| หน้าที่ท่านบรรเลง | บันทึกข้องน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนด | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- - เข้าระบบผู้ดูแล - -



น้ำตาล ..... จำมาเล่า
     
 


วันนี้ ..... มีญาติคนหนึ่งเค้ามีปัญหากับเพื่อน
แล้ว คุณลุงฉะฉาน ก็เลยเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้พวกเราฟัง
ฟังแล้วก็คิดว่าน่าสนใจ ก็เลยจำมาเล่าให้เพื่อนๆฟังอีกต่อหนึ่ง ลองอ่านดูนะคะ .....

ณ หมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง ..... มีชายสองคนพ่อลูก เลี้ยงม้าไว้ในคอก 1 ตัว
วันหนึ่งม้าก็ได้หลุดหายไป ก็มีชาวบ้านคนหนึ่งเดินผ่านมา
บอกว่า ..... แย่จังเลยนะท่าน มีม้าอยู่ตัวเดียวก็ยังจะมาหลุดหายไปอีก

อีกไม่กี่วันต่อมา ..... ม้าตัวนั้นก็กลับมา พร้อมกับม้าป่าตัวเมีย อีก 1 ตัว
ชาวบ้านคนหนึ่งเดินผ่านมาก็บอกว่า ..... ดีจังเลยนะท่าน ทีนี้จะได้เพาะลูกม้าขาย

เวลาผ่านไปไม่นาน ..... ลูกชายก็เอาม้าป่าไปขี่ เกิดตกม้า ขาพิการ
ชาวบ้านคนหนึ่งเดินผ่านมาก็บอกว่า ..... แย่จังเลยนะท่าน มีลูกชายอยู่คนเดียว
หน้าตาดีๆ ก็มาพิการซะแล้ว อย่างนี้แล้วจะหาเมียดีๆได้อย่างไรล่ะ

ต่อมา ..... ชายหนุ่มทั้งหมู่บ้าน ถูกเรียกเกณฑ์ทหาร แต่หนุ่มพิการไม่ต้องไป
ชาวบ้านคนหนึ่งเดินผ่านมาก็บอกว่า ..... ดีจังเลยนะท่าน ไม่ต้องไปทหารกับเค้าด้วย

หลังจากนั้นไม่นาน ..... ชายที่ไปเป็นทหารทั้งหมู่บ้านนั้น เกิดตายหมด
ผู้หญิงสาวๆ ในหมู่บ้าน ก็ไม่มีชายที่จะแต่งงานเพื่อสืบสกุล
ในที่สุด ..... ชายพิการผู้นั้น จึงได้ผู้หญิงทั้งหมู่บ้านเป็นเมีย มีตระกูลใหญ่โตสืบไป ..... ฯลฯ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ..... เหตุการณ์ที่เราเพิ่งเห็น หรือ ที่เราจะได้รับรู้ว่าเพิ่งจะเกิดขึ้นนั้น ถึงแม้จะไม่ดีเพียงไร ก็อาจจะนำมาซึ่งสิ่งดีๆได้ในอนาคต อย่ารีบด่วนสรุปอะไรง่ายๆ กับเรื่องหรือภาพที่เห็นว่าเกิดขึ้นนั้น เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น เพราะทุกอย่างในชีวิตอาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ สิ่งที่เราควรมอง และ ยึดถืออย่างมั่นคง นั่นคือ ..... การกระทำความดี

ตาลเห็นด้วยกับคุณลุงฉะฉานนะคะ .....

และ เพื่อนๆอย่าลืมนะคะ ..... เราต้องเป็น คนดี ... คิดดี ... ทำดี ... และ ไม่โลภ
ทุกอย่างก็จะดีตามมาเอง


โชคดีค่ะ บ๊ายบายนะคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

 
     
      By : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    13/08/2003 05:20 PM  (203.107.130.10)  
 
 
 
  หัวข้อ : 1  
     
  อ่านแล้วได้ทำให้ฉุกคิดอะไรขึ้นมาอย่างหนึ่งเกี่ยวกับตัวเอง คือกำลังอยู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อพอดี ว่าจะอยู่หรือจะไป ก็เลยทำให้ใจเย็นขึ้นแยะเลย ก็เห็นด้วยมากเลย งั้นยังไม่ตัดสินใจวันนี้ดีกว่า ก็ขอขอบคุณคุณ.น้ำตาล..ที่นำความจำดีๆมาเผื่อแผ่  
     
    By: น้ำผึ้ง     13/08/2003 05:25 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 2  
     
  อือ ก็ประมาณว่า "มันไม่เป็นอย่างที่เราเห็น เสมอไป"  
     
    By: ส้มไดอารี่     13/08/2003 05:26 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 3  
     
  วันนี้น้องตาลก็ไปนั่งเขียนนิทานมาเรื่องหนึ่งไม่ใช่หรอครับ แต่ก็น่าสงสารนะครับที่.....วันนี้น้องตาลจะเอามาให้พวกเราอ่านไม่ได้ เพราะว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของน้องตาลโดนไวรัสเล่นงานซะแล้ว เรียบๆแก้ไข เรียบๆหายเร็วๆนะครับ  
     
    By: พี่หนึ่ง     13/08/2003 05:27 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 4  
     
  เฮ้อ ... !! เข้ามาได้แล้วคะ
พี่หนึ่ง ..... ไม่อ่านอีกแล้ว
ตาล ..... โพสไปก่อนที่จะโดนไวรัส ที่มากับระบบเน็ตคะ
พี่จ๋า ..... อ่านหน่อยสิจ๊ะ อย่าเอาแต่ฟังอย่างเดียว
แถม ..... ฟังมา ก็ยังไม่ครบอีกนะจ๊ะ
ทำอะไรถูกหมด คงไม่ใช่พี่หนึ่งมั้งจ๊ะ เฮ้อ ... !!
แล้วนี่ ..... เรียบๆแก้ไข เรียบๆหายเร็วๆนะครับ
คำว่า ..... รีบๆ เนี้ย เจตนาหรือพิมพ์ผิดอีกคะ คิ๊ก คิ๊ก ๆๆๆๆ


โชคดีค่ะ บ๊ายบายนะคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/
 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   13/08/2003 05:29 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 5  
     
  อย่างนี้ ก็ต้องเรียกว่า บุญพาวาสนาส่ง
แข่งอะไรก็แข่งไป แต่ว่า บุญ วาสนา แข่งกันไม่ได้

ไงก็ตั้งใจ ทำดี เพื่อไว้วันข้างหน้าบ้างนะครับ
 
     
    By: วุฒิชัย     13/08/2003 05:31 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 6  
     
  สนุกดีครับ :-)

นิทานเรื่องนี้ก็สำเร็จประโยชน์ของผู้แต่งตามคติที่คุณน้ำตาลสรุปไว้ตอนท้ายนั้นแล้ว...

ป.ล. สำนวนการเขียนเหมือนเป็นนักเล่านิทาน มีเรื่องอื่นๆอีกมั้ยครับ อยากอ่าน
 
     
    By: จิตปัน     13/08/2003 05:32 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 7  
     
  นิทานก็คือนิทาน ถ้าคนอ่านไม่นำไปพิจารณาให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น ก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ไม่ได้ฟัง และ ก็กลายเป็นนิทานน้ำเน่าเหมือนเรื่องอื่นๆ

นิทานเรื่อง "ชายสองคนพ่อลูก" สอนให้รู้ว่า อนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เรื่องหนึ่งอาจเป็นทั้งผลดีหรือผลเสียใดๆก็ได้ ถ้าเราเตรียมใจที่จะเผชิญกับอนาคตโดยไม่ท้อถอย หรือ ตีตนไปก่อนกาล ย่อมนำมาซึ่งความสำเร็จในอนาคต

ทางฝรั่งเขาเรียกว่า Hopeness ครับ
ส่วนทางไทยพุทธก็อย่างในเรื่องพระมหาชนกครับ

*** คนไทยกับต่างชาติ มีมุมมองไม่เหมือนกันโดยตรงครับ
 
     
    By: พี่เก่ง     13/08/2003 05:34 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 9  
     
 


นิทานเรื่อง ..... โต้งกับเตี้ย

โต้ง ..... เป็นไก่ตัวใหญ่ คอยรังแกเตี้ยไก่ตัวเล็ก เวลามีอาหารน้อยโต้งก็กินหมด ไม่แบ่งให้เตี้ย เตี้ยมีความเป็นอยู่ด้วยความยากลำบากมาก แต่ต้องจำทนตลอดมา เพราะไม่มีทางเลือก

อยู่มาวันหนึ่ง เตี้ยทราบว่า ..... มีสุนัขจิ้งจอกมาอาศัยอยู่ในป่าไม่ไกลนัก เตี้ยจึงตัดสินใจไปหาสุนัขจิ้งจอก และเชิญให้สุนัขจิ้งจอกไปจัดการกินโต้ง เพื่อตนจะได้พ้นไปจากความยากลำบากในการหาอาหาร

สุนัขจิ้งจอกก็รับคำเชิญ ..... ได้เดินตามเตี้ยมาถึงที่อยู่ของทั้งโต้งและเตี้ย เมื่อสุนัขจิ้งจอกเห็นโต้งก็กระโจนจับโต้งกินเป็นอาหารอันโอชะ เมื่อกินโต้งเสร็จแล้ว สุนัขจิ้งจอกยังไม่อิ่ม จึงหันมามองเตี้ยซึ่งอยู่ใกล้ๆ เตี้ยตกใจมาก

จึงร้องขึ้นว่า ..... “อย่านะ ฉันไม่ได้เชิญแกมากินฉัน ฉันเชิญแกมากินโต้งเท่านั้น”
สุนัขจิ้งจอก ตอบว่า ..... “ฉันไม่สนใจว่า เป็นโต้งหรือเตี้ย ถ้าเป็นไก่ฉันกินหมด”

ว่าแล้วก็จับเตี้ยกินเป็นอาหารอีกตัว .....

<<< นิทานก็จบลง >>>

บทวิเคราะห์เพื่อเป็นแนวทางของการเกิดปัญญา มีดังนี้ .....

1. เราควรอยู่แบบเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ และ ตาย ไม่ควรเบียดเบียนกัน

2. ใครมือยาวสาวได้ ก็ควรบริโภคเท่าที่จำเป็น แบ่งส่วนที่เหลือจุนเจือคนที่มือสั้น อีกในหนึ่งก็คือ เมื่อเรามีพอแก่การยังชีพแล้ว ก็ควรแบ่งปันให้กับผู้ที่ด้อยโอกาสด้วย

3. คนมีอำนาจมากกว่า ไม่ควรใช้อำนาจเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น เพราะคนที่มีอำนาจน้อยกว่า ก็จะต้องหาหนทางกำจัดอำนาจที่ตนจำต้องทนทุกข์ให้หมดไปจนได้ในวันหนึ่ง

4. การอยู่ร่วมกัน ควรรักกันและเกื้อกูลกันและกัน ไม่ควรใช้อำนาจที่ตนมีมากกว่า ไปแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตัวและพวกพ้องของตัว ควรอยู่ร่วมกันด้วยความเป็นธรรม

5. การขัดแย้ง หรือ การทะเลาะกัน ก็จะสบายสุนัข หรือบุคคลอื่นที่ค่อยหวังผลอื่นๆต่อไป


โชคดีค่ะ บ๊ายบายนะคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   13/08/2003 05:48 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 10  
     
 


นิทานเรื่อง ..... นกกระจาบ

นกกระจาบสามีภรรยาคู่หนึ่ง ..... ทำรังอาศัยอยู่ที่ต้นไทรใหญ่ริมแม่น้ำ

อยู่มาวันหนึ่ง ..... ไฟไหม้รังของนกกระจาบ นกกระจาบทั้งคู่เห็นไฟไหม้รังก็ช่วยกันดับไฟ ใช้ความสามารถที่มีอยู่ทั้งหมด คือ ปากอมน้ำ ปีกก็ซับน้ำ จากแม่น้ำไปดับไฟ บินกลับไปกลับมา หลายร้อยเที่ยว ไฟก็ยังไม่ดับ

เทวดาเห็นเข้า ..... จึงกล่าวกับเจ้านกกระจาบคู่นั้นว่า “เจ้านกกระจาบเอ๋ย ปากและปีกของเจ้านำน้ำไปดับไฟได้นิดเดียว เจ้าจะดับไหวหรือ” ... ???

เจ้านกกระจาบ ..... เมื่อถูกเทวดาถามดังนั้น จึงร้องตอบเทวดาว่า “จะดับไหวหรือไม่เราก็ต้องพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะดับไฟ แม้ต้องดับไฟกระทั่งตัวตาย ก็ต้องดับ เพราะมันเป็นรังของเรา”

<<< นิทานก็จบลง >>>

แนวทางการวิเคราะห์เพื่อประเทืองปัญญามีดังนี้ .....

1. ปัญหาของเรา เราต้องแก้ไข แม้ยากลำบากเพียงใด ก็ต้องแก้

2. ถ้าเป็นปัญหาของหน่วยงานของเรา เราต้องช่วยกันแก้ เพราะมันเปรียบเสมือนบ้านของเรา เช่นกัน

3. ปัญหา หรือ ความทุกข์ที่เกิดขึ้น เหมือนไฟที่กำลังไหม้รังของนกกระจาบ แม้แก้ยาก มีปัญญาน้อยก็ต้องแก้ไขตามปัญญาของตนก่อน

4. การแก้ปัญหา หรือ การหาทางแก้ไขให้ได้นั้น จำเป็นต้องทำให้ได้ เพราะถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องทุกข์ทรมานไปเรื่อยๆ เหมือนตายทั้งเป็น คือต้องอยู่อย่างคนมีชีวิตแต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ มีชีวิตอยู่ไปวันๆ โดยไร้จุดหมายปลายทาง

การแก้ไขปัญหา ..... ไม่ว่าจะเป็นของตัวเอง หรือของสังคมส่วนรวม จึงต้องมีความพยายาม และมีความอดทนอย่างยิ่ง


โชคดีค่ะ บ๊ายบายนะคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   13/08/2003 05:52 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 11  
     
 


นิทานเรื่อง ..... "เทวดากับหนอน"

มีสหายที่รักกันมาก ..... ตอนเกิดมาในสังคมมนุษย์โลก แม้มีพฤติกรรมที่แตกต่างกันอย่างตรงกันข้าม คือ .....

สหายคนหนึ่ง ..... หมั่นทำแต่ ความดี ทำบุญ ให้ทาน แบ่งส่วนที่เหลือจุนเจือแก่ผู้อื่นที่ยากไร้เสมอ เมื่อตาย ก็ไปเกิดเป็น ... "เทวดา" อยู่บนสวรรค์ .....

ส่วนอีกคน ..... ชอบ กินเหล้าเมายา ลักขโมยของคนอื่น ทำให้ผู้คนพากันเดือดร้อน และ สาปแช่งต่างๆนาๆ เช่น ..... ถ้ามันตายไป จะทำให้แผ่นดินนี้สูงขึ้น หรือ ทำให้สังคมน่าอยู่กว่านี้ ในที่สุดเขาก็ตายเช่นเดียวกัน และ ไปเกิดเป็น ... "หนอน" อยู่ในส้วม .....

เพื่อน .... ที่เกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ มีตาทิพย์ มองได้ไกลๆ มองเห็นเพื่อนสมัยที่เป็นมนุษย์ด้วยกัน ไปเกิดเป็นหนอนอยู่ในส้วม จึงเกิดความสงสาร และ ตัดสินใจลงมาชวนเพื่อนให้ไปอยู่บนสวรรค์ด้วยกัน .....

โดยกล่าวว่า ..... นี่แนะเพื่อน ไปอยู่บนสวรรค์ด้วยกันกับเรา มั้ยหล่ะ ... ???

หนอนได้ยินเสียงชักชวน มันไม่รู้ว่าใครเป็นใคร จึงถามว่า ..... แกเป็นใคร และ บนสวรรค์มีอะไรดีบ้าง ... ???

เทวดาจึงตอบว่า ..... ฉันเป็นเพื่อนแกไง เมื่อชาติก่อน แกจำไม่ได้เหรอ ... ???
หนอนบอกว่า ..... ฉันจำไม่ได้
หนอนจึงย้ำคำถามอีกว่า ..... แล้วบนสวรรค์มีดีอะไร ... ???
เทวดาจึงอธิบายว่า ..... บนสวรรค์เราต้องการอะไร เพียงแต่นึกก็ได้แล้ว ไม่ต้องแสวงหา
หนอนตอบทันทีว่า ..... ไม่ไป อยู่ที่นี่ ไม่ต้องนึก เช้าๆก็มีคนมาส่งแล้ว ..... ฯลฯ

<<< นิทานก็จบลงด้วยประการฉะนี้ >>>

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

แนวทางการวิเคราะห์ เพื่อความบันเทิงทางปัญญามีดังนี้ .....

หนอน ..... เคยชินกับชีวิตในส้วม จึงไม่ต้องการเปลี่ยนไปอยู่ที่ใหม่ เพราะต้องคิดใหม่ ทำใหม่ และ เกิดผลใหม่..ใหม่ อีกด้วย

เปรียบเสมือนคน ..... ที่เคยชินอยู่กับ ความทุกข์ใจ เสียใจ หรือ ดีใจ เบื่อ..เบื่อ อยาก..อยาก จนเคยชิน เมื่อมีใครมาชักชวน ให้ฝึกการรักษาจิต หรือ รักษาใจให้เป็นคนใจดี มีสุข เค้าจะไม่เอา คิดว่ามันยุ่งยาก

หรือคน ..... ที่มีจิตใจต่ำๆ ย่อมเห็นแต่สิ่งต่ำ..ต่ำ ไม่รู้ว่า ที่สูงเป็นอย่างไร จึงพอใจกับสิ่งที่ต่ำ..ต่ำนั้น และ คิดว่าดีแล้ว สูงสุดแล้ว สำหรับตน.....

การเปลี่ยนแปลงความเคยชิน ..... เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ผู้มีปัญญาทั้งหลายจึงต้องมุ่งมั่น และ ใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน ในการเปลี่ยนแปลงไปสู่ภาวะใหม่ที่ดีกว่า.....

เช่นเดียวกับทาส ..... จะไม่รู้ว่าเสรีภาพดีอย่างไร แม้นายจะปล่อยให้เป็นไทแล้ว ทาส...ก็ยังจะคร่ำครวญ เพราะกลัวความลำบากทุกข์ยาก

นี่แหละ ..... เป็นเรื่องของการมองกันคนละแง่ แต่ถ้าใครมองใน ... แง่เสีย ... เป็น ... แง่ดี ... ก็คงมีหวัง ... ตกอับ !!!

ซึ่ง ..... แทนที่จะถอนตัวออกจากความคิดเดิมๆ ก็กลับยืนกรานอยู่ในภาวะเดิมๆ ก็คงเวียนว่าย ตายเกิดอยู่ใน ... วัฏฏสงสาร ไม่รู้จักจบสิ้น ..... ฯลฯ


โชคดีค่ะ บ๊ายบายนะคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   13/08/2003 06:28 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 12  
     
 


จำได้มั้ยคะ ..... สมัยที่เราเป็นเด็ก…เด็ก ตัวเล็ก..เล็ก นอนหนุนตักแม่ แล้วฟังนิทาน มีความสุขมาก เชื่อมั้ยคะ…นิทานเรื่องเดียว กระต่ายกับเต่า ฟังได้เกือบทุกคืน ไม่ยักจะเบื่อ อ้อนให้แม่เล่าแล้วเล่าอีกก่อนนอนทุกครั้งที่เราได้กลับมาบ้าน

ตอนนี้ ..... เคยแปลกใจตัวเองมั้ยว่า ถ้ามีใครมาพูดอะไรซ้ำ..ซ้ำ เราก็พลอยเบื่อที่จะฟัง นึกถึงแล้วก็แปลกใจเหมือนกันนะ

แล้ว นิทานเรื่อง "กระต่าย กับ เต่า" นี้ ..... ช่วยสอนให้ตาลมีความอดทน และ ความพยายามอีกด้วยคะ เวลาที่ตาลทำงาน หรือ ทำอะไรสักอย่างที่ต้องใช้ความพยายาม และ น่าเบื่อ ตาลก็มักจะท่องอยู่ในใจเสมอว่า "อดทน...อดทน...เดี๋ยวชินเอง" แล้วในที่สุดก็ชินจนได้ ทุกครั้งไป

นิทาน ..... "กระต่าย กับ เต่า"

ณ ชายป่าแห่งหนึ่ง ..... กระต่ายน้อยกำลังกระโดดโลดเต้นอย่างมีความสุข มันเดินเที่ยวอย่างเพลิดเพลิน พลัน! มันก็ต้องตกใจสุดชีด เมื่อปรากฏว่าที่เบื้องหน้ามีพญาสิงโตนั่งตระหง่านจ้องมองมันอยู่อย่างตาไม่กระพริบ

"บ๊ะ! ..... วันนี้มีอาหารมาให้กินถึงที่เชียว" พญาสิงโตคำรามออกมา

กระต่ายน้อยซึ่งระวังตัวอยู่แล้ว ..... ทันทีที่พญาสิงโตโถมเข้าใส่หมายเอามันเป็นอาหาร กระต่ายน้อยก็อาศัยความคล่องแคล่วว่องไว รีบกระโดดหลบพร้อมกับวิ่งหนีรอดไปได้

มันหันมาตะโกน ..... "ไม่ได้แอ้มข้าหรอก"

หลังจากนั้น ..... ไม่ว่ามันเจอใคร กระต่ายน้อยก็มักจะคุยให้ฟังเสมอ

เจ้ากระต่ายน้อยคุยโวพร้อมยืดอก ..... "ขนาดพญาสิงโตที่ว่าแน่ๆ ยังไม่สามารถวิ่งไล่ทันข้าเลย"

อยู่มาวันหนึ่ง ..... กระต่ายน้อยผ่านมาพบกับเต่ากำลังคลานต้วมเตี้ยมอยู่
กระต่ายน้อยจึงร้องทัก ..... "ไง! เจ้าเต่าขาสั้นจอมอืดอาด"
เต่าได้ยินเช่นนั้นจึงร้องทักกลับไปว่า ..... "ถึงขาข้าจะสั้นคลานช้า ก็ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับเจ้า"
กระต่ายน้อยเริ่มคุยโว ..... "อะไรกัน เจ้าไม่รู้เรอะว่าข้านี่วิ่งเร็วที่สุด"
เต่าตอบ ..... "ข้าไม่สนหรอก"
กระต่ายน้อยร้องท้าทาย ..... "เฮ้! เจ้าพูดอย่างนี้แสดงว่าเจ้าแน่ งั้นเจ้ากับข้ามาวิ่งแข่งกันมั้ยล่ะ"
เต่ารับคำท้า ..... "เจ้าต้องการอย่างนั้นก็ได้" ... พร้อมคลานจากไป

รุ่งขึ้น ณ ที่ชายป่า ..... บรรดาสัตว์ต่างๆที่รู้ข่าวก็พากันมาดู ทันทีที่สัญญาณออกวิ่ง กระต่ายน้อยก็ทะยานออกไปทันที

กระต่ายน้อยหันมาตะโกนใส่เจ้าเต่า ..... "ข้าจะไปนอนรอเจ้าที่เส้นชัยน่ะ"

กระต่ายน้อยวิ่งไปได้สักพัก มันจึงหยุดวิ่งพร้อมกับหันมามองข้างหลัง ซึ่งไม่เห็นแม้แต่เงาของเต่า

มันนึกกระหยิ่ม ..... "โธ่! เจ้าเต่าเอ๊ย ... ไม่เจียมตัวซะเลย คิดจะมาแข่งกับเรา" กระต่ายน้อยเดินมาจนถึงใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง มันจึงเข้าไปนั่งพักใต้ร่มไม้

มันพึมพำ ..... "นอนซักงีบหนึ่งดีกว่า.. ถึงยังไงเจ้าเต่ามันก็ไม่มีทางตามเราทัน" ... พร้อมเอนหลังพิงต้นไม้แล้วหลับไป

ข้างฝ่ายเต่านั้น ..... ก็ค่อยๆคลานไปเรื่อยๆแม้ขาจะสั้นคลานได้เชื่องช้า มันก็ไม่ปริปากบ่น ยังคงก้มหน้าก้มตาคลานต่อไป "พยายามเข้าน่ะท่านเต่า" กบกับปลาในบึงส่งเสียงให้กำลังใจเจ้าเต่า เจ้าเต่าคลานมาจนพบกระต่ายน้อยนอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้อย่างมีความสุข มันก็หาได้หยุดพักไม่ เต่ากลับก้มหน้าก้มตาคลานต่อไป แม้จะเหนื่อยแสนเหนื่อยก็ไม่ได้ทำให้ย่อท้อ เพราะจุดมุ่งหมายอยู่ที่เส้นชัยนั่นเอง

ตะวันบ่ายคล้อยมากแล้ว ..... กระต่ายน้อยจึงได้ตื่น มันเดินมาจนพบหมีใหญ่ตัวหนึ่ง

หมีร้องถาม ..... "ไง! เจ้ากระต่าย วันนี้เจ้าต้องวิ่งแข่งกับเต่าไม่ใช่เรอะ"
กระต่ายน้อยตอบ ..... "ใช่! แต่เจ้าเต่าไม่มีทางตามข้าทันหรอก"
มันคุยโวต่อ ..... "เนี่ย! ยังไม่เห็นเงาเจ้าเต่าเลย"
หมีร้องบอก ..... "เฮ้! ตะกี้ข้าผ่านมา สวนทางกับเต่าข้างหน้านู่น เจ้ามัวไปทำอไรอยู่"

คำพูดของหมี ..... ทำให้กระต่ายน้อยสะดุ้งโหยงพร้อมกับรีบวิ่งออกไปทันที แต่ช้าไปเสียแล้ว เพราะเมื่อกระต่ายน้อยมองไปที่เส้นชัยมันแทบจะเข่าอ่อน เพราะที่นั่นปรากฏร่างของเต่ายืนยิ้มอยู่

เต่าร้องถามกระต่ายน้อย ..... " ไง! เพิ่งมาถึงเรอะ ข้ารอเจ้าอยู่ตั้งนาน"

บรรดาสัตว์ต่างๆ ..... ก็เข้ามาแสดงความยินดีกับเต่า คงปล่อยให้เจ้ากระต่ายน้อยมองด้วยดวงตาละห้อยเหมือนจะร้องไห้

กระต่ายน้อยพึมพำในใจเบาๆ ..... "ไม่น่าเลยเรา"

ด้วยความอับอาย ..... เจ้ากระต่ายน้อยจึงมุ่งหน้าหลบหนีออกจากป่าแห่งนั้น แล้วก็ไม่ยอมหวนกลับมาอีกเลย...

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ..... "อย่าประมาทผู้ที่ต่ำต้อยกว่าเรา"


โชคดีค่ะ บ๊ายบายนะคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   13/08/2003 07:04 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 13  
     
 
โอ เยี่ยมเลยครับ ...นับถือ นับถือ :-)


ป.ล. เรื่องสุดท้ายเล่าได้น่ารักดีครับ

 
     
    By: จิตปัน     14/08/2003 02:04 AM  (203.107.130.11)
 

 
  หัวข้อ : 14  
     
  น่าสงสารชายพิการจริงเนาะ
ได้หญิงทั้งหมู่บ้านเป็นเมีย
ช่างโชคร้ายอะไรอย่างนั้น
 
     
    By: พี่โอ่     14/08/2003 08:52 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 15  
     
  ขอบคุณมากสำหรับสิ่งดี ๆ ที่ส่งมาให้อ่านอยู่เสมอ
พี่ทำงานค่อนข้างหนักและเหนื่อย และบางครั้งก็ท้อกับองค์กร (ราชการ)
แต่เราก็ต้องทำต่อไปและยังด้วยความมุ่งมั่นเหมือนเดิม
บางครั้งท้อก็ต้องหาอ่านสิ่งต่าง ๆ เพื่อเป็นกำลังใจในการทำงานต่อไป
ขอบคุณมากนะคะ
(วันนี้อ่านเรื่อง นกกระจาบ และเลยส่งไปให้เพื่อน ๆ ได้อ่านทั่วกันค่ะ)
 
     
    By: อึ่งอ๊อบ     14/08/2003 11:29 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 16  
     
  พี่ชอบเรื่องนกกระจาบที่สุดเลยครับ เพราะว่ามีความพยายามดีมากเลยครับ แล้วก้เป็นนิทานเรื่องแรกที่น้องตาลเล่าให้พี่ฟังด้วย  
     
    By: หนึ่ง     14/08/2003 09:49 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 17  
     
  นิทานแต่ละเรื่องของน้ำตาลนั้น
พยายามชี้ให้เห็น ในความมานะพยายาม สามัคคี เผื่อแผ่ การให้ และการรับ และ การมองโลกในแง่ดี

สำหรับผมนั้นไม่ชอบเรื่องแรกนะครับ
ผมคิดว่า เรื่องนี้ อาจจะชี้นำให้คนเราขี้เกียจ เพราะผมคิดว่า เขาคนนั้น โชคดีเหลือเกิน ซึ่งจะมีใครจะมีโชคชะตาเหมือนกันเขาคนนั้นบ้าง
 
     
    By: วุฒิชัย     15/08/2003 09:27 AM  (12.243.234.207)
 

 
  หัวข้อ : 18  
     
 


<> นิทานเรื่อง ..... พระราชาสามมุม <>

เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ..... ในแถบเอเซีย มีอาณาจักรเล็กๆอยู่แห่งหนึ่ง กษัตริย์องค์นี้มีสติปัญญาและความสามารถเกินมนุษย์ทั่วๆไป คือท่านอ่านความคิดของประชาชนได้ วันหนึ่งท่านฉลองพระองค์เป็นคนธรรมดาสามัญ และ เสด็จไปทรงพระดำเนินเล่นข้างนอก ระหว่างทางท่านทรงรู้สึกเมื่อย จึงทรงไปเอนหลังพักผ่อนในท้องร่องข้างทาง

ทันใดนั้น ..... ท่านก็แลเห็นชายแต่งตัวเป็นผู้ดีขี่ม้ามาแต่ไกล ชายมีตระกูลผู้นี้เดินทางมาเกี่ยวกับธุรกิจ ในถุงสตางค์ของเขาจึงเต็มไปด้วยทองก้อน เมื่อเขาขี่ม้าผ่านมาตรงที่กษัตริย์องค์นั้นนอนพักอยู่

เขานึกในใจว่า ..... เราไปจากที่นี่โดยเร็วเถิด ชายคนนี้คงจะโดนโจรปล้นแล้วถูกเอาตัวมาหย่อนไว้ในร่องนี้ เราไม่ต้องการเจอเหตุร้ายเช่นที่เห็นนี้

พออีกระยะเวลาต่อมา ..... ก็มีชายกรรมกรขี้เมาเดินแอ่นหน้าแอ่นหลังผ่านมา เขาก้มมองร่างของกษัตริย์องค์นั้นในอาการโงนเงนแบบคนเมา

และในใจเขานึก ..... “โอ คุณพระ เราดื่มเหล้ามาตั้งเกือบครึ่งไห แต่ตาคนนี้คงดื่มมากมายกว่าเราหลายเท่า ถึงเดินไม่ได้เลย” แล้วเขาก็เดินต่อไป

ต่อมาในเวลาไม่นานนัก ..... มีพระสงฆ์อารมณ์เบิกบานรูปหนึ่ง เดินผ่านมาที่เดียวกันนี้ พระสงฆ์นี้มีความสุขกับชีวิตในพระเจ้าและผูกพันกับธรรมชาติจนรู้สึกเหมือนมีความสุขที่เทมาอย่างท่วมท้น

เมื่อเหลือบไปเห็นร่างที่นอนสงบในท้องร่องจึงคิดว่า ..... “ท่านผู้นี้ต้องเป็นนักบุญแน่เลย ท่านคงกำลังเข้าฌานและวิญญาณท่านกำลังเสวยความเปี่ยมสุขจนไม่อยู่ในภาวะที่จะเดินได้ ดีล่ะเราจะไม่รบกกวนท่าน”

นิทานเรื่องนี้ ..... เปรียบเทียบเพื่อแสดงให้เราเห็นว่าคนเรานั้นคิดหรือเข้าใจคนอื่นตามคลื่นสะท้อนของสภาวะที่ตนเป็นอยู่ คือตัดสินคนจากมุมมองของตนเอง ความนึกคิดภาพต่างๆ ของคนเรา มักออกมาจากการตั้งศูนย์กลางอยู่ที่ตนเองก่อน คือออกมาตามทิวทัศน์ที่ตนยืนอยู่ ซึ่งบ่อยครั้งมันไม่ตรงกับความจริง และ ก่อให้เกิดการเข้าใจผิดอย่างมากมาย จนอาจเป็นเรื่องขัดแย้ง และ ถึงต้องมีปากเสียง หรือ ทะเลาะกันได้

ถ้า ..... คนเราไม่เปิดใจให้ตัวเองไปสู่กระบวนการเรียนรู้ ก็จะต้องดำเนินชีวิตไปตามแบบบล็อคพิมพ์ที่ตนนึกคิดไปตลอดกาล


โชคดีค่ะ บ๊ายบายนะคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/08/2003 10:15 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 19  
     
 


<> นิทานเรื่อง ..... พระอุ้มผู้หญิง <>

อิเคโด เป็นพระบวชใหม่ ..... ใจยังไม่ได้พัฒนา คอยสอดส่ายหาเรื่อง เดินดูพฤติกรรมของพระในวัด คอยจ้องจับผิดพระรูปอื่น อิเคโดพบว่าพระวัดนี้ จริยาวัตรไม่งดงาม ทำให้รู้สึกผิดหวังและเศร้าหมองจากพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องของพระในวัด

หลวงพ่อตันซันพระผู้ใหญ่ ..... เห็นพฤติกรรมของอิเคโดแล้ว มีปัญญา จึงมีเมตตา คิดหาทางช่วย หลวงพ่อจึงชวนอิเคโด พระบวชใหม่ไปธุดงค์ แต่มีข้อแม้ หรือเงื่อนไข ในการธุดงค์ว่า ถ้าพบเห็นอะไรระหว่างทางห้ามพูด อิเคโด ตกลงตามคำเชิญชวนของหลวงพ่อตันซัน

เมื่อธุดงค์มากลางป่า ..... พบธารน้ำใสไหลเย็น เห็นสุภาพสตรีแต่งชุดกิโมโน รองเท้าจมโคลนยืนร้องให้อยู่ในธารน้ำ

หลวงพ่อตันซันเห็นดังนั้น ..... จึงจัดทำให้จีวรกระชับ แล้วก้าวเดินลงไปในธารน้ำ ใช้มือทั้งสองอุ้มสุภาพสตรีท่านนั้นขึ้นไปวางไว้บนฝั่ง

อิเคโดพระบวชใหม่ ..... เห็นหลวงพ่อทำเช่นนั้น รู้สึกผิดหวังในตัวหลวงพ่ออย่างมาก ที่หลวงพ่อเป็นพระผู้ใหญ่ แล้วยังทำผิดวินัย ไปอุ้มผู้หญิง ท่านได้สูญเสียความเป็นพระไปแล้วอิเคโดคิด แต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรได้ เพราะได้ตกลงกันไว้ว่าไม่พูด แม้มีอะไรเกิดขึ้น อิเคโดเดินตามหลังหลวงพ่อไปด้วยความรู้สึกอึดอัดเป็นกำลัง

ตกค่ำ ..... พระทั้งสองรูปเดินจงกรมกลับไปกลับมาเพื่อเจริญสติ อิเคโดจิตไม่สงบลงได้เลย ภาพหลวงพ่ออุ้มผู้หญิงมากวนใจตลอดเวลา เมื่อยามสองหลวงพ่อตันซันเข้านอน อิเคโดก็เข้านอนด้วย แต่อิเคโดนอนไม่หลับ เมื่อรู้สึกอึดอัดมากเข้าจนทนไม่ไหว จึงลุกขึ้นมาและปลุกหลวงพ่อตันซันให้ตื่นขึ้น

หลวงพ่อร้องถามว่า ..... “พระอิเคโด ไม่นอนหรือนี่ นี้มันดึกมากแล้ว”

อิเคโดได้ยินหลวงพ่อพูดเช่นนั้น ..... ความรู้สึกที่อัดเอาไว้ในใจก็ระเบิดออกมา และพูดว่า “นอนได้อย่างไรเมื่อเช้าหลวงพ่ออุ้มผู้หญิง”

หลวงพ่อได้ยินอิเคโดพูดเช่นนั้น ..... จึงตอบไปด้วยเสียงอันดังว่า “หยุดนะ กูอุ้มแล้ววางแล้ว ตั้งแต่ตอนเช้า นี่มึงอุ้มมาถึงที่นี่หรือนี่

จิตอิเคโดรู้สึกวาบขึ้น ..... จิตปล่อยวางพบความว่างบรรลุธรรม

<<<<< นิทานก็จบลง ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านรู้สึกวาบบ้างหรือเปล่าคะ ... ??? >>>>>

แนวทางการวิเคราะห์เพื่อความบันเทิงทางสติปัญญา

1...... พระบวชใหม่จิตใจยังต่ำ ต้องผ่านการปฏิบัติขัดเกลาจนเกิดปัญญา รู้แจ้งเห็นจริง พ้นทุกข์ได้ จึงเป็นอริยะสงฆ์

2...... เมื่อใจเราต่ำมักจะเพ่งโทษผู้อื่น การเพ่งโทษผู้อื่นทำให้ใจเรามัวหมอง ถ้าใจเราสูงเราจะไม่มัวหมองหรือเป็นทุกข์ เพราะพฤติกรรมของคนอื่น แต่จะรับรู้ เข้าใจ ทำหน้าที่ไปด้วยใจปกติ เห็นคนทำผิด มีปัญหา จิตเราที่บริสุทธิ์จะมีเมตตา

3...... อิเคโด มาถึงวัดแต่ไม่ถึงวัตร “มาถึงวัดเห็นป่าและต้นไม้ ยังมิใช่เห็นวัตรดั่งคำขาน คนถึงวัตรต้องเพ่งธรรมสัมมาญาณ เพ่งสังขารรู้ชัดเห็นวัตรจริง” เป็นโอวาทของ พุทธทาสภิกขุ

4...... ชีวิตจริงอยู่กับปัจจุบัน สุขหรือทุกข์อยู่ที่ใจในปัจจุบัน ไม่ควรอาลัยกับอดีต พะวงกับอนาคต จะทำให้ปัจจุบันต้องรันทด หายใจเข้ายาวสดชื่น หายใจออกยาวสดชื่น ไม่ปล่อยให้มีช่องว่างของความทุกข์เข้ามาได้ สุขสบายนิรันดร์

5...... หลวงพ่อกับอิเคโด ใครอุ้มผู้หญิงนานกว่ากัน

6...... การกระทำที่มีสติปัญญา ไร้เจตนาไม่ผิด หลวงพ่อไม่คิดถึงความเป็นหญิงหรือชาย แต่ต้องการช่วยเพื่อนมนุษย์ที่มีความทุกข์

7...... ใครยังอุ้มอะไรไว้ในใจปล่อยวาง แล้วจะว่างเบาสบาย


โชคดีค่ะ บ๊ายบายนะคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/08/2003 10:18 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 20  
     
 
พระอุ้มผู้หญิง เป็นนิทานเซนที่ผมชอบมากครับ ...ถ้ามองลึกซึ้งขึ้นไปอีกจะเห็นว่า ความเป็น "พุทธะ" ไม่ติดอยู่กับกรอบ หรือกฎระเบียบ แต่อยู่ที่สภาวะจิตของคนคนนั้น คนอื่นจะตัดสินเอาโดยหลักเกณฑ์ใดมาพิจารณาเปรียบเทียบ ก็ไม่อาจตัดสิน "พุทธะ" ได้ นิทานเรื่องนี้ยังบอกต่อไปอีกว่า "พุทธะ" ไม่มีเพศ... ไม่มีชาย ไม่มีหญิง

ขอบคุณครับ :-)

 
     
    By: จิตปัน     17/08/2003 01:25 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 21  
     
 
มีอีกเรื่องหนึ่งน่าสนใจเหมือนกัน เลยเอามาเล่าด้วยครับ :-)

นิทานเรื่อง : ยังงั้นรึ

ฮะกุอิน เป็นอาจารย์เซนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ผู้คนต่างยกย่องท่านว่าเป็นพระที่ดำรงชีวิตได้อย่างบริสุทธิ์ผุดผ่องน่าเลื่อมใสยิ่งนัก ข้างวัดของท่านมีบ้านหลังหนึ่งซึ่งประกอบด้วย สองผัวเมีย กับลูกสาวอีกหนึ่งคน และเรื่องของเรื่องก็เกิดจากบ้านหลังนี้

วันหนึ่งพ่อแม่ของหญิงสาวพบว่าลูกเกิดตั้งท้องโดยไม่รู้ใครเป็นตัวการ ทั้งสองโกรธมาก คาดคั้นยังไงลูกสาวก็ยังปากแข็ง ไม่ยอมบอกว่าใครคือพ่อของเด็ก แต่หนักเข้า ลูกสาวทนการบีบบังคับของพ่อแม่ไม่ไหว จึงหลุดปากออกไปว่า พ่อของเด็กก็คือท่านอาจารย์ฮะกุอิน...

สองผัวเมียถึงกับตกใจ รีบไปหาอาจารย์ฮะกุอิน และด่าว่าเป็นการใหญ่ ท่านอาจารย์ได้แต่ยืนฟังจนทั้งคู่พูดจบด้วยความเหนื่อยอ่อน ท่านจึงกล่าวตอบเพียงว่า... "ยังงั้นรึ"

เหตุการณ์ล่วงไปจนทารกกำเนิดขึ้น สองตายายนำเด็กนั้นไปให้อาจารย์ฮะกุอินเลี้ยง อาจารย์ท่านก็ไม่ว่าอะไร เมื่อต้องเลี้ยงเด็ก ท่านก็ทำไปตามหน้าที่ ถึงตอนนี้ชื่อเสียงของท่านได้เสื่อมเสียไปหมดแล้ว โดยปกติพระเซนต้องปลูกผักปลูกหญ้าหาเลี้ยงตัวเอง ไม่ใคร่ต้องรบกวนใคร มีทารกเพิ่มอีกหนึ่งก็ไม่ได้สร้างความลำบากให้แก่ท่าน กลับอุตส่าห์เลี้ยงดูหนูน้อยอย่างดีด้วยนมและอาหารที่จำเป็น

หนึ่งปีผ่านไป แม่ของทารกขมขื่นใจเป็นอย่างยิ่ง เธอไม่อาจปล่อยให้เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปได้อีก จึงสารภาพกับพ่อแม่ว่า พ่อที่แท้จริงของเด็กก็คือ หนุ่มขายปลาที่ตลาดสดนั่นเอง

สองตายายตกใจซ้ำสอง รีบไปหาอาจารย์ฮะกุอินที่วัด กล่าวขอโทษขอโพยอยู่นานด้วยสำนึกในความผิดที่กระทำลงไป แล้วจะขอรับเด็กกลับคืน

อาจารย์ฮะกุอินฟังเสร็จก็กล่าวเพียงว่า... "ยังงั้นรึ"

แล้วเข้าไปนำเด็กมามอบให้

 
     
    By: จิตปัน  Mail to จิตปัน   17/08/2003 02:34 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 22  
     
  พี่จิตปัน........มาซุ่มอยู่นี่เอง ......

อ่านๆดูแล้ว อยากไปเที่ยวกับน้ำตาลจังเลยอ่ะ
 
     
    By: ส้มไดอารี่     22/08/2003 12:14 AM  (169.210.30.57)
 

 
  หัวข้อ : 23  
     
 
คุณส้มมาอ่านนิทานด้วยเหรอครับ :-)

ซุ่มซะที่ไหน... 5555 ปกติชอบแปลงร่างเป็นจอมยุทธไซเบอร์ พเนจรไปดูจิตใจผู้คน เห็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง แล้วย้อนมาดูตัวเองอยู่เรื่อยๆ ก็เพลินดี

ว่าแต่คุณส้มไม่เอาหัวใจสองดวงมาอวดบ้างล่ะ ไปถึงไหนแล้ว ความคืบหน้า



 
     
    By: จิตปัน  Mail to จิตปัน   22/08/2003 02:11 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 24  
     
 


<> ตะปูของพ่อ <>

๏๏๏ มีเด็กน้อยคนหนึ่ง ..... แสดงสีหน้าว่าอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก
พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขาถุงหนึ่ง และ

๏๏๏ บอกกับเขาว่า ..... ทุกครั้งที่รู้สึกโมโห หรือ โกรธใครสักคน ให้ตอกตะปู ๑ ตัว เข้าไปกับรั้วที่หลังบ้าน

๏๏๏ วันแรกผ่านไป ..... เด็กน้อยคนนั้น ตอกตะปูเข้าไปที่รั้วหลังบ้านถึง ๓๗ ตัว
และค่อยๆ ลดจำนวนลงเรื่อยๆ ในแต่ละวันที่ผ่านไปอย่างน้อยที่สุดเขาได้รู้ว่า
สิ่งที่พ่อกำลังพยายามบอกกับเขาก็คือ การรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบ
ซึ่งง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ

๏๏๏ และแล้ว ..... หลังจากที่เขาสามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้น
เขาจึงเข้าไปพบพ่อ และ บอกกับพ่อว่าเขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้ว
ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็น

๏๏๏ พ่อยิ้มและบอกกับลูกชายว่า ..... ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงลูกต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้
โดยทุกๆ ครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตนเองได้
ก็ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้านครั้งละ ๑ ตัว

๏๏๏ วันแล้ววันเล่า ..... เด็กน้อยคนนั้นก็ค่อยๆ ถอนตะปูออกทีละตัว
จาก ๑ เป็น ๒...จาก ๒ เป็น ๓ จนในที่สุดทั้งหมดก็ถูกถอนออกมาจนหมด

๏๏๏ เด็กน้อยดีใจมาก รีบวิ่งไปบอกกับพ่อเขาว่า ..... ลูกทำได้ ในที่สุดลูกก็ทำจนสำเร็จ !!

๏๏๏ พ่อไม่ได้พูดอะไร ..... แต่จูงมือลูกของเขาออกไปที่รั้วหลังบ้าน
และบอกกับลูกว่า ..... ทำได้ดีมากลูกพ่อ และเจ้าลองมองกลับไปที่รั้วเหล่านั้นซิ
เห็นบ้างไหมว่า ..... ไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือนกับที่เคยเป็น เพราะมันมีรอยรูตะปูหลงเหลืออยู่

๏๏๏ จำไว้นะลูก ..... เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำอะไรลงไปโดยใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นรอยแผล
เหมือนกับการเอามีดที่แหลมคม ไปแทงใครสักคน ต่อให้พูดคำ "ขอโทษ" ต่อเขา
สักกี่หนก็ไม่อาจลบความเจ็บปวด ไม่อาจลบรอยแผลที่เกิดขึ้นกับเขาคนนั้นได้

๏๏๏ ฉันใดก็ฉันนั้น ..... กับเพื่อน...เพื่อนเปรียบเสมือนอัญมณีอันมีค่าที่หากเป็นคนที่ทำให้เรายิ้ม
เป็นคนที่คอยปลอบใจเรา ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรา และจริงใจกับเราเสมอ......
จงแสดงให้เขาเห็นว่า ..... เราห่วงใยเขามากแค่ไหน และ ระวังสิ่งที่เราทำไปไม่ว่าจะเป็นคำพูด
หรือการกระทำและจงจำไว้เสมอว่า <<< คำขอโทษ >>> ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตาม
แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นคือ <<< รอยร้าว >>> ที่เขาคงไม่อาจลืมได้ตลอดไป ๏๏๏ ๏๏๏ ๏๏๏

________________________________________________


โชคดีค่ะ บ๊ายบายนะคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   18/09/2003 01:49 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 25  
     
 


ผู้ใหญ่สอนเราว่า ..... มีความคิดต้องรู้จักใช้
และ ตาลมีเรื่องเล่าที่คุณตาเคยเล่าให้ตาลฟังเกี่ยวกับความคิดมาให้อ่านด้วยคะ

ในครอบครัวของเศรษฐีผู้หนึ่ง ..... มีผู้คนมากมาย แต่ลูกเขยของเศรษฐี งมงายอยากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ พยายามเล่นแร่ธาตุ หุงต้มธาตุต่างๆ จะให้เป็นทองคำให้ได้ จะได้รวยเร็วๆ กาลเวลาผ่านไปก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังคิดอย่างบัณฑิตว่า ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น ก็พยายามหาตำรามาเพิ่มเติม เที่ยวสืบเสาะหาอาจารย์ที่ดีวิเศษทุกหนทุกแห่ง เศรษฐีก็ได้แต่เพียงชำเลืองมอง ตรองหาทางที่จะเอาตัวปัญญาใส่เข้าไปในสมอง จะได้ขับความโง่งมงายของลูกเขยให้ออกไป

ท่านเศรษฐีบ่นว่า ..... คนโง่ แล้วขยันอันตรายมาก นานไปคงจะไม่มีบ้านอยู่
ลูกสาวของฉันก็จะพลอยลำบากไปด้วย

วันหนึ่ง ..... เศรษฐีจึงเรียกลูกเขยเข้าไปคุย ถามความคิดเห็นมากมาย

ผลสุดท้ายเศรษฐีก็กล่าวว่า ..... พ่อเองก็พอมีความรู้ จะมอบตำราให้เรา ๒ คน จะได้ช่วยกันทำ แต่เครื่องประกอบที่สำคัญในการแปรธาตุให้เป็นทองคำนั้น คือ นวลตองกล้วย ๑ ปี๊บ เจ้าพอจะหาได้มั้ย ถ้าได้เป็นรวยกันละ

ลูกเขยก็รับรองว่า ..... พอหาได้ เพราะที่สำหรับปลูกกล้วยมีถมไป จึงให้ภรรยาเป็นผู้ควบคุมดูแลจ้างคนมาขุดร่องยกคันในเนื้อที่ ๕๐ ไร่ เมื่อไร่กล้วยงอกงามให้ผล ใบตองก็มีจำนวนมากๆ พอที่ลูกเขยจะเริ่มขูดนวลตองกล้วยใส่ปี๊บเก็บรวบรวมเอาไว้

เศรษฐีก็กระซิบบอกลูกสาว .....
ให้ดำเนินกิจการค้า ขายใบตอง ขายปลีกล้วย ขายหน่อ
ไม่ต้องบอกแก่สามีเจ้า ปล่อยให้คลั่งอยู่กับนวลตองกล้วยนั่นแหละ

ภรรยาก็ดำเนินธุรกิจขายกล้วย ..... ขายทุกอย่างจากต้นกล้วยเท่าที่จะเอามาแปรรูปขายได้ ทั้งของสด ของแห้ง และ ของหวาน แล้วก็ค่อยๆ เก็บสะสมเงินทองไปเรื่อยๆ จนได้เงินมากมาย แต่สามีก็ได้นวลตองเพิ่มขึ้น กระหยิ่มในความสำเร็จที่อยู่แค่เอื้อม ... กาลเวลาก็ผ่านพ้นไปเป็นปีๆ

เศรษฐีจึงเรียกลูกสาวไปถามดูว่า ..... เก็บเงินได้เท่าไรแล้ว

ลูกสาวก็ตอบว่า ..... ได้หลายแสนแล้ว

เศรษฐีเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว .....
ที่จะเอาปัญญาใส่เข้าไปในสมองของลูกเขย
จึงเรียกลูกเขยมาและอธิบายเรื่องราวให้ฟังโดยละเอียด
พร้อมกับให้ลูกสาวนำเงินทั้งหมดมากองไว้ข้างหน้า

และ กล่าวว่า ..... นี่แหละรายได้ ของการเล่นแร่แปรธาตุ คือ การนำกล้วยตั้งแต่ต้นกล้วย จนถึงเครือกล้วย และ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกล้วยทั้งหมด ได้เงินมากมายเพียงนี้ เจ้าพอใจหรือยัง ที่ภรรยาของเจ้าเป็นผู้จัดการได้ผลดีสูงสุด ... กลายเป็นเศรษฐีโดยไม่รู้ตัว

ลูกเขยก็ได้ "ความคิด" ว่า ..... ตัวเองนั้น มัวโง่อยู่เสียนาน แต่ก็ได้บทเรียนที่เป็นประโยชน์อยู่ไม่น้อย หากไม่ได้พ่อตา และ ภรรยาเช่นนี้แล้ว เห็นทีจะต้องอายกระบือแน่ๆ เป็นบุญของเราจริงๆ มัวหลงแต่คาถามหาเศรษฐีว่า ... อุ อา กะ สะ โดยไม่รู้เรื่อง เพราะแท้ที่จริงแล้ว ไม่ใช่การท่อง แต่ต้องทำ ต้องขยัน หมั่นเพียร อดทน และ พยายาม ต้องรู้จักรักษาและเพิ่มพูล รู้จักที่จะคบกับคนดี

ดังนั้นผู้ใหญ่จึงสอนว่า ..... มีความคิดจึงต้องรู้จักใช้ ...!!!



โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   10/02/2004 05:55 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 26  
     
 


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี .....
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมขอใช้เวลาเล็กน้อย เล่าเรื่องอะไรให้ฟังซักนิดหนึ่ง ท่านประธานคงเคยเป็นเด็กนักเรียน แต่สมัยก่อนเวลาเราไปเรียนหนังสือ เค้าจะให้ทำเวร วันหนึ่งมีเด็กชายอยู่ 3 คน เด็กชายหนึ่ง เด็กชายสอง และเด็กชายสาม ได้รับมอบให้ทำเวร .. เด็กชายหนึ่ง เด็กชายสอง เป็นคนที่ซื่อสัตย์ ขยัน ก็ทำเวรอย่างขะมักเขม้น ทำเสร็จก็ไปนั่งอยู่หลังห้อง เพราะทำเสร็จแล้ว ส่วนเด็กชายสามไม่ทำเวร ไปเตะฟุตบอล แต่ดันรู้ว่าเมื่อไหร่ครูจะมาตรวจเวร เด็กชายสามก็ขึ้นมาเหงื่อเต็มเสื้อ เสื้อเปียกเหงื่อ แล้วก็คว้าไม้กวาดกวาดเสนอหน้า พอครูมาถึง เด็กชายสามก็ฟ้องใหญ่เลยว่าผมเหนื่อยมาก เด็กชายหนึ่งกับเด็กชายสองเอาเปรียบผม

เด็กชายหนึ่งเด็กชายสอง .....
พยายามอธิบาย ครูก็ไม่ฟัง เด็กชายหนึ่ง เด็กชายสอง ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อธิบายก็ไม่ฟัง เถียงสู้ก็ไม่ได้ เพราะเด็กชายสามพูดเก่ง สามารถพูดไว้ว่าผมทำตั้งแต่เช้านะครับ ผมเช็ด ผมกวาด ผมอะไรได้หมด อธิบายได้อย่างนี้เลยนะครับ เด็กชายหนึ่ง เด็กชายสอง ไม่รู้จะเถียงอย่างไร เถียงไม่เก่ง ก็เลยเดินกำมือเข้าไปต่อยเด็กชายสาม ต่อยเสร็จน้ำตาร่วง ไม่ได้กลัวนะครับ เพราะต่อยไปแล้ว

ในใจที่น้ำตาร่วงก็แช่งไปด้วยว่า .....
โตขึ้นขอให้เป็นหมันเถอะ อย่าได้เอาพันพันธุ์อย่างนี้สืบพันธุ์ ผสมพันธุ์ต่อไปเลยครับ ขอบคุณครับ


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า .....
คนที่พูดไม่เก่ง แม้จะทำงานหนัก
ย่อมเสียเปรียบคนที่พูดเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่นเสมอ ..!!

..........................................
๏ ๏ ๏ http://www.thairakthai.or.th

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   28/05/2004 10:28 PM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 27  
     
  ปมชอนนิทานคุนจิดปัน มากคัพ ปมติดต่อคุยได้อย่างรัยคัพ มีเรื่องถามคุนเยอะมากนะ ช่วยรบกวนหน่อยนะคัพ. คุนชอบอ่านเซนด้วยหรือคัพ
 
     
    By: เอก  Mail to เอก   29/05/2004 02:45 PM  (203.144.143.102)
 

 
  หัวข้อ : 28  
     
  เวปนี้เป็นเวปที่ดีมากคัพ ผมอยากให้พี่น้ำตาลอยู่คู่กับเวปนี้ตลอดไปนะคัพ ผลงานของพี่ดีมากคัพ ขอเป็นกำลังใจให้พี่ในการทำงานคัพ ขอให้พี่ความสุขนะคัพ  
     
    By: เอก  Mail to เอก   29/05/2004 02:49 PM  (203.144.143.102)
 

 
  หัวข้อ : 29  
     
   
     
    By: siriluk  Mail to siriluk   16/06/2004 11:15 AM  (202.47.247.130)
 

 
  หัวข้อ : 30  
     
  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า .....
คนที่พูดไม่เก่ง แม้จะทำงานหนัก
ย่อมเสียเปรียบคนที่พูดเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่นเสมอ ..!!

สรุปว่้า
คนพูดเก่ง หรือ ไม่เก่ง
มีัเหตุผล หรือ ไม่มีเหตุผล
ก็ยังสู้คนมีตังค์ ที่ขูดเลือดประชาชนไทย ตามกฏหมายที่ขึ้โม้ ทำทุกอย่างเพื่อธุรกิจตนเอง ประเภท ตาดูดาว เท้าเหยียบคนไทย ใช้ทฤษฏีกบ(ในกะลา) อยากกระโดด มาบังหน้า ไม่ได้
 
     
    By: .     16/06/2004 01:19 PM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 31  
     
 


กาลครั้งหนึ่งนานมากแล้ววววว

หมาป่าดุร้ายแก่ๆ ตัวหนึ่ง เหลือบมองเห็นลูกแกะสีน้ำตาลตัวเล็กน่ารักตัวหนึ่ง ก็นึกอยากจะกินลูกแกะสีน้ำตาลนั้น แต่มันไม่อาจจะกินลูกแกะสีน้ำตาลตัวนั้นได้ในทันทีทันใด มันพยายามคิดหาเหตุผลต่างๆ นานา ที่จะเป็นข้ออ้างในการกินลูกแกะสีน้ำตาลโดยชอบธรรม เพื่อคนทั้งหลายจะได้คิดว่ามันเป็นหมาป่าที่สุภาพ

ดังนั้นมันจึงเอ่ยกับลูกแกะสีน้ำตาลว่า "เมื่อปีกลายเจ้าด่าข้าว่าชาติชั่ว"

ลูกแกะสีน้ำตาลปฏิเสธว่า "เมื่อปีกลายข้าพเจ้ายังไม่เกิด ข้าพเจ้ายังเป็นเพียงลูกแกะสีน้ำตาลเล็กๆ เท่านั้น"

"ถ้างั้น เจ้าก็แอบกินอาหารของข้า" หมาป่าหาเรื่องต่อ

"แต่ข้าพเจ้ากินอาหารของท่านไม่ได้" ลูกแกะสีน้ำตาลตอบ
"ข้าพเจ้ายังเล็กนัก ได้แต่เพียงดื่มน้ำเท่านั้น"

"ก็นั่นแหละ ! เจ้าดื่มน้ำของข้าล่ะ" หมาป่าแก่ๆ ว่าอย่างหน้าด้านๆ

"แต่ว่าข้าพเจ้าดื่มได้แต่เพียงดื่มน้ำนมแม่ของข้าพเจ้าเท่านั้น" ลูกแกะสีน้ำตาลให้เหตุผล

"งั้นรึ ? " หมาป่าตัดบท "แต่ข้ากินได้ และ กำลังจะกินเจ้าอยู่ ข้าจะกินเจ้าเดี๋ยวนี้แหละ
เพราะข้าต้องการอาหารมื้อเย็นของข้าอยู่แล้วพอดี"

หมาป่าว่าแล้ว ก็กระโดดเข้าขม้ำลูกแกะตัวเล็กน่ารักนั้นทันที ลูกแกะก็เป็นอันจบชีวิตลง


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คนที่ต้องการจะทำชั่วอะไรสักอย่าง เขามักจะหาทางออกเพื่อให้พ้นผิดได้เรื่อยไป

..........................................
http://www.thaingo.org/webboard/view.php?id=4266

 
     
    By: นิทานอีกศพ     16/06/2004 02:15 PM  (203.144.143.250)
 

 
  หัวข้อ : 32  
     
 


สำหรับตัวฉันเอง และ ทุกคน

๏ ๏ ๏ ณ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาคนหนึ่งเลี้ยงลาไว้ตัวหนึ่งซึ่งแก่มากแล้ว วันหนึ่งชาวนาได้พาเจ้าลาแก่ออกไปข้างนอก ด้วยความโง่เขลาของมันดันเดินซุ่มซ่ามไปตกบ่อแห่งหนึ่ง มันร้องครวญครางเป็นเวลาหลายเพลา ชาวนาเองก็พยายามใคร่ครวญหาวิธีที่จะช่วยมันขึ้นมา

ในที่สุดชาวนาหวนคิดขึ้นมาได้ว่า เจ้าลาก็แก่เกินไปแล้วอีกอย่างบ่อนี้ก็ต้องกลบ ไม่คุ้มที่จะช่วยเจ้าลา

ชาวนาจึงไปขอแรงชาวบ้านเพื่อมาช่วยกลบบ่อ ทุกคนใช้พลั่วตักดินสาดลงไปในบ่อ

ครั้งแรกเมื่อดินไปถูกหลังลามันตกใจและรู้ชะตากรรมของตนทันที มันร้องโหยหวน ทันที สักพักหนึ่งทุกคนก็แปลกใจที่เจ้าลาเงียบไป

หลังจากที่ชาวนาตักดินใส่ไปในบ่อได้สัก สองสามพลั่วก็เหลือบมองลงไปในบ่อ ก็พบกับความประหลาดใจที่ว่า ทุกครั้งที่ทุกคนสาดดินไปถูกหลังลา มันจะสะบัดดินออกจากหลัง แล้วก้าวขึ้นไปเหยียบบนดินเหล่านั้น ยิ่งทุกคนพยายามเร่งระดมสาดดินลงไปมากเท่าไรมันก็ก้าวขึ้นมาได้เร็วมากยิ่งขึ้น

ในไม่ช้าทุกคนต่างประหลาดใจที่เจ้าลาในที่สุดก็สามารถหลุดพ้นจากปากบ่อดังกล่าวได้


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า .....
ชีวิตนี้อุปสรรคต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาหาเราก็เปรียบเสมือนดินที่สาดเข้ามาหาเรา จงอย่าท้อถอยและยอมแพ้จงแก้ปัญหาเพื่อที่เราจะได้เหยียบมันเพื่อที่จะก้าวสูงขึ้นเรื่อยๆ เปรียบเสมือนลาแก่ที่หลุดพ้นจากบ่อได้ฉันใดฉันนั้น

อุปสรรคมีไว้ให้ก้าวข้ามไป ...!!



..........................
BY : นายตี๋ วุฒิชัย
http://www.ac104.com/forum/showanswer.php?qid=1859

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   13/10/2004 08:06 PM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 33  
     
 


เรื่องวาดรูป

สมัยเด็กๆ ครูสอนศิลปะท่านหนึ่งสอนเราเสมอว่า ... เวลาเราใช้ดินสอวาดภาพ เราห้ามใช้ยางลบ

ตอนนั้น ... เราไม่เข้าใจจุดประสงค์ของครูสักเท่าไหร่ รู้เพียงแต่ว่า เวลาเราวาดภาพแล้ว เส้นมันบิดเบี้ยว เราก็อยากแก้ให้มันตรงและดูสวย

แต่ ... ทุกครั้งที่เราหยิบยางลบขึ้นมาเพื่อจะลบภาพนั้น ครูของเราก็จะเตือนถึงกติกานั้นเสมอ

สุดท้าย ... เราจึงเลือกใช้วิธีต่อเติมภาพนั้นไปตามจินตนาการ เช่นถ้าเราตั้งใจวาดรูปหน้าคน แต่เราเผลอวาดดวงตากลมโตเกินไป เราก็จะใช้วิธีเปลี่ยนตากลมๆ นั้นเป็นแว่นตาแทน แม้ตอนนั้นเราจะไม่เข้าใจว่า ทำไมเราจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ยางลบ และแม้เราจะไม่เคยคิดวาดรูปหน้าคนใส่แว่นตามาก่อน แต่เราก็ได้รูปหน้าคนตามที่ต้องการ แถมยังภูมิใจว่า เราสามารถวาดภาพนั้น ด้วยความมั่นใจ และไม่ต้องใช้ยางลบ ลบภาพเลยสักครั้ง

เวลาผ่านไป ... เราโตขึ้น เราเรียนรู้ว่า สิ่งที่ครูสอนวันนั้น แท้จริงแล้วมันปลูกฝังนิสัยหนึ่งให้กับเรา นั่นคือการเข้าใจธรรมชาติของความผิดพลาด

ความผิดพลาด ... เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนทุกคน และในชีวิตหนึ่งนี้ ก็มีหลายครั้งที่เราได้พบมันโดยไม่ตั้งใจ สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรายอมรับความผิดพลาดเหล่านั้น และรวบรวมสติเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ ก็คือการที่เราเข้าใจว่า ธรรมชาติของความผิดพลาด คือการที่มันเกิดขึ้นแล้ว จะคงอยู่อย่างถาวร เราไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ยางลบ ลบความผิดพลาด แต่เราจำเป็นต้องใช้สมองต่อเติม หรือ แก้ไขภาพวาดของเรานั้น ให้สมบูรณ์ด้วยตัวเอง

ดังนั้น ... ถ้าความผิดพลาดเกิดขึ้นกับเราแล้ว การที่เราจะมานั่งร้องห่มร้องไห้ อ้อนวอนขอแหกกฎเพื่อใช้ยางลบกลับไปลบแก้ไขนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ สิ่งเดียวที่จะทำได้ ก็คือรู้จักพลิกแพลงแก้ไขสิ่งเหล่านั้นด้วยสติ และวาดภาพของตัวเองต่อไปด้วยความระแวดระวังมากขึ้น ทุกคนมีดินสอหนึ่งแท่ง เพื่อจะวาดภาพชีวิตของเราให้สวยงาม แต่เราไม่มียางลบสักก้อนที่จะเอาไปลบสิ่งที่เราทำผิดพลาดมาแล้วได้

ดังนั้น ... เราต้องตั้งใจ และ มีสติทุกครั้งที่ลากเส้น และ ถึงแม้ภาพที่เราวาดจะออกมาไม่เหมือนกับภาพที่เราฝันไว้สักเท่าไหร่ แต่ก็มาจากมือของเรา เราควรจะภูมิใจ ไม่ต้องกลัว แม้จะรู้ดีว่าสักวันหนึ่ง เราอาจลากเส้นบิดเบี้ยวไปบ้าง เพราะถึงอย่างไร เราก็เชื่อว่า ถ้าสมองและหัวใจของเราทำงานอย่างเต็มที่ ภาพชีวิตของเราก็จะงดงามได้ ... โดยไม่ต้องใช้ยางลบ..!!


-------------------------------
อ้างอิงจาก ..... Mail Fwd.

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   20/10/2004 03:24 PM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 34  
     
 


ชายตาบอด 4 คน

มีชายตาบอดคนหนึ่งกำลังจะออกจากบ้านเพื่อนเพื่อเดินทางกลับบ้าน ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลากลางคืน เพื่อนผู้หวังดีของเขาแนะนำให้ชายตาบอดนำโคมไฟติดตัวไปด้วย แต่ ยังไม่ทันที่เพื่อนของเขาจะพูดจบ ชายตาบอดกลับหัวเราะออกมาและพูดสวนกลับมาว่า .....

ทำไมฉันต้องเอาโคมไฟนี่ไปด้วยล่ะ ฉันน่ะรู้ทางไปบ้านของฉันดี ไม่จำเป็นหรอก

แต่เพื่อสนองความหวังดีของเพื่อน เขาจึงจำต้องเอาโคมไฟนั้นมาด้วย และ เมื่อเขาเดินทางไปได้สักพัก ก็มีคนเดินมาชนเขาเข้า ทำให้เขาตกใจ และ รู้สึกโกรธขึ้นมาตงิดๆ แล้วเขาก็ตะโกนขึ้นมาว่า .....

เฮ้ย !!! นี่คุณไม่ได้ตาบอดซะหน่อย ช่วยหลีกทางให้คนตาบอดเดินหน่อยไม่ได้รึไงกัน

แล้วชายตาบอดก็เดินทางต่อไป แต่แล้วก็มีคนอื่นเดินมาชนเขาอีกครั้ง คราวนี้ความโกรธของเขาทวีความรุนแรงขึ้น เขาตะโกนถามคนที่เพิ่งเดินชนเขาว่า .....

นี่ คุณตาบอดรึไงกัน
ไม่เห็นแสงโคมไฟของผมเหรอ ผมอุตส่าห์ถือมันมาเพื่อให้คุณมองเห็นผมนะเนี่ย


ชายแปลกหน้าตอบชายตาบอดว่า .....
นี่คุณตาบอดหรือนี่ คุณไม่เห็นเหรอว่า โคมไฟของคุณน่ะมันดับไปแล้ว

ชายตาบอดชะงักกับคำตอบที่ได้ไปครู่หนึ่ง แล้วชายแปลกหน้าคนนั้นก็ขอโทษชายตาบอด ..... ขอโทษทีครับ ผมก็เป็นคนตาบอดเหมือนกัน ผมมองไม่เห็นว่าคุณก็ตาบอดเหมือนกับผม
ไม่หรอกครับ ผมต่างหากเป็นฝ่ายที่ต้องขอโทษที่ผมหยาบคายกับคุณ

ชายตาบอดทั้งสองรู้สึกระอายเป็นอย่างมาก
หลังจากนั้นชายตาบอดยังคงเดินทางต่อไป และแล้วเขาก็ถูกชนอีกครั้ง ครั้งนี้เขาระวังมากขึ้น

เขาถามคนที่เดินชนเขาอย่างสุภาพว่า .....
ขอโทษครับ ไม่ทราบว่าโคมไฟของผมดับรึเปล่าครับ

ชายแปลกหน้าคนที่สองตอบว่า .....
เอ้ !! แปลกจริงๆ นั่นมันเป็นคำถามที่ผมต้องถามคุณนี่นา โคมไฟผมดับหรือครับ

ชายทั้งสองหยุดเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะถามกันและกันว่า .....
คุณตาบอดรึเปล่า ?
ใช่ !!!

ชายทั้งสองคนตอบพร้อมกัน แล้วชายตาบอดทั้งสองคนก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา เพราะคำตอบของพวกเขาเอง จากนั้นชายตาบอดทั้งสองก็คลำไปที่โคมไฟเพื่อพยายามจะจุดมันขึ้นมาใหม่ ขณะนั้นเองก็มีคนเดินผ่านมา เขาเห็นชายทั้งสองยืนอยู่ จึงเดินเลี่ยงไปอีกทางหนึ่ง เพื่อจะได้ไม่เดินชนกัน เขาคนนั้นไม่ทราบหรอกว่า ชายทั้งที่ยืนอยู่นั้น เป็นคนตาบอด และเมื่อเขาเดินผ่านไปเขายังนึกในใจว่า .....

บางที ถ้าเราเอาโคมไฟมาด้วยก็คงจะดี
จะได้เห็นทางได้ชัดขึ้น และ คนอื่นก็จะได้พลอยเห็นทางไปด้วย


โดยไม่มีใครทราบ เพื่อนผู้หวังดีของชายตาบอดคนแรกได้ถือโคมไฟเดินทางตามมาอย่างเงียบๆ เพื่อเขาจะได้แน่ใจว่า ชายตาบอดเพื่อนของเขาจะเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย เขายิ้มกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น และ เขาก็หวังว่า เพื่อนของเขาคงได้รับบทเรียนจากเหตุการณ์ที่ชายตาบอดได้เจอในครั้งนี้ด้วยตัวของเขาเอง


นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า .....

การปฏิบัติตน หรือ การมีหน้าที่ของมนุษย์ผู้ที่เกิดมาแล้ว ว่าเราควรจะทำอะไร และ อย่างไรบ้าง โดยปกติ เราก็ควรจะรู้หน้าที่ของตนเอง เช่น การชำระกิเลสที่ครอบงำ หรือ สร้างความขุ่นมัวขึ้นในจิตใจของเรา ซึ่งหลักธรรมในพระพุทธศาสนา สอนให้เราควรพยายามทำจิตใจของตนเองให้บริสุทธิ์ผ่องใส ปราศจากเรื่องเศร้าหมอง อย่างที่เราเรียกกันว่า มีความ เมตตา กรุณา ปราณี และ มีความระอายต่อบาป ไม่เบียดเบียนผู้อื่น นั่นก็คือการรู้จักสร้างความดีงามให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง ทั้ง กาย วาจา และ ใจ

เรื่องบางเรื่อง เราก็ไม่จำเป็นต้องกระทำเพื่อตัวเองเสมอไป เมื่อเราเจตนาจะเป็นผู้มุ่งกระทำความดีเพื่อประโยชน์สุขของตนเองแล้ว เราก็สมควรจะต้องรู้จักแบ่งปันให้แก่ผู้อื่นด้วย ช่วยเหลือเกื้อกูล ซึ่งกันและกันอยู่เสมอๆ และ ตลอดไป



โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/
--------------------------------
>>> อ้างอิงและอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   24/01/2005 02:45 PM  (202.44.14.194)
 

" ?????? "    ???   test   3/02/2016 02:39 PM
     
  http://ชาติไทย.com/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/  
     

     
 
       
ชื่อ - นามสกุล ::
  *
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
       
     
 
     
 
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ


Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.