| หน้าที่ท่านบรรเลง | บันทึกข้องน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนด | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- - เข้าระบบผู้ดูแล - -



แก่นสารของ ... ชีวิต
     
 


เรื่อง ..... แก่นสารของชีวิต
อ้างอิงจาก ..... บทคำสอนจาก หนังสือธรรมะอำนวยพร ของ ธรรมสภา
โดย ..... พระธรรมวิสุทธาจารย์


โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

 
     
      By : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    4/01/2004 05:45 PM  (203.107.130.10)  
 
 
 
  หัวข้อ : 1  
     
 


ช่วงปีใหม่ ..... มีญาติผู้ใหญ่หลายท่าน ส่งความสุขด้วย "หนังสือธรรมะอำนวยพร" หนังสือกล่าวถึง พรพระธรรม ว่าด้วย "การประพฤติตนให้เป็นแก่นสารและสาระแห่งธรรม" เพื่อความเจริญแพร่หลายแห่งธรรมและความเจริญงอกงามแห่งปัญญา ส่งเสริมให้ประชาชนทำตนให้เป็นแก่นสาร เป็นการชดเชยสังขารร่างกาย ซึ่งตามปกติก็ไม่มีแก่นสารอะไร เพราะเกิดมาแล้วก็แก่ แปรเปลี่ยนไปทุกอย่าง จนกระทั่งผลสุดท้ายทนอยู่ไม่ไหว ต้องแตกดับไป ร่างกายอยู่ในสภาพไร้วิญญาณ เลิกทำ เลิกคิด เลิกทุกอย่าง ต้องปล่อยวางภาระให้คนอื่นเขาจัดการแทนต่อไป

พอดีช่วงนี้ ..... เดินไปทางไหน ไม่ว่าจะเป็น ร้านค้าเล็กๆ หรือ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆก็ตาม เราก็เริ่มจะเห็นของกระจุกกระจิกเป็นรูปหัวใจ และ ดอกไม้สวยๆ วางขายกันมากมาย ใครได้รับสัญลักษณ์แทนความรักด้วยของเหล่านั้น คงอมยิ้มกันทั่วหน้า



แต่ตาลว่า "ค่าของหัวใจ" ..... น่าจะมีมากมายกว่านั้น
ถ้าวันใด "หัวใจไร้เลือด" ..... ชีวิตจะเป็นยังไง?
ถนอมหัวใจไว้นานๆ ..... หาสาระแก่นสารให้กับชีวิตของเราดีกว่านะคะ



น่าแปลกมั้ย ..... ที่เราบ้าเห่อวัฒนธรรมของฝรั่งอย่างไร้สาระ แต่ฝรั่งกลับมาเรียนรู้เรื่องที่เป็น "สาระแก่นสารของชีวิต" ... ฝรั่งมานับถือศาสนาพุทธ เข้ามาบวชเรียนในเมืองไทย เค้าเข้ามาด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาของเรา เข้ามามอบกายถวายชีวิต บวชพระ สละโลก และ บางคนก็ออกสอนศาสนา ไปตั้งวัด ในหลายๆประเทศที่เป็นพระฝรั่ง

เท่าที่สังเกต ..... ฝรั่งไม่เหมือนคนไทยอยู่อย่างหนึ่ง คนฝรั่งจะเป็นคนที่ใจเร็ว เค้าจะทำอะไร ต้องให้เสร็จทันตาเห็น คอยอะไรไม่ค่อยได้ ถ้าจะว่ากันตรงๆ ฝรั่งไม่เชื่อเรื่องชาติหน้า ทำอะไรก็อยากให้เห็นผลในชาตินี้กันเลย เพราะฉะนั้นฝรั่งบวช ก็จะพยายามบรรลุพระนิพพานในชาตินี้ให้ได้ เค้าจะวุ่นวายบำเพ็ญเพื่อจะให้สำเร็จมรรคผล เป็นพระอรหันต์ให้ได้ในชาตินี้นี่แหละ เพราะเค้าไม่เชื่อเรื่องชาติหน้านั้น มีจริงเหรอ...???



อย่างเรา ..... ผู้ใหญ่จะปลูกฝังความคิดถึงชาติหน้า แบบถ้าชาตินี้อะไรที่ไม่ได้ดังใจ ก็จะให้รอไปชาติหน้า ชาติโน้นนนน...!!! ก็ยังมี ค่อยๆทำไป ค่อยๆบำเพ็ญกุศล ทำทานไปเรื่อยๆ

ปัจจุบัน ..... คนรุ่นใหม่รับการศึกษาแบบใหม่ นับถือศาสนาพุทธ แต่ว่าส่วนใหญ่เราจะไม่พอใจในศาสนาพุทธอย่างที่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรานับถือกันมา บางครั้งเราจะไม่เข้าใจว่า ... เรากำลังทำอะไรอยู่ ทำไมต้องไปวัด ทำไมต้องฟังเทศน์ แล้วจึงได้บุญ รู้เรื่อง ไม่รู้เรื่องก็ช่าง แต่ได้บุญ ผู้ใหญ่ของบ้านเราจะมีคติตามธรรมเนียมไทยๆ มักจะถือว่า ... อาการที่ฟังนั้นได้บุญไปแล้ว เหล่านี้ แรกๆ เราก็ไม่เข้าใจ

แต่ทุกครั้งที่ตามญาติผู้ใหญ่ไปวัด ..... เราก็ได้ฟังเทศน์บ่อยๆ ฟังทีไร จิตใจก็แจ่มใส มีความรู้มากขึ้นทุกที ไม่ว่าจะฟังทางโทรทัศน์ หรือ ที่ไหนๆ เราก็ว่า ... "ดีนะ" ทุกครั้งไป ก็เลยอยากนำพรพระธรรมเหล่านี้ มาฝากให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันบ้าง ซึ่งตาลรู้สึกว่า น่าอ่าน น่ารู้ น่าเห็น พอจะเป็นที่ถูกใจของพวกเราคนในปัจจุบันได้บ้างนะคะ




โชคดีค่ะ

\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

๑ / ๘

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/01/2004 05:48 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 2  
     
 


ความดีเป็นแก่นสารของชีวิต ..... ความในพุทธภาษิตกล่าวว่า ชั่วระยะเวลาไม่นานนัก เมื่อร่างกายนี้ปราศจากวิญญาณแล้ว ก็จักถูกทอดทิ้ง ราวกับท่อนไม้ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ความจริงของร่างกายมีอยู่เช่นนั้น ทุกคนจึงไม่ควรหลงติดเพียงแค่ร่างกายเท่านั้น ควรจะได้หันมาปรับปรุงร่างกายนี้ให้มีแก่นสาร ด้วยการสร้าง "ความดี" ให้มากๆ เพราะคนที่ทำความดีไว้ ถึงจะเป็น "คนแก่" ก็ยังได้ชื่อว่า "เป็นคนแก่ที่ดี" ตายไปก็ยังมีคนพูดถึงในทางที่ดีๆ

เหมือนกับ ..... มีดที่กร่อนไปด้วยการใช้ ต้องดีกว่ากร่อนไปเพราะเป็นสนิม

ผู้ฉลาด ..... คือผู้ที่ยึดถือเอาแต่เฉพาะสิ่งที่มีสาระ แต่ว่าการที่จะทำตนให้มีสาระได้นั้น ย่อมขึ้นอยู่ที่ความรู้ ความเห็นเป็นสำคัญ คือถ้าเห็นถูกแล้ว การทำ การพูด ก็จะถูกตามไปด้วย

ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า ..... ชนเหล่าใดรู้สิ่งที่เป็นสาระว่าเป็นสาระ สิ่งที่ไร้สาระ ก็รู้ว่าไร้สาระ ชนเหล่านั้นได้ชื่อว่า มีความดำริถูกต้อง เขาย่อมประสบสิ่งอันเป็นสาระ



พระพุทธภาษิตนั้น ..... พระบรมศาสดาตรัสปรารภกับ พระอัครสาวกทั้งสอง คือ
- พระโมคคัลลานะ และ
- พระสารีบุตร

ที่ท่านได้กราบทูล ..... เล่าเรื่องราวของท่านแต่หนหลังถวาย เนื่องจากชีวประวัติของพระอัครสาวกทั้งสองนี้ น่าศึกษามาก ให้ทั้งความรู้ ให้ทั้งข้อปฏิบัติ ฉะนั้นก่อนอื่นจึงขอถือโอกาส พาเพื่อนๆผู้อ่าน ได้ศึกษาประวัติของท่านทั้งสองไปด้วย เพื่อนๆ คงเคยเห็นรูปอนุสาวรีย์พระอริยสงฆ์ ๒ รูป ซึ่งประดิษฐานอยู่ข้างๆองค์พระพุทธรูป บางแห่งก็สร้างเป็นรูปยืน บางแห่งก็สร้างเป็นรูปนั่งพนมมือ ในลักษณะถวายความเคารพพระพุทธเจ้า นี่แหละคือ ... คู่อัครสาวกที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้



เบื้องซ้ายนั้น ..... คือ พระโมคคัลลานะ ซึ่งเป็นเอตทัคคะ ทางมีฤทธิ์
เบื้องขวานั้น ..... คือ พระสารีบุตร ซึ่งเป็นเอตทัคคะ ทางมีปัญญามาก

ประวัติของท่านทั้งสอง ..... เป็นบุตรพราหมณ์ผู้มั่งคั่งในเมืองราชคฤห์ มีชื่อในสมัยเมื่อเป็นฆราวาสว่า อุปติสสะ และ โกลิตะ เป็นเพื่อนสนิทรักใคร่กันมาก ใช้ชีวิตอย่างสำราญเยี่ยงชายหนุ่ม ที่ร่ำรวยทั้งหลาย วันหนึ่งพากันไปดูมหรสพ ตลอดเวลาหาได้สนุกรื่นเริงอย่างเช่นเคยไม่ เมื่อเห็นอาการผิดปกติของกันและกันเช่นนั้น จึงเกิดไต่ถามกันขึ้น ก็ได้ความตรงกันว่า เศร้าใจที่มหรสพเหล่านี้ ไม่มีสาระประโยชน์อะไร ทั้งคนดู ทั้งคนแสดง ไม่ถึง ๑๐๐ ปี ก็ตายหมด จึงปรึกษาตกลงกันว่า ควรหาทางพ้นทุกข์ดีกว่า



จากนั้น ..... ก็ได้พากันไปบวชอยู่ในสำนักอาจารย์สัญชัย ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในสมัยนั้น ชั่วเวลาเพียงเล็กน้อยก็จบการศึกษา ต่างมีความเห็นตรงกันอีกว่า ลัทธินี้ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์แน่ๆ ทั้งสองจึงขอลาออกจากสำนักอาจารย์นั้น ก่อนแยกทางกัน ได้สัญญากันไว้ว่า ถ้าใครพบอาจารย์ที่สามารถบอกทางพ้นทุกข์ได้ก่อน ขอให้ช่วยส่งข่าวให้กันและกันทราบด้วย

ต่อมา ..... ท่านอุปติสสะได้พบกับพระอัสสชิ ซึ่งเป็นพระเถระรูปหนึ่ง ในจำนวน ๕ รูป ที่เรียกว่า "ปัญจวัคคีย์" ซึ่งขณะนั้นท่านกำลังบิณฑบาตอยู่ เห็นแล้วรู้สึกเลื่อมใสในมารยาทของท่านมาก คอยอยู่จนได้โอกาสเหมาะจึงเข้าไปหา และ ปฏิบัติจนท่านฉันเสร็จ ต่อมาได้ฟังธรรมของท่าน ก็ได้บรรลุพระโสดาบัน



ภายหลังจากนั้น ..... ไม่นานนัก สหายโกลิตะก็ได้บรรลุพระโสดาบันเช่นเดียวกัน เพราะได้ฟังธรรมที่ท่านอุปติสสะ นำมาแสดง และ ก่อนที่สองสหายจะไปเฝ้าพระบรมศาสดาที่พระวิหารเวฬุวัน นั้น ก็ได้พากันไปชวนเชิญอาจารย์สัญชัย เพื่อให้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยกัน แต่กลับได้รับการปฏิเสธอย่างแข็งขัน เมื่อหมดโอกาสเช่นนั้น ท่านทั้งสองจึงจำใจลาอาจารย์ และ พาบริวาร ๒๕๐ คน ไปเฝ้าพระบรมศาสดา พระองค์ทรงประทานอุปสมบทให้ ภายหลังจากที่บวชแล้ว

ท่านอุปติสสะได้นามใหม่ว่า ..... "พระสารีบุตร" เพราะมารดาของท่านชื่อ...นางสารี
ส่วนท่านโกลิตะ ได้นามใหม่ว่า ..... "พระโมคคัลลานะ" เพราะมารดาของท่านชื่อ...นางโมคคัลลี



ต่อมาท่านทั้งสองก็ได้สำเร็จพระอรหันต์ และ พระบรมศาสดาจึงตั้ง .....
พระสารีบุตร ..... ผู้มีปัญญาเป็นเลิศ ในตำแหน่งเอตทัคคะ เลิศทางปัญญา
และทรงตั้ง พระโมคคัลลานะ ..... ในตำแหน่งเอตทัคคะ เลิศทางฤทธิ์

ทั้งสองท่าน ..... ได้บำเพ็ญประโยชน์กิจแก่พระพุทธศาสนาอย่างยิ่งใหญ่ไพศาล พุทธศาสนิกชนต่างๆสำนึกในบุญคุณของท่านเป็นอย่างมาก จึงได้สร้างรูปอนุสาวรีย์ของท่านทั้งสองไว้สำหรับสักการะบูชา ดังที่เราได้เห็นปรากฏอยู่ทั่วไป

วันหนึ่ง ..... ทั้งสองได้มีโอกาสกราบทูลเรื่องราวแต่หนหลังของท่าน ถวายพระบรมศาสดา พระองค์ตรัสว่า ... "ภิกษุทั้งหลาย อาจารย์สัญชัยยึดถือสิ่งที่ ไม่มีสาระว่ามีสาระ ส่วนสิ่งที่เป็นสาระก็ว่าไม่มีสาระ เพราะอาจารย์สัญชัยมีความเห็นผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ ส่วนเธอทั้งสองเห็นสิ่งที่เป็นสาระก็ว่ามีสาระ เห็นสิ่งที่ไร้สาระก็ว่าไม่มีสาระ แล้วก็ละสิ่งไร้สาระเสีย ยึดถือเอาแต่เฉพาะสิ่งที่มีสาระเท่านั้น เพราะเธอเป็นคนฉลาด"



พระพุทธภาษิตนี้ ..... เป็นเครื่องสอนใจให้ทุกคนเห็นทุกสิ่งตามความเป็นจริง คือสิ่งใดดีก็ให้เห็นว่าดี สิ่งใดชั่วก็ให้เห็นว่าชั่ว อย่าบังควรไปเห็นกลับกันเสีย ชนิดที่เรียกได้ว่า ... "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว หรือ เห็นดอกบัวเป็นกงจัร" อะไรทำนองนั้น เพราะความเห็นเป็นสิ่งสำคัญมาก ลงได้เห็นผิดแล้ว จะทำก็ผิด จะพูดก็ผิด อาจารย์สัญชัยเป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นนอกลู่นอกทาง ยึดมั่นอยู่ในลัทธิเดิม ซึ่งหาสาระประโยชน์อะไรไม่ได้ ทั้งๆที่มีผู้ให้สติแนะนำให้เดินถูกทาง ก็ไม่ยอมฟังเสียง ปักหลักมั่น ไม่ยอมถอน



๒ / ๘

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/01/2004 05:52 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 3  
     
 


คล้ายกับนิทานเรื่อง "เทวดากับหนอน" ที่เล่ากันมาเป็นคติว่า ..... มีสหายที่รักกันมาก ตอนเกิดมาในสังคมมนุษย์โลก แม้มีพฤติกรรมที่แตกต่างกันอย่างตรงกันข้าม คือ .....

สหายคนหนึ่ง ..... หมั่นทำแต่ ความดี ทำบุญ ให้ทาน แบ่งส่วนที่เหลือจุนเจือแก่ผู้อื่นที่ยากไร้เสมอ เมื่อตายก็ไปเกิดเป็น ... "เทวดา" อยู่บนสวรรค์

ส่วนคนที่สอง ..... ชอบกินเหล้าเมายา ลักขโมยของคนอื่น ทำให้ผู้คนพากันเดือดร้อน และ สาปแช่งต่างๆนานา เช่น ถ้ามันตายไปจะทำให้แผ่นดินนี้สูงขึ้น หรือ ทำให้สังคมน่าอยู่กว่านี้ ในที่สุดเขาก็ตายเช่นเดียวกัน และ ไปเกิดเป็น ... "หนอน" อยู่ในส้วม

เพื่อนที่เกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ ..... มีตาทิพย์มองได้ไกล มองเห็นเพื่อนสมัยที่เป็นมนุษย์ด้วยกันไปเกิดเป็นหนอนอยู่ในส้วม จึงเกิดความสงสาร และ ตัดสินใจลงมาชวนเพื่อนให้ไปอยู่บนสวรรค์ด้วยกัน

โดยกล่าวว่า ..... นี่แนะเพื่อนไปอยู่บนสวรรค์ด้วยกันกับ เรามั้ยหล่ะ ?
หนอนได้ยินเสียงชักชวนมันไม่รู้ว่าใครเป็นใคร จึงถามว่า ..... แกเป็นใคร และ บนสวรรค์มีอะไรดีบ้าง ?

เทวดาจึงตอบว่า ..... ฉันเป็นเพื่อนของแกไงเมื่อชาติก่อน แกจำไม่ได้เหรอ ?
หนอนบอกว่า ..... ฉันจำไม่ได้

หนอนจึงย้ำคำถามอีกว่า ..... แล้วบนสวรรค์มีดีอะไร ?
เทวดาจึงอธิบายว่า ..... บนสวรรค์เราต้องการอะไร เพียงแต่นึกก็ได้แล้ว ไม่ต้องแสวงหา
หนอนตอบทันทีว่า ..... ไม่ไป อยู่ที่นี่ไม่ต้องนึก เช้าๆก็มีคนมาส่ง ..... ฯลฯ




<<< นิทานก็จบลงด้วยประการฉะนี้ >>>


๓ / ๘

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/01/2004 05:56 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 4  
     
 


แนวทางการวิเคราะห์ เพื่อความบันเทิงทางปัญญามีดังนี้ .....

หนอน ..... เคยชินกับชีวิตในส้วม จึงไม่ต้องการเปลี่ยนไปอยู่ที่ใหม่ เพราะต้องคิดใหม่ ทำใหม่ และ เกิดผลใหม่..ใหม่ อีกด้วย

คนที่เคยชิน ..... อยู่กับ ความทุกข์ใจ เสียใจ หรือ ดีใจ เบื่อ..เบื่อ อยาก..อยาก จนเคยชิน เมื่อมีใครมาชักชวน ให้ฝึกการรักษาจิต หรือ รักษาใจให้เป็นคนใจดี มีสุข เขาจะไม่เอา คิดว่ามันยุ่งยาก

คนที่จิตใจต่ำ ..... ย่อมเห็นแต่สิ่งต่ำ..ต่ำ ไม่รู้ว่าที่สูงเป็นอย่างไร จึงพอใจกับสิ่งที่ต่ำ..ต่ำนั้น และ คิดว่าดีแล้ว สูงสุดแล้ว สำหรับตน

การเปลี่ยนแปลงความเคยชิน ..... เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ผู้มีปัญญาทั้งหลายจึงต้องมุ่งมั่น และ ใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน ในการเปลี่ยนแปลงไปสู่ภาวะใหม่ที่ดีกว่า เช่นเดียวกับทาส จะไม่รู้ว่าเสรีภาพดีอย่างไร แม้นายจะปล่อยให้เป็นไทแล้ว ทาสก็ยังจะคร่ำครวญ เพราะกลัวความลำบากทุกข์ยาก เพราะเคยแต่ทำตามคำสั่ง มีผู้ให้ที่อยู่ ที่กิน ไม่เคยที่จะต้องคิดทำเอง




๔ / ๘

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/01/2004 05:59 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 5  
     
 


นี่แหละ ..... เรื่องของการมองกันคนละแง่ แต่ถ้าใครมองแง่เสียเป็นแง่ดี อย่างอาจารย์สัญชัย ก็คงมีหวังตกอับ ซึ่งแทนที่จะถอนตัวออกจากลัทธิเดิมๆ แล้วเข้าไปพึ่งร่มเงา แห่งพระพุทธศาสนา กลับยืนกรานอยู่ในภาวะเดิมๆ แล้วอาจารย์สัญชัยก็คงเวียนว่าย ตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสาร ไม่รู้จักจบสิ้น ส่วนศิษย์ทั้งสอง กลับมีความเห็นตรงกันข้ามกับอาจารย์ เพราะเป็นคนฉลาด รู้ดีว่าอะไร ผิด และ อะไรถูก อะไรมีประโยชน์อย่างไร อะไรมีโทษ แล้วเลือกถือเอาแต่เฉพาะสิ่งที่มีประโยชน์เท่านั้น ผลสุดท้ายท่านก็พ้นทุกข์ พร้อมทั้งได้รับตำแหน่งอันสูงเกียรติเป็นถึงพระอัครสาวกมีชื่อเสียงโด่งดัง และ มีอนุสาวรีย์ของท่านปรากฏให้อนุชนรุ่นหลังได้กราบไหว้บูชา และ ยึดถือสืบมาจนทุกวันนี้



นี่คือ ..... ผลของการเข้าใจมอง คือมองให้เข้าไปถึงใจ จนเห็นชัดเจนตามความเป็นจริง ท่านทั้งสองเป็นคนเข้าใจมอง เข้าใจคิด ไม่ยอมหลงติดในการเล่นเต้นรำเหมือนหนุ่มสาวอื่นๆ เพราะท่านเห็นว่าไร้สาระ ไม่ใช่ของจริง ที่จะทำให้พ้นทุกข์ได้ ทั้งที่ชื่อก็บอกอยู่ชัดๆแล้วว่าเล่น คือไม่ใช่ของจริงนั่นเอง ถ้าใครขืนจะมาหาสาระในของเล่นๆ เหล่านั้น ก็เท่ากับพยายามหาหนวดเต่า หาเขากระต่าย ซึ่งไม่มีวันจะพบได้เลย



อีกอย่างหนึ่งท่านเห็นว่า ..... ทั้งคนเล่น ทั้งคนดู อยู่ไม่ถึง ๑๐๐ ปี ก็ตายหมด ความจริงเรื่องตายๆนี้ พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า ให้หมั่นนึกกันไว้เสมอๆ เพราะเป็นเสมือน ห้าม ล้อม ป้องกัน การหลงรัก หลงชัง หลงเขลา ได้อย่างศักดิ์สิทธิ์ ดังประพันธ์ภาษิตของพระมหาเถระรูปหนึ่งว่า ...



๏ ๏ ๏ นึกถึงความตาย สบายนัก
มันหักรัก หักหลง ในสงสาร
บรรเทามืด โมหันต์ อันธกาล
ทำให้หาญ หายสะดุ้ง ไม่ยุ่งใจ ๏ ๏ ๏



เรื่องตายนี่เอง ..... ที่เป็นจุดแรกที่ทำให้ท่านทั้งสองสังเวชใจ แล้วทิ้งสมบัติอันมหาศาลออกบวช ชีวประวัติของท่านตอนนี้นับว่า เป็นคติดีมาก เพราะสอนไม่ให้ติดในการเล่นจนเกินไป ควรดูบ้างพอเป็นเครื่องพักผ่อนหย่อนใจ เพื่อคลายอารมณ์ที่เคร่งเครียดในการงาน อย่าให้ถึงขั้นเสียการศึกษาเล่าเรียน และ เสียการเสียงานเป็นใช้ได้ นอกจากนี้ตอนที่ท่านทั้งสองอยู่กับอาจารย์สัญชัย ท่านก็ตั้งใจเรียนอย่างจริงจัง ชั่วเวลาเพียงเล็กน้อยก็เรียนสำเร็จ นี่แสดงว่าวิชาทุกอย่างถึงจะยากอย่างไร ถ้าตั้งใจจริงๆ แล้ว ยากก็เหมือนง่าย ใหญ่ก็เหมือนเล็ก

ฉะนั้น ...... ทุกคนจึงไม่ควรท้อถอย จงตั้งหน้าศึกษาเล่าเรียน
เพราะ ..... รู้อะไรก็ไม่สู้รู้วิชา ไปเบื้องหน้าเติบใหญ่จะให้คุณ



เมื่อท่านทั้งสองเรียนจบแล้ว ..... พิจารณาเห็นว่าไม่ใช่ทางพ้นทุกข์แน่ๆ ท่านจึงเปลี่ยนทางใหม่ด้วยสัญญากันไว้ว่า ถ้าใครพบอาจารย์ดี จะต้องส่งข่าวให้กันและกันทราบทันที หลังจากท่านอุปติสสะ ได้ฟังธรรมของพระอัสสชิ จนสำเร็จพระโสดาบันแล้ว ท่านก็นำข่าวดีนั้นบอกแก่ปิยสหายโกลิตะ นี่ก็แสดงถึงความซื่อสัตย์สุจริตที่รักษาคำมั่นสัญญาไว้ได้อย่างมั่นคง ทั้งส่อถึงความเป็นมิตรที่ดี ชักชวนกันแต่ในทางที่ดี มีประโยชน์ ซึ่งผิดกับเพื่อนบางคนที่คอยแต่จะพากันเข้ารกเข้าพง ผลสุดท้ายก็เสียผู้เสียคนไป ซึ่งเรื่องนี้คอยระมัดระวังบ้างก็จะปลอดภัยดี



อีกอย่างที่สำคัญก็คือ ..... ความมีมารยาทอันงดงามของพระอัสสชิที่สามารถผูกใจท่านอุปติสสะ ให้เลื่อมใสยอมเป็นศิษย์ได้ ทั้งๆที่นับถือศาสนาอื่นอยู่ เรื่องเสน่ห์นี้เชื่อว่าทุกท่านคงชอบ และ อยากมี ดังนั้นควรหันมาปรับปรุงกายของเรา วาจาของเรา ให้ดีๆ ให้อยู่ในลักษณะที่เรียกว่า ทำอะไรอย่าให้เขาขัดตา พูดวาจาอะไรอย่าให้เขาขัดหู เพียงเท่านี้ก็มีเสน่ห์ถมไปแล้ว



อีกตอนหนึ่ง ..... ที่ท่านทั้งสองเข้าไปชวนอาจารย์สัญชัย เพื่อให้ไปเฝ้าพระบรมศาสดา นับว่ามีความกตัญญูดีมาก เพราะเมื่อตนได้พบของดีแล้ว ก็ไม่ลืมครูบาอาจารย์ แต่น่าเสียดาย ที่อาจารย์สัญชัยมิได้สนใจใยดีปฏิปทาของท่านทั้งสองนี้ ควรที่ทุกคนจะยึดเป็นแบบอย่าง คือมีกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ ต่อพ่อแม่ และ ผู้มีพระคุณทั่วๆไป เพราะเพียงแต่ร่มไม้ที่ให้ความร่มเย็นยามเดินทาง คนดีเขายังไม่กล้าริดก้านรานกิ่ง เพราะเขาสำนึกถึงบุญคุณต้นไม้นั้น ไฉน พ่อ แม่ ครูอาจารย์ซึ่งมีพระคุณล้นเหลือ ใครจะลืมท่านได้ลงคอเล่า



จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งในเรื่องนี้ ..... ก็คือ "การตัดบ่วง" ซึ่งท่านทั้งสองตัดได้หมด ทั้ง บ่วงนอก บ่วงใน

บ่วงนอก ..... คือสมบัติอันมหาศาลที่ท่านตัดทิ้ง แล้วออกบวช ซึ่งเราควรยึดแบบของท่านไว้บ้าง แต่ไม่ใช่หมายความว่า จะเกณฑ์ให้ทุกคนพากันทิ้งสมบัติแล้วเข้าวัด เพียงแต่ว่าให้รู้จักเสียสละกันบ้างตามสมควร โดยเฉพาะท่านที่มีทรัพย์สินเหลือกินเหลือใช้ หากจะได้สละออกมาช่วยคนยากจน ช่วยสร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน ก็จะเป็นมหากุศลอันประเสริฐ ยิ่งให้มากก็จะได้มากขึ้นเช่นกัน ดีกว่าที่จะกักตุนสะสมไว้ บำเรอความสุขเฉพาะในวงแคบๆเพียงครอบครัวของเรา ด้วยความภูมิใจที่ได้อยู่บนกองเงินกองทอง ในสภาพของคนกินของเก่า แล้วก็กอดสมบัติตายจากไป ทิ้งสมบัติเอาไว้ให้ลูกหลานยื้อแย่งกันอย่างชุลมุนวุ่นวาย แต่สำหรับศพนั้น รับรองว่าไม่มีใครแย่งแน่ๆ อันธรรมดาต้นไม้ยังมีอะไรดีๆ ผลิตออกมาจากลำต้นให้ประชาชนได้อาศัยบ้าง ส่วนเราเล่าได้ผลิตอะไรให้เป็นประโยชน์แก่โลกบ้าง โปรดคิดดูดีๆ



บ่วงใน ..... อันได้แก่กิเลส ซึ่งท่านทั้งสองสลัดทิ้งจนจิตบริสุทธิ์ ได้บรรลุวิมุตติเป็นพระอรหันต์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ทรัพย์สมบัติและกิเลส จัดว่าเป็นบ่วง ก็เพราะเป็นเครื่องผูกมัดรัดสัตว์โลกให้ติดอยู่ในกองทุกข์ ฉะนั้นเมื่อใครตัดได้ ความทุกข์ก็ไม่มี นับว่าท่านทั้งสองได้สร้างชีวประวัติอันงดงามไว้ให้พวกเราได้ศึกษา ในเชิงทำชีวิตให้เป็นสาระประโยชน์ ด้วยการบำเพ็ญความดีต่างๆดังกล่าวมา เพราะชีวิตนี้น้อยนัก ทั้งไม่มีแก่นสารอะไร เราจะอยู่อาศัยโลกนี้อีกคนละไม่กี่ปีก็จะจากกันไปแล้ว ฉะนั้น จึงควรสร้างความดีชดเชยไว้มากๆ อานุภาพของความดีที่สร้างไว้ ก็จะบันดาลให้ได้รับความสุข ทั้งโลกนี้ และ โลกหน้า ถ้าวาสนาบารมีแก่กล้า ก็จะนำให้พ้นทุกข์ถึงซึ่งบรมสุขคือ พระนิพพาน ...!!!




๕ / ๘

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/01/2004 06:03 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 6  
     
 


พระพุทธศาสนาถือว่า ..... การได้กำเนิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นการยาก และ การที่ได้เกิดมาเป็น มนุษย์นั้น นับเป็นลาภอันประเสริฐ เพราะการได้สภาพเป็นมนุษย์นั้น เป็นการได้โอกาสอันดีงามที่จะพัฒนาตน พัฒนาชีวิตให้ดี หรือเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปกว่าภาวะที่เป็นอยู่ จนกระทั่งถึงภาวะอันเป็นความสมบูรณ์แห่งชีวิต ตามคติแห่ง "พระพุทธศาสนา"

แต่ทั้งนี้ ..... ขึ้นอยู่กับว่าใครจะใช้โอกาสอันดีนี้ ให้เกิดประโยชน์ได้เพียงไร ซึ้ง "พระพุทธศาสนา" ได้ชี้แนะแนวทาง ในการพัฒนาตน พัฒนาชีวิต ให้เจริญ อย่างเป็นขั้นตอนไว้ด้วยแล้ว อย่างพร้อมมูล ผู้ที่ศึกษาเรื่องของ "ชีวิต" ย่อมจะเป็นผู้ไม่ปล่อย ให้ชีวิตผ่านไปอย่างไร้สาระ แต่จะเป็นผู้รู้จักใช้ชีวิตอย่างเป็นประโยชน์ ด้วยการสร้าง และ กระทำแต่สิ่งอันเป็นประโยชน์ทั้งปวงตามความสามารถ ผู้ซึ่งทำได้เช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นผู้มีชีวิตเจริญด้วยผลดี อันจะพึงได้ทั้ง ในโลกนี้ และ ในโลกหน้า

อย่าลืมนะคะ ..... เป็นคนดี คิดดี ทำดี และ ไม่โลภ ทุกอย่างก็จะดีตามมาเองคะ ..... ฯลฯ

.................................................................
อ้างอิงจาก ::::: พระธรรมเทศนาและโอวาท ในวันสงกรานต์ ๑๓ เมษายน ๒๕๔๖
โดย ::::: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก




๖ / ๘

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/01/2004 06:06 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 7  
     
 


In Buddhism, we believe borning as human is so hard and it is also good fortune because living as a human is the greatest opportunity for creating a good life or improving one's life until reaching the nirvana, the freedom from karmic suffering, In Buddhism's belief

However anyone who uses this chance for his/her own benefit on the buddha way of light for making a good life step-by-step with the well arrangement one who is aware with one's "life" will not let the time goes by but will usefully spend it with creativity and activity with the full performance one who did those will have the greatest living whenever in this life or next life.

Don't forget being good person ... good thinking ... well-behaved and unselfishness every good things will be appeared soon ...

.................................................................
แปลโดย ..... พี่เก่ง นะคะ




๗ / ๘

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/01/2004 06:10 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 8  
     
 
แม้ว่า ..... วิถีชีวิตของมนุษย์จะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย แต่ร่างกายของคนเรา ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย สรีระของเราเป็นสรีระเดียวกับของคนที่อยู่ถ้ำ หาของป่า และ ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์ แม้ว่าในบางถิ่น ผู้คนบางกลุ่มเริ่มรู้จักวาดภาพ ทอผ้า หรือ สร้างบ้านเมือง แต่คนเหล่านี้ ก็ได้อาศัยโครงสร้างสรีระ และ อวัยวะ อย่างเดียวกับของเราๆ ท่านๆนี่แหละ ในการดำรงชีวิตให้คงอยู่ โดยใช้เรี่ยวแรงอย่างสมบุกสมบันกันเป็นส่วนใหญ่

ธรรมชาติได้ออกแบบ ..... และ ปรับปรุงสรีระร่างกายของคนเราให้เหมาะกับการ หาอยู่ หากิน ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร หรือ ท้องทุ่ง หากว่าสรีระของมนุษย์จะมีการวิวัฒนาการมากไปกว่านี้ ก็จะต้องใช้เวลาเป็นนับแสนปี ถึงจะส่งผลชัดเจน แต่ว่าความเร็วในการเรียนรู้ของมนุษย์ ทำให้วิถีชีวิตของเรารุดหน้าไปได้เร็วกว่า ที่ธรรมชาติส่วนของร่างกายจะตามทัน ในชั่วเวลาไม่กี่พันปี มนุษย์ก็เริ่มอยู่ในเมือง มีการแบ่งสรรหน้าที่การงาน คนบางกลุ่มหยุดเข้าป่าล่าสัตว์ หรือ เลิกจับจอบ จับเสียม หากแต่ทำงานโดยใช้สมองเป็นหลัก แต่ชีวิตนั้นไม่ได้มีเพียงร่างกายเท่านั้น เราทุกคนยังมีจิตใจ ซึ่งเต็มไปด้วยพลังอันเร้นลับที่หลากหลาย



พลังแห่งสมาธิ ..... ที่ช่วยให้จิตตั้งมั่น สงบเยือกเย็น เปี่ยมไปด้วยพลัง และ ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย

พลังแห่งสติ ..... ก็ประคองจิตใจของเราให้เป็นปกติ ไม่ขึ้นๆลงๆอย่างรวดเร็ว จนบั่นทอนจิตใจและร่างกาย

พลังแห่งปัญญา ..... เกิดขึ้นได้จากการรู้เท่าทันความจริงของชีวิตและโลก จนเห็นถึงความไม่เที่ยงของความแปรปรวนและสภาวะที่ไม่สามารถ ยึดเอามาเป็นของเราได้

ปัญญา ..... จึงทำให้เราทำงานโดยรู้จักปล่อยวาง รับผิดชอบ แต่ไม่ยึดติดอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง ด้วยเหตุนี้ จึงช่วยให้เรามีชีวิตอยู่อย่างไม่เครียด และ ที่สำคัญคือ รู้ว่าอะไรคือสาระของชีวิต แทนที่จะฉวยเอาเงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ และ อำนาจ ก็กลับกลายมาเห็นคุณค่าแห่งความสุข ความสงบทางจิตใจ เป็นสำคัญ เมื่อส่วนบุคคลมีความผาสุกดีแล้ว ย่อมเป็นส่วนช่วยเสริมสร้างและเอื้อเฟื้อให้ผู้อื่นในสังคมของเรานั้น ได้มีผลพวงแห่งความสุขด้วยเช่นกัน

อย่าลืมนะคะ ..... แม้เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเป็นคนดีได้เสมอคะ




โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/


๘ / ๘
 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/01/2004 06:14 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 10  
     
  สาธุครับ คุณผู้หญิง ขอให้มีความพากเพียรในการเจริญ มหาสติปัฏฐาน๔ นะ แล้วจะพบแก่นแท้แห่งพระพุทธศาสนา

ที่เขียนแนะนำมาดีแล้วครับ ปฏิบัติให้ยื่งๆขึ้นไปครับ


โชคดีนะ
 
     
    By: นรชาติ     5/01/2004 12:27 PM  (203.121.143.131)
 

 
  หัวข้อ : 11  
     
  สาธุ ให้จำเริญ จำเริญ นะแม่...........คู๊นนนนนนนนน(อ่านยานยาน) อุตส่าห์หาเรื่องบุญเรื่องกุศลมาเป็ฯธรรมทาน อายุมั่นขวัญยืนตลอดปีและตลอดไปนะจ๊ะ

-----------------------------------
By: blackninja (203.113.41.103) 5/01/2004 02:24 AM
 
     
    By: Copy     10/01/2004 01:06 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 12  
     
 


สถาบันพระพุทธศาสนา ..... คนไทยสำนึกเสมอว่า พระพุทธศาสนาคือหัวใจของประเทศชาติ ที่บรรพบุรุษเทิดทูนบูชา พิทักษ์รักษา ทำนุบำรุงมาตั้งแต่มีแผ่นดินไทย ... ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับประวัติศาสตร์ชาติไทย ... พระพุทธศาสนาจะยังคงเป็นหนึ่งในสถาบันหลักของชนชาติไทยตลอดไป ... พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของบรรพบุรุษ เป็นศาสนาที่เป็นสัญลักษณ์อันงดงามของคนชาติไทย ... การเป็นชาวพุทธนั้น ต้องเรียนรู้หลักพระพุทธศาสนา และ ปฏิบัติตามให้เคร่งครัด ให้ได้ลิ้มรสพระพุทธศาสนาจริงๆ

คนไทยภาคภูมิใจว่า ..... การเกิดเป็นคนไทย และ ได้เป็นชาวพุทธนั้น เป็นสิ่งที่ชนชาติอื่นปรารถนาอยากเป็น ... พึงเข้าใจให้ถ่องแท้ว่าพระพุทธศาสนาให้เสรีภาพ มิใช่เพียงกาย แต่ให้เสรีภาพไปถึงส่วนลึกของจิตใจ หากแต่เป็นเสรีภาพที่มีธรรมาธิปไตยเป็นพื้นฐาน ... พึงเรียนให้รู้ว่า วิถีชีวิตแบบพุทธเป็นอย่างไร พระพุทธศาสนาดีอย่างไร หาเหตุผลให้ได้ว่า ทำไมบรรพบุรุษไทยจึงหวงแหนเทิดทูนยิ่งนัก

คนไทยพร่ำสอนอบรมให้ลูกหลานเข้าใจว่า ..... พระพุทธศาสนาคือ รากแก้วของวัฒนธรรมไทย ฉะนั้นวัฒนธรรมไทยก็คือวัฒนธรรมพุทธ การทำนุบำรุง ปฏิบัติ รักษา เทิดทูนพระพุทธศาสนา ทั้งให้เป็นศาสนาประจำชาติ และ ศาสนาประจำใจนั้น เป็นหน้าที่ของคนไทยชาวพุทธทุกคน

----------------------------------------------------
ที่มา :::http://www.numtan.com/story_2/view.php?id=78

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   28/01/2004 06:09 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 13  
     
  สวัสดีครับคุณน้ำตาล ติดตามอ่านผลงานมาตลอดเข้ามาแวะทักเป็นครั้งแรกครับ คุณน้ำตาลเคยได้ยินคำว่า"น้ำไม่ไหลตลิ่งไหลน้ำไหลตลิ่งไม่ไหล" บ้างใหมครับ เป็นคำที่ท่านอาจารย์พุทธทาสพูดหรือเป็นคำพูดที่ประกอบอยู่ในการแสดงธรรมของงานล้ออายุครั้งสุดท้ายที่สวนโมกข์พลาราม คิดตามแบบผมมีความหมายที่ซ่อนไว้มากเหลือเกินและสามารถเจริญธรรมได้ตามพื้นของแต่ละคน เหมือนกับที่ท่านแสดงธรรมว่า"ค้นหาธรรมได้จากช่องว่างระหว่างบรรทัด"นะครับ อยากชวนคุณน้ำตาลลองใช้คำที่มีการขีดเส้นใต้ไว้มาเป็นคำตั้งและช่วยกันแสดงความเห็นทางธรรมกันออกมาเพื่อเป็นการบูชาธรรมของพระพุทธองค์ครับ ฝากหนังสือน่าอ่านอีกเล่มให้คุณน้ำตาลช่วยพิจารณาครับหนังสือชื่อ"คู่มือมนุษย์"ของท่านพุทธทาสไม่ทราบว่าคุณน้ำตาลได้เคยแนะนำหรือยัง...เป็นกำลังใจให้โดยตลอดครับแม้ว่าจะไม่ได้ถ่ายทอดมาเป็นตัวหนังสือหรือเสียงให้ได้ยิน สวัสดีครับ  
     
    By: ธรรม  Mail to ธรรม   22/02/2005 04:14 PM  (203.150.217.118)
 

 
  หัวข้อ : 14  
     
  สวัสดีคะ ......
ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ แล้วก็ขอบคุณ
คุณธรรม มากๆ ที่แวะเข้ามาทักทายกัน
แต่ที่นี่คงไม่เหมาะสำหรับตั้งกระทู้เกี่ยวกับทางธรรม
ไปตั้งกระทู้ที่
http://www.budpage.com ดีกว่านะคะ
น่าจะมีท่านผู้รู้มากมาย มาให้คำตอบที่ได้สาระมากๆ กว่าที่เว็บไซต์ของน้ำตาล


โชคดีนะคะ




 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   22/02/2005 05:15 PM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 15  
     
  คห.1 ที่บอกว่า น่าแปลกมั้ย ..... ที่เราบ้าเห่อวัฒนธรรมของฝรั่งอย่างไร้สาระ แต่ฝรั่งกลับมาเรียนรู้เรื่องที่เป็น "สาระแก่นสารของชีวิต"

ไม่แปลกเลย มันเป็นธรรมดาของโลกนี้ครับ มนุษย์เราไม่ค่อยสนสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ แต่มักจะขวนขวายหาสิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ เรื่องธรรมะ ภาพพระพุทธเจ้า ดอกบัว.... เป็นสิ่งที่อยู่กับเรามาแต่เิกิด เราจึงอยากสัมผัสสิ่งที่มันแปลกใหม่กว่านี้บ้าง แต่สำหรับฝรั่งแล้ว มันเป็นแปลกใหม่สำหรับเขา จึงเกิดความสนใจ อยากรู้ว่าศาสนาพุทธเป็นอย่างไร เขาจึงละทิ้งพระเจ้าที่เขาเคยมีแล้วมาเห่อศาสนาพุทธแทน เหมือนคนไทยบางคนที่เริ่มเห่อศาสนาคริสต์ สั่งหนังสือพลังแห่งชีวิตหรือหนังสือพระเยซูมาอ่าน เหอะๆ ต่างคนก็ต่างมีดีคนละด้านน่ะแหละ
 
     
    By: Max     31/03/2005 01:38 AM  (61.91.142.108)
 

 
  หัวข้อ : 16  
     
 
quote:
.................... สังคมไทยมีช่องว่างในสังคม ระหว่างคนสมัยเก่าและสมัยใหม่ เช่น ในด้านการพูดจา การแต่งกาย และ ทัศนคติ ซึ่งบางกลุ่มชนก็ยึดติดอยู่กับของเก่าจนไม่ลืมหูลืมตา บางพวกก็ไม่รับของเก่า รับเอาแต่วัฒนธรรมใหม่ๆ จากต่างชาติอยู่ตลอด ที่จริงแล้วเราควรยึดเอาแนวทางสายกลาง เพื่อแสวงหาจุดต่อเนื่อง ระหว่างอดีตและปัจจุบัน ที่เหมาะสม ..!!

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   31/03/2005 07:14 AM  (202.44.8.98)
 

 
  หัวข้อ : 17  
     
  ภายในสัมผัสภานนอก..ก่อเกิดความคิด
ใคร่ครวญอดีต...ก่อความหมายรู้
หมายรู้ตัวเองยึดมั่นดั่งนั่น..ก่อความรู้สึกสารพัน
ดับความเป็นเหตุทุก..ทุกข์..อย่างนั้น..เข้าใจความดี
 
     
    By: ผ่านมา     8/04/2005 01:18 AM  (203.151.140.118)
 

" ?????? "    ???   test   3/02/2016 02:39 PM
     
  http://ชาติไทย.com/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/  
     

     
 
       
ชื่อ - นามสกุล ::
  *
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
       
     
 
     
 
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ


Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.