| หน้าที่ท่านบรรเลง | บันทึกข้องน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนด | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- - เข้าระบบผู้ดูแล - -



ร่มแผ่นดิน
     
 


เฉลิมพระชนมพรรษา ..... ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ข้อมูลจาก ..... เจ้านายเล็กๆ - ยุวกษัตรย์
บทพระนิพนธ์ ..... สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณีวัฒนาฯ
ภาพจาก ..... ปฏิทินปี พุทธศักราช ๒๕๔๒ ของ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.)

 
     
      By : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    25/11/2003 06:46 PM  (203.107.130.10)  
 
 
 
  หัวข้อ : 1  
     
 


ร่มแผ่นดิน

นับแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๗๐ ..... เจ้านายพระองค์น้อยเจริญชนม์เป็นกษัตริย์ผู้ทรงดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรมทรงอุทิศพระองค์ บำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการน้อยใหญ่ครบถ้วนสมบูรณ์ ด้วยพระวิริยะอุตสาหะ และ พระปรีชาญาณอันสูงส่ง ยังให้พสกนิกรภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารต่างอยู่เย็นเป็นสุข จวบจนทุกวันนี้ และ เมื่อกาลเวลานับเนื่องมาจนถึงวโรกาสอันเป็นอภิลักขิตมหามงคลสมัย ที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๗๖ พรรษา ในวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖ นี้

เว็บไซต์น้ำตาล และ เพื่อนๆ ..... ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ร่วมเทิดพระเกียรติในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการบันทึกและรำลึกภาพเหตุการณ์ พระราชประวัติ และ พระจริยาวัตรอันงดงาม ตั้งแต่พระชนมายุ ๑ ชันษา จวบจนถึงปัจจุบัน

ด้วยความปลาบปลื้มซาบซึ้ง ..... และ ภาคภูมิใจอย่างสูงสุด ที่ได้เกิดเป็นข้าแผ่นดินอยู่ใต้ "ร่มแผ่นดิน" ร่มพระบรมโพธิสมภาร และ ด้วยพลังแห่งความจงรักภักดี และ ความกตัญญูกตเวทีต่อองค์ในหลวง และ แผ่นดินแห่งมาตุภูมิ เว็บไซต์น้ำตาล และ เพื่อนๆ ขอยืนยันในปณิธานที่จะมุ่งมั่นกระทำความดี พร้อมเชิญชวนเพื่อนๆ ร่วมใจร่วมพลังร่วมสร้างแผ่นดินนี้ ให้ผาสุกร่มเย็น ดังเช่นในหลวงทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้ทุกประการ


ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน


ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
เว็บไซต์น้ำตาล และ เพื่อนๆ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/11/2003 06:49 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 2  
     
 


วันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๐ .....
เด็กชายคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้น ต่อมาโลกได้จารึกพระนามของพระองค์ไว้
ในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักของปวงชนชาวไทย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาล เมานท์ออเบอร์น เป็นเคมบริดจ์ รัฐแมสสาชูเชตต์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีเถาะ นพศกจุลศักราช ๑๒๘๙ ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๐

มีพระนามเดิมว่า ..... พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ซึ่งเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี และ สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นาง เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประสูติเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคมพุทธศักราช ๒๔๖๖ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๘ ณ เมืองไฮเดลแบร์ก ประเทศเยอรมนี

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/11/2003 07:41 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 3  
     
 


๒๔๗๑ ..... หนึ่งชันษา ก่อนเสด็จกลับประเทศไทย

เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๑ ..... ได้โดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก ซึ่งทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา กลับประเทศไทย ประทับ ณ วังสระปทุม ต่อมาในวันที่ ๑๔ กันยายนพุทธศักราช ๒๔๗๒ สมเด็จพระบรมราชชนกสวรรคต ขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงเจริญพระชนมายุได้ไม่ถึงสองพรรษา และเมื่อมีพระชนมายุได้ ๕ พรรษา ได้ทรงเข้ารับการศึกษาชั้นต้น ณ โรงเรียนมาแตร์ เดอี กรุงเทพมหานครฯ

จนถึงพุทธศักราช ๒๔๗๖ ..... จึงเสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินี และสมเด็จ พระบรมเชษฐาธิราช เพื่อทรงศึกษาต่อในชั้นประถมศึกษาในโรงเรียน Miremont ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ จากนั้น ทรงเข้าศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียน Ecole Nouvelle de la Suisse Romande, Chailly-sur Lausanne เมื่อทรงรับ ประกาศนียบัตร Bachelier es Letters จาก Gymnase Classique Cantonal แห่งเมืองโลซานน์แล้ว ทรงเข้า ศึกษาในมหาวิทยาลัยโลซานน์ โดยทรงเลือกศึกษาในแขนงวิชาวิทยาศาสตร์

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/11/2003 09:05 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 4  
     
 


๒๔๗๒ .....
สองชันษา ทำบุญ ช่วยกันปล่อยนก เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/11/2003 09:42 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 5  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๗๓ ..... ชุดลูกเสือปัตตานี

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/11/2003 11:32 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 6  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๗๔ .....
ชั้นเด็กเล็ก ในโรงเรียนอนุบาลของมิสซิสเดวิส

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   26/11/2003 01:44 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 7  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๗๕ .....
ทรงชุดละครไทย ซึ่งสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าประทานให้

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   26/11/2003 03:29 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 8  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๗๖ .....
สำราญพระอิริยาบถ ณ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   26/11/2003 05:46 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 9  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๗๗ .....
รัฐบาลกราบบังคมทูลเชิญ พระวงวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระเชษฐา
เสด็จขึ้นสืบราชสมบัติครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๘ แห่งบรมราชจักรีวงศ์

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   26/11/2003 09:21 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 10  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๗๘ .....
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช พระอนุชา จึงทรงได้รับการสถาปนาพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   26/11/2003 09:23 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 11  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๗๙ ..... สองพี่น้อง

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   26/11/2003 09:29 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 12  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๘๐ .....
"รถลากไม้" ทรงประดิษฐ์ด้วยพระองค์เอง

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   26/11/2003 09:43 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 13  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๘๑ .....
โดยเสด็จพระราชดำเนินตาม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นิวัติประเทศไทย
เป็นครั้งแรก แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   26/11/2003 09:46 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 14  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๘๒ .....
ประทับอยู่ ณ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   26/11/2003 09:52 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 15  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๘๓ ..... กิจกรรมหนึ่งที่ทรงโปรด

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   26/11/2003 09:55 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 16  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๘๔ .....
ยามภาวะสงครามน้ำมันขาดแคลน ทรงจักรยานไปโรงเรียน

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   26/11/2003 09:59 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 17  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๘๕ .....
สามพระองค์ กับ ลูกแมว สัตว์เลี้ยงที่ทรงโปรด

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   26/11/2003 10:07 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 18  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๘๖ .....
ยามว่าง ทรงศึกษา ศิลปะ งานช่าง จากครูชาวฝรั่งเศส

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   26/11/2003 10:14 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 19  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๘๗ .....
สองพี่น้องที่ไม่เคยอยู่ห่างกันเลย

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   26/11/2003 10:18 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 20  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๘๘ .....
ทรงเป็นปราชญ์ แห่งคีตศิลป์
และในปีนี้ได้โดยเสด็จพระราชดำเนิน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
นิวัติประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   26/11/2003 10:36 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 21  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๘๙ .....
ทรงเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน ในวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จสวรรคตโดย กระทันหัน ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง รัฐสภาได้มีมติเอกฉันท์เห็นชอบให้อัญเชิญ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชสมบัติสืบราชสันตวงศ์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๙ ในวันเดียวกัน แต่เนื่องจากยังมีพระราชกิจด้านการศึกษา จึงต้องเสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่ง ในเดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๙ เพื่อทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัย แห่งเดิม ในครั้งนี้ทรงเลือกศึกษาวิชากฎหมาย และ วิชารัฐศาสตร์ แทนวิชาวิทยาศาสตร์ที่ทรงศึกษาอยู่เดิม

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   26/11/2003 10:43 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 22  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๙๐ .....
สมเด็จพระชนนี ทรงปลูกฝังให้พระราชโอรสตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   26/11/2003 10:49 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 23  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๙๑ ..... ระหว่างประทับอยู่ ณ สวิสเซอร์แลนด์ ทรงโปรดการขับรถยนต์ไปในที่ต่างๆ ทั่วยุโรป แล้ววันหนึ่งก็มีข่าวร้ายแก่ชาวไทย ข่าวด่วนจากวิทยุ บีบีซี ๑๓.๐๐ น. วันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แห่งประเทศไทย ประสบอุบัติเหตุเนื่องด้วยรถยนต์ ณ ที่แห่งหนึ่งใกล้ๆ เมืองโลซานน์ เมื่อค่ำวันที่ ๔ พระอาการค่อนข้างสาหัส สำนักข่าวรอยเตอร์ ก็ได้กระจายข่าวทั่วโลกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กษัตริย์พระองค์ปัจจุบัน ผู้มีชันษาครบ ๒๐ แห่งประเทศไทย ซึ่งทรงได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัส เนื่องจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อคืนวันที่ ๔ นั้น ในตอนบ่ายวันที่ ๕ นี้ มีข่าวว่า ทรงมีพระอาการดีขึ้น และ พ้นขีดอันตรายแล้ว

ข่าวจากโรงพยาบาลมอร์เซส แจ้งว่า ..... พระมหากษัตริย์ไทย ทรงได้รับบาดเจ็บสาหัสแถบพระพักตร์และพระเศียร แต่ไม่มีพระอัฐิส่วนใดแตกหรือเดาะเลย พระโลหิตตกมาก พระเนตรข้างขวาเศษกระจกเข้า แต่พระสติดีสามารถแจ้งนามพระองค์ได้ ทั้งนี้ รถยนต์พระที่นั่งชนกับรถยนต์บรรทุกคันหนึ่ง ข้างทะเลสาบเจนีวา เมืองมอนเน

ตามรายงาน ..... ของหลวงดิฐการภักดี อุปฑูตไทย ประจำสวิตเซอร์แลนด์ ในขณะนั้น กล่าวว่า ในคืนที่ทรงประสบอุบัติเหตุนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงขับรถพระที่นั่งไปถึงสี่แยกที่มีป้อมจราจรแห่งหนึ่ง และ พอดีกับตำรวจจราจรให้สัญญาณหยุด เพื่อให้ทางแก่จักรยานอีก ๒ คัน รถบรรทุกคันหน้าจึงหยุดกึกลงทันที ที่ได้รับสัญญาณจากตำรวจจราจร ขณะนั้นประจวบกับมีรถยนต์อีกคันหนึ่งขับสวนขึ้นมา และ เปิดไฟหน้าสว่างจ้า จึงทำให้พระเนตรพร่า มองไม่เห็นรถบรรทุกคันนั้น รถพระที่นั่งจึงชนเอาท้ายรถบรรทุกโครมใหญ่

สำหรับประเทศไทยนั้น ..... หนังสือพิมพ์รายวันได้ตีพิมพ์ข่าวร้ายนี้ทั่วถึงทุกฉบับ ชาวไทยทุกคนยามนั้น ต่างโศกเศร้า และ ทุกข์ร้อนกันทั่วหน้า และ ในวันที่ ๗ ตุลาคม เวลา ๑๖.๐๐ น. เศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้มีพระราชดำรัสโทรศัพท์ทางไกลตอบประธานคณะอภิรัฐมนตรี กรมขุนชัยนาทนเรนทร จากโรงพยาบาลที่ประทับว่า .....

ฉันปลอดภัยแล้ว ขอฝากความขอบใจมายังคณะผู้สำเร็จราชการ คณะอภิรัฐมนตรี
คณะรัฐบาล และ ประชาชนของฉัน ที่มีความห่วงใยในอาการป่วยของฉัน


เสด็จออกจากโรงพยาบาล ..... เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ แพทย์ผู้ถวายการรักษา แถลงว่าจะต้องใช้เวลาจนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ จึงจะรู้ผลเกี่ยวกับพระเนตร แพทย์ขอให้ทรงหยุดการศึกษาชั่วคราว จะทรงพระอักษรไม่ได้ ขอให้ทรงดำรัสแต่น้อย ไม่ควรเสด็จไปไหนในระยะนี้ เพื้อป้องกันพระเนตรที่ประชวรได้รับความกระทบกระเทือน

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   28/11/2003 01:42 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 24  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๙๒ ..... วันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ รัฐบาลได้แถลงต่อสภาฯ ว่า เมื่อต้นเดือนมกราคม นี้ แพทย์ได้ถอดผ้าปิดพระเนตรข้างขวาออก และ ได้ใช้ฉลองพระเนตรสีมัวๆ เพื่อให้ค่อยๆ ชินขึ้นเป็นลำดับ ต่อมาในปลายเดือนจึงใช้ฉลองพระเนตรปกติ ทอดพระเนตรเห็นชัดขึ้น ทรงเล่นดนตรีได้พอสมควร เวลาอากาศดีๆ เสด็จประพาสโดยรถยนต์ หรือ ดำเนินเล่นช้าๆ ได้ ระวังไม่ให้ออกพระกำลังมากเกินไป พระอาการประชวรที่พระเนตร เนิ่นนานมาจนถึงต้นเดือนตุลาคม จึงมีข่าวยืนยันว่า พระเนตรที่มีพระประชวรหายแล้ว และ ทอดพระเนตรได้ทั้งสองข้างด้วย

ข่าวเกี่ยวกับพระอาการพระประชวรของ ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ดีขึ้นเรื่อยจนเป็นปกติ ยังความชื่นชมโสมนัสแก่พสกนิกรเป็นที่ยิ่ง และ โดยเฉพาะพระธิดาของท่านทูตนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงประสบอุบัติเหตุ และ มีอาการรู้สึกพระองค์แล้ว ได้มีพระราชกระแสรับสั่งให้โทรเลขขออนุญาต ม.จ.นักขัตรมงคล กิติยากร ให้ส่ง ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร เข้าเฝ้าถวายการอภิบาลรักษา ณ พระตำหนักวิลล่าวัฒนา เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ม.ล.บัว กิติยากร ผู้เป็นพระชนนี ได้นำธิดาทั้งสองเข้าเฝ้า แล้วถวายบังคมกลับกรุงลอนดอน โดยให้ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร ประทับอยู่กับสมเด็จพระราชชนนีที่เมืองโลซานน์ และ ได้ศึกษาต่อที่นั่น นอกจากถวายการอภิบาลรักษาแล้ว เป็นที่ทราบกันว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพอพระราชหฤทัยในฝีมือเปียโนของ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร และ ทรงฟังอยู่เสมอๆ หลังจาก เฝ้าถวายอภิบาลจน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระอาการทั่วไปคืนสู่ปกติแล้ว ม.ร.ว.สิริกิติ์ ได้กราบถวายบังคมลากลับไปพำนักกับพระบิดาที่ประเทศอังกฤษ

ฟ้าสดใสหลังพายุก็มาถึง ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และ สมเด็จพระราชชนนี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปพบ หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร และ หม่อมหลวงบัว (สนิทวงศ์) กิติยากร ได้รับสั่งเรื่องการหมั้น หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นการหมั้นอย่างส่วนพระองค์จริงๆ ทำกันเฉพาะในครอบครัวเท่านั้น ไม่มีผู้ใดระแคะระคายเลย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นำแหวนเพชรทำเป็นหนามเตยรูปหัวใจ ของสมเด็จพระราชบิดา ที่เคยประมานแด่สมเด็จพระราชชนนี มอบแก่ หม่อมเจ้านักขัตรมงคล เพื่อให้เป็นพระธำมรงค์หมั้น หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร

หมายเหตุ ::: หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ภายหลังได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยยศ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลฯ เป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านักขัตรมงคล และ พระวงวงศ์เธอกรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ ตามลำดับ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   28/11/2003 01:45 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 25  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๙๓ ..... แม้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ยังทรงมีพระสุขภาพอนามัยไม่ปกตินัก และ แพทย์ผู้ถวายการรักษามิใคร่ยอมให้เสด็จพระราชดำเนินหนทางไกลๆ แต่ก็ได้ตัดสินพระทัยเสด็จพระราชดำเนินนิวัติประเทศไทย เนื่องจากมีพระราชกรณียกิจสำคัญๆ ถึง ๓ ประการ คือ

- พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช
- พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส
- พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปวงชนชาวไทย ต่างร่ำร้องให้พระองค์คืนสู่ประเทศ

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ..... ให้ตั้งการ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓

ต่อมาในวันที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ ..... ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ พระตำหนัก สมเด็จพระศรีสวริน ทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยิกาเจ้า ในวังสระปทุม ซึ่งในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสนี้ มีพระบรม ราชโองการ โปรดเกล้าฯให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์

ในวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ..... โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีขึ้น ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง เฉลิมพระบรมนามาภิไธย ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

พร้อมทั้งพระราชทานพระปฐม บรมราชโองการว่า .....
เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม

และ ในโอกาสนี้ ..... ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเฉลิมพระเกียรติ
สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินี

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   28/11/2003 01:50 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 26  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๙๔ ..... หลังจากเสร็จการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงรักษาพระสุขภาพ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตามที่คณะแพทย์ได้ถวายคำแนะนำ และ ระหว่างที่ประทับในเมือง โลซานน์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี มีพระประสูติกาลพระราชธิดาพระองค์แรกคือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอุบลรัตน์ราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี ซึ่งประสูติ ณ โรงพยาบาลมองซัวซีส์ เมืองโลซานน์ เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๔

เมื่อ ..... สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์แรกเจริญพระชันษาได้ ๗ เดือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินนิวัตพระนคร ประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จากนั้นทรงย้ายที่ประทับไปประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เนื่องจากทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปรับปรุงพระตำหนักจิตรลดารโหฐานสำหรับเป็นที่ประทับแทนการ ที่รัฐบาลจะจัดสร้างพระตำหนักขึ้นใหม่ และ ที่พระที่นั่งอัมพรสถานนี้เอง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีมีพระประสูติกาลพระราชโอรสและพระราชธิดาอีกสามพระองค์

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   28/11/2003 01:58 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 27  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๙๕ ..... สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระประสูติกาล สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ฯ ประสูติ เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์สยามมกุฎราชกุมาร และ ในวันนั้นประชาชนชาวไทยทั้งชาติ ต่างใจจดใจจ่อต่อข่าวที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะมีประสูติกาล ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ต่างเฝ้าหวังและภาวนาขอให้เจ้าฟ้าพระองค์นี้เป็นชาย ต่างสมหวัง และ ชื่นชมกันทั่วหน้า

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   28/11/2003 02:03 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 28  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๙๖ .....
ในหลวง และ พระราชินี พร้อมด้วยพระราชโอรสและพระราชธิดา

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   28/11/2003 02:05 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 29  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๙๗ .....
สถานีวิทยุ อส. เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างในหลวงกับพสกนิกร

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   28/11/2003 02:08 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 30  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๙๘ ..... ทูลกระหม่อมน้อย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ ประสูติเมื่อวันเสาร์ที่ ๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๘ ต่อมาในพุทธศักราช ๒๕๒๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรรัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี

และจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ..... ได้เสด็จเยี่ยมราษฎรในจังหวัดต่างๆ เป็นประจำ ได้ทรงพบเห็นท้องถิ่นหลายๆ แห่ง ประสบปัญหาความแห้งแล้งหรือขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภคและการทำเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูเพาะปลูก เกษตรกรจะประสบความเดือดร้อน ทุกข์ยากมาก เนื่องจากบางครั้งฝนได้ทิ้งช่วงนาน หรือภาวะฝนทิ้งช่วงเกิดในระยะวิกฤติของพืชผล คือพืชอยู่ในระยะที่กำลังให้ผลผลิตต่ำ หรืออาจจะไม่มีผลผลิตให้เลย ดังนั้นภาวะฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วงในแต่ละครั้ง แต่ละปี จึงสร้างความเดือดร้อนและความสูญเสียทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกรเป็นอย่างสูง นอกจากนี้ ภาวะความต้องการใช้น้ำนับวันจะทวีปริมาณความต้องการเพิ่มสูงขึ้น ตามอัตราการเพิ่มของประชากร การขยายพื้นที่เกษตรกรรมและการเจริญเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรม

ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล ..... และทรงความอัจฉริยะในพระองค์ท่าน ดังนั้นในปีพุทธศักราช ๒๔๙๘ จึงได้มีพระราชดำริค้นหาวิธีการที่จะทำให้เกิดฝนตกนอกเหนือจากที่จะได้รับจากธรรมชาติ โดยนำเทคโนโลยีนำสมัยและทรัพยากรที่มีอยู่ประยุกต์กับศักยภาพของการเกิดฝนในเขตร้อนเช่นประเทศไทย มุ่งขจัดปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว และทรงมีพระราชหฤทัยเชื่อมั่นว่าวิธีการดังกล่าวนี้ จะทำให้การพัฒนาระบบการจัดทรัพยากรน้ำของชาติ เกิดความพร้อมและครบบริบูรณ์ตามวัฏจักรของน้ำ คือ

๑. การพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำใต้ดิน
๒. การพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำผิวดิน
๓. การพัฒนาการจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำในบรรยากาศ ..... ฯลฯ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   28/11/2003 02:10 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 31  
     
 


พุทธศักราช ๒๔๙๙ ..... ครั้งหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำของพุทธศาสนิกชน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงผนวชเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง และ ประทับ ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการทรงปฏิบัติราชการแผ่นดินแทนพระองค์ตลอดเวลา ๑๕ วันที่ทรงผนวชอยู่ และ จากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้อย่างเรียบร้อย เป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในปีเดียวกันนั้นเอง

พระบรมราชินีนาถ ..... มีความหมายว่า กษัตริย์ผู้หญิง นับเป็นพระบรมราชินีองค์ที่สอง แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้รับสถาปนาเป็น พระบรมราชินีนาถ องค์แรกคือ สมเด็จพระนางเจ้าเสวภาผ่องศรี หรือในกาลต่อมาคือ สมเด็จพระศรีพัชรินทร์ทราพระบรมราชินีนาถ พระพันปีหลวง ซึ่งทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ตลอดระยะเวลาที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสทวีปยุโรปครั้งแรก

และในปีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ..... ก็ยังทรงเชื่อมั่นในพระราชหฤทัยว่า ด้วยลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศของประเทศ จะสามารถดำเนินการให้บังเกิดฝนตกนอกเหนือจากที่จะได้รับจากธรรมชาติ และ จะต้องมีผลสำเร็จได้อย่างแน่นอน ดังนั้นในปีพุทธศักราช ๒๔๙๙ จึงได้ทรงพระมหากรุณาพระราชทาน โครงการพระราชดำริ "ฝนหลวง" ให้หม่อมราชวงศ์ เทพฤทธิ์ เทวกุล รับไปดำเนินการศึกษาวิจัยและการพัฒนากรรมวิธีการทำฝนให้บังเกิดผลโดยเร็ว

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   28/11/2003 02:15 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 32  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๐๐ .....
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงฉายพระรูปนี้ เมื่อแรกประสูติ ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๐ และ ในวันที่ ๓๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๐๐ หลังจากทรงประกอบพิธี เฉลิมพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ซึ่งได้ต่อเติมขึ้นใหม่แล้ว ได้ทรงย้ายที่ประทับจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต กลับไปประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จนถึงปัจจุบัน

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   28/11/2003 02:18 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 34  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๐๑ .....
รถไฟพระที่นั่งไปถึงแห่งหนไหน ก็นำความปลาบปลื้มใจไปสู่แห่งหนนั้น

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   29/11/2003 12:46 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 35  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๐๒ .....
สมเด็จพระชนนีฯ ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ในวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จเยือนต่างประเทศ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   29/11/2003 12:51 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 36  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๐๓ .....
ทรงดนตรีร่วมกับนักดนตรีระดับโลก มิสเตอร์เบนนี่ กู๊ดแมน เมื่อเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเริกา ผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท และ ผู้ที่เคยได้ร่วมเล่นดนตรีกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เล่าถึงพระราชอัจฉยริภาพในการพระราชนิพนธ์เพลงว่า ทรงแต่งเพลงได้ทุกแห่ง บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดนตรีช่วย ครั้งหนึ่งทรงเกิดแรงบันดาลพระทัยหยิบฉวยซองจดหมายได้ก็ทรงตีเส้น ๕ เส้น แล้วทรงเขียนโน้ตทำนองเพลงขึ้นโดยฉับพลัน จึงได้เพลง "เราสู้" มา

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   29/11/2003 12:54 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 37  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๐๔ ..... โครงการส่วนพระองค์ในสวนจิตรลดา เริ่มขึ้นมากมาย โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ และ ได้ทราบถึงปัญหาต่างๆที่สร้างความเดือดร้อนให้กับพสกนิกรของพระองค์ โดยเฉพาะทางด้านการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ และอื่นๆ จึงมีพระราชดำริที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านั้น โดยใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐานเป็นที่ตั้งของโครงการส่วนพระองค์เกี่ยวกับการเกษตร คล้ายกับจำลองความเป็นอยู่ และ การประกอบอาชีพของราษฎรจากภาคต่างๆ ทั่วประเทศมาอยู่ในบริเวณที่ประทับ เพื่อจะได้ทดลองหาวิธีแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ถูกต้องและตรงจุดด้วยพระองค์เอง

โครงการส่วนพระองค์ฯแบ่งออกเป็น ๒ แบบ คือ
๑. โครงการแบบไม่ใช่ธุรกิจ
๒. โครงการแบบกึ่งธุรกิจ

วัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน
๑. เป็นโครงการทดลอง
๒. เป็นโครงการตัวอย่าง
๓. เป็นโครงการซึ่งไม่หวังผลกำไรตอบแทน

ในการดำเนินงานของโครงการส่วนพระองค์ฯนั้น ..... ได้เน้นหนักให้เห็นถึงการใช้ในด้านทรัพยากรธรรมชาติ และปัจจัยทางการเกษตรที่ประเทศไทยเรามีอยู่ นำมาใช้สอยอย่างประหยัด และให้ได้ประโยชน์สูงสุด ด้วยขั้นตอนการผลิตที่สามารถทำได้ไม่ยากนัก โดยคำนึงถึงการใช้ปัจจัยทางการเกษตรและวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นการประหยัดทั้งงบประมาณและเวลา อีกทั้งอาศัยความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการศึกษาค้นคว้าและทดลอง เพื่อรวบรวมข้อมูลและผลที่ได้จากการทดลองนำไปเผยแพร่เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับการเกษตร และประชาชนทั่วไปที่สนใจในโครงการส่วนพระองค์ฯ นี้

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   29/11/2003 12:58 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 38  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๐๕ ..... ทรงดนตรีร่วมกับวง อส.วันศุกร์ เพื่อหารายได้ช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยแหลมตะลุมพุก มีผู้ใกล้ชิดพระองค์เล่าว่า พระองค์ทรงดนตรีได้ทุกแห่ง ครั้งหนึ่งทรงล่องเรือแบบเรือแจว และนั่งเล่นดนตรีไปกับข้าราชบริพารบนเรือลำเล็กๆ บริเวณทุ่งนารังสิตคลอง ๓ คราวเสด็จพระราชดำเนินประพาสบ้านนาของ ตระกูลสนิทวงศ์

แล้วพระองค์ยังปลูกฝัง ..... ให้พระราชโอรส และ พระราชธิดา รักการดนตรีและเสียงเพลงอีกด้วย ยังปรากฏให้พวกเราพสกนิกรได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงดนตรีร่วมกับ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ฯ ในช่วงเวลาหนึ่งนั้นเสมอๆ และในปัจจุบันเราก็ยังได้เห็นสมเด็จพระเทพฯ ทรงดนตรีไทยแสดงร่วมกับวงนาฏศิลป์อยู่เป็นประจำทุกๆปี และที่ปรากฎในจอทีวี ก็มีทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ได้ขับร้อง "เพลงกษัตริยา" ได้ไพเราะ พร้อมด้วยพระอัจฉริยภาพด้านการแสดงละคร ให้พวกเราได้ชื่นชมในความสามารถของทูลกระหม่อมฯ อีกแขนงหนึ่ง

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   29/11/2003 01:02 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 39  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๐๖ .....
เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค

พยุหยาตราสถลมารค .....
เมื่อครั้งอดีตเราจะเห็นภาพ ริ้วกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค
ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อเสด็จไปนมัสการปูชนียวัตถุ
ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และวัดบวรนิเวศวิหาร

พยุหยาตราสถลมารค .....
ก็คือการเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์ทางบก นั่นเอง

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   29/11/2003 01:05 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 40  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๐๗ .....
สถาบันดนตรี และ ศิลปะ แห่งกรุงเวียนนา ถวายปริญญากิตติมศักดิ์
ในฐานะที่ทรงเป็นนักดนตรีแจ๊ส และ คีตกวี

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   29/11/2003 01:08 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 41  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๐๘ ..... ประทับแรมกลางป่า คราวเสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ทางภาคเหนือ ในหลวงเสด็จเยี่ยมชาวเขาในหมู่บ้านต่าง..ต่างของภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ทอดพระเนตรเห็นสภาพความเป็นอยู่อันยากลำบากของชาวเขา รวมทั้งสภาพป่าที่ถูกทำลาย อันจะส่งผลต่อไปยังสภาพต้นน้ำลำธารของประเทศ ในหลวงจึงสนับสนุนให้มีการวิจัยไม้เมืองหนาว เพื่อช่วยให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น หันมาปลูกพืชที่ทำการวิจัยแทน ทั้งยังเป็นการเปลี่ยนวิธีการปลูกพืชที่ต้องถางป่าทำลายหน้าดิน ให้เป็นวิธีการปลูกที่ถูกต้องเหมาะสม โดยมีผู้เชียวชาญทางด้านเกษตรกรรมให้คำแนะนำแก่ชาวเขาอย่างใกล้ชิด

ปัจจุบันเวลาที่ผ่านมากว่า ๓๐ ปี ..... ของโครงการหลวงฯ ได้สร้างชีวิตใหม่และทำให้คนไทยกลุ่มหนึ่งมีอาชีพและมีชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าเดิม อย่างเห็นได้ชัด ทุกวันนี้ เด็ก..เด็ก ชาวเขาในบริเวณโครงการหลวงฯ ได้ไปโรงเรียน พวกผู้ใหญ่มีงานทำ สุขภาพอนามัยของพวกเค้าดีขึ้น เพราะมีแพทย์ พยาบาล จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขึ้นไปดูแลอยู่อย่างสม่ำเสมอ แล้วพวกเราชาวไทยทั้งประเทศ ก็พลอยได้รับของขวัญที่มีค่ามหาศาล นั่นคือเรามีป่าไม้ และ ต้นน้ำลำธารเป็นแหล่งชีวิตของพวกเราต่อไปอีกนานเท่านาน

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   29/11/2003 01:10 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 42  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๐๙ .....
กีฬาเรือใบเป็นกีฬาที่ทรงโปรด พระปรีชาสามารถทางด้านการช่างของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ปรากฏอย่างเด่นชัดในการออกแบบ และ สร้างเรือใบด้วยพระองค์เอง ตั้งแต่เริ่มประกอบตัวเรือจนถึงการทาสี ได้แก่ เรือใบมด การต่อเรือใบมดนี้ ทรงใช้วัสดุภายในประเทศ และทรงทดสอบด้วยการนำไปแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสามารถเอาชนะเรือใบประเทศอื่นได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังทรงออกแบบและสร้างเรือใบอีกหลายประเภท คือ เรือใบซุปเปอร์มด เรือใบไมโครมด ซึ่งเป็นที่นิยมเช่นเดียวกับเรือใบมด

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   29/11/2003 01:15 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 43  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๑๐ .....
นอกจากพระปรีชาสามารถทางด้านการออกแบบ และ สร้างเรือใบแล้ว พระองค์ยังทรงสนพระราชหฤทัยในกีฬาเรือใบ ทรงเป็นนักกีฬาเรือใบ ทรงร่วมการแข่งขันด้วยพระองค์เอง และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมด้วย เจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตน์ฯ ทรงชนะเลิศการแข่งขันกีฬาเรือใบ และ ได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองในการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในกีฬาแหลมทองครั้งที่ ๔ ที่ประเทศไทย ในปีพุทธศักราช ๒๕๑๐

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   29/11/2003 01:17 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 44  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๑๑ ..... แม้เพียงครั้งหนึ่งในชีวิต ก็คุ้มค่าแล้วที่เกิดมาเป็นคนไทย เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นตอนหนึ่งในสี่สิบเรื่องของหนังสือ "ที่สุดของหัวใจ" ที่เป็นความผูกพันของคนไทยกับในหลวงซึ่งประทับอยู่ในหัวใจของผู้ที่ได้มีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท อ่านแล้วไม่ต้องสงสัยว่าเหตุใดคนไทยถึงรักในหลวงได้มากมายถึงเพียงนี้ ด้วยรู้แล้วว่าในหลวงพระองค์นี้ทรงรักประชาชนยิ่งกว่าพระองค์เอง

น้ำลดหรือยัง โดย ถาวร ชนะภัย ..... หลายปีมาแล้วเมื่อครั้งน้ำท่วมภาคใต้ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้รับผลกระทบหนักที่สุดเป็นช่วงเวลาที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยได้นำเครื่องโทรพิมพ์ มาติดตั้งที่ห้องทรงงานใหม่ๆ ข้าราชสำนักท่านหนึ่งกรุณาเล่าให้ฟังว่า แม้ดึกดื่นที่ยงคืนแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็ยังไม่เสด็จขึ้นห้องพระบรรทม แต่ทรงคอยติดตามข่าวเรื่องอุทกภัย ที่หาดใหญ่อยู่อย่างใกล้ชิดด้วยทรงห่วยใยราษฏร จึงทรงส่งคำถามผ่านเครื่องโทรพิมพ์ด้วย พระองค์เอง ถามไปทางหาดใหญ่ว่า .....

"น้ำลดแล้วหรือยัง" โดยที่ไม่ทราบว่า ผู้ส่งคำถามมานั้น คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ คำตอบที่มีผ่านมาทางเครื่องโทรพิมพ์เมื่อเวลาตีสองตีสาม มีข้อความที่ตอบด้วยความไม่พอใจว่า "ถามอะไรอยู่ได้ดึกดื่นป่านนี้แล้ว คนเขาจะหลับจะนอน แต่ตอนท้ายของคำตอบก็ไม่ลืมที่จะบอกด้วยว่า "น้ำลดแล้ว"

ไม่ต้องกั้น โดยดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ..... มีอยู่ครั้งหนึ่งเสด็จฯ ไปที่เซ็นทรัลวันที่มีประชุมรัฐสภาโลก วันนั้นผมจำได้ ผมติดอยู่บนท้องถนนฝนตก ผมก็มีวิทยุ เลยได้ยินรับสั่งมากับตำรวจมาเลย "วันนี้ไม่ต้องกั้นรถ" ทรงเข้าใจความทุกข์ของราษฏรอยู่ตลอดเวลาวันนี้เป็นวันฝนตกรถติดกันอย่างมหาศาลถ้าขืนต้องไปติดขบวนอีก สร้างความทุกข์ให้กับประชาชน ทรงวิทยุบอกตำรวจว่า "ขบวนจะแล่นไปพร้อมกับรถของประชาชนไม่ต้องกั้น เคลื่อนที่ไปพร้อมกัน"

ลุงวาเด็ง โดย มนูญ มุกข์ประดิษฐ์ ..... วันนี้ลุงวาเด็งพาแววตาที่เป็นประกายมาเฝ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ด้วยชุดเต็มยศครึ่งท่อน คือสวมกางเกงตัวเดียวไม่สวมเสื้อไม่มีที่ไหนในโลกอีกแล้วที่สามัญชนคนธรรมดาไม่ว่าจะอยู่ในเสื้อผ้าอาภรณ์ใดๆ ก็มีสิทธิ์เท่าเทียมกันที่จะเข้าใกล้ชิดพระองค์บอกเล่าความทุกข์สุขกับพระเจ้าแผ่นดินของเขาได้อย่างเสมอภาคกันถ้วนหน้าเช่นนี้ ลุงวาเด็งดีใจที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินมาถึงหน้าบ้านจึงเหลียวซ้ายแลขวาหลายครั้งผิดปกติ ในที่สุดก็ได้กราบบังคมทูลอย่างฉะฉานว่า .....

"พระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาทั้งทีไม่มีอะไรจะถวาย ผลไม้ในสวนเพิ่งเก็บขายไป ได้เงินมาสองหมื่นบาท
ก็นำเงินไปซื้อเครื่องปั๊มน้ำมาได้ 1 เครื่อง ถอดเอาขึ้นรถและขนไปเลยขอถวายพระเจ้าอยู่หัว"

ข้าวผัดไข่ดาว โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ..... วันหนึ่งเสด็จฯ เขาค้อเปิดอนุสาวรีย์ พอเปิดอนุสาวรีย์เสร็จ พระองค์ท่านก็ขอกลับไปที่พระตำหนัก เพื่อจะทรงเปลี่ยนฉลองพระบาท เพราะเดี๋ยวจะไปดูงานในป่าในดง เราก็ไม่ได้ทานข้าว ไม่มีใครทานข้าว ตอนนั้นบ่ายสองโมงแล้วก่อนจะเปลี่ยนฉลองพระบาทสักยี่สิบนาทีน่าจะพุ้ยข้าวทัน ก็รีบวิ่งไปห้องอาหารที่เตรียมไว้ปรากฏว่าพวกที่ไม่ได้ตามเสด็จเขาทานกันหมดแล้ว ในนั้นจึงเหลือข้าวผัดติดก้นกระบะกับมีไข่ดาวทิ้งแห้งไว้ ๓ - ๔ ฟอง เราก็ตักเห็นมีข้าวอยู่จานหนึ่งวางไว้มีข้าวผัดเหมือนอย่างเรา ไข่ดาวโปะใบหนึ่งมีน้ำปลาถ้วยหนึ่งวางอยู่ เพื่อนผมก็จะไปหยิบมา มหาดเล็กบอกว่า .....

"ไม่ได้ๆ ของพระเจ้าอยู่หัวฯ ท่านรับสั่งให้มาตัก" ดูสิครับตักมาจากก้นกระบะเลย ผมนี่น้ำตาแทบไหลเลย ท่านเสวยเหมือนๆ กันกับเรา ..... ฯลฯ

เรื่องประทับใจ ..... น่าปลื้มใจมากที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย คราใดที่เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชวังไกลกังวลนั้น จะทรงขับรถยนต์พระที่นั่งไปยังท้องที่ห่างไกลทุรกันดารย่านหัวหิน หนองพลับแก่งกระจาน ด้วยพระองค์เอง ทำนองเสด็จประพาสต้นของรัชกาลที่ห้า โดยที่ราษฎรไม่รู้ตัวล่วงหน้าว่าทรงมาถึงแล้ว วันหนึ่งทรงขับรถยนต์พระที่นั่งผ่านไปถึงยังบริเวณหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านหมู่บ้านห้วยมงคล อำเภอหัวหิน ซึ่งราษฎรกำลังช่วยกันตบแต่งประดับซุ้มรับเสด็จกันอย่างสนุกสนานครื้นเครง และไม่คาดคิดว่าเป็นรถยนต์พระที่นั่งส่วนพระองค์ ต้องให้ในหลวงเสด็จฯ ก่อนแล้วพรุ่งนี้ถึงจะลอดผ่านซุ้มได้ วันนี้ห้ามลอดผ่านซุ้มนี้ เพราะขอให้ในหลวงผ่านก่อนนะ ทรงขับรถพระที่นั่งเบี่ยงข้างทางไม่ลอดซุ้มดังกล่าว วันรุ่งขึ้นเมื่อทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านเดิมนั้น อย่างเป็นทางการ พร้อมคณะข้าราชบริพารผู้ติดตาม และ ทรงมีพระดำรัส ทักทายกับชายผู้นั้น ที่เฝ้าอยู่หน้าซุ้มเมื่อวันวานว่า "วันนี้ฉันเป็นในหลวง คงผ่านซุ้มนี้ได้แล้วนะ ..."

อีกครั้งหนึ่งที่ภาคอีสาน ..... เมื่อเสด็จขึ้นไปทรงเยี่ยมบนบ้านของราษฎรผู้หนึ่ง ที่คณะผู้ตามเสด็จทั้งหลาย ออกแปลกใจในการกราบบังคมทูลที่คล่องแคล่ว และ ใช้ราชาศัพท์ได้อย่างน่าฉงน เมื่อในหลวงมีพระราชปฏิสันถารถึงการใช้ราชาศัพท์ได้ดีนี้ จึงมีคำกราบทูลว่า "ข้าพระพุทธเจ้าเป็นโต้โผลิเกเก่า บัดนี้มีอายุมากจึงเลิกรามาทำนาทำสวน พระพุทธเจ้าข้า ... " มาถึงตอนสำคัญที่ทรงพบนกในกรงที่เลี้ยงไว้ที่ชานเรือน ก็ทรงตรัสถามว่า ... "เป็นนกอะไรและมีกี่ตัว" พ่อลิเกเก่ากราบบังคมทูลว่า "มีทั้งหมดสามตัว พระมเหสีมันบินหนีไป ทิ้งพระโอรสไว้สองตัว ตัวหนึ่งที่ยังเล็ก ตรัสอ้อแอ้อยู่เลย และ ทิ้งให้พระบิดาเลี้ยงดูแต่ผู้เดียว" เรื่องนี้ ดร.สุเมธเล่าว่าเป็นที่ต้องสะกดกลั้นหัวเราะกันทั้งคณะไม่ยกเว้นแม้ในหลวง .... ฯลฯ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/12/2003 01:30 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 45  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๑๒ ..... พ่อหลวงเสด็จมาแล้ว พระราชดำริด้านการป่าไม้ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเล่าถึงแรงบันดาลใจ ในความสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง ป่า น้ำดิน ซึ่งโยงใยมีผลกระทบต่อกัน ตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ว่า ... อาจมีบางคนเข้าใจว่า ทำไมถึงสนใจเรื่องชลประทาน หรือ เรื่องป่าไม้ จำได้เมื่ออายุ ๑๐ ขวบ ที่โรงเรียนมีครูคนหนึ่ง ซึ่งเดี๋ยวนี้ตายไปแล้ว สอนเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องการอนุรักษ์ดินแล้วให้เขียนว่า ภูเขาต้องมีป่า อย่างนั้น เม็ดฝนลงมาแล้วจะชะดินลงมาเร็ว ทำให้ไหลตามน้ำไป ไปทำความเสียหาย ดินหมดจากภูเขา เพราะไหลตามสายน้ำไป ก็เป็นหลักของป่าไม้ เรื่องการอนุรักษ์ ดิน และเป็นหลักของชลประทานที่ว่า ถ้าเราไม่รักษาป่าไม้ข้างบน จะทำให้เดือด ร้อนตลอด ตั้งแต่ดินภูเขาจะหมด ไปกระทั่งการที่จะมีตะกอนลงมาในเขื่อน มี ตะกอนลงมาในแม่น้ำทำให้น้ำท่วมนี่นะ เรียนมาตั้งแต่อายุ ๑๐ ขวบ ..... การที่ทรงเห็นความสำคัญของปัญหาป่าเสื่อมโทรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อปัญหาด้านอื่นๆ ไม่เฉพาะแต่ปัญหาเรื่องดิน เรื่องน้ำเท่านั้น หากโยงใยถึง ปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง คุณธรรมและระบบนิเวศน์ ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทำให้แนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาป่า มิได้เป็นกิจกรรมที่ดำเนินไปอย่าง โดดๆ หากแต่รวมเอางานพัฒนาที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมด เข้าไปทำงานในพื้นที่ อย่างประสานสัมพันธ์กัน แนวพระราชดำริด้านการป่าไม้ จำแนกออกเป็นหมวดหมู่ตามงาน ได้ดังนี้

1..... การอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม
2..... การฟื้นฟูสภาพป่าและการปลูกป่า
3..... การพัฒนาเพื่อให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน

โครงการพัฒนาดอยตุง พื้นที่ทรงงาน ..... อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย ก็เป็นโครงการฯ หนึ่ง สภาพโดยทั่วไปตั้งอยู่ในเขตบางส่วนของอำเภอแม่สาย และอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ ประมาณ ๙๓,๕๑๕ ไร่ หรือ ๑๔๙,๖๕๒ ตารางกิโลเมตร มีสภาพหนาวเย็นตลอดปี ภูมิประเทศส่วนใหญ่ เป็นภูเขาสูง ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารต่างๆ ในภาคเหนือ สภาพป่าบางส่วนเป็นป่าเสื่อมโทรมประกอบด้วย กลุ่มบ้านรวมทั้งสิ้น ๒๗ หมู่บ้าน/กลุ่มบ้าน ๑,๖๐๒ ครัวเรือน มีครัวเรือนขนาดใหญ่เล็กต่างๆ กัน โดยเฉลี่ยประมาณ ๕๙.๓๐ ครัวเรือนต่อกลุ่มบ้าน โดยกลุ่มบ้านที่ใหญ่ที่สุด ได้แก่ บ้านห้วยน้ำขุ่นมีจำนวน ๔๐๒ ครัวเรือน และครัวเรือนที่เล็กที่สุด ได้แก่ บ้านเล่าล่อโจ๋ มีจำนวน ๖ ครัวเรือน ประชากรทั้งหมดประกอบด้วยชาว ไทยภูเขา ได้แก่ อีก้อ มูเซอ ลีซอ เย้า ลั้วะ และชนกลุ่มน้อย มีไทยใหญ่ และ จีนฮ่อ ตลอดจนชาวไทย พื้นราบ โดยประชากรในพื้นที่มีรายได้ส่วนใหญ่จากการ ประกอบอาชีพรับจ้าง รองลงมาได้แก่ การเกษตรกรรม

โครงการพัฒนาดอยตุง ..... พื้นที่ทรงงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการพัฒนาที่สนองแนวพระราชดำริของ สมเด็จพระศรีนคริน ทราบรมราชชนนี ในอันที่จะพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เคยเสื่อมโทรมให้กลับมีสภาพที่อุดมสมบูรณ์ดังเดิม การแก้ไขปัญหาความยากจนและสุขภาพอนามัย ของราษฎรในพื้นที่ ตลอดจนเป็นการลดความรุนแรงของปัญหาพืชเสพติดในพื้นที่ ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการ พัฒนาได้หันมาให้ความสำคัญและมุ่งมั่นในการดำเนินงาน เพื่อสนองพระราชดำริจนประสบผลสำเร็จ และปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามเพื่อให้การดำเนินงานโครงการพัฒนาดอยตุง พื้นที่ทรงงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เกิดการต่อเนื่องมีความสมบูรณ์ ตลอดจนเกิดการ พัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนราษฎรในพื้นที่สำหรับการดำเนินงาน ให้ปรากฎผลสำเร็จตามแนวพระราชดำริต่อไป

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/12/2003 01:37 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 46  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๑๓ ..... เฉลิมพระนามาภิไธยสมเด็จพระชนนีศรีสังวาลย์เป็น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี การสำเร็จราชการแทนพระองค์ของสมเด็จพระชนนีฯ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อานันทมหิดล สมเด็จพระชนนีฯ ประทับอยู่ในต่างประเทศเกือบตลอดเวลา จึงมิได้มีพระราชภารกิจในประเทศมากเท่าใดนัก ต่อมาเมื่อถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลปัจจุบัน พระองค์ไม่มีพระราชภาระในการถวายพระอภิบาลดังกาลก่อน จึงมีเวลาว่างเสด็จกลับมาประทับที่พระตำหนักวังสระปทุมได้บ่อยครั้ง และ ได้มีวโรกาสที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ เพื่อแผ่นดิน และ ประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หลายครั้งตามเหตุผลในประกาศพระบรมราชโองการว่า สมควรจะได้รับพระราชภารกิจนี้ เช่น ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกา และ ประเทศทางยุโรป ประมาณ ๗ เดือน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ - ๒๕๐๓ ในการนี้ได้ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจอย่างสมบูรณ์ต่างพระเนตรพระกรรณได้อย่างดี ทรงลงพระนามในกฎหมาย และ ประกาศสำคัญหลายฉบับ ฯลฯ

นับว่า ..... สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินที่เป็นสตรีพระองค์ที่ ๓ นับแต่สมเด็จพระพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๕ และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลปัจจุบัน

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/12/2003 01:40 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 47  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๑๔ ..... ฝนหลวง พรมสู่ผืนดินที่แห้งแล้ง ทรงเชื่อมั่นในพระราชหฤทัยว่า ด้วยลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศของประเทศ จะสามารถดำเนินการให้บังเกิดฝนตกนอกเหนือจากที่จะได้รับจากธรรมชาติ และ จะต้องมีผลสำเร็จได้อย่างแน่นอน ดังนั้นในปีพุทธศักราช ๒๔๙๙ จึงได้ทรงพระมหากรุณาพระราชทาน โครงการพระราชดำริ "ฝนหลวง" ให้หม่อมราชวงศ์ เทพฤทธิ์ เทวกุล รับไปดำเนินการศึกษาวิจัยและการพัฒนากรรมวิธีการทำฝนให้บังเกิดผลโดยเร็ว

จากนั้น ..... พระองค์ทรงคิดค้นและพัฒนาฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง จนถึงขั้นที่ทรงโปรดให้เรียกว่า SUPER SANDWICH เป็นการโจมตีเมฆทั้งในระดับเมฆอุ่นและเมฆเย็นพร้อมกัน โดยใช้สารเคมีที่มีคุณสมบัติดูดซับความชื้นได้ดี ทั้งในอุณหภูมิที่สูง และต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง เป็นตัวเร่งให้เกิดกระบวนการเกิดฝน และให้ฝนตกกระจายสม่ำเสมอ ลงสู่พื้นที่เป้าหมายด้วยปริมาณที่สูงกว่า และครอบคลุมพื้นที่ได้มากกว่าฝนตามธรรมชาติได้สำเร็จ

ในปีนี้ ..... ปวงชนชาวไทยต่างมีความจงรักภักดีเป็นที่ยิ่งดังปรากฏว่า ในวาระสำคัญ เช่น ศุภวาระเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ ๒๕ ปี ก็มีพระราชพิธีรัชดาภิเษก เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๑๔

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/12/2003 01:43 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 48  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๑๕ ..... สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ฯ ประสูติเมื่อ ๒๘ กรกฏคม ๒๔๙๕ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ต่อมาทรงได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อ ๒๘ กรกฏคม ๒๕๑๕

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ..... ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริพร้อมด้วยพระราชวงศานุวงศ์ กับเสนาบดีและข้าราชการ ผู้ใหญ่ผู้น้อยเห็นพร้อมกันว่า ตำแหน่งยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ซึ่งเรียกว่าสมเด็จหน่อพุทธเจ้า อันได้ตั้งขึ้นไว้แต่ครั้งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ในจุลศักราช ๗๒๒ นั้น และเป็นตำแหน่งอันสมควร ซึ่งจะใช้เป็นแบบอย่างสืบต่อกันไป ภายหน้า

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ..... เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร พระองค์แรกในพระบรมราชจักรีวงศ์ คือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวิรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๑ พระองค์ทรงเป็นพระราชปิโยรสซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดและไว้วางพระราชหฤทัยให้ทรงประกอบ พระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในขณะดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร อยู่เสมอ แต่พระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นรัชทายาทอยู่เพียง ๗ ปี ก็ประชวรทิวงคตด้วยโรคพระวักกะพิการ เมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๗ ขณะทรงมีพระชนมายุเพียง ๑๖ พรรษาเศษ

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ..... สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร พระองค์ที่สองในพระบรมราชจักรีวงศ์ คือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๒๓ ตรงกับวันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้น ๒ ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะโรง โทศก จุลศักราช ๑๒๔๒ ทรงได้รับพระราชทานพระนามเมื่อแรกประสูติว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตด้วยโรคพระอันตะอักเสบ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ เวลา ๐๑.๔๕ น. และด้วยพระปรีชาญาณทางด้านอักษรศาสตร์อันเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน เมื่อเสด็จสวรรคตแล้วปวงชนชาวไทยจึงได้พร้อมกันถวายพระสมัญญาภิไธยว่า “ สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ”

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ..... สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร พระองค์ที่สาม ในพระบรมราชจักรีวงศ์ คือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะโรง จัตวาศก จุลศักราช ๑๓๑๔ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงได้รับพระราชทานพระนามเมื่อแรกประสูติว่า “ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ์ เทเวศธำรงสุบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณ์สวางควัฒน์ บรม ขัตติยราชกุมาร ”

--------------------------------------------
ที่มา ::: สารสนเทศสมาคมศิษย์เก่าบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ฉ.๗ ปี ๒๕๔๕

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/12/2003 01:52 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 49  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๑๖ ..... กระแสพระราชดำรัสที่ทำให้คนไทยเลิกทำร้ายกันเอง ในช่วงของเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองยุคใหม่ของไทยที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นการลุกฮือ ของประชาชนนับแสนๆคน เพื่อต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร เป็นการเปิดประวัติศาสตร์บทบาทใหม่ทางการเมืองไทย ในยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วรัฐบาลนายสัญญาได้ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม แก่นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนที่เดินขบวนในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖ และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในปลายปี ๒๕๑๗

เวลาที่เกิดเหตุการณ์ ..... วันที่ ๑๔–๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๖ ชนวนของเหตุการณ์ เรียกร้องให้ปล่อยตัว ๑๓ ผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญที่ถูกจับกุมตัวในข้อหากบฏ เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๖ เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคมเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการประท้วงคำสั่งลบชื่อนักศึกษารามคำแหงเก้าคน การประท้วงนี้ยังเสนอให้รัฐบาล ประกาศใช้รัฐธรรมนูญภายในเวลาหกเดือน ก่อนหน้านี้ ประเทศไทยมีการปกครองภายใต้รัฐบาลทหารโดยไม่มีรัฐธรรมนูญ ในสมัยของรัฐบาล จอมพล ถนอม กิตติขจรก็มีเหตุการณ์ที่ค่อย ๆ สั่งสมให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจรัฐบาล เช่น เมื่อนักการเมืองระดับสูงใช้ยุทโธปกรณ์ลาสัตว์ที่ทุ่งใหญ่ฯ เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๑๖ และภาวะข้าวสาร ขาดแคลน ขณะที่บทบาททางการเมืองของนักศึกษาชัดเจนและเข้มแข็งขึ้น หลังจากที่ ประสบความสำเร็จ มาแล้วจาก การเป็นผู้นำสัปดาห์ต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๑๕ ในวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๑๖ นักศึกษาจัดให้มีการประท้วงในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อเรียกร้องให้ รัฐบาลปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมทั้ง ๑๓ คน มีนักเรียนนิสิตนักศึกษาประชาชนมาร่วมชุมนุมเป็นจำนวนประมาณ ๕ แสนคน เที่ยงตรงของวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๑๖ ฝูงชนเคลื่อนตัวออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สู่อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตยและลานพระบรมรูปทรงม้า การเจรจาระหว่างนักศึกษากับฝ่ายรัฐบาลดำเนินไปจนถึง เวลาดึกของวันเดียวกัน การนองเลือดเริ่มต้นเวลาเช้ามืดของวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เมื่อตำรวจคอมมานโดบุกเข้าตี นักศึกษาที่กำลังจะแยกย้ายกันกลับบ้านอยู่แล้ว ข่าวการทารุณของตำรวจคอมมานโดแพร่ไปทั่วกรุงเทพฯ นักเรียน นิสิตนักศึกษา ประชาชนที่มีแต่ระเบิดขวด ท่อนไม้ และ ก้อนหิน ปะทะกับทหารตำรวจอาวุธ ครบมือ เหตุการณ์ลุกลามไปทั่วบริเวณหน้ากรมลุกลามไปทั่วบริเวณหน้ากรมประชาสัมพันธ์ หน้าวัด ชนะสงคราม สะพานผ่านฟ้าฯ ถนนราชดำเนินกลางและถนนราชดำเนินนอก

เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคมสิ้นสุดลง ..... เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอก ณรงค์ กิตติขจร หรือตามที่เรียกกันในขณะนั้นว่า “สามทรราช” เดินทางออกนอกประเทศไปในที่สุด ผลจากเหตุการณ์ ประเทศไทยช่วงหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม เป็นช่วงที่กระแสประชาธิปไตยเบ่งบานที่สุดช่วงหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ ๗๓ คน บาดเจ็บ ๘๕๗ คน หลังเหตุการณ์ มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย มากที่สุด และจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในเวลาต่อมา ปัญหาสังคมที่สั่งสมมาเป็นเวลานานได้ระเบิดออกมาหลังเหตุการณ์ขบวนการนักศึกษาและ กระแสประชาธิปไตย แสดงพละกำลังอย่างชัดเจน มีการสไตรค์ของกรรมการบ่อยครั้ง และเกิดการรวมตัว ของชาวนาและกษตรกรอย่างกว้างขวางและเป็นระบบทั่วประเทศ ตามมาด้วยขบวนการของกลุ่มอำนาจฝ่ายขวาอย่างเช่น กลุ่มนวพลลูกเสือชาวบ้านและกระทิงแดง ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อใช้ความรุนแรงต่อต้านขบวนการนักศึกษาในลักษณะ “ขวาพิฆาตซ้าย”

ความสำคัญของเหตุการณ์ .....
เป็นครั้งแรกที่ประชาชนคนไทยได้แสดง “พลังประชาชนและประชาธิปไตย”
ซึ่งมีผลใน การเปลี่ยนแปลงทิศทางการเมืองและสังคมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

---------------------------------------------------------------
อ้างอิงจาก :::http://www.geocities.com/thaifreeman/14october/14oct4.html

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/12/2003 01:55 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 50  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๑๗ .....
ทุกข์สุขของราษฎรคือ ทุกข์สุขของพระองค์ด้วย

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/12/2003 01:57 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 51  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๑๘ ..... ความสำเร็จของโครงการส่วนพระองค์ ได้รับการเผยแพร่สู่คนไทยทั้งประเทศ ในการเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรมยัง ภูมิภาคต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และพระบรมวงศานุวงศ์นั้น พระราชประสงค์ที่แท้จริงของ พระองค์คือการเสด็จฯ ออกสดับตรับฟังทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์ แล้วทรงนำกลับมาขบคิดหาแนวทางการแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของพสกนิกรเหล่านั้น ความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า ปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรคือ ทุกข์เข็ญที่เข้ามาแผ้วพาลการดำรงชีพของพสกนิกรไทย จึงมีพระราชดำริแนวคิดใหม่ในการบริหารการจัดที่ดิน ของเกษตรกรให้มีสัดส่วนในการใช้พื้นที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด กล่าวคือ พื้นที่เกษตรกรไทยส่วนใหญ่จะมีเฉลี่ยราว ๑๐-๑๕ ไร่ต่อครอบครัวโดยทำการแบ่งพื้นที่ดินทั้งหมดดังนี้

๓๐ % ขุดสระน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร
๖๐ % เป็นพื้นที่สำหรับทำไร่ทำนา ปลูกข้าวและไม้ผลหรือไร่สวนผสม
๑๐ % ที่เหลือใช้เป็นที่อยู่อาศัยเลี้ยงสัตว์ปลูกพืชสวนครัวและถนน

จะเห็นได้ว่าหลักการสำคัญทฤษฎีนี้ก็คือ ..... ให้เกษตรกรมีความพอเพียง โดยเลี้ยงตัวเองได้ ในระดับที่ประหยัดก่อน ทั้งนี้ต้องมีความสามัคคีเกิดขึ้นในท้องถิ่น แต่แนวพระราชดำรินี้ คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคยที่จะยอมเสียสละพื้นที่ดินจำนวนมาก เพื่อกักเก็บน้ำ และมักจะขุดบ่อเล็กๆ ทำการปลูกพืชโดยพึ่งระบบน้ำฝน ซึ่งได้ผลน้อยมากในสภาวการณ์ปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทานแนวคิด ทฤษฎีใหม่ นี้ โดยได้พระราชทานพระราชดำริให้ทำการทดลองขึ้น ณ วัด มงคลชัยพัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี ด้วยการแบ่งพื้นที่ตามสัดส่วน คือ

ส่วนที่หนึ่ง ..... ร้อยละ ๓๐ เนื้อที่เฉลี่ยประมาณ ๓ ไร่ ให้ทำการขุดสระกักเก็บน้ำที่มีความลึกประมาณ ๔ เมตร จะมีความสามารถกักเก็บน้ำได้มากถึง ๑๙,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร

ส่วนที่สอง ..... ร้อยละ ๖๐ ทำการเพาะปลูกพืชต่างๆ โดยแบ่งที่ดินนี้เป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกร้อยละ ๓๐ ทำนาข้าวประมาณ ๕ ไร่ อีกส่วนหนึ่งร้อยละ ๓๐ ปลูกพืชไร่หรือพืชสวน ตามแต่สภาพของพื้นที่และภาวะตลาด ประมาณ ๕ ไร่ พื้นที่ทางการเกษตรทั้ง ๒ แบบนี้ใช้น้ำประมาณ ๑๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร

ส่วนที่สาม ..... พื้นที่ที่เหลือร้อยละ ๑๐ เนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ จัดเป็นที่อยู่อาศัย
ถนน ก่อสร้างคัดดินหรือคูคลอง ตลอดจนปลูกพืชสวนครัวและเลี้ยงสัตว์

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/12/2003 02:00 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 52  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๑๙ ..... กราบพระบาทด้วยความจงรักภักดี และ เรื่องประทับใจ

พระองค์ท่านเสด็จไปที่จังหวัดสกลนคร ..... เพื่อเยี่ยมเยียนชาวบ้าน และพระองค์ก็ทรงตรัสถามชายคนหนึ่งที่มาเข้าเฝ้าเพราะแขนเจ็บเข้าเฝือก
ในหลวงทรงรับสั่งถามว่า ..... แขนเจ็บไปโดนอะไรมา
ชายคนนั้นตอบว่า ..... ตกสะพาน
แล้วในหลวงทรงรับสั่งกลับไปอีกว่า ..... แล้วแขนอีกข้างหนึ่งละ
ชายคนนั้นก็ตอบกลับมาอีกว่า ..... แขนข้างนี้ไม่ได้ตกลงไปด้วยตกข้างเดียว
ในหลวงของเราก็ทรงพระสรวล

พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรที่ ทางภาคใต้ ..... คือจังหวัดนราธิวาส ทางใต้นี้มีปัญหาเรื่องดินเป็นกรดมีความเค็ม
พระองค์จึงทรงรับสั่งถามกับชาวบ้าน ที่มาเฝ้ารับเสด็จว่า ..... ดินหลังบ้านเป็นอย่างไร เค็มไหม
ชาวบ้านก็มองหน้ากันแล้วทำหน้างง ก่อนตอบกลับมาว่า ..... ไม่เคยชิมซักที
ในหลวงก็รับทรงสั่งกับข้าราชบริภารที่ตามเสด็จว่า ..... ชาวบ้านแถวนี้เขามีอารมณ์ขันกันดีนะ

ครั้งหนึ่งหลายๆ ปีมาแล้ว ..... พระเจ้าอยู่หัวทรงประชวรนิดหน่อยเกี่ยวกับพระฉวีมีพระอาการคัน มีหมอโรคผิวหนังคณะหนึ่งไปเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายการรักษา คุณหมอเป็นผู้เชี่ยวชาญทางโรคผิวหนังแต่ไม่ได้เชี่ยวชาญทางราชาศัพท์
ก็กราบบังคมทูลว่า ..... เอ้อ ทรง อ้า ทรงพระคันมานานแล้วหรือยังพะยะค่ะ
พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระสรวล ตรัสว่า ..... ฉันไม่ใช่ผู้หญิงนี่ จะท้องได้ยังไง
แล้วคงจะทรงพระกรุณาว่าหมอคงจะไม่รู้ราชาศัพท์ทางด้านอวัยวะร่างกายจริงๆ
ก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตว่า .... เอ้าพูดภาษาอังกฤษกันเถอะ เป็นอันว่าก็กราบบังคมทูลซักพระอาการกันเป็นภาษาอังกฤษไป

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ ..... อ.พร้าว พระองค์ทรงเสด็จเยี่ยมราษฎรเผ่าลีซอ พอจะเสด็จกลับ ผู้เฒ่าคนหนึ่งยื่นถุงห่อข้าวให้ท่าน เกรงว่าท่านจะหิวขณะเดินทาง เป็นน้ำพริกตาแดง กับ ข้าวเหนียวหนึ่งห่อ พร้อมกับบอกในหลวงว่า ..... หมู่บ้านเฮามันไกล กว่าเฮาจะเดินเข้าเมืองได้ใช้เวลาหลายวัน กลัวว่าท่านจะหิวกลางทาง .....

เช้าวันหนึ่ง ..... เวลาประมาณ ๗ โมงเช้า นางสนองพระโอษฐ์ ของฟ้าหญิงองค์เล็ก ได้รับโทรศัพท์เป็นเสียงผู้ชาย ขอพูดสายกับฟ้าหญิง ทางนางสนองพระโอษฐ์ก็สอบถามว่าใครจะพูดสายด้วย ก้อมีเสียงตอบกลับมาว่า คนที่แบงค์ นางสนองพระโอษฐ์ก้อ งง ...งง ว่าคนที่แบงค์ทำไมโทรมาแต่เช้า แบงค์ก็ยังไม่เปิดนี่นา พอฟ้าหญิงรับโทรศัพท์แล้วถึงได้รู้ว่า คนที่แบงค์น่ะ ที่แบงค์จริงๆนะ ไม่เชื่อเปิดกระเป๋าตังค์ แล้วหยิบแบงค์มาดูสิ :-)

ในหลวงทรงเสด็จพระราชทานปริญญาบัตร ..... อธิการบดีอ่านรายชื่อบัณฑิตแล้วบังเอิญว่ามีเหตุขัดข้องบางประการ ทำให้อ่านขาดตอน ก็ต้องรีบหาว่าอ่านรายชื่อไปถึงไหนแล้ว ปรากฏว่าในหลวงท่านทรงจำได้ ท่านเลยตรัสกับอธิการฯ ไปว่าเมื่อกี้นี้ ชื่อ.... เค้ารับไปแล้ว และมีอีกปีนึงขณะที่พระราชทานปริญญาบัตรอยู่ดีๆ ไฟดับไปชั่วขณะ ทำให้บัณฑิตคนหนึ่งพลาดโอกาสครั้งสำคัญในการถ่ายรูป พอในหลวงทรงพระราชทานปริญญาบัตรเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะให้พระบรมราโชวาท ท่านทรงให้อธิการบดีเรียกบัณฑิตคนนั้น มารับพระราชทานอีกครั้งเพื่อจะได้มีรูปไว้เป็นที่ระลึก ตื้นตันกันถ้วนทั่วทั้งหอประชุม

----------------------------------------------
อ้างอิงจาก ::: หนังสือ ที่สุดของหัวใจ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/12/2003 02:03 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 53  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๒๐ ..... สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลนโสภาคย์ ประสูติเมื่อ ๒ เมษายน ๒๔๙๘ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ภายหลังทรงได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๒๐ พระปณิธานที่ได้ทรงกล่าว ต่อที่ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์ และ สมาชิกในราชตระกูลที่มาเฝ้าถวายพระพร "ข้าพเจ้า ขอตั้งความปรารถนาต่อที่ประชุมนี้ ที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้สมกับตำแหน่งฐานะโดยเต็มกำลัง สติปัญญา และ ความสามารถ เพื่อให้สำเร็จประโยชน์สุขอันไพบูลย์ และ เจริญวัฒนาแก่ประเทศ และ ประชาราษฎร์ทั้งมวล" .....

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/12/2003 02:06 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 54  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๒๑ .....
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงผนวช

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/12/2003 02:10 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 55  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๒๒ ..... พระราชนัดดาพระองค์แรก ย้อนหลังไปเมื่อ ๒๔ ปีก่อน ในวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๒๑ นับเป็นวันที่น่าอิ่มเอิบ และ ปีติหัวใจของชาวไทยกว่าวันใด เพราะเป็นวันพิเศษ ที่เราได้มี เจ้านายองค์น้อย เพิ่มมาอีกหนึ่งพระองค์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอพระองค์แรก ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

ตลอดเวลาที่ปวงชนชาวไทย ..... ได้เฝ้ามองดูการเจริญพระชันษา แห่ง 'พระองค์ภา' ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จนทรงเจริญวัยสู่แรกรุ่น ที่มีพระพักตร์สดใส ฉวีผุดผ่อง และพระวรกายบอบบางงดงาม ทุกอิริยาบถเป็นที่ประทับตา ประทับใจ แก่พสกนิกรยิ่งนัก และจวบจนวันนี้ เราได้เห็นเจ้านายองค์น้อย ทรงเติบโต สู่วัยผู้ใหญ่ อย่างเต็มตัว เมื่อพระองค์ทรงสำเร็จการศึกษา จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปีการศึกษาที่ผ่านมา ซึ่งการเรียนให้ได้ สองปริญญา ในคราวเดียวกัน นับว่าเป็นการเรียนที่หนักมาก แล้วยังต้อง ทรงภารกิจอื่นๆ ด้วยนั้น แต่ 'พระองค์ภา' ทรงปฏิบัติหน้าที่ ในความรับผิดชอบ ได้อย่างดีเยี่ยมทุกด้าน ที่คนในวัยเดียวกับพระองค์ ควรจะเอาเป็นแบบอย่าง เช่น ในการเรียน ทรงเรียนจบปริญญาตรี ในเวลาสามปีครึ่ง ทั้งสองมหาวิทยาลัย หากย้อนไป เมื่อทรงเป็นนักศึกษา ในส่วนการวางพระองค์ ในสังคมมหาวิทยาลัย ที่ธรรมศาสตร์ เมื่อต้องอยู่ร่วมกับพระสหาย ทรงวางพระองค์อย่างธรรมดามาก ทรงมีกลุ่มเพื่อนๆ ที่พากันไปรับประทานกลางวัน ในโรงอาหารของมหาวิทยาลัย ทรงร่วมกิจกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัย เช่น การรับน้อง งานบอลของมหาวิทยาลัย งานไหว้ครู กิจกรรมทางชมรมต่างๆ ทรงถือว่ามีหมายเกณฑ์อะไร ก็จะไปทำให้ ด้วยทรงถือว่า เป็นความบันเทิงส่วนตัว และได้เจอเพื่อนๆ ด้วย

เป็นที่น่าปลื้มปีติยิ่งขึ้น เมื่อทราบข่าวว่า ..... พระองค์ทรงวางแผน เรียนปริญญาโท ต่ออีก ๒ สาขา ทางด้านกฎหมาย ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงสนใจประเทศนี้ เพราะว่า กฎหมายอเมริกา ระบบกฎหมายคงแตกต่างไป จากเมืองไทยบ้าง และความหลากหลายทางด้านวิชาการ คือสิ่งที่น่าสนใจในการเรียนรู้ ได้กว้างขึ้น เมื่อทรงศึกษาสำเร็จแล้ว จะทรงกลับมาเรียนต่อเนติบัณฑิต ที่ประเทศไทยต่อไป ซึ่งก่อนที่จะทรงไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อทรงเป็นบัณฑิต จึงได้เริ่มทำงานทันที อย่างเช่น พระสหายของพระองค์ และบัณฑิตทั่วๆ ไป ก่อนที่จะทรงวางแผน เพื่อการศึกษาต่อในระดับปริญญาโท พระองค์ทรงเริ่มงาน รับราชการ ที่กรมพระธรรมนูญ สังกัดกระทรวงกลาโหม ในตำแหน่งร้อยตรีหญิง ทรงมีเงินเดือนประจำ ๖,๓๖๐ บาท ซึ่งก่อนที่จะเข้ารับราชการ ที่กรมพระธรรมนูญ ต้องทรงฝึกหลักสูตร เพื่อจะเป็นทหาร และในทางวิชาการต้องรู้เรื่อง ระบบการทำงาน อย่างเช่นบุคคลทั่วไป ซึ่งพระองค์ทรงรับภารกิจ ทรงต้องรับผิดชอบงาน ที่กรมพระธรรมนูญ ในหน้าที่อัยการทหาร มีหน้าที่ตรวจสำนวน เขียนคดีสั่งฟ้องต่างๆ เกี่ยวกับคดีที่ทหาร เป็นผู้ก่อความผิดขึ้น เช่น การหนีทหาร ติดยาเสพติด ทะเลาะวิวาท ซึ่งเป็นคดี ในอำนาจศาลทหาร รายละเอียดงานของพระองค์ คือการเขียนทำสำนวนฟ้อง พระองค์ทรงมีหลัก ในการทำงาน คือ ต้องรับฟังหลักฐาน ที่เชื่อถือได้มากที่สุด ถ้าเกิดอะไรที่ผิดพลาดขึ้นมา นั่นคือชีวิตคนทั้งชีวิต จึงเป็นงานที่ค่อนข้างยาก แต่ก็ทรงสนุกกับงานมาก เพราะพระองค์ทรงตั้งเป้าหมายไว้ว่า เรียนกฎหมาย ก็อยากใช้งานสายที่เรียนมา และอนาคตอยากทำงาน ด้านการเป็นผู้พิพากษา

ทรงเป็นนักกฎหมายรุ่นใหม่ของปวงชนชาวไทย .....
ด้วยหน้าที่การงานในจุดนี้ จึงถือว่าทรงเป็น 'นักกฎหมาย' พระองค์หนึ่ง

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/12/2003 02:14 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 56  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๒๓ ..... นางโรชาลีน คาร์เตอร์ คู่สมรสของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เข้าเฝ้าเนื่องในโอกาสที่เดินทางมาเยี่ยมค่ายผู้อพยพในประเทศไทย หากถามคนเขมรรุ่นอายุ ๔๐ ปีว่า เหตุการณ์ใดที่เป็นเหมือนฝันร้าย และน่าสะพรึงกลัวที่สุดในยุคของพวกเขา เชื่อได้ว่าทุกคนจะตอบตรงกันว่า คือวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๑๘ วันนั้นทหารเขมรแดงยาตราทัพ เข้ายึดกรุงพนมเปญ ทำสงครามชนะรัฐบาลนายพลลอนนอล ประชาชนจำนวนมากออกมาที่ถนน คอยต้อนรับกองทัพทหารเขมรแดง และคิดว่าสงครามกลางเมือง ที่ดำเนินมาร่วมสิบปี คงจะยุติเสียที แต่พอเช้าวันรุ่งขึ้น ทหารเขมรแดงก็สั่งให้ประชาชนแทบทั้งหมด อพยพออกจากกรุงพนมเปญไปทำนาในชนบท ด้วยขณะนั้นเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง นาข้าวทั่วประเทศ ถูกเครื่องบินสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดเสีย จนไร่นาเสียหาย ผลผลิตข้าวลดลงเป็นประวัติการณ์ ว่ากันว่าปริมาณระเบิดที่ทิ้งลงมานั้น มากกว่าระเบิดที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ รวมกันเสียอีก

การอพยพผู้คนครั้งนั้น ..... เขมรแดงถือโอกาสกวาดล้างผู้คนในระบอบการเมืองเก่า เพื่อสร้างสังคมในอุดมคติขึ้นใหม่ ในชั่วระยะเวลาเกือบสี่ปีที่เขมรแดงครองเมือง ปรากฏว่ามีผู้คนถูกสังหาร และทารุณกรรมมากกว่า ๒ ล้านคน ร้อยละ ๘๐ ของชนชั้นกลาง ปัญญาชน และนักศึกษา ถูกฆ่าทิ้ง ผู้คนจำนวนมากตายในทุ่งสังหาร หรือที่เรียกกันว่า คิลลิ่ง ฟิลด์ ก่อนเขมรแดงเข้าปกครองประเทศ ในเขมรมีนายแพทย์ประมาณ ๘๕๐ คน แต่ภายหลังเหลือเพียง ๕๐ คน ประชาชนส่วนใหญ่ของเขมรจะหนีและอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/12/2003 02:17 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 57  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๒๔ .....
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมทหาร
เพื่อเป็นกำลังใจสำคัญสำหรับ รั้วของชาติ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/12/2003 02:20 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 58  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๒๕ ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเสด็จพระราชดำเนินปลูกป่า "ต้นไม้ของพ่อ" งานศึกษาและพัฒนาป่าไม้ ดำเนินการพัฒนาป่าไม้โดยวิธีบำรุงป่าธรรมชาติ ปลูกสร้างสวนป่าใหม่ ปลูกเสริมป่า ช่วยเหลือในการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติของไม้ การสร้างแนวป้องกันไฟป่าเปียกในพื้นที่รองรับระบบวนเกษตร ระบบอุทกวิทยา นิเวศวิทยา ตลอดจนการศึกษาการอนุรักษ์ และเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า ในพื้นที่ต้นน้ำลำธาร

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/12/2003 02:23 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 59  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๒๖ ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินด้วยความเป็นห่วงราษฎร ที่เดือดร้อนในช่วงที่น้ำท่วม "น้ำท่วม หรือ จะสู้น้ำพระราชหฤทัย" โครงการแก้มลิง เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชกระแสอธิบายว่าลิงโดยทั่วไปถ้าเราส่งกล้วย ให้ลิงจะรีบ ปอกเปลือก เอาเข้าปากเคี้ยว แล้วนำไปเก็บไว้ที่แก้มก่อนลิงจะทำอย่างนี้จน กล้วยหมดหวีหรือ เต็มกระพุ้ง แก้ม จากนั้นจะค่อยๆ นำออกมาเคี้ยวและ กลืนกินภาย หลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงนำพฤติกรรมของลิงที่นำกล้วยมาสะสมไว้ที่กระพุ้ง แก้ม ก่อนกลืนกิน เป็นตัวอย่างในการระบายน้ำออกจาก พื้นที่ท่วมขัง โดยมี พระราชดำริ ให้กรมชลประทาน ก่อสร้างบ่อพักน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ประมาณ ๑๐ ตารางกิโลเมตร บริเวณใกล้ชายทะเล เพื่อรองรับน้ำท่วมที่ไหลมา ตามลำคลองธรรมชาติ และคลองขุดใหม่ และก่อสร้าง ประตูระบายน้ำเพื่อระบายน้ำลงทะเลในช่วงที่น้ำทะเลลดลง ปิดประตูระบาย น้ำเมื่อน้ำทะเลขึ้นเพื่อป้องกัน มิให้น้ำทะเลไหลเข้ามาท่วมพื้นที่ได้ การดำเนินการโครงการ แก้มลิง เต็มรูปแบบต้องศึกษาและ วางแผน อย่างละเอียดซึ่งใช้เวลานาน ในระยะแรกจึง ไม่สามารถดำเนินการได้เต็มรูปแบบ แต่อย่างไรก็ตามโครงการ บางส่วนสามารถดำเนิน การได้ก่อน เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังได้ส่วนหนึ่ง

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/12/2003 02:26 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 60  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๒๗ .....
มหาวิทยาลัยทัฟฟ์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ถวายปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
เฉลิมพระเกียรติยศ เนื่องจากทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/12/2003 02:29 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 61  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๒๘ ..... ชีวิตใหม่ เด็กๆ ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงมีมากมาย นอกเหนือจากที่รับพระราชภาระเลี้ยงดู รักษาพยาบาล ที่พระองค์ได้ประสบความทุกข์ยากขณะเสด็จฯ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศแล้ว เด็กที่ทรงชุบเลี้ยงทุกคน จะได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี เด็กที่มาจากต่างจังหวัดหลายคน ได้เข้าเรียนในโรงเรียนเดียวกับพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระองค์ ทุกคนจะได้รับการศึกษาเทียบเท่ากัน ซึ่งแล้วแต่สติปัญญาของแต่ละคน เด็กเหล่านี้ มีหลายประเภทด้วยกัน บางคนได้มาอยู่ในพระราชวัง บ้างก็ตามบ้านข้าราชบริพาร บางทีทรงฝากพ่อแม่เลี้ยงไว้ แล้วพระราชทานค่าเลี้ยงดูและค่าเล่าเรียน มีหลายคนที่จบการศึกษาถึงระดับปริญญาตรี โท เอก และ จบจากต่างประเทศ ทำงานเป็นหลักเป็นฐาน เมื่อจะทำการสมรส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็ทรงจัดการให้ พร้อมพระราชทานเงินจำนวนหนึ่ง ที่เรียกว่า เงินก้นถุง ซึ่งความจริงก็คือ เงินทุนในการเริ่มต้นชีวิตนั่นเอง .....

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/12/2003 02:31 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 62  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๒๙ ..... องค์อัครศิลปิน การถ่ายภาพเป็นศิลปะอีกสาขาหนึ่งที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สนพระหฤทัยอย่างจริงจังมาตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าในสมัยก่อนนั้น อุปกรณ์การถ่ายภาพต่าง ๆ ยังไม่ทันสมัยอย่างในปัจจุบันนี้ แต่พระองค์ก็ทรงศึกษา และ ทรงฝึกด้วยพระองค์เอง จนทรงเป็นนักถ่ายรูปที่มีพระปรีชาสามารถยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นกล้องธรรมดา หรือ กล้องถ่ายภาพยนตร์ได้เริ่มทรงกล้องถ่ายภาพคู่พระหัตถ์ และ ทรงใช้ฟิล์มตั้งแต่ขนาด ๑๓๕ จนถึงขนาด ๑๒๐ และขนาดพิเศษ กล้องถ่ายภาพที่ทรงใช้ในระยะเริ่มแรกเป็นกล้องที่ไม่มีเครื่องวัดแสงในตัว จึงต้องใช้พระราชวิจารณญาณอย่างรอบคอบละเอียดถี่ถ้วน พร้อมทั้งพระปรีชาสามารถส่วนพระองค์ จึงทรงถ่ายภาพได้อย่างเชี่ยวชาญมั่นพระราชหฤทัย

แม้ในปัจจุบัน ..... กล้องถ่ายภาพจะมีวิวัฒนาการขึ้นกว่าสมัยก่อน ก็มิทรงใช ้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ยังทรงใช้แต่กล้องคู่พระหัตถ์แบบมาตรฐานอย่างที่นักเลงกล้องทั้งหลายใช้กัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเชี่ยวชาญแม้กระทั่งการล้างฟิล์ม การอัดขยายภาพทั้งภาพขาวดำ และภาพสี ขึ้นในบริเวณชั้นล่างของตึกที่ทำการสถานีวิทยุ อ.ส. ด้วยพระราชประสงค์ที่จะทรง "สร้างภาพ" ให้เป็นศิลปะถูกต้องและรวดเร็วด้วยพระองค์เอง นอกจากนี้ทรงคิดค้นหาเทคนิคใหม่ๆ มาใช้ในการถ่ายภาพอยู่เสมอๆ จนทำให้ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของพระองค์เป็นผลงานศิลปะที่ล้ำยุค

ถ้าจะกล่าวถึงศิลปกรรม ..... ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จิตรกรรมเป็นศิลปะอีกประเภทหนึ่งที่พระองค์สนพระราชหฤทัยมาก จนกระทั่งได้ทรงฝึกฝนเขียนภาพด้วยพระองค์เอง จิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของพระองค์ในระยะแรกๆ จะเป็นที่ทราบกันและมีโอกาสได้ชมกันในวงแคบเฉพาะผู้ที่สนใจในงานด้านนี้เท่านั้น บรรดาศิลปินอาวุโส และ มีชื่อเสียงของไทยซึ่งเคยได้มีโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท เพื่อร่วมปฏิสันถารและแข่งขันการวาดภาพ ถวายคำปรึกษาแด่พระองค์ท่าน ในช่วงระยะเวลาระหว่างที่พระองค์สนพระราชหฤทัยใคร่จะได้มีผู้สนใจงานด้านนี้ไว้เพื่อทรงวิสาสะด้วย จึงทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อถวายคำปรึกษาในการเขียนภาพ

ในระยะนั้น ..... มี อาจารย์เหม เวชกร ... อาจารย์เขียน ยิ้มศิริ ... อาจารย์จำรัส เกียรติก้อง ... อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ ... อาจารย์ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ... อาจารย์จุลทรรศน์ พยาฆรานนท์ ... อาจารย์เฉลิม นาคีรักษ์ ... อาจารย์อวบ สาณะเสน และ อาจารย์พิริยะ ไกรฤกษ์ เป็นต้น จากปากคำของศิลปินเหล่านี้เป็นที่ทราบว่าพระองค์ทรงเขียนภาพด้วยพระองค์เองตามแนวพระราชดำริ การถวายคำปรึกษานั้นเป็นเพียงด้านเทคนิคในการเขียนภาพเท่านั้น และพระองค์มักจะมีพระราชดำรัสถามแต่เพียงว่า "พอไปได้ไหม"

รูปผู้หญิงเปลือยนั่งคุกเข่า ..... ทรงปั้นด้วยดินน้ำมัน ขนาดสูง ๙ นิ้ว ศิลปกรรมสาขาประติมากรรมเป็นสาขาหนึ่งของวิจิตรศิลป์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงแสดงออกถึงพระปรีชาสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานด้านนี้ด้วยความสนพระราชหฤทัยยิ่ง พระองค์ทรงศึกษา ค้นคว้าเทคนิควิธีการต่างๆในงานประติมากรรมด้วยพระองค์เองทั้งการปั้น การหล่อ และการทำแม่พิมพ์ ... อาจารย์ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ข้าราชการบำนาญ กองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทในงานด้านประติมากรรมและเคยเป็นประติมากรที่ทำงานถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ในขณะนั้นได้เล่าว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีรับสั่งถึงการทำงานและเทคนิควิธีการของการทำแม่พิมพ์การปั้น และทรงเข้าพระราชหฤทัยถึงกระบวนการและขั้นตอนของงานทางด้านนี้เป็นอย่างดี โดยทรงศึกษาจากหนังสือทางด้านศิลปะและทรงลงมือปฏิบัติด้วยพระองค์เอง งานประติมากรรมฝีพระหัตถ์ซึ่งเป็นประติมากรรมลอยตัว เก็บรักษาไว้ในตู้บนพระตำหนักจิตรลดารโหฐานพระราชวังดุสิต มี ๒ ชิ้นคือ

ชิ้นที่ ๑ ได้แก่ รูปปั้นผู้หญิงเปลือยคุกเข่า ความสูง ๙ นิ้ว ทรงปั้นด้วยดินน้ำมัน
ชิ้นที่ ๒ ได้แก่ พระรูปปั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ครึ่งพระองค์ ความสูง ๑๒ นิ้ว ทรงปั้นด้วยดินน้ำมัน และ

ต่อมา ..... อาจารย์ไพฑูรย์ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตทำแม่พิมพ์หล่อเป็นปูนปลาสเตอร์ ประติมากรรมฝีพระหัตถ์ชิ้นนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงจัดท่าทางและองค์ประกอบ ที่มีความประสานกลมกลืนอย่างงดงาม สะท้อนคุณค่าของความสง่างาม ทรงทิ้งร่องรอยฝีพระหัตถ์ที่มีชีวิต มีการเคลื่อนไหวไว้บนผิวดินน้ำมันที่ทรงปั้น ....

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/12/2003 08:44 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 63  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๓๐ .....
พระชนมายุ ๖๐ พรรษา แต่ก็มิได้ทรงว่างเว้นจากพระราชกรณียกิจที่ตรากตรำ
ในปีนี้มี พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๐

นอกจากประติมากรรมดังที่กล่าวมาแล้ว ..... พระองค์ยังทรงสนพระราชหฤทัยในการสร้างพระพุทธรูปอีกด้วย ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปปางประทานพร ภปร. ซึ่งสร้างขึ้นมา ๒ ครั้ง ทรงมีแนวพระราชดำริแก่ช่างปั้นว่า พระพุทธรูปปางประทานพร ภปร. ควรมีพระพุทธลักษณะเข้มแข็งแต่ไม่แข็งกระด้าง อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ และให้ดูมีเมตตา ใครที่ชมพระพุทธรูปองค์นี้ถ้ามีจิตใจอ่อนไหวก็ให้มีจิตใจเข้มแข็งขึ้น และมีความรู้สึกสงบเยือกเย็นสุขุม ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ จึงได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบพระพุทธรูปให้ดูงดงามเหมาะสมตามพระพุทธลักษณะยิ่งขึ้น ส่วนฐานของพระพุทธรูปเป็นกลีบบัว ใต้กลีบบัวเป็นขาสิงห์ ที่ผ้าทิพย์ประดิษฐานอักษรพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. และที่ฐานรองพุทธบัลลังก์ก็มีอักษรบาลีจารึกไว้ว่า"ทยฺยชาติยา สามคฺคิย ํสติสญฺชานเนนโภชิสิยํ รกขนฺติ" ในบรรทัดถัดลงมา เป็นอักษรไทยจารึกไว้ว่า "คนไทยจะรักษาความเป็นไทย อยู่ได้ด้วยมีสติสำนึกอยู่ในความสามัคคี" โปรดให้หล่อขึ้น ๒ ขนาด คือ ขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว และ ๕ นิ้ว ในการนี้ทรงควบคุม ดูแลการปั้น และการหล่ออย่างใกล้ชิดโดยตลอด และมีพระราชประสงค์ให้ประชาชนเช่าไว้เพื่อสักการะบูชา

ได้มีพระราชดำริ ..... ในการสร้างพระพิมพ์ส่วนพระองค์โดยโปรดเกล้าฯให้แกะแบบแม่พิมพ์ด้วยหินลับมีดโกน แล้วหล่อเป็นปูนปลาสเตอร์ ต่อจากนั้นทำแม่พิมพ์ด้วยขี้ผึ้งจากรูปหล่อปูนปลาสเตอร์ แล้วทรงบรรจุผงศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ตามวิธีส่วนพระองค์ด้วยพระองค์เองจนสำเร็จเป็นองค์พระพิมพ์ ในภายหลังได้เปลี่ยนจากแม่พิมพ์ขี้ผึ้งเป็นแม่พิมพ์ยาง ทำให้สามารถหล่อพระพิมพ์ได้หลายๆ ครั้ง ทรงหล่อพระพิมพ์ส่วนพระองค์ด้วยผงศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ นี้เป็นจำนวนมาก โดยมีพระราชประสงค์เพื่อจะทรงบรรจุไว้ที่ฐานบัวหงายด้านหน้าขององค์พระพุทธนวราชบพิตรด้วยพระองค์เอง และพระราชทานแก่ข้าราชบริพารและบุคคลอื่นๆ ไว้เพื่อสักการะบูชาโดยให้ผู้รับพระราชทานนำไปปิดทองที่ด้านหลังองค์พระพิมพ์ และให้พระบรมราโชวาทโดยสรุปว่า "ให้ทำดีเหมือนกับการปิดทองหลังองค์พระพิมพ์" พระพิมพ์ส่วนพระองค์นี้ต่อมาเรียกขานกันว่า หลวงพ่อจิตรลดา หรือ พระกำลังแผ่นดิน ผงศักดิ์สิทธิ์ต่างๆที่ทรงใช้ในการหล่อประกอบด้วย

ผงศักดิ์สิทธิ์ส่วนพระองค์ ..... ซึ่งได้มาจาก ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่ประชาชนทูลเกล้าฯถวายในการเสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากรและได้ทรงแขวนไว้ที่องค์พระพุทธปฎิมากร ตลอดเทศกาลจนถึงคราวที่จะเปลี่ยนเครื่องทรงใหม่ ดอกไม้แห้งนี้ได้โปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมไว้ เส้นพระเจ้าที่เจ้าพนักงาน ได้รวบรวมไว้หลังจากทรงพระเครื่องใหญ่ทุกครั้ง เส้นพระเจ้า หมายถึงเส้นผม และ ทรงพระเครื่องใหญ่ หมายถึงตอนตัดผม ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่แขวนพระมหาเศวตฉัตรและด้ามพระขรรค์ชัยศรีในพระราชพิธีฉัตรมงคล สีซึ่งขูดจากผ้าใบที่ทรงเขียนเป็นภาพฝีพระหัตถ์ ชันและสีซึ่งทรงขูดจากเรือใบพระที่นั่งขณะที่ทรงตกแต่งเรือใบพระที่นั่ง และ

ผงศักดิ์สิทธิ์ที่มาจากจังหวัดต่างๆ ทุกจังหวัดทั่วพระราชอาณาจักร ..... วัตถุเครื่องผสมจากต่างจังหวัดนี้ กระทรวงมหาดไทยได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเป็นวัตถุที่ได้จากปูชนียสถานหรือพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนเคารพบูชาในแต่ละจังหวัด อันได้แก่ ดิน หรือ ตะไคร่น้ำแห้งจากปูชนียสถานทองคำเปลวปิดพระพุทธรูป ผงธูปหน้าที่บูชา น้ำจากบ่ออันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งได้เคยนำมาใช้เป็นน้ำสรงมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จากนั้นก็ยังมีพระราชประสงค์ที่จะทรงทดลองหล่อพระเศียรพระพุทธรูปด้วยพระองค์เองจากแบบพระพุทธรูปปางประทานพร ภปร. ขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว โปรดเกล้าฯ ในครั้งนี้ทรงหล่อจากพระเศียรต่ำลงมาถึงพระอุระ เมื่อทรงหล่อเสร็จแล้ว ได้มีพระราชกระแสรับสั่งที่จะทรงหล่อท่อนล่างต่อให้ครบองค์ โดยมีพระราชประสงค์ในการเปลี่ยนแปลงพระกรพระหัตถ์ด้านขวาซึ่งหงายให้คว่ำลง เป็นแบบปางมารวิชัยหรือสะดุ้งมาร ส่วนฐานตอนล่างโปรดเกล้าฯ ให้เป็นฐานเขียงเรียบๆ ในการทำแม่พิมพ์ท่อนล่างนี้พบว่ามีความยากลำบากในการต่อพระกรและองค์พระท่อนบนเข้ากับท่อนล่าง ทรงนำพระท่อนบนที่หล่อครึ่งองค์ไว้แล้วนั้นไปตัดออก แล้วทรงต่อกับท่อนล่างที่ทรงหล่อภายหลัง จนเข้าด้วยกันทั้งองค์อย่างเรียบร้อยงดงาม

ต่อมาก็ได้ ..... ทรงหล่อพระปางมารวิชัยทั้งองค์ขึ้นอีกองค์หนึ่ง ขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว ด้วยผงศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ โดยมีฐานขององค์พระพุทธรูปเป็นฐานเขียง ต่อมาโปรดเกล้า ฯ ให้ฐานพระพุทธรูปเป็นกลีบบัวมีขนาดพอที่จะทรงบรรจุพระพิมพ์ส่วนพระองค์ได้ และ ต่อมาได้ให้ช่างหล่อ หล่อพระพุทธรูปเนื้อทองสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว มีฐานเป็นกลีบบัวทรงบรรจุพระพิมพ์ส่วนพระองค์ไว้ที่ฐานบัวหงายด้านหน้าขององค์พระพุทธรูปด้วย โปรดเกล้าฯ ให้หล่อเป็นจำนวน ๑๐๐ องค์ โดยมีพระราชประสงค์เพื่อพระราชทานไปประดิษฐาน ณ จังหวัดต่าง ๆ ทั่วพระราชอาณาจักร และได้โปรดเกล้าฯ ให้ขนานพระนามพระพุทธรูปนั้นว่า "พระพุทธนวราชบพิตร"

พระพุทธนวราชบพิตร ..... นี้ได้พระราชทานให้จังหวัดต่างๆ เช่น หนองคาย อุดรธานี และกรุงเทพมหานครเป็นต้น นอกจากนี้พระราชทานให้กับหน่วยทหารที่ไปปฏิบัติราชการ ณ ประเทศเวียดนาม พระพุทธรูปองค์นี้จะเป็นสิริมงคลแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไป และเป็นนิมิตหมายแห่งความผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ระหว่างพระมหากษัตราธิราช กับบรรดาพสกนิกรของพระองค์ในทุกจังหวัดทั่วพระราชอาณาจักร และพระพิมพ์ส่วนพระองค์ซึ่งได้บรรจุไว้ที่ฐานบัวหงายนั้น ก็มีส่วนประกอบของวัตถุศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ในพระองค์ด้วย พระพุทธนวราชบพิตรจึงเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญยิ่งองค์หนึ่งในรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งศาสนิกชนทั่วราชอาณาจักรได้ปฏิบัติบูชาสืบเนื่องกันมาเป็นเวลาช้านาน

ในระยะหลัง ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระราชภารกิจมาก ไม่มีเวลาที่จะทรงสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมให้เป็นที่ปรากฏอีก แต่อย่างไรก็ตาม ผลงานฝีพระหัตถ์ที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยะและพระปรีชาสามารถทางด้านประติมากรรมอย่างชัดแจ้ง

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/12/2003 08:51 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 64  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๓๑ ..... ไม่มีพื้นที่แห่งใดในประเทศไทย ที่พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ไม่เคยเสด็จไปถึง เมื่อวันที่ ๒-๓ และ ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑ ได้มีพระราชพิธีสำคัญพระราชพิธีหนึ่งที่บังเกิดในโอกาสอันยากยิ่งเพราะต้อง ใช้เวลารอคอยถึง ๔๒ ปี ๒๓ วัน จึงจะประกอบ พระราชพิธีนี้ได้ ทั้งนี้เนื่องมาจากเมื่อ ร.ศ. ๑๒๖ หรือ พุทธศักราช ๒๔๔๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำรงสิริราชสมบัติเป็นงานใหญ่ เรียกว่า พระราชพิธีรัชมงคล ในปีนั้น และ พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ในปีถัดมา แล้วทรงครองราชย์สืบต่อมาจนเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๓ สิริรวมเวลาในรัชสมัยได้ ๔๒ ปี ๒๒ วัน ครั้นมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จครองราชสมบัติเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ นับถึงวันที่ ๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑ เป็นเวลา ๔๒ ปี ๒๓ วัน เป็นเวลาอันยืนนานยิ่งกว่าสมเด็จพระบรมอัยกาธิราช หรือยืนนานยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ในอดีตทุกรัชกาล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งการพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกขึ้นตามราชประเพณี

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ..... พระราชทานกระแสพระราชดำริว่า ในรัตนโกสินทรศก ๑๒๖ นี้ ปีในรัชกาลจะเต็มครบ ๓๙ ปี ย่างขึ้นเป็นปีที่ ๔๐ เสมอด้วยรัชกาล สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ซึ่งได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติยืนนานกว่าพระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์ในสยามประเทศ สมควรที่จะขึ้นไปทำการกุศลสักการะบูชาพระเจ้าแผ่นดินที่ได้ ถวัลยราชสมบัติในกรุงเก่าเป็นการพิเศษครั้งหนึ่ง ..... ดังนั้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีรัชมงคล มีพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลถวายเป็นราชสักการะ มีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เลี้ยงพระ และบวงสรวงสังเวย สมเด็จพระมหากษัตริย์ในอดีตแห่งกรุงศรีอยุธยา ๓๓ พระองค์ กรุงธนบุรี ๑ พระองค์ กรุงรัตนโกสินทร์ ๔ พระองค์ ในการนี้ โปรดให้บูรณะ ปรับปรุงพระราชวังเดิมกรุงศรีอยุธยา ที่ถูกพม่าทำลายเผาพระที่นั่งต่างๆ จนเหลือแต่ซากเป็น บริเวณรกร้าง ให้มีสภาพตามประวัติศาสตร์ โดยสร้างพลับพลาตรีมุขขึ้นบนฐานเดิมของพระที่นั่งเก่า ใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธี แล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปประกอบพระราชพิธีบวงสรวงอดีตพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ โดยเชิญพระพุทธรูปปางประจำแต่ละรัชกาลจากหอพระราชพงศานุสร และหอพระราชกรมานุสร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไปประดิษฐานในมณฑลพระราชพิธี ณ พลับพลาตรีมุข จังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้น

ในปีถัดมา ..... คือ พุทธศักราช ๒๔๕๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ที่ทรงครองราชย์ยืนนานกว่า สมเด็จพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในพระราชพงศาวดาร โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็น ประธานจัดงานเฉลิมฉลองอย่างมโหฬาร มีพระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติ พระราชพิธีก่อฤกษ์พระที่นั่งอนันตสมาคม และพระราชพิธีฉลองพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีของปวงชนชาวไทย และชาวต่างประเทศที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ได้ บริจาคเงินสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้า ประดิษฐานไว้ ณ ลานพระราชวังดุสิต พร้อมกับถวายพระราชสมัญญาว่า “ปิยมหาราช” จารึกไว้ที่ฐานพระบรมรูปนั้น นอกจากนั้นเงินบริจาคที่ยังเหลือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวยังได้โปรดเกล้าฯให้นำไปสร้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขึ้นเป็นสถานอุดม-ศึกษาแห่งแรกของประเทศ จึงกล่าวกันว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสร้างจากเงินหางม้าพระบรมรูปทรงม้า

ด้วยเหตุดังนี้ ..... เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองราชย์ ยั่งยืนนานกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในอดีต พระบรมวงศานุวงศ์ รัฐบาล ข้าราชการฝ่ายทหาร พลเรือน ตลอดจนพสกนิกรชาวไทยทั้งปวง มีความจงรักภักดีรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจเพื่อแผ่นดินและประชาชนมาถึง ๔๓ ปี พากันชื่นชมนิยมว่า เสด็จดำรงรัฐสีมายืนนานยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ พระองค์ใดในอดีต จึงมีสมานฉันท์พร้อมกันจัดงานเฉลิมพระเกียรติสนองพระเดชพระคุณ ทั้งขอพระราชทานให้ทรงกำหนดงานพระราชกุศลและพระราชพิธีอนุโลมตามพระราชประเพณีเมื่อครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาต และทรงกำหนด การพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ไว้เพียง ๓ วัน ให้เหมาะแก่กาลสมัย

-------------------------------------------------------------
ที่มา :::http://kanchanapisek.or.th/kp6/BOOKK/chapter7/tk7-2-8.htm

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/12/2003 08:56 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 65  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๓๒ ..... คอมพิวเตอร์ เครื่องมือที่ทรงใช้ "ปรุง" คำอวยพรปีใหม่ พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่สนพระทัยใฝ่รู้ และ ทรงศึกษาอย่างจริงจัง ลึกซึ้งในการค้นคว้าวิจัยเพื่อการพัฒนาในทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การเกษตร การชลประทาน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีต่างๆ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น ทรงเห็นความสำคัญและประโยชน์อย่างยิ่ง ทรงสนับสนุนการค้นคว้าในทางวิทยาการคอมพิวเตอร์ ในด้านส่วนพระองค์นั้น ทรงศึกษาคิดค้นสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการประมวลผลข้อมูลต่างๆ ด้วยพระองค์เอง ทรงประดิษฐ์รูปแบบตัวอักษรไทยที่มีลักษณะงดงาม เพื่อแสดงผลบนจอภาพคอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ ทรงใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อบันทึกพระราชกรณียกิจต่างๆ และทรงติดตั้งเครือข่ายสื่อสารคอมพิวเตอร์เพื่อสนับสนุนพระราชภารกิจต่างๆ ทั้งยังทรงประดิษฐ์ ส.ค.ส. ด้วยคอมพิวเตอร์ เผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนเพื่อทรงอวยพรปวงชนชาวไทย .....

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/12/2003 09:02 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 66  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๓๓ ..... ลมฝนที่โหมกระหน่ำ มิได้เป็นอุปสรรคต่อการทรงงานของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แต่อย่างใด ทฤษฎีใหม่ แนวพระราชดำรัสซึ่งเปลี่ยนคนอดเป็นคนอิ่ม

ทฤษฎีใหม่ ขั้นที่หนึ่ง
(๑) ..... ถ้าพูดอย่างสรุปที่สุด เป็นวิธีปฏิบัติของเกษตรกร ที่เป็นเจ้าของที่ดินจำนวนน้อย แปลงเล็กๆ

(๒) ..... หลักสำคัญ: ให้เกษตรกรมีความพอเพียง โดยเลี้ยงตัวได้ ในระดับชีวิตที่ประหยัดก่อน ทั้งนี้ต้องมีความสามัคคีในท้องถิ่น

(๓) ..... มีการผลิตข้าวบริโภคพอเพียงประจำปี โดยถือว่าครอบครัวหนึ่ง ทำนา ๕ ไร่ จะมีข้าวพอกินตลอดปี ข้อนี้เป็นหลักสำคัญของทฤษฎีนี้

(๔) ..... เพื่อการนี้ จะต้องใช้หลักว่า ต้องมีน้ำ ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ฉะนั้น ๕ ไร่ต้องมี ๕,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร แต่ละแปลง ๑๕ ไร่ ทำนา ๕ ไร่ ทำพืชไร่หรือไม้ผล ฯลฯ ๕ ไร่ จะต้องมีน้ำ ๑๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อปี จึงได้ตั้งสูตรคร่าวๆ ว่า แต่ละแปลงประกอบด้วย นา ๕ ไร่และพืชไร่และสวน ๕ ไร่ สระน้ำ ๓ ไร่ ลึก ๔ เมตร จุประมาณ ๑๙,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ที่อยู่อาศัยและอื่นๆ ๒ ไร่ รวมทั้งหมด ๑๕ ไร่

(๕) ..... อุปสรรคสำคัญที่สุดคือ: อ่างเก็บน้ำหรือสระ ที่ได้รับน้ำให้เต็มเพียงปีละหนึ่งครั้ง จะมีการระเหยวันละ ๑ เซนติเมตร โดยเฉลี่ย ในวันที่ฝนไม่ตกหมายความว่า ในปีหนึ่งถ้านับว่าแห้ง ๓๐๐ วัน ระดับน้ำของสระจะลดลง ๓ เมตร ในกรณีนี้ ๓/๔ ของ ๑๙,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร น้ำที่ใช้ได้จะเหลือ ๔,๗๕๐ ลูกบาศก์เมตร จึงจะต้องมีการเติมน้ำเพื่อให้เพียงพอ มีความจำเป็นที่จะมีแหล่งน้ำเพิ่มเติม สำหรับโครงการวัดมงคลชัยพัฒนา ได้สร้างอ่างเก็บน้ำจุ ๘๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร สำหรับเลี้ยง ๓,๐๐๐ ไร่

(๖) ..... ลำพังอ่างเก็บน้ำจุ ๘๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร จะเลี้ยงได้ ๘๐๐ ไร่ โครงการวัดมงคล มีพื้นที่ ๓,๐๐๐ ไร่ แบ่งเป็น ๒๐๐ แปลง อ่างนี้จึงเลี้ยงได้ ๔ ไร่ต่อแปลง ลำพังสระในแปลงเลี้ยงได้ ๔.๗๕ ไร่ จึงเห็นได้ว่า หมิ่นเหม่มาก ถ้าคำนึงว่า ๘.๗๕ ไร่นั้น จะทำเกษตรกรรมอย่างสมบูรณ์ได้อีก ๖.๒๕ ไร่ จะต้องอาศัยเทวดาเลี้ยง แต่ถ้าคำนึงว่า ในระยะที่ไม่มีความจำเป็นที่จะใช้น้ำ หรือมีฝนตก น้ำฝนที่ตกมาจะเก็บไว้ได้ในอ่างและในสระสำรองไว้สำหรับเมื่อต้องการ อ่างและสระจะทำหน้าที่เฉลี่ยน้ำฝน จึงเข้าใจว่าในระบบนี้น้ำจะพอ

(๗) ..... ปัญหาใหญ่อีกข้อหนึ่ง คือราคาการลงทุนค่อนข้างสูง เกษตรกรจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากภายนอก จากทางราชการ จากทางมูลนิธิและทางเอกชน แต่ค่าดำเนินการไม่สิ้นเปลืองสำหรับเกษตรกร

ทฤษฎีใหม่ ขั้นที่สอง
เมื่อตั้งศูนย์บริการ ที่วัดมงคลชัยพัฒนา และแปลงตัวอย่างที่ "ทางดิสโก้" สำเร็จแล้ว เกษตรกรก็เริ่มเข้าใจวิธีการ จึงขอให้ดำเนินการในที่ดินของตน เมื่อได้ผลก็ต้องเริ่มขั้นที่สอง คือ ให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ ร่วมแรงใน
(๑) ..... การผลิต พันธุ์พืช เตรียมดิน ชลประทาน ฯลฯ
(๒) ..... การตลาด ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจำหน่ายผลผลิต
(๓) ..... การเป็นอยู่ กะปิน้ำปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ
(๔) ..... สวัสดิการ สาธารณสุข เงินกู้
(๕) ..... การศึกษา โรงเรียน ทุนการศึกษา
(๖) ..... สังคมและศาสนา

ทฤษฎีใหม่ ขั้นที่สาม
ติดต่อร่วมมือกับแหล่งเงินอย่างธนาคาร และกับแหล่งพลังงาน ก็คือพวกบริษัทน้ำมัน ตั้งและบริหารโรงสี ตั้งและบริหารร้านสหกรณ์ ช่วยการลงทุน ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกร และฝ่ายธนาคารกับบริษัทจะได้รับประโยชน์

<<< เกษตรกรขายข้าวในราคาสูง ไม่ถูกกดราคา ธนาคารกับบริษัทซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำ ซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกร และมาสีเอง

<<< เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภค บริโภคในราคาต่ำ เป็นร้านสหกรณ์ ราคาขายส่ง

<<< ธนาคารกับบริษัท จะสามารถกระจายบุคลากร

------------------------------------------------------------------
อ้างอิงจาก :::http://www.kanchanapisek.or.th/articles/new-theory.th.html

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/12/2003 04:31 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 67  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๓๔ ..... สายสัมพันธ์ระหว่าง แม่กับลูก บันทึกของน้ำตาลหน้านี้ เป็นเรื่องเฉลิมพระชนมพรรษา ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ..... ขอน้อมรำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณ ของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงอภิบาล พระมหากษัตริย์ผู้ทรงประเสริฐแก่พสกนิกรชาวไทยถึงสองพระองค์ ไม่มีสิ่งใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าพระคุณของแม่ พระคุณล้ำเลิศแสนประเสริฐ พระแม่ของสองกษัตริย์ไทย ขอน้อมรำลึกแสนอาลัย สมเด็จย่า แม่ฟ้าหลวงของปวงชน สู่สวรรคาลัยร้อยดวงใจไทยทั้งชาติ ขอเบื้องพระยุคลบาท สถิตที่อาสน์ ณ แดนสรวง .... ฯลฯ

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ


ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
เว็บไซต์น้ำตาล และ เพื่อนๆ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/12/2003 04:39 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 68  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๓๕ ..... พระราชดำรัส พระราชทานแก่ พลเอกสุจินดา คราประยูร และ พลตรีจำลอง ศรีเมือง วันพุธที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ..... คงเป็นที่แปลกใจ ทำไมถึงเชิญให้ท่านมาพบกันอย่างนี้ เพราะว่าทุกคนก็ทราบว่า เหตุการณ์มีความยุ่งเหยิงอย่างไร และทำให้ประเทศชาติล่มจมได้ แต่ที่จะแปลกใจก็อาจมีว่า ทำไมเชิญพลเอกสุจินดา คราประยูร และ พลตรีจำลอง ศรีเมือง เพราะว่าอาจมีผู้ที่แสดงเป็นตัวละครมากกว่านี้ แต่ว่าที่เชิญมาเพราะว่า ตั้งแต่แรกที่มีเหตุการณ์ สองท่านเป็นผู้ที่เผชิญหน้ากัน แล้วก็ในที่สุด เป็นการต่อสู้ หรือการเผชิญหน้ากว้างขวางขึ้น ถึงได้เชิญ ๒ ท่านมา

การเผชิญหน้าตอนแรก ..... ก็จะเห็นจุดประสงค์ของทั้ง ๒ ฝ่ายได้ชัดเจนพอสมควร แต่ต่อมาภายหลัง ๑๐ กว่าวัน ก็เห็นแล้วว่า การเผชิญหน้านั้น เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างมาก จนกระทั่งออกมาอย่างไรก็ตาม เสียทั้งนั้นเพราะว่า ทำให้มีความเสียหาย ในทางชีวิต เลือดเนื้อของคนจำนวนมากพอสมควร แล้วก็ความเสียหายทางวัตถุ ซึ่งเป็นของส่วนราชการ และส่วนบุคคลเป็นมูลค่ามากมาย นอกจากนี้ก็มีความเสียหายในทางจิตใจ และในทางเศรษฐกิจของประเทศชาติ อย่างที่จะนับพรรณนาไม่ได้ ฉะนั้นการที่จะเป็นไปอย่างนี้ต่อไป จะเป็นเหตุผลหรือต้นตออย่างไรก็ช่าง เพราะเดี๋ยวนี้เหตุผลเปลี่ยนไป ถ้าหากว่าเผชิญหน้ากันแบบนี้ต่อไป เมืองไทยมีแต่ล่มจมลงไป แล้วก็จะทำให้ประเทศไทย ที่เราสร้างเสริมขึ้นมาอย่างดี เป็นเวลานาน จะกลายเป็นประเทศที่ไม่มีความหมาย หรือมีความหมายในทางลบเป็นอย่างมาก ซึ่งก็เริ่มปรากฏผลแล้ว ฉะนั้นจะต้องแก้ไข โดยดูว่ามีข้อขัดแย้งอย่างไร แล้วก็พยายามที่จะแก้ไขตามลำดับ เพราะว่าปัญหา ที่มีอยู่ทุกวันนี้ สองสามวันนี้มันเปลี่ยนไป ปัญหาไม่ใช่เรื่องของเรียกว่าการเมือง หรือเรียกว่าของการดำรงตำแหน่ง เป็นปัญหาของการสึกหรอของประเทศชาติ ฉะนั้นจะต้องช่วยกันแก้ไข

มีผู้ที่ส่งข้อแนะนำ ..... ในการแก้ไขสถานการณ์มาหลายฉบับ หลายคนจำนวนเป็นร้อย แล้วก็ทั้งในเมืองไทย ทั้งต่างประเทศที่ส่งมา ที่เขาส่งมาการแก้ไข หรือข้อแนะนำว่า เราควรจะทำอะไรก็มี ก็มีต่างๆ นานา ตั้งแต่ตอนแรกบอกว่าแก้ไขวิธียุบสภา ซึ่งก็ได้หารือกับทางทุกฝ่ายที่เป็นสภา หมายความว่า พรรคการเมืองทั้งหมด ๑๑ พรรคนี้ คำตอบมีว่าไม่ควรยุบสภา มี ๑ รายที่บอกว่าควรยุบสภา ฉะนั้นการที่จะแก้ไข แบบที่เขาเสนอมานั้น ก็เป็นอันว่าตกไป นอกจากนั้นก็มีเป็นฎีกา และแนะนำวิธีต่างๆ กัน ซึ่งได้พยายามเสนอไปตามปกติ คือเวลามีฎีกาขึ้นมา ก็ส่งไปให้ทาง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี หรือสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขตามแบบนั้น ตกลงมีแบบยุบสภา และมีอีกแบบหนึ่ง ก็เป็นแบบแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้ตามประสงค์ที่ต้องการ หมายความว่าประสงค์เดิม ที่เกิดเผชิญหน้ากัน

ความจริงวิธีนี้ถ้าจำได้ ..... เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔ ก็ได้พูดต่อสมาคม ที่มาพบจำนวนหลายพันคน แล้วก็ดูเหมือนว่าพอฟังกัน ฟังกันโดยดี เพราะเหตุผลที่มีอยู่ในนั้น ดูจะแก้ปัญหาได้พอควร ตอนนี้ก็พอย้ำว่าทำไมพูดอย่างนั้น ว่าถ้าจะแก้ก่อนออกก็ได้ หรือออกก่อนแก้ก็ได้ อันนั้นทุกคนก็ทราบดีว่าเรื่องอะไร ก็เป็นเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งครั้งนั้น การแก้รัฐธรรมนูญก็ได้ทำมาตลอด มากกว่าฉบับเดิมที่ตั้งเอาไว้ได้แก้ไข แล้วก็ก่อนที่ไปพูดที่ศาลาดุสิดาลัย ก็ได้พบพลเอกสุจินดา ก็ขออนุญาตเล่าให้ฟังว่า พลเอกสุจินดาแล้ว พลเอกสุจินดาก็เห็นด้วยว่า ควรจะประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ และแก้ไขต่อไปได้ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ และตอนหลังนี้ พลเอกสุจินดาก็ได้ยืนยันว่า แก้ไขได้ก็ค่อยๆ แก้เข้าระเบียบให้เป็นที่เรียกว่า ประชาธิปไตย อันนี้ก็ได้พูดมาตั้งหลายเดือนแล้ว ในวิธีการที่จะแก้ไข แล้วข้อสำคัญ ที่ทำไมอยากให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แม้จะถือว่ารัฐธรรมนูญนั้นยังไม่ครบถ้วน ก็เพราะเหตุว่ารัฐธรรมนูญนั้น มีคุณภาพพอใช้ได้ ดีกว่าธรรมนูญการปกครองชั่วคราว ที่ใช้มาเกือบปี เพราะเหตุว่ามีบางข้อบางมาตรา ซึ่งเป็นอันตรายแล้ว ก็ไม่ครบถ้วนในการที่จะปกครองประเทศ ฉะนั้นก็นึกว่า ถ้าหากว่าสามารถที่จะปฏิบัติตามที่ได้พูดในวันที่ ๔ ธันวาคมนั้นก็นึกว่า เป็นการกลับไปดูปัญหาเดิม ไม่ใช่ปัญหาของวันนี้

ปัญหาของวันนี้ ..... ไม่ใช่ปัญหาของการบัญญัติ หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทุกวันนี้คือความปลอดภัย ขวัญดีของประชาชน ซึ่งเดี๋ยวนี้ประชาชนทั่วไปทุกแห่งทุกหน มีความหวาดระแวงว่าจะเกิดอันตราย มีความหวาดระแวงว่า ประเทศชาติจะล่มจม โดยที่จะแก้ไขลำบาก ตามข่าวที่ได้ทราบมาจากต่างประเทศ เพราะเหตุว่าในขณะนี้ ทั้งลูกชายทั้งลูกสาวก็อยู่ต่างประเทศ ทั้งสองก็ทราบดี แล้วก็ได้พยายามที่จะแจ้งให้กับ คนที่อยู่ในประเทศเหล่านั้นว่า ประเทศไทยนี้ยังแก้ไขสถานการณ์ได้ แต่รู้สึกว่าจะเป็นความคิด ที่เป็นความคิดแบบหวังสูงไปหน่อย ถ้าหากว่าเราไม่ทำให้สถานการณ์อย่าง ๓ วันที่ผ่านมานี้สิ้นสุดไปได้ ฉะนั้นก็ขอให้โดยเฉพาะสองท่าน คือพลเอกสุจินดา และพลตรีจำลองช่วยกันคิด คือหันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่เผชิญหน้ากัน เพราะว่าเป็นประเทศของเรา ไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคนสองคน เป็นประเทศของทุกคน เข้าหากันไม่เผชิญหน้ากันแก้ไขปัญหา เพราะปัญหามีอยู่ ที่เวลาเกิดจะใช้คำว่า บ้าเลือด เวลาคนมีการปฏิบัติรุนแรงมันลืมตัว ลงท้ายเขาไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาชน เฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่า เฉพาะในกรุงเทพมหานครเสียหายไป ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด แล้วก็จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง

ฉะนั้นจึงขอให้ทั้งสองท่านเข้ามา ..... คือไม่เผชิญหน้ากัน แต่หันเข้าหากัน และสองท่าน เท่ากับเป็นผู้แทนฝ่ายต่างๆ คือไม่ใช่สองฝ่าย ฝ่ายต่างๆ ที่เผชิญหน้ากัน ให้ช่วยกันแก้ปัญหาปัจจุบันนี้ คือความรุนแรงที่เกิดขึ้น แล้วก็เมื่อเยียวยาปัญหานี้ได้แล้ว จะมาพูดกัน ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร สำหรับให้ประเทศไทย ได้มีการสร้างพัฒนาขึ้นมาได้ กลับคืนมาได้ด้วยดี อันนี้ก็เป็นเหตุผลที่เรียกท่านทั้งสองมา และก็เชื่อว่าทั้งสองท่าน ก็เข้าใจว่า จะเป็นผู้ที่ได้สร้างประเทศจากซากปรักหักพัง แล้วก็จะได้ผลในส่วนตัวมากว่าได้ทำดี แก้ไขอย่างไรก็แล้วแต่ที่จะปรึกษากัน ก็มีข้อสังเกตดังนี้ ท่านประธานองคมนตรี ท่านองคมนตรีเปรม ก็เป็นผู้ใหญ่ ผู้พร้อมที่จะให้คำปรึกษาหารือกัน ด้วยความเป็นกลาง ด้วยความรักชาติ เพื่อสร้างสรรค์ประเทศ ให้เข้าสู่ความปลอดภัยในเร็ววัน ขอฝากให้ช่วยกันสร้างชาติ

--------------------------------------------------
อ้างอิงจาก :::http://www.kanchanapisek.or.th/speeches/index.th.html

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/12/2003 04:43 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 69  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๓๖ ..... กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ทูลเกล้าถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์
กังหันน้ำชัยพัฒนา สิ่งประดิษฐ์เพื่อบำบัดน้ำเสีย แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/12/2003 04:46 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 70  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๓๗ ..... พระมหากรุณาธิคุณแผ่ไพศาลสู่ประเทศลาวบ้านพี่เมืองน้องของไทย สะพานมิตรภาพไทย - ลาว เป็นโครงการที่ร่วมมือกัน ระหว่างรัฐบาล ๓ ประเทศ คือ ออสเตรเลีย ไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แม่น้ำโขง เป็นแม่น้ำที่ยิ่งใหญ่ แห่งหนึ่งของโลก มีความยาวประมาณ ๔,๐๐๐ กิโลเมตร และยาวที่สุด ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ไหลผ่านประเทศจีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม สะพานนี้เป็นสะพานข้ามแม่นำโขงแห่งแรก ที่เชื่อมสองประเทศ สถานที่ก่อสร้างในประเทศไทย ตั้งอยู่ หาดจอมมณี อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตั้งอยู่ท่านาแล้ง ถนนท่าเดื่อ ห่างจากนครเวียงจันทร์ ๒๐ กิโลเมตร สนับสนุนด้านการเงิน โดยรัฐบาลของออสเตรเลีย เป็นค่าใช้จ่ายในการออกแบบ และก่อสร้างประมาณ ๓๐ ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา สะพานแห่งนี้เป็นความร่วมมือ ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทย กับ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อยังความสงบสุขสันติ ในภูมิภาคนี้ ตลอดจนแหลมอินโดจีน นับว่าเป็นสะพานที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างไทย - ลาว ให้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม นอกจากนี้แล้วยังเป็นจุดชมวิวแม่น้ำโขงที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง แล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ มีพิธีเปิดสะพานอย่างเป็นทางการโดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดพร้อมด้วยประธานประเทศลาว ช่วงตัวสะพานมีความยาว ๑.๒๐ กิโลเมตร กว้าง ๑๕ เมตรมีช่องสำหรับเดินรถ ๒ ช่องทาง ซึ่งตรงช่วงกลางสะพานออกแบบไว้สำหรับสร้างทางรถไฟซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างไปได้ถึงกลางสะพานแล้ว

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/12/2003 04:49 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 71  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๓๘ .....
องค์การอาหาร และ เกษตรแห่งสหประชาชาติ ได้ทูลเกล้าถวายเหรียญทอง อะกรีโคล่า
สำหรับผู้นำประเทศที่มีบทบาทเด่นในการเกษตรและพัฒนาชนบท

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/12/2003 04:52 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 73  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๓๙ ..... ตลอด ๕๐ ปีที่ผ่านมา กล้องถ่ายรูป แผนที่ และ วิทยุสื่อสาร ไม่เคยที่จะห่างจากพระวรกาย ในปีนี้มีงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี และ พระราชพิธีกาญจนาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติมาเป็นเวลานานที่สุด ครบ ๕๐ ปี ในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๓๙ ซึ่งนับเป็นมหามงคลสมัยอันพิเศษยิ่ง ที่ยังความปลาบปลื้มปิติยินดีสู่ปวงชนชาวไทย ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศได้แสดงความกตัญญูกตเวที และแสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ได้ทรงสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างอเนกอนันต์มายาวนานถึง ๕๐ ปี รัฐบาลฯ ในขณะนั้น และพสกนิกรชาวไทยได้ร่วมกันจัดงานเพื่อเฉลิมฉลอง ในวโรกาสดังกล่าว ซึ่งในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน ชื่อการจัดงานว่า การจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี และ ชื่อพระราชพิธีว่า พระราชพิธีกาญจนาภิเษก

-----------------------------------------------------
อ้างอิงจาก ::: http://www.photoontour.com/SpecialPhotos_HTML/Karnchanapisek/MKarnchana.htm

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/12/2003 05:03 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 74  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๔๐ ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของพสกนิกรชาวไทย ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยากนักที่จะหากษัตริย์องค์ใดมาเทียบเคียงได้ เนื่องด้วยพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีความเชี่ยวชาญในทุกด้าน และในด้านหนึ่งที่ทรงนับว่าเป็นอัจฉริยะยิ่งนั่น คือทางด้านการเล่นดนตรี และ การแต่งเพลงจนได้รับการแซ่ซ้องให้เป็น ..... คีตราชัน

เหตุที่พสกนิกรพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญา "คีตราชัน" ..... ก็เพราะทรงมีผลงานที่เกี่ยวข้องกับด้านดนตรีอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานพระราชนิพนธ์เพลง ทรงบรรเลงเครื่องดนตรีได้หลากหลาย อีกทั้งทรงมีความสนพระราชหฤทัยทางด้านดนตรีมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ..... ผลงานเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ ก็ล้วนแต่มีความหมายลึกซึ้งกินใจเป็นยิ่งนัก อาทิ เพลงแสงเทียน ซึ่งเป็นงานเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์เป็นเพลงแรก ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ครั้งดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช และ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ขณะดำรงพระยศเป็นหม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์ เป็นผู้นิพนธ์คำร้องภาษาไทย ในปีพ.ศ. ๒๔๙๐ จึงได้พระราชทาน "เพลงแสงเทียน" ให้นำออกมาบรรเลงให้พสกนิกรไทยได้รับฟังกัน ..... ซึ่ง "เพลงแสงเทียน" นี้เป็นเพลงในดนตรีแจ๊ส ซึ่งเป็นแนวดนตรีที่พระองค์ทรงโปรดมากที่สุด พระองค์ท่านเคยมีพระราชดำรัสว่า .....

"ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของข้าพเจ้า จะเป็นแจ๊ส หรือ ไม่ใช่แจ๊ส ก็ตาม ดนตรีล้วนอยู่ในตัวคนทุกคน เป็นส่วนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตคนเรา สำหรับข้าพเจ้า ดนตรี คือสิ่งประณีตงดงาม และ ทุกคนควรนิยมในคุณค่าของดนตรีทุกประเภท เพราะว่าดนตรีแต่ละประเภทต่างก็มีความเหมาะสมตามแต่โอกาส และ อารมณ์ที่ต่างๆ กันไป " .....

"เมื่อพูดถึงการเล่นดนตรีก็ต่างกันอีก ถ้าข้าพเจ้าเล่นเพลงคลาสสิก และ มีใครทำเสียงดังอย่างงี้ ก็เป็นการรบกวน เพราะว่าดนตรีคลาสสิกต้องเล่นอย่างตั้งใจ จริงจัง ข้าพเจ้าไม่ได้พักผ่อนเท่าไรนัก ต้องคอยระวังไม่ให้ผิดโน้ต และ ไม่ให้ใครมารบกวนข้าพเจ้า" .....

" ถ้าหากว่าข้าพเจ้าต้องเล่นเพลงแจ๊ส ก็ดีกว่า เพราะว่าข้าพเจ้าเล่นทำนองได้ตามใจชอบ ตามที่รู้สึกในขณะนั้น ตามแต่อารมณ์ และ ความนึกคิดของข้าพเจ้า จะพาไป ถ้าใครจะมาทำเสียงดังเวลานั้น ข้าพเจ้าก็ถือว่าเป็นเสียงประกอบ และ ถ้าข้าพเจ้าเล่นผิดโน้ตก็เท่ากับว่า ข้าพเจ้าแต่งทำนองนั้นขึ้นเองในปัจจุบัน" .....

พระปรีชาสามารถทางการทรงดนตรีนี้เอง ..... ทำให้นักดนตรีแจ๊ซระดับโลกอย่าง เบนนี กูดแมน ซึ่งเป็นนักเป่าคาริเนท และ หลุยส์ อาร์มสตรอง นักเป่าทรัมเป็ท เคยกล่าวยกย่องพระองค์ว่าถ้าพระองค์เป็นสามัญชนธรรมดา พระองค์จะเป็นนักดนตรีชื่อก้องโลกทีเดียว ..... พระองค์พระราชนิพนธ์ เพลงอย่างต่อเนื่อง อาทิ "ชะตาชีวิต" ที่ทรงพระราชนิพนธ์เพลงนี้ขึ้นเมื่อเสด็จไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และ หลังจากที่เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ แล้วยังทรงพระราชนิพนธ์ "ดวงใจกับความรัก" และ "อาทิตย์อับแสง" ในช่วงนี้ด้วย และ มีทำนองต่างไปจากบลูส์รุ่นแรกๆ คือทรงเปลี่ยนทำนองให้มีระดับเสียงช่วงกว้างขึ้น และ ทรงพระราชนิพนธ์ให้ทำนองมีลีลาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เพลงทั้งสองเพลงนี้มีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้น ..... แต่ไม่ใช่เฉพาะแจ๊สที่ทรงพระปรีชา กับดนตรีในจังหวะอื่นๆ อาทิเช่น จังหวะ วอลทซ์ ซึ่งเป็นจังหวะเต้นรำ ก็ทรงพระปรีชาไม่แพ้กัน อาทิ "สายฝน" เป็นพระราชนิพนธ์ในจังหวะวอลทซ์ ที่ทรงสร้างทำนองให้แตกต่างกันหลายประเภท ได้ไพเราะ และ ไม่ซ้ำกับใครอื่น ด้วยจังหวะวอลซ์ทำให้ "เพลงสายฝน" ติดอันดับเพลงลีลาศยอดนิยมของเมืองไทยในช่วงนั้น นอกจากนั้นก็มี "เทวาพาคู่ฝัน" "แก้วตาขวัญใจ" "ลมหนาว" "ค่ำแล้ว" .....

ระหว่างปี พศ. ๒๔๙๔ - ๒๔๙๕ ..... ในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พสกนิกรชาวไทยก็ได้รับพรพระราชทานจากพระองค์ท่านกันทั่วหน้า แถมยังได้เพลงอมตะสำหรับคนไทยอีก ๑ เพลง เมื่อพระองค์ทรงโปรดให้ใช้บทเพลงแทนการพระราชทานพร จึงรับสั่งให้ผู้ใกล้ชิดร่วมแต่งเพลง "พรปีใหม่" ขึ้น และ โปรดเกล้าฯ ให้ มจ.จักรพันธ์ ฯ ทรงเป่าแซกโซโฟน ในช่วงแรก และ ช่วงที่สาม โดยพระองค์ทรงเป่าในช่วง ที่สอง และ สี่ สลับกันไป จนครบทำนองเป็นเพลง แล้วแต่งคำอวยพรในบทเพลงตอนนั้นเลย แล้วเสร็จภายในครึ่งชั่วโมง และ ทรงพระราชทานให้แก่วงดนตรีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ วงสุนทราภรณ์ เพียงสองวงเท่านั้น เพลง "พรปีใหม่" นี้คงบรรเลงกันต่อเนื่องมาทุกๆ ปี จนถึงปัจจุบันนี้ .....

เพลงในแนวปลุกใจรักชาติ ..... ก็เป็นอีกแนวที่ทรงพระราชนิพนธ์เอาไว้ อาทิ "เกิดเป็นไทย ตายเพื่อไทย" "เราสู้" "มาร์ชราชนาวิกโยธิน" และ หนึ่งในผลงานที่คนไทยทุกคนร้อง และ สามารถฮัมทำนองได้นั่นคือ "ความฝันอันสูงสุด" จนกลายเป็นเพลงอมตะของวงการเพลงไทยในปัจจุบัน ..... เพลง "ความฝันอันสูงสุด" นี้ เป็นเพลงพระราชนิพนธ์แตกต่างไปจากเพลงอื่นๆ ก็ตรงที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองขึ้นภายหลัง ก็เพื่อที่จะใส่ในบทประพันธ์แบบกลอนแปด การพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงนี้เป็นการเสริมให้กลอนแปดมีค่ามากยิ่งขึ้น เพราะภาษาไทยเป็นภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์ถึงห้าระดับเสียง อีกทั้งการแต่งเพลงไทยเป็นเรื่องยากลำบาก เพราะต้องให้ได้ท่วงทำนองที่ไพเราะและต้องรักษาเนื้อหาของคำร้อง ถ้าทำนอง และ เสียงวรรณยุกต์ไม่ตรงกัน จะทำให้เสียงเพี้ยนผิดความหมาย ร้องยากและฟังไม่ชัดเจน .....

การที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองนี้ ..... ในขณะที่ทรงมีพระราชกรณียกิจมากมาย แสดงถึงพระวิริยะอุตสาหะยิ่ง ของพระองค์ที่ทรงเลือกพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงในแบบกุญแจเสียงซีธรรมชาติ ซึ่งเป็นระดับเสียงพื้นฐาน ทำให้เพลงมีความหนักแน่น แทนที่พระองค์จะทรงเลือกใช้เสียงครึ่งตามแนวดนตรีตะวันตก ..... อีกแนวหนึ่งซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณสำหรับนิสิตนักศึกษาหลายสถาบัน นั่นคือการพระราชทานเพลงประจำมหาวิทยาลัย โดยเริ่มจากเพลง "มหาจุฬาลงกรณ์" ทรงพระราชทานให้เป็นเพลงของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นจึงทรงพระราชนิพนธ์เพลงพระราชทานให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตามลำดับ ..... ฐานะของการเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในทางดนตรีนั้น ไม่ได้ถูกแซ่ซ้องเฉพาะจากคนไทย แต่ในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการได้รับความชื่นชมจากชาวเมืองเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นนครแห่งดนตรีด้วย ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ สมัยที่พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ ยังมีชีวิตอยู่ได้เล่าว่า ในขณะที่ตนเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเวียนนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จไปทอดพระเนตรการแสดงดนตรีของ N.Q. TONKUNSTLER ORCRESTRA ณ มิวสิคฮอลล์ เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ ..... ทางวงได้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ชุด มโนราห์ สายฝน ยามเย็น มาร์ชราชนาวิกโยธิน และ มาร์ชราชวัลลภ ไปบรรเลง และ หลังจากที่วง N.Q. TONKUNSTLER ORCRESTRA บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์จบทุกครั้ง ผู้ชมที่อยู่ในฮอลล์จะลุกขึ้นยืนปรบมือถวายพระเกียรติเป็น เวลาที่ยาวนาน .....

พอถึงวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๐๗ ..... ทางรัฐบาลออสเตรีย ได้ถวายสมาชิกภาพกิตติมศักดิ์ลำดับที่ ๒๓ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ สถาบันการดนตรีและศิลปะ แห่งกรุงเวียนนา หรือ ที่มีชื่อว่า THE INSITUTE OF MUSIC AND ART OF CHY OF VIENNA ซึ่งปรากฏพระนามพระองค์อยู่บนแผ่นหินสลักของสถาบัน และ เป็นชาวเอเชียเพียงพระองค์เดียวที่ทรงได้รับการถวายพระเกียรติให้ทรงเป็นสมาชิกภาพกิตติมศักดิ์นี้ นับเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจของพสกนิกรชาวไทยทุกคนด้วยอย่างยิ่ง ..... การที่ได้รับการถวายพระเกียรติจากสถาบันดังกล่าว เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ชัดเจนว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านดนตรีอย่างสูง เพราะเพลงพระราชนิพนธ์ทุกเพลงสามารถใช้เป็นสื่อที่สร้างความคิดสรรค์ และ สร้างความดีงามให้กับผู้ฟังได้นอกเหนือไปจากการสร้างความประทับใจ อีกทั้งยังกลายเป็นเพลงอมตะจำนวนมาก ที่สำคัญผลงานของพระองค์ท่านถูกชื่นชมจากทั่วสารทิศ .....

------------------------------------------------------
อ้างอิงจาก :::http://www.kanchanapisek.or.th

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   6/12/2003 05:20 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 75  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๔๑ ..... พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นแบบอย่างการดำเนินชีวิตพอเพียง เมื่อเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในปี ๒๕๔๐ คน ที่ได้รับผลกระทบมากที่ สุด คือนักธุรกิจและผู้ที่ทำงานอยู่ ในเมืองใหญ่ บริษัทหลายแห่งล้ม ละลายต้องปิดกิจการ หลายแห่ง ต้องปลดพนักงานเพื่อประคับ ประคองให้บริษัทอยู่รอดได้ เมื่อ ต้องเดือดร้อนเพราะตกงานกัน มากขึ้น ทำให้หลายคนนึกถึง "การ ประหยัด" ความจำเป็นที่จะต้องรัด เข็มขัด ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ไม่เคยมี ใครนึกถึง เพราะต่างก็จับจ่ายใช้ สอยซื้อหาวัตถุสิ่งของทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็น ทั้งเกินกำลังรายได้ของตนเอง กันอย่างฟุ่มเฟือย แต่หากเราเฉลียวใจ และตั้งใจฟังพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ในทุกวันที่ ๔ ธันวาคม ของทุกปีกันอย่างมีสติ ก็จะเห็นว่าแท้จริงแล้วทรงเตือนพวกเราถึงเรื่อง การดำเนินชีวิตอย่างประหยัด พอเพียง และเรียบง่ายมาเป็นเวลานานแล้ว ..... วันที่ ๔ ธันวาคม เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ได้รับสั่งเกี่ยวกับเรื่องการกินการโกง โดยรับสั่งว่า หากบ้านเมือง ผู้คนยังโกงฉ้อราษฎร์บังหลวงอยู่อย่างนี้ บ้านเมืองพินาศนะ และเมื่อเร็วๆ นี้ ระหว่างผู้ว่า CEO เข้าเฝ้าฯ อยู่ พระองค์รับสั่งแช่งเลยว่า ใครโกงขอให้มีอันเป็นไป พวกเราคงจะได้รับฟังกันถ้วนทั่ว จริงๆแล้วหากจะขจัดการกินการโกงฉ้อราษฎร์บังหลวงแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคงไม่ใช่ให้ตำรวจ มาคอยเฝ้าระวัง เพราะกลับทำเองเสียก็มี หรือให้ ป.ป.ช. คอยไล่สอบสวนลงโทษที่ปลายทาง หากแต่คงต้องเริ่มจากตัวเองแต่ละคนเป็นเบื้องต้นเสียก่อน คือทุกคนต้องปรับพฤติกรรมการเป็น อยู่ของตัวเองให้มีชีวิตบนความพอดี พอเพียง ประหยัด อดออม อยู่อย่างเรียบง่าย จะได้ไม่ แสวงหาประโยชน์บนความสกปรก ง่ายที่สุดก็คือ "ต้องประหยัด"

และต้นแบบในเรื่องนี้ พวกเราพสกนิกรชาวไทยคงไม่ต้องแสวงหาที่ไหน เพียงแต่ตั้งสติดำเนิน ชีวิตตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ก็ไปสู่ความพอดี พอเพียง และประโยชน์สุขแล้ว ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระอุปนิสัยที่ข้าราชบริพารและ ข้าราชการ ที่ใกล้ชิดรับ ทราบกันดีว่า "ทรงประหยัด" ซึ่งเป็นพระอุปนิสัยที่ติดพระองค์มาแต่ยังทรงพระเยาว์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงฝึกให้พระราชโอรส และพระราชธิดา รู้จักวิธีการประหยัด อดออม ทรงตั้งกระป๋องออมสินไว้กลางที่ประทับ ทรงเรียกว่า กระป๋องคนจน เมื่อถึงสิ้นเดือนจะ ทรงประชุมทั้ง ๓ พระองค์ว่าจะนำเงินก้อนนี้ไปทำประโยชน์ อะไร หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยาก จนอย่างไรดี ..... สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวในพระราชสำนัก หรือจากสารคดีเฉลิมพระเกียรติ ก็จะเห็นบ่อยครั้งและ อาจสงสัยว่า ทำไมพระเจ้าแผ่นดินทรงใช้ดินสอที่เหลือสั้นกุดนิดเดียว และดินสอสั้นกุดนี้ใคร จะนำไปทิ้งไม่ได้ เพราะจะทรงกริ้วอย่างมาก หรือแม้แต่ฉลองพระองค์สูท หรือเบลเซอร์ถ้า สังเกตให้ดีก็จะเห็นว่า จะทรงสูท หรือเบลเซอร์องค์เดิมให้เห็นซ้ำๆ บ่อยๆ แม้ว่าจะเสด็จฯใน ต่างสถานที่และต่างเวลา เบลเซอร์บางองค์ที่ทรงสวม เมื่อนำภาพห่างกัน ๑๐ ปี ๒๐ ปี มาเปรียบ เทียบกัน จะเห็นได้ว่าหลายองค์ยังคงใช้อยู่ ทั้งนี้ ก็เพราะทรงประหยัด ทรงใช้สิ่งของต่างๆ อย่างคุ้มค่าและทะนุถนอม

แม้กระทั่งฉลองพระบาท ..... ที่ทรงใช้เวลา เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ต่างๆ ก็จะทรงฉลอง พระบาทองค์เดิมเป็นเวลา นานหลายสิบปี เท่าที่เห็นจะมี ๒ องค์ องค์หนึ่งเป็นฉลองพระบาทผ้าใบ และอีก องค์เป็นฉลองพระบาทหนังสีดำ ซึ่งฉลอง พระบาทนั้นไม่ใช่ยี่ห้อยอดนิยมหรือมี ราคาแพงเลย ฉลองพระบาทผ้าใบที่ทรง สวมเวลาเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรไม่เคยเปลี่ยน แบบเลยเป็น เวลาหลายสิบปีแล้ว ราคาไม่กี่ ร้อย คู่ไหนชำรุดก็ทรงส่งซ่อมร้านเล็กๆ ใกล้ๆ วัง ทำการซ่อมแซม ทรงใช้คุ้มราคา คุ้มค่าที่สุด ..... ส่วนนาฬิกาที่ทรงใช้นั้น แม้จะมีผู้ทูลเกล้าฯถวายนาฬิกายี่ห้อดัง ราคาแพง ก็ไม่ได้ทรงใช้ ทรง ใช้นาฬิกาธรรมดาที่ประชาชนทั่วไปใช้กันอยู่ ทรงมีนาฬิกาเพื่อใช้บอกเวลา ไม่ได้ทรงใช้เพื่อ การอื่น มักจะรับสั่งว่า ฉันใส่นาฬิกายี่ห้อ "ใส่แล้วโก้"

คณะทันตแพทย์ ..... เคยนำภาพหลอดยาสีพระทนต์ที่ทรงใช้แล้วมาแสดงให้ดู ทรงรีดเสียแบนราบ เป็นแผ่นกระดาษแม้ถึงกระเปาะใกล้จุกซึ่งอย่างดีเราก็เอานิ้วกดๆ จนคิดว่าหมด แต่ของพระองค์ ทรงกดจนแบนติด เรียกว่าหมดเกลี้ยงจริงๆ มีคนมาเล่าให้ฟังว่า พอทรงกดใช้มาถึงกระเปาะ แล้ว มหาดเล็กก็เห็นทรงกดไม่สะดวกก็เชิญหลอดใหม่มาถวาย มีรับสั่งให้นำกระเปาะที่เหลือ กลับมา และรับสั่งว่าที่เหลือนั่นยังใช้ต่อได้อีกตั้งหลายวัน

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ..... เสด็จฯไปทรงเยี่ยมโครงการทางภาคเหนือ วันนั้นพวกเราใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อต่อ ในเมืองไทย เสด็จฯผ่านมาทอดพระเนตร ทรงพอพระทัยมาก และรับสั่งให้ผมและเจ้าหน้าที่ ไปยืนข้างรถ ฉายภาพพระราชทานให้พวกเราเป็นที่ระลึก พร้อมรับสั่งว่า จะส่งรถมาขอให้นำ ไปต่อถังให้เป็นลักษณะนี้ด้วย ประหยัดดี และบังเอิญช่วงนั้นนํ้ามันแพงด้วย ต่อมาไม่นานก็พระ ราชทานรถกระบะขนาดเล็กครึ่งตัน เล็กกว่าปิกอัพเสียอีก พระราชทานให้พวกเราต่อเป็นเก๋ง ตรวจการณ์ ซึ่งก็ได้นำไปต่อถวายให้ตามพระราชประสงค์ และพ่นสีฟ้านํ้าเงินเหมือนรถแวก กอนเนียร์ที่ทรงใช้อยู่ด้วย ..... เรื่องของการประหยัดที่หลายคนอาจยังไม่ทราบก็คือ ทรงช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐบาล เป็นจำนวนมากมายมหาศาล อย่างเช่น เมื่อครั้งนํ้าท่วมหมู่บ้านเสรีในกรุงเทพฯ มีด็อกเตอร์ หลายคนกราบบังคมทูลวิธีการแก้ไข โดยการขุดคลองระบายนํ้ากว้าง ๕๐ เมตร ลึก ๔ เมตร ความยาวมากกว่า ๑๐ กิโลเมตร ใช้งบประมาณถึง ๒,๐๐๐ ล้านบาท และคลองที่จะขุดนี้ใช้ เฉพาะเวลานํ้าท่วม ซึ่งมีเพียง ๑๕ วันต่อปี คือเฉพาะในช่วงนํ้าเหนือมาเท่านั้น แต่ทรงมีวิธีการ ที่ง่ายกว่านั้น ใช้งบประมาณที่น้อยกว่ากันมาก รับสั่งให้ทำคันถนนเสมอกัน ห่างกัน ๑ กิโลเมตร ขนานไปเรื่อย ตรงกลางเก็บเป็นพื้นที่สีเขียวไว้ ถึงหน้านํ้ามาก็ให้ไหลไประหว่างถนนนี้ เรียกว่า คลองลอยฟ้า หรือคลองบนดิน ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่มีใครคาดถึง เรียบง่าย และประหยัดงบประ มาณที่สุด และคำนวณออกมาแล้ว เราได้คลองกว้างกว่า ๒๐ เท่าตัว แต่ใช้เงินแค่ ๔๐ กว่าล้าน เท่านั้นเอง

นอกจากนี้ ..... ทรงประหยัดในการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ ทรงเน้นว่าเป็นการประหยัดเพื่อ ให้เกิดความยั่งยืน มีกินมีใช้ไปชั่วลูกหลาน ทรงทำให้เห็นเป็นตัวอย่างอยู่ในโครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริที่มีอยู่มากมายหลายพัน โครงการ อย่างเช่น เวลาจะบำบัดนํ้าเสีย ร้อยทั้งร้อยโดย เฉพาะฝ่ายราชการก็จะนึกถึง ระบบบำบัด นํ้าเสียแบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ ราคาแพง มหาศาลเป็นพันๆล้าน อย่างที่เป็นคดีอื้อ ฉาวอยู่ในขณะนี้ พระองค์กลับคิดที่จะนำ ผักตบชวามาใช้ เช่น คลองมักกะสัน โดย ใช้อธรรมปราบอธรรม คือ ผักตบชวา ปราบนํ้าเน่า ซึ่งได้ผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ ต่อสายตา พวกเราทุกคน กรณีแหลมผัก เบี้ยก็เอานํ้าเน่าจากเทศบาลจังหวัดเพชรบุรี มาบำบัด โดยบ่อตกตะกอน แล้วกรองด้วย พืชนานาชนิด โดยไม่ต้องมีการใช้พลังงาน เลย ใช้ธรรมชาติคือ การตกตะกอน สายลม แสงแดด พืชชนิดต่างๆ เป็นตัวบำบัด ลงทุนครั้ง เดียวในการสร้างโครงสร้าง แล้วปล่อยระบบทำงานไปเอง ใครอยากศึกษาก็ไปศึกษาได้ เพราะ ได้ผลสำเร็จ พิสูจน์ทราบได้ทั้งทางปฏิบัติและวิชาการมาดูกันมาก ทุกระดับ ประทับใจกันทุก คน แต่ไม่มีใครไปทำ เพราะมันง่ายและราคาถูกกระมัง จึงไม่มีใครชอบ?

ทฤษฎีใหม่ ..... ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยการบริหารจัดการที่ดินและน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผลที่ได้ สำหรับราษฎรก็คือ เป็นการลดค่าใช้จ่ายและค่าอาหารบางส่วน เพราะต่างคนต่างมีซุปเปอร์มาร์ เกตส่วนตัวหลังบ้าน มีทั้งพืชผักสวนครัว ผลไม้ ปลา ไก่ เป็ด แม้กระทั่งไข่ไก่ ไข่เป็ด ที่สามารถ เก็บมากินได้ตลอดเวลา และยังอาจนำผลผลิตที่มีต่างกันมาแลกเปลี่ยนระหว่างบ้านได้อีกด้วย เป็นความประหยัดที่แฝงด้วยความเอื้ออาทรระหว่างกัน

นอกจากนี้ ..... ทรงสร้างวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ที่เขตห้วยขวาง นอกจากจะเป็นศูนย์รวมจิต ใจของประชาชนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ยังทรงแสดงให้เห็นอีกว่า การสร้างพระอุโบสถ ไม่จำเป็นต้องสร้างให้ใหญ่โต เพราะยากแก่การดูแลรักษา แต่ควรสร้างอย่างเรียบง่าย มีขนาด ประหยัด พอควรแก่ฐานะ และไม่เดือดร้อนแก่ผู้ดูแลในภายหลัง เดิมเราเสนองบประมาณที่คิด ว่าน้อยแล้ว คือทั้งวัดประกอบด้วย พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิพระหลายหลัง ภูมิทัศน์ สระน้ำ ฯลฯ เป็นเงิน ๑๒๐ ล้านโดยประมาณ รับสั่งว่าแพงไป ทรงตัดฉับเดียวเหลือ ๑๔ ล้าน บาท ต้องเขียนว่าฉับเดียว เพราะตัดศูนย์แค่ตัวเดียว อย่างไรก็ตาม ก็ได้วัดสวยงาม กะทัดรัด อย่างที่เห็นทุกวันนี้

ทั้งหมดที่เล่าสู่กันฟังนี้ ..... เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระองค์ โดยยึดแนวทางแห่ง การประหยัด แต่มีเพียงเรื่องเดียวที่ไม่ได้ทรงประหยัดเลยก็คือ น้ำพระทัย และพระราชดำริที่พระราชทานมาตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือพสกนิกรไทยให้มี หความเป็นอยู่อย่างพอเพียง อยู่ดีกินดี และดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขกันถ้วนหน้า.

-------------------------------------------------------------
อ้างอิงจาก :::http://www.thairath.co.th/thairath1/2546/society/dec/05/soc1.php

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   6/12/2003 05:31 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 76  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๔๒ .....
- ทรงขับ "ควายเหล็ก" ในแปลงนาข้าวสาธิต สวนจิตรลดา
- พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชดำเนินในนาข้าวทดลอง
- พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

-----------------------------------------------------
ภาพยนตร์ส่วนพระองค์ ..... http://kanchanapisek.or.th/kp1/index.html

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   6/12/2003 05:41 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 77  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๔๓ ..... เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลาย ก็ทราบว่า เรา เราเลี้ยงสุนัข เค้าอยากเรียก ว่านักพอเพียง แต่ที่จริงไม่พอเพียง เป็นสุนัข เป็นสุนัขประหยัด แล้วก็มีท่านผู้ว่าพระนคร ก็ รับรองว่าเลี้ยงสุนัข ประหยัดดี ท่านเลี้ยงแมว เราเลี้ยงหมา มีประโยชน์มาก สุนัขนี้มีลูกมา ๖ เอ่อ ๙ ตัว ๙ ตัว ชุดแรกเมื่อ ๒-๓ ปี ๓ ปีก่อน ๒ ปี สุนัข สุนัขประหยัดตัวแรก ออกลูกมา ๙ ตัว แล้วก็ เสร็จแล้ว เมื่อ ๔ เดือน สุนัขอีกตัวหนึ่ง ออกลูกมาอีก ๙ ตัว เป็น ๑๘ แล้วก็เมื่อ ๒ เดือน สุนัขอีกตัว ออกลูกมาอีก ๙ ตัว เป็นมงคลอย่างยิ่ง เป็น ๒๗ แต่หลังนี่ที่ ๒ เดือน เป็นครู ก่อนนี้ ชุดแรก ๙ ตัวแรก ได้แจกไปให้คนที่ต้องการไป ๗ ตัวเหลือ ๒ ตัว ชุดที่ ๒ ตัวที่ ๒ แจกไป ๓ ตัว เหลือ ๖ ชุดที่ ๓ นี่ ๙ ตัว ไม่แจก เป็นครู เป็นครูเมื่อวานนี้เอง ไปที่คอก มีตัวนึง เป็นตัวที่ ๘ ตัวที่ ๘ ชื่อ ทองอัฐๆ เป็นขนมนะ ไม่ทราบว่าใคร ใครเคยกินขนมทองอัฐ ๙ ตัวนี่เป็นขนมทั้งนั้น เป็นชื่อขนมเพราะว่า แม่หางม้วน

แล้วก็บอกว่า ..... ลูกจะต้อง ชื่อทองม้วน มีอีกตัว น้องของทองแดง เราจะให้ชื่อว่าทองม้วน มันไม่ได้ ทองแดง น้องของทองแดงคือ ทองเหลืองๆ นี่ก็ให้คนอื่นเค้าไป ทองเหลือง ก็ลูกจะให้ชื่อว่าทองเหลือง ปรากฏว่า ตัวแรกที่ออกมา เป็นตัวเมีย ตัวเมียให้ชื่อทองเหลืองไม่ได้ แข็งเกินไป เลยชื่อว่าทองชมพูนุท ทองชมพูนุท เป็นขนมเหมือนกัน ขนมทองชมพูนุท ตัวที่สองเป็นผู้ชาย จะให้ชื่อว่าทองม้วน ก็ไม่ได้ เพราะว่ามีขนม ชื่อทองเอก เอกต้องมาก่อน ก็ตัวที่ ๑ ชมพูนุท ทองชมพูนุท ตัวที่สอง ทองเอก ก็เป็นขนม ตัวที่สามเป็นทองม้วน ตัวที่สี่เป็นทองทัด เดือดร้อนเหมือนกัน เพราะ มีคนชื่อทองทัด แต่ว่า ก็ยังไงก็ บางคนเค้าให้ชื่อ ชื่อคนเค้านับถือใคร ก็ให้ชื่อ นี่ไม่ได้ตั้งใจดูหมิ่นว่าคน ที่ชื่อทองทัดนะ เป็น ทองม้วน ก็มีวันก่อนนี้ วันก่อนนี้มีคนชื่อทองม้วนมา ชมพูก็มี คนที่ชื่อเอกก็มี ก็ทองทัด ตัวต่อไปชื่อทองพลุ

คงไม่มีชื่อคน ..... ชื่อพลุ ชื่อทองพลุ ต่อไปก็ชื่อ ทองหยิบ แล้วตัวที่เจ็ด ชื่อทองหยอด ทองหยอด ตัวที่แปดชื่อทองอัฐ อัฐ-ฐะ ตัวที่เก้าชื่อทองนพ แล้ววงเล็บว่า วงเล็บว่าคุณ ก็ทองนพคุณ ก็เป็นขนมนะ แต่ทีนี้ก็เป็นชื่อคน ชื่อคนก็มีนพคุณเยอะแยะ แต่ว่านี่เป็นชื่อขนม ทองนพคุณ ขนมทั้งเก้าตัว นี้ที่เล่าให้ฟังก็เพราะว่า ที่ชื่อทองอัฐ ท่านจะพาลมาก ไปดื้อ ไปขู่ตัวโน้นตัวนี้ แม่ แม่เห็นอย่างนั้น กัดแบบสั่งสอน สั่งสอนทองอัฐ นั่นก็ร้องเอ๋ง เพราะตัวรู้ว่าตัวผิด ทองแดงก็สอน แหมยิงฟัน เขี้ยวใหญ่ ลงท้ายทองอัฐก็เชื่อฟัง แล้วก็เป็นเด็กดี เป็นหมาดี ไม่ ไม่ไป ไม่ไปขู่ คนอื่นเลย นั่ง นั่งอยู่อย่าง สงบเสงี่ยม แสดงให้เห็นว่า จะเป็นคน หรือเป็นหมา ก็ต้องสั่งสอน ถ้าสั่งสอน ถ้าฉลาด ก็เชื่อฟัง ก็ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นจะยุ่งมาก ๙ ตัวอยู่ในที่ เดียวกัน กัดกันเรื่อย กัดกัน ก็เลยทำให้ไม่มีความ สงบสุขในที่นั้น เช่นเดียวกัน ในประเทศชาติ ถ้ากัดกันมาก เกินไป เคย เคยบอก เคยพูดว่าคนกัดกัน คนบอกว่าทารุณพูดอย่างนี้ พูดหนักเกินไป ความจริง หมามันกัดกัน

แต่คนก็กัดเหมือนกัน ..... ก็เลยที่เคยบอก คนกัดกันนี่ คนที่มาฟังบอกว่า พูดหยาบคาย ที่จริงมันไม่ได้หยาบคาย ทะเลาะกันหยาบ คายกว่ากัดกัน พอกัดกันแล้ว ทะเลาะมันหยาบคาย กัดกันมันตรงไปตรงมา ก็กัดกันอย่าง ไม่รุนแรงเกินไป แต่ว่าในที่สุดก็เข้าใจกัน ก็มีความสุข มีความสงบ ไม่แก่ตัวนะ เอ๊ะ กี่ปีแล้วที่พูดมา ไม่ทราบใครจำได้ แต่ว่ายังไงก็ตาม ที่พูดถึงกลัวเวลาพูด หลุดปากออกไป หลุดปากออกไปว่า เดี๋ยวจะหาว่า หยาบคาย เดียวหาว่าพูดแรงเกินไป เดียวหาว่าพูดปิด ถ้าฟังแล้ว มีความสุข แล้วก็มาให้พร เราก็ให้พร กับทุกท่านที่ อยู่ที้นี้ว่า ให้มีความสงบ ความสุข ความเจริญ ความพอใจ พอใจ อย่างที่รู้ว่าคนอืนเขาพอใจด้วย เหมือนกัน ไม่ใช้พอใจ แล้วคนอืนไม่พอใจ ขอต่อ ขอติงไว้ ว่าทำให้ตัวเอง มีความพอใจ โดยที่ ให้คนอืนเขาเสีย คนอืนเขาไม่พอใจ คนอืน เขา เขา เสียใจอันนี้ไม่ดี ไม่ให้พร ถ้ามีความพอใจ แล้วก็สามารถ ให้คนอืนมีความพอใจ อันนี้ดีให้พร แล้วก็ขอ คงพอแล้ว ก็ขอ ให้พร .....

ให้ทุกๆ ท่านนี้ ได้รับพร ..... อย่างที่ท่านทั้งหลาย ได้มาให้พร แล้วก็ขอบใจ แล้วก็ขอให้ท่าน ขอบใจด้วย ที่ได้รับพร และทุกคนก็ให้ พรซึ่งกันและกัน ก็ขอให้จงมีความเจริญ .....

---------------------------------------------------------------
อ้างอิงจาก :::http://www.kanchanapisek.or.th/speeches/2000/1204.th.html

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   6/12/2003 05:51 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 78  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๔๔ ..... ภูมิแผ่นดิน นวมินทร์มหาราชา

๏ ๏ ๏ บุญของแผ่นดินไทยพ่อหลวงบันดาลให้.....ที่ในยุ้งฉางมีข้าวน้ำรินดินดีใครเล่า
ทุกข์ใดเหินไปบรรเทาด้วยพระบาท.....เกือบศตวรรษ ธ นำไทยทั้งชาติพ้นภัย
แผ่นดินถิ่นเมืองทองผ่านพ้นโพยภัยเนืองนอง.....พระทรงคุ้มครองไทยไว้ ธ เป็นพลังแผ่นดิน
สมานพลังชีวินของชนชาวไทยอุ่นใจไพร่ฟ้า.....พระบุญญาเกริกไกรภูมิพลมหาราชา

๏ ๏ ๏ อ้าองค์สุรีย์ศรีมีธรรมส่องปกครองอย่างทรงพระเมตตา
ดุจบิดรเหล่าประชาทุกข์ร้อนใดใดกรายมา.....โอ้ฟ้าเป็นดั่งฝนดับไฟภูมิใจไทย
ร่วมร้อยหัวใจร่วมใฝ่ร่วมหวังภูมิพลังแผ่นดินถิ่นนี้ยิ่งใหญ่
ภูมิประวัติประชาชาติภูมิผไทภาคภูมิประชาชัย.....ภูมิพลังแผ่นดินเทิดไท้
นบน้อมเทิดทูน ธ เหนือเกล้าสราญนานเนาหทัยสุขล้ำสมจินต์
เพริศแพร้วพิพัฒน์เภทภัยพ่ายแพ้สิ้น.....นวมินทร์มหาราชาภูมิพล

๏ ๏ ๏ อ้าองค์สุรีย์ศรีมีธรรมส่องปกครองอย่างทรงพระเมตตา
ดุจบิดรเหล่าประชาทุกข์ร้อนใดใดกรายมา.....โอ้ฟ้าเป็นดั่งฝนดับไฟภูมิใจไทย
ร่วมร้อยหัวใจร่วมใฝ่ร่วมหวังภูมิพลังแผ่นดินถิ่นนี้ยิ่งใหญ่
ภูมิประวัติประชาชาติภูมิผไทภาคภูมิประชาชัย
ภูมิพลังแผ่นดิน เทิดไท้.....นบน้อมเทิดทูน ธ เหนือเกล้าสราญนานเนาหทัยสุขล้ำสมจินต์
เพริศแพร้วพิพัฒน์ เภทภัยพ่ายแพ้สิ้น.....นวมินทร์ มหาราชา ภูมิพล ..... ฯลฯ

............................................................................................
ที่มา :::http://www.toursong.com/song/9191.htm

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   6/12/2003 06:00 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 79  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๔๕ ..... โครงการบำบัดน้ำเสียอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เกิดขึ้นเนื่องจากพระองค์ทรงทราบว่า กรุงเทพฯ และ แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้ รับผลกระทบจากปัญหาน้ำเน่าเสียอยู่ในขั้นวิกฤติรุนแรง ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากมาย กล่าวคือ

- ด้านการอุปโภคและบริโภค
- ด้านระบบนิเวศน์วิทยาที่เสื่อมลง
- ด้านคุณภาพชีวิต

จากปัญหาน้ำเสียดังกล่าว ..... ได้ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นอย่างมาก "การประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศ" จึงบังเกิดขึ้นโดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อผลิตขึ้นมาใช้ในประเทศไทย นับตั้งแต่วันที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ ที่ได้พระราชทานรูปแบบอันเป็นเค้าโครง และแนวพระราชดำริแก่เจ้าหน้าที่กรมชลประทาน ณ อาคารชัยพัฒนา พระราชวังสวนจิตรลดา เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอยที่มีชื่อว่า "กังหันน้ำชัยพัฒนา" จึงกำเนิดขึ้น เป็นสิ่งประดิษฐ์อันเกิดขึ้นด้วยพระเมตตาห่วงใยในทุกข์เข็ญ เพื่อสุขภาพของพสกนิกรผู้เดือดร้อนโดยแท้

ถวายสิทธิบัตร ฝนหลวง ..... ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ ๒ มิ.ย. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ทูลเกล้าฯถวายสิทธิบัตรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ณ พระราชวังไกลกังวล จ.ประจวบคีรีขันธ์ สำหรับการประดิษฐ์การดัดแปรสภาพอากาศเพื่อให้เกิดฝน หรือฝนหลวง นับเป็นสิทธิบัตรฉบับที่ ๔ ที่กระทรวงพาณิชย์ทูลเกล้าฯถวาย ทั้งนี้ พระองค์ทรงคิดค้นและพัฒนาฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง จนถึงขั้นที่ทรงโปรดให้เรียกว่า SUPER SANDWICH เป็นการโจมตีเมฆทั้งในระดับเมฆอุ่นและเมฆเย็นพร้อมกัน โดยใช้สารเคมีที่มีคุณสมบัติดูดซับความชื้นได้ดี ทั้งในอุณหภูมิที่สูง และต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง เป็นตัวเร่งให้เกิดกระบวนการเกิดฝน และให้ฝนตกกระจายสม่ำเสมอ ลงสู่พื้นที่เป้าหมายด้วยปริมาณที่สูงกว่า และครอบคลุมพื้นที่ได้มากกว่าฝนตามธรรมชาติ จึงเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ และมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะได้รับการทูลเกล้าฯถวายสิทธิบัตร จึงรับจดทะเบียนและออกสิทธิบัตรเลขที่ ๑๓๘๙๘ เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๕

ทั้งนี้ ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์แรกของโลก ที่ได้รับการถวายการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร และทรงเป็นแบบอย่างที่ประชาชนสมควรเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ในการประดิษฐ์คิดค้น สร้างสรรค์ และพัฒนาเทคโนโลยีของไทยขึ้นมาใช้เอง และการรักษาสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาจากผลงานที่ได้คิดค้นขึ้น สำหรับสิทธิบัตร ๓ ฉบับ ที่กระทรวงพาณิชย์ทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้แก่

ฉบับที่ ๑ เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย หรือกังหันน้ำชัย พัฒนา
ฉบับที่ ๒ เครื่องกลเติมอากาศแบบอัดอากาศและดูดน้ำ และ
ฉบับที่ ๓ การใช้น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล
ฉบับที่ ๔ "ฝนหลวง" ฝนที่ตกนอกเหนือจากที่จะได้รับจากธรรมชาติ ฯ

---------------------------------------------
อ้างอิงจาก ::: http://www.manager.co.th

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   6/12/2003 06:14 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 81  
     
 


พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล ในโอกาสวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตฯ วันพฤหัสบดีที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ..... โอกาสนี้ทรงมีพระราชดำรัสบางตอนถึงเรื่องความสามัคคี ว่า ... ที่เดือดร้อนที่สุดก็คือรอยร้าวในคน คนเดียวก็ร้าวได้ อย่างที่กระดูกร้าวต้องปะด้วยกาวอีพ็อกซี แต่ว่าระหว่างคนหลายคน ในหมู่คนมีรอยร้าวก็ลำบากมาก จะต้องหาวิธีที่จะประสาน สมาน ความร้าว ... จากนั้นรับสั่งถึงการเอาชนะความยากจนของประชาชน ให้ประชาชนมีความอยู่ดีกินดี มีความรู้ ... ถ้าการศึกษาไม่ดี คนไม่สามารถที่จะทำงาน การศึกษาต้องได้ทุกระดับ ต้องวางรากฐานการศึกษา ต้องพัฒนาให้ดี และพัฒนาวิธีความคิด วิธีคิด ให้มีความซุกซนในความรู้ คือซุกซนอยากเรียนรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์ อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงย้ำถึงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ว่า จะต้องรู้จักขั้นตอน ไม่ทำอะไรให้เร็วเกินไป หรือช้าเกินไป เพราะจะไม่พอเพียง ต้องให้รู้จักก้าวหน้า อาจจะเร็วก็ได้ แต่ว่าให้ก้าวหน้าโดยที่ไม่ทำให้คนเดือดร้อน นี่แหละคือเศรษฐกิจพอเพียง ... ในตอนหนึ่งของพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า ... นายกฯ ไม่ค่อยชอบให้เตือน เพราะว่าเตือนนี่ ใครเตือน เรามันเคือง มันเคือง .....

แต่จะเล่าให้ฟังเตือนนี่ สมเด็จพระบรมราชชนนี แม่เรา .......... เราอายุ ๔๐ – ๕๐ แล้ว ท่านมา ท่านชม อุ้ยเก่ง ทำไอ้นี่แม่ชอบ แต่ท่านต่อ ต้องต่อ อย่าลืมตัว ท่านว่าอย่างนั้น ทุกครั้ง อย่าลืม ท่านพูดว่าอย่าลอย อย่าลอยคือ ท่านใช้คำว่าปอดลอย ลอย ลอย ลอยไอ้ขานี่ต้องอยู่บนดิน อยู่บนดิน ท่านบอกว่าชื่อลูก ชื่อภูมิพล ภูมิพลต้องเหยียบดิน ไอ้การลอยไม่เหยียบดิน เสร็จ ใช้ไม่ได้ ภูมิพลนี่ เหยียบดิน เนี่ยไม่ใช่ดิน ข้างใต้นี่พื้นดิน ถึงเดิน เดินไปบนภูเขาก็เดินบนดิน เหาะเฮลิคอปเตอร์แล้วลงมาถึงก็เดินกับดิน ท่านเตือนอยู่เสมอว่า ห้ามไม่ให้ลอย จนกระทั่งอายุเกือบ ๖๐ ท่านหยุด ท่านไม่เตือนแล้ว ท่านไม่ค่อยบอกว่าแม่ชอบ ท่านบอกว่า ถ้าทำอะไรดีให้รู้ว่าดี แต่ว่าอย่าไปเห่อมากเกินไป แต่อย่างนี้ ถึงขอโทษ ขอโทษนายกฯ หาว่า ตำหนินายกฯ ไม่ใช่ ต้องระวัง ไอ้การชัยชนะของการปราบไอ้ยาเสพติดนี่ ดีที่ปราบ แล้วก็ที่เขาตำหนิบอกว่า เอ้ย คนตาย ตั้ง ๒,๕๐๐ คน อะไรนั่น เรื่องเล็ก ๒,๕๐๐ คน ถ้านายกฯ ไม่ได้ทำ นายกฯ ไม่ได้ทำ ทุกปี ๆ จดไว้นะ มีมากกว่า ๒,๕๐๐ คนที่ตาย ที่ตายทั้งคนที่เสพติด แล้วก็ขึ้นไป ฆ่าคน หรือทำอะไร เผาอะไรต่าง ๆ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่ต้องไปปราบปกติ ก็ตายมากเหมือนกัน แต่ไม่พูดเท่านั้นเอง ไม่ไปนับ แต่นี้เขาก็นับไปชี้ ชี้ ชี้นับ พวกที่ค้า พวกที่ทำ ก็ตายเยอะเหมือนกัน ก่อนนี้ แต่ไม่พูดถึง เชื่อว่าพอๆ กับที่ได้จดว่า มีผู้ที่ตายในการสงครามต่อสู้ยาเสพติด ที่ทราบว่าคนตาย เพราะยาเสพติดนี่ มากมาย เพราะว่า สังเกตดูตั้งปีที่แล้ว บอกว่า ๔๐ กว่าปี ต้อง ๔๐ กว่าปีแน่ เพราะว่าตอนนั้นอยู่ที่พระที่นั่งอัมพรฯ ก่อน ก่อนลูกองค์นี้ อย่างน้อยลูกเกิด คนเล็กนะยังไม่เกิด ลูกคนเล็กเกิดที่พระที่นั่งอัมพรฯ แล้ว เราถึงย้ายมาที่ตำหนักสวนจิตรฯ นี่ มียาเสพติดก่อนเขา วิธีที่จะทำ ปีที่แล้วมาเล่าให้ฟัง แต่ว่าอาจจะไม่ละเอียดพอ ไม่เข้าใจ ปีที่แล้วอธิบายว่า ทำไมนึกถึงเป็นสงคราม ไอ้คำว่า สงครามเอามาจากปากคนนี้ ว่าเป็นสงคราม เพราะว่าสงคราม ๒ อย่าง สงครามการเมือง และสงครามเศรษฐกิจ สงครามการเมืองเขาใช้ยาเสพติดนี้มาก สำหรับมาบ่อนทำลายประชากรไทย รวมทั้งประชากรของประเทศ เขาก็ได้เป็นผลพลอยได้เท่านั้นเอง ที่เขาได้เงิน แต่ที่ได้คือ ทำลาย ทำลายประชากรให้เป็นคนติดยา เป็นคนที่เขาว่า ขี้ยา คนขี้ยาคิดอะไรไม่ออก บางคนนึกว่าใช้ยานี่ทำให้แข็งแรง ทำให้มีความคิดดี แต่แท้จริงไม่ คนที่กินนั่นนะ เสพยา ตอนนั้นเป็นเฮโรอีนนะ เขาใส่ในน้ำหวาน ใส่ในกาแฟ ใส่ในน้ำแล้วก็หลอกทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ เมืองจีนเขาทำ แล้วก็ไม่ใช่คนจีนทำ เป็นฝรั่งทำ ที่นี่มีฝรั่งหรือเปล่า เดี๋ยวเขาโกรธเอา แต่ว่าเป็นความจริงว่า ฝรั่งเป็นคนใช้ยาเสพติด ทำลายเมืองจีน แต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งมีสงคราม เขาก็มีสงครามเหมือนกัน แต่ตายมากกว่า ๒,๕๐๐ คน แล้วที่บอก ๒,๕๐๐ คน นี่ก็ไม่เชื่อ มีมากกว่า ที่เขาตายแต่เราไม่รู้ แล้วก็พวกที่ทางเจ้าหน้าที่ได้สังหาร ไม่ใช่ ๒,๕๐๐ นี่เขาสังหารกันเอง แล้วนี่เราจะรับผิดชอบได้อย่างไร เขาด่าว่า นายกฯ ทำสงคราม ทำให้คนตาย ๒,๕๐๐ คน ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น ๒,๕๐๐ คน มันหมดทั้งหมด เขานับแต่ว่า พวกที่ตายเป็นส่วนใหญ่ เป็นพวกที่เขาฆ่ากันเอง พวกที่ค้า พวกที่ผลิต เขาฆ่ากันเอง จำนวนมาก ที่ทางราชการจะรับผิดชอบ ก็อาจจะมีจำนวนหนึ่ง ก็ลองถามทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปแยก จำแนกเป็นเท่าไร ก็เชื่อว่าใน ๒,๕๐๐ นี่ มากที่เขาฆ่ากันเอง แล้วก็ความผิดของเขา มาโยนความผิดให้ท่านซูเปอร์นายกฯ ไม่รู้ล่ะก็นายกฯ สั่งให้รองนายกฯ รองนายกฯ ก็เป็นซีอีโอ

แต่นายกฯ ก็เป็นซีอีโอ ซูเปอร์นายกฯ ..... ก็โยนให้ เพราะว่าบอกว่าเป็นผู้ชนะ ผู้ชนะกลายเป็นฆ่าหมดเลย ต้องรับผิดชอบฆ่า แต่แท้จริงลูกน้องก็ต้องรับผิดชอบ คือ ที่เข้าใจ ซีอีโอไม่รับผิดชอบอะไรเลย ต้องให้รองนายกฯ รับผิดชอบ และต้องมี ๗ คนด้วย รองนายกฯ ๗ คน คือผู้รับผิดชอบ แล้วรองนายกฯ ๗ คน เขารับผิดชอบ เขาก็ผลักให้พวกปลัดกระทรวง ให้พวกรัฐมนตรีก่อน พวกรัฐมนตรีบอกไม่รับผิดชอบ ต้องรัฐมนตรีช่วยว่าการ รัฐมนตรีช่วยว่าการก็ไม่รับผิดชอบ ต้องเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีก็บอกว่า ปลัดนั่นต้องรับผิดชอบ นายกฯ บอก แล้วปลัดไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ไม่ต้องทำอะไร รองปลัดก็รับผิดชอบหมด รองปลัดบอกมีอธิบดี อย่างนี้เป็นการบอกว่า ไม่รับผิดชอบ ไม่มีใครรับผิดชอบเลย ลงท้ายใครรับผิดชอบ ประชาชนซีอีโอ ประชาชนซีอีโอทุกคน รับผิดชอบหมด ไม่จะทำอย่างไร คือการปกครองสมัยนี้แปลกดี กลับไปเหมือนอย่างเก่า กฎหมายประชาชนรับผิดชอบหมด ตอนนี้คนที่เดือดร้อนคือข้าพเจ้าเอง เดือดร้อน ท่านรองนายกฯ มาบอกว่า ทรงเป็นซูเปอร์ซีอีโอ แล้วใช้คำอะไร จำไม่ได้แล้ว แต่เข้าใจว่า เป็นซูเปอร์ซีอีโอ เราก็ลงท้าย เราก็รับผิดชอบทั้งหมด ประชาชนทั้งประเทศ โยนให้พระเจ้าอยู่หัวรับผิดชอบหมด ซึ่งผิดรัฐธรรมนูญนะ รัฐธรรมนูญบอกว่า พระเจ้าอยู่หัวไม่รับผิดชอบอะไรเลย นี่ท่านแถวนี้ ก็เป็นนักกฎหมาย แล้วกฎหมายก็บอกพระเจ้าอยู่หัว ไม่รับผิดชอบอะไรเลย ตกลงเราไม่รับผิดชอบประเทศชาติ เมืองไทยไม่มีใครรับผิดชอบเลย ใครจะรับผิดชอบ ลำบากอย่างนี้ แต่ว่าเชื่อว่าท่านพูดเล่น ท่านรับผิดชอบ ในที่สุดท่านก็ต้องรับผิดชอบอีก ๒,๕๐๐ คน แล้วก็ ๒,๕๐๐ คน ท่านก็ต้อง ตอนนี้จะต้องไปถามท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่า จำแนกออกเป็นอย่างไร ไอ้ ๒,๕๐๐ คน แล้วจำแนกไปจำแนกมา ประกาศให้ประชาชนทราบ ประกาศให้ชาวต่างประเทศทราบ ไอ้ ๒,๕๐๐ คน ไม่กี่คนที่ท่านรับผิดชอบ ที่ตำรวจ ทหารรับผิดชอบ หรือว่าได้ยิงได้ฆ่าเองไม่เท่าไร ไม่ถึงร้อย เราก็ที่เตือนอย่างนี้ เพื่อจะได้หายเครียด คนที่เครียดที่สุดในที่นี้ คือ รองนายกฯ เราไม่บอกว่ารองนายกฯ ไหน เหมือนข่าว เวลาข่าว รองนายกฯ ได้พูดว่า อย่างนั้นอย่างนี้ เราไม่รู้รองนายกฯ อะไร มาตอนปลายข่าวนั่นแหละ รองนายกฯ ชวลิต คือ เมืองไทยเดี๋ยวนี้ พูดอะไรเป็นปริศนาเรื่อย เดี๋ยวก็ที่ลำบาก แต่รองนายกฯ ชวลิต เดี๋ยวนี้หายเครียดนะ ไม่งั้น ตอนต้นทำหน้า ทำหน้าอย่างนี้ ดูในทีวีเหมือนทำหน้าอย่างนี้ตลอด ก็เลยทำให้เราเดือดร้อน ดูแล้วรัฐบาล รัฐบาลของพระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัว เขาพูดอย่างนั้น

เมื่อวาน ตอนเช้าเขาบอก รัฐบาลพระเจ้าอยู่หัวฯ เรารับผิดชอบหมด ..... น่าจะมีหน้าบึ้งเหมือนท่านรองนายกฯ แต่ไม่เป็นไร เรารู้ว่า อะไรเป็นอะไร ฉะนั้นก็ท่านยิ้มดีแล้ว ยิ้มแล้วก็จะได้ปรึกษาหารือกันทุกฝ่าย ตรงนี้มีท่านองคมนตรี ท่านรัฐมนตรีต่างๆ ท่านก็ขัดคอรัฐบาล ท่านขัดคอรัฐบาล ผ่านพระเจ้าอยู่หัว ท่านไม่รับผิดชอบอะไร ดูรัฐธรรมนูญ ผู้ที่รับผิดชอบคนเดียวคือ ท่านรัฐบุรุษ ท่านรัฐบุรุษ รับผิดชอบ เพราะว่า มีเวลามีองคมนตรีใหม่มา ท่านเป็นผู้รับสนอง ไม่ใช่นายกฯ คนส่วนมากเข้าใจว่า ตั้งองคมนตรีต้องเป็นนายกฯ รับสนอง ไม่ใช่ ท่านประธานองคมนตรีรับสนอง ซึ่งก็เพราะว่าเกี่ยวข้องกับ รัฐธรรมนูญเขาว่าอย่างนั้น ผู้ที่รับผิดชอบรัฐธรรมนูญแถวนั้น ก็เป็นเรื่องแปลก เมืองไทยนี่ประหลาด วิธีปกครอง แต่ยังไงก็ตาม นายกฯ รับผิดชอบทุกอย่าง ถ้ารับผิดชอบทุกอย่าง ก็ต้องยอมรับการตำหนิ คือ ถ้าจะรับผิดชอบ ทุกอย่าง ผมอย่างหนึ่งคนเดียว ผมสั่งคนเดียว ถ้าเป็นอย่างนั้นคนก็ชี้คนเดียวนะ ถ้ารับผิดชอบคนเดียว คนก็ชี้คนเดียว ฉะนั้นก็เป็นของธรรมดา แต่ถ้าทำดี เรียบร้อย ทุกคนได้รับประโยชน์ ทั้งหมดทุกคนได้รับประโยชน์ และตัวเองก็ได้รับประโยชน์ เพราะว่าทำอะไรรับผิดชอบสิ่งที่ทำดี ก็โก้ คนที่รับผิดชอบสิ่งที่ดี ที่ถูกต้อง อันนี้ที่สำคัญ ฉะนั้น ไม่ต้องโกรธ ต้องภูมิใจ แต่ว่า ต้องพยายามพิจารณาว่าอะไรมันจริง อะไรไม่จริง ในที่นี้ไอ้ ๒,๕๐๐ คน จริงหรือไม่จริง อ่านหนังสือพิมพ์ เขาบอกว่า รัฐบาลทำไม่ดี ทำรุนแรงเกินไป ไปพิจารณาให้อ่านหนังสือพิมพ์ อ่านเหล่านั้น แล้วก็ให้เขาเขียน เขาเขียนหนังสือพิมพ์ เขาติ ตำหนิเราก็ฟังเขา ว่าเขาตำหนิอะไร เขาตำหนิถูกต้องก็ขอบใจเขา ถ้าตำหนิไม่ถูกก็บอกว่าไอ้นี่มันไม่ถูก เบาๆ หน่อย แต่ว่าที่เดือดร้อน คนที่เดือดร้อน คือ พระมหากษัตริย์ เดือดร้อนเพราะว่า ใครตำหนิไม่ได้ เราไม่ได้บอกนะ ท่านที่เขียนรัฐธรรมนูญบอกว่า พระมหากษัตริย์ใครตำหนิไม่ได้ ใครละเมิดไม่ได้ ทำไมเขียนอย่างนั้น ไม่ทราบ

ถ้าละเมิดไม่ได้ ..... เราก็ไม่รู้ว่าเราทำถูกหรือไม่ถูก ก็เลย แต่ท่านไม่อยู่แล้วคือแม่ ต้องเชื่อ เราเชื่อคนเดียว เชื่อแม่คนเดียว แต่ท่านอยู่บนสวรรค์ เดี๋ยวนี้ท่านก็อยู่นี่ ท่านก็ตักเตือนอยู่ว่า ให้คิดดี ทำดี ถูกต้อง ให้โอวาทกับตัวเองเพราะว่า ไม่มีใครให้โอวาทแล้ว เราสบายใจก็เข้าใจว่า ท่านทั้งหลายอาจจะได้ยิน ได้ยิน สมเด็จพระบรมราชชนนี ท่านให้โอวาทลูก แล้วเราก็ให้โอวาทข้าราชการ ใครต่อใครที่อยู่ในที่นี้ ประชาชนทั่วไปว่าทำอะไร ถ้าทำดีก็ปลาบปลื้มกัน ถ้าทำไม่ดีพิจารณาตัวเองว่า ไม่ดี เว้นไว้ ยังมีที่ควรจะเป็น พวกนี้ก็ประชาชนเหมือนกัน พวกนี้บางคนบางทีเขาก็นึกว่าเขาไม่เป็นประชาชน จริงๆ ก็เป็นประชาชน ถูกให้โอวาทเหมือนกัน คนเขาว่า ไม่ได้ให้โอวาท คนเขาว่า ให้โอวาทจนเสียงแหบ แล้วก็ถ้าไม่ฟังก็เป็นเรื่องของเขา เหมือนกัน ถ้าให้โอวาทท่านทั้งหลายไม่ฟัง จนเราเสียงแหบ ก็ไม่เป็นไร ท่านเดือดร้อนเอง ท่านเดือดร้อนจริง สมมติให้โอวาทแล้ว ท่านไม่ฟัง ท่านต้องเดือดร้อน แต่ว่าถ้าฟัง ไปคิด ก็เชื่อ ไม่ใช่ว่าอวดว่าพูดดี ว่าพูดถูกต้องทุกอย่าง แต่ว่าพยายามอย่างน้อยที่จะพูดให้คนคิด คำว่า ให้แต่ละคนคิดที่ดี ก็ไม่เสียหายอะไร ทำให้งานที่ท่านทำ ท่านเป็นผู้ใหญ่ผู้โต งานผู้ใหญ่ผู้โตทำก็ทำให้เกิดประโยชน์กว้างขวางไปได้ ถ้าคนไม่ได้ถือตัวว่าเป็นผู้ใหญ่ผู้โต ทำอะไรก็ไม่ได้ เกิดประโยชน์มากนัก แต่ผู้ใหญ่ผู้โต ผู้ใหญ่ผู้โต เป็นทำให้เกิดผลแก่คนอื่นมากมาย อย่างที่ตัวเองรู้สึกว่า พูดเนี่ย พูดออก มิใช่ออกทีวีไม่ได้ออก แต่ออกวิทยุ ออกวิทยุสด สดนะ ที่พูดเนี่ย ไปทั่วไปถึงนราธิวาส ไปถึงเชียงราย ไปถึงสกลนคร ไปทั่วทุกทิศ คนที่ฟังเขาฟังได้ เขาก็เข้าหูเขา เขาก็ต้องคิด คนที่ฟังเขาคิด แล้วก็คิดว่า พระเจ้าอยู่หัวพูดดีก็เอาไปใช้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ที่จริงที่พูดเนี่ยเป็นทรัพย์สิน ทางปัญญา เป็นทรัพย์สินทางปัญญาแล้วคนเอาไปหากิน ไปหากินก็ยอมให้ไปหากิน

คำพูด ถ้าเราถือว่า เราพูดดี ก็ไปหากิน ถ้าหากิน คนก็จะมีความสุข ..... รู้สึกว่า พูดพอแล้ว มันชักเหนื่อย แต่ท่านก็เหนื่อยเหมือนกันนั่งอยู่นี่ ฟัง บางคนก็อาจจะหนาวๆ ร้อนๆ ที่เย็นที่หนาวนี่ เพราะเครื่องเย็นใช้ไฟฟ้า ที่ร้อนเพราะว่า ไฟที่นี่มันร้อน คนที่อยู่ข้างนอก หนาวๆ เย็นๆ เพราะว่า ตอนนี้ค่ำแล้ว ค่ำแล้วน้ำค้างลง ร้อนก็เพราะว่าอากาศมันร้อน ก็อย่าไปคิดอะไรว่า ที่บอกว่าท่านหนาวๆ ร้อนๆ แต่ว่ายังไงขอให้ทุกๆ ท่านที่มา ทุกทั่วไปทุกหนแห่ง ทุกข้างนอก ข้างใน ขอให้มีความร่มเย็น ให้มีความเจริญทุกคน งานการอะไรที่ทำ ให้มีผลสำเร็จที่ดี ขอขอบใจทั้งหลายที่มา

-----------------------------------------------------
อ่านต่อที่นี่นะคะ ::: http://kanchanapisek.or.th/speeches/2003/1204.th.html

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   6/12/2003 06:43 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 82  
     
 


นับจากเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ..... เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๙ ต่อจากสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ จวบจนปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อปวงชนชาวไทยต่อเนื่องกันมาด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ บันดาลประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ สมดังพระปฐมบรมราชโองการทุกประการ


๏ ๏ ๏ กราบบังคมองค์ราชันย์....................พระทรงธรรม์ภูมิพล
เหนือเกล้าเหล่าปวงชน....................พระสุริยนแห่งผืนดิน
น้ำตาลและผองเพื่อน....................คอยย้ำเตือนเป็นอาจิณ
ตามรอยองค์ภูมินทร์....................สร้างแผ่นดินให้ยั่งยืน

๏ ๏ ๏ ด้วยพระบรมราชสมภพ....................เวียนบรรจบครบอีกครา
พวกเราอาราธนา....................ไตรรัตนาแลเทวินทร์
สิ่งในสากลโลก....................ทั้งโศลกทิพย์อัมรินทร์
สู่พระผู้สยามมินทร์....................คู่แผ่นดินชั่วกาลนาน ... ฯลฯ


ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
เว็บไซต์น้ำตาล และ เพื่อนๆ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   6/12/2003 06:49 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 83  
     
  ขยันทำจริงๆน้องตาลนี่นะ ฮ่าๆๆๆๆ

ขอชื่นชมนะในความตั้งใจดี อ่านแล้วมีทั้งสาระ และ รูปภาพสวยงาม ตามพระจริยวัตรนะ เทอดพระเกียรติได้สมความตั้งใจ

เกิดเป็นคนไทยมีโชคดีกว่าหลายประเทศ

1. มีโอกาสพบพระพุทธศาสนา
2. มีกษัตริย์ที่ทรงทศพิศราชธรรม

แต่เสียดายคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมองเห็น แต่ไปหลงของนอกเสีย เปรียบเสมือน กิ้งก่าได้พลอย

หากเราไม่มีในหลวงในช่วง 50 กว่าปีที่ผ่านมา ประเทศเราพังพาบไปนานแล้ว ด้วยความหลงอำนาจ ของคนไม่ดี

ขอท่านมีสุขภาพ พลานามัยแข็งแรง เจริญในศีลธรรม

โชคดีและบ๊ายบาย
 
     
    By: นรชาติ     8/12/2003 05:23 PM  (202.57.160.158)
 

 
  หัวข้อ : 84  
     
  โดย Jazzygolf
เมื่อ 29 พ.ย. 46 20:58:17น.


เข้ามาได้โดยบังเอิญจากการชื่นชมกระทู้เกี่ยวกับในหลวงของเราใน Pantip ได้มาเจอเว็ปของคุณน้ำตาล ทึ่ง...ทึ่งที่ว่าทำไมคน ๆ นึงถึงมีความคิดที่พร่างพรูได้ขนาดนี้ เหมือนสายน้ำที่ไม่มีวันเหือดแห้ง ทึ่ง...ว่าทำไมคน ๆ นึงถึงได้มีความรู้สึกที่ลึกซึ้งและหลากหลาย แถมถ่ายทอดได้อย่างน่าประทับใจ

ขอบคุณที่ทำเว็บนี้นะ...และดีใจที่ได้รู้จัก
 
     
    By: Copy     9/12/2003 09:08 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 85  
     
  โดย ลูกสน
เมื่อ 30 พ.ย. 46 06:58:19น.

อ่านเรื่องราวที่น่าประทับใจของในหลวง และ คุณทองแดงที่คุณน้ำตาลทำไว้ รู้สึกดีมากๆ เลยค่ะ อยากให้เพื่อนสมาชิกได้มีโอกาสเข้ามาดูด้วย ช่วงที่กระแสข่าวหนังสือ เรื่องทองแดง ดังมากๆ ขอเอามาคุยหน่อย ตอนนั้นหนังสือขาดตลาด ก็ไม่รู้เป็นไง ชอบคุณทองแดงมากเหมือนกัน ตอนที่เสื้อคุณทองแดงออกมาขายครั้งแรก ก็ซื้อกับเขาด้วย แต่กว่าจะซื้อได้ ต้องไปสั่งจองที่ร้านภูฟ้า สยามดิสคัฟเวอรี้ แล้วรออีกประมาณ 3 เดือน กว่าจะได้เสื้อ ตอนนั้นคุณทองแดงดังกว่าดาราไปแล้วค่ะ
 
     
    By: Copy     9/12/2003 09:09 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 86  
     
  โดย ประดู่แดง
เมื่อ 30 พ.ย. 46 17:10:58น.


ประดู่แดง ก็อดภาคภูมิใจตัวเองไม่ได้ที่เกิดมาเป็นคนไทย เพราะตอนไปอยู่อเมริกาเพื่อนมักถามว่า ปท.เราเป็นเมืองขึ้นของ ปท.ไหน..ประดู่แดงตอบด้วยความภาคภูมิใจว่าเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร เพราะเรามีตัวอักษรไทยและเพลงชาติไทยเป็นสมบัติของเราเอง...ดีใจแทนคนไทยทั้งประเทศจริงๆ คะ
 
     
    By: Copy     9/12/2003 09:12 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 87  
     
  โดย สายลมฯ
เมื่อ 1 ธ.ค. 46 10:41:03น.


คุณน้ำตาล น่าประทับใจมากที่สุด ...
คุณน่ารักมากค่ะ นำเรื่องราวที่ดีมาก ๆ มาให้เพื่อนได้อ่านกันเสมอ ๆ

ส่งกำลังใจในการทำเว็บให้เสมอนะจ๊ะ


(^_^)
 
     
    By: Copy     9/12/2003 09:14 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 89  
     
  โดย อานันท์
อีเมลล์ anant_p@yahoo.com
เมื่อ 5 ธ.ค. 46 11:22:55น.


ชื่นชมน้ำตาลมาก ที่ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในเวบไซต์น้ำตาล น้ำตาลก็ยังมีเจตจำนงถวายความจงรักภักดีในราชวงศ์จักรี ครอบครัวของผมก็เช่นกัน ตราบชั่วชีวิตของเรา หากมีโอกาสอันควรที่จักแสดงความจงรักภักดีให้ปรากฏแก่สาธารณชนได้ ก็จะดำเนินการทันทีครับ
 
     
    By: Copy     9/12/2003 09:27 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 90  
     
  โดย neoworrier
โฮมเพจhttp://geocities.com/natkan911
เมื่อ 8 ธ.ค. 46 13:27:58น.


ก็บังเอิญอีกนั้นแหละครับ
ผมหารายละเอียดของทหารรักษาพระองค์
ตอนแรกคิดว่าจะมาเจอ เวบ ของ ร. 1 หรือ กรมราชองค์รักษ์ แถบไม่เชื่อสายตา ว่าจะมีคนทำเวบแบบรี้อยู่ ตอนนี้ยังไม่ได้ดูมาก แค่หน้าแรกก็ประทับใจ

จักรองบาท ราชวงศ์ พงศ์จักรี...

 
     
    By: Copy     9/12/2003 09:29 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 91  
     
  ชอบมากค่ะ ทั้งเนื้อเรื่องและรูป
ขออนุญาตเอาไปเผยแพร่ต่อให้เพื่อน ๆ ได้อ่านด้วยนะคะ

----------------------------------------------------
By: กระแต (203.170.234.2) 4/12/2003 01:22 AM

 
     
    By: Copy     9/12/2003 09:37 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 92  
     
  สวัสดีคะ

เว็บไซต์น้ำตาลยินดีต้อนรับ พี่ๆ เพื่อนๆ และ ทุกๆ คน นะคะ
ขอบคุณมากๆ ที่แวะมาเยี่ยมเยียน และ ทักทายกันนะคะ
แล้วตาลนำบทกลอนที่แต่งเพิ่มเติมจากของ พี่ neoworrier มาฝากคะ

+++++++++++++++++++++++++++++


๏ ๏ ๏ จักรองบาท ราชวงศ์ พงศ์จักรี
แม้ชีพพลี ปกองค์ พระทรงเกล้า
ตามเสด็จ บำรุงชาติ มิขาดเขลา
ข้าพุทธเจ้า ว่าที่...ทหารกล้า ข้าแผ่นดิน ฯลฯ


ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   9/12/2003 11:31 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 93  
     
  สวัสดีค่ะน้องน้ำตาลและเพื่อนๆ
ขอชมว่าน้องน้ำตาลรวบรวมพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจต่างๆ มาได้ครบถ้วน (ถึงไม่ครบก็เกือบหมดแล้วนะคะ)
ขยันจังเลยค่ะ แต่ก็ยังเหนื่อยไม่เท่าในหลวงที่ต้องทรงงานมาตลอดนับตั้งแต่ทรงครองสิริราชสมบัติ และต่อๆไปไม่ได้เกษียณอายุ แม้จะทรงมีพระชนมายุถึง 76 พรรษาแล้วก็ตาม
ในนามของ คนไทยตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดกาลนานเทอญ
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
 
     
    By: แอนนิต้า  Mail to แอนนิต้า   10/12/2003 09:06 AM  (202.28.179.1)
 

 
  หัวข้อ : 94  
     
 


ภาพถ่ายโดย ::::: Stephen Jaffee .... AFP
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ทรงจัดเนคไท ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

วันที่ ..... ในหลวงทรงพระราชทานการต้อนรับผู้นำทั้ง 20 เขตเศรษฐกิจ APEC ในฐานะแขกเมือง
ได้ยินเสียงของพระราชินีตรัสกับในหลวงแว่วๆ ว่า ..... วันนี้รู้สึกสนุกมาก
ขณะที่กำลังทรงเดินจูงมือกับในหลวง แบบ วิ่งๆ นิดๆ เพราะรีบจะส่งผู้นำทั้ง 20 เขตเศรษฐกิจกลับ
ในหลวงกำลังจัดให้ราชวงศ์ฯ ยืนส่งแขก แล้วพระราชินียืนผิดที่

น่ารักดีนะคะ ..... ไม่เคยเห็นภาพแบบนี้


๏ ๏ ๏ ขอให้ทุกพระองค์จงทรงพระเกษมสำราญ
ตลอดกาลนานเทอญ ๏ ๏ ๏


ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม

เว็บไซต์ "น้ำตาล" และ เพื่อนๆ
\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   13/12/2003 05:44 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 96  
     
 


ส.ค.ส. ๒๕๔๗ พระราชทานแก่คนไทย ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทาน ส.ค.ส.ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๗ แก่ปวงชนชาวไทย ส.ค.ส. ดังกล่าวทรงประดิษฐ์ขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์ มีข้อความว่า .....

ส.ค.ส. พ.ศ. ๒๕๔๗ สวัสดีปีใหม่ ..... ใต้ลงมา เป็นภาพแผนที่บริเวณคาบสมุทรอินโดจีน บนพื้นที่เป็นภาพตารางช่องเล็กๆ ด้านบนทั้งสองด้านมีเสาธงปักอยู่ มีภาพระเบิดและควันล้อมรอบ คาบสมุทรอินโดจีนอยู่ทั้ง 4 ด้าน ด้านบนซ้ายมีข้อความว่า มีระเบิดเกือบทั่วโลก

ใต้ภาพระเบิดลงมา ..... เป็นภาพเรือสำเภาขนาดใหญ่ แล่นมาจากทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ที่ใบเรือด้านหลังมีอักษร ม.ช.ปรากฏอยู่ บนคาบสมุทรอินโดจีนเป็นภาพแผนที่ประเทศไทยสีขาว ที่ขนานกับส่วนที่เป็นด้ามขวาน เป็นเส้นตรงสามเส้น บนแผนที่ประเทศไทยมีข้อความว่า สามัคคีเป็นพลังค้ำจุนแผ่นดินไทย เส้นตรงทั้งสามเส้นนั้นเปรียบเป็นเสาหลักของประเทศ ขณะที่ความสามัคคีของคนในชาติเป็นพลังที่ร่วมกันค้ำจุนให้ประเทศไทยเป็นปึกแผ่นมั่งคง

ด้านล่างลงมามีข้อความว่า ..... ขอจงมีความสุขความเจริญ
บรรทัดต่อมาเป็นอักษรภาษาอังกฤษว่า ..... แฮปปี้ นิวเยียร์ และมีภาพสุนัข ขนาบข้างละตัว

กรอบล่างด้านใน มีข้อความว่า ..... ก.ส. 9 ปรุง 291929 ธันวาคม 2546 มหาวิทยาลัยปูทะเลย์ บ้านเชียง และ มีภาพสุนัข ขนาบ 2 ข้างคำว่า ห้าพันปี ตัวหนึ่งไม่มีปลอกคอ อีกตัวหนึ่งมีปลอกคอ

ส่วนกรอบล่างด้านนอก ..... เป็นภาพสุนัขขนาดลดหลั่นกันรวม 7 ตัว ตัวใหญ่สุดยืนเต็มตัวอยู่ด้านซ้าย ตัวถัดไปค่อยๆ ย่อตัวลง และขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆ จนถึงตัวสุดท้ายด้านขวาสุดเป็นสุนัขตัวเล็กนอกหมอบอยู่

------------------------------------------------------
http://www.nectec.or.th/users/htk/gr01/hmkcard2004/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/01/2004 10:20 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 97  
     
 


ในหลวงทรงมีพระราชดำรัส ..... พระราชทานพรแก่ปวงชนชาวไทย เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ วันพฤหัสบดีที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๗

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ..... ทรงพระราชทานพรปีใหม่แก่พสกนิกรชาวไทย โดยทรงขอให้คิดดี ทำดี ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท พร้อมกับทรงชื่นชมการจัดการประชุมเอเปคในรอบปีที่ผ่านมา รวมทั้งขอใช้ความรู้ และสติในการแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ของประเทศ เมื่อวันพุธที่ ๓๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำรัสพระราชทานพรปีใหม่แก่พสกนิกรชาวไทย ว่า

ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย ..... บัดนี้ถึงวาระที่จะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าของส่งความปรารถนาดีมาอวยพรแก่ท่านทุกๆ คน ทั้งขอขอบใจในน้ำใจไมตรีของทุกท่านเป็นอย่างมาก ที่ได้ให้ความร่วมมือสนับสนุนข้าพเจ้าในภารกิจทั้งปวงด้วยดีเสมอมา ในขวบปีที่แล้ว บ้านเมืองเรามีหลายอย่าง อย่างแรก ก็คือ การที่นานาประเทศเขาเชื่อถือไว้วางใจให้ประเทศของเราจัดการประชุมผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ ๑๑ ขึ้นนั้น ข้อนี้ต้องนับเป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรีของประเทศ ทุกคนต่างก็ทราบตระหนักเป็นอย่างดี จึงยินดีร่วมมือร่วมงานกันด้วยความเต็มใจเสียสละ ทำให้งานครั้งนั้นผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อยและงดงาม

สิ่งที่ดีอีกอย่างหนึ่ง ..... ที่ควรกล่าวถึง ก็คือ เป็นเวลาหลายปีติดต่อกันมาที่เราต้องประสบกับเหตุไม่ปรกติต่างๆ หลายเรื่อง จนทำให้หลายๆ คนเกิดความวิตกห่วงใยในอนาคตของตนเองและของบ้านเมืองเป็นอย่างมาก แต่ด้วยเหตุที่ส่วนใหญ่มีสติรู้เท่าทัน มีความรู้ความสามารถจึงต่างขวนขวายช่วยตัวเอง และร่วมมือร่วมความคิดกันปฏิบัติแก้ไขอย่างจริงจัง จนบัดนี้อาจจะกล่าวได้ว่า สถานการณ์ต่างๆ ได้ผ่อนคลายลงและมีความหวังว่าจะดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เรายังจะต้องพยายามปฏิบัติตนปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังต่อไปอีกมาก

ในปีใหม่นี้ ..... ทุกคนจึงชอบที่จะตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท ไม่ว่าจะคิดจะทำสิ่งใดก็ขอให้คิดให้ดี ให้รอบคอบ ทำให้ดี ให้ถูกต้อง ผลของการคิดดี ทำดี ทำถูกต้องนั้น จะได้ส่งเสริมให้แต่ละคนตลอดจนประเทศชาติดำเนินก้าวหน้าต่อไปด้วยความมั่นคงสวัสดี

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย ..... และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวไทยเคารพบูชา ขออภิบาลรักษาท่านทุกคน ให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากโรค ปราศจากภัย ให้มีความสุขกาย สุขใจ และประสบความสำเร็จสมหวังตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน
------------------------------------------------------
http://kanchanapisek.or.th/speeches/2003/1231.th.html

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/01/2004 11:29 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 98  
     
 


ในหลวงพระราชทานเงิน ๗๒ ล้านให้กรมการศาสนา

เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ... นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานเงินจำนวน ๗๒ ล้านบาท ที่ทางธนาคารออมสินและประชาชนทุกหมู่เหล่า ทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อให้พระองค์ใช้ตามพระราชอัธยาศัย เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๗๒ พรรษา ให้แก่กรมการศาสนาและมหาเถรสมาคม เพื่อใช้ในการแผ่พระธรรมในพระพุทธศาสนาให้แก่พี่น้องชาวไทยทุกคน โดยมอบให้กรมการศาสนาร่วมกับมหาเถรสมาคม เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารกองทุน

นายปรีชา กันธิยะ อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า ... อย่างไรก็ตาม สำหรับเงินพระราชทานดังกล่าวกรมการศาสนาและมหาเถรสมาคม ได้กำหนดให้มีการร่างระเบียบว่า ด้วยกองทุนเผยแผ่พระธรรมในพระพุทธศาสนาตามพระราชประสงค์ พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งการร่างระเบียบดังกล่าวเพื่อกำหนดวัตถุประสงค์ของกองทุนในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้ชัดเจน จะมีคณะกรรมการบริหารกองทุนทั้งพระสงฆ์และฆราวาส โดยผู้ที่จะดำรงตำแหน่งประธานบริหารกองทุนนั้น และเปิดรับมืออาชีพเข้ามาดูแลเงินทุน รวมทั้งการระดมทุน ซึ่งจะมีวาระการดำรงตำแหน่ง ๒ ปี เช่นเดียวกับผู้จัดการกองทุน

สำหรับการใช้เงินกองทุนนั้น ... คณะกรรมการได้ข้อสรุปว่า จะใช้เฉพาะดอกเบี้ยของเงิน ๗๒ ล้านบาทเท่านั้น โดยเงินดังกล่าวจะฝากไว้ที่ธนาคารออมสิน ส่วนการเพิ่มทุนและระดมทุนนั้น จะขอจากงบประมาณของรัฐบาล และจากเงินบริจาคเท่านั้น

ส่วนรูปแบบในการเผยแผ่ธรรมะ ... ในพระพุทธศาสนาตามวัตถุประสงค์ของกองทุนนั้น คณะกรรมการจะเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะเน้นที่หน่วยงานราชการเป็นหลัก โดยจะใช้ศีล ๕ ซึ่งเป็นศีลขั้นพื้นฐานของชาวพุทธยึดเป็นต้นแบบในการสร้างและเผยแผ่พระธรรมในพุทธศาสนา เพราะหากข้าราชการและเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามศีล ๕ เชื่อว่า พระธรรมจะนำชาติรอด ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น รวมทั้งการประพฤติผิดลูกเมียจะลดลง

อย่างไรก็ตาม ... ในส่วนของเด็กและเยาวชนตามสถานศึกษาต่าง ๆนั้น จะใช้เครือข่ายของศูนย์พระสงฆ์ เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา ซึ่งเครือข่ายดังกล่าวจะมีพระพรหมวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดยานนาวา และ กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นองค์ประธานศูนย์ และเป็นสื่อในการเผยแพร่

สำหรับร่างระเบียบกรมการศาสนา ... ว่าด้วยกองทุนเผยแผ่พระธรรมคาดว่า จะแล้วเสร็จในเดือน ส.ค.นี้ และจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม มส. เร็วๆนี้ ทั้งนี้หาก มส.มีมติจะมีผลบังคับใช้ทันที โดยก่อนหน้านั้น มส. ได้ส่งตัวพระชั้นผู้ใหญ่มาร่วมเป็นกรรมการที่ปรึกษาจำนวน ๒ รูป ประกอบด้วย พระพรหมมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศ และ วิสุทธาธิบดี เจ้าอาวาสวัดสุทัศเทพวราราม

............................................................
http://www.komchadluek.net/news/2004/07-21/p1--50780.html

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/07/2004 02:03 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 99  
     
 


พระอัจฉริยภาพ "พ่อของแผ่นดิน"

วิทยาศาสตร์ มีคำตอบ ... คำขวัญ งานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2547 ที่ นายกร ทัพพะรังสี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ประกาศไว้ตั้งแต่ช่วงเตรียม ความพร้อมจัดงาน เป็นคำขวัญที่ฟังก็เหมือนจะ สื่อให้รู้สึกถึงความน่าสนใจ และยิ่งใหญ่อลังการของ วิทยาศาสตร์ ที่จะมีคำตอบทุกเรื่องในโลก

งานสัปดาห์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติครั้งนี้ นอกเหนือจากการนำผลงานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งนวัตกรรมต่างๆ มาแสดงให้คนไทยได้รู้ถึงศักยภาพของคนไทยในการคิดค้นและประดิษฐ์สิ่งต่างๆ รวมถึงเพื่อให้คนไทยได้ก้าวทันโลกแล้ว สิ่งที่พิเศษกว่าอื่นใด และเป็นครั้งแรกที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ซึ่งรับหน้าเสื่อแม่งานจัดให้ มีขึ้น นั่นคือ ... โลกวิทยาศาสตร์ไทย 200 ปี จากฟ้าสู่ดิน จากดินสู่ชีวิต

เพื่อเป็นการร่วมเทิดพระเกียรติในวโรกาสครบ 200 ปี พระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ... พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย

ทั้งยังเป็นการเทิดพระเกียรติ พระบิดาแห่งเทคโนโลยีไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช โดยในส่วนนี้มีการจัดแสดงพระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศ์

พสกนิกรชาวไทยที่จะได้เห็นพระอัจฉริย-ภาพด้านวิทยาศาสตร์ของพระมหากษัตริย์ไทย 2 ยุคด้วยกัน

ยุคเริ่มต้นของวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีความสนใจทางด้านวิทยาศาสตร์เป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านดาราศาสตร์ และทรงแสดงพระปรีชาสามารถในการคำนวณการเกิดสุริยุป-ราคาเต็มดวง ที่หว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในปี พ.ศ. 2411 ได้อย่างแม่นยำไม่คลาดเคลื่อน และเป็นการคำนวณเหตุการณ์ล่วงหน้าก่อนถึง 2 ปี ถือเป็นสัมฤทธิผลทาง ด้านวิทยาศาสตร์ชิ้นแรกของประเทศไทย และคือที่มาของ พระราชสมัญญานาม "พระบิดาวิทยาศาสตร์ไทย"

และอีกยุคหนึ่ง คือ ยุคการใช้วิทยาศาสตร์ในการพัฒนาระบบชลประทาน

ฉันสนใจชลประทานมาตั้งแต่เล็ก ... กระแสพระราชดำรัสเพียงสั้นๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงรับสั่งแก่เจ้าหน้าที่กรมชลประทาน สื่อความหมายเป็นอย่างดีว่าทรง นำวิทยาศาสตร์มาใช้ประโยชน์ ด้านใด

โครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แต่ ละโครงการ ไม่ว่าจะเป็น กังหันชัยพัฒนา โครงการแก้มลิง เขื่อนภูมิพล เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โครงการฝนหลวง ล้วนเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์ ด้านชลประทานแก่ชาวไทยทั้งสิ้น

แต่งานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ครั้งนี้ มีอีกโครง-การหนึ่ง ที่แม้จะมีมานาน แต่บางคน อาจจะไม่เคยรู้

โครงการแกล้งดิน ... โครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ ที่พสกนิกรชาวไทย หลายคน ต้องแอบอมยิ้มกับชื่อโครงการ ที่นอกจากจะแสดงถึงพระอัจฉริยภาพในงาน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อช่วยเกษตรกรแล้ว ชื่อของโครงการ ยังแสดงถึง พระอารมณ์ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุนทรีย์ กับพระราชดำริที่เป็นการเลียนแบบธรรมชาติ ทำให้ดินเปรี้ยว สามารถนำมาใช้ ปลูกพืชได้ โดยโครงการทั้งหมดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะถูกนำมาจัดแสดงในรูปแบบของเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ

ทั้งนี้ ภายในโลกวิทยาศาสตร์ไทย 200 ปี ยังจัดแสดงพระอัจฉริยภาพของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในด้านการคมนาคม, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในด้านผงไหม ที่พัฒนามาจากเศษไหม และนำไปสู่สบู่ไหมไทย, สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กับคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์, สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กับโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ กับพันธกิจของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และสมุนไพรต้านโรค

ขณะที่ส่วนต่างๆ ของสัปดาห์วิทยาศาสตร์นี้ก็น่าสนใจเช่นกัน อีก 7 โลกประกอบด้วย โลกแห่งอวกาศโลกอุตสาหกรรมและยานยนต์ โลกแห่งอิเล็กทรอนิกส์ โลกแห่งเทคโนโลยีชีวภาพและสุขภาพ โลกแห่งพลังงาน โลก นาโนเทคโนโลยี และอนาคตวิทยาศาสตร์ไทย

จะได้เห็น เสื้อผ้าที่ไม่ เปียกน้ำ ซึ่งทำตัดเย็บจาก ผ้าที่เกิดจากนาโนเทคโนโลยี ซึ่งหมายถึง การสร้างและประยุกต์ วัตถุมาใช้ ให้เป็นประโยชน์ โดยอาศัยความสามารถที่จะสร้าง และจัดเรียงอนุภาคต่างๆ ได้ตามความต้องการ เพื่อสร้างสสารหรือโครงสร้างของสารในแบบใหม่ๆ ที่ให้คุณสมบัติพิเศษที่อาจจะไม่เคยมีมาก่อน ทำให้ผ้าไม่เปียกทั้งน้ำและน้ำมัน

และอย่าตกใจ หากเดินเที่ยวในงานอยู่ดีๆ แล้วฝ่ายจัดงานรู้ว่าคุณอยู่ส่วนไหนของงาน

เพราะจะมีการนำเทคโนโลยี ที่ใช้กับ บัตรสมาร์ทการ์ด คือ RFID มาเป็นสีสันของงานด้วย ซึ่ง RFID นี้ คือ ชิป คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กฝีมือคนไทย และสามารถบรรจุข้อมูลของสิ่งของ สัตว์ หรือแม้แต่มนุษย์ได้อย่างดี โดยเมื่อลงทะเบียนก่อนเข้างานทุกคน จะได้บัตรสมาร์ทการ์ดที่มีชิป RFID ติดอยู่ ซึ่งเปรียบเสมือนเรดาร์ที่จะบอกตำแหน่งที่อยู่ของทุกคน เรียกได้ว่ามางานนี้คุณพ่อคุณแม่สบายใจได้ ลูกไม่หายแน่นอน ทั้งบัตรนี้ยังสามารถนำไปใช้เล่นเกมส์ชิงรางวัลตามบูธต่างๆ ได้ทั่วงาน

นอกจากนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ของคนไทยในการนำวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมา ใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิต แสงไฟที่ ส่องสว่างเจิดจ้าภายในงานนี้ จึงขอยืนด้วยขาของตัวเอง ด้วยการติดตั้ง แผงโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ เพื่อนำพลังงานจากดวงอาทิตย์ มาเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าเพื่อใช้ในงาน เรียกว่าไม่ต้องกลัวจะเปลืองพลังงาน ของชาติแน่นอน

หุ่นยนต์ นับเป็นอีกส่วน หนึ่งที่ขาดไม่ได้ และนอกจากเจ้า อาซิโม ขวัญใจเด็กๆ เจ้าเก่าแล้ว ยังจะมี หุ่นยนต์นักดำน้ำสัญชาติไทยตัวแรก "ไทยเอ็กซ์โป" (ThaiXPole) ที่ ผลิตโดยคนไทยทั้งหมด และเจ้าหุ่นตัวนี้ก็ไม่ธรรมดา เพราะเป็นหุ่นยนต์ที่จะได้ไปร่วมสำรวจขั้วโลกแถบแอนตาร์กติกา กับคณะวิจัยชาวญี่ปุ่น ซึ่งจะมาโชว์ตัวต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการที่งานนี้เป็นงานแรกด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2547 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 19-23 ตุลาคมนี้ ที่อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี

ทีมวิทยาศาสตร์ ... เชื่อว่า หลายคำถามที่ยังค้างคาในหัวใจ เกี่ยวกับ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี คงค้นพบคำตอบได้ในงานนี้ ที่สำคัญการได้ชมพระอัจฉริยภาพของ "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" และ "พระบิดาแห่งเทคโนโลยีไทย" ตลอดจนพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ก็ถือเป็นมงคลของชีวิตแล้ว!!!


.....................................................
อ้างอิงจาก ..... หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
เมื่อ ..... วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2547

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   22/10/2004 11:52 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 100  
     
 


พุทธศักราช ๒๕๔๖ ..... ความสำเร็จยิ่งใหญ่ของการเป็นเจ้าภาพ เอเปค ๒๐๐๓ ครั้งนี้คือ ภาพลักษณ์ หน้าตา และ ศักดิ์ศรี ของ ประเทศไทย คนไทย มากกว่า เนื้อหา ที่ทั้ง ไม่ให้ผลทันตา และทั้งยังต้อง ผ่านการพิสูจน์ด้วยระยะเวลา ว่าจะเป็นผลที่ตกแก่ คนทุกกลุ่ม ไม่ใช่เฉพาะ กลุ่มทุน ส่วน ชาวบ้านทั่วไป นั้นต้องรอผลจาก ทฤษฎีน้ำหยาด : Trickle Down Effect เหมือนเดิม

ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นี้ไม่เพียงเป็นเพราะ ..... ฝีมือ, ความสามารถ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพียงลำพัง วิเคราะห์ดูให้ดีแล้ว “เซี่ยงเส้าหลง” เห็นว่าเกิดขึ้นจาก ลักษณะพิเศษของประเทศไทย ที่ปกครองใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข รวมถึง ลักษณะพิเศษของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย และ บุญญาธิการในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ด้วย

เป็นบุญยิ่งนักของประชาชนชาวไทย ..... ที่มี พระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน อยู่ เหนือเกล้า หลายครั้งหลายหนแล้วที่ วิกฤตในบ้านเมือง สามารถ ยุติลง เพราะ พระบารมี นับจากเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖, ๑๗ - ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๓๕ และ ฯลฯ รวมทั้ง พระราชทานการต้อนรับผู้นำทั้ง ๒๐ เขตเศรษฐกิจ ในฐานะ แขกเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นง่าย ๆ และบ่อยครั้งนักที่ ผู้นำ ๓ ชาติมหาอำนาจ อย่าง สหรัฐอเมริกา, รัสเซีย และ จีน จะมา พบกัน และเป็น พระราชอาคันตุกะ ใน ห้วงเวลาเดียวกัน ความสมบูรณ์ใน กระบวนพยุหยาตราทางชลมารคจำลอง ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทาน มาให้เป็น การแสดงพิเศษ นั้นแสดงให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งใน ประเทศมหาอำนาจทางวัฒนธรรม นี่คือ คุณูปการ ของ สถาบันพระมหากษัตริย์ในระบบรัฐสภา ที่แม้จะไม่มี พระราชอำนาจทางการเมือง-การบริหารราชการแผ่นดิน ปรากฏอยู่ในมาตราใดมาตราหนึ่งของ รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร แต่ความจริงแล้วใน รัฐธรรมนูญจารีตประเพณี, รัฐธรรมนูญในหัวใจพสกนิกร หรือนัยหนึ่ง Constitutional Convention ย่อมมี พระราชอำนาจ อยู่อย่างแน่นอน

เพราะ ..... การเมือง การปกครอง และ การบริหารราชการแผ่นดิน ที่ สมบูรณ์ นั้นจะต้องมี ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นส่วนที่มีไว้เพื่อ ธำรงศักดิ์ศรีของบ้านเมือง อีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่ บริหารบ้านเมืองตามความต้องการของประชาชน, รับผิดชอบต่อประชาชน ส่วนแรกคือ สถาบันพระมหากษัตริย์ ส่วนหลังคือ รัฐบาล-รัฐสภา นั่นเอง

ประเด็นดังกล่าวข้างต้น ..... วอลเตอร์ แบกชอท (ค.ศ. ๑๘๒๖ - ๑๘๗๗) พรรณนาไว้ในหนังสือชื่อ The English Constitution เมื่อ ปี ๑๘๖๗ และ เกษม ศิริสัมพันธ์ นำมาอรรถาธิบายในปาฐกถาพิเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ กับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการปกครอง เมื่อ ๑๕ ปีก่อน โน้นแล้ว บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นอีกคนหนึ่งที่ร่วมขยายความเมื่อ ๑๐ ปีก่อน โน้นว่า พระราชอำนาจที่ไม่ได้บัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรของพระมหากษัตริย์ไทยมีมากกว่าพระมหากษัตริย์ของยุโรป เพราะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงอยู่ใน ราชสมบัติ มา ต่อเนื่อง-ยาวนาน ไม่แพ้กษัตริย์พระองค์ใดในโลก ๕๗ ปีเต็ม นับแต่ วันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๘๙ เกือบจะเท่ารัชสมัย ควีนวิคตอเรีย ที่ครองราชย์อยู่รวม ๖๔ ปี (ระหว่าง ปี ๑๘๓๗ - ๑๙๐๑) ทำให้ ทรงรู้ทรงเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ในบ้านเมืองมาโดยตลอด เป็น แหล่งสะสมประสบการณ์ของบ้านเมืองไว้มากที่สุด มากกว่า รัฐสภา, รัฐบาล เพราะทั้ง ๒ สถาบันดังกล่าว เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสของการเมือง ชนิดที่เรียกว่า มาแล้วก็ไป แตกต่างจาก สถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ทรง ดำรงอยู่ ชั่วกาลนาน

ประเด็น พระราชอำนาจที่ไม่ได้บัญญัติไว้ นี้ ..... วอลเตอร์ แบกชอท ผู้ดำรงตำแหน่งบรรณาธิการของนิตยสาร The Economist ตั้งแต่ ปี ๑๘๖๐ แจกแจงนี้ว่ามีอยู่รวม ๓ ลักษณะ คือ The right to be consulted - พระราชอำนาจในการที่จะทรงรับคำปรึกษาและพระราชทานคำแนะนำให้แก่รัฐบาล, The right to encourage - พระราชอำนาจที่จะทรงสนับสนุนหรือให้กำลังใจรัฐบาลในนโยบายหรือการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และ The right to warn - พระราชอำนาจที่จะทรงตักเตือนรัฐบาลให้ตระหนักถึงความเสียหายในการกระทำบางประการ นั่นเอง

ด้วยนัยนี้ สถาบันพระมหากษัตริย์ ..... จึงไม่ใช่แต่มีหน้าที่ในฐานะเป็น ส่วนธำรงศักดิ์ศรีของบ้านเมือง แต่ยังทรงมี พระราชอำนาจที่สำคัญ, พระราชอำนาจซึ่งไม่ประจักษ์แจ้งเปิดเผยออกมา และจะทรงใช้พระราชอำนาจเหล่านี้ด้วย ความระมัดระวัง ไม่เปิดเผย เพราะเป็นเสมือน พระราชอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง คอยประคับประคองการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในพระองค์ นี่เป็นข้อสรุปจาก วอลเตอร์ แบกชอท ในหนังสือที่เขียนขึ้นเมื่อ ปี ๑๘๖๗ เป็นที่เห็นพ้องต้องกันจาก เกษม ศิริสัมพันธ์ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และเชื่อว่า ผู้อ่านทุกท่าน เช่นกัน

ความประทับใจใน เอเปค ๒๐๐๓ ..... ในสายตา ผู้นำ ๒๐ เขตเศรษฐกิจ รวมถึง คนไทยโดยทั่วไป คือ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค พระที่นั่งจักรีมหาประสาท พระที่นั่งอนันตสมาคม และ พระราชจริยาวัตรอันสง่างามเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณ รวมแม้กระทั่ง ทำเนียบรัฐบาล ล้วนมาจากส่วนที่ ธำรงศักดิ์ศรีของบ้านเมือง จะไม่สามารถนำมา แสดง ได้เลยหากปราศจากพระราชอำนาจใน ๒ ลักษณะแรก The right to be consulted และ The right to encourage ดั่งว่า

กระแสของ เอเปค ๒๐๐๓ ..... อาจจะ กลบข่าวบางข่าว บรรทัดนี้ “เซี่ยงเส้าหลง” ขอเตือนความจำให้ ผู้อ่านทุกท่าน ได้รำลึกถึง ความประเสริฐอย่างยิ่ง ของการปกครองการบริหารราชการแผ่นดินในส่วนที่ ธำรงศักดิ์ศรีของบ้านเมือง นี้

นั่นคือใน วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๔๖ ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลปัจจุบัน พระราชทานพระบรมราโชวาท แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดในระบบบูรณาการ หรือ ผู้ว่าฯซีอีโอ ทรงย้ำให้ทุกคนเน้น ประสานงาน-อย่าประสานงา และ อย่าทุจริต พระองค์ทรงรับสั่งว่าในช่วง เศรษฐกิจดีขึ้น ก็จะมี ทุจริตมากขึ้น พระบรมราโชวาทที่ จับใจประชาชนทั่วไป ผ่าน ข่าวในพระราชสำนัก เมื่อค่ำ วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๔๖ ก็คือ ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียวก็ขอแช่ง แช่งให้มีอันเป็นไป ในพระบรมราโชวาทองค์นี้ยังทรงรับสั่งว่าพระองค์ท่านเป็น พระราชาซีอีโอ และทรงปฏิบัติพระราชกิจมา ๕๐ ปีแล้ว นับตั้งแต่ ปี ๒๔๙๖ ที่ทรงเริ่ม โครงการตามพระราชดำริแห่งแรก ที่ เขาเต่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต่อจากนั้นทรงขยายโครงการไปตาม พื้นที่ทุรกันดารต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทรงแก้ปัญหาทั้งเรื่อง ดิน น้ำ ป่าไม้ ข้อจำกัดในการทำการเกษตรแต่ละพื้นที่ ตลอดจน สร้างอาชีพเพื่อให้ประชาชนมีรายได้เลี้ยงตัวเอง ใช่หรือไม่ว่านี่คือรูปแบบหนึ่งของ The right to warn นั่นเอง

เป็นนิมิตหมายอันดียิ่งที่ ..... ทรงแช่ง เพราะนี่คือ พลังแผ่นดินอันยิ่งใหญ่ ใครขืน ฝ่าฝืน ก็เตรียมตัว วิบัติ ฉิบหาย ได้

เป็นนิมิตหมายอันดียิ่งที่ คนไทย ..... เสมือนได้มองเห็น พระราชอำนาจสำคัญที่ไม่ได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ครบทั้ง ๓ ลักษณะ ในเวลาใกล้เคียงกัน


-----------------------------------------
ที่มา :::::
-http://www.manager.co.thและ
-http://www.numtan.com/nineboard/view.php?id=1123

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   22/10/2004 12:30 PM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 102  
     
 


พระราชดำรัส
พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ
ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตฯ
วันเสาร์ที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗



ขอขอบใจท่านทั้งหลายที่มาในวันนี้ ... และขอบใจนายกฯ ที่ได้กล่าวคำอวยพร ทั้งได้สรุปการกระทำในระยะ 50 กว่าปี ซึ่งขอขอบใจที่ไม่ต้องเล่าให้ท่านฟังมาทำอะไร ว่าท่านได้สรุปอย่างดี อีกอย่างที่ท่านไม่ได้พูด ที่ฟังวงดนตรีดุริยางค์กองทัพเรือได้บรรเลงสรรเสริญพระบารมี ท่านไม่ได้พูดถึง ความจริงดนตรีของกองทัพเรือ ได้ฟันฝ่าอุปสรรคมามาก จำได้ว่าเมื่อ 50 ปี 40 กว่าปี ได้มีการแสดงดนตรีทุกวันพุธ ที่พระที่นั่งอัมพร และมีพวกดนตรีต่างๆ ได้เล่น ลองไปฟังทนไม่ไหว เพราะมีอะไรที่ขัดหูอยู่เรื่อย ก็เลยลุกไปบอกกับผู้ที่อำนวยเพลง ว่าได้เทียบเสียงหรือเปล่า ท่านผู้อำนวยเพลงบอกว่า เทียบเสียงแล้ว จึงขอให้เทียบอีก เขาก็เทียบได้ เทียบได้ดี ฟังไม่ขัดหู พอให้เล่นอีก เล่นไปเล่นมา เอะ ขัดหูอีก ก็เลยลุกไปเดินในวง ให้เขาเล่นไป เล่นไป ไปเจอซอยักษ์นั่น มันเพี้ยน แล้วไม่ทราบทำไมเพี้ยนได้

เลยคิดว่า ... มันเพี้ยนเพราะเล่นบันไดเสียงไทย มิได้เล่นบันไดเสียงสากล ก็เลยพยายามให้เขาเทียบเสียงให้ดีที่สุด ก็ดีขึ้น เพราะว่าการเทียบเสียงนั้นมันยาก ยากที่ต้องเทียบหูด้วย ต้องเทียบหูแบบไทย เพราะผู้ที่เล่นดนตรีในวงของทุกๆ วงในเวลานั้น มีเวลาว่างก็ต้องไปเล่น โดยมากเป็นวงเล็กๆ เขาเล่นรำวง ซึ่งรำวง ฆ้องวง ต้องเทียบเสียงแบบบันไดเสียงไทย เขาก็เคยชิน พอมาเล่นเพลงสากลด้วยบันไดเสียงไทยเลยขัดหู ถ้าเล่นด้วยบันไดเสียงไทยล้วนก็ยังไม่เป็นไร แต่บางคนก็เล่นบันไดเสียงสากล บางคนก็แบบไทย อันนี้เลยบอกว่า พยายามเวลามาเล่นเพลงสากลขอให้ลืมรำวง เขาก็ทำได้ดีขึ้นทุกที เล่นรำวง และก็ไปเล่นเพลงสากล ก็ลดลงไป

มาทีหลังในวงที่เราเล่น ... พวกเพื่อนๆ เล่น เขาก็เล่นรำวงเหมือนกัน ก็เลยบอกว่า ถ้าเล่นรำวง ขอให้เล่นรำวงที่ถูกต้อง ที่เป็นบันไดเสียงไทย ไม่สำเร็จ เขาเล่นรำวง ด้วยบันไดเสียงสากล แล้วว่ารำวงก็เพี้ยนผิด มาถึงเมื่อเดือนที่แล้ว มีนักดนตรีมาจากอเมริกา เป็นดนตรีที่เขาเรียกว่า แบบนูโอลิน เป็นต้นกำเนิดของเพลงแจ๊สเข้ามา และเล่นกับเรา เล่นไป เราก็ต้องเล่นสำเนียงรำวงหน่อย เราถามเขารู้ไหมว่าเล่นรำวง เขาบอกเขารู้เขาบอกว่าหูเขาดี เขารู้ว่าเป็นเพลงรำวง เขาไม่รู้จักรำวง แต่เขาบอกว่า เมื่อเขาไปญี่ปุ่น เขาก็ไปเล่นเพลงแจ๊สแบบญี่ปุ่น แล้วญี่ปุ่นเขามีนักเล่นดนตรีที่เก่งสำหรับแจ๊ส แต่ว่าเราก็อดไม่ได้ที่จะฟังเขา เขาเล่นสักเดี๋ยว ค่อนข้างจะญี่ปุ่น

ก็เลยบอกว่า ... นี่ล่ะไทย คนไทย เล่นเพลงแจ๊ส ก็เป็นเพลงแบบไทย แบบบันไดเสียงไทย เขาก็สนใจ ตอนนี้เขากลับไป กลับบ้านแล้ว เข้าใจว่าเขาจะไปศึกษาแจ๊สแบบรำวง แจ๊สแบบไทย คราวหน้าเขามา เขาบอกเขาจะเล่น เล่นเพลงแจ๊สแบบนูโอลินบางกอก ถ้าเขาเล่นอย่างนั้นแล้ว เราก็ภูมิใจได้ว่า ทำไมเขาฟังเพลงไทยเป็น เขาเก่ง พวกนี้หูเขาดี เขาเล่นด้วยหู เขาไม่ได้เล่นด้วยตา เขาไม่ได้อ่านโน้ต เขาเล่นด้วยหู เวลาเราไปเล่นกับเขาเราก็ต้องเล่นด้วยหู ไม่ได้เล่นด้วยตา ก็ดูเขาสนุกดี

นี่เรามาพูดถึง ... เรื่องการปฏิบัติเกี่ยวข้องกับศิลปะ ซึ่งแจ๊สนี่ก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง บางคนเขาไม่เห็นว่าแจ๊ส โดยเฉพาะแจ๊สแบบนูโอลิน ไม่เป็นศิลปะ แต่เราก็เรียกได้ว่าเป็นศิลปะ เพราะว่าดนตรีนี่ เป็นประวัติศาสตร์ของชาติบ้านเมือง ชาติบ้านเมืองใดมีดนตรี มีสำเนียงดนตรี เพลงดนตรี เครื่องดนตรีที่เป็นของตนเอง นั่นล่ะน่าชื่นใจ อย่างของไทยเรา เรามีเครื่องดนตรีของเรา ซึ่งคล้ายกับของจีนบ้าง คล้ายของอินเดียบ้าง คล้ายของฝรั่งบ้าง แต่ว่าเป็นเพลง และเป็นเครื่องดนตรีไทยแท้ๆ ซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติของชาติบ้านเมือง อย่างเดียวกับเราพูดภาษาไทย เป็นภาษาไทย ไม่ได้เป็นฝรั่ง ไม่ใช่เป็นภาษาต่างประเทศ แต่ว่าเดี๋ยวนี้เราใช้ภาษาต่างประเทศมาก ไม่ใช่แซม มานำหน้ามากมาย จนกระทั่งบางทีฟังแล้วไม่รู้เรื่อง

แต่ว่า ... ถ้าใช้ภาษาต่างประเทศมา ก็ควรจะแปลให้ด้วย ถ้าเราพูดภาษาไทย แบบใช้คำภาษาฝรั่ง ก็ต้องให้แปล เราโง่ ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจจริงๆ แต่นานๆ ไปก็เข้าใจ เดี๋ยวนี้การปกครอง ก็ใช้แต่คำต่างประเทศ ท่านก็เป็น ท่านเป็นซีอีโอ ถ้าความจำ เวลานี้อายุมากขึ้น ความจำมันลดลงไป ซีอีโอมาจากอะไรเลยไม่รู้ ว่าท่านจะปกครองยังไง แต่เดี๋ยวนี้ชักเคยชินว่าท่านปกครองแบบซีอีโอ แต่ว่าวันนั้นที่ซีอีโอมา ท่านรองนายกฯ มา ท่านมาบอกว่า ถามว่าพระเจ้าอยู่หัวเป็นอะไร ท่านก็บอกว่าเป็นซีอีโอ โอ้เราก็ต้องเข้าใจสิ เราเป็นซีอีโอ ก็เลยเข้าใจว่า เราเป็นนายใหญ่อีกคนหนึ่ง ก็ต้องคัดค้าน คัดค้านว่าไม่ใช่ เราไม่ใช่เป็นนายใหญ่ รัฐธรรมนูญยังบอกว่า พระมหากษัตริย์ไม่เป็นนายใหญ่ เป็นมหา ใหญ่โต กษัตริย์ นักรบใหญ่โต แต่ก็ไม่ได้เป็น เป็นจอมทัพ เป็นมหากษัตริย์ เป็นซีอีโอ ซีอีโอของกองทัพ เราก็เข้าใจไปเลยเถิดไปเรื่อยๆ อย่างนี้ ซึ่งก็ขอโทษด้วย ต้องล้อท่านรองนายกฯ ว่า ท่านก็เป็นซีอีโอใหญ่ ใหญ่ที่สุด ก็เลยท่านรับผิดชอบหมด ลงท้ายฟังไปฟังมา ตอนนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดซีอีโอมา บอกว่า การทำงานทำการเป็นยังไง ซีอีโอนี่ เขาบอกสบายมาก ถ้ามีอะไรก็ให้ปลัดจังหวัด ปลัดจังหวัดเป็นผู้สั่งการ

ท่านนายกฯ ว่าอย่างนั้น ... ก็เลยปลงเหมือนกันว่า ซีอีโอนี่ดีเหมือนกัน ถ้าเราเป็นซีอีโอ เราก็โยนให้ท่านรองนายกฯ ท่านรองนายกฯ ทำอะไร คนก็ว่าท่านรองนายกฯ ซึ่งอย่างนี้อะไรๆ ก็ว่าท่านรองนายกฯ แต่เวลาฟังข่าว ท่านรองนายกฯ ทำไอ้โน่นไอ้นี่ แล้วทีหลังก็รองนายกฯ ไหน เมื่อเขาพูดตำแหน่งก่อน แล้วเสร็จแล้วถึง อ๋อ ท่านรองนายกฯ พล.อ.ชวลิต ตอนแรกก็รู้กันแล้วท่านรองนายกฯ รองนายกฯ ทางข้างหลังตกใจ ตกใจแล้วก็สั่นสะท้านว่า นี่จะไปว่าใคร แท้จริงเราก็พูดถึงรองนายกฯ ชวลิต ถ้าเป็นรองนายกฯ อื่นๆ ก็สบายใจ แต่เดี๋ยวนี้รองนายกฯ มันมีมาก เมื่อมีมากก็ ลงท้ายรับผิดชอบ แจกจ่ายกัน ฟังข่าวก็บอกว่า รองนายกฯ นั้นๆ ทำ

เดี๋ยวนี้ก็ฟังข่าว ... ฟังวิทยุ มีรายการอันเดียวที่จะต้องฟัง คือนายกฯ พูดกับประชาชน คุยกับประชาชน คุยๆๆๆ เขาบอกว่าคุย 1 ชั่วโมง เราก็ได้ยิน โอ้ นายกฯ มาแล้วเราต้องฟัง ฟังไปฟังมาเราหลับ หลับไปหลับมา เลยต้องมาคอยตอนบ่ายโมงถึงบ่ายสองโมง ได้อีกชั่วโมง ทีนี้ฟังไปฟังมา วันนี้ได้ความรู้ เพราะว่า ท่านบอกว่า ท่านไม่อ่านหนังสือมากนัก หนังสือดีต้องอ่านหนังสือ เพื่อที่จะให้มีความรู้

แล้วท่านบอกว่า ... ถึงจะดีต้องไปพบกับคน คุยกับคน ได้ความรู้ ก็จริง เราฟังเวลาท่านนายกฯ มา ก็ฟังนายกฯ ก็ได้ความรู้เยอะ วันนี้ก็ได้ความรู้ว่า ท่านฟังคนที่มา ได้ความรู้ในการปฏิบัติงาน เพราะฉะนั้นเวลาท่านนายกฯ มาก็ดีใจ ท่านพูดมาก ท่านก็พูด เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ เราก็ได้ความรู้ ที่เห็นด้วยก็ว่า ถ้าเราฟังคนที่มีความรู้ เราก็ได้ความรู้ ไม่ใช่ความรู้ที่จะมาสอนคนโน้นคนนี้ได้ แต่ได้ความรู้ที่จะปฏิบัติได้ เมื่อปฏิบัติอย่างนี้แล้วก็ดี เราก็สามารถที่จะปฏิบัติงาน ถ้าฟังจากคนที่เก่ง ก็ฟัง ท่านก็พูดอะไรต่างๆ พูดไปเรื่อย เราก็ได้ความรู้ ไม่ต้องอ่านหนังสือ ถ้าฟังคนที่มีความรู้แล้วก็มาย่อย ท่านก็บอกว่า ฟังคนที่มีความรู้ ทำให้สามารถปฏิบัติงาน สามารถทำอะไรต่ออะไรได้ ท่านก็พูดอะไรต่างๆ พูดไปเรื่อย เราก็ได้ความรู้ ไม่ต้องอ่านหนังสือ

ถ้าฟังคนที่มีความรู้ ... แล้วก็มาย่อย ท่านก็บอกว่าฟังคนที่มีความรู้ ทำให้สามารถปฏิบัติงาน สามารถไปทำอะไรต่ออะไรได้ ซึ่งก็เห็นเป็นความจริง ถ้าเราฟังคนแล้วก็ฟังจริงๆ แต่ต้องพิจารณา อันนี้เป็นข้อสำคัญ ถ้าฟัง ฟังโน่นคนโน้นคนนี้คนไหน ที่มาจากอเมริกาใต้ พูดใหญ่ว่าต้องปฏิบัติอย่างนู้นอย่างนี้ ไม่เห็นด้วยสักอัน เราก็ต้องคิดว่าทำไมเราเกิดไม่เห็นด้วย บางทีคนที่มีชื่อเสียงมาพูด เราฟังไม่เข้าเรื่อง ไม่ได้มีประโยชน์ แต่ประโยชน์มีว่า ท่านเก่งที่ทำให้คนเชื่อ ถ้าคนมาพูดแล้วเราฟัง แล้วก็เชื่อตามไปหมด ไม่ดีเพราะว่าไม่ได้พิจารณา ต้องพิจารณาว่า ที่ท่านพูดนั้นถูกต้องหรือไม่ ถ้าพูดถูกต้องปฏิบัติได้ เราก็ดี เราก็ได้ประโยชน์ ส่วนรวมก็ได้ประโยชน์ เพราะว่าเราเอาความรู้ที่ท่านพูดไปปฏิบัติต่อ

ดังนั้น ... ที่ฟังมานายกฯ พูดกับประชาชน ก็ฟังท่านว่า ท่านพูดหลายอย่างที่ท่านพูด แล้วพูดถึงว่าเด็กๆ ต้องฟัง เด็กๆ ต้องเรียน ถ้าเรียนประเทศชาติจะดี เดี๋ยวนี้เขาว่าเด็กๆ ไม่เรียน เด็กๆ แม้แต่ถึงขั้นมหาวิทยาลัย ใช้คำว่าไม่ได้ความ เมื่อไม่ได้ความ อนาคตของชาติอยู่ไหน คือเด็กไม่ฟัง หรือฟัง ฟังแต่ฟังไม่เข้าใจ ฟังไม่เข้าใจ แทนที่จะปฏิบัติสร้างสรรค์ต่อไป ก็ไปเข้าดิสโก้เธค ไปฟังเพลง ไปฟังเพลงที่ ความจริงก็ไม่ใช่เพลงอะไรดี ที่เป็นเพลงที่ไม่ได้เรื่อง ทำให้หูเสีย หูเสียไม่ใช่ว่าคนที่ฟังหูสูงหูต่ำ แต่หูไม่ได้ยิน หูตึง คนที่ไปฟังเพลงในดิสโก้เธคหูตึงทั้งนั้น ถ้าใครเป็นหมอที่นี่ หมอหู ไปตรวจก็ขอยืนยันว่าเด็กสมัยนี้ ถ้าไปตรวจหู หูเสียมากกว่าเด็กสมัยก่อน แม้จะเด็กสมัยท่านนายกฯ ก็หูตึงกว่าเด็กสมัยพระเจ้าอยู่หัวฯ


นี่เรา 76 ปี ... 364 วัน ก็เกือบจะ 77 แล้ว 77 เล่นกับนักดนตรีนูโอลีน นักดนตรีนูโอลีนนั้น คนที่แก่ที่สุดก็ 66 แล้วก็หูตึง ฟังไม่ค่อยได้ ต้องเข้าไปใกล้ เข้าไปคุยกับเขา เราจะบอกว่า ยูน่ะอายุ 66 ไออายุ 77 นะ เขาก็โอ้ๆๆ ฟังรู้เรื่อง เขาฟังเราไม่รู้เรื่อง เพราะว่าหูตึง อย่างนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็หูตึง ยิ้มหมายความว่าได้ยินที่พูด เพราะว่าคนที่หูตึง เวลานินทาท่านได้ยิน แต่นี่เป็นยังไงไม่ทราบ คนที่เป็นผู้ใหญ่ เวลาพูดอะไร เรื่องอะไรไม่ได้ยิน แต่เวลานินทา ท่านได้ยิน ได้ยินนู่น องคมนตรีข้างหลังหูตึงๆ ไม่รู้ไม่เข้าใจว่ารับสั่งว่าอะไร ยิ้ม รู้เหรอว่าพูดอะไร ก็แปลก แต่นักดนตรีเขาหูตึง เขา 66 ปี ยังเด็กกว่าเรา ฝรั่งหูดีกว่า แต่ว่าข้อสำคัญคนที่เด็กๆ อายุ 15 -16 ปี ไปให้แพทย์ ไม่ต้องเรียกเงิน 30 บาท ไปหาคนอายุ 15-16 ปี ให้มาตรวจหู หูตึงทั้งนั้น

เราไปเมื่อไม่กี่เดือน ... ได้ตรวจ ตรวจตา ตรวจหู ตรวจอะไรต่างๆ เขาบอกดีมาก ตรวจหัวใจบอกดีมาก เขาดีมากทั้งนั้น แพทย์มาจากเมืองนอกมาตรวจ ก็บอกดีมาก ก็เลยสบายใจว่า เราสุขภาพดี แต่แท้จริงเราก็หูชักตึงเหมือนกัน แต่ไม่ตึงเท่าเด็ก เพราะถึงอยากให้มีโครงการ นู่นถ้าจะมี กระทรวงสาธารณสุขเป็นห่วงสุขภาพเด็ก ก็น่าจะลองไปตรวจว่า หูของเด็ก เราอายุ 40 ก็เด็ก ลองดูคนอายุ 40 แต่ที่เป็นห่วงที่สุด อายุต่ำกว่า 20 ซึ่งไม่ควรจะตึง ตึงมาก ถ้าหากว่านายกฯ อยากให้เรียกว่าเด็ก ถ้าอายุ 20 แล้วเขาบอก เขาไม่เด็กแล้ว เขาผู้ใหญ่แล้ว ถ้า 15 ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาเป็นเด็ก ให้เขาตรวจ เป็นห่วงถ้าคนเราหูตึงตั้งแต่อายุ 15 ต่อไปจะเป็นยังไง และหูไม่มีการก้าวหน้าขึ้นมา นอกจากใส่เครื่อง ใส่เครื่องแล้วน่ารำคาญ แล้วลงท้ายก็ไม่ใส่เครื่อง

แต่ถ้าใส่เครื่อง ... ก็เป็นการสิ้นเปลืองเงินสำหรับ 30 บาทไม่ได้ เครื่องมันเกิน 30 บาท ถ้าทุกคนที่นั่งอยู่ใส่หูกันหลายคน มันแพง งั้นก็ถ้าไม่อยากให้งบประมาณแผ่นดินเสียไป ต้องเสียทุกคน 30 บาท เนี้ยะ 22,000 เศษๆ 30 บาท คูณ 30 บาทเท่าไร 600,000 บาท ก็ไม่เป็นไร ท่านมีงบพิเศษของท่าน แต่ว่า 600,000 ต้องเป็นกระเป๋าราษฎร แต่ว่ากระเป๋าท่านนายกฯ เท่าไร เครื่องเนี้ยะราคาเป็นร้อยเป็นพัน

งบประมาณกระทรวงสาธารณสุขเป็นเท่าไร ... เหมือนกับว่า เหมือนงบประมาณจะหามาจากไหน แต่ท่านบอกว่า ดีมาก เดี๋ยวนี้ รายได้ประเทศขึ้นมากกว่าเก่า ถ้าใช้เฉพาะสำหรับปัญหาเรื่องเด็กหูตึง มันก็ต้องเสียของฝ่ายรัฐบาล เสียเป็นพันล้าน จะหามาจากไหน แต่ท่านบอกว่าดีมาก เดี๋ยวนี้รายได้ของประเทศพุ่งไปตั้งอีกเท่าแล้ว ถ้าใช้เฉพาะสำหรับปัญหาเรื่องเด็ก เด็กหูตึง มันก็เป็นท้ายว่าต้อง เสียเป็นของฝ่ายรัฐบาล ต้องเสียเป็นพันล้านในที่สุด

แต่เมื่ออันนี่ช่าง ... ถ้าเขาได้รับการเยียวยา มันก็ไม่ได้เป็นการเยียวยา ได้ความปลอดภัยของหูว่าฟังได้ ทีหลังเมื่อได้เครื่องแล้วต้องใส่ พลังงานต้องใช้พลังงาน แพงนะแบตเตอรี่ ต้องใช้อยู่ตลอด อันนี้เป็นความเสียหาย จะต้องมีค่าใช้จ่ายมาก แต่ค่าใช้จ่ายที่มากที่สุดก็คือ คนที่หูตึงจะเรียนรู้ หรือปฏิบัติงานยาก ยากที่สุด เพราะว่าคนที่หูตึงแม้จะได้เครื่อง มันไม่เหมือนคนที่หูไม่ตึง แล้วไม่ต้องใช้เครื่อง ประสิทธิภาพของคนที่หูดีเหนือประสิทธิภาพของคนที่หูตึง แม้จะมีเครื่องช่วยให้ฟังได้ อันนี้ก็เป็นข้อหนึ่งที่น่าจะแก้ไข หรือน่าจะระมัดระวังให้คนไทย อนาคตมีหูที่ดีขึ้น มีหูที่ฟังได้ดี ไม่ใช่ว่าเป็นผู้เฒ่าถึงจะฟังไม่ได้ แต่ว่าเด็กๆ น่ะฟังไม่ได้ แต่ถ้าระมัดระวัง เดี๋ยวนี้ก็รู้สึกว่าจะยากในการที่รณรงค์ให้เด็กหูดีขึ้น

ยาก เพราะว่าเคยชิน ... เดี๋ยวนี้วิธีแก้ไขของรัฐบาลก็คือ ห้ามไม่ให้เข้าดิสโก้เธค ไม่ให้ไปฟังเพลง ไม่ให้สูบบุหรี่ ไอ้ไม่สูบบุหรี่นี่จะทำให้หูดี หรือหูไม่เสีย คนที่สูบบุหรี่มากๆ หูเสียมาก มีเหตุผล ทำไมคนที่สูบบุหรี่หูเสีย เพราะว่าบุหรี่นี่ทำให้เส้นเลือดมันตีบ เมื่อเส้นเลือดตีบ หูก็เสีย เพราะว่าหู ตา เสียได้ง่าย เพราะว่าทำไม เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหู ไปเลี้ยงตา เลี้ยงอวัยวะที่อ่อนไหวนั้น เส้นเลือดมันเล็ก ถ้าโดนบุหรี่ บุหรี่นี่ทำให้เส้นเลือดตีบ ตีบเลือดก็ไปไม่ได้ดี เลือดไปที่อวัยวะเหล่านั้นยาก ถ้าไปไม่ดี ก็ทำให้อวัยวะเหล่านั้นด้อยสมรรถภาพ นั้นยากที่จะแก้ไขไม่ให้คนหูตึง ต้องพยายามแก้ไข เดี๋ยวนี้ก็ร้องโวยวายว่าห้ามสูบบุหรี่ ซึ่งปัจจุบันนี้บุหรี่ก็สูบกันน้อยลง เพราะว่าคนชักรู้ว่าสูบบุหรี่ไม่มีประโยชน์ แต่เดี๋ยวนี้เด็กๆ มีการสูบบุหรี่มากขึ้น มากกว่าก่อนอีก แต่ก่อนนี้เด็กๆ ยังไม่สูบ และโดยเฉพาะผู้หญิงสูบบุหรี่มาก

แต่ก่อนนี้ ... ก็กลัวว่าสูบบุหรี่จะทำให้ผิวเสีย ผิวเสียก็เพราะว่าเส้นเลือดมันไม่ดี อะไรก็ทำให้ผิวไม่ดี แต่สมัยใหม่นี่ เขาไม่กลัวแล้ว เพราะว่าผิวเสียก็ช่าง ก็ทาหน้า ทาหน้าก็เจ๊งเลย ต้องหาทางแก้ไข จะห้ามไม่ให้ใช้เครื่องสำอาง ถ้าห้ามไม่ใช้เครื่องสำอาง ก็ประหยัดดีนะ ประหยัดกว่าแป้ง สมัยก่อนเขาปะแป้งก็สวยแล้ว ที่จริงก็สวยถ้าปะแป้งนิดเดียว ไม่ต้องทาสีแดง แต่สมัยใหม่นี้เขาต้องทาสีแดง สีเขียวด้วย และปั้นจมูก ปั้นแก้ม ต้องทาสีต่างๆ ถึงเรียกว่าพวกนี้มาแต่งหน้าให้เป็นพวกศิลปิน แต่ก็ดีทำให้พวกศิลปินนี้มีอาชีพ ยังไงเรียกแขวะไปเรื่อยๆ ท่านอยากแขวะ มันแขวะเป็นทอดๆ ไปเรื่อย อย่างนี้ท่านหัวเราะ ผู้หญิงกลับบ้านโดนเล่นงาน ทำไมหัวเราะ แต่ยังไงก็ตาม

เราพูดอย่างนี้ ... เราต้องสนุกสนานหน่อย เดี๋ยวนี้ค่อนข้างเครียด เราก็ต้องยกตัวอย่าง ท่านนายกฯ นายกฯ ดูทีวี หาเสียง เสียงแหบ ต่อหน้านายกฯ แต่ออกทีวี อย่างวันนี้ คงตบแต่งดี เพราะมีทีวี ทีวีเขาคงมาบอก ต้องแต่งนิดนึง นี่แหละพูดเฉพาะท่านนายกฯ เพราะเป็นนายกฯ เป็นผู้ใหญ่ ก็ต้องยกตัวอย่างผู้ใหญ่ จะยกประธานองคมนตรี ประธานศาลฎีกา ศาลปกครอง ศาลมีมากเหลือเกิน นี่เป็นประธาน ผู้ใหญ่ทั้งนั้น มีผู้ใหญ่มาก ข้างนอกไม่มีโอกาสเข้ามา มีแต่ผู้ใหญ่ ยังไงก็แขวะผู้ใหญ่เป็นแถว ก็รวมอยู่ที่นายกฯ เราก็แขวะคนเดียว ไม่งั้นเหนื่อย หากแขวะทุกคน

อย่างไรก็ตาม ... พูดเป็นอารัมภบทเท่านั้นเองว่า ไม่ต้องแขวะใคร แขวะนายกฯ คนเดียว ก็แขวะทุกท่านหมดเลย มีแต่ว่า จำไม่ได้ว่าจะพูดเรื่องอะไร จำไม่ได้แล้ว คงไม่ต้องพูดอะไรมาก แต่ท่านเข้าใจว่า คนเราต้องพูด ต้องแขวะ เพราะถ้าไม่แขวะ จะไม่ได้อะไรเลย ถ้ามาบอกท่านเก่ง ท่านดี ไม่ได้ผล ต้องใช้กันลืม ลืมว่า ท่านทำอะไร ถ้าท่านลืมว่าทำอะไร อันตราย เดี๋ยวท่านเกิดมี ไบรท์ ไอเดีย ว่าทำอย่างนู้น ทำอย่างนี้ ก็เลยเสียหาย

เมื่อเช้า ... ที่ฟังท่านพูดถึงเด็กต้องเรียนรู้ ก็มีอัน เด็กเรียนรู้ได้ ไม่เท่ากัน บางคนถ้าเราให้เด็กเรียนรู้ อายุ 8 ขวบเขาเก่งเท่าเด็ก 30 และเก่งจริงๆ เราสู้ไม่ไหว แต่ว่าถ้าตรงข้าม นึกว่าเด็กเขาฟัง เขาเรียน บางคนเรียนไม่ไหว เรียนไม่ได้ หรือเรียนบางวิชาได้ บางวิชาเรียนไม่ได้ นั่นก็ต้องแบ่งแยกออกไป เป็นพวกที่เรียน จะเรียกว่าเรียนเก่ง เรียนได้ หรือไม่ได้ เมื่อตอนเมื่อวันจันทร์ ได้พบพวกราชประชานุเคราะห์ และพวกสื่อสารทางดาวเทียม นั่นรัฐมนตรีศึกษาก็มานั่ง เมื่อท่านเป็นผู้ใหญ่ในที่นั้น ก็ต้องแขวะท่านว่า ศึกษามีอะไรแปลกๆ

ท่านว่า ... ศึกษานี่มีอะไรแปลกๆ ไม่ได้บอกว่ามีอะไรแปลก เพราะว่าเดี๋ยวโกรธ แต่ว่าก็มีอะไรกันแปลกๆ ก็มาฟ้องกับท่านนายกฯ ฟ้องหรือเปล่า ไม่ได้ฟ้อง เพราะว่าท่านทำหน้าชอบกล คือลำบากที่ว่า คนที่เป็นรัฐมนตรี บางทีมีความ มีความคิดแปลกๆ นั่นเอง แล้วก็ที่เรียกเมื่อตะกี้ว่าไบรท์ไอเดีย มีไบรท์ไอเดีย ทำไอ้โน่นไอ้นี่ เพราะว่าท่านผู้ใหญ่ที่ต้องระวัง ท่านมีไบรท์ไอเดีย ต้องแปลไบรท์ไอเดีย ความคิดที่สว่างไสว เรารู้ถึงคำว่าไบรท์ไอเดียเพราะว่า ในการ์ตูน เราดูการ์ตูน เวลาคนไหนมีไบรท์ไอเดีย เกิดมีไฟขึ้นมาบนหัว แต่ว่าท่านนายกฯ มีไบรท์ไอเดีย ต้องมีดาวเทียมบนหัว ท่านนายกฯ ไม่มีไฟ ไม่มีหลอดไฟ แต่ก่อนนี้เรามีหลอดไฟ สมัยนี้ต้องมีดาวเทียมอยู่บนหัว ท่านนายกฯ มีไบรท์ไอเดียด้วย แต่ตอนนี้ท่านรัฐมนตรีศึกษา ท่านก็มีไบรท์ไอเดีย แล้วก็ท่านไม่ใช่หลอดไฟ ท่านเป็นดาวเทียมเหมือนกัน เพราะว่าท่านชอบการศึกษาผ่านทางดาวเทียม

ก็เลยทำให้นึกถึงว่า ... ไปแขวะท่าน ท่านก็หัวร่อ เพราะว่าผ่านดาวเทียมลงไป ก็เข้าใจว่าแขวะ แต่ก็แขวะผ่าน นึกว่าเข้า ขึ้นบนดาวเทียม แล้วก็เข้าดาวเทียมของนายกฯ ลงมา ก็รู้ เข้าใจ นี่แหล่ะ ถ้าคนที่มีไบรท์ไอเดีย หมายความว่าเป็นคนที่สว่างไสวในสมอง ก็เก่ง ก็ดี แต่บางคนดาวเทียมมันพัง อย่างเรา อย่างเราอยู่ที่หัวหิน ทำไปทำมา ดูทีวี เราดูทีวี เราดูการ์ตูน แล้วการ์ตูนก็ฉับๆๆๆ

ดาวเทียม ... ดาวเทียมมันเสีย มันก็เลยแย่ ดาวเทียมของเราที่เข้าเครื่อง ที่นี่ดูดาวเทียมที่สวนจิตรฯ นี่ก็เหมือนกัน เดี๋ยวฉับๆๆๆๆ แต่ว่า ต่อไปไม่ควรจะมีเสีย นี่ถ้าเราดูโทรทัศน์ โทรทัศน์ต้องอาศัยดาวเทียม กำลังดี เรื่องกำลังสนุก มาฉับๆๆๆๆ เลยไม่รู้ว่าอะไร นี่แหล่ะ ถ้าแต่ก่อนนี้ไปเป็นโทรทัศน์แบบเก่ามันก็มา บางทีก็มีซู่ๆๆๆ นิดหน่อย แต่ก็ยังรู้เรื่อง เวลาดาวเทียมมันฉับๆๆๆ มันไม่รู้เรื่อง ถ้าหากว่าก้าวหน้ามาก บางทีทำให้ไม่รู้เรื่อง ฉะนั้นต้องระวัง เด็กบางคนดาวเทียมดี เด็กบางคนดาวเทียมไม่ดี แต่ว่าส่วนมากดาวเทียมไม่ดี ก็ต้องพยายามที่จะช่วยคนที่ดาวเทียมไม่ดี ให้เขาได้มีความรู้พอควรกับสมองเขา คนที่มีสมองดีก็เข็นให้เขาได้ดีขึ้น สำหรับเรื่องอย่างนี้ สมเด็จกรมหลวงนราธิวาสฯ ท่านสนพระทัยมาก เรื่องสมองของเด็ก แล้วก็ท่านอยากที่จะให้เด็กได้มีโอกาสเรียน เรียนรู้ให้ดี เต็มที่

ทั้งหมดนี่ ... ก็เป็นเรื่องที่จะต้องสนับสนุนให้เขาได้เด็กๆ ได้ไปแข่งขัน แต่ก่อนนี้เมืองไทยนี่ พวกที่เรียนเลข เมื่อ 50 ปี นับว่าเรียนเก่งมาก ต่อมาค่อยๆ ด้อยลง แต่เดี๋ยวนี้เด็กก็ดีขึ้นแล้ว คือถ้าเราเอาใจใส่เด็ก เพื่อให้ได้ความรู้ที่สูง แล้วก็ให้เขาสามารถที่จะเรียนสูงขึ้นไป ต่อไปถึงขั้นมหาวิทยาลัย ถึงขั้นปริญญาโท ปริญญาเอก ให้ได้เรียนได้ แล้วก็มีโอกาสมาปฏิบัติ แต่โดยมากคนที่เรียนได้ มีตอนหนึ่งได้เป็นปริญญาเอก กลับมาใจไม่สบาย ไม่มีที่ทำงาน เดี๋ยวนี้ก็มีที่ทำงาน

แต่บางทีก็ไม่เหมาะสมกับงาน ... กับความรู้ที่มี อันนี้ที่ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะนายกฯ ทักษิณนี่ มีความตั้งใจที่จะให้มีการงาน ที่เด็กที่มีความรู้ดี มีความสามารถดี ได้ทำงานได้ เพื่อที่จะให้มาช่วยส่วนรวม อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ที่พูดว่าเมืองไทยนี่ต้องมีคนที่สามารถคิด มี เขาเรียกว่าวิสัยทัศน์ เดี๋ยวนี้คำว่าวิสัยทัศน์ เขาแปลเป็นคนละอย่าง แต่วิสัยทัศน์นี่เรียกว่า เมื่อ 2-3 ปี ทราบว่าคนมีวิสัยทัศน์ มีวีชั่น ภาษาฝรั่งเขาเรียกมีวีชั่น วีชั่นก็มีสายตา เหมือนสายตาที่เห็นอะไร มีวีชั่น

แต่ว่า ... ทางโบราณอีก ก่อนสัก 20 ปี มีวีชั่นก็หมายความว่า คนที่เห็นอะไรแปลกๆ คือบ๊องๆ เห็นอะไรที่ขึ้นมา แล้วก็เวลาเห็นอะไรแล้วก็หัวเราะ กั่กๆๆๆ เขาว่าเป็นมาที่หลังวิชั่น เขาว่ามีวิสัยทัศน์ วิทัศน์ที่เป็นวิสัย ที่เป็นไปได้ รู้ว่าอะไรเป็นไปได้ วิสัยทัศน์ในความหมายนี้ ควรจะใช้อย่างมีวิสัยทัศน์ คือมีวิชั่นก้าวหน้า มีความรู้ก้าวหน้า ผู้ใหญ่ต้องมีวิสัยทัศน์ ถ้าไม่มีวิสัยทัศน์อย่ามาเป็นผู้ใหญ่ดีกว่า เพราะว่าเละไปหมด ถ้าหากว่ามีวิสัยทัศน์ ดูอะไรรู้หมด ดูอะไรเป็นความจริงไปหมด ขึ้นว่าเป็น เป็นที่ใช้ได้ จำได้ว่าที่สะพานพระปิ่นเกล้า บอกว่าอยู่ตรงนี้ต้องตัดถนนให้มันคล่องแคล่ว มิเช่นนั้น ถ้าไม่ตัดถนนให้มันคล่องแคล่ว รถที่มาจากถนนราชดำเนินขึ้นสะพานก็ไม่ได้ ถนนราชดำเนินมี 6 เลน แต่ว่าสะพานมี 3 เลนเอง แล้วก็เป็นคอขวด ถ้าอยากทำต้องทำให้มันแล่นสะดวก จำได้ว่าวันนั้นท่านบัญญัติ มาพูดถึงว่าต้องเข้ากรรมการจราจรอะไรนั่น บอกว่าไม่ทัน

จราจรเขาก็บอกว่า ... ต้องทำอุโมงค์มุดลงไป เจาะอุโมงค์เนี่ยไปเจอะน้ำ เจอคลอง ก็ต้องใช้เงินเป็นกี่ร้อยล้าน ร้อยล้านเวลานั้นรู้สึกมาก ทำไม่ได้ต้องกินเวลากี่เดือนก็ไม่รู้ กว่าจะสร้างได้ เราบอกไม่ต้องไปตรงเลย ทำให้มันไปโดยดี เลี้ยวให้นิ่ม ลงท้ายความจริงหลอกท่านรองนายกฯ ตอนนั้น หลอกท่านว่า ที่จริงรถที่จะมาสร้างมันอยู่ข้างหลังกำแพง พอเสร็จแล้วท่านบอกว่าตกลงจะไปเข้ากรรมการอะไร จราจร ก็สั่งเลย 2 เดือนเสร็จ แล้วก็รู้สึกว่าคนก็พอใจ ขอโทษด้วยมาพาดพิง แต่ว่าเมื่อต้องทำอะไรที่ไม่ง่าย แล้วจนทุกวันนี้มันแล่นไปดี ถ้าตรงนั้นเป็นคอขวด ที่อื่นก็เป็นคอขวดหมดแล้ว แต่คอขวดอันนี้แล่น 3 ช่อง ไปใช้สะพานพระราม 8 อีก 2 ช่อง เป็น 5 ช่อง ก็เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยแน่น อย่างที่นายกฯ บอกว่า แก้ไขจราจร สะพานพระปิ่นเกล้า 3 ช่อง สะพานพระราม 8 อีก 2 ช่อง เป็น 5 ช่อง ออกทางโน้น ไปขึ้นลอยฟ้า 2 ช่อง ข้างล่าง 3 ช่อง ก็ 5 ต้องคำนวณง่ายๆ อาจจะคำนวณง่ายๆ อย่างนี้มันง่ายเกินไป เลยไม่สนุก

แต่เรียกเพราะว่าเอาสนุกเท่านั้น ... คำนวณง่าย 2+3 เป็น 5 อันนี้เด็กๆ ก็คำนวณได้ 2+3 เป็น 5 ก็แล่นมาออก 5 ที่ถนนราชดำเนิน 6 แล้วก็ถนนราชดำเนินก็ต้องมีที่กว้าง ใหญ่โตหน่อย ก็มีคนมาถามว่านี่แล่นได้แล้ว มาถึงสะพานผ่านฟ้า ก็ขยาย 2 ช่อง แล้วก็ต่อไปก็สะพานมัฆวานก็ขยาย 2 ช่อง แล้วก็มีคนว่าแล้วต่อไป ก็ต่อไปก็ได้ไปถนนศรีอยุธยา ถนนศรีอยุธยาก็ขยาย ที่เป็นคลองก็เบี้ยวหน่อย แล้วต่อไปเข้า อันนี่พาดพิงแต่ท่านไม่อยู่ ไปพาดพิงท่านนายกฯ ชวน

ก็ไปแล่นบ้านนายกฯ ... ทะลุไป ท่านก็ไม่เดือดร้อนอะไร ข้ามไปอย่างที่พูด ไปถึงมักกะสัน ผ่านมักกะสันทะลุไปทางด่วน ก็ไปทางด่วนเลย จากธนบุรี มาทราบว่าไปถึงทางด่วน ไปดอนเมืองได้ ทะลุ ต้องดูอะไรทะลุ ต้องใช้ตาว่า ทะลุไป นี่มันนานปีแล้วเท่าไร ตอนนั้นไม่กล้าเล่าให้ฟัง เพราะถ้าเล่าให้ฟังเดี๋ยวโกรธ ทำอะไรก็ต้องคิดว่า ทำได้ เมื่อทำได้แล้วก็ต้องแขวะท่านนายกฯ ตอนนี้ เข้ามาทำการจราจรง่าย ให้ท่านทำ ตอนนั้นเป็นรองนายกฯ รองนายกฯ ฟัดกับท่านคุณสมัคร คุณสมัครท่านเป็นรัฐมนตรีคมนาคม รองนายกฯ เหมือนกัน รองกับรอง รองนายกฯ สมัครบอกไม่เป็นไร มาจากข้างนอก มุดใต้แม่น้ำ แล้วจะโผล่ที่ไหนไม่ทราบ โผล่มา ท่านรองนายกฯ ทักษิณ รออยู่ข้างบน ไม่พบกันเลย ข้างบนข้างล่างไม่พบกัน ก็เลยเป็นโครงการท่านสมัครมุดลงไป หลับหูหลับตามุดไปออกทางนู้น สนามกีฬา ทางตะวันออก

ไปเจออะไร ... ข้ามแม่น้ำไป แล้วไปไหน แต่ของเราข้ามแม่น้ำ ก็ขึ้นลอยฟ้า ก็เลยทำให้ปรองดอง รองนายกฯ กับรองนายกฯ นี่ก็เล่าให้ฟังแปลกๆ เราก็ต้องอวดและโม้ว่า ทำให้รองนายกฯ ทั้งสอง ทำไปทำมานับว่าดีพอสมควร จราจรเรียบร้อยแล้ว แต่ที่สำคัญเรื่องที่ฟัง เห็นว่า เด็กๆจะต้องสามารถเรียนรู้ เรียนให้ทำงาน เพื่อช่วยบ้านเมือง ถ้าเด็กไม่มีความรู้ ช่วยบ้านเมืองไม่ได้ บ้านเมืองไปไม่รอด เพราะเด็กมัวแต่ไปเสพยาเสพติด สูบบุหรี่ ไม่ดี เสพยาไม่ต้องบอกหรอกว่าเสียหายยังไง แต่บุหรี่นี่หูเสีย ตาเสีย สมองเสีย เส้นเลือดเสีย หัวใจ

เมื่อ 10 กว่าปี ... ที่ต้องเข้าโรงพยาบาล มาเจาะหัวใจ 3 ครั้ง ถึงเดี๋ยวนี้ หัวใจสบายมาก เมื่อเลือดเดินดี ก็แข็งแรง แต่ว่ามันมีอื่นๆ ที่มาจากวิธีเจาะหัวใจนี่ ไปเจาะหัวใจนี่สบายมาก จนกระทั่งทำให้มีความคิด ความรู้เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ แล้วก็ได้ไปช่วยเพื่อนที่เป็นโรคแบบเดียว เป็นอย่างนี้ ไปหาหมอเจาะหัวใจ ไปเจาะหัวใจทันที เขาก็ไป เพื่อนเขาเป็นกีต้าร์ เล่นกีต้าร์หงอย เพราะว่าหัวใจมันตัน ก็ไป เขาก็ไปทำ ไม่กี่วันกลับมายิ้มแย้มแจ่มใสเล่นกีต้าร์เลย สบายมาก

คือที่ไปเจาะหัวใจ ... ได้ความรู้ว่าเจาะหัวใจนี่มันมีประโยชน์ เราก็ให้ไปเลย ก็มีหมอที่ดีก็ช่วย เมื่อช่วยแล้ว กลับมาเขาต้องไปทำ 2 ครั้ง หมอหลวง ก็บอกให้คุณนั่นน่ะ ที่พระเจ้าอยู่หัวให้ไปน่ะ ดี เคราะห์ดี ไม่อย่างนั้นตาย จริง แต่ก็ต้องขอให้หยุดสูบบุหรี่ เขาสูบบุหรี่มาก พี่ชายเขาก็สูบ ตายแล้ว พ่อก็สูบ ตายแล้ว ก็เหลืออยู่คนเดียว เขายังไม่ตาย แล้วก็ปลอดโปร่ง ไปเข้าเรียน เรียนขั้นความรู้สูง ตอนแรกเขาไม่มีความรู้ ได้เรียนได้ แล้วก็บุหรี่นี่ไปทำให้หัวใจเขาเสีย ไม่ใช่ใจเสียนะ หัวใจเสีย แล้วก็ไปทำครั้งแรก เรียนได้ ตอนนี้ก็กำลังเรียน เกือบจบแล้ว อายุมาก ก็ไม่ใช่เด็กๆ เขาก็ได้มีชีวิตที่ดี

ก็เลยเอามาเล่าให้ฟังว่า ... คนที่สูบบุหรี่ สมองก็ทึบ ทำไปทำมาก็ทึบขึ้นทุกที เพราะว่า ทึบเพราะว่าเส้นเลือดในสมองมันตีบ มันเล็ก คิดอะไรไม่ออก ตอนแรกนึกว่าคิดออก แต่ทีหลังมันก็คิดไม่ออก ทีแรกนึกว่าคนเราสูบบุหรี่ทำให้กระฉับกระเฉง ตรงข้าม ไม่กระฉับกระเฉง ทำให้รู้สึกว่าทึบ สมองมันทึบ สมองมันตัน ก็เลยเห็นว่าเลิกสูบบุหรี่ดีกว่า เห็นมีการรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่ แล้วก็ห้ามขายบุหรี่แก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ที่จริงเด็กอายุ 50 ก็ควรจะห้าม คนไหนที่อายุ 80 อยากสูบบุหรี่ก็สูบ

แต่ว่า ... อย่างตอนนั้นสมเด็จพระบรมราชชนนี ท่าน 80 แล้ว ท่านสูบบุหรี่ สมเด็จกรมหลวงฯ ท่านก็สูบบุหรี่ แล้วภายหลังท่านเลิก แต่สมเด็จพระบรมราชนนีท่านบอก ท่านไม่เลิก แก่แล้ว แก่แล้วจะไปเลิกได้ยังไง ก็ แม้จะเลิก 2 ปี มันก็ทำให้ดีขึ้น แต่ก็แก่แล้ว แต่ในที่สุดท่านต้องเลิก เพราะว่าไม่สบาย ท่านก็อายุ ทำไปทำมาท่านอายุ 95 เราก็เลยนึกว่า เราเลิกบุหรี่นี่ดี

อายุ ... มีคนบอกอยากจะให้อายุ 120 120 นี่ ถ้าจะ.. แต่มีคนเขามาบอกว่า คนเราอายุที่ได้ถึง 128 คนที่มาบอกนี่ 128 คงไม่นึกถึง 128 เพราะว่า 128 นั่น ต้องให้ร่างกายมันดี 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้า 120 ก็ยอม เอา แค่ 120 แต่ว่า 120 นี่ก็ไม่เลว ถ้าได้ 120 ก็อีก 40 กว่าปี 40 กว่าปี ท่านทั้งหลายนี่ ง่อกแง่กๆ แต่ว่าถ้าทำให้ร่างกายดี อาจจะได้ ระมัดระวังให้ดี เพราะว่าบางคนเดี๋ยวนี้อายุ 70 ไม่ถึง 120 เรา 120 นะ เขาก็เท่าไร...เรา 120 เขา 110 ก็ เขาก็ทำงาน คงจะทำงานได้ ดูเหมือนผู้พิพากษา โทษ 70 นะ 70 นี่ยังทำงานต่อได้อีก 40 ปี

ก็นับว่า ... แต่ท่านอาจจะง่อกแง่กๆ แต่ว่า ผู้พิพากษาอายุ 70 ถ้าไม่ง่อกแง่กก็ทำงานได้ ให้ถึง 120 เลย แต่ก็สงสัย เพราะว่าเดี๋ยวนี้ใกล้ๆ 70 ก็ชักจะงอแง ยิ้มอย่างงอแงนะ ก็ ยังไง 70 ก็ไม่เลว แต่ 80 ก็น่าจะได้ เดี๋ยวนี้ สมัยนี้ คนอายุ 70 ก็ดูกระฉับกระเฉง 77 หย่อน 1 วัน ก็นับว่าไม่ถึงวันก็ 77 แล้ว เราเกิด 8 โมงเช้า ที่อเมริกา ยังไม่ทราบ 8 โมงเช้า ที่นี่เท่าไร สองทุ่ม สองทุ่มวันรุ่งขึ้น ไม่ใช่สองทุ่มวันนี้ พรุ่งนี้สองทุ่ม ก็หมายความว่าอีก 24 ชั่วโมงกว่าๆ เรา 77 ก็ระหว่างนี้ก็คงยังแข็งแรงดี

นี่มาพูดพื้นๆ เลอะๆ เทอะๆ อย่างนี้ ... ก็ยิ่งอายุยืน ไม่ทราบท่านจะอายุยืนไหม บางคนอาจจะตรอมใจ แต่ว่าอย่างท่านผู้เฒ่าต่างๆ ต้องให้อายุยืน ส่วนเด็กเด็กก็ เขาไม่เชื่อนายกฯ สูบบุหรี่ เล่นเอาคาราโอเกะ อะไรๆ ไม่เชื่อ ก็เรียนอะไรไม่ได้ นายกฯ ต้องไปเจรจาให้เด็กๆ อายุ 10 ขวบ ถึง 20 ขวบ เรียกให้เขาตั้งอกตั้งใจเรียน แล้วก็ต่อไปอีก 80 ปีข้างหน้า 70 ปี เขาก็จะได้ทำงานได้ดี และถ้าเด็กได้ทำงาน 70 ปี เมืองไทยจะไปขนาดไหน ไปถึงดวงดาวได้ ทำให้เมืองไทยมีชื่อเสียงได้ ถ้าเราไม่ระวังเดี๋ยวนี้ ต่อไป 80 ปี พวกเด็กสมัยนี้ ที่ไม่ระวัง ไม่ถึง 80 ปี สูบบุหรี่นี่ถอนอายุมากๆ แต่เดี๋ยวนี้ได้ยินว่า บุหรี่ชักดีขึ้น แต่เด็กไม่ดีขึ้น นี่ก็พูดอย่างนี้เด็กๆ โกรธ ยังไงเมื่อเด็กๆ อยากสูบบุหรี่ ก็สูบนิดหน่อยให้ได้ชื่อว่าสูบ เราเองก็เริ่มสูบตอนเด็กๆ บุหรี่จริงไม่มี สูบไม้แห้งๆ เด็กๆ เล่นสูบ ต่อมาอายุ 18 ได้สูบบุหรี่ เพราะทำไม

ตอนนั้น ... สมเด็จพระบรมราชชนนี ท่านบอกว่าเด็กๆห้ามสูบบุหรี่ เด็กๆ หมายความว่า ลูกท่านต้องอายุ 18 ก่อน แต่ตอนนั้นอายุ 18 หลังสงครามพอดี พวกทหารฝรั่งเขามีกระป๋องสำหรับทหาร มีอาหารยังชีพ แล้วมีบุหรี่ มีบุหรี่กี่มวนล่ะ 6 ม้วน ในนั้น คนก็ให้เราก็ลอง ตอนนั้นอายุ 18 นานๆ ไปก็เลยชิน แต่ก็บุหรี่อย่างนั้นก็หมดไป เพราะหลังหมดสงคราม แต่ต่อมามีเกี่ยวข้องกับเรื่องบุหรี่นี่ มีพี่เขยน้องเขยเขาสูบบุหรี่ ก็เลยสูบบุหรี่บ้าง ตั้งแต่นั้นสูบบุหรี่มาจนที่หลังมีอาการหัวใจ หมอก็บอกเลิกสูบบุหรี่ก็ไม่เชื่อหมอ ก็ยังมีอาการหัวใจต่อ จนกระทั่งหลังมีบุหรี่อยู่ในห้อง ไม่ไหว วางเอาไว้บนโต๊ะ ในซองบุหรี่มี 10 มวน วางเอาไว้ ไม่แตะอีกเลย เขาบอกว่าให้เลิก เราก็เลิกทีละมวน ทำไปทำมา เราก็เอาหนังสือราชการวางทับ บุหรี่ก็อยู่ใต้หนังสือราชการ ไม่รู้ เดี๋ยวนี้เขาคงเอาไปทิ้งหมดแล้ว แต่ว่าอยู่ตั้งนาน อยู่ใต้ตั้งหนังสือเนี่ย เข้าใจว่าประมาณปีหนึ่งไม่ได้แตะ

เพราะว่าถ้าไปแตะ ... ต้องไปขุดหนังสือราชการ หมายความว่าคงลึก หนังสือราชการนะ ไม่ใช่ทำราชการนะ หนังสือราชการมา ก็ทำๆ แล้วก็ตั้งต่อแล้วก็ตั้งอยู่สูง เดี๋ยวนี้หนังสือราชการด่วนที่สุด ขึ้นมาถึงสูงเท่านี้ ทีหลังก็ขุดๆๆๆๆ แต่ยังมีด่วนมาก ด่วนที่สุดได้ทำ 3 ธ.ค. ทำเสร็จแล้ววันนี้ ช้าไป 1 วันเท่านั้นเอง แต่ด่วนมากเดือน พ.ย. 2 อาทิตย์ ต้องไปขุด เดี๋ยวกลับไปต้องไปขุด

กลับออกไปต้องไปหัวหิน ... นี่เดี๋ยวถ้าจะพอแล้ว เพราะไม่งั้นเดี๋ยวไม่ได้นอน ถ้าไม่นอนเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าตื่นไม่ไหว เป็นอย่างนี้เสมอ ถึงวันเกิดนี่ วันเกิดก็มีการพบปะอย่างนี้ แล้วก็จะต้องไปนอน เดี๋ยวไม่ได้นอน ขึ้นไปหาสมาคมจะร่วงลงไปทุกคน เพราะว่ามันสูง ขานี่มันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ก็เลยต้องเตรียมตัว แต่อย่างไรก็ตาม ได้มาพูดค่อนข้างจะยาว อ้อพอดีเวลา เหลือ 2 นาที เหลือ 2 นาที ให้ดนตรีลุกขึ้นได้

..................ก็ขอให้ท่านมาที่นี่ได้มีความแจ่มใส วันนี้รู้สึกว่าท่านจะแจ่มใสดี ต้องแจ่มใส เพราะว่าถ้าไม่แจ่มใส ทำงานไม่ได้ ต้องให้ท่านทำงานได้ดีๆ แล้วก็คิดถึงงานที่มี ที่จะต้องทำ ทำให้ดีๆ ไม่ทำให้เละ ถ้าทำให้เละ ประเทศชาติก็เละ ก็ขอให้มีความสุข ความสำเร็จทุกประการ........!!!!!



อ้างอิงจาก ..... http://www.kanchanapisek.or.th

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   5/12/2004 01:11 AM  (202.28.6.18)
 

 
  หัวข้อ : 103  
     
 


ในหลวงพระราชทานพรปีใหม่ให้คนไทยสามัคคี-ช่วยผู้ประสบภัยสึนามิ
โดย ... ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 31 ธันวาคม 2547 20:45 น.


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ..... พระราชทานพรปีใหม่ ให้ปวงชนชาวไทย สามัคคี และร่วมช่วยเหลือเหยื่อผู้ประสบภัยธรรมชาติ สึนามิ โดยทรงเห็นแจ้งถึงน้ำใจคนไทย ที่ร่วมใจกันสามัคคีเมื่อภัยพิบัติมาถึง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
พระราชทานพรปีใหม่แก่พสกนิกรชาวไทย เนื่องในวารดิถีขึ้นปีใหม่ ประจำปี 2548 .....


ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย ..... บัดนี้ถึงวาระขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดี มาอวยพรให้ท่านทั้งหลายทั่วกัน และขอขอบใจท่านเป็นอย่างยิ่ง ที่มีไมตรีจิต สนับสนุนข้าพเจ้าในภารกิจทั้งปวง ด้วยดีเสมอมา ตลอดปีที่แล้วมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นหลายอย่าง ดีดีก็คือ การที่นักกีฬาของเราไปรับเหรียญรางวัลหลายประเภท ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และที่ไม่ดีก็มีอยู่มาก เราต้องประสบเหตุไม่ปกติต่างๆ จนทำให้เกิดความวิตก ห่วงใยกันอยู่ทั่วไป ใกล้ถึงสิ้นปีก็เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ ทำให้สูญเสียชีวิต และทรัพย์สินอย่างร้ายแรง เราคงต้องช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ และฟื้นฟูสถานะของบ้านเมืองเป็นการใหญ่ รวมทั้งหาทางป้องกัน เตือนภัยให้มีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม เหตุต่างๆ นั้น ..... ได้ทำให้เห็นแจ้งถึงน้ำใจของพวกเราอย่างเด่นชัดว่า ทุกคนในผืนแผ่นดินไทย ทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน มีความสามัคคีกัน ต่างห่วงใยกันด้วยใจจริง ได้แสดงเจตนารมณ์ ที่จะอยู่ร่วมกันโดยสันติสุข และเมื่อเกิดภัยพิบัติ คนไทยไม่ทิ้งกัน ต่างพร้อมเพรียงกันเข้าปฏิบัติช่วยเหลือทันทีด้วยความเสียสละ และจริงใจ ไม่เลือกว่า เป็นชาวไทย หรือต่างประเทศ ข้าพเจ้าอยากกล่าวย้ำแก่ท่านทั้งหลาย เหมือนที่เคยกล่าวมาเมื่อหลายปีก่อนว่า วิถีชีวิตของคนเรานั้น จะให้มีแต่ความปกติสุขอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีทุกข์ มีภัย ผ่านเข้ามาด้วยเสมอ ยากจะหลีกเลี่ยงพ้น ในปีใหม่นี้ข้าพเจ้าจึงขอให้ทุกคนรักษาความสามัคคีและจิตใจอันดีนี้ไว้เป็นนิจ เพราะสิ่งนี้คือคุณลักษณะพิเศษที่ช่วยให้ชาติบ้านเมืองของเราอยู่รอดปลอดภัย และช่วยให้เราทุกคนอยู่ร่วมกันด้วยความร่มเย็นเป็นสุขมาช้านาน ตราบใดที่เราทั้งหลายรักษาคุณลักษณะนี้ไว้ได้ ก็มั่นใจได้ว่าชาติบ้านเมืองของเราจะดำรงมั่นคงอยู่ตราบนั้น

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย ..... และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวไทยเคารพบูชา จงอภิบาลรักษาท่านทุกคนให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย ให้มีความสุขกาย สุขใจและประสบแต่สิ่งที่พึงประสงค์ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน




 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/01/2005 12:00 AM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 104  
     
 


>>> Operation Royal Rain ปฏิบัติการเหนือเมฆ

ภัยแล้ง ถือว่า ...... เป็นปัญหาสำคัญระดับชาติ ที่ต้องได้รับ การแก้ไข และปัญหาภัยแล้งในปี 2548 นี้ มีแนวโน้ม ว่าจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากภาวะฝนแล้งเกิดขึ้นมา ตั้งแต่ปลายปี 2547 มีผลทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนสำคัญลดน้อยลง กว่าปีที่ผ่านมา ดังนั้นผู้ที่ต้องรับบท หนักในการช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์จากภัยแล้งให้ แก่ประชาชนก็คือ รัฐบาล

.................... เว็บไซต์นี้ เป็นของสำนักฝนหลวงและการบินเกษตร รวบรวม ความรู้เกี่ยวกับโครงการพระราชดำริฝนหลวง อาทิ ประวัติฝนหลวง ตำราฝนหลวง ฯลฯ และถ้าอยาก ทราบว่าการทำเมฆอุ่นและเมฆเย็นเป็นอย่างไร สามารถเข้าไปดูได้ที่หัวข้อ เทคโนโลยีฝนหลวง ....................

และภัยแล้งปีนี้ ..... ในหลวงรับสั่งตั้งศูนย์บัญชาการฝนหลวงที่หัวหิน พร้อมขยายฐานจาก 9 เป็น 15 ฐาน ทำฝนหลวงทั่วประเทศ ด้านเกษตรฯ ตั้งวอร์รูมแก้ไขวิกฤติภัยแล้ง เอ็กซเรย์แหล่งน้ำธรรมชาติ และแหล่งกักเก็บน้ำ พร้อมสำรวจพื้นที่แห้งแล้ง กว่า 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ หลังเจ้าหน้าที่รายงานข้อมูลไม่ชัดเจน

.................... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้มีการตั้งศูนย์บัญชาการปฏิบัติการฝนหลวง ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยพระองค์ท่านจะทรงเป็นผู้บัญชาการในการสั่งการเครื่องบินทำฝนเทียมด้วยพระองค์เองทั่วประเทศ ....................

ศูนย์ดังกล่าวจะเป็นศูนย์กลางในการคุมเรดาร์ และตรวจวัดความชื้น ว่า ในแต่ละจุดมีความเหมาะสมจะทำฝนหลวงหรือไม่ จากเดิมที่การทำฝนหลวงจะมีการกระจายต่างคนต่างทำ ทำให้การปฏิบัติการไม่ได้เต็มที่ โดยนับจากนี้การดำเนินการทั้งหมด จะต้องอยู่ภายใต้การสั่งการที่ศูนย์หัวหินเป็นหลัก

.................... แม้ว่าเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา จะมีฝนตกในพื้นที่ ต่างที่ขึ้นไปปฏิบัติการฝนหลวง แต่บางพื้นที่ยังไม่มีฝนตกเลย ส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคอีสาน ในแถบทุ่งกุลาร้องไห้ ได้แก่ จ.ขอนแก่น มหาสารคาม สุรินทร์ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา ส่วนพื้นที่ที่มีฝนตก มีใน 13 พื้นที่ ได้แก่ ... บริเวณภาคเหนือ ... จ.นครสวรรค์ ที่อำเภอตากฟ้า ... จ.ชัยนาท ... จ.ขอนแก่น ที่อำเภอชุมแพ ... จ.ชัยภูมิ อ.คลองสาร ... จ.นครราชสีมา ที่อำเภอปากช่อง ... จ.ประจวบคีรีขันธ์ อำเภอเมืองหัวหิน ... จ.สตูล ที่ อ.เมือง ... จ.ฉะเชิงเทรา ที่อำเภอเมือง ... จ.ชลบุรี ที่อำเภอเมือง ... จ.ระยอง ที่อำเภอเมือง ... จ.จันทบุรี ที่อำเภอห้วยโป่ง และ ... จ.สุราษฎร์ธานี บริเวณรับน้ำเขื่อนรัชประภา มีฝนฟ้าคะนอง ....................

จากการสำรวจปริมาณฝนตกทั่วประเทศเป็นที่น่าพอใจ แต่ก็ต้องปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มเติมทั่วประเทศต่อไป ซึ่งนอกจากจะต้องการฝนเพื่อมาเติมน้ำในเขื่อนเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังจะช่วยในการแก้ไขปัญหาไฟป่าไปในตัวด้วย โดยเฉพาะในเดือน มี.ค. และ เม.ย.นี้ โอกาสที่จะเกิดฝนตกเป็นเรื่องยาก สำหรับเครื่องบินที่ขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงของสำนักฝนหลวงและการบินเกษตร มีทั้งสิ้น 20 ลำ แต่ใช้ได้จริง 15 ลำ ซึ่งจะต้องยืมจากหน่วยงานอื่นเพิ่มเติมอีก 17 ลำ เป็นของกองทัพอากาศ 12 ลำ ที่เหลือเป็นของกองทัพบกและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น ของพสกนิกรชาวไทย
ที่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระปรีชาสามารถด้านฝนหลวงมากที่สุดในโลก ..!!



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/03/2005 09:20 AM  (202.44.8.98)
 

 
  หัวข้อ : 105  
     
 


ฝนของในหลวง

๏ ๏ ๏ อันความกรุณาปราณี
จะมีใครบังคับก็หาไม่
หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ
จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน ... ฯลฯ

บทพระราชนิพนธ์ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 บทนี้ เข้ากันกับสายฝนที่โปรยปรายลงมาดับความแห้งแล้งของพื้นดิน ช่วยบรรเทาความทุกข์ให้กับปวงชนทั่วทั้งประเทศ ด้วยความห่วงใยของในหลวงที่มีต่อพสกนิกรของพระองค์ โดยไม่เลือกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ น้ำพระทัยที่พระองค์ทรงแผ่ไพศาลไปทั่วทุกอนูของผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยแล้งซ้ำซากตามฤดูกาล นาข้าว พืชไร่ พืชสวน ล้มตาย เพราะขาดน้ำหล่อเลี้ยง แม่น้ำลำคลองก็แห้งขอดจนเห็นแต่โคลนตม

ในหลวงของพวกเราคนไทย มิได้ทรงนิ่งเฉย ทรงตรากตรำพระวรกาย ทอดพระเนตรรายงานสภาพดินฟ้าอากาศ และ ข้อมูลต่างๆ ที่ส่งผ่านระบบดาวเทียมจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อทรงวิเคราะห์ ก่อนจะพระราชทานคำแนะนำแก่นักบิน และ เจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติงานฝนหลวงอยู่ทั่วประเทศ โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ส่วนพระองค์จากพระราชวังไกลกังวล ที่หัวหิน

เราได้ฟังรายงานข่าวจากสื่อต่างๆ ว่าในหลวงทรงปฏิบัติเช่นนี้เป็นประจำทุกวันตลอดทั้งปี เพราะทรงห่วงใยพสกนิกรที่ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม ฝากชีวิตและอนาคตไว้กับความเมตตาของฟ้าฝน

ดูจากตำราฝนหลวง และ แผนปฏิบัติการฝนหลวงกู้ภัยแล้ง ที่พระองค์พระราชทานให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง ได้ยึดถือเป็นแนวทางการปฏิบัติมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 ให้ปฏิบัติการฝนหลวงในช่วงฤดูฝนอย่างต่อเนื่อง เพิ่มปริมาณน้ำฝนบริเวณเหนือเขื่อน เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ให้นำเทคนิคซุปเปอร์แซนด์วิชมาประยุกต์ใช้ ในการป้องกันและทำลาย พายุลูกเห็บในฤดูร้อน ที่อาจสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ช่วงนี้ มีฝนตกลงมาเกือบทุกวัน
สร้างความฉ่ำเย็นในหัวใจให้กับพวกเราทั่วหน้า
เมืองไทยเท่จัง นะคะ...............................ทำฝนใช้เองได้ด้วย
แถมยังเผื่อแพร่ให้ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงของเราอีกด้วย :-)


๏ ๏ ๏ เมื่อลมฝน บนฟ้า มาลิ่ว....................ต้นไม้พลิ้ว ลู่กิ่งใบ
เหมือนจะเอน รากคลอน ถอนไป....................แต่เหล่าไม้ ยิ่งกลับงาม
พระพรหมท่าน บันดาล ให้ฝนหลั่ง....................เพื่อประทัง ชีวิตมิทราม
น้ำทิพย์สาด เป็นสาย พรายพลิ้ว ทิวงาม....................ทั่วเขตคาม ชุ่มธารา

๏ ๏ ๏ สาดเป็นสาย พรายพลิ้ว ทิวทุ่ง....................แดดทอรุ้ง อร่ามตา
รุ้งเลื่อมลาย พร่างพราย นภา....................ยามเมื่อฝน มาแต่ไกล
พระพรหมช่วย อำนวยให้ ชื่นฉ่ำ....................เพื่อจะนำดับ ความร้อนใจ
น้ำฝนหลั่งลงมา จากฟ้า แดนไกล....................พืชพรรณไม้ ชื่นยืนยง ... ฯลฯ




 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   26/03/2005 07:51 PM  (202.44.8.98)
 

 
  หัวข้อ : 106  
     
  ขอชื่นชมในความจงรักภักดี ความพยายามและความขยันนะคะ
โชคดีมากที่ได้มาอ่านเจอ ขอเป็นกำลังใจให้ทำต่อไปค่ะ
 
     
    By: มินตรา  Mail to มินตรา   2/07/2005 02:11 PM  (61.19.199.142)
 

 
  หัวข้อ : 107  
     
  ชื่นชมด้วยขอเป็นกำลังใจให้ทำต่อไป  
     
    By: ณกฤษ     29/07/2005 04:45 PM  (210.246.160.2)
 

 
  หัวข้อ : 108  
     
  ทรงพระเจริญ  
     
    By: KiaTT  Mail to KiaTT   30/07/2005 11:09 PM  (58.10.8.183)
 

 
  หัวข้อ : 109  
     
  ขอขอบพระคุณคณะผู้จัดทำด้วยนะครับ ผมเป็นนักศึกษา ได้ทำการค้นหาภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้เจอเว็บนี้
ขอเป็นกำลังใจให้ผู้จัดทำ
และขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
 
     
    By: ประสงค์  Mail to ประสงค์   15/09/2005 10:23 AM  (61.91.90.2)
 

 
  หัวข้อ : 110  
     
  กราบแทบเท้าพ่อของแผ่ดิน  
     
    By: พรชัย  Mail to พรชัย   26/10/2005 01:56 PM  (203.113.80.144)
 

 
  หัวข้อ : 111  
     
 


>>> Thaimonarchy.Com
คลิกอ่านเรื่องราว..เล่าลือหลังวัง


By: P 29-10-2005 10:47 AM.

 
     
    By: สำเนา  Mail to สำเนา   29/10/2005 12:50 PM  (58.10.152.149)
 

 
  หัวข้อ : 112  
     
  ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างมาก ที่พระองค์ท่านทรงเกิดมาเพื่อคนไทยและประเทศไทยโดยแท้จริง พระองค์ท่านทรงทำทุกอย่างเพื่อคนไทยได้อยู่เย็นเป็นสุข ดิฉันในฐานะคนไทยคนหนึ่งซึ่งมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างมาก ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ  
     
    By: คนไทย  Mail to คนไทย   17/11/2005 02:48 PM  (202.44.210.43)
 

 
  หัวข้อ : 113  
     
  ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนานทุกพระองค์

ข้าพระพุทธเจ้า
นายวันวิวัฒน์ นามศร
ช่างภาพ บริษัทเมืองกาญจน์เคเบิ้ล ทีวี จำกัด
 
     
    By: วันวิวัฒน์ นามศร  Mail to วันวิวัฒน์  นามศร   25/11/2005 04:56 PM  (202.28.23.198)
 

 
  หัวข้อ : 114  
     
 


พระราชดำรัส
พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล
ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตฯ
วันอาทิตย์ที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘




ขอขอบใจนายกรัฐมนตรี ที่ได้กล่าวอวยพรในโอกาสที่จะถึงวันเกิดพรุ่งนี้ เข้าใจว่าจะทำให้ทุกคนในที่นี้ และนอกที่นี้ มีกำลังใจ ว่านายกฯ พูดดี ก็ไม่ทราบว่าที่ชมนายกฯ ว่าพูดดี อาจมีคนไม่เห็นด้วย ที่มาพูดนี้เป็นความเดือดร้อนกับตัวเอง ถ้าชมนายกฯ คนอื่นอาจไม่ชม ไม่ชมข้าพเจ้าว่า ชมนายกฯ ทำไม แต่นายกฯ มีอยู่ไว้สำหรับให้ชม คือถ้ามีนายกฯ แล้วไม่ชม นายกฯ ก็ไม่ค่อยพอใจ และถ้านายกฯ ไม่พอใจ งานการจะไปได้อย่างไร ต้องชมนายกฯ ชมนายกฯ ว่าพูดดี เพราะถือว่านายกฯ พูดดี เพราะมาชมเรา

เป็นของธรรมดาที่ทุกคนชอบให้เขาชม เขาไม่ชอบให้ติ ข้าพเจ้าเองก็ได้ติคนอยู่เรื่อยๆ เขาก็ไม่พอใจ แม้ไม่ติคน บางทีเขาประกาศในหนังสือพิมพ์ พระเจ้าอยู่หัวฯ ติคนนู้นคนนี้ แท้จริงไม่เคยติใครเท่าไร บอกว่าเท่าไร เพราะถ้าจะติ แต่ไม่ได้พูดออกมาโจ่งแจ้งว่าติ คนเราถ้าอยู่ในที่แจ้ง ในที่คนเห็นมากๆ ย่อมถูกติได้ง่ายๆ เพราะคนเห็นมาก ถ้าเห็นมากแล้วเราทำอะไรก็ไม่มีดี ถ้ามีดีก็มีไม่ดีมาก

แต่ถ้าสมมติว่า ถ้าดีมากก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่ดีบ้าง คนเขาติ ถ้าเรารู้สึกไม่ดี มีการแสดงตนว่ารู้ว่าไม่ดีนั้น ก็ทำให้เกิดความรู้สึก ถ้าเกิดความรู้สึก บางทีก็รู้สึกชื่นชม บางทีก็เคือง ถ้าผู้ที่ถูกเล็ง บางทีรู้สึกว่าถูกติเตียน และแสดงตัวว่า เข้าใจว่าถูกแล้วเขาติเตียนเรา เราไม่พอใจก็เสียหาย ทำให้ส่วนรวมทั้งหมดปั่นป่วน พูดแค่นี้ก็พอแล้ว ถ้าพูดมากกว่า จะทำให้เกิดเรื่องยุ่ง

แต่ว่าวันนี้ตั้งใจจะพูดอะไร ที่ไม่พาดพิงใครเลย ไม่ติเตียนใครเลย เพราะการติเตียนใคร พาดพิงใครก็เกิดความไม่สบายใจ แต่ที่เห็นอยู่ข้างหน้ามีคนที่พูด ก็คงรู้ว่าใครพูด มีคนพูดว่าข้าพเจ้าไม่ดี พระเจ้าอยู่หัวฯ ไม่ดี ทำอะไรผิด แต่เขาต้องแสดงออกมาว่า พระเจ้าอยู่หัวฯ ไม่ผิด ผิดไม่ได้ เป็นตามความจริงในระบอบประชาธิปไตย ในระบอบรัฐธรรมนูญ ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระเจ้าอยู่หัวฯ ผิดไม่ได้ เขาพูดอย่างนั้น The King can do no wrong

เหมือนท่านองคมนตรีชอบพูดว่า กษัตริย์ผิด แต่เวลาบอกเดอะคิง บอกว่า The King can do no wrong ก็เป็นสิ่งที่ wrong แล้ว ก็เป็นสิ่งที่ผิดแล้ว ไม่ควรพูดอย่างนั้น ความจริงเวลาอ่านตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญอังกฤษ มีตำราที่คนอ้างเสมอ และคนที่เรียนภาษาอังกฤษ เรียนกฎหมายอังกฤษต้องอ้างเสมอ เรื่อง The King can do no wrong และนักกฎหมายแถวนี้พยักหน้าว่าใช่

ความจริง The King can do no wrong คือ การดูถูกเดอะคิงอย่างมาก เพราะว่าเดอะคิงทำไม can do no wrong ไม่ได้ do wrong แสดงให้เห็นว่าเดอะคิงไม่ใช่คน แต่เดอะคิงทำ wrong ได้ สำคัญที่สุด ข้าพเจ้าเป็นเดอะคิง และเขาบอกว่า do no wrong เราก็เห็นด้วยกับเขา เพราะการทำอะไร ถ้าคนเราถือว่าต้องมีสติ คือ หมายความว่า รู้ว่าทำอะไร คิดอะไร และไม่ปล่อยให้ผิดออกมา ก็ไม่ผิด ผิดไม่ได้ อันนี้ก็เป็นการพูดว่าข้าพเจ้าเองไม่ผิด ไม่มีวันผิด ถ้าสมมติพูดผิดเพราะไม่รู้ แต่ผิดโดยรู้ว่าผิด การทำผิดโดยรู้ไม่ดี แต่บางทีไม่รู้เพราะว่าไม่มี ขอโทษนะ พูดไม่มีสติ ขาดสติ คือ ไม่ระวังตัว ทีหลังก็เสียใจ

เมื่อก่อน ก่อนจะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นคิง ก็เสียใจหลายครั้ง แต่ตอนเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แล้วเป็นคิง คิงแบบไทยๆ ฝรั่งบอกเป็นเดอะคิง เข้าใจว่าน้อยครั้งที่ทำผิด เพราะระวัง ถ้าไม่ระวัง ป่านนี้ตายแล้ว ลำบาก ต้องระวัง ไม่ระวังก็ตาย เป็นเรื่องธรรมชาติ ที่เรียกว่าการเมือง หรือการอยู่ในสายตาของคน สายตาคนฆ่าได้ถ้าเราไม่ระวัง เราตาย ก็เลยถึงบอกได้ว่าทำไมการที่บอกว่า The King can do no wrong เพราะต้อง can do no wrong

ทุกคนก็มีฐานะอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าเดอะคิงเก่ง แต่ทุกคนก็มีส่วนเก่ง เพราะมีตำแหน่งรับ รับตำแหน่งสูง ได้รับเหรียญตรา และคนชี้คนๆ นี้สูงมาก มียศศักดิ์ เดอะคิงเป็นยศศักดิ์สูง แต่คนที่อยู่ในที่นี้ ยศศักดิ์ทั้งนั้น ไม่ระวังตัวก็ตายเหมือนกัน ถ้าไม่ระวัง ไม่ใช่คนที่นึกว่า คนนั้นเขาต้องตายแน่ เพราะไม่ระวัง

ทุกคนตั้งแต่แถวแรกจนถึงแถวสุดท้าย
จนหลังแถว จนถึงข้างนอก ทุกคนถ้าไม่ระวังก็มีอันตราย


ที่พูดอย่างนี้อาจแปลกๆ หน่อย นี่ก็หาว่าแช่ง จริงๆ ไม่แช่ง สงสาร เพราะถ้าไม่ระวัง เมืองไทยตาย เพราะฉะนั้นจึงขอร้องอย่างเดียวว่า มาวันนี้ให้ระวัง ๆ ระวังที่จะคิด จะพูด ที่ทำ เรื่องที่มี และก็บอกในหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ บอกว่า ที่เดอะคิงทำอะไร ก็ไม่วิจารณ์ และเขาบอกอย่าวิจารณ์ เพราะว่าเราทำอะไรไป ก็ต้องรู้ว่าเขาเห็นดี ไม่ดี ถ้าไม่พูด ก็หาว่าทำดีแล้ว

แต่แท้จริง ที่พูด ที่ออกข่าว ให้สัมภาษณ์บอกว่าอย่าไปวิจารณ์เดอะคิง ต้องบอกว่า อย่าไปวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว เพราะว่าไม่ควร ในรัฐธรรมนูญก็มีอยู่ว่าละเมิดมิได้ นักกฎหมายก็พยักหน้าอีกแล้วว่าถูกต้อง ว่าไม่ควรจะวิจารณ์ วิจารณ์ไม่ได้ ละเมิดไม่ได้ แต่ว่าถ้าพูดว่าพระเจ้าอยู่หัวทำถูก พูดถูก ไม่ใช่ละเมิด เป็นการถ้าพูดภาษาอังกฤษก็ approve พระเจ้าอยู่หัว เห็นชอบด้วย

แต่ไม่เคยมีใครมาบอกเห็นชอบว่า พระเจ้าอยู่หัวพูดดี พูดถูก แต่ว่าความจริง ก็จะต้องวิจารณ์บ้างเหมือนกัน แล้วก็ไม่กลัว ถ้าใครจะวิจารณ์ว่าทำไม่ดีตรงนั้นๆ จะได้รู้ เพราะว่าถ้าบอกว่าพระเจ้าอยู่หัวไปวิจารณ์ท่านไม่ได้ ก็หมายความว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่เป็นคน ไม่วิจารณ์ เราก็กลัวเหมือนกัน ถ้าบอกไม่วิจารณ์ แปลว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ดี รู้ได้อย่างไร

ถ้าเขาบอกว่า ไม่ให้วิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว เพราะพระเจ้าอยู่หัวดีมาก ไม่ใช่อย่างนั้น บางคนอยู่ในสมองว่า พระเจ้าอยู่หัวพูดชอบกล พูดประหลาดๆ ถ้าขอเปิดเผยว่าวิจารณ์ตัวเองได้ ว่าบางทีก็อาจจะผิด แต่ให้รู้ว่าผิด ถ้าเขาบอกว่าวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัวว่าผิด งั้นขอทราบว่าผิดตรงไหน ถ้าไม่ทราบ เดือดร้อน ฉะนั้น ก็ที่บอกว่าการวิจารณ์ เรียกว่าละเมิดพระมหากษัตริย์ ละเมิด ให้ละเมิดได้ แต่ถ้าเขาละเมิดผิด เขาก็ถูกประชาชนบอม คือ เป็นเรื่องของขอให้รู้ว่าเขาวิจารณ์อย่างไร ถ้าเขาวิจารณ์ถูกไม่ว่า แต่ถ้าเขาวิจารณ์ผิดไม่ดี

แต่เมื่อบอกว่า ไม่ให้วิจารณ์ ไม่ให้ละเมิด ไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญว่าอย่างนั้น ก็ลงท้าย ก็เลยพระมหากษัตริย์ก็เลยลำบากแย่ อยู่ในฐานะลำบาก ก็แสดงให้เห็นว่า ถ้าไม่ให้วิจารณ์ก็หมายความว่า พระเจ้าอยู่หัวนี่ ก็ต้องวิจารณ์ ต้องละเมิด แล้วไม่ให้ละเมิด พระเจ้าอยู่หัวเสีย พระเจ้าอยู่หัวเป็นคนไม่ดี ซึ่งถ้าคนไทยด้วยกันก็ยังไม่กล้า สองไม่เอ็นดูพระเจ้าอยู่หัว ไม่อยากละเมิด แต่มีฝ่ายชาวต่างประเทศ มีบ่อยๆ ละเมิดพระเจ้าอยู่หัว ละเมิดเดอะคิง แล้วก็หัวเราะเยาะว่าเดอะคิงของไทยแลนด์ พวกคนไทยทั้งหลายนี่ เป็นคนแย่ ละเมิดไม่ได้ ในที่สุดถ้าละเมิดไม่ได้ก็เป็นคนเสีย เป็นคนที่เสีย

ฉะนั้น ก็บางโอกาสขอให้ละเมิด จะได้รู้กันว่าใครดี ใครไม่ดี นี่พูดเลยเถิด พูดมากไป แต่ว่าคนที่อยู่ข้างหน้านี่ ไม่ต้องกลัว เพราะว่าไม่ได้มีความผิด คนที่นึกว่ามีความผิดพยักหน้า พยักหน้าว่ามีความผิดจริงๆ ความจริงเขาไม่มีความผิด คนที่มาก่อนน่ะมีความผิด แล้วกลัวคนที่พยักหน้าเนี่ยไม่ได้แก้ไข นี่ผิดตรงนี้ ไม่ได้แก้ไข หลบความรับผิดชอบ มันเป็นอย่างนั้น ในเมืองไทยนี่ คนไหนที่ทำอะไรไม่เข้าร่องเข้ารอยก็ลาออก ลาออกแล้วไม่มีอะไรผิดเลย แม้จะทำอะไรผิดอย่างมากๆ

ถ้าเป็นข้าราชการ ก็เรียกเข้ากระทรวง เข้ากรุงเทพฯ แล้วก็หมดเรื่อง นานๆ ทีมีเข้าคุก นี่พูดอย่างนี้ชักจะหนัก ใช้คำว่าเรียกเข้ากรุงเทพฯ หรือเข้าคุก แต่มีที่เกิดเรื่องเข้าคุก แต่อย่างไรก็ตาม เข้าคุกแล้ว ถ้าเป็นการละเมิดพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์เองเดือดร้อน เดือดร้อนหลายทาง ทางหนึ่ง ต่างประเทศเขาบอกว่าเมืองไทยนี่ พูดวิจารณ์พระมหากษัตริย์ไม่ได้ ว่าวิจารณ์ไม่ได้ก็เข้าคุก มีที่เข้าคุก เดือดร้อนพระมหากษัตริย์ ต้องบอกว่าเข้าคุกแล้วต้องให้อภัย ที่เขาด่าเราอย่างหนัก ฝรั่งเขาบอกว่าในเมืองไทยนี่ พระมหากษัตริย์ถูกด่า ต้องเข้าคุก

ที่จริงควรเข้าคุก แต่เพราะฝรั่งบอกอย่างนั้น ก็ไม่ให้เข้า ไม่มีใครกล้าเอาคนที่ด่าพระมหากษัตริย์เข้าคุก เพราะพระมหากษัตริย์เดือดร้อน เขาหาว่าพระมหากษัตริย์เป็นคนที่ไม่ดี อย่างน้อยที่สุด ก็เป็นคนที่จั๊กจี้ ใครว่าไรซักนิด ก็บอกให้เข้าคุก ที่จริงพระมหากษัตริย์ไม่เคยบอกให้เข้าคุก ตั้งแต่สมัยรัชกาลก่อนๆ เป็นกบฏ ก็ยังไม่จับใส่คุก ไม่ลงโทษ รัชกาลที่ 6 ท่านไม่ลงโทษ ไม่ได้ลงโทษผู้ที่เป็นกบฏ มาจนถึงต่อมา รัชกาลที่ 9 ใครเป็นกบฏ ก็ไม่เคยมีแท้ๆ ที่จริงก็ทำแบบเดียวกันไม่ให้เข้าคุก ให้ปล่อย หรือถ้าเข้าคุกแล้วก็ให้ปล่อย ถ้าไม่เข้าก็ไม่ฟ้อง เพราะเดือดร้อนผู้ที่ถูกด่า เป็นคนเดือดร้อน

อย่างที่คนที่ละเมิดพระมหากษัตริย์ และถูกทำโทษไม่ใช่คนนั้นเดือดร้อน พระมหากษัตริย์เดือดร้อน นี่ก็แปลก คราวนี้นักกฎหมายก็ชอบให้ฟ้อง ให้จับเข้าคุก อันนี้นักกฎหมายก็สอนนายกฯ ว่าต้องฟ้อง ต้องลงโทษ ก็สอนนายกฯ ว่าใครบอกว่าให้ลงโทษ อย่าลงโทษเขา ลงโทษไม่ดี ลงท้ายไม่ใช่นายกฯ เดือดร้อน แต่พระมหากษัตริย์เดือดร้อน อาจจะอยากให้พระมหากษัตริย์เดือดร้อน ไม่รู้นะ เขาทำผิด เขาด่าพระมหากษัตริย์ เพื่อให้พระมหากษัตริย์เดือดร้อน และเดือดร้อนจริงๆ เพราะใครมาด่าเราชอบไหม ไม่ชอบ

แต่ถ้านายกฯ เกิดให้ลงโทษ แย่เลย แล้วนักกฎหมายต้องการให้ลงโทษคนที่ด่าพระมหากษัตริย์ ทำไป ทำมา เอาวะ เขาด่านายกฯ ถ้าด่านายกฯ นายกฯ เดือดร้อนไหม ไม่ควรเดือดร้อน แต่ถ้าด่านายกฯ พระมหากษัตริย์ก็ไม่เดือดร้อน เพราะว่าเป็นเรื่องนายกฯ แต่ถ้าเขาด่าพระมหากษัตริย์ นายกฯ เดือดร้อน เพราะต้องเป็นคนจัดการ ยุ่งอย่างนี้ กฎหมายก็สอนนายกฯ มาอย่างนั้น สอนว่าใคร ใครด่าเรา เราต้องด่าเขา นี่พูดชักจะไม่ดี ชักจะเป็นส่วนตัว เราเองก็ไม่ขอบอกว่าควรจะทำอะไร ควรรู้

นักกฎหมายต้องรู้ว่าอะไรถูกผิด ไม่ต้องพูดทุกวันๆ แต่เขาทำเทป ทำซีดีไว้ และแจกทั่วให้ คนฟังดู เขาเอือมกัน ที่ไปแก้ตัวแทนนายกฯ วันนี้เราขึ้นมานี้ เราแก้ตัวแทนนายกฯ บอกว่านายกฯ ไม่ผิด นายกฯ ทำได้ทุกอย่าง ก็ไม่ต้องไปออกทีวีแล้ว ไปออกทีวีทุกวันๆ มีคนเขาบอกว่าเอือมที่ออก แต่มีหน้าที่ที่ออกก็ออก มีคนที่เขาเดือดร้อน ที่อยู่ใน ในรายการ เพราะเขาเป็นคนที่ต้องพูด และก็คนที่พูดก็เลยถูกลูกหลงไปด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม การแก้ตัวครั้งเดียว เอาได้ แต่นี่แก้ตัวเท่าไร สิบครั้งแล้วนะ ที่ออกทีวี คนเลยชักเอือม คนอยากดูละคร มาดูอย่างนี้ พอแล้วเสียไฟฟ้า ไม่ใช่เสียไฟฟ้าของคนที่ดู แต่เสียไฟฟ้าคนที่ส่ง ทีวีออกทีไฟฟ้าก็แรงเหมือนกัน เสียน้ำมัน นี่ก็เลยนึกว่าควรพูดพอแล้ว นี่ที่พูดก็เสียไฟฟ้ามาก เขาเลยบอกว่าเลิกซะที ไม่ต้องพูดมาก แต่เราก็พูดต่อเพราะเป็นรายการที่อัดเสียงไว้ ใส่เทปไว้ ไม่ได้ออกโทรทัศน์ ไม่ต้องเสียไฟฟ้าสำหรับโทรทัศน์

มาพูดถึงไฟฟ้าและพลังงาน ไฟฟ้าและพลังงานนี่ การไฟฟ้าต้องใช้พลังงาน เพราะว่าสำหรับปั่นไฟฟ้า ต้องใช้พลังงานเพื่อให้มีพลังงานไฟฟ้า อันนี้ทำมานานแล้ว เวลาขาดแคลนเชื้อเพลิงก็บอกว่า ให้ปิดโทรทัศน์ ให้ปิดโทรทัศน ให้ปิดไฟ และบอกว่าได้ผลดี ความจริงเปิดโทรทัศน์นี้ไม่เป็นไร ถ้าน้ำมันเชื้อเพลิงหมดแล้ว ก็ใช้เชื้อเพลิงอย่างอื่นได้ มีแต่ต้องขยัน หาวิธีที่ทำให้เชื้อเพลิงเกิดใหม่ เชื้อเพลิงที่เรียกว่าน้ำมันนั้นมันจะหมด ภายในไม่กี่ปีหรือไม่กี่สิบปีก็หมด

ถ้าว่าไปสี่สิบปีหมด เราก็จะอายุร้อยสิบแปด

ร้อยสิบแปดนี่ เรายังมีชีวิตอีกสองปี สองปีก็ใช้แก๊สโซฮอล์ หรือไม่ใช้แก๊สโซฮอล์ แก๊สโซฮอล์นี่ก็ไม่มี เพราะแก๊สโซฮอล์ ใส่แอลกอฮอล์เพียง 10% อย่างมาก ต้องใช้ ต้องใช้น้ำมันปาล์ม น้ำมันปาล์มเขาก็ใส่เพียง 10% ระหว่างที่จะถึงอายุร้อยสิบแปดหาวิธีได้แล้ว ที่จริงเมื่อสองปีก็ทำ ทำไบโอดีเซล โดยใช้น้ำมันปาล์ม 100% ไม่ใช่ ไม่ใช่เพียงน้ำมันปาล์ม 10% นายกฯ ก็ได้เห็นรถแล่นมา น้ำมันปาล์ม 100%

เรายืนอยู่ที่รถคันหนึ่ง แล้วก็ เสร็จแล้วก็มีรถอีกคันหนึ่งถอยหลังมา ได้ยินเสียงบึมๆ นั่นน่ะ นั่นอะไร รถดีเซล รถใช้น้ำมันดีเซล 100% 100% น้ำมันปาล์ม แล้วก็นายกฯ ก็บอกว่าหอมดี แล้วก็ถามว่าหอมดีแล้วไม่เดือดร้อน เพราะว่านายกฯ ไม่ต้องกลัวเป็นแคนเซอร์ เพราะว่าไอ้นี่ไม่เป็นมะเร็ง เราทำแล้วก็หมายความว่าเราไม่เดือดร้อน ถึงเวลาเราอายุร้อยสิบแปด ถ้าอย่างไรเราก็ใช้น้ำมันปาล์มของเราเอง คนอื่นอาจจะไม่ได้ คนอื่นอาจจะไม่มี แต่ว่าเรามี เพราะเราขวนขวาย ขวนขวายหาวิธีที่จะทำเชื้อเพลิงทดแทนได้

ถ้าไม่ได้ทำเชื้อเพลิงทดแทน เราก็เดือดร้อน แล้วก็เป็นห่วง แต่เราไม่ต้องเป็นห่วง ถ้าคนอื่นเขาไม่ทำ เขาอาจจะไม่มีน้ำมันไบโอดีเซลใช้ แต่วาเรามี เราคือข้าพเจ้า ทำเอง คนอื่นอาจจะไม่มี ก็ไม่เป็นไร ต้องเห็นแก่ตัว แต่ละคนถ้าเห็นแก่ตัว ก็รู้ว่าไม่เป็นไร เพราะแต่ละคนก็ต้องพยายามที่จะหาพลังงานทดแทนทั้งนั้น เราเชื่อว่าเวลาเราอายุร้อยสิบแปด นายกฯ ก็บอกว่าแก่แล้ว แต่เราไม่แก่ เพราะเราคิดทำพลังงานทดแทนอยู่เรื่อย

แต่นายกฯ บอกแก่ จะถึงอายุเท่าไหร่ 90 อายุ 94 96 นายกฯ จะอายุ 96 อ้าว 94 ก็ไม่รู้ล่ะ 94 อาจจะแข็งแรงก็ได้ คงแข็งแรงครึกครื้น อาจจะมีความคิดที่จะสร้างโรงงานก๊าซโซฮอล์ และไบโอดีเซลสำเร็จแล้ว ก็นายกฯ ก็ไม่เดือดร้อน เอาไบโอดีเซลใส่เครื่องบินได้ เครื่องบินเขาใช้ไบโอดีเซลได้แล้วสมัยนี้ แต่ลำไม่ใช่โตๆ แต่เวลานั้นอาจจะทำใส่ลำโตๆ สำหรับนายกฯ ได้ อาจจะสามารถที่จะมี แต่ว่าเฉพาะนายกฯ คนอื่นไม่สามารถที่จะมี ก็สองคนล่ะ พระเจ้าอยู่หัวกับนายกฯ มีเครื่องบินใช้ แล้วใช้ไบโอดีเซล

ท่านองคมนตรีสั่น ท่านองคมนตรสั่นหัวว่าไม่มี เวลานั้นท่านอายุเท่าไหร่ 130 มั้ง ก็คงไม่อยู่แล้ว เราก็อยู่สองคน มีไบโอดีเซลใช้ แล้วจะไปไหน จะไปเชียงใหม่ ขึ้นเครื่องบินที่สนามบินที่สุวรรณภูมิ แล้วไปเชียงใหม่ ไปเชียงใหม่ ไปดูสวนสัตว์ ก็สวนสัตว์ก็อยู่สบาย เพราะเขาไม่ต้องใช้ไบโอดีเซล ก็เป็นอันว่าไม่ต้องกลัว เราไม่เดือดร้อน เพราะว่าอีกสี่สิบปี อีกสี่สิบปี มีไบโอดีเซลพอสำหรับเราใช้สองคน

ก็อย่างไรก็ตามที่นี่ชักเฟื่อง พูดว่าเราอีกสี่สิบปี เราจะมีสองคนที่มีพลังงานน้ำมันใช้ได้ แล้วดูทีวีได้ ดูทีวีก็อาจจะโฆษณาอะไรในทีวี ประกาศชี้แจง นายกฯ ก็ชี้แจงได้ เพราะว่าเปิดทีวีให้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมาปั่นไฟฟ้า แต่ป่านนั้นทีวีก็อาจจะมีอะไรใหม่ แล้วก็อาจจะมีข่าวต่างๆ กัน ฉะนั้นก็ไม่ต้องเป็นห่วง ที่นี้ก็ต้องดูเป็นบุคคลๆ การที่จะบอกว่าเป็นห่วง เป็นห่วงทั้งบ้านเมือง ก็เป็นห่วง แต่ว่าถ้าเราคิดจริงๆ ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะแต่ละคนเขาก็ต้องมีการขวนขวายเหมือนกัน

เป็นอันว่า ถ้าแต่ละคนขวนขวายของตัว อีกสี่สิบปี ไม่มีความเดือดร้อน โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยนี่ มีคนที่มีความคิดดีๆ ก็คนหนึ่ง ข้าพเจ้าคนหนึ่งมีความคิดดีๆ แล้วก็นายกฯ อีกคนหนึ่ง มีความคิดดีๆ ไม่จนมุม ฉะนั้นก็สองคนเดือดร้อน ไม่เดือดร้อน คนอื่นเขาก็ต้องไม่เดือดร้อน ของเขาก็ต้องหาทางออกได้ เพราะว่าถ้าเดือดร้อนก็ไปดูโครงการพระราชดำริ .....

โครงการพระราชดำรินี่ เปิดเผยให้ทุกคนได้ทั้งนั้น แล้วก็ถ้าปฏิบัติตามโครงการพระราชดำริ ทำอย่างเศรษฐกิจพอเพียง นี่ก็ตอนนี้ นายกฯ ก็เศรษฐกิจพอเพียง ไม่จ่ายเงิน ไม่ค่อยจ่ายเงินแล้ว ใช้แต่เศรษฐกิจพอเพียง เพราะว่ามีการโฆษณาคู่สมรส ของคณะรัฐมนตรี ก็ชำนิชำนาญในเศรษฐกิจพอเพียงเก่งมาก นี่ก็อีกคนที่ทำได้ ก็เลยไม่ต้องห่วง ไม่ทราบว่าคู่สมรสขององคมนตรีจะทำเศรษฐกิจพอเพียงหรือเปล่า สงสัยว่าไม่ ไม่ทำ

แต่ยังไงก็ตาม อย่างนี้เปิดให้ความกว้างขวางของเศรษฐกิจดีขึ้น ถ้ารองนายกฯ ทั้งหลายก็อาจไม่ทำ เพราะเคยชินกับเศรษฐกิจ ที่ต้องใช้เงินมาก ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง ไม่พอเพียง ถ้างั้นก็ นายกฯ อาจจะไป นายกฯ และคุณหญิงก็อาจจะให้เพื่อนนายกฯ รองนายกฯ ต่างๆ ทำเศรษฐกิจพอเพียงนิดหน่อย ก็จะทำให้อีกสี่สิบปีประเทศชาติไปได้ แต่นี่ก็มีแต่นายกฯ รองนายกฯ จัดการ รวมทั้งคู่สมรส ทำเศรษฐกิจพอเพียง ก็เชื่อว่าประเทศจะประหยัดได้เยอะเหมือนกัน

คือถ้าไม่ประหยัด ประเทศไปไม่ได้ คนอื่นไม่ประหยัด สำหรับคณะรัฐมนตรีประหยัด คณะรองนายกฯ จะทำให้ไปได้ดีเยอะ นี่มามอง สภาฯ เป็นยังไง ก็สภาฯ ด้วยเหมือนกัน อยากทำสภาฯ เป็นอาจารย์นายกฯ ก็นายกฯ สอนครูหน่อย ว่าเศรษฐกิจพอเพียงทำยังไง สอนครูคนเดียวพอแล้ว เพราะว่าครูเขาก็ไปสอนคนอื่น ต่อไปก็ฝ่ายค้าน ฝ่ายค้านไม่ต้องสอน เขาพอเพียงอยู่แล้ว

ฝ่ายค้านนี่ หัวหน้าฝ่ายค้าน ไม่ทราบพอเพียงหรือเปล่า แต่อดีตหัวหน้าพรรคนี่พอเพียงมากๆ เขาทำอะไรที่ เขาทำอะไรที่ประเทศชาติใช้เงินนิดเดียวไม่พอ เขาถึงต้องออก เลยไม่รู้ว่าฝ่ายค้านจะพอเพียงหรือไม่ แต่อย่างน้อยอดีตหัวหน้าพรรคก็พอเพียงมาก จนกระทั่งต้องออกจากหัวหน้าพรรค นอกจากนั้นก็ ถ้าทุกคนเลื่อมใสต้องพอเพียงก็ปฏิบัติเถิด เพราะถ้าปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียง มันใช้ได้จริงๆ ไปได้จริงๆ แต่ว่าอาจจะไม่ค่อยสบาย ทุกอย่างที่นายกฯ พูดมา ก็มาพูด ไม่ได้แต่งเอา

นายกฯ พูด ที่พระเจ้าอยู่หัวฯ พูดอะไร ทำอะไรถูกต้อง ชื่นชมว่าพระเจ้าอยู่หัวฯ ทำให้ประเทศชาติอยู่ได้ เช่นเดียวกับแก้มลิง แก้มลิงเมื่อครั้งก่อน พูดถึงแก้มลิงคนก็หัวเราะ เดี๋ยวนี้ไม่หัวเราะแล้ว เพราะว่าลิงต้องมีแก้ม ถ้าลิงไม่มีแก้มเขาอยู่ไม่ได้ คนเราต้องมีแก้ม แต่แก้มคนเป็นแก้มลิงได้ คือ ต้องระวังรักษา อะไรที่กล้วยเข้าไปเก็บไว้ได้ เป็นการประหยัด จะพูดอะไรก็เก็บไว้ในแก้ม เก็บไว้ในแก้มก็ได้ ก็ประหยัด แก้มลิงเป็นการประหยัด

แล้วโครงการอะไรอย่างอื่นที่พูด อย่างฝายแม้ว กับฝ่ายนายกฯ ฝ่ายนายกฯ นายกฯ ไปดูฝายแม้ว คราวนี้ฝายเรานี่ เราทำก็ฝายแม้ว ฝายแม้วนี่เดี๋ยวนี้ซาบซึ้งรึเปล่ามีประโยชน์อะไร คือ มีประโยชน์ทำให้ไม่มีน้ำท่วม ไม่มีน้ำแล้ง ตอนนี้น้ำท่วมเชียงใหม่ นายกฯ เดือดร้อน โกรธมาก ทำไมมีฝายแม้ว ทำไมน้ำยังท่วม ก็เพราะฝายแม้วทำไม่ถูกต้อง ทำไม่ดี ปล่อยน้ำลงมาผิดทาง

ที่จริงที่ไปดูที่กุยบุรี นั่นน่ะ ก็ไปขยายเขื่อนที่กุยบุรีที่ยังชุ่ม นั่นนะเคราะห์ดีไปทำ แล้วก็โครงการพระราชดำริอันนี้ ถ้าไม่ได้ทำ ถ้าทำตามชลประทานทำ ป่านนี้ก็ไม่เสร็จ ถ้าไม่เสร็จน้ำท่วมแล้ว ปีนี้ที่ไม่ท่วมกุยบุรี และประจวบคีรีขันธ์ท่วมบ้าง แต่ไม่ขึ้นมาถึงหัวหิน เพราะเขื่อนกุยบุรี เขื่อนกุยบุรีทำไมขยายได้ ขยายเก็บน้ำได้เก้าล้านลูกบาศก์เมตร

เพราะว่าเดี๋ยวนี้ มีโครงการพระราชดำริ เราบอกทำเลย อธิบดีชลประทาน ทำยังไงต้องของงบประมาณ งบประมาณไม่มี ก็มีโครงการพระราชดำริ ก็เลยทำทันที แทนที่จะใช้เวลาสามปีก็เหลือใช้เวลาสองปี ทำงานได้ ที่เราไปดู ทำงานได้จริงๆ ถ้าไม่มีน้ำเก้าล้านลูกบาศก์เมตรเต็มแล้ว แต่น้ำมันก็ล้นมาปกติ ตามจำนวนปกติ เลยทำให้น้ำไม่ท่วม ถ้าเก้าล้านลูกบาศก์เมตร ฝนลงซู่ๆ มีหวังท่วม ท่วมทั้งด้านบน ท่วมทั้งด้านล่าง ก็ท่วมแล้ว

น้ำก็ทำลาย ถ้าเราทำโครงการที่ใช้งานได้เร็วๆ ประหยัดการท่วมของพื้นดิน และถ้าว่าไปประหยัดทรัพย์ ความจริงที่ใช้เงินตอนนั้น ใช้เงินร้อยล้านกว่าๆ เดี๋ยวนี้ก็กลับคืนมาแล้ว ถ้าไม่ได้ ไม่ได้ทำ น้ำที่มาท่วม ก็ทำลายร้อยล้าน ร้อยล้าน สำหรับคนที่พยักหน้า เขาไม่ร้อยล้านไม่ใช่อะไร ต้องพันล้าน หมื่นล้าน แสนล้าน แต่ร้อยล้านชาวบ้านเขารู้สึก ก็หมายความว่าร้อยล้านที่เอาจากโครงการพระราชดำริ กลับคืนมาแล้ว กลับมาไหน มาที่ประชาชน

ประชาชนเขาได้ ถ้าไม่ได้ใช้เงินนี้ ปีหน้าต้องใช้สองร้อยล้าน เพราะถ้าไม่ได้ใช้เงินทันที เงินมีอยู่ คนก็บอก บางทีไม่มี แต่เงินนะมี ในงบประมาณมี ถ้าไม่มี ก็หมายความว่างบประมาณทำไม่ถูก แต่อันนี้ร้อยล้านใช้ไป ใช้ดีแล้ว ใช้ถูกต้อง ไม่เสียหาย ทำให้ประชาชนได้กำไร ถ้าไม่ได้ใช้ไป ก็ไม่รู้ว่าใครใส่กระเป๋าไปไหน แต่ว่าประชาชนไม่ได้ เพราะฉะนั้น ที่ทำโครงการประหยัดไปหนึ่งปี ที่ไปดูเห็นประจักษ์ น้ำไหลออกมาจากเขื่อน ไม่ใช่พูดหลอก น้ำจริงๆ มันลงมาเต็มเขื่อน แทนที่จะเป็น 38 ล้านลูกบาศก์เมตร มันเป็น 40 กว่าล้านที่ลงมา

ทำให้น้ำลงมาเก็บ และล้นมาได้ เพราะน้ำนี่ได้ใช้ เวลาแล่นรถไป ข้างล่างก็เห็นก็ทำนาได้ นามีประโยชน์ เพราะข้าวไม่เสีย ข้าวได้ใช้ และถ้าจะเอาข้าวนี่ไปไปส่งนอก เราก็ได้เงิน ของแลกเปลี่ยนได้ ฉะนั้นโครงการร้อยล้านนี้ ทำดี และก็ช่างชลประทานมีความรู้พอที่จะทำ อันนี้ไม่ต้องอาศัยช่างจากต่างประเทศ ช่างในเมืองไทยนี่เอง และก็ใช้เครื่องมือในเมืองไทยนี่ได้

ก็เลยรู้สึกว่าปีนี้ ที่ได้เห็นการขยายโครงการกุยบุรีได้ผลจริงๆ ได้ไปดูก็ดีใจ พอใจ นี่ต้องรอที่ได้ไปดูโครงการชลประทานที่กุยบุรี ที่หมู่บ้านยางชุม เป็นโครงการที่ใช้งานได้ แล้วไม่ใช่ที่ยางชุมเท่านั้นเอง ข้างๆ มีการสร้างน้ำ เขื่อนที่กักน้ำ ได้ผลดี ยังต้องทำอีกมาก แต่เวลามาพูดกับสมาคมนี้ก็พูดถึงชลประทาน ก็ได้ผลดี แต่ค่อยๆ ทำ เพราะว่าไม่ใช่ไม่มีเงินเท่านั้นเอง เงินมันมีไม่พอ แต่ที่ที่จะทำไม่มี ถ้าจะทำต้องศึกษาให้ดี เพราะพระเจ้าอยู่หัวฯ บอกให้ทำอย่างนั้นๆ เสร็จแล้วก็ไม่มีหลักวิชาที่ดี อาจจะเสียก็ได้

แต่ว่าการที่จะทำ ต้องพยายามหาที่ทำ และใช้ความรู้ที่ถูกต้อง โครงการอย่างอื่นมีที่ต้องทำ ไม่เฉพาะชลประทาน แต่ว่าโดยที่เราเป็นผู้ที่เขาเรียกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ ชลประทาน กล้าบอกที่จะทำ รู้สึก ใครคงง่วง เดี๋ยวนี้ชักมืดเร็ว ถ้าง่วงเดี๋ยวไปนอนได้ ก็รู้สึกว่าสมควรแก่เวลา ก็ขอขอบใจที่ท่านมาให้พร และก็ให้พรนี่ดี ถ้าไม่ให้พรก็ไม่รู้ว่าเราทำอะไร ถ้ามาให้พรเราก็มีกำลังใจที่จะทำงานต่างๆ แล้วก็ต้องให้พรทุกฝ่าย

ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ให้กำลังใจทำได้ดี แต่วันนี้ไม่พูดให้ทำอะไร ทะเลาะกันไม่เอา ไม่ให้ทะเลาะ ให้ทำอะไรที่ดูดี และคิดให้ อย่าเกิน อย่าเลยเถิด แต่ถ้าทุกคนทำงานให้เหมาะสม บ้านเมืองจะไปได้ ให้แต่ละคนไปได้ ไม่ใช่มีการหัวชนฝาจะทำอะไร ก็ขอให้แต่ละคนมีความสำเร็จพอสมควร เศรษฐกิจพอเพียง คือทำให้พอเพียง ถ้าไม่พอเพียงไปไม่ได้ แต่ถ้าพอเพียงสามารถนำพาประเทศไปได้ดี

ก็ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จพอเพียง เพื่อให้บ้านเมืองบรรลุความสำเร็จที่แท้จริง ก็ไม่รู้ คนที่รับพรก็รับไป คนที่ไม่รับพร ก็คิดในใจ ขอบใจที่ท่านทั้งหลายมาให้พร เรารับพรของท่าน .....




-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดของ..พระราชดำรัส..เพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ
>>>>>> คลิกดู .. VIDEO พระราชดำรัส .. ได้ที่นี่นะคะ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   5/12/2005 12:10 PM  (202.44.8.98)
 

 
  หัวข้อ : 115  
     
  น่าเก็บไว้มากๆ เลย สวยมากๆ เลย  
     
    By: ต้อย  Mail to ต้อย   1/01/2006 12:26 PM  (203.188.63.46)
 

" ?????? "    ???   test   3/02/2016 02:39 PM
     
  http://ชาติไทย.com/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/  
     

     
 
       
ชื่อ - นามสกุล ::
  *
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
       
     
 
     
 
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ


Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.