| หน้าที่ท่านบรรเลง | บันทึกข้องน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนด | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- - เข้าระบบผู้ดูแล - -



ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์
     
 


หนังสืออ้างอิง และ ภาพประกอบ
- จากเอกสาร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย [ททท.]

๑ / ๑๗

 
     
      By : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    15/02/2004 04:35 PM  (203.118.87.172)  
 
 
 
  หัวข้อ : 1  
     
 


การเริ่มต้นที่ดีคือ ส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ..... จาก "คติ" ดังกล่าว ทำให้ผู้คนต่างพยายามสร้างสรรค์ และ แสวงหาสิ่งที่ดีๆให้กับช่วงรอบวันเกิด วันสำคัญทางศาสนา วันสำคัญทางวัฒนธรรมและประเพณี การออกเดินทาง ทั้งการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว และ การเดินทางเพื่อไปศึกษาต่อ กิจกรรมที่นิยมปฏิบัติกันก็คือ การทำบุญ และ บริจาคทานตามศาสนสถาน หรือ การสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของตัวเอง และ ครอบครัว รวมไปถึง ญาติ มิตร เป็นการชำระจิตใจให้ผ่องแพ้ว ซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรมอันเป็นพรชัยแก่การเริ่มต้นที่ดีของชีวิต

ผ่าน "วันวาเลนไทน์" มาแล้วนะคะ ตอนนี้ก็มาถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของเรา
คือ วันมาฆบูชา วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีนี้ตรงกับ วันศุกร์ที่ ๕ มีนาคม ๒๕๔๗ นี้นะคะ

ในฐานะที่เป็น พุทธศาสนิกชนชาวไทย ..... จึงควรร่วมใจประพฤติ ปฏิบัติตนในวันมาฆบูชา ด้วยการร่วมกันประกอบกิจกรรม ทำบุญตักบาตรพระภิกษุสามเณร สมาทานรักษาศีล ๕ หรือ ศีล ๘ ฟังธรรมเทศนา และ เวียนเทียนเป็นพุทธบูชา เพื่อเป็นบุญกุศลให้กับตนเองและครอบครัว และ รักษาไว้ซึ่งวันสำคัญทางศาสนาของประเทศให้คงอยู่สืบไป

อย่าลืม ..... ไปไหว้พระขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตนะคะ

ไปสักการะ ๙ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ..... ซึ่งเป็นสถานที่อันเป็นมงคล เพื่อการเริ่มต้นอย่างมีความสุขสงบทางใจ ตามคติความเชื่อของไทย อีกทั้งยังเป็นการเรียนรู้ถึงคุณค่าของโบราณสถานที่สำคัญของเกาะรัตนโกสินทร์ และ บริเวณโดยรอบอีกด้วย


โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

๒ / ๑๗

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/02/2004 04:47 PM  (203.118.87.172)
 

 
  หัวข้อ : 2  
     
 


วัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหาร..... หรือ ที่เรียกกันสั้นๆ ว่า "วัดสุทัศน์" นั้น เป็น หนึ่งในพระอารามที่สำคัญที่สุดของไทยเรา สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งทรงมีพระราชประสงค์ให้วัดเป็นศูนย์กลางของกรุงเทพมหานคร และ ทรงพระราชทานนามว่า "วัดมหาสุทธาวาส" แต่คนทั่วไปนิยมเรียก "วัดพระโต วัดพระใหญ่ หรือ วัดเสาชิงช้า"

ปัจจุบัน .... ประชาชนคนทั่วไปรู้จักวัดสุทัศน์ในฐานะพระอารามหลวง ซึ่งมีความงดงามและ เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวมีชื่อของไทย แต่เชื่อว่า ยังมีคนไทยอีกหลายคนที่ยังไม่เคยสัมผัสวัดนี้อย่างแท้จริง และ ยังไม่รู้ว่า ที่วัดสุทัศน์มีการสวดมนต์ ฟังธรรม ทั้งรอบกลางวัน และ รอบค่ำ สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป เรียกว่าใครที่มาวัดนี้ นอกจากได้ไหว้พระทำบุญกันแล้ว ยังได้ชมความงามของศิลปกรรมไทย และ ได้สวดมนต์ฟังธรรมให้จิตใจผ่องใส ก่อนกลับบ้านด้วย

ในช่วงกลางวันของวันจันทร์ - ศุกร์ ..... จะมีการสวดมนต์ตั้งแต่เที่ยงตรงถึงบ่ายโมง หลังจาก นั้น ใครว่างก็อยู่ฟังเทศน์ต่อได้ ส่วนรอบค่ำเริ่มสวดมนต์เวลา ๑ ทุ่มตรงจนถึง ๒ ทุ่ม และ มีเทศน์พระไตรปิฎกต่อจนถึง ๓ ทุ่ม ส่วนวันเสาร์ - อาทิตย์ รอบกลางวันเริ่มสวดมนต์ตั้งแต่ บ่ายโมง ถึงบ่าย ๓ โมง แล้วจึงเทศน์ต่ออีกประมาณ ๑ ชั่วโมง รอบค่ำเป็นเวลาเดียวกับวัน ธรรมดา แต่จะเป็นการเทศน์ ๒ ธรรมาสน์ คือ มีพระสงฆ์ ๒ รูปนั่งสนทนาธรรมกันในเรื่องทั่วไป

วัดสุทัศน์เริ่มสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ..... แต่เสร็จสมบูรณ์ตามผังที่วางไว้ในสมัยรัชกาลที่ ๗ วัดนี้ถือเป็นวัดที่มีการวางผังได้สัดส่วนสวยงามที่สุด ทั้งยังประกอบไปด้วยศิลปสถาน และศิลปวัตถุที่เก่าแก่สวยงามมากมาย โดยเฉพาะ"พระศรีศากยมุนี" ซึ่งเป็นพระประธานในพระวิหารหลวงนั้น เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยสำริดสมัยสุโขทัย มีอายุกว่า ๖๐๐ ปี

"พระวิหารหลวง" ของวัดสุทัศน์ ..... จำลองมาจากวัดมงคลบพิตรที่กรุงศรีอยุธยา มีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงรัตนโกสินทร์ โครงสร้างส่วนต่างๆ ภายในมี ภาพจิตรกรรมประดับอยู่โดยตลอดทุกส่วนจนไม่มีที่ว่าง และเป็นภาพที่น่าชมมาก เช่น ภาพเรื่องพระอดีตพุทธ ๒๘ องค์ ภาพไตรภูมิโลกยสันฐาน และภาพเรื่องพุทธประวัติ ตอนพระพุทธเจ้าโปรดเทพบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อีกสิ่งพิเศษของพระวิหารคือ "บานประตูไม้คู่หน้า" เป็นไม้สลักแผ่นเดียวขนาด ๑.๓๐ x ๕.๖๔ เมตร จำหลักลายต้นพฤกษามีกิ่งก้านเกาะเกี่ยวซ้อนกันอย่างงดงาม เป็นศิลปกรรม ฝีพระหัตถ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ที่ทรงกำหนดลักษณะลาย แบบวิธีแกะสลัก และทรงเริ่มจำหลักด้วยพระองค์เอง

นอกจากนี้ ..... ยังมีพระวิหารคต เป็นวิหารที่ล้อมรอบวิหารหลวงทั้ง ๔ ด้าน สร้างในสมัย รัชกาลที่ ๓ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ๑๕๖ องค์ บานประตูเขียนลายรดน้ำรูป เซี่ยวกาง "สัตตมหาสถาน" เป็นที่เสวยวิมุตติสุขของพระพุทธเจ้า รัชกาลที่ ๓ ทรงโปรด ให้สร้างจำลองพระธาตุเจดีย์ ซึ่งประกอบด้วยเก๋งจีนแผ่นศิลา ศาลาศิลา ต้นไทร ต้นจิก ต้นเกด และ ต้นโพธิ์ลังกา บริเวณโดยรอบวัดรายล้อมด้วยตุ๊กตาจีนและบอนไซซึ่งเป็น ต้นไม้ไทยที่หาดูได้ยาก ทั้งยังเป็นต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนาอีกด้วย

๓ / ๑๗

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/02/2004 05:45 PM  (203.118.87.172)
 

 
  หัวข้อ : 3  
     
 


๔ / ๑๗

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/02/2004 05:51 PM  (203.118.87.172)
 

 
  หัวข้อ : 4  
     
 


ประวัติศาลเจ้าพ่อเสือ ..... ในอดีตกาลประมาณ ๑๕๐ ปี ต้นสมัยแผ่นดินพระนั่งเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๓ กล่าวถึงการสร้างวัดมหรรณพารามเสียก่อน เพราะเกี่ยวโยงกับประวัติเจ้าพ่อเสือ วัดมหรรณพ์สร้างเมื่อสมัยรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ ผู้สร้างคือ กรมหมื่นอุดมรัตนราษี (พระองค์เจ้าอรรณพพระราชโอรสในสมเด็จพระนั่งเกล้า) สถานที่สร้างวัดยังเป็นป่า บริเวณหลังวัดมหรรณพ์ ยังมีสัตว์อาศัยอยู่คือ เสือปลา เสือบอง อีเห็น กระต่าย งูเหลือม งูหลาม เป็นต้น

มีหมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่แห่งหนึ่ง ..... โดยมากมีฐานะยากจน ยายผ่องกับนายสอนลูกชาย อยู่ด้วยกันเพียงสองคนแม่ลูกเท่านั้น นายสอนเป็นลูกที่มีความกตัญญูต่อแม่บังเกิดเกล้ายิ่งนัก สองชีวิตต้องทนอยู่กับความยากลำบาก ต้องผจญชีวิตกับอาชีพที่ไม่เป็นแก่นสารแบบหาเช้ากินค่ำ นายสอนลูกชายยายผ่องเป็นไข้มา ๖-๗ วัน เมื่ออาการค่อนข้างทุเลาบ้างแล้วก็เตรียมตัว จะเข้าป่า เพื่อหาหน่อไม้ เก็บผักหักฟืนตามเคย ถึงตัวจะลำบากยากเข็ญอย่างไรก็ไม่ท้อถอย ตนก็เอาหาบขึ้นบ่าพร้อมทั้งมีดกับเสียม ออกจากเรือนเข้าป่าทันที ชะตาร้ายกำลังเดินตามหลังนายสอนมาทุกย่างก้าว สถานที่เคยมีผักมีหน่อไม้มีฟืนก็ไม่มีเลย คิดว่าพรุ่งนี้จะต้องตัดไม้เผาถ่าน

เมื่อเดินกลับ ..... เห็นกวางตายอยู่ตัวหนึ่ง เพิ่งตายใหม่ ๆ ยังไม่เน่าแกคิดด้วยเชาว์ไวว่ากำลังตกอยู่ในระหว่างอันตรายแล้ว เพราะกวางนี้ถูกเสือกัดตายกินเนื้อยังไม่หมด มันต้องพักอยู่ในบริเวณใกล้ ๆ เจ้ากวางตัวนี้แน่ แต่อยากจะได้เนื้อเอาไปฝากแม่สักก้อนหนึ่ง เมื่อคิดดังนั้นแล้วก็ตัดความกลัวออกไป ตรงเข้าไปเอามีดเฉือนเนื้อโคนขาไปสองก้อน เอาใบบอนห่อแล้วเอาผ้าขาวม้าห่ออีกชั้น แล้วเอาคาดสะเอว รีบฉวยหาบขึ้นบ่าเดินเลาะไปตามริมหนองเพื่อเก็บสายบัว ทันใดนั้นนายสอนต้องสะดุ้งสุดตัว เพราะเจอเข้ากับเสือใหญ่อย่างจัง เมื่อมันเห็นนายสอนยืนอยู่ใกล้หนองน้ำ นายสอนเห็นดังนั้น ก็ชักมีดเหน็บปลายแหลมออกเตรียมป้องกันตัว จะหนีก็ไม่พ้น จำใจต้องสู้แม้จะตายก็ไม่เสียดายชีวิต เป็นห่วงแต่แม่คนเดียวเท่านั้น เจ้าเสือเห็นได้จังหวะก็เผ่นเข้ากัดทันที

นายสอนก็เอี้ยวตัว ..... เอามีดแทงถูกที่ต้นคอ เจ้าเสือยิ่งโกรธจัดเพราะถูกแทงจนเลือดสาด มันเผ่นเข้าใส่อย่างบ้าเลือด นายสอนหลบไม่ทัน จึงจ้วงแทงไปตรงหน้าเสือ ถูกที่แสกหน้าอย่างจัง เจ้าเสือถูกแทงถึงสองแผลแล้ว มันก็แผดเสียงลั่นด้วยโทสะของมัน แล้วก็เผ่นเข้าใส่นายสอนอย่างรวดเร็ว ไหนจะทานกำลังของมันได้ จึงเสียทีถูกมันฟัดอย่างเต็มที่ แล้วก็ฟัดเหวี่ยงเต็มที่ จนแขนขาดติดอยู่ที่ปากของมัน นายสอนเห็นเช่นนั้นก็ลุกวิ่งโดดลงไปในหนองแล้วดำน้ำหนีไปอยู่กลางหนอง เจ้าเสือก็ออกวิ่งตามไป เมื่อมันเห็นว่าจะทำอะไรนายสอนไม่ได้ มันก็กลับเอาแขนของนายสอนกินจนเกลี้ยง แล้วก็บ่ายหน้าเดินตรงไปที่ซากกวางของมันอีกครั้ง

เมื่อนายสอนเห็นเสือไปนานแล้ว ..... แน่ใจว่ามันคงไม่กลับมาอีก จึงขึ้นจากหนองน้ำหาทางลัดรีบกลับบ้าน ประมาณสองยามก็ถึงบ้านแต่อาการหนักมาก นายสอนนอนสลบอยู่แถว ๆ รั้วบ้านของตนเอง ยายแผ้วเป็นน้องของยายผ่องเป็นห่วงพี่สาวของตน เพราะยายผ่องร้องไห้ไม่หยุดเป็นลมหลายครั้งเพราะเป็นห่วงลูก วันรุ่งขึ้นเช้ามืด ยายแผ้วเตรียมต้มข้าวต้มเสร็จแล้วก็ออกจากบ้านเอาไปให้พี่สาวของตนกิน เมื่อจวนจะถึงประตูรั้ว เห็นคนนอนตะแคง มีเลือดเกรอะกรังไปทั้งตัวก้มลงมองดูหน้า จำได้ว่าเป็นนายสอนหลานของแก จึงรีบเข้ารั้วขึ้นเรือน ตะโกนบอกยายผ่องว่า สอนกลับมาแล้วแต่นอนสลบอยู่นอนรั้ว

ยายผ่องได้ยินว่า ..... ลูกกลับมาแล้ว แกก็ลุกจากที่นอนรีบเดินไปหาลูกทันที ยายแผ้วก็เรียกชาวบ้านให้ช่วยกันหามนายสอนขึ้นบนเรือนแล้วให้หลานชายไปตามหมอคล้ายมาบำบัดปัดรังควานโดยเร็ว ประมาณครึ่งชั่วโมงนายสอนก็ฟื้น เบื้องต้นนายสอนก็แก้ผ้าขาวม้าออกจากสะเอวแล้วส่งให้ยายผ่อง บอกให้แม่เอาเนื้อกวางไป แม่เฒ่าถามว่าได้เนื้อมาจากไหน นายสอนก็เล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตนจนละเอียด อีกสองชั่วโมงต่อมานายสอนก็ถึงแก่ความตาย

ยายผ่องเป็นหญิงชราอนาถาไร้ที่พึ่ง ..... แกก็ต้องดิ้นรนหาทางช่วยชีวิต ตามแบบและสติปัญญาของแก คุณยายได้ไปที่ว่าการอำเภอ ขอร้องให้นายอำเภอจับเสือมาลงโทษให้ได้ นายอำเภอแสงผู้พิทักษ์มวลชนได้ยินยายผ่องขอให้จับเสือมาทำโทษแทนลูกของแกก็นึกแปลกใจ ตั้งแต่เป็นนายอำเภอมาหลายปี ยังไม่เจอกับคดีเช่นนี้ เมื่อนายอำเภอเห็นว่า แกพูดถูกและสงสารแกมาก จึงรับปากว่าจะจับเสือมาทำโทษให้ตามความประสงค์ แล้วให้คนไปตามปลัดโต ซึ่งมีความรู้ความสามารถและปฏิบัติหน้าที่ดีที่สุดมาหาทันที เมื่อปลัดโตไปหานายอำเภอก็แจ้งเรื่องให้ทราบ ปลัดโตก็รับปากทันที

สามวันผ่านไป ..... ขบวนล่าเสือของนายปลัดโตออกตะลุยป่าหลายทิศหลายทาง ถึงจะมีคนมากก็ตาม เมื่อปลัดโตประกาศว่าจะล่าเสือ ก็ขันอาสาเข้าร่วมขบวนตะลุยพยัคฆ์ร้ายกันมากเริ่มวันที่สี่ก็ยังไม่ได้วี่แววหรือร่องรอยเลย เป็นอันว่าปลัดโตต้องประชุมพรรคพวกกันอีกครั้ง ตกลงที่ประชุมให้ยกขบวนกลับเสียก่อน เมื่อพรรคพวกพากันกลับแล้ว ปลัดโตเท่านั้นที่ยังไม่ยอมกลับบ้าน ได้แวะไปนมัสการหลวงพ่อบุญฤทธิ์ในพระอุโบสถ และนมัสการหลวงพ่อพระร่วงในพระวิหาร วัดมหรรณพาราม อ้อนวอนหลวงพ่อทั้งสองพระองค์ ขอให้ทรงช่วยดลบันดาลจับเสือร้ายให้ได้ การจับก็ขอรับรองว่าจะไม่ฆ่าเสือเป็นอันขาด ถึงแม้เสือจะทำร้ายก็ตาม ขอให้หลวงพ่อพระร่วงทรงช่วยกล่อมใจเสือร้าย ให้กลายเป็นเสือเลี้ยงให้ได้ ถ้าจับลูกเสือไม่ได้คราวนี้ลูกต้องลาออกจากตำแหน่งราชการทันที

เมื่อนายปลัดโตได้กล่าวคำพรรณนา ..... ให้หลวงพ่อฟังจนหมดสิ้นแล้ว ก็กราบนมัสการลาหลวงพ่อออกจากพระวิหาร แทนที่จะกลับไปอำเภอ เพื่อรายงานเสียก่อนแต่กลับเดินอ้อมไปทางหลังวัด ถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งก็นั่งพักนั่งคิดอยู่สักพักหนึ่งก็หลับไปครั้นลืมตาตื่นขึ้นต้องสะดุ้งตกใจแทบขาดใจ เห็นเสือนอนหมอบอยู่ตรงหน้า คิดจะหนีก็หนีไม่พ้นคิดจะสู้ก็สู้ไม่ไหว เพราะเอาปืนพิงไว้กับต้นไม้ มีดก็วางไว้ห่างตัว จะลุกขึ้นเอาปืนยิงก็กลัวไม่ทันเสือ ได้แต่นั่งนึกภาวนาถึงหลวงพ่อพระร่วงขอให้ช่วยชีวิตและขอให้ทรงช่วยเปลี่ยนใจเสือให้กลับเป็นใจคน ให้รู้สึกผิดชอบชั่วดีให้จับเสือได้ง่าย ๆ เหมือนจับลูกแมว เสร็จอธิษฐานแล้วเห็นอาการของเสือไม่มีร่องรอยแห่งความดุร้ายเหลืออยู่เลย มันทำตาริบหรี่คล้ายกลับยอมให้จับโดยดี ปลัดแกล้งขู่สำทับว่าเจ้าเสือร้ายเจ้าฆ่านายสอนใช่หรือไม่? เสือพยักหน้ารับว่าจริงปลัดโตก็ว่า เจ้าเป็นตัวจริงแน่หรือ? เสือก็ก้มหัวให้ดูแผลที่ถูกนายสอนแทงที่หน้าผากแผลยังไม่หายมีรอยเลือดเกรอะกรังติดอยู่ที่หน้าที่ต้นคอ ปลัดก็แน่ใจว่าเป็นตัวจริง เพราะรู้ว่านายสอนแทงเสือถูกที่หน้าผากกับต้นคอ ปลัดก็เอาเชือกผูกคอเสือแล้วจูงเสือไปที่ว่าการอำเภอ

เมื่อถึงอำเภอก็ผูกเสือไว้กับเสา ..... แล้วเข้าไปบอกนายอำเภอ นายอำเภอแสงตกใจร้องบอกให้ช่วยกันปิดประตูอย่าให้มันเข้ามาได้ ปลัดบอกว่ามันไม่ดุ ไม่กัดใคร ๆ ทั้งนั้น เมื่อนายอำเภอแน่ใจแล้วปลัดก็จูงเข้าไปที่ว่าการ แล้วสั่งให้ไปตามยายผ่องทันที นายอำเภอก็เริ่มพิจารณาคดี พูดเสียงดังถามเสือว่าเจ้าฆ่านายสอนตาย แล้วเอาแขนไปกินข้างหนึ่งจริงหรือไม่ เสือก็พยักหน้ารับว่าจริง เจ้ารู้ไหมว่าอาญาแผ่นดินตราเป็นกฎมายไว้สำหรับลงโทษผู้กระทำผิด เสือก็ก้มหัวรับรู้ นายอำเภอบอกว่า เจ้าจงฟังคำตัดสินเดี๋ยวนี้ เมื่อตัดสินต้องยอมรับโทษทันที เสือก้มหัวยอมรับ นายอำเภอก็แจ้งโทษให้ฟัง แล้วตัดสินประหารชีวิตทันที เสือก็ก้มหัวยอมรับโทษตามคำตัดสิน ลงนอนหมอบราบกับพื้นหลับตาเฉย แต่มีน้ำตาไหลซึม นายอำเภอ ปลัดโต และใคร ๆ ที่ยืนมุงดูอยู่แน่นอำเภอ เมื่อเห็นอาการของเสือเช่นนั้น ต่างก็สงสารบางคนน้ำตาไหล ไม่มีใครสักคนที่จะโกรธแค้นเสือ มีแต่สงสารไม่อยากให้นายอำเภอฆ่า เพราะมันแสดงอาการแสนที่จะสงสาร

ฝ่ายยายผ่อง ..... เมื่อฟังคำพิพากษาตัดสินประหารชีวิตเสือ ได้เห็นอาการของมันทุกอย่าง และเห็นมันหมอบลงรับคำตัดสิน พร้อมกับเห็นน้ำตาไหลซึม อาการที่เคยโกรธเสือมาก่อน ก็พลันหายไปจนหมดสิ้น ยายผ่องร้องไห้แล้วพูดกับนายอำเภอว่า ขอชีวิตเสือไว้เถิดอย่าได้ฆ่ามันเลย ฉันไม่ขอเอาเรื่องโกรธแค้นกับมันอีกต่อไปแล้ว และขอให้นายอำเภอยกเสือตัวนี้ให้เป็นลูกของฉัน แทนลูกที่ตายไปแล้ว

นายอำเภอแสงกับปลัดโต ..... ซึ่งมีความสงสารมันเหมือนกับคนอื่น ๆ เมื่อได้ฟังคำขอร้องของยายผ่องเช่นนั้นก็รีบฉวยโอกาสตัดสินใหม่ทันที บอกกับเสือว่า จงฟังคำตัดสินใหม่ เสือก็ผงกหัวยอมรับฟัง นายอำเภอตัดสินว่า เมื่อเจ้ายอมรับผิดโดนดีแล้ว ก็ยกโทษประหารให้ แต่เจ้าต้องเป็นลูกของยายผ่อง และต้องรับเลี้ยงดูแกแทนลูกชายที่ตายไป เสือก็ลุกขึ้นยืน พร้อมกับพยักหน้าอยู่หลายครั้ง เมื่อเสร็จสิ้นการชำระคดีแปลกประหลาดแล้ว นายอำเภอก็สั่งปิดศาลทันที

ตั้งแต่ยายผ่องได้เสือมาเป็นลูกแทนนายสอนแล้ว ..... ก็มีความสุขยิ่งกว่าเดิมหลาบเท่า เพราะเสือมิได้อยู่เฉย ๆ เข้าป่าหาอาหาร กัดเอาหมูบ้าง เอาเก้งบ้าง กวางบ้าง และจับสัตว์อื่น ๆ บ้าง เอามาให้ที่รักของมันอยู่เป็นนิจ แกก็แล่เนื้อกินบ้าง เอาเนื้อสดเนื้อแห้งขายชาวบ้านร้านค้าบ้างมิได้ขาด ยายผ่องตั้งชื่อเสือว่าสอนแทนลูกที่ตาย ในละแวกบ้านย่านนั้นไม่มีขโมยเลย แต่ก่อนหน้าเสือมาอยู่ ข้าวของเป็ดไก่ ไร่ผักมักจะหายกันบ่อย ๆ ถ้าวันไหนคืนไหนเสือไม่เข้าป่า มันจะส่งเสียงร้องคำรามดังไปไกล ทำให้เกิดความหวาดกลัวแก่เจ้าพวกหัวขโมยไม่กล้าย่างกรายเข้าไป ชาวบ้านร้านตลาดพลอยอยู่เย็นเป็นสุขไปด้วย

วันหนึ่งเสือเข้าป่าแล้วหายไป ..... ถึงสามวันยังไม่กลับ ทำให้ยายร้องไห้คิดถึงไม่เป็นอันกินอันนอน ความทราบไปถึงนายอำเภอกับปลัด ทั้งสองคนรีบมาเยี่ยมทันที นายอำเภอขอให้ปลัดช่วยตามเสืออักครั้งเพื่อช่วยชีวิตยาย ปลัดโตก็ออกเดินทางไปเพียงคนเดียว เพราะถือว่าไม่มีอันตรายใด ๆ จากสัตว์ แล้วไปพบคนกลุ่มหนึ่งกำลังล่าสัตว์อยู่ในป่า ปลัดโตเห็นคนกลุ่มนั้นก็จำได้ว่าเป็นพวกเดียวกันทั้งนั้น ต่างก็สนทนากันอยู่สักพักหนึ่ง ชายกลุ่มนั้นถามปลัดโตว่ามาทำไมในป่าคนเดียว ปลัดตอบว่ามาตามเสือ ชายกลุ่มนั้นบอกว่าพวกเขากำลังไล่ล้อมยิงเสืออยู่เหมือนกัน ปลัดถามว่าเสือมีลักษณะอย่างไร เมื่อได้รับคำตอบแล้ว ปลัดบอกว่าเป็นเสือตัวเดียวกันกับที่ตนกำลังตามหาและขอร้องมิให้ยิง ชายกลุ่มนั้นบอกว่าตามล่ามันมาสามวันแล้ว เพราะเสือตัวนี้ดุร้ายมาก เป็นอันว่าชายกลุ่มนั้นรับคำว่าไม่ล่าเสือตัวนี้อีก อีกสักครู่หนึ่งเขาเหล่านั้นเห็นเสือวิ่งลัดพุ่มไม้อยู่ข้างหน้า ปลัดก็ออกตามตะโกนเรียกชื่อมันอย่างดัง บอกกับเสือว่าให้รีบกลับบ้านโดยเร็ว เพราะยายผ่องเสียใจมากกำลังรออยู่ที่บ้านไม่ต้องกลัวใครยิงอีกแล้ว สักครู่ใหญ่เสือก็มาถึงตรงไปหายายเห็นแกเป็นลม มันก็หมอบเอาคางเชยที่เท้า ยายผ่องได้สติฟื้นขึ้นมองเห็นเสือก็ดีใจเอามือลูบหัวแล้วถามมัน ปลัดก็เล่าเรื่องที่โดนนักล่าสัตว์คอยดักยิงมันต้องหนีเตลิดเข้าป่าลึกเพื่อเอาตัวรอด มิเช่นนั้นก็ถูกยิงตายแน่

เสืออยู่กับยายผ่องประมาณเจ็ดปี ..... ยายก็ถึงแก่กรรม เมื่อมันเห็นยายแม่ของมันเป็นลมตายเสียแล้ว มันก็ส่งเสียงร้องไม่หยุด เมื่อครบสามวันแล้วจึงช่วยกันเผา จัดทำเชิงตะกอนเตี้ย ๆ ขนเอาฟืนมามาก เผาศพเป็นกองไฟใหญ่ เผากันจริง ๆ ใครมีฟืนเท่าไรก็เผาจนหมด ในระหว่างไฟกำลังโหมลุกเต็มที่อยู่นั้น เสือซึ่งมีอาการหงอยเหงาเศร้าซึมมาหลายวันแล้ว น้ำตาไหลเป็นทางมันจะนึกอย่างไรไม่ทราบ ก็ออกวิ่งวนไปรอบ ๆ กองไฟ ไม่รู้ว่ากี่รอบ ส่งเสียงร้องอยู่เรื่อย วิ่งไปร้องไป และขณะร้องคร่ำครวญอยู่นั้น ได้กระโจนเข้ากองไฟที่กำลังลุกโชติช่วง ถูกไฟเผาดิ้นทุรนทุรายอยู่ครู่หนึ่งก็ตายตามที่แม่รักไป ยอมพลีชีพบูชาแม่ด้วยชีวิต ซึ่งอาจมีมนุษย์จำนวนน้อยนิดเท่านั้น จะกล้าเสียสละอย่างนี้ได้ ทำให้คนตกใจส่งเสียงร้องด้วยความหวาดเสียวและสงสาร

๗ วันผ่านไป ..... การเผาศพระหว่างแม่ผู้เป็นมนุษย์กับลูกผู้เป็นสัตว์ ชาวบ้านรวมทั้งนายอำเภอแสงกับปลัดโตปรึกษากันว่าจะสร้างศาลให้เสือ ผู้มีความจงรักภักดีต่อแม่เฒ่าผ่อง ถือว่าเป็นสัตว์พิเศษกว่าสัตว์ทั้งหลาย เพราะร่างกายกับชีวิตเท่านั้นที่เป็นเสือ แต่ดวงจิตสูงส่งเป็นอัจฉริยจิต สถิตด้วยแสงธรรม

การสร้างศาลประดิษฐานรูปเสือ ..... ผู้คนสละทรัพย์สละแรงงาน ร่วมแรงร่วมใจกันเป็นจำนวนมาก สร้างใกล้ ๆ บริเวณหน้าวัดมหรรณพาราม เอากระดูกเสือบรรจุในแท่นปั้นรูปประดิษฐานบนแท่นอย่างสง่าน่าเกรงขาม อัญเชิญดวงวิญญาณเสือ ขอให้เป็นเทพเจ้าสิงสถิต ณ ศาลวิมานทองแห่งนี้ตลอดกัลป์เป็นนิรันดร ขอให้ปกปักรักษาประชาราษฎร์ให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข ทำมาหากินซื้อง่ายขายคล่อง เจริญสุขทุกทิวาราตรี เมื่อฉลองเสร็จแล้วติดแผ่นป้ายไว้ที่หน้าศาลจารึกชื่อว่า ..... ศาลเจ้าพ่อเสือ

๕ / ๑๗

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/02/2004 06:12 PM  (203.118.87.172)
 

 
  หัวข้อ : 5  
     
 


๖ / ๑๗

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/02/2004 06:14 PM  (203.118.87.172)
 

 
  หัวข้อ : 6  
     
 


วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร ..... ตั้งอยู่เหนือคลองโรงไหม ริมถนนจักรพงษ์ สะพานเสี้ยว แต่เดิมอยู่กลางทุ่งนา จึงเรียกว่า "วัดกาลงนา" เป็นวัดสมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงสถาปนาวัดขึ้นมาใหม่ และ รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าให้เป็นวัดพระสงฆ์ฝ่ายรามัญ เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ทหารรามัญในกองทัพของสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า "วัดตองปุ" ตามแบบวัดตองปุ ในสมัยอยุธยา

ต่อมา ..... เมื่อมีชัยชนะต่อกองทหารข้าศึก จึงพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดชนะสงคราม" ต่อมารัชกาลที่ ๕ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงอัญเชิญ พระอัฐิของเจ้านายฝ่ายพระราชวังบวรสถานมงคลทั้งสิ้น มาประดิษฐานไว้ในโบสถ์ เพื่อให้เหมาะสมแก่พระเกียรติยศ ที่วัดนี้มีงานของช่างฝีมือชั้นเยี่ยมสมัยรัชกาลที่ ๑ อยู่ในกุฏิเจ้าอาวาส เป็นบานประดูลายรดน้ำ

๗ / ๑๗

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/02/2004 06:25 PM  (203.118.87.172)
 

 
  หัวข้อ : 8  
     
 


๘ / ๑๗

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/02/2004 06:30 PM  (203.118.87.172)
 

 
  หัวข้อ : 9  
     
 


๙ / ๑๗

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/02/2004 06:31 PM  (203.118.87.172)
 

 
  หัวข้อ : 10  
     
 


ศาลหลักเมือง ..... ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นประเพณีเก่าแก่ของชาติไทย เมื่อจะสร้างบ้านเมือง ต้องมีการฝังเสาหลักเมือง รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯให้จัดการพระราชพิธีฝัง เสาหลักเมืองกรุงเทพฯเมื่อวัน อาทิตย์ที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ บรรจุดวงชะตาของกรุงเทพฯ ไว้ภายใน

เสาหลักเมือง ..... ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๗๕ เซนติเมตร สูง ๒๗ เซนติเมตร แล้วสร้างใหม่ในรัชกาลที่ ๔ แทนของเดิมที่ชำรุดเป็นไม้ ชัยพฤกษ์สูง ๑๐๘ นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้าง ๗๐ นิ้วมีอาคารยอดปรางค์ อย่างที่เห็นในปัจจุบันภายในศาล หลักเมือง ยังมีเทวรูปเจ้าพ่อสำคัญอีก ๕ องค์ คือ เทพารักษ์ เจ้าพ่อหอกลอง พระ-เสื้อเมือง พระทรงเมือง เจ้าพ่อเจตคุปต์ และพระกาฬไชยศรี

๑๐ / ๑๗

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/02/2004 06:38 PM  (203.118.87.172)
 

 
  หัวข้อ : 11  
     
 

.

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/02/2004 06:41 PM  (203.118.87.172)
 

 
  หัวข้อ : 12  
     
 


วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว ..... ตั้งอยู่ตรงมุมตะวันออกเฉียงเหนือของพระบรมมหา-ราชวัง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตน ปฏิมากร และใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีทางศาสนาที่สำคัญ วัดพระแก้วสร้างเสร็จในปี พ.ศ.๒๓๒๗ วัดนี้เป็นวัดพุทธาวาส ภายในพระอุโบสถและระเบียงรอบวัดมีภาพเขียนฝาผนังสวยงามมากวัดพระ ศรีรัตนศาสดารามได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์มาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ ๑ - ๙ ตลอดทุกรัชกาลสิ่งที่ น่าสนใจภายในวัด ได้แก่ หอพระเทพบิดร ปลี่ยนชื่อเป็นปราสาทพระเทพบิดร ในสมัยรัชกาลที่ ๖ พระปรางค์ ๘ องค์ พระศรีรัตนเจดีย์ ปราสาท-นครวัดจำลอง ฯลฯ

๑๑ / ๑๗

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/02/2004 06:44 PM  (203.118.87.172)
 

 
  หัวข้อ : 13  
     
 


๑๒ / ๑๗

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/02/2004 06:47 PM  (203.118.87.172)
 

 
  หัวข้อ : 14  
     
 


วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ ที่เรียกว่า วัดโพธิ์ ..... อยู่ที่ถนนมหาราช เป็นวัดเก่าแก่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดฯให้สร้างขึ้นเพื่อให้ พระภิกษุสงฆ์ได้เล่าเรียนพระปริยัติธรรม วัดนี้ถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวครองราชย์ได้โปรดฯ ให้บูรณะวัดโพธิ์ใหม่ทั้งหมด ได้นำเอาตำราวิชาการด้านต่างๆ มาจารึกไว้โดยรอบ เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชน ถือได้ว่าวัดโพธิ์เป็น "มหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย"

นอกจากนี้ ..... วัดโพธิ์ยังมีพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ ก่ออิฐถือปูนปิดทอง ทั้งองค์ ยาว ๔๙ เมตร สูง ๑๒ เมตรที่ฝ่าพระบาทแต่ละข้างมีลวดลายประดับมุกเป็นภาพมงคล ๑๐๘ ประการ อันเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของมหาบุรุษตามคติของอินเดีย

๑๓ / ๑๗

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/02/2004 06:53 PM  (203.118.87.132)
 

 
  หัวข้อ : 15  
     
 


๑๔ / ๑๗

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/02/2004 06:55 PM  (203.118.87.132)
 

 
  หัวข้อ : 17  
     
 


วัดกัลยาณมิตรเป็นพระอารามหลวง ..... อยู่ปากคลองบางกอกใหญ่ฝั่งใต้ เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต) ต้นสกุลกัลยาณมิตร ว่าที่สมุหนายก บุตรพระยาวิชัยวารี (มั่น แซ่อึ่ง) เมื่อครั้งเป็นพระยาราชสุภาวดี เจ้ากรมพระสุรัสวดีกลาง มีจิตศรัทธาเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมากได้อุทิศบ้านเรือนและซื้อที่ดินบริเวณใกล้เคียง ซึ่งแต่เดิมเป็นหมู่บ้านที่มีภิกษุจีนพำนักอยู่ และเรียกกันต่อมาว่า "หมู่บ้านกุฎีจีน" เพิ่มเติมเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างวัดขึ้นเมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๓๐๘ แล้วถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า "วัดกัลยาณมิตร"

พระองค์ทรงสร้างพระวิหาร ..... และ พระประธานเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ชื่อ พระพุทธไตรรัตนนายก ด้วยมี พระประสงค์จะให้เหมือนกรุงเก่า คือมีพระโตอยู่นอกกำแพงเมืองอย่างเช่นวัดพนัญเชิง ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างหอไตรขึ้นบริเวณที่จอดแพของกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๘ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการปฏิสังขรณ์พระอารามนี้ครั้งใหญ่ โดยเจ้าพระยารัตนบดินทร์ (รอด) ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าพระยานิกรบดินทร์

สิ่งสำคัญภายในวัด คือ พระวิหาร ..... เป็นพระวิหารที่มีขนาดใหญ่โตมาก ตั้งอยู่กลางวัดตรงกลางระหว่างวิหารเล็กและ พระอุโบสถ หน้าบันพระวิหารสลักลายดอกไม้ประดับกระจกตามแบบศิลปสมัยรัชกาลที่ ๓ บานประตูหน้าต่างเป็นไม้หนาแผ่นเดียวสลักลวดลายปิดทองประดับกระจก

เสาภายในพระวิหารเขียนเป็นลายดอกไม้ ..... ภายในพระวิหารเป็นที่ ประดิษฐานพระพุทธไตรรัตนนายก พระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๕ วา ๓ ศอกคืบ สูง ๗ วา ๒ ศอกคืบ ๑๐ นิ้ว รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระราชทานช่วยเจ้าพระยานิกรบดินทร์ ได้เสด็จก่อพระฤกษ์เมื่อ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๘๐ เรียกกันว่า พระโต

หน้าพระวิหารประดับด้วยตุ๊กตาจีน ..... มีประตูทางเข้าเป็นศาลาใหญ่ ภายใน ประดับด้วยปูนปั้นและรูปศาลาจีน ศาลาใหญ่เบื้องหน้าเป็นศาลาโถง มีทางปูศิลากว้างขวาง ลาดมาจากศาลาท่าน้ำจนถึงประตู สองข้างทางมีเก๋งจีน เจดีย์จีน และศาลเจ้าเล็ก ๆ

๑๕ / ๑๗

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/02/2004 07:03 PM  (203.118.87.132)
 

 
  หัวข้อ : 18  
     
 

.

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/02/2004 07:05 PM  (203.118.87.132)
 

 
  หัวข้อ : 19  
     
 


วัดอรุณราชวราราม ..... ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี ถนนอรุณอัมรินทร์ เป็นวัดที่มีมาตั้งแต่ ครั้งกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ วัดแจ้ง ต่อมาเมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีย้ายพระราชธานีจากกรุงศรีอยุธยามาตั้งอยู่ ณ กรุงธนบุรี ได้โปรดฯ ให้กำหนดเอาวัดแจ้งเป็นวัดในเขตพระราชฐาน ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่ ได้อัญเชิญมาจาก เวียงจันทน์

วัดนี้ ..... ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ซึ่งถือว่าเป็นวัด ประจำรัชกาลที่ ๒ เมื่อบูรณะเสร็จ แล้วได้พระราชทานนามว่า วัดอรุณราชธาราม หรือวัดแจ้ง มีจุดเด่นที่ น่าสนใจ คือ พระปรางค์องค์ใหญ่ ซึ่งมีความสูง ๘๒ เมตร กว้าง ๒๓๔ เมตร เริ่มก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ เสร็จ สมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ ๔ และได้เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดอรุณราชวราราม" จัดเป็นพระอารามหลวงชั้น วรมหาวิหาร เรียกชื่อเต็มว่า "วัดอรุณราชวรมหาวิหาร"

๑๖ / ๑๗

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/02/2004 07:07 PM  (203.118.87.132)
 

 
  หัวข้อ : 20  
     
 

.

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/02/2004 07:10 PM  (203.118.87.132)
 

 
  หัวข้อ : 21  
     
 


เพื่อนๆ เคยดูหนังเรื่อง แม่นาคพระโขนง หรือเปล่าคะ ??? ..... เชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่เคยดูกันมาบ้างแล้ว ทั้งจากทางโทรทัศน์และภาพยนตร์ เพื่อนๆที่เคยดูคงจำกันได้ถึงวาระสุดท้ายของแม่นาคที่ถูก สมเด็จพระอาจารย์โต จากวัด ระฆังโฆษิตาราม ย่านฝั่งธนฯนี่แหละปราบ ทำไมวัด ระฆัง ฯ จึงมีความสำคัญและเป็นที่นับหน้าถือตาของคนตั้งแต่ยุคก่อนนั้น ก็เพราะ .....

วัดระฆังฯ นี้ ..... มีอายุมากกว่า ๒๐๐ ปี เดิมชื่อ วัดบางหว้าใหญ่ เป็นอารามหลวงที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสิน โปรดให้ พระอาจารย์ สี จาก วัด พนัญเชิง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางพระไตรปิฎกมาสถิต และ ทรงสถาปนาให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช และ จัดให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้น ณ ที่วัดนี้เอง

วัดบางหว้าใหญ่ ..... ถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น วัด "ระฆังโฆษิตาราม" เมื่อพระราชวรินทร์ซึ่งเป็นพระยศเดิมของรัชกาลที่ ๑ ในสมัยกรุงธนบุรี ซึ่งขณะนั้นได้สถาปนาราชวงค์จักรี และ เปลี่ยนจากพระนครธนบุรี มาเป็น กรุงเทพฯ

แล้วจู่จู่เกิดมีการขุดพบระฆังที่มีเสียงดังกังวาน ..... จึงโปรดให้ขุดสระในบริเวณที่ขุดพบ ระฆังใบนั้น พร้อมทั้งสร้างหอพระไตรปิฎกไปในคราเดียวกัน หอไตรที่ว่านี้เป็นเรือน ๓ หลังแฝดที่ภายในมีงานจิตรกรรมฝาผนัง และมีตู้เก็บพระไตรปิฎกขนาดใหญ่ เขียนลายรดน้ำที่งดงามมากถึง ๒ ตู้ ความพิเศษของตู้นี้ นอกจากจะเป็นที่เก็บพระไตรปิฎกแล้ว แต่ยังเป็นตู้ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งยังทรงพระยศเป็นเจ้าฟ้าฯทรงลงพระหัตถ์แกะลายร่วมกับครูช่างอยุธยาด้วยพระองค์เองเลยทีเดียว ใครที่นึกภาพหอไตรไม่ออกให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง นางนาก ในฉากที่มี สมเด็จพระอาจารย์โตไว้ หรือจะให้ดีก็ลองมาทัศนาด้วยตนเองก็ได้

เพราะที่วัดนี้ ..... เปิดให้เข้าได้เสมอและสามารถถ่ายรูปได้ทั่วบริเวณวัดรวมทั้งที่หอไตรฯ ด้วย

๑๗ / ๑๗

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/02/2004 07:13 PM  (203.118.87.132)
 

 
  หัวข้อ : 22  
     
 

.

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/02/2004 07:14 PM  (203.118.87.132)
 

 
  หัวข้อ : 23  
     
  ขอขอบคุณมากนะครับสำหรับความรู้สึกดีๆที่ส่งมาให้
ขอให้คุณมีความสุขมากๆเช่นกัน
 
     
    By: jiranthanin     16/02/2004 01:24 PM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 24  
     
  สาธุนะครับ น้องน้ำตาล เว็บไซต์นี้มีเนื้อเรื่องดีๆให้อ่านเสมอครับ แม้ว่าตอนนี้ไม่ค่อยได้แวะเข้ามานะครับ แต่ทุกครั้งที่มีจดหมายไป เข้ามาอ่านจะมีเรื่องดีๆเสมอจริงๆ

ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปครับ จนกว่าจะได้มรรคผลนิพพาน ในอนาคตกาลอันใกล้



สุขสันต์วันมาฆบูชานะ
 
     
    By: นรชาติ     17/02/2004 01:56 PM  (202.57.161.105)
 

 
  หัวข้อ : 25  
     
 
ขอบคุณคุณน้ำตาลนะคะ....ดิฉันก็แวะเข้ามาสม่ำเสมอ

มีเรื่องดีๆ ให้อ่านตลอด..แล้วจะไปไหว้พระรอบเกาะ-

รัตนโกสินทร์นะคะ
 
     
    By: แต้ม.....     20/02/2004 12:38 PM  (202.129.58.165)
 

 
  หัวข้อ : 26  
     
  ตั้งใจไว้ตั้งแต่ช่วงปีใหม่ ว่าจะไปให้ครบ 9 แห่ง แต่อาจจะไม่ใช่ในวันเดียวนะค่ะ พอดีน้องน้ำตาลส่งเรื่องนี้มาพอดี ยิ่งต้องทำให้ได้ภายในเร็ววันเลยค่ะ
ขอบคุณสำหรับทุกเรื่องดีๆ อ่านแล้วมีความสุข อบอุ่น...

ขอบคุณค่ะ ขอบคุณจริงๆ
 
     
    By: แอนนิต้า  Mail to แอนนิต้า   21/02/2004 11:17 AM  (202.28.179.1)
 

 
  หัวข้อ : 27  
     
  ขอบคุณมากครับ เรื่องดีๆอย่างนี้ อ่านแล้วเป็นศิริมงคลมากครับ  
     
    By: ต้น  Mail to ต้น   26/07/2004 02:07 PM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 28  
     
  แหมเรื่องดีๆอย่างนี้มีอีกหรือเปล่า น่าติดตาม มีภาค2เมื่อไหร่บอกพี่ด้วยนะ  
     
    By: พี่ควาย     6/03/2005 09:32 AM  (12.77.131.122)
 

 
  หัวข้อ : 29  
     
  ไม่ได้มาเยื่ยมชมตั้งนานแล้ว บทความและรูปภาพต่าง ๆ สื่อความรู้ความเข้าใจละเอียดดีมากเลย อนุโมนทนาด้วยครับ ทำให้นึกถึง ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาก็ไปเที่ยวตามวัดและศาลดังกล่าวข้างต้นทั้งหมดด้วยล่ะ นั่งเรือด่วนเจ้าพระยาไปได้หลายวัดทีเดียว มีวัดอรุณ(วัดแจ้ง) เยื้องกันฝั่งตรงกันข้ามเป็นท่าเตียน ทางไปวัดโพธิ์(ยักษ์วัดโพธิ์-คู่กะยักษ์วัดแจ้งในหนังสมัยก่อนโน้นตอนยังไม่เกิด555) วัดกัลยาณมิตร

และวัดระฆัง เป็นวัดดังที่มีสัตว์น่าสงสารมากมายด้วยครับ อาทิ นก หอย ปลา - กลิ่นเหม็นคาวมาก มีที่ตายแล้วปนอยู่ด้วย ได้แต่ปลงให้พวกมัน แผ่เมตตา ขอให้มันถูกปล่อยแล้ว อย่าถูกจับมาอีก หรือไม่ก็ตายไม่ซะ จะได้ไม่ต้องถูกวนจับมาทรมานอีก

จบแค่นี้หละ
Bye Bye ครับ

 
     
    By: พี่โต  Mail to พี่โต   15/03/2005 09:58 PM  (202.44.8.98)
 

 
  หัวข้อ : 30  
     
 
quote:

miss.baby BB Member
ตอบเมื่อ: Sat Jul 30 2005 10:27 pm.
--------------------------------------------------------------------------------
สงสัยมานานล่ะ ... ไม่ได้แซวนะ
คุณน้ำตาลเป็นนักเขียนหรือเปล่าค่ะ ... เขียนเก่งจังค่ะ ... ตั้งใจมากๆทุกอันเลย





ขอบใจ คุณ miss.baby มากนะ
ที่สนใจเรื่องราว ที่น้ำตาล นำมาโพส และ ทักทายกันเสมอๆ
..............................................................ขอบใจมากๆ จ๊ะ :-):-D

พอดี โดยส่วนตัวของน้ำตาล .........
เป็นคนชอบอ่าน และ อยากรู้ อยากเห็น เรื่องราวต่างๆ มากมาย
แบบเท่าไร ก็ไม่พอสักที แล้วเวลาเราทำรายงานก็จะต้องค้นหาข้อมูลมากมาย
ก็เลยรู้สึกว่า ถ้าเราได้อ่านแล้ว รู้แล้ว และ ได้เก็บข้อความหรือบทความอะไรที่ดีๆ
มีประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ในโลกของ CyBer นี้ได้บ้าง ก็น่าจะดีไม่น้อย
................................................................ก็เลยตั้งใจโพสทุกครั้ง

เพราะ ข้อความทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราได้พิมพ์กันอยู่ทุกวันนี้
จะถูกบันทึกอยู่ใน Searching ของ Web pages ทั่วโลก อีกด้วย



-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ
>>>>>> คลิกเข้าไปที่นี่ แล้วใส่ชื่อนิคเนม หรือ ข้อความที่ต้องการค้นหา
ลองคลิกค้นหาดูสิคะ แล้วจะรู้ว่า มีอะไรที่พวกเราได้ถูกบันทึกไว้ในโลกของ CyBer นี้บ้าง





 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   31/07/2005 11:34 AM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 31  
     
  เพราะ...โลกใบนี้...กว้างมาพอ...ที่จะให้เรา...เดินทางไปพร้อมๆกับที่โลกหมุน.....

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆนะค่ะ...ทุกรูปทุกตัวอักษรที่คุณน้ำตาลตั้งใจบรรเลงให้เราดู...เราอ่านนั้น...มีประโยชน์มากจริงๆ...และหาค้นหาได้จริง ^_^
 
     
    By: KiaTT  Mail to KiaTT   31/07/2005 06:44 PM  (58.10.9.96)
 

 
  หัวข้อ : 32  
     
  อ่านแล้ว ชมแล้ว คิดถึงบ้านจัง  
     
    By: วุฒิชัย     2/12/2005 12:15 PM  (68.63.90.84)
 

" ?????? "    ???   test   3/02/2016 02:39 PM
     
  http://ชาติไทย.com/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/  
     

     
 
       
ชื่อ - นามสกุล ::
  *
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
       
     
 
     
 
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ


Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.