| หน้าที่ท่านบรรเลง | บันทึกข้องน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนด | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- - เข้าระบบผู้ดูแล - -



น้ำตาล ... ตื่นจีน
     
 


น้ำตาล ... ตื่นจีน
อ้างอิงจาก .....
-http://thaispecial.com/yolwaraj
-http://leisure.mweb.co.th/walk/walk.html#walk5


โชคดีค่ะ บ๊ายบายนะคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
      By : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    18/08/2003 05:46 PM  (203.107.130.10)  
 
 
 
  หัวข้อ : 1  
     
 


เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว [10 ส.ค. 46] ..... ดีใจจังคะ ที่คุณลุง คุณป้า และ ญาติๆ ชวนกันไปทานอาหาร แล้วก็เดินเที่ยวที่เยาวราช พวกเราเดินเท้ากัน เริ่มต้นกันที่วัดปทุมคงคา ชมตึกบนถนนทรงวาด ผ่านท่าน้ำราชวงศ์ วนขวาไปตลาดเยาวราช ทะลุเจริญกรุง แล้วก็เลี้ยวเข้าไปไหว้พระที่วัดไตรมิตร สนุก ... สนุก คะ

พวกเรา ..... ไปกัน15 คน มีผู้เชียวชาญถิ่นเยาวราชหลายคน ก็คุณลุง คุณป้า คุณน้า คุณอาๆ แล้วก็พ่อแม่นั่นแหละ ที่คอยบรรยาย ... ระบบการเดินของพวกเรา ก็เดินกันแบบตามใจฉัน ... คือพวกผู้เชี่ยวชาญเธอก็จะเดินตามสบายของเธอ คนไหนอยากจะหยุดอธิบายหน้าบ้านไหนก็หยุด ... ส่วนผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญก็เดินเลือกฟังตามอำเภอใจเช่นกัน คืออยากฟังก็หยุด ไม่อยากฟังก็เดินเลยไป

1 / 10

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   18/08/2003 06:21 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 2  
     
 


คุณลุงวิน ..... หนึ่งในผู้นำของกลุ่มทัวร์วันนั้น บอกตั้งแต่ก่อนออกเดินทางว่า ถ้าใครอยากฟังความรู้ทางด้านสถาปัตยกรรม หรือเรื่องประวัติศาสตร์ ก็ให้เดินตามคุณลุง แต่ถ้าใครอยากฟังเรื่อง บ่นๆ ติๆ ... ไอ้นี่ก็เลว ... ไอ้นั่นก็แย่ ... ไม่มีอะไรดีสักอย่าง ก็ให้เดินตามฟังคุณป้าไป ส่วนพ่อของตาล ก็สั่งห้ามเดินตามนะ เพราะพ่อจะเดินไปเรื่อยเปื่อยของพ่อเอง ถ้าเดินตามพ่อแล้วก็อาจพลัดหลงจากกลุ่มได้

ตาล ..... ออกเดินไปโดยยังไม่รู้จะตามใครดี เพราะไม่ค่อยมีความรู้เรื่องอะไรเป็นพิเศษเลย จึงใช้วิธีมองๆเอา ถ้ากลุ่มไหนดูแล้ว ดุ ... เดือด ... เผ็ด ... มัน ... ฮา ก็จะเข้าไปร่วมด้วยสักนิด พอเริ่มรสชาติจางๆลง ก็ตีจากไปหากลุ่มใหม่

2 / 10

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   18/08/2003 06:33 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 3  
     
 


พวกเราเริ่มจาก ..... เดินดูตึกเก่าๆแถวถนนทรงวาดอันแสนจะคลาสสิค คุณลุงเดินไป ก็ตะโกนบอก แล้วก็ชี้ชวนให้พวกเราชมลายบนตึกแถวแถบหนึ่ง

"นี่ไง ... นี่ ... ดูดู ตึกสร้างก่อนสงครามโลก ลายปูนปั้นสวยๆอย่างนี้ ถ้าหลังสงครามโลกไม่มีแล้วนะ ตอนนั้นลำบากกันไปหมด ....."

พวกเรา ..... เงยหน้าขึ้นไปมอง แล้วก็ครางกัน ... ฮือ ... ทำตัวเหมือนลูกทัวร์ที่ดี ที่ไม่เคยมาเยาวราช ลายปูนปั้นบนตึกเป็นเถาผลไม้ ที่ยังสมบูรณ์มาก และ สวยเสียจนพวกเราลืมไปว่า กำลังยืนดูตึกแถวเก่าๆ ริมถนน พวกเราพูดๆกันต่างๆนานา แบบแย่งๆกันพูดเสียงแซด ถึงชนิดของผลไม้ข้างบนนั่น กำลังพูดๆ เล็งๆกันอยู่

ก็มีเสียงห้าวๆ แทรกเข้ามาถามจากด้านหลังว่า ..... "เออพี่ ตัวจีนข้างบนมันเขียนว่าไงเหรอ ... อยากรู้มานานแล้ว"

พอหันไปดูถึงได้รู้ว่า ...... คนที่ถามนั้น คือยามผู้เฝ้าตึกที่พวกเรากำลังยืนออกันนั่นเอง เค้าแอบมาขอร่วมสนุกด้วยมั้งคะ

3 / 10

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   18/08/2003 06:38 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 4  
     
 


ตึกสวยๆอย่างนี้ ..... พอมองลงมาที่หน้าบ้านกลายเป็นร้าน ... ขายพริกแห้ง ... หัวหอมแดง ... มีเข่งกระเทียมกองกันเต็มไปหมด คนไหนเอากล้องมาก็ถ่ายภาพกันใหญ่ ... แชะ ... แชะ ... คนที่รักงานศิลป์เห็นคุณค่าของศิลปะบนตึก ก็พากันร้องเสียดายความงาม ว่า ... คนแถวนี้ไม่รักษาของ ... แต่ชาวบ้านแถวนี้เค้ารักที่จะทำการค้า เค้าก็คงต้องมองเห็นคุณค่าของทำเลในการค้าขายของเค้ามากกว่า ซึ่งก็เป็นเรื่องของการมองต่างมุม ตามความคิดของแต่ละคนนั่นเอง

พอขบวนของพวกเรา ..... เดินผ่านไปทางไหน ก็ กลายเป็นที่สะดุดตา ... ที่นี่ ทำงานกันข้างล่าง ... บ้านอยู่ข้างบน ... เรื่องงาน ... เรื่องบ้าน ... เรื่องเดียวกัน อย่างนี้ล่ะคือ ... วิญญาณของเยาวราช !!

คุณลุง ก็บรรยายไปเรื่อยๆ ..... พวกเค้าอยู่กันมานาน รุ่นพ่อสร้างตรงนั้น พอมาถึงรุ่นลูกก็ทุบตรงนี้ ผ่านการตัดสินใจของคนหลายรุ่น เยาวราชจึงเป็นอีกที่หนึ่ง ที่"สุด..สุด" ของเมืองไทย ... คุณลุงเน้นเสียงคำ "สุด ... สุด" เสียงดังก้องถนนแคบๆ

เสียงคุณลุง เรียกความรู้สึก ..... สุด ... สุด ได้จริงๆ ชาวบ้านที่กำลังแบกข้าวสารลงจากรถบรรทุก ก็ยังต้องหยุดมองเลย แถมบางคนที่ตามมาได้ก็เดินตามมาฟัง เรียกว่าต่างคนก็ต่างสนใจกันและกัน จนกลุ่มของพวกเราเพิ่มขึ้นทีละคน สองคนเต็มถนนเลย ดีว่าวันนั้น เค้าจัด "งานวันแม่ให้พระราชินี" จึงปิดถนนเป็นแนวยาว พวกเราก็เลยเดินกันอย่างสบายๆ

4 / 10

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   18/08/2003 06:44 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 5  
     
 


พอกลุ่มของเรา ..... มาหยุดที่หน้าร้านขายลัง ตรงทางสามแพร่งแห่งหนึ่ง เถ้าแก่ในร้านกำลังนั่งดุๆลูกน้องอยู่ที่โต๊ะบัญชีในร้าน ... คุณลุงก็กำลังอธิบายเรื่องประวัติของถนนในเยาวราชที่เลื้อยๆไปตามธรรมชาติของทางวิ่งหนีไฟ

ว่าแต่ก่อนนั้น ..... หลังบ้านเดินถึงกันหมด มีซอยเยอะแยะมหาศาล ไม่ใช่เจ้าของถิ่นหลงนะ ... พวกอั้งยี่ไง ... โจรอั้งยี่หนีเข้าซอย ตำรวจตามไม่เจอหรอก แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ปิดหมด ตัวใครตัวมัน ... ยิ่งเล่าคุณลุงก็ยิ่งเสียงดังๆ พวกเราก็เลยดูเหมือนพวกไทยมุง บางคนก็ถือวิสาสะไปนั่งฟังอยู่บนลังที่เค้าวางขายอยู่หน้าร้าน ... คนที่นั่งหน่ะ ... ตาลเองคะ นำก่อนเลย ก็เริ่มเมื่อยแล้ว ... : ))

คนอื่นๆที่ตามพวกเรามา ..... บางคนก็พากันจดเล็กเชอร์ยิกๆ ... เถ้าแก่ถึงกับหมดอารมณ์ดุลูกน้องไปเลย หันมาสนใจพวกเราแทน ลูกน้องก็เลยรอดตัวไปอย่างหวุดหวิด แต่ไม่รู้ว่า พอพวกเราผ่านไปแล้ว เถ้าแก่จะไปดุต่อภาคสองอีกมั้ยเนี้ย !!

5 / 10

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   18/08/2003 06:50 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 6  
     
 


จากนั้น ..... ก็เดินเข้าไปในตรอก ผ่านร้านขายของชำร้านหนึ่ง ที่หน้าร้านมีใบแปะก๊วยวางขายอยู่หน้าร้าน มีป้ายบอกสรรพคุณติดอยู่ว่า ... กันหลงลืม ... แก้โรคความจำเสื่อม ...ขบวนของเราผ่านไป ก็ถ่ายภาพกัน แชะ ... แชะ จนอาม่า กะ อาตี๋ลูกชาย ต้องเดินออกมาตื่นตากับกลุ่มคนหน้าร้านบ้าง

ได้ยินเสียง ..... พ่อ กะ แม่ กำลังเกี่ยงกันว่า ใครควรซื้อใบแปะก๊วยไปรักษาสมองมากกว่ากัน ... แล้วก็ได้ยินเสียง อาตี๋ บอกพวกเราที่กำลังถ่ายภาพกันอยู่ว่า ..... ถ่ายรูปได้ แต่ขอไอ้นี่ได้เปล่า ... อาตี๋พูดพลางก็ชี้ไปที่เอกสาร ..... "เยาวราชเสน่ห์นี้ที่ยาวนาน" เป็นเอกสารของเครือซีเมนต์ไทยที่จัดทำขึ้นให้อ่านเป็นความรู้ ซึ่งคุณลุงได้ถือมาด้วย

ส่วนอาม่ารีบเดินมาที่ตาล แล้วถามว่า ..... จะเที่ยวอย่างนี้ต้องไปซื้อทัวร์ที่ไหน ... ยังจำได้ว่า สายตาของอาม่าแสดงความเสียดายอย่างมากมายที่รู้ว่า อาม่าไม่สามารถซื้อทัวร์แบบนี้ได้ที่ไหน ก็คงเห็นพวกเรามากมายได้มาเที่ยว ได้มาชมถิ่นของอาม่าอย่างนี้ อาม่าแกก็คงอยากรู้เรื่องราวของตัวเองบ้างมั้งคะ เพราะเจ้าของถิ่นเองต่างหาก ที่ควรจะรู้เรื่องราวของตนให้ดีที่สุด แต่นี่อาม่าคงมัวแต่ทำมาหากินขายของอยู่ล่ะมั้ง เลยไม่ได้เดินเที่ยวชมหมู่บ้านของตัวเองเลย จึงทำท่าอย่างกับเสียดายปานนั้น

6 / 10

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   18/08/2003 06:56 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 7  
     
 


ของที่เราเห็น ..... หรือสิ่งที่เค้าทำกันอยู่ทุกวัน พอพวกเราไปเห็นเข้า ก็กลายเป็นเรื่องแปลกๆ ... อาม่าคนหนึ่งกำลังนั่งรับบริการถอนขนที่หน้าด้วยเส้นด้ายอยู่ริมทางเท้าข้างถนน อาม่าถูกทาหน้าด้วยแป้งจนขาวๆ มีผู้หญิงนั่งคาบปลายด้ายด้านหนึ่ง และใช้มือทั้งสองขึงปลายด้ายอีกสองด้านพาดผ่านหน้า แล้วทำมือเหมือนเอ็ดเวิร์ดซิสเซอร์แฮนด์ ... ฉับ ... ฉับ !!

ตาล สนใจมากๆ จนลืมไปว่า ..... เรากำลังมองเรื่องธรรมดาๆของเค้ามากจนเกินพอดีแล้ว แม้ที่นี่จะเป็นที่สาธารณะ แต่ตาลก็กำลังเข้าไปจ้องความเป็นส่วนตัวของคนอื่นเข้าให้แล้ว และ ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ตาลคนเดียวที่ตื่นเต้นที่ได้เห็นอะไรแบบนี้ ก็ยังมีญาติๆคนอื่นๆในกลุ่มของพวกเรา เสียงกด แชะ ... แชะ อยู่นานพอดู ...

เลยโดนอาม่าบ่นสั่งสอนมานิดหน่อยว่า ..... ไอ้นี่มันบ้าหรือเปล่าวะ ถ่ายอยู่ได้ ???

7 / 10

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   18/08/2003 07:03 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 8  
     
 


ฉากเด็ดอีกฉาก ..... คือตอนที่ขบวนของพวกเรา พาเหรดกันเข้าไปในตลาดใหม่ของเยาวราช ที่นี่ไม่มีอะไรแตกต่างมากนักสำหรับพวกเรา ... แต่เป็นที่สนใจมากๆสำหรับชาวตลาดสดในวันนั้น ... พ่อค้าหยุดแล่เนื้อหมู ... แม่ค้าก็หยุดชั่งปลิงทะเล ...

เมื่อใครคนหนึ่งในพวกเราที่อยู่ต้นขบวนหยุดถามว่า ..... นี่หอยอะไร ???

โดยมีลูกขบวนที่เหลือคอยรอฟังคำตอบอย่างตั้งใจไปด้วย เนื่องจากยังไงๆก็เดินต่อไปไม่ได้ ...

เวลาอาหารกลางวันของพวกเรา ..... ถือเป็นจุดเด่นมากๆๆๆๆ ก็คงสำหรับตาลคนเดียวกระมั้งคะ เพราะคุณลุง คุณป้า ก็จะสรรหาของกินพิเศษสุดในท้องถิ่นนั้นมาให้ชิม เป็นที่เอร็ดอร่อยมากๆๆๆๆ ... ครั้งนี้พวกเราหยุดรับประทานอาหารกลางวันกันที่ร้าน "ก๋วยจั๊บนายเอ็ก" ริมถนนเยาวราช ร้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องต้มเลือดหมู แต่ซี่โครงหมูซีอิ๊วหวาน กับแกงจืดดอกไม้จีน ก็ทำเอาพวกเราหลายๆคนตั้งใจจดจำจะกลับไปทำกินเองอีกหลายๆวันทีเดียว ... นอกจากนั้นก็ยังมี "ก๋วยเตี๋ยวเซี้ยงไฮ้ทะเล" มาให้ชิมด้วย ไม่รู้คุณลุงเดินไปซื้อมาจากตรงไหน คุณลุงบอกว่าเป็นเจ้าแรกที่มาขายในเมืองไทย ก็อร่อยสุด..สุดอีกเช่นกันคะ

จากอาหารคาวแล้ว ..... ระหว่างทางก็มีรายการแวะชิมลอดช่องที่ "ร้านสิงคโปร์" ที่ถนนเจริญกรุง ร้านนี้ขายลอดช่องเหนียวๆแบบยาวๆๆ เป็นเจ้าแรก และ เป็นผู้ที่ทำให้เกิดคำว่า ... "ลอดช่องสิงคโปร์" ที่ถือกันว่าอร่อยที่สุดในประเทศไทย แต่คราวนี้ปรากฏว่า ..... กองทัวร์ของพวกเราเกิดกระจัดกระจายกันไปหมดแล้ว มีอยู่ทัพหนึ่ง แตกไปกินผิดร้าน จึงต้องไปตามกันกลับมากินซ้ำอีกที แต่คนที่ไปกินผิดร้านก็บอกว่าอร่อยเหมือนกันเลยคะ

8 / 10

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   18/08/2003 07:10 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 9  
     
 


ขณะที่เดิน ..... พวกเราก็พากันซื้อของกันไปเรื่อยๆ ซื้อต่างกันไปตามแต่ว่าใครอยากจะเก็บอะไรไว้เป็นที่ระลึก ที่เห็นก็มีพวก ... หยกวางขายอยู่ริมถนน ... แป้งกล่องกระดาษทาหน้าแบบเดียวกับที่อาม่าใช้ถอนขนหน้า ... ปฏิทินจีน ... พอดีตาลเดินไปเห็นคุณลุงกำลังจะจ่ายเงินให้ร้านขายตาชั่งแห่งหนึ่ง เพื่อซื้อไม้หลาแบบที่เราเห็นอาบังแขกที่พาหุรัดใช้วัดผ้าขายนั่นแหละ

ก็ได้ยินเสียงมีคนถามมาว่า ..... นั่นพี่จะซื้อไปทำอะไรครับ ???
เสียงคุณลุงตอบอย่างเท่ๆว่า ..... ผมไม่เคยซื้ออะไร เพื่อไปทำอะไรเลย : ))

ในที่สุด ..... เราก็เดินตามแผนที่วางไว้ได้ไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากความน่าสนใจมีมากเกินกว่าที่จะใช้เวลาเพียงครึ่งวันมาชื่นชม ตาลก็แอบหวังไว้เล็กๆว่า คงจะต้องมีทัวร์มาต่ออีกรอบแน่ๆนะคะ

ขณะที่เดินกลับ ..... ตาลเห็นพ่อหอบเอามีดอีโต้ที่ซื้อมาด้วยไม่รู้ตั้งกี่ขนาด เห็นแล้วก็เกือบอดไม่ได้ อยากถามว่า ..... พ่อจะซื้อไปทำอะไรเหรอคะ ??? แต่ก็ไม่ได้ถามคะ กลัวได้คำตอบแบบเท่ๆอย่างของคุณลุง : ))

สุดท้าย ..... พวกเราก็พากันมารวมตัวที่อุโบสถของวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร นั่งฟังคุณลุงเล่าถึงธรรมเนียมจีนต่างๆ ที่คุณลุงเห็นมีการปฏิบัติสืบต่อๆกันมาในครอบครัวจีน

9 / 10

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   18/08/2003 07:16 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 10  
     
 


ตาลถือว่าการมาทัวร์เยาวราชในครั้งนี้ ..... ได้สร้างมุมมองใหม่ๆที่มีประโยชน์ เพราะอย่างน้อยก็ทำให้ตาลได้ความรู้ว่า ... เยาวราชไม่ได้เป็นแค่ที่ซื้อทอง .... ที่ซื้อของโหล ... หรือที่กินอาหารร้านโปรดยามค่ำคืนของอีกหลายๆคนเท่านั้น

แต่ที่นี่ ..... ที่เยาวราชแห่งนี้ เป็นเสมือนรากเหง้าของคนจีนในเมืองไทยทุกแซ่ ที่โล้สำเภามาจากจีนโพ้นทะเล ที่นี่มีหลักฐานของการค้าที่รุ่งเรืองสมัยสนธิสัญญาเบาร์ริ่ง ที่ตาลเคยอ่านจากแค่ในตัวหนังสือ แต่ที่นี่สามารถอธิบายได้ด้วยภาพ ให้คนในยุคนี้รู้ว่า ... คนจีนเป็นผู้กุมเศรษฐกิจของไทยตั้งแต่ต้นจริงๆ แต่ดูเหมือนภาพเยาวราชที่ว่า ... กำลังจะเลื่อนหายไปตามระบบโลกาภิวัตน์

เดี๋ยวนี้ ..... ถิ่นเยาวราชมีประตูเมืองจีนแล้ว สร้างขึ้นอย่างใหญ่โตใช้เงินหลายล้านบาท เพื่อเป็นสัญลักษณ์ได้ดีไม่แพ้ประตูเมืองจีนที่ไชน่าทาวน์ใน San Francisco เลย

ตาลว่า ..... แต่ความจริงถ้าคนที่เยาวราชนี้ได้รับโอกาสที่ดีๆอย่างตาลบ้าง ได้ฟังประวัติเรื่องราวของตน บางทีพวกเค้าจะรู้ว่า วิถีชีวิต และ สิ่งธรรมดาๆ ที่พวกเค้าเคยทำอยู่ ทุกวัน ทุกคืน ต่างหาก ... คือสัญลักษณ์ที่แท้จริงของเยาวราช ... คือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด สิ่งก่อสร้างราคาเป็นร้อยๆล้านที่ไหน ก็ไม่อาจเทียบได้ ไม่อยากให้สัญลักษณ์ของเยาวราชหมดไป อยากให้คนเยาวราชรู้ เพื่อที่รู้แล้วจะได้รัก ... ถ้าคนในท้องถิ่นไม่รักษาไว้เองแล้ว ใครที่ไหนก็รักษาไว้ไม่อยู่

รักษาเรื่องแบบ จี๊น..จีน อย่างงี้แหละ น่ารักดีออกนะคะ ... !!


โชคดีค่ะ บ๊ายบายนะคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

10 / 10

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   18/08/2003 07:21 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 13  
     
  ลองอ่านเศรษฐิกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพ ของผาสุก พงษ์ไพจิตร กับการปกครอบแบบสมุหเทศาภิบาล ของ เตซ บุนนาค (มีแปลเป็นภาษาไทย) และเรื่องของ คอซูเจียง (เจ้าเมืองระนอง) การทำเหมืองแร่ในอดีต และสัญญาบาวริ่งที่เราต้องเสียเปรียบให้ฝรั่งเข้ามาทำเหมืองแร่ มันมีในหนังสือหลายเล่ม รวมทั้งจดหมายเหตุ ต้องค้นคว้าอ่านเอง ไม่มีการรวบรวมไว้เลย แต่ได้อะไรหลายอย่าง

พี่โอ่ อยู่กลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแห่งหนึ่ง เราค้นคว้าเพื่อทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ที่นักประวัติศาสตร์ส่วนกลางเข้าไม่ถึง และทำอะไรหลายอย่างในเอกสารในท้องถิ่น อ่านแล้วสนุกมากได้ความรู้มาก
 
     
    By: พี่โอ่     18/08/2003 10:59 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 14  
     
  หนึ่งก็เคยไปมานานแล้วล่ะครับ ไปทานอย่างเดียวน่ะครับ
แล้วเมื่อวันศุกร์นี้เองครับ หนึ่งไปเอาเสื้อกับพี่เอครับ ไปที่เยาวราชนี้แหละครับ แต่หลงครับ เพราะว่าไม่เคยขับรถไปเองสักทีครับ หลงเป็นชั่วโมงเลยครับ กว่าจะหาที่จอดรถได้ แล้วก็เจอกับพี่เอจนประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่จนได้ครับ
 
     
    By: หนึ่ง     18/08/2003 11:17 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 15  
     
  ชอบมากเลยครับ  
     
    By: SUPPAKIT     19/08/2003 01:22 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 16  
     
 

ขอบตุณในความรู้ แต่ชีวิตน่าอืจฉาจัง ได้กินอาหารอร่อย ได้เที่ยวที่ดีดี เฮ้อ... ขอตัวไปตำน้ำพริกก่อน

 
     
    By: blackninja     19/08/2003 02:43 AM  (203.113.41.103)
 

 
  หัวข้อ : 17  
     
  ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆ ที่นำมาฝากกันนะคะ
โชคดีเช่นกันนะคะ น้องน้ำตาล
 
     
    By: พี่มนต์     19/08/2003 07:58 AM  (202.129.15.82)
 

 
  หัวข้อ : 18  
     
  ตึ่งหนั่งเกี้ย ..... ในเมืองไทยเดี๋ยวนี้โชคดีกว่าเมื่อก่อนนะครับ สามารถบอกใครได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นลูกจีน เหมือนเป็นความภูมิใจ แต่ลองถามรุ่นพ่อรุ่นปู่เราดูนะครับ จะรู้ว่าลูกจีนในเมืองไทยเมื่อก่อนโดนคนไทยดูถูกขนาดไหน เวลาคนไทยเจอคนจีนก็ด่าไอเจ๊ก ไอลูกเจ๊ก ทั้งๆที่ลูกเจ๊กกู้ชาติมาจากพม่ามาให้คนไทยอยู่แท้ๆ คนไทยยังมาดูถูกพวกเราอีก

พ่อผมบอกว่า ..... เวลามีคนด่าพ่อผมไอเจ๊ก พ่อผมบอกก็ไม่คิดไรมาก ก้มหน้าก้มตาทำงานแล้วก็นับต่อไป หนอ ซา สี่ โหงว ลัก ถ้าไม่พอก็นับต่อไปให้มันอีก ขนาด ดร.ป๋วย เรียนที่อัสสัมยังโดนเพื่อนๆล้อเลยครับว่าเป็นลูกเจ็ก ตังค์ก็ไม่มีบ้านก็จน นักเรียนอัสสัมยุคนั่นก็ชอบใส่แหวนมาอวดกัน ดร.ป๋วย ไม่มีตังค์ซื้อนะครับ ก็โดนเพื่อนๆที่อัสสัมดูถูก พร้อมกับความเป็นลูกจีนด้วย จนกระทั่งดร.ป๋วยต้องปลอมลายเซ็นต์พ่อตัวเองนะครับ ให้กลายเป็นชื่อไทย ก็คิดดูแล้วกันว่าลูกจีนในเมืองไทยเมือ่ก่อน โดนคนไทยดูถูกขนาดไหน ขนาดลูกจีน 100% ยังไม่กล้าบอกเลยว่าเป็นลูกจีน

แต่เดี๋ยวนี้ ..... ไม่แล้วหล่ะครับ บางคนไทยเกือบทั้งตัวมีจีนเสี้ยวเดียว แต่ก็อยากบอกคนอื่นว่าเป็ฯลูกจีน ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไม

...................................
http://www.ac104.com
 
     
    By: ถังเหริน     19/08/2003 10:28 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 19  
     
  ขอบคุณมากเลย สิ่งที่ดีดีทีน้ำตาลมอบให้ ส่งมาให้อ่านเวลาที่เหงา
ขอให้น้ำตาลมีความสุขมากๆ นะครับ
และหวังว่าน้ำตาล คงส่งสิ่งที่ดีๆ มาให้อ่านอีกนะครับ
จะนั่งคอยอ่านด้วยใจระทึกพลัน

" แล้วอย่าลืมทำความดีนะครับ จะได้สบายใจ " ( ยืมคำของพี่อ๊อดมา )
ขอให้สมหวังในสิ่งที่หวัง
 
     
    By: แสงจันทร์     21/08/2003 01:04 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 20  
     
 


"ขนมไหว้พระจันทร์" เจ้าอร่อย

คนจีนกับคนไทยนั้น ..... มีวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องผูกพันกันมาเป็นเวลาช้านาน จนมีคำพูดว่าไทยจีนไม่ใช่อื่นไกลกากี่นั้งล้วนพี่น้องกันทั้งนั้น อาหารการกิน ขนบธรรมเนียมประเพณีในทุกวันนี้แทบจะหล่อหลอมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว

เทศกาลต่าง ๆ ของชาวจีน ..... ไม่ว่าจะเป็นตรุษจีน สารทจีน คนไทยก็กลายเป็น ส่วนหนึ่งทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ แม้กระทั่งเทศกาล "วันไหว้พระจันทร์" ซึ่งปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 21 ก.ย.และเมื่อเทียบกับ 2 อย่างดังกล่าวแล้ว "ไหว้พระจันทร์" เป็นประเพณีที่เริ่มลดความสำคัญลงเรื่อย ๆ มีเพียงคนเฒ่าคนแก่ เท่านั้นที่ยังสืบทอดประเพณีอันเก่าแก่นี้ไว้ เหมือนกับประเพณีไทย หลายอย่างที่ไม่ใคร่ได้รับความสนใจจากหนุ่มสาว

พูดถึงวันไหว้พระจันทร์สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ..... "ขนมไหว้พระจันทร์" บ้านผู้เขียนอยู่ใกล้กับคนจีน ถึงวันไหว้พระจันทร์ทีไรอาซิ้มใจดีจะเอาขนมไหว้พระจันทร์ ขนมเปี๊ยะ ขนมโก๋ ฯลฯ มาให้กินทุกปี นอกจากพระจันทร์แล้วขนมต่าง ๆ ก็กลายเป็นของหวานอันโอชะผู้คนไปด้วย ปัจจุบันอาซิ้ม อาแปะ ขึ้นสวรรค์ไปแล้ว ลูกหลานทำงานบริษัท คนรุ่นหลังจึงไม่ได้กินขนมไหว้พระจันทร์จากบ้านนั้นอีกเลย และเชื่อว่าเกือบทุกชุมชนเป็นแบบนี้

เคยเห็นอาแปะทำขนมไหว้พระจันทร์เองด้วยแม่พิมพ์มือมีด้าม ..... ใช้วิธีอัดขนมลงไป จากนั้นเคาะอีก 4-5 ครั้ง นำออกมา ได้รูปทรงที่สวยงามพิถีพิถัน คนสมัยก่อนการทำบุญได้ลงมือทำอาหารการกินเองถือว่าได้กุศลมาก หลังจากนั้น จึงมีเครื่องอัดขนมไหว้พระจันทร์ทำด้วยไม้ มีแผ่นสแตนเลสรองด้านล่าง ใช้ลมเป็นตัวอัดปั๊มขนมออกมา ปัจจุบันมีเครื่องมือทันสมัยปั๊มกันวันละเป็นพัน ๆ อัน

"ขนมไหว้พระจันทร์" ..... ในวันนี้ได้กลายเป็นธุรกิจ ที่สำคัญของร้านขายขนมหวานและภัตตาคารจีน ที่คุ้นเคยกันดีเช่น เชียงกรีล่า มังกรทอง และกิเลน ฯลฯ และเหมือนกับสินค้าอีกหลายอย่าง ในเรื่องคนทำไม่ได้ขาย ส่วนคนขายไม่ได้ทำเอง คือส่วนใหญ่ไปรับจากคนทำมาขาย

เคล็ดลับในการทำขนมไหว้พระจันทร์ให้อร่อยมีอยู่หลายอย่าง ..... ซึ่งเจ้าของสูตรเขาหวงปานกล่องดวงใจ แต่ผู้เขียนแฝงตัว ไปรู้มาบางอย่างเช่น การรีดแป้งต้องไม่หนาหรือบางเกินไป เมื่อนำมาห่อไส้ อัดลงพิมพ์ แล้วเข้าอบขนมก็จะสุก เหลืองทั่วกัน ขณะที่น้ำเชื่อมที่นำมาผสมกับแป้งที่จะทำเปลือกขนม ต้องข้นเหนียวและสีออกน้ำตาลไหม้ เมื่อนำมาผสมกับแป้ง และน้ำมันพืชจะได้แป้งที่สีสวย เนียน ไม่แห้ง อบออกมาแล้วจะนุ่มน่ากิน เคล็ดลับของการทำน้ำเชื่อมคือ ต้องมีหัวเชื้อน้ำเชื่อมที่บ่ม เก็บไว้ประมาณ 3 เดือน ผสมกับน้ำเชื่อม จึงจะได้สีและข้นเหนียวตามต้องการ ส่วนไส้ถ้าเป็นทุเรียน ควรจะเป็นหมอนทอง เพราะจะหอม สีสวย หวานมัน และอย่าเอาเนื้อส่วนติดเมล็ดมากวนด้วย เพราะเนื้อจะไม่เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นต้น

ในกรุงเทพฯถ้าจะสั่งขนมไหว้พระจันทร์อร่อย ๆ ..... มีร้านชื่อ "พร้อมพรรน" เป็นตึกแถวคูหาเดียวอยู่ที่สวนมะลิใกล้ ๆ กับ ธ.ศรีนคร (เดิม) ร้านนี้ขายมาเป็นสิบปีลูกค้าเยอะ สมัยที่ผู้เขียนอาศัยอยู่แถววิสุทธิกษัตริย์เคยนั่งรถรอบเมืองสาย 53 มาซื้อไปฝากญาติ ๆ แต่เมนูอร่อยของร้านนี้คืออาหารเจ ช่วงกินเจเดือนหน้านี้ลองแวะไปลิ้มลอง

อีกร้านเป็นร้านดังอยู่บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ..... ชื่อ "ตั้งเซ่งจั้ว" คนเก่าคนแก่รู้จักกันดี เพราะขายมากว่า 70 ปีแล้ว เดิมเป็นร้านขายขนมเปี๊ยะไม่มีชื่อร้านมาขายที่กรุงเทพฯ แต่มีร้านอื่นรับมาขายต่ออีก ขนมไหว้พระจันทร์ ของร้านนี้มีหลากหลายไส้ เช่น ไส้ทุเรียนหมอนทอง ถั่ว ถั่วดำ มะตูม และโหงวยิ้ง นอกจากนั้นยังมี ขนมบัวหิมะ ที่อร่อยมาก

นั่นเป็นร้าน "ขนมไหว้พระจันทร์" ที่คนบอกว่าอร่อย ..... ส่วนพระจันทร์จะชอบหรือไม่ เอาไว้เจอนักชิมจากโลกพระจันทร์แล้วจะถามให้นะจ๊ะ


โชคดีค่ะ บ๊ายบายนะคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/
........................................
อ่านต่อที่นี่นะคะ .....
-http://www.numtan.com/cgi-bin/webboard/generate.cgi?content=0120&board=board_1
-http://www.komchadluek.com/komchadluek/special/scoop/kod/2002/sep/20.php

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   22/08/2003 11:13 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 21  
     
 


เล่าขานตำนานเจ ..... อีกไม่กี่วันเทศกาลกินเจ ก็จะกลับมาเยือนเมืองไทยอีกครั้ง ปีนี้อยู่ในช่วง 26 ก.ย. - 4 ต.ค. (25 ก.ย. ล้างท้อง)

แต่ก่อน ..... ที่จะเริ่มเทศกาลกินเจนั้น "108 เคล็ดกิน"ขอพาคุณผู้อ่านไปดูที่มาที่ไปของเทศกาลนี้กัน เพื่อที่การกินเจปีนี้จะได้อรรถรสและคุณค่าของการกินเจมากขึ้น

เทศกาลกินเจ ..... ถือกำเนิดขึ้นมาในสมัยใด ไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่เท่าที่รู้กันทั่วไปคือเป็นเทศกาลของชาวจีนที่มีมานาน มีชื่อเรียกเต็มก็คือ เทศกาล "เกาอ่วงเจ"

ตำนาน ..... ที่เกี่ยวกับกำเนิดการกินเจก็มีหลายตำนาน อย่างตำนานแรกเป็นเรื่องของปรากฏการณ์ผักชีโรยหน้า ที่มนุษย์บนดินสร้างขึ้นมาเพื่อเอาใจเทพเจ้า 9 องค์ที่สิงสถิตอยู่ ณ ดาวจระเข้ เพราะว่าพอถึงเวลานี้ เทพเจ้าท่านจะเสด็จลงมาตรวจดูความประพฤติของมนุษย์ หลายคนก็เลยปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้

ตำนานต่อมา ..... บอกเอาไว้ว่าเริ่มมีการถือศีลกินเจในสมัยราชวงศ์เช็งแห่งพระนางซูสีไทเฮา เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์กบฏไต้เผ็ง

ตำนานสุดท้าย ..... บอกเอาไว้ว่าเริ่มมีครั้งแรกในยุคต้นราชวงศ์หมิง จุดมุ่งหมายก็คล้ายกับตำราที่สอง คือก็เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่เสียชีวิตจากความทุกข์ยากในช่วงเวลาของการเปลี่ยนอำนาจจากราชวงศ์หยวนไปสู่ราชวงศ์หมิง จากนั้นมาทุกปีในช่วงเวลาเดียวกัน ก็จะมีการงดบริโภคเนื้อสัตว์และรักษาศีลเช่นนี้สืบต่อกันมาจนเป็นประเพณีอย่างที่เราเห็นกันนี้แหล่ะ

สำหรับในปีนี้ ..... ถ้าใครมีโอกาสก็น่าจะลอง ถือศีลกินเจดูสัก 9 วัน แต่ทั้งนี้ควรทำจิตใจให้สะอาดด้วยนะจะบอกให้


โชคดีค่ะ บ๊ายบายนะคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/
______________________
http://www.manager.co.th

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   20/09/2003 02:17 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 22  
     
 


ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ ..... วันตรุษจีนถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของจีน ซึ่งคนจีนถือว่าเป็นวันสำคัญที่สุดในรอบปีทีเดียวสืบต่อกันมานานกว่า ๒,๐๐๐ ปีแล้ว ดังนั้นเมื่อเทศกาลนี้เวียนมาถึง ชาวจีนทุกบ้านจะลุกขึ้นมาจัดเตรียมงานเพื่อสร้างสิ่งมงคลเพื่อต้อนรับวันสำคัญนี้ ผู้สูงอายุหรือผู้ใหญ่ก็จะมอบ อั้งเปา ให้แก่ลูกหลานหรือผู้ที่อ่อนอาวุโสกว่า ซึ่งเรียกว่า"เอี๊ยบซ้วยจี๊" คือเงินสิริมงคลที่ผู้ใหญ่ให้แก่ลูกหลาน เพื่ออวยพรให้มีสุขภาพแข็งแรง และเจริญก้าวหน้า


โชคดีนะคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   16/01/2004 11:38 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 23  
     
 


โชคดีปีใหม่นะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   21/01/2004 04:16 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 24  
     
 


โชคดีปีใหม่นะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   9/02/2005 10:39 AM  (203.150.217.118)
 

 
  หัวข้อ : 25  
     
  มีความหมายดีครับ

ปีหน้า ขอ คำว่า "ซิงนี้ตั่วถั่ง" ด้วยนะครับ
หมายความว่า ค้าขายรุ่งเรือง

น้ำตาล น่ารักที่สุดเลย
 
     
    By: วุฒิชัย     9/02/2005 10:42 AM  (68.63.90.84)
 

 
  หัวข้อ : 26  
     
 


ได้เลยคะ :-)

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   9/02/2005 10:59 AM  (203.150.217.118)
 

 
  หัวข้อ : 27  
     
 


เรื่อง ..... ตำนาน จีน
ที่มา ..... หนังสือ กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย รุ่น 1960 ครบรอบ 30 ปี [1990]
โดย ..... คุณนวรัตน์ เลขะกุล
ภาพประกอบ ..... หนังสือ Classic Chinese Paintings


ประเทศไทยที่เยาวราช ก็ถือเป็นรากเหง้าของคนจีนในเมืองไทยเกือบทุกแซ่ หรือ จะทุกแซ่ ก็น่าจะว่าได้ คุณย่าของตาลก็เป็นคนจีนเช่นกัน ที่มีบรรพบุรุษ โล้สำเภามาจากจีนโพ้นทะเล และ ปัจจุบันถ้าจะนับสืบทอดกันจริงๆนั้น คงจะเห็นว่า พวกเราคนไทย หน้าตาไม่ไทยแท้แล้ว นับเป็นโชคดี ของพวกเราชนรุ่นหลัง ที่มีเชื้อสายสัมพันธ์ ไทย-จีน อย่างแน่นแฟ้นไปเรียบร้อย จนมีคำใช้เรียกเฉพาะว่า ................ คนไทยเชื้อสายจีน

ตาลเจอหนังสือรุ่นของ กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เป็นของคุณลุงที่เสียชีวิตไปแล้ว มีเรื่องราวและบทความหลายเรื่องที่น่าอ่าน และ น่าสนใจ แล้วตาลก็ชอบเรื่อง ตำนานจีน ที่เนื้อเรื่องกล่าวถึง แปดเซียน ผู้ยิ่งใหญ่

ตาลก็เป็นยอดวิทยายุทธคนหนึ่งเหมือนกัน ตอนเรียนมัธยม เริ่มโตเป็นสาวแล้ว พ่อแม่ก็กลัวว่าเป็นลูกผู้หญิงจะมีอันตรายถึงตัวได้ง่ายๆ จึงให้เรียนศิลปะป้องกันตัว มีทั้ง ยูโด คาราเต้ กระบอง 2 ท่อน เทควันโด ฯลฯ ... พอเรียนแล้วก็ อยากทดสอบ อยากรู้ อยากเห็น ที่จำได้แม่น ก็ชอบดูหนังจีนกำลังภายในมากๆ เวลาพี่ชายซื้อมาที เป็น 10 ถึง 20 ตอน ตาลดูรวดเดียวจบเลย 2 วัน 2 คืน ไม่ยอมนอน ดูเสร็จก็มาประลองวิทยายุทธกับพี่ชาย กระโดดเตะกันเลย พ่อแม่มาเห็นก็โดนดุประจำ

เพื่อรำลึกถึงความหลังของ เจ้าตาลเซียนน้อย วันนี้ตาลก็สแกนภาพเขียนสวยๆ มาประกอบการเล่าเรื่อง ผู้วิเศษทั้ง 8 ให้ ท่านพี่ ท่านน้อง และ เพื่อน..เพื่อน ได้อ่านกันเป็นความรู้เพิ่มขึ้นอีกนิด แล้วถ้าท่านใดชอบเรื่องแบบนี้ หรือประทับใจในหนังจีน หรือ วรรณกรรมของจีนเรื่องใด หรือ ตัวละครตัวใด ก็เอามาเล่าสู่กันได้นะคะ

คนที่ชอบอ่านตำนาน หรือ พงศาวดารอะไรที่มันโบราณมากๆ ไม่ว่าจะของชาติไหนก็ตาม ย่อมจะพบว่า ในบรรดาตำนานพวกนี้ มักจะมี เรื่องมหัศจรรย์ ปนอยู่เสมอ ไม่มากก็น้อย ยิ่งเป็นเรื่องเก่าแก่มากเท่าใด ก็ดูเหมือนมีเรื่องประเภทนี้มากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอกแล้ว กินขนมเชื่อไว้ก่อนได้เลยว่า เวลาตกทุกข์ได้ยาก ขนาดที่ว่า ไม่น่าเชื่อว่าจะเก็บชีวิตรอดมาเล่าเรื่องให้ฟังได้นั้น ก็ให้บังเอิญมีคนมาช่วยอยู่เสมอ และคนที่มาช่วยนั้น ก็ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญเสียด้วย แต่มักจะเป็นคนที่มีอำนาจพิเศษในตัวไปเสียทั้งนั้น หรือ ที่เรียกกันว่า...ผู้วิเศษบ้าง ฤษีบ้าง เทวดาอารักษ์บ้าง ตามแต่ผู้แต่งจะสรรหา เรียกมา ... แล้วตำนานทั้งปวงก็จบลง อย่างโลดโผนพิสดารดี จนขนาดคนในยุคคอมพิวเตอร์อย่างเรา ต้องอ้าปากค้าง ก็แล้วกัน

ประเทศที่มีประวัติศาสตร์ ย้อนหลังไปนานๆ หลายพันปีอย่างจีนนั้น จัดได้ว่าเป็นประเทศโบราณว่างั้นเถอะ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ย่อม มีเรื่องระทึกใจประเภทนี้ ปะปนอยู่เป็นธรรมดา แถมยังมีมากเสียอีกด้วย ในบรรดาผู้วิเศษ และ เทวดา จำนวนมากมายก่ายกองนั้น ก็ต้องนับว่า ที่เป็นที่รู้จักกว้างขวาง ขนาดจรดฝั่งทะเลทั้ง 4 นั้น เห็นจะได้แก่ ผู้วิเศษทั้ง 8 หรือ ที่เรียกกันว่า โป๊ยเซียน นั่นแหละ

ตามความเข้าใจของจีนนั้น เซียน หมายถึงคนที่มี ศีลธรรม และ คุณธรรม ในอัตราที่สูงมาก ครั้นได้ฌานแก่กล้ามากๆเข้า ก็มีอายุยืนขนาดเป็นอมตะ คือ ไม่ตาย ทั้งรู้เวทมนตร์ มีของวิเศษ ประเภท กระบี่บิน จะไปไหนมาไหน ก็ไม่ต้องต่อค่ารถให้เสียอารมณ์ เพราะเรียกเมฆมาเหยียบเหาะไปได้เลย จะหายตัวแปลงร่าง อยากใช้เงินก็เสกดินให้เป็นเงิน เสกใบไม้ให้เป็นอีแปะ ก็ย่อมได้อีกเหมือนกัน ง่ายพอๆกับพลิกฝ่ามือ นั่นแหละ

แต่เซียนพวกนี้ ท่านมีอัธยาศัยชอบอยู่ตามป่า ตามเขาลึกๆ เลยไม่ค่อยได้พบเห็นกัน สรุปได้ว่า ผู้ที่เป็นเซียนนั้น ต้องเก่งไปหมดทุกอย่าง ลักษณะทั้งหมดนี้ สำหรับคนไทยที่เคยกับเรื่อง จักรๆ วงศ์ๆ แล้วจะเข้าใจดีว่า เซียนก็เหมือนกับนักสิทธิ์ วิทยาธร โยคี มุนี ฤษี ชีป่า ที่เราๆท่านๆ รู้จักดีนั่นแหละ ... เพียงแต่ว่า คนที่จะเป็นเซียนได้นั้น ไม่ใช่ว่าใครที่มีฤทธิ์เดชอย่างที่ว่าแล้ว จะเป็นได้เสมอไป เพราะเซียนนั้น ต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติตามลัทธิเต๋าจนสมบูรณ์ รู้ถึงความลับของธรรมชาติ ตามมรรคาของเต๋าเท่านั้น จึงจะได้ชื่อว่าเป็น.....เซียน

เซียนทั้ง 8 ของลัทธิเต๋านี้ เกิดขึ้นในยุคสมัยที่ต่างกัน มีวิถีชีวิตที่ต่างกัน เป็นทั้งคนชั้นสูง คนสามมัญ คนจน คนรวย คนหนุ่ม คนแก่ ทั้งเป็นได้ทั้ง ชาย และ หญิง อีกด้วย ผู้สันทัดกรณีรายหนึ่งบันทึกเอาไว้ เมื่อประมาณ 300 ปีที่แล้วว่า นักปราชญ์จีนโบราณที่ ไคยูเคา เชื่อว่า เรื่องเซียนทั้ง 8 นี้เกิดขึ้น อย่างเก่งไม่น่าจะเกินสมัยของ...ราชวงศ์หงวน

แม้ว่า มีบางคนที่จะได้รับการยกย่องว่า เป็นเซียนในกลุ่มของผู้นับถือลัทธิเต๋า ไปก่อนหน้านั้นแล้วก็ตาม ก็ในเมื่อเรื่องโบราณขนาดนั้นแล้ว ทั้งเล่าสู่กันฟังมานานนมเต็มที กว่าจะมาถึงเมืองไทยได้ ก็ยิ่งกระท่อนกระแท่นมากขึ้น เรื่องโป๊ยเซียนในประเทศไทยจึงสับสน และ เล่ากันหลายสำนวนเต็มที ก็คงเพี้ยนกันมาเรื่อยๆนั่นแหละ ... รวมทั้งเรื่องที่จะเล่าต่อไปด้วย อ่านไปสบายๆให้หายเครียดก็แล้วกัน จะไปเอาจริงจังอะไรกับนิยายกันนักหนา เนื้อเรื่องอย่างเดียว ก็มหัศจรรย์เต็มทีแล้ว


1 /10

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   9/02/2005 05:24 PM  (203.150.217.118)
 

 
  หัวข้อ : 28  
     
 


เซียนองค์ที่ หนึ่ง

เป็นคนแซ่หลี ชื่อเฮี้ยง แต่เรียกกันทั่วไปว่า หลีทิไกว้ เป็นคนเมืองจ๊อก แถบมณฑลเสฉวน ในสมัยแผ่นดินจิว ก็ประมาณ 2,700 ปีมาแล้ว เล่ากันว่าเป็นคนที่มีความกตัญญูสูงมาก โตขึ้นก็สนใจศึกษาตามแนวทางลัทธิเต๋า ไม่ยุ่งกับเรื่องทางโลกีย์วิสัย จนสำเร็จเป็นเซียนไป และ มักจะถอดจิตไปยังที่ต่างๆอยู่เสมอ มาวันหนึ่ง จะขึ้นไปหาเล่าจื้อ ศาสดาของลัทธิเต๋า หรือ ในบางแห่งกล่าวว่าเป็น ลีเล่ากุน จึงสั่งศิษย์ไว้ว่า จะไม่อยู่หลายวัน เสร็จธุระแล้วจะกลับมา ดูแลให้ดีด้วย

แล้วก็ถอดวิญญาณออกจากร่างไป ฝ่ายศิษย์ที่ชินกับการที่อาจารย์นอนนิ่งๆอยู่บ่อยๆ ก็ปฏิบัติงานไปตามปกติ จนวันที่ 6 เกิดได้ข่าวว่าแม่เจ็บหนัก ถ้าไม่รีบไปอาจจะไม่ได้พบหน้ากันอีกเลย ทั้งผิดวิสัยบุตรจะพึงปฏิบัติกับผู้บังเกิดเกล้า แถมเจ้าคนใช้ที่มาแจ้งข่าวยังยุว่า อาจารย์ของท่านตายไปตั้ง 6 วันแล้ว คงไม่ฟื้นแน่ๆ ศิษย์ก็เลยฌาปนกิจให้เรียบร้อย แล้วลงจากเขาไป

เมื่อโปรแกรมคลาดเคลื่อนไปเช่นนี้ หลีทิไกว้ ที่กลับมาจากภูเขาแห่งอมตะ ก็เลยไม่มีร่างจะอาศัย บังเอิญไปพบขอทานขาเป๋ ที่เพิ่งตายไปใหม่ๆเข้า เมื่อไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้ว ก็เลยเข้าไปอาศัยร่างของขอทานขาเป๋ เข้าตำราสิบเบี้ยใกล้มือ ก็ต้องเอาไว้ก่อนนั่นแหละ ... ร่างกายที่เคยสง่างาม ก็กลายเป็นขอทานขาเป๋ไป ต้องใช้ไม้เท้าเหล็กยันกายเอาไว้ ไม้เท้าเหล็กกับน้ำเต้า จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของเซียนองค์นี้ไป และก็เพราะไม้เท้าเหล็กนั้น เรียกขานกันในภาษาจีนว่า ทิไกว้ เมื่อเอาแซ่ หลี เพิ่มเข้าไปข้างหน้า ก็เลยกลายเป็น หลีทิไกว้ หรือ หลีไม้เท้าเหล็ก ไป

รูปของเซียนองค์นี้ จึงเขียนเป็นรูปขอทานขาเป๋ ยันด้วยไม้เท้าเหล็ก ในมือถือน้ำเต้าแห้ง มีควันพลุ่งออกมา ซึ่งหมายถึงความสามารถ...ถอดจิตวิญญาณ ได้นั่นเอง


2 / 10

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   9/02/2005 05:32 PM  (203.150.217.112)
 

 
  หัวข้อ : 29  
     
 


เซียนองค์ที่ สอง

ชื่อว่า ฮั้งจงหลี เป็นคนเจ้าเนื้อ ไว้ผมแกละ มีหนวดเครางามดำเหมือนขนกาน้ำ ชอบใส่เสื้อแดงเปิดพุง มือถือพัดใบลานที่ยอดผูกด้วยขนจามรี เรียกว่า พัด โป๊ยป๊อยู่อี่ แปลว่า วิเศษสมใจนึกแปดประการ ซึ่งบางแห่งก็กล่าวว่าเป็นพัดวิเศษ ใช้ชุบชีวิตคนที่ตายไปแล้วให้ฟื้นได้ เกิดในตระกูลขุนนาง ที่เมืองห้ำเอี๊ยง เป็นคนมีสติปัญญาดีมาตั้งแต่ยังเล็ก จึงมีความชำนาญทั้งทาง บู๊ และ บุ๋น คือ เก่งทั้งทางทหาร และ อักษรศาสตร์ ครบครัน

ทั้งได้เข้ารับราชการ จนมีตำแหน่งสำคัญ แต่ก็ทนการใส่ร้ายป้ายสี ใส่ไฟสุมฟืน ของพวกขุนนางขี้โกง ที่ได้รักษาประเพณีนี้ไว้อย่างเหนียวแน่น มาจนทุกวันนี้ไม่ไหว เลยลาออกไปปฏิบัติตามแนวทางของเต๋า จนสำเร็จเป็นเซียน

ประวัติของเซียนองค์นี้ ที่เกิดเบื่อโลกแล้ว ออกไปอยู่ป่านั้น มีเล่ากันไว้หลายอย่าง บ้างก็ว่าเซียนองค์นี้ เป็นเทวดารักษาห้องสมุดบนสวรรค์ เกิดทำผิดเลยต้องลงมาเกิดในโลกมนุษย์ เข้ารับราชการทหารได้เป็นถึงแม่ทัพ รบกับพวกฮวน แล้วฆ่าศัตรูไปมากมาย จนเซียนองค์ที่หนึ่ง ต้องมาชี้ให้เห็นถึงความไม่เที่ยง แล้วเกิดสลดใจ จึงออกไปปฏิบัติตามแนวทางของเต๋าจนสำเร็จ

หรือ อีกเรื่องที่น่าสนุกกว่า ในระดับชาวบ้านก็ว่า ฮั้งจงหลี เป็นคนชอบศึกษาปรัชญาอยู่แล้ว วันหนึ่งเดินไปพบหญิงคนหนึ่ง ท่าทางเศร้าโศก นั่งอยู่ริมทาง กำลังใช้พัด พัดโบกมูลดินแห่งหนึ่งอยู่ ด้วยความแปลกใจ

ฮั้งจงหลี จึงเข้าไปถามว่า ทำไมถึงได้ประพฤติอะไรชอบกลอย่างงั้น หญิงนั้นก็อรรถาธิบายว่า กำลังนั่งพัดมูลดินหลุมศพของสามีที่เพิ่งตายไป ก่อนตายสามีของนางสั่งไว้ว่า ห้ามแต่งงานใหม่ จนกว่าดินที่หลุมศพจะแห้ง ตอนนี้ก็มีแฟนใหม่แล้ว ที่นั่งพัดอยู่นี่ก็เพื่อให้ดินมันแห้งเร็วๆเท่านั้นแหละ เป็นงั้นไป...!!

ฮั้งจงหลีเลยช่วยพัดให้ดินแห้งเร็วๆขึ้น หญิงนั้นก็ขอบคุณ แล้วลาไป ก็รีบร้อนถึงขนาดลืมทิ้งพัดไว้ ฮั้งจงหลี...ก็เลยต้องถือพัดนั้นกลับบ้าน ภรรยาเห็นพัดเข้า ก็ถามดู รู้ความแล้ว ก็สวดหญิงม่ายคนนั้น ด้วยความโกรธว่า เป็นคนไม่ดี นี่ถ้าเป็นฉันหล่ะก็ ไม่มีทางทำอะไรแบบนั้นเด็ดขาด

ฮั้งจงหลีนึกอยากลองดีขึ้นมา เลยแกล้งทำเป็นตาย แล้วปลอมตัวเป็นชายหนุ่มมาติดพันภรรยาของตนเอง เหตุการณ์ก็เหมือนๆกับกรณีของหญิงม่ายหน่ะแหละ หนุ่มปลอมก็แกล้งบอกภรรยาของ ฮั้งจงหลี ว่า อยากได้มันสมองของสามีเก่าของนาง ภรรยาของฮั้งจงหลี ก็กระวีกระวาดเปิดโลงออก ชายหนุ่มปลอมก็หายไป .. แต่ ฮั้งจงหลี ที่ทำเป็นตายก็ฟื้นขึ้นมา ภรรยาได้รับความอัปยศมากมาย เลยผู้คอตาย...!!

คืนนั้น บ้านของ ฮั้งจงหลี ก็เกิดเพลิงไหม้ ผู้สันทัดกรณีกล่าวว่า มีคนเห็น ฮั้งจงหลี ถือพัด หนีบคัมภีร์ของลัทธิเต๋าออกจากบ้านหายไป ... เป็นอันว่าเกิดเบื่อโลกก็แล้วกัน ใครอยากจะเชื่อเรื่องไหนก็ย่อมได้ ไม่ผิดกติกาอะไรทั้งสิ้น ฮั้งจงหลี จึงศึกษาตามวิธีของเต๋า มีสำนักอยู่ที่ภูเขาคงท้งซัว ตอนที่จะสำเร็จเป็นเซียนนั้นกล่าวว่า ฮั้งจงหลี ไปเสพสุราที่งักเอี้ยงเหลา ได้ที่แล้วก็เหาะขึ้นสวรรค์ไป ส่วนสัญลักษณ์ของเซียนองค์นี้ ก็ได้แก่ พัด ที่ถืออยู่ในมือนั่นแหละ


3 / 10

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   9/02/2005 05:36 PM  (203.150.217.118)
 

 
  หัวข้อ : 30  
     
 


เซียนองค์ที่ สาม

เป็น ชายชรา มีหนวดเคราขาวเหมือนปุยฝ้าย สวมหมวก มือถือเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง เรียกว่า ยูคู เป็นกระบอกไม้ไผ่ มีไม้บรรจุอยู่ ไว้เขย่า ลักษณะเหมือนติ้วไม้ไผ่ สัญลักษณ์ของเซียนองค์นี้ จึงเป็นกระบอกยูคู นี่แหละ มีชื่อว่า เตียก๋วยเหลา

เป็นคนในสมัยราชวงศ์ถัง มีบางตำนานกล่าวว่า เดิมเป็นค้างคาวเผือก จำศีลอยู่นานมากจนกลายเป็นคน และเป็นเซียนไปในที่สุด องค์นี้ก็เหมือนกัน ใครจะเชื่อก็ได้ไม่ขัดอัธยาศัย เวลาจะเดินทางไปไหนมาไหน เตียก๋วยเหลา มีฬาสีขาวขี่เป็นพาหนะ ฬา ที่กล่าวนี้ เดินเร็วมาก วันละหลายพันลี้ทีเดียว การเลี้ยงดูก็ไม่ต้องสนใจ เวลาไม่ต้องการใช้ก็พับเก็บเอาไว้ เวลาจะใช้ก็เอาน้ำพรมๆ เข้า ฬา ก็ขยายตัว สามารถออกเดินได้ นับว่ามหัศจรรย์ดีมาก เหมาะกับยุคน้ำมันแพงๆของเราจริงๆ ทั้งไม่ต้องเปลืองที่เก็บอีกด้วย

ตามประวัตินั้น ว่ากันว่า ชื่อเสียงของ เตียก๋วยเหลา เป็นที่รู้จักกันไปจนถึงฮ่องเต้ในสมัยราชวงศ์ถัง นับตั้งแต่ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ พระเจ้าถังเกาจงฮ่องเต้ พระนางบูเช็กเทียน พระเจ้าถังเหี้ยนจงฮ่องเต้ ที่ต่างองค์ก็พยายามชวนท่านผู้นี้ ให้มารับราชการ แต่ก็ไม่สำเร็จแม้แต่พระองค์เดียว


4 / 10

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   9/02/2005 05:39 PM  (203.150.217.118)
 

 
  หัวข้อ : 31  
     
 


เซียนองค์ที่ สี่

ฮั้งเซียงจื๊อ เกิดในสมัยแผ่นดินถัง เป็นหลานของ ฮั้งบุนกง เสนาบดีผู้มีชื่อเสียง กล่าวกันว่า เมื่อยังเล็กเคยได้กินลูกท้อวิเศษจากเซียน ลื่อท่งปิน จึงมีอายุยืน และ คงจะบำเพ็ญเพียรต่อมาจนมีเวทมนตร์คาถาหลายอย่าง ทั้งเคยแสดงให้เป็นที่รู้จักกันทั่วไป

ในคราวที่ท่านอา ฮั้งบุนกง จัดงานเลี้ยงใหญ่ที่บ้าน จนสุราดีจะหมดลง ฮั้งเซียงจื๊อ จึงหยิบเอาน้ำเต้าแห้งที่ใส่เหล้ามารินสุราดี มีรสเข้มออกมาเลี้ยงแขก ชนิดที่รินเท่าไรก็ไม่หมด นอกจากนี้ ยังช่วยเสกให้มีต้นไม้งอกขึ้นในกระถางเตาไฟ และ สามารถออกดอกบานสะพรั่งได้ในชั่วครู่อีกด้วย

ซึ่งนอกจาก จะช่วยให้บรรยากาศในงานเลี้ยงของท่านอา ดีขึ้นมากแล้ว ยังช่วยทำนายอนาคตของท่านอาได้ถูกต้อง ด้วยข้อความที่ปรากฏในกลีบดอกไม้ที่บานสะพรั่งนั้น ... เมื่อท่านอาฮั้งบุนกงต้องพระราชอาญา เพราะไปทูดทัดทานฮ่องเต้ โอรสแห่งสวรรค์ไม่ให้เชื่อเรื่องพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า จนถูกลดตำแหน่งต้องย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการในแขวงเมืองแต้จิ๋วนั้น ปรากฏว่ากองคาราวานของท่านอา ไปติดหิมะอยู่ที่ด่านหลานกวนนั้น

ฮั้งเซียงจื๊อ ต้องไปช่วยให้เดินทางต่อไปได้อย่างปลอดภัย สมตามคำทำนายที่เขียนไว้บนกลีบดอกไม้ แถมยังทำประโยชน์ให้ชาวเมือง โดยห้ามไม่ให้น้ำท่วมเมืองแต้จิ๋ว กล่าวกันว่า ปัจจุบันยังมีสะพาน เซียงจื๊อ อยู่แห่งหนึ่งที่เมืองหูเซี้ย ... ฮั้งเซียงจื๊อ ชอบผิวขลุ่ย และ ก็ไพเราะมาก ขนาดพวกนกบินมาจับกลุ่มฟังกันหนาแน่น สัญลักษณ์ของเซียนองค์นี้ จึงทำเป็นรูปขลุ่ย เชื่อกันว่า เป็นเซียนที่ให้ความคุ้มครอง แก่พวกนักดนตรี


5 / 10

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   9/02/2005 05:47 PM  (203.150.217.118)
 

 
  หัวข้อ : 32  
     
 


เซียนองค์ที่ ห้า

เช่าก๊กกู๋ อันที่จริงเซียนองค์นี้ แซ่เช่า ชื่อ เตี้ยง แต่ด้วยเหตุที่เกิดมาในตระกูลสูงมีศักดิ์เป็นถึงน้าของฮ่องเต้ คนทั่วไปจึงเติมคำว่า ก๊กกู๋ คือ น้าแห่งราชวงศ์ เข้าไปข้างหลังแซ่ ตามศักดิ์ที่เป็นน้องชายของพระราชชนนีของฮ่องเต้ จึงกลายเป็น เช่าก๊กกู๋ ไป

ตามตำนานกล่าวว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้มีความรู้สูง ซื่อตรง และ แตกฉานในคำสอนของลัทธิเต๋า ดังนั้น ความคิดที่จะกอบโกยไว้ให้รวยล้นฟ้าเหมือนพวกข้าราชการหน้าด้าน หน้าดำ ทั้งหลายนั้น จึงไม่มี ทั้งๆที่สามารถทำได้ง่ายๆ โดยอาศัยพี่สาวของตนที่เป็นถึงแม่ของพระเจ้าแผ่นดิน ... เช่าก๊กกู๋ จึงเหมือนเป็นจระเข้ขวางคลองของพวกข้าราชการที่ชอบคดโกงทั้งปวง แต่เมื่อปรากฏว่าพระเจ้าแผ่นดินจีนทรงเชื่อแต่พวกลิ้นกระดาษทราย ที่ถือนโยบายสอพลอเป็นสำคัญนั้น มากกว่า

ทั้งมากเข้า และ บ่อยเข้า เช่าก๊กกู๋ ก็เลยลาออกไปปฏิบัติธรรม ตามแนวลัทธิเต๋า โดยมีเซียน ลื่อท่งปิน แนะนำจนสำเร็จเป็นเซียน ในเวลาต่อมา ด้วยฐานะที่เป็นถึงน้าของฮ่องเต้ โอรสแห่งสวรรค์ เช่าก๊กกู๋ จึงแต่งตัวภูมิฐานแบบข้าราชการเชื้อพระวงศ์ผู้ใหญ่ มือถือกรับจีนอยู่ในมือคู่หนึ่ง

ซึ่งกล่าวกันว่า เป็นป้ายอาญาสิทธิ์ สำหรับเข้าออกพระราชฐานได้ ตามสิทธิ์ที่เป็นน้าของพระเจ้าแผ่นดิน สัญลักษณ์ของท่านผู้นี้จึงเป็น...กรับจีนคู่หนึ่ง ใครไม่เคยเห็นจะหาโอกาสไปดูละครโอเปร่าจีน ที่พวกเราเรียกกันว่า งิ้ว นั่นแหละ ในเมืองไทยก็ยังพอหาดูได้อยู่ และ ยังเป็นเซียนอีกองค์หนึ่ง ที่พวกนักดนตรีนับถือ


6 / 10

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   9/02/2005 05:54 PM  (203.150.217.118)
 

 
  หัวข้อ : 33  
     
 


เซียนองค์ที่ หก

แซ่ลื่อ ชื่อ ง๊ำ มีชื่อรองว่า ท่งปิน จึงเรียกกันว่า ลื่อท่งปิน เป็นคนเกิดในสมัยแผ่นดินถัง ที่อำเภอหยงลัก เมืองพู่จิว มีความรู้ด้านต่างๆ เรียกว่ารอบตัว เคยรับราชการเป็นถึงนายอำเภอ ต่อมาไม่ทราบว่าเกิดเบื่ออะไรขึ้นมา จึงบวชเป็นนักพรต ในลัทธิเต๋า มีฉายาว่า ซุ่งเอี้ยง แปลว่า แสงสว่างดังอาทิตย์ และ ไปจำศีลที่ภูเขาจงน่ำซัว

ได้รับคำแนะนำจากเซียน ฮั้งจงหลี จนสำเร็จได้เป็นเซียน จากนั้นก็ธุดงค์ไปช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก เดือดร้อนต่างๆเรื่อยไป เคยช่วยปราบมังกรที่ชอบทำอันตรายผู้คน และ ชาวประมงที่สัญจรไปมาในท้องน้ำ โดยโยนกั้นหยั่นไปเสียบมังกรตาย หรือ ไปกินเหล้า แต่วาดรูปนกกระเรียนใช้แทนเงิน พอมีผู้คนที่มาเสพสุรา นกกระเรียนก็จะออกมาเต้นรำให้ดู จนเจ้าของเหลาร่ำรวย มีอีแปะเก็บไว้ได้หลายสิบหมื่น

ลื่อท่งปิน เป็นเซียนที่พวก ช่างตัดผม กับ คนป่วย นับถือบูชา โดยมากทำเป็นรูปนักพรตสูงอายุ มีหนวดเคราสีดำยาวระหน้าอก เกล้ามวยสูง เสียบกั้นหยั่น หรือ กระบี่ ไว้ข้างหลัง ถือแซ่อยู่ในมือ ดูน่าเกรงขาม สัญลักษณ์ของเซียนท่านนี้ จึงใช้เป็น...รูปกระบี่


7 / 10

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   9/02/2005 05:57 PM  (203.150.217.118)
 

 
  หัวข้อ : 34  
     
 


เซียนองค์ที่ เจ็ด

นับว่าเป็นเซียนผู้หญิงเพียงคนเดียว ในเซียนทั้งแปด มีชื่อเดิมว่า เค๊ง ชื่อรองว่า เฮียงเน้ย แปลว่า ดอกบัว แต่คนทั่วไปเรียกว่า ฮ่อเซียงโกว เป็นคนเกิดในสมัยถังประมาณ 1,300 ปีมาแล้ว ที่เมืองเล่งเล้ง แต่ไปมีพื้นเพเดิมที่อำเภอเจงเซี้ย กวางตุ้ง

เซียนองค์นี้กล่าวกันว่า เคยได้กินลูกท้อวิเศษ จึงกลายเป็นอมตะไป นางมักใช้เวลาส่วนใหญ่ในการสวดมนต์ภาวนา เวลาที่เหลือก็มักไปนั่งเย็บปักถักร้อย อยู่ใต้ต้นลิ้นจี่ เป็นประจำ ต่อมาเมื่อ ลื่อท่งปิน มาช่วยสั่งสอนแล้ว ก็สำเร็จเป็นเซียนไป ความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้น คือ ต้นลิ้นจี่ที่เคยนั่งพักผ่อนเป็นประจำ และ เคยเอาด้ายเขียวไปคล้องไว้นั้น

เมื่อถึงฤดูออกลูก ก็ปรากฏว่ามีเส้นสีเขียวเล็กๆ ติดที่เปลือกลิ้นจี่ทุกลูกไป ชาวบ้านจึงเรียกลิ้นจี่พันธุ์นี้ว่า เซ้าเล็ก แปลว่า ด้ายเขียว วันหลังใครมีเวลาลองหยิบลิ้นจี่ไทยดูบ้าง ก็ได้ว่า มีเส้นเขียวๆ ที่เปลือกหรือเปล่า บางทีอาจได้กินลิ้นจี่ พันธุ์เซียนเชียวนะ ... นางมีสัญลักษณ์คือ ดอกบัว ที่ถืออยู่ในมือตลอดเวลา และ นางก็เป็นที่บูชาของผู้ที่เป็นแม่บ้านทั้งหลายอีกด้วย


8 / 10

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   9/02/2005 07:18 PM  (203.150.217.118)
 

 
  หัวข้อ : 35  
     
 


เซียนองค์ที่ แปด

เป็นเด็กหนุ่ม ถือกระเช้าดอกไม้ติดตัวตลอดเวลามีชื่อว่า ไฉฮั้ว แซ่น่า เรียกกันว่า น่าไฉฮั้ว เกิดที่เมืองเซี่ยงอัน ในสมัยถังเหมือนกัน น่าไฉฮั้ว มีพฤติกรรมที่ผิดกับคนทั้งปวงอยู่เสมอ เช่น สวมรองเท้าข้างเดียว หน้าร้อนก็ใส่เสื้อเสียหนาเตอะ ครั้นพอหน้าหนาวเค้าก็กลับใส่เสื้อบางๆ แถมแบะอกหรา หรือไม่ก็ถอดเสื้อเอาเลย

ไปไหนมาไหน จะถือไม้เคาะจังหวะไว้อันหนึ่ง เป็นคนที่ไม่รู้จักค่าของเงิน หากได้มา ถ้าไม่เที่ยวแจกคนยากจนเข็ญใจจนหมด ก็มักเอามาร้อยเชือกลากเล่น น่าไฉฮั้ว ชอบกล่าวบทโคลงที่เป็นคติสอนคนทั่วไป เมื่อได้รับคำแนะนำจากหลีทิไกว้แล้ว ก็เรียนรู้ความเป็นอมตะจนสำเร็จเป็นเซียน

ว่ากันว่า วันที่จะสำเร็จนั้น น่าไฉฮั้ว ไปนั่งกินเหล้าที่เหลาแห่งหนึ่ง จนได้ที่แล้ว ก็ขี่นกกระเรียนขึ้นสวรรค์ไป โดยที่ชอบหิ้ว...กระเช้าดอกไม้ เป็นประจำ และ ก็ไม่ทราบว่าหิ้วไปทำไม ดังนั้น กระเช้าใส่ดอกไม้ จึงเป็นสัญลักษณ์ของเซียนองค์นี้

พวกชาวไร่ ชาวนา ก็มักจะนำเซียนองค์นี้มา บูชา กันมากเป็นพิเศษ

ตามคำอธิบายของจีนนั้น ปรากฏว่ามีการแบ่งชั้นของเซียนออกไปตามภูมิพื้นเพเดิม และ ความสามารถถึงหกชั้น คือ

- เซียนปีศาจ ก็ได้แก่ พวกปีศาจที่ประพฤติแต่ความดี บำเพ็ญภาวนาจนมีฤทธิ์เดช และ ได้ฌานเบื้องต้น

- เซียนสัตว์ ได้แก่ สัตว์ที่มีอายุยืนที่จำศีลอยู่นานๆเข้าก็มีฤทธิ์ และ ได้ฌานเบื้องต้น

- เซียนมนุษย์ นั้น จัดเป็นเซียนพวกที่สาม เป็นพวกอยู่กลางๆ เกิดจากคนที่บำเพ็ญตบะจนได้ฌาน มีอำนาจตามขั้นของฌานที่ได้รับ แต่ถ้าสามารถได้ฌานชั้นสูงแล้ว ก็จัดเป็น

- เซียนปฐพี มีอายุยืนยาว มีอำนาจฤทธิ์เดชมาก ถ้ายังบำเพ็ญเพียวต่อไป ก็จะเป็น

- เซียนเทพารักษ์ ที่มีฌานแก่กล้ามาก รูปกายจะหายไปเหลือแต่วิญญาณ

เซียนทั้ง 5 พวกนี้ ถ้าได้บำเพ็ญเพียรเรื่อยๆไป ก็จะบรรลุฌานขั้นสูงสุด แล้วก็จะถูกจัดเป็น...เซียนสวรรค์


9 / 10

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   9/02/2005 10:25 PM  (203.150.217.118)
 

 
  หัวข้อ : 36  
     
 


แม้ว่า เรื่องเซียน จะมีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนก็ตาม แต่ก็ได้แพร่หลายเข้ามาในเมืองไทยนานหนักหนา จนเป็นที่รู้จักของชาวไทยดี จนมีคำว่า เซียน ใช้ติดปากกันอยู่ทั่วไป ในความหมายว่า เก่งเป็นเลิศในทางใดทางหนึ่ง เช่น เซียนพระ เซียนมวย หรือ เซียนพนัน

ครั้นนานๆ เข้า เซียนพวกนี้ ที่ยังไม่ได้สำเร็จฌานอะไรทั้งนั้น จะมีก็แต่ความละโมบโลภมาก อัธยาศัยก็ยังมีกิเลสอยู่เต็มเปี่ยม ทั้งมีมากกว่าคนธรรมดาทั่วๆไปอีกด้วย คำว่า...เซียน ในความหมายของภาษาไทยที่เป็นคำสแลงมาทั้งหลายอยู่แล้วนั้น จึงมีความหมายเพี้ยนไป ในลักษณะของคนเลว ซึ่งบางที่ก็พาลเรียกว่า เสี้ยน ไปเลยก็มี เพราะขวางโลก คอยรบกวนคนทั่วไป ใครที่มีคนเค้ายกย่องว่า เป็น เซียนม้า เซียนผู้หญิง จึงไม่ใช่คำชมอย่างแน่นอน

โป๊ยเซียน นอกจากจะหมายถึง เซียนผู้วิเศษ 8 องค์ ที่กล่าวมาแล้วนั้น ยังมีอิทธิพลออกมาในรูปอื่นๆด้วย เพราะอาจหมายถึงต้นไม้ชนิดหนึ่ง ที่มีหนามแหลมๆ รอบต้นเหมือนตัวบุ้ง ที่พอออกดอก แล้วชาวบ้านก็จะพยายามนั่งนับ ยืนนับทุกวันให้ได้ 12 ดอก หรือ 24 ดอก แล้วเจ้าของก็ต้องรีบเอาโบว์แดงไปผูกรับขวัญ นัยว่าจะ มีโชค มีลาภ อะไรนี่แหละ ... แล้วยัง หมายถึงอาหารชนิดหนึ่งที่ประกอบไปด้วย วุ้นเส้น ผักฉำไฉ่ เห็ดหูหนู ผักกาดขาว ฟองเต้าหู้ ปลาหมึกแฟ้ง เห็ดหอม เนื้อหมู รวมกันได้ 8 ชนิด แล้วนำมาผัดรวมกัน เป็นอาหารของชาวจีน ที่เรียกว่า ผัดโป๊ยเซียน อีกอย่างหนึ่ง

แต่ใครจะเป็นต้นคิดว่า ต้องมี หรือ ไม่มีอะไรเป็นส่วนผสมนั้น ก็ยังมืดแปดด้านอยู่เลย และแม้จะบ่งบอกไว้เป็น 8 อย่างเช่นนั้น ถึงเวลาที่เราสั่งทานกัน ก็ยังเพี้ยนไปจนได้หน่ะแหละ เพราะเดินเข้าไปสั่งให้ ผัดโป๊ยเซียน มาชิมกันทีไร ก็จะเห็นสักแต่ว่ามี ผักอะไร ก็ใส่ๆ ผัดๆ รวมมาให้ครบ 8 อย่างบ้าง ไม่ครบบ้าง แล้วท่านก็อ้างว่าเป็น ผัดโป๊ยเซียน กันหน้าตาเฉย ... ถ้าไม่เชื่อ ก็ลองไปหาประสบการณ์ดูเอาก็แล้วกัน แล้วจะหาว่าไม่บอก ไม่ได้นะจ๊ะ :-)


10 / 10

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   9/02/2005 10:43 PM  (203.150.217.118)
 

 
  หัวข้อ : 37  
     
  ใช้รื้อฟื้น ความหลังได้เลยครับ
แต่ว่า มาติดใจที่ ผัด โป๊ยเซียนน่ะครับ
เห็นแก่ทาน เกินไป จน เป็นเซียนหมูหรือเปล่าครับ
 
     
    By: วุฒิชัย     9/02/2005 11:18 PM  (203.150.217.119)
 

 
  หัวข้อ : 38  
     
  โห พี่วุฒิครับ พี่วุฒิจะไปเป็นเซียนคนเดียวได้ไงครับ
อย่าลืมเซียนหมู2สิครับ เอาหนึ่งไปอยู่แก๊งด้วยนะครับ
เพราะว่าอยู่ที่นี้พี่นิด กับ น้ำตาล เค้าหุ่นดีกันมากแล้ว
แต่เราสองคนนั้นสิ ต้องเป็นพวกกันนะครับ อิอิ
 
     
    By: พี่หนึ่ง     9/02/2005 11:22 PM  (203.150.217.118)
 

 
  หัวข้อ : 39  
     
  โห...!!! มีพวกเป็น เซียนหมูๆๆๆๆ ด้วย คิ๊ก คิ๊ก ๆๆๆๆๆ :-)
มีแค่..... สองเองเหรอ ตาลว่า...น่าจะมีหมูตัวที่ 3 - 4 - 5 แอบๆอยู่แถวๆนี้อีกนา อิอิ .... !!

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   9/02/2005 11:24 PM  (203.150.217.118)
 

 
  หัวข้อ : 40  
     
  ในนี้มีเซียนแค่ 8 องค์เองครับ
มีใครรู้บ้างไหมครับว่า เซียนองค์ที่9 อยู่ที่ไหน อิอิ
 
     
    By: พี่หนึ่ง     9/02/2005 11:26 PM  (203.150.217.118)
 

 
  หัวข้อ : 41  
     
  พี่หนึ่ง ลืมฤทธิ์เดช เจ้าตาลเซียนน้อย
ไปแล้วเหรอจ๊ะ เลยมาตะโกนเรียกหาแถวนี้ :-)

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   9/02/2005 11:28 PM  (203.150.217.119)
 

 
  หัวข้อ : 42  
     
  สรุปว่า น้องตาลจะเป็นนางฟ้าหรือว่าเป็นเซียนแน่ละครับ
ถ้าน้องตาลเป็นเซียน เดี๋ยวจะได้เตรียมตัวปราบเซียนไงครับ อิอิ

สวยขนาดนี้พี่ว่าเป็นนางฟ้าดีกว่ามั่งครับ
 
     
    By: พี่หนึ่ง     9/02/2005 11:33 PM  (203.150.217.119)
 

 
  หัวข้อ : 43  
     
  พี่หนึ่ง ..... จะปราบเซียนนางไหนจ๊ะ เลือกเอานะจ๊ะ
แต่ถ้าคิดจะมาปราบเซียนที่นั่งอยู่หน้าจอนี้ หล่ะก็ พี่หนึ่งลองคิดอีกทีมั้ยจ๊ะ คิ๊ก คิ๊ก ๆๆๆๆ

เฮ้อ ..... แค่ เซียนแม่ ไม่รู้จะรอดมั้ยจ๊ะเนี้ย พี่หนึ่งจ๋า อิ อิ ๆๆๆๆๆ
 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   9/02/2005 11:36 PM  (203.150.217.118)
 

 
  หัวข้อ : 44  
     
  พี่ว่าต้องปราบเซียน ที่อยู่หน้าจอก่อนนะครับ
แล้วเรื่องเซียนแม่น่ะ เดี๋ยวนี้ไม่ได้ไปกวนท่านนานแล้ว
หวังว่าท่านคงจะจำพี่ไม่ได้แล้วนะครับ
 
     
    By: พี่หนึ่ง     9/02/2005 11:39 PM  (203.150.217.116)
 

 
  หัวข้อ : 45  
     
 


ชาวจีน ดำรงความเป็นจีนไว้ตลอดเวลา
หนึ่งในสามแห่งของอารยธรรมโลกคือ.....จีน วัฒนธรรมระเบียบประเพณีอันเก่าแก่ของจีน เป็นแบบของชนหลายชาติในเอเชีย และ มีลักษณะความต่อเนื่องยาวนานไว้ไม่ขาดสาย ชาวจีนนั้น ดำรงความเป็นจีนไว้ตลอดเวลา ไม่ว่าตัวเองจะไปอยู่ ณ ที่ใด แห่งหนไหน ความเป็นจีน ระเบียบ วัฒนธรรมจีน ก็จะคงอยู่ด้วยเสมอ แม้จะมีลูกมีหลานสืบทอดไปหลายช่วงคน ก็ยังสามารถอนุรักษ์จีนนี้ไว้ได้ มิหนำซ้ำยังนำเอาวัฒนธรรมประเพณีไปโปรยหว่านไว้ทั่วไปได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ..... ใช่ว่าชาวจีนจะจำกัดตัวเองอยู่ในหมู่เดียวกันเองก็หาไม่ ในบ้านเมืองใดที่ต้อนรับขับสู้ชาวจีนด้วยดี ชาวจีนก็จะเข้าประสมกลมกลืน จนกลายเป็นคนท้องถิ่นนั้น ได้อย่างแยกกันไม่ออกทีเดียว ทั้งยังรับเอาวัฒนธรรมประเพณีของคนถิ่นนั้นมาเป็นแนวการดำรงชีวิต และ ทั้งแพร่ขยายวัฒนธรรมประเพณีของตนออกไปอีกด้วย สภาพเช่นนี้ เกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน เมืองไทย เมื่อได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ก็ได้ครองชีวิตเป็นสุข ถวายชีวิตเป็นราชพลี ก็สลายความเป็นจีน กลายเป็นไทย อยู่อย่างไทย อะไรที่ดีของไทยก็รับเอาไว้ อะไรที่ดีของจีนก็ถ่ายทอดแก่ลูกหลานในวงศ์ตระกูลที่ได้มาเกิดกับคนไทย และ กลืนเป็นไทยกันสืบมา

ในบรรดาสิ่งที่ดี ที่ชาวจีนท่านเหล่านี้สืบทอดนั้น
ประการหนึ่งคือ การไหว้บรรพบุรุษใน...วันตรุษจีน

วันตรุษจีน ..... ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน อันนอกจากจะเพื่อแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อบรรพบุรุษ ที่ได้เลี้ยงดูลูกหลาน จนเติบใหญ่รับใช้แผ่นดิน หรือ สนองคุณแผ่นดินมามากแล้ว ยังเพื่อเป็นศิริมงคลแก่ลูกหลานที่จะสืบตระกูลต่อไปด้วย

ที่บ้านของตาล ..... ผู้ใหญ่ญาติทางพ่อ ก็เซ่นไหว้บรรพบุรุษในวันตรุษจีน ทั้งนี้โดยที่ท่านก็มีบรรพบุรุษเป็นชาวจีนเช่นกัน คุณย่า แม่ของพ่อเป็นลูกสาวชาวจีนที่เกิดในประเทศไทย มาแต่งงานกับคุณปู่ที่เป็นคนอิสลามมาจากประเทศอินโดนีเซีย

ต่อไป ..... ก็จะขอนำเรื่องราวของ ตรุษจีน มาเอ่ยไว้โดยสังเขป อย่างน้อยก็เพื่อจะได้ทำความเข้าใจกันในหมู่คนรุ่นเยาว์ว่า ตรุษจีน นั้น แท้จริงคืออย่างไร ทั้งนี้ โดยได้คัดลอกตัดตอนมาจากข้อเขียนเรื่องตรุษจีน ของผู้ใช้นามปากกาว่า ปันหยี ตีพิมพ์ใน วารสารฉบับพิเศษ ที่แจกแนบมากับหนังสือสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปี 2523 ตาลหยิบมาจากห้องหนังสือของพ่อคะ

คำว่า ตรุษจีน ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้คำแปลว่า นักขัตฤกษ์เมื่อเวลาสิ้นปี แต่โดยความขยายทั่วไป หมายถึงเทศกาลวันสิ้นปีเก่า และ วันต้อนรับวันขึ้นปีใหม่ เทศกาลวันสิ้นปีเก่านี้ ภาษาจีนกลางเรียกว่า ฉู่สี แปลว่าคืนสุดท้ายของเดือนสอง ตามปีจันทรคติ ส่วนวันขึ้นปีใหม่ ภาษาจีนกลางเรียกว่า โก่เหนียน

คำว่า โก่เหนียน นี้ แปลตามตัวว่า ข้ามปี ซึ่งการเรียกเช่นนี้มีตำนานเล่าว่า เหนียน ที่แปลว่า ปี นั้น เป็นสัตว์ดุร้ายชนิดหนึ่ง พอถึงวันสิ้นปีเก่า จะปรากฏตัวออกมากินคน ดังนั้นในวันนี้ ผู้คนจึงได้จัดหาอาหารมากินกันให้อิ่มหนำสำราญเพื่อรอคอยความตายกันอย่างอิ่มท้อง

เหตุดังนี้เอง ..... โก่เหนียน หรือ ข้ามปี จึงมีสภาพเหมือนการ ข้ามด่านมฤตยู ผ่านพ้นความตาย หรือ รอดตายไปอีกปีหนึ่ง เพราะในวันรุ่งขึ้นนั้น ตัวเหนียนสัตว์ร้ายจะหายสาบสูญ เท่ากับว่าความตายได้ผ่านพ้นไปแล้ว ดังนั้นในวันขึ้นปีใหม่ เวลาผู้คนพบปะกัน จึงมักจะแสดงความยินดีปรีดาต่อกัน เหมือนว่าตายแล้วเกิดใหม่ ที่ได้มาพบกันอีก

ปีของจีนเก่า ก่อนยุคสาธารณรัฐ ..... เป็นปีตามจันทรคติ ดังนั้น เดือนสิ้นปีจึงตกราวเดือนมกราคมของปีตามสุริยคติที่ไทยปัจจุบันยึดถือ พอย่างเข้าเดือน 12 ของปีจันทรคติของจีน คนจีนจะเริ่มตระเตรียมงานฉลองวันขึ้นปีใหม่กันอย่างเอิกเกริก มีทั้งงาน ในบ้าน และ งานนอกบ้าน

งานในบ้าน ..... ส่วนใหญ่เป็นงานของแม่บ้าน ได้แก่การจัดหาผ้ามาตัดเย็บเสื้อกางเกงให้ลูกๆ ให้สามี และ ตนเองใช้ ในวันขึ้นปีใหม่ มีการระดมกำลังแรงงานน้อยใหญ่ของคนในบ้าน ให้ช่วยกันปัดกวาดทำความสะอาด ตกแต่งบ้านเรือน และ ทำขนมที่เก็บไว้ทานได้นานวัน

ทางด้านงานนอกบ้านนั้น ..... ก็มี อย่างเช่น ถ้าฝ่ายพ่อบ้านเป็นพ่อค้า นอกจากจะต้องหาสินค้ามาขายในวันเทศกาลแล้ว ยังจะต้องสะสางบัญชีทวงหนี้ และ เตรียมหาเงินมาชำระหนี้ด้วย

ตามประเพณีดั้งเดิม ..... ในวันที่ 23 คือก่อนวันสิ้นปี 7 วัน ต้องทำพิธีเซ่นไหว้เจ้าตามประจำบ้าน เพราะเชื่อว่า มีเจ้าสิงสถิตย์อยู่ และ ทราบความเป็นไปของคนในบ้านเป็นอย่างดี ว่าใครทำบุญ ใครทำบาป ไปบ้างในรอบปีหนึ่งๆ และ เมื่อถึงเวลาสิ้นปีเจ้าเตาจะต้องรายงานให้ เง๊กเซียนฮ่องเต้ ทรงทราบ เจ้าบ้านก็ต้องทำพิธีเซ่นไหว้ เรียกว่า พิธีขอบคุณเจ้าเตา โดยนอกจากจะแสดงความขอบคุณแล้ว ยังมีลักษณะการติดสินบนแอบๆอยู่ด้วย เพื่อขอให้เจ้าเตาเพ็ดทูลให้แต่เรื่องดีๆ

ในวันสุดท้ายของปีเก่า ..... หรือ ฉู่สี นั้น เป็นวันชุลมุนที่สุดในเทศกาลตรุษจีน ตั้งแต่เช้า...แม่บ้านจะต้องอยู่ในครัว ประกอบอาหารเซ่นไหว้บรรพบุรุษในตอนเช้า ตระเตรียมอาหารมื้อค่ำ ซึ่งถือเป็นอาหารมื้อสำคัญ

ในตอนเย็น ..... ทางด้านพ่อบ้านก็จะต้องตรวจตราความเรียบร้อยภายในบ้าน ซึ่งจะต้องติด ฉุ้นเหลียน ซึ่งถือว่าขาดไม่ได้ตามประเพณี เป็นกระดาษแดงกว้างประมาณ 15 ซ.ม. ความยาว ยาวตามสถานที่ๆจะปิด ตามขอบประตูด้านบน หรือ ด้านซ้ายขวาของประตู เขียนถ้อยคำ ศิริมงคล เอาไว้

ในวันนี้ ..... ตั้งแต่เช้าตรู่ กลิ่นธูป และ ควันไฟ จะอบอวลไปทั่ว แต่ละบ้านจะตั้งโต๊ะเซ่นไหว้ เผากระดาษเงิน กระดาษทอง บ่งบอกถึง ความศรัทธา เชื่อมั่น ของบรรพบุรุษที่สืบทอดกันลงมา สู่ลูก สู่หลาน

เสร็จจากพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ..... ก็จะนำอาหาร และ ขนมออกแจกจ่าย ครั้นถึงตอนค่ำ คนในครอบครัวทั้งหมด ไม่ว่าจะไปอยู่แห่งหนตำบลไหน ถ้าสามารถกลับมาบ้านได้ก็จะมาชุมนุมกัน เพื่อทานอาหารค่ำร่วมกัน พ่อแม่ก็จะมีโอกาสพบหน้าลูก สามีที่ไปทำงานอยู่ที่อื่นก็จะมีโอกาสได้พบภรรยา ปู่ย่าก็ได้พบหลานๆ ญาติพี่น้องก็จะได้พบปะกันในวันนี้ ถือเป็นวันแห่งความสุขอันล้ำค่าที่สุด

อาหารมื้อค่ำ ที่ภาษาจีนกลางเรียกว่า ท่วนเหนียนฝาน
แปลว่า อาหารมื้อแห่งความเป็นกลุ่มเป็นก้อนของปี มีสาเหตุมาจากประการฉะนี้

ในวันฉลองตรุษจีน ..... อาหารจะถูกรับประทานมากกว่าวันไหนๆในปี อาหารชนิดต่างๆที่ปฏิบัติ กันจนเป็นประเพณีจะถูกจัดเตรียมเพื่อญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง รวมไปถึงคนรู้จักที่ได้เสียไปแล้ว ในวันตุรุษจีนนี้ ครอบครัวชาวจีนจะทานผักที่เรียกว่า ไช่ ถึงแม้ผักชนิดต่างๆที่นำมาปรุง จะเป็นเพียงรากหรือผักที่มีลักษณะเป็นเส้นใย หลายคนก็เชื่อว่าผักต่างๆมีความหมายที่เป็นมงคลในตัวของมัน

เม็ดบัว ..... มีความหมายถึง การมีลูกหลานที่เป็นชาย
เกาลัด ..... มีความหมายถึง เงิน
สาหร่ายดำ ..... คำของมันออกเสียงคล้าย ความร่ำรวย
หน่อไม้ ..... คำของมันออกเสียงคล้าย คำอวยพรให้ทุกอย่างเต็มไปด้วยความสุข
เต้าหู้หมักที่ทำจากถั่วแห้ง ..... คำของมันออกเสียงคล้าย เต็มไปด้วยความร่ำรวย และ ความสุข เต้าหู้ที่ทำจากถั่วสดนั้นจะไม่นำมารวมกับอาหารในวันนี้เนื่องจากสีขาวซึ่งเป็นสีแห่งโชคร้าย สำหรับปีใหม่และหมายถึงการไว้ทุกข์

อาหารอื่นๆ รวมไปถึง .....

ปลาทั้งตัว ..... เพื่อเป็นตัวแทนแห่งการอยู่ร่วมกัน และความอุดมสมบรูณ์

ไก่ ..... สำหรับความเจริญก้าวหน้า ซึ่งไก่นั้นจะต้องยังมีหัว หางและเท้าอยู่ เพื่อ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์

เส้นหมี่ ..... ก็ไม่ควรตัดเนื่องจากหมายถึงชีวิตที่ยืนยาว

ทางตอนใต้ของจีน จานที่นิยมที่สุด .....
และทานมากที่สุดได้แก่ ข้าวเหนียวหวานนึ่ง บ๊ะจ่างหวาน ซึ่งถือเป็นอาหารอันโอชะ

ทางเหนือ ก็มี หมั่นโถ และติ่มซำ เป็นอาหารที่นิยม อาหารจำนวนมาก.....
ที่ถูกตระเตรียมในเทศการนี้มีความหมายถึง ความอุดมสมบูรณ์และความร่ำรวยของบ้าน

ทุเรียนหมอนทอง .....
เป็นเอกลักษณ์แบบจีนปนไทย

ค่ำคืนที่เยาวราช ..... มุมแห่งชีวิตเยาวราชยามราตรี ที่ไม่เหมือนใคร เมื่ออิ่มหนำสำราญ ก็จะมีการจุดประทีปตามไฟกันสว่างไสว ทำการ เฝ้าปี คือเฝ้าดูปีเก่าล่วงเลยไป และ ดูปีใหม่ที่จะย่างเข้ามา พอถึงเที่ยงคืนก็จะจุดประทัดกันยกใหญ่ส่งท้ายปีเก่า และ ต้อนรับปีใหม่

ในคืนนี้ ผู้ใหญ่ก็จะให้เงินของขวัญแก่ลูกหลาน
ภาษาจีนเรียกว่า เยียโซ้ยเฉียน แปลว่า เงินข้ามปี

ภาษาจีนแต้จิ๋ว เรียกว่า แต๊ะเอีย แปลว่า ถ่วงเอว ซึ่งเหตุที่เรียกว่า ถ่วงเอว ก็เพราะกางเกงจีน ไม่มีกระเป๋า ต้องเอาเงินใส่ไว้เป็นถุงยาวๆ คาดไว้ที่เอว สมัยโบราณแจกเงินของขวัญกันเป็นอีแปะ และ แต๊ะเอียแต่ละครั้ง จะให้อีแปะถึง 100 อัน หนักใกล้เคียงกับสตางค์เหรียญ 10 บาท 100 อันของไทย จึงถ่วงเอวไว้หนักพอดู

พอถึงวันขึ้นปีใหม่ ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งเด็ก
ก็จะสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ เป็นการต้อนรับปีใหม่ และ วันใหม่
ก่อนเปิดประตูบ้านในตอนเช้า จะมีการจุดประทัด โดยผู้จุดจะต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว

ความหมายในการจุด มี 2 ประการ
- ประการที่หนึ่ง เพื่อ ขับไล่ภูตผีปีศาจ
- ประการที่สอง เพื่อ เป็นศิริมงคล

พิธีเปิดประตูบ้านนี้ .....
บางคนถือเคร่งครัดถึงกับต้องดูฤกษ์เปิดประตู

ในวันนี้ คนจีนมักจะถือเป็นศิริมงคล
มีข้อห้ามมากมาย และ ข้อห้ามเหล่านี้ มีต่างกันไปแต่ละท้องถิ่น เช่น .......

- ห้ามเฆี่ยนตีเด็กๆ
- ห้ามใช้มีดใช้ของแหลมมีคม
- ห้ามทำการค้า
- ห้ามทวงหนี้
- ห้ามพูดคำหยาบ ให้พูดแต่สิ่งดีๆและความดี
- และ ไม่กวาดบ้าน เพราะเป็นวันสะอาดบริสุทธิ์ ที่เจ้าจากสรวงสวรรค์เหาะดั้นด้นลงมาเยี่ยมบ้าน และ เพราะเกรงเงินทองอาจจะรั่วไหล

นอกจากนั้น ..... ในวันนี้ยังมีประเพณี ไหว้ปี ภาษาจีนกลางเรียกว่า ไป่เหนียน โดยเด็กๆ และ ผู้อ่อนวัยกว่า จะแสดงความเคารพ ปู่ ย่า ตา ยาย และ พ่อ แม่ ในครอบครัวเป็นการภายในก่อน แล้วจึงจะไปแสดงความเคารพต่อผู้ที่นับถือในภายหลัง ทั้งยังจะต้องไปสักการะบูชา เจ้าพ่อ ที่สิงสถิตย์อยู่ตามศาลในที่ต่างๆ ที่เป็นที่นับถือของเราอีกด้วย

พิธี ไหว้ปี นี้ สำหรับข้าราชการ ก็จะต้องไปถวายพระพร
ต่อพระเจ้าแผ่นดินด้วย โดยมีแบบอย่างเป็นราชประเพณีโดยเฉพาะ

สำหรับการรื่นเริงในวันขึ้นปีใหม่นี้ .....
ส่วนมากจะนิยมเล่น สิงโต และ มังกร เป็นการเล่นทั่วทั้งประเทศ
และ ได้แผ่ขยายกันออกไปเล่นถึงที่อื่นๆ ที่เมืองไทย คนไทยเราจะรู้จักการเล่นสิงโตกันเป็นอย่างดี

บางแห่งก็ฉลองตรุษจีนกับงิ้ว ..... งิ้ว หรือ อุปรากรจีน เป็นศิลปะการแสดงของจีนที่สืบทอดมายาวนานกว่า 5,000 ปี มีการผสมผสานทั้งการแสดงพื้นบ้าน ดนตรี การร่ายรำ และการขับร้อง กันอย่างกลมกลืนมีเอกลักษณ์โดดเด่น ผูกพันกับความเชื่อทางศาสนาของชาวจีน ที่ถือว่า การแสดงงิ้วเป็นการตอบแทนคุณเทพเจ้าที่คอยดูแลให้คนในท้องถิ่นอยู่เย็น เป็นสุข ไม่มีทุกข์ภัยไข้เจ็บ ปัจจุบันการแสดงงิ้วหาชมค่อนข้างยาก ความนิยมจากคนรุ่นใหม่ๆ ค่อนข้างน้อย เนื่องจาก การขับร้องเป็นภาษาจีนทำให้เข้าใจยาก จึงไม่เป็นที่แพร่หลาย

และ ได้กล่าวแล้วว่า ..... ชาวจีนนั้น ติดเอา วัฒนธรรม และ ประเพณี อันเป็นแผนการดำรงชีวิตมาด้วยเสมอ เมื่อมาอยู่เมืองไทยตั้งแต่ดั้งเดิม ที่มีความโอบอ้อมอารี และ ไม่จำกัดสิทธิมูลฐานทางด้าน วัฒนธรรม และ ประเพณี ของชาวจีน ดังนั้นวัฒนธรรม และ ประเพณี ที่ดีงามของชาวจีนจึงได้มีโอกาสสืบทอดกันมา อย่างที่เราได้เห็นว่าไม่มีเสื่อมคลาย ก็ เทศกาลตรุษจีน นี่แหละ

ถึงทุกวันนี้ ..... บางส่วน บางด้านของเทศกาลตรุษจีนจะมีน้อย หรือ ไม่มีเลย แต่ลูกหลานของชาวจีน หรือ ผู้สืบตระกูลจากชาวจีน ก็มักจะคงพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษเอาไว้ โดยถ้ามองกันอย่างง่ายๆ ก็เพราะพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษนั้น เป็นส่วนที่ดีที่สุด จึงไม่สามารถถูกจำกัดด้วยกาลเวลา โดยเฉพาะ เมื่อเข้ากับธรรมเนียม และ คำสอนทางพระพุทธศาสนาแต่โบราณของไทย ที่ปลูกฝังให้คนรุ่นหลังกตัญญูรู้คุณบรรพบุรุษแล้ว พิธีนี้ก็ยังคงดำรงความสำคัญตลอดมา...!!!

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   13/02/2005 09:36 AM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 46  
     
 


๏ ๏ ๏ ปีใหม่นี้ ขอให้สุขสมหวัง ด้วยโชคลาภ
มีความก้าวหน้า และ รุ่งเรืองในชีวิต
ทรัพย์สิน เต็มบ้าน เต็มเมือง
ค้าขาย รุ่งเรือง ...........................ฯลฯ


คำอธิบายภาพ .....

กิ่งไผ่ .....
เป็นสัญลักษณ์มงคล หมายถึง ความร่มเย็นเป็นสุข

ที่มาของการ์ดใบนี้ ..... ตาลซื้อมาจากศูนย์การค้า ไม่รู้หรอกนะคะ ว่าแปลว่าอะไร ถ้าท่านใดทราบก็ช่วยตาลแปลด้วยนะคะ ตาลอ่านเอาความหมายจากคำอวยพรนั้น มาจากด้านหลังการ์ด ที่เค้าพิมพ์ไว้ตัวเล็กๆนั่นแหละคะ ต้นฉบับของการ์ดใบนี้ อยู่กับ เฮียวุฒิชัย ที่อเมริกา นะคะ :-)





 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   13/02/2005 10:11 AM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 47  
     
  ยังเก็บอย่างดีครับ

แต่ พี่ก็แปลไม่ได้หรอกนะครับ
แต่ชอบมากครับ
 
     
    By: วุฒิชัย     13/02/2005 10:17 AM  (68.63.90.84)
 

 
  หัวข้อ : 48  
     
  ไหว้พระจันทร์ ปี 2548 ขนมไหว้พระจันทร์ดังอร่อยที่เยาวราชขายดี ที่นี่http://www.grandchina.com/moon.htmlเค้ามีหลายชนิดนะ เราซื้อปายฝากอาม่าแล้วล่ะ  
     
    By: นู๋โอ  Mail to   นู๋โอ   5/09/2005 12:51 PM  (202.142.216.50)
 

 
  หัวข้อ : 49  
     
  เยาวราช เป็นแหล่งรวมของอร่อย รวมทั้งขนมไหว้พระจันทร์ด้วยนะครับ  
     
    By: yong2509  Mail to yong2509   5/09/2005 01:07 PM  (202.142.216.50)
 

 
  หัวข้อ : 50  
     
  ขอบใจน้ำตาลมากนะ ที่เอื่อเฟื้อข้อมูลทำรายงาน  
     
    By: พี่แขก     8/09/2005 10:28 AM  (202.28.27.4)
 

 
  หัวข้อ : 51  
     
 


ใกล้ถึง .. เทศกาลกินเจ .. อีกแล้วนะคะ

เทศกาลกินเจ เป็นความเชื่อของชาวจีน ที่ถือเป็นการเริ่มต้นของการไม่กินเนื้อสัตว์ ภายในช่วงเวลา 9 – 10 วัน ซึ่งในระหว่างนั้น เค้าก็จะถือศีล ทำบุญทำทาน เพื่อเป็นการชำระทั้งร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์ ที่มาของประเพณีนี้ มีอยู่หลายตำราด้วยกัน บ้างก็บอกไว้ว่า .....

............... ชาวจีนเชื่อกันว่า ช่วงเวลาเดือน 9 เป็นเวลา 10 วัน เป็นช่วง พระพุทธศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ซึ่งหมายถึงพระพุทธเจ้า 9 พระองค์ และในช่วงเทศกาลกินเจนั้น ยังเชื่อว่าใครที่ถือศีลกินเจในช่วงนี้ พร้อมตั้งจิตอธิษฐานขออะไร ก็จะได้สมปรารถนา ...............

นอกจากนี้ ชาวจีนยังนิยมไปไหว้เจ้าตามศาลเจ้า เพื่อขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครอง ซึ่งศาลเจ้าในกรุงเทพฯ ที่นิยมไปไหว้ มี .. วัดเล่งเน่ยยี่ .. ศาลเจ้าไต่ฮงกง ตรงข้าม สน.พลับพลาไชย .. โรงเจซิกเซี้ยม่า ตลาดน้อย .. โรงเจเตี่ยชูหั่ง สำเพ็ง .. และ อื่นๆ อีกมากมาย ก็คงแล้วแต่ตามสะดวกของเราด้วย

สำหรับผู้คนในยุคปัจจุบัน นิยมกินเจกันมากขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากกระแสเรื่องห่วงใยสุขภาพ มากกว่าความเชื่อแบบโบราณ เพราะการงดรับประทานเนื้อสัตว์ และบริโภคแต่ ผัก ผลไม้ นั้น ก็จะช่วยชำระล้างของเสียออกจากร่างกาย ช่วยให้มีสุขภาพดีขึ้น

เทศกาลกินเจ ปีนี้ ตรงกับช่วงวันที่ 3 - 11 ตุลาคม แหล่งที่ขายอาหารเจ ใครที่พร้อมจะเข้าสู่เทศกาลถือศีลกิจเจเพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ปัจจุบันก็มีอาหารเจขายอยู่เป็นจำนวนมาก แหล่งที่ขายอาหารจีนขนาดใหญ่ .. ตลาดเยาวราช .. ตลาดน้อย ถนนจันทร์ .. ซึ่งส่วนมากจะเป็นเมนูอาหารธรรมดาๆ แต่สำหรับโรงแรมหรือตามภัตตาคารขนาดใหญ่ ที่เข้าร่วมเทศกาลกินเจนั้น ส่วนมากจะคิดค้นเมนูเจ แบบแปลกพิศดารและตั้งชื่อเป็นมงคลออกมาเพื่อสร้างสีสันให้กับเทศกาลอีกด้วย

ในช่วงเวลาปกติ ..........
ก็ควรพยายามงดทานอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์บ้าง
ระบบต่างๆ ในร่างกาย จะได้มีโอกาสพักผ่อน และล้างพิษ

อย่าลืม ดูแลสุขภาพของตัวเอง บ้างนะคะ
โชคดีค่ะ :-) :-D





 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   27/09/2005 08:37 PM  (61.90.104.227)
 

" ?????? "    ???   test   3/02/2016 02:39 PM
     
  http://ชาติไทย.com/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/  
     

     
 
       
ชื่อ - นามสกุล ::
  *
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
       
     
 
     
 
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ


Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.