| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- เข้าระบบผู้ดูแล -



สงครามศาสนา
     
 


เรื่อง ..... สงครามศาสนา
อ้างอิงจาก ..... หนังสือที่ระลึก "รวมหลักธรรม"
ของ ..... พระธรรมปาโมกข์ (นพ องฺกุรปญฺโญ ป.ธ.๗) วัดธาตุทอง กรุงเทพฯ
ภาพประกอบจาก ..... Benny's Postcards


โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
      By : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    12/09/2003 01:10 PM  (203.107.130.10)  
 
 
 
  ความคิดเห็นที่: 2  
     
 


สงครามศาสนา

ขนบธรรมเนียมประเพณี ..... ที่ถือกันมาเป็นเวลาช้านานอย่างอิสระเสรี
ณ ที่แห่งนี้ ทำอะไรก็ไม่ผิด แห่งนั้นทำไม่ได้เสียหายมาก
แม้การไหว้พระสวดมนต์ เร็วเกินไปบ้าง ช้าเกินไปบ้าง ก็หามาตรฐานได้ยาก
หรือ จะมีนิสัยอวดดี แต่จริงๆแล้ว คนที่เมื่อมีดีแล้ว เค้าก็จะไม่ต้องมาอวดกัน
เพราะไม่ใช่เป็นการอวดความดี แต่ยิ่งกระทำ ก็จะกลับกลายเป็นการอวดชั่ว โดยไม่รู้ตัว



ชาวพุทธนั้น นับถือพระพุทธศาสนาเป็นจริงแน่แล้วหรือ ?
ถ้าเราจะตรองให้มากสักหน่อย เราก็จะหาคำตอบได้เอง โดยไม่หลงตัว
เพราะว่า เราจะมีความสม่ำเสมอ ยึดมั่น ถือมั่น อยู่อย่างงั้น และตลอดไป



ตาล ..... อยากจะชวนพวกเรา ให้ได้อ่าน "สงครามศาสนา" ดูบ้าง
ว่า สงครามเกิดขึ้นในศาสนาได้อย่างไร ?
อย่างที่เรียกว่า คนพูดกับคน สันติภาพเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
ทั้งๆ ที่คนต้องการ แต่โลกของเราเคยมีสันติภาพหรือเปล่า ?
เพราะสันติภาพกับกิเลส ไม่ได้อยู่ร่วมกัน
จะสังเกตได้ว่า ถ้าเราจะกล่าวคำว่า โลกาภิวัตน์
เราก็อาจจะได้ยินเสียงแว่วๆว่า โลกาวินาศ เสมอๆ



โลกของเรา น่าจะมีผู้ควรพิจารณาหาทางแยกสงครามออกจากศาสนา ให้มีแต่ศาสนา เพื่อสันติภาพเท่านั้น ถ้าเราจะลองสังเกตดู ความจริงเท่าที่เห็น และ สัมผัสได้ สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่มีใครวิเศษไปกว่านี้เลย จิตใจไม่ได้มีไว้เพื่อให้คิดสร้างกรรมมาเบียดเบียนกัน "สงครามศาสนา" จึงเป็นเรื่องเศร้าอย่างมากเรื่องหนึ่งของโลก ซ้ำยังให้ข้อเท็จจริงแก่พวกเรา ให้ได้รู้จักศาสนาว่า คืออะไร ? เพื่อนำไปเผยแผ่ และ เผยแพร่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ

ว่า ... ดีและชั่ว ตัวของตัวรู้ชั่วดี จะมีใครมารู้ดูที่ใจ




โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   12/09/2003 01:23 PM  (203.107.130.10)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 4  
     
 


เรื่อง "สงครามศาสนา" นี้ ..... ได้รวบรวมเรียบเรียงขึ้น เพื่อให้เพื่อนๆ และ ท่านผู้สนใจในศาสนา ได้มีมุมมองอีกมุมหนึ่งคือ ในขณะที่ศาสนาทุกศาสนาเกิดขึ้นในโลก เพื่อต้องการแก้ไขปัญหาการเบียดเบียน ประทุษร้ายกันของชาวโลก อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า อุดมการณ์สูงสุดของทุกศาสนาคือ การสร้างสันติภาพ จากปัจเจกชนแต่ละคน ซึ่งเป็นจุดเล็กๆที่สุดของเหล่ามวลมนุษย์ จนถึงสันติภาพของโลกทั้งหมด และ แนวทางของศาสนาเหล่านั้น ยังเน้นไปที่สันติภาพที่เหนือจากโลกขึ้นไป ตามความเชื่อถือของในแต่ละศาสนา บทบาทในส่วนนี้ของศาสนาทั้งหลาย ยังดำรงอยู่ เพียงแต่ศาสนิกในศาสนา แต่ละศาสนานั้นๆ มีความจำกัดในส่วนตัวของแต่ละท่าน ผลที่แต่ละคนได้รับจากศาสนาของตน จึงมีความยิ่งหย่อนกว่ากัน แม้ในยุคที่ศาสดาในศาสนานั้นๆ ยังดำรงพระชนม์อยู่ ก็เป็นเช่นนี้



จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เราจะพบว่า ความขัดแย้งทางศาสนานั้นเกิดขึ้น แต่ถ้าได้พยายามยึดแนวหลักของศาสนาไว้ให้ได้ ก็จะสามารถลดความรุนแรงลงได้ เราจึงไม่พบสงครามศาสนาบ่อยนัก แต่ในกาลต่อมา เมื่อศาสนิกในศาสนานั้นๆ ขาดจิตสำนึกอันเป็นแกนหลักของศาสนา ทำให้คนในยุคสมัยนั้น พร้อมที่ใช้ความรุนแรง เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง และ ของพวกพ้อง แต่ก็จะไปชี้นำ ทำขึ้นในนามของศาสนา เพราะสามารถที่จะหาแนวร่วมได้ง่ายๆ จากจุดนี้เอง ทำให้โลกบังเกิดสงครามศาสนาขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องจริงตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้ แต่ในขณะเดียวกัน คนรุ่นหลังๆ ก็นำเรื่องเหล่านั้นมาศึกษากัน เพื่อใช้เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เป็นครู ในการงดเว้นเหตุแห่งความแตกแยกทั้งหลาย เพราะหากในยุคใดก็ตามที่นำเอาศาสนามาเป็นเงื่อนไขในการต่อสู้กันแล้ว ความรุนแรงย่อมจะต้องเกิดขึ้น จนยากที่จะหยั่งได้ว่าจะจบสิ้นลงเมื่อใด เพราะเรื่องของศาสนาเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ที่หยั่งรากฝังลึกเข้าไปอยู่ภายในจิตวิญญาณของศาสนิกในศาสนานั้นๆ



ตราบใดที่ยังไม่อาจเอาชนะกิเลสได้ โอกาสที่จะนำเอาศาสนามาเป็นเครื่องมือในการทำลายล้าง ก็จะเกิดขึ้นได้เสมอ เจตนาของตาล ในการนำเรื่องนี้มาเผยแพร่นั้น เพราะต้องการกระตุ้นเตือนพุทธศาสนิกชน และ ศาสนิกในศาสนาที่เคยสร้างสงครามกันมาแล้วในอดีต ว่าพวกเราควรจะช่วยกันทำอย่างไร จะให้อดีตเป็นเพียงแค่บทเรียน ที่จะไม่ย้อนกลับมาแนวเดิมอีก เพราะในสมัยปัจจุบันนี้ การต่อสู้เพื่อความยิ่งใหญ่ ทางการเมือง เศรษฐกิจ และ ทางการทหารนั้น ได้สร้างความรุนแรงอย่างมากมาย จนความเป็นเราเป็นเขา ทำให้โลกของเราไม่เคยสงบจริงๆ ได้เลย ทำอย่างไรศาสนาจะเป็นที่พึ่งพำนักทางใจ ที่จะเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้ง จิตใจของศาสนิกในศาสนานั้นๆ ที่เข้าไปมีบทบาททางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางการทหาร และทางสังคม ให้ได้ปฏิบัติตนตามหลักธรรมในศาสนาของตน ยอมรับนับถือศรัทธาสถานะของกันและกัน เพื่อช่วยกันสืบทอดเจตนารมณ์ ในการประดิษฐานศาสนาของศาสดาในศาสนานั้นๆ ไว้ให้ตรงตามเจตนารมณ์ของพระองค์



สำหรับพุทธศาสนิกชนนั้น ..... มีข้อที่น่าภูมิใจในประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาประการหนึ่งคือ พุทธศาสนิก ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนใดของโลกก็ตาม ไม่เคยใช้เงื่อนไขทางศาสนา มาทำสงครามกันเอง หรือกับเพื่อนศาสนิกในศาสนาอื่น ก็จะมีก็แต่เพียงถูกกระทำจากศาสนาอื่น ซึ่งควรจะเป็นสำนึกในบทเรียนที่ดีงาม และ พวกเราจะได้ดำรงตนอยู่ ด้วยความไม่ประมาทเช่นกัน



"บันทึกของน้ำตาล" ..... หน้านี้ มีชื่อว่า "สงครามศาสนา" ก็น่าจะเป็นชื่อที่ขัดหูอยู่นิดนึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสาธุชนชาวพุทธ ซึ่งมีทัศนะต่อคำว่า ศาสนา ภายในขอบเขตของพระพุทธศาสนาเท่านั้น ข้อที่ชวนให้ขัดหูก็คือ ... ทำไมศาสนาจึงเกี่ยวข้องพัวพันกับสงคราม จนเกิดภาวะที่เรียกว่า "สงครามศาสนา" ขึ้นได้ ? ทั้งนี้ก็ เพราะชาวพุทธทั้งหลาย ล้วนแต่มีคติที่แนบแน่นอยู่ในความหมายของศาสนาว่า เป็นเรื่องของความ บริสุทธิ์ สะอาด เว้นจากการเบียดเบียนกัน แม้กระทั่งสัตว์เดียรัจฉาน พระพุทธศาสนาก็สอน ไม่ให้ฆ่า ไม่ให้ทำร้าย และในส่วนผลบุญที่มุ่งกระทำอันใหญ่ยิ่งนั้น พระพุทธศาสนาก็เน้นให้เห็นเป็นสำคัญ เพื่อให้เกิดความสันติ และ ความสงบอย่างแท้จริง



แต่สงครามนั้น อยู่ในมุมตรงกันข้ามกับศาสนาในความหมายดังกล่าวโดยสิ้นเชิง
เพราะสงครามคือ เรื่องของความวุ่นวาย เหนือความวุ่นวานทั้งหลาย
และ เรื่องของความวอดวาย เหนือความวอดวายทั้งปวง ดังจะเห็นได้ว่า
ไม่เคยมีสงคราม ขนาดไหน ที่ใด ที่จะไม่ก่อให้เกิดการทำลายล้างกัน ให้พินาศวอดวายลง
ด้วยเหตุนี้ เมื่อสาธุชนชาวพุทธได้พบคำว่า "สงครามศาสนา" จึงรู้สึกขัดหู
ไม่สนิทใจที่จะยอมรับว่า เป็นเรื่องที่มีจริง เป็นจริง อยู่ในโลกมนุษย์นี้ด้วย



การที่มีผู้คิดว่า "สงครามศาสนา" เป็นเรื่องที่ว่ากันเล่นๆ ไม่เป็นจริงเป็นจัง หรือแม้แต่จะนิ่งนอนใจว่า ถึงจะมีจะเป็นก็เป็นเรื่องในบ้านอื่นเมืองอื่น ในเมืองไทยเราไม่เคยมี และ จะไม่มีเป็นอันขาด จึงเป็นมูลเหตุสำคัญประการหนึ่งของความพยายาม ที่ได้ทำให้เกิดมี "บันทึกของน้ำตาล" หน้านี้ขึ้น เพราะสงครามศาสนานั้น เป็นเรื่องที่มีจริงเป็นจริง โดยยืนยันได้ ทั้งด้วยเรื่องราวที่เป็นมาแล้วในประวัติศาสตร์ และกำลังมีอยู่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ การที่เราจะปิดหูปิดตาตัวเอง ไม่ยอมรับเรื่องร้ายที่มีจริงว่ามีจริงนั้น ก็เช่นกันกับไม่ยอมเชื่อว่า งูพิษมีพิษนั่นเอง ย่อมเป็นการหมิ่นเหม่อย่างยิ่ง ต่อความทุกข์ทรมาน และ แตกดับวอดวายโดยไม่รู้ตัว



ข้อสำคัญ อีกข้อหนึ่งที่น่าสังเกต และ ควรจะได้ประจักษ์ชัดอยู่ในความสำนึก และ ตระหนักอยู่เสมอ ก็คือ "สงครามศาสนา" นั้น มีรากพิษแห่งความหวังร้าย มุ่งทำลายล้างกันลึกซึ้งยิ่งกว่าสงครามระหว่างชาติมากมายนัก ข้อนี้มีความจริงที่ปรากฎให้เห็นอยู่กับตา แม้ในทุกวันนี้ก็ยังเป็นเครื่องยืนยันได้ โดยไม่จำเป็นต้องหาเหตุผล หรือข้อมูลอันใดมายืนยันอีก "สงคราม" ที่มนุษย์ยกพวกเข้าห้ำหั่น ล้างผลาญกัน จนพินาศวอดวาย ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน ตลอดจนมโนธรรมแห่งความเป็นมนุษย์ ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาตินั้น หากเป็นสงครามที่เกิดจากการแย่งประโยชน์กัน ในลักษณะที่มีขอบเขตของชาติเป็นเส้นขั้นแบ่งฝ่ายรบกัน อันเรียกได้ว่า "สงครามระหว่างชาติ" แม้จะกว้างขวางใหญ่โตและรุนแรงเพียงไร ก็มีเวลายุติจบสิ้น และอยู่ในวิสัยที่จะกลบเกลื่อนให้สิ้นร่องรอยลงได้ เช่นที่โลกเราได้เคยเกิดสงครามอันยิ่งใหญ่ ที่เรียกว่า "สงครามโลก" มาแล้วถึงสองครั้งคือ .....

สงครามโลกครั้งที่ ๑ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๗ ถึง พ.ศ. ๒๔๖๑ และ
สงครามโลกครั้งที่ ๒ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๘๒ ถึง พ.ศ. ๒๔๘๘

แม้ว่าผลของมันจะร้ายแรงกว้างขวาง ล้างผลาญชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์เสียเหลือคณนานับก็ตาม มันก็ยุติจบสิ้นลงภายในเวลาเพียง ๖-๗ ปีเท่านั้น และเมื่อยุติแล้ว ชาติที่เป็นศัตรูกันก็คืนดีกัน และ เกิดการช่วยเหลือฟื้นฟูให้แก่กัน จนชาติที่แพ้สงครามกลับเฟื่องฟูมั่งคั่ง แทบจะไม่เหลือรอยแผลเป็นแห่งสงครามไว้สะดุดตาอีกเลย



โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   12/09/2003 03:58 PM  (208.147.1.3)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 5  
     
 


แต่ปรากฏแน่ชัดอยู่ในทุกวันนี้ว่า ..... ถ้าสงครามนั้นมีศาสนาเป็นเส้นขั้นแบ่งฝ่ายรบราฆ่าฟันกันแล้ว เวลายุติจบสิ้นจริงๆ แห่งสงครามนั้น เกือบจะมองไม่เห็น ถึงแม้จะหยุดฆ่ากันบ้างเป็นระยะๆ ก็เป็นเพียงการพักเอาแรง รอจังหวะรอโอกาสเท่านั้น หาใช่การยุติจบสิ้นแห่งสงครามอย่างแท้จริงไม่ ดังเช่นการสงครามที่คนในประเทศเลบานอนเขาล้างผลาญกันอย่างบ้าเลือด นั่นแหละ สงครามศาสนา ที่แสดงโฉมหน้าให้ปรากฎอยู่อย่างชัดเจน แม้ว่าจะมิได้ประกาศเป็นสงครามศาสนาชัดๆ โดยใช้สัญลักษณ์ของศาสนาเป็นยี่ห้อประทับไว้บนอกเสื้อของนักรบทุกคน แบบสงครามครูเสด ก็ถือได้ว่าเป็นสงครามที่ศาสนาได้เข้าไปเป็นปัจจัยสำคัญให้คนฆ่ากันเหมือนกับเห็นคนไม่ใช่คน คือศาสนาได้เข้าไปแบ่งคนเป็นสองพวก

- พวกหนึ่งเป็น .......... คริสเตียน
- พวกหนึ่งเป็น .......... มุสลิม

เมื่อมีเหตุกระทบกระทั่งกันไม่เท่าไรนัก ก็ยกพวกเข้าทำสงครามล้างผลาญกัน
เหมือนกับเกิดมาด้วยความตั้งใจจะมากินเลือดกินเนื้อกันโดยเฉพาะทีเดียว



ถ้าเราลองค้นคว้าสืบประวัติ ..... ไปถึงต้นรากแห่งสงครามนี้แล้ว ก็จะพบว่ามิใช่คนเลบานอน เพิ่งจะมาตั้งหน้าทำสงครามกินเลือดกินเนื้อกัน เมื่อ ๕ ปี ๑๐ ปีนี้เท่านั้น เขาทำสงครามแบบสืบสายเลือด มาด้วยระยะเวลาเป็นร้อยปีมาแล้ว นับตั้งแต่ชาวเลบานอน ถูกผ่าซีกออกไปเป็น เลบานอนคริสเตียน และ เลบานอนมุสลิมโน้นทีเดียว เขาเพิ่งจะมาหยุดรบกันชั่วระยะเวลา ที่ถูกกดหัวอยู่ด้วยฝ่าเท้าของนักล่าเมืองขึ้นอย่างฝรั่งเศส หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ นี้เท่านั้น พอฝ่าเท้าของนักล่าอาณานิคมฝรั่งเศสถูกบังคับให้ถอนออกไป ทั้ง ๒ ฝ่ายที่แยกกันโดยเด็ดขาดด้วยเส้นปันแดนศาสนา ก็โจนเข้าห้ำหั่นล้างผลาญกันอีก ซึ่งไม่มีผู้วิเศษคนใด จะพยากรณ์ได้ว่า คริสเตียน กับ มุสลิม ในเลบานอนจะยุติการทำสงครามล้างผลาญ กันอย่างเด็ดขาดจริงจังเมื่อใด อาจจะต้องรอให้พระเจ้าบนสวรรค์ของทั้งสองฝ่ายท่านได้พบกัน และ จัดงานสังสรรค์เชื่อมสัมพันธไมตรีกันเสียก่อนกระมัง ซึ่งมนุษย์ผู้ปรารถนาจะเห็นสันติภาพอย่างแท้จริงบนดินแดนแห่งนี้ คงต้องอดทนรอไปอีก สักร้อยชาติ พันชาติ โน่นแหละ...!!!



ที่เป็นเช่นนี้ ..... ก็เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ปรากฎชัดแล้วว่า สงครามเช่นนี้ ไม่อยู่ในวิสัยที่มนุษย์จะค้นหามาตรการอันใด มาสร้างความปรองดองอย่างแท้จริง ให้เกิดขึ้นแก่คนทั้งสองฝ่ายได้ เท่าๆ กับที่ไม่มีมนุษย์คนไหน พวกใดจะสามารถทำให้มนุษย์ทุกคนในโลก มีความคิดความเชื่อถือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้นั่นแหละ ดังจะเห็นได้ว่า ในสงครามศาสนาที่เลบานอนนี้ สหประชาชาติได้จัดกองกำลังรักษาสันติภาพจากประเทศใหญ่ๆ ถึง ๔ ประเทศ คือ อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และอิตาลี โดยมีอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยพร้อมสรรพ ไปคอยห้ามทัพไม่ให้ชาวเลบานอนคนละศาสนานั้นพิฆาตเข่นฆ่ากัน แต่ผลที่ปรากฎแล้วก็คือกองกำลังของสหประชาชาติเอง ก็ต้องเผ่นหนีแทบจะถอนเสาเต๊นท์ไม่ทันเมื่อกองกำลังของอเมริกา ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ โดนระเบิดล้มตายระเนระนาดลงถึง สอง สาม ร้อยคน เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๒๖



และ ..... ต่อมา โลกได้เริ่มฝันหวานกันใหม่กับมาตรการทางการเมืองระหว่างประเทศ นั้นคือมีการเจรจาสันติภาพกัน โดยกลุ่มศาสนาต่างๆ ในเลบานอน ถึงขนาดตัวประธานาธิบดี ซึ่งเป็นคริสเตียนลงทุนเดินทางไปพบปะเจรจากับผู้หนุนหลังรายใหญ่ฝ่ายมุสลิม ถึงประเทศซีเรีย แต่แล้ว โลกก็ต้องก้มหน้าด้วยความสังเวชสลดในต่อไป หลังจากถอนหายใจ ด้วยความโล่งอกอยู่ได้ไม่กี่เฮือกนัก โดยเส้นสีเขียวแบ่งเขตระหว่างคริสเตียนกับมุสลิม ในกรุงเบรุตได้เริ่มแดงเถือกไปด้วยเลือดมนุษย์สดๆ ที่สดกระจายไปด้วย พิษภัยของสงครามต่อไปใหม่ ทั้งๆ ที่เออออกันแล้วว่า จะเลิกฆ่ากัน และ ปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุขร่วมกัน จนกระทั่งโลกเริ่มจะสำนึกในความจริงแล้วว่า ตราบใดที่เลบานอนยังเป็นดินแดนของคนที่ต่างศาสนากัน ด้วยกำลังพอฟัดพอเหวี่ยงกันแล้ว คงจะต้องรอพระเจ้าลงมาห้ามทัพเสียก่อน สงครามจึงจะยุติได้ ลำพังมนุษย์สองมือสองเท้าเท่านั้น ไม่มีวันเสียแล้วที่จะเสกเป่าให้สงครามศาสนาในเลบานอนยุติลงได้อย่างแท้จริง



อันว่า ..... ประเทศเลบานอนนั้น เป็นเพียงแถบแผ่นดินเล็กๆ ริมทะเลเมดิเตอเรเนียนด้านตะวันออกเท่านั้น จึงอาจจะมีบางความคิดเห็นที่ยกเว้นให้แผ่นดินแห่งนั้น เป็นแผ่นดินแห่งเดียวในโลกที่มีสงครามศาสนา ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องไปสนใจนำพาให้เป็นที่รำคาญใจ หากจะมีความคิดเห็นเช่นนี้อยู่จริงแล้ว ก็น่าจะเข้าข่ายที่ควรถือว่า เป็นความเขลาที่น่าเศร้าสลดประการหนึ่งของมนุษยชาติ เพราะโดยความเป็นจริงนั้น สงครามที่ศาสนาเป็นตัวการสำคัญผลักดันให้มนุษย์ฆ่ากันอย่างบ้าเลือดแบบในเลบานอนนี้ แม้ในทุกวันนี้ ก็มิใช่จะมีอยู่แต่ที่แผ่นดินแถบเล็กๆ แห่งนั้นเพียงแห่งเดียว แต่มันมีอยู่อีกมากมายหลายแห่ง และพร้อมเสมอที่จะปะทุขึ้นได้ทุกแห่งในโลก ที่นักศาสนาประเภทการค้า ชูธงศาสนา เข้าไปตั้งอาณาจักรเพื่อแสวงหาประโยชน์ การรบฆ่าฟันกันอย่างน่าสังเวชในแคว้นปัญจาปของอินเดีย ระหว่าง ชาวฮินดู กับ ชาวซิกซ์ จนกระทั่งนางอินทิรา คานธี นายกรัฐมนตรีของอินเดีย ต้องดับชีพไปด้วยห่ากระสุนปืน เมื่อสิ้นเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ นั้น ก็คือภาพของสงครามศาสนาอย่างชัดเจน ซึ่งรู้กันอยู่ทั่วโลกว่า มูลเหตุสำคัญของความบาดหมางจนถึงกับต้องลงมือประหัตประหารกันนี้ จุดหลักของมันก็อยู่ที่คนอินเดีย พวกหนึ่งเป็นฮินดู...พวกหนึ่งเป็นซิกซ์ มีการยึดถือเอาความเป็นฮินดูและเป็นซิกซ์นี้ มาเป็นเครื่องแบ่งแยกอย่างลึกๆ อยู่ในจิตใจ ยังผลให้เกิดการแย่งประโยชน์กัน โดยมีศาสนาเป็นเส้นแบ่งปันแดน จนกระทั้งเกิดความคิด และ การดำเนินการ ที่จะเชือดเฉือนแผ่นดินออกไปตั้งเป็นประเทศต่างหากจากกัน ซึ่งมูลเหตุสำคัญอันนี้ล้ำลึกเกินกว่าที่มนุษย์จะพยายามลบล้างให้หมดสิ้นได้



กรณีพิพาท ..... ที่อินเดียกับปากีสถานยกทัพออกไปถล่มทลายกันเป็นพักๆ ที่ แคว้นแคชเมียร์ หรือ กัสมีระ โบราณนั้น ก็คือภาพของสงครามศาสนาเช่นกัน เป็นสงครามศาสนาระหว่างฮินดู กับ มุสลิม ซึ่งรอยบาดหมางที่ทำให้คนสองประเทศนั้นต้องล้มตายวายวอดลงเป็นพักๆ นั้น ก็ล้ำลึกเกินกว่าที่มนุษย์จะกลบเกลื่อนให้สูญสิ้นไปได้เช่นกัน ขณะนี้ ภาวะสงครามที่มีศาสนาเป็นเหตุปัจจัยสำคัญอยู่ด้วยเช่นนี้ ก็กำลังก่อตัวคุกรุ่นอยู่อีกแห่งหนึ่งในประเทศศรีลังกา ระหว่าง ชาวสิงหล กับ ชาวทมิฬ รากพิษแห่งความบาดหมาง อันจะนำไปสู่ความย่อยยับยุ่งยาก โดยไม่มีที่สิ้นสุดบนเกาะกลางมหาสมุทรแห่งนั้น มิใช่ปัญหาเกี่ยวกับเชื้อชาติอย่างเดียว แต่มีปัญหาความแตกแยกกันทางศาสนา เข้าผสมเป็นส่วนประกอบอันสำคัญด้วย โดย ชาวสิงหลเป็นชาวพุทธ ส่วน ชาวทมิฬ ดั้งเดิมนั้นเป็นชาวฮินดู แต่เคยได้เห็นภาพในจอ ที.วี. ซึ่งเป็นข่าวแพร่ไปทั่วโลก ชาวทมิฬซึ่งรวมกลุ่มกันเดินขบวน แข็งข้อต่อสู้กับฝ่ายปกครองที่เป็นชาวสิงหลนั้น ถือแผ่นป้ายแสดงสัญลักษณ์ไม้กางเขนอยู่ด้วย



ยังมีข้อที่น่าคิดคำนึงยิ่งกว่าที่กล่าวมาอยู่อีก ..... คือในปัจจุบันมีความจริง ที่ยืนยันให้ประจักษ์แก่โลกอีกด้วยว่า สงครามศาสนา นี้ หาใช่จะเกิดมีระหว่างหมู่มนุษย์ที่ถือศาสนาต่างกันเป็นคนละศาสนาเท่านั้นไม่ แม้หมู่มนุษย์ที่ถือศาสนาเดียวกัน ถือพระเจ้า ถือศาสดาร่วมกัน เพียงแต่สังกัดนิกายศาสนาต่างกันเท่านั้น เขาก็ทำสงครามฆ่ากันได้อย่างบ้าเลือด และมองหาจุดที่จะยุติไม่พบ ซึ่งความเป็นจริงเรื่องนี้ ก็แสดงตัวให้เห็นอย่างชัดเจนอยู่ในประเทศไอร์แลนด์เหนือ โดยทำสงครามต่อสู้กัน ระหว่างพวกโปรเตสแตนท์ซึ่งเป็นฝ่ายปกครอง กับ ฝ่ายคาทอลิกซึ่งเป็นฝ่ายแข็งข้อต่อสู้ ถึงขนาดพวกคาทอลิกจัดตั้งกองทัพของตนเองขึ้น เรียกว่า ขบวนการ ไอ.อาร์.เอ ซึ่งย่อมาจากคำว่า ไอริช รีปับลิค อาร์มี่ อันเป็นกองทัพที่ขึ้นชื่อลือชาในด้านการก่อการร้าย จนกระทั่งนายกรัฐมนตรีหญิงของอังกฤษคนหนึ่ง เกือบจะต้องสังเวยชีวิตให้แก่ฝีมือ พวกก่อการร้ายของกองทัพมหาประลัยนี้ มาแล้วเมื่อไม่นานมานี้ ภาพเหตุการณ์อันนับว่าเลวร้ายต่างๆ ที่นำมาชี้ให้ดูอย่างรวบรัดนี้ คงไม่มีใครมองเห็นว่า มันเป็นภาพมงคลสำหรับสังคมของมนุษย์อย่างแน่นอน เว้นเสียแต่ว่าเขาจะเป็นคนมีความคิดวิปริตผิดมนุษย์อยู่ในความสำนึก



ดังนั้น ..... จึงเชื่อว่า ไม่มีคนปกติคนใดปรารถนาได้เห็น ภาวะแห่งสงครามศาสนาแบบนี้ มาปะทุขึ้นบนแผ่นดินไทยของเรา ซึ่งเคยสงบสุขตลอดมาเป็นเวลาช้านาน ภายใต้ร่มเงาสันติธรรมอันสะอาดบริสุทธิ์แห่งพระพุทธศาสนา จึงใคร่จะขอวิงวอนให้ได้รับทราบว่า ข้อเขียนเรื่องนี้แม้จะมีชื่อว่า "สงครามศาสนา" แต่ก็มิได้มีเจตนา แม้แต่น้อยนิดที่จะก่อให้เกิดชนวนสงครามศาสนาขึ้นในบ้านเมือง หากแต่ตั้งใจเป็นแน่วแน่ที่จะสกัดกั้นต้านทานมิให้สงครามศาสนา มาก่อหวอดแพร่เชื้อร้ายจนปะทุขึ้น ทั้งนี้ก็เนื่องจากมีหลักฐานชี้ชัดว่า สงครามศาสนากำลังบ่ายหน้ามายังเอเชียตะวันออก และ กำลังเข้ามาแสดงบทบาทก่อหวอดแพร่เชื้อปะทุอยู่ในเมืองไทยนี้แล้ว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะบอกกล่าว เขย่าแขนเตือนเพื่อนร่วมชาติผู้รักสันติสุขอย่างแท้จริงทั้งหลาย ได้ร่วมกันรับรู้ไว้ โดยยึดหลักว่า...การที่ชาวบ้านรู้ทันว่าพวกโจรกำลังจะปล้นบ้าน ก็เป็นจุดเริ่มแรกที่สำคัญอย่างยิ่งแห่งการป้องกันบ้านให้พ้นภัยโจร หรือ อย่างน้อยที่สุดก็จะช่วยให้ไม่กลายเป็นผู้สนับสนุนร่วมมือกับเหล่าร้าย ทำลายบ้านทำลายเมืองของตัวเองโดยนึกไม่ถึง ซึ่งจะต้องเสียใจไปชั่วลูกชั่วหลานไม่รู้จบรู้สิ้น



ตาล ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ..... "บันทึกของน้ำตาล" หน้านี้ มิได้มีจุดหมายทั้งโดยตรง หรือ โดยอ้อมแต่ประการใด ที่จะก่อให้เกิดเป็นชนวนสงครามศาสนาขึ้นในบ้านในเมือง เพียงแต่มีเป้าหมายแน่วแน่ อยู่ที่การสะกัดกั้น มิให้ใครมาก่อจุดปะทุให้เกิดสงครามศาสนาขึ้นในบ้านในเมืองนี้ ซึ่งเป็นเมืองร่มเย็นด้วยเงาบริสุทธิ์แห่งสันติธรรมตามแบบพระพุทธศาสนามาช้านาน ที่จำเป็นต้องย้ำ ก็เพราะตระหนักอย่างแน่ชัดว่า จะต้องถูกฝ่ายตรงกันข้าม กล่าวหาว่า เป็นฝ่ายก่อสงครามศาสนาขึ้นอย่างแน่นอน เพราะชั้นเชิงแบบนี้ ฝ่ายนั้นยึดเป็นแบบฉบับที่ใช้ได้ผลสำหรับเขาตลอดมา ดังเช่นที่พวกเขาได้จ้วงจาบรุกล้ำเข้ามาก้าวก่าย วิจัยคำสอนของพระพุทธศาสนา จนพระพุทธเจ้ากลายเป็นผู้ถางทางไว้คอยท่าศาสดาของเขา และ ถูกชาวพุทธบางกลุ่มที่ล่วงรู้เท่าทันพากันเอะอะประท้วงขึ้น เขาก็ใช้สื่อมวลชนบางประเภทที่เขาขุนไว้จนเชื่อง ช่วยกล่าวหาว่า ชาวพุทธที่ประท้วงการกระทำอันเลวทรามของพวกเขาว่า เป็นฝ่ายหาเรื่องอันจะทำให้เกิดสงครามศาสนาทันที



แต่อย่างไรก็ตาม ..... ตาล ก็ใคร่จะขอประกาศไว้ในที่นี้ว่า หากจะมีการสู้รบปรบมืออะไรกันขึ้น ในลักษณะของสงครามศาสนาบนแผ่นดินผืนนี้แล้ว ก็ให้ได้โปรดทราบเถิดว่า จะเป็นไปในแบบแห่งปรัชญาชีวิต ที่คนไทยได้ร้องขอประกาศไว้ใน "เพลงชาติ" ทุกๆวันว่า .....

ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด ..... กล่าวคือ ..... คนไทยไม่รุกรานรังแกใคร แต่เมื่อคนไทยถูกรุกราน ถูกรังแกแล้ว เราก็จะสู้ไม่มีถอย แม้แต่ก้าวเดียว หมายถึงว่า หากจะต้องเกิดสงครามศาสนาขึ้นแล้ว เราชาวพุทธอยู่ในฐานะของผู้ต่อต้านการรุกรานเท่านั้น จึงไม่อยู่ในฐานะที่ใครจะประณามว่า เราเป็นฝ่ายก่อสงครามแต่ประการใด เราถูกรุกราน เราถูกรังแก เราจึงมีความชอบธรรมด้วยประการทั้งปวง ที่จะต้องปกป้องคุ้มกันพระพุทธศาสนาอันเป็นดวงใจของเรา ดังนั้น...ผู้ที่จะต้องรับผิดในฐานะก่อสงครามศาสนาขึ้น ในบ้านในเมืองอย่างแท้จริง ก็จะถูกประณามไปชั่วกัลปาวสาน กลุ่มชนใดผู้ยอมตัวเป็นทาสของต่างประเทศ ก่อเรื่องรุกรานพระพุทธศาสนา ด้วยเล่ห์เหลี่ยมบทบาทต่างๆ ทั้งในแง่วิชาการ เศรษฐกิจ สังคม และ การเมือง อยู่ในขณะนี้



ตาล ..... ขอให้ "บันทึกของน้ำตาล" หน้านี้ เป็นสื่อสะกิดเตือนกลุ่มชนผู้กำลังพยายามก่อจุดบาดหมางให้เกิด เป็นสงครามศาสนาเหล่านั้นว่า จงเลิกการกระทำของท่านเสียเถิด ถ้า เรารู้ เราเห็น เราจะต่อสู้ขัดขวางจนถึงที่สุด แน่นอนบนแผ่นดินผืนนี้ มีเสรีภาพในทางศาสนาอย่างสมบูรณ์ ซึ่งประวัติศาสตร์ได้บอกไว้ว่า มิใช่จะเพิ่งมามีขึ้นในระยะเวลา ที่เมืองไทยมีรัฐธรรมนูญนี้เท่านั้น หากแต่มีมาแล้วแต่บรรพกาล ใครจะไหว้เจ้า ไหว้ผี ทำพิธีบวงสรวงอะไร ก็เชิญได้ตามสบาย ชาวพุทธไทย ไม่เคยขัดข้อง ไม่เคยขัดขวาง ไม่เยาะเย้ยถากถางแต่ประการใด แต่การอ้างเสรีภาพ อ้างสิทธิ์มนุษยชาติ มนุษยชนอะไร เข้ามาก้าวก่ายก้ำเกิน ต่อคำสอนอันประเสริฐแห่งพระพุทธศาสนาของเรา ไม่ว่าจะด้วยเล่ห์กล เหตุผลใดๆ เราถือว่าเป็นเรื่องเหลือวิสัยที่จะยอมรับกันได้ เพราะมันเป็นเสรีภาพเกินขอบเขตของเสรีภาพที่จะพึงยอมรับได้จริงๆ แต่เราไม่มีอำนาจวาสนาพอที่จะจัดการกับการใช้เสรีภาพเกินขอบเขตนั้นได้ จึงเป็นความจำเป็น ที่เราต้องใช้มาตรการ หนามยอก เอาหนามบ่ง โดยนำเรื่องราวการวิจัยเชิงชำแหละ เรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาของเขาดูบ้าง ดูสิว่า เมื่อโดนเข้าบ้างแล้ว จะกระเทือนหรือไม่เพียงใด .....




โชคดีค่ะ บ๊ายบายนะคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   13/09/2003 11:50 PM  (203.107.130.10)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 6  
     
  มีความเห็นขัดแย้งเล็กน้อย ตรงที่ส่วนตัวเองไม่คิดว่ามีสงครามศาสนาจริงๆในโลก เชื่อว่าสงครามศาสนาเริ่มจากจุดเล็กที่เป็นความขัดแย้งในเรื่องวิถีชีวิตประจำวัน หรือเรื่องของอัตตา เพียงแต่การขยายผลต่อไปนั่นถึงเริ่มมีการปรุงแต่งโดยการอ้างถึงสิ่งที่จะเป็นตัวแบ่งความชัดเจนในระดับกลุ่มใหญ่ขึ้นนั่นก็คือศาสนา หรือ ลัทธิการปกครอง

อย่างไรก็ตาม ก็เป็นหนึ่งความเห็นน่ะ
 
     
    By: free will     14/09/2003 02:41 AM  (208.147.1.3)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 7  
     
  หลานน้ำตาล

ลุงชื่นชมหลานเสมอที่มีวุฒิภาวะทางความคิดสูง
เรื่องสงครามเริ่มที่สงครามภายใน คือ ใจคน แล้วออกมาภายนอกระหว่างคน
กลุ่มคนระหว่างค่ายความคิดความเชื่อ

เราต้องดับสงคราม โดยช่วยคนให้มีความเห็นที่ถูกต้อง(สัมมาทิฏฐิ)
ว่าอะไรเป็นอะไร ปมที่เป็นจริง ทั้งจริงแท้และจริงสมมติ

ขอให้หลานมีความสุขและขอให้คุณอาของหลานรวยๆยิ่งๆขึ้น .....//

สันติไมตรี

ลุง
 
     
    By: d_dr_marut  Mail to d_dr_marut   14/09/2003 06:28 AM  (203.107.130.10)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 8  
     
  ผมขอแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องสงครามศาสนาที่น้ำตาลกำลังจะเขียนต่อไปนะครับ อาจเป็นเรื่องสงครามครูเสด หรือสงครามระหว่างซิกข์กับอิสลามในปัญจาบ เกิดกับประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือห่างไกลจากการพัฒนาตามแนวตะวันตก(westernization) ที่มีความเข้มข้นในเรื่องของประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม(capitalism)

ซึ่งถ้าน้ำตาลจะเขียนต่อไปถึงเรื่องปัจจุบันที่เกิดการก่อการร้ายทั่วโลกส่วนใหญ่ของชาวมุสลิม ต่อชาวตะวันตกซึ่งส่วนใหญ่เป็นคริสต์นั้น ในความเห็นของผมคิดว่าไม่ใช่สงครามระหว่างศาสนานะครับ เป็นเพียงข้ออ้างของมุสลิมหัวรุนแรงเท่านั้นเอง แต่ความจริงแล้วเป็นความขัดแย้งกันระหว่างความเชื่อของศาสนาอิสลามที่ขัดแย้งกับแนวทางทุนนิยมที่มี usa เป็นแกนนำ จึงเกิดเหตุการณ์11กันยายนขึ้น และ

ปัจจุบันนี้ไม่มีประเทศไหนที่บอกว่าชาวคริสต์ต้องทำสงครามกับมุสลิม ส่วนมุสลิมสายกลางก็ไม่เคยบอกว่าต้องทำสงครามกับชาวคริสต์ อยากให้ดูตัวอย่างประเทศตุรกี หรือ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ซึ่งเป็นมุสลิมแต่ไม่มีใครออกมาโจมตีชาวคริสต์เลย เพราะปรเทศเหล่านี้เสพทุนนิยมกันจนเป็นมุสลิมใจแตกแล้วนั่นเอง จึงมองทุนนิยมเป็นเรื่องธรรมดาสากล แต่ประเทศมุสลิมเคร่งศาสนาเช่นอิหร่านมองว่าทุนนิยมเข้าไปกอบโกยรุกรานความปกติสุขของเขา ลองสังเกตข้อเรียกร้องของกลุ่มก่อการร้ายมุสลิมต่างๆสิครับ ล้วนต้องการให้ประเทศตะวันตกโดยเฉพาะ usa ถอนตัวถอนทหารและผลประโยชน์ออกจากประเทศของเขาเท่านั้นเองความรุนแรงทั้งหลายในปัจจุบันคงจะลดลงถ้า usa ลดดีกรีความละโมบแบบทุนนิยมลงไปบ้างเท่านันเอง

ชาวมุสลิม ไม่ได้กล่าวว่าศาสนาคริสต์ทำให้พวกเขาลำบากใจอะไรเลย ก็ไม่อยากให้คิดไกลไปถึงขนาดว่าจะเกิดสงครามระหว่างศาสนามุสลิมกับคริสต์อีกน่ะครับ เพราะปัจจุบันไม่ว่าประเทศคริสต์หรือมุสลิมที่เจริญแล้วเขาก็วางตัวอยู่ห่างๆไม่เข้าไปพัวพันกับเรื่องของusa กับอาหรับมากเกินไป เราชาวพุทธก็ได้แต่แผ่เมตตาให้กับมนุษย์ร่วมโลกเท่านั้นเอง
 
     
    By: chotiwi  Mail to chotiwi   14/09/2003 07:57 PM  (203.107.130.10)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 9  
     
  จริงๆแล้ว สงครามศาสนาไม่เคยมี แต่เป็นสงครามที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือต่างหาก

สงครามโลกนั้นใช้เชื้อชาติ และ ลักษณะการปกครอง เป็นเครื่องมือ

อิสลามเป็นศาสนาที่้แตกต่างจากศาสนาอื่นมาก ตรงที่ไม่ีมีนักบวช ดังนั้น การอบรมโดยการเมืองจึงแทรกซึมเข้ามา ตั้งแต่ สมัยศาสดาของศาสนา และ มีเรื่องกระทบกระทั่งกับการเมืิองมาตลอด (ไม่ได้เจาะจงว่้า ใครผิดหรือใครถูก)

ศาสนาพุทธ ก็ถือว่้า พระภิกษุกระทำสิ่งใดที่ขัดจากข้อห้าม ถ้าเป็นอาบัติหนัก ก็ขาดจากการเป็นพระภิกษุทันที จึงเรียกได้ว่า พระสงฆ์และำพระศาสนา นั้น บริสุทธิ์อยู่เสมอ

แม้พุทธเองจะสอนให้คนมีเมตตา แต่ คนอีักจำนวนมากถือพุทธ ตามใบทะเบียนบ้าน แม้แต่จะสวดมนต์ก็ยังไม่เป็น ยังไม่รวมถึงการฆ่า ปล้น ข่มขืน กันไม่เว้่นแต่ละวัน รวมทั้ง คนคล่องบาลีที่มาแอบแฝงหากิืนในศาสนา ให้เช่าพระ กระพือความเชื่อเรื่อง ทำบุญมากได้มาก ไปสวรรค์ แต่เงินเข้ากระเป๋าคนโกนหัวห่มผ้าเหลือง หรืด ดูหมอ ใบ้หวย อัีนเป็นเรื่องของ ไสยะ ไม่ใช้ พุทธที่ให้รักษาศีล เจริญภาวนา เพื่อหนทา่งหลุึดพ้นในที่สุด

กระันั้น ศาสนาพุทธก็ถูกระราน มาหลายครา เช่น กรณี บุโรพุทโธ ในอินโดฯ หรือ การฆ่าพระสงฆ์หมดเกาะในศรีลังกาสมัยอยุธยา

สงครามศาสนา จีง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือ เรื่องศาสนา เลยทีเดียว แต่เป็นเรื่องการนำศาสนามาใช้ในการเป่าหู พวกไร้ศาสนาและเป็นเหลือบของแต่ละศาสนา มาต่อสู้กัน
พวก นักรบในศาสนานั้นโดนเป่าหูด้่วยคำสอนนอกรูปแบบ จนกลายเป็นความเคยชิน ว่า การฆ่า นั้น ไม่บาป.....

แม้แต่คนพุทธเอง ที่มีข้อห้ามเรื่องการฆ่า หรือ การทำร้าย ยังมาส่งเสียเชียร์กันเย้วๆๆ ในเรื่อง ฆ่าตัดตอนยาเสพติด หรือ เรื่อง ถล่ม อัฟกานิสถาน เป็นต้น
อย่างที่พบเห็นในเว็บบอร์ดการเมือง เช่้น พันธุ์ทิพย์ดอทคอม สนุกดอทคอมและ อื่นๆ เป็นต้่น
 
     
    By: พี่เก่ง     15/09/2003 01:53 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 10  
     
 


การสงครามทั้งหลายที่เกิดขึ้น ..... ฝ่ายที่ควรแก่การแช่งด่าเกลียดชังในฐานะผู้ก่อสงคราม คือ ฝ่ายที่ส่งรี้พลเข้าไปรุกรานแผ่นดินของผู้อื่น ส่วนฝ่ายที่ลุกขึ้นยืนหยัดต่อสู้เพื่อรักษาราชอาณาเขตของตนนั้น ควรแก่การเห็นใจ และ ยกย่องสรรเสริญ ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะถูกประณามหยามเหยียดแต่ประการใด



สำหรับท่านชาวพุทธบางประเภท ..... ที่ลุขั้นสันติธรรมอันเลอเลิศและมีความเห็นว่า ใครเขาจะจ้วงจาบหยาบหยามแก่พุทธธรรมคำสอนอย่างไรก็ช่างเขา วิสัยของชาวพุทธต้องต่อสู้แบบสันติ ซึ่งสันติตามแบบของท่านนั้นคือ ปิดหู ปิดตา เงียบเฉย ไม่รู้ไม่ชี้ท่าเดียว หรือไม่อีกทีก็เอออวยช่วยผสมโรงกับเขาเสียเลย จะได้ไม่ต้องเอะอะอึกทึกอันขัดต่อสันติตามแบบของท่าน

"บันทึกของน้ำตาล" หน้านี้ ..... คงจะเป็นที่แสลงหูแสลงตาและแสลงใจของท่าน ผู้อ่านบางท่านเป็นแน่ เพราะมันเป็นการต่อสู้ที่ท่านเห็นว่าผิดวิสัยของชาวพุทธ และอาจจะเลยไปถึงกับถูกท่านพิจารณาว่า จะพาให้ท่านพลอยเดือนร้อนไปด้วยก็ได้ ดังนี้จึงจำต้องกราบเรียนขออภัยต่อท่านผู้อ่าน และ ขอให้ท่านผู้อ่านได้โปรดปิดหูหิดตา อย่าได้หันมาว้าวุ่นสนใจกับเอกสารหน้านี้ ซึ่งได้สรุปและคัดลอกมาจาก หนังสือที่ระลึก "รวมหลักธรรม" ของ พระธรรมปาโมกข์ เฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับ "สงครามศาสนา" นั้น หรือแม้ว่าจะเกิดอาการตัวสั่นงันงก ด้วยความหวาดหวั่นจะกลายเป็นพวกเดียวกันแล้ว ท่านก็มีสิทธิ์ที่จะตะโกนบอกแก่โลกได้ว่า ท่านเป็นชาวพุทธคนละประเภท ไม่เกี่ยวไม่ข้องกับเอกสารหน้านี้แต่ประการใด



แต่ ..... สำหรับชาวพุทธที่ห่วงใยในความมั่นคง แห่งพระพุทธศาสนา บนแผ่นดินไทยผืนนี้ ยินดีที่จะเสียสละแม้ชีวิต เพื่อพิทักษ์พระพุทธศาสนาไว้ให้เป็นสมบัติของลูกไทยหลานไทยสืบไป ไม่มีที่สิ้นสุดแล้ว และขอให้ท่านมั่นใจเถิดว่า แนวทางการต่อสู้เพื่อพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาเช่นที่เรากระทำกันนี้ บรรพชนของเราก็ได้เคยกระทำมาแล้ว และมีผลเป็นการสะกัดกั้นศัตรู และ กอบกู้พระพุทธศาสนาให้ยืนยงคงมาจนถึงทุกวันนี้ ดังปรากฎหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนว่า ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นยุคที่ทวีปเอเชียกำลังสั่นสะเทือนอย่างหนัก ด้วยน้ำมือของนักล่าเมืองขึ้นจากทวีปยุโรปนั้น ศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะนิกายโรมัน คาทอลิก ซึ่งมีบทบาทเป็นกองหน้าของกองทัพนักล่าเมืองขึ้น ได้พยายามเจาะไชทำลายพระพุทธศาสนาอันเป็นรากฐานสำคัญแห่งความมั่นคงของสังคมไทยอย่างลึกซึ้งรุนแรง ทั้งนี้ก็ด้วยหมายจะเปลี่ยนสังคมไทยที่เป็นสังคมพุทธ ให้กลายเป็นสังคมคริสต์ อันจะเป็นผลให้การยึดครองเป็นเมืองขึ้นของเขาหยั่งลึกลงไปถึงการยึดครองจิตใจคนไว้ในกำมือของเขาด้วย ดังเช่นที่เขาทำสำเร็จในเมืองญวนโน้น



ในครั้งนั้น ..... บรรพชนผู้ควรแก่การคารวะอย่างสูงท่านหนึ่ง ซึ่งดำรงตำแหน่งสำคัญของบ้านเมืองในด้านการติดต่อกับชาวต่างประเทศ ซึ่งเทียบได้รับรัฐมนตรีต่างประเทศสมัยนี้ คือ ท่านเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) ท่านไม่ยอมเป็นชาวพุทธประเภทปิดปูปิดตา ใครจะจ้วงจาบหยาบหยามต่อพระพุทธศาสนาอย่างไรก็ช่างใคร แต่ท่านมองเห็นอย่างแน่ชัดว่า ถ้าขืนปล่อยให้พวกทหารของนักล่าเมืองขึ้นกระทำการอันเลวทรามนั้นต่อไป อย่างสะดวกสบายแล้ว อันตรายอันร้ายแรงใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นแก่ ประเทศชาติ ศาสนา อย่างแน่นอน ท่านจึงเปิดฉากต่อสู้กับพวกคริสต์ที่ย่ำยีพระพุทธศาสนา อย่างชนิดที่เรียกกันในสนามฟุตบอลว่าถึงลูกถึงคนเชียวล่ะ โดยท่านได้เรียบเรียงเอกสารขึ้นเล่มหนึ่งชื่อว่า หนังสือแสดงกิจจานุกิจ ซึ่งฟังแต่เพียงชื่อหนังสือแล้ว ก็ไม่มีอะไรแต่อย่างใด แต่เนื้อหาสาระภายในนั้น เป็นการสาวไส้ และ ถลกหลังศาสนานั้น ออกมาตีแผ่ไว้อย่างถึงพริกถึงขิง และ เป็นจริงทุกเนื้อถ้อยกระทงความ โดยท่านมิได้สะทกสะท้านหวั่นเกรงเสือช้างที่ไหนแต่อย่างใด และ เอกสารเล่มนี้ ท่านอาจารย์ สุกิจ นิมมานเหมินท์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา ได้เขียนคำนำแสดงความชื่นชมเป็นอย่างมาก ในคราวที่ท่านนำไปพิมพ์แจกจ่าย ในงานกฐินที่วัดเกตุการาม จังหวัดเชียงใหม่เมื่อพ.ศ. ๒๕๑๓ โดยกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า



เอกสารฉบับนี้ ..... มิใช่จะสนใจกันอยู่แต่ในหมู่คนไทยเท่านั้น หากแต่ชาวต่างประเทศที่เป็นผู้คงแก่เรียน และ เคารพในเหตุผล ได้นำไปแปลเป็นภาษาต่างประเทศ และ นำเอาไปอ้างอิงในหนังสือที่เขาเรียบเรียงขึ้นอีกด้วย ดังข้อความตอนหนึ่งในคำนำของท่านอาจารย์ สุกิจฯ ว่า หนังสือฉบับนี้ ออกจำหน่ายเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๐ ซึ่งนับว่าเป็นเวลา ๑๐๒ ปีมาแล้ว เป็นหนังสือที่ทำให้เกิดมีการวิพากย์ วิจารณ์ต่างๆ ทั้งในหมู่คนไทยและในหมู่คนต่างประเทศที่เข้ามาพำนักในประเทศไทยเวลานั้น พวกที่ไม่พอใจมากที่สุดก็เห็นจะเป็นพวกสอนศาสนา เพราะเป็นการขัดต่ออาชีพของเขาเหล่านั้น แต่ก็เป็นที่นิยมชมชอบของผู้ที่มีน้ำใจเป็นกลาง เห็นความสำคัญของความดีของพระพุทธศาสนา และเล็งเห็นเจตนาดีของท่าน ในการที่จะเผยแพร่ความรู้ให้แก่คนไทย มีฝรั่งบางท่านถึงกับนำเอาข้อความของท่านบางตอนไปแปล ลงในหนังสือที่กล่าวพาดพิงไปถึงพระพุทธศาสนาในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน

หนังสือเรื่อง ..... เดอะ วีล ออฟ เดอะ ลอร์ [ The Wheel of the Law ]
ของ ..... นายเฮนรี อัลบาสเตอร์ [ Henry Alabaster ]



นี่คือ ..... แบบฉบับของบรรพชนที่มีอยู่แล้ว อันเป็นแบบฉบับแห่งความกล้าหาญ เคารพต่อเหตุผล และ ความถูกต้องเหนือสิ่งอื่นใด พวกเราทั้งหลายในฐานะผู้รับมรดกพระพุทธศาสนามาจากท่าน และมีหน้าที่ๆ จะต้องพิทักษ์คุ้มกันและส่งมอบแก่ลูกหลานสืบไป หากมัวแต่นั่งงอมืองอเท้าปิดหูปิดตา ด้วยความหวาดหวั่นครั่นคร้ามไปเสียทุกทิศทุกทางแล้ว ก็น่าจะบอกแก่ตัวเองได้อย่างเดียวว่า ... เป็นคนไม่ใช่คน ... เราจะ สู้ สู้ ตามแนวทางแบบอย่างที่บรรพชนท่านสู้ และ สำเร็จผลมาแล้ว มันอาจจะเป็นอะไร ก็ให้มันเป็นไป



แถลงเหตุอีกข้อหนึ่ง ..... ซึ่งจะขอประกาศให้ประจักษ์ไว้เป็นประเด็นสุดท้าย คือ เอกสารเรื่อง สงครามศาสนา นี้ ได้ยึดหลักตามที่ทางราชการท่านได้วางไว้ กล่าวคือ ในกรณีที่นักวิชาการคนหนึ่ง ของมหาวิทยาลัยใหญ่แห่งหนึ่ง ได้ทำการวิจัยหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา จนเกิดผลเป็นความขุ่นข้องหมองใจของชาวพุทธ และ ได้มีการเอะอะโต้แย้งกันขึ้น ทำให้หน่วยราชการแห่งหนึ่งติดต่อ ขอให้ทบวงมหาวิทยาลัยช่วยสอดส่องดูแลไม่ให้มีการกระทำเช่นนั้น อันมีแต่จะก่อให้เกิดบาดหมางกันระหว่างคนในชาติ บางทบวงมหาวิทยาลัยได้วางนโยบายขึ้นไว้เป็นหลัก ดังปรากฎในบันทึกจากรัฐมนตรีว่าการทบวง ถึง ปลัดทบวง ลงวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๖ ซึ่งมีข้อความสำคัญข้อหนึ่ง ดังนี้ .....



๓. รองศาสตราจารย์ ..... ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่องพระไตรปิฎกสำหรับชาวคริสต์ และ ปรัชญาอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพุทธปรัชญา ภายในบรรยากาศ ซึ่งเกื้อกูลเสรีภาพทางวิชาการของมหาวิทยาลัยฯ อันเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสร้างสรรค์ค้นคว้าทางวิชาการ ข้อสรุปในผลงานทางวิชาการเช่นนี้ จะถูกต้องหรือบกพร่องประการใด เป็นสิ่งที่นักวิชาการทั้งหลายควรจะได้วิเคราะห์วิจารณ์กันต่อไป ซึ่งทบวงมหาวิทยาลัยควรจะได้ส่งเสริมการปฏิบัติตามประเพณีของวิชาการเช่นนี้ และให้โอกาสนักวิชาการอื่น ที่จะเสนอผลงานของตน สนับสนุนหรือคัดค้านต่อไป



เมื่อ ..... ทางราชการท่านวางหลักไว้อย่างนี้ ท่านอาจารย์ผู้เขียนจึงได้ถือหลักของท่านเขียนเอกสารเล่มนี้ขึ้น โดยถือว่าเป็นการปฏิบัติตามประเพณีของวิชาการ ภายในบรรยากาศซึ่งเกื้อกูลเสรีภาพทางวิชาการ เช่นกัน เพราะ การเขียนเอกสารเรื่องนี้ขึ้น ก็มิได้เกิดลักษณะพิเศษ นอกประเพณีการเขียนหนังสือแต่ประการใด และท่านอาจารย์ผู้เขียนก็ขอประกาศว่า เขียนขึ้นในฐานะนักวิชาการเหมือนกัน แม้ว่าจะมิได้มียศฐาน์บรรดาศักดิ์เป็น รองศาสตราจารย์กินเงินเดือนจากภาษีอากรของชาวไทย ซึ่งส่วนใหญ่ถือศาสนาพุทธ ท่านอาจารย์ผู้เขียนก็ถือสิทธิ์ตั้งตัวเองเป็น นักวิชาการได้เหมือนกัน เพราะท่านอาจารย์บอกว่าไม่เคยได้ยินเขาว่ากันที่ไหนว่า จะต้องตีทะเบียนกันตามระเบียบบทกฎหมายเสียก่อนจึงจะเป็นนักวิชาการได้ ท่านบอกว่า ... มีแต่เคยได้ยินเขาล้อเลียนในทำนองอยากจะหัวเราะเยาะกันอยู่ ด้วยถ้อยคำอันชวนให้จั๊กจี้หัวใจว่า ... นักวิชาการตะบวยอะไร ทำนองนี้เท่านั้น



ส่วนที่ว่า ..... ข้อเขียนเรื่องนี้ มันจะก่อให้เกิดวิวาทบาดหมางกันอย่างไร ก็ขอย้ำอีกครั้งว่า เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ เพราะเรามิใช่เป็นฝ่ายก่อเรื่องกระทำการ อันเป็นที่แสลงใจกันขึ้นก่อน เราเพียงแต่ทำแบบที่เขาทำด้วยจุดประสงค์ ที่จะให้ได้ชิมรสกันดูว่า เมื่อโดนเข้าให้บ้างแล้ว มันจะเปรี้ยวหวานมันเค็ม หรือขมขื่น บาดคอ บาดใจเพียงไรเท่านั้น ...มันจะเป็นอะไร ก็ให้มันเป็นไป ...

ท่านอาจารย์ผู้เขียนกล่าวว่า ..... ก็ท่านรัฐมนตรีทบวงมหาวิทยาลัย
ท่านยังเห็นว่าการรุกล้ำก้าวก่ายเข้ามาสร้างความคลาดเคลื่อนเลอะเลือน
ในคำสอนของศาสนาอื่น เป็นเสรีภาพทางวิชาการอย่างนั้นแล้ว
เราจะมัวไปกลัวอะไรกันอีกเล่า ?

อีกประการหนึ่ง ..... เราถูกรุกราน เราถูกรังแก ถ้ามัวแต่นอนหลับตา
หรือนั่งยิ้มแต้แล้ว ก็มีแต่ตายกับตายลูกเดียว ... นะท่าน




โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   16/09/2003 12:44 AM  (203.107.130.10)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 11  
     
  ผมเห็นด้วยกับท่าน d_dr_marut นะครับ

สงครามที่แท้จริงมันอยู่ในใจเราทุกคน..........

อวิชชา(ความหลง) ทำให้เรามองทุกอย่างคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง(มิจฉาทิฏฐิ) ปิดบังพุทธิปัญญา(สัมมาทิฏฐิ)ในการนำความสงบสุข และสันติภาพที่แท้จริงมาสู่มวลมนุษยชาติ

หากเราจะแก้ปัญหาใดๆไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ศาสนาและ วัฒนธรรม ต้องอบรมตัวเราเองด้วยไตรสิกขา และ ช่วยคนส่วนรวมให้มีความคิด ความเห็นอันถูกต้องก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากและเหน็ดเหนื่อยมิใช่น้อยครับ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ทุนนิยมครองโลก อย่างที่น้องตาลนำคำกล่าวของท่าน ส.ศิวลักษณ์มาบอกต่อไงว่า

คนในโลกชอบความโลภ แต่พุทธไม่ชอบ
คนในโลกส่วนใหญ่ชอบความโกรธ แต่พุทธไม่ชอบ
คนในโลกส่วนใหญ่ชอบความหลง แต่พุทธไม่ชอบ

ขอกล่าวคำทิ้งท้ายไว้หน่อยแล้วกันว่า......

พุทธองค์ เพ่งมอง เหล่ามวลมนุษย์
จิตพิสุทธิ์ เปี่ยมกรุณา น่าสงสาร
ล้วนมีทุกข์ สุขนิดเดียว ทนทรมาน
ต่างวายปราณ กาลล่วง ทุกผู้คน

จำแนกธรรม นำสว่าง แสงปัญญา
เพื่อนำพา เหล่าสัตว์ พ้นสงสาร
แต่ก็มี แค่หยิบมือ ที่พบพาน
กิเลสมาร กักขังจิต มองผิดไป

ลองค้นหาตัวเองต่อไปทุกๆคนนะ
 
     
    By: นรชาติ     16/09/2003 12:16 PM  (202.57.131.189)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 12  
     
  เห็นด้วยกัยน้ำตาล และพร้อมที่จะสนับสนุนทุกอย่าง ชาวพุทธเราถูกกีดกันทั้งๆที่อยู่ในชนชาติที่เรียกว่านับถือพุทธด้วยซ้ำภายใต้นักการเมืองและนักวิชาการที่ทำตัวเป็นทาสทางความคิด อย่าให้พวกเรานี้ตะแบงต่อไปเลย กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา  
     
    By: blackninja     17/09/2003 03:21 AM  (203.150.14.161)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 13  
     
  มีหนังสือชื่อ เผยโฉมประวัติศาสตร์โลก เขียนโดย ท่าน เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย
มีเรื่องราวหลายๆเรื่อง เกี่ยวข้องกับ สงครามศาสนา เช่นกัน

ไว้ว่างๆกว่านี้จะันำมาลงต่อจาก น้ำตาล ครับ
 
     
    By: พี่้เก่ง     17/09/2003 02:35 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 14  
     
  ครับ แจ๋วครับขอยืมข้อมูลไปอ่านเอาความอีกรอบนะครับ
ขอบคุณครับ
 
     
    By: น้ำเงิน     17/09/2003 06:08 PM  (203.144.143.250)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 15  
     
  เราจะทำการปกป้องพระพุทธศาสนาเป็นเจตนารมณ์อันดี ไม่ควรให้ใครเข้ามารุกรานเรา ไม่ว่าวิถีทางใด หรือ แม้นแต่จำต้องรับศึกสงครามทุกรูปแบบ ถึงขนาดขั้น สงครามศาสนา แม้นแต่ครั้งพุทธกาล พระพุทธองค์เร่งเผยแผ่พระศาสนาให้ยั่งยืน ให้มีผู้บรรลุมรรค ผล นิพพานมากพอที่จะทำให้พระศาสนายั่งยืนได้(เน้นคุณภาพ ไม่ใช่เน้นปริมาณ) คือ สามารถปราบ ผู้กล่าวจาบจ้วงพระธรรมให้ผิดไปจากความเป็นจริงที่พระองค์สอน และแก้สิ่งที่เห็นผิดเป็นถูกได้
*************
เมื่อพระองค์แน่พระทัยว่าศาสนาจะตั้งมั่นได้พอควร เพราะมีอริยสาวกที่บรรลุธรรมมากพอควรแล้วที่จะรักษา พระธรรมวินัยให้ยั่งยืนอย่างถูกต้อง
**************
หากเราขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เที่ยงตรง ในธรรมแท้แล้ว เห็นว่าการจะรักษาพระศาสนาให้ยั่งยืน อาจเกิดความผิดคลาดได้เช่นกัน ขอให้ใช้ความระมัดระวังให้มาก(ไม่ประมาทในธรรมทั้งปวง)


โชคดีครับ บ๊าย...บาย เช่นกัน น้องจ๋า
๑๑๑ นรชาติ๑๑๑
 
     
    By: นรชาติ     18/09/2003 05:22 PM  (202.57.161.105)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 16  
     
  เฮ้อ...คนเราก็งี้แหละนะ
จะตายกันอยู่แล้วก็ยังไม่ปล่อยวางอีก...
ไม่ชอบเลย สงครามเนี่ย...
 
     
    By:      18/09/2003 11:33 PM  (203.107.130.11)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 17  
     
 


ศาสนาสงคราม ….. ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาสาระ อันแท้จริงของเรื่องตามที่ได้ตั้งชื่อไว้ว่า สงครามศาสนา ควรจะคลี่คลายปัญหาเคลือบแคลงสำคัญประการหนึ่งเสียก่อน คือ ปัญหาที่ติดใจอยู่ว่า... ทำไมศาสนาจึงกลายเป็นตัวการสำคัญที่ผลักหลังมนุษย์ให้ฆ่ากันใหญ่โตจนเกิดเป็นสงครามไม่รู้จบ ที่ถูกแล้ว ศาสนา น่าจะเป็นคุณสำคัญที่ช่วยระงับยับยั้งสงครามมากกว่า การที่ศาสนากลายเป็นตัวการก่อสงครามเสียเองนั้น ดูแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับคำเปรียบเปรยที่ว่า ปีศาจคาบคัมภีร์ นั่นเอง...



แน่นอนทีเดียว ..... ปัญหานี้ไม่อาจคลี่คลายได้ด้วยการเบี่ยงเบนหันหลังให้แก่ความจริง เพราะความเป็นจริงที่ศาสนาบางศาสนาได้กลายเป็นตัวการสำคัญก่อสงคราม ทำให้มนุษย์ฆ่ากันวอดวายอยู่ชั่วเวลาช้านานนั้น เป็นความจริงที่มีตัวมีตนชัดเจนอยู่ทั้งในประวัติศาสตร์ และในเหตุการณ์ปัจจุบัน แต่ปัญหานี้ อาจจะคลี่คลายไปได้ด้วยการยอมรับ และ เข้าใจความจริง ซึ่งการคลี่คลายนั้นจะเกิดขึ้นในลักษณะที่ปลงใจเสียว่า เมื่อเรื่องมันเป็นอย่างนี้ มันก็ต้องเป็นอย่างนี้



กล่าวคือ ..... ศาสนาต่างๆ ในโลกนี้ แม้จะเรียกด้วยคำว่า ศาสนา เหมือนกัน แต่เนื้อแท้ และ ความเป็นไปทั้งหลายนั้น มีความผิดแผกแตกต่างกันไปคนละทิศละทาง จนทำให้ต้องมีการแบ่งศาสนาออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ๒ ประเภท ได้แก่

๑. ศาสนาประเภท เทวนิยม คือศาสนาที่มีหลักสำคัญอยู่ที่การปลูกฝังสั่งสอนให้ศาสนิกมอบกายถวายชีวิตไว้ใต้เบื้องบาทแห่งการผูกขาดยึดครองของพระเป็นเจ้า กล่าวย่อๆ ว่า เป็นศาสนาถือพระเจ้า กับ

๒. ศาสนาอีกประเภทหนึ่ง เรียกว่า ศาสนาอเทวนิยม คือ ศาสนาที่เน้นหลักจริยธรรมและสัจธรรมเป็นสำคัญ ไม่ยอมรับความสำคัญของพระเจ้าแต่อย่างใด

และนอกจากนี้ ..... ศาสนาฝ่ายเทวนิยมเองก็ยังแบ่งแยกออกไปอีก เป็น

๑. เทวนิยมชนิดถือพระเจ้าองค์เดียว กับ
๒. เทวนิยมถือพระเจ้าหลายองค์



นอกจากนี้ ..... ยังมีข้อที่ชวนให้เห็นความใจแคบอย่างน่าอนาถใจของศาสนาที่สังกัดในฝ่ายเทวนิยมอีกด้วย คือ แสดงน้ำใจเป็นนักผูกขาดอย่างน่าเกลียดเป็นที่สุด โดยคิดจะผูกขาดสรวงสวรรค์ไว้ให้พระเป็นเจ้าของตนครอบครองแต่เพียงลำพัง ทั้งๆ ที่สวรรค์นั้นก็รู้ๆ กันอยู่แล้วว่ามันกว้างใหญ่ไพศาล จนหาต้นหาปลาย หาหัวหาท้ายไม่พบ ทำไมพระเป็นเจ้าจึงจะนั่งเอ้เตครอบครองอยู่แต่องค์เดียว แบ่งให้พระเป็นเจ้าองค์อื่นๆ ของศาสนาอื่นๆ เขาได้อาศัยบ้างไม่ได้เชียวหรือไง ทำไมจึงจะต้องปฏิเสธว่า พระเจ้าองค์อื่นๆ ไม่มี จะมีอยู่ก็แต่พระเจ้าของตนเพียงองค์เดียว อาการแบบนี้ ไม่น่าจะหลงเหลืออยู่ในโลกนี้ได้อีก แต่ก็ยังเหลืออยู่ เช่น มีพวกคริสต์บางกลุ่ม ซึ่งมาสิงสู่อาศัยแผ่นดินไทย และแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะของตน ได้ออกใบปลิวแจกจ่ายประณามพระเจ้า และ รูปเคารพที่คนอื่นเขาสักการะบูชาว่า เป็นรูปเคารพบูชาพระเจ้าปลอม พระเจ้าเที่ยงแท้ มีแต่พระเจ้าของตนที่มีนามซึ่งมนุษย์ตั้งให้ว่าพระยโฮวาห์ หรือ เยโฮวาห์ เท่านั้น



ว่าไปแล้ว ..... ที่พวกคริสต์บางกลุ่ม ดอดเอาพระยโฮวาห์ หรือ เยโฮวาห์ มากอดรัดว่า เป็นพระเจ้าเที่ยงแท้แต่พระองค์เดียวนั้น สืบประวัติดูแล้ว น่าขายหน้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะไปตู่เอาพระเจ้าของชาวยิว มาครอบครองอย่างไม่รู้จักอับอาย เพราะตามประวัติจริงๆนั้น พระยโฮวาห์ ของพวกชาวยิว เขาปั้นของเขาขึ้นมาเคารพบูชาก่อน โดยเขาเรียกของเขาว่า พระยาเวห์ พวกชาวคริสต์บางกลุ่ม เกิดทีหลังในลักษณะอาศัยท้องของชาวยิวเกิด คือ อาศัยคัมภีร์ ของชาวยิวเป็นหลัก คือ ไม่มีปัญญาจะปั้นพระเจ้าของตนขึ้นบ้าง ก็เลยทึกทักตู่เอา พระยาเวห์ของชาวยิวไปเป็นพระเยโฮวาห์ของตน จึงอยากจะถามว่า ถ้าพระเจ้าของศาสนาอื่นเป็นพระเจ้าปลอมแล้ว พระยาเวห์ของชาวยิว ก็ปลอมเหมือนกัน เพราะ ศาสนายิว กับ ศาสนาคริสต์เป็นคนละศาสนากัน



ถ้า ..... พระยาเวห์ปลอม พระเยโฮวาห์ จะเที่ยงแท้ได้อย่างไร ไม่น่าจะเอาพระเจ้ามาหาเรื่องทะเลาะกันแบบนี้เลย พูดไปพูดมาก็มัดตัวเองแบบนี้แหละ



ด้วย ..... ความผิดแผกแตกต่างกันของสภาพที่เรียกว่า ศาสนา แบบนี้แหละ ศาสนาทั้งหลายจึงมีมโนคติผิดแผกแตกต่างกันห่างไกลมาจนปรากฏความเป็นไปชัดเจนอยู่ในประวัติศาสตร์ว่า ศาสนาฝ่ายเทวนิยม มักจะเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับการสงครามมาโดยตลอด จนอาจเรียกได้ว่าเป็น ศาสนาสงคราม ซึ่งเรื่องนี้ สามารถจะเปิดประวัติศาสตร์ของแต่ละศาสนาที่เป็นฝ่ายเทวนิยมศึกษาดูได้โดยไม่ยาก ดังจะขอนำมากล่าวถึง พอเป็นหลักฐานยืนยันต่อไป .....




โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   19/09/2003 07:04 PM  (203.107.130.10)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 18  
     
  ไม่มีสิ่งใดจะเป็นโทษเป็นภัยทำกับ "การมองผิดไปจากที่เป็นจริง" ที่ในภาษาธรรมท่านเรียกว่า "มิจฉาทิฏฐิ" ที่น้องตาลบอกเล่ามาทั้งหมด ก็คือ การที่คนเราเป็นผู้ซึ่งมีกิเลสมองผิดจากธรรมชาติที่เป็นจริงนั่นเองด้วยความไม่รู้(อวิชชา คือ ความเขลาหรือโมหะนั่นเอง) และด้วยความยึดถือมั่นในความคิด ความเห็นอันผิดๆนั้นเอง ที่นำมาก่อสงครามศาสนา ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ผู้ที่ไม่มีความเชื่อ หรือ มีความเห็นเช่นเดียวกับตนเอง โดยอ้างความชอบธรรม คือ ผลักความผิดไปให้คนที่ถูกฆ่านั่นเองว่า เป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า ส่วนตัวคนที่ไปฆ่าเขาก็อ้างอำนาจความชอบธรรมจากพระเจ้าที่มอบหมายอำนาจมาให้ตน เพื่อทำลายปฏิปักษ์ของพระเจ้า อะไรทำนองนี้ จะเห็นว่าที่กล่าวมานี้คือ ลักษณะของคนหลง(อำนาจบอดของกิเลส)นั่นเอง

น่าสงสารจริงๆนะ แต่ขอให้ฉลาดแก้หลงด้วยปัญญา ก็จะเบิกบาน
 
     
    By: นรชาติ     22/09/2003 10:19 AM  (202.57.161.105)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 19  
     
 


ศาสนาฮินดู ….. ควรจะได้หยิบยกขึ้นมาเริ่มต้น ในฐานะที่เป็นศาสนา ซึ่งมีหลักฐานเป็นกิจจะลักษณะขึ้นในประวัติศาสตร์ ก่อนศาสนาอื่น เท่าที่รู้จักกันอยู่ในปัจจุบัน ในส่วนที่เป็นตำนาน ปรากฏว่า ศาสนาฮินดู ได้มีการทำสงครามที่ใหญ่โตถึง ๒ ครั้ง โดยเคารพนับถือกันว่า การทำสงครามใหญ่ ๒ ครั้งนี้ คือประวัติอันสำคัญสูงสุดแห่งการแสดงกฤษฎาภินิหารอันยิ่งใหญ่แห่งพระเป็นเจ้าของตน และบันทึกรายละเอียดโดยพิสดารไว้เป็นคำประพันธ์อันยิ่งใหญ่ ซึ่งเคารพนับถือกันว่าเป็นคัมภีร์สำคัญ ๒ คัมภีร์ คือ

- มหากาพย์รามายณะ และ
- มหากาพย์มหาภารตะ

คำประพันธ์ทั้ง ๒ เรื่องนี้ ..... โลกยอมรับด้วยว่าเป็นวรรณกรรมอันยิ่งใหญ่ของโลกเฉพาะมหากาพย์มหาภารตะนั้น เป็นคำฉันท์ถึง ๙๐,๐๐๐ โศลก ซึ่งถือกันว่าเป็นคำประพันธ์ประเภทร้อยกรองที่ยาวที่สุดในโลก อันนี้คือข้อชี้ชัดว่า ชาวฮินดูมีความสำนึกในความสำคัญของประวัติการณ์ ๒ เรื่องนี้ของเขาเพียงไร



มหากาพย์รามายณะ ..... มาแพร่หลายในเมืองไทย โดยนักปราชญ์ของไทยได้นำมาประพันธ์เป็นวรรคดีสำคัญชื่อว่า รามเกียรติ์ ซึ่งแปลได้ว่า เรื่องราวอันเป็นเกียรติประวัติของพระราม พระรามนั้นคือ พระนารายณ์ซึ่งเป็นพระเป็นเจ้าสูงสุดองค์หนึ่งของฮินดู ได้ทรงอวตารลงมาปราบยักษ์ซึ่งมีประมุขชื่อว่าทศกัณฐ์ เรื่องราวทั้งหมดในมหากาพย์รามายณะที่ไทยเรารู้จักในเรื่องรามเกียรติ์นั้น ไม่มีอะไรอื่น นอกจากการทำสงความรบราฆ่าฟันกันโดยตลอด จนถึงขนาดเผาบ้านเผาเมือง เผาปราสาทราชวังกันก็มี

ในด้านประวัติศาสตร์ ..... ซึ่งถือกันว่าเป็นหลักวิชาเชื่อถือได้ในความเป็นจริงนั้น ก็ยอมรับกันว่า ประวัติการณ์ในมหากาพย์รามายณะนั้นมีเค้าความเป็นจริงอยู่ในประวัติศาสตร์ของ ชาวอริยกะ หรือ อารยัน ซึ่งเคลื่อนย้ายจากใจกลางทวีปเอเชียเข้ามาในประเทศอินเดียในปัจจุบัน



ดินแดนแห่งนี้ ..... ไม่ใช่ป่าดงพงพีรกร้างว่างเปล่า แต่เป็นดินแดนที่มีเจ้าของครอบครองอยู่แล้ว ซึ่งเจ้าของเดิมเหล่านี้ปรากฏชื่อในประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาว่า ได้แก่ ชนชาติมิลักขะ ส่วนประวัติศาสตร์สากลเรียกว่า ทัษยุ อันเป็นต้นตอของคำว่า ทาส

พวกมิลักขะ หรือ พวกทัษยุ นี้ ..... มิใช่ชาวป่าชาวดงที่ไร้วัฒนธรรมความเจริญแต่อย่างใด หากแต่เป็นชนชาติที่มีความเจริญพอตัวทีเดียว ดังจะเห็นได้จากเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งได้เค้ามาจากมหากาพย์รามายณะว่า พวกยักษ์ที่พระเป็นเจ้าของพวกอริยกะ รุกไล่ปราบปรามนั้น ไม่ใช่ยักษ์ป่ายักษ์ดง แต่เป็นยักษ์ที่ครองเมืองรุ่งเรืองใหญ่โต มีปราสาทราชวังโอฬาร มีขนบธรรมเนียมและศิลปะวิทยาการของตนเอง พวกพระรามซึ่งเป็นพระเป็นเจ้าเสียอีก ยังต่ำต้อยด้อยกว่าเป็นไหนๆ ที่อยู่อาศัยก็ทำเป็นเพิงพักชั่วคราวใช้ต้นไม้ใบหญ้ามาทำขึ้น พวกไพร่พลที่ใช้ทำสงครามก็ไปเที่ยวจับเอาสัตว์ป่าคือลิงค่างมาเป็นทหาร แต่พวกมิลักขะมีข้อเสียเปรียบเป็นบางประการ จึงต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และเป็นผู้โดยปลายปากกาของพวกอารยันเสกให้เป็นผู้ร้ายไป



นักประวัติศาสตร์ ..... ได้เน้นสาเหตุสำคัญแห่งความพ่ายแพ้ของพวกมิลักขะไว้ ๒ ประการคือ

ประการหนึ่ง ..... พวกมิลักขะมีอุปนิสัยรักสงบ และครอบครองแผ่นดินแห่งนั้นมาช้านาน ถือว่าตนเป็นคนส่วนใหญ่ เลยดูหมิ่นพวกอริยกะซึ่งจรมา ว่าเป็นพวกพลัดถิ่นเร่ร่อน ไม่มีความสำคัญอะไร จึงต้องพ่ายแพ้ย่อยยับลงในที่สุด ด้วยความประมาทของตนเอง

ท่านพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ..... ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์สากลของท่านเล่มหนึ่งว่า …..

คราวนี้ ….. ถึงปัญหาเรื่องคนพื้นเมืองถิ่นเดิมของอินเดียนักค้นคว้าคนสำคัญคนหนึ่งในเรื่องอินเดีย เขียนไว้ว่า เป็นความเข้าใจผิดโดยทั่วๆ ไป ว่าประชาชนเจ้าของถิ่นเดิมของอินเดีย เป็นคนป่าเถื่อน อันที่จริงไม่ใช่ป่าเถื่อนอย่างที่เราอาจจะมองเป็นสภาพคนป่า การขุดค้นได้หลักฐานเป็นข้อพิสูจน์ว่า อินเดียมีมนุษย์อยู่มาแต่ดึกดำบรรพ์ ได้ผ่านยุคนี้ทั้งสมัยต้นและสมัยหลัง และผ่านยุคทองแดงและยุคเหล็กมาแล้ว เช่นเดียวกับชนชาติมนุษย์ทั้งหลาย ข้อความในคัมภีร์พระเวทเอง แสดงว่าหมู่ชนที่พวกอริยะมาพบนั้น มีบ้านเรือนเคหสถานอยู่เรียบร้อย และบางพวกบางหมู่มั่งคั่งสมบูรณ์อย่างที่พวกอริยะเองไม่เคยมี การต่อสู้ต้านทานของคนพื้นเมืองนั้น บางแห่งรุนแรงมาก แต่โดยมากเป็นพวกไม่อยากต่อสู้ ชอบอยู่อย่างสงบจนต้องตกเป็นทาสของพวกอริยะ แต่ก็มีหลายแห่งที่พวกอริยะไม่กล้าบุกเข้าไป ต้องปล่อยให้เป็นอิสระอยู่ อย่างไรก็ดี ความเจริญของชนพื้นเมืองนั้น สู้พวกอริยะที่เข้ามาใหม่ไม่ได้ พวกอริยะจึงครอบครองอินเดียและขยายตัวออกไปเป็นเจ้าเป็นใหญ่เหนือคนพื้นเมืองมากขึ้นทุกที ในที่ใดที่พวกอริยะเข้ามาได้คนพื้นเมืองมากขึ้นทุกที คนพื้นเมืองก็เปลี่ยนสภาพเป็นทาสไป และอยู่ในฐานะที่ต่ำช้า เกือบจะไม่ใช่มนุษย์ทีเดียว



เป็นอันว่า ….. มหากาพย์รามายณะ อันเป็นคัมภีร์สำคัญและศักดิ์สิทธิ์คัมภีร์หนึ่งของชาวฮินดู ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า พระเป็นเจ้า ซึ่งเป็นจอมแห่งศาสนาของเขานั้น ท่านมิได้รังเกียจเดียดฉันท์การสงครามอย่างโชกโชน โดยยึดถือและเชิดชูว่า

การสงครามนั้น คือ กิจกรรมอันเป็นเกียรติประวัติ
ซึ่งควรแก่การเคารพบูชาของท่าน


อีกคัมภีร์หนึ่ง ..... คือ มหากาพย์มหาภารตะ คัมภีร์สำคัญคัมภีร์นี้ เนื้อหาสาระ ตลอดเรื่องก็ไม่มีอะไรอื่นนอกจากการทำสงครามฆ่าฟันล้างผลาญกันอีกนั่นแหละ และยังมีข้อที่น่าเศร้าน่าสลดใจเป็นพิเศษอีกด้วยคือ ในสงครามที่ได้รับการเคารพนับถือว่า เป็นสงครามล้ำลึก เป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้ ไม่ใช่การยกทัพไปรบราฆ่าฟันกับมนุษย์ต่างผิวต่างพรรณที่ไหน แต่เป็นการประหัตประหารกันเอง ระหว่างเครือญาติใกล้ชิด ระดับลูกพี่ลูกน้องกันนั่นเอง คือ ฝ่ายเการพ เป็นฝ่ายลูกพี่และอยู่ในฐานะผู้ร้ายในมหากาพย์เรื่องนี้ เพราะเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับพระเป็นเจ้าที่ไปช่วยอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นฝ่ายพระเอก คือ ฝ่ายปาณฑพ



ที่นับว่าร้ายเหลือก็คือ ..... ลูกศิษย์กับอาจารย์จับอาวุธฆ่ากันแหลกเหลวอย่างไม่เหลือเยื่อใย และจุดจบของสงครามครั้งนี้ ก็สุดเสนที่จะน่าเศร้าสลดใจ คือ ฝ่ายเการพ ที่ถูกมอบตำแหน่งผู้ร้ายให้ ต้องวอดวายลงหมดสิ้น แม้อาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่สองท่านคือ โทรณะ และ ภีษมะ ซึ่งเป็นอาจารย์ของแม่ทัพใหญ่อรชุนเอง ก็ดับดิ้นลงด้วยคมอาวุธของฝ่ายลูกศิษย์ คงเหลือแต่กษัตริย์ชรานอกราชบัลลังก์และเสียพระเนตรนามว่า ธฤตราษฎร์ พระองค์เดียว ซึ่งฝ่ายปาณฑพ ผู้ชนะนำไปเลี้ยงดูในฐานะที่เป็นลุงและเป็นบิดาเลี้ยงผู้มีพระคุณมาก่อน แต่ด้วยความเศร้าโศกอย่างแสนสาหัสที่ต้องเสียลูกและวงศาคณาญาติไปสิ้นในสงคราม ลงท้ายธฤตราษฎร์จึงขอออกไปอยู่ป่า และไปถูกไฟป่าครอกตายพร้อมด้วยบริวาร

ส่วนพวกเจ้าปาณฑพผู้ชนะเองเล่า ..... เมื่อเสร็จศึกประกาศักดาเดชด้วยการกระทำพิธีอัศวเมธอันยิ่งใหญ่แล้ว ก็ใช่ว่าจะสุขสบายใจภิรมย์ชมชื่นกับชัยชนะของตนอยู่ได้นานสักเท่าใดนัก ไป ๆ ก็ถูกความเศร้าสลดจากภาพของสงครามล้างโคตรกันเองเกาะกินใจสนสุดทน ต้องชวนกันทิ้งบ้านทิ้งเมือง ที่กอบกู้มาได้ด้วยการผลาญญาติและอาจารย์ลงหมดสิ้นนั้น ออกเดินทางอย่างคนยากไร้อนาถาด้วยจริตที่เลื่อนลอย คือพากันเดินไต่ขุนเขาขึ้นไป ด้วยหมายจะหนีโลกมนุษย์ขึ้นสวรรค์กันทั้งเป็น และก็ล่วงหล่นล้มตายกันไปทีละคนๆ เพราะทนต่อความตรากตรำไม่ไหว จนเหลือแต่ ยุธิษฐิระ พระเอกแต่ผู้เดียวกับหมาตัวหนึ่ง และลงท้ายหมาก็ตายลงอีก เหลือแต่พระเอกที่เขาว่าขึ้นสวรรค์ทั้งเป็นไปตามลำพัง




โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/09/2003 10:18 PM  (203.107.130.10)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 20  
     
  อืมมมมมม น่าสนุกดีนะ ผมก็เคยอ่าน เรื่องของอรชุน ตอนที่ต้องไปออกรบ กับ ญาติตัวเอง และก็มีคำเสี้ยมสอนจาก คนขี่ช้างว่าฆ่าได้ไม่บาป อะไรทำนองนี้ครับ.......
******
ก็เป็นเรื่องน่าเศร้าใจ จริงๆ คงคล้ายๆกับตอนนี้ คริสต์ กับ อิสลาม รบราฆ่าฟังกัน ระเบิดพลีชีพรายวัน ก่อการร้าย ก็เพราะพระเจ้าสั่งมานั่นแหละ เนอะ....
@@@@@
เขียนต่อนะครับ น้องตาล รู้สึกว่าท่านจะ เก่งในหลายด้านนะ มีความรู้กว้างขวางดีครับ อยากให้ย่อเรื่อง ติโต มาให้อ่านบ้างจัง ผมยังไม่ได้อ่านเลยนะ เห็นย่อความเก่งน่ะ
 
     
    By: นรชาติ     24/09/2003 03:12 PM  (202.57.161.105)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 21  
     
  ชิงดีชิงเด่น
เรื่องของสงคราม ยอมความกันไม่ได้
สุดท้าย แล้ว ก็ไม่พ้น ความตายกันสักคนเดียว

อิจจา โลกใบนี้
 
     
    By: วุฒิชัย     24/09/2003 11:43 PM  (64.252.76.97)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 22  
     
 


แม้กระทั่งตัวการสำคัญที่สุด ..... ที่ยั่วยุปลุกระดมให้พี่น้องเขาฆ่ากันอย่างแหลกลาญในสงครามครั้งนี้ คือ ผู้ที่เขาถือว่าเป็นพระเป็นเจ้าเองได้แก่ พระกฤษณะ ซึ่งเป็นอวตารหนึ่งของพระนารายณ์ ก็พบจุดจบอย่างน่าสังเวชจนแทบไม่น่าเชื่อว่า พระเป็นเจ้าจะมาปิดฉากอวตารบนโลกมนุษย์ไว้อย่างนั้น



คือ กฤษณะนั้นเป็นหน่อกษัตริย์ วงศ์ยาเทพ ต่อมาก็ได้ครองบ้านครองเมือง ลงท้ายตอนที่จะแตกดับนั้น แตกดับลงในลักษณะที่น่าอเนจอนาถยิ่งนัก คือ อยู่ๆ ก็เกิดลางร้ายขึ้นในบ้านในเมือง ราชากฤษณะจึงพาญาติและบริวารหลบเคราะห์ไปพำนักอยู่ริมฝั่งแม่น้ำทุรกันดารแห่งหนึ่งได้รับความลำบากมาก พวกญาติและบริวารจึงหันเข้าแก้รำคาญกันด้วยสุรายาเมา วันหนึ่งเกิดเมาเกินขีดกันขึ้น มองหน้าซึ่งกันและกันแล้วก็เห็นเป็นศัตรูไปหมด โดยตั้งตนด้วยการล้อเลียนเย้าแหย่กันเท่านั้น เมื่อหน้ามืดตามัวได้ที่ ก็ไปตัดต้นอ้อชายหาดมา ทิ่มแทงฆ่ากันต่างอาวุธจนตายเกลี้ยง ศพเกลื่อนไปทั้งชายหาด เหลือแต่กฤษณะผู้เดียวนั่งร้องไห้อยู่ด้วยความตกใจและเศร้าโศก เผอิญพรานป่าคนหนึ่งมาเห็นเข้า พรานก็เกิดตาฝาดขึ้นมาเสียอีก เห็นเป็นเนื้อ เลยยิงเสียตายในขณะที่จิตใจกำลังเศร้าอยู่นั่นเอง



ลองนึกดู ..... พระเป็นเจ้าแท้ๆ เมื่อจะกลับสวรรค์ ทำไมจะต้องมาเดินทางกลับด้วยภาพของคนสิ้นคิดอย่างนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มหาธีรราชเจ้า ก็ได้ทรงแสดงความรู้สึกของพระองค์ในเรื่องนี้ไว้ ในพระราชนิพนธ์นารายณ์สิบปาง ดังนี้

๏๏๏ ครานั้นชระผู้ .......... พรานไพร
ได้พระเอินเดินผ่าน .......... ที่นั้น
เห็นกฤษณะรำไร .......... คิดว่า มฤคแฮ
ยิงจากระยะสั้น .......... ถูกองค์
๏๏๏ ล้มลงและไม่ช้า .......... ชีวัน
ก็ดับลงที่ริม .......... สมุทร
เสียแรงเก่งกาจกั่น .......... กว่ากษัตริย์ ใดใด
อนิจจาม้วยมุด .......... สุดทราม ๏๏๏ ๏๏๏ ๏๏๏



แต่ถ้าจะมองเรื่องนี้ ….. ด้วยสายตาของชาวพุทธแล้ว ก็จะเห็นด้วยจิตสำนึกอันเด่นชัดว่า มันเป็นเรื่องกรรมสนองกรรมโดยแท้ เพราะความเจ็บปวดด้วยพิษบาดแผลนั้น มันเกิดจากบาดแผลที่ก่อให้เกิดขึ้นไว้ในเบื้องต้นนั่นเอง หาได้มาจากที่อื่นใดไม่ ดังจะเห็นจากเรื่องราวย่อๆ ดังนี้

จุดสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องกล่าวถึง ….. ในสงครามล้างโคตรระหว่างลูกพี่ลูกน้อง เการพ กับ ปาณฑพ ครั้งนี้ คือ บทบาทสำคัญของพระเป็นเจ้า ซึ่งได้ลงมาเป็นตัวการปลุกปั่นยั่วยุให้ลูกพี่ลูกน้องทำสงครามล้างโคตรแก่กัน จุดสำคัญจุดนี้ เขาถือกันว่าเป็นประวัติการณ์อันสำคัญยิ่งใหญ่จนกระทั่งแยกส่วนออกไปเป็นคัมภีร์หนึ่ง ซึ่งเคารพนับถือกันว่าเยี่ยมยอดในเชิงปัญญาและศักดิ์สิทธิ์มาจนกระทั่งบัดนี้



เรื่องก็คือ ..... ในระยะเริ่มต้นที่ เการพ กับ ปาณฑพ จับอาวุธขึ้นเข่นฆ่ากันแหลกลาญนั้น ขุนทัพผู้เยี่ยมยอดในเพลงอาวุธระยะไกลคือ ธนูนามว่า อรชุน เจ้าชายองค์หนึ่งแห่งปาณฑพ เกิดมโนธรรมขึ้นในใจ หวนคิดด้วยจิตกุศลขึ้นได้ว่า การทำสงครามที่จะต้องเข่นฆ่าประหัตประหารญาติ มิตร แม้กระทั่งครูอาจารย์ของตนเองนั้น เป็นบาปมหันต์ หาควรที่จะกระทำต่อไปไม่ ดังโศลกฉันท์ซึ่งมีผู้แปลไว้ ดังนี้

อรชุน ตรัส …..
๏๏๏ หา มธุสูทน ข้าจักทำศึกปฎิยุทธ ภีษม และ โทรณ
ผู้ประเสริฐควรแก่การบูชา ด้วยลูกธนูได้อย่างไร อริสูทนเอย
อันในโลกนี้ กินอย่างคนขอทาน ยังดีกว่าฆ่าท่านคุรุผู้มหานุภาพนั้น
ฆ่าท่านคุรุผู้มีอุปการคุณแก่เรา ข้าก็จะกินโภคผลอันชุ่มโชกด้วยโลหิต ๏๏๏ ๏๏๏



ข้อที่พึงทราบโดยย่อ ….. ก็คือ การสงครามครั้งนั้นเดิมพันกันด้วยประเทศชาติบ้านเมือง เป็นการสงครามที่พวกปาณฑพหมายจะกอบกู้บ้านเมืองให้พ้นจากการยึดครองของเการพ ด้วยสาเหตุแห่งการแพ้พนัน หากปาณฑพไม่ทำสงครามกับเการพแล้ว ก็จะต้องเป็นคนไร้บ้านไร้เมือง กลายเป็นคนยากไร้อนาถาดังขอทาน อรชุนเกิดความคิดขึ้นว่า ยอมเป็นขอทานเสียดีกว่าที่จะฆ่าอาจารย์ผู้มีพระคุณ ซึ่งเป็นเสนาธิการใหญ่อยู่กับฝ่ายเการพ เพราะแม้จะทำสงครามชนะ ได้บ้านได้เมืองคืน อรชุนก็สำนึกว่า ไม่สามารถจะอยู่ในบ้านในเมืองนั่น ด้วยความร่มเย็นเป็นสุขได้ มันจะมีผลเท่ากับนอนอยู่บนกองเลือดของผู้มีพระคุณของตนนั่นเอง จึงเกิดอาการมืออ่อนเท้าอ่อน ไม่อยากทำสงครามต่อไป



ว่าไปแล้ว ….. จุดนี้นับว่าเป็นจุดที่ดียิ่ง หากมีความคิด มีจิตใจเมตตาต่อสัตว์โลก หมายจะระงับสงครามก่อให้เกิดการปรองดองกัน อันจะนำมาซึ่งสันติภาพและความปลอดภัยแก่ชีวิตของไพร่พลทั้งหลาย ซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่แล้วด้วย ก็เป็นโอกาสที่จะทำได้อย่างง่ายดาย วิธีการก็คือ สวมรอยใช้วาทะอันประกอบด้วยคุณธรรม และ เหตุผลชักจูงให้เกิดการเจรจาผ่อนหนักผ่อนเบาแก่กัน ไฟสงครามก็จะพลันดับมอดลง เกิดเป็นความเย็นฉ่ำแห่งสันติสุขขึ้นแทนที่

แต่เรื่องหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ….. ซึ่งเป็นข้อที่น่าฉงนและประหลาดใจยิ่งนัก สำหรับเราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย ซึ่งพระเป็นเจ้าไม่สามารถจะแผ่เงาดำเข้าครอบงำได้ คือ พระเป็นเจ้าซึ่งจำแลงร่างลงมาเป็นสารถีรถศึกของเจ้าชายอรชุน โดยพระนามว่า กฤษณะ แทนที่ท่านจะฉวยโอกาสนั้นหย่าศึก ก่อให้เกิดสันติสุขขึ้น กลับเป็นว่า ท่านฟังคำอันแสดงความสำนึกรู้ผิดรู้ชอบของอรชุนนั้นแล้ว พระเป็นเจ้าท่านกลับใช้วาทะใช้คารมตำหนิอรชุนเสียใหญ่โตว่า มีความคิดผิดทำนองคลองธรรม พร้อมทั้งนำเอาบทปรัชญาอันสูงล้นมาเป็นเชื้อเพลิงสุมไฟพยาบาท ยั่วยุให้อรชุนโลดแล่นออกไปทำสงครามห้ำหั่นล้างผลาญผู้คนต่อไป และจะขอนำเอาวทะอันน่าแปลกใจ จนแทนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นวาทะของพระเป็นเจ้าจริง มาให้ลองพิจารณาดู ดังต่อไปนี้



ศรีภควาน ตรัส …..
๏๏๏ เธอมาเป็นทุกข์ถึงเขาเหล่าโน้น ผู้หาควรเป็นทุกข์ถึงไม่ และยังกล่าวถ้อยอันเป็นปรัชญาวาทอีก อันเหล่าบัณฑิตนั้น จะเป็นทุกข์ถึงยังอยู่หรือตายไปแล้วก็เปล่า อันที่จริง ตัวของเราหามีอยู่ไม่เลย ไม่ว่าเมื่อไร ตัวเธอและประดาชนาธิปทั้งหลายเหล่านี้ ก็เหมือนกัน อันที่จริงต่อแต่นี้ไป เราทั้งปวงก็จะไม่มีเวลาสิ้นความเป็นอยู่ของเราอย่างใด ผู้ที่ได้อาศัยอยู่ในร่างกาย แปรไปสู่ร่างกาย อันเป็นเด็กหนุ่ม ชรา อย่างนั้น เขาก็แปรไปสู่ร่างกายอื่น ผู้มีความมั่นคงหาเป็นทุกข์เพราะเหตุนั้นไม่ ดูก่อนโกนไตย การกระทบสิ่งต่างๆ อันทำให้เกิดหนาวเกิดร้อน เกิดสุข เกิดทุกข์ มาถึงแล้วก็ผ่านไป ไม่ยั่งยืน ภารตะเอย จงเผชิญมันด้วยความเข้มแข็งเถิด บุรุษผู้ไม่ทรมานเพราะสิ่งเหล่านี้ บุรุษงัวเอย มีทุกข์แลสุขไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน มีความหนักแน่นมั่นคง เขาผู้นั้นย่อมสมควรแก่อมฤตยวิสัย อสัตว์ ไม่มีภาวะ สัตว์ ไม่มีอภาวะ ความจริงทั้งคู่นี้ ผู้เล็งเห็นแก่นของสิ่งทั้งหลาย ได้สังเกตเห็นแล้ว จงรู้ถึงสิ่งซึ่งไม่อาจให้พินาศได้โดยผู้ที่ซ่านอยู่ทั่วไป ไม่มีใครอาจยังความพินาศให้แก่สิ่งซึ่งไม่รู้จักพินาศนั้นเลย อันร่างกายทั้งหลาย ซึ่งเป็นที่สิงสู่ของศรีริณ อันเป็นของเที่ยงแท้หาที่สุดมิได้ แลหาความพินาศมิได้ หาประมาณมิได้ เรียกว่าไม่มีที่สิ้นสุด เหตุนี้ ภารตะเอย จงรบเถิด ๏๏๏ ๏๏๏



นี่คือวาทะของพระเป็นเจ้า ….. ซึ่งจดจารึกอยู่ในคัมภีร์สำคัญที่เขาเคารพนับถือกันว่าประเสริฐนัก มีชื่อว่า ภควัทคีตา บรรดานักปรัชญานิยมกันนักว่า เป็นบทปรัชญาอันล้ำ ถึงขนาดยกย่องกันว่า ปรัชญาสำหรับผู้ไม่พอใจสวรรค์บ้าง ปรัชญานักรบบ้าง แต่สำหรับคนที่มีสติสัมปชัญญะ รู้ผิดรู้ชอบตามทำนองคลองธรรมจริงๆ แล้ว จะเห็นว่า มันเป็นบทปลุกระดมยั่วยุให้คนฆ่ากัน ล้างผลาญกันโดยตรงนั่นเอง ถึงขนาดเล้าโลมกันด้วยคารมล้ำลึก ชวนให้เคลิ้มหลงเลื่อนลอย ไปสู่สภาวะเหนือสัจธรรมของมนุษย์กันเลยเชียวล่ะ คือชี้ชวนด้วยคารมแหลมลึกให้เห็นว่า การฆ่าการล้างผลาญกันนั้น ไม่ใช่การฆ่า ไม่ใช่การล้างผลาญ เป็นแต่เพียงการทำให้ผู้ถูกฆ่า ถูกล้างผลาญเปลี่ยนจากอัตภาพปัจจุบัน ไปสู่อัตภาพใหม่เท่านั้น โดยยกคำคมขึ้นมาเหนี่ยวโน้มใจ



คือบอกว่า ….. ขึ้นชื่อว่า อสัตว์ คือสิ่งที่ไม่ใช่สัตว์แล้ว มันก็เป็นสิ่งที่ไม่มี ภาวะอันหมายถึง ความเป็นอย่างที่เราพูดกันว่า คนเป็นอันหมายถึงไม่ใช่คนตายนั่นแหละ เมื่อมันไม่มีความเป็นแล้ว ก็หมายถึงว่า มันเป็นของตายของมันอยู่ตามปกติธรรมดาแล้ว จึงไม่อยู่ในฐานะที่ใครจะไปทำให้มันตายได้อีก

ส่วนที่เป็น สัตว์ อันหมายถึงสิ่งมีชีวิตวิญญาณแบบคน มีความหมายอย่างนี้ เขาก็บอกว่า ไม่มีดอกที่จะเป็น อภาวะ คือ ความไม่เป็นชั่วกัปชั่วกัลป์ ขึ้นชื่อว่า สัตว์ แล้วย่อมเป็นสิ่งที่จะต้องเป็นอยู่ตลอดไป ซึ่งเท่ากับปฏิเสธภาวะที่เราเรียกว่า ความตาย นั่นเอง คือ ปฏิเสธไม่ใช่สิ่งที่มีจริง เมื่อเป็นสัตว์แล้ว ไม่รู้จักตาย เมื่อไม่รู้จักตาย การฆ่ากันล้างผลาญกัน ก็เป็นแต่พียงคำสมมติเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่มีจริงเป็นจริงแต่อย่างไร คนที่ไม่มีหลักยึดจริงๆ แล้วโดนวาทะแหลมๆ ลึกๆ เข้าแบบนี้ จมปรักดักดานไปได้ไม่ยากนัก

ในฐานะของชาวพุทธ ….. สาวกของพระสัพพัญญู ผู้ตื่นแล้วจากความหลงเขลาทั้งปวง ลองใช้สติสัมปชัญญะพิจารณากันดูสักหน่อยเถอะว่าที่นักปราชญ์ใหญ่ขนาดพระเป็นเจ้าของเขาว่าไว้นั้น มันมีเท็จมีจริงอย่างไร ?




โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   27/09/2003 11:00 PM  (203.107.130.10)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 23  
     
  ....ทำไมต้องเกิดสงครามศาสนาด้วยเน่อะ ศาสนาเป็นเรื่องของสันติ สงบร่มเย็น ถ้าคำว่าศาสนาไม่อยู่ในแนวทางนี้ ก็ควรจะถูกเรียกว่า "ลัทธิ" มากกว่า อย่างพวกโอมชินริเกียวของญี่ปุ่น แต่ไม่รู้ฟาหลุนกงจะเข้าข่ายหรือเปล่านะ เห็นบางทีก็ก่อความวุ่นวายเหมือนกัน แต่คงเป็นเพราะมนุษย์เราชอบติดป้ายให้กันและกันมากกว่า แสดงให้เห็นถึงความเป็นพวกพ้องของใครของมัน แยกพรรคแยกพวก ก็เลยต้องปกป้องพวกพ้อง ห่ำหั่นผู้ที่ไม่ใช่ฝ่ายตัวเองในกรณีที่รู้สึกว่าถูกกระทำอะไรเงี้ย ก็ง่ายๆแบบนี้แหละ

แต่ตาลกำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่คงอธิบายได้ดีกว่านี้ ใช่มั้ย?

เรื่องสงครามศาสนา ... น่าอ่านนะ มีเนื้อเรื่องย่อๆป่ะ
ส่งมาอ่านมั่งได้มั้ย เดี๋ยวจะปริ๊นต์เอา
ส่งมาทางเมล์เนี่ยแหละ....
 
     
    By: วิทย์     28/09/2003 11:19 AM  (203.107.130.10)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 24  
     
 
เรื่อง "สงครามศาสนา" ตามอ่านจากหน้าบันทึกฯที่ "เว็บไซต์น้ำตาล" นี้นะ
นั่นหน่ะ ย่อแล้วจ๊ะ เพิ่งจะเริ่มต้นเองนะ ยังไม่ทันไรเลย เริ่มขี้เกียจซะแล้ว เพื่อนเรา ...
เราเป็นคนพิมพ์นะ ตั้งเป็นพันๆ หน้า ยังไม่ท้อเลย งานนี้ต้องทำให้สำเร็จ
น่าสนใจ แล้วเราก็อยากรู้ด้วย เรื่องราวเป็นมายังไง ..... ตามอ่านไปด้วยกันนะ ... : ))


โชคดีจ๊ะ บ๊ายบายนะจ๊ะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/
 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   28/09/2003 12:06 PM  (203.107.130.10)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 25  
     
  ตำราคนบ้าไง สอนให้รบกัน โดยมีสภาวะของ อสัตว์ และ สัตว์


เขียนต่อนะ อ่านแล้วรู้สึกคนมัน วิปลาส อย่างไรชอบกล :))
 
     
    By: นรชาติ     28/09/2003 02:33 PM  (203.121.147.89)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 26  
     
 


อสัตว์ ไม่มี ภาวะ จริงหรือ ? ..... เด็กชั้นประถมที่เคยฟังครูสอนเรื่องพืชพันธุ์ธัญญชาติทั้งหลายมาบ้าง ก็คงจะบอกว่า ไม่จริงดอกครับท่านผู้เจริญ พืช กับ สัตว์ นั้น ใครๆ ก็รู้ว่า มันมิใช่สิ่งอันเดียวกัน เพราะฉะนั้นพืชจึงอยู่ในฐานะ อสัตว์ ตาม ปรัชญวาทอันยิ่งใหญ่ของพระเป็นเจ้านามว่า กฤษณะ นั้น นักวิทยาศาสตร์ทางด้านชีววิทยาสมัยนี้ เขาก็แยกออกไว้เป็นคนละส่วนกัน พืชก็พืช สัตว์ก็สัตว์ แต่ พืช นั้น มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็น อภาวะ อันแปลว่า ไม่มีความเป็น เพราะต้นไม้ทั้งหลายมันก็มีอยู่ถึง ๒ ชนิด แบบ สัตว์ เหมือนกัน คือ ต้นไม้ที่กำลัง เป็นอยู่ก็มี ต้นไม้ชนิดที่ตายแล้วก็มี ต้นไม้ชนิดที่ตายแล้วนั้น ก็นับวันแต่จะผุพังเน่าเปื่อยหมดสิ้นไป แบบเดียวกันกับซากสัตว์ที่สิ้นลมปราณไปแล้วนั่นแหละ ส่วนต้นไม้ที่ยังเป็นอยู่นั้น มันก็ยังต้องการที่อยู่อาศัย ต้องการอาหาร ต้องการน้ำ ต้องการอากาศ จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งกำลังค้นคว้าศึกษากันอยู่ด้วยสมมติฐานว่า พืชมันก็ต้องการ การเอาอกเอาใจ อยู่เหมือนกัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เรื่องอะไรไปเหมาเอาว่า พืช มันเป็น อภาวะ เสียทั้งหมดเล่า



ถ้า ..... เพ่งลึกเข้าไปถึงสิ่งที่เรียกว่า ภาวะ หรือ ความเป็น นั้น ไม่ได้หมายถึงแต่เพียงความเป็นในส่วนโครงสร้างหรือร่างกายหากแต่หมายถึง ความเป็น ของอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งสิงอาศัยอยู่ในร่างกาย เมื่อร่างกายหนึ่งสลายลง สิ่งลึกลับอันนั้นก็ย้ายไปสิงในร่างใหม่ และเคลื่อนย้ายไปอย่างนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งสิ่งนี้ไม่มีในพืชทั้งหลายจึงถือว่าพืชเป็น อภาวะ แล้วมันก็คือ ความพยามยามที่จะครอบความจริงที่เราเห็นอยู่นั้นเสียด้วย เงาดำแห่งความไม่แน่ว่าจะจริงหรือไม่จริงเพียงไรเท่านั้นเอง และมีประเด็นชวนให้พิจารณาว่า



สัตว์ ไม่มี อภาวะ จริงหรือ? ..... แน่นอน ถ้ามองกันแต่เพียงเรือนร่างของโครงสร้างแล้ว ความเป็น อภาวะ ของสัตว์ทั้งหลายนั้น เป็นเรื่องที่ค้านกับความเป็นจริงที่มองเห็นอย่างน่าขบขันมาก เพราะความเป็น อภาวะ ของสัตว์ทั้งหลายนั้น ก็เห็นๆ กันอยู่แล้วว่า มีการล้มหายตายจากกันอยู่ทุกวัน จนอาชีพสัปเหร่อเป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวได้สบายๆ กันทั้งนั้น ยิ่งเป็นสัปเหร่อประจำสุสานที่ขึ้นหน้าขึ้นตาหน่อยด้วยแล้ว สามารถกันถึงขนาดมีรถเก๋งสวยๆ ขี่กันเลยทีเดียว เรื่องว่างงานไม่ต้องห่วง แต่ในคัมภีร์ปรัชญาอันยิ่งใหญ่นี้ เขามิได้พูดถึง อภาวะ ที่หมิ่นๆ ตื้นๆ แต่เฉพาะเรือนร่างเท่านั้น แต่เขาพูดถึง อภาวะ ของสิ่งกายสิทธิ์อีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้สิงอาศัยอยู่ในเรือนร่างดังที่ได้กล่าวมาแล้วในวรรคก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ อภาวะ นี้ เรียกกันว่า วิญญาณ (Soul) บ้าง อาตมันบ้าง เจตภูตบ้าง ซึ่งถ้าสามารถย้อนกลับไปคุยกับมนุษย์ในยุคหินได้ ก็คงจะได้ชื่อว่าที่บ่งถึงสิ่งนี้มาบันทึกไว้ในพจนานุกรมฉบับเลื่อนลอยอีกมากมายหลายชื่อ พระเป็นเจ้าในคัมภีร์ภควัทคีตา ท่านยกเอาสิ่งนี้แหละ มาเกลี้ยกล่อม หว่านล้อมยั่วยุให้ อรชุน เชื่อว่า มันเป็นสิ่งที่มี ภาวะ ตลอดนิรันดร ไม่ใช่สิ่งที่เป็น อภาวะ คือ อาจที่จะล่วงลับดับสูญได้แต่อย่างใด ฉะนั้น จะฆ่าคนในสนามรบสักที่แสนกี่ล้าน ก็มิใช่การฆ่าการแกงอะไรกันแต่อย่างใด เพราะไม่มีใครสูญหายตายดับไปแต่ประการใด



อรชุน ..... ฟังแล้วเคลิ้มและเชื่อ เพราะมีเชื้อแห่งความโลภโมโทสันเป็นทุนอยู่แล้ว แต่ท่านผู้เขียนไม่เชื่อ เพราะท่านผู้เขียนเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ซึ่งพร่ำสอนไม่ให้เป็นคนหูเบาเชื่อง่าย จะเชื่ออะไรต้องมีเหตุมีผล ดูต้นดูปลายแล้ว ไม่มีอะไรที่ค้านต่อความเป็นจริงเสียก่อน จึงค่อยเชื่อ ท่านผู้เขียนจึงลองคิดพิจารณาปรัชญาอันสำคัญของพระเป็นเจ้านั้นดู และได้ข้อคิดเห็นเป็นประเด็นต่าง ๆ ดังนี้



ประเด็นหนึ่ง ..... ท่านผู้เขียนพิจารณาเข้าไปถึงเจตจำนงของพระเป็นเจ้าไว้อย่างชัดเจนว่า ที่ท่านพากเพียรสรรหาบทปรัชญามาเกลี้ยกล่อมยั่วยุเจ้าชายอรชุนอย่างยืดยาวเช่นนั้น ท่านต้องการให้คนเขารบราฆ่าฟันกัน ต้องการเห็นเลือดมนุษย์สดๆ สาดกระจายไปเต็มสมรภูมิอันไพศาลเท่านั้น ดังจะเห็นได้ในถ้อยคำสำทับท้ายแสดงวัตถุประสงค์ของท่านว่า ภารตะเอย จงรบเถิด อันเป็นผลให้ ภารตะทั้งหลายรบกันจนพินาศวอดวายในที่สุด ลองคิดเปรียบเทียบกันดู ชาวบ้านที่ไปเที่ยวยุบ้านโน้นให้ทะเลาะกับบ้านนี้ เที่ยวยุบ้านนี้ ให้ตีกับบ้านนั้น เพราะชอบฟังเสียงคนด่ากัน ชอบเห็นคนหัวแตกเลือดไหลแดงเถือก เราควรจะเรียกนักยุนักแหย่คนนั้นว่า คนเลว คนใจร้ายได้หรือไม่ ?



เมื่อเรียกอย่างนั้นได้ ..... ควรจะเรียกพระเป็นเจ้าในกรณีนี้อย่างไรเล่า ? พระเป็นเจ้ายุให้ปาณฑพกับเการพทำสงครามกัน โดยเข้าช่วยทั้งสองฝ่ายให้เขามีแรงรบกัน โดยพระเป็นเจ้ามิได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรด้วยเลย มิหนำซ้ำยังชอบพอใกล้ชิดกับคนทั้งสองฝ่ายเสียด้วย แม้กระทั่งเขาเกิดมโนธรรมอยากจะเลิกรบกัน ท่านก็ร้อนใจพยายามใช้วาทะลึกล้ำกำกวมมาปลุก โทสะ โมหะให้เขาตะลุยรบกันอย่างบ้าเลือดแบบนี้ ถ้าไม่คิดว่า ท่านใจร้ายจังเลยแล้ว ก็ไม่รู้จะคิดอย่างไร เพราะพฤติกรรมของท่านขัดกับจริยธรรมของสังคมมนุษย์ชัดเจนเหลือเกิน ถ้าพระเป็นเจ้ามีเมตตาอยู่ในน้ำพระทัยสักนิดแล้ว น่าจะใช้ความชอบพอกับทั้งสองฝ่าย ไกล่เกลี่ยให้เขาคืนดีกันจึงจะถูกใช่ไหม ? มนุษย์แท้ๆ สมัยนี้ เขายังทำกันแบบนี้ จนเกิดมีองค์การสหประชาชาตินั่นไง ขอให้พวกเราลองตรองดูเถอะ จะใช้อะไรตรองก็ตามใจ … นะท่าน



อีกประเด็นหนึ่ง .....เป็นเรื่องที่น่าคิดน่าพิจารณาในแง่จริยธรรมที่ละเอียดประณีตขึ้นไปอีกหน่อย คือ แม้ว่าหลักปรัชญาที่พระเป็นเจ้านำมาปลุกปั่นหว่านล้อมให้พี่ๆ น้องๆ เขาทำสงครามล้างผลาญกันนั้น จะเป็นสัจธรรมอันแท้จริงคือ ขึ้นชื่อว่า สัตว์ แล้ว ไม่มี อภาวะ การตายคือการเปลี่ยนที่อยู่ใหม่แล้ว ก็น่าจะคิดว่า ทำไมพระเจ้าจึงมาเสี้ยมสอนให้คนของตัวไปเที่ยวทำลายที่อยู่อาศัยของคนอื่น บังคับให้คนอื่นเขาต้องอพยพย้ายที่อยู่อย่างนั้น เพราะการที่ไปกดขี่บีบบังคับให้ผู้อื่นเขาต้องพลัดที่อยู่อย่างนี้ ก็เป็นการประทุษร้าย การข่มเหงเบียดเบียนกันที่ร้ายแรงอยู่เหมือนกัน ในสารบบของพระเป็นเจ้า ไม่รู้จักเรื่องการข่มเหงเบียดเบียนกันหรืออย่างไร ถ้าไม่รู้จักเรื่องการข่มเหงเบียดเบียนกันแล้ว ก็จะไปยุให้พวกปาณฑพ โกรธแค้นเกลียดชังพวกเการพ ที่เห็นว่าได้ข่มเหงรังแกพวกปาณฑพทำไมเล่า



ว่ากันในทางที่ถูกกว่าแล้ว ..... ถ้า สัตว์ ไม่มี อภาวะ จริงแล้ว พระเป็นเจ้าน่าจะปลอบใจให้พวกปาณฑพากันแขวนคอตายเสียเอง ที่ครอบครองเมืองผิดพลาดจนต้องเสียให้แก่ผู้อื่นมากกว่า เท่ากับช่วยให้คนที่ผิดพลาดพวกนั้น ทิ้งเรือนร่างที่ทำผิดพลาด ไม่เป็นเรื่องเป็นราวนั้น ไปหาเรือนร่างใหม่ที่ดีกว่า ถ้าพระเป็นเจ้าทำเช่นนี้แล้วยังมีเหตุผลที่น่าเคารพกว่าเป็นไหนๆ เพราะเข้าหลักที่ว่า สละคนส่วนน้อย เพื่อคนส่วนใหญ่ คือ พวกเจ้าชายปาณฑพฆ่าตัวตายเสียเองไม่กี่คน สงครามใหญ่ที่ทำให้คนตายนับแสนนับล้านก็ไม่เกิดขึ้น



ลองเปรียบเทียบกันดูดีกว่า ..... เปรียบเทียบดูกับคำสอนธรรมดาๆ ของพระพุทธศาสนา จะเห็นว่า คำสอนของพระพุทธศาสนา ละเอียดประณีตและสอดคล้องกับมโนธรรมและชีวิตจริงของมนุษย์ยิ่งกว่าเป็นไหนๆ คือในเรื่องการฆ่าการเบียดเบียนผู้อื่นนั้น พระพุทธองค์เคยตรัสสอนพวกเด็กซุกซนที่ยกพวกกันไปไล่ตีงูเพียงตัวเดียวว่า สัตว์ทั้งหลายทุกรูปทุกนาม ย่อมหวั่นกลัวต่อการเข่นฆ่าทำร้าย ย่อมหวาดกลัวต่ออาชญา ลองเอาตัวเองเข้าไปเปรียบดูแล้ว ก็ไม่ควรจะฆ่า ไม่ควรจะประหัตประหารผู้ใด ฟังพระพุทธดำรัสนี้แล้ว ลองถามใจตัวเองดูก็ได้ว่าจริงหรือไม่ น่าเชื่อฟังน่าเคารพกราบไหว้หรือไม่ การที่ไปเที่ยวสั่ง เที่ยวสอนคนเขาให้มุ่งร้ายล้างผลาญผู้อื่น อย่างที่ว่าเป็นคำสอนอันลึกซึ้งของพระเป็นเจ้าอย่างนี้ จะเห็นได้ว่า มันเป็นพฤติกรรมอันทวนกระแสสันติธรรมของโลกมนุษย์อย่างน่าชิงชังที่สุด



และอีกประเด็นหนึ่ง ..... ซึ่งเห็นว่าน่าพิจารณา เป็นประเด็นในแง่ปรัชญาโดยตรง คือที่เขาว่า สัตว์ ไม่มี อภาวะ นี้ เป็นบทปรัชญาที่โลกได้รู้กันมา ตั้งแต่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ และประกาศสัจธรรมไว้แล้วว่าเป็น มิจฉาทิฐิ คือ ความเห็นที่ผิดจากความเป็นจริง มิจฉาทิฐิชนิดนี้เรียกว่า สัสตทิฐิ คือ เห็นและยึดมั่นว่า มีความเที่ยงแท้เป็นนิรันดร ซึ่งตรงกันข้ามกับมิจฉาทิฐิอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งร้ายแรงกว่า ได้แก่มิจฉาทิฐิชนิดที่เห็นและยึดมั่นว่าขาดสูญเรียกว่า อุจเฉททิฐิ ไม่มีสังสารวัฏ ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด จบสิ้นเสร็จสรรพกันแค่ป่าช้า ที่อุจเฉททิฐิ ร้ายแรงกว่า สัสตทิฐิ ก็เพราะฝ่ายอุจเฉททิฐิจะทำชั่วได้ทุกอย่าง ขออย่างเดียวอย่าให้ตำรวจจับได้ก็แล้วกัน เรื่องผลเวรผลกรรมไม่ต้องพูดถึง ส่วน สัสตทิฐินั้น ดีกว่าหน่อย ที่ยังกลัวบาปกลัวกรรม เนื่องจากยังเชื่อว่ามีการเวียนว่ายตายเกิด แต่ถึงกระนั้นก็ยังผิดอยู่นั่นเอง คือยังยอมตกเป็นทาสของสิ่งหนึ่ง ซึ่งปรากฏเป็นเงาอยู่ในความหลงเชื่อว่า เป็นสิ่งที่มีความยิ่งใหญ่ล้ำเลิศเป็นนิรันดร ซึ่งจะต้องพินอบพิเทาประจบประแจงเอาไว้ จนเป็นเหตุให้ทำผิดทำชั่วอย่างร้ายแรงได้ ในเมื่อเกิดความเชื่อว่า การทำชั่วนั้น จะเป็นที่โปรดปรานของสิ่งที่เป็นนิรันดรนั้น ดังปรากฏมาแล้วในกรณีการฆ่าคนฆ่าสัตว์บูชายัญ และ การยกกองทัพไปปราบปรามฝ่ายที่ตนถูกเสี้ยมสอนให้เชื่อว่า เป็นศัตรูต่อสิ่งที่เป็นนิรันดรของตนนั่นเอง .....




โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   30/09/2003 04:31 AM  (203.107.130.10)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 27  
     
  อืมมมมม สนุกดีนะ ทำต่อๆไปครับผม

โชคดีและบ๊ายบายนะ
 
     
    By: นรชาติ     30/09/2003 07:43 AM  (203.121.147.141)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 28  
     
  พยายามอ่าน แต่ก็ได้แต่เลื่อนเม้าส์ลงมาอย่างเดียว
ทำไงดี จะอ่านให้จบๆ อ่านแบบนี้ไม่เป็นเลยอ่ะ
แต่....น่าสนใจนะ เคียดๆ
 
     
    By: ส้มไดอารี่     1/10/2003 03:41 AM  (195.92.67.71)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 29  
     
  Copy ไปวางที่ Notepad ..... จะได้แต่ข้อความ ไม่มีรูปภาพ
ใส่หมายเลขหน้า และ Save เก็บไว้ หรือ Print ออกมา
เมื่อไรว่างๆ ก็เอามาอ่านนะ แต่เตือนก่อนว่า ต้องหาเวลาว่างๆนะ
เพราะ เวลาที่เราตั้งใจอ่านอะไรสักอย่างแล้ว เราจะไม่ยอมวางและหยุดอ่านแน่ๆ
ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ หรือถ้าเราควบคุมตัวเองได้ยากๆ จะทำให้เราเสียงานอื่นได้ง่ายๆ

ขอบคุณ และ ขอบใจ มากๆนะคะ ที่ พี่ๆ เพื่อนๆ และทุกๆคน คอยติดตามอ่านอย่างสม่ำเสมอ
เรื่องของประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด และ ของชาติใด
ดูมีเสน่ห์ให้เราได้ติดตามตอแย ด้วยความอยากรู้ อยากเห็น ได้เช่นกัน ... นะท่าน


โชคดีจ๊ะ บ๊ายบายนะจ๊ะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/
 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/10/2003 08:45 AM  (203.107.130.10)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 30  
     
 


ส่วนความเป็นจริงที่ ..... พระพุทธองค์ทรงค้นพบนั้นคือ ทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุมีปัจจัยอยู่ในตัวของตัวเอง ไม่มีผู้บันดาล ไม่มีใครบงการ สัตว์ ย่อมมี อภาวะ เป็นจุดสุดท้ายของตัวเอง คือ เมื่อสามารถพัฒนาตัวเองให้ถึงจุดสิ้นเหตุสิ้นปัจจัยที่จะเวียนว่ายตายเกิดได้แล้ว ก็ถึงจุดจบสิ้นสูญสลาย ไม่มี ภาวะ ที่จะต้องเวียนว่ายผจญกับความทุกข์ทนอีกต่อไป ดังเช่นที่พระพุทธองค์ได้ตรัสเป็นประโยคสุดท้ายไว้ในพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกของพระองค์ว่า

อยมันติมา ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภโว .....
ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายนับแต่นี้ไป การเกิดใหม่ไม่มีอีก

บทสรุป ..... สำหรับความเป็นจริงอันแท้จริงที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบปรากฏโดยพระสาวกองค์แรกที่เข้าใจอย่างถูกต้อง ในคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ หลังจากที่ทรงแสดงพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกจบแล้ว นามว่า พระโกญฑัญญะ โดยท่านได้เปล่งวาจาสรุปข้อความทั้งหมดในพระธรรมเทศนากัณฑ์นั้น ไว้ด้วยประโยคสำคัญประโยคเดียวว่า

ยัง กิญจิ สมุททยธัมมัง สัพพันตัง นิโรธธัมมัง...
สิ่งใดสิ่งหนึ่งเมื่อมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งทั้งปวงนั้น ย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา

และพระพุทธองค์ก็ตรัสรับรองว่าถูกต้อง โดยตรัสประกาศว่า .....
ท่านผู้เจริญโกณฑัญญะ รู้แล้ว ๆ

บทสรุปของพระโกณฑัญญะนี้ ..... ผู้มีสติและปัญญา ย่อมจะเห็นว่าเป็นสัจธรรมโดยแท้ คือตรงต่อความเป็นจริงที่มีอยู่ไม่ว่าในโลกนี้หรือโลกไหนๆ เป็นสัจธรรมที่เป็นอิสระ ไม่ติดตันอยู่แค่ความยืดเยื้อยาวนานของสภาพใดๆ ไม่ว่าสภาพอันนั้นจะมีชื่อว่า พระพรหม หรือพระอะไรต่อพระอะไรที่แย่งอวดอ้างกันว่า พระเป็นเจ้าของตนเท่านั้นที่เป็นพระเป็นเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว



นักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา ..... ได้ให้ภาพเปรียบเทียบที่ลึกซึ้งและชัดเจนไว้ในเรื่องนี้ ดังปรากฏในเรื่องกามนิตภาคสวรรค์ อันเป็นวรรณกรรมสำคัญของฝ่ายพระพุทธศาสนามหายาน ดังนี้

๏๏๏ สูงลิ่วไปจนถึงความสว่างอันล้ำเลิศแห่งสวรรค์ มีเกิดแล้วก็มีดับ
จงจำไว้เถิดว่า ความเป็นไปในอนาคตนั้นแล
ย่อมดับเสียจนกระทั่งรัศมีแห่งพระพรหม .....๏๏๏ ๏๏๏


แม้แนวคิดนี้ ..... จะอยู่ในส่วนของปรัชญา แต่ก็เป็นแนวคิดที่สอดคล้องยิ่งนักกับหลักทางวิทยาศาสตร์ เพราะสุริยจักรวาล ซึ่งปรากฏภาพในมโนทัศน์ของนักคิดทั้งหลายในนามของ ท้าวมหาพรหมนั้น นักวิทยาศาสตร์ ก็รู้กันอยู่ว่า วันหนึ่งข้างหน้าก็ย่อมจะถึงซึ่งจุดแตกสลายเหมือนกัน จนกระทั่งทุกวันนี้ ก็มีนักวิทยาศาสตร์มองเห็นจุดดับอยู่บ้างแล้ว เพราะฉะนั้น ที่เขาว่า สัตว์ ไม่มี อภาวะ นั้น จึงเป็นเรื่องของการไม่มีปัญญาที่จะมองให้ลอดทะลุความยาวนานจองสภาวะอันหนึ่งไปได้จึงเข้าใจผิดว่า เป็นเรื่องของความคงที่แน่นอนเท่านั้นเอง



เป็นอันว่า ..... บทปรัชญาที่ว่ากันว่าล้ำเลิศนั้น ได้ถูกหักล้างลงโดยสิ้นเชิง มานานนักหนาแล้ว ไม่น่าที่ผู้มีสติปัญญาในยุคใหม่นี้ จะไปหลงกอดเงาในฝันของพระเป็นเจ้าอยู่ให้เสียเวลา เสียศักดิ์ศรีของผู้มีสติปัญญาอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม จากพระมหาคัมภีร์ทั้ง ๓ คือ รามายณะ มหาภารตะ และพ่วงด้วย ภควัทคีตานี้ ย่อมจะเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า พระเป็นเจ้าซึ่งเป็นจอมแห่งศาสนาของฮินดูนั้น ท่านมิได้รังเกียจเดียดฉันท์การศึกการสงครามแต่ประการใด ตรงกันข้าม สงคราม คือ กิจกรรมที่ทำให้ท่านเบิกบานสราญใจและมีหน้ามีตาต่างหาก มีข้อกล่าวแก้อยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งดูคล้ายกับว่า เป็นความพยายามของบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลาย ที่จะหาข้อแก้ตัวให้อาจารย์ คือว่ากันว่า ที่พระเป็นเจ้าต้องลงมาเกี่ยวข้องทำสงครามล้างผลาญผู้คนนี้ ไม่ใช่ความทารุณร้ายกาจของพระเป็นเจ้าแต่ประการใด โดยแท้แล้ว พระเป็นเจ้าท่านมีเมตตาต่างหาก คือ ท่านต้องสละความสุขบนสรวงสวรรค์ของท่าน ลงมาทุกข์ยากตรากตรำทำสงครามเพื่อ ปราบยุคเข็ญ สร้างความสงบร่มเย็นให้แก่มนุษย์

๏๏๏ สูงลิ่วไปจนถึงความสว่างอันล้ำเลิศแห่งสวรรค์
มีเกิดแล้วก็มีดับ จงรู้ไว้เถิดว่า ความเป็นไปใน อนาคตนั้นแล
ย่อมดับเสียจนกระทั่งรัศมีแห่งพระพรหม ๏๏๏ ๏๏๏




นับว่าเป็นข้อแก้ตัวที่ฉลาดอยู่มิใช่น้อย ..... ฟังดูแล้วก็ทำให้เกิดเงาพระคุณขึ้นมาซ้อนทับเงื่อนปมที่เป็นโทษไปได้ แต่กระนั้น ก็ยังมีข้อโต้แย้งอยู่เหมือนกันคือ พวกยักษ์พวกมารตามคัมภีร์รามายณะ ที่ถือว่าเป็นตัวก่อยุคเข็ญที่พระเจ้าต้องลงมาปราบนั้น เป็นสิ่งแปลกปลอมมาจากไหนเล่า ในเมื่อพระเป็นเจ้าอ้างว่าเป็นผู้สร้างโลกสร้างสรรพสิ่งในโลกขึ้นมาแท้ๆ ทำไมพระเป็นเจ้าไม่ใช้วิธีอบรมสั่งสอนกลับจิตกลับใจเขา ให้ละเรื่องชั่วๆ กลับมาประพฤติแต่สิ่งดีๆ เล่า ถ้าจะบอกว่าพวกสร้างยุคเข็ญเหล่านั้น เหลือขอเหลือเข็นเกินวิสัยที่พระเจ้าจะอบรมสั่งสอนได้ อย่างนี้แล้ว ก็แสดงว่า พระเป็นเจ้ายอมรับเองว่า มิได้วิเศษวิโสอะไรนักหนา ว่าไปแล้วการอบรมสั่งสอนกลับจิตใจผู้คนนั้น ไม่น่าจะยากเย็นเหลือวิสัยของพระเป็นเจ้าแต่อย่างใด การที่อึกอักก็ชี้หน้าเขาว่าชั่วร้ายเหลือขอ แล้วก็ลงโทษขั้นประหารชีวิตกัน ๗ ชั่วโคตรกันเลยแบบนี้ ออกจะผิดวิสัยของผู้มีเมตตากรุณาฐานผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถืออยู่ไม่น้อย



ลองมองให้ชัดๆ ..... ในเรื่องราวที่เขาว่าไว้ คือในเรื่องรามเกียรติ์ที่มาจากรามายณะนั้น คนที่ทำผิดก็มีแต่ทศกัณฐ์ผู้เดียว ถ้าทศกัณฐ์เหลือขอจนยั้งไม่หยุดแล้ว พระเป็นเจ้าก็น่าจะใช้ฤทธิ์ใช้อำนาจเกาะกุมเอาตัวไปลงโทษ แต่เพียงทศกัณฐ์ผู้ผิดคนเดียว ไม่เห็นจะมีเหตุผลและความถูกต้องอันใด ที่จะซุ่มซ่อนแอบแฝงอยู่ในรูปกายของมนุษย์ธรรมดาลวงล่อให้พวกยักษ์เข้าใจผิด แล้วยกทัพมาทำสงคราม จนเป็นเหตุให้พวกยักษ์ถูกล้างผลาญเสียสิ้นโคตรหมดเผ่าพงศ์อย่างนั้น ยิ่งยักษ์เล็กยักษ์น้อยชั้นประชาชนพลเมืองยักษ์ ซึ่งไม่รู้เรื่อง ไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วยกับการทำผิดของทศกัณฐ์ แต่ต้องมาพลอยถูกพระเป็นเจ้าล้างผลาญเสียเรียบวุธอย่างนั้น ขอให้วิญญูชนลองสงบใจตรองดูสักนิดเถอะว่า ยังจะมีความถูกต้อง ความเป็นธรรม ปรากฏให้เห็นอยู่สักนิดหรือไม่ … นะท่าน ?



อันที่จริงปัญหาโต้แย้งอันนี้ ..... มันเกี่ยวกันเชื่อมโยงมาถึงข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์นั่นเอง คือ การปราบยุคเข็ญของพระเป็นเจ้า เรื่องนั้นตัวตนอันแท้จริงในประวัติศาสตร์ก็คือ พวกอริยกะเข้ามาแย่งดินแดนของมิลักขะแล้วได้ชัยชนะในที่สุด จึงหาเงื่อนงำเพื่อล้างผิดของตัวเองโดยสร้างเรื่องกล่าวหาว่า พวกมิลักขะเป็นเหล่าร้าย เป็นตัวก่อยุคเข็ญ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ยุคเข็ญนั้น พวกอริยกะซึ่งเป็นฝ่ายรุกรานเป็นผู้ก่อขึ้นแท้ๆ แต่ในฐานะของผู้แพ้ พวกมิลักขะก็ต้องเป็นผู้ร้ายไปตามระเบียบ แม้อยากจะอ้าปากเถียง ปากก็อ้าไม่ขึ้น เพราะถูกอุดไว้ด้วยฝ่าเท้าอันทรงพลังของผู้ชนะ นี่แหละพฤติกรรมอันทรงเกียรติของพระเป็นเจ้า ที่อุตส่าห์ทิ้งสุขบนสวรรค์อวตารลงมาสร้างไว้ในโลกมนุษย์ ยิ่งในคัมภีร์มหาภารตะ ยิ่งมีรายละเอียดที่น่าคิดน่าพิจารณายิ่งขึ้นไปอีก คือเรื่องราวในคัมภีร์เล่มนั้น บอกชัดว่า การสงครามที่พระเป็นเจ้าได้ลงมาปลุกระดมโหมเชื้อเพลิงนั้น เป็นเรื่องของการทะเลาะวิวาทรบราฆ่าฟันกัน ระหว่างบ้านพี่เมืองน้อง ซึ่งมีข้อที่นักประวัติศาสตร์เขาสันนิษฐานกันไว้ว่า น่าจะมีเค้ามาจากการแย่งบ้านแย่งเมืองกันระหว่างพวกอริยกะด้วยกัน ในสมัยใดสมัยหนึ่ง อันเป็นสงครามใหญ่โตก่อความสยดสยองเป็นที่ประทับใจ จนนักคิดนักฝันมองเห็นเป็นเรื่องของพระเป็นเจ้า ข้อที่น่าคิดน่าพิจารณาก็คือ ทั้งฝ่ายเการพที่ถูกชี้หน้าว่าเป็นผู้ร้าย และฝ่ายปาณฑพที่เป็นฝ่ายพระเอกนั้น ต่างก็เป็นเหล่ากอพงศ์พันธุ์ของพระเป็นเจ้านั้นเอง ถึงขนาดพระเป็นเจ้าเองก็ยังแบ่งกำลังช่วยงานสงครามนั้นอยู่ทั้งสองฝ่าย คือ กองทัพทั้งหมดของท่านมองให้เป็นกำลังของเการพ ส่วนตัวของท่านที่มีแต่มือเปล่าๆ เข้าช่วยทางฝ่ายปาณฑพ ซึ่งก่อให้เกิดภาพที่น่าประหลาดใจ คือ กลายเป็นพระเจ้ายุให้รบกัน เพื่อจะได้ห้ำหั่นล้างผลาญไพร่พลของตนเอง พิลึกดีมั้ย ... นะท่าน ?



ด้วยสถานการณ์ที่คู่สงครามครั้งนั้น ..... เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน จึงน่าคิดน่าพิจารณานักว่า ทำไมพระเป็นเจ้าจึงสร้างสันติภาพด้วยวิธียุให้พี่ๆ น้องๆ ซึ่งเป็นเด็กของท่านแท้ๆ ฆ่าล้างโคตรกันแบบนั้น ทำไมพระเป็นเจ้าไม่สร้างสันติภาพด้วยพระธรรมคำสอน ให้เขาเกิดสำนึกในเรื่องผิดเรื่องถูก และเรื่องบาปบุญคุณโทษ หันหน้ากลับมาสามัคคีปรองดองกัน เสร็จแล้วก็ขนน้ำโสมจากแดนสรวงลงมาเลี้ยงฉลองการคืนดีก้นให้เมาแประไปด้วยกัน ๗ วัน ๗ คืน ก็ไม่น่าจะมีอะไรขัดข้อง เพราะลิ้นลมขนาดที่ปลุกใจเจ้าชายอรชุนที่กำลังแฟบฝ่อลงไม่อยากรบด้วยแรงสำนึกในมโนธรรม ให้กลับเหี้ยมฮึกฉวยธนูคู่มือออกไปยิงสะบั้นหั่นแหลกยังทำได้ ทำไมจะแปลงเปลี่ยนจากกการปลุกระดมให้เขารบกัน มาเป็นสั่งสอนเขาให้สำนึกบาปสำนึกบุญแล้วเลิกรบกันไม่ได้ สายสัมพันธ์อันแนบสนิทที่ทั้งสองฝ่ายมีอยู่ต่อกัน ก็มีเป็นทุนอยู่มากมายแล้ว นี่แหละคือข้อที่น่าคิด ซึ่งคิดแล้วก็ชวนให้เห็นแง่มุมสำคัญอยู่แง่เดียว คือ พระเป็นเจ้าท่านกระหายสงคราม ท่านอยากเห็นคนเขาฆ่ากันจนแหลกลาญไปทั้งสนามรบ ทั้งนี้ก็เพราะพระเป็นเจ้าท่านมีผลประโยชน์ส่วนตัวของท่านแทรกซ้อนแอบแฝงอยู่ในการรบนั้นด้วย คือท่านยกกองทัพของท่านให้ฝ่ายเการพที่ถือว่าเป็นฝ่ายผู้ร้ายไปแล้ว ตัวของท่านที่มีแต่มือเปล่าๆ ไม่มีแม้แต่มีดสั้นๆ สำหรับไว้ป้องกันตัวสักเล่มเดียว มาช่วยอยู่ในฝ่ายปาณฑพ และอยู่ในตำแหน่งธรรมดาๆ คือ โชเฟอร์รถศึกของขุนทัพอรชุนเท่านั้น ไม่ใช่หัวหน้าฝ่ายเสนาธิการหรืออะไร



เมื่อสงครามครั้งนั้นปรากฏผลว่า ..... ฝ่ายปาณฑพเป็นฝ่ายชนะเด็ดขาด จึงมีผลเป็นการพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ของท่านด้วยว่า สักแต่มือเปล่าๆ เท่านั้น ก็สามารถเอาชนะกองทัพอันเกรียงไกร ซึ่งมีไพร่พลจากสรวงสวรรค์ของท่านเองสนับสนุนอยู่อย่างคับคั่ง ได้มือชั้นนี้แล้ว แน่แค่ไหนก็ลองดูกันเองเถอะ นับว่าเป็นการแสดงเกียรติประวัติอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรของพระเป็นเจ้าที่สำคัญยิ่งครั้งหนึ่งทีเดียว

แต่ก็มาแฉลบคิดไปถึง สามก๊ก ในเมืองจีน ..... ก็ชวนให้นึกไปถึงขงเบ้งคือ ขงเบ้งช่วยคนแซ่เล้าแห่งราชวงศ์ฮั่นทำศึกอยู่จวบจนอายุขัย มือทั้งสองของขงเบ้งไม่เคยแตะอาวุธใดๆ เช่นกัน ถือแต่แซ่หางม้าสีขาวเล็กๆ ด้ามเดียว เอาไว้ปัดยุงปัดแมลงวัน ชะรอยนักปราชญ์ใหญ่ขนาดขงเบ้งคงจะอ่านมหาภารตะหรือภควัตคีตา มาบ้าง ก็เลยวาดลวดลายโด่งดังด้วยลีลาเดียวกัน คือบทบาทลีลาอันแสดงความสำคัญของลิ้นเท่าสามนิ้วเหนือกว่าอาวุธยุทธภัณฑ์ทั้งปวง

ทั้งหมดนี้ ..... เป็นเรื่องของการมองความเป็นจริงจากหลักฐานที่มีอยู่ในพระคัมภีร์ ไม่ใช่การกุเรื่องประโลมโลกขึ้นใส่ร้ายป้ายสีแต่ประการใด จึงน่าจะสรุปยืนยันได้ว่า ศาสนาฮินดู ซึ่งเป็นศาสนาฝ่ายเทวนิยมนั้น มิได้รังเกียจสงคราม หรือมองสงครามเป็นสิ่งเลวร้ายแต่ประการใด โดยแท้แล้วกลับจะสรรเสริญสงครามว่า เป็นที่มาแห่งเกียรติศักดิ์ชื่อเสียงเสียด้วยซ้ำไป ฉะนั้น จึงไม่เป็นการทำผิด หรือเป็นการกล่าวร้ายแต่อย่างใด เมื่อมีการชี้ลงไปว่า เป็นศาสนาหนึ่งที่ได้ชื่อว่า ….. ศาสนาสงคราม



ขอหมายเหตุไว้ตอนท้ายนี้สักหน่อยว่า ..... เท่าที่เขียนมาตอนนี้ เป็นการเขียนในลักษณะ ฝืนใจ อยู่ด้วย คือในขณะที่เขียนนี้ ก็อดที่จะนึกเกรงใจชาวฮินดูมิได้ เพราะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ล่วงล้ำเข้าไปถึงสิ่งที่เขาเคารพบูชา ฉะนั้น จึงขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ...

แต่ถ้าท่านคิดจะตอบโต้ด่าว่าอะไรแล้ว ..... ขอได้โปรดไปถามทางทบวงมหาวิทยาลัยดูก่อนด้วย เพราะชนชาวคาทอลิกบางคนเขาเคยทำเช่นเดียวกันนี้กับพระพุทธศาสนา ที่ผู้เขียนเคารพบูชาไม่น้อยกว่าที่ชาวฮินดูเคารพบูชาศาสนาฮินดูเหมือนกัน โดยกระทำกันอย่างลึกซึ้งกว้างขวาง อันบ่งบอกถึงเจตนาที่จะทำลายล้างพระพุทธศาสนาเสียด้วย ทบวงมหาวิทยาลัยท่านยังบอกอีกว่า เป็นเสรีภาพทางวิชาการ เป็นประเพณีของวิชาการ ผู้เขียนจึงเชื่อท่านและเขียนขึ้นบ้างแบบเดียวกัน เพราะผู้เขียนก็มีมือสำหรับเขียนหนังสือ และ ชอบเสรีภาพทางวิชาการ ชอบประเพณีของวิชาการเหมือนกัน ประกอบกับเห็นว่า เสรีภาพนั้นย่อมเป็นของคนทุกคนในชาติ บนเส้นบรรทัดแห่งความเสมอภาค เมื่อชนชาวคาทอลิกมีเสรีภาพที่จะทำกับพระพุทธศาสนาได้ ชาวพุทธก็ย่อมมีเสรีภาพที่จะทำกับศาสนาอื่นได้เช่นเดียวกัน



แต่เมื่อไปถามท่านแล้ว ..... ท่านบอกว่าผู้เขียนทำผิด ก็ฝากบอกท่านด้วยว่า คนที่วิจัย พระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนา จนพระพุทธเจ้ากลายเป็นเพียงผู้รับคำสอนจากพระเป็นเจ้ามาสอนเท่านั้น ซึ่งเป็นคาทอลิกชั้นนักวิชาการก็ทำผิดเช่นเดียวกัน ถ้าทบวงมหาวิทยาลัยสามารถทำให้งานวิจัยทั้งหลายของนักวิชาการคาทอลิกเหล่านั้น สิ้นซากสูญพันธุ์ไปได้จากโลกมนุษย์แล้ว ผู้เขียนก็ยินดีที่จะปูผ้าขาวลงตรงหน้า และ ก้มลงกราบงามๆ สามลา เพื่อขออภัยต่อท่านด้วยความยินดี แม้จะเอาธูปเทียนแพ และ กระทงดอกไม้ด้วยก็ไม่ขัดข้อง แต่ถ้าทบวงอันมีเกียรติมีศักดิ์นั้นท่านยังคงยืนยันว่า ผู้เขียนเท่านั้นผิด พวกคาทอลิกเขามีเสรีภาพ เขาไม่ผิดแล้ว ก็เห็นจะต้องร้องประกาศแก่โลกทั้งผองไว้เสียเลยในที่นี้ว่า

๏๏๏ ชาวพุทธถูกข่มเหงรังแกด้วยอคติจนเหลือทนแล้ว
บนแผ่นดินของตนเองผืนนี้ ๏๏๏ ๏๏๏



แต่นึกไปอีกทีก็เห็นว่า ..... ชาวฮินดูไม่น่าจะโกรธเคืองแต่อย่างใดต่อการล่วงล้ำเพียงเล็กๆ น้อยๆ ของผู้เขียนนี้ เพราะเมื่อนำไปเทียบกับชาวฮินดู ที่เคยทำกับพระพุทธศาสนาแล้ว เป็นเรื่องขี้ผงเหลือกำลัง แม้นสงสัยก็ขอให้ไปหยิบคัมภีร์นารายณ์สิบปาง มาพินิจพิจารณาทบทวนดูเถอะ พระนารายณ์อวตารปางที่ ๙ นั่นแหละ คือ เรื่องสำคัญที่ฮินดูเคยทำปู้ยี่ปู้ยำแก่พระพุทธศาสนา โดยลากเอาพระพุทธเจ้าไปเป็นพระนารายณ์ ในลักษณะที่ชาวพุทธไม่ปรารถนาเลย ที่จะให้มีเรื่องเช่นนี้ขึ้นในโลกมนุษย์ เพราะโดยหลักปรัชญาอันถูกต้องจริงๆ แล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่พระพุทธเจ้า คือ พระนารายณ์ หรือพระนารายณ์ที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้า คือพระนารายณ์ถือสัสตทิฐิ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงชี้ไว้ว่าเป็นมิจฉาทิฐิ จึงเป็นเรื่องที่รวมกันไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง แต่ฮินดูก็ได้ลากเอา พระพุทธเจ้าไปเป็นพระนารายณ์มาแล้ว ในลักษณะของคนหน้ามืด ดังที่ล้นเกล้าฯ สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ก็ได้ทรงให้ข้อวิจารณ์ไว้ในพระราชนิพนธ์นารายณ์สิบปางว่า …..

๏๏๏ ไพษณพปางที่เก้า .......... ลำดับ
สมณะโคดม .......... พุทธเจ้า
นี่เพราะจะไม่รับ .......... รองพระ เสียเลย
เกรงว่าจะเสียเค้า .......... มากไป ๏๏๏ ๏๏๏



สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ..... ได้ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องนารายณ์สิบปางไว้ด้วยคำประพันธ์ประเภทลิลิต โดยทรงใช้โคลงดั้นสลับกับร่าย ตั้งแต่ปางที่หนึ่ง ถึง ปางที่แปด ทรงไว้อย่างพิสดาร พอถึงปางที่เก้าทรงไว้อย่างย่อที่สุด คือ เป็นโคลงเพียง ๔ บทเท่านั้น แสดงว่าทรงไว้อย่างเสียไม่ได้ อาจจะเป็นเพราะไม่ทรงปรารถนาที่จะให้เกิดความสะเทือนใจกันก็ได้ นับเป็นข้อยืนยันว่า ชาวฮินดูชั้นหัวกะทิได้เคยทำอะไรกับชาวพุทธมาแล้วอย่างจริงจังเป็นหลักเป็นฐานฉะนั้น เมื่อชาวพุทธแตะฮินดูบ้างเพียงแผ่วๆ เบาๆ ประสาคนรักคนชอบเสรีภาพ และ ประเพณีของวิชาการดังที่ทบวงมหาวิทยาลัยท่านว่าเท่านั้น ชาวฮินดูจึงไม่น่าจะหูแดงตาเขียวด้วยความขึ้งโกรธแต่ประการใด

ขอให้เรามาดู ..... ศาสนาสงคราม
ศาสนารายต่อไปกันดีกว่า ๏๏๏ ๏๏๏




โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/10/2003 09:32 PM  (203.107.130.10)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 31  
     
  ไม่เบา น้องตาล 5555 รู้แล้วว่าชอบ ม้า ฮี่ ฮี่ (ไม่สงสัยเลย) 555 จะรออ่าน ศึกรอบต่อไปนะ  
     
    By: นรชาติ     5/10/2003 01:23 PM  (203.121.146.162)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 32  
     
 


ศาสนายิว ..... เป็นศาสนาต่อไปที่ควรจะได้จัดเข้าลำดับการพิจารณา ทั้งนี้ก็เพราะ ศาสนายิว เป็นศาสนาฝ่ายเทวนิยม ที่มีเนื้อตัวชัดเจนขึ้นมาในโลกนี้ เป็นอันดับถัดมาจากศาสนาฮินดู และ เป็นศาสนาที่มีพฤติการณ์ในประวัติศาสตร์บ่งบอกชัดเจนตลอดมาในฐานะของ ศาสนาสงคราม

คำว่า ศาสนายิว นั้น ความหมายที่เห็นเด่นชัดอยู่ตามตัวอักษรก็คือ ศาสนาของชาวยิว ซึ่งก็นับว่าเป็นการถูกต้องตามเรื่องที่เห็นๆ กันอยู่ในปัจจุบัน คือปัจจุบันนี้มีคนอยู่ชาติหนึ่งเรียกกันว่า คนยิว เป็นชนชาติที่ส่วนใหญ่แล้ว ก็มีรูปร่างหน้าตาแบบฝรั่ง หรือ แบบแขกอาหรับเพราะชนชาตินี้มีเผ่าพันธุ์ดั้งเดิม ซึ่งนักโบราณคดีระบุว่าเป็นเผ่าพันธุ์ เสมิติก แบบเดียวกับพวกอาหรับทั้งหลาย หลักแหล่งอันเป็นศูนย์กลางอย่างเป็นทางการของชนชาตินี้ในปัจจุบันเรียกว่า ประเทศอิสราเอลอันเป็นถิ่นที่พวกเค้าเคยอยู่มาในอดีต แต่ได้ถูกขับไล่ไปโดยพวกอาหรับต่างศาสนา และเพิ่งมาก่อร่างตั้งหลักขึ้นได้ใหม่ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อสามถึงสี่ปีมานี่เอง ชนชาตินี้ มีศาสนาของตัวเองโดยเฉพาะเรียกว่า ศาสนายิว หรือ ยูดาย คำว่า ยิว กับ ยูดาย นั้นเป็นอันเดียวกัน



อันนี้ ..... คือภาพที่ยอมรับรู้กันอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน แต่สำหรับผู้ที่ศึกษาเรื่องราวของผู้คนเหล่านี้โดยลึกซึ้งเข้าไปอีกแล้ว ก็จะพบว่า การที่เรียกผู้คนเหล่านี้ว่า คนยิว และเรียกศาสนาของเขาว่า ศาสนายิว นั้น ไม่สู้จะตรงกับความเป็นจิรงในชั้นดั้งเดิมของเขานัก เพราะศาสนาของผู้คนเหล่านี้เกิดมีขึ้นก่อนที่พวกเข้าจะมีชื่อว่า คนยิว มานานมากทีเดียว ดังจะขอนำเรื่องราวที่นักประวัติศาสตร์ท่านกล่าวไว้มาเล่าสู่กันฟังโดยย่อ

คือ ..... ชนชาตินี้เพิ่งมามีชื่อว่า คนยิว หรือ คนยูดาย เมื่อประมาณสัก ๓๐๐๐ ปีมานี้เท่านั้น ก่อนหน้านั้นนมนาน ชนชาตินี้มีอยู่แล้ว และมีศาสนาแล้วด้วย นักประวัติศาสตร์ท่านบอกว่า เดิมทีชนชาตินี้หลักแหล่งอยู่ในดินแดนทางเหนือเรียกว่า “เมโสโปเตเมีย” (Mesopotamia) ได้แก่ที่ราบกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำ ๒ สาย คือ แม่น้ำยูเฟรติส (Euphrates) กับ แม่น้ำไตกริส (Tigris)สังกัดอยู่ในพวกคาลเดียอันเป็นชนชาติโบราณที่มีความเจริญก้าวหน้าอยู่ในแถบนั้น ชนพวกคาลเดียที่เป็น ยิว ในเวลาต่อมานี้ มีนิสัยชอบย้ายที่อยู่เร่ร่อนไปเรื่อยๆ โดยอพยพโยกย้ายไปที่ไหน ก็ไปกันทั้งก๊กใหญ่เลยทีเดียวเพราะมีหัวหน้าใหญ่เป็นผู้นำร่วมกัน หัวหน้าไปทางไหน ก็เฮโลไปกันทางนั้น หัวหน้าใหญ่นี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นหลักฐานแน่นอนว่า “ปาตริอากซ์” (Patriarch) แปลว่า “พ่อหมู่” คำๆ นี้ ต่อมามีใช้อยู่ในวงการศาสนาคริสต์ ในความหมายและรูปแบบอันเดียวกัน



พวกคาลเดีย ..... ที่อพยพย้ายถิ่นลงมาทางใต้นี้ มีอยู่ก๊กหนึ่งลงมาตั้งหลักปักมั่นอยู่ในดินแดนที่เป็นประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน อันเป็นผลให้ก่อรูปร่างอย่างชัดเจนมั่นคงเป็น คนยิว และศาสนายิว ขึ้นในกาลต่อมาพ่อหมู่ที่นำชาวคาลเดียเหล่านี้ อพยพลงมามีชื่อว่า “อับราฮัม” (Abraham) ดินแดนที่ อับราฮัม นำผู้คนของตนมาตั้งหลักแหล่งนี้ มีชื่อเรียกอย่างเป็นหลักเป็นฐาน เพราะมีเจ้าของครอบครองอยู่ก่อนแล้วว่า ดินแดนคานาน หรือ คานาอัน (Chanaan) คือเป็นดินแดนผืนเดียวกัน ชื่อเดียวกันกับประเทศเลบานอนในทุกวันนี้ เจ้าของถิ่นที่ตั้งหลักอยู่ก่อน มีชื่อตามชื่อท้องถิ่นว่าพวก “คานาเนียน” เมื่ออับราฮัมพาผู้คนอพยพไปตั้งหลักปักฐาน จึงอยู่ในฐานะคนจรในสายตาของพวกคานาเนียน เลยถูกขนานชื่อแสดงความต่างพวกต่างเผ่ากันว่า “ฮิบรู” แปลว่า “พวกข้างโน้น” เมื่อถูกเรียกอย่างนี้ติดต่อกันเรื่อยมาเป็นเวลาช้านานจนซึมเข้าไปฝังลึกอยู่ในความยอมรับโดยทั่วไป แม้แต่พวกที่ถูกเรียกอย่างนี้เอง ชื่อนี้ก็เลยกลายเป็นชื่อดั้งเดิมอย่างเป็นทางการของชนชาตินี้ไป



ข้อที่ควรสังเกต ..... อันเป็นจุดประสงค์ของเรื่องนี้ก็คือ “อับราฮัม” ที่เป็นหัวหน้าพาพวกคาลเดียจากทางเหนือมาตั้งหลักแหล่งจนได้ชื่อว่าพวก “ฮิบรู” ทางใต้นี้ เป็นคนๆ เดียวกันกับ อับราฮัม ที่เป็นต้นกำเนิดของศาสนายิวนั้นเอง หมายถึงว่า การที่ อับราฮัม เป็นพ่อหมู่นำผู้คนอพยพลงมาตั้งหลักแหล่งได้โดยตลอดรอดฝั่งนั้น อับราฮัมเป็นผู้นำทางการเมืองและผู้นำทางศาสนารวมอยู่อย่างเสร็จสรรพในตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้นักประวัติศาสตร์ที่ได้ชี้ไว้ว่า อำนาจทางศาสนาที่มีแหล่งสำคัญอยู่ล้นฟ้าบนสวรรค์นั้นแหละ คือเครื่องมือสำคัญที่พวกพ่อหมู่ทั้งหลายใช้ในการปกครองคนในหมู่เหล่าของตน ดังเช่นที่คุณหลวงวิจิตรวาทการท่านได้กล่าวไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์สากลเล่ม ๑ ของท่านว่า …..



โดยที่พวกฮิบรู ..... ไม่มีบ้านเมืองเป็นหลักแหล่ง ไม่มีพระเจ้าแผ่นดินปกครองผู้ที่เป็นหัวหน้าก็ไม่มีอำนาจอันใดจะปราบปราม ถ้าหากว่าพวกนั้นจะแข็งข้อก่อการจลาจลหัวหน้าก็ตกอยู่ในฐานะลำบาก เพราะเหตุนี้ จึงต้องเอาอำนาจเบื้องบนมาช่วย คือ ต้องอ้างว่า พระราชาของคนพวกนี้ ได้แก่พระเจ้าบนสวรรค์ และ ปาตริอากช์ เป็นผู้แทนของพระเจ้า สิ่งใดที่ปาตริอากช์ทำ เป็นการกระทำโดยโองการของพระเจ้า ทางใดที่ปาตริอาช์จะนำไป ก็เป็นทางที่พระเจ้าให้ไป ถ้าที่ที่นำไปเป็นที่อุดมสมบูรณ์ ได้รับความผาสุก ก็เป็นความกรุณาของพระเจ้า ถ้าไปพบที่ไม่ดี เกิดทุกข์ภัยอะไรขึ้นมา ก็ไม่ใช่ปาติอากช์จะได้รับความติเตียน กลายเป็นหมู่คนที่ติดตามไปนั่นเอง เพราะปาติอากช์ย่อมจะพูดว่า ต้องมีใครคนหนึ่งในพวกนี้ทำผิด พระเจ้าจึงลงโทษ หลักของศาสนาที่นับถือพระเจ้าเบื้องบนก็มีขึ้นด้วยประการฉะนี้”



เป็นการชี้ขาดทีเดียวว่า ..... พระเจ้าเป็นศูนย์รวมสุดยอดของศาสนายิวนั้น พวกยิวชั้นหัวกะทิเขาสร้างขึ้นมาใช้เพื่อเป็นเครื่องมือศักดิ์สิทธิ์ทางการเมือง จึงเป็นอันว่า ระบบการเมืองดั้งเดิมของยิวนั้น คือระบบที่อาศัยศาสนาเป็นเครื่องมือหลัก โดยตำแหน่งผู้นำทางการเมือง กับ ตำแหน่งผู้นำทางศาสนา รวมอยู่ในตัวบุคคลคนเดียวชื่อว่า ปาตริอากช์ หรือ พ่อหมู่ (ท่านเสถียรโกเศศแปลว่า กุลบดี หรือ อาทิบุรุษ) ซึ่งระบบเช่นเดียวกันนี้ยังมีอยู่ให้เห็นในปัจจุบัน ได้แก่ระบบการเมือง วาติกัน ที่ โป๊ป เป็นทั้งผู้นำทางการเมืองและผู้นำทางศาสนาพร้อมๆ กันไปนั่นแหละ



ในประวัติศาสตร์ของชนชาติยิว ..... มีเรื่องที่น่าศึกษาให้ละเอียดอยู่อีก ซึ่งจะช่วยให้เห็นความสนิทแนบแน่นเป็นเนื้อเดียวกันระหว่างการเมืองและศาสนายิ่งขึ้น คือการที่ อับราฮัม นำผู้คนหมู่ใหญ่ฝ่าทุรกรรมลำบากจากดินแดน เมโสโปเตเมีย มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนทางใต้ได้สำเร็จนี้ เป็นเรื่องที่อับราฮัมใช้อำนาจฟ้าอำนาจสวรรค์เป็นแกนหลักสำคัญยิ่ง คืออับราฮัมได้ปลูกศรัทธาอย่างแน่นแฟ้นและมั่นคงลงไปในจิตใจของผู้คนทั้งหลายว่า พระเป็นเจ้าบนสวรรค์ได้ลงมาประทานคำมั่นสัญญาแก่ อับราฮัมว่า พระองค์จะประทานผืนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ให้คนพวกนี้ ได้ตั้งหลักแหล่งอย่างมั่นคงถาวรสืบไป ดังนั้น เมื่ออับราฮัม พาผู้คนมาตั้งหลักแหล่งมั่นคงลงที่ดินแดนแห่งนี้ได้ แผ่นดินแห่งนี้จึงฝังอกฝังใจเชื่อมั่นกันว่าเป็น “แผ่นดินสัญญา” (Promised Land) ซึ่งถือได้ว่า เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่สุดของอับราฮัม ทำให้สถานะแห่งการเป็นตัวแทนของพระเจ้า ดังที่ได้กล่าวอ้างไว้นั้น ฝังตรึงมั่นคงอยู่ในศรัทธาของประชาชนและพระเจ้า และกลายเป็นผู้ให้กำเนิดศาสนายิว ซึ่งได้รับความเคารพสักการะตลอดมา แต่ชนชาติฮิบรูนี้ ก็เป็นหมู่มนุษย์หมู่หนึ่ง เช่นเดียวกับหมู่มนุษย์ทั่วไปในโลก ฉะนั้น ประวัติของพวกฮิบรูนี้ จึงไม่อาจจะหนีพ้นไปได้จากสัจธรรมอันหนึ่งของโลกมนุษย์คือ

๏๏๏๏๏ ที่ไหนมีอำนาจวาสนา
ที่นั่น ย่อมไม่พ้นจากการเข่นฆ่าแย่งชิงกัน ๏๏๏๏๏ ๏๏๏๏๏





โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   13/10/2003 10:35 AM  (203.107.130.10)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 34  
     
 


ในประวัติศาสตร์ ..... ของฮิบรูตอนนี้มีอยู่ว่า เมื่ออับราฮัมย้ายภูมิลำเนาจากมนุษยโลก ไปอยู่กับพระเจ้าบนสวรรค์แล้ว บุตรของ อับราฮัม ชื่อ อิสัค (Isaac) ก็สืบตำแหน่ง ปาตริอากช์ ต่อมา อิสัคมีบุตร ๒ คน ชื่อ เอเซา (Asau) กับ ยาคบ (Jacob) ตรงนี้แหละ ที่ปัญหาการเมืองเรื่องการแย่งอำนาจวาสนาเกิดขึ้น โดยไม่มีขอบเขตขีดขั้นว่า จะเป็นพี่น้องท้องเดียวกันแท้ๆ หรือไม่ คือภรรยาขอพ่อหมู่ อิสัค ซึ่งเป็นมารดาแท้ๆ ของคนทั้งสองนั้น รักยาคบซึ่งเป็นลูกคนเล็กมากกว่าเอเซาซึ่งเป็นลูกคนโต จึงอ้อนวอนขอให้ อิสัค มอบตำแหน่งทายาทให้แก่ยาคบ เมื่อ เอเซา รู้เข้าจึงขัดเคืองมาก พยายามหาทางกำจัด ยาคบ เสีย เป็นเหตุให้ ยาคบ ต้องหนีเอาชีวิตรอดกลับขึ้นไปยังดินแดนทางเหนืออันเป็นแหล่งดั้งเดิมของบรรพบุรุษ แต่ทั้งนี้ มิใช่หลบไปจำศีลภาวนาเพื่อให้พ้นภัยจากการกำจัดของพี่ชายเฉยๆ หากแต่ไปซุ่มสร้างบารมีสะสมกำลังเพื่อกลับมาแก้เผ็ดเด็ดอำนาจจากมือพี่ชายกลับมาสู่อุ้งมือตน และประสพความสำเร็จสมความมุ่งหมายทุกประการ คือ ยาคบ ไปซุ่มสะสมกำลังด้วยวิธีทำตัวให้เป็นศูนย์รวมศรัทธาทางศาสนาของผู้คนในฐานะ ผู้มั่นคงต่อพระเจ้า จนได้ที่แล้วก็หวนกลับลงมาสู่ดินแดนสัญญาอีกครั้งหนึ่ง โดยแสดงตนเป็นผู้แทนของพระเจ้า กระทำพิธีทางศาสนาต่าง ๆ ในทำนองที่เคยมีอยู่ในเมืองไทยที่เรียกกันว่า ผีบุญ นั่นแหละ ตั้งตัวเป็นผีบุญให้คนเลื่อมใสศรัทธา ในขณะทำพิธีนั้นก็ประกาศอยู่ตลอดเวลาว่าตนนั้นเป็น อิสราเอล ซึ่งแปลว่า ผู้มั่นคงต่อพระเจ้า



ผลปรากฏว่า ..... มีผู้คนศรัทธาเชื่อมั่นอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งได้การ คือ พูดกันด้วยภาษาปัจจุบันก็ว่าสามารถระดมมวลชวนได้พร้อมสรรพ แบบนี้ อำนาจรัฐก็ไม่ไปไหน เปลี่ยนจากอุ้งมือของเอเซาพี่ชาย มาอยู่ในอุ้งมือของตนได้อย่างสะดวก พฤติการณ์อันปรากฏชัดอยู่ในประวัติศาสตร์เรื่องนี้ ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เขาใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุความสำเร็จทางการเมืองโดยตรง ดังนั้น ศาสนาของเขาจึงมิใช่ องคคุณบริสุทธิ์ อันมีผลมุ่งที่แท้จริง เพื่อโอบอุ้มสัตว์ทั้งหลายให้พ้นห้วงแห่งความทุกข์ ไปสู่แดนแห่งความสุขอันบริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ หากแต่มันเป็นเครื่องมือทางการเมืองสำหรับผนึกกำลังคนให้เกิดเป็นมวลชนไพศาล เพื่อเป็นฐานอำนาจและเป็นหัวหอกเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งการครองอำนาจเป็นสำคัญ ส่วนลีลาทีท่าแห่งความเป็นนักบุญ แสดงความเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งผองนั้น เป็นเพียงกลวิธีเคลือบสารต่อแมลงให้หลงเข้าไปตอมและติดตายเท่านั้นเอง แม้กระทั่งทุกวันนี้ ที่เชื้อสายของเขาไปที่ไหน ก็ตะโกนกู่เรียกหาสันติภาพที่นั่น ก็เป็นเพลงโบราณเพลงเดียวกันกับที่บรรพบุรุษชั้นดั้งเดิมของเขา เคยร้องกล่อมคนจนหลับไหลมาแล้วนั่นแหละ มิใช่อะไรอื่น



ผลงานที่ ..... ยาคบ ประกาศตัวเป็น อิสราเอล ผู้มั่นคงต่อพระเจ้านั้น ปรากฏว่ามีแรงสะท้อนอย่างลึกซึ้ง คือชาวฮิบรูยอมรับนับถืออย่างแนบแน่นมั่นคง โดยถือว่าเขาทั้งหลายคือผู้สืบเชื้อสายมาจากผู้มั่นคงต่อพระเจ้า โดยเรียกตัวเองว่า อิสราเอลเอลิต (Israelite) แปลว่าลูกของผู้มั่นคงต่อพระเจ้า และแผ่นดินแห่งนั้นก็เรียกว่า แผ่นดินอิสราเอล คือแผ่นดินของผู้มั่นคงต่อพระเจ้า แม้กระทั่งว่า เมื่อล้มสลายไปแล้ว และกลับตั้งตัวขึ้นมาได้ใหม่เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สองนี้ ก็ตั้งตัวขึ้นในนามของผู้มั่นคงต่อพระเจ้า อีกดังเช่นที่รู้จักกันอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่ว่าประเทศฮิบรู หรือ ประเทศยิว นี่คือข้อที่แสดงให้เห็นชัดว่า ศาสนาได้เข้าไปหลอมรวมกับนโยบายทางการเมืองอย่างแนบสนิท เป็นเนื้อเป็นตัวอันเดียวกันจริงๆ จนทำให้ผู้ที่ใช้หลักการอันนี้ กลายเป็น อำมฤตชน อยู่ในดวงวิญญาณของปวงชนตลอดไป



ดังนั้น ..... จึงมองเห็นข้อสรุปตามประเด็นของเรื่องนี้ว่า เมื่อศาสนาเป็นกลไกหลักทางการเมืองอย่างนี้แล้ว ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่ศาสนาจะต้องเกี่ยวข้องพัวพันกับสงครามอยู่เสมอ เพราะ ...สงคราม ก็คือ บทตัดสินบทสุดท้ายของการเมืองนั่นเอง มิใช่อะไรอื่น... ขอให้มาดูเรื่องราวของพวกยิวกันต่อไปอีกสักนิด คือเมื่อยาคบสถาปนาตัวเองเป็นผู้มั่นคงต่อพระเจ้า และใช้บทบาทอันนั้น ยึดอำนาจมาไว้ในกำมือได้โดยเสร็จสรรพแล้ว ยาคบก็วางแต้มป้องกันมิให้ประวัติศาสตร์ที่ตนเขียนขึ้นเองเกิดการซ้ำรอยขึ้นในชั้นลูก ซึ่งมีอยู่ถึง ๑๒ คน โดยยาคบแบ่งผู้คนในการปกครองของตนออกเป็น ๑๒ หมู่ และแต่งตั้งให้ลูกแต่ละคนนั้น ไปเป็น พ่อหมู่ หรือ ปาตริอากซ์อย่างเท่าเทียมกันทั้ง ๑๒ คน จะได้ไม่เกิดการแข่งอำนาจ แข่งวาสนากันอีก แต่แผนอันแนบเนียนของยาคบ ก็ไม่บรรลุผลสมบูรณ์นัก เพราะว่าถึงแม้จะแก้ปัญหาการแย่งอำนาจทางการเมืองได้ ก็แก้ปัญหาการบ้านไม่ตก ได้แก่ปัญหาการอิจฉาริษยากันระหว่างพี่ๆ น้องๆ คือมีลูกของ ยาคบ คนหนึ่งชื่อ โยเซฟ ในไบเบิลคัมภีร์ใหม่บอกว่าชื่อ ยูดา เป็นลูกที่ได้รับความรักความเอ็นดูจากพ่อแม่มากกว่าลูกคนอื่นๆ ก็เลยถูกพี่ๆ น้องๆ เขม่นมาโดยตลอด เมื่อประจวบคราวเคราะห์ ก็เลยพลาดท่าเสียที ถูกพี่ๆ น้องๆ จับขายเป็นทาสไปตกระกำลำบากอยู่ในอียิปต์



แต่โยเซฟคนนี้ ….. คงจะมีเสน่ห์น่ารักสำหรับผู้หลักผู้ใหญ่เอาการอยู่ นอกจากพ่อแม่จะรักเป็นพิเศษแล้ว พระเจ้ายังโปรดปรานเป็นพิเศษอีกด้วย คือให้คุณวุฒิวิเศษอันหนึ่งมาเป็นสมบัติติดตัว คือทำนายฝันได้อย่างแม่นยำยิ่งนัก ไปอยู่ในอียิปต์ได้ไม่เท่าไรก็ดังลั่นไปทั่วแคว้นแดนดิน ในฐานะผู้ทำนายฝันได้แม่นยำดังตาเห็น ดังจนทะลุกำแพงพระราชวังทุกชั้นได้ยินไปถึงพระกรรณของพระเจ้ากรุงอียิปต์ทีเดียว อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้ากรุงอียิปต์ท่านทรงพระสุบินนิมิตรประหลาดเลยเป็นโอกาสให้โยเซฟได้เข้าไปถวายคำทำนาย ผลปรากฏว่า คำทำนายทั้งหมดถูกต้องตรงเผงเหมือนมองเห็นด้วยลูกนัยน์ตาทีเดียว และเป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองอย่างใหญ่หลวงด้วย คือพระสุบินนิมิตรของพระเจ้ากรุงอียิปต์นั้น เป็นพระสุบินบอกเหตุร้ายว่า จะเกิดอุทกภัยร้ายแรงแก่บ้านแก่เมือง เป็นเหตุให้มีการตระเตรียมป้องกันได้อย่างทันท่วงที บ้านเมืองก็เลยรอดปลอดภัยได้ แบบนี้ลาภยศอันใหญ่ยิ่งจะหนีไปไหนพ้น ในเรื่องบอกว่าโยเซฟ ได้รับพระราชทานรางวัลทั้งลาภทั้งยศมากมาย ลงท้ายได้เป็นถึงอัครมหาเสนาบดี คงจะมีท่านผู้อ่านชาวพุทธหลายท่านอ่านเรื่องตอนนี้แล้วอาจจะนึกท้วงอยู่ในใจว่า นี่เล่านิยายล่อกุมารา หรือ เล่าประวัติศาสตร์ให้ฟังกันแน่...? ผู้เขียนก็ขอเรียนว่า ประวัติศาสตร์ของศาสนาประเภทนี้ก็มีแต่เรื่องราวชนิดนี้แหละ เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น จะนึกว่าฟังนิยายหรือฟังประวัติศาสตร์ ก็นึกได้ทั้งสองทางนั่นแหละ อย่าไปกังวลในประเด็นข้อนี้เลย



แต่อย่างไรก็ตาม ..... นักประวัติศาสตร์ท่านก็บอกว่า เรื่องราวเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ปาฎิหารย์ของโยเซฟนี้ มีแง่สำคัญอยู่ คือความเป็นใหญ่เป็นโตของโยเซฟนั้น เป็นช่องทางสำคัญให้พวกฮิบรูได้ไหลบ่าเข้าไปตั้งถิ่นฐานทำมาหากินในอียิปต์เป็นการใหญ่ อันเป็นมูลเหตุให้เกิดเรื่องใหญ่ และ เกิดศาสนายิวขึ้นอย่างเป็นรูปเป็นร่างเป็นตัวเป็นตนในกาลต่อมา จนกระทั่งติดต่อสืบเนื่องไปถึงการกำเนิดเกิดมาของศาสนาคริสต์ด้วย กล่าวคือ ชนชาตินี้มีลักษณะพิเศษเหนือกว่าคนพื้นเมืองอียิปต์ แบบเดียวกับคนจากผืนแผ่นดินใหญ่จีนที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยมีลักษณะพิเศษเหนือกว่าคนไทยนี่แหละ คือ เฉลียวฉลาด ทรหดอดทน กระเหม็ดกระแหม่ และ รักพวกรักพ้อง เมื่อไปอยู่อียิปต์นานเข้า และทำท่าจะเป็นคนกลุ่มน้อยที่ทรงอิทธิพลเหนือคนพื้นเมืองเจ้าของบ้าน แบบที่เป็นปรากฏการณ์ปรกติที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง เหมือนอย่างในเมืองไทยทุกวันนี้แหละ คนอียิปต์ซึ่งเป็นคนตาแหลมไม่เบาอยู่เหมือนกัน จึงแก้ปัญหาด้วย หลักยุทธศาสตร์...ตัดไฟเสียแต่ต้นลม...ด้วยวิธีจำกัดเขตให้พวกฮิบรูอยู่กันเป็นสัดส่วน ไม่ให้ไปเที่ยวแทรกซึมและแทรกแซงเอาเปรียบปะปนอยู่กับชาวอียิปต์ และเมื่อถึงคราวที่มีงานโยธาใหญ่ๆ เช่น สร้างปิระมิดสูงเสียดฟ้า ก็เกาะกุมเอาพวกฮิบรูนี่แหละไปเป็นแรงงานทาส แต่พวกนี้ก็หัวแข็งไม่เบา คือ ยิ่งถูกข่มเหงรังแกหนักขึ้นเท่าไร ก็มีการเพาะพันธุ์เพิ่มจำนวนประชากรมากขึ้นเท่านั้น เล่นเอาอียิปต์ต้องแก้ปัญหาด้วยบทหฤโหดของซาตาน คือออกคำสั่งจับเด็กเกิดใหม่ของฮิบรูไปสังหารเสียมากมายก่ายกอง บทหฤโหดของอียิปต์ตรงนี้แหละ น่าจะถือได้ว่าเป็นปฐมเหตุสำคัญยิ่ง แห่งการเกิดขึ้นของศาสนายิว อันสืบเนื่องไปเป็นศาสนาคริสต์อย่างเป็นตัวเป็นตนได้อยู่นี้




โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   17/10/2003 05:33 AM  (203.107.130.10)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 36  
     
 


คือมีแม่ของเด็กเกิดใหม่คนหนึ่ง ..... เอาลูกใส่กระจาดลอยน้ำไปเพื่อให้รอดพ้นจากน้ำมือของเพชฌฆาตอียิปต์ที่คอยจับเด็กแดงๆ ฮิบรูไปสังหาร คงจะถือคติแบบไทยที่ว่า ไปตายเอาดาบหน้า ดีกว่าตายแน่ๆ ดาบนี้ อะไรทำนองนั้นแหละ และเด็กคนนี้ก็รอดได้ ทั้งรอดได้อย่างชนิดที่เรียกว่ามีบุญเป็นเบาะรองนอนเสียด้วย คือกระจาดใส่เด็กคนนี้ลอยไปถึงท่าน้ำหลวง ในขณะที่พระราชธิดาของพระเจ้ากรุงอียิปต์ลงสรงน้ำพอดิบพอดีทีเดียว พระธิดาทอดพระเนตรเห็นเข้า จึงให้คนไปเก็บขึ้นมา และทรงนำไปเลี้ยงไว้โดยประทานชื่อว่า โมเสส แปลว่า ผู้รอดตายจากสายน้ำ โมเสส คนนี้แหละ คือ ผู้ให้กำเนิดศาสนายิวอย่างเป็นตัวเป็นตน โดยประกาศบัญญัติ ๑๐ ประการ (Ten Commandment) ที่ทะเลทรายซีไนอันเป็นหลักสำคัญทั้งของศาสนายิวและศาสนาคริสต์มาจนกระทั่งทุกวันนี้



เรื่องของเรื่องก็คือ ..... สายเลือดย่อมข้นกว่าสายน้ำ แม้ว่า โมเสสจะได้รับการเลี้ยงดูทะนุถนอมจากพระราชธิดาเป็นอย่างดีเพียงไร เลือดในกายก็เป็น ฮิบรู ซึ่งหล่อหลอมดวงวิญญาณของฮิบรูให้เรืองโรจน์อยู่ตลอดเวลา เมื่อเติบใหญ่แก่กล้าขึ้น ก็ครองตำแหน่งหัวหน้าชาวฮิบรูไนอียิปต์ ซึ่งก็คือตำแหน่ง พ่อหมู่ หรือ ปาตริอากซ์ ตามธรรมเนียมของฮิบรูนั่นเอง และประกาศอยู่ตลอดเวลาว่า ฮิบรูทั้งหมดนี้ก็คือ อิสราเอลิต หรือ บุตรแห่งผู้มั่นคงต่อพระเจ้า อันหมายถึงยกธงศาสนาขึ้นเป็นธงไชยเฉลิมพลนั่นแหละ ตอนนั้นพวกฮิบรูในอียิปต์ต้องเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสในภาวะกรรมกรทาส โมเสสจึงตัดสินใจที่จะพาอาณาประชาชนของตนอพยพกลับคืนแผ่นดินสัญญา แต่ทางอียิปต์ไม่ยินยอม เพราะแรงงานทาสของพวกฮิบรูยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับงานหนักในอียิปต์ แต่บังเอิญเกิดเหตุธรรมชาติช่วย เหมือนมีพรที่อำนวยมาจากฟากฟ้า คือ เกิดอุทกภัยใหญ่โตขึ้นในอียิปต์ และตามมาด้วยโรคระบาดร้ายแรงตามระเบียบ ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นอันมาก จนทำให้พวกอียิปต์เกิดอาการหน้ามืดกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง และคนเรานั้น ไม่ว่าคนแต่ก่อนหรือคนเดี๋ยวนี้ ลงได้เกิดอาการหน้ามืดขื้นมาแล้ว ก็มองอะไรต่ออะไรเกินความจริงไปได้อย่างไกลลิบทีเดียว พวกอียิปต์ในครั้งนั้นก็เหมือนกัน เมื่อเกิดหน้ามืดขึ้นมาด้วยอุทกภัยและโรคระบาด ก็มองเห็นกันไปว่า พวกฮิบรูนี่แหละ คือต้นเหตุสำคัญที่ทำให้สวรรค์พิโรธและลงโทษพวกอียิปต์อย่างหนักหนาเช่นนี้ ก็เลยเกิดเป็นโชคดีของโมเสสและประชากรฮิบรูภายใต้ธงไชยเฉลิมพลอิสราเอลทั้งหลาย คือ พวกฮิบรูได้รับอนุญาตจากพระเจ้ากรุงอียิปต์ให้อพยพกลับถิ่นฐานบ้านเดิมของตนได้ โมเสสจึงถือโอกาสรวบรวมไพร่พล อพยพกลับอย่างรีบด่วน และออกเดินทางกันในเวลาเร็ววันนั่นเอง



เมื่อพวกฮิบรูออกเดินทางกันไปแล้ว ..... พระเจ้ากรุงอียิปต์เกิดหวั่นวิตกขึ้นมาในพระทัยว่า พวกฮิบรูนี้จะพยาบาทจองเวร ไปชักชวนเอากองทัพต่างชาติมารุกรานอียิปต์ จึงเห็นว่าอย่ากระนั้นเลย ฆ่าทิ้งเสียให้หมดระหว่างทางก็แล้วกัน จึงจัดกองทัพติดตามไป แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว เมื่อกองทัพอียิปต์ตามมาทันที่ฝั่งทะเลแดงนั้น ก็เพียงแต่เห็นหลัง พวกฮิบรูไว ๆ เท่านั้นเอง เพราะพวกฮิบรูข้ามทะเลแดงกันไปได้หมดแล้ว นักประวัติศาสตร์ท่านกล่าวไว้ตอนนี้ว่า

ทะเลแดงในครั้งนั้น น้ำยังตื้นพอลุยข้ามได้ในเวลาน้ำลด
เมื่อทหารอียิปต์ตามไปก็พอเหมาะเวลาน้ำขึ้น ทหารอียิปต์ก็จมน้ำตายเป็นอันมาก


แต่ฉากประวัติศาสตร์ตอนนี้ ..... มีแง่มุมที่สามารถทำให้เกิดความสนุกสนานได้ทีเดียว นักศาสนาที่มอบกายถวายวิญญาณไว้ใต้เบื้องพระบาทของพระเป็นเจ้า จึงได้เขียนตำนานตอนนี้ไว้ในลักษณะที่เป็นเหตุการณ์แสดงอภินิหารมหัศจรรย์ แห่งพระเป็นเจ้าไว้อย่างน่าประทับใจ คือ บอกว่า ตอนที่ โมเสส นำขบวนอพยพมาถึงฝั่งทะเลแดงนั้น พระเป็นเจ้าท่านก็บันดาลให้น้ำในทะเลแดงแห้งวาบเป็นทางให้ขบวนอพยพเดินข้ามไปได้อย่างสะดวกสบาย แต่พอกองทัพอียิปต์ติดตามลงไปถึงกลางทะเลแดง พระเป็นเจ้าก็บันดาลให้น้ำทะเลขึ้นมาท่วมกองทัพอียิปต์ตายกันเป็นแพ เลยนับว่าเป็นเหตุการณ์ที่น่าสนุกตื่นเต้นยิ่งนัก จนนักสร้างภาพยนตร์นำเอามาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง "เทนคอมมานด์เม้นต์" ส่งไปขายทั่วโลก และขายดิบขายดี นั่นแหละ ก็เป็นอันว่า พระเป็นเจ้าท่านช่วยพวกยิวทำศึกทำสงครามมาตั้งแต่เก่าก่อนโน้นแล้ว ฉะนั้นท่านเจ้าของศาสนาท่านจะปฏิเสธได้อย่างไรว่า ศาสนาของท่านไม่เกี่ยวไม่ข้องกับสงคราม



ต่อไปนี้ นับเป็นตอนสำคัญในประวัติศาสตร์ของศาสนายิว ..... ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นอย่างมีหลักมีฐานเป็นกิจจะลักษณะ อันทำให้ โมเสสเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตอยู่ในดวงวิญญาณของชาวยิวตลอดมา คือเมื่อ โมเสส พาพวกอิสราเอลิตพ้นเงื้อมมือเพชฌฆาตอียิปต์มาได้แล้ว ก็มุ่งหน้าบุกบั่นขึ้นไปทางเหนือ โดยมีจุดหมายอยู่ที่แผ่นดินสัญญาแต่ดั้งเดิมของพวกตน คือ แผ่นดินที่เป็นประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน แต่ก่อนที่จะไปถึงแผ่นดินแห่งนี้ ก็มีทะเลทรายซีไนอันกว้างใหญ่ไพศาลและร้อนระอุขวางหน้าอยู่ ซึ่งทะเลทรายนั้นถึงแม้เราจะไม่เคยเห็น ก็นึกรู้กันอยู่ว่า มันคือดินแดนแห่งความทุรกันดารที่สุดในมนุษยโลก นอกจากจะร้อนระอุเหมือนเดินผ่านเข้าไปในเตาไฟแล้ว สิ่งที่มนุษย์จะอาศัยหล่อเลี้ยงร่างกายพอให้มีลมหายใจอยู่ได้ยังหาแสนที่จะยากอีกด้วย ขบวนอพยพมหึมาของโมเสสจึงประสพกับภาวะเหลือลำเค็ญ จึงเกิดความระส่ำระสายอยู่ทั่วไป และ ยิ่งนับวันก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกที ที่ทำให้โมเสสชักจะเข้าตาจน แต่ไม่เป็นไร โมเสส มองเห็นเงาพระเป็นเจ้าคอยช่วยอยู่บนสวรรค์ วันหนึ่งเมื่อโมเสสเห็นความระส่ำระสายของไพร่พลว่า ถึงขีดจะยอเองไม่หยุดเสียแล้วคือชักจะมีเสียงพึมพำลามปามแซ่ดกันขึ้นว่าพระเป็นเจ้าไม่เก่งจริง อันแสดงว่าชักจะหน้ามืดตาลายกันเต็มทีแล้ว โมเสสจึงขึ้นไปจำศีลภาวนาติดต่อกับพระเป็นเจ้าบนยอดเขาซีไน พักเดียวก็ไปได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พระเป็นเจ้ามอบให้ลงมาฝากไพร่พล คือบัญญัติ ๑๐ ประการ ขึ้นต้นด้วยข้อว่าอย่านับถือพระเจ้าอื่นอันเป็นบทที่สะกดให้ไพร่พลหันใจกลับเข้าเชื่อมั่นพระเป็นเจ้าของโมเสสแต่พระองค์เดียว มิฉะนั้นแล้วจะพากันวอดวายหมดทั้งขบวน และ ลงท้ายด้วยข้อห้ามไม่ให้โลภเอาข้าวของ และ ผู้คนของเพื่อนบ้านอันเป็นจริยธรรมสำคัญของคนที่จะเดินทางไกลร่วมกันไปได้อย่างตลอดรอดฝั่ง



ผลปรากฏว่า โมเสส ..... สามารถนิมนต์พระเป็นเจ้าลงมาช่วยควบคุมขบวนอพยพเดินทางฝ่าความทุรกันดารไปได้จนประสพความสำเร็จ และตั้งหลักแหล่งขึ้นได้อีกบนแผ่นดินสัญญา สมดังคำที่อวดอ้างไว้ นักประวัติศาสตร์ท่านบอกว่าวันที่ โมเสส พาไพร่พลอิสเราเอลิตอพยพลี้ภัยออกมาจากอียิปต์ได้นั้น ทั้งยิวทั้งคริสต์นับถือกันว่า เป็นวันสำคัญอันยิ่งยวด วันหนึ่งของพวกเขา ซึ่งพอจะมองเห็นได้ว่า ศูนย์รวมแห่งความสำคัญนั้น ก็อยู่ที่อานุภาพของพระเป็นเจ้านั่นแหละ กับความเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์วิเศษของโมเสส ในฐานะตัวแทนของพระเจ้าในมนุษยโลก จากนั้นมา โมเสส ก็ตอกย้ำศรัทธาของผู้คนในพระเป็นเจ้าในทุกๆ วิธีทาง ทำให้พระเป็นเจ้ามีตัวมีตนปรากฏชัดเจนในวิญญาณแห่งความยึดมั่นของคนทั้งหลายเหล่านั้น ในนามของ พระยาเวห์ ของยิว และ พระยะโฮวาห์ ของคริสต์ นักประวัติศาสตร์ให้หลักฐานตอนนี้ไว้ดังนี้



นอกจากการอบรมรั้งใจให้คนเหล่านั้นรักและนับถือพระยะโฮวาห์แล้ว ..... โมเสสยังได้ตั้งกฎหมาย วางระเบียบการปกครองพวกอิสราเอลิตไว้เป็นหลักฐานด้วย แต่กฎหมายก็ดี ระเบียบการปกครองก็ดี ที่โมเสสตั้งขึ้นนั้น พระเจ้าแทรกแซงอยู่ด้วยเสมอ กล่าวคือ พระเจ้าผู้ปกครองสูงสุดของชาวอิสราเอลิต แต่มีผู้แทนพระองค์คนหนึ่งอยู่ในโลกนี้ แต่ถ้าอยากจะค้นหาเรื่องราวให้ลึกเข้าไปอีกหน่อยว่า โมเสสเอาพระยาเวห์ หรือ พระยะโฮวาห์ มาจากไหนแล้ว ท่านเสถียรโกเศศหรือพระยาอนุมานราชธน นักประวัติศาสตร์โบราณคดีคนสำคัญคนหนึ่งของไทยเรา ท่านได้เคยให้ทัศนะของท่านในเรื่องนี้ไว้ว่า พระยะเวห์ หรือ พระยะโอวาห์ ซึ่งมักเรียกเพี้ยนไปนี้ อาจจะเป็นผีหรือวิญญาณซึ่งสิงสถิตอยู่ที่ภูเขาในทะเลทรายลูกหนึ่งเรียกว่า สินาย หรือ โฮเรบ และเป็นผีหรือเทพที่ชาวเบดูอินก๊กหนึ่ง เรียกชื่อว่า เคไนต์ (Kenites) เคารพนับถือมาช้านานแล้ว จนไม่ทราบว่ามีมาแต่เมื่อไร ตามตำนานปรัมปรากล่าวไว้ว่า โมเสส เคยอยู่กับพวกเคไนต์มาก่อน และได้ธิดาหัวหน้านักบวชของพวกเคไนต์เป็นภรรยา ครั้นเมื่อมีความจำเป็นจะต้องให้พวกฮิบรูที่หนีมามีพระเจ้า ก็เป็นธรรมดาที่โมเสสจะเลือกเอาพระยะเวห์ ยิ่งเห็นชัดหนักเข้าไปอีกว่า พระเจ้านั้น คือเครื่องมือสำคัญอันหนึ่ง ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาใช้ในทางการเมืองการปกครอง โดยผู้ที่สร้างพระเจ้าขึ้นมานั้น ตั้งตัวเองขึ้นเป็นตัวแทนพระเจ้าใช้อำนาจแทนพระเจ้าสั่งการต่างๆ แก่ผู้คนทั้งหลายให้กระทำ และ ละเว้นการกระทำตามที่ตนเองต้องการ



หลังจาก โมเสส สิ้นไปแล้ว ..... ผู้ที่เป็นตัวแทนของพระเจ้าใช้ระบบการเลือกตั้งขึ้นครองตำแหน่งมีชื่อเรียกว่า ยัดช์ แปลว่า ผู้พิพากษา แต่หน้าที่จริง ๆ นั้นคือเป็นแม่ทัพทำสงครามต่อสู้กับข้าศึก ดังหลักฐานที่นักประวัติศาสตร์ท่านว่าไว้ คือ พวกยัดช์ ตามปรกติมีหน้าที่เพียงเป็นหัวหน้านำทัพต่อสู้ข้าศึกในเวลาสงคราม และเมื่อสิ้นสงครามแล้ว ก็หมดหน้าที่ไปด้วย หลักฐานทางประวัติศาสตร์อันนี้ ชี้ให้เห็นว่าศาสนายิวนั้น เป็นศาสนาสงครามศาสนาหนึ่ง เพราะลงได้พระเป็นเจ้าเอง ท่านก็ส่งตัวแทนของท่านลงมาเป็นแม่ทัพทำสงครามอย่างนี้แล้ว ปฏิเสธให้คอแตกตายก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ใช่ศาสนาสงคราม จะยันกันได้ก็ด้วยลูกตื้อว่า เป็น ศาสนาสงครามแล้ว ไปหนักอะไรใคร เท่านั้นแหละ ...!!!

ยิ่งดูลึกเข้าไปถึงหลักการสุดยอด ..... ประจำเผ่าพันธุ์ของยิว อันถือว่าเป็นหลักสำคัญสูงสุดของศาสนายิวด้วยแล้ว ก็ยิ่งบอกชัดยิ่งขึ้นว่า วิญญาณของศาสนายิวนั้น ยึดมั่นอยู่กับหลักสุดยอดว่า สงครามเป็นกิจกรรมที่จะต้องทำ ทั้งนี้ก็เนื่องจากประวัติศาสตร์ของชนชาติยิวนั้น เป็นประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ เพื่อให้รอดพ้นจากการรังแกของชนชาติอื่น ที่ล้อมกรอบอยู่ตลอดเวลาหลักการสุดยอดอันนี้คือหลักที่ว่า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน นั่นแหละ แม้ในหลักกฎหมายที่โมเสสได้วางไว้ ก็ใช้หลักนี้เป็นหลักการสำคัญ คือ ...ทำใครเขาแขนขาด ก็ต้องถูกตัดแขน ทำใครเขาตาบอด ก็ต้องถูกควักลูกตา...



เพราะฉะนั้น ก็เชื่อได้แน่ๆ ..... ว่าที่กล่าวว่าศาสนายิวเป็นศาสนาสงครามนั้นมิใช่การกล่าวร้าย มิใช่การสาดโคลน แต่เป็นการกล่าวตามความเป็นจริง อันเป็นเนื้อแท้แห่งชีวิตวิญญาณของเขา การคิดว่าเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นศาสนา แล้ว จะต้องอยู่ตรงกันข้ามกับสงครามเสมอไป จึงเป็นการคิดผิดที่มีอันตรายอยู่มาก ถ้าจะยุติเรื่องนี้ไว้เพียงนี้ ก็เพียงพอสำหรับความต้องการที่จะชี้ให้เห็นว่า ศาสนายิว เป็นศาสนาหนึ่งที่ควรแก่ชื่อว่า ศาสนาสงคราม แต่ก็คงจะขาดเรื่องที่น่ารู้ และ มีส่วนสนับสนุนความเป็น ศาสนาสงครามให้เด่นชัดยิ่งขึ้นไปตอนหนึ่ง จึงขออนุญาตเยิ่นเย้อ ต่อไปอีกสักเล็กน้อย

เรื่องก็คือในยุคต้นๆ นั้น ..... พวกฮิบรูหรืออิสราเอลิตยังไม่มีรูปแบบการปกครอง โดยพระมหากษัตริย์มีแต่ปาตริอากช์เป็นผู้นำหมู่ ซึ่งต่อมาในสมัยหลังโมเสสใช้ระบบเลือกตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งผู้แทนพระเจ้าขึ้น ซึ่งเรียกว่า ยัดช์ ดังได้กล่าวมาแล้ว จนกระทั่งเมื่อประมาณ ๓,๐๐๐ ปีมานี้ จึงได้มีการตั้งพระมหากษัตริย์ขึ้นทำหน้าที่ปกครองบ้านเมือง เป็นการปลดเปลื้องภาระของยัดช์ ให้เป็นแต่หัวหน้าทางศาสนาด้านเดียว คือ ตอนนั้นพวกฮิบรูทำสงครามกับเพื่อนบ้านใกล้เคียงอยู่เสมอๆ ทำให้ช่วยแบ่งเบาภาระในการรบทัพจับศึกและบริหารบ้านเมืองแทนตน ขึ้นเรียกว่า พระราชา (King) ยัดช์ผู้นี้มีชื่อที่ระบุไว้ในประวัติศาสตร์ว่า ซามูเอล (Samuel) ตั้งให้เป็นพระราชาองค์แรกชื่อว่า โซล (Soul) พระเจ้าโซลเข้มแข็งในการสงครามพอตัว เมื่อได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระราชาก็บุกตะลุยปราบศัตรูเสียกระเจิงไปในตอนแรก แต่ในตอนหลังประสพชะตากรรมตามแบบสุภาษิตไทยที่ว่า น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ หรือ หาญนักมักมอดม้วย อะไรทำนองนั้น คือ รบทีไรแพ้รูดทุกที จนกระทั่งเสียพระทัยไม่อาจจะทนอยู่ดูหน้าญาติมิตรสาวกบริวารได้ เลยชิงจบชีวิตในโลกนี้ หลบลี้ไปอยู่กับพระเจ้าเสียด้วยมือของตนเอง



เมื่อสิ้นโซลแล้ว ..... ยัดช์ซามูเอลจึงตั้งคนอีกคนหนึ่งขึ้นเป็นกษัตริย์แทน ซึ่งดูไปแล้วก็เหมือนกับว่าซามูเอลจะคิดผิดอยู่สักหน่อยเหมือนกัน บุคคลผู้นี้คือ คิงเดวิด เป็นกษัตริย์ยิวที่มีชื่อเสียงเกียรติคุณยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของยิว จะว่าเป็นขวัญใจของยิวก็เห็นจะไม่ผิด จนกระทั่งพระเยซูเอง ซึ่งก็ดังสะท้านลั่นโลกอยู่แล้ว ในเชิงชื่อเสียงเกียรติคุณ บรรดาสาวกบริวารทั้งหลายยังแต่งคัมภีร์สืบประวัติยัดเยียดให้สืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์เดวิดองค์นี้ แต่งไว้ในหน้าแรกของไบเบิลคัมภีร์ใหม่เลยทีเดียว ที่กษัตริย์เดวิดยิ่งใหญ่เกรียงไกรเช่นนี้ ก็เป็นเหตุเป็นผลมาจากฝีมือ ตามที่นักประวัติศาสตร์ได้แสดงสรรพคุณไว้ว่า

เป็นพระราชาที่ได้ชื่อเสียงมากองค์หนึ่ง สามารถเอาอำนาจทางทหารของโซล
และอำนาจทางศาสนาของ ซามูเอล เข้ามาไว้ในมือของตนได้




เป็นอันว่าที่ ซามูเอล ตั้งเดวิดเป็นกษัตริย์นั้น ..... มีผลเท่ากับตั้งคนที่จะมาหยิบอำนาจที่เคยเป็นของตนไปครอบครองนั่นเอง จึงเห็นว่า ซามูเอล ออกจะคิดผิดอยู่นิดนึง แต่ ซามูเอล อาจจะเป็นคนใจกว้าง เห็นประโยชน์ของชนชาติยิวเหนือประโยชน์ส่วนตัวก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้จริง ก็ขอสาธุไว้ด้วย ถึงแม้ผู้เขียนจะไม่ใช่ยิวก็เถอะ คิงเดวิดองค์นี้แหละ คือผู้ที่ให้กำเนิดคำว่า ยิว หรือ ยูดาย ซึ่งรู้จักกันอยู่ในทุกวันนี้ คือเมื่อได้อำนาจสิทธิ์ขาดไว้ในกำมือแล้ว เดวิดก็แสดงฝีมืออันเกริกเกียรติเกรียงไกรรุกรบขับไล่บรรดาข้าศึกศัตรู ที่คอยรบกวนพวกฮิบรูอยู่เสมอๆ ให้เตลิดเปิดเปิงไปได้อย่างเด็ดขาด ทำให้พวกฮิบรูเกิดความมั่นคงในการลงหลักปักฐานอยู่ในดินแดนแห่งนั้นอย่างถาวร และ อำนาจของพวกฮิบรูได้แผ่รั้วแผ่กำแพงแห่งการป้องกันตนเอง ออกไปได้อย่างไพศาล ดังที่นักประวัติศาสตร์ได้สรรเสริญคุณของคิงเดวิดไว้ว่า .....

เดวิด สามารถสร้างกองทัพมีกำลังทหารถึง ๒๔,๐๐๐ คน ผลัดเปลี่ยนกันมาประจำการ เดือนละสองพันคน ด้วยกำลังอันนี้ เดวิดจึงสามารถรบชนะพวกฟิลิสติน และ ชนหมู่อื่นๆ จนถึงประเทศแอสสิเรีย อำนาจของยิวจึงแผ่ออกไป ตั้งแต่แม่น้ำยูเฟรติสจนถึงทะเลแดง



เป็นอันว่าอาณาจักรของพวกฮิบรู ..... สถิตสถาพรจนกลายเป็นเชื้อสำคัญทำให้ประเทศอิสราเอลมีเหตุมีผลที่จะฟื้นขึ้นได้อีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงบัดนี้ นั้นก็ด้วยผลงานอันยิ่งใหญ่ของคิงเดวิด เมื่อประมาณ ๓,๐๐๐ ปีก่อนโน้นนี่แหละ สำหรับการเป็นผู้ให้กำเนิด คำว่า ยิว หรือ ยูดาย อันหมายถึงชนชาติคาเดียนเดิม แล้วกลายมาเป็นฮิบรู และ อิสราเอลิตต่อมานั้น มิใช่เรื่องที่คิงเดวิดประกาศตั้งชื่อขึ้นใหม่ เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่ตัวเอง หรือด้วยเหตุผลทางการเมือง อย่างที่ประเทศสยามกลายมาเป็นประเทศไทยในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้นแต่ประการใด แต่เป็นชื่อที่เกิดขึ้นเอง ด้วยแรงศรัทธาที่ประชาชนมีอยู่ต่อกฤษฎาธิการของคิงเดวิดคือ เมื่อแผ่อำนาจออกไปไฟศาล จนเห็นความมั่นคงสถาพรของตัวเองที่จะอยู่ในดินแดนแห่งนั้นได้ตลอดไปแล้ว คิงเดวิดก็สร้างเมืองเยรูซาเล็มขึ้นบนเนินสูงและขนานชื่อว่า ยูเดีย และ เป็นที่ประทับจับใจผู้คนพลเมืองอย่างกว้างขวาง จนเกิดเป็นความชื่นชนภาคภูมิใจยิ่งนัก เมื่อได้เอ่ยปากเป็น ชาวยูเดีย

ชาวยูเดีย ก็คือ ..... ยิว หรือ ยูดาย นั่นแหละ เป็นอันว่าชนชาตินี้มีชื่อเรียกขานกันอยู่ถึง ๓ ชื่อ คือ

ฮิบรู ..... เป็นชื่อที่ผู้คนเจ้าของถิ่นเดิมขนานให้ เพื่อแยกพวกให้ต่างหากจากเขาในฐานะคนจรกระเซอะกระเซิงมาจากถิ่นอื่นแปลว่า พวกฝ่ายโน้น

อิสราเอลิต ..... เป็นชื่อที่เกิดขึ้นจากความนิยมเลื่อมใสในคำกล่าวอ้างของพ่อหมู่คนหนึ่งชื่อ ยาคบ ซึ่งประกาศตัวเป็นผู้มั่นคงต่อพระเจ้าของอิสาราเอล แปลว่า เชื้อสายของผู้มั่นคงต่อพระเจ้า และ

ยิว หรือ ยูดาย ..... เป็นชื่อที่เกิดขึ้นด้วยแรงศรัทธาในความเก่งกล้าเกรียงไกรของ คิงเดวิด ผู้สร้างอาณาจักรยิวให้มั่นคงและไพศาล แปลว่า ชาวยูเดีย



ในชื่อทั้ง ๓ นี้ ..... ชื่อที่ประทับใจพวกยิวมากที่สุดคืออิสราเอล...ผู้มั่นคงต่อพระเจ้า ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อพลิกฟื้นขึ้นได้ใหม่ เขาเลือกใช้ชื่อนี้เป็นชื่อประเทศและชื่อของผู้คนทั่วไปอย่างเป็นทางการ แสดงว่าวิญญาณแห่งความเป็นผู้มั่นคงต่อพระเจ้ายังรุ่งโรจน์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งแน่นอนทีเดียว พระเป็นเจ้าที่เขามอบดวงวิญญาณให้อย่างมั่นคงนั้น คือพระเป็นเจ้าที่นำเขาบุกตะลุยเอาชนะข้าศึกได้ จนสามารถตั้งถิ่นฐานมั่นคงลงได้บนแผ่นดินสัญญา (Promised Land) แห่งนั้น ดังที่พระยาอนุมานราชธน ในนามว่า เสถียรโกเศศ ท่านได้กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง ศาสนาเปรียบเทียบ ของท่านว่า

พระยะเวห์ของโมเสสไม่ใช่เป็นเทพทรงความละมุนละม่อม ..... กอปรด้วยพระทยาธิคุณ คือมีความเอ็นดูปรานี และเมตตากรุณา เพราะถ้าเป็นเทพมีลักษณะเช่นนั้น ก็จะใช้ไม่ได้ แก่เหล่าผู้ซึ่งหนีเขามาและประพฤติตนเป็นอย่างกองโจร ที่โมเสสเป็นผู้นำชาวยิว ผ่านล่วงแดนทุรกันดารมาได้ พระยะเวห์จะต้องเป็นเทพมีลักษณะดุร้าย คือให้เหมือนกับลักษณะชีวิตของสาวกของพระองค์ จึงจะทรงเป็นพระเจ้าพวกเหล่านั้นได้ พระองค์จะต้องเป็นผู้ทรงนำทัพเป็น เทพแห่งสงคราม เมื่อพระยะเวห์ของยิวท่านเป็น เทพแห่งสงคราม ดังนี้ ศาสนาของท่าน ที่เป็นเรือนใจของยิวทั้งผองจะผิดไปจากการเป็น ศาสนาสงคราม ได้อย่างไร ...?

แม้แต่หลักคำสอนอันเป็นอุดมการณ์สูงสุดของศาสนานี้ ..... ซึ่งชาวยิวทุกคนยึดมั่นถือมั่นมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ก็เป็นหลักคำสอนเพื่อสงครามโดยตรงคือ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ในสงคราม ๖ วัน เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๐ นั้นพวกอาหรับที่รวมหัวกันคิดจะกินโต๊ะยิวต้องยับเยินไปในพริบตานั้น ก็คือฤทธิ์เดชของตาต่อตาและฟันต่อฟันนี้แหละ จึงไม่มีข้อมูลโต้แย้งแง่ใดมุมใดเหลืออยู่อีกแล้ว สำหรับที่จะบอกไว้ว่า ศาสนายิวหรือ ยูดาย ไม่ใช่ศาสนาสงคราม นอกจากนี้ยังมีบุคลิกภาพของพระเป็นเจ้าอีกบางประการที่ชวนให้พิจารณาว่าเป็นสิ่งที่เอื้ออำนวยต่อการที่ศาสนาของท่านจะเป็นศาสนาสงครามได้เสมอ



ประการหนึ่ง ..... คือพระเป็นเจาท่านสามารถปรับตัวเองไปตามภูมิประเทศ และ เหตุการณ์ได้เรื่อยไป ทั้งนี้ก็แล้วแต่ว่าสาวกบริวารของท่านจะอยู่ในภูมิประเทศ และ เผชิญหน้ากับเหตุการณ์เช่นไร เขาก็สามารถจะปั้นพระพักตร์ปั้นดวงหทัยของพระเป็นเจ้าให้เป็นไปตามที่เขาเห็นเป็นการสมควรได้เสมอ พูดกันด้วยภาษาชาวบ้านก็คือพระเป็นเจ้าท่านเป็นคนหัวอ่อนว่าง่ายใครจะฉุดจะดึงจะเหนี่ยวจะรั้งท่านไปทางไหนท่านก็ไปด้วยเสมอ ไม่มีขัดข้องแต่ประการใด เรื่องนี้ผู้เขียนไม่ได้ว่าเอง แต่มองเห็นจากที่ท่านผู้รู้ในทางประวัติศาสตร์ และ โบราณคดีท่านว่าไว้คือ ท่านเสถียรโกเศศ ท่านว่าไว้ในหนังสือ ศาสนาเปรียบเทียบของท่าน ซึ่งเป็นตำราที่เคยใช้สอนในมหาวิทยาลัยมาแล้ว ดังนี้ .....

ครั้นชาวฮิบรูเข้าไปอยู่ในดินแดนเคไนต์แล้ว ..... พระลักษณะของพระยะเวห์ เป็นเจ้าก็ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งการเปลี่ยนแปลงไปเป็นขนานใหญ่ คือเป็นไปตามชาวฮิบรูผู้เป็นสาวกของพระองค์ กล่าวคือ ณ บัดนี้ขาวเฮบรูซึ่งเป็นพวกเร่รอนจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงสภาพเป็นชาวนาไป เดิมเคยเลี้ยงแกะก็เปลี่ยนเป็นหว่านไถ ก็เมื่อเทพเจ้าซึ่งจะเป็นที่เคารพนับถือได้ ก็เพราะทรงช่วยผู้เคารพนับถือ ที่มีความเดือดร้อน และ ความไม่แน่นอนในชีวิตให้บรรเทาลงได้ และ ทรงช่วยให้ผู้เชื่อในพระองค์สามารถต่อสู้ และ ขจัดความกลัว และ ความตาย ให้สำเร็จผล เมื่อพ้นภัยพิบัติเหล่านี้ ไปได้หมดแล้ว พระยะเวห์ก็หมดหน้าที่ เพราะฉะนั้น พระองค์จะต้องเปลี่ยนสภาพไปตามความเปลี่ยนแปลงแห่งชีวิต และ ความต้องการ อันจำเป็นของผู้เคารพนับถือด้วย



ขอให้ท่านผู้อ่านโปรดได้คิดดูเถอะ ..... เมื่อพระเป็นเจ้าท่านเปลี่ยนหน้าของท่านได้ เหมือนการเปลี่ยนหน้ากากของพวกโขนพวกละครอย่างนี้แล้ว มันจะมีอะไรขัดข้องอีกเล่า ถ้าหากว่าสาวกบริวารของท่าน เขาต้องการจะล่าเมืองขึ้นสร้างอาณานิคมทางศาสนาของเขาขึ้นแล้ว เขาก็เปลี่ยนหน้าของท่านให้เป็นหน้ายักษ์หน้ามาร เพื่อให้ท่านนำทัพบุกตะลุยทำสงครามศาสนา ทำไมเขาจะทำไม่ได้ มีอะไรติดขัดที่พระเจ้าจะไม่เปลี่ยนหน้าไปตามที่เขาต้องการ ...?



อีกประการหนึ่งนั้น ..... พระเป็นเจ้าท่านได้ทรงวางพระองค์เป็นสาธารณะแก่ชนทั้งหลาย ที่เป็นสาวกบริวารของท่านคือ ท่านทรงอุทิศพระองค์ให้เป็นเครื่องมือของคนทุกๆ คน ที่ต้องการจะใช้ท่านเป็นเครื่องมือ มิใช่จะผูกขาดตัดตอนใช้ท่านเป็นเครื่องมือ ได้แต่เฉาะพวกหัวหน้าเผ่าอย่างที่โมเสสเคยใช้มาแล้ว ตอนที่จะนำขบวนฮิบรูหนีจากอียิปต์เท่านั้น อันนี้ดังจะเห็นได้จากการที่พวก ศาสดาพยากรณ์ (Prophet) ได้เคยใช้ท่านเป็นเครื่องมือมาแล้วอย่างโชกโชน เพื่อจะดุด่าว่ากล่าวพวกนักปกครองนักบริหารบ้านเมือง และ ประชาชนพลเมืองทั้งหลาย ที่พวกศาสดาพยากรณ์เห็นว่าประพฤตินอกรีตนอกรอย ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมต่างๆ เมื่อพระเป็นเจ้าท่านไม่ประหยัดพระองค์ ยอมให้ ลากกันไปๆ มาๆ ได้อย่างนี้ บางทีสาวกบริวารของท่าน ซึ่งเกิดแบ่งแยกแตกความคิดเห็น และ แย่งประโยชน์กันขึ้นมา พระเป็นเจ้าก็เลยถูกแต่ละฝ่ายลากเอาไปใช้เป็นเครื่องมือทะเลาะวิวาทฆ่าฟันกันเอง ดังที่ปรากฏอยู่ในประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งคิดดูแล้วก็อดที่จะสลดใจไม่ได้ว่า ไป ๆ มา ๆ พระเป็นเจ้าท่านก็ต้องทะเลาะกับตัวท่านเอง ต้องทำสงครามกับตัวท่านเอง ก็จึงสมแล้วที่เราจะเรียกศาสนาของท่านว่า ศาสนาสงคราม เพราะสามารถจะยุยงส่งเสริมให้ทำสงครามได้เสมอ ..... แม้กับตัวเอง ...!!!




โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   10/11/2003 10:06 PM  (203.107.130.10)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 37  
     
 


ศาสนาคริสต์ ..... เป็นศาสนาที่เราจะได้นำมาพิจารณากันต่อไป เนื่องจากเป็นศาสนาประเภทเทวนิยมที่เกิดเป็นอันดับถัดมาจากศาสนายิว เท่าที่มีตัวมีตนอยู่ในโลกทุกวันนี้ ศาสนาคริสต์ นี่แหละ ในเรื่องสงครามศาสนานี้ อยู่ในฐานะเป็นตัวชูโรงสำคัญ เพราะเป็นตัวที่เล่นบทสงครามศาสนามาแล้ว อย่างสะเทือนเลื่อนลั่นเด่นดังไปทั่วโลก จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ก็ยังคงรักษาตำแหน่งตัวชูโรงไว้ได้ดังเดิม มิได้ตกอันดับลงไปแต่ประการใด แม้ในประเทศไทยของเรานี้ ตัวชูโรงนี้ก็กำลังแสดงบทบาทของเขาอยู่อย่างเอาจริงเอาจัง เอาเป็นเอาตาย และ นับวันก็แต่จะรุนแรง ลึกซึ้ง และ แผ่กว้างหนักขึ้นทุกที ซึ่งถ้าคนไทยเผลอเมื่อไร อาจจะหลงไปจนหมดโดยไม่รู้ตัวก็ได้ สำหรับในแง่มุมที่จะอาศัยมองทะลุเข้าไปถึงความจริงว่า ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาสงครามนั้น เป็นแง่มุมที่เร้นลับซับซ้อน จะต้องใช้แววตาที่แหลมคมและใสสว่างจริงๆ จึงจะมองเห็น ถ้าจะมองกันอย่างมักง่ายผิวเผินแล้ว ก็ยากที่จะเห็นได้ เพราะลีลาท่าทีของศาสนานี้ มีลักษณะแฝงเร้นที่สำคัญอยู่ ถ้าจะเปรียบกับ งูเห่าปลาช่อน ก็เห็นจะไม่ไกลเกินความจริงนัก คือมีงูเห่าชนิดหนึ่ง รูปร่างหน้าตาทั้งหมดก็เหมือนกะปลาช่อนนี่แหละ แต่มันมีพิษเหมือนงูเห่า คนทั่วไปอาจไม่รู้จักดี พอเจอมันเข้าก็ตะครุบหมายจะเอาไปต้มยำ ที่ไหนได้ ยังไม่ทันต้มไม่ทันยำเลย ก็ต้องไปนรกเสียก่อน เพราะพิษงูเห่าปลาช่อนมันเข้าไปบั่นทอนชีวิตให้ขาดสะบั้นลงในบัดดล จนโบราณท่านเอามาผูกเป็นโคลงเตือนสติไว้ว่า งูเห่ากลายเป็นปลา อย่าต้อง นั่นแหละ



ศาสนาคริสต์ ก็เช่นกัน ..... ซึมๆ เซื่องๆ ญาติดี มีเมตตา ใบหน้าแจ่มใส ลูบไล้ไว้ด้วยแววของนักบุญ ไปถึงไหนก็เรียกหาสันติภาพไม่ขาดปาก แต่พฤติกรรมอันแท้จริง ซึ่งแสดงผลให้ปรากฏแก่ชาวโลกมาแล้ว ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์จนถึงทุกวันนี้ กลับไปคนละทางจนแทบจะไม่น่าเชื่อ คือเป็นตัวก่อสงครามล้างผลาญผู้คนมาเสียนักต่อนัก อย่างเช่น สงครามครูเสด และ แม้แต่พวกเดียวกัน ถือพระเจ้าองค์เดียวกันแท้ๆ เขายังผลาญกันได้ลงคออย่างน่าอนาถใจ เช่นที่เห็นๆ กันในไอร์แลนด์เหนือ ลองสงบใจทบทวนดูให้ดีๆ แล้วถามตัวเองว่า งูเห่ากลายเป็นปลา ใช่มั้ยเนี้ย ...? การเป็นงูเห่าที่แฝงพิษร้ายไว้ในร่างปลาของศาสนาคริสต์นั้น มีเรื่องที่จะต้องคิดต้องศึกษาอยู่มิใช่น้อย ในฐานะที่เป็นบุคลิกภาพอันแยบยลของศาสนานี้ ขอให้เรามาศึกษากันด้วยเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ ในเสรีภาพทางวิชาการตามประเพณีของวิชาการ ดังที่ทางราชการบ้านมืองท่านว่าไว้ โดยตัดความหวาดระแวงหวั่นเกรงใดๆ ออกไปให้หมดสิ้น เพราะความหวาดระแวงเกรงอกเกรงใจกันนี้ ได้เป็นห้วงเหวมหาภัยที่ฝังความจริงของโลกให้จมหายไป ว่าโดยรากเหง้าอันแท้จริงแล้ว ศาสนาคริสต์ก็คือศาสนายิวนั่นเอง เพราะพระเจ้าอันเป็นสรณะสูงสุดของศาสนา ก็คือพระเจ้าทีมีชื่อเสียงเรียงนามเป็นอันเดียวกัน เพียงแต่เพี้ยนสำเนียงกันไปหน่อยนึงเท่านั้น คือยิวเรียกว่าพระยะเวห์ คริสต์เรียกพระยะโอวา ซึ่งตามประวัติจริงๆ นั้น นักประวัติศาสตร์ก็ได้ว่าไว้แล้วว่า โมเสสผู้เป็นต้นตอศาสนายิวไปทึกทักเอาพระเจ้าประจำเผ่าของพ่อตามาใช้ เพื่อเป็นมิ่งขวัญล่อใจอียิปต์มาครั้งกระโน้น



เมื่อมีพ่อคนเดียวกันอย่างนี้ ..... ยังจะตะแบงอยู่ได้อย่างไรว่า เป็นคนละพวกคนละพันธุ์กัน นอกจากจะมีพระเจ้าซึ่งเป็นยอดสรณะองค์เดียวกันแล้ว ลัทธิความเชื่ออันเป็นหลักใหญ่ๆ เช่น เรื่องพระเจ้าสร้างโลก และ สร้างสรรพสิ่งอย่างประหลาดๆ คือ สร้างแสงสว่างก่อนสร้างดวงอาทิตย์ เสมือนสร้างลูกก่อนพ่อ คริสต์ก็ยึดอยู่เป็นอันเดียวกันกับยิว และ ข้อวัตรปฏิบัติอันเป็นหลัก เป็นประธานของศาสนาในด้านความประพฤติของศาสนิกทั้งหลาย คริสต์ก็เอาของยิวมาใช้ทั้งดุ้นนั่นเอง คือ บัญญัติ ๑๐ ประการ ที่โมเสสเอาใส่หีบอาร์ก หิ้วลงมาจากยอดเขาซีนาย ตอนเข้าที่คับขันขบวนอพยพหนีอียิปต์จะแตกมิแตกแหล่นั่นแหละ พระเจ้าก็องค์เดียวกัน ลัทธิความเชื่อสำคัญก็อันเดียวกัน หลักจริยธรรมประจำศาสนาก็หลักเดียวกัน อย่างนี้แล้วก็ไม่รู้จะแบ่งจะแยกได้อย่างไรว่า เป็นคนละศาสนา ถ้าแยกแต่เพียงว่า เป็นคนละนิกาย ค่อยน่าจะฟังขึ้นได้บ้าง และ มิใช่จะมีเหตุผลที่แสดงว่าเป็นศาสนาเดียวกันแต่เพียง ๓ ประเด็นดังกล่าวแล้วเท่านั้น ยังมีประเด็นที่เป็นเหตุผลผูกมัดจนดิ้นไม่หลุดพูดไม่ออกอยู่อีก คือ ตัวบุคคลสำคัญที่ยึดถือกันอย่างแน่วแน่ว่า เป็นหลักเป็นประธานของศาสนาคริสต์โดยเป็นศาสดาใหญ่ยิ่งเหนือกว่าศาสดาทั้งปวงในศาสนาของเขาซึ่งเรียกว่า เกรด โปรเฟตส์ (Great Prophet) ได้แก่พระเยซู นั้น ท่านก็เป็นยิวถือศาสนายิว แม้ว่าท่านจะเสียสละละอาชีพช่างไม้ออกตระเวนประกาศศาสนาจนถูกศัตรูจับไปตึงไม้กางเขนประหาร ท่านก็ประกาศศาสนายิว เพื่อให้คนยึดมั่นในพระยะเวห์ของยิวนั่นเอง มิได้ตั้งตัวเป็นศาสนาประกาศเอาราชขาดจากศาสนายิวแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่แน่นอนว่า ศาสนาคริสต์ ก็คือ ศาสนายิว นั่นแหละ



เมื่อเป็นเช่นนี้ ..... ก็หมายถึงว่า รกรากดั้งเดิมของศาสนาคริสต์นั้น เป็นศาสนาสงครามโดยแท้ เพราะพระยะโฮวาของคริสต์ เคยช่วยโมเสสนำกองทัพทำสงครามมาแล้วอย่างโชกโชน และ แม้ว่าจะเกิดเป็นศาสนาคริสต์ขึ้นมาแล้ว เจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระเจ้านี้ก็มิได้สูญสลายไปไหน ยังมาปลุกเร้าสาวกของท่านให้ ทำสงครามครูเสสอยู่ตั้งนานสองนาน แม้ทุกวันนี้ท่านก็ยังเป็นกำลังใจให้สาวกจองท่านฟาดฟันกับคนต่างศาสนาอยู่ในเลบานอน ส่วนท่าทีทั่วไปของศาสนาคริสต์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากความดุดันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน กลายเป็นอ่อนโยน รักสันติ และหยาดหยดไปด้วยความเมตตากรุณา จนดูคล้ายกับว่าเป็นศาสนาเมินสงคราม ชิงชังสงครามเป็นปรปักษ์กับสงครามนั้นเอง แบบเดียวกับที่พวกคอมมิวนิสต์เคยใช้และกำลังใช้อยู่ ในยามที่ไม่มีขีดความสามารถพอที่จะสู้รบปรบมือแบบซึ่งๆ หน้าได้คือ หนทางต่อสู้ที่เขาเรียกว่า สู้แบบสันติ นั่นแหละ ซึ่งหนทางต่อสู้แบบนี้ ตรงกับสำนวนไทยที่เคยใช้มาก่อนว่า รุกเงียบ คือ รุกรานเข้าไปยึดประเทศเขตแดนของผู้อื่น ด้วยวิธีการที่ซ่อนเร้นอำพลางไม่ให้เจ้าของรู้ตัว แบบนักเลงย่องเบาทำนองนั้น ซึ่งว่าโดยผลที่เจ้าของดินแดนเดิมจะพึงได้รับแล้ว เจ็บแสบยิ่งกว่าทำสงครามกันซึ่งๆ หน้าเสียอีก เพราะกว่าจะรู้ตัวก็อาจจะหมดตัวเสียแล้ว



วิธีรุกเงียบแบบนี้ ..... ในทุกวันนี้ก็ยังมีให้เห็นอยู่ในแบบแผนการดำเนินการที่สาวกบริวารของพระเยซูกระทำกันอยู่ทั่วไป คือใช้บทบาทนักบุญผู้มีความเมตตากรุณาโอบอ้อมเผื่อแผ่รุกชำแรกแทรกซึมเข้าไปยึดดินแดนของศาสนาอื่นๆ เอาไปเป็นอาณาจักรของคริสต์อย่างกว้างขวางทั่วโลก ขอเตือนไว้เสียตรงนี้เลยว่า เมืองไทยเราก็กำลังอยู่ใต้เงาร้ายแห่งเชิงชนแบบ รุกเงียบ อันนี้ของเขาอยู่ ถ้าชาวพุทธยังประมาทเลินเล่อ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่สนใจอันใดกันอยู่ต่อไปแล้ว ขอให้ระวังให้เถอะ จะหมดตัวโดยไม่รู้ตัวทีเดียว เขาเล่นรุกเงียบกันอย่างไร ในบทท้ายจะฉีกหน้ากากตีแผ่ให้เห็นกันอย่างเจ๋งๆ ทีเดียว ด้วยหลักฐานพยานที่เกินพอ บทบาทการรุกเงียบนี้ มันมีรากเหง้าความเป็นมาอย่างไร...? ถ้าอยากรู้ให้แน่แล้ว ต้องสืบต้องค้นเข้าไปให้ชนต้นตอเลยทีเดียว ซึ่งต้นตอนั้น ก็คือ พระเยซู นั่นแหละ ไม่ใช่ใครอื่น จึงควรจะได้หยิบยกเอาเรื่องราวของพระเยซูมากะเทาะเปลือกดูกันให้ชัดเจนกันหน่อยน่าจะดี



พระเยซูเป็นใครกันแน่ ? ..... ตรงนี้แหละคือเงื่อนปมสำคัญที่ควรแก้ออกดู เมื่อแก้ออกดูได้เรียบร้อยแล้ว ก็จะเห็นต้นตอของบทบาทรุกเงียบอันนี้ แต่ปัญหาข้อนี้ ถ้าหอบเอาไปถามท่านผู้เป็นคริสเตียน คริสตังทั้งหลายแล้ว ก็จะได้คำตอบสนุกสนานพิลึกพิลั่นดีนักทีเดียว ร้อยทั้งร้อยพันทั้งพัน ท่านเหล่านั้นจะให้คำตอบเหมือนกันเป๊ะ เพราะเรื่องราวที่ท่านจะนำมาตอบนี้ ไม่ใช่เสียงลือเสียงเล่าอ้างแบบปากต่อปากคำต่อคำ แต่เป็นเรื่องราวที่เขาจดบันทึกลงไว้ในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของเขาที่เรียกว่า พระคริสตธรรมใหม่ ตั้งแต่หน้าแรกทีเดียว ผู้ที่จดบันทึกเรื่องราวนี้ไว้ในคัมภีร์มีชื่อว่า มัดธาย พวกคริสเตียน คริสตัง ทั้งหลาย ท่านจึงจำกันได้อย่างขึ้นใจ เรื่องราวที่เขาจะเอามาตอบนั้น มีอยู่มากมาย ซึ่งล้วนแต่สนุกสนานด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ยิ่งกว่าหนังกำลังภายในหลายสิบเท่า แต่ถ้าขี้เกียจฟังเรื่องแบบนั้นแล้ว อย่างน้อยก็จะได้เรื่องอันเป็นสาระสำคัญอยู่เรื่องหนึ่ง คือ พระเยซูนั้น ใช่ว่าท่านจะเป็นคนกระจอกงอกง่อย แบบสามัญชนคนอย่างเราๆ ท่านๆ ทั้งหลายก็หาไม่ โดยแท้จริงแล้ว ท่านมีเชื้อสายสเปนสืบมาแต่ผู้ทรงศักดิ์อัครฐานที่เยี่ยมยอมของเผ่ายิวทีเดียว คือท่านสืบเชื้อสายมาแต่พระเจ้าเดวิด ซึ่งเป็นมหาราชของยิว ที่สร้างอาณาจักรอันไพศาลและมั่นคงให้แก่ยิว ดังที่กล่าวมาแล้วในเรื่องศาสนายิว และไม่ใช่เพียงเท่านั้น ในไบเบิลคัมภีร์ใหม่นี้ ยังสืบประวัติให้ท่านเป็นว่านเครือขึ้นไปถึงอับราฮัม ผู้เป็นต้นตระกูลของยิวในดินแดนตอนใต้นี้เลยทีเดียว ดังที่เขาสรุปไว้ดังนี้ .....



นับดังนั้นแล้ว ..... ตั้งแต่อับราฮัมลงมาจนถึงเดวิดจึงเป็นสิบสี่ชั่วคน และนับตั้งแต่เดวิดลงมาจนถึงต้องถูกกวาดไปเป็นเชลยยังกรุงบาบูโลน เป็นสิบสี่ชั่วคน และนับตั้งแต่ถูกกวาดไปเป็นเชลยยังกรุงบาบูโลนจนถึงพระคริสต์ เป็นสิบสี่ชั่วคน นี่เป็นถ้อยคำที่เขาจดจานไว้ในคัมภีร์ ไม่ใช่ผู้เขียนมายกเมฆเอาเอง จึงเป็นอันว่า ถ้าเชื่อตามที่เขาว่ามานี้ โดยไม่ลืมหูลืมตาดูเงื่อนดูปมอะไรเลยแล้ว พระเยซูก็เป็นเชื้อสายของกษัตริย์เดวิด โดยสืบย้อนหลังขึ้นไป ๒๘ ชั่วคน ถ้าประมาณคร่าวๆ เป็นปีก็ราวๆ ๒,๐๐๐ ปีนั่นแหละ ถ้าสืบให้ลึกเข้าไปจนถึงอับราฮัมแล้ว ก็เป็น ๔๒ ชั่วคน คิดเป็นปีก็ไม่ต่ำกว่า ๓,๐๐๐ ปี แล้วลองพิจารณาดูตามประสาเราชาวพุทธซึ่งมีประตูอิสรภาพเปิดโล่งอยู่เสมอ ในอันที่จะพิจารณาอะไรต่ออะไรแล้ว ก็อดที่จะชมผู้ที่สืบประวัติพระเยซูไว้ให้นี้เสียมิได้ว่า ช่างเก่งกาจสามารถอะไรเช่นนี้ เพราะเขาสามารถค้นคว้าล้วงลึกเข้าไปสืบประวัติความเป็นมาของบุคคลได้ ถึง ๔๒ ชั่วคน เป็นเวลายาวนานถึง ๓,๐๐๐ ปีเป็นอย่างต่ำ โดยระบุไว้ชัดเจนเสียด้วยว่า บรรพบุรุษของพระเยซูแต่และชั่วคนนั้น มีนามว่ากระไร ไม่ใช่ว่าไว้คร่าวๆ ว่าจากไหนถึงไหนนับเป็นกี่ชั่วคน ดังบทสรุปที่นำมาแสดงไว้นี้เท่านั้น



เก่งจริงๆ นะท่าน...!!! ต้องขอชมอีกครั้งหนึ่ง แต่พอชมออกไปแล้ว ก็อดนึกไม่ได้ว่า ที่เขาทำได้อย่างละเอียดชัดเจนเช่นนี้ เขาทำได้อย่างไร...? ข้อสำคัญก็คือ เขาเอาหลักฐานมาจากไหน จึงระบุได้ชัดเจนและต่อเนื่องกันโดยตลอด ในระยะเวลาอันยาวนานนับเป็นพันๆ ปี เช่นนั้น...? พออับราฮัมพาพวกคาเดียนจากดินแดนเมโสโปเตเมียทางเหนือ มาตั้งหลักแหล่งในดินแดนของพวกคะนาอันทางใต้นี้ได้แล้ว ก็จัดแจงบันทึกพงศาสดารของตนเอง และทำเป็นพินัยกรรมส่งมอบติดต่อกันเรื่อยมาโดยไม่ขาดสายหรืออย่างไร...? ไม่น่าเชื่อเสียเลยว่า จะเป็นเช่นนั้น และ ยังไม่น่าเชื่อยิ่งขึ้นเมื่อคำนึงถึงประวัติศาสตร์ของชนชาติยิว ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์แห่งความทุรกรรมลำบาก ต้องพลัดถิ่นที่อยู่กันเสมอๆ เกือบจะตลอดเวลา เช่น ต้องตกไปเป็นทาสของอียิปต์บ้าง ไปเป็นเชลยขอบาบิโลนบ้าง รบกันเองระหว่างพวกเหนือกับพวกใต้ แทบจะแหลกสลายตั้งตัวไม่ติด เหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้คิดถึงพงศาวดารของอับราฮัม และ คอยบันทึกให้ติดต่อกันไว้ เสมือนได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าหน้าที่เฉพาะกิจจากฟ้าจากสวรรค์ เกิดมาสำหรับทำธุระนั้นแต่เรื่องเดียว ไม่ต้องยุ่งต้องเกี่ยวกับเรื่องอื่นใดโดยตลอดอยู่อีกหรือ...?



แต่นึกดูอีกที ..... ก็ดูไม่ยากอะไรนัก ในอันที่จะสร้างผลงานแบบนี้ขึ้น อย่างผู้เขียนนี่แหละ เกิดนึกสนุกๆ ขึ้นมา อยากจะเป็นเชื้อสายของพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้ ที่กดขี่ผู้คนให้สร้างกำแพงเมืองจีนอันมีชื่อก้องโลกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์สิ่งหนึ่ง ขึ้นมานั้นแล้ว ก็มีทางที่จะสืบประวัติตัวเองขึ้นไปให้ถึงได้โดยไม่ต้องใช้เวลานานนักเพราะอันที่จริงแล้ว จิ๋นซีเอง ก็หาใช่เชื้อใช่วงศ์องค์กษัตริย์แต่อย่างใดไม่ เป็นแต่เพียงเลือดเนื้อพ่อค้าหัวแหลมคนหนึ่ง ซึ่งเนรมิตลูกเข้าไปไว้ในท้องเมีย แล้วยกเมียให้แก่เชื้อพระวงศ์แห่งราชวงศ์จิ๋นไป โดยเชื้อพระวงศ์องค์นั้น ท่านไม่รู้เท่านั้นเอง วิธีการของเราก็ตรงไปตรงมาไม่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอย่างนั้นด้วยซ้ำ คือไปเปิดพงศาวดารจีนหาชื่อโอรสของจิ๋นซีให้ได้สักองค์หนึ่ง แล้วก็นั่งเขียนชื่อคน ที่เป็นภาษาคนสักหน่อย เรียงลำดับเรื่อยลงมาจนถึงรุ่นพ่อของเรา ตามจำนวนที่คะเนว่าพอเหมาะกับระยะกาลที่ล่วงมาแล้ว เท่านี้ เราก็เป็นเชื้อเป็นสายของจิ๋นซีได้สบายใจเฉิบ มีเคล็ดสำคัญอยู่นิดเดียวคือ ชื่อแต่ละชื่อที่เรียงลำดับญาติลงมานั้น ต้องระวังให้เป็นภาษาจีนหน่อย อย่างเผลอเขียนชื่อไทยปนแขกลงไปด้วยเชียว ประเดี๋ยวจะต้องมีธุระสืบประวัติไปทางอินเดียอีก ยุ่งยากมากขึ้นไปอีกเปล่าๆ เมื่อทำสำมะโนครัวลำดับญาติลงมาจนได้เป็นเชื้อสายของจิ๋นซีเรียบร้อยเช่นนี้แล้ว ก็ไม่ต้องไม่กลัวเกรงว่าใครจะมาชี้หน้าหาว่าเป็น ยอดโม้ หรือ จอมโกหก แต่ประการใด ถ้ามีใครแส่มาทำเช่นนั้น ก็ย้อนถามดูว่า แล้วคุณมีหลักฐานอะไรที่จะมาพิสูจน์ว่า ที่ข้าเขียนชื่อคนลำดับญาติลงมานี้ไม่เป็นความจริง เรื่องของเรื่องก็ไม่รู้อยู่ด้วยกัน แล้วจะมานั่งจับโกหกกันอยู่ได้อย่างไร จริงมั้ยคะ...?




โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   17/11/2003 10:53 PM  (203.107.130.10)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 38  
     
 


การที่เขาต้องประกอบการสืบประวัติพระเยซู ..... ขึ้นไปให้เป็นเหล่าเป็นกอของพระเจ้าเดวิดให้ได้นี้ ลองอ่านประวัติศาสตร์ดูแล้วก็จะพบว่า มีเหตุผลจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้น แต่จำเป็นอย่างไร เดี๋ยวค่อยเล่าต่อนะ ตอนนี้ มาดูเรื่องสนุกๆ ในพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์วิเศษของเขาเสียก่อนดีกว่า มีประเด็นที่น่าสนุกพอที่จะอาศัยหัวเราะเล่นได้อยู่อีก คือประเด็นหนึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับลำดับญาติ ที่ฟังถ้อยคำในพระคัมภีร์แล้ว ดูมันขัดๆ เขินๆ พิกลอยู่ คือข้อความในพระคัมภีร์ที่ยกมาไว้ให้ดูนั้น บอกไว้ชัดๆ เลยว่า ตั้งแต่กษัตริย์เดวิดลงมาถึงพระเยซูนั้น รวมได้ ๒๘ ชั่วคน ถ้าตัดเพียงแค่โยเซฟ ก็เหลือ ๒๗ ชั่วคน แต่แล้ว ชั่วห่างกันไม่กี่บรรทัดหนังสือเท่านั้น โยเซฟกลับมิใช่จะเป็นแต่เพียงเหล่ากอของกษัตริย์เดวิดเท่านั้นเสียแล้ว กลายเป็นบุตรของเดวิดไปเลยทีเดียว มิหนำซ้ำ คำที่ว่านี้ ยังใส่อัญญประกาศไว้ในฐานะเป็นคำที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าเสียด้วย คือเขาบอกว่า พระเจ้าได้ตรัสกะโยเซฟไว้อย่างนี้

โยเซฟบุตรเดวิด อย่าวิตกในการที่จะรับมาเรีย มาเป็นภรรยาของเจ้าเลย เพราะว่าผู้ซึ่งปฏิสนธิในครรภ์ของเธอเป็นโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์ เธอจะประสูติบุตรเป็นชาย แล้วเจ้าจงเรียกนามท่านว่า เยซู เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่จะโปรดช่วยพลไพร่ของท่านให้รอดจากความผิดของเขา



ที่พระเจ้าต้องเดือดร้อนลงมาตรัสบอกเช่นนี้ ..... เรื่องก็เนื่องมาจากว่า ตอนที่ช่างไม้เฒ่าโยเซฟไปติดเนื้อต้องใจพระนางมาเรีย และตกลงปลงใจจะร่วมคู่ตุนาหงันด้วยนั้น ก็ไปเจอความจริงเข้าว่า พระนางมาเรียกำลังทรงครรภ์อยู่แล้ว โยเซฟก็เลยชักจะลังเล อาจจะเกรงว่าเจ้าของเก่าเขาจะมาทวงคืนหรือไปรับกากเดนคนอื่น อันทำให้เสียศักดิ์ศรีของชายชาตรี ที่อุตส่าห์รักษาเนื้อรักษาตัวอยู่ในโลกนี้มาตั้งนานแล้วก็ได้ จึงทำอาการอึกๆ อักๆ อยู่ เรื่องจึงต้องร้อนถึงพระเจ้าบนสวรรค์ คล้ายๆ กับพระอินทร์ต้องร้อยอาสน์เมื่อคราวเกิดปัญหาแก่ท้าวสามน เนื่องจากเจ้าเงาะไม่ยอมถอดรูปอะไรทำนองนั้นแหละ พระเจ้าท่านจึงต้องมาโอ้โลม ปฏิโลมให้โยเซฟอยู่กินกับพระนางมาเรียอย่างสนิทใจ เรื่องก็เป็นมาอย่างนี้ ซึ่งไม่ค่อยจะดีนักดอก ว่าไปว่ามากลายเป็นลิงแล่นแห พันตัวนุงนังจนแก้ออกไปไม่ได้ คือ ลำดับประวัติที่ว่า โยเซฟอยู่ห่างจากกษัตริย์เดวิดตั้ง ๒๗ ชั่วคนนั้นกับคำของพระเจ้าที่ว่าโยเซฟบุตรเดวิดนั้น มันขัดกันอย่างจังเลยทีเดียว เพราะลงได้เป็นลูกเป็นพ่อกันแล้ว จะมีระยะเวลาที่นับได้เป็นชั่วคนที่ไหนมาขั้นกลางอยู่อีกล่ะ ...?



เรื่องนี้เชื่อว่าเจ้าภาพคือพวกคริสเตียน ..... คริสตังทั้งหลาย เขาคงจะมีคำกล่าวแก้ใส่กระเป๋าไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะถ้าแก้เรื่องนี้ไม่ตก พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของเขา ก็จะกลายเป็นพระคัมภีร์ที่น่าหัวเราะมากกว่าน่าเชื่อถือศรัทธา คำกล่าวแก้ง่ายๆ ก็อาจจะมีว่า โลกมนุษย์กับโลกสวรรค์ของพระเจ้านั้นมันคนละโลกกัน แตกต่างกัน ระยะเวลาเป็นพันๆ ปีในโลกมนุษย์นั้น อาจจะเป็นเพียงการกระพริบตาลงและขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ในโลกของพระเจ้า เพราะฉะนั้นระยะเวลา ๒๗ ชั่วคนในภาษาของมนุษย์นั้น ในภาษาของพระเจ้า อาจจะเป็นลูกเป็นเต้ากันโดยไม่มีอะไรมาขั้นไว้เลยก็ได้ ก็เอาเป็นว่า อ่านพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ของเขาแล้วคิดดูเพียงนิดๆ หน่อยๆ เท่านี้ก็สนุกดีแท้ๆ พอๆ กับดูการ์ตูนญี่ปุ่นในโทรทัศน์ นั่นเลยทีเดียว แต่ถ้าจะให้ลองวินิจฉัยดูว่า ทำไมจึงเกิดภาวะขัดเขินขึ้นเช่นนี้แล้ว ก็เป็นเรื่องไม่ยากเย็นอะไรที่จะวินิจฉัย คือเรื่องของเรื่องก็มุ่งหมายจะให้พระเยซูฝังตรึงอยู่ในจิตสำนึกของผู้คนทั้งโลกว่า เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขสืบสายเลือดมาจากกษัตริย์เดวิดผู้เก่งกล้าสามารถนั่นเอง จึงดิ้นรนถึงขนาดไปลากเอาพระเจ้ามาช่วยฉุดพระเยซูเข้าไปสนิทชิดใกล้เดวิดเช่นนั้น คล้ายกับไม่เชื่อว่าคำพูดของตัวเองจะขลังพอ จึงต้องไปนิมนต์พระเจ้าลงมาเป่ามนต์สำทับเข้าไปอีกงั้นแหละ แต่ดิ้นไปดิ้นมา ก็เกิดพลาดท่าเสียทีแก่ความใฝ่สูงอันเหลิงคะนองของตนเข้าให้อีกเรื่อง ก็เลยยุ่งกันใหญ่ จนทำให้พิจารณาดูแล้ว ก็เกิดประเด็นที่น่าสนุกขึ้นมาอีกประเด็นหนึ่ง คือ บุพพเจตนา หรือความตั้งใจเริ่มต้น ก็ต้องการจะสืบประวัติให้พระเยซูเป็นผู้สืบสายเลือดจากพระเจ้าเดวิดให้ได้เท่านั้น แต่ว่าไปว่ามา พอมาถึงกำเนิดพระเยซูจริงๆ กลับกลายเป็นว่า พระเยซูสืบสายเลือดมาจากพระเจ้าบนสวรรค์ ไม่เกี่ยวไม่ข้องอะไรกับสายเลือดของเดวิดไปเสียแล้ว ไม่เชื่อก็ลองพิจารณาดู .....



เริ่มต้นประโยคแรก ..... ในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า พระคริสตธรรมใหม่ นั่นเลยทีเดียว บอกไว้ว่า หนังสือลำดับวงศ์ของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นเชื้อสายของเดวิด ผู้สืบตระกูลเนื่องมาจากอับราฮัม ว่าไว้เองชัดๆ เลยว่า พระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นเชื้อสายของเดวิด แต่สืบไปสืบมากลับปรากฏว่าโยเซฟเท่านั้น ที่เป็นเชื้อสายของเดวิด ดังที่พระเจ้าเองบอกว่า โยเซฟบุตรเดวิด ส่วนพระเยซูนั้น ไม่เกี่ยว เพราะพระเจ้านั่นแหละบอกไว้เองว่า ผู้ซึ่งปฏิสนธิในครรภ์ของเธอเป็นโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์ เธอจะประสูติบุตรเป็นชาย แล้วเจ้าจงเรียกนามท่านว่า เยซู เป็นอันแสดงชัดทีเดียวว่าสายเลือดในร่างของพระเยซูนั้น มิได้มีของโยเซฟซึ่งสืบต่อมาจากเดวิดแม้แต่หยดเดียว เพราะพระนางมาเรียตั้งครรภ์พระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ก่อนที่โยเซฟจะมายุ่งมาเกี่ยวด้วยแล้วตามหลักชีววิทยา ไม่มีพฤติกรรมแทรกซ้อนอันใดเกิดขึ้นได้อีก แล้วอย่างนี้ พระเยซู จะสืบเชื้อสายจากกษัตริย์เดวิดได้อย่างไรเล่า? ถึงจะสืบประวัติชาติเชื้อกษัตริย์เดวิดลงมาได้ถึงโยเซฟ มันก็ห้วนอยู่แค่โยเซฟนั่นเอง ไม่ต่อมาถึงพระเยซู ซึ่งเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์จากสวรรค์เลยแม้แต่น้อย ไม่น่าเลยจริงๆ นะท่าน ไม่น่าจะปล่อยให้เป็นเรื่องน่าสนุกไปได้อย่างนี้เลย น่าจะสืบประวัติตัดโยเซฟออกไปเสีย เพราะตามเรื่องก็ไม่ใช่ตัวละครที่สำคัญอะไรนักหนา แล้วเอาประวัติอันยาวเหยียดนั้น ต่อเข้าที่สายเลือดในกายของพระนางมาเรียเท่านั้นเอง พระเยซูก็สามารถจะเป็นได้ทั้งเชื้อสายของเดวิดและเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์จากสรวงสวรรค์พร้อมๆ กันไปเลย เรียกว่ากินดิบทั้งหัวทั้งก้อยไม่มีปัญหาใดๆ ให้คนหัวเราะกันเล่นได้อีก



ผู้เขียนยังพอมีความเมตตาอยู่บ้าง ..... จึงขอชี้โพรงให้กะรอกไว้อย่างนี้แหละ สืบไปเบื้องหน้าอีกสักร้อยสองร้อยปีอาจจะมีกะรอกบางฝูง คิดแก้ไขข้อผิดพลาด แล้วเข้าโพรงที่ชี้ไว้ให้นี้บ้างก็ได้ เพราะปรากฏอยู่ตามข่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า เขากำลังชำระสะสางกันอยู่ในเรื่องที่ว่า พระเยซูประสูติในที่ต่ำต้อยน้อยหน้า คือในรางหญ้าหรือในคอกปศุสัตว์อะไรนั่น เขาก็ว่าคนแปลๆ ผิด แท้ที่จริงเป็นห้องหับที่โอ่โถงต่างหาก เหตุที่ศัพท์นี้มันแปลได้หลายอย่าง และเมื่อไม่นานมานี้เอง หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ของฝรั่งชื่อ ไทม์ ก็ลงเรื่องสำคัญของวาติกันไว้เป็นเรื่องเอกประจำฉบับโดยให้หัวข้อใหญ่ว่า รอยร้าวในศาสนจักร (Discord in the Church) นัยว่าจะมีการชำระสะสางกันอีกเป็นการใหญ่ จะลองเอาไบเบิลใหม่ตรงกำเนิดพระเยซูนี้ไปชำระสะสางดังที่ชี้โพรงไว้ให้นี้ ก็จะเข้าทีเหมือนกัน ยอมหน้าด้านเสียวันนี้เพื่อให้เกิดข้อถูกต้องที่ดีในวันหน้า ก็ไม่เสียหายอะไรมากมายนักมิใช่หรือ ที่จะยึดอุดมการณ์อันนี้ไว้เป็นสรณะ ตกลงว่า อ่านประวัติของพระเยซูในพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ของเขาแล้ว ก็ออกจะสนุกสนานมากมายอยู่ แต่ถ้าจะบังคับให้เชื่ออย่างนั้นแล้ว ก็ยินดีที่จะขึ้นศาลศาสนา (Inquisitions) ให้เพชฌฆาตลากตัวไปเผาทั้งเป็นมากกว่า



คราวนี้เราหันมาดูของจริง ..... ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์กันดีกว่า นักประวัติศาสตร์ท่านได้ให้หลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับประวัติกำเนิดของพระเยซูไว้ดังนี้ เรื่องของศาสนาใหม่หรือศาสนาคริสต์นี้ เริ่มขึ้นเป็นบทนำที่แคว้นกาลิลี (Galilee)ประเทศปาเลสไตน์ตอนเหนือ เมื่อประมาณเกือบสองพันปีซึ่งล่วงมานี้ เรื่องเกิดขึ้นเพราะมีทารกยิวคนหนึ่งอุบัติขึ้นในโลก ณ หมู่บ้านนาซาเรธ (Nazareth) แห่งแคว้นกาลิลี ทารกผู้นี้ชื่อว่า โยซัวหรือเยซู เรื่องราวอันเป็นชีวประวัติของท่านผู้นี้ในระยะที่ยังอยู่ในปฐมวัยมีเป็นอย่างไรทราบไม่ได้แน่นอนในพระคัมภีร์ พระวรศาสน์ (Gospelo) กล่าวเรื่องของท่านผู้นี้ไว้มากมาย เริ่มแต่ได้ปฏิสนธิในครรภ์วันสมภพและ ตอนที่เจริญวัยเป็นหนุ่ม เป็นอย่างเรื่องนิยายจะเชื่อถือเอาเป็นจริงได้ยากเพราะมีเรื่องคล้ายคลึงกับประวัติศาสตร์ของโซโรอัสเตอร์ (Zoroaster) แห่งเปอร์เซียโบราณหรืออิหร่านปัจจุบัน ซึ่งเกิดก่อนพระเยซูเกิด (พ.ศ.๔๓) หลายร้อยปี จึงชวนให้สงสัยข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในนั้น พระเยซูเมื่อเจริญวัยเป็นหนุ่มแล้ว ดูเหมือนจะเจริญรอยอาชีพอย่างบิดาคือเป็นช่างไม้การศึกษาเล่าเรียน เช่นเขียนอ่านคงมีน้อย เพราะชาวหมู่บ้านนาซาเรซเป็นคนบ้านนอกเหมือน ๆ กับชาวหมู่บ้านอื่น ๆ ตลอดไปในแคว้นกาลิลีพวกชาวบ้านมีความเชื่ออย่างไรในเรื่องศาสนา พระเยซูก็มีความเชื่ออย่างนั้นอยู่หลายประการ เช่นเชื่อว่าโรคภัยไข้เจ็บแม้จนเรื่องความตายเป็นเพราะผีปีศาจเข้าสิงหรือกระทำ และโรคภัยไข้เจ็บนี้ อาจทำให้หายได้ก็ด้วยการสวดอ้อนวอน พระเยซูมีความรู้อย่างนักศึกษาเห็นจะมีน้อย แม้ความรู้ของกรีกเช่นวิทยาศาสตร์และปรัชญาซึ่งมีผู้รู้กันแล้วบ้างในสมัยนั้น พระเยซูอาจไม่รู้เลยก็ได้ ที่รู้คือเรื่องในพระคัมภีร์ไบเบิล และบางทีคงจะท่องจำข้อความบางประการในพระคัมภีร์ไบเบิลได้ไม่มากก็น้อย พระเยซูก็เหมือนๆ กับเด็กหนุ่มอื่น ๆ ที่เป็นยิวได้รับการศึกษาเล่าเรียนมาก็โดยวิธีท่องจำคำทำนายต่าง ๆ ของโบราณซึ่งมีอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลและประพฤติปฏิบัติตนด้วยการถือวินัยข้อห้ามต่างๆ ซึ่งมีอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลและในกฎหมายศาสนาของนักปราชญ์พวกรับบี ยิ่งกว่านั้นพระเยซูคงจะต้องได้รับการ อบรม ซึ่งถือว่ามีค่ายิ่งด้วยชีวิตคือเรื่องที่ชาวยิวทั่วไปใฝ่ฝันมาแต่เก่าก่อนตั้งแต่ไหนแต่ไร ได้แก่เรื่อง พระเมสสิอาห์จะมาตรัสในวันหนึ่งข้างหน้าและโปรดชาวยิวให้หลุดพ้นจากความทุกข์ยากเป็นมหัศจรรย์ ความจริงเรื่องนี้พระเยซูได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี เพราะในกาลต่อมาเมื่อพระเยซูเจริญวัยเป็นหนุ่มเติบใหญ่แล้ว ความหวังในพระเมสสิอาห์ซึ่งจะมาตรัสนั้น เป็นความหวังอย่างแรงกล้าของพระเยซูอยู่ตลอดเวลา...



ตามเนื้อความในประวัติศาสตร์อันนี้ พอจะสรุปเป็นหัวข้อย่อๆ ได้ดังนี้

๑. พระเยซูเป็นชาวยิว เกิดในท้องที่ชนบทตอนเหนือของประเทศปาเลสไตน์ ซึ่งปัจจุบันนี้คือ ประเทศอิสราเอล ณ หมู่บ้านนาซาเรธ แคว้นกาลิลี โดยเป็นบุตรของช่างไม้

๒. การศึกษาแบบที่จัดเป็นวิทยาการสมัยใหม่ ที่จะทำให้เป็นผู้คงแก่เรียนเป็นนักปราชญ์นั้นไม่มี มีแต่ความรู้ปรัมปราในด้านศาสนาเก่าแก่ อันมีเนื้อหาสาระอยู่ที่คำทำนายต่างๆ จากพระคัมภีร์ไบเบิล โดยอาศัยการท่องจำเป็นสำคัญ และ เชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ

๓. อาชีพ เป็นช่างไม้สืบต่อจากผู้ที่มีฐานะเป็นบิดา จนถึงอายุ ๓๐ จึงละอาชีพช่างไม้ออก ท่องเที่ยวประกาศศาสนาอย่างเต็มตัว แต่ประกาศศาสนาอยู่ได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ แค่ ๓ ปีเท่านั้น

๔. สิ่งที่ฝังอกฝังใจเป็นพิเศษ คือสิ่งเดียวกับที่จดจ่ออยู่ในจิตใจของชาวยิวทั้งปวง คือ เรื่องพระเมสสิอาห์จะมาช่วยยิวให้พ้นทุกข์ยากเดือดร้อน



เป็นอันว่า กำเนิดของพระเยซู ..... ตามที่นักประวัติศาสตร์กล่าวไว้นี้ไม่มีอะไรเป็นพิเศษมากไปกว่าคนธรรมดาๆ ทั่วไป ส่วนที่พิเศษพิสดารด้วยอิทธิปาฏิหาริย์พิลึกมหัศจรรย์ถึงขนาดตอนที่เกิดมานั้นมีดาวประจำตัวปรากฏขึ้นในท้องฟ้าอะไรนั้น ก็เป็นดังที่นักประวัติศาสตร์ท่านว่า “...เป็นอย่างเรื่องนิยาย จะเชื่อถือเอาเป็นจริงได้ยาก...” แล้วนิยายนี้ก็ไม่ใช่จะมีปัญญาผูกขึ้นเอง ไปลอกเอานิยายของโซโรอัสเตอร์มาเสียอีกด้วย ดูประวัติศาสตร์ในเรื่องนี้แล้ว หันมาดูเรื่องราวทำนองเดียวกันในเมืองไทย ก็มองเห็นได้ว่ามีอยู่เสมอๆ คือจำพวกนักคาถานักอาคมขลังๆ หรือ นักเทศน์นักธรรมดังๆ ที่มีผู้คนเลื่อมใสนับถือมากๆ ด้วยวิธีตั้งลัทธิแปลกๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นอุปกรณ์ให้เกิดความเด่นดังเป็นพิเศษ เช่น ไม่กินเนื้อสัตว์ แล้วก็ถือเอาเป็นจุดเด่นโฆษณาตัวเองให้โด่งดัง ด้วยการดูหมิ่นทับถมคนอื่นที่ยังกินเนื้อสัตว์ อะไรทำนองนี้ เมื่อเกิดมีสาวกบริวารขึ้นมากๆ แล้วก็ตั้งตัวเป็นคณาจารย์ จนกระทั้งกำเริบขึ้นหมายจะครองบ้านครองเมือง ซึ่งเรียกว่า ผีบุญ เหล่านี้แหละ ลองพิจารณาดู แล้วจะเห็นว่าเกิดมี และ เป็นมาในแบบฉบับอันเดียวกันนั่นเอง



ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่ติดค้างไว้ว่า .....
มีเหตุผลอย่างไร ? จึงได้พยายามสืบประวัติถึง ๒๘ ชั่วคน
ให้เพระเยซู ชาวบ้านนาซาเรซได้เป็นเชื้อสายของกษัตริย์เดวิดให้ได้เช่นนั้น ...?????

คำตอบสำหรับเรื่องนี้ ..... มีเงื่อนงำอยู่ในประวัติศาสตร์ คือมีลัทธิความเชื่ออย่างฝังใจอยู่อันหนึ่งในบรรดาชาวยิวทั้งหลาย รวมทั้งพระเยซูด้วย ได้แก่เชื่อว่า ผู้ที่จะเป็นเมสสิอาห์มาโปรดยิวให้พ้นทุรกรรมลำเค็ญได้นั้นจะต้องเป็นเชื้อสายสืบต่อมาจากกษัตริย์เดวิด ทั้งนี้ก็เพราะกษัตริย์เดวิดนั้น เป็นพระมหากษัตริย์ที่เด่นที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติยิว เป็นผู้ที่ปราบศัตรูที่เคยข่มเหงรังแกยิวเสียราบคาบทุกทิศ และ สร้างอาณาจักรยิวให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงและแผ่กว้าง ณ แผ่นดินสัญญาแห่งนี้ หากจะเทียบก็คงจะเหมือนกับพระนเรศวรมหาราชของไทยเรานี่แหละ และยิวนั้น ในระยะต่อมาก็กลับถูกข่มเหงรังแกจากประเทศเพื่อนบ้านให้เดือดร้อนลำเค็ญอีก เช่น ต้องตกไปเป็นเชลยของพวกบาบิโลน จนกระทั่งในสมัยพระเยซูเกิดนั้น ยิวทั้งประเทศก็ตกอยู่ในสภาพน้ำตาตกในอยู่ช้านาน เพราะฝ่าเท้าของอาณาจักรโรมันเหยียบตรึงอยู่บนยอดอกตลอดเวลา ด้วยภาวะอันแสนจะคับแค้นขมขื่นเช่นนี้ ชาวยิวจึงใฝ่ฝันและพร่ำภาวนาอยู่ทุกเช้าค่ำ ขอให้คนเก่งกล้าคนที่มีความสามารถเลิศล้ำแบบกษัตริย์เดวิดมาเกิดใหม่อีกสักองค์หนึ่ง เพื่อจะได้นำพลังล้างอำนาจโรมันให้สิ้นซากไปเสียที จนกระทั้งความใฝ่ฝันนั้นได้ผนึกตัวกันเข้าเป็นลัทธิความเชื่อดังกล่าว



ด้วยเหตุนี้ ..... เมื่อจะเชิดชูพระเยซูขึ้นเป็นพระเมสสิอาห์ จึงมีความจำเป็นยิ่งนักที่จะต้องสืบประวัติให้เป็นเชื้อสายของกษัตริย์เดวิดให้จงได้ เพื่อให้ชาวยิวยอมรับ แต่ว่าไปแล้ว ก็ไม่เป็นผลตามความมุ่งหมายนั้นสักเท่าใดนัก เพราะทุกวันนี้ แม้จะจดบันทึกกันไว้ในพระคัมภีร์อย่างนั้นแล้ว ชาวยิวเขาก็ไม่ยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิอาห์แต่อย่างใด ชาวยิวคอยพระเมสสิอาห์กันอยู่แม้กระทั่งทุกวันนี้ เรื่องก็เป็นอย่างนี้แหละ

ต่อไป ก็ถึงจุดสำคัญที่เกิดแนวยุทธศาสตร์ แบบรุกเงียบ ..... หรือ สู้แบบสันติขึ้นจนกลายเป็นหนทางสำคัญในการแผ่อาณาจักรของศาสนาคริสต์ในกาลต่อมา เรื่องก็คือ พระเยซูนั้นคือยอดจอมยุทธของศาสนาคริสต์ในโลกนี้ จนกระทั่งถือกันว่าศาสนาคริสต์เกิดขึ้น ตั้งแต่วันที่พระเยซูเกิดกันโน่นเลยทีเดียว ดังที่ตั้งกันขึ้นเป็นคริสตศักราชนั่นแหละ ด้วยเหตุนี้ การถือกำเนิดขึ้นมาของศาสนาคริสต์ จึงเป็นการถือกำเนิดขึ้นมาในบรรยากาศแห่งการดิ้นรนต่อสู้อย่างสุดแรงเกิดของชาวยิว เพื่อให้พ้นจากฝ่าเท้าอันหฤโหดของโรมัน พระเยซูท่านป็นยิว มีวิญญาณแห่งการต่อสู้เพื่อให้พ้นอำนาจโรมันเช่นเดียวกับยิวทั้งปวง การดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้พ้นจากอำนาจยึดครองของต่างชาติแบบนี้ ในสมัยปัจจุบันนี้เขาเรียกกันว่า สงครามปลดแอก คอมมิวนิสต์เป็นเจ้าของคำๆ นี้ ว่ากันง่ายๆ ว่า ตอนนั้น ยิวกำลังทำสงครามปลดแอกกับโรมันอยู่อย่างสุดเหวี่ยงนั่นแหละ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ได้ให้ข้อพิจารณาเกี่ยวกับแนวทางการต่อสู้ไว้ แยกออกเป็น ๒ แนวทาง คือ

- บางพวกเสนอให้รบ เพื่อเร่งให้วันอันเป็นความหวังอย่างใหญ่จะได้มาถึงโดยเร็ว
- บางพวกแนะให้บำเพ็ญภาวนาสวดอ้อนวอน




พวกที่เสนอให้รบ ..... ก็คือเสนอให้ทำสงครามหลั่งเลือดกับพวกโรมันอย่างตรงไปตรงมา ส่วนพวกที่เสนอให้บำเพ็ญภาวนานั้น คือเสนอให้ทำสงครามเย็นแบบรุกเงียบ แต่ทั้งสองพวกนี้มีจุดหมายใฝ่ฝันอยู่จุดเดียวกัน คืออยู่ที่พระเมสสิอาห์ พวกนิยมสงครามโชกเลือด ก็ใฝ่ฝันว่าพระเมสสิอาห์จะมานำทัพรบรุกขับไล่พวกโรมันให้หมดสิ้นไป ส่วนพวกนิยมสงครามเย็นรุกเงียบก็ใฝ่ฝันว่า พระเมสสิอาห์จะมาสำแดงปาฏิหาริย์ กลับจิตกลับใจพวกโรมันให้กลายเป็นสาวกบริวารของชาวยิวไป ซึ่งจะทำให้ยิวสิ้นทุกข์สิ้นภัยจากการรบกวนของพวกโรมัน กลับมีความร่มเย็นเป็นสุข พวกชอบสงครามเลือด รวมตัวกันเข้าอย่างแน่นหนา เพราะแนวทางแบบนี้สอดประสานกับอุดมการณ์ของชาวยิวคือ อุดมการณ์ตาต่อตา ฟันต่อฟัน โดยมีชื่อองค์การจัดตั้งเป็นหลักเป็นฐานในประวัติศาสตร์ว่า พวกซีลอต (Zealots) แต่ปรากฏผลว่าการต่อสู้ในแนวทางนี้กลับเป็นผลร้ายแก่ชาวยิวหนักขึ้น แทนที่จะเป็นผลดี เข้าสุภาษิตของไทยที่ว่า น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ หรือ เอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง อะไรทำนองนั้น คือเมื่อพวกซีลอตกระหน่ำโรมันด้วยสงครามเลือด ก็โดนพวกโรมันซึ่งมีกำลังเหนือกว่า กระหน่ำเอาเสียแตกกระจัดกระจายจนแทบจะสิ้นชาติสิ้นชื่อไปเลยทีเดียว เป็นอันว่าแนวทางการต่อสู้แบบนี้ไม่ได้ผล พระเยซูนั้นท่านมิใช่คนกำยำล่ำสันและมิใช่ผู้มีอุปนิสัยชอบตีรันฟันแทงแบบพวกซีลอต แม้จะมีอาชีพช่างไม้ที่ต้องหากินด้วยแรงกายอยู่ด้วยก็ตามที ท่านนิยมแนวทางสงครามเย็นแบบรุกเงียบมากกว่า ดังที่นักประวัติศาสตร์ท่านกล่าวความตอนนี้ไว้ว่า

เมื่อมีฝ่ายพวกที่เลือดร้อนรุนแรง ก็ต้องมีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพวกอยู่ตรงกันข้าม ซึ่งแนะให้ประชาชนใฝ่สันติอยู่กับพระเจ้า และฝ่ายพวกหลังนี้ มีชายช่างไม้ชาวแคว้นกาลิลี คือพระเยซูไปเข้าพวกด้วย



ข้อความที่นักประวัติศาสตร์ท่านกล่าวไว้นี้ ..... เป็นเครื่องชี้ชัดเหลือเกินว่า ศาสนาคริสต์ที่ถือกันว่า พระเยซูเป็นผู้ให้กำเนิดนั้น อุบัติขึ้นมาด้วยเจตนาที่จะต่อสู้เพื่อปลดแอกของพวกโรมัน หรือ ทำสงครามปลดแอกกับพวกโรมัน มิใช่ศาสนาที่จะพาคนไปสวรรค์ไปนิพพานอย่างที่คนทั้งหลายเข้าใจกัน เป็นแต่ว่าแนวทางที่เขาเลือกใช้สำหรับต่อสู้นั้น เป็นแนวทางสันติ คือรุกรบแบบเงียบๆ ไม่ให้ฝ่ายตรงกันข้ามรู้ตัวเท่านั้น ก็ศาสนาสงครามนั่นแหละ เป็นที่น่าเสียดายอยู่นิดนึง ที่แนวทางที่พระเยซูท่านเลือกใช้นี้ ไม่บรรลุความสำเร็จในยุคของท่านเหมือนกัน ขอให้มาดูรายละเอียดกันต่อไปอีกสักนิด เป็นอันว่าพระเยซูท่านนิยมแนวทางต่อสู้กับพวกโรมันแบบรุกเงียบ หรือ สงครามเย็น การต่อสู้ของท่านเริ่มเอาจริงเอาจังเป็นกิจจะลักษณะเมื่ออายุได้ ๓๐ ปี โดยไปได้อาจารย์ขลังคนหนึ่ง ซึ่งตั้งสำนักอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำยอร์แดนชื่อว่า โยฮัน หรือ ยอน มีพฤติภาพประจำตัวที่สะดุดตาสะดุดใจคนอยู่มากมาย คือใช้หนังสัตว์เป็นเครื่องนุ่งห่ม และ กินตั๊กแตนแช่น้ำผึ้งเป็นภักษาหาร แบบนี้ก็เห็นจะไม่ผิดฤๅษีชีไพรจากเมืองแขกอินเดียนั่นแหละ พระเยซูออกจากหมู่บ้านนาซาเรธ มาศึกษาศิลปะวิทยากับฤๅษีโยฮัน ได้วิชาที่นับว่าสำคัญเป็นพิเศษไปอย่างหนึ่ง คือวิชาจุ่มน้ำล้างบาป ที่เรียกกันว่า แบ๊ฟติช (Baptize) และชาวคริสต์ก็ยังถือปฏิบัติกันอยู่จนทุกวันนี้ นัยว่าพระอาจารย์โยฮัน ผู้กินตั๊กแตนแช่น้ำผึ้งเป็นภักษาหารนั้น ท่านได้วิชานี้ไปจากพวกพราหมณ์ในอินเดีย และถือว่าเป็นวิชาเอกประจำสำนักของท่าน ตัวท่านเอง ก็ได้สมญานามว่า พระอาจารย์ยอนจุ่ม (John the Baptizer)



แต่เดิมมานั้น ..... ชาวยิวทั้งหลายรวมทั้งพระเยซูด้วยถือลัทธิอย่างหนึ่งเป็นลัทธิประจำชีวิต แบบเดียวกับชาวอาหรับทั่วไป ลัทธิสุนัด ซึ่งมีพิธีกรรมสำคัญ คือการขริบ เมื่ออาจารย์ยอนจุ่มมาสอนลัทธิล้างบาปแบบใหม่ คือลงชำระล้างร่างกายในน้ำสบายๆ แล้วก็หมดบาปหมดกรรมไปด้วย ผู้คนก็เกิดความตื่นตาตื่นใจเลื่อมใสนับถือกันยกใหญ่ พระเยซูก็เช่นกัน ได้เข้าพิธีล้างบาปแบบใหม่ และร่ำเรียนลัทธิพิธีกรรมจากพระอารย์จนชำนิชำนาญ ต่อมาปรากฏว่าพระอาจารย์ยอนจุ่มไปพูดจาก้าวร้าวระรานพระเจ้าแผ่นดินอีท่าไหนเข้าก็ไม่ทราบ เลยโดนรวบไปเข้าคุก พระเยซูยังไม่อยากเข้าคุกตามอาจารย์ จึงหนีกลับบ้านเดิมในแคว้นกาลิลี และไปตั้งสำนักสั่งสอน และทำพิธีตามลัทธิใหม่ที่ร่ำเรียนมา อาศัยท่านมีพรสวรรค์อยู่อย่างหนึ่งประจำตัว คือปากเป็นเอก หรือ มีวาทศิลป์สำคัญอยู่ จึงได้ผลสมใจในเวลาไม่ช้านัก คือชาวแคว้นกาลิลีพากันหลั่งไหลมามอบกายถวายชีวิตเป็นสานุศิษย์สลอนไปหมดแทบจะหมดทั้งแคว้นก็ว่าได้ ดังที่นักประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า

มีเรื่องเล่าว่า .....
ครั้งหนึ่งเมื่อพระเยซูกำลังเทศนาส่งสอนอยู่ ณ ที่ใกล้ฝั่งทะเลสาบกาลิลี
ฝูงชนพากันมาอย่างล้นหลามถึงกับเบียดเสียดยัดเยียดกัน
จนพระเยซูต้องเสด็จลงลอยเรือเทศน์


เป็นอันว่า ..... งานต่อสู้กับพวกโรมันแนวใหม่ คือการรุกเงียบหรือทำสงครามเย็นของพระเยซูขั้นเริ่มต้นนั้นประสพความสำเร็จสูงส่งเกินคาดทีเดียว แบบนี้ วิสัยของมนุษย์ปุถุชนจะทนอยู่ได้อย่างไร ย่อมจะต้องตื่นเต้นและอิ่มเอิบกำเริบใจยกใหญ่เป็นธรรมดา และย่อมจะต้องเกิดความย่ามใจที่จะทำงานอันนั้นให้แผ่กว้างออกไปจรดขอบฟ้า




โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   21/11/2003 10:27 PM  (203.107.130.10)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 40  
     
 


ได้พบหลักฐานเมื่อไม่นานมานี้ ..... จากเอกสารที่สานุศิษย์พระเยซูทำขึ้นในสมัยปัจจุบันชวนให้เชื่อว่าความย่ามใจของพระเยซูนั้น มีระดับสูงมาก ไม่ใช่ย่ามใจแบบคนประสบความสำเร็จในการถูกหวยเลขท้ายอะไรเท่านั้น คือเขาบอกว่า พระเยซูท่านขึ้นเป็นกษัตริย์ด้วยการก้าวจากลานทรายของชนบทที่ห่างไกลขึ้นสู่บังลังก์กษัตริย์นั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นด้วยความรู้สึกธรรมดาสามัญแน่นอน เอกสารหลักฐานเรื่องนี้คือเอกสารชื่อ ศาสนจักรในเอเชียกับการพัฒนาเมื่อ ๑๔ มีนาคม ๑๙๘๓ โดยปรากฏอยู่ที่ข้อความกำกับท้ายของเรื่องข้อสรุปขึ้นสุดท้ายและข้อแนะนำการประชุมครั้งที่๒ (FABC) ของสหพันธ์สภาพระสังฆราชแห่งเอเชีย ที่กัลกัตตา ประเทศอีนเดีย (๑๙๗๘) คือ

๑๗ พฤศจิกายน ๑๙๗๘
วันก่อนฉลองพระคริสต์เป็นกษัตริย์
วิทยาลัยดาวประจำรุ่ง แบแรกกะโป กัลกัตตา



การขึ้นเป็นกษัตริย์ของท่านนี้ ..... ท่านจะประกาศสถาปนาตัวเอง หรือ มีใครสถาปนาให้ในชั้นหลัง เพื่อให้สมอยาก ก็ยังไม่มีโอกาสจะล้วงเข้าไปค้นหารายละเอียดที่แน่นอนอันนี้ได้ แต่ก็ดูจะไม่สำคัญเท่าไร การที่สาวกบริวารของท่านรับรองว่า ท่านเป็นกษัตริย์เท่านี้ก็พอแล้ว สำหรับที่จะมองเห็นจิตใจของท่านว่ามันพองโตเพียงไร ต่อผลงานที่ประสพความสำเร็จในยกแรกของท่านนั้น และหลักฐานที่สาวกของท่านว่าไว้ในปัจจุบันนี้ ยังสอดรับกับพฤติการณ์ที่ท่านถูกศัตรูของท่านแขวนป้ายเยาะเย้ยไว้ ตอนที่ท่านถูกจับไปตรึงไม้กางเขนประหารด้วย คือศัตรูของท่านสลักแผ่นป้ายแขวนไว้เหนือของศีรษะท่าน ที่ตรึงติดอยู่กับไม้กางเขนว่า กษัตริย์แห่งยิว พร้อมด้วยมงกุฎหนามที่ทำขึ้นสวมศีรษะให้ ซึ่งเป็นหลักฐานแสดงว่าในตอนนั้นต้องมีเสียงโจษกันถึงการที่พระเยซูขึ้นเป็นกษัตริย์อย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้น ศัตรูจะเอาเงื่อนงำอะไรมาเยาะเย้ยท่านไว้อย่างงั้นได้ จึงน่าเชื่อว่าพระเยซูท่านขึ้นเป็นกษัตริย์ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ไม่ใช่มีใครมาสถาปนาขึ้นภายหลัง และ นอกจากนี้ คำสั่งสอนของท่านที่ประกาศแก่ผู้คนทั้งหลายนั้น นักประวัติศาสตร์ก็ให้ข้อสังเกตไว้ว่ามีลักษณะผิดแผกแตกต่างกับของศาสดาพยากรณ์ทั้งหลาย คือพวกศาสดาพยากรณ์จะสอนในลักษณะการถ่ายทอดคำสอนมาจากพระเจ้า เช่นใช้คำว่า พระเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ แต่คำสอนของพระเยซูจะมีลักษณะเป็นคำสอนของท่านเอง ผู้ฟังจึงเข้าใจกันเป็นนัยๆ ว่า พระเยซูไม่ใช่เป็นแต่เพียงศาสดาพยากรณ์ที่พระเจ้าทรงใช้ลงมาบอกข่าวแก่ชาวโลก ซึ่งมีอยู่เสมอๆ เท่านั้น หากแต่เป็นพระเจ้าเสด็จลงมาเอง หรือ แบ่งภาคลงมาทีเดียว ซึ่งได้แก่พระเมสสิอาห์ที่ชาวยิวทั้งหลายรอคอยนั่นเอง



จึงชวนให้คาดคะเนความรู้สึกของพระเยซูได้ว่า ..... ตัวท่านนั้น กำลังต่อสู้กับพวกโรมันในฐานะของพระเจ้า ซึ่งกำลังต่อสู้กำจัดกวาดล้างพวกซาตานทั้งหลายให้สูญสิ้นไป ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจว่า คนที่ทำอะไรแล้ว ก็เกิดปุบปับเห็นผลแห่งความสำเร็จอย่างตื่นตาตื่นใจเช่นนั้น ก็ย่อมจะเกิดอาการฟ่องฟูในใจแบบนั้นเป็นธรรมดา แต่ก็น่าเสียใจที่สมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนเสนาธิการให้พระเยซูท่านได้เข้าศึกษาท่านจึงอ่อนไปหน่อยในวิชาการหาข่าว และ หาประมาณสถานการณ์ คือ ท่านเกิดไปทึกทักเอาว่า ความสำเร็จอันเลิศในแคว้นกาลิลีของท่านนั้น ย่อมจะเป็นความสำเร็จได้เช่นกันในกรุงเยรูซาเล็มเยรูซาเล็มอันเป็นเมืองหลวง ท่านจึงกระหยิ่มอิ่มใจ พาสาวกบริวารกลุ่มหนึ่งล่องใต้บ่ายหน้าสู่กรุงเยรูซาเล็ม เพื่อไปสร้างฐานที่มั่นใหญ่แห่งความสำเร็จขึ้นที่นั้น แต่เกิดพลาดท่าเสียที หลักการสู้แบบสันติ หรือ ยุทธศาสตร์รุกเงียบที่ไปกำเนิดการสั่งสอนนั้น สวนทางกับหลักยุทธศาสตร์สงครามเลือดแบบเอาเป็นเอาตาย เป็นไงเป็นกันของชาวยิว ผลที่ท่านได้รับจึงกลายเป็นหลังเท้าแทนที่จะเป็นฝ่ามือตามความมุ่งหมาย โดยถูกนำตัวขึ้นไม้กางเขนหลักประหาร แทนหิ้งบูชาแห่งความเคารพเทิดทูน



นักประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึง ..... การตัดสินใจของพระเยซูในการบ่ายหน้าล่องใต้ จากแคว้นกาลิลีสู่กรุงเยรูซาเล็มไว้ดังนี้ ที่พระเยซูมีเกียรติคุณเลื่องลือดังกล่าวมานั้น ก็เฉพาะแคว้นกาลิลีเ ที่เป็นแต่แคว้นชนบทซึ่งอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง ไม่มีความสำคัญอะไรนักกับประเทศทั้งหมด บางทีในกรุงเยรูซาเล็มเยรูซาเล็มซึ่งเป็นเมืองหลวงคงจะไม่มีใครรู้เรื่องพระเยซูเสียด้วยซ้ำ แม้แต่ข่าวลือก็คงจะไม่มีใครเคยได้ยินก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นในที่สุดก็ต้องมีวันหนึ่ง ซึ่งพระเยซูจะต้องดำริออกจากแคว้นกาลิลี นำเอาพระวรศาสน์ของพระองค์ไปโปรดประชาชนของพระองค์ ซึ่งยังไม่ได้ยินได้ฟังต่อไป พระเยซูตั้งพระทัยว่า จะต้องเสด็จไปให้ไกลจนกระทั้งถึงกรุงเยรูซาเล็มเยรูซาเล็ม และพยายามจะกล่าวพระวจนะในกรุงเยรูซาเล็มอันเป็นแดนที่มั่นที่สุดของพวกคณะนักบวชปุโรหิตและคณาจารย์รับบี และยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้นในเรื่องที่ท่านหมายมั่นปั้นมือไปสร้างฐานที่มั่นขึ้นในกรุงเยรูซาเล็ม อย่างเร่งรีบคือ ท่านเลือกเวลามุ่งหน้าเข้ากรุงเยรูซาเล็ม ก่อนจะถึงเทศกาลสำคัญของยิว คือ เทศกาลปาสโอเวอร์ (Passover) ซึ่งผู้คนจะหลั่งไหลกันมาชุมนุมอยู่เนื่องแน่น เพื่อจะได้ถือโอกาสแสวงประโยชน์สร้างมวลชนอย่างเป็นกลุ่มเป็นก้อนขึ้นเลยทีเดียว ไม่ต้องไปเหน็ดเหนื่อยเก็บเล็กผสมน้อยแบบไปเคาะประตูเทศน์เป็นรายบุคคล



เมื่อแรกไปถึง ..... ก็ปรากฏภาพอย่างน่าตื่นใจมาก คือมีผู้คนมาโห่ร้องต้อนรับกันอย่างล้นหลาม ถึงขนาดเปลื้องผ้าคลุมตัวออกปูลาดให้พระเยซูเหยียบไปเป็นศิริมงคลก็มี และมีเสียงแซ่ซร้องโห่ร้องต้อนรับอยู่เซ็งแซ่ เหมือนได้เห็นพระเจ้าเสด็จลงมาโปรดจากสรวงสวรรค์ว่า โฮซันนา โปรดก่อนพระเจ้าข้าฯ ทั้งนี้ก็เพราะเขาเชื่อกันว่าท่านเป็น พระเสสิอาห์ โอรสของพระเจ้าเดวิดที่คอยกันมานานแล้ว ซึ่งจะมานำทัพไปล้างอำนาจอันหฤโหดของพวกโรมันได้สำเร็จ แต่เมื่อพระเยซูประกาศพระวรศาสน์ในหลักการสู้แบบสันติไปได้สักพักหนึ่ง ผู้คนทั้งหลายก็ทยอยกันหลีกลี้หนีหน้าไปจนหมดสิ้นด้วยความผิดหวัง เพราะแทนที่เขาจะได้ฟังวาทะอันเฉียบคมเด็ดขาดปลุกเร้าให้ทุกคนเริงรบ แล้วชวนกันยกทัพไปลุยพวกโรมัน ถ้อยคำที่เขาได้ฟังกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เช่น ท่านสอนว่า เมื่อถูกเขาตบแก้มซ้าย จงยื่นแก้มขวาไปให้เขาตบเสียให้เข็ด หรือ จงมอบสิ่งที่เป็นของซีซาร์ให้แก่ซีซาร์ อะไรทำนองนี้ ทั้งนี้ก็โดยจุดประสงค์ดังที่ผู้รู้ท่านว่าไว้คือ มีพระประสงค์จะให้ประชาชนกระทำสันติภาพกับพระเจ้า



การกระทำสันติภาพกับพระเจ้า ..... ก็พอจะตีความได้ว่า เอาพระเจ้ามาช่วยปราบโรมัน คือ พยายามรุกเงียบเข้าไปยึดเอาพวกโรมันมาเป็นสาวกของพระเจ้าเสียให้ได้ โรมันก็จะเลิกทารุณยิวและหันมาเคารพนับถือฐานอาจารย์แทน อันเป็นความสำเร็จของยิวโดยไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อแต่ประการใด แต่ชาวยิวเมืองหลวงกำลังหน้ามืดไม่เข้าใจหลักยุทธศาสตร์ใหม่ เรื่องก็เลยมีผลแก่พระเยซูตรงกันข้าม คือเมื่อฐานมวลชนที่หวังว่าจะได้มา มีอันเป็นต้องสลายหายลับไปอย่างน่าใจหายอย่างนั้นแล้ว พวกนักบวชปุโรหิตทั้งหลายที่พระเยซูเคยด่าเขาไว้หนักหน่อย ก็ได้โอกาสลากเอาตัวท่านขึ้นตะแลงแกงไม้กางเขน และ เยาะเย้ยเหยียดหยามท่านอย่างสะใจ และมีข้อบ่งชี้อยู่ด้วยว่า พระเยซูเองก็อยู่ในสภาพของคนสิ้นหวัง หัวใจแตกสลายอย่างไม่มีชิ้นดี คือ เมื่อท่านสิ้นท่าถูกตรึงไม้กางเขนนั้น ท่านร้องเรียกหาพ่อแก้วแม่แก้วอย่างเสียงหลงทีเดียว ซึ่งน่าเชื่อว่า ท่านร้องดังและนานมาก จึงมีคนได้ยินและนำไปให้การไว้จนมีบันทึกอยู่อย่างชัดเจน เสียงร้องของท่านตอนนั้น คือ เอลิ เอลิ ลามา ซะบัคทานิ (Eli Eli Lama Sabachtani) แปลความว่า พระเจ้าของข้า ไฉนพระองค์ทรงละทิ้งข้าไป



ลงได้ตะโกนต่อว่าพระเจ้าแบบนี้แล้ว ..... ก็แสดงว่าในจิตในใจแหลกสลายไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว เป็นอันว่า แนวยุทธศาสตร์รุกเงียบที่สร้างความสำเร็จให้แก่พระเยซูในแคว้นกาลิลี จนท่านเกิดความหยามใจนั้น ได้พาท่านพลาดถลำอย่างจังในนครหลวงเยรูซาเล็ม ซึ่งความจริงแล้ว เรื่องราวทั้งหลายแหล่ ก็น่าจะสุดสิ้นลงเพียงแค่ความสิ้นสุดของพระเยซูนั่นแหละ ถ้าเป็นอย่างนี้ โลกมนุษย์ก็จะไม่ต้องประสพกับเรื่องร้ายๆ อีกมากมายในกาลต่อมา เช่น ไม่ต้องพบกับยุคมืดอันกินเวลานานถึงพันปี ไม่ต้องพบกับความหฤโหดของศาลศาสนา ซึ่งลากคอนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีคุณานุปการแก่สติปัญญาของโลกไปเผาทั้งเป็นเสียไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร เพราะเหตุที่ไปค้นพบความรู้ใหม่ที่ขัดแย้งกับความเชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลกเข้า ไม่ต้องพบกับสงครามครูเสด ซึ่งรบราฆ่าฟันกันไม่รู้แล้วรู้รอดเป็นเวลาเกือบ ๒๐๐ ปี ผู้คนล้มตายเสียนักต่อนัก จนกระทั่งสงครามในเลบานอน และในไอร์แลนด์เหนือ ก็คงจะไม่ต้องเกิดอาการให้โลกของเราต้องอีหลักอีเหลื่อกันอยู่ในทุกวันนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเวรเป็นกรรมอะไรของโลกมนุษย์ เรื่องราวไม่จบสิ้นของพระเยซูดังที่ควรจะเป็น แนวยุทธศาสตร์แบบรุกเงียบตามอุดมการณ์ กระทำสันติภาพกับพระเจ้านี้ ได้มีการสืบทอดเจตนารมณ์ต่อมาอีก และบรรลุผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในกาลต่อมา



คือเมื่อสิ้นพระเยซูแล้ว ..... ก็หาได้สิ้นเชื้อพระเยซูเสียทีเดียวไม่ ยังคงมีสาวกใกล้ชิดอยู่อีก ๑๑ คน เตลิดหนีเอาตัวรอดมาได้ แต่ก็คงไม่ใช่เก่งกาจชนิดล่องหนดำดินปีนฟ้าอะไรในการหลบหนี พวกที่คิดฆ่าแกงก็คือคนยิวด้วยกันนั่นแหละ คงเห็นว่าเด็ดยอดได้เสียแล้วก็พอแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องไปจองล้างจองผลาญพวกลูกกระจ๊อกอะไรให้บาปกรรมไปอีกเปล่าๆ พวก ๑๑ คน ก็เลยรอดชีวิต แต่หาได้สิ้นฤทธิ์ไม่ เขาก่อตัวขึ้นเป็นนิกายใหม่ชื่อนิกายซารีน และประกาศหลักธรรมคำสอนสืบสันคติพระอาจารย์ต่อมา และเป็นการบังเอิญเหลือเกินที่โลกนี้มีคนอยู่อีกคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นคนสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์ เขาผู้นี้ปรากฏโฉมขึ้นมาหลังจากที่พระเยซูสิ้นไปไม่นานนัก และไม่เคยรู้จักหน้าตาพระเยซูแต่ประการใด แต่กระนั้น ก็ได้ช่วยให้เจตนารมณ์รุกเงียบของพระเยซูบรรลุถึงจุดสำเร็จเกินคิดเกินฝันในกาลต่อมา คนๆ นี้เป็นยิวเหมือนกัน แต่เป็นยิวชั้นสูงสังกัดในวรรณะฟารีซี คือชนชั้นผู้คงแก่เรียนของยิว ท่านเปรียบเทียบว่า คือพราหมณ์ในยิว ชื่อเดิมว่า ซอล (Saul) แต่ต่อมาเปลี่ยนเป็น ปอล เมื่อได้อุทิศตัวเองเข้ามาผลักดันศาสนาคริสต์ให้ยิ่งใหญ่ไพศาลแล้ว ซอล เป็นชาวเมืองตารซูส และต่อมากลายเป็นคนเด่นที่สุดในเมืองนี้ จึงมีชื่อติดประวัติศาสตร์ว่า ซอล แห่งดารซูส (Saul of Tarsus)



ในฐานะที่เป็นลูกหลานของผู้ดีมีตระกูล ..... ซอลจึงได้รับการศึกษาระดับสูงกว่าชาวยิวธรรมดาสามัญทั่วไป มีความรู้ในวิชาชั้นสูงของยิวในสมัยนั้น คือวิชากฎหมายของพวกรับบี รู้ภาษากรีก และนักประวัติศาสตร์ ท่านสันนิษฐานว่าคงจะได้รับการศึกษาเรื่องของกรีก จากเมืองอาเลกซานเดรียมาแล้วเป็นอย่างดี เทียบกับสมัยนี้ ก็คงจะกระทบไหล่ดอกเตอร์ได้เป็นอย่างดีนั่นแหละ และไม่ใช่ดอกเตอร์ห้องแถวที่ไปเที่ยวซื้อปริญญาบัตรมาจากโบสถ์ใดโบสถ์หนึ่ง สำหรับเอามาโม้ให้เพื่อนร่วมชาติตื่นเต้นกันเล่นเสียด้วย บุคคลผู้นี้มีลักษณะพิเศษในเรื่องนิสัยใจคอจนมีบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ดังนี้ ซอล มีนิสัยชอบใครหรือชังใครก็เป็นไปอย่างรุนแรง เมื่อได้ยินว่ามีพวกนาซารีนมาแสดงธรรม ก็มีความโกรธเป็นกำลัง ถึงกับชักดิ้นชักงอ กล่าวกันว่า ซอลเป็นคนมีโรคลมบ้าหมูและมีอารมณ์แปลกๆ ผิดสามัญ ถ้าลงได้ทำอะไรก็ทำอย่างเอาจริงเอาจัง เป็นผิดปรกติทีเดียว การเป็นคนมีวิชาความรู้สูงและมีนิสัยสู้ตายในการทำงานอย่างผิดมนุษย์ แบบนี้แหละที่ทำให้ ซอล เป็นบุคคลสำคัญที่สุดในศาสนาคริสต์ อันมีผลทำให้ยุทธศาสตร์แบบรุกเงียบของพระเยซูบรรลุผลสำเร็จเกินคิดเกินฝันในกาลต่อมา แรกทีเดียวเขาชิงชังพวกนาซารีนยิ่งนัก หมายมั่นปั้นมือจะทำลายล้างให้หมดสิ้นให้ได้ จนถึงกับพากเพียรเดินทางไปกรุงเยรูซาเล็มดามัสกัส ซึ่งเป็นเมืองหลวงของซีเรียในปัจจุบันเพื่อจะไปเล่นงานพวกนาซารีน ซึ่งกำลังไปปักหลักแผ่บารมีอยู่ที่นั่น แต่ระหว่างทางเกิดอาการประสาทหลอนเห็นพระเยซูมาขวางหน้า และต่อว่าต่อขานอย่างแรงทำให้เกิดความหวาดกลัวเต็มแก่ ถึงกับตัวสั่นงันงกทีเดียว แล้วจากนั้นมาก็เลยเชื่อว่าพระเยซูเป็นเมสสิอาห์จริง และแทนที่จะไปเล่นงานพวกนาซารีนให้หมอบกะแตกลับเป็นว่า ซอล เองไปหมอบราบคาบแก้วสวามิภักดิ์กับพวกนาซารีน และเป็นหัวเรียวหัวแรงสำคัญในการเผยแพร่ลัทธิพระเยซูเป็นการใหญ่ จนได้เป็นหัวหน้านิกาย มีผลงานแผ่กว้างออกไปอย่างรวดเร็ว เพราะมีความรู้ความสามารถสูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษากรีกที่เป็นภาษาประจำปากของ ซอล นั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการเผยแผ่ นักประวัติศาสตร์ท่านได้กล่าวถึงบุคคลผู้นี้ไว้ในตอนนี้ว่า



ซอล ..... ได้กลายเป็นผู้ประกาศศาสนาอันยิ่งใหญ่ว่าด้วยพระคริสต์ผู้ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน ได้จาริกเดินทางไปยังที่ต่างๆ ตลอดไปในอาณาจักรโรมัน แม้กรุงเยรูซาเล็มโรมซอล ก็ไปถึง สำหรับผลงานของ ซอล ต่อศาสนาคริสต์นั้น ได้รับเกียรติอันสูงส่งจากนักประวัติศาสตร์ว่า เขาต่างหากที่เป็นผู้ตั้งศาสนาคริสต์ หาใช่พระเยซู หรือ สานุศิษย์ในนิกายนาซารีนไม่ โดยกล่าวว่าพระเยซูไม่ใช่ผู้ทรงตั้งศาสนา ซึ่งโลกเรียกว่าศาสนาคริสต์ ฯลฯ ส่วนสาวกโดยตรงของพระเยซู ก็ไม่ได้เป็นผู้สร้างสรรค์ลัทธิความเชื่อขึ้นใหม่ ท่านเหล่านั้นก็ยังเป็นยิว และปฏิบัติศาสนาอย่างยิว ฯลฯ ซอลเอง ซึ่งเป็นนักศึกษาหนุ่มในวรรณะฟารีซี ก็ไม่ใช่เป็นผู้ตั้งลัทธิศาสนานี้ แต่เป็นอีกคนหนึ่งชื่อ ปอล ซึ่งเป็นชาวนครแห่งกรุงเยรูซาเล็ม โรม เป็นผู้ตั้งศาสนานี้ ปอล ก็คือซอล นั่นเอง เพราะเมื่อซอลมาเลื่อมใสเข้านิกายนาซารีนแล้ว ได้เปลี่ยนชื่อของตนมาเป็น ปอล เพราะฉะนั้น ในตัวคนเดียวกัน จึงเป็นทั้งปอลและซอลอันเป็นปฏิปักษ์กัน ซอลสิ้นชีพเมื่อ ค.ศ. ๖๗ ทำงานอย่างเอาเป็นเอาตายในการเผยแผ่ศาสนาในแนวรุกเงียบของพระเยซูอยู่ ๓๐ ปี มีผลงานกว้างใหญ่ไพศาลดังที่นักประวัติศาสตร์ได้ยกย่องสรรเสริญไว้ ดังนี้ตามเรื่องอันเป็นปรัมปราว่า ปอล ได้ถูกชาวโรมันประหารชีวิตโดยตัดคอเมื่อคริสต์ศักราชล่วงแล้วได้ ๖๗ ปี ปอล ได้ทำงานเผยแผ่ศาสนามาเห็นจะเป็นเวลาได้ ๓๐ ปี และตลอดเวลานี้จนถึงวันที่ตายไป ความคิดเห็นเรื่องพระคริสต์เจ้าของปอล ได้แพร่หลายและฝังรากหยั่งลึกอยู่ในจิตใจของประชาชนอาณาจักรโรมันอันกว้างไกล เป็นลัทธิศาสนาที่ตัดขาดจากลัทธิศาสนายูดาย โดยถือเอาวันอาทิตย์ของลัทธิมิถระแทนวันสับบาสของยิว และนำเอาลัทธิพิธีกรรมของศาสนามิถระมาใช้ในการพลีบูชาในโบสถ์หรือเทวาลัยของตน



เป็นอันว่า ..... จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในทางวิชาการของโลกนั้น ปอล ซึ่งเดิมชื่อ ซอล นักศึกษาผู้คงแก่เรียนชาวยิวแห่งเมืองดารซูส เป็นผู้นำเอาลัทธิศาสนาตามแนวทางของพระเยซูจากดินแดนยิว ไปประดิษฐานลง ณ ใจกลางแห่งอาณาจักรโรมัน และยึดจิตใจของชาวโรมันทั่วอาณาจักรไว้ได้ในกำมือ ลองพิจารณาดูเถอะ ผลสัมฤทธิ์แห่งพฤติการณ์ณ์นี้คืออะไร? คือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่แห่งยุทธศาสตร์รุกเงียบตามอุดมการณ์ กระทำสันติภาพกับพระเจ้า อันเป็นเจตนารมณ์ของพระเยซูใช่หรือไม่ ? การทำสันติภาพกับพระเจ้าก็คือค่อยๆ แซกซึมเข้าไปทำให้ชาวโรมันหมอบราบคาบแก้วอยู่ใต้ร่มเงาของพระเจ้า กลายเป็นลูกศิษย์อาจารย์เดียวกับยิว เสร็จแล้วยิวก็รอดจากการกดขี่ข่มเหงของพวกโรมัน จะเห็นชัดว่า ผลสำเร็จแห่งการประกาศศาสนาที่กระทำกันมานั้น คือผลทางการเมืองโดยตรง ส่วนการพ้นบาปดึกดำบรรพ์นั้น เป็นแต่เพียงกุศโลบายเพื่อการจูงใจเท่านั้น และต่อมาผลสำเร็จทางการเมืองอันนี้ยิ่งลึกซึ้งไพศาลและเป็นตัวเป็นตนยิ่งขึ้น คือเมื่อมาถึงรัชสมัยของพระเจ้าคอนสแตนติน พวกคริสต์เตียนได้มีส่วนเป็นฐานอำนาจให้พระองค์ ได้ขึ้นครองบัลลังก์และกลายเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งยงองค์หนึ่งของโรมัน ศาสนาคริสต์จึงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นศาสนาประจำชาติ จนกระทั่งสามารถแผ่อำนาจคลุมยุโรปได้ทั้งหมด ทำให้ สัตปาปาประมุขแห่งศาสนาคริสต์ ทรงอำนาจวาสนาถึงขนาดประกาศตัวเป็น พระราชาแห่งพระราชาทั้งปวงเอาทีเดียว



เมื่อข้อเท็จจริงมันปรากฏชัด ..... อยู่ในประวัติความเป็นมาเช่นนี้ คนที่ไม่หลงเขลาจนเกินไป ย่อมจะตระหนักอยู่เป็นอย่างดีว่า แนวทางของศาสนาคริสต์นั้น คือแนวทางแห่งการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์เพื่อตัวเอง ซึ่งแนวทางแบบนี้ ย่อมมีโอกาสที่จะกลายเป็นแนวทางแห่งสงครามได้เสมอ เพราะการแสวงหาอำนาจและประโยชน์เข้าตนนั้นไปๆ ก็จะต้องไปกระทบกับการแสวงหาอำนาจและประโยชน์เข้าตนของคนอื่น ก่อให้เกิดภาวะขัดกันขึ้น เมื่อการขัดกันนั้น มิใช่การขัดกันแบบคนต่อคน แต่เป็นการขัดกันระหว่างสังคมกับสังคม มาตรการตัดสินของโลกชั้นสุดท้ายก็มีอยู่แต่ประการเดียว คือทำลายล้างกันจนสิ้นฤทธิ์หมดแรงต้องยกธงขาวกันไปข้างหนึ่ง ดังจะเห็นได้ว่า ตลอดเวลาแห่งประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์ มีการห้ำหั่นกันในรูปของสงครามมาโดยตลอด กับคนต่างพวกต่างศาสนากันบ้าง กับพวกเดียวกันเองที่แตกแยกเป็นนิกายออกไป จนประวัติศาสตร์ต้องบันทึกไว้ด้วยความเศร้าสลดในชื่อว่า สงครามศาสนา (Religious Wars) บ้าง ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพราะต่างฝ่ายต่างก็แสวงอำนาจและผลประโยชน์เข้าตัวในแนวทางเดียวกัน การชนกันก็เป็นเรื่องที่หนีไม่พ้น เท่าที่กล่าวมานี้ คงจะมีสานุศิษย์ของพระเยซู และท่านผู้มีดวงจิตอันบรรเจิดเลิศมนุษย์ตำหนิว่า เป็นการจ้วงจาบหยาบช้า มองศาสนาคริสต์ด้วยสายตาอคติเป็นแน่ทีเดียว เพราะการมองตัวเองด้วยจิตสำนึกที่ยอมรับความผิดของตัวเองนั้น ย่อมหาไม่ได้ในบรรดาผู้ที่หลงตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม หากยังมีเศษสำนึกแห่งความถูกต้องเหลืออยู่บ้างสักนิดแล้ว ก็ขอให้ท่านสงบใจเหลือบตามองสักแวบหนึ่งเถอะว่า ที่ชาวคริสต์ดำเนินบทบาทพล่านๆ กันอยู่ทั่วโลกทุกวันนี้ เป็นบทบาทในทางการเมืองใช่ไหม? คือบทบาทที่จะแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์เข้าตัวเองนั่นแหละ โดยเล็งเป้าอำนาจและผลประโยชน์กันอย่างสูง คือบัลลังก์อำนาจของรัฐทีเดียว



ในอเมริกาแถบลาตินอเมริกานั้น พวกบาทหลวงคาทอลิก กำลังทำอะไรกันอยู่? ..... ถึงกับเข้าร่วมมือกับพวกคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นศัตรูกันในหลักการโดยตรงยึดอำนาจรัฐก็มี เช่น ในนิคารากัวบาทหลวงเข้าครองตำแหน่งการเมืองร่วมกับรัฐบาลคอมมิวนิสต์ตั้งหลายตำแหน่ง และในอีกหลายแห่งกำลังหันไปทางซ้ายอย่างแรงจนบางแห่งประกาศอย่างชัดเจนที่จะเล่นบทรุนแรงแบบคาร์ลมาร์กซ์ แทนบทรุกเงียบแบบพระเยซูด้วยซ้ำไป จนพระสันตะปาปาเองนั่นอยู่ในวังวาติกันไม่ติด ต้องพล่านไปพล่านมาระหว่างวาติกันกับลาติอเมริกา ในฟิลิปปินส์บาทหลวงขุนนางวาติกันตำแหน่งพระคาร์ดินัลชื่อว่า ไฮเมซิน ก็เล่นบทหนักปลุกระดมพวกคาทอลิกให้ล้มมาร์กอส ทั้งนี้เพื่อให้เกิดอำนาจต่อรองแก่ตัวเอง ที่จะเข้าไปมีส่วนครองอำนาจรัฐ โดยเสนอขอให้รัฐบาลตั้งสภาแห่งชาติขึ้น โดยมีฝ่ายศาสนาคาทอลิกเข้าไปกุมอำนาจร่วมด้วย กรณีเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงที่เห็นตำตาอยู่ในปัจจุบัน จึงเป็นหลักฐานยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น มิใช่หาเรื่องมาใส่ร้าย แต่เป็นอย่างตีแผ่ความจริงให้ได้เห็นกันต่างหาก หรือจะเหลือบไปดูโครงสร้างของวาติกัน เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันที่มั่นคงขึ้นอีกหน่อยก็ได้ วาติกันนั้น มีทุกสิ่งทุกอย่างตามแบบที่กฎหมายระหว่างประเทศยอมรับในฐานะเป็นประเทศๆ หนึ่ง มีโครงสร้างกลไกเป็นศูนย์กลางแห่งอาณาจักรคาทอลิกอันไพศาล ซึ่งเขาเรียกว่า ศาสนจักร แม้ทุกวันนี้วาติกันยังดำรงจิตสำนึกว่า อาณาจักรคาทอลิกนั้น คือ อาณาจักรเหนืออาณาจักรทั้งปวง แบบที่พระสันตะปาปาเคยเป็น พระราชาแห่งพระราชาทั้งปวงในสมัยโบราณนั่นแหละ ข้อเท็จจริงอันนี้ปรากฏชัดในข่าวต่างประเทศเมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๗ (ค.ศ. ๑๙๘๕) คือปรากฏข่าวใน ที.วี. ว่า ประมุขของวาติกันไปเยือนประเทศเวเนซูเอล่า ได้ไปประกาศตำหนิประเทศเวเนซูเอล่า ซึ่งเป็นเจ้าภาพรับรองต่อหน้าคนเรือนล้านว่า เวเนซูเอล่าชอบใช้ชีวิตตามความพอใจ



ลองคิดดู ..... ประมุขของประเทศหนึ่งเป็นอาคันตุกะ หรือ แขกเมืองไปเยือนอีกประเทศหนึ่ง แล้วไปประกาศตำหนิประเทศเจ้าภาพที่ตนไปเยือนนั้น อย่างหน้าเฉยตาเฉยแบบนี้ ถือว่าเป็นพฤติกรรมอันถูกต้องดีงามในระบบการเจริญสัมพันธไมตรีอยู่หรือ? แน่นอนที่สุดย่อมมิใช่ครรลองอันถูกต้องในระบบการเจริญสัมพันธไมตรีไม่ว่ายุคนี้หรือยุคไหนๆ แต่องค์ประมุขแห่งวาติกันก็ได้กระทำการอันนี้ไปแล้ว เมื่อไม่นานมานี้เอง และคงจะทำอยู่เสมอๆ ในประเทศต่างๆ ท่านทำด้วยความสำนึกอันใดเล่า? ก็เห็นจะไม่มีความสำนึกอันใดอื่น นอกจากความสำนึกที่ฝังใจอยู่ว่า ประเทศทั้งหลายนี้ คือเมืองขึ้นทางศาสนาของท่าน โดยที่ท่านยังหลงตัวเองว่ายังเป็น คิง ออฟ คิง อยู่เหมือนเดิม ดังนั้นเมื่อท่านเห็นว่าประเทศที่เป็นสาวกบริวารของท่าน ทำอะไรไม่ชอบมาพากล ท่านจึงต้องตำหนิและดุว่าเป็นธรรมดา ถ้าจะมองเป็นภาพก็มองได้ว่า ท่านยังต้องกางข้อแห่งอำนาจราชศักดิ์ของท่านอยู่เต็มโลกนั่นเอง เมื่อเป็นแบบนี้ ข้อของท่านที่กางอยู่นั้น วันดีคืนดีก็ย่อมจะไปชนเข้ากับข้อของคนอื่น ที่กางอยู่แบบเดียวกัน เมื่อข้อต่อข้อชนกัน สงครามก็เป็นสิ่งที่หลีกไม่พ้น



จึงสรุปได้อย่างสบายๆ แล้วว่า ..... ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนาสงครามอย่างแน่นอน และกำลังดำเนินบทบาทอันจะนำไปสู่สงครามอย่างน่ากลัวอยู่ในปัจจุบันนี้ ทั้งๆ ที่ปากของท่านพร่ำอยู่แต่คำว่าสันติภาพนั่นแหละ เพราะคำว่าสันติภาพของท่านนั้น ความหมายในทางปฏิบัติก็ คือการรุกเงียบตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมนั่นเอง ทั้งหมดที่กล่าวมาในตอนที่ว่าด้วยเรื่องศาสนาคริสต์นี้ หากท่านคาทอลิกผู้ใดจะมีรอยแค้นเกิดขึ้นในใจแล้ว ก็ขอได้โปรดย้อนกลับไปดูพฤติกรรมของพวกคาทอลิกของท่านเองบ้าง นักวิชาการคาทอลิกบังอาจวิจัยให้พระพุทธเจ้าของเรากลายเป็นทาสรับใช้ของพระเจ้าตน จนกระทั้งสัจธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ก็กล่าวว่า มาจากพระเจ้าของตน ซึ่งเป็นการดูหมิ่นพระบรมศาสดาในพระพุทธศาสนาของเราชัดๆ เมื่อมีการทักท้วง ก็เสแสร้งกล่าวว่า เป็นการมองพระพุทธศาสนาด้วยสายตาของชาวคริสต์ เราจึงจำต้องใช้หอกเล่มเดียวกันนั้น สำแดงเดชดูบ้าง คือทั้งหมดนี้ ก็เป็นการมองศาสนาคริสต์ด้วยสายตาของชาวพุทธนั่นแหละ

เพราะชาวพุทธนั้น มีปกติวิสัยมองอะไร ก็มองเข้าไปถึงเหตุผล และ ความเป็นจริง
ไม่ชอบมองด้วยอาการหลับหูหลับตา เขาว่าอะไรก็หลงเชื่อไปหมด
ถูกเขาตบหน้าบ้าง เจ็บอย่างไรเมื่อตบหน้าเขา เราก็เจ็บอย่างนั้น ...!!!





โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/11/2003 11:00 PM  (203.107.130.10)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 41  
     
  อื่ม....น่าสนใจนะครับ..  
     
    By: ทวี     27/11/2003 09:26 PM  (203.147.0.44)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 42  
     
  ผมเชื่อว่า.....ด้วยแก่นแท้ของทุกๆศาสนาล้วนคาดหวังให้คนนั้นทำความดี......อยู่กันฉันญาติมิตร.....ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน.....มิใช่ให้ชิงดีชิงเด่นหรือเข่นฆ่ากัน…..หรือหาความสำราญบนความทุกข์ของผู้อื่น.....
สาวกบางท่านบาง
คนก็มุ่งเผยแพร่คำสอนของศาสดาของตนเองโดยมีการสอดแทรกความรู้สึกส่วนตัว
ของท่านเหล่านั้นเข้าไปด้วย ทำให้เนื้อหาของคำสอนที่เป็นแก่นแท้บางส่วนถูกเบี่ยงเบนออกไปจากความเป็นจริง……บางครั้ง…..สาวกผู้สืบทอดศาสนาก็ตีความหมายของคำสอนผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง(บ่อยครั้ง…..ที่คำสอนมีความ หมายลึกล้ำยากที่จะเข้าใจความหมายที่แท้จริง) ไม่ว่าจะด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือจะด้วยความรู้เท่าถึงการณ์ก็ตาม…..ยิ่งมีการสืบทอดกันมานานเท่าไหร่ความผิดพลาดก็ยิ่งมากขึ้นมาด้วย……เปรียบเหมือนคนเดินทางที่หลับหูหลับตาเดินไปโดยไม่ได้ทบทวนเส้นทางที่เขากำลังเดินไปว่ามีความถูกต้อง และมีความเที่ยงตรงหรือไม่…..ดังที่เราทราบดีว่ามุมภายในของวงกลมเท่ากับ 360 องศา….ครึ่งวงกลมก็เท่ากับ 180 องศา…..ดังนั้น….จะพบว่าถ้าเราเดินออกนอกเส้นทางเพียง 1 องศา แต่ว่าเดินไปไกลๆก็จะยิ่งทำให้เราห่างจากเป้าหมายหรือจุดหมายได้เช่นกัน…..ยิ่งถ้ามีการเดินทางไปด้วยกันหลายๆคน ความขัดแย้งก็อาจจะก่อตัวขึ้น…..เมื่อมีความคิดเห็นที่แตกต่างก็นำมาซึ่งความแตกแยกภายในกลุ่ม……เดินทางไปในทางที่ตนเองเชื่อมั่นโดยไม่หันกลับไปดูคนอื่น……คิดๆไปก็คงไม่ต่างจากเลือดซึ่งถูกสูบฉีดมาจากหัวใจโดยผ่านเส้นเลือดใหญ่ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็แยกย้ายกันไปตามเส้นเลือดเล็กๆ แล้วก็กระจายเข้าสูู่่เส้นเลือดฝอย และจบลงที่ปลายทางคนละที่ …..ผมจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมในแต่ละศาสนาจึงมีหลายนิกาย แต่ละนิกายก็มีจุดเด่นเป็นของตนเอง และในอนาคตอาจจะมีความหลากหลายมากกว่านี้ก็เป็นได้
 
     
    By: โต     28/11/2003 09:54 AM  (192.55.18.36)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 53  
     
  ขออนุญาตเพิ่มเติมเล็กน้อยนะครับ (ค.ห. ๓๘ เกี่ยวกับเชื้อสายของพระเยซู)

คือในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่มีการไล่ genealogy ของพระเยซู 2 อัน คือใน St. Matthew 1 กับ St. Luke 3 ทั้งสองอันนั้นเป็นการไล่จากโยเซฟขึ้นไปแต่ปรากฏว่าพ่อของโยเซฟในอัรแรก(Jacob)กับอันที่สอง(Heli)คนละคนกันกัน งงน่าดู แต่ขออธิบายครับ

นักวิชาการไบเบิ้ลส่วนใหญ่อธิบายว่า genealogy อันแรกเป็นของโยเซฟตามที่คุณน้ำตาลเขียนถูกแล้ว แต่อีกหนึ่งอันเป็นของพระแม่มารี นั่นคือ Jacob เป็นพ่อแท้ๆของโยเซฟในขณะที่ Heli เป็นพ่อของพระแม่มารี หรืออีกนัยหนึ่ง Heli เป็นพ่อตาของโยเซฟ และ Heli กัย Jacob เป็นพี่น้องกัน นั่นคือโยเซฟกับพระแม่มารีเป็นญาติกัน

และในเมื่อทั้งสองสืบเชื้อสายมาจากเดวิด ดังนั้นจึงไม่ผิดครับที่บอกว่าพระเยซูสืบเชื้อสายมาจากเดวิด แต่ถ้าจะให้ชัดเจนก็ต้องบอกว่า เลือดของเดวิดอยู่ในพระเยซูผ่านทางพระแม่มารี

 
     
    By: P     24/03/2004 07:39 PM  (169.237.16.204)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 54  
     
  ขอเติมอีกอันนะครับ สำหรับความเห็นที่ ๔๐

" Eli Eli Lama Sabachtani แปลความว่า พระเจ้าของข้า ไฉนพระองค์ทรงละทิ้งข้าไป ลงได้ตะโกนต่อว่าพระเจ้าแบบนี้แล้ว ..... ก็แสดงว่าในจิตในใจแหลกสลายไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว"

จริงๆแล้วพระองค์ไม่ได้ตะโกนด่าพระเจ้าด้วยความสิ้นหวังหรืออะไรแบบนี้นะครับ พระองค์เพียงพูดตามที่พยากรณ์ไว้ใน Psalm 22 ครับ

"My God, my God, why hast thou forsaken me? why art thou so far from helping me, and from the words of my roaring?" - Psalm 22:1

อันนี้เป็น Psalm of David ซึ่งเขียนพยากรณ์ไว้ว่าพระ Messiah จะพูดเช่นนี้ การพูดของพระองค์ออกไปจึงเป็นอีกหลักฐานหนึ่งสำหรับชาวยิวว่าพระองค์เป็น Christ จริงๆ (คนเขียนไบเบิ้ลมักแทรกไว้เสมอว่า อันนั้นอันนี้เป็นไปตามคำพยากรณ์)

คือไม่เอาอะไรมากครับ สมมุติว่าเรื่องพระเยซูไม่จริงแต่เขาต้องการหาคนเข้าศาสนา เขาก็ต้องเขียนไบเบิ้ลยังไงให้น่าเชื่อถือที่สุด คือเกลี้ยกล่อมสุดชีวิต ไม่ make sense ที่จะเอาอะไรทางลบเกี่ยวกับพระเยซูมาลงใช่ไหมครับ ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่อะไรทางลบนะครับ สำหรับคนในศาสนา(เช่นผม)แล้ว สิ่งที่พระองค์พูดออกไปกลับเป็นการยืนยันว่าพระองค์เป็นใครต่างหาก ไม่ได้เป็นอะไรในทางลบเลย
 
     
    By: P     24/03/2004 07:55 PM  (169.237.16.204)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 57  
     
  ยินดี และ ขอบคุณมากคะ
โชคดีนะคะ


\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/
 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   24/04/2004 01:16 AM  (203.195.105.34)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 62  
     
  รู้สึกเหมือนโดนจุดธูปเรียกเลยขอออกความเห็นบ้างสิครับ

สงครามศาสนาที่แท้จริงควรเป็นสงครามทางความคิด รบกันไปหัวเราะกันไปก็ได้ การทำให้ฝ่ายใดเปลี่ยนความคิดได้ก็ถือว่าฆ่าพลพรรคฝ่ายนั้นได้ ดังนั้นจะชนะศัตรูได้ต้องรู้จักการให้เกียรติศัตรู

อ่านแล้วสนุกดีครับ แต่อยากฝากถึงหลายฝ่ายหลายคนว่าอย่ากังวลอะไรกันนักเลยครับทำใจให้สบายๆ เพราะหมากรุกหรือหมากล้อมระดับสูงนั้นมิได้วางแผนแค่ 3 หรือ 4 ชั้นหรอกครับ เค้าวางแผนตั้งแต่ต้นกระดานจนจบกระดาน ระหว่างเกมก็วางแผนปรับปรุงแก้ไขจากตานั้นไปจนจบกระดาน ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะล้มกระดานได้ จริงๆแล้วไม่มีใครอยากแบกภาระนี้กันหรอกเพราะรากมันงอกยาวถ้ามีแต่จอบก็เหมือนกับจับเสือมือเปล่า แต่ช่วยไม่ได้เพราะมันเป็นกรรมของแต่ละคน เหมือนคนที่ตกหลุมพลางตัวเอง จะต้องไปแคร์อะไรล่ะครับถ้าพญาเสือบอกให้ท่านบุกน้ำลุยไฟพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ จงปิติและภูมิใจเถิดเพราะเสือคือยมทูตหรือตุลาการแห่งพงไพรแม้แต่พุทธองค์ก็ให้เกียรติไม่กินเนื้อ มนุษย์ที่จะเป็นพญาเสือได้ร้อยปีพันปีจะมีได้ซักคนผู้ไม่มีสิทธิ์อย่าคิดเลียนแบบส่วนผู้มีสิทธิ์เค้าจะรู้ได้จากความพิสดารของตัวเค้าเอง

เพราะฉะนั้นหมายความว่าถ้าท่านไม่ผิดเค้าก็พร้อมจะแบกภาระชีวิตท่านตามกรรมของเค้า นี่คือวิถีทางลูกผู้ชายที่กล้าทำก็กล้ารับ "มีกรรมต้องชดใช้ จิตใจต้องปล่อยวาง"

 
     
    By: key_engineer     13/06/2004 07:55 AM  (210.86.209.67)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 63  
     
  สมัยจอมพลป. เป็นยุคที่คนไทยตื่นตัวเรื่องชาตินิยมกันมาก มีกลุ่มหนึ่งคือคณะเลือดไทย มีอุดมการณ์ว่า คนไทยต้องเป็นพุทธเท่านั้น

ซึ่งคณะเลือดไทยนี้มีตั้งแต่ชาวบ้านไปยันนักการเมือง

ในสมัยนั้นจึงมีการเบียดเบียนศาสนาคริสต์อย่างมาก(จริงๆแล้ว อิสลาม และขงจื้อ ก็โดนด้วย แต่คริสต์จะโดนรุนแรงที่สุด เพราะ คณะเลือดไทยมองว่าฝรั่งเศสเป็นคนมาเผยแพร่)

ในรายงานของพระสังฆราชกูแอง ประมุขมิสซังลาว (1925-1945) ลงวันที่ 29 สิงหาคมค.ศ. 1941 จากหอจดหมายเหตุของคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส สรุปสถานการณ์นี้ไว้อย่างละเอียดว่า

[color=Purple]"อันดับต่อไป หลังจากการเดินทางออกจากประเทศไทยของพวกเรา การเบียดเบียนศาสนา ก็เริ่มขึ้น คำสั่งที่บอกว่า 'ประชาชนชาวไทยมีเพียงศาสนาเดียวคือศาสนาพุทธ' กรมการรัก ษาดินแดน ซึ่งประกอบไปด้วยเยาวชนส่วนใหญ่ซึ่งมาจากโรงเรียนธรรมดา และเยาวชนที่มา จากแรงงาน กลุ่มเยาวชนแห่งชาติ ได้รวมตัวกันเป็นผู้จัดการเรื่องราวต่างๆ และเป็น เพชฌฆาต เขาก็ปล่อยให้พวกเยาวชนเหล่านี้ดำเนินการไป อันดับต่อไป พวกเขาก็จะจัดการ กับพวกพระสงฆ์ วัด และวัดน้อยต่างๆ" [/color]

การเบียดเบียนศาสนาในประเทศ

ในระหว่างปี ค.ศ. 1940-1944



การเบียดเบียนศาสนาเกิดขึ้นจากความรู้สึกเป็นศัตรูต่อฝรั่งเศสและศาสนาที่ถูกถือว่าเป็นศาสนาของฝรั่งเศส ประกอบกับลัทธิชาตินิยมที่เกิดขึ้นในเวลานั้น ลัทธิชาตินิยมนี้ถือว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทย คนไทยคือคนพุทธ แม้แต่พระมหากษัตริย์ยังเป็นพุทธมามกะด้วย

ในช่วงระยะเวลานี้ มีการออกใบปลิว บทความ และประกาศชักชวนมากมาย เพื่อปลุกเร้าให้รักชาติ และให้รู้แจ้งเห็นจริง เจ้าอาวาสวัดศรีมหาโพธิ์ ตำบลบ้านหลุม จังหวัดสุโขทัย ได้ตีพิมพ์บทเทศน์ของท่าน เผยแพร่ไปทั่วประเทศในปลายปี ค.ศ. 1939 เพื่อปลุกเร้าให้คนไทยทุกคนช่วยกู้ ช่วยบำรุงประเทศชาติ และพระพุทธศาสนาของคนไทยให้เจริญก้าวหน้า ดังข้อความต่อไปนี้:


"อำนาจอันศักดิ์สิทธิ์อำนวยประโยชน์สูงสุดโดยตรงและโดยอ้อม ก็มีศีลธรรมพุทธศาสนา พระศรีรัตนไตรเท่านั้น จึงเจริญก้าวหน้ามีตำแหน่งสูง มีรายได้มาก ทำมาหากินเจริญสมบูรณ์ตามๆ กัน"


ในเอกสารนี้เอง ยังได้กล่าวโจมตีศาสนาอื่น โจมตีหลักคำสอนของศาสนาคริสต์ และให้ ทุกคนถอนตัวออก ก่อนที่จะหลงทาง ดังมีข้อความดังนี้:

"เขาเอาศาสนาพร้อมด้วยเครื่องล่อมาเกลี้ยกล่อมพวกไทยเราจนเป็นเมืองขึ้นเขา ต้องขนเงินส่งเขา ต้องอยู่ในอำนาจบังคับเขา บางศาสนาก็คุยโม้อวดอ้างว่า สิ่งในโลก พระเป็นเจ้าเป็นผู้สร้างน้ำให้มนุษย์กิน สร้างดิน ลมไฟ ให้มนุษย์อาศัย และรับบาปของใครๆ หมด ถ้าชาวไทยคนดีจะช่วยกันคิดและพิจารณาว่า น้ำมีเชื้อโรค มนุษย์กินเป็นอหิวาต์ตาย น้ำมาท่วมของไร่นาฉิบหาย ลมและอื่นๆ พัดบ้านเรือนพังพินาศไป ใครเป็นผู้สร้าง ทำไมไม่สร้างพอดีๆ"

คณะเลือดไทย

คณะเลือดไทยคือกลุ่มคนไทยที่อ้างตัวเองว่าเป็นผู้รักชาติ ทำหน้าที่สนับสนุนนโยบายต่างๆ ของ รัฐบาล เพื่อส่งเสริมความเป็นชาตินิยม [color=Maroon]ดังนั้น สมาชิกของคณะทุกคนจึงถูกปลูกฝังให้มีจิตสำนึกว่า "ศาสนา โรมันคาทอลิก เป็นศาสนาต่างชาติ เป็นศาสนาของศัตรู ผู้ที่นับถือศาสนานี้ก็เป็นศัตรูของชาติไทย" [/color] ฉะนั้น เลือดไทยทุกคนต้องช่วยกันหาทางกำจัดศัตรูของชาติเหล่านี้ให้หมดไป ทั้งทางตรงและทางอ้อม

คณะเลือดไทยเริ่มก่อตั้งขึ้นที่นครหลวง และได้แพร่กระจายไปตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น คณะเลือดไทยเชียงใหม่, คณะเลือดไทยสาขาพนัสฯ และคณะเลือดไทยพระประแดง เป็นต้นคณะเลือด ไทยเหล่านี้ได้ออกใบปลิว บทความ และบัตรสนเท่ห์ เพื่อเชิญชวนให้คนไทยหันมารักชาติและทำการต่อ ต้านศาสนาคาทอลิก

คณะเลือดไทยมีอิทธิพลอย่างมากต่อคนไทยในเวลานั้น และบันดาลให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย ที่แสดงว่าเป็นการเบียดเบียนศาสนาคริสต์ ทั้งนี้มาจากความสำนึกของคนไทยโดยทั่วๆ ไปในเวลานั้น เรา จะแสดงถึงการเบียดเบียนศาสนาพอเป็นตัวอย่างดังนี้

การเบียดเบียนศาสนาจากหลักฐานเอกสาร

การสู้รบระหว่างไทยและฝรั่งเศสเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1940 หลังจากนี้ไม่นาน นัก พระสังฆราชแปร์รอสได้เขียนรายงานเกี่ยวกับการเบียดเบียนศาสนา ถึงพระสังฆราชดราปิเอร์ ผู้แทน พระสันตะปาปาในอินโดจีน ลงวันที่ 29 ธันวาคม ค.ศ. 1940 เพื่อรายงานถึงเหตุการณ์ต่างๆ ของการ เบียดเบียนศาสนาในเวลานั้นให้ทราบ (รายละเอียดดูได้จาก A.M.E., Bangkok, DI 140-20)

อันที่จริง นับตั้งแต่มีการสู้รบกัน กรมตำรวจได้ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดการกับคนเชื้อชาติ ฝรั่งเศสที่อยู่ตามจังหวัดต่างๆ โดยแบ่งคำสั่งออกเป็น 4 ข้อด้วยกัน เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1940 คือนับตั้งแต่วันแรกที่มีการประกาศสงครามกัน (สารสาสน์ ฉบับที่ 1 ปีที่ 25, มกราคม ค.ศ. 1941, หน้า 48-49) คณะเลือดไทยมีจุดมุ่งหมายต่อต้านศาสนาคริสต์โดยตรง อันแสดงถึงการเบียดเบียนศาสนาจาก ส่วนของประชาชนชาวไทย เอกสารของคณะเลือดไทยมีดังนี้

“ที่เกิดของคณะเลือดไทยเราคือ จังหวัดพระนคร แล้วได้กระจายออกไปทุกหนทุกแห่ง เช่น “คณะเลือดไทยเชียงใหม่” เชื่อว่าพวกเราทั้งหลายคงได้พบข่าวจากหนังสือพิมพ์บางฉะบับลง ข่าวว่า “คณะเลือดไทยเชียงใหม่” ได้พร้อมใจกันไม่ยอมทำการติดต่อกับพวกบาดหลวงและ นางชี ตลอดจนพวกที่นิยมลัทธิสาสนาโรมันคาธอลิก มีอาทิเช่น ไม่ยอมขายอาหารให้แก่คนจำ พวกนี้ โดยที่ถือว่าบุคคลจำพวกนี้เป็นสัตรูของชาติไทย และพร้อมพร้อมกันนี้ กรรมกรรถทุก ชะนิดไม่ยอมให้บุคคลจำพวกที่ได้กล่าวนามมาแล้ว โดยสารรถยนต์ของตน ถึงแม้ว่าพวกเขา จะได้รับค่าจ้างอย่างแพงแสนแพง เขาก็หาได้พึงปรารถนาไม่ และ “คณะเลือดไทย” ในจังหวัด พระนครซึ่งเป็นที่มาแห่งคณะเลือดไทย ก็ไม่ยอมทำการซื้อสิ่งของที่เป็นของชนชาติสัตรูกับ เรา และพวกที่นิยมลัทธิของสัตรูเป็นอันขาด

นี่คือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของพวกเราชาวไทย “สาขาคณะเลือดไทยพนัส” รู้สึกปลาบปลื้มยิ่ง นักในความสำเร็จอันใหญ่หลวงของคณะเลือดไทยที่ได้ปฏิบัติมาทุกๆ คราว สุดที่จะหาคำใด มากล่าวให้ดียิ่งกว่านี้ได้

ฉะนั้น “สาขาคณะเลือดไทยพนัส” จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ร่วมกันว่า นับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เราเลือดไทย จะไม่ยอมให้บุคคลจำพวกที่ได้กล่าวนามมาแล้วข้างต้น โดยสารรถยนต์ หรือยอมรับใช้ ตลอดจนการสนับสนุนด้วยประการใดๆ ดังกล่าวมาแล้ว เพราะเลือดไทยถือว่าบุคคล เหล่านี้เป็นสัตรูของชาติไทยเรา และพวกที่นิยมลัทธิของสัตรู พวกเราถือว่า เขาลืมชาติ ลืม ศาสนาอันแท้จริงของเขาเสียสิ้น มัวเมาไปหลงนิยมลัทธิอันเป็นสัตรูของเรา พวกเราจงนึกดูซิ ว่าที่รัฐบาลจับพวกแนวที่ 5 ได้นั้น เขาเหล่านี้ก็คือพวกที่นับถือสาสนาโรมันคาธอลิกซึ่งได้รับ คำสั่งสอนของสัตรู คอยหาโอกาสที่จะเอาพวกเราเป็นทาสของเขา ตลอดจนทำลายชาติของ เราให้ย่อยยับไป พวกเราต้องระวังแนวที่ 5 นี้จงมาก และช่วยกันกำจัดลัทธิอันนี้ให้สิ้นเชิง

พวกพี่น้องทั้งหลาย จงอย่าลืมว่าพวกเราชาวไทยได้รับความขมขื่นมาแล้วเป็นจำนวนตั้ง70 ปี บัดนี้เป็นศุภนิมิตต์อันดีงามของพวกเราแล้ว “สาขาคณะเลือดไทยพนัส” จึงขอร้องให้พวกเรา เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ช่วยกันขับไล่ชนชาติที่เป็นสัตรูของเรา ให้เขานำลัทธิอันแสนอุบาทว์นี้ ออกไปเสียจากแหลมทอง แล้วญาติพี่น้องของเราที่หลงงมงายอยู่ จะได้กลับมายัง แนวทาง เดิมที่บรรพบุรุษของเราที่ได้อุตส่าห์สร้างสมไว้เพื่อลูกหลานเหลนชั้นหลัง”

[color=Brown] หลังจากนั้น อีก 2-3 เดือนต่อมา พระสังฆราชแปร์รอสได้เขียนจดหมายถึงนายโรเชร์ การ์โร กงสุล ฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ลงวันที่ 24 เมษายน ค.ศ. 1941 รายงานเกี่ยวกับการเบียดเบียนศาสนาโดย คณะเลือดไทยหลายเรื่องต่อมา พระสังฆราชแปร์รอสได้เขียนจดหมายถึงศูนย์กลางคณะที่กรุงปารีสรายงาน เกี่ยวกับการเบียดเบียนศาสนาที่มียิ่งทียิ่งรุนแรงขึ้นว่าดังนี้

“การเบียดเบียนต่อศาสนาคาทอลิกได้เริ่มขึ้นวันที่ 20 พฤศจิกายน 1940 เวลา 10.00 น.ตอน เย็น บรรดามิชชันนารีฝรั่งเศสที่พักอาศัยอยู่ในจังหวัดต่างๆ ของไทยที่เกิดกรณีพิพาทอินโด จีน แต่ละองค์ต่างก็ได้รับการเยี่ยมเยือนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนาย ซึ่งบังคับให้พวกเขา ติดตามไปที่สถานีตำรวจ ที่นั่น เขาได้ป้อนคำถามต่อบรรดามิชชันนารี ต่อจากนั้นได้ให้พวก เขาลงชื่อด้วยการสัญญาว่าจะเดินทางออกจากพื้นที่ภายในเวลา 48 ชั่วโมง วันรุ่งขึ้น มิชชัน นารี แต่ละองค์ได้เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ พร้อมกับมีคำสั่งห้ามเดินทางออกไป ข้าพเจ้าได้ ส่งบรรดาพระสงฆ์พื้นเมืองจากวัดอื่นไปทำหน้าที่แทนพวกเขา พระสงฆ์ 2 องค์ในจำนวนเหล่า นี้ ทั้งๆ ที่เป็นคนไทย ได้ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและถูกใส่ความกล่าวหาว่า "เป็นแนวที่ 5"; ถูกจองจำในคุกเป็นเวลา 3 เดือนในตอนแรก พวกเขาถูกตัดสินในเดือนมีนาคมให้จำคุกคน ละ 2 ปี พระสงฆ์ไทยองค์ที่ 3ถูกขังอยู่ในคุกตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม ยังคงรอคอย การพิพากษาและคำตัดสินโดยไม่มีความผิด

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ รัฐบาลไทยได้เรียกประชุมอย่างเป็นทางการเพื่อทำให้พวกคริสตังละทิ้ง ศาสนา พวกลูกจ้างของรัฐบาลที่กรุงเทพฯ ได้รับคำสั่งให้ไปที่วัดมหาธาตุซึ่งเป็นวัดพุทธ [/color]
รัฐมนตรีหลายนายที่เป็นสมาชิกของคณะรัฐบาลได้ดำเนินการประชุม ด้วยการบอกกับบรรดา ผู้เข้าประชุมว่า พวกเขาต้องเซ็นชื่อลงในเอกสารที่เตรียมมาเพื่อการนี้เพื่อยืนยันว่าพวกเขา เป็นคนพุทธ ซึ่งจงรักภักดีต่อประเทศไทย คาทอลิกบางคนได้เซ็นชื่อ เช่นเดียวกับพวก โปรเตสตันท์จำนวนมาก, พวกที่นับถือลัทธิขงจื๊อ, พวกอิสลาม เป็นต้น แต่ส่วนมากได้ปฏิเสธ ทั้งๆ ที่ถูกใช้อำนาจในการเกลี้ยกล่อมทุกวิถีทาง รัฐบาลไทยในขณะนี้ถือว่าไม่ได้บังคับใครให้ เปลี่ยนศาสนา แต่แสดงความปรารถนาเพียงอย่างเดียวว่าประชาชนทุกคนควรนับถือศาสนา เดียวกัน แม้ว่าการประกาศเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อหลอกลวงสาธารณชนต่างชาติ ข้อเท็จจริง ก็คือว่าบรรดาลูกจ้างฝ่ายปกครองที่ไม่ประกาศตัวเป็นพุทธได้ถูกไล่ออกจากงาน บรรดาพ่อค้า ที่เป็นคริสตังถูกรวมหัวไม่ทำการค้าด้วย และห้ามซื้อสินค้าของพวกพ่อค้าคริสตัง พวกเกษตร กรและลูกจ้างแรงงานอื่นๆ ที่หาเช้ากินค่ำถูกเรียกตัวไปโดยนายอำเภอเพื่อทำการประชุมให้ ละทิ้งศาสนา ตราบใดที่พวกเขาปฏิเสธพวกเขาก็ถูกบังคับให้อยู่ที่นั่น ไม่สามารถไปทำงานได้ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาก็ไม่มีอะไรเลี้ยงตัวเองและครอบครัวของพวกเขา

 
     
    By: เปิดหูเปิดตา     17/06/2004 04:28 PM  (208.147.1.5)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 64  
     
  ภายหลังการประชุมให้ละทิ้งศาสนาที่จัดขึ้นทั่วทุกแห่งในวันเดียวกันการเบียดเบียนทำได้อย่างอิสระ: พวกผู้ก่อเหตุร้ายได้รวมตัวกันเป็น "คณะเลือดไทย" และอวดตัวว่าเป็นผู้ที่รัฐบาลสนับสนุน ในหมู่บ้าน คริสตังหลายแห่ง วัดคาทอลิกถูกโจมตีในระหว่างเวลากลางคืน ทุบทำลายไม้กางเขน, รูปปั้นต่างๆ, ศาสนภัณฑ์ศักดิ์สิทธิ์, ฉีกทำลายและทำทุรจารภาพวาดนักบุญต่างๆ และศาสนภัณฑ์ต่างๆ ขณะรอคอย เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งได้ไปแจ้งความและขอความช่วยเหลือ ก่อนที่เขาจะมา พวกผู้ก่อเหตุร้ายก็หนีไปแล้ว ดัง นั้น เขาจึงประกาศว่า เขาไม่เห็นอะไรเลยและไม่สามารถกล่าวโทษใครได้ ภายหลังที่มีการปล้นเกิดขึ้น ในเวลากลางคืน พวกผู้ก่อเหตุร้ายที่เหิมเกริมเพราะไม่ถูกลงโทษ ได้เข้าปล้นวัดต่างๆ กลางวันแสกๆ พร้อม ทั้งทำลายวัดนั้นๆ ซึ่งมีพวกคริสตังจำนวนไม่มากพอที่จะขัดขวาง ตำรวจที่ถูกเรียกตัวมาได้ตอบแบบเดิมๆ ว่า เขาได้รับคำสั่งไม่ให้ยุ่งเกี่ยว ข้าพเจ้าได้นำคำร้องทุกข์ไปยื่นต่อรัฐบาลที่กรุงเทพฯ ด้วยตนเอง แต่ก็ไม่มี ผลอะไร อธิบดีกรมตำรวจซึ่งข้าพเจ้ารู้จักและไปพบเกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้ตอบข้าพเจ้าอย่างชัดเจนว่าข้าพเจ้า ไม่ต้องมาด้วยตนเอง เพราะเขาทราบเรื่องดีแล้วจากจดหมาย อีกอย่างหนึ่ง จดหมายต่างๆ ของข้าพเจ้าได้ ตกค้างอยู่ และยังคงตกค้างอยู่โดยไม่ได้รับคำตอบ ในระหว่างเวลานั้น วิทยุกระจายเสียงภาษาไทยได้พูด สบประมาทพวกคริสตัง เยาะเย้ย และได้พูดเน้นในเวลาดียวกันว่าในประเทศไทย พวกคริสตังมีอิสระอย่าง เต็มที่ และมีความสุขมากกว่าพวกที่อยู่ในประเทศใดในโลก  
     
    By: เปิดหูเปิดตา     17/06/2004 04:31 PM  (208.147.1.5)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 65  
     
  เหตุการณ์การเบียดเบียนศาสนาทั่วประเทศ

โดย คุณพ่อวิกตอร์ ลารเก

ในระยะเวลานี้ คริสตชนตามที่ต่างๆ ได้รับการเบียดเบียนและถูกกลั่นแกล้งต่างๆ นานาศาสนสถานถูกทำลาย จากรายงานเรื่องการเบียดเบียนศาสนาในประเทศไทยระหว่างปี ค.ศ. 1940-1945 โดยคุณพ่อวิกตอร์ ลารเก ซึ่งจัดทำไว้เมื่อวันที่ 14 กันยายน ค.ศ. 1984 รายงานนี้บอกให้ทราบถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับการเบียดเบียนคริสตศาสนาทั่วประเทศ พร้อมทั้งได้รวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องเอาไว้ด้วยดังนี้

เหตุการณ์การเบียดเบียนศาสนา

วิธีการต่างๆ ถูกนำมาใช้เหมือนกันหมดทั่วทุกแห่งกับบรรดามิชชันนารีและบรรดาพระสงฆ์พื้นเมือง ได้มีการกดขี่ทุกวิถีทางเพื่อให้พวกคริสตังละทิ้งศาสนา

ก. บรรดามิชชันนารี

รัฐบาลเป็นผู้บัญชาการ

วันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1940

บรรดามิชชันนารีที่อยู่ทางภาคอีสานหรือมิสซังหนองแสงถูกขับไล่ พวกมิชชันนารีของมิสซังกรุงเทพ ฯ ที่อยู่ตามจังหวัดต่างๆ ถูกบังคับให้ออกจากวัดที่พวกเขาปกครอง และให้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ภายใน เวลา 48 ชั่วโมง

วันที่ 6 มกราคม ค.ศ. 1941

บรรดามิชชันนารีชาวฝรั่งเศสทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯภายในเวลา 72 ชั่วโมง และมีคำสั่งห้ามออกจากกรุงเทพฯ โดยเด็ดขาด


ข. บรรดาพระสงฆ์ไทย

พระสงฆ์ไทยบางองค์ได้หลบหนีไปอยู่ที่จังหวัดอุบล (สำหรับผู้ที่อยู่ในภาคอีสาน) หรือกรุงเทพฯ (สำหรับผู้ที่ยังคงอยู่ในประเทศ)

ส่วนพระสงฆ์องค์อื่นๆ ถูกบังคับให้ละทิ้งศาสนา

ถ้าพวกเขายินยอมลงชื่อ พวกเขาจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นพลเมืองดี

ถ้าพวกเขาปฏิเสธไม่ยอมละทิ้งศาสนา พวกเขาต้องถูกขังคุก 1 เดือน, 2 เดือน แล้วปล่อยให้ไปอยู่ที่ อุบล หรือกรุงเทพฯ องค์อื่นๆ ถูกฟ้องในข้อหาเป็นแนวที่ 5 ถูกตัดสินลงโทษอย่างหนักถูกจำคุก 2 ปี, 3 ปี บางองค์ถูกจำคุกตลอดชีวิตโดยคำสั่งของศาลทหารซึ่งใช้พยานเท็จปรักปรำ การกระทำทุกอย่างนี้เพื่อข่มขู่ พวกคริสตัง


ค. บรรดาคริสตัง

พวกคริสตังมีชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมอันน่าสะพรึงกลัว

1. พวกผู้ใหญ่

พวกผู้ใหญ่ถูกข่มขู่ทั้งจากผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอและจากพวกสมาชิกของคณะเลือดไทย ด้วยการดูถูกเหยียดหยาม ด่าอย่างหยาบคาย ขู่เข็ญ ปล้นสะดม ทำลายทุกอย่าง ฝ่ายนายอำเภอได้เรียก ประชุมหัวหน้าพวกคริสตัง หรือคนที่เขาเชื่อว่ามีอิทธิพล ถ้าคนเหล่านี้เซ็นชื่อปฏิเสธความเชื่อคาทอลิก และ ยอมเป็นพุทธ พวกเขาก็จะได้รับการปล่อยตัว คนจำนวนมากถูกจับขังคุกในข้อหาเป็นจารชน พวกผู้ชาย และผู้หญิง หัวหน้าครอบครัว ถูกเรียกประชุมเป็นเวลาหลายชั่วโมงทุกวัน เพื่อฟังคำด่าแช่ง คำสบประมาท การขู่เข็ญต่างๆ นานา (บางครั้งเจาะจงพวกผู้หญิงและเด็กสาวๆ) ถ้าพวกเขาไม่ยอมละทิ้งศาสนา ข้าพเจ้า จะพูดเรื่องนี้พร้อมกับเอกสาร

2. พวกเด็กๆ

โรงเรียนคาทอลิกทุกแห่งถูกสั่งปิด และพวกเด็กๆ ถูกบังคับให้ไปเรียนในโรงเรียนของรัฐบาซึ่งพวก ครูเป็นสมาชิกของคณะเลือดไทย พวกเด็กๆ ถูกบังคับให้ละทิ้งศาสนาและกราบไหว้พระพุทธรูปเหมือนเป็น พระเจ้าของพวกเขา ถ้าใครขัดขืน ก็ถูกเฆี่ยนตี ฯลฯ จนกว่าจะยอมละทิ้งศาสนา ข้าพเจ้าจะพูดถึงประเด็นนี้ ต่อไปภายหลัง ในเวลานั้น หนังสือพิมพ์บางฉบับได้ตีพิมพ์จำนวนผู้ที่ลงชื่อละทิ้งศาสนาวันต่อวัน...

 
     
    By: เปิดหูเปิดตา     17/06/2004 04:34 PM  (208.147.1.5)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 66  
     
  การเบียดเบียนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสานของประเทศไทย

ชุมชนคริสตชน และบรรดาคริสตชน

พระสงฆ์ถูกไล่ออกไปจากวัดหมดแล้ว นี่เป็นคราวของพวกคริสตัง และการเบียดเบียนดำเนินไปอย่างดุเดือด

1. วัดทุกแห่งถูกปิด

คณะเลือดไทย ภายใต้การคุ้มครองและการสนับสนุนของนายอำเภอมีเสรีภาพเต็มที่ในการดำเนินการ ในเรื่องชุมชนคริสตชนต่างๆ, วัดต่างๆ, บ้านพักพระสงฆ์, บ้านพักซิสเตอร์, สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ทุกแห่งถูกเผาหรือถูกทำลายจนหมด พวกเลือดไทยทำลายทุกอย่างจนราบเป็นหน้ากลอง ในชุมชน คริสตชนอื่น บางส่วนของอาคารต่างๆ ถูกทำลาย ที่เหลือ พระภิกษุหรือเจ้าหน้าที่เข้าไปยึดครอง วัด บางแห่งเขาดัด แปลงเป็นวัดพุทธ และตั้งพระพุทธรูปไว้บนตู้ศีลแทนที่ศีลมหาสนิท

ในตอนต่อไป ข้าพเจ้าจะเสนอตารางเหตุการณ์ความเสียหายด้านวัตถุที่มิสซังได้รับ

2. ต่อมาก็ถึงคราวพวกคริสตัง

ทุกคนที่คัดค้านจะถูกสบประมาท ถูกข่มเหงทารุณ และจับขังคุกเหมือนเป็นแนวที่ 5 และจะ ถูกปล่อยออกมาก็ต่อเมื่อละทิ้งศาสนา หรือสำหรับคนหัวดื้อก็จะออกจากคุกเมื่อการเบียดเบียนสิ้นสุดลง

ข้าราชการทุกคนที่เป็นคาทอลิก ถูกทดสอบด้วยวิธีต่างๆ หรือไม่ก็ละทิ้งศาสนาไปอย่างทันทีทั นใด หรือไม่ก็ถูกไล่ออกจากราชการ รอถูกสอบสวนเหมือนคริสตังคนอื่นๆ ขอยกตัวอย่างจากหนึ่งในร้อย

เอกสารหมายเลข 13

แปลจากเอกสารของพระสังฆราชบาเยต์


ครูคาทอลิกทุกคนถูกไล่ออกเพราะโรงเรียนคาทอลิกทุกแห่งถูกปิด บางแห่งถูกเผาบางแห่ง ถูกทำลาย หรือไม่ก็ใช้เป็นที่ทำงานของกำนัน หรือเป็นกุฏิพระ พวกครูไม่ได้รับเงินเดือน และบางคนถู กสอบสวนเหมือนพวกคริสตังทุกคน

ทุกคนที่ผลักดันเพื่อนคาทอลิกของพวกเขาไม่ให้ละทิ้งศาสนา ต้องลงเอยในคุกในข้อหาว่าเป็นแน วที่ 5

พวกคริสตังที่เป็นผู้ใหญ่ทุกคนถูกเรียกให้ไปประชุมที่ศาลากลางจังหวัด บางทีก็เป็นกลุ่มเล็กๆ บ างทีก็ไปพร้อมกัน ในตอนแรกเขาเรียกประชุมสัปดาห์ละครั้ง ต่อมาเรียกประชุมถี่ขึ้น 2 ครั้ง, 3 ครั้ง ต่อมาก็ประชุมทุกวัน และเขาย้ำกับพวกคริสตังว่า สำหรับการเป็นคนไทย จำเป็นต้องเป็นพุทธศาสนิกช น นี่เป็นคำสั่งของรัฐบาล นี่เป็นคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ศาสนาคาทอลิกเป็นศัตรูของชาติไทย และค นที่ไม่สามารถทำได้เพราะไม่มีเวลาทำมาหากินเลี้ยงภรรยาและลูก ก็ทิ้งศาสนาไปเลย โอ! นี่ไม่ได้เป็นกา รละทิ้งศาสนาด้วยความเต็มใจ คริสตังที่ละทิ้งศาสนาพวกนี้ยังคงรักษาความเชื่อในห้วงลึกของจิตใจแต่ทุ กคนละทิ้งศาสนาเพียงภายนอก

3. ส่วนพวกเด็กๆ เป็นอย่างไรบ้าง?

เขาดำเนินการทำลายความปรารถนาทั้งหมดในการเป็นคาทอลิกของพวกเด็กๆ ทำลายความเ ชื่อที่ ี่เพิ่งเกิดขึ้นของพวกเด็กๆ ทำให้พวกเขาละทิ้งศาสนาทุกวิถีทาง ด้วยการขัดขวางความเป็นไปได้ ทุกอย่างที่จะทำให้พวกเด็กๆ กลับไปนับถือศาสนาคาทอลิกในอนาคต โรงเรียนทุกแห่งถูกปิด เด็กๆ ถู กบังคับให้ไป เรียนในโรงเรียนของรัฐบาลซึ่งพวกครูเป็นสมาชิกคณะเลืดไทย ทุกเช้า พวกครูบังคับพว กๆ เด็กให้กราบ ไหว้พระพุทธรูป ใครขัดขืนก็ถูกตบตี และถูกกำราบด้วยการลงโทษด้วยวิธีต่างๆ มาก บ้างน้อยบ้างอย่างป่า เถื่อน

พระสังฆราชลอเรนซ์ คายน์ พระอัครสังฆราชแห่งท่าแร่-หนองแสง ได้เขียนรายงานฉบับหนึ่ง นี่คื อเอกสารหมายเลข 14 (ปัจจุบันท่านยังมีชีวิตอยู่และความจำดีเยี่ยม พี่เคยทานข้าวร่วมกับท่านครั้งนึง)

ในเอกสารดังกล่าว พระคุณเจ้าเล่าถึงการปฏิบัติที่พวกเด็กๆ คาทอลิกได้รับรวมทั้งตัวท่านเองใน เวลาที่ไปโรงเรียน


ง. พวกคริสตังหนองแสง เขียนจดหมายถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม

ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1941 พวกคริสตังหนองแสงเขียนจดหมายถึงผู้ว่าราชการจังหวัด เล่าถึงค วามประหลาดใจเป็นอย่างมากที่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาทำเป็นไม่เข้าใจว่าคำสั่งเหล่านี้มาจาก ที่ไหน? พวกเขาเล่าให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฟัง (เป็นคำพูดของคริสตังเก่าที่ละทิ้งศาสนา) ถึงเรื่องที่พบแล ะได้ยิน เป็นการเล่าเรื่องการเริ่มต้นเบียดเบียนศาสนาโดยพวกคริสตังเอง นี่คือ

เอกสารหมายเลข 16

“เรื่องที่มีความทึ่งใจของคริสตศาสนิกชนนครพนมมีดังนี้

1. มีผู้ที่พูดดูถูกผู้ถือศาสนาคาทอลิกโดยแบ่งแยกบุคคล คือหมายความว่า ผู้ถือศาสนานี้โดยหา ว่า ไม่ใช่เป็นคนไทย ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าผิดรัฐนิยมและรัฐธรรมนูญ

2. ด่า ประจาน หรือทุรจารบาทหลวงซึ่งเป็นผู้มีอาวุโส เช่น บาทหลวง อ. ลาซารด์ เจ้าอาวาส บ้าน เชียงยืน ซึ่งเห็นว่าผิดหลักมารยาทไทย เพราะผู้กระทำล้วนแต่เป็นบุคคลซึ่งได้รับการศึกษาทั้งนั้น

3. ทำลายศาสนสมบัติของคาทอลิก ดังเช่น ทำทุรจารสิ่งซึ่งถือว่าศักดิ์สิทธิ์ ดังเช่น จอกกาลิ กซ์ ไม้กางเขนซึ่งเสกแล้ว และเครื่องที่เกี่ยวกับเครื่องมิสซาซึ่งใช้ทำในพิธีกรรมทางศาสนา เช่นใ ช้นั่งเล่นเพื่อ เยาะเย้ย ใช้ปูหลังม้าขี่ เช็ดเท้า เช็ดก้น ฯลฯ ดูเป็นการหยาบคายมาก มิหนำซ้ำยังทุบ ตี เต ะ ฯลฯ วัตถุต่างๆ เช่น พระรูปของพระเยซู และนักบุญต่างๆ แม้ในวัดบางวัดซึ่งลูกปืนของข้าศึกมิได้ทำล ายก็มีการถูกทำลายด้วย เช่น วัดบ้านคำเกิ้ม ซึ่งห่างจากฝั่งน้ำโขงถึงประมาณ 2 กิโลเมตร ยังไม่เคยถูก กระสุนแม้แต่นัดเดียว ยังพลอยถูกทำลายด้วย

4. ทำการขู่เข็ญผู้ที่ถือศาสนาด้วยอาการต่างๆ เพื่อให้ละทิ้งศาสนาที่เคยถือของตน เช่น จับขัง ยิงปืนขู่ หรือยิงจริง กล่าวร้ายต่างๆ การกระทำเช่นนี้เริ่มกระทำอย่างหนักในเดือนมกราคมจนถึงเดือนมีนา คมศกนี้ ข้าพเจ้าคาดว่าคงไม่ใช่มีคำสั่งจากวงการรัฐเลย แต่คงเป็นทางจังหวัดนี้ประดิษฐ์ทำกันเอง

5. ห้ามมิให้ทำกิจของศาสนาของตน มีการปิดวัด อารามนางชี และคอยจับกุมผู้ขัดขืน แม้แต่ สวด ภาวนาในเรือนของตนก็ไม่ได้

ส่วนวัดโรมันคาทอลิกบ้านท่าแร่ก็ได้รับการทุรจารเช่นเดียวกันกับวัดหนองแสง นครพนม เว้นแต่เงินของวัดบ้านท่าแร่ถูกเจ้าพนักงานริบเอาไป วัดบ้านท่าแร่ถูกทำลายไม้กางเขนเสีย พระสงฆ์ในพุทธศ าสนามาอยู่ในโรงเรียนของวัด วัดต่างๆ ในเขตอีสานเกือบทุกวัดถูกเจ้าพนักงานริบไว้แล้วให้พระสงฆ์ใน พุทธศาสนา เข้าอยู่ในวัด ผู้ถือศาสนาโรมันคาทอลิกทนไม่ไหวละทิ้งศาสนาไปส่วนมาก ผู้ใดไม่ละทิ้งถูก จับกุมไปทำการสอบสวนต่างๆ

คนถือศาสนาโรมันคาทอลิกวัดบ้านสองคอน เขตอำเภอมุกดาหาร ถูกฆ่าตายจำนวน6 คน เพรา ะไม่ ยอมละทิ้งศาสนา

คุณพ่อเอดัวรด์ถูกจับถูกขัง ถูกหาว่าเป็นกบฏภายใน ถูกใส่ตรวนหนัก คุณพ่อศรีนวลคุณพ่อค ำผง ถูกจับ ถูกขัง เวลานี้ให้ประกัน แต่อยู่ในวงเขตของทางการ”

นี่คือรายละเอียดในจดหมายของพวกคริสตังหนองแสงที่มีไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พวกเขา ไม่ได้รับคำตอบ

 
     
    By: เปิดหูเปิดตา     17/06/2004 04:38 PM  (208.147.1.5)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 67  
     
  การเบียดเบียนก็เริ่มอย่างรุนแรงในจังหวัดนครพนมและที่ท่าแร่ ในบางจังหวัดของมิสซังกรุงเทพฯ และขยายออกไปในเขตมิสซังของพระสง ฆ์คณะซาเลเซียน เราจะพูดถึงเรื่องนี้


1. ในจังหวัดนครพนม

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมระงับการปฏิบัติตามคำสั่งที่ 9 ระยะสั้นๆ แต่การกระทำดังกล่าวไม่ มีผลอะไร เขาได้รับคำสั่งชัดเจนจากกรุงเทพฯ

ที่หนองแสง ได้มีการรื้อไม้กางเขนจากหอระฆังของอาสนวิหารได้มีการขุดกำแพงเพื่อเอาไม้กางเ ขนที่ฝังไว้บนกำแพงออกไป ได้มีการทำทุรจารหลุมฝังศพและหักไม้กางเขนทั้งหมด (อ้างเอกสารหมา ยเลข 12 วันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ. 1941) นอกจากนี้ ยังบังคับให้พวกคริสตังละทิ้งศาสนาขับไล่พระสงฆ์ไ ทยออกจากวัด และส่งคุณพ่อเอดัวรด์และคริสตังบางคนที่ไม่ยอมละทิ้งศาสนาไปขังคุกที่บางขวาง

อาสนวิหารท่าแร่ถูกทำลายแบบถอนรากถอนโคน ตั้งแต่หอระฆังจนถึงพื้น และอิฐเหล่านี้ถูกน ำไปไว้ในบริเวณกำแพงคุกของจังหวัด เพื่อไว้ใช้ในการก่อสร้างอาคารของทางราชการ ต่อไป เขาอ้างว่า หอระฆังของอาสนวิหารได้ถูกกระสุนปืนใหญ่ที่ยิงจากอินโดจีน และประการสุดท้าย บรรดาหนังสือประวัติศาสตร์ที่ใช้ในปัจจุบันไม่ทราบเรื่องการเบียดเบียนเลย สอนว่าอาสนวิหารคาทอลิกของหนองแสงได้ พังทลายลงเพราะถูกกระสุนปืนใหญ่ยิงจากฝั่งแม่น้ำโขง หลังจากอาสนวิหารถูกทำลายแล้วทั้งสำนักพระสังฆราช,บ้านพักพระสงฆ,์ โรงเรียนของวัด, สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า, คอนแวนต์ของนักบวชหญิง, โรงครัว, กำแพงล้อมรอบ ทุกอย่างถูกทำลายจนหมด ไม่เหลือร่องรอยของพวกคริสตัง ไม่เหลือสัญลักษณ์ของ ศาสนาคริสต์อีกเลย
โรงเรียนพระหฤทัยฯ ก็ประสบชะตากรรมแบบเดียวกัน ถูกทำลายหมด

บริเวณรอบนอกเมือง

ที่คำเกิ้ม วัดได้ถูกเผาไปแล้ว บ้านพักพระสงฆ์และโรงครัวถูกทำลายเกลี้ยงไม่เหลือร่องรอยอีกเลย(พี่เองเคยไปดูซากวัดนี้มาแล้วคะ เขายังเก็บรักษาซากไว้ค่ะ)

ปัจจุบัน ถึงคราวของวัดอื่นๆ และโรงเรียนของวัด ที่นามน, โคกก้อง, เชียงยืน, ที่นานาย,ที่สองค อน ไม่เหลือร่องรอยของศาสนาคริสต์อีกเลย

ผู้ว่าราชการจังหวัดภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เขาคิดว่าได้ทำลายศาสนาคริสต์ในจังหวัดของเขาอย่างเ รียบ ร้อยและอย่างเด็ดขาด

2. ในจังหวัดสกลนคร

ศาสนาคริสต์ถูกทำลายอย่างไม่เหลือร่องรอยเช่นเดียวกัน ที่ท่าแร่ วัดกลายเป็นห้องประชุมประจำท้องถิ่น บ้านพักพระสงฆ์และคอนแวนต์กลายเป็นสำนักงาน, บ้านพักของนายอำเภอ, สถานีตำรวจ แ ละที่ทำการไปรษณีย์ ในเขตวัดของจังหวัดอื่น วัดต่างๆ ไม่ถูกเผาก็ถูกทำลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หรือไม่ก็ถูกดัด แปลงเป็นวัดพุทธ หรือไม่ก็ทำเป็นโรงเรียนของรัฐบาล นี่เป็นการสิ้นสุดของกลุ่มคริสตชนที่ นาโพ, ทุ่งมน, จันทร์เพ็ญ, จอมแจ้ง, คอนเชียงคูน, ป่าหว้าน, ช้างมิ่ง,หนองเดิ่น, นาคำ, นาบัว และดอน ทอย

ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน บรรดานายอำเภอและพวกสมา ชิกของคณะเลือดไทยได้ทำงานสำเร็จ ไม่เหลือร่องรอยของศาสนาคริสต์ในจังหวัดของเขาอีกเลย

3. ในจังหวัดหนองคาย

วัดที่เวียงคุกพร้อมทั้งบ้านพักพระสงฆ์ถูกทำลายเรียบ ที่ห้วยเล็บมือ และห้วยเซือม วัดและบ้าน พักพระสงฆ์กลายเป็นโรงเรียนของรัฐบาล


4. ในจังหวัดอุดรธานี

วัดโพนสูงกลายสภาพเป็นโรงเรียน

5. ในจังหวัดเลย

วัดท่าบ่มกลายสภาพเป็นโรงเรียน


6. ในแคว้นจำปาศักดิ์ (ประเทศกัมพูชา)

วัดปากห้วยเพ็กถูกใช้เป็นสำนักงานบัญชาการของไทยเพื่อปกครองดินแดนที่ยึดได้

นี่เป็นการสิ้นสุดของศาสนาคริสต์ ไม่เหลือร่องรอยของศาสนาคริสต์อีกเลย

ในทุกจังหวัดเหล่านี้ คำสั่งลับของหลวงพิบูลถึงบรรดาผู้ว่าราชการจังหวัดและบรรดานายอำเภอ มีผลระงับคำสั่งที่ 9/1941 ของอธิบดีกรมตำรวจซึ่งเคยหวัง

“ยุติการต่อสู้เพราะไม่มีคู่ต่อสู้”

ไม่มีวัด ไม่มีบ้านพักพระสงฆ์ ไม่มีบ้านพักนักบวชหญิง ไม่มีโรงเรียน ไม่มีคริสตังหลงเหลืออยู่อีกเลย ในจังหวัดเหล่านี้พวกคริสตังเรียกได้ว่าถูกบังคับให้ละทิ้งศาสนา ภายใต้การข่มขู่ในจำนวนคนเหล่านี้ที่ได้ปฏิเสธความเชื่อ มีผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งเคยผ่านคุกมาแล้วและหนีไปหลบภัยอยู่ในหมู่บ้านที่ไม่มีใคร รู้จัก ส่วนคนที่เป็นพยานยืนยันความเชื่อของพระคริสตเจ้ามีจำนวน 8 คน อยู่ที่บางขวาง ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตพร้อมกับคุณพ่อเอดัวรด์ (และพระสงฆ์อีก 4 องค์ของกรุงเทพฯ) และมีบางคนตายในคุก มรณสักขี 7 องค์ ของหมู่บ้านสองคอนที่ยอมตายเพื่อศาสนาดีกว่านบนอบ “คำสั่งของรัฐบาล” ให้ละทิ้งความเชื่อ

พวกคริสตังบางคนซื่อสัตย์ต่อศาสนาของพระเยซูเจ้าอย่างน่าสรรเสริญ และมรณสักขี7 องค์ ของสองคอนได้รับแต่งตั้งเป็นบุญราศีพวกท่านสละชีวิตเพื่อพระคริสตเจ้าเป็นตัวอย่างและเป็นสักขีพยานดียอดเยี่ยมสำหรับพระสงฆ์และคริสตังชาวไทย พวกท่านได้ช่วยจุดเพลิงและทนุถนอมจิตตารมณ์ของมิชชันนารีสำหรับคริสตังชาวไทย
 
     
    By: เปิดหูเปิดตา     17/06/2004 04:41 PM  (208.147.1.5)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 68  
     
  สำเนาหมายเลข 15

ดอนม่วย (ใกล้บ้านหนองเดิ่น)

วันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1942

ที่บ้านองเฮือง มีงานฉลองครอบครัว เวลาประมาณ 20 น. (2 ทุ่ม) ครูใหญ่โรงเรียนบ้านช้างมิ่ง และ พวกหนุ่มสาวคนอื่นๆ ที่ได้เผาวัดต่างๆ ที่หนองเดิ่น ได้มาด่าแช่งพวกเราว่า ศาสนาคาทอลิกเป็นศาสนาของ หมา และเอาพุงหมามาครอบหัว พระเยซูได้แม่เป็นภรรยา เป็นต้น

สำเนาหมายเลข 17

ดอนม่วย

วันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 1942

พวกคริสตังบ้านหนองเดิ่นได้ตกลงกลับไปกราบไหว้พระพุทธรูปและใส่บาตร ที่บ้านดอนม่วยนั้น เจ้า หน้าที่ของรัฐบาลได้บอกกับพวกเราว่า

"ถ้าพวกท่านตกลงใจที่จะกราบไหว้พระพุทธรูปที่โบสถ์แล้ว ถึงแม้ว่าพวกท่านไม่ได้ทำสวนครัว พวก ท่านก็ไม่ต้องจ่ายค่าปรับแม้แต่สตางค์เดียว แต่ถ้าพวกท่านปฏิเสธ สวนครัวของพวกท่านจะอยู่ในสภาพดี แค่ไหน การเสียค่าปรับจะต้องตกอยู่กับพวกท่านจนกระทั่งพวกท่านไปอยู่ในคุก ข้อความนี้เป็นคำสั่งซึ่งพวก เราได้รับจากหัวหน้าของพวกเรา และหัวหน้าคนนี้ก็คือนายกรัฐมนตรีนั่นเองที่มีคำสั่งให้นำคนไทยทุกคนมา นับถือศาสนาพุทธ ทุกอย่างในเอกสารอำนวยความสะดวกทุกอย่างให้แก่บาทหลวงอิตาเลียน...

เมื่อครั้งประเทศฝรั่งเศสได้ชัยชนะจากเยอรมันที่มีความใจดีต่อพวกคาทอลิกซึ่งได้แทรกซึมเข้าไปใน ประเทศเยอรมัน แต่บัดนี้เยอรมันได้ทำให้พวกคาทอลิกเหล่านี้ทุกคนหายสาบสูญไปและดังนั้น เยอรมันจึง สามารถปราบฝรั่งเศสได้ภายในเวลาอย่างน้อย 7 วัน

ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน บุคคลใดที่พยายามหน่วงเหนี่ยวศาสนาคาทอลิกไว้ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ คนไทย"

สำเนาหมายเลข 18

หนองเดิ่น วันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1942

วันที่ 13 กรกฎาคม 2485 เวลา 9 นาฬิกา ตอนเย็น ตำรวจมาที่บ้านหนองเดิ่น พูดเสียดสีคนต่างด้าว ว่า "พวกเราเป็นคนไทย ต้องนับถือศาสนาไทย บุคคลใดที่สมัครใจเจริญรอยตามพวกอิตาเลียนมากกว่าเจริญ รอยตามชาติไทยนั้น บุคคลนั้นจะไม่ถูกถือว่าเป็นคนไทยเลย

สำเนาหมายเลข 26

วันที่ 26 สิงหาคม ค.ศ. 1942

ในการประชุมเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2485 (1942) "พวกชาวบ้านทุกคน ทั้งที่เป็นพุทธ และ คาทอลิก ของบ้านหนองเดิ่น และดอนม่วย ไปที่ที่ว่าการอำเภอ เพื่อแสดงตัวในการถือศาสนาของแต่ละคน และลงชื่อแต่ละคนไว้เป็นการรับรอง

ครูนิยมได้ทำการตักเตือนพวกเราว่า [color=Red]"ทำไมจึงนับถือศาสนาคาทอลิก? ศาสนานี้ไม่ได้รับอนุญาตให้ ถือ! และในเร็วๆ นี้ศาสนานี้จะกลายเป็นศาสนาที่ถูกกล่าวโทษ เพราะทุกคนที่นับถือศาสนาโรมันคาทอลิกเท่ากับต่อต้านรัฐบาล [/color] พวกท่านก็ทราบแล้วว่ารัฐบาลมีจุดมุ่งหมายจะทำให้พวกที่ถือศาสนาคาทอลิกทุกคนเป็น ผุยผง พวกเขาได้ถูกเรียกไปประชุมหลายครั้งแล้วเพื่อให้จ่ายค่าปรับ แต่ครั้งนี้สำคัญมาก จะเป็นครั้งที่รุนแรง มากราวกับระเบิดตอร์ปิโด ให้พวกท่านเลือกเอา"
 
     
    By: เปิดหูเปิดตา     17/06/2004 04:44 PM  (208.147.1.5)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 69  
     
  16 พฤศจิกายนระลึกถึงบุญราศีทั้งเจ็ดแห่งประเทศไทย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1989/พ.ศ.2532 ณ มหาวิหารนักบุญเปโตร ที่กรุงโรมสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอลที่ 2 ทรงประกาศเป็นทางการ “บันทึกนามมรณสักขีไทยทั้ง 7 ท่าน เข้าทำเนียบบุญราศี” หลังจากนั้น ที่วัดแม่พระไถ่ทาสสองคอนเอง พระศาสนจักรแห่งประเทศไทยก็ได้จัดสมโภช ระหว่างวันที่ 6 - 10 ธันวาคม พ.ศ.2532

วัดสองคอนเมื่อปี ค.ศ.1940 (2483) มีคุณพ่อเปาโล ฟีเกต์ เป็นเจ้าอาวาส ท่านได้รับแต่งตั้งจากพระสังฆราช แกว็ง ให้มาดูแลคริสตชนตั้งแต่ปี 1925 รวมเวลาได้ประมาณ 15 ปีเศษ

คุณพ่อฟีเกต์ มีบุคคล 3 ท่านที่ช่วยเหลือในการอภิบาลสัตบุรุษ คือ ซิสเตอร์อักแนส และซิสเตอร์ลูซีอา กับฆราวาส 1 ท่านคือ ครูสีฟอง

1. ซิสเตอร์อักแนส (1909 - 1940) เดิมชื่อ มาร์การิตา พิลา (สุภีร์) ทิพสุข เป็นบุตรสาวของ โยอากิม สอน และอันนา จูม เกิดที่บ้านนาฮี เมื่อวันพฤหัส เดือนมิถุนายน 6, 1909 ได้อพยพครอบครัวมาอยู่ที่บ้านเวียงคุก ซึ่งเป็นหมู่บ้านคริสตัง ในเขตจังหวัดหนองคาย
หลังจากรับศีลล้างบาปได้ไม่นาน คุณพ่ออันตน หมุน ได้มองเห็นแวว ชีวิตนักบวชของพิลา จึงได้ออกปากให้เข้าอารามที่เชียงหวาง 16 พฤศจิกายน ค.ศ.1928 ท่านได้ปฏิญญาณตนเป็นข้ารับใช้ของพระเจ้า ใช้ชื่อว่า “ซิสเตอร์ อัสแนส พิลา” ท่านได้รับมอบหมายให้มาทำงานที่สองคอนในปี ค.ศ. 1932

2. ซิสเตอร์ลูซีอา (1917 - 1940) เดิมชื่อ ลูซีอา คำบาง เป็นบุตร สาวของยากอบ ดำ และมักดาเลนา สี เกิดที่บ้านเวียงคุกได้เข้าอารามที่เชียงหวาง และถวายตัวเป็นซิสเตอร์ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ.1937 ได้รับชื่อว่า “ซิสเตอร์ลูซีอา คำบาง” หลังจากถวายตัวแล้วก็ได้ไปประจำที่บ้านสองคอนในปี ค.ศ. 1938

3. ครูสีฟอง มีชื่อเต็มว่า ฟิลิป สีฟอง อ่อนพิทักษ์ เกิดวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1907 ที่วัดนักบุญอันนา หนองแสง จังหวัดนครพนม
เมื่อเติบโตขึ้น สีฟองเข้าเรียนทีโรงเรียนวัดหนองแสง จบแล้วเคยไปเรียนต่อที่บ้านเณรพระหฤทัยบางช้าง จ.สมุทรสงคราม ท่านมาถึงสองคอนประมาณปี ค.ศ. 1926 นอกจากจะสอนเรียนแล้ว ท่านยังสอนให้ชาวบ้านรู้จักตัดเย็บเสื้อผ้า ช่วยดูแลวัด ตลอดจนสอนคำสอน ท่านถูกห้ามไม่ให้สอนคำสอน และให้ละทิ้งศาสนาคาทอลิก แต่ครูสีฟองไม่ยอมละทิ้งศาสนาและยังคงสอนคำสอนต่อไป ท่านจึงถูกฆ่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ.1940 เป็นมรณสักขีองค์แรก

มรณสักขีองค์ที่ 2 - 7

ตำรวจให้ผู้ใหญ่บ้านมาตามซิสเตอร์ไปพบที่วัดเมื่อพบกัน ตำรวจถามซิสเตอร์ว่า “ได้ละทิ้งพระเจ้า ทิ้งศาสนาแล้วหรือยัง?” ซิสเตอร์ทั้งสองตอบว่า “ไม่มีวัน จะไม่มีวันทิ้งพระเจ้าโดยเด็ดขาด” ตำรวจจึงว่า เมื่อไม่ทิ้งพระเจ้า ไม่กลัวตาย ให้ทุกคนไปที่แม่น้ำโขงเดี๋ยวนี้ จะจัดการ
ซิสเตอร์อักแนส พิลา แย้งว่า “จะไม่ไปที่แม่น้ำโขง ถ้าจะฆ่าพวกเราขอให้ไปฆ่าที่ป่าศักดิ์สิทธิ์ (คือป่าช้าของวัด)
ตำรวจโกรธ พูดตัดบทว่า “ไม่ต้องมาพูดมาก ไปป่าศักดิ์สิทธิ์ก็ได้”
คณะผู้ยอมพลีชีพทั้ง 8 คือ

1. ซิสเตอร์อักแนส พิลา
2. ซิสเตอร์ลูซีอา คำบาง
3. อากาทา พูดทา
4. น.ส.เซซีลีอา บุดสี ว่องไว
5. น.ส.บีบีอานา อำไพ ว่องไว
6. ด.ญ.มารีอา พร ว่องไว
7. น.ส.เซซีลีอา สุวรรณ
8. ด.ญ.เซซีลีอา สอน ว่องไว

ได้ออกเดินทางมุ่งไปยังป่าศักดิ์สิทธิ์ ระยะทางจากวัดถึงป่าศักดิ์สิทธิ์ประมาณ 300 - 400 เมตร ทุกคนเดินไปพร้อมกับสวดภาวนาและร้องเพลงไปด้วย ไม่มีการสะทกสะท้านใด ๆ พวกตำรวจ แบกปืนเดินตามไปห่างๆ

ขณะที่คณะผู้ยอมพลีชีพทั้ง 8 คน กำลังเดินอยู่ นายกองสี บิดาของน.ส.สุวรรณ สงสารบุตรสาวของตน รีบตามมาพาตัวกลับบ้าน บอกว่ายังไม่ถึงเวลาไปตาย

ด.ญ.เซซีลีอา สอน ว่องไว ผู้อยู่ในคณะผู้ยอมพลีชีพเล่าว่า เมื่อถึงป่าศักดิ์สิทธิ์เห็นขอนไม้ใหญ่ล้มทอดอยู่ต้นหนึ่ง ซิสเตอร์อักแนส พิลาพูดว่า “ขอนไม้นี้แหละเหมาะดี พวกเราอาศัยขอนไม้นี้เป็นที่คุกเข่าสวดก่อนตายกันเถิด”

ทุกคนคุกเข่าลงข้างขอนไม้เรียงกันไปตามลำดับสเตอร์อักแนส พิลา, ซิสเตอร์ลูซีอา คำบาง, แม่พุดทา, น.ส.บุดสี, น.ส.คำไพ, ด.ญ.พร, ด.ญ.สอน อยู่ริมในสุด แล้วสวดพร้อมกัน

เมื่อพวกตำรวจมาถึง ตำรวจบอกให้คณะของซิสเตอร์เตรียมตัว แล้วเริ่มยิงทางด้านหลังทันที แต่ปืนไม่ลั่น จึงเปลี่ยนมายิงทางด้านหน้า แต่ปืนไม่ลั่นอีก ตำรวจจึงเปลี่ยนเอาปืนจากตำรวจอีกนายหนึ่งขึ้นมายิง เสียงปืนลั่นขี้น พวกตำรวจยิงประมาณ 20 นัด เข้าใจว่าทุกคนตายแล้วจึงเดินกลับที่พัก นายสาลีเข้าไปดูเห็นถูกกระสุนปืน 6 คน ด.ญ.สอนคนเดียวไม่ถูกกระสุนปืนเลย ชาวบ้านได้ขุดหลุมฝังรวม 3 หลุม ฝังหลุมละ 2 ศพ

ซิสเตอร์ทั้งสองและคณะได้บรรลุสมปรารถนาที่จะตายเพื่อยืนยันความเชื่อ พวกเขาได้หลั่ง เลือดทาผืนแผ่นดินไทยเป็นการประกาศให้ทุกคนได้ทราบว่า พวกเขามีและนับถือพระเจ้า องค์ปฐม แห่งสรรพสิ่ง พระองค์ผู้ประทานชีวิตแก่โลกและมนุษย์ พระองค์ผู้ทรงดูแล ช่วยเหลือ และเมตตาชาว เรา พวกเขาได้รับชีวิตมาแต่พระองค์ เขาก็พร้อมที่จะถวายชีวิตนั้นคืนแด่พระองค์ ความตายมิได้ทำให้พวกเขาหวั่นไหวที่จะปฏิเสธพระองค์เลย
 
     
    By: เปิดหูเปิดตา     17/06/2004 04:51 PM  (208.147.1.5)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 73  
     
  อธิบาย นัยยะลึกล้ำ ทุกถ้อยคำบนกางเขนของพระคริสต์

ประโยคที่หนึ่ง

“พระบิดา โปรดให้อภัยเขา เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไร”

โอ้ พระเยซู พระองค์ทรงรักมนุษย์อย่างอ่อนหวานละมุนละไม! นักบุญออกัสตินอธิบายว่าเมื่อศัตรูทำร้ายพระกายพระมหาไถ่ พระองค์วิงวอนพระเป็นเจ้าโปรดให้อภัยเขา เพราะพระองค์ไม่เคยคิดถึงบาดแผลที่ได้รับจากเขาและความตายที่เขานำมาให้พระองค์ยิ่งกว่าความรักที่พาพระองค์มาตายเพื่อเขา

แต่บางคนพูดว่า “ทำไมพระเยซูสวดขอพระบิดายกโทษเขาเมื่อพระองค์เองสามารถให้อภัยความผิดของเขา?” นักบุญเบอร์นาดตอบว่า “พระองค์วิงวอนพระบิดา ไม่ใช่เพราะพระองค์ไม่สามารถยกโทษเขา แต่เพราะพระองค์ต้องการสอนเราสวดให้กับคนที่เบียดเบียนเรา” นักบวชศักดิ์สิทธิ์ยังพูดอีกว่า “โอ้ มหัศจรรย์! พระองค์ร้องตะโกน “ให้อภัย” เขาร้องตะโกน “เอามันไปตรึงกางเขน” ”

นักบุญไซเปรียนเขียนว่า “ถึงแม้พวกเขาทำให้พระคริสต์หลั่งโลหิต เขาจำต้องดำรงชีวิตด้วยพระโลหิตของพระองค์” ในการสิ้นพระชนม์ พระเยซูคริสตเจ้าปรารถนากอบกู้มนุษย์ทั้งมวลยิ่งนัก จนกระทั่งพระองค์บันดาลให้ศัตรู ที่ทำให้พระองค์หลั่งโลหิตด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส เป็นผู้มีส่วนร่วมในการหลั่งพระโลหิตของพระองค์

นักบุญออกัสตินอธิบายเชิงรบเร้าว่า “จงมองดูพระเป็นเจ้าของท่านบนไม้กางเขน เห็นไหม พระองค์ภาวนาเพื่อคนที่ตรึงกางเขนพระองค์ และผู้ไม่ให้อภัยเพื่อนพี่น้องที่ทำผิดต่อตน”

นักบุญเลโอบันทึกไว้ว่า “โดยคำภาวนาของพระคริสต์ชาวยิวหลายพันคนได้กลับใจเชื่อว่าพระองค์คือ ผู้ไถ่จริง ในการเทศน์ของนักบุญเปาโล ตามที่เราอ่านในหนังสือกิจการอัครสาวก” นักบุญเยอร์โรมอธิบายว่า “พระเป็นเจ้าไม่ทรงปรารถนาให้คำภาวนาของพระเยซูคริสตเจ้าดำเนินไปโดยไม่สัมฤทธิ์ผล เพราะฉะนั้นในการเทศน์นั้น พระองค์เป็นเหตุให้ชาวยิวหลาย ๆ คนเกิดความเชื่อในพระศาสนา”
 
     
    By: ผงคลี     19/06/2004 03:12 AM  (208.147.1.5)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 74  
     
  ประโยคที่สอง
“อาแมน ข้าพเจ้าพูดกับท่าน วันนี้ท่านจะอยู่กับข้าพเจ้าในสวรรค์”

นักบุญลูกาเขียนว่าโจรสองคนถูกตรึงกางเขนพร้อมกับพระเยซูคริสตเจ้า คนหนึ่งยังคงดื้อดึงอยู่ในบาป อีกคนหนึ่งกลับใจ เมื่อเขาได้ยินเพื่อนสบประมาทพระเยซูคริสตเจ้าว่า “ถ้าพระองค์เป็นพระคริสต์ จงช่วยพระองค์เองและเราด้วย” เขาหันหน้าไปหาเพื่อนติเตียนว่า“เราสมควรถูกลงโทษ แต่พระเยซูเป็นผู้บริสุทธิ์นิรมลทิน” แล้วเขาหันหน้ามาทางพระเยซูอ้อนวอนว่า “พระเจ้าข้า โปรดอย่าลืมข้าพเจ้าเมื่อพระองค์เข้าสู่พระราชัย” โดยคำพูดนี้ เขานับถือพระเยซูคริสตเจ้าเป็นพระเป็นเจ้าเที่ยงแท้และจอมราชันแห่งเมืองสวรรค์ และในวันนั้นพระเยซูทรงสัญญาประทานสวรรค์แก่เขา “อาแมน ข้าพเจ้าพูดกับท่าน วันนี้ท่านจะอยู่กับข้าพเจ้าในสวรรค์” นักปราชญ์ท่านหนึ่งอธิบายว่า “เนื่องจากข้อผูกมัดในคำสัญญา พระเป็นเจ้าได้แสดงพระองค์และประทานแก่โจรกลับใจมงกุฏแห่งความรุ่งเรืองสำหรับผู้ได้รับการเลือกสรร ถึงแม้พระองค์ยังไม่ได้บันดาลความสุขครบบริบูรณ์แห่งสวรรค์ให้กับเขาจนกว่าพระองค์เสด็จเข้าเมืองสวรรค์”

อาโนลด์ชาเตอร์กล่าวว่า โจรทรงคุณธรรมได้ประกอบฤทธิ์กุศลทุกชนิดในวาระสุดท้าย “เขาเชื่อ เขาเป็นทุกข์ถึงบาป เขาสารภาพ เขาเทศนา เขารัก เขาวางใจ เขาสวด”

เขาแสดงความเชื่อเมื่อเขาพูดว่า “เมื่อพระองค์เข้าสู่พระราชัย” เขาเชื่อว่าหลังจากพระเยซูคริสตเจ้าสิ้นพระชนม์ พระองค์เสด็จเข้าพระอาณาจักรแห่งความรุ่งเรืองของพระองค์ นักบุญเกรกกอรีชี้แจงว่า เขาเชื่อว่าพระองค์ ที่เขาเห็น กำลังจะสิ้นใจและขึ้นครองราชย์

เขาเป็นทุกข์เสียที่ได้ทำผิดพร้อมกับสารภาพว่า “เราถูกลงโทษอย่างยุติธรรมแล้ว เพราะเรารับผลการกระทำของเรา” นักบุญออกัสตินชี้แจงว่า ก่อนสารภาพบาปเขาไม่กล้าหวังรับการอภัย เขาไม่กล้าพูดว่า “โปรดอย่าลืมข้าพเจ้า” จนกระทั่ง โดยการสารภาพบาป เขายกภูเขาออกจากอก ฉะนั้น นักบุญอะธานาซิอุสอุทานว่า “โอ้ โจรผู้มีบุญ ท่านขโมยสวรรค์ ด้วยการสารภาพบาปของท่าน”

โจรศักดิ์สิทธิ์ยังประกอบฤทธิ์กุศลอื่น ๆ เขาเทศนา ประกาศความบริสุทธิ์ผุดผ่องของพระเยซูคริสตเจ้า “มนุษย์ผู้นี้ไม่เคยทำผิด” เขาแสดงความรักต่อพระเป็นเจ้า ยอมรับความตายตามน้ำพระทัยเป็นพลีกรรมใช้โทษบาป พูดว่า “เรารับผลการกระทำของเรา” เพราะฉะนั้น นักบุญไซเปรียน นักบุญเยอร์โรม และ นักบุญออกัสตินตะขิดตะขวงใจไม่กล้าเรียกเขาว่า “มรณะสักขี” แต่ซิวเวียรามั่นใจว่า โจรผู้ทรงคุณธรรมนี้เป็นมรณะสักขีอย่างแท้จริง ทหารได้หักแข้งขาของเขาด้วยความโมโหฉุนเฉียว เพราะเขาได้ประกาศความบริสุทธิ์นิรมลทินของพระเยซู นักบุญองค์นี้เต็มใจยอมรับความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส เพราะเขารักพระเป็นเจ้า

ณ จุดนี้ ให้เราพรรณนาความดีบริบูรณ์ของพระเป็นเจ้า พระองค์ประทานแก่เรามากกว่าเราขอพระองค์ นักบุญอัมโบรสพูดว่า “พระเป็นเจ้าทรงประทานมากกว่าเราวอนขอ โจรขอพระเยซูโปรดอย่าลืมเขา พระองค์ตรัสว่า “วันนี้ ท่านจะอยู่กับข้าพเจ้าในสวรรค์”” นักบุญจอห์นคริสสอสโทมพูดว่า “ไม่มีใครสมควรได้สวรรค์ก่อนโจรผู้ทรงคุณธรรมนี้” นี่เป็นการยืนยันพระวาจาของพระเป็นเจ้าโดยประกาศกเอเซเคียล “เมื่อคนบาปเป็นทุกข์เสียใจที่ได้ทำบาป พระเป็นเจ้าให้อภัยเขาในทำนองเดียวกัน พระองค์จะไม่จดจำบาปที่เขาได้ทำอีกต่อไป”

ประกาศกอิสยาห์อธิบายให้เราเข้าใจว่า “พระเป็นเจ้าทรงรีบเร่งอยากให้เราเป็นคนดี เมื่อเราสวดขอ พระองค์ฟังคำภาวนาของเราทันที” นักบุญออกัสตินพูดว่า “พระเป็นเจ้าเตรียมพร้อมเสมอเพื่อสวมกอดคนบาปกลับใจ”

ด้วยเหตุนี้ กางเขนที่โจรคนชั่วแบกอย่างไม่อดทนกลายเป็นเงื้อมผาให้เขาลื่นไถลลงขุมนรก กางเขนที่โจรทรงคุณธรรมแบกอย่างอดทนกลายเป็นบันไดพาเขาขึ้นวิมานสวรรค์ โอ้ โจรศักดิ์สิทธิ์ ท่านมีบุญวาสนาที่ได้รวมความตายของท่านเป็นหนึ่งเดียวกับการสิ้นพระชนม์ของพระมหาไถ่

ประโยคที่สาม
“สตรีเอ๋ย นี่คือลูกของท่าน . . . นี่คือแม่ของท่าน”

ในพระวรสารนักบุญลูกา เราอ่านว่า มีสตรีหลายคนบนเขากัลวาริโอ เฝ้าดูพระเยซูบนไม้กางเขน และห่างออกไปมี มารี แมกดาเลน เราเชื่อว่าในกลุ่มนี้มีมารดาพระเจ้ารวมอยู่ด้วย นักบุญจอห์นพูดว่าพรหมจารีศักดิ์สิทธิ์ยืนอยู่ไม่ไกล ใกล้ไม้กางเขน พร้อมด้วย มารี คลีโอฟัส และ มารี แมกดาเลน ในการชี้แจงข้อแตกต่างนี้ ยูไทมิอัสกล่าวว่า เมื่อพรหมจารีศักดิ์สิทธิ์เห็นพระบุตรกำลังจะสิ้นพระชนม์ ก็เดินออกจากกลุ่มสตรีเข้าไปใกล้ไม้กางเขนโดยเอาชนะความกลัวทหารที่รักษาการณ์อยู่รอบไม้กางเขน และโดยอดทนต่อคำสบประมาทของพวกทหารที่คอยเฝ้านักโทษประหาร นักเขียนประวัติพระเยซูคริสตเจ้าบรรยายว่า “มีมิตรสหายเฝ้าดูพระองค์จากไกลๆ แต่พระแม่มารีย์พรหมจารีศักดิ์สิทธิ์ และมารีย์แมกดาเลน ยืนอยู่ใกล้ไม้กางเขน พร้อมกับจอห์น ฉะนั้น เมื่อพระเยซูมองเห็นพระมารดาและจอห์น ก็ตรัสกับทั้งสองด้วยพระวาจาที่อยู่ข้างบน แน่นอน พระแม่จะไม่ยอมทอดทิ้งพระบุตรเด็ดขาดในขณะที่พระองค์กำลังจะสิ้นพระชนม์ แม่บางคนอาจเบือนหนีเมื่อเห็นลูกของตนกำลังจะตาย เพราะเธอไม่สามารถแก้ไขสถานะการณ์ให้ดีขึ้น แต่พระมารดาศักดิ์สิทธิ์ยิ่งเห็นพระบุตรอยู่ใกล้ความตายมากเพียงใด ก็ยิ่งอยู่ใกล้พระองค์มากเพียงนั้น”

ด้วยเหตุนี้ พระมารดาผู้เศร้าโศก ยืนอยู่ใกล้ไม้กางเขน และในขณะที่พระบุตรถวายชีวิตของพระองค์เป็นเครื่องบูชา พระแม่ก็ถวายความทุกข์ระทมขมขื่นเพื่อไถ่บาปมนุษย์ทั้งมวล โดยมีส่วนร่วม ด้วยความยินดีและเต็มใจ ในความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสและการสบประมาทที่พระบุตรได้รับก่อนสิ้นพระชนม์

นักบุญออกัสตินออกความเห็นว่า ในฐานะมารดาของพระเยซูคริสตเจ้า ผู้เป็นศีรษะของพระศาสนจักร พระแม่จึงเป็นมารดาแห่งจิตวิญญาณของเรา ๆ เป็นดั่งอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของพระเยซู ด้วยการร่วมมือของพระมารดากับพระองค์ในการไถ่บาปมนุษยทั้งมวล เป็นเหตุให้มนุษย์แต่ละคนเกิดใหม่เป็นบุตรของพระเป็นเจ้าและของพระศาสนจักร

นักบุญเบอร์นาดเขียนว่า บนเขากัลวาริโอ มรณะสักขียิ่งใหญ่สององค์ พระเยซูและพระมารดามารีอาทรงนิ่งเงียบ เพราะท่านเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสจนพูดไม่ออก พระมารดามองดูพระบุตร เจ็บปวดทรมานอย่างมหันต์บนไม้กางเขน และพระบุตรมองดูพระมารดา ทุกข์ระทมขมขื่นที่เชิงไม้กางเขน ดวงใจของพระแม่แทบฉีกขาดเป็นเสี่ยง ๆ เพราะความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสของพระบุตร

พระแม่มารีและจอห์นยืนอยู่ใกล้ไม้กางเขนมากกว่าสตรีอื่น ก็ได้ยินพระวาจาและมองเห็นพระกายของพระเยซูถูกทารุณกรรมจนดูแล้วเหมือนคนเป็นโรคเรื้อน นักบุญจอห์นเขียนว่า “เมื่อพระเยซูเห็นพระมารดาและอัครสาวก ที่พระองค์รัก ยืนอยู่ พระองค์ตรัสกับพระมารดาว่า “สตรีเอ๋ย นี่คือลูกของท่าน”” แต่ถ้าพระแม่มารีและจอห์นอยู่ในกลุ่มสตรี ทำไมพระวรสารระบุว่า พระเยซูเห็นพระมารดาของพระองค์และอัครสาวก คล้ายกับว่าพระองค์มองไม่เห็นคนอื่น นักบุญจอห์นคริสสอสโทมเขียนว่า ความรักช่วยให้เรามองเห็นสิ่งที่เรารักชัดเจนขึ้น และในทำนองเดียวกันนักบุญแอมโบรสเขียนว่า ธรรมดาเราเห็นคนรักก่อนคนอื่น พระนางมารีย์พรหมจารีศักดิ์สิทธิ์เผยกับนักบุญบริดยิทว่า “ก่อนพระเยซูมองเห็นแม่ พระองค์ต้องกระพริบตาจนพระโลหิตที่แห้งกรังหลุดจากดวงตาของพระองค์”

เมื่อพระเยซูตรัสกับพระมารดาว่า “สตรีเอ๋ย นี่คือลูกของท่าน” พระองค์มองไปที่นักบุญจอห์น ยืนอยู่ข้าง ๆ พระองค์ แต่ทำไมพระองค์เรียกพระมารดาว่า ‘สตรี’ ไม่เรียกว่า ‘แม่’ เราอาจกล่าวว่า เพราะ ในเวลาใกล้ตาย พระองค์พูดคล้ายกับว่า พระองค์กำลังจะจากเธอไป เหมือนกับว่า “สตรีเอ๋ย! อีกประเดี๋ยวเดียว ลูกจะตาย แม่ก็จะไม่มีพระบุตรในโลก ฉะนั้น ลูกทิ้งแม่ให้อยู่กับจอห์น เขาจะรับใช้และรักแม่เหมือนลูกคนหนึ่ง”จากข้อความนี้เราเข้าใจว่า นักบุญยอเซฟได้สิ้นใจแล้ว ถ้ายังมีลมหายใจ เขาจะไม่มีชีวิตแยกจากภริยาของเขาเด็ดขาด

ปิตาจารย์ทั้งหลายยืนยันว่า นักบุญจอห์นเป็นโสดถือพรหมจรรย์ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงถูกยกให้เป็นลูกของพระมารดามารี และได้รับเกียรติแทนที่พระเยซูคริสตเจ้า พระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์ร้องเพลงสดุดีว่า “พระเป็นเจ้าทรงประทานพระมารดาของพระองค์ในความดูแลของเขา ผู้ถือพรหมจรรย์” ตามที่เขียนในพระวรสาร หลังจากพระเยซูสิ้นพระชนม์ นักบุญจอห์นได้รับพระแม่มารีเข้าไปอยู่ในบ้านของตน คอยดูแล ปรนิบัติ และนบนอบพระแม่ชั่วชีวิต เหมือนกับแม่ของตน พระเยซูคริสตเจ้าตั้งใจให้อัครสาวกองค์นี้ ที่พระองค์รัก เป็นพยานเห็นความตายของพระองค์ เขาจะได้เขียนในพระวรสารว่า “เขาได้เห็น เพราะฉะนั้น เขาจึงเป็นสักขีพยาน” และในบทจดหมายว่า “เราได้เห็นกับตาตัวเอง เราทั้งสองเป็นพยาน บอกความจริงให้ท่านทราบ” เนื่องจากพระเยซูทรงรู้ว่า อัครสาวกอื่น ๆ จะทอดทิ้งพระองค์ จึงประทานความเข้มแข็งแก่นักบุญจอห์นเพื่อท่านจะได้อยู่กับพระองค์จนถึงที่สุด ท่ามกลางศัตรูรอบด้าน

ให้เราวกกลับมาที่พรหมจารีศักดิ์สิทธิ์ และวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งกว่านี้ว่าทำไมพระเยซูเรียกพระมารดามารีว่า ‘สตรี’ ไม่เรียกว่า ‘แม่’ ในคำพูดนี้พระองค์ปรารถนาเผยแสดงว่าพระแม่ คือ สตรี ยิ่งใหญ่ ทำนายล่วงหน้าในหนังสือปฐมกาล ผู้จะบดขยี้หัวงู “เราจะให้เจ้าเป็นศัตรูกับสตรีและลูกหลานของเธอ เธอจะบดขยี้หัวเจ้า ๆ จะรอฉกส้นเท้าของเธอ”ไม่มีใครสงสัยเลยว่า สตรีคนนี้ คือ พระนางพรหมจารีมารีอาผู้ศักดิ์สิทธิ์ โดยพระฤทธานุภาพของพระบุตร พระมารดาจะบดขยี้หัวซาตาน ความจริง เราน่าจะกล่าวว่า โดยอาศัยพระมารดา พระบุตรทรงรับเอากายบังเกิดเป็นมนุษย์ มิฉะนั้นพระองค์จะไม่สามารถทำงานชิ้นนี้ แน่นอน พระแม่มารีเป็นศัตรูของงู เพราะลูซิเฟอร์เป็นเทวดาเย่อหยิ่งจองหอง อกตัญญู ดื้อดึง ส่วนพระแม่เป็นสตรีสุภาพถ่อมตน กตัญญู นอบน้อม พระคัมภีร์บอกว่า “พระแม่จะบดขยี้หัวงู”เพราะพระมารดามารี อาศัยพระฤทธานุภาพของพระบุตร ปราบความเย่อหยิ่งจองหองของลูซิเฟอร์ มันรอฉกส้นเท้าของพระเยซูคริสตเจ้า หมายถึง ความเป็นมนุษยภาพอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ ที่อยู่ติดผืนโลก ในการสิ้นพระชนม์ พระมหาไถ่ได้ชัยชนะปิศาจอย่างรุ่งโรจน์รุ่งเรือง และขับมันออกจากอาณาจักร เพราะมนุษยได้ทำบาป มันได้ครอบครองมนุษยชาติ

พระเป็นเจ้าตรัสกับงูว่า “เราจะให้ลูกหลานของเจ้าเป็นศัตรูกับเธอ” นี่แสดงว่า หลังจากการล่มสลายของมนษย์เพราะบาป สองครอบครัวมีลูกหลานในโลก ลูกหลานของปิศาจคือครอบครัวคนบาป ที่มันล่อลวงให้ทำชั่ว ลูกหลานของพระแม่มารีอา คือ ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ ประกอบด้วยผู้ชอบธรรมทั้งหมด มีพระเยซูคริสตเจ้าเป็นศีรษะ ฉะนั้น พระเป็นเจ้าทรงบันดาลให้พระแม่มารีเป็นมารดาของศีรษะและอวัยวะส่วนอื่นทั้งหมด หมายถึงสัตบุรุษ อัครสาวกเขียนว่า “ท่านทุกคนเป็นหนึ่งเดียวในพระคริสต์เยซู และถ้าท่านเป็นของพระองค์ ท่านก็เป็นลูกหลานของอะบราฮัม” ด้วยเหตุนี้ พระเยซูคริสตเจ้าและสัตบุรุษเป็นกายเดียวกัน เพราะศีรษะแยกจากอวัยวะอื่นไม่ได้ อวัยวะอื่นเหล่านี้คือลูกทั้งมวลของพระมารดามารีทางจิตวิญญาณ อันเดียวกับของพระเยซูคริสตเจ้า ฉะนั้น พระเยซูไม่ได้เรียกนักบุญจอห์นว่า ‘จอห์น’ แต่เรียกว่า อัครสาวกที่ทรงรัก เพื่อเราจะได้เข้าใจว่าพระแม่มารีเป็นมารดาของคริสตชนชอบธรรมทุกคน ที่พระเยซูคริสตเจ้ารัก และที่จิตวิญญาณของพระองค์พักพิงอยู่ นี่คือคำอธิบายของโอริเยน “พระเยซูตรัสกับพระมารดามารีว่า “นี่คือลูกของท่าน” คล้ายกับพระองค์จะเปรียบว่า บรรดาคนชอบธรรมไม่มีชีวิตเพื่อตนเอง แต่พระเยซูทรงมีชีวิตในเขาทั้งหลาย เท่ากับว่าเขาเหล่านั้นมีพระเยซูเองซึ่งเป็นลูกที่พระนางให้กำเนิดอยู่ในนั้นด้วย และให้พระนางรับเขาเหล่านั้นเป็นลูกด้วย



ประโยคที่สี่
“พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า ทำไมพระองค์ทอดทิ้งข้าพเจ้า?”

นักบุญมัธทิวเขียนว่า พระเยซูตรัสคำเหล่านี้ด้วยพระสุรเสียงดังกึกก้อง ทำไมพระองค์พูดเช่นนั้น? ยูไธมิอุสกล่าวว่า พระองค์ร้องตะโกนออกมาเพื่อแสดงให้เราเห็นพระฤทธานุภาพของพระองค์ ถึงแม้พระองค์กำลังจะหมดลมหายใจ พระองค์ยังสามารถร้องดัง ๆ คนกำลังจะตายทำไม่ได้เพราะอ่อนเพลียหมดเรี่ยวแรง พระองค์ต้องการแสดงให้เราเห็นด้วยว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ด้วยความตายอันเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส บางคนอาจคิดว่า เนื่องจากพระเยซูเป็นทั้งพระเป็นเจ้าและมนุษย์ โดยพระฤทธานุภาพแห่งพระเทวภาพของพระองค์ ๆ ได้ทำให้ความเจ็บปวดทรมานของพระองค์ลดน้อยลง และเพื่อไม่ให้คนคิดเช่นนั้น พระองค์คิดว่าเหมาะสมในการประกาศว่า ความตายของพระองค์ขมขื่นยิ่งกว่าความตายที่มนุษย์พอทนได้ พระองค์ยังประกาศอีกว่า ขณะมรณะสักขีได้รับความบรรเทาใจอันอ่อนหวานละมุนละไมจากพระเป็นเจ้า แต่ พระองค์ จอมราชันแห่งมรณะสักขี ทรงเลือกความตายปราศจากความบรรเทาใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อตอบสนองความยุติธรรมของพระเป็นเจ้าสำหรับบาปทั้งหมดของมนุษยชาติ เพราะฉะนั้น ซิลเวียราพูดว่า พระเยซูเรียกพระบิดาว่า พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า เพราะพระองค์ให้เกียรติ พระบิดา ในฐานะ พระตุลาการ

นักบุญลีโอเขียนว่า เสียงร้องของพระเยซูไม่ใช่ ความเศร้าโศกเสียใจ แต่เป็น ข้อความเชื่อ เพราะพระองค์ปรารถนาสอนเราถึงความชั่วอันร้ายกาจของบาป พระเป็นเจ้าถูกบังคับให้ทอดทิ้งพระบุตรสุดที่รักของพระองค์โดยไม่มีความบรรเทาใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะพระบุตรยอมพลีพระชนม์ชีพเพื่อชดเชยบาปของเรา ในเวลาเดียวกัน พระเทวภาพ หรือพระสิริโรจนาไม่ได้ทอดทิ้งพระองค์ ยังอยู่กับพระองค์เสมอตั้งแต่วันที่พระองค์บังเกิด พระองค์ไม่ได้รับความบรรเทาเหมือนอย่างที่พระเป็นเจ้าประทานแก่ผู้รับใช้อย่างซื่อสัตย์ของพระองค์ในยามทุกข์ยาก พระเยซูถูกปล่อยให้อยู่ในความมืดมน ความกลัว ความขมขื่น ความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส เราคนบาปสมควรได้รับสิ่งเหล่านี้ ในสวนเยธเซมานี พระองค์ถูกพระเป็นเจ้าทอดทิ้ง แต่พระมหาทรมานของพระองค์บนไม้กางเขนทุกข์ระทมขมขื่นยิ่งกว่านี้หลายเท่า

โอ้ พระบิดา ผู้สถิตชั่วนิรันดร์ พระบุตร ผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง นบนอบอย่างที่สุด ได้ทำความผิดอะไร? พระองค์จึงได้ลงโทษพระบุตรด้วยความตายอันทุกข์ระทมขมขื่นยิ่งนัก โปรดทอดพระเนตรพระองค์แขวนอยู่บนไม้กางเขนด้วยตะปูสามตัว พระเศียรของพระองค์สวมด้วยมงกุฏหนามที่ทรมานพระองค์อย่างแสนสาหัส ทั่วพระกายของพระองค์เต็มไปด้วยบาดแผล ทุกคน รวมทั้งอัครสาวก ได้ทอดทิ้งพระองค์ ทุกคนดูหมิ่นพระองค์บนไม้กางเขนและสบประมาทพระองค์ ทำไมพระบิดา ผู้ทรงรักพระบุตรสุดพระหฤทัย จึงทอดทิ้งพระองค์? เราต้องเข้าใจ พระเยซูได้ยอมรับบาปของโลกเหมือนเป็นความผิดของพระองค์เอง แม้พระองค์เป็นมนุษย์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด หรือเป็นองค์ความศักดิ์สิทธิ์ก็ตาม พระองค์พลีพระชนม์ชีพของพระองค์เพื่อชดเชยบาปของเราทุกคน ดูเหมือน พระองค์เป็นคนบาปที่มีบาปหนาอย่างที่สุด ยอมรับผิดแทนมนุษย์ทุกคน พระองค์ทรงถวายพระกายของพระองค์เพื่อชดเชยบาปของมนุษยโลก เนื่องจากเราสมควรถูกทิ้งชั่วนิรันดร์ในนรก หมดหวังความรอด พระองค์จึงทรงเลือกความตายปราศจากความบรรเทาใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อปลดปล่อยเราออกจากความตายชั่วนิรันดร์
 
     
    By: ผงคลี     19/06/2004 03:17 AM  (208.147.1.5)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 75  
     
  ประโยคที่ห้า
“เรากระหายน้ำ”

นักบุญจอห์นเขียนว่า “เมื่อพระเยซูรู้ว่า ทุกสิ่งสำเร็จหมดตามบันทึกในพระคัมภีร์
พระองค์ตรัสว่า “ข้าพเจ้ากระหายน้ำ””
พระคัมภีร์หมายถึงคำพูดของประกาศกดาวิด
“เขาให้ข้าพเจ้ากินน้ำดี และ ในความกระหายน้ำ เขาให้ข้าพเจ้าดื่มน้ำส้ม”

บนไม้กางเขนพระเยซูกระหายน้ำอย่างแสนสาหัส
เพราะพระองค์ได้สูญเสียพระโลหิต
ครั้งแรกในสวน
ต่อมาในศาลาตัดสินความ พระองค์ถูกเฆี่ยนและสวมมงกุฎหนาม
และสุดท้ายบนไม้กางเขน
พระโลหิตไหลออกมา 4 ทาง
จากบาดแผลในพระหัตถ์และพระบาท ถูกเจาะด้วยตะปู เหมือนไหลจากธารน้ำ 4 สาย
แต่การกระหายทางจิตวิญญาณของพระองค์รุนแรงยิ่งกว่าการทรมานเหล่านี้หลายเท่า
นั่นก็คือ พระองค์ปรารถนากอบกู้มนุษยชาติอย่างเร่าร้อน
และพร้อมทนรับการทรมานเพิ่มขึ้นเพื่อเราทุกคน

ตามคำบอกเล่าของบลอสสิอุสเพื่อแสดงความรักหาที่สุดมิได้ของพระองค์

นักบุญลอเรนส์จัสติเนี่ยนเขียนว่า
“การกระหายน้ำนี้เกิดจากธารน้ำแห่งความรักปราศจากขอบเขตของพระองค์”


ประโยคที่หก
“สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว”

นักบุญจอห์นเขียนว่า “หลังจากพระเยซูดื่มน้ำส้ม พระองค์ตรัสว่า “สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว”” ในขณะนั้น ก่อนที่พระองค์จะหมดลมหายใจ พระองค์วางข้างหน้าดวงพระเนตรของพระองค์ ยัญบูชาของกฎเก่าทั้งหมด สัญลักษณ์แห่งเครื่องบูชาบนไม้กางเขน คำภาวนาทั้งหมดของพระสงฆ์สูงสุด คำทำนายทั้งหมดของประกาศกเกี่ยวกับชีวิตและการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ การทำร้ายพระกายของพระองค์และการสบประมาทพระองค์ ที่บอกไว้ล่วงหน้าว่า พระองค์จะต้องทนทุกข์ทรมาน เมื่อพระองค์เห็นทุกสิ่งสัมฤทธิ์ผลหมด พระองค์ทรงตรัสว่า “สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว”

นักบุญเปาโลให้กำลังใจเราวิ่งแข่งขันอย่างมีจิตใจเมตตากรุณา และต่อสู้กับศัตรูของเราด้วยความอดทน เพื่อเอาวิญญาณรอดไปสวรรค์: “ให้เราวิ่งอย่างอดทนในการแข่งขันข้างหน้าเรา เลียนแบบพระเยซู พระมหาไถ่และองค์ความเชื่อ โดยความปิติยินดีอยู่ข้างหน้าพระองค์ ๆ ทรงยอมรับพระมหาทรมานแห่งไม้กางเขน” อัครสาวกชักชวนเราต่อสู้กับการประจญล่อลวงของบาปและกิเลสตัณหาด้วยความอดทนจนถึงที่สุดโดยทำตามแบบอย่างของพระเยซูคริสตเจ้า พระองค์จะไม่ยอมลงจากไม้กางเขนเด็ดขาดตราบใดที่พระองค์ยังมีลมหายใจอยู่ นักบุญออกัสตินพูดว่า “พระองค์ได้สอนเราอะไร ขณะแขวนอยู่บนไม้กางเขน พระองค์จะไม่ลงมาเป็นอันขาดจนกว่าเรามีวิญญาณเข้มแข็ง แข็งแรงในพระเป็นเจ้าของเรา” พระเยซูได้พลีพระชนม์ชีพเป็นเครื่องบูชาครบบริบูรณ์ เพื่อยืนยันกับเราว่า พระเป็นเจ้าจะประทานรางวัลแห่งพระสิริโรจนาแด่ผู้ที่เพียรพยายามจนถึงที่สุด ตามคำสั่งสอนของพระองค์ในพระวรสารนักบุญมัทธิว “ผู้ใดเพียรพยายามจนถึงที่สุด ผู้นั้นจะรอด”

ฉะนั้น โดยกิเลสตัณหา, ความอ่อนแอของเนื้อหนัง, การประจญล่อลวงของปิศาจ, หรือการเบียดเบียนของมนุษย์ เรารู้สึกตัวถูกรุกรานให้หมดความอดทน หรือปล่อยเนื้อปล่อยตัวทำเคืองพระทัยพระเป็นเจ้า ให้เราหันดวงตาไปยังพระเยซู ถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขน พระองค์ได้หลั่งพระโลหิตเพื่อความรอดของเรา และให้เรารำพึงว่า เรายังไม่เคยหลั่งเลือดแม้แต่หยดเดียวเพื่อความรักต่อพระองค์: ท่านยังไม่เคยสู้รบจนกระทั่งเลือดตกยางออก จงเพียรพยายามต่อต้านการทำบาป เมื่อเราได้รับการดลใจ ให้ลดตัวถ่อมตน ไม่แสดงความรู้สึกในทางลบ ไม่ทำอะไรตามความพอใจ ไม่ทำอะไรที่อยากรู้อยากเห็น ให้ทำสิ่งที่ขัดต่อรสนิยมของเรา เราต้องละอายใจที่ไม่ยอมทำสิ่งเหล่านี้เพื่อพระเยซูคริสตเจ้า พระองค์ทรงทำทุกสิ่งเพื่อเรา พระองค์ได้ประทานพระชนม์ชีพและพระโลหิตทุกหยดเพื่อเรา ๆ ควรละอายใจถ้าเราไม่ทำทุกสิ่งเพื่อพระองค์

ให้เราสู้รบตบมือกับบาปสุดความสามารถของเรา และหวังในชัยชนะจากบุญกุศลของพระเยซูคริสตเจ้าเท่านั้น โดยวิธีนี้ นักบุญทั้งหลาย โดยเฉพาะมรณะสักขี ได้ชนะการทรมานและความตาย: “ในทุกสิ่งเรามีชัย โดยอาศัยพระองค์ ผู้ทรงรักเรา” เพราะฉะนั้น เมื่อปิศาจสร้างเครื่องกีดขวางในความคิดของเรา โดยความอ่อนแอของเรา ดูเหมือนยากเหลือเกินที่เราจะเอาชนะได้ ให้เราหันดวงตาของเราไปยังพระเยซู แขวนอยู่บนไม้กางเขน และวางใจอย่างสิ้นเชิงในความช่วยเหลือและบุญกุศลของพระองค์ แล้วสวดพร้อมกับอัครสาวกว่า “ข้าพเจ้าทำได้หมดทุกสิ่งโดยพระองค์ ผู้เป็นความเข้มแข็งของข้าพเจ้า” โดยตัวเอง ข้าพเจ้าไม่สามารถทำอะไรได้เลย แต่ โดยความช่วยเหลือของพระเยซู ข้าพเจ้าทำได้หมดทุกสิ่ง

ด้วยเหตุนี้ ให้เราเร่าร้อนด้วยความอดทนในการต่อสู้กับการเบียดเบียนในชีวิตปัจจุบัน ด้วยการมองดูความเจ็บปวดของพระเยซูบนไม้กางเขน พระองค์ตรัสว่า:

“จงมองดูความเจ็บปวดแสนสาหัสและความผิดทั้งหมด
ที่เราต้องทนทรมาน เพื่อท่านบนไม้กางเขน
ร่างกายของเราแขวนอยู่บนตะปู 3 ตัว เต็มไปด้วยบาดแผล นับไม่ถ้วน
คนรอบข้างสบประมาทเยาะเย้ยเรา ทำให้เราทุกข์ระทมขมขื่นยิ่งนัก
วิญญาณของเราทุกข์ระทมขมขื่นยิ่งกว่าร่างกายของเราหลายเท่า
เราเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส เพราะ....เรารักท่าน
จงมองดูความทุกข์ระทมขมขื่นที่เราอดทนเพื่อท่าน และจงรักเราบ้างเถิด
อย่าท้อใจที่จะยอมรับความทุกข์เพื่อเรา
เราได้ดำรงชีวิตด้วยความทุกข์ระทมขมขื่นอย่างมหันต์
และบัดนี้เรากำลังจะตายด้วยความตายอันทุกข์ระทมขมขื่นแสนสาหัส......เพื่อท่าน ”



ประโยคที่เจ็ด
“พระบิดา ลูกขอถวายวิญญาณของลูกในพระหัตถ์ของพระองค์”

ยูไทคิอัส เขียนว่า พระเยซูตรัสคำเหล่านี้ด้วยเสียงดังลั่น เพื่อมนุษย์ทุกคนจะได้เข้าใจว่า พระองค์เป็นพระบุตรแท้จริงของพระเป็นเจ้า ที่พระองค์เรียก พระบิดา นักบุญจอห์นคริสสอสโทม เขียนว่าพระองค์ทรงร้องเสียงดัง เพื่อสอนเราว่า พระองค์ไม่ได้ตายด้วยความจำเป็น แต่ด้วยอำเภอใจของพระองค์ เสียงของพระองค์ดังชัดเจนหนักแน่นในขณะที่พระองค์มาถึงจุดจบแห่งชีวิต เมื่อพระเยซูยังมีชีวิตอยู่ พระองค์ตรัสว่า พระองค์ยินดีสละชีวิตเพื่อแกะของพระองค์ ไม่ใช่เพราะเจตนาชั่วร้ายของศัตรูของพระองค์: “ข้าพเจ้าพลีชีวิตให้กับแกะของข้าพเจ้า ไม่มีใครเอาชีวิตจากข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าพลีชีวิตของข้าพเจ้าเอง”

นักบุญอะธานาสิอุส พูดว่า ในการถวายตัวแด่พระบิดา พระเยซูคริสตเจ้า ในเวลาเดียวกัน ทรงถวายสัตบุรุษทั้งมวล ผู้โดยพระองค์ได้รับความรอด เพราะศีรษะพร้อมกับอวัยวะส่วนต่าง ๆ ประกอบกันเข้าเป็นกายเดียว เพราะเมื่อช่วงอาหารค่ำมื้อสุดท้ายพระองค์สวดซ้ำว่า “โอ้ พระบิดา ผู้ศักดิ์สิทธิ์ โปรดรักษาเขาทั้งหลายในนามของพระองค์ เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เป็นหนึ่งเดียว เหมือนอย่างที่เราเป็นหนึ่งเดียว” แล้วพระองค์สวดเพิ่มเติมว่า “พระบิดา ลูกปรารถนาให้คนเหล่านั้น ที่พระองค์ได้ประทานแก่ลูก อยู่ในที่ที่ลูกอยู่ และเขาทั้งหลายจะได้อยู่กับลูก”

ฉะนั้น นักบุญเปาโล กล่าวว่า “ข้าพเจ้ารู้ ข้าพเจ้าเชื่อในพระองค์ และแน่ใจ พระองค์จะรักษาคำมั่นสัญญา ที่ข้าพเจ้าผูกมัดตนเองกับพระองค์จนถึงวันนั้น” ขณะอัครสาวกอยู่ในคุก ทนทุกข์เพื่อพระเยซูคริสตเจ้า ท่านถวายตัวในพระหัตถ์ของพระองค์พร้อมกับความทุกข์และความหวัง โดยตระหนักว่า พระองค์ทรงซาบซึ้งในความกตัญญูและความซื่อสัตย์ของผู้ที่ทุกข์ทรมานเพื่อความรักต่อพระองค์

ดาวิด ฝากความหวังในพระมหาไถ่ ผู้จะเสด็จมาในอนาคต เขาพูดว่า “พระเจ้าข้า ในพระหัตถ์ของพระองค์ ข้าพเจ้าขอถวายวิญญาณของข้าพเจ้า เพราะพระองค์ได้ไถ่บาปข้าพเจ้า โอ้ พระเป็นเจ้าแห่งความจริง” เราควรจะวางใจในพระเยซูคริสตเจ้ามากกว่านี้ เพราะพระองค์ได้ไถ่บาปเราเรียบร้อยแล้ว ให้เราพูดอย่างกล้าหาญว่า “พระเจ้าข้า พระองค์ได้ไถ่บาปข้าพเจ้า ในพระหัตถ์ของพระองค์ข้าพเจ้าขอถวายวิญญาณของข้าพเจ้า พระบิดา ลูกขอถวายวิญญาณของลูกในพระหัตถ์ของพระองค์” คำภาวนานี้นำความบรรเทาใจมาให้คนกำลังจะสิ้นใจ เพื่อต่อสู้ กับการประจญจากนรก และ กับความกลัวว่าจะถูกลงโทษเพราะเขาได้ทำบาป

คำภาวนานี้ จะนำมาซึ่งความสันติสุขสำหรับผู้ใกล้สิ้นใจ เพราะไม่มีพ่อคนใด จะทิ้งขว้างดวงจิตวิญญาณของลูกที่ได้มอบถวายแด่พ่อก่อนตายได้ลง แต่ตรงข้าม ความรักและการอภัยจะหลั่งไหลมาให้ในวาระสุดท้าย ด้วยพระเมตตามหาศาล
 
     
    By: ผงคลี     19/06/2004 03:20 AM  (208.147.1.5)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 78  
     
  คำตอบเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งของศาสนาในประเทศไทยนั้น ตอบได้ง่ายมาก
ย้อนหลังไปสมัยพระนารายณ์มหาราช
สุโขทัยและอยุธยา มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติมาเนิ่นนานและอยู่กันอย่างสงบสุข จนกระทั่ง ชาวยุโรปเช้ามาพยายามเผยแพร่ศาสนา และ องค์กษัตริย์ก็อนุญาตให้เผยแพร่ได้ ซึ่งในเบื้องต้นก็เป็นไปอย่างสงบ จนกระทั่งไม่สามารถหาสาวกได้ตามเป้าหมาย และ ผู้นำศาสนาสมัยนั้นใช้การล่าอาณานิคมนำหน้า จึงมีการทำทุกวิธีทางที่จะเผยแพร่ศาสนา แม้แต่การพยายามให้พระนารายณ์เช้ารีต (อ่าน พงศาวดารฉบับต่างๆ)
ซึ่งพระองค์ทรงตรัสเป็นคำตายว่า
"บรรพบุรุษของเรานับถิอศาสนาพุทธมาตลอด และทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง เรามือาจไปนับถือศาสนาของท่านได้"

จนกระทั่ง พระเพทราชา ได้ครองราชย์ จึงมีการขับไล่พวกต่างศาสนาที่ประพฤติมิชอบออกจากราชอาณาจักรไปนานร่วมร้อยปี

และเริ่มมีการติดต่อค้าขายกันอีกครั้ง ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึงก้มีเหตุให้ทะเลาะกันอีก เพราะการกระทำที่ไม่เหมาะสมของผู้เผยแพร่ศาสนา

ต้องยอมรับว่า วิธีการของการเผยแพร่ศาสนา ก่อความรำคาญให้ผู้อื่นย่อมนำมาซึ่งการต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธเองก็ตาม การบอกบุญแบบบังคัย หรือ ข่มขู่ บิดเบือนคำสอน เช่น กรณีธรรมกาย หรือ การนำป้ายมาติดบนยอดไม้ หรือ เอาการ์ตูนมาด่าศาสนาอื่น

สิ่งเหล่านี้คงไม่ใชสื่งที่ศาสดาของแต่ละศาสนาต้องการให้เป็น แต่คงเป็นเพราะสาวกในยุคค่อมามีความคิดเพี้ยนๆ อยากจะครองโลกกระมัง

ปัญหาที่เอ่ยมา มันเป็นเรื่องของผู้กุมอำนาจในขณะนั้นเท่านั้น ไม่ใช่ปัญหาของศาสนา เป็นช่วงเวลาที่ประเทศยังขาดรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่นำมาใช้เป็นการศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองในยุคมืด
ไม่ใช่แค่เรื่องศาสนาเท่านั้น กระบวนการยุติธรรมก็ไม่ได้รับการคุ้มครอง เช่น การสังหารนายเตียง สส.ภาคอีสานที่ทุ่งบางเขนทั้งกุญแจมือ ก็เป็นเรื่องของยุคมืดเข่นกัน

ศาสนาพุทธ และ พุทธศาสนิกชนที่เข้าใจแก่นของศาสนาที่แท้จริง ไม่เคยไปบังคับ หรือ ขู่เข็ญให้บุคคลใดต้องมานับถือศาสนาพุทธ เราเชื่อในกฎแห่งกรรม ผู้ทำกรรมใดย่อมได้รับกรรมนั้นในทึ่สุด ไม่มีการทำบุญเพื่อล้างบาป เราพยายามเลี่ยงการทำบาปหรือการเบียดเบียนผู้อื่น

ศาสนาของเราไม่มีพระเจ้า ไม่มีเทพ มีแต่ผู้ทำบุญมากน้อบและบาปมากน้อย เท่านี่น

ดังนั้น ใครอยากจะนับถืออะไร เชิญ

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
 
     
    By: .     20/06/2004 10:36 PM  (203.195.105.34)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 79  
     
 


ยินดีคะ .....
และ ขอชี้แจงด้วยความเคารพ

บทความและโฮมเพจการ์ตูนที่เรายกมาอ้างอิงนั้น ..... เมื่อคนของบางกลุ่มชน เข้ามาวุ่นวายและวิภาควิจารณ์ศาสนาของพวกเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่เรา นับถือ เคารพ และ ศรัทธา ย่อมเป็นสิทธิของพวกเราโดยชอบธรรมที่จะกล่าวอ้าง ... และ นั่นคือชีวิต เราปฏิเสธไม่ได้ที่จะ ต้องพบ ต้องเจอ ... ดังนั้น ท่านๆบางกลุ่มชน ก็ต้องพึงสังวรณ์ไว้ด้วยว่า ... ท่านๆ สมควรยอมรับการยอกย้อนจากเราด้วย .. เช่นกัน ..!!

การกระทำของเราหรือของคนในแต่ละศาสนา ย่อมมีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันแน่นอน ของพุทธเองก็มีมิใช่น้อย แต่ส่วนมากแล้ว ชาวพุทธที่ไประรานศาสนาอื่นในประเด็นของศาสนา เราไม่ค่อยได้พบเห็นมากนัก แต่ศาสนาอื่นๆ ที่พยายามเผยแพร่เข้ามา มักใช้วิธีการมากมายที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการสัญญาว่า จะให้ จะได้ ........................

บทความและโฮมเพจการ์ตูนตัวอย่างที่เรานำมาโพสนั้น .....
เราไม่สามารถบอกและอ้างอิงได้ทั้งหมดว่า ใครทำ ทำเพื่ออะไร..................?

แต่ในข้อความนั้นมีการอ้างถึง .....
ดังนั้นกลุ่มของศาสนานั้นๆ ต้องมีการเคลื่อนไหว ชี้แจง
ถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่คำสอนของศาสดาของท่านจริงๆ การนิ่งเฉยแสดงถึงการยอมรับ ...!!!!!

เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของเราหรือของคนในศาสนาของเรา ที่ต้องออกมาปกป้อง เพราะคนในศาสนาเราที่ยังไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ของพุทธศาสนา หรือมีความเชื่อผิดๆ นั้น ยังมีอีกมากมาย ก็อาจจะหลงผิดทางไปได้

ศาสนาพุทธสอนเรื่องกรรม ทุกคนมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นกำเนิด จึงเกิดภพ เกิดชาติ ทุกคนมีโอกาสแก้ไข แต่ต้องรับสิ่งที่ตนเองกระทำในอดีตภพ อดีตชาติ นี่คือความยุติธรรม สิ่งใดที่ตนทำ ตนต้องรับผิดชอบ................................!!!!!!

แค่เชื่อ แค่ศรัทธา แล้วขึ้นสวรรค์ คงง่ายไป มั้งคะ ... ???

และ ตราบใดที่บางท่านยังเน้นที่จะกระทำ ..... ในการให้ร้ายต่อศาสนาของเราอย่างไม่ลดล่ะ เราก็ไม่เห็นแปลกตรงไหน ที่เราก็น่าจะสามารถนำเสนอบทความที่ถูกวิเคราะห์วิจารณ์อย่างใกล้เคียงความจริงในศาสนาของบางท่านนั้น มาเผยแพร่ ได้เช่นกัน ..!!

ถ้าเราไม่พูดไม่คุยกันเลย ... เยาวชนและคนในศาสนาของเราบางท่านจะรู้ได้ยังไง ว่าใครกำลังทำอะไรกันอยู่ บางทีสมาชิกของท่านบางคนหรือบางกลุ่มชน เค้าอาจจะไม่ทราบก็ได้ ว่าสิ่งที่เค้ากำลังกระทำอยู่นั้น เป็นมารยาทที่ไม่งามเลยสำหรับการแนะนำศาสนาของเค้าเช่นนั้น

ถ้าเราเห็น และ รู้สึกว่าไม่ถูกต้องจริงๆ .....
ทำไมเราต้องนิ่งเฉย ทำไมเราจะสะกิดเตือน ให้เค้ากระทำในสิ่งที่ควรไม่ได้บ้างเลยหรือ?

Burmese ... Cambodian ... Chinese ...
German ... Greek ... Thai ... Vietnamese

................................................................................................

ที่มา ...
http://www.chick.com/catalog/languageavailability.asp?Dec=0390
................................................................................................

และ เว็บเพจนั่น ..... ไม่ใช่มีแต่ภาษาไทยอย่างเดียวนะคะ มีตั้งหลายภาษา เห็นมั้ยคะ? ...

เราไม่ได้ดูถูกหรือไม่เคารพในสิ่งที่ท่านๆ นับถือ .....
แต่สิ่งที่พวกท่านบางกลุ่มชนกำลังสื่อสารอยู่ในพื้นที่สาธารณะนั้น น่าจะไม่เป็นการถูกต้องสำหรับศาสนาอื่นๆ มากกว่า


ถ้าจะอ้างว่าไม่เข้าใจภาษาไทย คงฟังไม่ขึ้น .....
เจตนากระทำ น่าจะเป็นประโยคที่เหมาะสมมากกว่า

และ ถ้ามีบางท่าน บอกว่า .....
เค้าอาจจะตั้งใจให้เกิดความขัดแย้งในสองศาสนา..?


เรื่องบางเรื่อง เราก็ต้องใช้จิตสำนึก ..... บทความทั้งหมด ที่เรานำมาอ้างอิงในเว็บไซต์น้ำตาลนั้น ถ้าท่านๆ ตั้งใจอ่านโดยตลอดและมีใจเป็นธรรม ท่านก็น่าจะเข้าใจได้เองว่า เราไม่ได้ระรานใคร เราเพียงแค่มาบอกเล่าหรือต้องการคำตอบบ้างว่า บางสิ่งที่พวกเค้ากำลังกระทำนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องสำหรับเรา แล้วก็ไม่ควรฉวยโอกาสกระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เช่นกัน

เวลาที่บางกลุ่มชนในศาสนาของท่านๆ จะโฆษณาชวนเชื่อ .....
ควรนำแต่สิ่งที่ดีๆ ในศาสนาของท่านมาจูงใจและนำเสนอต่อสาธารณชน

อย่างใน หนังสือพลังแห่งชีวิต แบบนั้น .....
เราก็ว่าไม่เห็นแปลกอะไร เรายอมรับได้ และ สิ่งใดที่พวกเราไม่ทราบ หรือ ได้ตั้งคำถามเพื่อต้องการคำตอบไว้บ้าง ท่านผู้รู้ในศาสนานั้นๆ ก็ควรเพียรพยายามตอบให้พวกเราเข้าใจให้ได้ ด้วยเหตุผลอย่างมีสาระ มิใช่มาตอบโต้ หรือ โผล่มาเพียงแค่ต้องการด่าทอระบายอารมณ์เท่านั้น ..!!

คนไทยและคนในศาสนาพุทธส่วนใหญ่ .....
มีคุณสมบัติพิเศษสุด...สุด คือ ลืมง่าย และ ชอบที่จะ ละเลย อีกด้วย

ถ้าสังคมของเรามี กฎ กติกา มารยาท ที่ดีๆอยู่แล้ว ตัวเราเองต่างหาก ที่ต้องทำ ต้องไม่ละเลย และ ไม่ลืม กฎ กติกา และมารยาทนั้นๆ เมื่อเรารู้ และ รู้สึกว่า คนอื่นเอาเปรียบ และ กระทำผิดต่อเรา เราต้องรู้จักใช้สิทธิ์ เพื่อปกป้องในสิ่งที่เรา ควรมี ควรได้ ของเราอย่างจริงจัง ถ้าเราละเลย คนที่ชอบมักง่ายและชุ่ยๆ ... ก็จะคิดว่า นั่นเป็นเรื่องธรรมดา แล้วพวกเค้า ก็จะทำต่อๆ ไป จนเกิดอาการเคยชิน

ถึงเวลานั้นๆ เรามานั่งบ่นๆ แบบนี้ก็ไม่มีประโยชน์อันใดหรอก มั้งคะ? ...
เพราะตัวเราเองนั่นแหละ ก็มีส่วนกระทำให้ พวกเค้าได้มีโอกาส ได้กระทำเช่นนั้น จริงๆ ... !!!



โชคดีค่ะ


\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   11/11/2004 08:03 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 81  
     
  http://webinspirer.com/godwithus/
เว็บสำหรับผู้สนใจศึกษาความจริง และแสวงหาพระเจ้า

มีบอร์ดให้ซักถาม-ตอบได้ อย่างไม่จำกัด

http://webinspirer.com/godwithus/zboard/
.
 
     
    By: นก     22/06/2005 09:46 PM  (58.10.144.243)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 82  
     
 


รายชื่อเว็บคริสเตียนต่างๆ ทั่วโลก

>>> Sermons Online
>>> คริสตจักรไทยในต่างแดน
>>> เว็บต่างๆ ของคริสตจักรในประเทศไทย
>>> คริสตจักรในประเทศอังกฤษ
>>> School of Tyrannus
>>> InfoSpace คริสตจักรในอเมริกา
>>> Baptist Churches





 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/09/2005 10:43 AM  (61.90.103.208)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 83  
     
 
เรียน ... เพื่อนๆ สมาชิกโปรดทราบ

บันทึกเรื่อง ..... สงครามศาสนา หรือ ศาสนาสงคราม ทั้งหมด
อ้างอิงจาก หนังสือที่ระลึก ..... รวมหลักธรรม
ของ ..... พระธรรมปาโมกข์ (นพ องฺกุรปญฺโญ ป.ธ.๗) วัดธาตุทอง กรุงเทพฯ
ภาพประกอบจาก ..... โปสการ์ดของ Benny


ตอนนี้ น้ำตาลไม่ค่อยมีเวลามา Update
แต่น้ำตาลก็เข้ามาอ่านและดูแลเว็บไซต์น้ำตาล อยู่ตลอดเวลา

.......... ในโลกนี้ มีทั้งเรื่องราวดีๆ และ ไม่ดี เดินคู่กันไปเสมอ ยังมีเรื่องราวที่เกี่ยวกับศาสนาต่างๆ และ เรื่องเล่าเกี่ยวกับ สงครามศาสนา หรือ ศาสนาสงคราม ที่น่าอ่านอีกมากมาย และ ที่นี่เป็น เว็บไซต์ส่วนตัวของน้ำตาล เราไม่จำเป็นที่จะต้องสนใจ เลือกเก็บหรือบันทึก เฉพาะบทความดีๆ ที่สร้างสรรค์สังคมเท่านั้น เราสามารถ เลือกพิมพ์ บทความใดๆ ก็ได้ ซึ่งหนังสือฉบับนั้นๆ มีการเขียนอ้างอิง และ มีที่มาที่ไปอย่างชัดเจนของผู้เขียนท่านนั้นๆ จริงๆ ..........

.......... เราไม่รังเกียจที่ เพื่อนๆ สมาชิกฯ จะนำ .. บทความ .. ที่เพื่อนๆ สมาชิกฯ เข้าใจว่าถูกต้อง มาโพสไว้ที่เว็บไซต์ของน้ำตาล แต่กรุณาอ้างอิงที่มาให้ชัดเจน ถ้าเพื่อนๆ สมาชิกฯ นำมากล่าวอ้างหรือโพสลอยๆ แบบนั้น เราจำเป็นต้องลบทิ้ง เพราะเอกสารในหน้า บันทึกของน้ำตาล ที่เกี่ยวกับ สงครามศาสนา ทั้ง 2 หน้าบันทึกนั้น มีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน เรามิได้กล่าวอ้างถึงใครๆ อย่างไม่มีมูลเหตุของความเป็นจริง ..........

เรารับผิดชอบในทุกสิ่งทุกอย่างที่เราตั้งใจกระทำ
และ รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นบน เว็บไซต์ของน้ำตาล ทุกๆ ประการ อย่างไม่มีเงื่อนไข ..!!

.......... เพื่อนๆ สมาชิกที่เข้ามาอ่าน .. บันทึกของน้ำตาล .. กรุณาหาเวลาตั้งใจอ่านหน้าบันทึกฯ นั้นๆ อย่างจริงจัง และ กรุณาอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน เมื่อถึงเวลานั้นๆ เพื่อนๆ สมาชิกก็จะทราบได้เองว่า ข้อความใดคือ ส่วนที่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของน้ำตาลอย่างจริงจัง และส่วนไหนคือส่วนของ บทความที่พิมพ์อ้างอิงมาจากหนังสือฯ ที่เรากล่าวอ้างไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม จากนั้นเมื่อเพื่อนๆ สมาชิกฯ ได้อ่าน .. บันทึกของน้ำตาล .. อย่างลึกซึ่งแล้ว จึงค่อยๆ สรุปตามที่เพื่อนๆ สมาชิกฯ เข้าใจ หรือ ตามที่เพื่อนๆ สมาชิกฯ ได้ศึกษามานั้น อย่างเป็นเหตุเป็นผลและมีที่มาอ้างอิงอย่างถูกต้องตรงประเด็นอีกครั้ง ..........

แต่ถ้าเพื่อนๆ สมาชิกฯ ..............
อ่านแล้วอ่านอีก ก็ยังคิดว่า ทั้งหมดนั่น เป็นฝีมือของน้ำตาลจริงๆ
ก็ขอความกรุณา .. เพื่อนๆ สมาชิก ทุกๆ ท่าน .. แสดงความคิดเห็นส่วนตัว
โต้ตอบในแต่ละประเด็นได้ตามอัธยาศัย ที่...............หน้ากระดานเสวนา ..!!



โชคดีค่ะ บ๊ายบายนะคะ


หมายเหตุ ..............
เรายินดีที่จะเก็บข้อความหรือบทความของเพื่อนๆ สมาชิกฯ ไว้ ด้วยความเต็มใจ
แต่ถ้า เพื่อนๆ สมาชิกฯ เขียนด้วยความลุแก่อารมณ์ เราก็มีความยินดีที่จะลบทิ้งในทันที ที่เห็นเช่นกัน



ขอย้ำอีกครั้ง นะคะ ..........
ถ้าเพื่อนๆ สมาชิกฯ ต้องการโต้ตอบในแต่ละประเด็น กรุณาตั้งกระทู้ได้ตามอัธยาศัย
>>>>>> คลิกที่นี่ นะคะ ที่หน้า กระดานเสวนา

และ อย่าพยายามมาวุ่นวายกับเรา และ บันทึกของน้ำตาล
หวังว่า เพื่อนๆ สมาชิกฯ คงเข้าใจนะคะ คำว่า บันทึกของน้ำตาล ..!! หมายถึงอะไร ..?



-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่ สงครามศาสนา
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่ สงครามศาสนา .. ๑





 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/09/2005 10:50 AM  (61.90.103.208)
 


     
 
       
ชื่อ ::
  *
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปประกอบ ::
  ไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
รายละเอียด ::
  *
  ใส่รูปแสดงอาการ ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
       
     
 
     
 
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ


Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.