| หน้าที่ท่านบรรเลง | บันทึกข้องน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนด | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- - เข้าระบบผู้ดูแล - -



เชื่อได้จริงๆ หรือ ...???
     
 


อ้างอิงจาก ..... มองให้เห็นความจริง
เขียนโดย ..... บริสุทธิ์ กาสินพิลา
ภาพประกอบ ..... Send4Fun



โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

1 / 2

 
     
      By : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    15/12/2003 12:28 AM  (203.107.130.10)  
 
 
 
  หัวข้อ : 2  
     
 


เชื่อได้จริงๆ หรือ ...???

ทุกปีช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ..... จะมีการพยากรณ์ด้านต่างๆ ออกมามากมาย ตั้งแต่การพยากรณ์เศรษฐกิจปีใหม่ พยากรณ์การเมือง สังคม เลยไปจนถึงทางด้านโหราศาสตร์ที่ออกมาทำนายทายทักดวงบ้านดวงเมือง แถมบางท่านถือวิสาสะอย่างห่วงใย ดูเลยไปถึงเรื่องส่วนตัวของผู้ใหญ่ของบ้านเมืองถึงขั้นรุนแรงเลยก็มี เราจะมองหาความจริงจากการพยากรณ์เหล่านี้ได้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด

บางทัศนะ ..... อาจไม่สนใจคำพยากรณ์ใดๆ เลยก็เป็นได้ เพราะเชื่อว่าทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เดี๋ยวผลลัพธ์สุดท้ายมันก็ดีเอง คิดอย่างนี้ก็ไม่ผิด คิดแล้วน่าจะมีความสุขมากกว่า

แต่โลกแห่งความเป็นจริง..... ทางธุรกิจไม่อนุญาตให้คิดเช่นนั้น เพราะธุรกิจต้องพยายามมองหาความจริงไปทางหน้าให้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เพื่อเตรียมการเตรียมตัวไว้รับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านบวก สถานการณ์แวดล้อมมีแนวโน้มที่ดี ก็ต้องเตรียมขยายงาน ตรงข้าม ถ้าไม่ดีก็ต้องเตรียมรับมือกับวิกฤติการณ์ หากขืนปล่อยให้ธุรกิจเป็นไปเอง ไม่เตรียมรับกับอนาคต ย่อมมีแต่เจ๊งกับเจ๊งเพราะปรับตัวไม่ทัน



ด้วยเหตุนี้..... การพยากรณ์ทางเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญมาก มีการศึกษาค้นคว้าในเรื่องนี้ เป็นการเฉพาะทีเดียว มีการสร้างแบบจำลองทางเศรษฐกิจไว้หลายแบบ สำหรับการพยากรณ์ และ ทุกปลายปีจะมีการสัมมนาทั้งวงใหญ่วงเล็กมากมาย เพื่อคาดการณ์เศรษฐกิจปีต่อไป

ในยามปกติ..... การพยากรณ์ทางเศรษฐกิจซึ่งถือว่า เป็นสาขาวิชาหนึ่งทางด้านเศรษฐศาสตร์ จะมีความถูกต้องสูงมาก เพราะเป็นการวิเคราะห์โดยใช้แบบจำลอง ซึ่งมีการรวบรวมข้อมูลในอดีตหลายสิบปีมาสร้างแบบ มีการนำข้อมูลปัจจุบันทุกด้านที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์ร่วม แต่ในระยะ ๒-๓ ปีหลังนี้ เราจะพบว่ามีการพยากรณ์ทางเศรษฐกิจเกิดความผิดพลาดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระดับในประเทศหรือระหว่างประเทศ ทำนายกันผิดเกือบทั้งหมดเลยก็ว่าได้

หลายปีก่อนโน้น ..... คราวที่เศรษฐกิจเอเชียรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว สำนักวิเคราะห์ระดับโลกต่างๆ ชี้เป็นการใหญ่ว่านั่นคืออัศจรรย์แห่งเอเชีย เอเชียจะเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของโลก ประเทศไทยจะเป็นเสือตัวที่ ๕ แห่งเอเชีย นักวิเคราะห์ในประเทศก็ขานรับ ออกมาตีฆ้องร้องป่าวเป็นการใหญ่ ประเทศไทยจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ปัจจัยแวดล้อมทุกสิ่งทุกอย่างดูดีไปหมด อะไรๆ ก็ดูดีไปหมด ตอนนั้นถ้ามีใครสักคนมาบอกว่าไม่จริง คนอื่นๆ ก็คงหาว่าบ้า

ครั้นเศรษฐกิจเอเชียตกต่ำเกิดวิกฤติรุนแรง ..... กระทั่งลามไปสู่ภูมิภาคอื่นของโลก นักวิเคราะห์ต่างหาเหตุผล หาข้อมูลมาอธิบายเป็นการใหญ่ จุดอ่อนข้อบกพร่องแห่งเอเชียถูกนำมาตีความขยายความอย่างเป็นเหตุเป็นผลทีเดียว



ณ เวลานี้ จะต้นปี ๒๕๔๗ แล้ว ..... ประชาชน นักธุรกิจไทย ได้รับคำบอกกล่าวจากรัฐบาลว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัว นักธุรกิจหลายๆ คนเริ่มเห็นคล้อยกับรัฐบาล เพราะสัญญาณหลายอย่าง เช่น สภาพคล่องระบบการเงินดีขึ้น กำลังซื้อบางสาขาธุรกิจก็ส่งสัญญาณให้เห็น ความเชื่อที่เริ่มคล้อยตามคำพยากรณ์ของรัฐบาลคงไม่มากเท่าไหร่ ประการสำคัญ ความเชื่อจะเกิดจากความอยากให้เป็นเช่นนั้น ของผู้เชื่อ กลับมาเสริมให้น้ำหนักความเชื่อมากกว่า

นักธุรกิจและประชาชนทั่วไปอยากให้เศรษฐกิจดีขึ้น..... ใครที่มาชี้นำบอกว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นย่อมมีความโน้มเอียงที่จะเชื่อเช่นนั้น แต่ถ้าหากเราฉุกคิดนิดหนึ่ง ย้อนเอาประสบการณ์ไม่กี่ปีมานี้มาขบคิด ก็จะเกิดคำถามขึ้นมาว่า ที่รัฐบาลพยากรณ์ออกมาเช่นนี้ เชื่อถือได้หรือไม่ จะเหมือนกับหลายครั้งที่ผ่านมาหรือเปล่า แล้วจะเชื่ออะไรดี ที่ผ่านมา การพยากรณ์ทางเศรษฐกิจ มีความผิดพลาดตรงไหน และ การรับรู้การเชื่อถือต่อคำพยากรณ์ของเราบกพร่องอย่างไร แต่ที่น่าถามตัวเองมากที่สุด คือคำถามที่ว่า เราสามารถคิดและวิเคราะห์ได้เพียงแค่ตามกระแสหลักๆ ที่เค้าว่ากันมา แล้วเราก็ว่าต่อไปเท่านั้นหรือ มองอะไรมากว่านั้น ไกลกว่านั้นไม่ได้เชียวหรือ ...?



หากสรุป ..... เอาจากประสบการณ์ระยะใกล้ๆนี้ ก็พอจะเห็นว่า ข้อบกพร่องในการคาดการณ์ไปข้างหน้านั้นเกิดจากอะไรบ้าง

ประการแรก ..... ความอยากให้เป็น อันเป็นผลต่อเนื่องจากประโยชน์ส่วนตัว ประโยชน์ของกลุ่มประเทศชาติ ดังที่กล่าวแล้วว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอยติดต่อมาเป็นเวลาหลายปีนี้ เราก็มีความโน้มเอียงอยากจะเชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น ใครพูดเราก็จะเชื่อ หรือหากปรากฏข้อมูลใดๆ ขึ้น ก็จะถูกนำมาเสริมความเชื่อดังกล่าวนี้เป็นส่วนใหญ่ ความอยากให้เป็น เช่นนั้น เช่นนี้ เป็นตัวการใหญ่ที่สุดที่ทำให้การมองหาความจริงผิดพลาด เป็นอคติ ปิดกั้นไม่ให้มองเห็นความจริงที่สมบูรณ์ เพราะเราไม่อยากจะเชื่อว่าจะเกิดเรื่องร้ายๆ เราอยากจะเชื่อว่ามีเรื่องดีๆ

ประการที่สอง ..... การขาดข้อมูล ความรู้ ต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของโลก เราไม่รู้ว่าภาพรวมของทุนนิยมโลกปัจจุบันเป็นอย่างไร จะคลี่คลายไปทางไหน เรารับรู้เพียงผลของมันว่า โลกทุกวันนี้เศรษฐกิจประเทศใดประเทศหนึ่งจะเจริญเติบโตได้นั้น ประสิทธิภาพการผลิตการอดออมของประชาชน และ ผู้ประกอบการในประเทศนั้นๆ ไม่ใช่ตัวแปรสำคัญที่สุดอีกแล้ว แต่มันขึ้นอยู่กับว่า เงินลงทุนก้อนใหญ่จะไหลไปที่ไหน ที่ตรงนั้นก็จะเสมือนถูกอัดฉีด จะเกิดการเติบโตอย่างรวดเร็ว ตรงข้าม ถ้าเงินทุนไหลออกเมื่อใด ก็เป็นอันเจ๊งเช่นกัน

ประการที่สาม..... สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง บรรดากฎเกณฑ์ หลักการทั้งหลายนั้น กำหนดขึ้นมาจากสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจสังคมที่แน่นอนขณะหนึ่งๆ เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง แต่เรายังคงยึดในกฎเกณฑ์หลักการเดิมๆ ด้วยความเคยชิน ย่อมทำให้เกิดความผิดพลาด เช่นประเทศไทยมีสมมติฐานว่า เศรษฐกิจจะฟื้นเมื่อมีทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามา จึงพยายามกำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อให้ต่างชาติเชื่อมั่น เพื่อให้เงินทุนไหลเข้า ทั้งที่สภาพแวดล้อมทุนนิยมโลกเปลี่ยนไป เกิดความผันผวนยากที่จะเกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนขนาดใหญ่เหมือนที่ผ่านมา แต่สมมติฐานในการกำหนดนโยบายของไทยไม่เปลี่ยนตาม วิธีการเดิมๆ กฎเกณฑ์เดิมๆ ตามความเคยชินดังนี้ ทำให้เรามองสถานการณ์ผิดพลาด



การมองให้เห็นความจริง ..... การทำความเข้าใจกับความจริงในโลกเศรษฐกิจธุรกิจนั้น มิใช่เรื่องง่าย เพราะความจริงเป็นสิ่งที่แปรเปลี่ยนอยู่เสมอ แต่ก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากยังต้องมีชีวิต หากยังต้องดูแลองค์กรธุรกิจ และ แม้จะเข้าใจความจริงเหล่านี้แล้ว ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะสามารถดำเนินกลยุทธ์ไปสู่เป้าหมายได้เสมอ เพราะธุรกิจแต่ละประเภทเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์แต่ละชนิด ในสภาพแวดล้อมหนึ่ง เมล็ดพันธุ์บางอย่างอาจเติบโตได้ดี บางอย่างอาจไม่เติบโต ขณะเดียวกัน ในหมู่เมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมนั้น บางเมล็ดพันธุ์ที่ไม่สมบูรณ์ก็ไม่อาจเติบโตได้เช่นกัน

ในโลกธุรกิจหากเป็นได้ ..... ขอเลือกเป็นเมล็ดพันธุ์ที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม แต่ถ้าเลือกไม่ได้ ก็ต้องเป็นเมล็ดพันธุ์สมบูรณ์ที่เฝ้ารอฤดูกาลของตัวเองในวันข้างหน้า หากคิดอย่างผิวเผิน การมองหาความจริง มองให้เห็นความจริงนั้น ไม่น่าจะเป็นเรื่องยุ่งยาก เห็นม้าก็บอกว่าเป็นม้า เห็นดวงจันทร์ก็บอกว่านั่นคือดวงจันทร์ หรือเห็นดวงดาวก็บอกว่าเป็นดวงดาว

แต่ถ้าจะคิดกันให้ละเอียด ..... กลับไม่ง่ายเช่นนั้น ดวงดาวที่เรามองเห็นบนท้องฟ้าไกลโพ้นดวงนั้น กว่าแสงของดวงดาวจะเดินทางมาถึงพื้นโลกให้เรามองเห็น บางดวงใช้เวลานับพันนับหมื่นล้านปีแสง เมื่อแสงเดินทางมาถึงโลกเรา ดาวดวงนั้นคงไม่อยู่ในต่ำแหน่งที่เรามองเห็น โคจรไปไหนต่อไหนแล้วก็เป็นได้ ....




โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

2 / 2

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/12/2003 12:50 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 3  
     
  เชื่อได้มั่ง ไม่ได้มั่งก็แล้วกัน!!!!  
     
    By: A  Mail to A   21/12/2003 11:31 PM  (203.147.0.44)
 

 
  หัวข้อ : 4  
     
  มูลเหตุคงเป็น ความโลภนั่นแหละ  
     
    By: ผ่านมา     8/04/2005 02:43 AM  (203.151.140.118)
 

" ?????? "    ???   test   3/02/2016 02:39 PM
     
  http://ชาติไทย.com/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/  
     

     
 
       
ชื่อ - นามสกุล ::
  *
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
       
     
 
     
 
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ


Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.