหรับลงโทษคนที่นับถือนิกายโปรเตสแตนท์ ริบทรัพย์ เอาไฟเผาเสียทั้งเป็นคราวละมากๆ

นักประวัติศาสตร์ท่านว่าไว้อย่างนี้แหละ
ใครอยากจะเถียงก็ตามไปเถียงท่านในปรโลกโน่นเถอะ

นอกจาก ..... จะใช้กฎหมายที่เขียนขึ้นด้วยเลือดมนุษย์ฉบับนี้ล้างผลาญประชาชนพลเมืองของพระองค์เองที่ถือโปรเตสแตนท์ ไม่ยอมหลับหูหลับตาถือคาทอลิกดังที่ทรงมีพระราชประสงค์นี้แล้ว ยังทรงใช้กฎหมายมหาโหดฉบับนี้คืบออกไปยังบ้านอื่นเมืองอื่น อันเป็นเสมือนทาสในเรือนเบี้ยของพระองค์อีกด้วย บ้านอื่นเมืองอื่นเหล่านี้ เรียกกันด้วยสมญานามว่าประเทศต่ำ เพราะตั้งอยู่ในบริเวณที่ลุ่มทางตะวันตกของทวีปยุโรป อันได้แก่ ประเทศฮอลแลนด์ และเบลเยี่ยม ดินแดนเหล่านี้อยู่ใต้อำนาจของพระเจ้าชาร์ลที่ ๕ ในฐานะที่เป็นสมบัติตกทอดมาของพระองค์ เพราะพระเจ้าชาร์ลที่ ๕ เอง ก็ทรงกำเนิดในแถบนี้ แต่พระเจ้าชาร์ลที่ ๕ ไม่กล้ายื่นพระหัตถ์เข้าไปยุ่งกับผู้คนในดินแดนแถบนี้ เพราะทรงตระหนักดีว่า ถ้าขืนเข้าไปยุ่งแล้ว จะต้องเจอดีอย่างแน่นอน แต่พระราชโอรสฟิลิปป์ที่ ๒ ไม่ทรงยี่หระว่าจะทรงเจอดีหรือเจอไม่ดี พอขึ้นครองราชย์และล้างผลาญพวกสเปนจนหัวหดไม่กล้าแสดงตนเป็นพวกหัวใหม่ ถือนิกายโปรเตสแตนท์แล้ว ก็ทรงย่างสามขุมเข้าสู่ประเทศต่ำ โดยยกกองทหารเข้าไปคอยปราบพวกโปรเตสแตนท์กันเลยทีเดียว ... ชาวบ้านชาวเมืองในประเทศต่ำ ถึงจะถือโปรเตสแตนท์ก็ถือว่า ตนก็เป็นมนุษย์มีสิบนิ้วเหมือนพวกคาทอลิก ใยจะต้องไปหงอรอให้เขามาเชือดเอาฝ่ายเดียว จึงพร้อมจิตพร้อมใจกันตั้งสมาคมขึ้นสู้ เพื่อพิทักษ์อิสระเสรีของตน พรึบเดียวมีสมาชิกถึงสองหมื่นคน และถือว่าตัวเล็กกว่าต้องลงมือก่อน จึงเฮโลกันเข้าทำลายโบสถ์วิหารของพวกคาทอลิก เอาทรัพย์สมบัติที่ได้พบไปเป็นสมบัติของสมาคมหมดสิ้น ... เมื่อชาวประเทศต่ำประกอบอกุศลกรรมกระตุกเขี้ยวเสือกันอย่างนี้ เสือร้ายสเปนก็ได้โอกาสตะครุบเหยื่อ พระเจ้าฟิลิปป์ที่ ๒ จัดส่งทหารเหี้ยมคู่พระทัยพร้อมด้วยทหารหมื่นสี่พันคน เข้าไปปราบปราม ทหารเหี้ยมคู่พระทัยนี้ คือ ดุ๊ก อัลบา ซึ่งมีชื่อเสียงในทางดุร้าย ฉากของการปราบปรามนี้ นักประวัติศาสตร์ท่านบรรยายไว้ด้วยถ้อยคำสองสามบรรทัดว่า

เข้าไปทำความทารุณร้ายกาจและฆ่าคนตายเป็นอันมาก
พลเมืองของประเทศต่ำเป็นจำนวนตั้งแสนคน ได้พากันอพยพออกจากประเทศ
ทิ้งสมบัติไว้ให้พวกสเปนเอาไปตามใจชอบ …..







โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/


สงครามผลาญญาติในยุโรป ..... ๑ / ๒

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   17/04/2004 09:41 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 19  
     
 


ฟังแล้วก็ทำให้ได้คิดว่า ..... ที่เคยสาปแช่งพวกญวนแดงเขมรแดงที่ฆ่าคนพลเมืองเสียนักต่อนัก จนผู้คนทนอยู่ไม่ไหว ต้องอพยพออกนอกประเทศกัน จนไปจมน้ำตายกลางทะเลบ้าง มานอนตีพุงสบายๆ ให้ไทยเลี้ยงอยู่แถวค่ายอะไรต่อค่ายอะไรทางชายแดนบ้าง ว่าเป็นพวกมนุษย์ใจทมิฬหินชาติอย่างที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนนั้น เป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ที่เดียว เพราะความจริงแล้ว

พวกคาทอลิก ..... ..... เคยประกอบกรรมกระทำการเช่นนี้มาก่อนในดินแดนประเทศต่ำเมื่อสามสี่ร้อยปีที่แล้วโน้น กระทำเพื่อบำรุงรักษาลัทธิคาทอลิกของตน เหมือนกับที่ญวนแดง ลาวแดง เขมรแดง กระทำเพื่อบำรุงรักษาลัทธิแดงของตนนั่นแหละ

แต่ก็เห็นจะต้อง ..... นิยมนับถือพวกชาวบ้านชาวเมืองในประเทศต่ำเหล่านั้นยิ่งนัก เพราะคมดาบอันแสนจะดุร้ายเหี้ยมโหดของ ดุ๊ก อัลบา ไม่ทำให้จิตใจของพวกเขากลายเป็นขี้ผึ้งถูกรนไฟเหลวและยอมพ่ายแพ้ ปรากฏในประวัติศาสตร์ว่าได้มีการรวมตัวกันต่อสู้อย่างใหญ่โตแน่นหนายิ่งขึ้น ภายใต้การนำของวีรบุรุษท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าเยอรมัน ถือนิกายโปรเตสแตนท์ นามว่า วิลเลียม นาสโซ ผลของการรวมตัวนี้ได้เกิดเป็นประเทศแบบสหรัฐขึ้น เรียกว่า ยูไนเตด โปรวินซ์ ซึ่งแปลเป็นไทยแล้วฟังดูออกจะกระจอกอยู่สักหน่อย คือท่านแปลว่า จังหวัดรวม



เมื่อรวมตัวยืนทะมึนขึ้นสู้แบบนี้ ..... ฝ่ายรุกรานก็ชะงักที่จะแลกหมัดด้วย แต่ก็มิได้หมายความว่าจะถอยเข้ามุมยอมแพ้หรือ เปิดการเจรจาปรองดองกัน ให้สมกับที่เป็นพี่ร่วมท้องน้องร่วมไส้กันแท้ๆ เมื่อไม่เห็นช่องที่จะเข้าแลกหมัด เจตนาร้ายที่คุระอุอยู่ในหัวอกก็สอนให้ต่อยใต้เข็มขัด คือ พระเจ้าฟิลิปป์ที่ ๒ ประกาศติดสินบน คนที่ฆ่าวิลเลียม นาสโซ ได้ด้วยจำนวนเงินที่มากมายจนมือปืนรับจ้างทั้งหลายน้ำลายหยดติ๋งๆ ไปตามๆ กันทีเดียว คือ สองหมื่นห้าพันเหรียญทอง

อันนี้ ..... นักต่อต้าน นักต่อสู้กับพวกที่กำลังเจาะไส้ไขตับพระพุทธศาสนาอยู่ในเมืองไทยขณะนี้ ซึ่งรวมทั้งผู้เขียนด้วย คงจะต้องเพิ่มความสำนึกในเรื่องความไม่ประมาทให้มากขึ้น เพราะแบบฉบับที่บรรพบุรุษของคนพวกนี้เขาสร้างขึ้นไว้ในประวัติศาสตร์เป็นอย่างนี้ การให้สินจ้างรางวัลงาม ๆ แก่มือปืนที่สามารถประหัตประหารฝ่ายปรปักษ์ของเขาเสียนั้น เป็นครรลองที่เขาทำได้ เพราะปู่ย่าตายายเขาเคยทำให้ดูเป็นเยี่ยงอย่างมาแล้ว

ผลแห่งกลยุทธโสมมนั้น วิลเลียม นาสโซ ต้องด่าวดิ้นดับสูญลงในบ้านของท่านเอง เมื่อ ค.ศ. ๑๕๘๔ แม้ขุนทัพจะล้มแล้ว ไพร่พลก็ไม่ยอมล้มตามขุนทัพ ยังคงยืนหยัดสู้ต่อไป สู้จนกระทั่ง ฟิลิปป์ที่ ๒ ไปปรโลก ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปนรกหรือ สวรรค์ ฟิลิปป์ที่ ๒ ตัวการสำคัญที่ดำเนินการบำรุงรักษาคาทอลิก ด้วยการห้ำหั่นล้างผลาญโปรเตสแตนท์แม้จะสิ้นไปแล้ว การต่อสู้กันระหว่างคาทอลิก กับ โปรเตสแตนท์ ในจังหวัดรวมนั้น ก็ยังไม่สิ้นเพราะได้แรงสนับสนุนจาก อังกฤษ ฝรั่งเศส มาเป็นด้ามให้แก่พวกจังหวัดรวมอีกด้วยจนสุดท้าย พระเจ้าฟิลิปป์ที่ ๓ สิ้นความคิดที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของพระราชบิดา ในอันที่จะผลาญพวกโปรเตสแตนท์ให้สิ้น ทั้งนี้ก็เพราะไม่เห็นทางที่จะทำได้สำเร็จนั่นเอง จึงมีการเจรจาทำสัญญาหย่าศึกเลิกรบกัน เมื่อปี ค.ศ. ๑๖๐๙ (พ.ศ. ๒๑๕๒)



ขอให้ท่านผู้อ่านลองหลับตาคิดดู ..... ถึงระยะเวลาที่พวกคาทอลิกกับโปรเตสแตนท์ ซึ่งเป็นสายเลือดทางศาสนาที่ไหลหลากมาจากพระศาสดาองค์เดียวกัน เขาก้มหน้าก้มตาเข่นฆ่าล้างผลาญกัน ขนาดหมดไปเป็นรัชกาลๆ ซึ่งแต่ละรัชกาลเป็นระยะเวลาเนิ่นนาน ๓๐-๔๐ ปี นี่เถอะ จะเห็นว่าในจิตใจของเขาเหล่านี้ เต็มไปด้วยเมฆหมอกอันดำมืดแห่งความมุ่งร้ายเพียงไร? ... แม้สายเลือดเดียวกัน เขายังล้างผลาญกันได้ถึงเพียงนี้ นับประสาอะไรกับคนอื่น

๔. สงครามศาสนาในฝรั่งเศส ..... หัวข้อนี้ เป็นหัวข้อที่มีปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ ซึ่งใช้เป็นข้อยืนยันได้ประการหนึ่งว่า สงครามศาสนา นั้น ไม่ใช่เรื่องที่พูดกันเล่นๆ แต่เป็นเรื่องจริงๆ ที่มีหลักฐานบ่งชัดอยู่ในตำราทางประวัติศาสตร์ เป็นสงครามในรูปของ สงครามกลางเมืองที่คนชาติเดียวกัน ศาสนาเดียวกัน รบราฆ่าฟันกันตายอย่างใหญ่โต รบกันแล้วรบกันเล่าถึง ๘ ครั้ง ๘ ครา กินเวลานานถึง ๓๐ ปี

เรื่องก็มีอยู่ว่า ..... ตอนนั้นอยู่ในช่วงเวลาของคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ เลยกลางศตวรรษไปหน่อยๆ แล้ว อันเป็นระยะเวลาที่ลัทธิโปรเตสแตนท์ของมาร์ติน ลูเธอร์ กำลังระบาดอย่างรวดเร็วเหมือนไฟป่าหน้าแล้ง ทิศทางของการแพร่ระบาดก็คือ จากเยอรมันขึ้นไปทางเหนือ เข้าสู่ประเทศสแกนดิเนเวียข้ามไปจนถึงเกาะอังกฤษ ส่วนทางใต้ก็ไหลเข้าสู่ฝรั่งเศส เนธอร์แลนด์ และกินเข้าไปถึงสเปน อันเป็นถ้ำสิงห์ของคาทอลิกบ้าง แสดงว่า จิตใจของประชาชนในยุโรปตอนนั้นมีความเหม็นเบื่อเอือมระอาลัทธิเก่า ที่กำลังเน่าเฟะกันอย่างกว้างขวาง พอมีลัทธิใหม่ซึ่งทำท่าว่าเข้าท่ากว่าเกิดขึ้น ก็พากันต้อนรับด้วยความยินดี แต่ทั้งนี้ ก็มิได้หมายความว่า คนในยุโรปจะต้อนรับลัทธิใหม่กันไปหมดทุกรูปทุกนาม ยังมีอยู่ตั้งครึ่งตั้งค่อนเหมือนกันที่ยืนหยัดมั่นคงอยู่กับลัทธิเก่า ดีๆ ชั่วๆ ก็สมัครที่จะรักษาของเก่าเอาไว้ก่อน ภาพที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ก็คือ ประชาชนในยุโรปตอนนั้น แยกออกเป็นสองฝ่ายอย่างเด็ดขาด คือฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม พร้อมที่จะตายอยู่บนกองของเก่า อีกฝ่ายหนึ่ง เป็นพวกหัวก้าวหน้า เหม็นเบื่อของเก่าพอใจที่จะแหวกว่ายไปในกระแสธารสายใหม่ แม้จะไม่รู้แน่ว่า บั้นปลายแห่งกระแสธารนั้น จะดิ่งลงสู่นรก หรือ พุ่งขึ้นสู่สรวงสวรรค์ก็ตามที เป็นอันว่า …..

โปรเตสแตนท์ไหลบ่าไปถึงไหน ก็เหมือนคมมีดอันศักดิ์สิทธิ์
ผ่าประชาชนออกเป็นสองซีกถึงนั่น




ในประเทศฝรั่งเศสก็มีประชาชนเป็นสองฝ่าย ..... ด้วยคมมีดของศาสนาผ่าออกไว้เช่นกัน และในฝรั่งเศสยังมีพิเศษกว่าที่อื่นอีกด้วย คือ มีลัทธิโปรเตสแตนท์ของตัวเอง โดยมีคนฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อ คาลแวง อายุอ่อนกว่ามาร์ติน ลูเธอร์ ๒๕ ปี ได้ศึกษาลัทธิโปรเตสแตนท์ตามแนวคิดของลูเธอร์แล้วก็เลื่อมใส จนที่สุดก็ตั้งลัทธิฝ่ายค้านของตนขึ้นมาเอง โดยนำเอาหลักศาสนาของลูเธอร์มาดัดแปลง ประวัติศาสตร์เรียกว่า ลัทธิโปรเตสแตนท์ สาขาคาลแวง … อย่างไรก็ตาม การแตกแยกกันแม้ด้วยเรื่องลัทธิศาสนาอย่างนั้น ถ้าอยู่ในระดับประชาชนพลเมืองทั่วไปแล้ว แม้จะเกิดเหตุวิวาทบาดหมางอะไรกัน เรื่องก็คงจะไม่ร้ายแรงอะไรนัก อย่างมากก็แค่หัวร้างข้างแตก ขาหัก ปากเจ่อ กันไปบ้างเท่านั้น คงจะไม่ใหญ่ไม่โตถึงขนาดเป็นสงครามกลางเมือง แต่นี่มิได้เป็นอย่างนั้น มีกลุ่มนักเลงโตระดับชาติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การวิวาททางศาสนา ก็กลายเป็นข้อพิพาททางการเมือง เนื่องจากมีผลประโยชน์ระดับชาติเข้ามาพัวพันด้วย สงครามกลางเมืองจึงเป็นเรื่องที่หลีกไม่พ้น

นักเลงโตระดับชาติของฝรั่งเศสในตอนนั้นมีอยู่ ๓ ก๊ก
โดยถือเอาเทือกเถาเผ่าพันธุ์เป็นหลัก คือ


ก๊กหนึ่ง ตระกูลบูรบอง ….. ก๊กนี้ต่อมาได้ขึ้นครองบัลลังก์ฝรั่งเศสมีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งนักในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ที่โกษาปานของไทยเราไปเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส ก็ไปคบหาสมาคมกับพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ พระมหากษัตริย์ราชวงศ์นี้แหละ จนกระทั่งการปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศสที่น่าขนพองสยองเกล้าในความบ้าเลือดของมนุษย์ ก็คือ การล้มล้างราชวงศ์นี้เหมือนกัน … ก๊กนี้ถือโปรเตสแตนท์ สาขาคาลแวง

อีกก๊กหนึ่ง ตระกูลกิส …..
หรือ ตระกูลลอร์เรน ตระกูลนี้เป็นคาทอลิกเต็มตัว

และอีกก๊กหนึ่ง ตระกูลมองต์ โมรังซี ….. ตระกูลนี้ค่อนข้างจะยึดหลักเสรีภาพ คือไม่สู้จะผูกขาดในการถือศาสนา ผลจึงปรากฏว่า หัวหน้าตระกูลในตอนนั้น คือ ดุ๊ก มองต์ โมรังซี ถือคาทอลิก แต่หลานชายอีก ๒ คนถือโปรเตสแตนท์ และหลานชายคนหนึ่งใน ๒ คนนี้ ชื่อว่า โคลินญี ต่อมาเป็นนายพลเรือและเป็นหัวหน้าคนสำคัญของพวกโปรเตสแตนท์เป็นจักรกลอันสำคัญชิ้นหนึ่งแห่งสงครามศาสนาในฝรั่งเศสครั้งนั้น



กงล้อแห่งสงครามมันเริ่มหมุนมาลงร่อง ..... เมื่อประมาณ ค.ศ. ๑๕๖๐ คือตอนนั้น ตะกูลกีสมีอำนาจวาสนาได้ครองบัลลังก์กษัตริย์ฝรั่งเศสอันหมายถึงว่า อำนาจรัฐของฝรั่งเศสอยู่ในเงื้อมมือของคาทอลิก ... ในปี ค.ศ. ๑๕๕๙ พระเจ้าเฮนรี่ที่ ๒ สวรรคต ราชบังลังก์ตกแก่พระราชโอรส คือ พระเจ้า ฟรังซัวส์ที่ ๒ พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ค่อนข้างจะอ่อนแอ ราชการงานเมืองทั้งหลายจึงมักจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยสติปัญญาของพระราชมารดา คือ พระนางคัธริน เดอ เมดิซิส

เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองมันตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ..... ก็เป็นธรรมดาที่ย่อมจะต้องมีบุคคลประเภท ขี่ม้าขาว เข้ามาเดินยกไหล่ส่ายหัวและวางข้อ ในฐานะของผู้มีบุญในอนาคต ผู้ขี่ม้าขาวในสมัยนั้น ของฝรั่งเศส ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ บุคคลในตระกูลอีก ๒ ตระกูลนั่นเอง คือ หัวหน้าของตระกูลบูรบอง อังตวน เดอ บูรบอง กับน้องชายอีกคนหนึ่งชื่อ หลุยส์ มีศักดิ์เป็นเจ้าคองเด ส่วนอีกตระกูลหนึ่ง คือ มองต์ โมรังซี นั้น ตัวหัวหน้าไม่เอาด้วย นักประวัติศาสตร์ท่านให้เหตุผลแห่งการไม่เอาด้วยนั้นไว้ว่า ...

เพราะท่านดุ๊ก เป็นคาทอลิก ไม่อยากจะเป็นศัตรูของตระกูลกีส ซึ่งเป็นคาทอลิกด้วยกัน อีกประการหนึ่ง ท่านดุ๊กอยู่ก็ชราภาพ อายุถึง ๗๗ ปีแล้ว

แต่หลานชายที่ชื่อ โคลินญี นั้นเป็น โปรเตสแตนท์ ไม่ยอมเดินตามก้นท่านหัวหน้าตระกูล แต่เข้าจับมือร่วมหัวจมท้ายกับพวกตระกูลบูรบอง คิดการโค่นล้มกษัตริย์ตระกูลกีส โคลินญี จะคิดอย่างนี้หรือเปล่าก็ไม่ทราบ คือ ได้ทีแล้วไม่ขี่แพะไล่ จะไปมัวรอขี่สุนัขไล่กันเมื่อไรอีกเล่า? ทำนองนี้ ทราบแต่ว่า นักประวัติศาสตร์ท่านกล่าวไว้ว่า คิดปฏิวัติหรือ จะเรียกว่า คิดกบฏ ก็แล้วแต่ในครั้งนั้น มีเงื่อนแง่ทางศาสนาเป็นแกนสำคัญอยู่ด้วย คือ

อังตวน เดอบูรบอง เจ้าคองเดน้องชาย กับ โคลินญี สามคนนี้ จึงได้รวมกำลังกัน ตั้งเป็นคณะสำหรับถอดพระเจ้าแผ่นดินออกจากราชบัลลังก์ ล้างอำนาจของตระกูลกีส และตั้งผู้ที่เป็นโปรเตสแตนท์ขึ้นครองประเทศ เพื่อบำรุงนิกายนี้ให้รุ่งเรืองขึ้นในฝรั่งเศส...



แผนการได้กำหนดขึ้นโดยรวบรวมข้อมูลจาก ๒ ตระกูลนั้นตั้งขึ้นเป็นกองทัพ
และคัดเลือกคนมีฝีมือชื่อ ลาเรอโนดี เป็นแม่ทัพ

ชื่อของท่านขุนทัพกบฏคนนี้ .....
ฟังด้วยหูคนไทยแล้ว ค่อนข้างจะอัปมงคลพิลึกอยู่ คือ

ลา ….. ก็แปลว่าจะต้องมีการพลัดพรากจากกัน
เรอ ….. ก็คืออาการที่แสดงถึงลมขึ้น ทำท่าจะไม่ค่อยดีอยู่ในท้อง
ส่วนโนดี ….. ฟังแบบครึ่งฝรั่งครึ่งไทยแล้ว ก็คือ ไม่ได้เรื่อง

อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ ..... หรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ แผนการปฏิวัติครั้งนั้น จึงต้องลาโรงทั้งๆ ที่ยังไม่ได้โหมโรงสักแอะเดียว คือทางรัฐบาลล่วงรู้เข้าจึงจัดกองทัพมาปราบปราม คงจะมีการเสียเลือดเนื้อกันบ้างพอแก้เซ็ง เพราะตัวแม่ทัพผู้มีชื่อไม่ค่อยเข้าหูคนไทยต้องถึงซึ่งอาการเท่งทึง ส่วนตัวหัวหน้าคนหนึ่งคือ เจ้าคองเด ซึ่งเป็นน้องชายระดับซา เฮียของตระกูลบูรบองถูกจับ และต้องพิพากษาให้ประหารชีวิต เรียกว่าเล่นกันแบบลำหักลำโค่นเหมือนกัน

อันที่จริงเหตุการณ์ครั้งนี้ ..... เป็นเหตุการณ์ทางการเมืองตรงตรง แต่เป็นการเมืองที่มีการแตกแยกทางศาสนาเป็นแกนสำคัญ ดังนั้น จึงถือว่าเป็นบทบาทโหมโรงของสงครามศาสนาในฝรั่งเศสครั้งนั้น แน่นอนที่สุด เป็นชนวนสำคัญที่ทำให้พวกคาทอลิก กับ พวกโปรเตสแตนท์ เกิดรอยเคืองรอยแค้นแก่กันลึกซึ้งและชัดเจนยิ่งขึ้น ... แต่ด้วยความมีสติและฉลาดพอของตัวของพระนางฮองไทเฮา คัธริน เดอ เมดิซิส ผู้กุมอำนาจหลังราชบัลลังก์ เหตุการณ์ที่น่าจะบานปลายไปใหญ่โตครั้งนั้น ก็ผ่อนเพลาทุเลาลง คือ ยังไม่ทันที่นักโทษการเมืองระดับเข้าแดนประหาร เจ้าคองเด จะถูกประคองตัวขึ้นสู่ตะแลงแกง พระเจ้าฟรังซัวส์ที่ ๒ ก็ชิงเสด็จไปสวรรค์เสียก่อน ราชบัลลังก์ก็เลยตกทอดมาสู่พระอนุชา ซึ่งมีพระชนมายุเพียง ๑๐ พรรษาเท่านั้น เป็นเหตุให้พระนางคัธรินทรงอำนาจสิทธิ์ขาดในบ้านเมืองเป็นทางการในตำแหน่ง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระนางจึงทรงใช้อำนาจนั้นให้เป็นผลดีแก่บ้านเมืองคือ มีพระราชโองการปล่อยเจ้าคองเดพ้นโทษานุโทษ ทั้งนี้ด้วยแต้มการเมืองที่จะให้เกิดความสำนึกในบุญคุณและกลับมาเป็นไมตรีกันของตระกูลกบฏทั้งสองนั้น นับได้ว่า เป็นแต้มการเมืองที่น่านิยมอยู่ แต่เคยพบในประวัติศาสตร์บางตำหรับ ที่เชื่อว่าเขียนขึ้นโดยคาทอลิกตำหนิว่า เป็นเรื่องของความอ่อนแอในการปกครองบ้านเมือง ก็เห็นจะเข้าทำนองที่ว่า ...

ปล่อยเสือเข้าป่า ปล่อยกุมภาลงน้ำ
ก็มีแต่จะชอกจะช้ำในปลายมือเท่านั้นเองนั่นแหละ




แต่อย่างไรก็ตาม ..... ก็เหมือนฟ้ากระหายเลือดชาวฝรั่งเศสในตอนนั้น แต้มการเมืองที่ทำท่าว่าจะเข้าท่าแต้มนั้น ก็อำนวยผลที่น่าชื่นชมอยู่ได้ไม่นานนัก เรื่องร้ายที่จะเกิดเป็นสงครามศาสนาก็กระพือฮือโหมอย่างใหญ่โตขึ้นจนได้ ด้วยสาเหตุที่ปรากฏเฉพาะหน้าแล้ว ก็ดูว่า มันเป็นเพียงเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งเท่านั้นเอง แต่ถ้ามองไปลึก ๆ แล้ว ก็จะเห็นว่ามันมีสิ่งแฝงเร้นเป็นสาเหตุอันล้ำลึกอยู่ ... คือ พระนางคัธริน เดอ เมดิซิส ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในตอนนั้น ว่าไปแล้ว พระนางก็เป็นเพียงสะใภ้ของตระกูลกีส มิใช่เลือดเนื้อเชื้อไขที่แท้จริง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ความสำนึกในเรื่องนี้จะไม่เหนียวแน่นเป็นแก่นสารนัก พระนางจึงดำเนินรัฐประศาสโนบายอันมุ่งผลเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของบ้านเมืองมากกว่าที่จะเพ่งไปที่ผลประโยชน์ของเทือกเถาเผ่าพันธุ์ คือ ทรงให้ความอุปถัมภ์ค้ำจุนทั้งพวกคาทอลิกและโปรเตสแตนท์อย่างเสมอหน้ากัน หัวหน้าโปรเตสแตนท์ คือ อังตวน เดอ บูรบอง ซึ่งเป็นกบฏมาหยก ๆ ก็ทรงตั้งให้เป็นข้าราชการตำแหน่งสำคัญ คือ เป็นอุปราช ซึ่งตำแหน่งนี้ ดุ๊ก เดอ กีส หัวหน้าคาทอลิกเคยครองมาก่อน ซึ่งสถานการณ์อันนี้ นักประวัติศาสตร์ท่านกล่าวไว้ว่า .....

ดุ๊ก เดอ กีส ซึ่งเคยอำนาจราชศักดิ์ใหญ่หลวง
มาในรัชสมัย พระเจ้าอังรี่ที่ ๒ และ ฟรังซัวส์ที่ ๒
มาถึงสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ ๙ ก็เสื่อมรัศมี...


คนที่เคยมีรัศมี ต้องมาเสื่อมรัศมีลง ..... ทั้งๆ ที่ยังกินได้ ถ่ายได้ ทำอะไรๆ ได้แบบนี้ มันเจ็บปวดแค่ไหน ก็ลองไปถามพวกที่เคยใหญ่โต แล้วต้องมายุบลงดูเถิด ผู้เขียนเอง ไม่เคยใหญ่เลยบอกไม่ถูก เคยแต่ได้ยินมากับหูคราวหนึ่ง หัวหน้าท่านพาไปอวยพรปีใหม่ผู้เคยใหญ่โตท่านหนึ่ง รู้สึกว่าท่านดีใจเป็นพิเศษในปีนั้น ถึงกับพูดออกมาด้วยเสียงเคลือๆ ว่า ขอบใจพวกท่านเหลือเกิน เดี๋ยวนี้ ไม่ค่อยมีใครเขารู้จักผมเสียแล้ว ... ดุ๊ก เดอ กีส ก็เหมือนกัน ท่านคงจะเจ็บในหัวอกอยู่ไม่เบาทีเดียว จะถึงกับครวญเพลง เรียมเหลือทนแล้วนั่น อยู่ทุกเช้าค่ำหรือเปล่า ก็ไม่ทราบได้ และคงจะเจ็บช้ำยิ่งกว่าคนตกต้นตาลแน่ๆ ทีเดียว เพราะคนที่ยกศัตรูขึ้นมาเกินหน้านั้น ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นสะใภ้ของเราเอง ... คนที่มีสถานการณ์ร้ายสุมอยู่ในอกอย่างนี้ ย่อมจะเกิดปฏิฆะ คือ ความหงุดหงิดขัดเคืองเป็นเจ้าเรือนอย่างไม่ต้องสงสัย และคนที่ตกอยู่ในอารมณ์เช่นนี้ ย่อมขวางหูขวางตาไปหมด เป็นธรรมดา แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ความขวางหูขวางตาของท่านดุ๊ก ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะผลของมันได้ลุกลามกลายเป็นสงครามศาสนาใหญ่โต ตั้งหน้าตั้งตาฆ่ากันอยู่ถึง ๘ ยก ๘ ครา เป็นระยะเวลาถึง ๓๐ ปี ระหว่างคาทอลิก กับ โปรเตสแตนท์ในฝรั่งเศส



ประวัติศาสตร์ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ว่า .....

ในวันที่ ๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๑๐๕ (ค.ศ. ๑๕๖๒) ดุ๊ก เดอ กีส กลับมาจากลอร์เรน จะเข้าไปปารีส ระหว่างทางแวะเข้าไปในโบสถ์แห่งหนึ่งที่เมืองวาสซี วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ เผอิญประชาชนที่เข้ามาอยู่ในโบสถ์นั้นเป็นโปรเตสแตนท์ กำลังสวดมนต์อย่างโปรเตสแตนท์อยู่ พวกของดุ๊ก เดอ กีส จึงเข้าไปก่อการวิวาทและเกิดต่อสู้กันกับคนเมืองนั้น ดุ๊ก เดอ กีส เองถูกหินปาหน้าเลือดไหล คนของดุ๊ก เดอ กีส ได้ฆ่าพลเมืองในโบสถ์นั้นตายราว ๖๐ คน ต่อจากนั้นพวกคาทอลิกก็ทำร้ายพวกโปรเตสแตนท์อีกเป็นอันมาก ที่เมืองซังส์ และเมืองตูร์ พวกคาทอลิกได้กดคอพวกโปรเตสแตนท์จมน้ำตายตั้งสองร้อยคน รัฐบาลในกรุง ปรารีสก็ลำเอียงเข้าข้างพวกคาทอลิก ในวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๑๐๕ รัฐสภากรุงปารีสได้ประกาศยกเอาพวกโปรเตสแตนท์ออกนอกความคุ้มครองของกฎหมาย นี้เป็นมูลเหตุของสงครามกลางเมือง ซึ่งได้ทำกันถึง ๘ ครั้ง ตลอดรัชสมัยแห่งพระเจ้าแผ่นดินสามองค์...

นับได้ว่า ..... นักประวัติศาสตร์ท่านบอกความเรื่องนี้ไว้ชัดเจนมาก

ว่าไปแล้ว นักประวัติแสบอย่างผู้เขียน ก็ไม่น่าจะต้องบอกความอะไรต่อไปอีก แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ เกิดมาเป็นนักประวัติแสบแล้ว ก็อดไม่ได้ที่ทำความแสบในหัวใจให้แก่ใครต่อใครเขาต่อไปอีก ... คือเมื่ออ่านประวัติศาสตร์ตอนนี้แล้ว ก็เกิดความรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องของความบ้าคลั่งอย่างไร้เหตุผลเป็นที่สุด ลองคิดดูซี เดินไปได้ยินคนเขาสวดมนต์ไม่ถูกหูพวกตนในโบสถ์ ก็พาลหาเรื่องไปฆ่าเขาตายตั้ง ๖๐-๗๐ คน มันเรื่องอะไรกันเล่า ถ้าไม่ใช่เรื่องของความบ้าคลั่ง ถ้าคนพวกนั้นเขาไปแอบอยู่ในโบสถ์แล้วตะโกนด่าแม่พวกตน ซึ่งเดินมาอย่างสงบเสงี่ยม อย่างนี้ซีจึงจะถือว่ามีเหตุผลที่จะต้องเหยียบอกกัน ... คิดดูแล้วจึงอดที่จะวิตกไม่ได้ว่า ถ้าคนพวกนี้เกิดมีอำนาจบาตรใหญ่ขึ้นมาในเมืองไทยแล้ว พวกชาวพุทธคงจะต้องไปแอบไปซ่อนสวดมนต์กันในถ้ำในป่าห่างไกล ไม่ให้พวกนี้เขาได้ยิน เพราะมันเสี่ยงอันตรายยิ่งนัก ถ้าเขาได้ยินพวกเราสวดมนต์กันแล้ว เขาเกิดไม่ถูกหูขึ้นมา คงจะโดนฆ่าขนาด ๖๐ ยกกำลังร้อยเป็นแน่ เพราะสมัยนี้ มี เอ็ม.๑๖ เอ็ม.๗๙ ร้ายแรงกว่าพวกคาทอลิก เมื่อสาม- สี่ร้อยปีที่แล้วมาเป็นไหนๆ และอีกประการหนึ่ง มนต์ที่เราสวดกันนั้น เป็นคำสั่งสอนและคำสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้าเสียด้วย เขาจะต้องไม่ถูกหูยิ่งกว่าที่พวกโปรเตสแตนท์สวดเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๑๐๕ นั้นเป็นไหนๆ เพราะมนต์ที่พวกโปรเตสแตนท์สวดนั้น ถึงอย่างไรก็เป็นคำสรรเสริญคุณพระเยซู พระยโฮวา ที่เขานับถืออยู่ร่วมกันนั่นเอง เขายังไม่ถูกหู พาลฆ่าเอาได้อย่างนั้น

คิดแล้วก็กลุ้มใจ .....
ที่โลกมนุษย์ทำไม จึงมีมนุษย์พันธุ์นี้ เกิดขึ้นมามีชีวิตอยู่ด้วยก็ไม่รู้ ...



สงครามกลางเมืองอันเนื่องด้วยศาสนาที่ว่านี้ ..... อ่านดูตามที่นักประวัติศาสตร์ท่านสรุปไว้ทั้ง ๘ ครั้งนั้นแล้ว รู้สึกว่ามันมีเรื่องพัลวันพัลเก สนุกดีแท้ๆ ส่วนผลที่จะเกิดเป็นความบรรลัยวายวอดนั้น ไม่ต้องพูดถึงกันละ เพราะมันเป็นเรื่องที่แน่เสียยิ่งกว่าแน่อยู่แล้ว

ครั้งที่ ๑ ….. ก็เกิดขึ้นเป็นผลบานปลายของการฆ่าคนเล่นเพราะรำคาญหูเสียงสวดมนต์นั่นแหละ เมื่อพวกโปรเตสแตนท์ถูกรังแกอย่างบ้าเลือดอย่างนั้น หัวหน้าใหญ่โปรเตสแตนท์ก็ระดมสรรพกำลังตั้งเป็นกองทัพ และยกธงรบทันที เมื่อรบแล้วก็ยึดเมืองสำคัญๆ ได้หลายเมือง ตอนนี้พระนางฮองไทเฮา คัธริน เลิกคิดที่จะญาติดีกับพวกโปรเตสแตนท์ต่อไปแล้ว และตั้งท่าทำสงครามแบบเอาเป็นเอาตายกันทีเดียว โดยทรงเห็นว่า ลำพังกำลังรบของรัฐบาลฝรั่งเศส ไม่พอที่จะเหยียบพวกกบฏโปรเตสแตนท์ให้ราพนาสูรลงได้ จึงขอกำลังจากสเปนซึ่งเป็นมรรคทายกใหญ่ของคาทอลิกมาช่วย ฝ่ายโปรเตสแตนท์ เมื่อคาทอลิกเล่นบทขอกำลังต่างประเทศ จึงขอบ้าง คือขอจากอังกฤษ ซึ่งเป็นมรรคทายกสำคัญของฝ่ายโปรเตสแตนท์ โดยตกลงยกท่าเมืองฮาฟร์ให้เป็นเครื่องตอบแทน

ลงเล่นกันขนาดเอากำลังจากต่างประเทศเข้าไปหนุนด้วยอย่างนี้ ..... ก็เป็นสงครามใหญ่ไปแล้ว ไม่ใช่สงครามแก้เซ็ง แก้เหงา พอให้หายคันไม้คันมือ ผลจึงปรากฏว่า ขนาดหัวหน้าใหญ่ก็มีอันต้องเท่งทึงกันไปทีเดียว ... หัวหน้าใหญ่ท่านนี้คือ ท่านดุ๊ก เดอ กีส ซึ่งเป็นหัวหน้าใหญ่ของคาทอลิก ที่รัศมีมัวซัวไปนับตั้งแต่พระนางคัธริน ได้อำนาจหลังราชบัลลังก์อย่างเปิดเผยและเต็มมือ นั่นแหละ พอเกิดสงครามกลางเมืองอันเนื่องมาจากชนวนที่ท่านเองจุดขึ้นที่โบสถ์เมืองวาสซีแล้ว ท่านก็กุลีกุจอเข้าช่วยทางฝ่ายพระนางคัธริน เพราะเป็นการช่วยฝ่ายคาทอลิกของท่านนั่นเอง ท่านผู้นี้เป็นนักรบที่มีฝีมือพอตัว พอออกโรงก็ได้ผล คือ สามารถจับเจ้าคองเดมาขังไว้ได้ แต่แล้วในภายหลังไม่รู้ไปพลาดท่าเสียทีเข้าแบบไหนโดนลูกปืนชนตาย



เมื่อเสียหัวหน้าคนสำคัญไปแล้ว ..... สงครามก็เซ็งลง และได้มีการทำสัญญาสันติภาพกัน แต่สันติภาพที่เกิดขึ้นน้ำลายและปลายปากกาเท่านั้น ย่อมเป็นสันติภาพที่เปราะบางยิ่งนัก ดังนั้นเพียง ๔ ปีเท่านั้น สงครามกลางเมือง เรื่องเกี่ยวกับศาสนา ก็เกิดขึ้นอีกเป็น …..

ครั้งที่ ๒ ….. เนื่องจากพวกโปรเตสแตนท์ทำทีทำท่าให้ปรากฏว่าพยายามที่จะจับตัวพระเจ้าแผ่นดิน พวกคาทอลิกซึ่งครองอำนาจรัฐอยู่ จึงยกทัพออกปราบปราม สงครามครั้งนี้มีลักษณะพิเศษที่น่าสังเกตยิ่งนัก คือบอกความจริงไว้อย่างหนึ่งว่า มานะทิฐิในทางศาสนานั้น มีความสำคัญกว่าสายเลือดของตัวเอง ... เรื่องก็คือว่า ในสงครามศาสนาฝรั่งเศสครั้งที่ ๒ นี้ ดุ๊ก มอง โมรังซี หัวหน้าตระกูล มองต์ โมรังซี ซึ่งเป็นคาทอลิก รับภาระเป็นหัวหน้าคุมกองทัพคาทอลิกออกรบ แต่โคลินญี หลานชาย เป็นหัวหน้าพวกโปรเตสแตนท์คุมกองทัพโปรเตสแตนท์รบกับคาทอลิก เรื่องก็เลยปรากฏว่า ความแตกแยกทางศาสนาได้ทำให้คนสายเลือดเดียวกันในระยะกระชับชิด หันหลังให้กันและฆ่ากันในลักษณะของสงคราม ...

ดีไหมล่ะ ศาสนาของเขา …!!

สงครามครั้งนี้จบลงด้วย .....
ดุ๊ก มองต์ โมรังซี หัวหน้าคาทอลิก ก็ตายไปอีกคนหนึ่ง
แต่จบลงไม่นานนัก สงคราม .....

ครั้งที่ ๓ ..... ก็เกิดขึ้น โดยพวกคาทอลิกก็ได้หัวหน้าใหม่ คราวนี้เป็นราชวงศ์ชั้นใกล้ชิดทีเดียว คือ ดุ๊ก ดังชู ซึ่งเป็นพระอนุชาของพระเจ้าชาร์ลที่ ๙ เอง สงครามครั้งนี้หัวหน้าฝ่ายโปรเตสแตนท์ รับภาระเท่งทึงลงไปบ้าง คือ เจ้าคองเด ซาเฮียของตระกูลบูรบอง ซึ่งโดนจับเป็นเชลยมาแล้ว ๒ – ๓ ครั้ง คราวนี้ต้องรับบทหนักกว่าที่เคย คือ ถลำเลยไปถึงเมืองผี...หมดเรื่องกันไป เมื่อหัวหน้ามีอันเป็นไป สงครามก็สงบลง ... เมื่อสงครามครั้งที่ ๓ จบลงนั้น มีความผันผวนอย่างน่าแปลกใจเกิดขึ้น ซึ่งก็ไม่ทราบว่ามันเป็นไปเพราะความโง่เขลาของใคร หรือฟ้าดินบันดาลให้เป็นไป หรือเป็นตามแผนกลยุทธแบบเดินเส้นในของใครกันแน่ คือ โคลินญี ซึ่งเป็นตัวแสบ สำคัญอันทำให้พวกคาทอลิกจับไข้อยู่เสมอมานั้น ไม่รู้ไปตีสนิทท่าไหน กลายเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าชาร์ลที่ ๙ ขึ้นมา จนทำให้พระเจ้าชาร์ลที่ ๙ ชักจะเหม็นสาบพระมารดา ทำให้อำนาจของพระนางชักจะขึ้นรา เมื่อสั่งการอะไรกับใคร เสียงขานรับชักจะไม่หนักแน่นเอาเป็นเอาตายเหมือนแต่ก่อน แผนพิฆาตแบบใต้ดินจึงถูกกำหนดขึ้น โดยพระนางคัธรินคบคิดกับ คนสำคัญในตระกูลกีสคนหนึ่งชื่อ อังรี เดอ กีส จ้างมือปืนไปเด็ดชีพของโคลินญีเสีย เผอิญไปได้มือปืนชนิดค่าตัวสูงเพราะราคาคุยเข้า กระสุนปืนนัดนั้น แทนที่จะโดนสมองหรือ ตัดขั้วหัวใจ จึงเพียงแต่ถากๆ แขนซ้ายไปเท่านั้นเอง



แผนสังหารนี้จะเป็นของใครก็แล้วแต่ ..... เจ้าของแผนจะต้องสำนึกบาปรับผิดว่า มีผลเท่ากับเอาน้ำมันเบนซินสาดโครมเข้าไปในกองไฟดีๆ นี่เอง คือ พวกโปรเตสแตนท์เจ็บแค้นกันใหญ่โต ถึงกับมีเสียงร้องประกาศก้องสะท้อนอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ถึงทุกวันนี้ว่า ... แขนของโคลินญีข้างเดียว มีค่าเท่ากับแขนของคนอื่น ๔๐,๐๐๐ ข้าง ... ไม่รู้เหมือนกันว่า เขาเอามาตราอะไรไปเทียบอย่างนั้น ที่รู้ก็คือเป็นมาตราความแค้นเหลือล้นอย่างแน่นอน ... และมิใช่แต่พวกโปรเตสแตนท์เท่านั้น ที่เจ็บปวดในหัวใจ เพราะโคลินญีถูกยิง พระเจ้าชาร์ลที่ ๙ เองก็ทรงเสียพระทัยมาก ถึงขนาดเสด็จไปเยี่ยมถึงตัวและรับสั่งว่า ... บาดแผลอยู่ที่ตัวท่าน แต่ความเจ็บปวดมาอยู่ที่ตัวฉัน ... อันแสดงถึงพระราชดำรัสที่ออกมาจากความระทมพระทัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะนักประวัติศาสตร์บอกว่า พระเจ้าชาร์ลที่ ๙ เคารพรักโคลินญี เหมือนบิดา ... ความแค้นอย่างสุดขีดของพวกโปรเตสแตนท์ และความระทมพระทัยของพระเจ้าชาร์ลที่ ๙ นี่แหละ คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนฝรั่งเศสหน้ามืดฆ่ากันอย่างใหญ่โตทั้งปีระหว่าง ค.ศ. ๑๕๗๒ – ๑๕๗๓ เริ่มด้วยการสังหารหมู่ที่ขึ้นชื่อลือชาในประวัติศาสตร์ เพราะกระทำกันในวันสำคัญทางศาสนานั่นเอง เรียกกันว่า

การประหารหมู่ในคืน เซนต์ บาโธโลมิว
คือในคืนวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๑๕๗๒


เรื่องก็เนื่องมาจากเสียงตะโกนด้วยความแค้นสุดขีดว่า ..... แขนของโคลินญีข้างเดียว เท่ากับแขนคนอื่น ๔๐,๐๐๐ ข้าง นั้น ได้ก่อความตระหนกตกใจให้แก่พระนางคัธริน เดอ เมดิซิส เป็นอย่างยิ่ง จึงเสด็จไปละล่ำละลักตรัสบอกพระราชโอรสว่า พวกโปรเตสแตนท์กำลังจะฆ่ากษัตริย์ และทำลายล้างราชสำนักทั้งหมด ถ้ารักชีวิตก็ต้องรีบฆ่าพวกนั้นเสียก่อน พระเจ้าชาร์ลที่ ๙ ซึ่งกำลังทรงเป็น ประสาท อยู่หน่อยๆ จึงทรงพระพิโรธ และรับสั่งแดกดันว่า .....

เอ้าฆ่ามัน ฆ่ามันเสียให้หมด
อย่าให้เหลือเข้ามาใกล้ฉันเลยจนคนเดียว


เท่านั้นเองได้เรื่อง ..... คือ พระนางคัธริน ไม่ถือว่าเป็นคำประชดประชัน แต่ถือว่าเป็นพระบรมราชโองการ จึงไปบอก อังรี เดอ กีส ซึ่งคอยทีอยู่แล้ว ในประวัติศาสตร์บอกว่า .....

พอสองนาฬิกา อังรี เดอ กีส ก็เอาทหารเข้าบ้านพวกโปรเตสแตนท์ เชือดคอ บีบคอ ทำทุกอย่างสุดแต่ว่าจะทำได้ โคลินญี เป็นคนแรกที่ถูกสังหาร ... นอกจากนั้น ก็มิได้เลือกว่าใครเป็นใคร ทำทารุณกรรมกันเรื่อยไป จนกระทั่งถึงเวลาเช้า และในเวลานั้นอีกตลอดวัน คนตายตั้งสองพันเศษ และต่อมาอีกสองสามวันตามเมืองต่างๆ เช่น ลียองตุรุส และบอร์โด ก็ทำตามอย่าง รวมคนที่ถูกสังหารครั้งนี้ไม่น้อยกว่าแปดพันคน...



ใครอ่านประวัติตอนนี้แล้ว ..... ไม่รู้สึกสะเทือนใจอะไรเลยละก็ ขอยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีอุเบกขาธรรมสูงจริงๆ ต่อไปหากได้ทราบข่าวว่าตำแหน่งเพชฌฆาตว่างลงที่ไหนแล้ว ก็ควรจะไปสมัคร เพราะมีหวังเจริญก้าวหน้าในการทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้อย่างแน่นอน ทั้งนี้เพราะ เหตุการณ์ในคืนวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๑๕๗๒ และรุ่งขึ้นอีกทั้งวันและต่อๆ มา ในเมืองอื่นนอกกรุงปารีสนั้น น่าสังเวชสลดใจยิ่งนัก ไม่เชื่อก็ลองคิดดู คนชาติเดียวกัน ศาสนาเดียวกัน เห็นหน้าเห็นตากันอยู่ว่า หน้าตาก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน เพียงแต่ถือลัทธินิกายต่างกันเท่านั้น เขาฆ่ากันได้อย่างบ้าเลือดด้วยวิธีการที่ทารุณเหี้ยมโหดเป็นที่สุด แบบนี้จะไม่ให้จิตใจของคนธรรมดาๆ เกิดความสลดสังเวชได้อย่างไร?

และ เหตุการณ์ยังหาได้สงบเงียบลงเพียงนั้นไม่ ..... เมื่อพวกโปรเตสแตนท์ถูกกระทำทารุณกรรม อย่างที่มนุษย์ไม่ควรจะทำกับมนุษย์ หรือแม้แต่สัตว์เดียรัจฉานเช่นนั้น ก็เกิดภาวะเลือดเข้าตาเหมือนกัน ไม่กี่วันต่อมาจึงจลาจลนองเลือดกันเป็นการใหญ่ เจอหน้าแล้วฆ่ากันอยู่เป็นเวลาร่วมปีทีเดียว จนพระเจ้าชาร์ลที่ ๙ ต้องเสด็จออกโรงระงับสงครามด้วยการโอนอ่อน ยอมให้พวกโปรเตสแตนท์มีเสรีภาพในทางศาสนา และให้รัฐสภา .....

ประกาศยกเลิกกติกาประหลาดที่ว่า
ยกพวกโปรเตสแตนท์อยู่นอกการคุ้มครองของกฎหมาย …..


และ ด้วยเหตุการณ์อันสะเทือนพระทัยอย่างแรงนี้ .....
ทำให้โรคประสาทที่เกาะกินพระองค์อยู่กำเริบหนักขึ้น
จนสวรรคตเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๑๕๗๔

นี่แหละคือศาสนาของเขา ถือศาสดาองค์เดียวกันแท้ๆ เขายังเอานิกายที่ต่างกันมาตั้งแง่ฆ่ากันได้ จนเหม็นคาวเลือดอยู่ในประวัติศาสตร์ถึงเพียงนี้ นับประสาอะไรกับคนต่างศาสนา ถ้าเขาได้ท่าแล้ว มีหรือที่เขาจะยั้งมือ

สงครามนองเลือด ..... หลังวัน เซนต์ บาร์โธโลมิว นั้น เป็นสงครามครั้งที่ ๔ แม้จะมีการผ่อนปรนกันอย่างนั้นแล้ว สงครามก็ยังไม่จบ ยังคงมีต่อไปอีก จนกระทั่งถึงสงครามครั้งที่ ๘ ซึ่งขับเคี่ยวกันอยู่ถึง ๘ ปี คือ ระหว่างเดือนกรกฎาคม ๑๕๘๕ ถึงเดือนกรกฎาคม ๑๕๙๓ เป็นสงครามแย่งราชบัลลังก์กันระหว่างตระกูลคาทอลิก กับ ตระกูลโปรเตสแตนท์คือ ตระกูลกีส กับ ตระกูลบูรบอง มีการขอกำลังจากต่างประเทศเข้ามาหนุนด้วย กำลังต่างประเทศนี้ก็ เจ้าเก่านั่นเอง คือ สเปนเข้าข้างคาทอลิกและอังกฤษเข้าข้างโปรเตสแตนท์ ลงท้ายหลังจากที่ฆ่ากันตายไปไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไรมา ๘ ปีแล้ว ฝ่ายโปรเตสแตนท์ได้ชัยชนะ โดยหัวหน้าใหญ่ฝ่ายคาทอลิกคือ อังรี เดอ กีส ถูกลอบฆ่าตายโดยทหารรักษาพระองค์ของพระเจ้าอังรีที่ ๓ ซึ่งเป็นคาทอลิกด้วยกัน เพราะเกิดบาดหมางกันขึ้นและต่อมา พระเจ้าอังรีที่ ๓ ก็สวรรคตเพราะถูกลอบปลงพระชนม์เหมือนกัน หัวหน้าโปรเตสแตนท์ คือ เจ้าอังรี แห่งตระกูลบูรบอง ได้ขึ้นครองราชย์เป็น พระเจ้าอังรีที่ ๔ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์บูรบอง



พระเจ้าอังรีที่ ๔ ..... ทรงเห็นแก่ความสงบสุขของบ้านเมือง ยิ่งกว่าความบ้าคลั่งทางศาสนา จึงดำเนินพระบรมราโชบายในทางผ่อนปรนสมัครสมานคนทั้งสองนิกายเข้าด้วยกัน โดยพระองค์เองทรงยอมสละทิฐิมานะประกาศพระองค์ถือนิกายคาทอลิก เพื่อให้พวกคาทอลิกสบายใจและทรงใช้คุณธรรมคือความอดกลั้นและเสียสละ คือ ขันติธรรม และจาคธรรม อย่างสูง สงครามกลางเมืองเนื่องด้วยศาสนาในฝรั่งเศสจึงจบลง ... หากจะถือเอาเหตุการณ์น่าสลดสังเวชในประวัติศาสตร์นี้ เป็นพยานยืนยันถึงความจริงสักอย่างหนึ่งแล้ว ก็น่าจะได้มองเห็นความจริงนั้นว่า ...

ศาสนาที่อ้างว่าบริสุทธิ์ แต่ไม่บริสุทธิ์ .....
เพราะไม่หลุดจากโซ่ตรวนของกิเลสนั้น
มีโอกาสอยู่เสมอที่จะสร้างความล่มจมให้แก่ประเทศชาติ
และสร้างความพินาศให้แก่ผู้คน


๕. สงครามสามสิบปี... หัวข้อนี้เอามาจากประวัติศาสตร์ เป็นชื่อของสงครามครั้งหนึ่ง ที่ขึ้นชื่อลือชาพอตัว โดยใช้ระยะเวลาที่มนุษย์ใจดำหน้ามืดเข่นฆ่ากันอยู่นานตั้ง ๓ ทศวรรษมาเรียกขานกัน เป็นสงครามที่มีศูนย์กลางอยู่ในเยอรมัน โดยมีศาสนาเป็นตัวแสบก่อความร้าวฉานให้แก่หมู่มนุษย์จนฆ่ากันได้เป็นว่าเล่น เริ่มต้นก็ฆ่ากันในระหว่างคนที่อยู่ในเขตเยอรมันด้วยกัน ต่อมาก็ขยายตัวกลายเป็นการฆ่ากันระหว่างประเทศ

ขอย้ำไว้กันเผลอว่า ศาสนานี้ คือ ศาสนาคริสต์
และ ฆ่ากันระหว่างคริสต์กับคริสต์นั่นแหละ
คือ คริสต์คาทอลิก กับ คริสต์โปรเตสแตนท์


จุดวิกฤตแห่งสงครามผลาญญาติในครั้งนี้ ..... เริ่มขึ้นเมื่อปี ๑๕๗๖ ราชวงศ์ฮับสเบิร์กของเยอรมันนามว่า โรดอล์ฟ ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ครองอาณาจักรทางซีกออสเตรีย สืบต่อจากพระราชบิดา กษัตริย์องค์นี้เป็นหลานของพระเจ้าฟิลิปป์ที่ ๒ แห่งสเปน ซึ่งเป็นมรรคทายกใหญ่ของฝ่ายคาทอลิก ดังที่กล่าวมาแล้วในตอนก่อน และได้รับการอบรมบ่มพระนิสัยมาแต่อ้อนแต่ออกจากพระราชปิตุราธิราช ผู้เป็นคาทอลิกชนิดขึ้นสมององค์นั้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นธรรมดาที่พระเจ้าโรดอล์ฟจะทรงมีพระอัสสาสะ ปัสสาสะ เข้าออกเป็นคาทอลิก และอยากจะเห็นโลกทั้งโลกเป็นคาทอลิก ดังนั้น พวกโปรเตสแตนท์ จึงเป็นตัวแสบในสายพระเนตรของพระองค์อยู่ตลอดเวลา เมื่อขึ้นครองราชย์ทรงพระราชอำนาจเหนือดินแดนซึ่งมากมายไปด้วยพวกโปรเตสแตนท์ คือ ออสเตรีย โบเฮเมีย และ ฮังการี แผนพิฆาตโปรเตสแตนท์จึงเริ่มขึ้น ทำให้อาณาประชาราษฎรที่สังกัดโปรเตสแตนท์นอนผวาไปตามๆ กัน ไม่รู้ว่าบาปแห่งราชภัยจะมาหล่นทับกระหม่อมของตนเมื่อไร ภาวะการณ์อย่างนี้รับรองได้ เกิดขึ้นที่ไหนแผ่นดินระอุขึ้นที่นั่น และเมื่อเกิดภาวะแผ่นดินระอุแล้ว อย่านึกเลยว่า แผ่นฟ้าจะร่มเย็นอยู่ได้ ดังนั้น พระเจ้าโรดอล์ฟจึงได้ทรงพบกับการแข็งข้อต่อสู้จากพวกโปรเตสแตนท์ตามสูตรที่ว่า ยิ่งกดมาก ก็ยิ่งดันมาก นั่นแหละ



นอกจาก ..... จะฝังพระทัยเกลียดชังพวกโปรเตสแตนท์ ซึ่งความจริงก็เป็นสายเลือดทางศาสนาอันเดียวกันแล้ว พระมหากษัตริย์องค์นี้ ยังมีพระราชบุคลิกภาพพิเศษประจำพระองค์ ซึ่งประวัติศาสตร์สนใจถึงกับบันทึกไว้ด้วย คือ ไม่ทรงมีพระมเหสีหรือพระชายา แล้วยังบังคับให้พระอนุชาทุกพระองค์บำเพ็ญศีล ภรรยาวิรัติ ตามพระองค์ไปด้วย จะทรงเข้าลักษณะ เกย์ หรือเปล่า ผู้เขียนก็ไม่สู้จะเข้าใจเรื่อนี้นัก เพราะผู้เขียนประพฤติตนตามครรลองของสามัญมนุษย์ทั่วไป คือ ภรรยานิยม

พระเจ้าโรดอล์ฟครองแคว้นใหญ่ ๓ แคว้น ..... คือ ออสเตรีย โอเฮเมีย และ ฮังการี ดังกล่าวแล้ว แต่เมื่อปรากฏว่า พระองค์กดพวกโปรเตสแตนท์ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในแคว้นเหล่านั้นมากขึ้น จึงเกิดอาการดันทำให้ทะลักออกไปนอกอำนาจของพระองค์ ๒ แคว้น คือ โบเฮเมีย กับฮังการี โดยเจ้ามาธิยาส พระอนุชาของพระองค์นั่นเอง หิ้วเอาไปเสวยเสีย ซึ่งประชาชนทั้งสองแคว้นนั้น ก็พอใจ เพราะเจ้ามาธิยาสไม่กดพวกโปรเตสแตนท์ แต่แล้วเหมือนกรรมของสัตว์ไม่รู้สิ้น พวกโปรเตสแตนท์ร่มเย็นเป็นสุขอยู่ใต้บุญบารมีของพระเจ้ามาธิยาสได้ไม่นานนัก บุญของท่านก็มาสิ้นลง จะเป็นด้วยท่านดีเกินไป พระเจ้าจึงเรียกตัวกลับเอาไปใช้บนสวรรค์หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ แผ่นดินทั้งสองแคว้นนั้น ต้องหวนกลับเข้าไปอยู่ใต้อุ้งเท้าของพวกคาทอลิกอีก คือ เจ้าเฟอร์ดินานด์ได้ขึ้นครองราชย์สมบัติแทน ทรงพระนามว่า พระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่ ๒ พอได้ครองอำนาจบนราชบัลลังก์ก็ทรงกำหนดโครงการอันตรายขึ้นมาอย่างแน่วแน่ว่า ต้องปราบพวกโปรเตสแตนท์ให้อยู่มือ และ จะต้องทำประชาชนในแว่นแคว้นของพระองค์ซึ่งมีอยู่หลายชาติหลายภาษา ให้เป็นคนชาติเดียวภาษาเดียว ให้จงได้ ทั้งนี้ก็เพราะพระองค์ได้รับการอบรมมาให้เป็นคาทอลิกชนิดสุดลิ่มแบบเดียวกับกษัตริย์โรดอลฟ์ และโครงการนี้ ไม่ใช่โครงการทดลอง หรือโครงการหรูๆ พอให้ดูเป็นหลักเป็นฐานอะไรเทือกนั้น กำหนดขึ้นแล้วทรงปฏิบัติทันที โดยทรงประเดิมเริ่มเป็นงวดแรก คือ ขณะนั้น พวกโปรเตสแตนท์โนโบเฮเมียกำลังสร้างโบสถ์หลังใหญ่ พระเจ้าเฟอร์ดินานด์มีพระราชโองการให้รื้อทิ้งทั้งหมด

เมื่อโดนเข้าแบบนี้ ..... เราบ้างเขาบ้างก็เห็นจะไม่มีอะไรอื่น นอกเสียจาก อกเต้นตึก ๆ และร้อนผ่าวอยู่ตลอดเวลา เพราะมันเป็นการข่มเหงน้ำใจกันอย่างเหลือร้ายจริง ๆ ... ต่อมาชาวโบเฮเมียเห็นท่าจะไม่ได้การ จึงคิดตั้งสภากันขึ้น เพื่อเป็นศูนย์รวมพลังปกป้องตัวเองเรียกว่า สภาอารักขานิกายโปรเตสแตนท์ก็ถูกผู้ว่าราชการเมืองสั่งยุบ เท่านั้นเอง เพลิงพิโรธที่กำลังคุกรุ่นอยู่ทั่วเมืองก็ลุกพึ่บขึ้น ผู้คนพลเมืองยกพวกกรูกันเข้าไปยังห้องของผู้ว่าราชการเมือง จนผู้ว่าราชการเมืองต้องโดดหน้าต่างหนีรอดตายไปได้อย่างหวุดหวิด นักประวัติศาสตร์ท่านบอกว่า อันนี้แหละคือ การเปิดฉากแห่งสงครามสามสิบปี ประมาณ ค.ศ. ๑๖๑๘ ... แม้จะเป็นสภาเถื่อน เพราะถูกทางราชการเขาสั่งยุบ สภาอารักขานิกายโปรเตสแตนท์ ก็ยืนหยัดไม่ยอมล้ม และเดินงานต่อไป ถึงขนาดจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้น เรียกได้ว่า ไม่กลัวข้อหากบฏกันต่อไปอีกแล้ว และอยู่มาอีกหน่อยก็มีเหตุให้สภาได้แผลงฤทธิ์หนักข้อยิ่งขึ้น คือ พระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่ ๒ ได้รับเลือกเป็นราชาธิราชของเยอรมัน สภาก็ได้ประกาศขับไล่ผสมโรงด้วยเลย คือประกาศว่า พระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่ ๒ หมดอำนาจในดินแดนโบเฮเมีย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และพร้อมกันนั้น ก็ตั้งเจ้านครปาลาติเนตเป็นพรเจ้าแผ่นดินของโบเฮเมียซึ่งเจ้าองค์นี้ เป็นโปรเตสแตนท์ ทรงพระนามว่า พระเจ้าเฟรเดริกที่ ๕



แต่ก็เห็นจะต้องถือว่า ..... เป็นความโชคร้ายอย่างยิ่งสำหรับพวกโปรเตสแตนท์ในโบเฮเมียอยู่สักหน่อย ที่พระเจ้าเฟรเดริก ไม่ใช่โปรเตสแตนท์ สาขาลูเธอร์ ซึ่งเป็นโปรเตสแตนท์เยอรมัน หากแต่เป็นโปรเตสแตนท์สาขา คาลแวง อันเป็นโปรเตสแตนท์ฝรั่งเศส ซึ่งตกมาถึงระยะนั้น โปรเตสแตนท์ ๒ สาขานี้ก็เขม่นเหม็นหน้ากันอยู่เหมือนกัน และเพระเจ้าเฟรเดริกนี้ อยู่ในฐานะที่มีศักดิ์และสิทธิที่จะครองบัลลังก์จักรพรรดิเยอรมันได้เหมือนกัน ก็เลยเกิดความวิตกขึ้นมาทั้งแก่ชาวคาทอลิก ทั้งชาวโปรเตสแตนท์ สาขาลูเธอร์ว่า ถ้าจับพลัดจับผลูเฟรเดริกที่ ๕ ได้ขึ้นครองบัลลังก์จักรพรรดิขึ้นมา พวกอาตมาก็คงจะต้องตกอยู่ใต้อำนาจบาทใหญ่ของพวก โปรเตสแตนท์ คาลแวง ที่มีเชื้อมาจากฝรั่งเศสตัวแสบเป็นแน่ อย่ากระนั้นเลย ชาวคาทอลิก และชาวโปรเตสแตนท์ ลูเธอร์ มาหลับหูหลับตาลืมความบาดหมางกันเสียชั่วคราวเถอะ รวมหัวกันหันเข้ารุมกินโต๊ะ เฟรเดริกที่ ๕ กันเสียก่อนดีกว่า

ดังนั้น ..... จึงปรากฏเรื่องราวในประวัติศาสตร์ว่า พระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่ ๒ ทรงร่วมแรงร่วมใจกับเจ้าครองนครต่างๆ ซึ่งเป็นโปรเตสแตนท์สาขาลูเธอร์ ยกกำลังเข้าถลุงแคว้นโบเฮเมีย ของพระเจ้าเฟรเดริกที่ ๕ ผลก็ปรากฏตามคำพังเพยไทยที่ว่า น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ โบเฮเมียแคว้นเดียว จะไปทานอะไรกับกำลังของแคว้นใหญ่และแคว้นย่อยที่ยกมารุมกินโต๊ะได้ พระเจ้าเฟรเดริกที่ ๕ จึงต้องใช้มาตรการสุดท้าย ซึ่งมักจะใช้กันทั่วไปแม้ในทุกวันนี้ คือ หอบสมบัติหนีอกนอกประเทศไปนอนร้องเพลงสิ้นชาติด้วยความสบายอกสบายใจในที่ๆ ปลอดภัยแห่งอื่น ... ส่วนชาวโบเฮเมียที่เป็นโปรเตสแตนท์ทั้งหลาย ก็ตกชตากรรมเดียวกันกับประชาชนพลเมืองทั้งหลายที่ถูกทิ้งไว้เป็นเหยื่อแห่งความพ่ายแพ้นั่นแหละ ลาวอพยพ ญวนอพยพ เขมรอพยพ เป็นอย่างไร ชาวโบเฮเมีย โปรเตสแตนท์ ครั้งนั้น ก็เป็นอย่างนั้น นักประวัติศาสตร์ท่านเล่าไว้ว่า .....

เมื่อพระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่ ๒ ได้นครโบเฮเมียคืนมาแล้ว ก็ได้ทำทารุณกรรมแก่นครนี้ ทรงประกาศเลิกอิสรภาพของนครโบเฮเมียเสีย และให้นครนี้อยู่ใต้อำนาจของวงศ์ฮับเบิร์กอย่างเด็ดขาด และจะต้องปกครองโดยกษัตริย์ของวงศ์นี้สืบสันตติวงศ์กันตลอดไป ห้ามถือนิกายโปรเตสแตนท์ในดินแดนโบเฮเมีย พวกหัวหน้าราษฎรก่อการกำเริบในครั้งก่อน ได้ถูกจับมาตัดศีรษะเสีย ๒๘ คนในวันเดียว คนที่มั่งคั่งในนครนี้ ก็ถูกยึดทรัพย์สินสมบัติเอามาเป็นของพระเจ้าเฟอร์ดินานด์เองบ้าง แจกจ่ายแก่พวกตัวโปรดของพระองค์บ้าง ขายเล่นอย่างถูกๆ บ้าง ประชาชนชาวเช็กส์ ซึ่งในชั้นเดิมมีอยู่ในดินแดนโบเฮเมียถึง ๔ ล้านคน ได้ถูกฆ่าตายหรือขับไล่ให้แตกฉานซ่านเซ็นออกไปอยู่ที่อื่นตั้ง ๓ ล้าน คงเหลืออยู่ล้านเดียว...



ลองหลับตานึกดูตามหลักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ..... เช่นที่พระพุทธองค์ได้ทรงสอนไว้ หากเราเป็นชาวโบเฮเมีย โปรเตสแตนท์ในครั้งนั้นแล้ว ความเดือดร้อนที่ต้องประสพ คงไม่มีคำพูดอันใดจะมาบรรยายให้เทียมเท่ากับความเป็นจริงอย่างแน่นอน และพึงตระหนักเถิดว่า นี่แหละ ปรากฏการณ์ในประวัติศาสตร์ที่สาวกพระเยซู ภายใต้ร่มธงไม้กางเขน เขาก่อขึ้นไว้แก่กันและกัน ด้วยเงื่อนไขสำคัญทางศาสนาโดยตรง เชื้อเดียวกัน สายเดียวกัน เขายังทำกันได้ถึงเพียงนี้ ถ้าเขาเป็นเบี้ยบนวันใด เขาจะทำกับคนต่างเชื้อต่างสายได้เพียงใด ก็ขอให้ลองนึกดู

สงครามที่ตั้งต้นขึ้นด้วยข้อพิพาทเกี่ยวกับศาสนาครั้งนั้น ..... ได้ทำกันอยู่อีกนานปี โดยแผ่ขยายวงกว้างออกไปจนเป็นสงครามระหว่างชาติในยุโรป และพิฆาตฟาดฟันกันนัวไปหมด ส่วนใหญ่แล้ว การแบ่งฝ่ายฆ่ากัน ก็ใช้พรมแดนเรื่องนิกายศาสนานี่แหละเป็นเกณฑ์ คือ คาทอลิกช่วยคาทอลิก โปรเตสแตนท์ช่วยโปรเตสแตนท์ จนกระทั่งสันตะปาปาที่กรุงโรมจะสวมวิญญาณนักนิยมสันติภาพ ร้องขอบิณฑบาตให้เลิกรบกัน ก็ไม่สำเร็จ เขารบกันอยู่ตั้ง ๓๐ ปี จนสิ้นเรี่ยวสิ้นแรงกันไปเอง จึงหันมาประชุมทำสัญญาสันติภาพกันที่เมือง เวสต์ฟาเลีย โดยบรรดาประเทศที่รบกันจนเขี้ยวหัก เล็บกุดในครั้งนั้น มาร่วมประชุมกันทั้งหมด สันตะปาปาก็ยังส่งผู้แทนมาร่วมประชุมด้วย และประชุมเถียงกันอยู่อีก ๔ ปี จึงตกลงกันได้เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๑๖๔๘ โดยข้อตกลงอันเป็นหลักสำคัญของสัญญาฉบับนี้ ก็เป็นข้อตกลงในเงื่อนไขของศาสนานั่นเอง คือ .....

ให้นิกายโปรเตสแตนท์สาขาคาลแวง มีเสรีภาพในประเทศเยอรมันนี คู่กับสาขาลูเธอร์ เจ้าครองนครเยอรมันทั้งหลาย มีอำนาจบังคับให้พลเมืองของตนถือศาสนา ซึ่งเป็นนิกายและสาขาอันเดียวกับตนได้ ถ้าพลเมืองคนใดไม่ยอม ก็ต้องอพยพออกไปจากนครนั้น และมีอำนาจจะขนเอาทรัพย์สมบัติของตนออกไป หรือจับจ่ายขายเสียก่อนได้ เจ้าครองนครจะริบหรือยึดเอาไว้ไม่ได้

ดูเอาเถอะว่า .....
สิ่งที่เขาเรียกว่าศาสนานั้น เคยสร้างปัญหาอันสุดแสนจะลำเค็ญ
ให้แก่มวลมนุษย์ที่เกิดในร่มเงาของเขาไว้อย่างไรบ้าง? ...

และ อย่าพึงคิดเป็นอันขาดว่า ..... นั่นคือ เรื่องที่ลวงมาแล้ว จะไปฟื้นฝอยมาหาตะเข็บให้ป่วยการทำไม? ... เพราะภาวะอันเลวร้ายบนพื้นฐานอันเดียวกันนี้ ยังจองล้างจองผลาญมนุษยชาติอยู่ในทุกวันนี้

สงครามศาสนาสองหัวข้อใหญ่ ..... คือ สงครามครูเสด กับ สงครามผลาญญาติในยุโรป นั้น เป็นสงครามใหญ่ในอดีต ซึ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะแห่งความเป็นไปได้ของสงครามสองลักษณะคือ สงครามต่างศาสนา กับ สงครามร่วมศาสนา สงครามครูเสด เป็นสงครามต่างศาสนา โดยพวกคริสต์ยกทัพไปเข่นฆ่าพวกมุสลิมในตะวันออกกลางบ้าง ในอียิปต์บ้าง ชั่วระยะเวลายาวนาน ตั้ง ๒ – ๓ ชั่วอายุคน ส่วนสงครามผลาญญาตินั้น เป็นสงครามร่วมศาสนา คือ พวกคริสต์ด้วยกันเอง ฆ่ากันหลายยก หลายครา หลายยุค หลายกรณี ซึ่งถ้าสามารถนับผู้คนที่ต้องล้มตายวายวอดลงด้วยผลแห่งสงครามผลาญญาตินั้นแล้ว ก็จะพบตัวเลขมิใช่เรือนแสน แต่ต้องว่ากันเป็นเรือนล้านและสงครามทั้งสองลักษณะนี้ ไม่ใช่จะล่วงลับดับสูญไปกับกาลเวลาที่เป็นอดีตไปแล้ว หากแต่ยังแสดงโฉมหน้าอันน่าเกลียดน่ากลัวแห่งความหฤโหดให้เห็นอยู่ในทุกวันนี้

หากจะมีใครคิดตั้งข้อหาว่า .....
มาตั้งหน้าตั้งตาปรักปรำเขาแล้ว ก็ขอให้ลองเหลือบตาที่บริสุทธิ์ยุติธรรมตามดูเอาเองเถอะ ...!!





โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/


สงครามผลาญญาติในยุโรป ..... ๒ / ๒

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล  -------------  24/04/2004 01:22 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 20  
     
 


สงครามเลบานอน .....

ในช่วงปี คศ. ๑๙๗๕ – ๑๙๙๑ ..... เลบานอนตกอยู่ภายใต้ภาวะสงครามกลางเมือง มีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอาหรับและกลุ่มคริสเตียนในเลบานอน ในที่สุด ทุกฝ่ายสามารถหาข้อยุติและร่วมกันพัฒนาฟื้นฟูประเทศหลังจากภาวะสงครามกลางเมืองอีกครั้ง .. แต่ซีเรียเป็นประเทศที่มีอิทธิพลต่อเลบานอนมากที่สุด โดยเฉพาะด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ โดยซีเรียได้ส่งกองกำลังรักษาความสงบอยู่ในเลบานอน และ จากความสัมพันธ์ที่แนบแน่นดังกล่าว ทำให้กรณีพิพาทเรื่องดินแดนระหว่างซีเรีย เลบานอนกับอิสราเอลไม่มีความคืบหน้า .. ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ เลบานอนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับซีเรีย ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ทำให้ซีเรียและเลบานอนมักจะดำเนินนโยบายต่างประเทศในลักษณะใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ดี การที่เลบานอนไม่ต้องรับผิดชอบในด้านความมั่นคงและนโยบายต่างประเทศทำให้สามารถทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดในการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ .. นอกจากนี้ การที่เลบานอนเคยอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส ทำให้ฝรั่งเศสเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีความใกล้ชิดกับเลบานอน

กล่าวถึง สงครามเลบานอน ..... คือสงครามที่เกิด และ ฆ่ากันอย่างบ้าเลือดในประเทศเลบานอน และ ไม่ใช่สงครามที่มีแต่ชื่อติดอยู่ในหน้ากระดาษบันทึกประวัติศาสตร์ของโลกเท่านั้น แต่เป็นสงครามที่กำลังดื่มเลือดมนุษย์ และ ล้างผลาญทรัพย์สินกันอยู่จนทุกวันนี้ จนเป็นข่าวแพร่ไปทั่วโลกอยู่เสมอ ทำให้เกิดอาการชินชาแก่นักฟังข่าวของโลกไปแล้ว เพราะได้ยินอยู่เสมอ และคิดไม่ออกบอกไม่ได้ว่า ข่าวเรื่องฆ่ากันแบบสงครามในประเทศนี้ เมื่อไรจะจบสิ้นเสียที .. องค์การสหประชาชาติ ซึ่งเป็นองค์การโลกที่ตั้งขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้มีการรบราฆ่าฟันกัน ได้ส่งกองกำลังนานาชาติไปคอยห้ามปราม ไม่ให้ทำสงครามกันในเลบานอน นานนักหนามาแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าทำอะไรได้มากๆ จนกระทั่งยักษ์ใหญ่ในทางทหาร ๔ ประเทศคือ อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และอิตาลี ส่งทหารของตนโดยความเห็นชอบขององค์การสหประชาชาติ เข้าไปห้ามสงครามในเลบานอน ผลที่ปรากฏคือ กองทหารอเมริกากับฝรั่งเศสโดนถล่มด้วยระเบิดเต็มคันรถ ทหารตายไปสองร้อยกว่าคน ต้องโจนลงเรือหนีอย่างสิ้นท่า

ข่าวการเข่นฆ่าล้างผลาญกันในเลบานอน ..... ปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์เสมอๆ .. มุสลิม .. คริสต์ .. ยิว ดวลกันในเบรุต กลุ่มมุสลิมชีอะห์ติดอาวุธในเบรุตเมืองหลวงของเลบานอน เข้าสกัดจับชาวคริสเตียนที่กำลังโดยสารรถจะไปขึ้นเครื่องบินเดินทางออกนอกประเทศกลุ่มหนึ่ง จำนวน ๕๐ คน บนถนนระหว่างเบรุตกับท่าอากาศยาน นำไปยึดเป็นตัวประกันนาน ๖ ชั่วโมงก่อนจะปล่อยตัวออกมา .. คริสเตียนเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตตะวันออกของเบรุต อันเป็นย่านของพวกตน ถูกนำตัวไปยังที่ไม่เปิดเผยโดยรถบรรทุก ๔ คัน ก่อนจะพากลับมายังท่าอากาศยานในภายหลัง .. มีการเปิดเผยต่อมาว่า การจับตัวชาวคริสเตียนเหล่านี้เป็นประกัน เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวชีอะห์คนหนึ่ง ซึ่งถูกฝ่ายอาสาสมัครคริสเตียนจับกุมตัวเอาไปในเบรุตตะวันออก



ในเหตุการณ์อีกด้านหนึ่งที่เบรุต ..... การสู้รบระหว่างพวกคริสเตียนกับมุสลิมยังดำเนินต่อไปข้ามเส้นสีเขียวที่กั้นเขตแดน ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายตายกันทุกอาทิตย์เป็นสิบๆ คน และ ข่าวต่างประเทศตามหน้าหนังสือพิมพ์ฯ ก็ยืนยันได้ว่า สงครามในเลบานอนเป็นสงครามปัจจุบัน ไม่ใช่สงครามในประวัติศาสตร์ และยังยืนยันด้วยว่า เป็นสงครามศาสนาชัดๆ เพราะเป็นการฆ่ากันระหว่างคนที่ถือศาสนาต่างกัน คือ คริสเตียนถือคริสต์ มุสลิมถืออิสลาม .. เป็นอันว่า ทุกวันนี้ ยังมีสงครามศาสนาอยู่ในโลกนี้ ในลักษณะเป็นสงครามระหว่างกลุ่มทางศาสนา โดยที่สงครามนี้ ยังงงกันอยู่ทั่วโลก ในอันที่จะหาทางให้เลิกรบกัน แต่ยังไม่เห็นแม้แต่วี่แววของช่องทางนั้น ..

สำหรับผู้เขียน ..... มองเห็นอยู่ทางเดียว คือไปเชิญพระเป็นเจ้าของทั้งสองฝ่ายลงมาจากสวรรค์มานั่งโต๊ะกลมเจรจาหย่าศึกกัน แต่ก็อีกนั่นแหละ ไปเชิญพระเป็นเจ้าลงมาแล้ว แทนที่พระองค์จะมาเจรจาหย่าศึกให้หมู่มนุษย์ผู้เป็นสาวกบริวาร ท่านกลับมาตั้งประเด็นเจรจากันว่า ใครจะเป็นพระเจ้าที่เที่ยงแท้ เรื่องก็ยิ่งจะต้องทำสงครามกันใหญ่โตยิ่งขึ้น เพราะฟังๆ ดู ก็เห็นแต่ต่างองค์ต่างก็อ้างว่า เป็นพระเจ้าที่เที่ยงแท้แต่พระองค์เดียว กันทั้งนั้น .. พูดไปก็รังแต่จะแสลงหูกันเปล่าๆ หันกลับมาดูเรื่องสงครามศาสนาในเลบานอนต่อไปดีกว่า

แม้จะยืนยันไว้ด้วยข้อเท็จจริง ..... ที่มาจากข่าวหนังสือพิมพ์บ้างแล้ว ข้อเท็จจริงอันนี้ ก็ยืนยันได้ว่า สงครามศาสนาในเลบานอน เป็นปรากฏการณ์ในปัจจุบันเท่านั้น ความเป็นมาอย่างไร มิได้ยืนยันไว้ด้วยจึงจำเป็นที่จะต้องสืบสาวราวเรื่องกันต่อไปอีก คือสงครามศาสนาในเลบานอนนี้ มิได้เกิดขึ้นเพราะพวกคริสเตียนกับมุสลิม เขาเพิ่งมาขวางหูขวางตาอยากจะฆ่ากันเมื่อ ๑๐ ปี ๒๐ ปี มานี้เท่านั้น หากแต่มีเชื้อสายสืบต่อกันมานานนับเป็นร้อยๆ ปีมาแล้ว สิ่งที่ชี้บ่งบอกก็มีอยู่ถึงสองอย่าง ซึ่งมีอยู่แต่เฉพาะในเลบานอนเท่านั้น ไปหาที่อื่นทั่วโลก รับรองว่าหาไม่พบ



อย่างหนึ่งก็คือ ..... เส้นสีเขียว หรือ ที่เขาเรียกกันเป็นภาษาฝรั่งว่า กรีนไลน์ เป็นเส้นที่แบ่งเขตกรุงเบรุต อันเป็นเมืองหลวงของเลบานอนออกเป็นสองซีก คือ ซีกตะวันตกกับซีกตะวันออก .. ซีกตะวันตก เป็นเขตที่อยู่อาศัยของพวกมุสลิม .. ซีกตะวันออกเป็นของพวกคริสเตียน ทั้งๆ ที่มุสลิมและคริสเตียนเหล่านั้น ก็เป็นคนของรัฐบาลเดียวกันนั่นแหละ แต่ต้องแบ่งเขตแบ่งแดนกันอยู่ ลักษณะของความแตกแยกที่บ่งชัดกันอย่างเป็นทางการเช่นนี้ เป็นของจริง ไม่ใช่ของพูดกันเล่นๆ .. ลองคิดดู สภาพการเป็นอยู่ของคนบ้านเดียวเมืองเดียวกัน แต่ต้องผ่าบ้านผ่าเมืองอยู่กันคนละซีก ไม่เกี่ยวไม่ข้องกัน เหมือนคนต่างบ้านต่างเมืองอย่างนี้ ก็ชี้ให้เห็นถึงความแตกแยกอย่างล้ำลึกใช่หรือไม่? .. และความแตกแยกนั้น มาจากไหน? .. ถ้าไม่ใช่เพราะความบาดหมางกัน เป็นอริต่อกัน? .. เมื่อมองลึกเข้าไปถึงระดับนี้ ก็จะเห็นภาวะที่น่าเศร้าสลดใจ คือตัวการสำคัญที่ก่อความบาดหมางกัน และ เป็นอริต่อกันนั้น คือสิ่งที่เขาเรียกว่า ศาสนา

ประวัติศาสตร์ได้ชี้ชัดได้ว่า ..... คนบนแผ่นดินเดียวกัน ซึ่งถูกศาสนาผ่าซีกออกไปจนต้องขีดเส้นแบ่งแดนกันอยู่นี้ เขารบราฆ่าฟันกัน ด้วยเส้นปันแดนทางศาสนาอย่างนี้มานานนักหนาแล้ว ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นที่ศาสนาเข้าไปผ่าคนออกเป็นสองซีกโน้นทีเดียว ซึ่งจะได้กล่าวถึงรายละเอียดกันในช่วงต่อไป ...

ร่องรอยอีกประการหนึ่ง ..... ซึ่งแสดงว่า สงครามศาสนามีในเลบานอนนานมาแล้ว คือ ระบบรัฐสภาอันแปลกประหลาดของเขา คือรัฐสภาของเลบานอน ประกอบขึ้นด้วย สมาชิกที่เป็นตัวแทนของปวงชนที่ถือศาสนาเป็นหลัก ไม่ใช่ถือเอาเขตภูมิศาสตร์เป็นหลักเหมือนประเทศทั้งหลายในโลก จากข้อมูลเมื่อปี ๑๙๕๗ รัฐสภาเลบานอนมีจำนวนสมาชิก ๖๖ คน เป็นผู้แทนจากนิกายศาสนาต่างๆ ตามโควต้า ดังนี้

- คริสเตียนนิกายมาโรไนท์ ซึ่งเป็นกลุ่มศาสนา ที่ใหญ่ที่สุดได้รับโควต้า ๒๐ ที่นั่ง
- มุสลิมนิกายซุนไนท์ (สุหนี่) ๑๔ ที่นั่ง
- มุสลิมชิไอท์ ๑๒ ที่นั่ง
- คริสตียนนิกายกรีกออร์ธอดอกซ์ ๐๗ ที่นั่ง
- มุสลิมนิกายดรูสส์ ๐๔ ที่นั่ง
- คริสเตียนนิกายกรีกคาทอลิก ๐๔ ที่นั่ง
- คริสเตียนนิกายอาร์เมเนียน ออร์ธอดอกซ์ ๐๓ ที่นั่ง
- คริสเตียนนิกายอาร์เมเนียน คาธอลิก ๐๑ ที่นั่ง
- ชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ๐๑ ที่นั่ง



หลักเกณฑ์อันนี้ ..... บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งบ่งชัดว่าเป็นหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้เพื่อเป็นหนทางแก้ปัญหาความวิวาทบาดหมางกันมาจากศาสนาโดยตรง จึงเท่ากับแสดงให้เห็นว่า ศาสนาเป็นตัวการสำคัญแห่งความวิวาทบาดหมางบนแผ่นดินผืนนั้น .. และ ข้อที่ควรคิดก็คือ ผู้ที่กำหนดหลักเกณฑ์นี้ขึ้นมาแก้ปัญหาคงจะหมดปัญญาที่จะตั้งหลักตั้งเกณฑ์ในทางอื่นกันแล้ว จึงตั้งเกณฑ์อย่างนี้ ขึ้นมา ให้เป็นเรื่องแหกคอกนอกตำราของโลก และทุกวันนี้ ก็ปรากฏข้อเท็จจริงแล้วว่า มิได้ช่วยให้เกิดความสงบสุขอย่างแท้จริงในดินแดนแห่งนั้นเลย มิหนำซ้ำยังทำให้เกิดแง่มุม ที่เป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกอีกด้วย คือจากจำนวนโควต้าที่กล่าวมานั้น ฝ่ายคริสเตียนจะเป็นเบี้ยบนอยู่ตลอดเวลาในรัฐสภา เพราะมีเสียง ๓๕ เสียง ส่วนมุสลิมต้องเป็นเบี้ยล่างตลอดเวลาเช่นกัน เพราะมีอยู่เพียง ๓๐ เสียง ดังนั้นจึงมีการเรียกร้องดังกระหึ่ม ให้แก้รัฐธรรมนูญเสียใหม่ โดยเสียงเรียกร้องนี้ มาจากฝ่ายมุสลิม แต่อย่างไรก็ตาม หากมีการแก้รัฐธรรมนูญใหม่ด้วยอำนาจกดดันของฝ่ายมุสลิมนอกประเทศ จนมุสลิมกลายเป็นเบี้ยบนขึ้นมาบ้างแล้ว นั่นก็มิได้หมายความว่า สงครามศาสนาในเลบานอนจะจบสิ้นลง เพราะคริสเตียนจะยอมเป็นเบี้ยล่างตลอดไปบ้างนั้น ไม่ใช่ข้อที่จะพึงหมาย ฉะนั้นจึงอาจจะกล่าวได้ว่า ตราบใดที่คนในเลบานอนยังหลับหูหลับตาอยู่กับศาสนาที่ผ่าคนออกเป็นสองซีกอย่างนั้น คนในเลบานอนจะต้องฆ่ากันอยู่ตราบนั้นอย่างแน่แท้

พลิกประวัติศาสตร์ดูรายละเอียดกันให้ชัดเจนอีกนิด ..... ประวัติศาสตร์ได้บอกไว้ว่า ชนชาติที่เรียกกันว่า ชาวเลบานอน ในทุกวันนี้ ไม่ใช่ชนชาติที่ป่าเถื่อน ต่ำต้อยด้อยปัญญา หากแต่เป็นชนชาติที่อยู่ในฐานะอาจารย์ของโลกในวิทยาการหลายสาขา เช่นวิชาการเดินเรือ ซึ่งแล่นเรือไประหว่างฟ้ากับน้ำ หาฝั่งหาฟากไม่พบนั้น ชนชาตินี้แหละ เป็นชนชาติแรกของโลกในความรู้สาขานี้ เนื่องจากบ้านเมืองของเขาอยู่ริมฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนียน มีอาชีพสำคัญในการค้าขายกับพวกกรีก วิชาการที่เรียกว่า โคโรไนเซชั่น คือไปเช่าบ้านเช่าเมืองของคนอื่นตั้งถิ่นฐานหากิน ก็ชนชาตินี้ ที่เริ่มก่อนใครในโลก ความรู้และความคิดในเรื่องทำอักขรานุกรม (alphabets) ก็มาจากชนชาตินี้ จนกระทั่งรากฐานแนวความคิดในการจัดทำประมวลกฎหมายอันมีชื่อเสียงของโลก ที่เรียกว่า จุสติเนียน โคด นั้น ก็ว่ากันว่ามาจากความเจริญก้าวหน้าในด้านสติปัญญาของชนชาตินี้ โดยมีโรงเรียนกฎหมายตั้งขึ้นในกรุงเบรุตตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๒ แสดงว่าชนชาตินี้ ไม่ใช่คนโง่เง่าป่าเถื่อนอย่างแน่นอน



เดิมทีชนชาตินี้ไม่ได้มีชื่อว่า ..... ชาวเลบานอน อย่างในปัจจุบัน ชื่อเผ่าของเขาคือ คานาน หรือ คานาอัน ตั้งแต่ครั้งโมเสสพาพวกยิวหนีอียิปต์มาตั้งถิ่นฐานแถบนี้ ก็ได้พบว่า คนพวกนี้ลงหักปักมั่นเจริญรุ่งเรืองอยู่แล้ว เมื่อไปค้าขายติดต่อกับพวกกรีก ถูกพวกกรีก ขนานชื่อให้ใหม่ว่า ฟินิเชียน ก็เลยได้ชื่ออีกชื่อหนึ่ง ซึ่งเรียกขานกันทั่วไป เพิ่งจะเรียกกันว่า ชาวเลบานอน ก็ตอนที่ถูกเปลี่ยนชื่อประเทศ ตามชื่อเทือกเขาที่ขึงตัวเหยียดยาวตั้งแต่เหนือจรดใต้ และมีสีขาวอยู่เป็นนิตย์ เมื่อไม่นานมานี่เอง เลบานอน แปลว่า ภูขาว

และ ภูขานี้มีความสำคัญยิ่งนัก ..... ในการทำให้แผ่นดินชุ่มชื้น ทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ไม่แห้งแล้งอดอยากเหมือนในอาฟริกา และ แผ่นดินเลบานอนติดทะเลตั้งแต่เหนือจรดใต้ เป็นทางออกแห่งสินค้าทั้งหลายจากแผ่นดินอาหรับอันกว้างใหญ่ไพศาล แผ่นดินเลบานอนจึงไม่ใช่แผ่นดินที่เต็มไปด้วยปัญหาอดอยากปากแห้งแต่ประการใด .. จึงเป็นอันว่า เมื่อลองพลิกประวัติศาสตร์ แถมภูมิศาสตร์ด้วยนิดหน่อยแล้ว ก็ไม่พบว่า เหตุที่คนบนแผ่นดินนี้ ต้องรบกันเหมือนกำลังบ้าคลั่ง เนื่องมาจากความป่าเถื่อนหรืออดอยากหิวโหย แบบเห็นช้างเท่าหมูอะไรทำนองนั้น แต่ได้พบสาเหตุในประการอื่น ซึ่งสาเหตุนั้น ก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับในปัจจุบันนี้ คือศาสนาได้ผ่าคนในเลบานอนออกเป็นสองซีก และแต่ละซีกก็มุ่งร้ายหมายล้างอีกซีกหนึ่งให้สูญสิ้นไป .. กล่าวคือ สงครามในเลบานอนนั้น เป็นที่รู้กันแล้วว่า เป็นสงครามระหว่างคริสเตียนกับมุสลิม .. คริสเตียน คือพวกมาโรไนท์ .. มุสลิมที่ออกหน้าออกตากว่าเพื่อน คือพวกดรูส .. ทั้งสองพวกนี้ .. ปรากฏโฉมหน้าอยู่ในประวัติศาสตร์พันกว่าปีมาแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาจัดตั้งกันขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เท่านั้น และโฉมหน้าที่ปรากฏอยู่นั้น ก็เป็นโฉมหน้าชนิดแยกเขี้ยวยิงฟันเข้าใส่กันแบบนี้นี่แหละ .. ดังจะเล่าความแต่เพียงสั้นๆ พอได้เห็นกัน ดังนี้



ประวัติศาสตร์บอกว่า ..... ชนชาติคานาน หรือ ฟินิเชียน นี้ ตกเข้าไปอยู่ภายใต้เงาของศาสนาคริสต์ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๔ สาเหตุก็เป็นไปตามแบบฉบับของการยึดครองของศาสนาชนิดนั้น คือตอนนั้น ประเทศเลบานอนเป็นดินแดนใต้การปกครองของประเทศซีเรีย ซึ่งประกบอยู่ทางตะวันออก และ เกิดสถานการณ์เกี่ยวดองพัลวันกันขึ้น คือมีนักปราชญ์ใหญ่ทางกฎหมายชาวเลบานอนคนหนึ่ง ซึ่งเกิดในอาฟริกาเหนือ ไปได้ลูกสาวชาวซีเรียแห่งเมืองเอมิสาคนหนึ่งเป็นภรรยา และมีบุตรคนหนึ่ง ซึ่งมีบุญญาธิกายิ่งนัก จนกระทั่งได้ขึ้นครองราชย์บัลลังก์กษัตริย์แห่งซีเรียและตั้งราชวงศ์ขึ้น บุคคลผู้นี้ถือศาสนาคริสต์ระดับเอาเป็นเอาตาย จึงปรากฏในประวัติศาสตร์ว่าตอนที่จะปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์บัลลังก์ซีเรียนั้น ไปทำพิธีสวมมงกุฎที่กรุงโรม และกษัตริย์ในราชวงศ์นี้ ต่างก็เลื่อมใสศรัทธาในศาสนาคริสต์อย่างยิ่งยวดเช่นกัน อนุสรณ์ยสถานอันสำคัญยิ่ง ที่ยังปรากฏเป็นหลักฐานยืนยันในทุกวันนี้ คือมหาวิหารบาอัลเบค ซึ่งเป็นที่สนใจไปชมของบรรดานักทัศนาจรทั้งหลายในปัจจุบัน

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินนับถือคริสต์ ..... ก็เป็นของธรรมดาที่ข้าแผ่นดินทั้งหลายจะต้องเป็นคริสต์กันไปด้วย และผู้คนในเลบานอนก็ไม่อาจที่จะหลุดออกไปอยู่นอกข่ายคริสต์เช่นกัน เพราะนโยบายหาสาวกบริวารให้พระเจ้าของเขานั้น เป็นนโยบายขั้นรากเหง้า ซึ่งมีมาตั้งแต่เกิดโน่น .. เป็นอันว่า ชาวเลบานอนตั้งแต่ยุคคริสต์ศตวรรษที่ ๔ นั้น ได้เข้าไปอยู่ใต้ร่มเงาของศาสนาคริสต์ โดยมีสายใยจากกรุงโรมผูกพันอยู่ อันหมายถึงเป็นพวกคริสต์คาทอลิกนั่นแหละ .. คราวนี้ เรื่องที่เป็นสาเหตุให้มีสงครามศาสนา ซึ่งฆ่ากันไม่รู้จบถึงทุกวันนี้นั้น ก่อตัวเริ่มต้นขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ ๗ คือ ตอนนั้น มนุษยชาติได้ประสพพบเห็นศาสนาใหม่เกิดขึ้นอีกศาสนาหนึ่ง เป็นศาสนาที่มีความฉกาจฉกรรจ์อยู่ในเนื้อหาสาระอย่างสำคัญ เช่นที่นักประวัติศาสตร์บอกว่าเป็นศาสนาที่ยึดอุดมการณ์ว่า .. ดาบคือกุญแจสวรรค์ .. ได้แก่ศาสนาอิสลาม และในระยะต้นของคริสต์ศตวรรษที่ ๗ นั้น คือ ระหว่าง ค.ศ. ๖๓๐ กว่าๆ ถึง ค.ศ. ๖๔๐ กว่าๆ กองทัพมุสลิมอาหรับได้ควงกุญแจสวรรค์อันคมกริบในมือของตนบุกเข้าไปเปลี่ยนพวกคริสต์ในซีเรียและเลบานอนให้เป็นมุสลิม ใช้เวลาไม่นานนักก็สำเร็จเรียบร้อย คือยึดซีเรียไปเป็นดินแดนมุสลิม และสถาปนากรุงดามัสกัสของซีเรียขึ้นเป็นศูนย์กลางมุสลิม คือเป็นที่สถิตขององค์กาหลิบ จักรพรรดิมุสลิมได้เป็นที่เรียบร้อย แต่จะเป็นเคราะห์ดีหรือเคราะห์ร้ายของชาวเลบานอนที่สืบเชื้อสายต่อมาก็ไม่ทราบได้ มีชาวคริสต์เลบานอนส่วนหนึ่ง ไม่ยอมเข้าประตูสวรรค์ตามที่พวกมุสลิมอาหรับเอากุญแจคมๆ มาไขให้ คนพวกนี้เป็นชาวเลบานอนที่พูดภาษาซีเรีย พวกเขาพากันอพยพหลบลี้ขึ้นไปทางเหนือ ไปอาศัยภูมิประเทศอันเป็นที่ราบสูง และ เต็มไปด้วยขุนเขาเป็นที่หลบซ่อนสะสมกำลัง โดยไปพึ่งพาอาศัยอิทธิพลของอาณาจักรไบแซนติน ของพวกโรมันตะวันออก ซึ่งเป็นคริสต์ด้วยกัน คุ้มครองและสนับสนุน นานวันเข้าก็มีกำลังกล้าแข็งขึ้น จนมีความมั่นคง พอที่จะปักหลักยืนโต้พายุอิทธิพลของมุสลิมอยู่ได้ ในฐานะอาณาเขตปกครองตัวเอง ไม่ขึ้นอยู่ในความปกครองของพวกมุสลิม



พวกคริสต์ชาวเลบานอน ..... ที่ปักหลักสู้กับกุญแจสวรรค์ของพวกมุสลิมอยู่ได้นี้ คือต้นตระกูลของพวกคริสเตียนมาโรไนท์ ซึ่งตั้งรัฐบาลปกครองประเทศเลบานอนอยู่ในขณะนั้น ทั้งนี้ก็โดยที่ คำว่า มาโรไนท์ นั้น มาจากชื่อของ พาตริอาร์ซ หรือ หัวหน้าชาวคริสต์เลบานอนที่นำปวงชนอพยพไปปักหลักสู้มุสลิมอยู่ทางเหนือ จนสืบเชื้อเหลือรอดมาได้จนทุกวันนี้ ท่านผู้นั้นมีชื่อว่า โจอันเนส มาโร (Joannes Maro) หรือ จอห์น มารอน (John Maron) แน่นอนที่สุดท่านผู้นี้ อยู่ในฐานะ เทพบิดรของชาวเลบานอนโดยไม่ต้องสงสัย .. ตามที่ได้กล่าวมาแต่เพียงย่อๆ นี้ คงจะช่วยให้ท่านผู้อ่านมองเห็นภาพที่สืบต่อเนื่องกันมาในประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบันของชาวเลบานอนอันหนึ่ง คือชาวเลบานอนทุกวันนี้ที่มีชื่อว่า พวกคริสเตียนมาโรไนท์นั้น มีรกรากมาจาก จอห์น มารอน ซึ่งช่วยให้ชาวคริสต์เลบานอนรอดปากเหยี่ยวปากกาจากคมดาบของมุสลิมอยู่ได้เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ ๗ โน้น

ที่นี้ก็จะกล่าวถึงพวกมุสลิมอีกก๊กหนึ่ง ..... ซึ่งเป็น คู่แค้น คู่ฆ่า กับพวกคริสเตียนมาโรไนท์ตามข่าวในปัจจุบัน คือ พวกมุสลิมนิกาย ดรูสส์ มุสลิมนิกายนี้ ไม่มีในเมืองไทยและไม่มีระบาดแพร่หลายไปในถิ่นต่างๆ ของโลก มีอยู่แต่ในบริเวณอันเป็นถิ่นกำเนิด คือ แถวๆ เลบานอน ซีเรีย อิสราเอล แถวนั้นเท่านั้น .. ในฐานะที่เป็นพระเอกที่โด่งดังอยู่ในสงครามศาสนาเลบานอน จึงจำเป็นจะต้องรู้หัวนอนปลายเท้าแบบเดียวกับที่รู้เรื่องของคริสเตียนมาโรไนท์เหมือนกัน .. สารานุกรมฝรั่งบางฉบับบ่งลักษณะพิเศษของมุสลิมนิกายนี้ได้ว่า ดิสสิเดนท์ มุสลิม (Dissident Moslems) ซึ่งแปลได้ว่า มุสลิมนอกครู มุสลิมนอกรีต หรือ มุสลิมนอกคอก อะไรทำนองนั้น ที่เขากล่าวเช่นนี้ ไม่ใช่การประณามหยามเหยียดแต่ประการใด เขากล่าวเพื่อจะเน้นให้เห็นความผิดแผกแตกต่างจากมุสลิมนิกายอื่นๆ ของดรูสส์ คือมุสลิมนิกายนี้ มีอะไรต่ออะไรผิดแผกไปจากมุสลิมทั่วไปเกือบจะทุกอย่าง เช่นข้อวัตรปฏิบัติอันเป็นบัญญัติประจำชีวิตของมุสลิมทั่วไป ๕ ประการนั้น



๔ ประการคือ ..... การถือศีลอด คือการถือบวชของชาวมุสลิม ไม่ดื่ม ไม่กิน อะไรเลยตลอดเวลากลางวัน ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น จนถึงพระอาทิตย์ตก ในเดือนรอมฎอน อันเป็นเดือนที่ ๙ แห่งปี ในศาสนาอิสลามซึ่งนับแบบจันทรคติ .. การนมัสการวันละ ๕ ครั้ง .. การบริจาคทาน .. และ การจาริกแสวงบุญไปยังเมืองเมกกะ .. ก็มิได้อยู่ในครรลองชีวิตของพวกดรูสส์ เพราะพวกดรูสส์ มีบทบัญญัติประจำชีวิตของเขาเองต่างหาก ซึ่งมีอยู่ ๗ ประการด้วยกัน คือ

๑..... ยึดมั่นในทอฮิด คือ ศรัทธามั่นคงในลัทธิถือพระเจ้าองค์เดียว และเชื่อมั่นว่าพระเจ้าฟาติมิดที่ ๖ แห่ง อียิปต์พระนามว่า อัล-ฮากิน เป็นองค์อวตารสุดท้ายของพระเป็นเจ้า
๒..... ปฏิเสธคำสั่งสอนที่ไม่ใช่ของดรูสส์ทั้งหมด
๓..... หลีกเว้นความชั่วทั้งหลาย
๔..... ไม่ว่าพระเป็นเจ้าจะให้คุณให้โทษอย่างไร ยอมรับโดยไม่ปริปาก
๕..... ยอมมอบกายถวายชีวิตแด่พระเป็นเจ้า
๖...... เพียบพร้อมไปด้วยความสัตย์ความจริง
๗...... ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และผนึกกำลังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างพวกดรูสส์

ความผิดแผกแตกต่างจากมุสลิมทั่วไป ..... ในบทบัญญัติอันเป็นข้อวัตรปฏิบัติประจำชีวิตเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นความผิดแผกแตกต่างกันในส่วนที่เป็นหัวใจของศาสนาก็ว่าได้ นอกจากนี้ ระบบชีวิตในทางสังคมก็ผิดแผกแตกต่างกัน คือในสังคมมุสลิมทั่วไปนั้น ในเรื่องการครองคู่สู่สม เป็นไปได้ที่ผู้ชายจะมีภรรยาได้ถึง ๔ คน โดยภรรยาแต่ละคนนั้น เท่าเทียมกันไม่มีน้อยไม่มีหลวง ไม่ว่าจะมาก่อนหรือมาหลังอย่างไร แต่ในสังคมของดรูสส์ ยึดมั่นในระบบการครองคู่แบบผัวเดียวเมียเดียวอย่างเคร่งครัด(Striet Monogamy) แต่ไม่ห้ามการหย่าร้างแบบพวกคริสเตียน คาทอลิก มีเงื่อนไขอยู่แต่ว่า เมื่อหย่ากันแล้ว จะหวนกลับไปคืนดีกันอีกไม่ได้เท่านั้น .....





โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

สงครามเลบานอน ..... ๑ / ๒

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   10/06/2004 01:39 PM  (203.144.143.250)
 

 
  หัวข้อ : 21  
     
 


สงครามเลบานอน ..... / ต่อ

ในเรื่องของการแผ่อำนาจ ..... ทางศาสนาออกไปครองโลก ก็มีความผิดแผกแตกต่างกันระหว่างดรูสส์กับมุสลิมทั่วไป คือ โดยทั่วไปแล้วการเผยแผ่ศาสนาเพื่อหาศาสนิกมาพอกพูนขึ้นเป็นพลังอำนาจนั้น ถือกันว่าเป็นหน้าที่และภารกิจอันเป็นบุญกุศลใหญ่หลวงที่จะพึงกระทำ จนกระทั่งถึงกับมีการยกกองทัพไปประกาศศาสนา ทำให้ผู้คนในดินแดนทั้งหลายที่เขามีศาสนาของเขาอยู่แล้ว เปลี่ยนมานับถือศาสนาของตน ดังที่ประวัติศาสตร์ได้บันทึกหลักฐานไว้อย่างชัดเจนเป็นอันมาก แต่พวกดรูสส์ไม่มีแบบอย่างเช่นนี้ ลัทธิของดรูสส์ จำกัดอยู่แต่ในวงของพวกดรูสส์เท่านั้น จนกระทั่งกล่าวกันว่า สังคมของดรูสส์เป็นสังคมปิด คนภายในไม่ให้ออก คนภายนอกไม่ให้เข้า และมีความเชื่อกันในเรื่องการสืบชาติภพว่า ดรูสส์ต้องเป็นดรูสส์เสมอ คือ เมื่อดรูสส์ตายไปหนึ่งคน ก็จะต้องมีดรูสส์เกิดใหม่หนึ่งคน .. จุดสำคัญยิ่งของความผิดแผกแตกต่างของดรูสส์กับมุสลิมทั้งหลายนั้น น่าจะอยู่ที่พวกดรูสส์มีศรัทธายึดมั่นในบุคคลที่เป็นตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้าแตกต่างจากมุสลิมทั่วๆ ไป คือ พวกดรูสส์ถือว่า พระเจ้าฟาติมิดที่ ๖ ของอียิปต์ พระนามว่า อัล-ฮากิม เป็นองค์อวตารองค์สุดท้ายซึ่งจะทรงกลับฟื้นคืนมา ปฏิบัติภารกิจอันสำคัญยิ่งยวดในวันสิ้นโลกดังที่ได้ตราไว้เป็นบทบัญญัติข้อที่ ๑

ตรงนี้แหละ ..... ที่เห็นว่าน่าจะเป็นเรื่องสำคัญ ที่ทำให้ความผิดแผกแตกต่างกันกลายเป็นเรื่องที่ไม่อาจจะลงรอยกันได้ แม้จะมอบกายถวายชีวิตแก่พระเป็นเจ้าองค์เดียวกันก็ตามที เพราะการครองตำแหน่งสุดท้ายแห่งการเป็นตัวแทน หรือ องค์อวตารของพระเป็นเจ้านั้น มีความสำคัญยิ่งนักต่อการหมอบราบคาบแก้วของของศาสนิกทั้งหลาย ด้วยว่า สวรรค์หรือนรกอยู่ในกำมือของท่าน ใครโอหังบังอาจไม่เชื่อถือท่าน ทำเป็นมนุษย์ประเภทคอทั่งสันหลังเหล็ก ก็มีหนทางอยู่หนทางเดียวคือ ดิ่งลงนรก พวกดรูสส์เขายึดมั่นว่า อัล-ฮากิม ทรงครองตำแหน่งนี้ แต่มุสลิมทั่วไปไม่ยอมรับจึงเกิดเป็นรอยแบ่งรอยแยกขึ้นตรงนี้ ..



ที่กล่าวถึง ..... มุสลิมดรูสส์ในเชิงเปรียบเทียบเช่นนี้ มิได้มีเจตนาแม้แต่น้อยที่จะแสดงเรื่องผิดเรื่องถูก เรื่องดี เรื่องไม่ดีของฝ่ายใด ตั้งใจแต่เพียงจะชี้ให้เห็นว่า พวกดรูสส์ ซึ่งเป็นพระเอกสำคัญอยู่ในสงครามศาสนาในเลบานอนนั้น แม้โลกจะรู้จักเขาในนามว่า มุสลิม เขาก็มีอะไรๆ ที่ไม่เหมือนมุสลิมทั่วไปอยู่หลายสิ่งหลายอย่าง .. และ ก็น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับเหตุผลแห่งประเด็นที่น่าสังเกตในสงครามศาสนาเลบานอนอีกประเด็นหนึ่ง คือมุสลิมที่พิฆาตฟาดฟันกับคริสเตียนนั้น เขามิได้ปฏิบัติการแบบรวมพลังมุสลิมทั้งปวงต่อสู้ แต่เป็นการต่อสู้แบบงานใครงานมัน คือ คราใดพวกดรูสส์มีสาเหตุที่จะต้องฆ่ากับพวกคริสเตียน ก็เฉพาะพวก ดรูสส์เท่านั้นที่ลากปืนออกไปถล่มกับพวกคริสเตียน พวกอื่นบำเพ็ญตนเป็นสุภาพบุรุษผู้รักสันติอยู่แต่ในละแวกของตน และเช่นเดียวกัน ถ้าพวกอื่นมีงานที่จะต้องลงไม้ลงมือเช่นนั้นบ้าง พวกดรูสส์ก็นอนก่ายหน้าผากร้องเพลงเล่นไม่รู้ไม่ชี้ด้วย ทั้งนี้ก็เพราะพื้นฐานทางจิตใจจริงๆ มีรอยแตกแยกกันอยู่ และยิ่งกว่านั้น บางทีเราก็ได้ยินข่าวว่า พวกมุสลิมในเลบานอน แย่งความเป็นใหญ่กัน และฆ่ากันเองพัลวันไปเลย

พวกดรูสส์นี้ ..... แม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังก้องโลก ในฐานะพระเอกสำคัญในสงครามศาสนาเลบานอน แต่เมื่อดูไปถึงจำนวนประชากรดรูสส์ที่มีอยู่ทั้งหมดในโลกนี้แล้ว ก็ออกจะน่าใจหายอยู่เหมือนกัน ที่กล้ากำแหงหาญออกไปเข่นฆ่ากับเขาเช่นนั้น ดูแล้วก็คล้ายๆ กับมดตะนอยหาญไปต่อยช้างกระนั้น คือ ในขณะที่นิกายศาสนาอื่นๆ เขามีประชากรในสังกัดกันนับร้อยล้านคนนั้น ดรูสส์มีอยู่เพียงไม่กี่แสนคนเท่านั้น ดังที่ผู้รู้เขาประมาณกันไว้ว่า ทั้งโลกนี้ มี ดรูสส์อยู่ประมาณ ๓๒๐,๐๐๐ คนเท่านั้น ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศซีเรียแถบภูมิภาคที่เรียกว่า ฮอราน ประมาณ ๘๘% หรือเกือบๆ ๒๐๐,๐๐๐ คน ส่วนที่กำลังเล่นบทพระเอกในสงครามศาสนาเลบานอน มีอยู่ประมาณ ๑๑๐,๐๐๐ คน นอกจากนั้น ก็มีอยู่ในอิสราเอล ๓๕,๐๐๐ คน ในจอร์แดน ๑๐,๐๐๐ คน .. เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ก็ชวนในสนเท่ห์อยู่ คือ ตัวเองหรือก็กระจ้อยร่อยเพียงนี้ และ ยังตั้งท่าเป็นเอกเทศชวนให้คนใหญ่คนโตอื่นๆ เขาหมั่นไส้ไม่สนับสนุนช่วยเหลือเสียอีกด้วย แล้วไฉนจึงหาญต่อกรกับพวกที่เขายืนตระหง่านเป็นช้างสารเช่นนี้เล่า ..?



ข้อนี้จะคลายสนเท่ห์ลงได้ ..... เมื่อสืบลึกเข้าไปรู้ถึงต้นเค้าเก่าแก่ชั้นต้นตระกูลของเขา ซึ่งเมื่อสืบสาวเข้าไปถึงโน่นแล้วก็จะได้บทสรุปเกิดขึ้นในความเข้าใจว่า ชีวิตของดรูสส์นั้น เป็นชีวิตที่โชคเลือดมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก เป็นชีวิตที่มีรอยเจ็บรอยแค้นฝังลึกอยู่ในวิญญาณ ฉะนั้น ดรูสส์จึงจำต้องเป็นนักสู้นักรบ เรื่องตัวเล็กตัวใหญ่ มีแรงน้อยแรงมาก ดรูสส์ไม่เคยคำนึงให้เกะกะวิญญาณแห่งการเป็นนักรบนักสู้ของเขา

สาระสำคัญย่อๆ ของเรื่องนี้มีดังนี้ ..... ศาสนาอิสลามนั้น ปรากฏตามแนวทางประวัติศาสตร์ว่า หลังจากที่องค์พระศาสดาได้ล่วงลับไปแล้ว ได้แยกออกเป็นสองนิกาย คือ นิกายซุนไนท์ หรือที่เรียกว่าสุหนี่ และ นิกายชิไอท์ หรือ เจ้าเซ็น และ ต่อมานิกายชิไอท์ได้แยกนิกายออกไปอีก ซึ่งมีนิกายซึ่งว่ากันว่านิยมความรุนแรงอยู่นิกายหนึ่ง คือ นิกายอิสมาอิลลี นิกายนี้มีฐานที่มั่นสำคัญอยู่ในอียิปต์ และต่อมานิกายนี้ได้แตกหน่อออกไปอีกเป็น นิกายดรูสส์ ที่กำลังเป็นพระเอกอยู่ในสงครามศาสนาเลบานอนที่แหละ ... ตอนที่จะแตกหน่อเป็นนิกายดรูสส์นี้ เรื่องก็มีอยู่ว่า พระมหากษัตริย์อียิปต์พระองค์หนึ่งคือ พระเจ้าฟาติมิดที่ ๖ ทรงพระนามว่า อัลฮากิม ได้ประกาศพระองค์ว่า ทรงเป็นองค์อวตารองค์สุดท้ายของพระเป็นเจ้าที่ทรงมาอุบัติในโลกมนุษย์นี้ เมื่อปี ค.ศ. ๑๐๑๗ การเป็นองค์อวตารองค์สุดท้ายแห่งพระเป็นเจ้านี้ ก็หมายถึงการเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดตัดสินว่าใครจะตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ ในวันสิ้นโลกนั่นเอง และ การประกาศเช่นนี้ ก็หมายถึงการประกาศแย่งยึดอำนาจสำคัญสุดยอดนี้ จากองค์อวตารที่เคยประกาศมาก่อน และ มีสาวกยอมรับนับถืออยู่อย่างมากมายแล้วนั่นเอง ซึ่งแน่นอน พอสิ้นเสียงประกาศ ก็มีศัตรูชูกำปั้นสลอนอยู่ทั่วโลก

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ..... ย่อมมีทั้งขั้วบวกและขั้วลบเสมอไป แม้ว่าคำประกาศของพระเจ้าฟาติมิดที่ ๖ จะทำให้เกิดขั้วลบดังกล่าวแล้ว ก็สร้างขั้วบวกขึ้นเหมือนกัน และขั้วบวกนั้นก็ห้อมล้อมอยู่ใกล้ชิดพระองค์นั่นแหละ เสียงขานรับของเขาจึงเซ็งแซ่อยู่ในพระโสตจนกลบเสียงตรงกันข้ามจากขั้วลบซึ่งอยู่ห่างๆ เสียหมดสิ้น ... ผู้ที่ส่งเสียงขานรับคำประกาศของพระเจ้าฟาติมิดที่ ๖ อย่างกึกก้องคนหนึ่ง คือ ผู้ที่ปรากฏนามว่า ฮามซาห์ ชิ้น อาลี แอซ ชูซานี (Hamzar ibn ali az-Zuzani) เป็นคนที่มีพื้นเพไปจากเมือง ซูซานี ประเทศเปอร์เซีย เขาผู้นี้น่าจะเป็นพวกนักปราชญ์ราชปุโรหิตใกล้ชิดของพระเจ้าฟาติมิดที่ ๖ นั่นเอง พอสิ้นพระกระแสประกาศเป็นอวตารองค์สุดท้าย ฮามซาห์ ก็ประกาศเป็นปฐมสาวกขององค์อวตารทันที



ในประวัติปรากฏว่า ..... บุคคลผู้นี้เป็นหัวแรงสำคัญในด้านวิชาการของลัทธินี้ อุดมการณ์ หลักการ แนวคำสอนและหลักปฏิบัติต่างๆ ออกจากบุคคลผู้นี้แทบทั้งนั้น แต่ในระยะแรกที่มีการประกาศลัทธินี้นั้น ดรูสส์ยังไม่เกิด คงเป็นแต่เพียงแขนงหนึ่งของนิกายอิสมาอิลลี นิกายดรูสส์มาเกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. ๑๐๑๙ คือ อีก ๒ ปีต่อมา โดย ฮามชาห์ ไปชักชวนนักเผยแผ่ศาสนานิกายชิไอท์คนหนึ่งมาเป็นสาวกของ ฟาติมิดที่ ๖ หรือ อัล-ฮากิม ได้สำเร็จ บุคคลผู้นี้คือ มูฮัมมัด แอด-ดาราซี (Muhammad ad-Darazi) เป็นคนที่มีพื้นเพไปจากเปอร์เซียร์ ดาราซียอมรับนับถือว่าพระเจ้า อัล-ฮากิม เป็นองค์อวตารองค์สุดท้ายของพระเป็นเจ้า และนำเอาลัทธินั้นไปเผยแผ่ในประเทศเลบานอนตอนใต้ ซึ่งมีมุสลิมนิกายอื่นๆ ลงรากปักมั่นอยู่แล้ว จึงเท่ากับว่า ดาราซี บุกเข้าไปในดงขวากหนามนั่นเอง ยิ่งกว่านั่น นอกจากดาราซี จะประกาศอุดมการณ์ศาสนาที่ขัดหูบรรดามุสลิมเจ้าถิ่นทั้งหลายแล้ว ยังวางแนวปฏิบัติศาสนาที่มุสลิมผู้เคร่งครัดทั้งหลายทนไม่ได้อีกด้วย คือ ถือกันว่า การประพฤติปฏิบัติเช่นนั้น เป็นความเสเพลชั่วทราม เช่น การหมกมุ่นในกามารมณ์ และเสพสุรายาเมา เป็นต้น ซึ่งแนวทางประพฤติปฏิบัตินี้บรรดาผู้ร่วมอุดมการณ์ในอียิปต์ เช่น ฮามซาห์ ซึ่งเป็นคนชักจูง ดาราซี เข้ามาเอง ก็รังเกียจและตำหนิติเตียน ดังนั้น ลัทธิใหม่ที่ดาราซีนำมาเผยแผ่ในเลบานอนจึงนำดาราซีเจ้าลัทธิไปสู่ความสิ้นสุดอย่างน่าอนาถ คือ ถูกสังหารในเวลาไม่นานนัก

แต่เรื่องอย่างนี้ ..... เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าสมัยโน้นหรือสมัยนี้ ก็มีแบบอย่างของมันเป็นอันเดียวกันอยู่ คือแม้คนส่วนมากจะเห็นว่าไม่ถูกต้องเป็นพิษ เป็นภัย ก็ย่อมจะมีคนอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งบางทีก็ไม่ใช่คนจำนวนน้อยหรือพวกโง่เขลาเบาปัญญา เห็นว่าถูกต้องดีงามและสนับสนุน เช่น ลัทธิแหกคอกนอกรีตทั้งหลาย อย่างที่เห็นๆ กันอยู่ในเมืองไทยเรานี้ ก็มีคนไม่ใช่น้อยเข้าไปกราบไหว้นับถือ จนกระทั่งยอมตัวเป็นสาวกบริวารอย่างจริงจัง และคนเหล่านี้ บางคนมีประวัติเป็นคนเฉลียวฉลาด มียศฐาน์บรรดาศักดิ์สูงๆ ก็มี ดาราซี ก็เช่นกัน คือ แม้คนส่วนใหญ่จะเห็นว่าเป็นพิษ เป็นภัย จนมีการตัดไฟแต่หัวลม สังหารเสีย ก็มีคนอีกส่วนหนึ่งเลื่อมใสนับถืออย่างจริงจัง และการถูกสังหารของดาราซีนั้น ได้กลายเป็นรอยประทับใจที่ลึกซึ้งและรุนแรงมาก จนพากันเรียกลัทธิที่ดาราซีนำมาเผยแพร่ในเลบานอนนั้นว่า ลัทธิดรูสส์ โดยที่ ดรูสส์ ก็มาจากดาราซีนั่นเอง และ ต่อมาลัทธิดรูสส์ในส่วนที่เป็นการปฏิบัติวิปริตได้ถูกแก้ไขชำระล้างให้หมดสิ้นไป เกิดเป็นหลักปฏิบัติอันมีคุณค่าดังที่กล่าวมาแล้ว เป็นผลให้ ดรูสส์ แน่นหนายิ่งขึ้น จนเป็นศาสนาหลักในเลบานอนต่อมา โดยมีพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ของเลบานอน ถือลัทธินี้



นอกจาก ..... บุคคลสำคัญที่นำลัทธิที่ถือว่า พระเจ้า อัล-ฮากิม เป็นองค์อวตารองค์สุดท้าย จากอียิปต์ไปเผยแพร่ในเลบานอนถูกสังหาร เกิดเป็นรอยเจ็บรอยแค้นประทับใจของผู้ที่เลื่อมใสนับถือดังที่ว่ามานี้แล้ว อีก ๒ ปีต่อมา คือ ค.ศ. ๑๐๒๑ องค์อวตารเองก็หายไปอย่างลึกลับ ซึ่งนักประวัติศาสตร์กล่าวว่าถูกสังหาร แต่สาวกเชื่อกันว่าท่านเสด็จกลับไปสู่แดนอันเป็นทิพย์ของท่านและยังมีชีวิตอยู่ จะกลับมาอีกทีเมื่อถึงวันสิ้นโลก ที่จะต้องพิพากษาบุญบาปของมวลมนุษย์ .. เป็นอันว่า ลัทธิดรูสส์ นั้น อุบัติขึ้นมากลางกองเลือดของบุคคลที่เขาเคารพบูชา ย่อมเป็นธรรมดาที่มือของเขาจะต้องกุมดาบไว้ เพื่อความไม่ประมาทตลอดมา ... อย่างไรก็ตาม ข้อที่ควรสังเกตก็คือ รอยคิดรอยแค้นที่ตรึงตราอยู่ในประวัติศาสตร์ จนกลายเป็นพื้นเพแห่งอุปนิสัยส่วนรวมของดรูสส์นี้ มิได้เกิดจากพวกคริสเตียนต่างศาสนา หากแต่เกิดจากศาสนิกผู้ร่วมพระเจ้าองค์เดียวกันนั่นเอง ฉะนั้น ดรูสส์จึงมีลักษณะเป็นเอกเทศจากผู้ร่วมเผ่าพงษ์ทางศาสนาฝ่ายอื่นๆ จนกระทั่งหันหลังให้ข้อบัญญัติที่เขาถือปฏิบัติกันอยู่ทั่วไป โดยตั้งข้อบัญญัติของตนเองขึ้นโดยเฉพาะ และมีอะไรอื่นๆ อีกที่ไม่เหมือนมุสลิมทั่วไป จนถูกระบุว่า เป็นมุสลิมนอกรีต ดังได้กล่าวมาแล้ว และยิ่งกว่านั้น ยังปรากฏประวัติศาสตร์แห่งความสัมพันธ์ฉันมิตรกับคริสเตียน เพื่อหากำลังมาเผชิญหน้ากับพวกมุสลิมด้วยกันเสียอีกด้วย เช่น กษัตริย์ฟากร์ แอด-ดิน ที่ ๒ แห่งเลบานอน ซึ่งทรงเป็นประมุขแห่งลัทธิดรูสส์ ได้ทรงดำเนินวิเทโศบายผูกสัมพันธไมตรีกับแกรนด์ ดุ๊ก แห่ง ทัสกานี ซึ่งเป็นคริสเตียนในยุโรป เพื่อหากำลังนอกประเทศมาสนับสนุนในการแข็งข้อต่อสู้กับพวกเตอร์ก ซึ่งเป็นมุสลิมด้วยกันและครอบครองเลบานอนอยู่ในฐานะส่วนหนึ่งแห่งอาณาจักรออตโตมาน เป็นต้น

ดังนั้นจึงปรากฏว่า ..... ในการทำสงครามศาสนาในเลบานอน มุสลิมมิได้ทำสงครามแบบผนึกกำลังของมุสลิมทั้งมวล แต่เป็นการทำสงครามแบบ ธุระใครธุระมัน และยามเคราะห์ร้าย เกิดหน้ามืดขึ้นมาด้วยฤทธิ์ตัณหาที่จะเป็นใหญ่ตามลำพัง ก็เลยหันเข้าเข่นฆ่ากันเอง ดังปรากฏให้เห็นในข่าวอยู่บ่อยๆ ... เป็นอันว่าละครชีวิตเรื่องสงครามศาสนาในเลบานอน ได้ปล่อยตัวเรื่องออกมาให้ท่านผู้ทัศนาได้รู้จัก ตั้งแต่กำพืดดั้งเดิมของเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว .. ต่อไปก็ขอพาไปดูเรื่องราวอันเป็นรากเหง้าเค้าเงื่อนที่ทำให้ผู้คนเมืองนี้ เขาทำสงครามศาสนากันชนิดที่ยังไม่มีใครมองหาจุดจบได้พบนี้ พอเป็นเครื่องประดับสติปัญญา .. ครั้งนั้น ชาวเลบานอนได้ตกเข้าไปอยู่ภายใต้เงื้อมเงาแห่งศาสนจักรโรมันคาทอลิก ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๔ พอถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๗ คือ ค.ศ. 600 กว่าๆ ศาสนาอิสลามก็ไหลบ่าเข้าไปในเลบานอนในรูปแบบของกองทัพ แผ่อาณาจักศาสนา ทำให้ผู้คนในเลบานอนเกิดการแตกต่างกันในทางศาสนา คือ พวกเก่าถือคริสต์ พวกใหม่ถืออิสลาม โดยมีจำนวนไล่เลี่ยกัน และตั้งแต่นั้นมาก็วิวาทบาดหมางและรบราฆ่าฟันกันเรื่อยมา โดยมีเส้นแบ่งทางศาสนาเป็นเส้นปันเขตแดน



ลักษณะความเป็นไปของบ้านเมือง ..... คือ รอยปริรอยร้าวซึ่งรอท่าภัยพิบัติจากการเข้ามาแทรกแซงของเสี้ยนศึกศัตรูอยู่เสมอนั่นเอง .. ศัตรูเช่นว่านี้ ได้ย่างสามขุมเข้ามาสร้างความพิบัติบรรลัยให้เลบานอน โดยอาศัยรอยปริรอยร้าวนั้นเป็นช่องทาง เริ่มต้นเมื่อประมาณปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ เรื่อยมาตลอดคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ คือ ฝรั่งเศสเข้าหนุนหลังพวกคริสเตียน มาโรไนท์ อังกฤษหนุนหลังมุสลิมดรูสส์ ซึ่งระยะนั้นเลบานอนอยู่ใต้อำนาจการครอบครองแห่งอาณาจักรออตโตมานของเตอร์ก .. เมื่อคู่อาฆาตได้แรงหนุนอย่างนี้ ความขัดแย้งต่างๆ ก็เกิดขึ้นจนเป็นปรกติวิสัย จนกระทั่งในการปกครองก็ต้องมีระบบการครองตำแหน่งคู่ คือ ทั้งมาโรไนท์ ทั้งดรูสส์ ว่าราชการในตำแหน่งเดียวกัน อย่างตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ต้องมี .. ผู้ว่าฯ มาโรไนท์ และ ผู้ว่าฯ ดรูสส์ นั่งว่าราชการอยู่ในศาลากลางจังหวัดเดียวกัน เขาเรียกระบบนี้ว่า ทูโกอิม มากัมส์ (Two go’im Magams) ซึ่งแสดงให้เห็นชัดว่า ศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม ได้เข้าไปผ่าคนเลบานอนออกเป็นสองซีก พอคนสองซีกนั้น ได้ลูกยุลูกแหย่เข้าไปผสมโรง ก็เหมือนกับว่า ซีกคนทั้งสองนั้นถูกย้อมสีเป็นซีกขาวกับดำ ซึ่งผิดแผกแตกต่างกัน จนไม่มีทางที่จะนำมาผสมให้กลมกลืนกันได้อีก

ไม่ว่าที่ไหนๆ ..... เมื่อเกิดสถานการณ์อย่างนี้ขึ้นแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นในเบื้องหน้า ก็ย่อมจะไม่มีอะไรอื่น นอกจากการพิฆาตเข่นฆ่ากันอย่างบ้าเลือด เหมือนกับเห็นคนไม่ใช่คนเท่านั้นเอง ดังนั้น ในปี ค.ศ. ๑๘๖๐ จึงเกิดรอยเศร้าสลดอย่างใหญ่หลวงขึ้นในประวัติศาสตร์ของเลบานอน คือ เกิดรบราฆ่าฟันกันระหว่างคริสเตียนมาโรไนท์ กับ มุสลิมดรูสส์ ถึงขนาดเป็นสงครามกลางเมือง โดยมีเจ้าภาพหนุนหลังอยู่ด้วยกันทั้งคู่ คือ ฝรั่งเศสหนุนหลังคริสเตียน และ อังกฤษกับเตอร์กหนุนหลังมุสลิม ในประวัติศาสตร์ระบุไว้ว่า พวกคริสเตียนถูกฆ่าตายเป็นเบือทีเดียวคือ เฉพาะที่ตายด้วยคมหอกคมดาบมีจำนวนถึง ๑๑,๐๐๐ คน และแถมพกด้วยอดตายอีก ๔,๐๐๐ คน ซึ่งเมื่อเทียบกับอัตราส่วนของผู้คนพลเมืองในสมัยนั้นแล้ว ก็จัดว่าเป็นการสูญเสียที่มิใช่เล็กน้อยเลย ส่วนพวกดรูสส์นั้น ไม่มีระบุไว้ แต่เมื่อนึกถึงว่า การสงครามคือการสาดน้ำรดกันแล้ว พวกดรูสส์ก็คงจะด่าวดิ้นสิ้นชีวิตไปไม่น้อยกว่ากันอย่างแน่นอน



สงครามกลางเมืองครั้งนี้ ..... จบลงโดยคนเลบานอนต้องเข้าตาจนร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นพวกคริสเตียนมาโรไนท์ หรือ มุสลิมดรูสส์ คือ เมื่อฝรั่งเศสเห็นพวกดรูสส์กระหน่ำพวกคริสเตียนมาโรไนท์ อย่างหนักโดยใช้การสนับสนุนของอังกฤษและเตอร์กเป็นเรี่ยวแรงอย่างนั้น ก็เลิกบทบาทการหนุนหลังพวกคริสเตียนแบบลับๆ และแสดงตัวอย่างเปิดเผย โดยนำเอากำลังรบจากประเทศของตนในยุโรปมายกพลขึ้นบกกันเลยทีเดียว ผลก็คือ สามารถปราบพวกมุสลิมดรูสส์ลงได้ในเวลาไม่ช้านัก และ กำจัดอิทธิพลที่หนุนหลังอยู่ให้หมดสิ้นไป ลงท้ายด้วยการยึดครองเลบานอนด้วยกลไกทางศาสนา คือ ฝรั่งเศสได้ตราบทบัญญัติจัดระเบียบการปกครองประเทศเลบานอนขึ้นเมื่อปี ๑๘๖๑ แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี ๑๘๖๔ ตามบทบัญญัตินี้ มีรัฐบาลฝ่ายเดียว ไม่ใช่รัฐบาลสองฝักสองฝ่ายดังที่เคยเป็นมา โดยที่รัฐบาลนั้นประกอบด้วย ผู้บริหารที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกล้วน แต่เพื่อไม่ให้น่าเกลียดเกิดไปนัก จึงมีสภาลวงตาขึ้นอีกสภาหนึ่ง ในทำนองสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ประกอบด้วยสมาชิก ๑๒ คน เลือกตั้งมาจากกลุ่มศาสนาต่างๆ .. เป็นอันว่า ไม่ว่าจะเป็นมาโรไนท์ หรือ ดรูสส์ ก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของคาทอลิกจนหมดสิ้น ฝรั่งเศสยึดครองเลบานอนด้วยระบบครึ่งๆ กลางๆ เช่นนี้อยู่จนถึง ค.ศ. ๑๙๑๘ .. หลังจากนั้น เลบานอนก็ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสอย่างเต็มเนื้อเต็มตัว แบบเดียวกับประเทศในอินโดจีน ทั้งนี้โดยผลแห่งสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในระหว่างที่เป็นเมืองขึ้นเขาอย่างนั้น ทั้งมาโรไนท์ ทั้งดรูสส์ ก็อยู่ในฐานะ หือไม่ขึ้น การวิวาทบาดหมางจนถึงรบราฆ่าฟันกัน ก็พลอยสงบเงียบไปด้วย

พอมาถึงระยะหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ..... ประเทศจักรวรรดิ์นิยมในยุโรปได้บำเพ็ญตนเป็นนักบุญ ปลดปล่อยประเทศเมืองขึ้นของตนให้เป็นเอกราช .. เลบานอนก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับการปลดปล่อย แต่การได้รับอิสระเป็นเอกราชนั้น แทนที่จะเป็นผลดีแก่เลบานอน เหมือนกับประเทศทั้งหลายอื่น เลบานอนกลับพบกับผลร้าย คือความยุ่งยากวุ่นวายเนื่องมาจากศาสนาอันเป็นพื้นฐานดั้งเดิมของเขา ก็กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง จนต้องตรารัฐธรรมนูญปกครองบ้านเมืองขึ้นในรอยเก่า คือ บัญญัติให้รัฐสภาประกอบด้วยสมาชิกที่เลือกตั้งมาจากกลุ่มศาสนาต่างๆ เหมือนกับที่ฝรั่งเศสมาทำไว้ให้เมื่อกลางศตวรรษที่ ๑๙ อันเป็นหลักเกณฑ์บ่งบอกเป้าหมายที่จะให้พวกคริสเตียนเป็นเบี้ยบน และ มุสลิมเป็นเบี้ยล่าง แบบตายตัวอย่างชัดเจน .. สงครามที่ใช้ศาสนา และ กลุ่มทางศาสนา เป็นเส้นปันเขตแดนฆ่ากัน จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และ ยังไม่มีใครแม้สักคนเดียวในโลกนี้ ที่จะเกิดญาณวิเศษ มองเห็นลู่ทางแก้ปัญหานี้ได้

สหประชาชาติ ก็ สหประชาชาติเถอะ ..... ต้องพบกับความล้มเหลวแทบจะต้องเอาปี๊บครอบหัวเดินมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง .. ทั้งหมดที่แข็งใจวิสัชนามาอย่างยืดยาวนี้ คือข้อเท็จจริงที่บอกว่า ศาสนาชนิดที่เป็นศาสนาสงครามนั้น ได้สร้างพิษสร้างภัยให้แก่มนุษยชาติอย่างสาหัสสากรรจ์จริงๆ ไม่ใช่จะมาแกล้งว่าหรือแกล้งประณามกันเล่นๆ





โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/


สงครามเลบานอน ..... ๒ / ๒

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   19/06/2004 06:57 PM  (203.144.143.250)
 

 
  หัวข้อ : 22  
     
 


สงครามสายเลือดในไอร์แลนด์เหนือ

ปัจจุบัน ... ไอร์แลนด์ มีประชากรประกอบไปด้วยชนเชื้อชาติของ ไอริช มีชาวอังกฤษอยู่บ้างเป็นจำนวนน้อย .. ศาสนาก็มี คริสต์นิกายโรมันแคทอลิคเป็นส่วนใหญ่ นอกนั้นก็มี Anglican และ ศาสนาอื่นๆ รวมทั้งที่ไม่นับถือศาสนา นับรวมแล้วก็อยู่ไม่ถึง 4% .. ภาษาที่ใช้ในระบบราชการก็มี 2 ภาษา คือ ภาษาไอริช ภาษาอังกฤษ .. และ มีเมืองหลวงอยู่ที่ กรุงดับลิน .. มีสถานการณ์ทางการเมืองและการปกครองในปัจจุบัน เป็นระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

สงครามสายเลือดในไอร์แลนด์เหนือ ... ในส่วนที่เกี่ยวกับสงครามศาสนา เท่าที่ได้นำเอาเรื่องราวพร้อมด้วยหลักฐานมาแสดงไว้ข้างต้นนั้น ได้บ่งบอกความจริงไว้ว่า นอกจากจะเป็นการพิฆาตเข่นฆ่ากันระหว่างกลุ่มชนที่ถือศาสนาต่างกันแล้ว แม้คนที่ถือศาสนาเดียวกัน ถือพระเจ้าองค์เดียวกัน แต่ต่างนิกาย ต่างลัทธิความเชื่อถือกัน เขาก็สามารถจะใช้ความต่างกันนั้น เป็นเส้นแบ่งเขตและฆ่ากัน ได้อย่างใหญ่โต ดังเช่นที่ได้บรรยายรายละเอียดไว้แล้วในตอนที่ว่าด้วยเรื่องสงครามศาสนาในยุโรป อันเป็นเหตุการณ์เรื่องราวในประวัติศาสตร์ .. สำหรับเรื่องราวที่จะนำมากล่าวต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวที่เกิดอยู่ในปัจจุบัน แม้ในขณะที่เขียนเรื่องนี้ คนที่นั่นเขาก็กำลังจ้องที่จะฆ่าฟันล้างผลาญกันอยู่ ทั้งๆ ที่เป็นคนศาสนาเดียวกัน ถือพระเจ้าองค์เดียวกัน ถือศาสดาองค์เดียวกัน เพียงแต่พวกหนึ่งเป็น โรมัน คาทอลิก พวกหนึ่งเป็น โปรเตสแตนท์ เท่านั้น เขาก็รังเกียจเกลียดชังกัน และฆ่ากันได้เป็นว่าเล่น

เรื่องนี้ ... ได้แก่เรื่องราวในไอร์แลนด์เหนือ เป็นเรื่องร้ายที่เรื้อรังมานาน และมีความเหี้ยมเกรียมรุนแรง ถึงขนาดจัดตั้งเป็นกองทัพขึ้นมารบราฆ่าฟันกัน จึงเห็นว่าเหมาะที่จะตั้งหัวข้อเฉพาะให้ว่า สงครามเลือดในไอร์แลนด์เหนือ เพราะคนที่เขากำลังตั้งหน้าตั้งตาฆ่าฟันกันอย่างเอาจริงเอาจังที่นั่น เขาสืบสายเลือดพระคริสต์มาด้วยกันนั่นเอง หาใช่คนอื่นคนไกลที่แปลกปลอมไปจากที่อื่นไม่ .. เพื่อให้เห็นภาพสงครามสายเลือดที่เขาจองล้างจองผลาญกันอย่างชัดๆ ขอนำเอาภาพเหตุการณ์ที่นักบันทึกเรื่องราวของโลกเขาบันทึกไว้ในรูปของจดหมายเหตุมาแสดงให้ดู เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕ เท่าที่ผู้เขียนจะหยิบฉวยเอามาให้ดูได้ง่ายๆ ไม่ต้องเสียเวลาไปค้นหาเรื่องใหม่ๆ กว่านั้นมาให้ดู ซึ่งไม่สู้จะจำเป็นนัก เพราะเท่าที่นำมาให้ดูนี้ ก็แสดงชัดอยู่แล้วว่า เป็นเรื่องราวในสมัยนี้ และ เป็นเรื่องราวที่เขาฆ่ากันระหว่างคาทอลิก กับ โปรเตสแตนท์ อันเป็นพี่น้องในสายเลือดคริสต์ด้วยกัน เหตุการณ์ที่เขาบันทึกไว้มีดังนี้ .....



ไอร์แลนด์เหนือ ... ตุลาคม ๒๕๒๕ เกิดการสังหารโหดกันระหว่างกลุ่มผู้ก่อการร้าย IRA ซึ่งเป็นฝ่ายคาทอลิก และ กองกำลังของฝ่ายโปรเตสแตนท์ ในไอร์แลนด์เหนือ โดยผู้ถูกสังหารคือ สิบเอก โทมัส โคเครน ถูกฝ่าย IRA สังหาร ส่วน นาย โจเซฟ โดเนกัน และนาย ปีเตอร์ ดอร์ริแกน ถูกฝ่ายโปรเตสแตนท์สังหาร เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เนื่องจากฝ่ายคาทอลิกต้องการให้ไอร์แลนด์เหนือได้รับเอกราชจากอังกฤษ เพื่อกลับไปรวมกับเกาะไอร์แลนด์ทั้งหมด แต่ฝ่ายโปรเตสแตนท์ ซึ่งมีเชื้อสายอังกฤษไม่ยินยอม

ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๒๕ ... มีฝ่ายโปรเตสแตนท์และฝ่ายคาทอลิกถูกสังหารไปแล้ว ๕๘ ราย อ้างอิงจากสยามจดหมายเหตุ ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๔๔ หน้า ๑๒๒๘ เล่ม ๗ .. ข้อที่ควรสังเกตและทำความเข้าใจในบันทึกเหตุการณ์นี้คือ ที่เขาว่า ฝ่ายคาทอลิกต้องการให้ไอร์แลนด์เหนือได้รับเอกราชจากอังกฤษ เพื่อกลับไปรวมกับเกาะไอร์แลนด์ทั้งหมด แต่ฝ่ายโปรเตสแตนท์ ซึ่งมีเชื้อสายอังกฤษไม่ยินยอมนั้น ฟังได้ว่า เงื่อนไขแห่งการไม่ยินยอมของฝ่ายโปรเตสแตนท์นี้ คือเงื่อนไขทางเชื้อชาติ กล่าวคือ เป็นการชี้บ่งว่าพวกโปรเตสแตนท์ในไอร์แลนด์เหนือนั้น เป็นคนเชื้อชาติอังกฤษ หากจะต้องเป็นอิสระจากอังกฤษไปรวมกับไอร์แลนด์ทั้งหมดแล้ว พวกตนก็จะขาดจากการปกครองของชนชาติเดียวกัน จึงไม่ยินยอม จนต้องมีการต่อสู้เข่นฆ่ากันทำนองนี้ แต่อันที่จริงแล้ว หากมีความรู้ความเข้าใจในประวัติความเป็นมาของไอร์แลนด์ และ การวิวาทบาดหมางกันอย่างลึกซึ้ง ระหว่างคาทอลิก กับ โปรเตสแตนท์ อย่างเพียงพอแล้ว จะเห็นว่าการไม่ยินยอมของพวกโปรเตสแตนท์นั้น หาใช่เงื่อนไขทางเชื้อชาติไม่ แต่เป็นเงื่อนไขทางศาสนาโดยเฉพาะ คือ เงื่อนไขที่ว่า พวกเขาเป็นโปรเตสแตนท์ หากไอร์แลนด์เหนือไปรวมกับไอร์แลนด์ทั้งหมดแล้ว พวกเขาจะต้องตกเข้าไปเป็นเบี้ยล่างอยู่ใต้การปกครองของพวกคาทอลิกทันที เพราะคนในไอร์แลนด์เกือบทั้งหมดเป็นพวกคาทอลิก ซึ่งหัวเด็ดตีนขาด เขายอมไม่ได้ ขืนยอมก็เท่ากับยอมกินน้ำใต้ศอกของพวกคาทอลิกอยู่ชั่วกัลป์แสนกัลป์นั่นเอง

การไม่ยินยอม ... และตั้งใจที่ยอมตายเสียดีกว่ายอมจำนนเช่นนี้ ก็เช่นเดียวกันกับการไม่ยินยอมของฝ่ายคาทอลิกในฝรั่งเศสยุคสงครามศาสนา ที่ไม่ยินยอมอยู่ใต้การปกครองของพวกโปรเตสแตนท์ จนพระเจ้าอังรีที่ ๔ ต้นราชวงศ์บูร์บอง ตอนที่จะขึ้นครองราชย์ ต้องทรงประกาศเปลี่ยนศาสนาจากการเป็นโปรเตสแตนท์ไปเป็นคาทอลิก เพื่อเอาใจชาวฝรั่งเศสส่วนใหญ่ และระงับชนวนสงครามศาสนาที่เข่นฆ่ากันมาช้านานตั้ง ๓๐ ปี ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว .. ยิ่งสืบสาวราวเรื่องให้ลึกเข้าไปในประวัติศาสตร์ของไอร์แลนด์แล้ว ก็ยิ่งจะเห็นชัดยิ่งขึ้นว่า การที่เขายอมกันไม่ได้ และตั้งหน้าตั้งตาห้ำหั่นล้างผลาญกันจนเป็นสงครามสายเลือดอันน่าเอน็ดอนาถเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องวิวาทบาดหมางกันชั่วมื้อชั่วคราว แบบคนไทยที่ยกพวกตีกันระหว่างบ้านเหนือบ้านใต้ เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการแตกแยกและบาดหมางกันอย่างล้ำลึกและยืดเยื้อเรื้อรังมาช้านาน ขนาดที่พวกคาทอลิกต้องตั้งเป็นกองทัพก่อการร้ายขึ้นมา เพื่อเป็นกำลังรบสำหรับต่อสู้อย่างเป็นกิจจะลักษณะเอาจริงเอาจัง ที่เรียกว่าขบวนการ ไอ.อาร์.เอ. นั่นแหละ ซึ่งขบวนการนี้ ไม่ใช่คณะอั้งยี่ หรือ กลุ่มนักเลงโต อย่างที่รู้จักกันอยู่ในเมืองไทยแต่เขาจัดเป็นกองทัพทีเดียว คือขบวนการ ไอ.อาร์.เอ. นั้น ย่อมาจากคำว่า ไอริช รีปัปลิก อาร์มี่ แปลว่า กองทัพสาธารณรัฐไอริช ซึ่งเป็นกองทัพอันเป็นตัวตั้งตัวตีสำคัญสำหรับสงครามสายเลือดในไอร์แลนด์เหนือนี้ ตามประวัติว่า ตั้งขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๑๙ คือเมื่อ ๖๐ กว่าปีมาแล้วโน้น



ประวัติศาสตร์ของไอร์แลนด์ ... ปรากฏขึ้นเมื่อประมาณ ๖,๐๐๐ ปีมาแล้ว โดยมีมนุษย์หลายเผ่าหลายพันธุ์ข้ามทะเลอันกว้างใหญ่ไปตั้งหลักฝังรากกันอยู่บนเกาะแห่งนั้น เริ่มแรกทีเดียวที่นักประวัติศาสตร์เขาค้นพบก็ได้แก่มนุษย์ที่ข้ามไปจากแผ่นดินใหญ่ยุโรป ไปตั้งรกรากกันอยู่ตรงบริเวณชายฝั่งทะเลตอนเหนือ ซึ่งเป็นเมือง ลาร์เน ในไอร์แลนด์เหนือปัจจุบัน แล้วก็ค่อย ๆ คืบเข้าไปสู่ใจกลางแผ่นดิน โดยอาศัยสายแม่น้ำเป็นหลัก ในระยะเริ่มแรก มนุษย์พวกนี้อาศัยการล่าสัตว์และจับปลาเป็นอาชีพหลัก ต่อมาก็พัฒนาขึ้นเป็นการประกอบกสิกรรมเลี้ยงสัตว์ และ ทำหัตถกรรมประเภทเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ในทัศนะของนักประวัติศาสตร์โบราณ เขาถือว่า มนุษย์พวกนี้ เป็นพวกแรกที่ขึ้นไปครอบครองเกาะไอร์แลนด์ .. ต่อมาประมาณก่อนคริสตศักราช ๔๐๐ คือ ราว ๆ ยุคพุทธกาลของพวกเราชาวพุทธ มีมนุษย์อีกเผ่าพันธุ์หนึ่ง จากเกาะบริเทนใหญ่ และภาคพื้นยุโรป บุกขึ้นไปตั้งถิ่นฐานบนเกาะไอร์แลนด์นั้น นักประวัติศาสตร์เรียกมนุษย์พันธุ์นี้ว่า พวก เกลต์ การขึ้นไปตั้งถิ่นฐานของพวกเกลต์นี้มีลักษณะที่นับว่าเจริญก้าวหน้า คือ เข้าครอบครองพื้นที่อย่างเป็นหลักฐานมั่นคง โดยแบ่งพื้นที่ของเกาะออกเป็นอาณาจักรย่อม ๆ หลากหลาย โดยมีอาณาจักรใหญ่อาณาจักหนึ่งเป็นประธาน มีการปักปันเขตแดนกันอย่างชัดเจนแน่นอน ผู้ที่เป็นใหญ่ครอบครองอาณาจักรประธานนั้นมีฐานะเป็น อธิราช หรือ High King ส่วนผู้ครองอาณาน้อยทั้งหลาย เป็น ราชะ เฉย ๆ เทียบกับทางจีนก็คือ พวกเจ้าบ้านผ่านเมืองทั่ว ๆ ไป มีศักดิ์เป็น อ๋อง ส่วนที่ครองเมืองหลวง ซึ่งมีอำนาจเหนือเมืองทั้งปวงนั้นมีฐานันดรเป็น ฮ่องเต้

ต่อมาอีกสี่ร้อยปี ... ก็มีมนุษย์อีกพันธุ์หนึ่งจากย่านขั้วโลกเหนือ บุกขึ้นไปตั้งถิ่นฐานบนเกาะไอร์แลนด์ ได้แก่พวก ไวกิ้ง ขึ้นมาตั้งถิ่นฐานอยู่แถบที่เป็นท่าจอดเรือต่าง ๆ และรุกคืบหน้าเข้าไปในใจกลางแผ่นดิน โดยพวกนี้มีพื้นเพเป็นนักเผชิญโชคในทะเลในรูปของโจรสลัด จึงใช้วิธีรุนแรงในลักษณะบุกรุกและทำลายวัดวาอารามและปล้นสะดม จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้นกับพวกที่ยึดครองดินแดนอยู่ก่อน แต่พวกไวกิ้งมีอาวุธดีกว่าและจัดเจนในการสู้รบกว่า ในตอนแรกจึงเป็นฝ่ายชนะและสามารถตั้งบ้านเมืองขึ้นได้ เมืองคอร์ก เมืองดับลิน เมืองไลเมอริก และ เมืองวอเตอร์ฟอร์ด นี่แหละ คือเมืองที่พวกไวกิ้งมาปลูกฝังตั้งขึ้นไว้ ต่อมาใน ค.ศ. ๑๐๑๔ พวกที่เป็นเจ้าของแผ่นดินอยู่ก่อนทนไม่ไหว จงรวบรวมกำลังกันขึ้นเพื่อกำจัดพวกไวกิ้ง โดยตอนนั้น กษัตริย์ไบรอัน โบรู ทรงเป็นอธิราช ได้จัดการรวบรวมกำลังอาณาจักรต่าง ๆ ขึ้นทำสงครามขับไล่พวกไวกิ้งได้เป็นผลสำเร็จ จนพวกไวกิ้งต้องล่าถอยไปเกาะอยู่ตามเมืองท่าต่าง ๆ ชายฝั่งทะเลตามถนัดของตัว และอยู่ไปนาน ๆ เข้าในฐานะชนกลุ่มน้อย ก็ถูกดูดกลืนกลายไปเป็นชาวไอริชไปหมดสิ้น



ต่อมาอีกร้อยกว่าปี ... ก็ถึงบทบาทที่ชนเผ่า นอร์แมน จากแผ่นดินอังกฤษขึ้นไปเหยียบเกาะไอร์แลนด์ ซึ่งบทบาทอันนี้ ไม่ใช่บทบาทของพวกพลัดที่นาคลาที่อยู่เที่ยวร่อนเร่พเนจรไปอย่างพวกที่แล้ว ๆ มา แต่เป็นบทบาทของผู้มีอำนาจราชศักดิ์ที่ยิ่งใหญ่ เรียกได้ว่า เป็นบทบาทของช้างเหยียบนา พระยาเหยียบเมือง ว่างั้นเถอะ

เรื่องก็มีอยู่ว่า ... ประมาณ ค.ศ. ๑๑๖๐ พวกเจ้าบ้านเจ้าเมืองบนเกาะไอร์แลนด์เกิดแตกแยกชิงอำนาจวาสนากันขึ้น คือผู้ครองศักดิ์เป็นอธิราชนามว่า ตูร์ลัฟ โอ คอนเนอร์ ได้ปลดเจ้าเมืองระดับราชะ นามว่า เดอร์มอต แมค มูร์รัฟ ผู้ครองนครเลนสเตอร์ ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ออกจากตำแหน่งเจ้ามูร์รัฟ ท่านถือว่า ตูข้าก็คนเหมือนกัน ไฉนจะมายอมให้ปลดยอมให้ถอด กันเล่นง่าย ๆ เล่า จึงแล่นข้ามทะเลไปเกาะอังกฤษ ไปขอกองทัพมายึดอำนาจกลับคืน เมื่อลูกแกะศิโรราบเข้าไปกราบถึงถ้ำอย่างนี้ มีที่ไหนที่ราชสีห์จะปล่อยให้ลอยนวลไป พระเจ้าเฮนรี่ที่ ๒ จึงตกปากรับคำที่จะช่วยแบบหมูไปไก่มา คือ พระเจ้าเฮนรี่ตกลงที่จะให้กองทัพไปช่วยเจ้าเดอร์มอต และ เจ้าเดอร์มอตก็ตกลงที่จะแบ่งดินแดนส่วนหนึ่งถวายพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๒ เป็นการสมนาคุณ ทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ตกลงกันนั้น สำเร็จเรียบร้อย โดยเจ้าเดอร์มอตได้กลับเข้าครอบครองดินแดนของตนบนเกาะไอร์แลนด์ เมื่อ ค.ศ. ๑๑๗๐ พร้อม ๆ กันกับที่ อำนาจของอังกฤษได้ขึ้นไปตั้งตระหง่านมั่นคงบนเกาะแห่งนั้นเป็นครั้งแรก

เจ้าเดอร์มอต ... จะรู้ตัวหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ว่า การกระทำของตนนั้น คือการชักศึกเข้าบ้านดี ๆ นี่เอง เพราะนับแต่นั้นเป็นต้นมา ไอร์แลนด์ต้องเดือดร้อนดิ้นรนเพื่อขับไล่ศึกอังกฤษที่ชักมาเข้าบ้านในครั้งนั้นตลอดมา จนกระทั่งทุกวันนี้ ก็ยังขับออกไปได้ไม่หมด ผู้คนพลเมืองล้มตายไปแล้ว ไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร และสิ่งที่น่าเศร้าสลดที่ปรากกอยู่ในประวัติศาสตร์ของไอร์แลนด์ตอนนี้อีกประการหนึ่งก็คือ เดอร์มอตอุตส่าห์ชักศึกเข้าบ้าน เพื่อจะยืนอยู่บนไอร์แลนด์ด้วยศักดิ์ศรีของผู้มีอำนาจวาสนานั้น ผลที่สุดเขาก็ยืนอยู่ได้ไม่ทันหายอยาก ก็สิ้นบุญสิ้นวาสนาลง ด้วยอำนาจที่ไม่มีอำนาจใด ๆ ในโลกนี้หรือโลกไหน ๆ จะทัดทานขัดขวางได้ คือ อำนาจของพระยามัจจุราช และหลังจากที่ เดอร์มอต ได้ม้วยมอดไปแล้ว ยุคสมัยแห่งการมีอำนาจวาสนาของชาวไอร์แลนด์ในฐานะผู้เป็นเจ้าของแผ่นดินแต่เดิมมา ก็เสื่อมทรุดเกือบจะสูญสิ้นไปก็ว่าได้ คือ เมื่อเดอร์มอตสิ้นไปแล้วผู้ที่เข้าครองอำนาจสืบต่อ แทนที่จะเป็นชาวไอร์แลนด์เชื้อสายของเดอร์มอต กลับกลายเป็นว่าขุนนางระดับกระจอก ชาวนอร์แมนที่มาจากอังกฤษผู้หนึ่ง นามว่า สตรองโบว์ ได้ประกาศตนเป็นกษัตริย์แห่งแคว้นเลนสเตอร์ และ ก็มีขุนนางระดับเดียวกันชาวนอร์แมนอื่น ๆ ก็เอาอย่าง ประกาศตั้งตนเป็นกษัตริย์แห่งแคว้นต่าง ๆ บ้าง ทั้งนี้ก็น่าจะเป็นผลเพราะอำนาจวาสนาของเจ้าของถิ่นเดิมชาวไอริชได้ถูกฝ่าเท้าของพวกนอร์แมนย่ำไว้เสียยับไปหมดแล้วนั่นเอง



ในปี ค.ศ. ๑๑๗๑ ... อำนาจบาทใหญ่เป็นทางราชการอังกฤษก็เหยียบย่างขึ้นไปวางศักดาบนเกาะไอร์แลนด์ คือ พระเจ้าเฮนรี่ที่ ๒ ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะดูใจพวกกษัตริย์นอร์แมนใหม่ๆ ในไอร์แลนด์ว่า ยังคงจงรักภักดีต่อพระองค์เหมือนเดิมหรือไม่ จึงเสด็จประพาสไอร์แลนด์ในปี ค.ศ. ๑๑๗๑ นั้น และทรงใช้พระราชอำนาจบังคับให้กษัตริย์ประจำถิ่นในไอร์แลนด์ยอมรับและประกาศว่า พระองค์คือ เจ้าแห่งไอร์แลนด์ หรือ Lord fo Ireland

เมื่อกาลเวลาล่วงเลยมาอีกร้อยกว่าปี ... คือประมาณ ค.ศ. ๑๓๐๐ ปรากฏว่า พวกนอร์แมนครอบครองท้องถิ่นไอร์แลนด์ไว้ได้เกือบหมดสิ้น แต่ความจงรักภักดีที่พวกนอร์แมนทั้งหลายมีอยู่ต่ออังกฤษนั้น ก็เสื่อมคลายไปด้วยตามกาลเวลาและความห่างเหิน ทั้งนี้เนื่องจากถูกวัฒนธรรมท้องถิ่นดูดกลืน โดยเหตุที่ได้ผสมพันธ์กับชาวไอริชท้องถิ่นและการรับวัฒนธรรมทางภาษาและขนบประเพณีต่าง ๆ จนปรากฏว่า ในตอนต้นระยะ ค.ศ. ๑๔๐๐ อังกฤษคงมีอิทธิพลอยู่เฉพาะอาณาบริเวณเล็ก ๆ รอบนครดับลิน ที่เรียกว่า ย่านอังกฤษ หรือ English Pale เท่านั้น

มีเรื่องอันเป็นพื้นฐานสำคัญที่ต้องกล่าวไว้ ... คือเรื่องทางด้านการศาสนา ประวัติศาสตร์ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างแน่ชัดว่า ชาวเกาะไอร์แลนด์ได้รับรังสีแห่งคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกตั้งแต่ระยะ ค.ศ. ๔๐๐ ผู้ที่นำเอาคริสต์ศาสนาเข้าไปในไอร์แลนด์ชื่อว่า เซนต์ แพตริค ท่านผู้นี้เกิดในอังกฤษ และถูกจับตัวไปขายเป็นทาสอยู่ในไอร์แลนด์ เป็นทาสอยู่ ๖ ปี ก็สามารถหลบหนีได้ โดยหลบหนีไปขึ้นอยู่ที่แผ่นดินใหญ่ยุโรป และด้นดั้นไปอยู่ในฝรั่งเศส ไปบวชและศึกษาเล่าเรียนทางศาสนาที่นั่น ถึง ค.ศ. ๔๓๒ ก็หวนกลับไปไอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่ง ในฐานะมิชชั่นนารีชาวคริสต์และประสพความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม คือ ผู้คนพากันยอมรับนับถือด้วยศรัทธาอย่างแรงกล้า ถึงขนาดเชื่อกันว่าเป็น เทพารักษ์ หรือ Guardian ของชาวไอร์แลนด์ทีเดียว และถือเอาวันที่ ๑๗ มีนาคม เป็นวันที่ระลึกสำหรับนักบุญผู้นี้ โดยถือเป็นวันหยุดงานประจำปี



ถ้าศาสนาทุกศาสนาในโลกนี้ ... เป็นศาสนาจริงๆ ตามที่คนไทยทั่วไปเข้าใจกันอยู่ คือ เป็นศาสนาที่มีจุดมุ่งหมายอันแน่วแน่อยู่ที่ การละชั่ว เพิ่มพูนความดี และชำระจิตใจของตนให้บริสุทธิ์สะอาดจากความโลภ โกรธ หลง ไม่ข้องแวะกับอำนาจราชศักดิ์ใด ๆ จนกระทั่งพูดกันพล่อย ๆ ว่า ศาสนาทุกศาสนาสอนคนให้เป็นคนดี จริงแล้วสงครามศาสนาทุกรูปแบบแม้กระทั่งที่เรียกว่า สงครามสายเลือดในไอร์แลนด์ นี้ ก็จะเกิดมีขึ้นไม่ได้ มวลมนุษย์มากมายก่ายกอง ตั้งแต่อดีตนับเป็นพันปีจนถึงปัจจุบันนี้ ก็จะไม่ต้องล้มตายวายวอดกัน อันเนื่องจากเงื่อนไขในเรื่องศาสนาเป็นสาเหตุให้พิฆาตเข่นฆ่ากัน ดังเช่นที่ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ ที่โลกมนุษย์ต้องพบรอยเศร้า เพราะสงครามศาสนาเป็นตราบาปเปื้อนเปรอะอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์เช่นนี้ ก็เพราะศาสนาส่วนหนึ่ง มีอำนาจราชศักดิ์อันยิ่งใหญ่ทางการเมืองของตนเอง เป็นธาตุแท้แห่งความมุ่งหมายในการเผยแพร่สั่งสอน การกระทบกระทั่งกันระหว่างอำนาจทางศาสนาจึงเกิดขึ้น เพราะยังไม่มีพระเจ้าองค์ใดวิเศษพอที่จะทำให้โลกมนุษย์นี้ มีศาสนาเพียงศาสนาเดียวได้ กระทบกันไปกระทบกันมา การเข่นฆ่าล้างผลาญกันอย่างใหญ่โต ในรูปของ สงครามศาสนา จึงเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น

ผู้คนพลเมืองบนเกาะไอร์แลนด์ ... เป็นชาวคาทอลิกเหมือนกันหมด มาช้านานถึงพันปีเศษ จะสุขจะทุกข์อย่างไร ภายใต้อำนาจครอบครองทางศาสนาจากกรุงโรม ก็เป็นไปตามปรกติเช่นเดียวกับคาทอลิกทั้งหลาย ไม่มีจุดเด่นจุดดังอะไรที่ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้เป็นพิเศษ จนกระทั่งศาสนาคริสต์แตกออกเป็นสองเสี่ยง และ ตั้งตัวเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันอย่างล้ำลึกและรุนแรง โดยมีนิกายโปรเตสแตนท์เกิดขึ้น เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ นั่นแหละ ไอร์แลนด์จึงตกเข้าไปดิ้นกระแด่ว ๆ อยู่ในกระแสวงจรร้ายเช่นเดียวกับผู้คนพลเมืองในยุโรปทั่วไป และต้องนับว่าคนในไอร์แลนด์นั้นเคราะห์ร้ายกว่าคนในยุโรป เพราะวงจรมหาวินาสดังกล่าว ยังไม่ขาดสิ้น ยังคงสำแดงฤทธิ์หฤโหดยืดเยื้อเรื้อรังมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ดังจะนำรายละเอียดมาดูกันต่อไป

คือ ... เมื่อเกิดนิกายโปรเตสแตนท์ขึ้น ดังที่ได้นำมากล่าวไวในตอนที่ว่าด้วย สงครามผลาญาติในยุโรป นั้นแล้ว นิกายใหม่นี้ ได้แพร่ไปอย่างรวดเร็ว เพราะมีรูปแบบที่ถูกใจคน ซึ่งใจคนในตอนนั้นกำลังเหม็นเบื่อนิกายเก่าที่หลงตัวเองและฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมอยู่เต็มประดา คือ รูปแบบของนักบวชที่มักน้อยเจียมตัว กับทั้งเป็นช่องเป็นโอกาสสำหรับสนองตัณหาของบรรดาผู้มีอำนาจราชศักดิ์บางรายที่ลโมภโลภมากในยุคนั้นอีกด้วย คือ เมื่อสนับสนุนให้โปรเตสแตนท์มีอำนาจครอบงำคาทอลิกได้แล้ว พวกผู้มีอำนาจราชศักดิ์จะได้ถือโอกาสยึดทรัพย์สมบัติของวัดคาทอลิกมาเป็นของตนเสียเลย เพราะโปรเตสแตนท์มักน้อย ไม่สนใจใยดีต่อสมบัติพัศฐานเหล่านั้นอยู่แล้ว



แหล่งสำคัญที่ ... โปรเตสแตนท์เข้าไปยึดไว้ได้จนกลายเป็น ศูนย์อำนาจอันสำคัญของ โปรเตสแตนท์ในทุกวันนี้ คือ ประเทศอังกฤษ มีประวัติที่น่าจะได้เข้าใจให้ชัดไว้ ดังนี้ ... โปรเตสแตนท์เริ่มหลั่งไหลเข้าไปในอังกฤษในรัชสมัยของพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ หลังจากที่เกิดขึ้นในยุโรปได้ไม่นานนัก นักประวัติศาสตร์เขาแสดงเรื่องราวในตอนนี้ไว้ว่า ... เดิมทีพระเจ้าเฮนรี่ ที่ ๘ นี้ ก็ทรงเคร่งคัดมั่นคงในนิกายคาทอลิก จนปรากฏว่า เมื่อทรงทราบข่าวเรื่องการก่อกำเนิดขึ้นของโปรเตสแตนท์ก็ทรงไม่พอพระทัยเป็นอย่างมาก ถึงกับทรงเขียนหนังสือโจมตี มาร์ติน ลูเธอร์ เป็นภาษาลาติน และ ออกกฎหมายลงโทษพวกที่หันเหไปเข้าโปรเตสแตนท์อย่างรุนแรง โดยถือว่าเป็นพวกมิจฉาทิฐิ และทรงได้รับการยกย่องสรรเสริญอย่างใหญ่โตจากสันตะปาปากรุงโรม คือ สันตะปาปาลีโอ ที่ ๑๐ ประกาศยกย่องให้เป็น ผู้พิทักษ์ศาสนา หรือ Defender of the Faith เลยทีเดียว

แต่ต่อมา ... เกิดกรณีบาดหมางกันอย่างรุนแรงกับกรุงโรม ถึงขนาดบอกศาลาเลิกนับถือกัน โดยกรุงโรมประกาศขับพระเจ้าเฮนรี่ออกเป็นคนนอกศาสนา ที่เรียกว่า ปัพพาชนียกรรม และพระเจ้าเฮนรี่ก็ทรงออกกฎหมายตั้งพระองค์เองเป็นประมุขทางศาสนา อันหมายถึงการแข็งข้อไม่ยอมเป็นเมืองขึ้นทางศาสนาของกรุงโรมอีกต่อไปนั่นเอง

สาเหตุ ... ที่ทำให้พระเจ้าเฮนรี่ประกาศเอกราชผละจากกรุงโรมนั้น ว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องส่วนตัวเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องราชการบ้านเมืองที่ใหญ่โตอะไร แต่เป็นเรื่องส่วนตัวของคนโต และมีเงื่อนไขขัดกับอำนาจศาสนาที่วางโตอยู่เต็มโลก เรื่องส่วนตัวธรรมดาๆ จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตไป

คือ ... พระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ ทรงมีพระราชประสงค์จะทรงหย่าขาดจากพระมเหสีเดิม เพื่อมีพระมเหสีใหม่ ซึ่งเรื่องนี้จะต้องให้ทางศาสนาเออออด้วย โดยจะต้องเออออไปจากกรุงโรมทีเดียว จึงจะสมบูรณ์ตามแบบแผนประเพณี แต่ทางกรุงโรมไม่สามารถจะเออออด้วยได้ เพราะการหย่าร้างนั้น เขาบัญญัติเป็นหลักทางศาสนาไว้ว่า เป็นกิจกรรมต้องห้าม แต่พระเจ้าเฮนรี่ก็ทรงถือว่า พระราชประสงค์ของพระองค์นั้น ไม่ควรจะมีใครในโลกนี้มาขัดขวาง จึงทรงทำพิธีหย่าและพิธีเสกสมรส โดยไม่ใยดีต่อเสียงทักท้วงคัดค้านใด ๆ จากกรุงโรม ความสัมพันธ์จึงขาดสะบั้นลง

เหตุการณ์ ... หันหลังให้กันที่เกิดขึ้นระหว่างกรุงโรมกับพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ นับได้ว่าเป็นผลร้ายแก่คาทอลิก และ เป็นผลดีแก่โปรเตสแตนท์อย่างสำคัญ คือ ทำให้อำนาจราชศักดิ์ทางศาสนาของกรุงโรมต้องเสื่อมสลายลง ทำให้โปรเตสแตนท์หลั่งไหลเข้าไปแทนที่ได้อย่างสะดวกสบายในลักษณาการเช่นนั้น พวกคาทอลิกในอังกฤษต้องตกอยู่ในฐานะ ไร้เจ้าของคุ้มครอง ถึงขนาดตำแหน่งคาร์ดินาลที่กรุงโรมประกาศแต่งตั้ง ก็ถูกพระเจ้าเฮนรี่ทรงหยามหยันอย่างชนิดที่ไม่มีเยื่อใยความคารวะอะไรเหลืออยู่เลย คือได้ทรงประกาศว่า ... สังฆนายกอาจส่งหมวกแดง หรือ สำหรับตำแหน่งพระคาร์ดินาล มาให้ แต่ฉันพยายามระมัดระวังมิให้ฟิเชอร์มีศีรษะที่จะสวมหมวกแดงใบนั้น ... หมายความว่า ถ้านักบวชที่ชื่อว่า ฟิเชอร์ ที่กรุงโรมตั้งให้เป็นคาร์ดินาล เพื่อรักษาอำนาจครอบครองทางศาสนาในอังกฤษขืนยอมรับตำแหน่งนั้นแล้ว จะถูกพระราชอาชญาตัดหัวทิ้งทันที



แสดงว่า ... การแตกแยกบาดหมางกันนั้น มีความรุนแรงและเจาะลึกเข้าไปจนไม่อาจที่จะหันหน้ากลับมาคืนดีกันได้อีก นอกจากนี้ พวกนักศาสนาในอังกฤษเองบางคนบางพวก ยังประพฤติตนเป็น ผีซ้ำด้ามพลอย ให้เรื่องราวเลวร้ายหนักเข้าไปอีกด้วย คือมีคน ๆ หนึ่ง เป็นคนสนิทชิดชอบกับพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ ชื่อว่า โทมาส ครานเมอร์ ได้รับแต่งตั้งจากพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ ให้เป็น อาร์คบิชอปแห่งวัดแคนเตอร์เอรี่ ซึ่งเป็นวัดหลวงประจำกรุงอังกฤษ ครานเมอร์ สนับสนุนพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ ทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่การหย่าการสมรสใหม่ การกำจัดปราบปรามนักศาสนาที่ขัดขืนอำนาจพระเจ้าเฮนรี่ และการยึดทรัพย์สินของวัดเข้าท้องพระคลังหลวง จนกระทั่ง แต่งบทสวดมนต์ขึ้นใหม่ พวกคาทอลิกในอังกฤษจึงขาดลอยจากกรุงโรมยิ่งขึ้น

เมื่อเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นแล้ว ... ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีการต่อสู้กันขึ้นอย่างรุนแรง เพราะชาวบ้านชาวเมืองที่ยังศรัทธาเลื่อมใสในคาทอลิกดั้งเดิมยังมีอยู่ จึงปรากฏว่าในตอนนั้น ได้มีประชาชนลุกฮือขึ้นต่อต้านการกระทำของพระเจ้าเฮนรี่และบริวารอยู่ทั่วไป ถึงขนาดเกิดกบฏจลาจล ซึ่งขนานชื่ออย่างไพเราะเพื่อการจูงใจว่า การเดินทางเพื่อพระเจ้า ทีเดียว แต่ผลสุดท้ายนั้นก็คือ พวกคาทอลิกในอังกฤษเป็นฝ่ายย่อยยับอับปาง ทั้งตัวบุคคล วัตถุ สถานที่ และลัทธิ ดังที่เขียนไว้ในประวัติศาสตร์ว่า ... ประชาชนจึงก่อการกบฏขึ้นในที่บางแห่ง กษัตริย์ได้ส่งกองทัพไปปราบปรามพร้อมกับมีรับสั่งให้ปฏิบัติการต่อประชาชนที่ก่อการกบฏทุกเมือง ทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน โดยปราศจากความปรานี โดยการประหารชีวิต หรือแขวนคอกับต้นไม้ แม้พระก็มิได้ละเว้น

ข้อที่น่าสังเกตในเรื่องนี้ก็คือ ... ที่พระเจ้าเฮนรี่ทรงกระทำการรุนแรงได้เช่นนั้น ก็เพราะฐานอำนาจคือศรัทธาของประชาชน ที่คาทอลิกยึดครองไว้จนกล้าประกาศตัวว่าเป็น กษัตริย์แห่งกษัตริย์ทั้งหลาย นั้นอยู่ในสภาพเสื่อมทรุดโทรมผุพังอยู่ทั่วไป หากยังมั่นคงแข็งแกร่งอยู่ดังเดิมแล้ว พระเจ้าเฮนรี่สักกี่พระองค์ก็ไม่กล้าที่จะไปตอแยเพราะจะมีผลไม่ผิดอะไรกับวิ่งชนขุนเขา ซึ่งมีแต่จะเจ็บตัวและแตกสลายไปเองแต่อย่างเดียว

และ พร้อม ๆ กับที่ ... พวกคาทอลิกในอังกฤษถูกบดบี้เหมือนกับว่าต้องการจะให้สูญพันธุ์ไปนั้น ฝ่ายโปรเตสแตนท์ ได้หลั่งไหลเข้าไปตั้งกกแตกกองงอกงามขึ้นอย่างรวดเร็ว บนแรงศรัทธาของประชาชนเหมือนน้ำเก่ากำลังแห้งบ่อ น้ำใหม่ที่ไหลเข้าไปแทนที่ ก็ไหลเข้าไปได้อย่างรวดเร็วสะดวกสบาย จนสามารถเข้ายึดครองราชย์สำนักได้อย่างมั่นคง ดังเช่นที่ปรากฏว่า เมื่อพระเจ้าเฮนรี่ ที่ ๘ สวรรคต พระราชโอรสของพระองค์คือเจ้าชายเอดเวิดได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้า เอดเวิดที่ ๖ ราชสำนักของอังกฤษโปรเตสแตนท์ยึดครองศรัทธาไว้ได้เกือบหมดสิ้นแล้ว ประวัติศาสตร์ได้ระบุเรื่องนี้ไว้ว่า

เมื่อ ... พระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ สิ้นพระชนม์ในปีพุทธศักราช ๒๐๘๙ นั้น พระเจ้าเอดเวิดพระโอรสมีพระชนม์เพียง ๙ ขวบ ได้ราชสมบัติ ทรงพระนามว่า เอดเวิด ที่ ๖ และมีพระปิตุลาเป็นผู้สำเร็จราชการแทน กิจการบ้านเมืองก็เรียบร้อยเป็นลำดับมา อนึ่งพระปิตุลาของพระเจ้าเอดเวิดที่ ๖ ก็ดี ราชบริพารที่แวดล้อมให้การศึกษาแก่พระองค์อยู่ก็ดี การอบรมก็ดี ล้วนแต่เป้นพวกโปรเตสแตนท์ทั้งสิ้น



เห็นชัดทีเดียวว่า ... โปรเตสแตนท์เข้าครอบครองอำนาจที่เคยเป็นของคาทอลิกในอังกฤษไว้ได้อย่างเต็มมือและมั่นคง แบบนี้ก็ไม่มีอะไรอื่นนอกจากรอยเจ็บรอยแค้นที่ฝังฝากไว้แก่กัน ซึ่งเรื่องอย่างนี้ ในยุโรปก็เป็นเหตุให้เข่นฆ่าล้างผลาญกันอย่างขนานใหญ่ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เพราะจะต้องไม่ลืมว่า สิ่งที่เขาเรียกว่า ศาสนา นั้นคืบก็การเมือง ศอกก็การเมือง การชิงอำนาจและรบราฆ่าฟันกัน จึงเป็นวิสัยสามัญที่เกิดขึ้นทุกเมื่อ ดังจะเห็นได้ว่านับแต่ศาสนาได้แตกออกเป็นสองเสี่ยงเป็นต้นมา เงื่อนไขเกี่ยวกับศาสนา คือ คาทอลิก หรือ โปรเตสแตนท์ ได้กลายเป็นเงื่อนไขที่จะต้องหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเสมอไป ในการครองตำแหน่งแห่งที่ทางราชการบ้านเมือง จนกระทั่งตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ซึ่งเมื่อฝ่ายใดได้ขึ้นครองตำแหน่งที่ทรงอำนาจราชศักดิ์แล้ว อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องเจ็บตัวและเจ็บใจจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อสิ้นรัชสมัยพระเจ้าเอดเวิดที่ ๖ ... ซึ่งครองราชย์อยู่เพียง ๗ ปี ก็ถึงยุคที่คาทอลิกได้กลับขึ้นเป็นเบี้ยบนและสามารถเปล่งเสียงดังก้องว่า แค้นนี้ต้องชำระ ขึ้นมาบ้าง คือ พระนางแมรี ทิวดอร์ พระธิดาของพระเจ้าเฮนรี่ ที่ ๘ ซึ่งประสูติจากพระนางคัทรินแห่งอารากอนเชื้อสายสเปญ ซึ่งเพระเจ้าเฮนรี่ทรงหย่าขาดจนเกิดเรื่องใหญ่ ได้ราชสมบัติสืบต่อจากเอดเวิดพระอนุชา พระนางแมรีเป็นคาทอลิกเต็มสายเลือด เมื่อขึ้นครองอำนาจสิทธิ์ขาดในบ้านเมืองแล้ว พวกโปรเตสแตนท์ก็ต้องเร้าร้อนยิ่งกว่าถูกไฟรนอยู่ทั้งวันทั้งคืนทีเดียว

นักเขียนประวัติศาสตร์ได้ให้รายละเอียดในเรื่องนี้ไว้ดังนี้ ... การประหารพวกมิจฉาทิฐิ แม้ว่าส่วนใหญ่ของประเทศจะหันกลับมานับถือคาทอลิกอีก พระนางแมรีทรงคิดเห็นว่า พระนางทรงมีหน้าที่ ที่จะต้องให้อังกฤษมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางศาสนาให้เร็วที่สุดที่จะเร็วได้ การจะเป็นไปสมดังพระราชประสงค์ก็จำต้องทำทารุณกรรมต่อพวกโปรเตสแตนท์ แม้ว่าพวกนักศึกษาประวัติศาสตร์จะไม่ยกโทษให้พระนางในการประหารคราวนี้ แต่เราก็จำต้องระลึกอยู่ในใจเสมอว่า พระนางแมรีทรงอยู่ในสมัยที่ยังไม่มีใครรู้จักเสรีภาพทางศาสนาดังในปัจจุบันนี้เลย พระนางทรงได้รับความขมขื่นจากการที่มีผู้ปองร้ายคิดทรยศต่อพระนางมากมาย

นอกจากนั้น ... พวกที่ไม่ใช่คาทอลิกยังเทศนาโจมตีรัฐบาลและคนของพระนางตลอดมามิได้ว่างเว้น การกบฏจลาจลเกิดขึ้น เพราะพวกนอกศาสนาโรมันคาทอลิกเหล่านี้ เพราะเหตุนี้พระนางจึงทรงเห็นความจำเป็นที่จะต้องโจมตีให้ตรงจุดหมาย นั่นคือการกำจัดพวกนอกศาสนาเหล่านี้ให้สิ้นซากไป ด้วยการขอร้องของพระนาง ในปี ๑๔๐๑ แต่ผู้เขียนคิดว่า เลข ค.ศ.นี้ผิด เพราะพระนางแมรีครองราชย์ระหว่าง ๑๕๕๓ ถึง ๑๕๕๘ ... รัฐสภาได้ตรากฎหมายขึ้นฉบับหนึ่ง ให้นำพวกนอกศาสนาทุกคนที่ไม่ยอมละเลิกการปฏิบัติการที่ผิด ๆ ไปสู่ตะแลงแกง ที่ปรึกษาบางคนขอร้องให้พระนางทรงดำเนินการอย่างละมุนละม่อม แต่พวกหัวรุนแรงก็ได้ส่งเสริมให้พระนางปฏิบัติต่อไป พระนางได้ทรงตั้งกรรมการ ประกอบด้วยบิชอปต่างๆ ให้ทำหน้าที่พิจารณาคดีที่พวกนอกศาสนากระทำผิด ถ้าผู้ใดไม่ยอมรับผิด ก็ส่งตัวไปให้ทางอาณาจักรลงโทษตามกระบิลเมือง



ตลอดรัชสมัยของพระนางแมรี ... ปรากฏว่า มีผู้ถูกลงโทษประหารชีวิตโดยวิธีการนี้ราว ๒๘๐ คน ... พวกคาทอลิกอ่านข้อเขียนประวัติศาสตร์อันนี้แล้วคงจะยิ้มด้วยความพึงพอใจ เพราะมีท่วงทำนองเป็นทนายแก้ต่างให้แก่ฝ่ายคาทอลิกเป็นอย่างดีทีเดียว แต่สำหรับผู้ที่มีจิตใจเป็นกลางจะมองเห็นว่า ถึงอย่างไร ก็ไม่สามารถจะกลบเกลื่อนปกปิดข้อเท็จจริงอันสำคัญได้ คือ ข้อเท็จจริงที่ว่า ศาสนาพวกนี้ คืบก็การเมือง ศอกก็การเมือง เพราะแม้แต่เทศนาสั่งสอนคน เขาก็เทศนาด่า รัฐบาลเต้นเร่า ๆ ด้วยความแค้นเคือง นี่ประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งคือ ข้อเท็จจริงที่ว่า คาทอลิก กับโปรเตสแตนท์ นั้น แม้จะมอบกายถวายวิญญาณแด่พระเจ้าและพระศาสดาองค์เดียวกัน เขาก็เกลียดกัน อาฆาตมาดร้ายต่อกันชนิดที่เรียกได้ว่า พอได้ท่าเป็นฆ่ากันแหลก ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา

นับว่า ... เป็นเคราะห์ดีของพวกโปรเตสแตนท์ในอังกฤษอยู่อักโขที่รัฐสมัยของพระนางแมรีสั้นเพียง ๕ ปี เท่านั้น ถ้ายืดยาวสัก ๓๐-๔๐ ปีแล้ว โปรเตสแตนท์ในอังกฤษถึงจะไม่สูญพันธุ์ก็จวนเจียนเต็มทีแต่ในขณะเดียวกันนั้น ก็ต้องนับว่าเป็นเคราะห์ร้ายของคาทอลิก เพราะเมื่อสิ้นอุปถายิกาใหญ่มือสังหารศัตรูองค์นั้นแล้ว คาทอลิกในอังกฤษก็เข้าตาจน คือ แผ่นดินอังกฤษกลับเข้าสู่เงื้อมมืออำนาจของโปรเตสแตนท์ ทรงถืออำนาจปกครองประเทศ และพระราชินีองค์นี้ ทรงมีพระปรีชาฉลาดและสุขุมจึงสามารถทำให้คาทอลิกในอังกฤษเหี่ยวแห้งและสูญพันธุ์ไปอย่างนุ่มนวล

นักประวัติศาสตร์เล่าเรื่องราวนี้ไว้ว่า ... รัชสมัยของพระนางเอลิซาเบธ ซึ่งเป็นเวลาถึง ๔๕ ปี คือตั้งแต่พุทธศักราช ๒๑๐๑ ถึงปีพุทธศักราช ๒๑๔๖ นั้นเป็นรัชสมัยที่ประวัติศาสตร์ของประเทศอังกฤษ ได้ก้าวขึ้นสู่ความรุ่งโรจน์อย่างแท้จริง รัชกาลของพระนางเอลิซาเบธได้วางรากฐานอนาคตที่อังกฤษจะได้เป็นเจ้าโลก ในการภายใน ได้ทรงทำให้นิกายโปรเตสแตนท์ได้ชัยชนะแก่นิกายคาทอลิกอย่างเด็ดขาด และนอกจากในประเทศอังกฤษแล้ว พระนางเอลิซาเบธยังทรงสนับสนุนนิกายโปรเตสแตนท์ในประเทศฝรั่งเศส และในประเทศเล็ก ๆ ทางภาคเหนือของยุโรปด้วย ... สำหรับพระปรีชาอันชาญฉลาดของพระนาง ที่ทรงดำเนินการจนเป็นผลสำเร็จอย่างดีในเรื่องนี้นั้น กล่าวได้ว่าเป็นยุทธศาสตร์แบบเลี้ยงให้เชื่องแล้วจับเชือดคอทันทีทันใด

นักประวัติศาสตร์ท่านเล่าไว้ว่า ... พระนางเอลิซาเบธ ได้ทรงแก้ปัญหายากลำบากเหล่านี้ด้วยวีธีการอันสุขุมรอบคอบในชั้นต้น ทรงวางพระองค์เป็นกลางไม่แสดงว่าสนพระทัย หรือ ลำเอียงเข้าข้างนิกายใด ขุนนางชั้นสูงในสมัยพระนางแมรี ทิวเดอร์ ซึ่งเป็นคาทอลิกซึ่งหวาดหวั่นเกรงว่าพระนางเอลิซาเบธ จะถอดเสียหมดนั้น ก็ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ได้ แต่พระนางเอลิซาเบธทรงรับพวกโปรเตสแตนท์เข้ามาไว้ และให้ทำงานร่วมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียว ทรงพยายามแยกการบ้านเมืองไม่ให้เกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนา พระนางเอลิซาเบธได้ทรงดำเนินนโยบายนี้จนขุนนางและพลเมืองทั้งหลายเกิดความไว้วางใจทั่วกัน ในที่สุดเมื่อทรงเห็นว่าฐานะของพระองค์มั่นคงพอแล้ว ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๑๐๕ ก็ทรงประกาศออกกฎหมายสองฉบับ ฉบับหนึ่งทรงวางหลักลัทธินิกายโปรเตสแตนท์สาขาอังกลิคานให้เป็นนิกายทางราชการประจำกรุงอังกฤษ อีกฉบับหนึ่ง ทรงบังคับใช้สมุดสวดมนต์อย่างเดียวกันทั่วประเทศอังกฤษอีกด้วย เป็นอันว่านิกายโปรเตสแตนท์ได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาด



ฟังดูตามคำบอกเล่า ... ของนักประวัติศาสตร์เพียงเท่านี้แล้ว ก็ดูเหมือนกับว่า พระนางเอลิซาเบธทรงใช้อำนาจบาตรใหญ่กดขี่บีบบังคับราษฎรเองตามความพอพระทัยซึ่งเป็นลักษณะของทรราช หากเป็นเช่นนี้แล้ว รัชสมัยของพระนางก็ไม่น่าจะยืนยาวอยู่ได้ถึง ๔๕ ปี เพราะการทนไม่ไหวของผู้คนพลเมืองทั้งประเทศนั้น มีอำนาจที่สามารถทำแผ่นดินให้ราบเป็นหน้ากลองได้ ไม่ว่าแผ่นดินนั้นจะสูงใหญ่สักเพียงไร ฉะนั้น พระนางเอลิซาเบธ ทรงกระทำการนั้นได้สำเร็จราบคาบ น่าจะเป็นเพราะทรงได้รับแรงหนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่เอือมระอาคาทอลิก และนิยมชมชอบโปรเตสแตนท์อยู่แล้วมากกว่า พยานยืนยันที่เห็นได้ในข้อนี้ก็คือ หลังจากพระนางเอลิซาเบธสวรรคตแล้ว พระเจ้าเยมส์ที่ ๖ แห่งวงศ์สจ๊วตในสก๊อตแลนด์ได้ราชสมบัติครองประเทศอังกฤษทรงพระนามว่า พระเจ้าเยมส์ที่ ๑ เดิมทีทรงถือคาทอลิกตามเชื้อสายของพระองค์ พอขึ้นครองราชย์ในอังกฤษ ก็เปลี่ยนมานับถือโปรเตสแตนท์ ซึ่งก็คงไม่ใช่เหตุผลอะไรอื่นนอกจาก เพื่อเอาใจประชาชนพลเมืองส่วนใหญ่นับถือโปรเตสแตนท์ ไม่นับถือคาทอลิก นั่นเอง และต่อมาอีกหลายสิบปีคือ ค.ศ. ๑๖๘๕ ราชสมบัติตกแก่พระเจ้าแผ่นดินที่เป็นคาทอลิก คือพระเจ้าเยมส์ที่ ๒ ก็ปรากฏว่า ครองราชย์ได้ ๓ ปี ราษฎรก็บีบบังคับเชิญลงจากราชบัลลังก์ เพราะไม่ประสงค์อยู่ใต้อำนาจของคาทอลิก และพระเจ้าเยมส์ที่ ๒ ต้องเสด็จลี้ภัยไปอยู่ในไอร์แลนด์

ดังจะได้กล่าวถึงต่อไป ... ทั้งหมดที่กล่าวมาในตอนนี้ มีจุดประสงค์อยู่ที่ภาพที่ต้องการจะให้ปรากฏแก่ใจ ๒ ภาพ คือ ภาพหนึ่ง การเป็นศัตรูคู่แค้นคู่ฆ่ากันมาอย่างลึกซึ้งและรุนแรง ระหว่างคาทอลิก กับโปรเตสแตนท์ ซึ่งเกิดมาด้วยสายเลือดพระเจ้าองค์เดียวกัน และก้อนเนื้อพระศาสดาองค์เดียวกัน กับอีกภาพหนึ่ง คือ ภาพที่บ่งบอกว่า ประเทศอังกฤษนั้นเป็นประเทศโปรเตสแตนท์ชนิดขาดตัว ลดหย่อน ต่อลองกันไม่ได้เลย เพราะมีกฎหมายบังคับควบคุมอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ ซึ่งเรื่องนี้แหละ คือ เหตุสำคัญที่แพร่เชื้อเข้าไปสร้างสงครามสายเลือดขึ้นในไอร์แลนด์เหนือชนิดที่พูดไม่ออกบอกไม่ได้ว่า จะเลิกฆ่ากันได้เมื่อไร ... ดังจะได้หวนกลับไปดูเรื่องราวความเป็นมากันต่อไป คือ ผู้ที่นำเอาศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์เข้าไปในไอร์แลนด์ จนกลายเป็นสาเหตุแห่งสงครามสายเลือดอยู่ในทุกวันนี้นั้น ก็คือเจ้าใหญ่นายโตของอังกฤษนี่แหละ ซึ่งเจตจำนงในการนำเข้าไปนั้น ก็เห็นได้ชัดในประวัติศาสตร์ว่า มิใช่เพื่อผลทางศาสนา คือ เอาเข้าไปสั่งสอนคนให้ประพฤติดีปฏิบัติชอบแต่อย่างใด เขานำเอาเข้าไปเพื่อผลทางการเมืองโดยตรง คือ เพื่อเป็นฐานอำนาจแห่งการยึดครองเมืองขึ้น ผู้ที่เริ่มนำเอาเข้าไปเป็นรายแรกนั้น ประวัติศาสตร์เขาระบุว่า ได้แก่พระเจ้าเฮนรี่ ที่ ๘ ของอังกฤษนั่นแหละ

เรื่องก็มีอยู่ว่า ... หลังจากระยะ ค.ศ. ๑๓๐๐ เป็นต้นมา อิทธิพลของอังกฤษในไอร์แลนด์หย่อนยานเสื่อมคลายลง จนกระทั่งถึงระยะ ค.ศ. ๑๔๐๐ อังกฤษวางข้อเป็นนักเลงโตอยู่ได้เพียงในบริเวณแคบ ๆ รอบเมืองดับลิน ที่เรียกว่า ย่านอังกฤษ เท่านั้น ดังกล่าวแล้ว กาลต่อมาถึง ค.ศ. ๑๕๓๔ พระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ ก็ทรงหวนคำนึงขึ้นมาว่า อันวาสนาบารมีของอังกฤษในไอร์แลนด์นั้น ถูกปล่อยปละละเลยให้เสื่อมถอยอับเฉามาช้านาน อย่ากระนั้นเลย เราก็ชายชาตรีมีฝีมือ จำจะต้องไปแผ่รัศมีปกคลุมไอร์แลนด์ให้ได้ดังแต่ก่อนมา ว่าแล้วพระองค์ก็ทรงเริ่มต้นแผ่อิทธิพลเข้าไปสู่ไอร์แลนด์ทันที โดยเริ่มบทแรกลงไปที่กิจการจัดประโยชน์ของอังกฤษในไอร์แลนด์ คือ ก่อนหน้านั้น เป็นเวลาช้านาน ผลประโยชน์ทั้งหลายแหล่ของอังกฤษในไอร์แลนด์นั้นอยู่ในลักษณะมียี่กงสี นายอากร ผูกขาดตัดตอนไปจัดการ ตอนที่พระเจ้าเฮนรี่ ที่ ๘ ทรงยื่นพระหัตถ์เข้าไปนั้น ผู้จัดประโยชน์ของอังกฤษคือ เออร์ลส์ แห่ง คิลแดร์ คฤหบดีชาวนอร์แมนได้รับสิทธิจัดการมาเป็นเวลานานปีแล้ว พระเจ้าเฮนรี่ทรงถอนสิทธิเอากลับคืนมาทรงจัดการเอง และทรงตั้งแหล่งจัดประโยชน์ ซึ่งมีชาวอังกฤษเป็นผู้ควบคุมดูแลโดยตรงขึ้นเป็นอันมาก ซึ่งบทบาทอันนี้คงจะกล่าวได้ว่า เป็นบทบาทแบบ ใช้เศรษฐกิจนำการเมือง นั่นเอง





โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ... \[=^๐^=]/


สงครามสายเลือดในไอร์แลนด์เหนือ ..... ๑ / ๒

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/10/2004 08:16 AM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 23  
     
 


สงครามสายเลือดในไอร์แลนด์เหนือ ..... / ต่อ

คือเมื่อเป็นนักเลงโตทางเศรษฐกิจได้แล้ว ... พระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ ก็ทรงเริ่มบทเด็ดขาดทางการเมือง คือ ทรงบีบบังคับให้รัฐสภาของไอร์แลนด์ประกาศว่า พระองค์ คือ กษัตริย์แห่งไอร์แลนด์ หรือ King of Ireland ส่วนด้านการศาสนา อันเป็นส่วนทางสังคมจิตวิทยานั้น ประวัติศาสตร์เขาระบุไว้นิดหน่อยว่า พระเจ้าเฮนรี่ ที่ ๘ ทรงเริ่มบทบาทไว้เหมือนกัน แต่เขาว่า ไม่สู้จะเป็นผลสำเร็จนัก คือ ทรงนำเอาโปรเตสแตนท์ เข้าไปเพาะเชื้อในไอร์แลนด์ด้วย ถ้าเชื่อประวัติศาสตร์เล่มนี้แล้ว ก็หมายความว่า โปรเตสแตนท์เริ่มเข้าสู่ไอร์แลนด์ตั้งแต่รัชสมัยของพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ คือ กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ โน้น

เมื่อเริ่มจุดปฏิสนธิแล้ว ... ก็เติบโตต่อไปด้วยการสานต่อพระบรมราโชบายของพระราชบิดา โดยพระราชโอรสพระราชธิดา ซึ่งครองราชย์ในอังกฤษสืบต่อมาในฐานะกษัตริย์แห่งไอร์แลนด์ ... พระเจ้าเอ็ดเวิดที่ ๖ ซึ่งครองราชย์อยู่ ๗ ปี ในขณะที่พระชันษายังน้อยนั้น ไม่ปรากฏบทบาทอะไรเด่นชัด พอมาถึงรัชสมัยของพระนางแมรี นโยบายยึดครองไอร์แลนด์แบบฝังรากลึกก็เริ่มขึ้น คือ ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า พระนางแมรีได้ทรงเริ่มนโยบายยึดครองไอร์แลนด์อย่างแข็งแรงมั่นคงขึ้นอย่างหนึ่ง เขาเรียกว่า นโยบาย พลานเตชั่น ออฟ ไอร์แลนด์ คือ ใช้การเกษตรเป็นกลยุทธยึดครอง โดยพระนางแมรีได้ทรงยึดเอาที่ดินตอนกลางของเกาะไอร์แลนด์ บริเวณเมืองลีกซ์และเมืองออฟฟาลี่ มาตั้งขึ้นเป็นนิคมการเกษตรแล้วอพยพนักเผชิญโชคจากอังกฤษไปยึดครอง ผลที่เกิดขึ้น อันเป็นคุณแก่อังกฤษ แต่เป็นโทษแก่ไอร์แลนด์ ก็คือ ได้เกิดมวลชนชาวอังกฤษซึ่งเป็นปึกแผ่นแน่นหนา อันเป็นพลังสำคัญทางการเมืองขึ้นในไอร์แลนด์ เท่ากับอังกฤษได้เอาหอกข้างแคร่เล่มมหึมาไปปักไว้ใจกลางเกาะไอร์แลนด์นั่นเอง



แต่ในรัชสมัย ๕ ปี ของพระนางแมรีนั้น ... สงครามสายเลือดยังไม่ปรากฏโฉมหน้าออกมา เพราะพระนางแมรีเป็นคาทอลิกเต็มสายเลือด พวกที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานในไอร์แลนด์ตอนนั้น คงไม่มีการคัดเลือกด้วยเป้าหมายแน่วแน่ว่าจะต้องเป็นโปรเตสแตนท์ หากจะมีพวกนี้ไปบ้าง ก็คงจะอยู่ในฐานะที่พระนางแมรีทรงคิดที่จะส่งไปอยู่ไกล ๆ เสียให้พ้นหูพ้นตาเท่านั้น ส่วนมากก็คงจะเป็นพวกคาทอลิก ฉะนั้น พวกไอร์แลนด์ที่เป็นคาทอลิก จึงไม่รู้สึกกระทบใจอะไรมากนักสำหรับที่ดินนั้นเล่า ก็รกร้างว่างเปล่าอยู่ถมถืดไป จึงไม่รู้สึกว่าถูกเบียดเบียน ถ้าจะเปรียบกับคนไทยยุคนี้ ก็เห็นจะพอไปกันได้ คือ ทั้งๆ ที่ถูกแทรกซึมด้วยลัทธิการเมืองและลัทธิศาสนาที่จะมีภัยในวันข้างหน้า คนไทยก็ไม่ค่อยจะรู้สึกอะไรนัก เพราะยังไม่เกิดรอยแผลเบ้อ ๆ ให้รู้สึกเจ็บรู้สึกปวดกันแต่อย่างใด พอล่วงมาถึงรัชสมัยของพระนางเอลิซาเบธอันยาวนาน ซึ่งเป็นโปรเตสแตนท์ชนิดลึกซึ้ง และแหลมคมนั่นแหละ ชาวไอร์แลนด์จึงได้เกิดอาการสะดุ้งโหยง ๆ ไปตาม ๆ กัน

คือ ... พระนางเจ้าเอลิซาเบธท่านทรงเจริญรอยนโยบาย ใช้การเกษตรเป็นกลยุทธยึดครอง ของพระนางแมรีต่อไป แต่ทรงเปลี่ยนแผนในเรื่องตัวบุคคลเป็นของพระนางเอง คือ ทรงเปิดทำนบโปรเตสแตนท์ให้ไหลบ่าเข้าท่วมไอร์แลนด์อย่างรวดเร็ว คนเขียนประวัติศาสตร์เขาบอกว่า พระนางทรงเจริญรอยตามพระราชบิดา โดยพยายามที่จะตั้งลัทธิโปรเตสแตนท์ขึ้นในไอร์แลนด์ ทรงถือว่า การปฏิบัติศาสนกิจแบบโรมันคาทอลิก เป็นเรื่องนอกกฎหมาย และ มีการสังหารบิชอปและนักบวชจนมอดม้วยไปจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นการแสดงชัดว่าสงครามสายเลือดในไอร์แลนด์นั้น เริ่มปะทุขึ้นตรงนี้เอง เพราะเมื่อถูกเล่นงานแบบนั้นแล้ว พวกคาทอลิกก็ถือว่ามือมีสิบนิ้วเหมือนกัน เอาซุกใส่กระเป๋าให้คนอื่นเขาเชือดเล่นง่ายๆ ก็เสียชาติเกิดเกินไป จึงมีการรวมตัวกันและต่อสู้อย่างถึงพริกถึงขิง ทำให้เกิดเหตุการณ์ปฏิวัติจลาจลยืดเยื้อเรื้อรังเรื่อยมาตลอดระยะเวลาแห่งคริสตกาล ๑๕๐๐ นั้น สำหรับพื้นที่อันเป็นที่นองเลือดแห่งการปฏิวัติจลาจลนั้น ก็คือ พื้นที่ ที่เป็นเขตไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งยังละเลงเลือดกันยู่ในปัจจุบันนี้แหละ คือ มณฑลอุลสเตอร์ คนใจถึงที่เป็นหัวหน้าต่อสู้นั้น คือ คนในตระกูล โอเนล เชน โอเนล กันฮิว โอเนล คือผู้ที่ประวัติศาสตร์บันทึกชื่อไว้ให้เป็นที่ปรากฏตลอดไป การจลาจลยกนี้จบลงด้วยคติที่ว่า น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ คือพระนางเอลิซาเบธท่านส่งแสนยานุภาพอันเกรียงไกรของท่านมาพิชิตเสียโงไม่ไหวเมื่อ ค.ศ. ๑๖๐๓



ข้อที่พึงสังเกตไว้ให้ชัดคือ ... การเข่นฆ่าล้างผลาญกันนั้น เป็นการเข่นฆ่ากันระหว่างพี่น้องสายเลือดศาสนาเดียวกัน โดยมีศาสนานั่นแหละเป็นเส้นขั้นปันแดน คือ อังกฤษเป็นฝ่ายโปรเตสแตนท์ แผ่อำนาจโปรเตสแตนท์เข้าไปข่มขี่พวกคาทอลิก จนพวกคาทอลิกซึ่งมีตระกูลโอเนลเป็นหัวหน้าทนไม่ไหว จึงลุกขึ้นต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของพวกคาทอลิก เป็นลักษณาการอันจะปรากฏชัดยิ่งขึ้นในรัชกาลของกษัตริย์อังกฤษต่อมา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น ประวัติศาสตร์ขึ้นหัวข้อไว้อย่างชัดเจนว่า การประหัตประหารล้างผลาญกันด้วยเรื่องเกี่ยวกับศาสนา หรือ Religious Persecution ... กล่าวคือ พระเจ้าเยมส์ ที่ ๑ ซึ่งขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระนางเอลิซาเบธเมื่อปี ค.ศ. ๑๖๐๓ นั้น ทรงพยายามที่จะสยบการลุกฮือขึ้นต่อสู้ของชาวไอร์แลนด์ต่อไปในแนวทางเดิม คือ พยายามขนเอาพวกโปรเตสแตนท์ทั้งจากอังกฤษและสกอตแลนด์ไปยึดครองที่ดินตั้งถิ่นฐานในไอร์แลนด์ ตำบลหลักคือมณฑลอุลสเตอร์ และกระจายทั่วไปในภาคต่างๆ จนกระทั่งพวกโปรเตสแตนท์ได้กลายเป็นชนส่วนใหญ่ในตอนเหนือของไอร์แลนด์ อันเป็นรากเหง้าของปัญหาเลวร้ายที่ยืดเยื้อเรื้อรังมาจนกระทั่งทุกวันนี้

รัฐประศาสโนบาย ... ที่กษัตริย์ดำเนินติดต่อกันมาในไอร์แลนด์เช่นนั้น มองจากฝ่ายอังกฤษ ก็น่าจะยิ้มแย้มแจ่มใสได้ว่า เก่งกาจสามารถฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก ที่ใช้เครื่องมือทุกอย่างสร้างอำนาจราชศักดิ์ให้แก่ตนเองได้ แม้แต่ศาสนาก็ไม่เว้นที่จะเอามาใช้เป็นเครื่องมือทำประโยชน์ทางการเมืองของตน แต่ถ้ามองทางด้านไอร์แลนด์แล้ว คงจะเจ็บปวดรวดร้าวในหัวใจยิ่งนัก เพราะคิดไม่ถึงว่า แม้แต่ศาสนาแท้ๆ ก็กลายเป็นคมหอกคมดาบทิ่มแทงและเชือดเฉือนใจของพวกตน ซึ่งความเจ็บปวดรวดร้าวอันนั้น ยิ่งนานวันก็ยิ่งเจาะลึกและเหวะหวะยิ่งขึ้น ดังนั้นเขาจึงยอมสยบอยู่ใต้อำนาจของอังกฤษเพียง ๓๐ กว่าปี พอถึง ค.ศ. ๑๖๔๑ พวกคาทอลิกไอร์แลนด์ก็ลุกฮือขึ้นประจัญบานกับอังกฤษอีก ซึ่งกำลังรบของอังกฤษนั้น ก็คือ กำลังของพวกโปรเตสแตนท์นั่นเอง ประวัติศาสตร์ชี้เหตุผลของการลุกฮือขึ้นของคาทอลิกไอร์แลนด์คราวนี้ว่า มีอยู่ ๒ ประการ คือ

ประการที่หนึ่ง กลัวว่าพวกโปรเตสแตนท์จะฮุบแผ่นดินของเขาหมดสิ้น

และอีกประการหนึ่ง กลัวว่าพวกนอกศาสนา หรือ Puritans เหล่านี้ ซึ่งกำลังเรืองอำนาจอยู่ในอังกฤษ จะประหัตประหารล้างผลาญพวกตนให้สิ้นชาติสูญพันธุ์ ...

การลุกฮือขึ้นคราวนี้ ก็ลงเอยที่รอยเดิม คือ ถูกขยี้แหลกเหลวไปเมื่อ ค.ศ. ๑๖๔๙ หลังจากสู้รบกันอยู่ ๘ ปี ผู้ที่สั่งการบดขยี้พวกคาทอลิกคราวนี้ คือ โอลิเวอร์ ครอมเวล ซึ่งครองอำนาจบริหารอยู่ในอังกฤษขณะนั้น เมื่อบดขยี้พวกคาทอลิกในไอร์แลนด์นั้นจนสิ้นเสียงไปแล้ว ครอมเวล ก็กดหัวคาทอลิกหนักมือยิ่งขึ้น คือขนเอาพวกโปรเตสแตนท์ในอังกฤษเข้าไปยึดครองแผ่นดินในไอร์แลนด์ทับทวียิ่งขึ้น และ จำกัดสิทธิทางการเมืองพวกคาทอลิกหนักมือยิ่งขึ้นเป็นอย่างมาก



ต่อมา ... ก็ถึงระยะที่พวกคาทอลิกทำท่าจะลืมตาอ้าปากได้บ้าง คือ ค.ศ. ๑๖๘๕ พระเจ้าเยมส์ ที่ ๒ ซึ่งเป็นคาทอลิกขึ้นครองราชย์ในอังกฤษ ดังที่ได้เคยกล่าวมาแล้ว เมื่อทรงครองอำนาจแล้ว ก็ทรงปลดเปลื้องพันธนาการที่รัดคอพวกคาทอลิกอยู่ คือ ทรงยกเลิกกฎหมายทั้งหลายแหล่ที่กดขี่บีบคั้นพวกคาทอลิก ตามที่ผู้มีอำนาจก่อน ๆ ได้ตราขึ้นไว้ แต่แล้วด้วยเหตุที่ทรงเป็นคาทอลิกและเข้าข้างคาทอลิกนั่นเอง พระเจ้าเยมส์ที่ ๒ ก็ถูกประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นโปรเตสแตนท์เชิญลงจากราชบัลลังก์ และจำต้องเสด็จนิราศไปอยู่บนเกาะไอร์แลนด์ ซึ่งยังมีร่วมไม้ชายคาของคาทอลิกที่จะบังแดดบังฝนได้ แต่แล้วด้วยวิสัยของผู้ที่เคยใหญ่ จึงมิได้ไปทรงนั่งเล่นนอนเล่นอยู่เฉย ๆ ประสาคนสิ้นไร้ไม้ตอก หากแต่ไปซุ่มตระเตรียมกองทัพเพื่อยกกลับมาบุกเอาอังกฤษคืน ซึ่งตอนนั้น พระเจ้าวิลเลียม ที่ ๓ ซึ่งเป็นโปรเตสแตนท์ครองราชย์สืบแทนอยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ... หน้าต่างมีหู ประตูมีตา คำพังเพยไทยว่าไว้อย่างนี้ ดังนั้น การไปซุ่มเตรียมกองทัพอยู่ในไอร์แลนด์นั้น จึงไม่รอดหูรอดตาพวกโปรเตสแตนท์ไปได้ ลงท้ายก็รู้มาถึงหูอังกฤษ อังกฤษก็จัดกองทัพไปปราบปราม โดยให้กำลังหนุนอย่างแข็งแรงจากพวกโปรเตสแตนท์ในไอร์แลนด์นั่นเอง อวสานของเหตุการณ์ตอนนี้คือ พระเจ้าเยมส์โดนกองทัพอังกฤษร่วมด้วยพวกโปรเตสแตนท์ถลุงเสียยับเยินในการรบที่ตำบล บอยเน ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของนครดับลิน เมื่อปี ค.ศ. ๑๖๙๐

เมื่อได้ชัยชนะแล้ว ... พระเจ้าวิลเลียมที่ ๓ ก็ทรงแผลงฤทธิ์ริบรวมพื้นที่ของคาทอลิกมาเป็นของพวกโปรเตสแตนท์หนักมือยิ่งขึ้นจนปรากฏว่า ในปี ค.ศ. ๑๗๐๔ แผ่นดินไอร์แลนด์ทั้งประเทศยังคงเป็นของพวกคาทอลิกอยู่เพียงหนึ่งในเจ็ดส่วนเท่านั้น วิธีริบรวมที่ดินของพระเจ้าวิลเลียม ที่ ๓ ก็คือ ห้ามพวกคาทอลิกซื้อที่ดิน รับมรดก และแม้แต่เช่าก็ไม่ได้ เท่านั้นยังไม่พอ ยังถูกกีดกันออกจากรัฐสภาของไอร์แลนด์ และกองทัพ ถูกจำกัดสิทธิในการทำพิธีกรรมตามลัทธิคาทอลิกอีกด้วย ... ขอให้ลองพิจารณาดูเถอะ พิจารณาแล้วจะเห็นว่ามันเป็นการทารุณกรรมที่เหี้ยมโหดเลวร้ายเพียงไร แต่พวกสาวกพระคริสต์เขาก็ทำแก่กันและกันมาแล้ว ทำกันอย่างจริงจังจนประวัติศาสตร์ต้องบันทึกไว้อย่างชัดเจน ลบไม่ได้ ล้างไม่ได้ คิดดูก็แล้วกันว่า คนเผ่านี้พวกนี้เขามีธาตุแท้ในจิตใจเหี้ยมเกรียมเพียงไร ซึ่งธาตุแท้อันนั้นอย่าพึงนึกทีเดียวว่า ได้เลือนรางจางหายไปสิ้นแล้วด้วยกาลเวลาและอารยธรรมยุคใหม่ เพราะเป็นเรื่องที่เขาทำกันเมื่อสองร้อยกว่าปีมานี้เท่านั้น ยุคปลายกรุงศรีอยุธยาของเรานี่เอง ไม่ใช่เรื่องในสมัยหินที่คนยังแก้ผ้าไล่จับสัตว์มาแทะเนื้อกินดิบๆ แต่อย่างใด ข้อที่จะต้องใส่ใจสำนึกให้จงหนักก็คือ การทารุณกรรมสุดโหดเช่นนั้น เขาทำแก่กันในระหว่างสาวกพระเยซูคริสต์ด้วยกันนั่นเอง ด้วยทัศนะว่า อีกฝ่ายหนึ่งเป็นคนนอกรีตนอกศาสนา หรือ Puritan นับประสาอะไรกับคนต่างศาสนาอย่างชาวพุทธทั้งหลายนี้ ถ้าเขามีอำนาจขึ้นเหยียบหลังได้เมื่อไรก็เมื่อนั้นแหละ ที่จะต้องพบกับภาวะ น้ำตาเช็ดหัวเข่ากันไปทั้งบ้านทั้งเมือง และ ในขณะนี้ก็มีตัวอย่างแล้วในประเทศอื่น เช่นในเกาหลีเป็นต้น และอย่าพึงนึกว่า สิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ หรือ แสงสีแห่งอารยธรรมยุคใหม่ จะป้องกันไม่ให้คนพวกนี้ทำอะไรรุนแรง เพราะความกระดากอาย คนพวกนี้เขามีเหตุผลเล่ห์กลที่จะตบตาโลกได้เสมอ มิฉะนั้นเขาจะยังฆ่ากันเองโครมๆ อยู่ในไอร์แลนด์ในขณะนี้ได้หรือ?



การกดขี่บีบคั้นอย่างรุนแรงนั้น ... มีผลกระทบในทางไม่ดีต่ออังกฤษด้วยเหมือนกัน คือ ทำให้ผู้ถูกกดขี่บีบบังคับได้รับคะแนนสงสาร และทำให้ชาวไอร์แลนด์แม้แต่ที่เป็นโปรเตสแตนท์เกิดความหวั่นไหวคือจะผละหนีจากอำนาจอันเหี้ยมหฤโหดของอังกฤษ ประวัติศาสตร์ได้แสดงเรื่องราวตอนนี้ไว้ว่า ... ในระหว่างระยะเวลา ค.ศ. ๑๗๐๐ นั้น อังกฤษได้กักกันไอร์แลนด์อย่างแน่นหนาและจำกัดอำนาจของรัฐสภาไอร์แลนด์ ทำให้พวกโปรเตสแตนท์ในไอร์แลนด์ส่วนมากไม่เห็นด้วยกับการกดขี่บีบคั้นเช่นนั้น จนกระทั่งรัฐสภา ซึ่งนำโดย เฮนรี่ แกรตตัน เรียกร้องขอเสรีภาพในทางนิติบัญญัติ อังกฤษลบล้างข้อเรียกร้องนั้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๗๘๒ และประเทศไอร์แลนด์ก็อยู่ใต้ปกครองของรัฐสภาที่มีแต่พวกโปรเตสแตนท์ล้วนๆ อยู่ ๑๘ ปี แต่รัฐสภาก็ผ่อนปรนยอมให้พวกคาทอลิกมีสิทธิถือครองที่ดินได้ และผ่อนคลายความเดือดร้อนในเรื่องสิทธิในการประกอบศาสนากิจลง แต่สิทธิทางการเมือง ยังคงถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง

แบบนี้ก็หมายถึงว่า ... พวกคาทอลิกในไอร์แลนด์ตอนนั้น ได้สูญเสียสถานภาพแห่งการเป็นประชาชนไปแล้ว กลายเป็นทาสภายใต้การปกครองของอังกฤษ ซึ่งใช้นิกายศาสนาโปรเตสแตนท์เป็นเครื่องมือนั่นเอง จึงเป็นภาวะที่ยากนักหนาที่จะทนกันได้ ผลก็คือ มีพวกโปรเตสแตนท์บางคนในรัฐสภาพยายามที่จะฟื้นฟูสิทธิของพวกคาทอลิกให้เพิ่มมากขึ้น แต่ก็ต้องประสบกับความล้มเหลว จากนั้นก็มีการรวมตัวตั้งกลุ่มขึ้นเรียกว่า กลุ่มสหภาพไอริช หรือ United Irishman ในตอนแรก กลุ่มนี้ก็ดำเนินการเพื่อแสวงหาความเสมอภาคของประชาชนชาวไอร์แลนด์ แต่ต่อมาก็เข้มข้นขึ้นถึงขั้นเรียกร้องเอกราชสมบูรณ์จากการปกครองของอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ. ๑๗๙๘ สหภาพชาวไอร์แลนด์นี้ได้ก่อการจลาจลขึ้น แต่ก็ลงท้ายด้วยความพ่ายแพ้ตามเคย ... หลังจากเกิดการจลาจลในคราวนั้นแล้ว อังกฤษก็คงจะเห็นว่าเครื่องมือทางศาสนาคือพวกโปรเตสแตนท์นั้นไว้ว่างใจไม่ได้เสียแล้ว ผู้ครองอำนาจทางการเมืองของอังกฤษในตอนนั้น ซึ่งเปลี่ยนมาเป็นระบอบประชาธิปไตยแล้ว คือ นายกรัฐมนตรี วิลเลียม พิต เดินแต้มให้รัฐสภาทั้งในอังกฤษและไอร์แลนด์ผ่านกฎหมายฉบับหนึ่งออกมาบังคับใช้เมื่อปี ค.ศ. ๑๘๐๑ เรียกว่า กฎหมายสหภาพ หรือ Act of Union ผลบังคับแห่งกฎหมายฉบับนี้ก็คือ รวบหัวรวบหางเอาไอร์แลนด์ทั้งหมดไปรวมกับประเทศอังกฤษในชื่อที่โก้หรู่ยิ่งใหญ่ว่า สหราชอาณาจักรบริเทนใหญ่และไอร์แลนด์ หรือ United Kingdom of Great Britain and Ireland ... ไอร์แลนด์ได้รับยกย่องให้ไปนั่งเรียงเคียงคู่กับอังกฤษ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ที่น่าภาคภูมิใจพอดูทีเดียว แต่อันที่จริงแล้วก็คือ การลิดรอนสิทธิการปกครองตัวเองตามวิสัยของประเทศที่พอมีเอกราชอยู่บ้าง ให้ขาดสิ้นลงนั่นเอง ดังจะเห็นได้ชัดว่า รัฐสภาของไอร์แลนด์สิ้นแสงสิ้นเสียงลงด้วยกฎหมายฉบับนั้น เหลือไว้ให้ชื่นใจนิดหน่อยก็เพียงแต่ว่า ไอร์แลนด์มีสิทธิที่ส่งผู้แทนเข้าไปนั่งในสภาของอังกฤษเท่านั้น ซึ่งก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไรอย่างจริงจังเพราะเป็นผู้แทนเสียงน้อยนิด จะไปทำอะไรได้



มาถึงตอนนี้ ... เวทีการต่อสู้ทางการเมืองได้เริ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง เพราะเข้ายุคประชาธิปไตย โดยพวกคาทอลิก ซึ่งมี นายดาเนียล โอ คอนเนล เป็นหัวหน้า กระทำการต่อสู้จนได้ชัยชนะเข้าไปนั่นในสภาอังกฤษจำนวนหนึ่ง และ เข้าครองตำแหน่งหน้าที่ทางราชการบ้านเมืองได้ส่วนหนึ่ง ... เผอิญเกิดวิบัติแทรกซ้อนขึ้นมาสำหรับชาวไอร์แลนด์ในตอนนั้นเกิดทุพภิกขภัยอย่างร้ายแรงที่สุดขึ้น มีชื่อเรียกกันเฉพาะว่า ทุพภิกขภัยมันฝรั่ง หรือ The Potato Famine เขาบันทึกไว้ว่า มีคนอดตาย หรือ เป็นโรคตายจำนวนถึง ๗๕๐,๐๐๐ คน และอพยพลี้ภัยออกไปอยู่นอกประเทศอีกเป็นจำนวนนับแสน เหตุการณ์อันเลวร้ายนี้เกิดขึ้นระหว่าง ค.ศ. ๑๘๔๕ ถึง ๑๘๗๔ ... แต่ถึงกระนั้น การต่อสู้ทางการเมืองก็คงดำเนินต่อไป โดยมีลักษณะเป็นกลุ่มก้อน คือ มีกระบวนการจัดตั้งอย่างแน่ชัด ทั้งขบวนการบนดินและใต้ดิน เพื่อให้เกิดอำนาจผลักดันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ตามแนวทางของการเมืองสมัยใหม่ จนกระทั่งเกิดการต่อสู้ทางทหาร คือ ก่อการกบฏและจลาจล ซึ่งมีการล้มตายวายวอดเป็นผลผลิตตามมา การกบฏคราวนี้ ใช้วันสำคัญทางศาสนาเป็นวัน ดี.เดย์ เสียด้วย ประวัติศาสตร์จึงขนานชื่อให้ว่า การกบฏวันอิสเตอร์ หรือ The Easter Rebellion สาระสำคัญที่ประวัติศาสตร์เขาบันทึกไว้มีดังนี้ ...

ในระหว่างตอนปลายของช่วงเวลา ค.ศ. ๑๘๐๐ ... มีชาวไอร์แลนด์บางพวกเรียกร้องขอให้มีการปกครองตัวเอง โดยประเทศไอร์แลนด์ยังคงเป็นส่วนหึ่งแห่งราชอาณาจักรอังกฤษ แต่กิจการภายในทั้งหลายขอมีรัฐสภาของตัวเองเป็นผู้พิจารณาดำเนินการ ข้อเรียกร้องอันนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า โฮม รูล ว่าไปแล้วก็คือ ขอกลับคืนไปสู่สถานภาพเดิมนั่นเอง ข้อเรียกร้องอันนี้ปรากฏว่า พรรคเสรีนิยมของอังกฤษให้การสนับสนุน แต่พวกโปรเตสแตนท์ในมณฑลอุลสเตอร์ ซึ่งอยู่ในไอร์แลนด์เองคัดค้านไม่ให้มีการปกครองตัวเองเป็นการภายใน ซึ่งเท่ากับการปลดปล่อยตัวเองให้เป็นเอกราชได้ครึ่งหนึ่งเช่นนั้น ด้วยเหตุผลสำคัญคือ กลัวว่าพวกตนจะเป็นทาสในเรือนเบี้ยอยู่ภายใต้การปกครองของพวกคาทอลิก ... อันนี้แหละคือข้อที่น่าสงสัยอย่างยิ่งว่าเป็นเค้าเงื่อนอันสำคัญที่สุดแห่งข้อพิพาทที่มองไม่เห็นทางที่จะตกลงกันได้อยู่ในไอร์แลนด์เหนือทุกวันนี้คือ พวกโปรเตสแตนท์ขออยู่แบบเป็นเบี้ยล่างของอังกฤษ ดีกว่าที่จะไปกินน้ำใต้ศอกของพวกคาทอลิก อันเนื่องมาจากการที่ไอร์แลนด์เหนือกลับไปรวมกับประเทศไอร์แลนด์ทั้งหมด

และ สิ่งที่มองเห็นชัด คือ .....
รอยแยกรอยแตกอันลึกซึ้งของคนที่เขาเป็นสายเลือดพระเจ้า
และ พระศาสดาองค์เดียวกัน อันมีชื่อกลุ่มตางกันว่า คาทอลิก และ โปรเตสแตนท์


เพื่อพวกเดียวกันขัดคอกันเสียเองอย่างนั้น จะมีอะไรเกิดขึ้น นอกเสียจากล้มเหลว ดังนั้น จึงปรากฏว่า รัฐสภาอังกฤษเขี่ยร่างพระราชบัญญัติโฮมรูลลงตะกร้า ไปถึง ๒ ครั้ง เมื่อ ค.ศ. ๑๘๘๖ กัน ๑๘๙๒



พอถึงปี ค.ศ. ๑๙๐๕ ... นักหนังสือพิมพ์ผู้หนึ่งนามว่า อาร์เธอร์ กริฟฟิธ ได้ก่อตั้งองค์การจัดตั้งทางการเมืองขึ้น มีชื่อว่าองค์การ ซิน ฟิน เขาแปลไว้ว่าตรงกับความหมายในภาษาอังกฤษว่า วี เอาเวอร์เซลฝ์ สำหรับความหมายในภาษาไทยคงจะไม่ผิดมากมายนัก ถ้าจะแปลให้คัน ๆ หูเล่นว่า องค์การตัวกูของตัวกู แนวหลักขององค์การนี้คือ รณรงค์เพื่อให้ชาวไอร์แลนด์ได้รับอนุญาตให้ปกครองตนเอง ... องค์การนี้เป็นองค์การบนดิน คือ เป็นองค์การเพื่อการต่อสู้อย่างเปิดเผย พร้อมกันนี้ก็มีขุมพลังจากองค์การอีกองค์การหนึ่งส่งเสริมสนับสนุน ก่อตั้งขึ้นในรูปขององค์การใต้ดิน คือ เป็นองค์การลับ มีชื่อว่า องค์การสาธารณรัฐไอริชภราดร หรือ The Irish Republican Brotherhood แนวทางความมุ่งมั่นแห่งการต่อสู้ขององค์การนี้คือ ทำให้ประเทศไอร์แลนด์เป็นประเทศสาธารณรัฐที่เป็นเอกราช มีชื่ออักษรย่อว่า ไอ.อาร์.บี. แต่ผู้คนทั่วไปเรียกพลพรรคองค์การนี้ว่า พวกรีปับลิกัน

ในปี ๑๙๑๔ ... อังกฤษดำเนินนโยบายในเชิงผ่อนปรน โดยผ่านกฎหมายออกมาฉบับหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่พวก โปรเตสแตนท์ในมณฑลอุลสเตอร์คัดค้าน ในทำนองกฎหมายโอมรูล แต่กฎหมายฉบับนี้ก็เป็นหมันไป เพราะยังไม่ทันมีผลบังคับก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ ขึ้นมาเสียก่อน ในสงครามครั้งนั้น ชาวไอร์แลนด์ทั่วไปก็สนับสนุนอังกฤษในการรบ แต่พวกรีปับลิกัน ซึ่งมีบุคคลที่ชื่อว่า ปาตริค เพียร์ส เป็นหัวหน้ามีความเชื่อว่า สงครามนี่แหละคือโอกาสที่ทำให้ไอร์แลนด์เป็นเอกราช จึงรวมหัวกันก่อการกบฏขึ้น ที่เรียกว่า การกบฏวันอีสเตอร์ คือ ลุกฮือขึ้นก่อการกบฏเมื่อวันจันทร์อันเป็นวันอีสเตอร์ ค.ศ. ๑๙๑๖ มีการต่อสู้ล้างผลาญกันขั้นนองเลือดอยู่หนึ่งสัปดาห์ พวกกบฏก็ถูกกองทหารอังกฤษย่ำเสียราบไป ระดับหัวหน้าๆ ๑๕ คน ถูกจับไปยิงเป้าเป็นที่เรียบร้อย ... ที่พวกกบฏวันอีสเตอร์นี้ต้องมอดม้วยลงอย่างง่ายดาย เขาก็กล่าวไว้ว่า เนื่องจากในระยะนั้น ผู้คนพลเมืองไม่ค่อยจะศรัทธาสักเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่เห็นด้วยกับจุดมุ่งหมายในการต่อสู้ แต่ก็ขอดูท่าอยู่ในฐานะพลังเงียบก่อน แต่เมื่อปรากฏว่าพวกกบฏนั้นเสียสละถึงขนาดยอมตายเพื่ออุดมการณ์เช่นนั้น ก็เกิดความสงสารและเห็นใจ จึงมีผู้คนหันเหเข้าสนับสนุน องค์การลัทธิรีปับลิกันนี้ อย่างกว้างขวางรวดเร็ว จนกระทั่งในปี ๑๙๑๘ ซึ่งมีการเลือกตั้งทั่วไป พวกองค์การลับรีปับลิกันซึ่งเข้าควบคุมองค์การเปิดเผย ซิน ฟิน ได้รับเลือกตั้งเข้าไปนั่งในรัฐสภาอังกฤษเป็นเสียงส่วนใหญ่ในไอร์แลนด์คือ ๗๓ ที่นั่ง ในจำนวนที่นั่งทั้งหมด ๑๐๕ ที่นั่ง



ตรงนี้มาถึงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่สุด ... ที่ทำให้เกาะไอร์แลนด์มีสภาพทางการเมืองอย่างในปัจจุบัน คือ ส่วนใหญ่ที่เป็นไอร์แลนด์ใต้และไอร์แลนด์กลาง เป็นประเทศเอกราช ส่วนน้อยที่เป็นไอร์แลนด์เหนือรวมอยู่ในประเทศอังกฤษ จนเป็นสาเหตุให้มีการรบราฆ่าฟันกัน ระหว่างคนที่มีสายเลือดทางศาสนาอันเดียวกันอยู่ในทุกวันนี้ ... คือพวกรีปับลิกันที่ได้รับเลือกให้เข้าเป็นสมาชิกรัฐสภาอังกฤษ ๗๓ คนนั้น แทนที่จะหิ้วกระเป๋าข้ามทะเลไปนั่งประชุมอย่างสง่าผ่าเผยในรัฐสภาอังกฤษ พอได้ฤกษ์เพื่อนนัดประชุมกันในนครดับลินนั่นเอง โดยตั้งสภาของเพื่อนเอาเองเรียกว่า Dail E’ irann ซึ่งเขาแปลไว้ว่า สภาผู้แทนราษฎร หรือ House of Deputies และพร้อมกันนั้น ก็ออกประกาศอย่างกล้าหาญชาญชัยเมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ค.ศ. ๑๙๑๙ ว่า ประเทศไอร์แลนด์เป็นประเทศสาธารณรัฐที่มีเอกราชสมบูรณ์ ... เมื่อโดนเข้าแบบนี้แล้ว อังกฤษก็ไม่สามารถจะนั่งยิ้มอยู่เฉยๆ โดยเห็นว่าเป็นเรื่องตลกอยู่ได้ ผลจึงปรากฏว่า การรบราฆ่าฟันกันระหว่างพวกกบฏไอริชกับทหารอังกฤษระเบิดขึ้น ฟาดกันนัวอยู่นานวัน ล้มตายวายวอดไปมากน้อยเท่าไร คนเขียนประวัติศาสตร์เรื่องนี้เขาไม่ได้บอกไว้ แต่คงไม่ใช่แค่สี่ห้าคน อย่างกบฏในเมืองไทยแน่นอน และที่แน่ๆ อีกอย่างหนึ่งนั้นก็คือ พวกกบฏไอร์แลนด์เป็นฝ่ายย่อยยับพับฐานไปตามระเบียบ ... ในปีต่อมาอังกฤษได้แสดงแต้มต่อทางการเมืองชั้นครูให้ปรากฏแก่สายตาชาวโลก คือ แสดงภาพของคนที่มีน้ำใจผ่อนปรนให้แก่ไอร์แลนด์ ทั้งๆ ที่มิได้คลั่นคร้ามขามเดชการบีบบังคับของพวกนักแข็งข้อชาวไอร์แลนด์แต่อย่างใด คือ ค.ศ. ๑๙๒๐ อังกฤษได้ออกกฎหมายฉบับหนึ่งชื่อว่า พระราชบัญญัติจัดการปกครองไอร์แลนด์ หรือ The Government of Ireland Act มีหลักการเพื่อแก้ปัญหาการขัดแย้งกันระหว่างคาทอลิกและโปรเตสแตนท์ในไอร์แลนด์ เพราะเงื่อนไขอันเป็นจุดตายของปัญหามันอยู่ที่ว่า ถ้าจะให้เอกราชแก่ไอร์แลนด์ โดยมีรัฐสภาปกครองกิจการภายในของตัวเองแล้ว พวกโปรเตสแตนท์ก็ไม่ยอม ครั้นจะคงสภาพอยู่เช่นนั้น คือ อังกฤษปกครองไอร์แลนด์ สิทธิขาดทั้งหมดอยู่ตามเดิม พวกคาทอลิก ก็อาละวาดอยู่ไม่หยุดไม่หย่อน ต้องฆ่าทิ้งกันอย่างน่าเอน็ดอนาถ จึงต้องจัดการปกครองให้คนสองก๊กทางศาสนานี้แยกกันอยู่เสียให้เด็ดขาดลงไป ซึ่งแสดงภาพให้เห็นโดยทั่วไปว่า อังกฤษนั้นเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีจิตใจเที่ยงธรรมในทำนองนั้น สาระสำคัญของพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็คือ ผ่าไอร์แลนด์ออกเป็นสองเสี่ยง แยกกันโดยเด็ดขาด เสี่ยงหนึ่งประกอบด้วยแคว้นต่างๆ ในมณฑลอุลสเตอร์ ๖ แคว้น ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ถือนิกายโปรเตสแตนท์ กับอีกเสี่ยงหนึ่งประกอบด้วย แค้วนต่างๆ ในมณฑลอุลสเตอร์ที่เหลือ ๓ แคว้น กับแคว้นต่างๆ ทางใต้ทั้งหมด ๒๓ แคว้น รูปร่างหน้าตาของไอร์แลนด์ในปัจจุบันนี่แหละ คือ ผลแห่งกฎหมายฉบับดังกล่าวนี้ ... ส่วนแต้มการเมืองชั้นครูที่ว่าไว้ก็คือ แม้จะแบ่งแยกอย่างนี้แล้ว ทั้งสองเสี่ยงนั้นก็ยังคงอยู่ในอำนาจแห่งการยึดครองของอังกฤษอยู่นั่นเอง โดยทั้งหมดนั้นเป็นส่วนหนึ่งแห่งราชอาณาจักรอังกฤษ เพียงแต่มีอำนาจปกครองตนเองบ้างเท่านั้น



พวก ๖ แคว้น ในมณฑปอุลสเตอร์ ... ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นโปรเตสแตนท์ ตกลงปลงใจด้วยดี และ ซึ่งในตอนนั้นก่อร่างตั้งขึ้นเป็น ไอร์แลนด์เหนือ แต่อีกซีกหนึ่งเป็นส่วนใหญ่และประชาชนส่วนมากเป็นพวกคาทอลิกนั้น ไม่ตกลงด้วย เพราะจุดประสงค์จริงๆ ของเขานั้น คือ การเป็นประเทศเอกราชอย่างแท้จริง ไม่ใช่การเดินแต้มแค่ลดหย่อนผ่อนปรนให้เพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ อย่างนั้น ด้วยเหตุนี้ การต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวไอร์แลนด์จึงเกิดขึ้นอีกยกหนึ่ง ซึ่งน่าจะถือได้ว่า เป็นต้นแบบของการต่อสู้ชนิดที่พวกเบี้ยล่างกำลังน้อยได้เปรียบพวกที่กำลังมาก จนบางคราวเล่นเอาพวกเบี้ยบนชนิดใจเสาะ ที่มีกำลังมหาศาลวิ่งหนีไปได้อย่างไม่คิดถึงเกียรติยศศักดิ์ศรีของตัวเองเลย ซึ่งเล่นเอาพวกมหาอำนาจทั้งหลายชักขยาด ไม่กล้าข่มเหงบ้านเล็กเมืองน้อยกันนัก ที่ข่มเหงเข้าไปแล้ว ก็ต้องเจ็บหัวอกยอกซี่โครงไปตามๆ กัน ไม่รู้จะถอนตัวออกไปได้เท่าไร ดังเช่นที่เห็นๆ กันมาแล้ว ในสงครามเวียดนาม ที่อเมริกาต้องเป็น อเมริโกยไปอย่างสิ้นท่า และ ในอาฟกานิสถาน ซึ่งรัสเซีย ต้องนับวันแต่จะเสีย เพราะฝีมือฉกาจและน้ำใจทรหดของพวกมูจาฮีดิน .....

การต่อสู้แบบที่ว่านี้ ... คือการต่อสู้แบบสงครามใต้ดิน หรือ ยุทธศาสตร์ก่อการร้าย โดยพวกคาทอลิกไอริช ตั้งขบวนการก่อการร้ายขึ้นมาหนักแน่นมั่นคงถึงขนาดขนานนามว่า กองทัพ ได้แก่ขบวนการ ไอ.อาร์.เอ. ที่คุ้นหูกันอยู่แล้วนี่แหละ ขบวนการนี้มีชื่อเต็มว่า เดอะ ไอริช รีปับลิกันอาร์มี แปลว่า กองทัพแห่งสาธารณรัฐไอริช ตามประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่งเขาบอกว่า เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. ๑๙๑๙ แต่บทบาทสำคัญของขบวนการนี้ ปรากฏขึ้นหลังจากที่อังกฤษตราพระราชบัญญัติเจ้าเล่ห์ผ่าไอร์แลนด์ในครั้งนั้นออกไปสองเสี่ยงนั้นแล้ว โดยการลักลอบโจมตีที่ตั้งทางทหารและตึกที่ทำการรัฐบาลของอังกฤษ และ อังกฤษก็ตอบโต้กวาดล้างด้วยตำรวจหน่วยพิเศษที่มีชื่อว่า หน่วยดำและน้ำตาล ตามสีเครื่องแบบ เมื่อ ค.ศ. ๑๙๒๑ ประวัติศาสตร์เขาบอกว่า พวกตำรวจปราบปรามอย่างรุนแรงเหี้ยมโหดที่สุด แต่ก็โดนพวกขบวนการก่อการร้ายเล่นงานเอาเจ็บปวดไม่เบาเหมือนกัน

การต่อสู้ยกนี้ ... มีผลที่น่าจะถือได้ว่า ฝ่ายไอร์แลนด์เป็นฝ่ายมีชัย แม้ว่าจะไม่ใช่ขั้นเด็ดขาด สามารถขับไล่อำนาจของอังกฤษให้กระเจิดกระเจิงลงทะเลไปได้หมดสิ้นก็ตาม เพราะมันลงเอยด้วยการที่ฝ่ายอังกฤษยอมเจรจากับฝ่ายกบฏและทำสนธิสัญญาแก่กัน และ สนธิสัญญาฉบับนี้มีผลในทางผ่อนปรนให้ไอร์แลนด์มีฐานะเป็นประเทศเอกราชมากขึ้น คือ มีฐานะเกาะเกี่ยวอยู่กับอังกฤษโดยเป็นประเทศ โดมิเนียน ของอังกฤษ ได้แก่ประเทศที่ปกครองตัวเองได้โดยอิสระในฐานะประเทศบริวารของอังกฤษ แบบที่ประเทศไทยเราก็เคยมี ซึ่งเรียกกันว่า ประเทศราช นั่นแหละ มีอิสระในการปกครองบริหารบ้านเมืองของตัวเอง เพียงแต่ต้องส่องเครื่องบรรณาการมาแสดงความสวามิภักดิ์เป็นบางมื้อบางคราวเท่านั้น จึงเห็นได้ว่า ฝ่ายกบฏเป็นฝ่ายได้ประโยชน์จากการทำสัญญา จึงถือได้ว่า เป็นฝ่ายมีชัย



ผลแห่งสนธิสัญญาฉบับนี้ ... ทำให้ประเทศไอร์แลนด์มีชื่อว่า รัฐอิสระไอริช หรือ The Irish Free State แต่อย่างไรก็ตาม ปรากฎผลที่ไม่เป็นมงคลแก่ชาวไอร์แลนด์อยู่โขเหมือนกัน คือ ทำให้ชาวไอแลนด์เกิดแบ่งแยกแตกความเห็นกันอย่างรุนแรง คือ ทั้งๆ ที่กอดคอสู้ตายมาด้วยกันนั่นแหละ พอประเทศได้ชื่อว่า รัฐอิสระไอริช สามารถปกครองตัวเองได้แล้ว ก็แตกคอกัน และตั้งตัวเป็นปรปักษ์กัน ซึ่งนึกๆ ดูบนวิถีการเมืองอันเต็มไปด้วยเลห์เหลี่ยมเภทุบายแล้ว ยังเป็นแต้มสังหารที่อังกฤษวางเป็นกับดักไว้ก็ได้ ... ทั้งนี้ ก็เพราะการแตกแยกกันนี้ มีรูปร่างท่าทางที่หน้าคิด ดังนั้น เมื่อเขาแตกกันเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งมีนาย วิลเลียม ที.คอสเกรฟ เป็นหัวหน้า มีแนวคิดและแนวดำเนินการเอียงเข้าหาอังกฤษ คือ เออออห่อหมกกับสนธิสัญญาฉบับนั้นทุกประการ ซึ่งจุดสำคัญอยู่ที่ว่าไอร์แลนด์คงเกาะเกี่ยวอยู่กับอังกฤษในฐานะประเทศราช ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งมีนาย อีมอน เดอ วัลเลอร่า เป็นหัวหน้า มีแนวความคิดและแนวดำเนินการแยกตัวเด็ดขาดจากอังกฤษ คือ ไอร์แลนด์เป็นประเทศเอกราชโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่ประเทศกึ่งเมืองขึ้นดังที่สัญญาระบุไว้ ส่วนกับไอร์แลนด์เหนือนั้น เป็นสหพันธรัฐแก่กัน

ในทางปฏิบัติยิ่งปรากฏชัดว่า ... นายคอสเกรฟ จะเป็นเอเย่นต์ของอังกฤษ คือ เขาได้รับอำนาจให้ขึ้นคุมบังเหียนของ รัฐอิสระไอริช แต่เริ่มแรก คือ ค.ศ. ๑๙๒๒ จนถึง ค.ศ. ๑๙๓๒ เมื่อได้กุมบังเหียนแล้ว ก็กระทำการเสมือนหนึ่งเป็นผู้รับใช้อังกฤษ คือ ประกาศว่า ขบวนการ ไอ.อาร์.เอ. ซึ่งเสียสละสู้ตายจนได้รับผลในลักษณะที่เป็นชัยชนะของไอร์แลนด์ เป็นขบวนการนอกกฎหมาย และ ปรับปรุงเศรษฐกิจของประเทศในลักษณะผูกพันใกล้ชิดกับอังกฤษในทางค้าขาย ... ดังนั้นการแตกแยกกันนี้ จึงมิใช่แตกแยกกันในทางความคิดที่ไม่ตรงกันตามธรรมดาเท่านั้น แต่เป็นการแตกแยกในลักษณะที่เป็นเสี้ยนตำใจของกันและกันทีเดียว และผลก็ปรากฏขึ้นในเวลาไม่ช้าไม่นานนั่นเอง คือ เกิดสงครามเข่นฆ่ากันในรูปของสงครามกลางเมืองระหว่างคน ๒ กลุ่มนี้ ในปี ๑๙๒๒ ซึ่งนายคอสเกรฟขึ้นครองอำนาจกุมบังเหียนนั่นแหละ ทำสงครามฆ่ากันเองอยู่ ๑ ปี ก็เลิกรากันไปโดยทั้งสองฝ่ายหันเข้าสู้กันในแนวทางการเมือง ซึ่งภาษาเอียงซ้ายสมัยนี้เขาเรียกว่า แนวทางสันติ คือต่างฝายต่างก็ตั้งพรรคการเมืองของตนขึ้น โดย นายคอสเกรฟ เป็นหัวหน้าพรรค คูแมน นาน เกดฮีล ส่วน นาย เดอ วัลเลอร่า เป็นหัวหน้าพรรค ซิน ฟิน อันเป็นพรรคดั้งเดิม

ด้วยผลแห่งสนธิสัญญา ... และฝีมือรับใช้อังกฤษของนายคอสเกรฟไอร์แลนด์มีฐานะเป็นประเทศราชของอังกฤษอยู่ ๑๐ ปี คือตลอดสมัยของนายคอสเกรฟนั่นแหละ พอถึงสมัยการเลือกตั้งทั่วไปในปี ๑๙๓๒ ปรากฏว่าประชาชนเทคะแนนเสียงให้นาย เดอ วันเลอร่า ซึ่งขณะนั้นได้ลาออกจากพรรค ซิน ฟิน มาตั้งพรรคใหม่ชื่อว่า พรรค เพียนนา เฟล อย่างท่วมท้น เป็นผลให้นาย เดอ วัลเลอร่า ได้ขึ้นกุมอำนาจของประเทศในตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการบริหาร เมื่อได้ขึ้นครองอำนาจแล้ว นาย เดอ วัลเลอร่า ได้กระทำการอย่างห้าวหาญน่านับถือยิ่งนัก คือ ตัดความผูกพันระหว่างไอร์แลนด์กับอังกฤษออกจากกันอย่างมากที่สุด เพิกถอนสัตย์สาบานอันมีอยู่ต่อราชวงศ์อังกฤษ และล้มเลิกสำนักงานข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำไอร์แลนด์ พอถึงปี ค.ศ. ๑๙๓๗ รัฐบาลของ เดอ วัลเลอร่า ได้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ บรรยายสถานภาพของไอร์แลนด์ไว้ว่า เป็นประเทศประชาธิปไตย ที่มีอธิปไตยเป็นของตนเองและ เป็นเอกราช สำหรับ เดอ วัลเลอร่า นั้น เป็นนายกรัฐมนตรีภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้



ข้อน่าคิดก็คือ ... เมื่อปรากฏว่า เดอ วัลเลอร่า กระทำการอย่างห้าวหาญอย่างนั้น ซึ่งเท่ากับกล้ากระตุกหนวดสิงโตอังกฤษเล่นแท้ๆ ทำไมอังกฤษจึงทำใจเย็นวางอุเบกขาอยู่ได้ ..?

คำตอบในข้อนี้ ... ไม่พบหลักฐานว่าผู้รู้เขาว่าไว้อย่างไร มีแต่เพียงข้อสันนิษฐานตามประสาของคนที่เกิดทันในสมัยนั้น คือตอนนั้นฮิตเลอร์จอมเผด็จการเยอรมันกำลังฟาดงวงฟาดงาอยู่ในยุโรปอย่างหนัก อังกฤษก็คงจะสะบัดร้อนสะบัดหนาวอยู่เต็มที ในฐานะคู่อาฆาตเก่า จึงน่าจะสนใจมองมาทางยุโรปมากกว่าที่จะสนใจทางไอร์แลนด์ อย่างมากก็คงจะเพียงแต่กัดฟันกรอด ๆ แล้วคำรามแก่ตัวเองว่า เออนะ ฝากไว้ก่อนเถอะ เท่านั้น และชั่วเวลาอีก ๒ ปีต่อมา อาการสะบัดร้อนสะบัดหนาวของอังกฤษก็สั่นสะท้านเป็นไข้ไปจริงๆ คือ สงครามโลกครั้งที่ ๒ ระเบิดขึ้นเมื่อปี ๑๙๓๗ และอังกฤษก็โดนเยอรมันถล่มด้วยอาวุธพิเศษ วี.๒ เสียแทบจะจมหายไปทั้งเกาะ ไอร์แลนด์ก็เลยได้อาศัยเงามหากาฬแห่งอสูรสงครามหลบรอดอยู่ได้ โดยสงครามครั้งนั้น ไอร์แลนด์ประกาศตนเป็นกลาง ไม่เข้ากับฝ่ายใดจนสงครามเลิกเมื่อ ค.ศ. ๑๙๔๕ เมื่อสงครามเลิกแล้ว อังกฤษไม่กล้าหวนกลับไปทวงสิ่งที่ฝากไว้คืนจากไอร์แลนด์ เพราะโดยมารยาทของผู้ดีตามที่รับปากรับคำไว้ต่อสหประชาชาติ แม้แต่ทาสในเรือนเบี้ยเก่าๆ เช่น อินเดีย พม่า มลายู อังกฤษก็ยังต้องปล่อยให้เป็นอิสระไป จะหวนกลับไปแยกเขี้ยวคิดบัญชีกับไอร์แลนด์อีก ก็ดูกระไรอยู่ เรื่องก็ต้องเลยตามเลย อันเป็นผลให้ไอร์แลนด์หายใจทั่วท้องอยู่ได้ทุกวันนี้

แต่ที่ว่านี้ ... ก็เฉพาะแต่ไอร์แลนด์ทางใต้เท่านั้น ไอร์แลนด์เหนือยังคงเป็นส่วนหนึ่งแห่งราชอาณาจักรอังกฤษอยู่ด้วยข้ออ้างที่คุยได้ว่าเป็นสมบัติของผู้ดีเสียด้วย คือ ประชาชนในไอร์แลนด์เหนือส่วนใหญ่ซึ่งถือนิกายโปรเตสแตนท์ ไม่ยินยอมที่จะไปร่วมกับไอร์แลนด์ทั้งหมด เพราะไม่ปรารถนาจะไปกินน้ำใต้ศอกคาทอลิก ... แต่อย่างไรก็ตาม เจตจำนงเดิมของพวกคาทอลิกในไอร์แลนด์ยังคงอยู่อย่างเก่า คือ ไอร์แลนด์ทั้งเกาะจะต้องเป็นเอกราชขาดจากอังกฤษโดยสิ้นเชิง ฉะนั้น ขบวนการ ไอ.อาร์.เอ. จึงยังคงทำงานอยู่อย่างขันแข็งอย่างเดิม ซึ่งองค์การผู้รักสันติระดับโลกเช่นสหประชาชาติ ก็ยังมองไม่เห็นว่าจะระงับยับยั้งเขาได้อย่างไร เพราะ ไอ.อาร์.เอ. เกิดก่อนและทำงานกู้แผ่นดินของเขามาก่อนที่สหประชาชาติจะเกิดมาเป็นไหนๆ ... แต่นั่นแหละ พูดอย่างเราๆ ก็พูดได้ แต่อย่างเขาๆ แล้วพูดยาก เพราะเขาฆ่ากันมานานนักหนา แล้วด้วยรอยแตกรอยร้าวทางศาสนาอันนี้ จนมันกลายเป็นรอยแค้นที่ลบไม่หายไปแล้ว เขาเองเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเลิกแค้นเลิกฆ่ากันได้อย่างไร

ฉะนั้นชาวโลกก็คงจะต้องสลดใจ .....
กับสงครามสายเลือดในไอร์แลนด์เหนือต่อไปอีกนานแสนนาน ..!!






โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/


สงครามสายเลือดในไอร์แลนด์เหนือ ..... ๒ / ๒

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   7/10/2004 08:16 PM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 24  
     
 


สงครามศาสนาจะมาเมืองไทยหรือไม่ ...?

เรื่องราวของสงครามศาสนา ..... ที่ว่ามาอย่างยืดยาวนี้ เป็นเรื่องจริงที่เกิดมาแล้ว และ กำลังเกิดอยู่ในโลกมนุษย์ทุกวันนี้ ไม่ใช่เทพนิยายเพ้อฝัน บทบาททั้งหลายแหล่แสดงให้เห็นถึงฤทธิ์เดชที่ทำให้มนุษย์หน้ามืดจนแทบไม่น่าเชื่อว่า มนุษย์ที่ว่ากันว่าเป็นสัตว์โลกที่มีสติปัญญาจะบ้าคลั่งกันไปได้ถึงเพียงนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความจริงอันหนึ่งว่า ศาสนาประเภทนั้น มีวิสัยที่เป็นมูลแห่งสงครามจริงๆ และ เป็นได้เสมอ ไม่ว่าสมัยโน้นหรือสมัยนี้ เพราะเป็นศาสนาที่ เกิด ตั้งอยู่ และ เป็นไป ภายใต้อำนาจผลักดันของกิเลสตัณหา คิดแต่จะปราบผู้อื่นเพื่อตนเอง ไม่ใช่ศาสนาที่สอนให้ประหารกิเลส มุ่งปราบตัวเองเพื่อผู้อื่น จึงเป็นเรื่องที่เราและท่านทั้งหลายจะต้องแยกออกจากกันให้ได้อย่างเด็ดขาดว่า ที่ยกป้ายไว้ด้วยคำเดียวกันว่า ศาสนา นั้น เนื้อหาคืออะไร ศาสนาพอกกิเลส หรือ ศาสนาตัดกิเลส

ถ้าเผลอตัว ..... เข้าไปเป็นสาวกบริวารของศาสนาประเภทพอกกิเลสเข้าแล้ว จะด้วยความมักได้งับเหยื่อที่เขาโยนมาล่อ หรือ ด้วยความหูเบาเชื่อง่าย เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ก็ตามที นั้นก็ย่อมหมายถึง การถูกจูงจมูกเข้าไปเป็นเชื้อเพลิงสงคราม เพื่อความวิบัติแห่งเชื้อสายเผ่าพันธุ์สืบไปในเบื้องหน้านั่นเอง เพราะเป็นการเข้าไปเป็นพลังมวลชนให้เขามีเรี่ยวแรงที่จะแผ่อาณาจักรศาสนา ที่เขาเรียกว่า ศาสนจักร ของเขาโดยไม่รู้ตัว

อนึ่ง ..... เรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วนั้น เป็นเรื่องจริงที่เกิดมาและกำลังเกิดอยู่ในแดนไกล คือในแดนอาหรับและยุโรปโน้น อาจจะมีความคิดขึ้นได้เหมือนกันว่า แม้จะเป็นภัยพิบัติก็อยู่ห่างไกล คงจะไม่เดือดร้อนล้มตายมาถึงเมืองไทยเราหรอก หรือไม่ก็วางใจเสียว่า เมืองไทยเป็นเมืองพระพุทธศาสนา สงครามศาสนาแบบนั้น คงจะไม่มาในเมืองไทยของเราได้

แน่นอน ..... ความคิดเช่นนี้ เป็นความคิดที่ถูกต้องตามความเป็นจริงที่เห็นอยู่เมื่อวันก่อน ๆ โน้นและวันนี้ แต่ในวันข้างหน้านั้น ไม่มีอะไรที่จะค้ำประกันได้ว่า สิ่งที่ไม่เคยมีแล้ว จะต้องไม่มีตลอดไป ยิ่งโลกนับวันจะคับแคบลงเช่นที่เห็น ๆ กันอยู่นี้ด้วยแล้ว หลักค้ำประกัน ยิ่งหาไม่ได้ยิ่งขึ้น และ ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศพระพุทธศาสนานั้น แน่นอนพระพุทธศาสนาจะไม่เป็นสาเหตุให้เราเข่นฆ่าล้างผลาญกันอย่างแน่นอน เพราะวิสัยของพระพุทธศาสนา ไม่เคยมีมาเช่นนั้น แต่ถ้าศาสนาอื่นเขาเอาเรื่องศาสนาเข้ามาตั้งเป็นหลักข่มเหงรังแกเราแล้ว คนไทยก็ยังมิได้เป็นพระอรหันต์กันไปหมดทั้งเมือง ย่อมไม่อาจที่จะเอามือซุกใส่กระเป๋าให้เขารังแกเล่นได้ตามอำเภอใจมิใช่หรือ ...?

และ อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า ..... ขณะนี้ เค้าแห่งสงครามศาสนาได้ก่อตัวขึ้นแล้วเหนือแผ่นดินไทย ด้วยเล่ห์เภทุบายแห่งการชักนำเข้ามาของคนต่างศาสนา ด้วยทีท่าอันแสดงความมุ่งมั่นว่า จะทำสิ่งที่บรรพชนเขาทำไม่สำเร็จให้สำเร็จให้จงได้ เพียงแต่คนไทยยังคงหลับสบายอยู่ในความสงบสุข อันเป็นผลงานของบรรพชนไทยในอดีต ยังไม่ขยับเปลือกตาขึ้นมองดูพิษภัย ที่กำลังก่อตัวขึ้นและจะเคี่ยวขับเข่นฆ่าเอาอย่างสาหัสสากรรจ์ในวันข้างหน้าเท่านั้น


ปู่ ย่า ตา ยาย ท่านสอนไว้ด้วยคำอันเป็นสุภาษิตว่า .....

๏ ๏ ๏ เห็นภัยใหญ่ แต่ช้า ............... จักถึง ตนแล
ปราชญ์ย่อมผ่อน ผันพึง ............... หลบลี้
ภัยใดด่วน โดยตรึง ............... ตราติด ตัวนา
ปราชญ์ย่อมปราศ แสยงชี้ ............... เช่นหล้า แลไศล ๏ ๏ ๏

คือ ภยันตรายภัยพิบัตินั้น ผู้ใหญ่แต่โบราณท่านว่ามีอยู่ ๒ ชนิด คือ ชนิดหนึ่ง ค่อย ๆ คืบ ค่อยๆ คลานเข้ามา อีกชนิดหนึ่ง เป็นภยันตรายชนิดปุบปับฉับพลัน และท่านได้ชี้ในเชิงเปรียบเทียบถึงแบบอย่างการเผชิญอันตราย ๒ ชนิดนี้ไว้ว่า

ภยันตรายชนิดที่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามานั้น ..... ผู้มีสติปัญญาจะมองเห็นแต่เนิ่น ๆ แล้วไม่นิ่งดูดาย แต่จะหาทางหลบหลีกป้องกันไว้จนพ้นภัยพ้นอันตรายได้ แต่ถ้าเป็นภัยอันตรายชนิดจู่โจมอย่างฉับพลันแล้ว ผู้มีสติปัญญาจะไม่ไหวหวั่นพรั่นพรึง แต่จะตั้งจิตอย่างแน่วแน่มั่นคง พร้อมที่จะเผชิญภยันตรายนั้น ไม่ว่าจะมาในรูปไหนอย่างใด

แต่ตรงกันข้าม ..... กับลักษณะของการเผชิญภัยแบบผู้มีสติปัญญานี้ ซึ่งพิจารณาเห็นได้ คือ คนเขลาเบาปัญญาจะมองไม่เห็นภยันตรายชนิดแอบแฝงซ่อนเร้นซึ่งค่อยๆ คืบคลานเข้ามา จึงคงมีแต่ประมาทมัวเมา ไม่คิดหาทางแก้ไขป้องกันแต่ประการใด ส่วนภยันตรายชนิดจู่โจมทันทีนั้น คนเขลาเบาปัญญาก็มีแต่อย่างเดียว คือขวัญหนีดีฝ่อ สับสนอลหม่าน จนล้มตายวายวอดไปอย่างน่าสังเวช

ด้วยเดชะแห่งกุศลผลบุญ ..... ที่แผ่นดินไทยผืนนี้ ได้ยกย่องเชิดชูพระศาสนาอันบริสุทธิ์คือ พระพุทธศาสนาตลอดมาด้วยเวลาอันช้านาน ขอให้เชื่อได้ย่างมั่นใจเถิดว่า คนไทยทั้งปวงเป็นคนมีสติปัญญา มองเห็นได้ถึงภยันตรายซึ่งกำลังก่อตัวขึ้น และ จะเป็นพิษเป็นภัยใหญ่หลวงในภายหน้า ดังจะนำเอาพยานหลักฐานมาชี้ให้ดูดังต่อไปนี้ และ หันมาร่วมกันคิดหาทางแก้ไขป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ มิฉะนั้นแล้ว สงครามศาสนาจะมาถึงเมืองไทยอย่างแน่นอน ..!!



โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   7/10/2004 09:16 PM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 25  
     
 


เหตุแห่งสงครามศาสนา

ได้ตั้งหัวข้อสำหรับบทนี้ไว้ว่า สงครามศาสนาจะมาเมืองไทยหรือไม่ เป็นหัวข้อในเชิงคำถาม ซึ่งได้ให้คำตอบไว้แล้วในข้อความเริ่มต้น สำหรับบทนี้ คือ ในอดีตและปัจจุบัน สงครามศาสนายังไม่มาถึงเมืองไทย แต่ในอนาคตนั้น มีเค้าที่น่าเชื่อว่า จะข้ามาถึงเมืองไทย ที่กล้ากล่าวเช่นนี้ เพราะทั้งเหตุผลและข้อเท็จจริงที่ปรากฏแล้ว ยืนยันอยู่อย่างหนักแน่นมั่นคง ถ้ายังขืนไม่เชื่ออยู่อีก ก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่ารอวันตายโดยไม่รู้ตัว ... ในส่วนเหตุผลนั้น เป็นเหตุผลตามแนวคำสอนของ พระพุทธศาสนา นั่นแหละ คือ สงครามศาสนาเป็นตัวผล ซึ่งผลอันนี้มาจากเหตุไม่ใช่มีเองเป็นเองอย่างเลื่อนลอย และ เหตุนั้นเรียกว่า ..... สมุทัย

ขอให้เรามาดู เหตุของสงครามศาสนา กันให้ชัด ๆ สักหน่อย
เหตุเกิดแห่งสงครามศาสนาในขั้นที่เรียกว่า สมุทัย นั้น มีอยู่สองส่วนคือ

- ส่วนหนึ่งเป็นเหตุทั่วไป
- ส่วนหนึ่งเป็นเหตุเฉพาะ


เหตุทั่วไปนั้นคือ ... ในโลกนี้มีศาสนาประเภทหนึ่ง คือ ศาสนาสงครามดังที่ได้กล่าวมาแล้ว หมายถึงศาสนาที่เป็นเครื่องมือการเมือง แม้แต่หลักสำคัญของศาสนาในขั้น สรณะ นั้น นักปราชญ์ทางประวัติศาสตร์ท่านก็ว่ากันว่า เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เมื่อมีศาสนาสงคราม สงครามศาสนาก็เป็นสิ่งที่ย่อมจะมีได้เสมอ หากโลกหมดสิ้น ศาสนาพวกนี้ไปแล้ว นั่นแหละจึงจะวางใจได้แน่ว่า สงครามศาสนาคือสิ่งที่ผ่านพ้นสิ้นสูญไปแล้วสำหรับมนุษยชาติ อันนี้คือเหตุทั่วไปของสงครามศาสนา

ในเมืองไทยของเรา ... มีศาสนาประเภทนี้อยู่แล้วหลายศาสนา หลายนิกาย ที่ยังไม่มีสงครามศาสนาเกิดขึ้นในวันก่อนๆ และวันนี้ ก็เพราะมีเหตุอย่างอื่นลิดรอนและระงับยับยั้งไว้ ซึ่งเหตุอย่างอื่นดังกล่าวนี้ ก็เป็นอนิจจังที่อยู่ในวิสัยจะเปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปได้เสมอ เมื่อเป็นไปเช่นนั้นแล้ว สงครามศาสนาอันมีที่มาจากศาสนาสงคราม ย่อมเป็นสิ่งที่มีได้เป็นได้เสมอ สำหรับเหตุทั่วไปก็มีอยู่อย่างนี้ จึงเป็นเรื่องที่จะอยู่ในสำนึกปรกติว่า ตราบใดที่ยังมีไฟ ตราบนั้นอุปัทวะเหตุไฟไหม้ก็ย่อมมีได้เสมอ ยิ่งพากันเผลอเลอ ไม่ระมัดระวังด้วยแล้ว เรื่องไฟไหม้ ยิ่งมีได้ง่ายยิ่งขึ้น

ขอตัดเรื่องเหตุหรือเหตุทั่วไปไว้เพียงเท่านี้ .....
เพราะได้ชี้ให้เห็นศาสนาสงครามอันเป็นตัวเหตุไว้โดยละเอียดแล้วในตอนต้น

ต่อไปเป็นเรื่องของเหตุเฉพาะ ... ซึ่งมีรายละเอียดที่น่ารู้น่าเข้าใจกันให้ถึงรากถึงเหง้า ถึงแก่นถึงแกนอย่างจริงจัง เพื่อจะได้รู้เท่าทันกันทุกเล่ห์เหลี่ยมลีลา ตามแนวทางของชาวพุทธ คือ เมื่อจะเผชิญกับปัญหา ต้องเผชิญด้วยสติปัญญาเป็นอาวุธ ..!!



โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   8/10/2004 07:24 PM  (203.144.143.250)
 

 
  หัวข้อ : 26  
     
 


อธิบายภาพ ...
มิชชันนารีได้นำความรู้ทางด้านการแพทย์เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย



ความสัมพันธ์ของประเทศไทยกับชาติตะวันตก

ประเทศไทย ... มีความสัมพันธ์ทางด้านวัฒนธรรมกับชาติตะวันตกตั้งแต่ พ.ศ. ๒๐๕๔ ซึ่งตรงกับสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ประมาณปี พ.ศ. ๒๐๓๔-๒๐๗๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา ... โปรตุเกส เป็นชาติตะวันตกชาติแรกที่เดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา วัฒนธรรมสำคัญที่พ่อค้าโปรตุเกสนำเข้ามาเผยแพร่คือ คริสต์ศาสนา รัฐบาลไทยได้เปิดรับวัฒนธรรมของชาติตะวันตกและให้เสรีภาพในการนับถือและเผยแผ่ศาสนาแก่ชาวต่างประเทศ อนุญาตให้สร้างโบสถ์คริสต์และมีบาทหลวงคาทอลิกคณะต่างๆ เช่น โดมินิกัน และ ฟรานซิสกัน เดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนาแก่ชาวพื้นเมือง เช่น ไทย ลาว มอญ ญวน จีน ฯลฯ ... แต่ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จ เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธและไม่สนใจเรื่องศาสนาอื่น

ต่อมาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ... ในปี พ.ศ. ๒๑๙๙-๒๒๓๑ ความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกได้เจริญสูงสุด คณะบาทหลวงฝรั่งเศสนิกายเจซูอิตเข้ามามีบทบาทด้านการเผยแผ่ศาสนาและชักชวนให้พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศสเปิดสัมพันธไมตรีกับไทย คณะบาทหลวงฝรั่งเศสได้นำศิลปวิทยาการต่างๆ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมสำคัญๆ ของตะวันตกมาสู่สังคมไทย เช่น ระบบการศึกษาในโรงเรียน การแพทย์ สถาปัตยกรรม และวิชาการในแขนงต่างๆ เป็นต้นว่า ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ และวิทยาศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระเพทราชา ... ในปี พ.ศ. ๒๒๓๑-๒๒๔๖ เป็นต้นมา สัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับชาติตะวันตกได้เสื่อมลง คณะบาทหลวงส่วนใหญ่เดินทางออกนอกราชอาณาจักร ศิลปวิทยาการตะวันตกต่างๆ จึงมิได้สืบทอดและแพร่หลายในหมู่ราษฎร ยกเว้นศาสนาคริสต์ ซึ่งยังคงเผยแผ่อยู่ในหมู่ชาวต่างชาติและชาวไทยบางส่วนที่เลื่อมใสมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตัวอย่างของวัฒนธรรมตะวันตกที่ปรากฏในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้แก่ เทคโนโลยี ด้านการก่อสร้าง เช่น การต่อเรือ การสร้างป้อมปราการ และเคหสถาน โดยใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกและเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่น การหล่อปืนใหญ่ และการสร้างหอดูดาว

วัฒนธรรมตะวันตก ... ได้แพร่หลายมากขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ใน พ.ศ. ๒๓๗๑ ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้มิชชันนารีชาวยุโรป คือ คาร์ลกุสลาฟ และ เจคอบ ทอมลิน เข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์เป็นครั้งแรก ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๗๔ เป็นต้นมา มิชชันนารีอเมริกัน เช่น หมอบรัดเลย์ หมอสมิธ ฯลฯ ได้เข้ามารับผิดชอบการเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ต่อจากมิชชันนารีชาวยุโรป และมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรมตะวันตกในสังคมไทยด้วย เนื่องจากมีโอกาสใกล้ชิดกับราษฎร ... ส่วนพวกคาทอลิก ซึ่งเข้ามาสอนศาสนาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีก็ได้ มีบทบาทมากขึ้น ตั้งแต่สังฆราชปัลเลอกัวซ์ เข้ามาไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว



ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ... ประเทศไทยได้มีสัมพันธไมตรีกับนานาชาติเพิ่มมากขึ้น โดยได้ทำสนธิสัญญากับอังกฤษ ในสมัยที่เซอร์ จอห์น บาวริง เป็นราชทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตารีเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๘ เรียกว่า สนธิสัญญาบาวริง และ สนธิสัญญาบาวริงในเวลาต่อมา สนธิสัญญาเหล่านั้นได้อนุญาตให้ชาวต่างประเทศเข้ามาติดต่อค้าขายกับราษฎรโดยเสรี ชาวต่างประเทศจึงเดินทางเข้ามาอาศัยในประเทศไทยมากขึ้นกว่าแต่ก่อน จำนวนมิชชันนารีอเมริกันและคาทอลิกก็ได้เพิ่มขึ้นด้วย และกระจายกันเผยแผ่ศาสนาทั้งในเขตพระนครและหัวเมืองต่าง ๆ ทำให้วัฒนธรรมตะวันตกแพร่หลายเข้าไปถึงชนบท ... ในรัชกาลนี้ ได้เริ่มมีการเรียนภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรก โดยจ้างผู้หญิงชาวอังกฤษมาสอนในพระบรมมหาราชวัง

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ... ทรงปฏิรูปประเทศและสนับสนุนให้นำศิลปวิทยาการตะวันตกแขนงต่างๆ เข้ามาเผยแพร่ โดยเฉพาะการศึกษา การแพทย์ การคมนาคม การสื่อสาร เป็นต้น ยังทรงจ้างผู้เชี่ยวชาญชาวต่างประเทศมาเป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาความเจริญในด้านต่าง ๆ รวมทั้งทรงส่งนักเรียนไทยไปศึกษาในต่างประเทศ เพื่อนำความรู้และวิทยาการต่างๆ มาช่วยสร้างความเจริญให้บ้านเมืองอีกด้วย ดังนั้นวัฒนธรรมตะวันตกจึงได้ผสมผสานอยู่ในสังคมไทยมากขึ้น ...

อย่างไรก็ตาม ... ในช่วงเวลานับตั้งแต่ไทยทำสนธิสัญญาบาวริง จนถึง พ.ศ. ๒๔๘๐ ซึ่งเป็นปีที่ยกเลิกสนธิสัญญา ซึ่งไม่เป็นธรรมทั้งหมดได้สำเร็จนั้น วัฒนธรรมตะวันตกที่ผสมผสานอยู่ในสังคมไทย ยังคงมีสภาพเป็น ของฝรั่ง อยู่มาก และยังมิได้ผสมกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของชาวไทย แต่หลังจาก พ.ศ. ๒๔๘๐ แล้ว วัฒนธรรมตะวันตกได้หลั่งไหลเข้ามาสู่สังคมไทยมากขึ้น และ ได้ผสมผสานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยตราบปัจจุบัน

การเผยแพร่วัฒนธรรมตะวันตก ... ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก่อนพ.ศ. ๒๔๘๐ ส่วนใหญ่เกิดจากความเห็นชอบและการสนับสนุนของรัฐบาล เนื่องจากได้พิจารณาแล้วว่า วัฒนธรรมเหล่านั้นล้วนมีส่วนช่วยพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาประเทศ นอกจากนี้แล้ว เจ้านายและขุนนางยังเป็นผู้นำในการรับวัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะ รูปลักษณ์ภายนอก เป็นต้นว่า การแต่งกาย การกีฬา การรับวัฒนธรรมตะวันตกจึงกลายเป็น พระราชนิยม ที่ผู้คนในสังคมไทยถือเอาเป็นแบบอย่างและถือเป็น ความทันสมัย ที่น่าภาคภูมิใจ จึงอาจกล่าวได้ว่าการรับวัฒนธรรมตะวันตกเกิดจากเหตุผล ๒ ประการ คือ เพื่อพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า และเพื่อพัฒนาให้ทันสมัยวัฒนธรรมตะวันตกที่รับเข้ามาเพื่อพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า วัฒนธรรมตะวันตกที่รัฐบาลไทยเห็นชอบให้นำเข้ามาเผยแพร่ทั่วไปนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นวิทยาการที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ ดังนี้



ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ... มิชชันนารีได้นำความรู้ด้านการแพทย์และการรักษาพยาบาลแบบตะวันตก เข้ามาเผยแพร่ควบคู่กับการเผยแผ่ศาสนา จนกระทั่งมิชชันนารีอเมริกันกลายเป็น หมอสอนศาสนา ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย คือ หมอบรัดเลย์ หรือ Dr. Dan Beach Bradley และ หมอเฮ้าส์ หรือ Dr. House ได้ทำการปลูกฝี ผ่าตัด ทำคลอด และ ให้คำแนะนำด้านสุขอนามัยเพื่อป้องกันโรคระบาดร้ายแรง เช่น อหิวาตกโรค วิทยาการแพทย์แบบตะวันตกนี้ได้กลายเป็นรากฐานของการแพทย์และสาธารณสุขไทยในปัจจุบัน เช่น การตั้งโรงพยาบาล

ด้านการศึกษา ... มิชชันนารีอเมริกันได้นำการศึกษาในระบบโรงเรียนเข้ามาเผยแพร่ โดยได้เปิดโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษและวิชาอื่นๆ เช่น คณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ให้กับบุคคลทั่วไป คือ โรงเรียนมัธยมสำเหร่ หรือ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยในปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๕ เป็นโรงเรียนสำหรับเด็กชายแห่งแรก และโรงเรียนกุลสตรีวังหลังสำหรับเด็กหญิง หรือ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยในปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๙

แม้ว่าจุดประสงค์สำคัญของมิชชันนารีจะต้องการสอนศาสนา ... ควบคู่ไปกับการศึกษา แต่การตั้งโรงเรียนได้กลายเป็นแบบอย่างที่รัฐบาลไทยเห็นความสำคัญในการพัฒนาการศึกษาของชาติ จึงมีการตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับบุตรหลานของเจ้านายและข้าราชบริพาร ตลอดจนโรงเรียนสำหรับเด็กไทยทั่วไป ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๔ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีโอกาสได้รับการศึกษาดังเช่นประชากรของชาติอื่นๆ ทั้งในระดับประถมศึกษาและอุดมศึกษา

ด้านการพิมพ์ ... ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้อนุญาตให้มิชชันนารีนำแท่นพิมพ์มาใช้ในการพิมพ์เพื่อเผยแผ่ศาสนา และ ตั้งโรงพิมพ์ การพิมพ์ได้มีบทบาทสำคัญในด้านการประชาสัมพันธ์สื่อสารกับประชาชน และช่วยส่งเสริมการศึกษา ประชาชนมีโอกาสอ่านหนังสือพิมพ์เพื่อรับทราบข่าวสาร วรรณกรรม วรรณคดี ประวัติศาสตร์ ทำให้ได้รับความรู้สร้างสรรค์ขึ้นกว่าแต่ก่อน รวมทั้งมีโอกาสแสดงความคิดเห็นผ่านหนังสือพิมพ์ที่มีอยู่ขณะนั้น เช่น บางกอกรีคอร์เดอร์ และบางกอกคาเลนดาร์ ... นอกจากนี้รัฐบาลยังได้ใช้การพิมพ์เป็นสื่อในการเผยแพร่ข่าวสารของบ้านเมือง ตลอดจนประกาศต่างๆ นับว่าการพิมพ์มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนวิถีชีวิตของสังคมไทยที่เคยเป็นสังคมปิดไม่ค่อยมีโอกาสรับทราบข่าวสารต่างๆ มากนัก

การคมนาคมและการสื่อสาร ... ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้นมา รัฐบาลได้พัฒนาระบบการคมนาคมและการสื่อสาร มีการสร้างทางรถไฟและถนนเพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรทางบก นอกเหนือจากการสัญจรทางน้ำ ซึ่งเป็นทางคมนาคมสำคัญที่ใช้ตลอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ นอกจากนี้ยังมีการนำระบบสื่อสารซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่จากตะวันตกเข้ามา เช่น ระบบไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ และยังได้นำรถยนต์ รถจักรยาน รถราง รถเมล์ เครื่องบิน มาใช้เป็นพาหนะในการคมนาคมอีกด้วย เทคโนโลยีด้านการสื่อสารและคมนาคม เหล่านี้ ล้วนมีส่วนทำให้สังคมไทยเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการขยายตัวของชุมชนในทุกๆ ภูมิภาคของประเทศ

ความเจริญและเทคโนโลยีอื่นๆ ... สังคมไทยรับความเจริญต่าง ๆ และด้านเทคโนโลยีมาปฏิรูปประเทศหลายด้าน เช่น การฝึกหัดทหารแบบตะวันตก ระบบกฎหมายและการศาล และระบบการเงินการคลัง การชลประทาน และการสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น ไฟฟ้า ประปา ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศไทยในเวลาต่อมาทั้งสิ้น ...!!!





โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   9/10/2004 05:11 PM  (203.144.143.250)
 

 
  หัวข้อ : 27  
     
 


โครงสร้างที่น่าศึกษา ..!!

ในบรรดาศาสนาทั้งหลาย ... อันมีวิสัยที่จะก่อสงครามศาสนาขึ้นได้นั้น ขณะนี้ นิกายโรมันคาทอลิกแห่งคริสต์ศาสนา ได้ดำเนินบทบาทอันน่าพิจารณายิ่งนักว่า จะเป็นเหตุสำคัญแห่งสงครามศาสนาในเมืองไทยต่อไป ทั้งนี้ก็เพราะบทบาทดังกล่าวนั้นเป็นบทบาทแห่งการแย่งยึดและรุกราน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ที่ได้วางไว้อย่างรัดกุม และ จริงจัง โดยมีเป้าหมายแน่นอนที่จะยึดเมืองไทยเป็นศาสนจักรโรมันคาทอลิกให้จงได้ ซึ่งความหมายอันแท้จริงแห่งการเป็นศาสนาจักรนั้นก็คือ การเป็นเมืองขึ้นโดยศาสนาของประเทศที่เป็นศูนย์กลางแห่งนิกายโรมันคาทอลิกนั่นเอง ... เพื่อความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและชัดเจนในนิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งกำลังดำเนินบทบาทอันน่าจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงแห่งประเทศไทยในขณะนี้ จำเป็นต้องศึกษาอย่างเจาะลึกถึงโครงสร้างของนิกายนี้ดังต่อไปนี้

นิกายคริสต์ศาสนาที่ชื่อว่า โรมันคาทอลิก นี้ ... มีโครงสร้างแห่งการดำรงอยู่และการดำเนินงานผิดแผกแตกต่างจากนิกายศาสนาอื่นๆ ทั้งหมด กล่าวคือ นิกายอื่นๆ ของศาสนาทั้งหลายนั้น ดำรงอยู่และดำเนินงานในฐานะเป็นองค์การทางสังคมเท่านั้น แม้ว่าบางนิกายของบางศาสนาจะมีศูนย์การดำเนินการ ศูนย์นั้นก็มีฐานะเป็นองค์การทางสังคมที่ดำเนินกิจการทางศาสนาเท่านั้น แต่นิกายโรมันคาทอลิก ดำรงอยู่และดำเนินงานในฐานะองค์การทางการเมือง โดยมีประเทศเอกราชของตนเองโดยเฉพาะ เป็นศูนย์บัญชาการ ประเทศดังกล่าวนี้มีชื่อว่า วาติกันซิตี้ ซึ่งสาวกบริวารในประเทศไทย อันมีฐานะเป็นประชากรของวาติกันเรียกกันว่า นครรัฐวาติกัน ส่วนองค์การคาทอลิกประจำท้องถิ่นต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วโลกนั้น เขาเรียกกันว่า ศาสนจักร อันหมายถึง ขอบเขตหรืออาณาจักรที่ประเทศวาติกันยึดครองด้วยศาสนา ทั้งนี้โดยอาศัยลักษณะการควบคุมบังคับบัญชาที่วาติกันกระทำอยู่ต่อองค์การคาทอลิกทั้งหลายเป็นเครื่องชี้บ่ง ซึ่งจะได้แจกแจงรายละเอียดกันให้เห็นชัดต่อไป

โดยลักษณะเช่นนี้ ... จึงเกิดภาพพิเศษขึ้นภาพหนึ่งบนแผนภูมิแห่งรัฐศาสตร์ของโลก คือ มีประเทศอยู่ประเทศหนึ่งซึ่งเรียกได้ว่า ประเทศคาทอลิก โดยมีกรุงวาติกันเป็นนครหลวง มีดินแดนในฐานะอาณาจักรอยู่เป็นย่อมๆ ทั่วโลก โดยมีสายใยการควบคุมบังคับบัญชาเชื่อมโยงไปจากนครหลวงวาติกัน อย่างสนิทแน่นแฟ้นทุกแห่ง



ภาพนั้นมิใช่ภาพสมมติ ... หรือ ภาพเปรียบเทียบ แต่เป็นภาพที่วาดขึ้นได้จากความเป็นจริงที่ปรากฏอยู่ ดังจะเห็นด้วยการพิจารณาอย่างถ่องแท้ในความเป็นไปดังต่อไปนี้

วาติกัน ... อันเป็นศูนย์ของคาทอลิกนั้น เป็นประเทศเอกราชประเทศหนึ่ง ซึ่งมีฐานะระหว่างประเทศเท่าเทียมกับประเทศเอกราชทั่วโลก ข้อยืนยันในสถานภาพอันนี้ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือวาติกันมีศักดิ์และสิทธิ์ตามกฎมายระหว่างประเทศ ที่จะมีสถานทูตในประเทศต่างๆ ได้เช่นเดียวกับประเทศทั้งหลาย ... ในประเทศไทยสถานทูตของวาติกันตั้งอยู่ที่ถนนสาธร ติดกับโรงพยาบาลเซนท์หลุย โดยมีศักดิ์ถึงระดับเอกอัครราชทูตทีเดียว ... อีกประการหนึ่ง ซึ่งยืนยันในความเป็นประเทศเอกราชของวาติกัน คือ การมีศักดิ์ที่จะให้สัญชาติแก่บุคคลได้ อันหมายถึง การมีพลเมืองของตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อยืนยันอันนี้ ปรากฏตามที่กลุ่มชุมชนคาทอลิกในประเทศไทยได้แสดงไว้ ดังนี้

พลเมืองวาติกัน ... บุคคลที่เป็นเชื้อชาติวาติกันไม่มีในโลก มีแต่พลเมืองสัญชาติวาติกัน นครรัฐวาติกันมีพลเมืองประมาณ ๑,๐๐๐ คน ประกอบด้วย องค์พระสันตะปาปาพระคาร์ดินัลผู้ปกครองนครรัฐวาติกัน เจ้าหน้าที่ประจำรัฐวาติกัน และ ทหารชาวสวิส ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นทหารองครักษ์ของสมเด็จพระสัตนะปาปา ประมาณ ๑๐๐ คน นอกจากนั้นก็ได้แก่เจ้าหน้าที่การทูตวาติกันที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย ... พลเมืองวาติกันเหล่านั้น จะมีสัญชาติวาติกันเฉพาะในขณะปฏิบัติหน้าที่ หรือ เป็นภรรยาของพลเมืองวาติกันหรือ เป็นบุตรอายุไม่เกิน ๒๕ ปี ของพลเมืองวาติกัน บุตรคนใดอายุถึง ๒๕ ปี ต้องกลับคืนสัญชาติเดิม ผู้ดำรงตำแหน่งทุกตำแหน่ง หากพ้นตำแหน่งเมื่อใด ก็ต้องคืนสู่สัญชาติเดิมของตน พร้อมด้วยบุคคลทุกคนในครอบครัวที่ถือสัญชาติวาติกัน หากชาติเดิมของตนไม่ยอมรับ ก็ให้ขอสัญชาติอิตาลี ซึ่งรัฐบาลอิตาลีมีข้อผูกมัดว่าต้องยอมรับเสมอ ... การมีสถานทูตอยู่ในประเทศต่างๆ และ มีพลเมืองของตนเอง โดยนานาประเทศยอมรับเช่นนี้ คือ ข้อยืนยันในสถานภาพทางการเมือง ในฐานะที่เป็นประเทศเอกราชประเทศหนึ่งของประเทศวาติกันอันเป็นศูนย์กลางของคาทอลิกอย่างแน่ชัด ดังนั้น นิกายโรมันคาทอลิก จึงไม่ใช่เป็นเพียงแต่องค์การทางศาสนา เช่นนิกายอื่นๆ แต่เป็นองค์การทางการเมืองเต็มตัว

นอกจากนี้ ... ประเทศวาติกัน ยังมีดินแดนของตนเองอย่างชัดเจนอีกด้วย ดังเช่นที่กลุ่มชุมชนคาทอลิกในประเทศไทยได้ให้รายละเอียดไว้ว่า ... นครรัฐวาติกันมีเนื้อที่ประมาณ ๑๐๘ เอเคอร์ หรือ ประมาณ ๒๕๐ ไร่ ตามสนธิสัญญาแห่งลาเตรัน ... นครรัฐวาติกันประกอบด้วย ... วังวาติกัน ... วังกาสเตลกันดอนโฟ อันเป็นที่ประทับพักร้อนอยู่นอกชานกรุงโรมไปทางทิศใต้ ... มหาวิทยาลัยเกรโกเรียน และ วัดอีก ๑๓ แห่งในกรุงโรม ... เฉพาะวังวาติกันมีพื้นที่ประมาณ ๑๕๐ ไร่ ซึ่งรวมทั้ง ... มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ... พิพิธภัณฑ์วาติกัน ... หอสมุดวาติกัน ... และที่ประทับของสมเด็จพระสันตะปาปาด้วย ... ภายในบริเวณดังกล่าวยังมี ... อุทยานวาติกันอันงดงาม ... มีสถานีวิทยุของวาติกัน ... มีที่ทำการไปรษณีย์วาติกัน ... สถานีรถไฟวาติกัน ... ธนาคารวาติกัน ... และร้านค้าวาติกัน ซึ่งปลอดภาษีทุกชนิด



สนธิสัญญาแห่งลาเตรัน ... ที่เขาว่าไว้นี้ คือสนธิสัญญาที่ทำกับประเทศอิตาลี เซ็นสัญญากันเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๒๗ หรือ พ.ศ. ๒๔๗๐ และ ให้สัตยาบรรณกันเมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๒๗ เป็นผลทำให้วาติกันมีแผ่นดินของตนเองครอบครอง โดยมีพระสันตะปาปาเป็นราชาธิบดี ...

มีดินแดนของตัวเอง .....
มีพลเมืองของตัวเอง และ มีสถานทูตของตัวเอง


เช่นนี้แล้ว ... จะมีอะไรที่น่าสงสัยอีกว่า วาติกันอันเป็นศูนย์กลาง หรือ เมืองแม่ของคาทอลิก ไม่ใช่ประเทศเช่นประเทศทั้งหลาย ซึ่งบทบาทที่แสดงออกทั้งหลายทั้งปวง ล้วนแต่เป็นเรื่องการเมืองทั้งสิ้น ... รูปร่างลักษณะของประเทศคาทอลิก ที่ชื่อว่า วาติกัน ซิตี้ ตามที่ปรากฏเป็นที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการเช่นนี้ ถ้าไม่คิดไม่พิจารณากันให้ลึกซึ้งพอแล้ว ก็อาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าขบขัน เป็นเรื่องตลกที่พูดกันเล่นๆ มากกว่าที่จะเป็นจริง เพราะแผ่นดินที่มีอาณาเขตเพียง ๒๕๐ ไร่ มีพลเมืองเพียงประมาณ ๑,๐๐๐ คนเท่านั้น ไม่น่าจะมีฐานะเป็นประเทศเอกราชได้แต่อย่างใดเลย ยิ่งคิดมาไปในแง่ของการเปรียบเทียบ เมื่อผู้แทนของประเทศวาติกันต้องไปนั่งเรียงเคียงคู่กับประเทศทั้งหลาย ยามที่ต้องออกแขกเมืองด้วยแล้ว ก็เป็นเรื่องที่น่าจะขวยเขินเป็นอย่างยิ่งทีเดียว อย่างเช่น ประเทศจีน ประเทศอินเดีย เขามีประชากรเป็นพันล้าน ร้อยๆ ล้าน มีเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาลไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร แต่ตนเองเป็นผู้แทนของประเทศที่มีประชากรเพียงประมาณ ๑,๐๐๐ คน มีพื้นที่เพียง ๒๕๐ ไร่เท่านั้น ไม่รู้จะนั่งเรียงเคียงคู่กับเขาได้อย่างไร

แต่เมื่อคิดและพิจารณากันอย่างถ่องแท้แล้ว ... ผู้ที่คิดจะขบขันก็คงจะขันไม่ออกเป็นแน่ เพราะการเป็นประเทศที่มีที่ดินเพียง ๒๕๐ ไร่ มีประชากรเพียงประมาณ ๑,๐๐๐คนนั่นเอง คือแต้มกลทางการเมืองอันวิเศษสุด ซึ่งไม่มีใครอื่นทำได้นอกจากคาทอลิก ข้อนี้พิจารณาดูแล้วจะเห็นได้ไม่ยาก คือ ในเรื่องพื้นที่เพียง ๒๕๐ ไร่นั้น ถ้ามีอยู่เพียงเท่านี้จริงๆ ไม่ว่าจะโดยพฤติกรรมใดๆ แล้วก็เป็นเรื่องแปลกประหลาดเต็มทน ที่โลกจะยอมรับนับถือว่าเป็นประเทศเอกราชอันมีศักดิ์ศรีและสิทธิ์เท่าเทียมกับประเทศทั้งหลาย และ เจ้าของประเทศเอง ก็คงจะไม่สามารถอดทนต่อความกระดากใจตัวเองอยู่ได้ เมื่อนึกว่าประเทศของตนมีเนื้อที่เพียง ๒๕๐ ไร่เท่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เนื้อที่ ๒๕๐ ไร่นั้น เป็นแต่เพียงดินแดนโดยนิตินัยเท่านั้น ส่วนดินแดนโดยพฤตินัยอันปรากฏในความสำนึกของกลุ่มชุมชนคาทอลิก และ คนอื่นๆ ก็พลอยสำนึกตามไปด้วยนั้น เป็นดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาล ครอบคลุมพื้นที่ทั่วโลก ได้แก่พื้นที่ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่กลุ่มชุมชนคาทอลิกเข้าไปยึดครองเป็นขอบเขตของตนนั่นเอง



ขอบเขตดังกล่าวนี้ ... คาทอลิกเขาเรียกว่า เชิร์ช หรือ Church ซึ่งคำๆ นี้ ได้กลายเป็นเงื่อนงำอำพรางที่สร้างความฉลาดน้อยให้กับคนในเมืองไทย อันเป็นผลดีแก่คาทอลิก และ เป็นผลไม่สู้จะดีนักสำหรับประเทศไทย คือคนไทยแปลคำๆ นี้ ว่า โบสถ์ ความหมายในความเข้าใจจึงเป็นแต่เพียง ศาสนสถานสำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น ไม่มีความหมายในทางการเมืองอะไรปะปนอยู่ด้วยเลย แต่แท้ที่จริงแล้ว กลุ่มชุมชนคาทอลิกเอง เขาแปลคำๆ นี้ ของเขาว่า ศาสนจักร อันเป็นความหมายที่ช่วยให้เข้าใจในฐานะอันเป็นจริงของเขาได้ชัดขึ้นคือ ศาสนจักร นั้น ได้แก่ อาณาจักรที่เขายึดครองไว้ด้วยกลไกทางศาสนา เป็นความหมายที่บ่งบอกเจตนารมณ์ทางการเมืองอย่างชัดเจน ซึ่งความหมายอันนี้ มิใช่จะเข้าใจเอาเองด้วยหลักเกณฑ์ทางอักษรศาสตร์เท่านั้น หากแต่ยังมีพฤติกรรมอันเป็นไปในทางรัฐศาสตร์บ่งบอกให้เกิดความแน่ใจอีกด้วย ... กล่าวคือ รูปแบบการดำเนินการซึ่งอ้างว่า เพื่อการเผยแผ่ศาสนานั้น เป็นรูปแบบของการยึดครองอย่างเป็นกิจจะลักษณะและมั่นคง คือ การเข้าไปยึดพื้นที่ของประเทศต่างๆ เป็นเขตปฏิบัติงานของตน ซึ่งเรียกว่า มิซซัง อย่างเช่นในประเทศไทยนี้ เขาจะนำเอาแผนที่ประเทศไทยไปขีดเส้นแบ่งเขตเป็นเขตมิซซังต่างๆ ในขณะนี้ดูเหมือนจะมี ๑๑ หรือ ๑๒ เขต แต่ละเขตมิซซังนั้น มีคณะบริหารคณะปกครองของตนเอง โดยมีประธานคณะบริหารซึ่งเลียนแบบเอาคำที่ชาวพุทธเคารพนับถือในสังฆมณฑลไทยไปใช้เรียกว่า สังฆราช ชื่อของมิซซังต่างๆนั้น ใช้ชื่อทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยไปตั้ง เช่น มิซซังกรุงเทพฯ มิซซังท่าแร่ เป็นต้น แต่ขอบเขตพื้นที่ มิได้เป็นไปตามขอบเขตที่กำหนดได้ตามกฎหมายเกี่ยวกับการปกครองส่วนภูมิภาคของประเทศไทย แต่เขากำหนดขอบเขตเป็นการเฉพาะของเขา

อันนี้คืออะไร
หากมิใช่รูปแบบการยึดครองในแนวทางของรัฐศาสตร์ ...?


จะมองเห็นชัดยิ่งขึ้น เมื่อลองเทียบดูกับรูปแบบการยึดครองของพวกคอมมิวนิสต์ คือ คอมมิวนิสต์ ซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่ที่ประเทศรัสเซียนั้น เขามีเป้าหมายที่แน่ชัดและแน่วแน่เช่นเดียวกันว่า จะต้องยึดครองโลกนี้ไว้ภายใต้ร่มธงของคอมมิวนิสต์ให้จงได้ ส่วนแนวทางในการยึดครองนั้น เขาตั้งเป็นองค์การคอมมิวนิสต์สากลขึ้นเป็นศูนย์บัญชาการ เมื่อจะเข้าไปยึดครองประเทศใด ก็แทรกเข้าไปจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นในประเทศนั้นๆ แล้ว จัดแจงแบ่งอาณาเขตของประเทศนั้นๆ ออกเป็นเขตๆ โดยมีหัวหน้าใหญ่ในแต่ละเขตเป็นผู้รับผิดชอบ เรียกว่า เขตงาน คือ เขตพื้นที่ปฏิบัติงานเพื่อการแย่งยึดอาณาเขตของประเทศนั้นๆ ไปเป็นของคอมมิวนิสต์นั่นเอง เมื่อแย่งยึดได้เด็ดขาดโดยเจ้าของประเทศหมดฝีมือที่จะเข้าไปกำจัดปราบปรามแล้ว เขาก็ประกาศเป็นเขตปลดปล่อย หมายถึงว่า พื้นที่แห่งนั้นได้ขาดลอยจากเจ้าของเดิม ไปเข้าสังกัดเป็นอาณาเขตของคอมมิวนิสต์ไปแล้ว ซึ่งพื้นที่ต่างๆ เหล่านี้ มีอยู่กระจัดกระจายทั่วโลก ไม่จำเป็นต้องติดต่อกับเมืองแม่ของคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด โดยเขาวางเป้าหมายสุดยอดไว้ว่า เมื่อคอมมิวนิสต์ครองโลกทั้งโลกได้แล้ว อาณาเขตต่างๆ เหล่านี้มันก็ติดต่อเป็นผืนเดียวกันไปเอง



รูปแบบการดำเนินการของพวกคอมมิวนิสต์เป็นเช่นไร ... ของกลุ่มชุมชนคริสต์คาทอลิกก็เป็นเช่นเดียวกัน เพราะอันที่จริงแล้ว คอมมิวนิสต์ก็ลอกเลียนแบบอย่างวิธีการไปจากคริสต์คาทอลิกนั่นเอง เพราะปรมาจารย์ของคอมมิวนิสต์เป็น ดอกเตอร์ทางปรัชญา ซึ่งย่อมเป็นที่แน่นอนว่า เขาช่ำชองในเรื่องราวของคริสต์ศาสนาอยู่ทุกซอกทุกมุม ... เป็นอันว่า อาณาเขตแห่งมิซซังต่างๆ นี่แหละ คือดินแดนที่เป็นศาสนจักรของคาทอลิก อันหมายถึง ดินแดนภายในปกครองของประเทศวาติกันนั่นเอง เพราะไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคล นโยบาย และ แนวทางในการดำเนินการต่างๆ วาติกันเป็นผู้กำหนดและบงการทั้งสิ้น เห็นได้ชัดๆ ก็เช่น ฐานันดรศักดิ์ คาร์ดินัล อันเป็นฐานันดรสำหรับผู้ที่มีหน้าที่ในการบริหาร ซึ่งว่ากันง่ายๆ คือ เป็นตำแหน่งขุนนางของวาติกัน ทางวาติกันก็ยังเข้าไปแต่งตั้งให้ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก แม้ในเมืองไทยเรา ซึ่งประกาศฯกันอยู่อย่างชัดเจนว่า เป็นประเทศที่มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักประจำชาติ ทางวาติกันก็ยังแต่งตั้งตำแหน่งคาร์ดินัลเข้ามา

ดังนั้น ... ประเทศวาติกัน ซึ่งเป็นเมืองแม่ของคาทอลิกนั้น จึงมิใช่ดินแดนแต่เพียง ๒๕๐ ไร่เท่านั้น แต่ในความสำนึกอันแท้จริงของทางวาติกันนั้น ศาสนจักร หรือ อาณาจักรคาทอลิกของทางวาติกันนั้น คือดินแดนทั่วพิภพจบแดนดินอังกฤษเคยคุยนักคุยหนาว่า ประเทศอังกฤษของเขานั้น พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน คำคุยอันนั้น ได้เป็นอดีตไปหมดสิ้นแล้ว แต่วาติกันยังคุยได้เต็มปากเต็มคำ และ แต้มทางการเมืองที่นับว่าวิเศษไม่มีใครทำได้เหมือนวาติกัน ในเรื่องการยึดครองดินแดนเป็นศาสนจักรของตนอยู่ทั่วโลกนี้ ก็คือ วาติกันมีภาระที่จะใช้จ่ายงบประมาณบำรุงรักษาพื้นที่เพียง ๒๕๐ ไรเท่านั้น ส่วนขอบเขตอาณาจักรนอกจากนั้น อยู่ในประเทศใด ประเทศนั้นก็บำรุงรักษากันไป วาติกันส่งคนของตนเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาพื้นที่แต่อย่างใด แบบนี้มีใครทำได้ นอกจากประเทศกลุ่มชุมชนคาทอลิก ของ วาติกัน เท่านั้น

ในส่วนประชาชนพลเมืองของวาติกัน ... ก็ยิ่งปรากฏแต้มและชั้นเชิงทางการเมืองอันวิเศษ ที่เป็นพิเศษยิ่งขึ้นไปอีก คือพลเมืองตามบัญชีสำมะโนประชากรของวาติกัน โดยมีสิทธิถือสัญชาติวาติกัน มีอยู่เพียง ๑,๐๐๐ คน เท่านั้น ส่วนประชากรอันแท้จริงที่อยู่นอกสำมะโนครัวนั้น ตามสถิติในปี ค.ศ. ๑๙๘๕ มีอยู่ถึง ๘๒๕,๕๙๒,๐๐๐ คน โดยนัยนี้ ก็หมายความว่า วาติกันมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูพลเมืองของตนเพียง ๑,๐๐๐ คนเท่านั้น แต่มีอำนาจที่จะใช้ผู้คนพลเมืองทำประโยชน์ให้แก่ตนได้ถึงแปดร้อยยี่สิบห้าล้านคน โดยประชาชนพลเมืองเหล่านี้จะอยู่ดีมีสุข หรือ อดอยากยากแค้นอย่างไร วาติกันถือว่าเป็นหน้าที่ ที่ประเทศเจ้าของสัญชาติของผู้คนเหล่านี้ จะรับผิดชอบกันเอาเอง วาติกันมีแต่จะใช้ทำประโยชน์แก่ตนอย่างเดียว



จะดูกันได้เห็นประจักษ์อย่างชัดเจน ... ก็ดูได้ในเมืองไทยนี้แหละ มีคนสัญชาติไทยส่วนหนึ่ง เป็นครูอาจารย์อยู่ในสถาบันการศึกษาชั้นสูงของประเทศ เป็นข้าราชการ กินเงินเดือนจากภาษีอากรที่รัฐบาลไทยจ่ายให้ แต่แอบแฝงทำประโยชน์ให้แก่วาติกัน ศูนย์กลางแห่งอาณาจักรคาทอลิก ตามแนวนโยบายที่วาติกันบัญชามา ถึงขนาดต้มยำทำเพลงเอาคำสอนของพระพุทธศาสนาในพระไตรปิฎกไประคนปนเปกับไบเบิลของคาทอลิกจนเลอะเทอะไปหมด ซึ่งเชื่อได้ว่า ในการสั่งสอนกุลบุตรกุลธิดาไทยตามปรกติ ก็คงสอนกันมั่วไปหมดนั่นเอง

ครูอาจารย์กลุ่มนั้น ทำประโยชน์ให้แก่วาติกัน ... ซึ่งเป็นต่างประเทศ โดยได้รับค่าจ้างจากประเทศไทย ซึ่งถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักประจำชาติ ก็เท่ากับชาวพุทธออกเงินค่าจ้างให้ครูอาจารย์กลุ่มนั้น มาล้างผลาญสมบัติอันล้ำค่าของเรากันเอง เพื่อประโยชน์แก่ต่างชาติต่างประเทศโดยแท้

นี่แหละ ... คือแต้มชั้นเชิงทางการเมืองอันวิเศษสุดที่ไม่มีใครอื่นจะกระทำได้ แต่ในขณะเดียวกันนั้น ก็เป็นความอัปยศอดสูอย่างที่สุดสำหรับประเทศไทยและประเทศทั้งหลายที่อยู่ในลักษณะเช่นเดียวกัน ... ยิ่งวิเศษไปกว่าที่กล่าวมานี้อีก คือ แม้พลเมืองเพียง ๑,๐๐๐ คน ของวาติกันก็เถอะ ไม่ใช่ว่าทางวาติกันจะเลี้ยงดูไปจนแก่เฒ่าและลาโลกไป วาติกันจะให้ค่าเลี้ยงดูเพื่อการยังชีพก็แต่เฉพาะในขณะที่ทำงานให้กับวาติกันเท่านั้น พอหมดหน้าที่ก็หมดสิทธิ์ที่ได้รับค่าเลี้ยงดูทันที

ดังที่วาติกันได้บอกไว้ชัดๆ ว่า ... พอหมดหน้าที่ก็ต้องสิ้นสุดการเป็นพลเมืองที่ถือสัญชาติวาติกัน ต้องกลับเข้าสู่สัญชาติเดิมโดยอัตโนมัตินั่นแหละ ... ขอให้ลองไปพิจารณาดูทั้งโลกเถอะ ระบบอันวิเศษสุดแบบนี้มีใครทำได้บ้าง นอกจากวาติกัน แต่ก็อาจคิดไปได้เหมือนกันว่า เป็นระบบที่สุดแสนจะใจดำ ที่ไม่มีใครทนความกระดากใจตัวเองนำมาปฎิบัติตามได้

ในเรื่องเกี่ยวกับประชากรนอกสำมะโนครัว ... อันเป็นเสมือนลูกของวาติกันที่เอาไปเที่ยวฝากคนอื่นเลี้ยงให้นี้ มีหลักฐานระบุชัดว่า ขณะนี้วาติกันกำลังเร่งเพิ่มพลเมืองประเภทฝากคนอื่นเลี้ยงนี้อย่างขนาดใหญ่ ซึ่งนิตยสารนิวสวีค ประจำสัปดาห์ที่ ๒ แห่งเดือนธันวาคม ๑๙๘๕ ได้นำมาตีแผ่ไว้ คือ ในช่วง ๒ ทศวรรษ ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๖๕ ถึง ๑๙๘๕ นั้น ประชากรหรือกลุ่มชุมชนคาทอลิกของวาติกันเพิ่มขึ้นถึง ๒๓๕,๘๕๒,๐๐๐ คน ... ลองพิจารณากันอย่างคนที่มีสติปัญญาเป็นอิสระสักหน่อย จะเห็นอะไรๆ อยู่หลายประการ คือ

ประการที่หนึ่ง
ประชากรหรือกลุ่มชุมชนคาทอลิกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทันตาทันใจนี้ มาจากไหน..?


แน่ละ ระยะ ๒๐ ปีนั้น ประชากรหรือกลุ่มชุมชนคาทอลิกเดิมย่อมจะมีลูกมีเต้าเพิ่มขึ้น แต่จะไม่เพิ่มอย่างรวดเร็วเกินไปเช่นนั้น เพราะการเพิ่มถึง ๒๓๕,๘๕๒,๐๐๐ คน จากจำนวนที่เป็นฐานเดิมนั้น เพิ่มขึ้นถึงเกือบ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าโลกมนุษย์เราเพิ่มจำนวนประชากรกันแบบนี้ ๔-๕ ปีเท่านั้น อย่าว่าแต่พื้นที่ ที่มนุษย์จะอาศัยเพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเลย แม้แต่ที่นอน ก็คงจะต้องนอนขี่กันจนไม่รู้ว่าใครเป็นใครอย่างแน่นอน ฉะนั้นจึงมิได้เพิ่มขึ้นเพราะประชากรหรือกลุ่มชุมชนคาทอลิกมีลูกมีเต้าเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่เป็นการเพิ่มขึ้นทางอื่น ซึ่งทางอื่นนั้น ก็คือการยื้อแย่งเอาศาสนิกของศาสนาอื่น นิกายอื่น ไปเป็นประชากรของตนนั่นเอง วิธีการแย่งยื้อก็อย่างที่รู้ๆ เห็นๆ กันอยู่ทั่วไปนั่นแหละ คือ

หลอกล่อ หว่านล้อม .....
ให้คนหันเหไปเข้าสังกัดศาสนาของตน ทั้งด้วยน้ำลายและน้ำเงิน




อีกประการหนึ่ง ที่ประชากรหรือกลุ่มชุมชนคาทอลิก
ซึ่งมีวาติกันเป็นเมืองแม่ ต้องการเพิ่มประชากรของตนอย่างเร่งรัดรวดเร็วทำไม ..?


ปัญหานี้คงจะตอบไม่ยากนัก คำตอบก็อยู่ที่ว่า กลุ่มชุมชนคาทอลิกมีอุดมการณ์สูงสุดที่จะทำให้มนุษย์ทุกคนในโลกเป็นคาทอลิกให้หมด เพื่อที่จะครองโลกตามลำพัง ศาสนาอื่นใดไม่มีสิทธิ์เป็นคู่แข่งอยู่อีกได้เลย ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้กลับคืนสู่ฐานะดั้งเดิมแต่บรรพกาล คือ ได้กลับเป็น พระราชาแห่งพระราชาทั้งหลาย อีกครั้งหนึ่งนั่นเอง ซึ่งเมื่อเป็นได้ดังนั้นแล้ว ถึงวาติกันจะมีหน้าที่ต้องบำรุงพื้นที่เพียง ๒๕๐ ไร่ ต้องเลี้ยงดูคนเพียง ๑,๐๐๐ คน แต่นิ้วชี้ของวาติกันก็จะชี้ออกไปบงการโลกได้ทั้งโลก ... อาจจะมีเสียงโต้แย้งว่า การเพิ่มพลเมืองของกลุ่มชุมชนคาทอลิกนั้น เป็นเรื่องของความเมตตากรุณาโดยบริสุทธิ์ใจ ที่จะช่วยชี้ทางสวรรค์อันแท้จริงตามลัทธิความเชื่อของเขา การมีพลเมืองมากขึ้น ก็เท่ากับเขาได้ช่วยให้คนพ้นนรกได้ขึ้นสวรรค์กันมากขึ้น ทำนองนี้ นับว่าเป็นเสียงโต้แย้งที่ชวนให้คล้อยตามได้ดีอยู่ แต่ก็คงจะเป็นเสียงโต้แย้งที่ถูกสกัดด้วยความจริงอันหนึ่งอีกนั่นแหละ ความจริงอันนั้นก็คือ

ถ้ากลุ่มชุมชนคาทอลิก ... ซึ่งมีวาติกันเป็นศูนย์บัญชาการ มีเจตนาบริสุทธิ์ที่หวังผลในทางศาสนาโดยแท้แล้ว ... ทำไมจึงต้องรบราฆ่าฟันกับพวกโปรเตสแตนท์ด้วย ... ทำไมจะต้องเหมาเอาว่าพวกโปรเตสแตนท์ เป็นพวกนอกรีตนอกศาสนา ในเมื่อโปรเตสแตนท์ก็ถือคำสั่งสอนในไบเบิลเหมือนกัน ถือพระเจ้าองค์เดียวกัน และถือพระศาสดาองค์เดียวกันกับคาทอลิกนั่นเอง ... เพียงแต่โปรเตสแตนท์ปฏิเสธที่จะยอมรับนับถือวาติกันเท่านั้นเอง ... ฉะนั้นการแผ่ขยายวงลัทธิของตนด้วยการเพิ่มพลเมืองให้กว้างใหญ่ไพศาลออกไปกินแดนของผู้อื่นนั้น จึงมิใช่การปฏิบัติการอันมีจุดมุ่งทางศาสนาอย่างแท้จริง แต่จุดมุ่งหมายอันแท้จริง คือ อำนาจทางการเมืองที่จะครองโลกไว้ใต้ลัทธิของตนทั้งโลกนั่นเอง

อีกประการหนึ่ง ... ซึ่งจะเห็นได้จากการเร่งเพิ่มประชากรอย่างขมีขมันนั้น คือ ปัญหาเรื่องการคุมกำเนิด เพื่อสกัดกั้นการเพิ่มของประชากรโลก ซึ่งโลกทั่วไปเห็นพ้องต้องกันว่า การเพิ่มมากเกินไปของประชากรนั้น คือทางมาแห่งอันตรายใหญ่หลวงอย่างหนึ่งของโลก คือถ้าหากประชากรล้นโลกแล้ว ความคับแค้น คับขัน ต่างๆ จะเกิดขึ้น ทำให้ต้องต่อสู้แย่งชิงรบราฆ่าฟันกันอย่างน่าเอน็ดอนาถในที่สุด จึงพยายามส่งเสริมการคุมกำเนิด ซึ่งเมืองไทยเราเรียกเสียให้รื่นหูหน่อยว่า การวางแผนครอบครัว แต่วาติกันอ้างเอาบัญญัติของศาสนามาคัดค้านขัดขวาง ไม่ให้มีการคุมกำเนิด เพราะการคุมกำเนิดจะมีผลทำให้นโยบายการเพิ่มประชากรคาทอลิกของตนเสียผลไปส่วนหนึ่ง ส่วนที่ว่าเมื่อเพิ่มขึ้นมาแล้วอย่างล้นเหลื่อ จะเอาอาหารที่ไหนกิน จะเอาแผ่นดินที่ไหนอยู่ วาติกัน ไม่คิด เพราะวาติกันถือว่า มีพระเจ้าช่วยคิดให้แล้ว



และ อีกประการหนึ่ง ... ที่น่าคิดจากการเพิ่มพลเมืองอย่างรวดเร็วของวาติกันนี้ คือ เจ้าของพลเมืองเดิม คือ ศาสนาอื่น นิกายอื่น ซึ่งพลเมืองเหล่านั้นเคยสังกัดอยู่ ตาบอด หูหนวก กันเสียหมดหรืออย่างไร จึงปล่อยให้พลเมืองของตนหลุดมือไปเข้าสุ่มของวาติกันอย่างรวดเร็วเช่นนั้น...?

สำหรับข้อนี้ ... จำต้องก้มหัวยอมรับด้วยความคารวะเป็นอย่างสูงว่า วาติกันเก่งกาจฉลาดเลิศที่สามารถใช้ประชาธิปไตย ใช้เสรีภาพเป็นช่องว่างเข้าไปกอบโกยเอาพลเมืองของศาสนาอื่นๆ ไปเป็นพลเมืองของตนได้อย่างรวดเร็วสะดวกสบาย อย่างในเมืองไทยมีพลเมืองส่วนใหญ่ที่แสนจะยากจนและรัฐบาลของเราเข้าไปช่วยเหลือได้ไม่ทั่วถึงนั้น ก็เป็นตัวอย่างที่ยืนยันได้เป็นอย่างดี ทางวาติกันก็จะวางนโยบาย วางแผน และ บงการให้ตั้งโรงเรียน ตั้งโรงเลี้ยงเด็ก แล้วก็มอมเมาเด็กตั้งแต่หัวเท่ากำปั้นให้เลื่อมใสศรัทธาในลัทธิคาทอลิกอย่างไร ก็เป็นเสรีภาพที่จะทำได้เต็มที่ อย่างที่เขากำลังทำอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองขณะนี้ เมื่อมีใครไปไต่ถามท่านที่มีหน้าที่ในการนี้ ทั้งที่มีหน้าที่ในการนี้ ทั้งที่เป็นนักการเมือง และ เป็นข้าราชการ ท่านก็ยื่นคัมภีร์เสรีภาพมาให้ดู คนที่ไปถามก็มีแต่จะต้องหน้าม้านกลับบ้านไปออกตัวเอากับลูกกับเมียที่บ้านเท่านั้นเอง ... ก็คิดดูเถอะว่า เมื่อมีช่องว่างช่องมหึมาอยู่ในโลกอย่างนี้ ทำไมวาติกันจะเพิ่มพลเมืองของตนแบบโกยเอาๆ ไม่ได้ แต่ก็ใคร่จะเสนอข้อสังเกตไว้สักนิดว่า ในประเทศอังกฤษซึ่งเป็นมารดาแห่งประชาธิปไตย และ เสรีภาพนั้น คาทอลิกโดยวาติกันเป็นศูนย์บัญชาการ มีโอกาสเข้าไปกอบโกยเอาพลเมืองโปรเตสแตนท์ไปเป็นของตนได้บ้างไหม...?

เห่อเสรีภาพ คลั่งเสรีภาพ จนหมดตัว
เพราะเสรีภาพ ก็นับได้ว่าเป็นความดีงามที่น่าเทิดทูนบูชายิ่งนัก


สรุปได้ว่า ... วาติกัน มีพลเมืองที่ต้องเลี้ยงดูเพียงประมาณ ๑,๐๐๐ คน แต่มีพลเมืองที่ทำประโยชน์ให้อย่างเดียว โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูแต่อย่างใด ปัจจุบันน่าจะมีมากกว่า ๒,๐๐๐ ล้านคน อาณาจักรของวาติกัน จึงเป็นมหาอาณาจักรที่วิเศษพิสดารยิ่งนัก ไม่เหมือนใคร และ ไม่มีใครจะเหมือนได้ ในโลกใบเดียวกันนี้นี่แหละ ...

มาดูกันต่อไปอีกสักเรื่องหนึ่ง ... คือ เรื่องสถานทูต อันเป็นเรื่องที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนอีกเช่นกัน คือ สถานทูตของประเทศทั้งหลายทั้งปวงก็เรียกกันด้วยชื่อเหมือนๆ กันว่า สถานเอกอัครราชทูต หรือ มีฐานะลดหลั่นลงไปหน่อย ก็เป็น สถานอัครราชทูต อันหมายถึงสถานที่ทำการของผู้แทนแห่งพระราชามหากษัตริย์ หรือประมุขของประเทศที่มีฐานะเท่ากับพระราชามหากษัตริย์ของประเทศนั้นๆ อันเป็นเรื่องทางการเมืองโดยตรง แต่ของวาติกันมีชื่อว่า สถานเอกอัครสมณทูต โดยตัวทูตมีชื่อตามตำแหน่งอย่างเต็มยศว่า เอกอัครสมณทูตนครรัฐวาติกันประจำประเทศไทย เพียงแต่ชื่อเท่านี้ก็ผิดแผกแตกต่างไปจากประเทศทั้งหลายทั้งปวงในโลก

เมื่อหยั่งเข้าไปถึงภารกิจด้วยแล้ว ... ยิ่งเห็นความแปลกอันเป็นพิเศษยิ่งขึ้น คือ สถานทูตทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็มีเรื่องที่จะติดต่อสัมพันธ์แก่กันและกันในเรื่องของการเมืองและการเศรษฐกิจ อันเป็นภาระหน้าที่ของพระราชามหากษัตริย์ทั้งหลาย จะพึงติดต่อเกี่ยวข้องกัน แต่ของวาติกันนั้น ประกาศภารกิจไว้ในชื่ออย่างชัดเจนว่า เป็นเรื่องของการติดต่อในกิจการของพระสงฆ์องค์เจ้า อันมีชื่อรวมว่า ... สมณะ



ข้อที่น่าประหลาดใจก็คือ ... ประเทศไทยซึ่งมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักประจำชาติ มีคณะสงฆ์เป็นผู้บริหารกิจการของพระพุทธศาสนาตามกฎหมาย มีภารกิจเกี่ยวกับกิจการพระสงฆ์องค์เจ้าอะไรที่จะต้องติดต่อกับวาติกันจนต้องตั้งตัวแทนขึ้นไว้หรือ ...?

ถ้าหากจะมีแล้ว ... ก็น่าจะเป็นการติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างคณะสงฆ์ไทย ซึ่งมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประมุข กับ คณะสงฆ์วาติกัน ซึ่งมีสันตะปาปาเป็นประมุข และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ตัวแทนของคณะสงฆ์ไทยที่จะไปตั้งสถานทูตประจำอยู่ที่วาติกัน ก็จะต้องมีพระสงฆ์ผู้ทรงสมณะศักดิ์ ไม่ใช่ฆราวาสอย่างที่เป็นอยู่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดลักษณะเสมอกันตามครรลองทางการทูต เพราะตัวแทนของวาติกัน ถือกันว่าเป็น .. สมณะ

ดังนั้น ... ลักษณะความสัมพันธ์ที่ปรากฏอยู่นี้ จึงเป็นเรื่องพิกลอยู่ ยิ่งแก้ว่า เป็นการติดต่อสัมพันธ์กันในวิสัยทางการทูตทั่วไป คือเป็นเรื่องการติดต่อทางการเมือง การเศรษฐกิจ ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใหญ่ เพราะเกือบจะไม่มีการเมืองและการเศรษฐกิจอะไรที่เมืองไทยจำต้องติดต่อกับวาติกันเลย พลเมืองที่วาติกันต้องเลี้ยงดูเองเพียง ๑,๐๐๐ คน ย่อมไม่ใช่ตลาดที่ไทยหวังจะส่งข้าวส่งเกลือ ส่งเสื้อผ้าไปขายเพื่อให้ได้เงินตราต่างประเทศเข้าบ้านเข้าเมืองอะไรได้ หรือจะคบวาติกันไว้ เพื่อให้เกิดอำนาจต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศ ก็ไม่เคยปรากฏว่า วาติกันแสดงบทบาทพอจะเป็นที่หวังอะไรได้ในเชิงนั้น นอกจากไปที่ไหนก็ตะโกนคำว่า สันติภาพ ที่นั่น แต่ในทางปฏิบัติสาวกสำคัญๆ ของวาติกันเองที่ประจำอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ คือ ตัวก่อเรื่องวุ่นวายสร้างปัญหาให้แก่ผู้ปกครองในท้องถิ่น เช่น ในนิคารากัว กลุ่มชุมชนคาทอลิก สาวกบริวารระดับสูงของวาติกัน คือระดับคาร์ดินัล ก็เข้าร่วมมือกับพวกคอมมิวนิสต์ล้มรัฐบาลเสียเรียบร้อยมาแล้ว และในฟิลิปปินส์ ครั้งหนึ่งก็ขุดรากถอนโคนรัฐบาลของมาร์กอสมาแล้ว ... ดังนั้น เมืองไทยจึงไม่น่าจะหวังอะไรได้จากวาติกันในเรื่องทางการเมืองระหว่างประเทศ ด้วยเหตุนี้การมีสัมพันธ์ทางการทูตกับวาติกันของไทยเรานั้นก็อยู่ในความนึกคิดเพียงว่า มีดีกว่าไม่มีเท่านั้นเอง ประโยชน์อันจะพึงมีได้อย่างจริงจัง คงจะมองไม่เห็นอะไรนัก จึงปรากฏว่า ทูตไทยประจำนครวาติกัน มักจะเป็นคนเดียวกันกับทูตไทยที่เป็นเอกอัครราชทูตอยู่ในประเทศอื่นแถวๆ นั้น

แต่สำหรับวาติกันนั้น ... ได้ประโยชน์เป็นชิ้นเป็นอันจากความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยอย่างแน่นอน ดังจะเห็นได้จากการมีสถานเอกอัครราชทูตประจำอยู่ในเมืองไทยอย่างเป็นหลักฐานมั่นคง ประโยชน์นั้น ไม่ใช่ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ เพราะวาติกันไม่มีอะไรจะขายให้ไทย และ ไม่จำเป็นจะต้องซื้อหาอะไรจากไทย เพราะมีพื้นที่เพียง ๒๕๐ ไร่ ไม่พอที่จะทำไร่ทำนาหรือตั้งโรงงานใหญ่โตอะไรได้ แม้สาวกบริวารในเมืองไทยจะคุยว่า มีธนาคารของตัวเองก็เถอะ และมีคนที่จะต้องเลี้ยงดูอยู่เพียงประมาณ ๑,๐๐๐ คน เท่านั้น แต่เป็นประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งเป็นการเมืองในแนวจำเพราะของวาติกันเอง คือ การแผ่อาณาจักรของตนโดยใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ ... ว่ากันให้ชัดๆ ก็คือ ประโยชน์ของสถานทูตวาติกันในประเทศไทยได้แก่ การควบคุมดูแลและบังคับบัญชาพลเมืองประจำถิ่นของตนให้ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อแผ่ศาสนจักรคาทอลิกของตนอย่างใกล้ชิด ... ที่ว่าอย่างนี้ ไม่ใช่กล่าวส่งเดชไปตามอำเภอใจ แต่เป็นการมองเห็นจากพฤติกรรมที่มีหลักฐานยืนยันอย่างขัดเจน คือในการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของวงการคาทอลิกในประเทศไทยครั้งหนึ่ง เมื่อ ค.ศ. ๑๙๘๒ หรือ พ.ศ. ๒๕๒๕ ปรากฏข้อความตอนหนึ่งอันเป็นสาระสำคัญที่สุดของการประชุมว่า

พระคุณเจ้า ยอห์น ยาโก ... ประธานสำนักเลขาธิการเพื่อผู้ไม่นับถือคริสต์ศาสตราโรม ได้เสนอผ่านทางพระสมณทูตเรนาโต ราฟาเอเล มาร์ติโน ให้จัดตั้งสถาบันพุทธศาสตร์ หรือ Buddhist Institute ในกรุงเทพฯ เพื่อเป็นศูนย์ศึกษาพุทธศาสนาสำหรับเอเชีย โดยทางกรุงโรมมีทุนก้อนหนึ่งเพื่อโครงการนี้ สภาพระสังฆราชได้รับหลักการแล้ว ...

เป็นข้อความที่บ่งชัดว่า ... สถานทูตวาติกันในกรุงเทพฯ นั้น คือศูนย์ที่รับนโยบายและคำสั่ง พร้อมทั้งการสนับสนุนจากวาติกัน มาสั่งการและควบคุมบังคับบัญชาแก่กลุ่มชุมชนคาทอลิกของตนในประเทศไทย เพื่อกระทำการอันจะเป็นผลต่อการแผ่อาณาจักรคาทอลิกบนแผ่นดินผืนนี้ ... เป็นอันว่า ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างวาติกันกับไทยนั้น ประโยชน์อันสำคัญเป็นของฝ่ายวาติกันไม่ใช่ไทย ใครอยากจะหัวเราะเล่นสนุกๆ กับความสัมพันธ์อันนี้บ้าง ก็ถือว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลได้เลย แต่ผู้เขียนคงหัวเราะไม่ออก เพราะมองเห็นว่า ประโยชน์ของวาติกันนั้น กระทบถึงความอยู่รอดปลอดภัยของศาสนาหลักประจำชาติไทยโดยตรง

ทั้งหมดที่แจกแจงมาในตอนนี้ ... คือ รายละเอียดที่บ่งบอกถึงโครงสร้างอันพิสดารของคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก อันสรุปได้ว่า ... มีใจกลางที่เล็กนิดเดียวจนเกือบจะมองไม่เห็น ด้วยเนื้อที่เพียง ๒๕๐ ไร่ และพลเมืองเพียงประมาณ ๑,๐๐๐ คน โดยมีกลไกการปกครองบริหารตั้งอยู่ที่ใจกลางนี้ ในฐานะเป็นศูนย์กลางการบังคับบัญชาทั้งปวงโดยสิทธิ์ ... แต่มีเมืองขึ้นแผ่กระจายอยู่ทั่วโลก บางแห่งเป็นประเทศใหญ่ๆ ทั้งประเทศ ... มี ลัทธิคาทอลิก อันมีความศักดิ์สิทธิ์ ด้วยอำนาจของพระเป็นเจ้า เป็นสายใยผูกพันแน่นแฟ้น ยึดเมืองขึ้นนั้นๆ ไว้ใต้อำนาจการบังคับบัญชา ... มีตัวแทนทางการทูต ซึ่งเปิดเผยตัวเองตามระบบการเมืองระหว่างประเทศของโลก เป็นผู้คุมหัวเงื่อนแห่งสายใยนั้นอยู่ประจำถิ่นในภูมิภาคต่างๆ

ปัจจุบัน .....
องค์พระสันตะปาปาพระคาร์ดินัลผู้ปกครองนครรัฐวาติกัน
เดินทางไปไหน ก็ต้องอยู่ในรถเป็นตู้กระจกกันกระสุนอยู่ตลอดเวลา
การกระทำและปฏิบัติเช่นนั้น จะให้บุคคลต่างศาสนาอย่างเรา เข้าใจว่ากระไรดี ...?






โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   9/10/2004 05:22 PM  (203.144.143.250)
 

 
  หัวข้อ : 28  
     
 


ระบบบริหารที่น่าสนใจ

นอกจากโครงสร้างพิเศษพิสดาร ... อันไม่มีใครเหมือนดังได้กล่าวมาแล้ว วาติกันซิตี้ ยังใช้ระบบบริหารที่รู้จักกันอยู่แต่ในหมู่ผู้ที่สนใจในประวัติศาสตร์การปกครองของโลกยุคดึกดำบรรพ์เท่านั้น ซึ่งเห็นว่าคนไทยในทุกวันนี้น่าจะสนใจไว้เหมือนกัน เพราะกระทบมาถึงความเป็นเอกราชของประเทศไทยอยู่มิใช่น้อยทีเดียว ... ระบบบริหารของวาติกัน ที่เขาใช้มานานและยังใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ เรียกว่า ระบบ โรมัน คิวเรีย หรือ คิวเรีย โรมานา หรือ Roman Curia-Curia Romana

ระบบบริหารเช่นนี้ ... เป็นระบบที่พวกโรมันใช้บริหารบ้านเมืองมาแต่ยุคเริ่มต้นอาณาจักร คือ เมื่อเริ่มตั้งตัวครั้งแรกนั้นอาณาจักรโรมันมิได้กว้างใหญ่ไพศาลแต่อย่างใด แต่ผู้คนที่มารวมกันตั้งเป็นอาณาจักรขึ้น เพื่อให้เกิดพลังเป็นกลุ่มสำหรับต่อสู้กับศัตรูภายนอกนั้น มีหลายก๊ก หลายเผ่าพันธุ์ เมื่อจำต้องมาอยู่ร่วมกัน ก็พากันคิดรูปแบบการปกครองบริหารขึ้น โดยมีชื่อเรียกกันต่อมาว่า ระบบโรมัน คิวเรีย มีสาระสำคัญโดยย่อที่พอรู้ได้จากที่นักประวัติศาสตร์ ท่านได้อธิบายไว้ ดังนี้ ... คำว่า คิวเรีย หรือ Curia นั้น หมายถึง หมู่ หรือ หน่วย ออกเสียงลงคะแนนในการพิจารณาชี้ขาดในปัญหาสำคัญของบ้านเมือง คือ เมื่อมีปัญหาเช่นนั้นเกิดขึ้นก็จะมีประมุขราษฎรทั้งหมดกลางลานใหญ่ซึ่งเรียกว่า โฟรุ่ม หรือ Forum โดยราษฎรทั้งหลายจะเข้ารวมอยู่ในคิวเรีย หรือ หมู่ของใครของมัน ซึ่งมีอยู่ ๓๐ คิวเรีย เมื่อมีการเสนอญัตติขึ้นมาแล้ว แต่ละคิวเรียก็จะหารือกันเป็นการภายในของตน ว่าจะยอมรับ หรือ ปฏิเสธ เมื่อได้มติเป็นอย่างไรแล้ว หัวหน้าคิวเรียก็จะนำเอามตินั้นเดินไต่สะพานเล็ก ๆ ไปใส่ไว้ในที่รับมติ ซึ่งอยู่ที่ปลายสะพานอีกฟากหนึ่ง เสร็จแล้วก็เอามติมานับเป็นคะแนน ฝ่ายยอมรับได้คะแนนมาก ญัตตินั้นก็ถือว่าใช้ได้ ซึ่งคณะบริหารจะนำไปปฏิบัติต่อไป ถ้าคะแนนน้อยกว่าฝ่ายปฏิเสธ ญัตติก็ตกไป ต่อมาเมื่ออาณาจักรโรมันได้แผ่ไพศาลไปด้วยคมหอกคมดาบของนักรบโรมันผู้เกรียงไกร หน่วยออกเสียงลงคะแนน คิวเรีย นี้ ก็คงจะมีมากขึ้นตามลำดับ

นี่เป็นรูปแบบการปกครองของโรมันโบราณ ... ซึ่งว่ากันว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบหนึ่ง ตามเอกสารหลักฐาน ซึ่งยอมรับนับถือทั่วไป คือ เอนไซโคพีเดีย อเมริกานา ฉบับพิมพ์ ค.ศ. ๑๙๖๙ ว่านิกายโรมันคาทอลิก ได้นำเอาระบบการปกครองอันนี้ไปใช้ในการบริหารศาสนจักรของตนตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๑ และแสดงความเป็นมาโดยย่อที่น่าสนใจไว้ดังนี้

คิวเรีย โรมานา ... เป็นชื่ออันหมายถึง องค์การสูงสุดแห่งศาสนจักรโรมันคาทอลิก ซึ่งประกอบด้วยองค์การบริหาร และองค์การด้านการวินิจฉัยอรรถคดี เป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่ คริสต์ศตวรรษที่ ๑๑

ในระยะเริ่มแรกนั้น ... พระสันตะปาปาได้ใช้อำนาจปกครองบริหารศาสนจักรโดยผ่านสภาซีโนด อันประกอบด้วย นักพรตแห่งโรม หรือ The Clergy of Rome ครั้นถึงศตวรรษที่ ๖ นักพรตแห่งสำนักที่เป็นหลักของโรม พร้อมด้วยนักพรตชั้นผู้น้อยแห่งแคว้นต่างๆ ๗ แคว้น ได้ก่อตั้งสภาซีโนด หรือ สภานักพรต หรือ Presby terium ขึ้นมา จากสภานักพรตนี่เอง ได้พัฒนาขึ้นเป็น สภาพระคาร์ดินัล หรือ The College of Cardinals ซึ่งในสมัยศตวรรษที่ ๑๑ นั้น ได้ทำหน้าที่อันสำคัญยิ่งใหญ่ในการบริหารศาสนจักร

กาลเวลาผ่านไป ... กิจการแห่งศาสนจักรมีความซับซ้อนและใหญ่กว้างขวางยิ่งขึ้น ภาวะอันนี้ได้เรียกร้องให้มีการปรับปรุงโครงสร้างทางการบริหารให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงในปี ค.ศ. ๑๕๘๘ สันตะปาปา ซิกสตุสที่ ๕ ได้ประกาศธรรมนูญฉบับหนึ่งชื่อว่า อิมเมนสา อิเทอร์นิเดีย หรือ Immensa aeterni Dei ธรรมนูญฉบับนี้ กำหนดรูปแบบและวางหลักเกณฑ์การปฏิบัติไว้ในรูปของกระทรวง หรือ Congregations สำนัก หรือ Bureaus และสำนักงาน หรือ Offices ต่างๆ แห่งโรมัน คิวเรีย ดังเช่นที่เป็นเค้าเป็นรูปร่างอยู่ในปัจจุบัน

ในปี ๑๙๐๘ ... ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างให้เจริญก้าวหน้า โดยสันตะปาปา เซนต์ ปิอุกซ์ ที่ ๑๐ ได้ประกาศธรรมนูญชื่อ ซาเปียนติ คอนสิลิโอ หรือ Sapienti consilio ซึ่งธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อมีการตกแต่งแก้ไขบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว ก็ได้รวบรวมขึ้นเป็น ประมวลวินัยบัญญัติ หรือ Code of Canon Law ประกาศใช้เมื่อปี ๑๙๑๗

เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๖๗ ... พระสันตะปาปา ปอล ที่ ๖ ได้ประกาศธรรมนูญฉบับหนึ่งชื่อว่า เรจิมินิ เอคคลีเซีย ยูนิเวอรเซ หรือ Regimini ecclesiae universal ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการให้ฉันทานุมัติด้วยความปิติของเหล่าบิชอปทั้งหลาย ในการประชุมสมัชชา วาติกัน ที่ ๒ เมื่อ ๑๘ พฤศจิกายน ๑๙๖๕ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นจุดตั้งต้นแห่งการปรับปรุงระบบ โรมัน คิวเรีย อย่างกว้างใหญ่ไพศาล

ในการปรับปรุง ... ที่ พระสันตะปาปา ปอล ได้จัดทำขึ้นนี้ สำนักเลขาธิการพระสันตะปาปาแห่งรัฐ มีความแข็งแกร่งจนมีฐานะเป็นสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงต่างประเทศรวมกัน ฝ่ายสำนักเลขาธิการแห่งรัฐอื่นๆ ก็เกิดเป็นกระทรวง ๙ กระทรวง ซึ่งอยู่ในฐานะหน่วยนำด้านการบริหารของคิวเรีย ยกตัวอย่างเช่น กระทรวงศรัทธา หรือ The congregation of the Faith มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับปัญหาเรื่องความถูกต้องแท้จริงแห่งลัทธิ

มีหน่วยงานที่เรียกว่า ตรีบูนัล ... หรือ Tribunals ๓ หน่วย ซึ่งรู้จักกันอย่างกว้างขวางที่สุดในนามว่า โรตา หรือ Rota ทำหน้าที่คอยสอดส่องสดับตรับฟังกรณีที่มีการร้องอุทธรณ์มาจากศาลในเขตปกครองของบิชอปต่างๆ โดยเฉพาะกรณีเกี่ยวกับการสมรส

มีสำนักงานรับผิดชอบกิจการศาสนา ... หรือ Sacred Offices ๕ สำนักงานทำหน้าที่เกี่ยวกับกิจการบริหารปลีกย่อยต่าง ๆ เช่น สำนักงานปฏิบัติการด้านเศรษฐกิจ หรือ The Prefecture of Economic Affairs มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมการลงทุนของรัฐวาติกัน หรือ The Holy See

มีสำนักเลขาธิการ ๔ สำนัก ... ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับปัญหาพิเศษต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น สำนักเลขาธิการเพื่อส่งเสริมความเป็นเอกภาพของชาวคริสต์ หรือ The Secretariat for Promoting Christian Unity มีหน้าที่ดำเนินการประสานความสัมพันธ์แผ่คลุมทั่วโลก ... มีสภาร่วมระหว่างฆราวาส กับ คณะกรรมาธิการของสันตะปาปา ซึ่งก่อตั้งเป็นส่วนหนึ่งแห่ง คิวเรีย แต่ปกครองบริหารด้วยบทบัญญัติพิเศษ ... กระทรวงแต่ละกระทรวงนั้น มีคาร์ดินัลผู้หนึ่งเป็นเจ้ากระทรวง มีเลขาธิการผู้หนึ่งและรองเลขาธิการอีกผู้หนึ่งเป็นผู้ช่วย มียกเว้น ๓ กระทรวง ที่สันตะปาปาสงวนไว้เพื่อเข้าควบคุมบริหารด้วยตนเอง คาร์ดินัลและเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่มีทั้งฆราวาสและนักบวชนั้น รับผิดชอบบริหารงานแต่ละกระทรวงตามความเห็นชอบของ บิชอป ๗ คน ที่มาจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก

ท้ายที่สุด ... จะต้องนำเอาผลงานในแต่ละกระทรวงนั้น เข้าไปแถลงและรับการพิจารณาในการประชุมใหญ่ประจำปี ในแต่ละกระทรวงนั้น มีผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยเหลือในการบริหาร ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ เรียกว่า คอลซุลเตอร์ หรือ consultors เป็นการประชุมโดยมีคาร์ดินัลเจ้ากระทรวงเป็นประธาน และสมาชิกบางคนในกระทรวงเข้าประชุมพิจารณา

นี่คือ ... การปกครองบังคับบัญชาชั้นพื้นฐานในกระทรวงทั้งหลาย ซึ่งมิได้มีธุรกิจขั้นคอขาดบาดตาย หรือ เหนือปรกติวิสัย ซึ่งอาจจะดำเนินการกันไปได้เอง ก่อนที่จะต้องใช้ความคิดความอ่านอันคู่ควร ซึ่งสันตะปาปาจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิจารณาทั้งหมด ต้องการเพียงการอนุมัติของสันตะปาปาเท่านั้น เว้นไว้แต่ปัญหาทั้งหลาย ซึ่งความคิดความอ่านระดับกระทรวงทบวงกรมจำต้องได้รับความสามารถพิเศษเท่านั้น

นี่คือ ... ระบบบริหารของวาติกัน ซึ่งเริ่มต้นใช้มาตั้งแต่คริสตวรรษที่ ๑๐ และ ปัจจุบันนี้ก็ยังใช้อยู่โดยมีการปรับปรุงใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ โดยโครงสร้างที่มีการปรับปรุงใหม่นี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า วาติกัน ซึ่งเป็นใจกลางเล็กๆ นิดเดียว ด้วยพื้นที่เพียง ๒๕๐ ไร่ และพลเมืองเพียงประมาณ ๑,๐๐๐ คนนั้น คือราชธานี ซึ่งมีราชอาณาจักรภายใต้ปกครองบังคับบัญชาแผ่คลุมอยู่ทั่วโลก โดยใช้ระบบคิวเรีย โรมานา เป็นกลไกการปกครองบริหาร ... อาจจะมีข้อสงสัยว่าทำไมวาติกันจึงยังคงใช้ระบบการบริหารที่เก่าแก่โบราณอย่างนี้อยู่อีก..?

คำตอบก็คือ ... ราชอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลของวาติกัน มิใช่ราชอาณาจักรที่มีพื้นที่ติดต่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหมือนกับประเทศทั้งหลาย แต่เป็นราชอาณาจักรที่กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ แบบอาณาจักรโรมันโบราณและที่สำคัญก็คือ อาณาจักรกระจัดกระจายเหล่านั้น เป็นราชอาณาจักรแฝงเร้นที่ไปอาศัยแทรกซ้อนอยู่ในราชอาณาจักรของประเทศอื่นๆ เขา กลไกการปกครองบริหารที่วาติกันสามารถจะใช้ได้อย่างเหมาะสม ก็คือ ระบบ คิวเรีย โรมานา แบบโรมันโบราณที่ใช้อยู่นี้แหละ คือวาติกันจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไปตั้งคนในถิ่นนั้นๆ ซึ่งถือสัญชาติของประเทศเจ้าของถิ่นนั้น ให้เป็นข้าราชการของตน ทำหน้าที่ปกครองบริหารราชอาณาจักรเฉพาะถิ่น ซึ่งเป็นประหนึ่ง คิวเรีย หรือ หมู่หนึ่งๆ แบบของโรมันโบราณ โดยข้าราชการเหล่านี้มีตำแหน่งซึ่งระบุชื่อแบบ ศาสนา เพื่อซ่อนพราง คือ คาร์ดินัล บ้าง บิชอป บ้าง ความจริงแล้วก็คือ ขุนนางผู้มีตำแหน่งบริหารของวาติกันนั่นเอง โดยขุนนางเหล่านี้จะต้องปฏิบัติการในหน้าที่ทั้งหลายทั้งปวงตามบทบัญญัติและกฎข้อบังคับที่กำหนดกันไว้ โดยมีวาติกันเป็นศูนย์กลาง และพร้อมกันนี้ วาติกัน ก็ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้มาเป็นตัวแทนคอยสอดส่องดูแลและประสานงานกับเจ้าหน้าที่ หรือ ขุนนางประจำถิ่นเหล่านี้ในนามของทูตอันถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ ระบบความสัมพันธ์แบบนี้ จะเห็นได้ชัดเจนจากระบบ คิวเรีย โรมานา ที่เขาปรับปรุงใหม่ตามเอกสารหลักฐานดังกล่าวมา คือ ที่เขาบอกไว้ว่า เขามีสำนักเลขาธิการเพื่อส่งเสริมความเป็นเอกภาพของชาวคริสต์ มีหน้าที่ดำเนินการประสานความสัมพันธ์แผ่คลุมทั่วโลก

ที่เขาว่า ... ความเป็นเอกภาพของชาวคริสต์นั้น มีเงื่อนไขแอบซ่อนอำพรางเคลือบคลุมอยู่ให้เข้าใจไปว่า เขาตั้งองค์การนี้ไว้เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์กับคริสต์ทุกนิกายจะได้ปิดบังแง่ทางการเมืองได้บ้าง แต่ความจริงแล้ว เป็นเรื่องของการควบคุมบังคับบัญชาชาวคริสต์คาทอลิก ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เป็นที่ปฏิบัติงานของคาทอลิก พื้นที่นั้นคือส่วนหนึ่งแห่งมหาอาณาจักรของวาติกัน และอย่าลืมจ้องดูตรงที่เขาว่า แผ่คลุมทั่วโลก นั้นด้วย เพราะมันแสดงอยู่ชัดๆ ว่า อาณาจักรที่เขาใช้ระบบบริหารของเขาควบคุมบังคับบัญชานั้น มีอยู่ทั่วโลก เป็นการยอมรับอย่างชัดเจนว่า พื้นที่ใดเป็นที่ปฏิบัติงานของคาทอลิก พื้นที่คือส่วนหนึ่งแห่งมหาอาณาจักรวาติกัน

เมื่อดูกันให้ลึกซึ้ง ... แบบรู้ทันกันถึงเพียงนี้แล้ว คนไทยที่ช่างคิดสักนิดก็คงจะเข้าใจได้แล้วว่า เมืองไทยเรานี้ วาติกันเขาถือว่าเป็นอาณาจักรยึดครองของเขา ในฐานะเป็นคิวเรียอันหนึ่งของเขาและเพราะเจ้าหน้าที่ หรือ ขุนนางระดับบริหารชั้นสูง ชั้น คาร์ดินัลชั้น อัศวิน เขาก็เข้ามาแต่งตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว และขุนนางเหล่านี้ก็ทำหน้าที่ตามคำสั่งของวาติกันอยู่อย่างขะมักเขม้นในขณะนี้ ... น่าแปลกใจอยู่ก็แต่ว่า คนไทยใหญ่ๆ โตๆ ที่นึกว่าตัวเองฉลาดมากๆ กลับไปยอมรับการแต่งตั้งขุนนางเข้ามายึดบ้านเมืองของตัวเองได้อย่างไร ซึ่งวาติกันได้ล่วงละเมิดกระทำไปแล้วนี้อย่างหน้าชื่นตาบาน

ลองนึกดูว่า ... เมื่อวาติกันเขามีโครงสร้างทั้งในรูปแบบของรัฐและระบบบริหาร อันแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะครองโลกอย่างนี้ และได้ดำเนินบทบาทถึงขนาดแสดงให้เห็นว่า เขาต้องการยึดครองประเทศไทยไว้ในระดับที่แต่งตั้งคนสัญชาติไทยเป็นขุนนางเจ้าหน้าที่สำคัญของเขาอย่างนี้แล้ว มันถึงที่สุดหรือยัง ที่เราจะถือว่า .....

นี่คือ .....
มูลเหตุสำคัญแห่งสงครามศาสนาที่กำลังจะเกิดขึ้นในเมืองไทย



เพราะจะต้องไม่ลืมว่า ... เมืองไทยเป็นเมืองที่มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ โดยคนไทยยึดมั่นว่า เป็นสถาบันอันประเสริฐสุดที่จะต้องรักษาไว้ด้วยเลือดเนื้อและชีวิต เช่นเดียวกับสถาบันชาติ และ พระมหากษัตริย์ การยึดครองเมืองไทยเป็นอาณาจักรของวาติกันได้โดยสมบูรณ์นั้น ย่อมอาจหมายถึงการทำเมืองไทยให้เป็นเมืองที่ลัทธิคาทอลิกเข้าแทนที่พระพุทธศาสนา โดยดำเนินบทบาทเล่ห์กลทุกอย่างให้พระพุทธศาสนาเสื่อมสิ้นไป ซึ่งเขาก็กำลังดำเนินการกันอยู่แล้วในขณะนี้ ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าคนไทยจะยอมให้เขาดำเนินการเปลี่ยนเมืองไทยเป็นเมืองคาทอลิกได้อย่างง่ายดายมั้ย..? ถ้ายอมก็หมดเรื่องกันไป แต่ถ้าไม่ยอม อะไรจะเกิดขึ้น..? เพราะการที่จะไปยกมือกราบไหว้ให้สาวกบริวารของวาติกันเขาหยุดและเลิกการดำเนินการตามคำสั่งของเจ้านายเขานั้น ไม่มีทางที่จะทำได้อย่างแน่นอน

เป็นอันว่า ... เราน่าจะพอมองเห็นเหตุแห่งสงครามศาสนาในเมืองไทยกันได้บ้างแล้ว ต่อไปขอให้มาดูกันถึงแนวทางที่สงครามศาสนาได้บุกตะลุยมุ่งหน้ามาถึงเมืองไทย โดยเพ่งมองให้ดี ๆ แล้ว จะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องที่พูดกันเล่นสนุกๆ แต่เป็นเรื่องเอาจริงเอาจังที่เขาวางแผนยุทธศาสตร์ กำหนดยุทธวิธีและดำเนินกลยุทธกันอย่างแน่วแน่ รัดกุมและรุนแรง จนเห็นได้ว่า เขาจะเลิกล้มไม่ได้ เป็นอันขาด เพราะการเลิกล้มคราวนี้ ก็เท่ากับยอมให้ตัวเขาพบกับความล้มละลายทีเดียว ถ้ายังระแวงแคลงใจอย่างไรแล้ว ก็ขอให้เพ่งมองกันต่อไป มองด้วยสายตาของความเป็นไทยแล้ว จะเห็นได้อย่างแน่นอน และ .....



ท่านผู้รู้ลองพิจารณาเอาเองว่า .....
โฮมเพจการ์ตูนคำสอนของศาสนาเช่นนี้ เป็นมารยาทอันควรกระทำหรือไม่..?

http://www.chick.com/reading/tracts/0390/0390_01.asp



โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   14/10/2004 04:35 AM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 30  
     
  มิจฉาทิฏฐิ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ มนุษย์เรา เห็นผิดเป็นชอบ คนที่ทำการ์ตูน นี่ก็เข้าข่าย ยึดมั่นถือมั่น อะไรสักอย่างที่เขาเองก็มองไม่เห็น สัมผัสด้วยความศรัทธาแบบขาดปัญญา เพื่อป้องกันภัยตนเอง ด้วยความกลัวลึกๆในใจ จึงต้องหาพระผู้คุ้มครอง น่าสงสารมาก

หากพระเจ้ามีอยู่จริง เป็นตัวตน กระผมขอให้ท่านจงดลบันดาลให้โลกหยุดหมุน 10 นาที ผมหยุดหายใจ 10 นาที โลกมีแต่สันติสุข ไม่มีก่อการร้าย โลกไม่มีความยากจน ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีแก่ ไม่มีตาย ผมขออ้อนวอน..............

หากพระเจ้ามีจริง คงจะหลงตัวเองอย่างมาก ที่ต้องทำให้ผมเชื่ออย่างงมงาย การสวอออ้นวอน การรอดลบันดาลโดยไม่ต้องพิสูจน์ คงจะโหดร้ายมากๆ(ต้องมีโทสะกล้าอย่างมาก)จึงต้องโยนผมลงนรก ทั้งๆที่ผมไม่รู้ว่าท่านมีอยู่ หลงตัวเองอีกแล้วครับท่านว่ามีฤิทธานุภาพมหาศาล หากท่านมีอยู่จริง ท่านคงทำกรรมหนักหนาสาหัส ที่ใช้เจตนาที่มีโทสะ เที่ยวโยนคนนั้นคนนี้ลงนรก สร้างบาปมหาศาลด้วยโทสะของท่าน ด้วยความหลงของท่านว่าเราจะเลือกลงโทษไครก็ได้ให้สาสมแก่โทสะและโมหะ ถ้าหากท่านยังมีโทสะ และโมหะ แล้วท่านจะประเสริฐกว่าพระพุทธองค์ ศาสดาเราได้อย่างไร????????????????

เราเลยไม่นับถือท่าน แต่เรานับถือศาสดาเรา ผู้เป็นผู้บริสุทธิ์แล้วจากกิเลสแล้ว ผู้ประกอบด้วยมหาเมตา กรุณาแก่เหล่าสัตว์ ผู้มีปัญญาอันยอดเยี่ยม ผู้เป็นครู ผู้สอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้เป็นยอดในสามโลก ไม่มีใครอื่นยิ่งกว่า

ขอนอบน้อมแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ขออานุภาพแห่งพระพุทธองค์ พร้อมด้วยพระธรรมและพระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว จงรวมเป็นพละ ตบะ เดชะ เป็นไปเพื่อพิชิตมาร เพื่อแก้ไข เพื่อถอดถอนผู้มีมิจฉาทิฏฐิจากอำนาจแห่งกิเลสมารภายในตน เพื่อสันติสุขแก่โลกตลอดกาลนาน

เมื่อพบเห็นผู้ยำยีพุทธศาสนา ผู้เป็นพุทธสาวกที่ดี ผู้รู้แจ้งพึงต้องปรับแก้ ป้องกัน ต้านทาน ผู้กล่าวจาบจ้วงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ อย่างแกล้วกล้า อย่างอาจหาญ แต่ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ และปัญญา จงอย่าไปทะเลาะกับเขา แต่จงแก้ด้วยเหตุ ด้วยผล อย่างหลงงมงายตามเขา ศาสนาของเราประกอบด้วยปัญญา สักแต่ว่างมงาย


ขออนุโมทนา ที่น้องน้ำตาล พยายามปกป้องพุทธศาสนาครับ
ขอบุญกุศลได้คุ้มครองท่านนะ


โชคดีจ๊ะ

 
     
    By: นรชาติ     15/10/2004 03:10 AM  (202.44.8.98)
 

 
  หัวข้อ : 32  
     
 


ศาสดาและความเป็นกบฏ
จากมุมมองทาง การเมืองและสังคม

โกตามะ
ระบบสังคมเดิม (6th century B.C.):
- มีการแบ่งชนชั้นตามกําเนิดอย่างชัดเจน (ระบบของฮินดู)
- มีพระเจ้าหลายองค์เพื่อสร้างความเกรงกลัว
- ชนชั้นนำใช้ พระเจ้า เป็นเครื่องมือในการปกครอง และการลงโทษ
- สะสมสมบัติตามชนชั้น
แนวคิดใหม่:
- ไม่มีพระเจ้า ไม่มีชนชั้น คนและสัตว์เท่าเทียมกัน
- ไม่มีการสะสมสมบัติ
- ทุกอย่างไม่แน่นอนและคงที่
กระบวนการปฏิวัติ:
- เข้าป่า ซ่องสุมผู้คน
- เผยแพร่แนวคิดโดยผู้รู้ (เมื่อถูกถาม)
- เคลื่อนที่ตลอดเวลา (จรยุทธ์)
- ไม่ใช้ความรุนแรง

เยซู
ระบบสังคมเดิม ( 1 century A.D.):
- เผด็จการ (จักรวรรดิโรมัน)
- จักรพรรดิเปรียบเหมือนพระเจ้า
- มีการแบ่งชนชั้นตามฐานะการเงิน
แนวคิดใหม่:
- นับถือพระเจ้าองค์เดียว
- ไม่มีชนชั้น รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง
- จักรพรรดิโรมันไม่ใช่พระเจ้า
- สละทรัพย์สินและเงิน
กระบวนการปฏิวัติ:
- ประกาศว่าตนคือบุตรของพระเจ้า
- เร่ร่อนซ่องสุมผู้คน (จรยุทธ์)
- สร้างกลุ่มคนที่นับถือพระเจ้า (ไม่นับถือจักรพรรดิโรมัน)
- ต่อต้านพ่อค้าและนายทุน (ตัดตอน Economic Base ของจักรพรรดิโรมัน)
- ทุกคนมีหน้าที่เผยแพร่ (เมื่อถูกถามและไม่ถูกถาม)
- ไม่ใช้ความรุนแรง

มูฮัมหมัด
ระบบสังคมเดิม ( 7 century A.D.):
- มีพระเจ้าหลายองค์
- มีหลายเผ่า แต่ละเผ่านับถือพระเจ้าต่างกัน
- มีเผด็จการในรูปแบบของ Priest ต่างๆ
แนวคิดใหม่:
- นับถือพระเจ้าองค์เดียว
- ทุกคนที่เป็นมุสลิม เป็นพี่น้องกัน เท่าเทียมกัน
- มีการค้าขายอย่างสุจริตได้
- สะสมสมบัติได้
กระบวนการปฏิวัติ:
- ประกาศว่าตนคือตัวแทนของพระเจ้า
- หนีไป ซ่องสุมผู้คนนอกเมือง (จรยุทธ์)
- สร้างกลุ่มคนที่นับถือพระเจ้า
- สามารถใช้กําลังต่อสู้ได้
- ทุกคนมีหน้าที่เผยแพร่ และป้องกันระบบสังคมอันนี้


.................................................................................................................
อ้างอิงจาก ... http://www.geocities.com/thaifriendforum/socialrebel.html

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   17/10/2004 09:53 AM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 33  
     
  ขอออกตัวก่อนว่า
ข้าพเจ้าเป็นพุทธ ที่ไม่มีภาษาตรงๆที่จะใช้สื่อ แต่มิใช่คนนับถือศาสนาอื่นแทรกมา
ปัญหาที่คุณน้ำตาลกรุณานำมาแสดงนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญ ที่ควรพิจารณาจริงๆ
ส่วนการดำเนินการอย่างไรนั้นเป็นสิ่งที่ควรหารือและดำเนินการไปเป็นลำดับ

ความรู้สึกเบื้องต้นมีคำว่า
อยู่กับมิตรระวังวาจาเป็นสิ่งที่ผุดขึ้นในจิตใจในช่วงนี้

ในหัวมีความคิดและคำถามลอยๆขึ้นมาว่า
อ่านหลายความคิดเห็นแล้ว เห็นว่า หากเรากำลังพิจารณาปัญหาเดียวกันนี้ แต่เกิดขึ้นในประเทศอื่น จะทำให้รู้สึกต่างไปอย่างไร

จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสกับคนในศาสนาคริสต์ทำให้รู้สึกว่า
การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีที่ทำให้สถานการณ์เกิดความบีบคั้น ต่อบุคคลที่เป็นตัวแทนของศาสนาอื่น ซึ่งคนเหล่านั้นก็เพียงเป็นผู้ที่มีความอดทน และความปราถนาดีต่อผู้อื่น เช่นเดียวกับสมาชิกหลายๆท่านที่สัมผัสได้อยู่โดยรอบ น่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ก่อประโยชน์ คุ้มค่ากับความสูญเสีย หรือแตกร้าวที่อาจเกิดขึ้น

โดยเนื้อหาพบว่า
ที่ส่วนท้าย มีการแบ่งแยกแม้กระทั่งคุณความดีของพระแม่มารีเอง ก็ไม่เป็นที่ยอมรับของการ์ตูนชุดนี้ แสดงว่ากลุ่มผู้เขียนดังกล่าวเน้นการเคารพเฉพาะพระเยซูเพียงองค์เดียว ซึ่งน่าจะไม่ใช่ผู้นับถือคริสต์แบบคาธอลิกที่มีอยู่มากในประเทศไทย

ในความสัมพันธ์ใกล้ชิด เวลาที่วิกฤตแล้วหวังจะให้สมาชิกทุกคนยังอยู่ได้ครบ ก็มักจะคุยกันว่า
พูดผิดก็พูดกันใหม่จนกว่าจะพูดถูก ทำผิดก็ทำใหม่จนกว่าจะทำถูก

ความคิดเห็นของข้าพเจ้ามีอยู่ว่า
ปัญหามีทั้งเล็กและใหญ่ เราจะหาหลักการแก้ไขอย่างไร
ศาสนาเป็นของสูง พอมีศาสนาแล้ว ใครจะเอามาประสานกัน ใครจะอดทนกับงานดังกล่าวได้ไหว มันเป็นงานที่หาตัวกลางได้ยากจริงๆ เพราะฉะนั้นภายใต้ระบบที่ตัวกลางระหว่างศาสนาต่างๆยังไม่ค่อยเวิร์ค เราผู้นับถือศาสนาพุทธ จะคิดด้วยกันอย่างไรดี

ขออภัยในส่วนที่อาจไม่ครอบคลุม หรือไม่ชัดเจน

ขอให้ทุกคนโชคดีและมีความสุข
 
     
    By: เรื่อยๆ     19/10/2004 07:41 PM  (202.44.8.98)
 

 
  หัวข้อ : 34  
     
 


ทางที่น่าเพ่งมอง

ในตอนที่ผ่านไปแล้ว เป็นการชี้แจงแสดงให้เห็นว่า สงครามศาสนาอันอาจจะมาเมืองไทยได้ในวันข้างหน้านั้น มีเหตุผลที่เป็นเค้ามูลอยู่ที่ศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก เพราะเป็นนิกายเดียวที่มีโครงสร้าง ทั้งในส่วนรูปแบบของรัฐและระบบบริหาร อันบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นที่จะก้าวก่ายรุกรานดินแดนของผู้อื่น อันเป็นเหตุสำคัญของการสงครามตลอดมา ต่อไปนี้ จะเป็นการชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงแห่งพฤติกรรมในความเพียรพยายามของกลุ่มชนคาทอลิกที่กำลังล่วงล้ำรุกรานเข้ามาจนถึงเมืองไทยนี้

การนำเอาข้อเท็จจริงเช่นนี้มาตีแผ่ เคยโดยชี้หน้ากล่าวหามาแล้วว่า มาทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ความจริงแล้ว เป็นเรื่องของเจตนาบริสุทธิ์ ที่ไม่ปรารถนาจะให้คนไทยในอนาคตต้องพบกับความพินาศวอดวายด้วยสงครามศาสนา เพราะคนไทยยุคนี้ เห็นเรื่องใหญ่เป็นเรื่องเล็ก ต่างหาก ทั้งนี้ก็เพราะผู้เขียนไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวอันใด เกิดขึ้นจากการขุดคุ้ยความจริงมาตีแผ่ในเรื่องนี้เลย แม้แต่ค่าใช้จ่ายที่เขียนเรื่องนี้ก็ไม่ได้ มีแต่เสียลูกเดียว ตั้งแต่เสียแรง เสียเวลา เสียความคิด เสียค่าใช้จ่ายต่างๆ จนกระทั่งอาจจะเสียชีวิต เพราะถูกลอบทำร้ายเอาก็ได้ ฉะนั้น จะมาทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่หาสวรรค์วิมานอันใด

เห็นว่า เรื่องมันใหญ่ ซึ่งจะเลวร้ายอย่างยิ่งในวันต่อไปจนทนไม่ไหว จึงต้องมาร้องบอกกัน เมื่อร้องบอกออกไปแล้ว จะเป็นอะไรก็ให้มันเป็นไป โดยวิสัยของผู้ที่มีหน้าที่ต้องระวังรักษาขอบขัณฑสีมาอาณาจักรทั้งหลาย มีความจำเป็นอยู่อย่างหนึ่ง ที่จะต้องเหลียวซ้ายแลขวาอยู่ตลอดเวลา เพื่อจะได้รู้เอาไว้ว่า มีใครที่ไหนเขาคิดการแผ่ปีกแผ่หางแห่งอำนาจราชศักดิ์ของเขาไปทางไหนกันบ้าง และ บ้านเมืองเราอยู่ในขอบเขต อยู่ในรัศมี ที่จะโดนปีกโดนหางของเขาฟาดฟัดเอาบ้างหรือไม่ อย่างไรทั้งนี้ก็เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของบ้านเมืองเราเป็นสำคัญ ไม่ใช่เอาแต่หลับหูหลับตาอยู่กับความชื่นฉ่ำสำราญ จนกระทั่งทหารของเพื่อนบ้านตั้งสองแสนมาขึงแนวอยู่ตลอดชายแดนแล้ว จึงจะขยับเปลือกตาขึ้นมาดูอย่างนี้ ก็คงหาได้ไม่ เพราะมีแต่จะพากันวอดวายไปทั้งบ้านเมืองเท่านั้น

เรื่องทหารสองแสนนั้น ยกให้เป็นเรื่องของนักการทหาร นักการเมือง ท่านจัดการกันเอง ซึ่งท่านก็บอกกันอยู่ว่า ท่านไม่ยั่น เพราะท่านดูมานานเห็นมานาน และ เตรียมรับมือกันมานานแล้ว แต่มีเรื่องราวอันสำคัญอยู่อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งน่าจะมีพิษมีภัยต่อความสงบเรียบร้อย และ ความปลอดภัยของบ้านเมืองมิใช่น้อยเหมือนกัน คือมีท่าทางว่าจะเกิดเป็นสงครามภายในขึ้นได้ในอนาคต ในรูปของสงครามศาสนา ดังเช่นที่เกิดในเลบานอนนั่นแหละ แต่รู้สึกว่า ยังหาเจ้าของงานที่จะโดยออกมารับผิดชอบไม่ได้ พระเจ้า พระสงฆ์ ที่ท่านมีอำนาจวาสนา มีบารมี ท่านก็ถือขันติ ถืออุเบกขา ตั้งหน้าแต่จะไปนิพพานกันเสียทั้งนั้น จะหาท่านที่คิดจะรักษาพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ไว้ เพื่อคนไทยชั้นหลังจะได้อาศัยไปนิพพานบ้าง ก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหนได้ คนที่มีแต่ปากอย่างผู้เขียน ก็ได้แต่ส่งเสียง ตะโกนเข้าไว้ เผื่อพวก ภูตผีปีศาจ เจ้าที่ เจ้าทาง จะมาช่วยกันรักษาบ้านรักษาเมืองของเรากันไว้ได้บ้าง

เรื่องที่ว่านี้ .....
คือเรื่องการรุกแบบสันติของคาทอลิก โดยมีวาติกันเป็นจอมบงการ


มองเห็นอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ ... จากหลักฐานเอกสารที่เขาทำกันขึ้นเองเป็นส่วนใหญ่ ดังจะได้นำมาตีแผ่เป็นลำดับต่อไป ด้วยวิธีแกะรอยเรื่อยมาจากกรุงโรมถึงกรุงเทพฯ




\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   19/10/2004 11:16 PM  (202.44.8.98)
 

 
  หัวข้อ : 35  
     
  ขอเรียนชี้แจง แก่เพื่อนพุทธศาสนิกชน ผู้เคารพในพุทธศาสนา ผู้ปราถนาจะให้พุทธศาสนาซึ่งมีสาระคำสอนที่เป็นสัจธรรม และใช้กันมาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ได้อยู่ยั่งยืนสืบต่อลูกหลาน เราจึงไม่ควรเพิกเฉย หรือ ไม่กระทำการใดๆ เมื่อมีผู้เข้าใจผิดก็ดี มุ่งทำลาย มุ่งร้ายแก่พุทธศาสนาก็ดี เราควรช่วยกันแก้ไขด้วยความมีสติ ไม่ใช้อารมณ์

คำสอนของพระพุทธองค์ เมื่อมีผู้กล่าวร้ายก็ดี กล่าวชมก็ดี พระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์ ท่านได้ตรัสสอนแก่พระภิกษุให้พึงปฏิบัติดังต่อไปนี้ ซึ่งเราสามารถนำมาเป็นข้อคิด ในการปกปักรักษาพระศาสนาของเราได้ รวมถึงอยากจะฝากไปถึงเพื่อนต่างศาสนา ผู้ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในโลกด้วยกัน ให้เห็นถึงความประเสริฐ และพระสติปัญญา แห่งพระศาสดาของพุทธศาสนา

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! คนเหล่าอื่นพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ก็ตาม เธอทั้งหลายไม่ควรทำความอาฆาต โทมนัส แค้นใจในคนเหล่านั้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! คนเหล่าอื่นพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ก็ตาม ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคือง หรือจักน้อยใจในคนเหล่านั้น ด้วยเหตุนั้น อันตรายพึงมีแก่เธอทั้งหลายนี่แหละ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! คนเหล่าอื่นพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ก็ตาม ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคืองหรือจักน้อยใจในในคนเหล่านั้น เธอทั้งหลายจะพึงรู้คำที่เป็นสุภาษิต ของคนเหล่าอื่นได้ละหรือ?"

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! คนเหล่าอื่นพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ก็ตาม ในคำที่เขากล่าวตินั้น คำที่ไม่จริง เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นโดยความไม่จริงว่า นั่นไม่จริงแม้เพราะเหตุนี้ นั่นไม่แท้แม้เพราะเหตุนี้ แม้ข้อนั้นก็ไม่มีในเราทั้งหลาย และในเราทั้งหลายก็ไม่มีข้อนั้น ฯลฯ

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนเหล่าอื่นพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ ก็ตาม เธอทั้งหลายไม่ควรทำความเพลิดเพลินดีใจ เบิกบานในคำชมนั้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! คนเหล่าอื่นพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ ก็ตาม ถ้าเธอทั้งหลายจักเพลิดเพลิน ดีใจเบิกบานใจในคำชมนั้น ด้วยเหตุนั้น อันตรายพึงมีแก่เธอทั้งหลายนี่แหละ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! คนเหล่าอื่นพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ ก็ตาม ในคำที่เขากล่าวชมนั้น คำที่จริง เธอทั้งหลายควรปฏิญาณให้เห็นโดยความเป็นจริงว่า นั่นจริงแม้เพราะเหตุนี้ แม้ข้อนั้นก็มีในเราทั้งหลาย และในเราทั้งหลายก็มีข้อนั้น ฯลฯ

จาก พรหมชาลสูตร
พระไตรปิฎก และ อรรถกถา เล่ม ๑๑ หน้า ๑

หากพิจารณาตรงจุดนี้ จะพบว่า พระพุทธเจ้า ท่านให้ทรงแก้ไข ประเด็นความเข้าใจผิดเสีย อย่าปล่อยปละละเลย ไม่ควรวางเฉย แต่ก็อย่าใช้อารมณ์ ความโกรธ คือ ให้รับฟัง รับทราบข้อเท็จจริงของที่เขากล่าวก่อน แล้วแก้ไข ขยายความให้เขาเข้าใจตามจริง ในคำสอนของพระพุทธองค์นั้นเอง

จึงหวังว่า พวกเราชาวพุทธ ไม่ควรนิ่งนอนใจ ในคำกล่าวร้ายจากผู้ไม่หวังดี ในขณะเดียวกัน เราก็จะไม่กล่าวร้ายแก่ศาสนาอื่นในทางทำลาย ฆ่าฟันกัน สาดโคลนกัน แต่เราสามารถโต้วาทะแสดงความคิดเห็นด้วยวิธีสันติ(แจงเหตุผล สืบถามข้อสงสัย นำหลักสัจธรรม มาพินิจพิเคราะห์ได้ ตามกาลสมควร)


ขอให้มนุษย์รักกัน ทุกศาสนาที่สอนให้คนเรามีธรรมะเป็นที่พึง สอนให้คนทำความดี เสียสละ มีเมตตา เป็นการสอนให้เป็นคนดีทั้งนั้น จึงไม่ควรนำศาสนามาทะเลาะวิวาทกัน เพราะ นั่น คือ อำนาจแห่งกิเลสมาร หรือ ซาตาน ที่ครอบงำใจมนุษย์นั่นเอง หากอยากจะทะเลาะ จะทำสงคราม ให้ทะเลาะ และทำสงครามกับ มาร ในใจตนเอง เมื่อเราชนะ เราก็จะพ้นภัย พบสวรรค์อย่างแท้จริง

 
     
    By: นรชาติ     24/10/2004 05:10 PM  (203.118.97.51)
 

 
  หัวข้อ : 36  
     
 


สโรชา ..... อยากให้คุณสนธิ กล่าวถึงโฆษณาที่สื่อนำมาออกอากาศ หนังสือพลังแห่งชีวิต เราเป็นคนไทยแล้วทำไมถึงให้เราไปสนใจศาสนาคริสต์

สนธิ ..... เป็นความหลากหลาย ความประเสริฐของสังคมไทย สังคมไทยเป็นสังคมเปิดที่ยอมรับความคิดเห็นของคนต่างๆ เรารับได้ทุกศาสนา ศาสนาพุทธไม่เคยกีดกันศาสนาอิสลาม ไม่เคยกีดกันศาสนาคริสต์ เรามีโบสถ์คริสต์ พุทธ อิสลาม อยู่ใกล้เคียงกัน แม้กระทั่งเวลาเราเดินทางไปต่างจังหวัดเราจะเห็นป้ายเล็กๆ ที่ติดโฆษณาว่า ให้มองที่พระเจ้าเป็นผู้ชี้ทาง ติดอยู่ตามต้นตาล เราก็เฉยๆ ใต้ต้นตาลก็มีพระสงฆ์องค์เจ้า นุ่งจีวรห่มเหลืองเดินไปเดินมา เพราะฉะนั้นแล้วคนไทยเป็นคนซึ่งเปิดไปหมด เพราะพุทธศาสนาคือศาสนาแห่งสากล เพราะว่าธรรมะคือสากล คือธรรมชาติ เมื่อธรรมะหรือธรรมชาติเป็นสากลแล้ว ใครก็ตามยึดถือหลักธรรมะ เราไม่ขัดข้อง จะเป็นศาสนาใดก็ตาม

ทีนี้ปัญหาคือว่า .....
ทำไมเราปล่อยเขาโฆษณา เราไม่กีดกั้นอยู่แล้ว แล้วทำไมเขาถึงโฆษณาได้


เพราะ ... ในศาสนานั้นมีหลายนิกาย แต่ละนิกายก็คล้ายๆ กับเอ็นจีโอ ต้องมีผลงาน ก็จะมีคนที่ใจบุญ ใจกุศล เห็นว่ามีผลงานสามารถจะหาสมาชิกเข้ามาอยู่ในนิกายตนเองได้ ก็จะเพิ่มเงินให้ตลอดเวลา ทีนี้การที่บางครั้งเป็นนิกายทางคริสต์ เป็นนิกายใหม่ หรือนิกายบางนิกายซึ่งต้องการจะเผยแพร่หรือเผยแผ่ขยายนิกายคริสต์อันนี้เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งยังไม่เคยมีการเผยแผ่ หรือว่าเผยแผ่แล้วแต่ยังไม่ได้รับความนิยมมากพอ ก็อาจจะทุ่มเงินก้อนหนึ่งเพราะศาสนาคริสต์มองการตลาดเป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าวิธีนำเสนอศาสนาของเขานั้นเป็นการนำเสนอที่เรียบง่าย มีทั้งโฆษณา ร้องรำทำเพลง เราดูภาพยนตร์หลายภาพยนตร์เราจะเห็นว่าเขามาเต้นรำในโบสถ์ เพื่อให้คนมีความสนุกกับเสียงเพลงแต่ได้สอนศาสนาเข้าไปด้วย ทีนี้เราจะเอาพระสงฆ์องค์เจ้าของเรามานั่งตีกลอง ระนาด ฆ้องและบอกว่าสวดพาหุง ก็ทำไม่ได้ เข้าใจไหมครับ ด้วยจริยวัตร และลักษณะของศาสนานั้นเราทำไม่ได้แน่นอน

แต่อันหนึ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง .....
ปัญหาไม่ใช่ว่าทำไมเราอนุญาตเขาโฆษณา เราอนุญาตได้

ปัญหาอยู่ที่เราว่า .....
ทำไมเรามีธรรมะอันเป็นของที่ดีที่สุดในโลก ดีที่สุดในจักรวาล ธรรมะคือจักรวาลที่แท้จริง ทำไมเรามีตรงนี้แล้ว เราไม่เข้าไปให้ถึง เราเป็นพุทธตามสำมะโนครัว เราไม่ได้เป็นพุทธที่ใจเรา ถ้าเราเป็นพุทธที่ใจของเรา วันนี้เราไม่มีเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ถ้าเราเป็นพุทธจริง เราต้องรู้ว่าพุทธที่แท้นั้น เป็นพุทธอย่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะพุทธที่แท้คือพุทธที่อยู่อย่างสมถะ สันโดษ ความสันโดษในนัยของพุทธที่แท้ไม่ได้หมายความว่าคุณสโรชาจะไปปลูกกระท่อมอยู่ปลายนา ความสันโดษหมายความว่า คุณมีเท่าไหร่คุณใช้เท่านั้น นั่นคือสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพยายามสอนรัฐบาลทุกรัฐบาลมาตลอดเวลาว่า เราต้องมีเศรษฐกิจที่พอเพียง ทุกคนน้อมเกล้าฯ รับคำสั่ง แต่ว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาทุกรัฐบาล คือไม่ทำซักคน คือเราก็ยังอยู่อย่างฟุ่มเฟือย เรายังอยู่โดยไม่รู้จักตัวเราเอง

ผมมีความอึดอัดใจพอสมควรเมื่อท่านนายกฯ พูดตลอดเวลา ท่านบอกว่าอีก 4 ปีคนไทยจะรวย จะไม่จน ผมก็ถามต่อว่า ถ้าอีก 4 ปีคนไทยไม่จน และผมอ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน ว่ามีการฆ่าข่มขืนเพิ่มขึ้นทุกวัน มีเด็กวัย 8 ขวบเริ่มสวิงกิ้งมากขึ้นทุกวัน มีเรื่องชั่วร้าย มีอาชญากรรมมากขึ้น ผมถามว่าแล้วเราจะรวยไปทำไม มันจะมีประโยชน์อะไร สู้เรามีอยู่อย่างพอมีพอกิน แต่เรามีศีลธรรม มีความเอื้ออาทร มีหิริโอตัปปะ มีความกลัวเกรงในบาปที่ทำไป มีความเอื้ออาทร มีมรรค 8 อยู่ในใจ มีสัมมาอาชีวะ มีสัมมาทิฐิในตัวเรา ถ้าอยู่อย่างนั้นแล้วสังคมไทยจะรุ่มรวย ไม่มีอะไรสำคัญในความรวยเท่ากับการวยจิตวิญญาณ รวยทรัพย์นั้นมีก็หายไปได้ แต่รวยจิตวิญญาณอยู่ในตัวของเราไปตลอด ไม่มีวันหมดสิ้น

สโรชา ..... ถ้าเกิดเราสามารถจะใช้ชีวิตดำรงชีวิตในศีลธรรมได้ แต่ยังคงควบคู่กับการพัฒนา สามารถไปควบคู่กันได้ไหมค่ะ

สนธิ ..... ไปได้แต่เราต้องให้คำจำกัดความของคำว่าพัฒนาใหม่ ถ้าเราพัฒนาไปเน้นที่วัตถุอย่างเดียว มันก็ไม่ใช่การพัฒนา การพัฒนานั้นต้องพัฒนาใจ ไปควบคู่กับวัตถุ พอถึงจุดจุดหนึ่งแล้ว ใจจะเป็นคนบอกเองว่า วัตถุนั้นไม่สำคัญ เพราะถ้าใจเป็นใจที่ประเสริฐ วัตถุจะไม่มีความหมายเลย คุณสโรชา

สโรชา ..... ค่ะ การรักษาศีลธรรม การดำรงชีวิตให้เป็นคนดี ในขณะที่เราสามารถที่จะพัฒนาประเทศไปพร้อมๆ กันได้ สิ่งเหล่านี้ต้องไปควบคู่กัน เราอย่าไปให้ความสำคัญการพัฒนามากจนเกินไป จนลืมว่ารากฐานสิ่งที่เราควรจะรักษาไว้นั้น มันคืออะไร หมดเวลาแล้วค่ะ สำหรับเมืองไทยรายสัปดาห์วันนี้พบกันใหม่ในวันศุกร์หน้า สำหรับวันนี้ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ดิฉัน สโรชา พรอุดมศักดิ์สวัสดีค่ะ


............................................................................................................
อ้างอิงจาก ..... รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์
เมื่อ ..... วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2547

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9470000071190&Page=4

 
     
    By: เมืองไทยรายสัปดาห์     24/10/2004 05:32 PM  (203.118.97.51)
 

 
  หัวข้อ : 38  
     
 


สวัสดีคะ .....
และ ขอชี้แจงด้วยความเคารพ

บทความและโฮมเพจการ์ตูนที่เรายกมาอ้างอิงนั้น ..... เมื่อคนของบางกลุ่มชน เข้ามาวุ่นวายและวิภาควิจารณ์ศาสนาของพวกเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่เรา นับถือ เคารพ และ ศรัทธา ย่อมเป็นสิทธิของพวกเราโดยชอบธรรมที่จะกล่าวอ้าง ... และ นั่นคือชีวิต เราปฏิเสธไม่ได้ที่จะ ต้องพบ ต้องเจอ ... ดังนั้น ท่านๆบางกลุ่มชน ก็ต้องพึงสังวรณ์ไว้ด้วยว่า ... ท่านๆ สมควรยอมรับการยอกย้อนจากเราด้วย .. เช่นกัน ..!!

การกระทำของเราหรือของคนในแต่ละศาสนา ย่อมมีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันแน่นอน ของพุทธเองก็มีมิใช่น้อย แต่ส่วนมากแล้ว ชาวพุทธที่ไประรานศาสนาอื่นในประเด็นของศาสนา เราไม่ค่อยได้พบเห็นมากนัก แต่ศาสนาอื่นๆ ที่พยายามเผยแพร่เข้ามา มักใช้วิธีการมากมายที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการสัญญาว่า จะให้ จะได้ ........................

บทความและโฮมเพจการ์ตูนตัวอย่างที่เรานำมาโพสนั้น .....
เราไม่สามารถบอกและอ้างอิงได้ทั้งหมดว่า ใครทำ ทำเพื่ออะไร..................?

แต่ในข้อความนั้นมีการอ้างถึง .....
ดังนั้นกลุ่มของศาสนานั้นๆ ต้องมีการเคลื่อนไหว ชี้แจง
ถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่คำสอนของศาสดาของท่านจริงๆ การนิ่งเฉยแสดงถึงการยอมรับ ...!!!!!

เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของเราหรือของคนในศาสนาของเรา ที่ต้องออกมาปกป้อง เพราะคนในศาสนาเราที่ยังไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ของพุทธศาสนา หรือมีความเชื่อผิดๆ นั้น ยังมีอีกมากมาย ก็อาจจะหลงผิดทางไปได้

ศาสนาพุทธสอนเรื่องกรรม ทุกคนมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นกำเนิด จึงเกิดภพ เกิดชาติ ทุกคนมีโอกาสแก้ไข แต่ต้องรับสิ่งที่ตนเองกระทำในอดีตภพ อดีตชาติ นี่คือความยุติธรรม สิ่งใดที่ตนทำ ตนต้องรับผิดชอบ................................!!!!!!

แค่เชื่อ แค่ศรัทธา แล้วขึ้นสวรรค์ คงง่ายไป มั้งคะ ... ???

และ ตราบใดที่บางท่านยังเน้นที่จะกระทำ ..... ในการให้ร้ายต่อศาสนาของเราอย่างไม่ลดล่ะ เราก็ไม่เห็นแปลกตรงไหน ที่เราก็น่าจะสามารถนำเสนอบทความที่ถูกวิเคราะห์วิจารณ์อย่างใกล้เคียงความจริงในศาสนาของบางท่านนั้น มาเผยแพร่ ได้เช่นกัน ..!!

ถ้าเราไม่พูดไม่คุยกันเลย ... เยาวชนและคนในศาสนาของเราบางท่านจะรู้ได้ยังไง ว่าใครกำลังทำอะไรกันอยู่ บางทีสมาชิกของท่านบางคนหรือบางกลุ่มชน เค้าอาจจะไม่ทราบก็ได้ ว่าสิ่งที่เค้ากำลังกระทำอยู่นั้น เป็นมารยาทที่ไม่งามเลยสำหรับการแนะนำศาสนาของเค้าเช่นนั้น

ถ้าเราเห็น และ รู้สึกว่าไม่ถูกต้องจริงๆ .....
ทำไมเราต้องนิ่งเฉย ทำไมเราจะสะกิดเตือน ให้เค้ากระทำในสิ่งที่ควรไม่ได้บ้างเลยหรือ?

Burmese ... Cambodian ... Chinese ...
German ... Greek ... Thai ... Vietnamese

................................................................................................

ที่มา ...
http://www.chick.com/catalog/languageavailability.asp?Dec=0390
................................................................................................

และ เว็บเพจนั่น ..... ไม่ใช่มีแต่ภาษาไทยอย่างเดียวนะคะ มีตั้งหลายภาษา เห็นมั้ยคะ? ...

เราไม่ได้ดูถูกหรือไม่เคารพในสิ่งที่ท่านๆ นับถือ .....
แต่สิ่งที่พวกท่านบางกลุ่มชนกำลังสื่อสารอยู่ในพื้นที่สาธารณะนั้น น่าจะไม่เป็นการถูกต้องสำหรับศาสนาอื่นๆ มากกว่า


ถ้าจะอ้างว่าไม่เข้าใจภาษาไทย คงฟังไม่ขึ้น .....
เจตนากระทำ น่าจะเป็นประโยคที่เหมาะสมมากกว่า

และ ถ้ามีบางท่าน บอกว่า .....
เค้าอาจจะตั้งใจให้เกิดความขัดแย้งในสองศาสนา..?


เรื่องบางเรื่อง เราก็ต้องใช้จิตสำนึก ..... บทความทั้งหมด ที่เรานำมาอ้างอิงในเว็บไซต์น้ำตาลนั้น ถ้าท่านๆ ตั้งใจอ่านโดยตลอดและมีใจเป็นธรรม ท่านก็น่าจะเข้าใจได้เองว่า เราไม่ได้ระรานใคร เราเพียงแค่มาบอกเล่าหรือต้องการคำตอบบ้างว่า บางสิ่งที่พวกเค้ากำลังกระทำนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องสำหรับเรา แล้วก็ไม่ควรฉวยโอกาสกระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เช่นกัน

เวลาที่บางกลุ่มชนในศาสนาของท่านๆ จะโฆษณาชวนเชื่อ .....
ควรนำแต่สิ่งที่ดีๆ ในศาสนาของท่านมาจูงใจและนำเสนอต่อสาธารณชน

อย่างใน หนังสือพลังแห่งชีวิต แบบนั้น .....
เราก็ว่าไม่เห็นแปลกอะไร เรายอมรับได้ และ สิ่งใดที่พวกเราไม่ทราบ หรือ ได้ตั้งคำถามเพื่อต้องการคำตอบไว้บ้าง ท่านผู้รู้ในศาสนานั้นๆ ก็ควรเพียรพยายามตอบให้พวกเราเข้าใจให้ได้ ด้วยเหตุผลอย่างมีสาระ มิใช่มาตอบโต้ หรือ โผล่มาเพียงแค่ต้องการด่าทอระบายอารมณ์เท่านั้น ..!!

คนไทยและคนในศาสนาพุทธส่วนใหญ่ .....
มีคุณสมบัติพิเศษสุด...สุด คือ ลืมง่าย และ ชอบที่จะ ละเลย อีกด้วย

ถ้าสังคมของเรามี กฎ กติกา มารยาท ที่ดีๆอยู่แล้ว ตัวเราเองต่างหาก ที่ต้องทำ ต้องไม่ละเลย และ ไม่ลืม กฎ กติกา และมารยาทนั้นๆ เมื่อเรารู้ และ รู้สึกว่า คนอื่นเอาเปรียบ และ กระทำผิดต่อเรา เราต้องรู้จักใช้สิทธิ์ เพื่อปกป้องในสิ่งที่เรา ควรมี ควรได้ ของเราอย่างจริงจัง ถ้าเราละเลย คนที่ชอบมักง่ายและชุ่ยๆ ... ก็จะคิดว่า นั่นเป็นเรื่องธรรมดา แล้วพวกเค้า ก็จะทำต่อๆ ไป จนเกิดอาการเคยชิน

ถึงเวลานั้นๆ เรามานั่งบ่นๆ แบบนี้ก็ไม่มีประโยชน์อันใดหรอก มั้งคะ? ...
เพราะตัวเราเองนั่นแหละ ก็มีส่วนกระทำให้ พวกเค้าได้มีโอกาส ได้กระทำเช่นนั้น จริงๆ ... !!!



โชคดีค่ะ


\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   11/11/2004 11:40 PM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 39  
     
  อยากแนะนำว่า กระทู้ของน้ำตาลได้ Link มาจาก เว็บไซด์ของทางนั้นมาให้เห็นๆ กันอยู่ ดังนั้น การกระทำให้รูปในกระทู้นี้หายไป ก็คือการไปที่เว็บไซด์นั้นและให้เขาลบออก กระทู้พวกนี้ก็จะถูกตรวจสอบโดยเว็บมาสเตอร์ของเว็บไซต์นี้ อยู่ตลอดอยู่แล้ว ก็จะถูกลบออก ว่างเปล่าไปในทันทีด้วยเช่นกัน

ทำไมชาวคริสต์ที่ไม่สนับสนุน และคิดว่าคนทำ ทำให้ศาสนาของตนเสื่อมเสีย ไม่ช่วยกัน โดยไปจัดการกับเว็บต้นเหตุล่ะครับ

ในศาสนาพุทธ ก็มีปัญหาเหล่านี้เช่นกันคือ กรณีสันติอโศก กรณียันตระ กรณีธรรมกาย และอื่นๆ

บางกรณีก็แก้ได้ บางกรณีก็แก้ไขไม่ค่อยได้ แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องของทางพระพุทธศาสนา ก็ไม่ได้นิ่งดูดาย พวกเขาก็มีความพยายามและผลักดันให้มีการประชุมแก้ไขอยู่เสมอ

กรณีนี้ กลุ่มชาวคริสต์ก็ควรต้องหาวิธีการ หรือ ป่าวประกาศไปว่า ผู้ที่ทำไม่ใช่คนในศาสนา

ภาษาไม่ใช่อุปสรรคแน่นอน คนนับถือคริสต์ในเมืองไทย สามารถพูดได้หลายๆภาษา มีมหาวิทยาลัย และโรงเรียนที่เป็นรากฐานที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสอน จึงไม่สมควรกล่าวว่า ทำไม่ได้ แต่ควรกล่าวว่า เมื่อใดจะกระทำต่างหาก

เพราะ คนในชาวพุทธของเรา มีหลายแบบ มีทั้งบัวเหนือน้ำ และ บัวใต้โคลน

บัวเหนือน้ำ นั้น ไม่ต้องกล่าวถึง ย่อมไม่มีลงไปสู่ที่ต่ำ ส่วนบัวใต้โคลน นั้น ก็ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง เพราะ มีแต่มิจฉาทิฐิ ไม่พ้นการทำชั่วแน่นอน

เราเพียงห่วง แต่บัวกลางน้ำ ที่ยังไม่อาจเข้าใจศาสนาพุทธได้ด้วยตนเอง อาจจะหลงทาง หลงประเด็น จากผู้อื่น

การตักเตือนนั้น เป็นเพียงส่วนเบื้องต้น ศาสนาพุทธ ไม่สามารถแจกนั่น แจกนี่ได้มากมายนัก (ทาน คือ หนึ่งในบุญสิบประการ)

ปัจจัตตังเว รู้ได้เฉพาะตน

เมื่อปฏิบัติจึงทราบได้ด้วยตนเอง
เมื่อไม่ปฏิบัติ งมงายกีบความเชื่อ ก็ลงสู่ใต้โคลนตม

 
     
    By: พี่เก่ง     12/11/2004 07:19 AM  (202.44.8.98)
 

 
  หัวข้อ : 40  
     
 


วาติกัน เคาน์ซิล ทู ..... มีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่จำต้องรู้กันเสียก่อน เพราะการรู้เรื่องนี้อย่างชัดเจน คือ การรู้เข้าไปถึงเจตนารมณ์และโฉมหน้าอันแท้จริงของวาติกันว่า เขากำลังคิดอะไรและกำลังดำเนินการไ