| หน้าที่ท่านบรรเลง | บันทึกข้องน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนด | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- - เข้าระบบผู้ดูแล - -



มินิซีรีส์เรื่อง ..... "บ้านน้อก บ้านนอก"
     
 


มินิซีรีส์เรื่อง ..... "บ้านน้อก บ้านนอก"
เขียนโดย ..... ทิดโส โม้ระเบิด
จาก ..... http://www.tidso.com

1

 
     
      By : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    25/06/2003 07:52 PM  (203.107.130.10)  
 
 
 
  หัวข้อ : 2  
     
 


ตอนที่ 1 ..... "ก่อกำเนิด เกิดกาย"

แม่คลอดผมออกมาเดือนตุลาคม ซึ่งอยู่ในช่วง …”เย็นลมหนาว ลมพัดข้าวเอนไหว”… พี่ชายอีก 3 คนกำลังรอลุ้นด้วยหัวใจจดจ่อ..อยากได้น้องสาว….อุแว้ อุแว้ อุแว้…..555 ชายอีกแล้วครับผม

พ่อผมนั่งเหงา ด้วยความผิดหวัง..มั้ง ที่พ่อตั้งใจอยากมีลูกสาวไว้เชยชมสักคน เพราะทะโมนที่เกิดมาก่อนหน้าก็ลูกชายสุดสวาทกันทั้งนั้น เอาเป็นว่า 4 คน ชายล้วน ๆ แต่ไอ้เจ้าคนที่ออกมาดูโลกคนใหม่นี่ ทำไมมันถึงได้ดำจังเลย ด๊ำดำ ประมาณนั้นแหละ คิดดูสิว่า มีอยู่ช่วงหนึ่ง แม่ผมไม่สบาย ไม่สามารถให้นมลูกได้ เอาไปฝากกับเพื่อนแม่ซึ่งคลอดลูกในช่วงไล่เรี่ยกัน เพื่อให้ช่วยป้อนนมแทนให้ด้วย แกยังไม่เต็มใจจะให้ผมกินนมของแกเลย แหมมันช่างดำน่าเกลียดอะไรปานนั้น….บักมืดเอ๊ย 555

ผมเติบโตขึ้นมาด้วยความฟูมฟักของครอบครัวใหญ่ มียาย พ่อ แม่ น้าสาวอีกหลายคน รวมทั้งพี่ชายอีก 3 พระหน่อ สำหรับเด็กช่างพูด นาน ๆ เข้า ไอ้เจ้าความด๊ำดำก็ไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป พ่อผมบอกว่า ตอนเกิดใหม่ กลัวผมพูดช้า แกเลยเอากบมาตีปากผม แล้ววันนั้นพ่อไปหากบได้มาหลายตัว ก็เลยจับทุกตัวมาตีพร้อม ๆ กันซะเลย นี่คงเป็นอานิสงฆ์อีกอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ผมพอจะพูดคุยได้แบบน้ำไหลไฟสว่าง 555

ยายผมเปิดซุปเปอร์มาร์เก็ตเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน ซึ่งมีอยู่ร้านเดียวนั่นแหละ ขายสารพัดชนิด เท่าที่จะหามาขายได้ เจ้าประคุณเอ๊ย! กว่าจะเอาของมาขายนี่นะ นั่งรถสองแถวบุโรทั่งจากตลาด เข้ามาประมาณ 4 กม. แล้วต้องหาบของเดินตัดทุ่งนาอีกประมาณ 2 กม. กว่า ๆ เพราะที่บ้านผมไม่มีถนนหรอกครับ เมื่อปีนั้นยังเป็นดงช้างป่าเสืออยู่เลย น้ำแข็งเราไม่เคยรู้จัก เพราะหากหาบเข้ามาก็คงละลายหมดพอดี

พ่อผมมีควายอยู่ 10 กว่าตัว ไว้ให้ชาวบ้านเช่าทำนา พอได้ค่าเช่าเป็นข้าวไว้หุงกิน ที่บ้านผมไม่มีที่นาครับ พ่อก็เป็นครูประชาบาลจน ๆ เงินเดือน 480 บาทถ้วน…. สมัยนั้นยังขี่ม้าไปสอนหนังสืออยู่เลยนะครับ

2

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/06/2003 08:03 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 3  
     
 


พี่ชายไปเรียนหนังสือชั้นประถม ผมก็ติดไปด้วย ได้หัดเรียนเขียนอ่านตั้งแต่ยังเล็กนั่นแหละครับ พ่อซื้อกระดานชนวนให้ 1 แผ่น แหมมันดูโก้เก๋ไม่หยอกเชียวนะ เวลาเขียนผิด ครูก็จะให้เอาผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ลบออก แต่ทะโมนตัวด๊ำดำ ไม่ทำหรอกครับ เชย…อย่างผมต้องถ่มน้ำลายปริ๊ด เอามือถู ๆ แฮะ แฮะ เรียบร้อย

บ้านเราเป็นเรือนไม้หลังใหญ่ ใต้ถุนสูง มีนอกชานกว้าง เวลากินข้าวเย็นเราก็จะมารวมกันเป็นวงใหญ่ กินไปพูดคุยกันไป ส่วนมากก็ผมนี่แหละครับ ตัวพูดมากประจำวง แต่ไม่มีใครว่าครับ เพราะตอนนั้นถือว่า เป็นลูกหล้า (ลูกคนเล็ก) เวลาแกงปลาที่มีไข่ หรือพุงปลา ก็เสร็จผมละครับ แม่จะเก็บไว้ให้ เวลาพี่ ๆ จะกินมั่งแม่ก็จะบอกว่า “เอาให้น้องเถอะลูก น้องยังเล็ก”…

แสงสว่างภายในบ้านโดยมากก็จะเป็นตะเกียงน้ำมันก๊าด แต่เวลาเราอยู่พร้อมหน้า พ่อจะจุดตะเกียงเจ้าพายุ สว่างไสวมาก ในสมัยนั้นนะ กรรมวิธีการจุดก็ไม่ยาก มันจะมีท่อสูบลมเล็ก ๆ เราก็อัดลมเข้าไปให้เต็ม แล้วภายในโป๊ะจะมีถ้วยเล็ก ๆ ไว้ใส่แอลกอฮอล์ เพื่อจุดเป็นไฟล่อ พอลมเต็มเราก็จะจุดไฟล่อ แล้วปล่อยลมให้ดันน้ำมันมาเบา ๆ จนสว่างโร่ไปทั่ว…ผมยังจำได้ดี เราใช้ไส้ตะเกียงเจ้าพายุโคลท์แมน เค้ามีมอตโต้เด็ด ๆ ที่ผมยังจำไม่ลืมคือ ….”ไส้ตะเกียงเจ้าพายุโคลท์แมน ส่องแสงแทนสุริยาในราตรี”…. โอ้โห!! สุดยอดการใช้ภาษาไทยเลยนะเนี่ย จำได้สนิทเลยชอบมาก…

หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว เราก็จะนั่งฟังนิยายทางวิทยุกัน ซึ่งช่วงนั้นมีคณะละครที่ฮิต ๆ ก็ กันตนา, นีลิกานนท์ (ขออภัยหากสะกดผิด), เกษทิพย์….ซึ่งเป็นคลื่น เอ เอ็ม ทิดโสชอบมากอยู่เรื่องหนึ่งแบบฝังใจเลยนะ ฟังไปก็อินตามไปด้วย น้ำตาไหลเวลาเศร้า สงสารนางเอกน่ะ เรื่อง…”จันทน์กะพ้อร่วง” โอ้โห!! ชอบมาก โดยเฉพาะเพลงประกอบละครนะ ชื่อเดียวกับเรื่อง ขับร้องโดยอาจารย์มัณฑนา โทรากุล…พอได้เวลาก็ “ดอกจันทน์กะพ้อร่วงพรู เจ้าไม่ใช่ร่วงสู่ แผ่นดินแห่งไหนโดยง่าย ลมพา เอากลีบกระจาย ร่วงปลิวพราวพลิ้วพราย ไม่มีที่หมายใด……” ยังประทับใจมาจนถึงทุกวันนี้………/////

3

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/06/2003 08:08 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 4  
     
 


ตอนที่ 2 ..... "ฝนแรก"

............ฟ้ามืดมาตอนประมาณบ่าย 3 แล้วฝนแรกของปีก็พรูพลั่งลงมาราวฟ้ารั่ว พี่ชายคนที่ 3 นำเอาตะเกียงแก๊สมาทำความสะอาด ขัดโป๊ะทองเหลือง ซึ่งกรรมวิธีก็ไม่มีอะไรมาก เอามะขามเปียกและขี้เถ้าคลุกผสมกัน นำมาขัด พักเดียวโป๊ะทองเหลืองก็จะเป็นมันวาว ทำให้เวลาส่องไฟจะเห็นได้ไกลขึ้น…ใช่แล้ว คืนนี้เราจะไปหาอาหารในท้องทุ่งกัน

.............พ่อกลับมาถึงบ้านแล้ว หลังจากกินข้าวกินปลาเสร็จ 3 คนพ่อลูก ถือตะเกียงแก๊สออกจากบ้าน ซึ่งเจ้าตะเกียงแก๊สกรรมวิธีในการใช้ก็ไม่ยาก เตรียมถ่านแก๊ส ลักษณะคล้ายหินตามทางรถไฟก้อนสีเทาอมฟ้าหม่น จัดให้อยู่ในกระป๋องล่าง ส่วนกระป๋องบนจะใส่น้ำไว้ เวลาจะใช้งานก็เปิดวาวล์น้ำให้หยดลงบนก้อนแก๊ส ทำปฏิกริยาออสโมซีส 5555 ทำให้มีแก๊สจุดไฟติด ต้องการสว่างมากน้อยได้โดยการเร่งหยดน้ำ…

..............พ่อกับพี่ชายถือฉมวกคนละอัน ส่วนผมยังเล็ก มีหน้าที่สะพายข้องเปล่า 2 ใบ แม่ไม่ลืมเอางอบมาสวมหัวให้ “กันฝนหน่อยลูก เดี๋ยวเป็นหวัด”..

..............เราเดินกันมาพอได้ครึ่งเหนื่อย (ใช้พลังงานไปประมาณ 0.73 กิโลแคลเลอรี่ 555) ก็มาถึงจุดหมาย หนองน้ำขุ่น เสียงกบเขียดร้องระงม พ่อเดินไปตามเสียง โดยลูกหาบทั้งสองเดินตาม ไม่นานเกิน 3 ลมหายใจ กบตัวแรกก็ย้ายบ้านมาอยู่ในข้องเล็กเรียบร้อย “อะฮ้า!! ตัวใหญ่ซะด้วย ไข่คงเต็มละ ฮิฮิ”…พอได้ตัวแรกพ่อก็หยุด ไม่ส่องไฟอีกแล้ว แต่กลับปลดข้องจากไหล่ของผมออก นำไปวางไว้ข้างคูนาที่มีน้ำท่วมหลังเท้า พ่อบอกว่าเราโชคดี กบตัวที่เราได้เป็นตัวผู้ (เพราะพ่อจะดูที่คางของกบ จะมีปื้นสีดำอยู่แสดงว่าเป็นตัวผู้) เราไม่ต้องหาให้เมื่อย เดี๋ยวพ่อเสกคาถาเอง ว่าไปนั่นแน่ะพ่อเรา 555 …..

4

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/06/2003 08:18 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 5  
     
 


................หลังจากวางข้องกบไว้แล้ว พ่อก็พาเดินขึ้นเนินไปอีกหน่อย จะมีทางน้ำไหลลงมาสู่หนอง เจ้าประคุณเอ๊ย!! ปลาหมอไทย แถกเหงือกกันอยู่เต็มไปหมด พ่อเล่าว่า “ปลาพวกนี้มันได้กลิ่นน้ำใหม่ มันจะไปหาที่วางไข่น่ะ” ก็สนุกผมสิครับ จับปลาหมอใส่ข้องใบใหญ่ซะเพลินไปเลย ตอนแรกก็เอาหมด แต่หลังจากมากเข้าก็เริ่มไม่เอาตัวเล็กแล้ว หาตัวใหญ่ ๆ ท้องนูน ๆ เลย รับรองไข่ทุกตัว ปลาหมอหรือปลาเข็ง นี่นะครับ ย่างพอน้ำตก สับละเอียดเอาก้างออกก่อนนะ ตำข่าอ่อนใส่ ปรุงเครื่องลาบ เหยาะน้ำปลาร้าสุกเข้าไป สับมะม่วงเปรี้ยวเข้าไป โอ้โห!! ผมว่าเป็นปลาที่ลาบอร่อยมาก มันกำลังดีเลย

.................ได้ปลาหมอมาเต็มข้อง จนผมสะพายไม่ไหว พ่อก็รับหน้าที่นั้นไปโดยดุษณี ช่วยไม่ได้ ก็ผมน้องเล็กนี่ 555 เราเดินกลับมาที่ข้องกบอีกครั้ง โอ้โห!!!!! กบตัวเมีย ตัวอวบอ้วน ไข่เต็มท้องทั้งนั้นเลย มาลอยคออยู่ข้าง ๆ ข้องเต็มไปหมด ได้จับกันสนุกเลยละครับ พ่ออธิบายให้ฟังว่า “ กบตัวผู้ที่เราใส่ข้องไว้ตอนแรก มันจะส่งเสียงร้องออกมา ทำให้ตัวเมียที่ได้ยินจะเข้ามาผสมพันธุ์ ดังนั้น เมื่อเราได้กบตัวผู้แล้ว เราก็ไม่ต้องเมื่อยเดินหาตัวอื่นเลย เอาตัวนี้แหละ เป็นตัวเรียกพรรคพวกมันเข้ามา เออ ง่ายดีแฮะ…เก่งนะพ่อเรา 5555

.................คืนนั้น เรากลับถึงบ้านยังไม่สองยามเลย เพราะไม่มีอะไรจะใส่ได้แล้วทั้งกบและปลา เต็มมาทั้ง 2 ข้อง แม่จัดแจงเทปลาใส่โอ่งเล็กขังไว้ ส่วนกบก่อนจับออกมาจากข้อง ต้องหักขาก่อน (อึ๋ย) ไม่งั้นกระโดดหนีหมด ทั้งสนุกทั้งตื่นเต้น ผมลืมหนาวไปเลย ล้างแข้งล้างขาเสร็จ คลุมโปงหลับสบาย…..

.................ฟ้าเริ่มสว่าง มองเห็นลายมือราง ๆ แล้ว ผมตื่นขึ้นมา ถือตะกร้ากับพี่ชายไปด้วยกัน เข้าสวนเก็บมะม่วง เพราะเมื่อคืนลมแรง คงพัดมะม่วงหล่นลงมาโขอยู่ มะม่วงแก้ว อกร่อง และพิมเสน หล่นเกลื่อนเต็มไปหมด เราเลือกเก็บเฉพาะลูกที่ไม่แตก เพราะลูกที่หล่นตอนแรก ๆ จะแตกหมด เนื่องจากดินยังแข็ง แต่ช่วงหลัง ๆ ที่ฝนตกลงมาแล้วดินจะนุ่ม ลูกที่หล่นทีหลังเลยยังไม่แตก

.................เช้านั้น แม่ทำอ่อมกบ แกงปลาหมอหน่อไม้ดอง เราอิ่มกันจนแทบไม่อยากไปโรงเรียนเลย…////

5

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/06/2003 08:20 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 6  
     
 


ตอนที่ 3 ..... เปิดแผ่นดิน กินหอย

……….พอฝนมา ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวดูเหมือนจะเปลี่ยนไป หญ้าที่มองแห้ง ๆ เริ่มระบัดใบ อาหารสดจำพวกปู ปลา กบ อึ่ง ก็มีให้กินได้ทุกวัน เพียงขยันออกส่องไฟ เป็นไม่มีอด ผักกระถินริมรั้วเริ่มแตกยอด ผักขา (ชะอม) ก็ยอดอวบงามเปล่งปลั่ง ตำลึงก็เลาะเลื้อยตามรั้วเยอะแยะ

……….น้าข้าง ๆ บ้านมาชวนผมออกไปหาเก็บหอยโข่งในนา อุ๊บ๊ะ งานชอบแบบนี้ไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว แกเตรียมไถ เตรียมคราด เตรียมควาย เราออกเดินทางกันตั้งแต่เช้ามืด ระยะทางพอประมาณ ก็ถึงนาของน้าแก..ไม่พูดพล่ามทำเพลง ผูกควายเข้ากับแอกไถได้ แกก็ลุยไถดะไปเรื่อย ก่อนหน้านั้นในวันพืชมงคล แกได้มาทำพิธีไว้เรียบร้อย พอฝนมาก็เริ่มไถนาได้ทันที เจ้าควายหนุ่มลากไถโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ดินที่ได้รับน้ำฝนแล้วจะเริ่มซุย ไถง่ายไม่กินแรงควายมากนัก ผมก็สนุกกับการเดินตามรอยไถ ถือกระป๋องใบหนึ่ง ตามเก็บหอยโข่ง แต่ละตัวเท่ากำปั้น พอเริ่มหนักก็เอามาเทซะทีหนึ่ง แล้วก็ไปเก็บต่อ วนเวียนอยู่เช่นนั้นไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เรามาพักกินข้าวเช้ากันก็จนตะวันลอยโด่งแล้ว น้าปล่อยควายกินหญ้าอยู่แถวนั้น ก่อไฟขึ้นใต้เถียงนา (กระท่อมปลายนา) กลิ่นควันไฟลอยคลุ้งมันหอมอย่างประหลาด พอไฟติดได้ที่ก็เอาหอยตัวใหญ่ ๆ เผาไฟ เสียงฉี่ ฉี่ ฉี่ ดังไม่ขาดระยะ เผาพอประมาณว่า ฝาปิดปากหอยหลุด น้าก็จะแกะเอาตัวหอยออกมา คัดเอาเฉพาะเนื้อ เฮ้อ! ทั้งเหนื่อยทั้งหิว รสชาดอาหารมันจึงได้เอร็ดอร่อยแบบสุดประมาณ เราหยิบหอย จิ้มปลาร้าสับ แกล้มด้วยใบแต้ว ออกรสเปรี้ยว ๆ ฝาด ๆ กำลังดี ตามด้วยข้าวสวยคำใหญ่….ผมไม่เคยนึกฝันถึงอาหารฮ่องเต้ชนิดใดเลย สาบาน

……….ก่อนค่ำ เราจูงควายกลับบ้าน หลังเจ้าทุยแอ่นไปด้วยกระสอบหอยโข่ง น้าแวะเก็บผักแต้ว ผักอีลอก ได้หอบใหญ่ วันนี้แหละผมจะได้กินแกงผักอีลอกให้อร่อยปากไปเลย 555

6

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/06/2003 08:22 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 7  
     
 


……….แม่นำหอยที่ได้ มาปิ้งไฟ แกะเอาเฉพาะเนื้อหอย บอกจะยำให้กิน พี่ชายคนรองรับหน้าที่ปอกมะพร้าว พร้อมขูดด้วยกระต่ายขูดมะพร้าว แม่คั่วมะพร้าวจนเหลืองหอม ผมรับหน้าที่เผาพริก หอม กระเทียม แกะเปลือกแล้วโขลกให้เข้ากัน ไม่ต้องละเอียดมากนัก แม่นำมาคลุกกับเนื้อหอยที่หั่นแล้ว สับมะม่วงเปรี้ยวใส่ ปรุงรสน้ำปลา มะนาว ชิมให้เผ็ด เปรี้ยว เค็ม กำลังดี ก่อนที่จะโรยมะพร้าวคั่ว คลุกพอเบามือ เด็ดสะระแหน่มาโรยหน้า (เห็นมั้ยครับ อาหารที่แม่ผมทำ ไม่มีผักชีโรยหน้านะเอ้า) แม่บอกว่า หอยโข่ง หากจะยำให้อร่อยอย่าเอาไปลวก มันจะไม่หอม สู้ปิ้งไฟไม่ได้ จริงครับ วันนั้นยำหอยหอมมาก ๆ เลย

……….ค่ำแล้ว พ่อกลับมาจากโรงเรียนพร้อมปลาสด ๆ อีก 1 พวง แม่เลือกปลาดุกอุยทำต้มยำใบมะขามอ่อน เราตั้งวงกันเมื่อฟ้ามืดสนิท แต่ที่บ้านเรากลับสว่างโพลงด้วยแสงเจ้าพายุ อีกครู่ น้าข้าง ๆ บ้านก็ขึ้นมาสมทบด้วย ผมนั่งกินข้าวไปฟังพ่อเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ไป ทั้งอร่อย ทั้งง่วง คงเพลียแหละครับ โห!!! เดินตามรอยไถทั้งวัน หากไม่เคยจริง ๆ นะ ไข้ขึ้นเชียวแหละ

……….ก่อนหลับคืนนั้น พอเล่าเรื่องทอดแห และปลาหลดให้ฟัง พร้อมรับปากว่า หากเสาร์-อาทิตย์ฝนตก จะพาไปหาปลาหลด จะสอนให้ทอดแหด้วย ว้าวววววว … /////

7

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/06/2003 08:25 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 8  
     
 


ตอนที่ 4 ..... ไอ้หน้าแหลม จอมมุด

……….หากมีใครถาม อะไรเอ่ย ไอ้หน้าแหลม จอมมุด จงตอบไปได้เลยว่า “ปลาหลด” เพราะในตระกูลหน้าแหลม ที่เป็นจอมมุดโคลน ไม่มีใครเกินหน้าปลาหลด ได้อีกแล้ว

……….หลังเกี่ยวข้าวเสร็จ ชาวนาจะเริ่มวิดปลากัน เพราะช่วงนี้น้ำเริ่มงวดแล้ว ที่สำคัญเป็นช่วงที่เรียกว่า “ข้าวใหม่ ปลามัน” ลมหนาวเริ่มพัดต้องผิวกายเอื่อย ๆ เราเตรียมอุปกรณ์ประกอบด้วย สวิง แหแบบมีเพรา มีด จอบ เสียม โอ่งน้ำ(ไว้ขังปลา) กระป๋องน้ำ ปี๊บ รวมทั้งข้องไว้ใส่ปลา บรรทุกใส่เกวียนเทียมวัว ออกไปนอกทุ่ง

……….การวิดปลาก็คือ จ้วงน้ำออกให้หมด แล้วคอยเก็บปลาตอนน้ำแห้ง ปลาที่เก็บไว้ได้นานเช่น ปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอ หากจับได้จะขังไว้ในโอ่งน้ำ ส่วนปลาเล็ก ๆ ที่ใจเสาะตายง่ายก็ขังรวมในข้องบ้าง ในกระชุบ้าง สุดแท้แต่อุปกรณ์ที่นำไปด้วย เมื่อเก็บปลาเสร็จ จะถึงคราวหาของดีกันแล้ว นั่นคือ โกยปลาหลด กรรมวิธีก็ไม่ยาก คือเริ่มโกยโคลนไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ต้องทำด้วยความไว เพราะปลาหลดเวลาอยู่ในโคลนจะเปรียวมาก จับก็ยาก เพราะตัวมันลื่น แต่เวลาได้แล้วจะคุ้ม เพราะแต่ละตัวประมาณนิ้วมือทั้งนั้น เอามาต้มส้ม ต้มยำ อร่อยมาก

……….อีกวิธีหนึ่งเวลาหาปลาหลดคือ ใช้สระโอ ซึ่งก็เป็นเหล็กด้ามยาวประมาณ 1 ช่วงแขน ตีเป็นรูป สระโอ นั่นแหละ เอามาลากไปมาในโคลน เวลาติดปลาหลดจะติดช่วงหัว ดึงขึ้นมาไม่หวาดไหว

……….เบ็ดพวง ก็เป็นอีกวิธีในการหาปลาหลด ผูกเบ็ดกับปลายไม้ประมาณ 10 กว่าตัว เกี่ยวไส้เดือน ทิ้งไว้ในน้ำ ประมาณ 5 นาที พอยกขึ้นมาจะขาวพราวไปหมด

……….แต่เช้านี้ พ่อปลุกผมตั้งแต่ยังไม่เห็นแสงอาทิตย์ ฝนพรำ ๆ ในเช้าวันเสาร์มันช่างน่ารื่นรมย์เสียนี่กระไร อ๋าย ไม่อยากลุกอ่ะ คลุมโปงต่อ พ่อก็ไม่ว่าอะไร แต่สักครู่เสียงลูกแห กระทบกันดังกราว อ้าว! พ่อนัดไว้จะพาไปสอนทอดแหนี่นา เอ้า ลุกก็ลุก กลิ่นควันไฟที่เกิดจากการหุงต้มของแม่ โชยมากระทบจมูก ผมคว้าข้องได้ก็เดินตามพ่อออกมาทันที แม่ไม่ลืมยื่นงอบมาให้ไว้กันฝน เราเดินไปห้วยกันสองพ่อลูก จนตีนฟ้าเปิด เราก็มาถึงห้วยมะโหด พ่อไม่ฟังอีร้าค่าอีรม ขึ้นแหได้ก็เหวี่ยงโครมลงไปเลย

8

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/06/2003 08:27 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 9  
     
 


……….แหที่พ่อใช้ เรียกว่า แหก้นบุหรี่ เนื่องจากจะเป็นแหตาถี่มากเพียงก้นบุหรี่ลอดได้ เป็นอุปกรณ์จำเพาะในการหาปลาหลด ที่ตีนแหจะมีเพรา ซึ่งก็คือการรวบตีนแหขึ้นมามัดกับเนื้อแหไว้ สูงประมาณ 1 คืบ เมื่อดึงแหขึ้นมา ปลาจะไปกองรวมกันอยู่ที่เพราแห เช้านั้นพ่อสาวแหขึ้นมาแต่ละครั้ง ติดปลาหลดขึ้นมาขาวโพลน ผมจับปลาหลดโดยแอบมองพ่อ พ่อจะใช้ปลายเล็บนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ จิกที่ช่วงคอปลาหลด มันจะดิ้นไม่หลุด เราก็จับเข้าข้องสบาย แค่ 10 กว่าครั้งของการสาวแหขึ้นมา ปลาหลดก็ย้ายมานอนอยู่ในข้องเกินครึ่งแล้ว พ่อบอกว่า เวลาร้อน ๆ ปลาหลดจะมุดโคลน แต่พอฝนตกได้ที่ น้ำจะเย็นลง ปลาหลดจะออกมาจากโคน เพื่อหาที่วางไข่ ผมก็เห็นเช่นนั้น เพราะปลาหลดที่เราได้แต่ละตัว ท้องนูนไปด้วยไข่ทั้งนั้น

……….พ่อไม่ลืมสัญญาที่ให้ไว้ พ่อสอนผมทอดแห อะฮ้า! ไม่ยาก ขั้นแรกสุดให้ใช้มือซ้ายจับที่ จอมแห ซึ่งก็คือจุดกึ่งกลางของแห จะทำเป็นม้วนเชือกแหไว้ ปุ่มแข็ง ๆ ได้จอมแล้วก็รวบเนื้อแหเข้ามาประมาณ 3 ทบ แหก็จะสั้นเหลือประมาณช่วงเอว หลังจากนั้น แบ่งแหออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเอาเนื้อแหพาดไว้กับข้อศอกซ้าย ส่วนที่สอง รวบตีนแหด้วยมือขวา ส่วนสุดท้ายถือไว้ด้วยมือซ้าย ตั้งท่าให้ดี เหวี่ยงจากซ้ายมาขวา โอ๊ะ โอ๋…..แหแตกออกครับ แต่บานไม่สวยเหมือนที่พ่อเหวี่ยง มันขยุ้มยังไงพิกล แต่พ่อบอกว่า ดีแล้ว หัดอีกหน่อยก็ชำนาญ ผมสาวแหขึ้นมา ว้าว!!!! ปลาตัวแรกในชีวิตการทอดแห เป็นปลาหลด 3 ตัว พ่อหัวเราะบอกว่า “สงสัย ไอ้พวกนี้มันตาบอด ฮ่าฮ่าฮ่า”

……….เราสนุกแบบเอาจริงกันจนตะวันโด่ง ทั้งหนาว ทั้งเหนื่อย ทั้งหิว ที่สำคัญปลาหลดตัวเขื่อง ๆ เกือบจะล้นข้องอยู่แล้ว เราสองพ่อลูกก็หาไม้ขนาดพอเหมาะ หามข้องปลากลับ!!!! พ่อแบกแหพร้อมกับยกไม้หามเดินนำ แวะเก็บผักแว่นยอดอวบ ๆ บ้าง ผักแต้วบ้าง เรามาถึงบ้านกับจนเกือบเพลแล้ว แม่บ่นเรื่องลูกจะหิวข้าว แต่พ่อก็หัวเราะ หึหึ เท่านั้น

……….ผมเก็บยอดมะขามอ่อนและดอกมะขามให้แม่ วันนั้นแม่ต้มส้มปลาหลดใบมะขามอ่อนให้ซดกัน เครื่องเคราก็หาได้ในสวน ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกขี้หนู ใบกะเพรา แม่บุบหอมแดงใส่ด้วย บอกว่ากันไว้ เผื่อลูกเป็นหวัด หอมแดงช่วยได้ อีกทั้งยอดมะขามดอกมะขามก็เป็นยาไล่ไข้ดีนัก กลิ่นกะเพราที่โรยในหม้อต้มมันหอมกรุ่นยิ่งนัก ปลาหลดแต่ละตัว ไข่เต็มท้อง ส่วนที่เหลือแม่แช่น้ำปลาไว้ วันนั้นผมกินข้าว อิ่มจนจุกลุกไม่ขึ้น…../////

9

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/06/2003 08:30 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 13  
     
 


ตอนที่ 5 ..... สงครามที่ไม่ต้องประกาศ

…….ขอพักเรื่องการหาอยู่หากินซักเล็กน้อย กลัวว่าจะอิ่มกันเกินไปครับ ประเดี๋ยวน้ำหนักขึ้นมาก ไปสอบพยาบาลไม่ได้อีก 555 ในช่วงวัยของผมและเพื่อน ๆ ในก๊วนเดียวกัน เรามีของเล่นที่ประดิษฐ์ง่าย ๆ อุปกรณ์เสริมหาได้ในพื้นที่นั่นเอง

…….เมื่อฝนมา ไผ่ป่า ไผ่บ้านก็เริ่มแทงหน่ออ่อน ช่วงนี้เราจะเข้าป่า (ก็แถว ๆ บ้านนั่นแหละครับ พูดให้ดูผจญภัยหน่อย ๆ) หาหน่อไม้กัน วันละเป็นหาบ ๆ หลังจากแกะเปลือกเรียบร้อยก็หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ล้างน้ำ ซาวเกลือ หมักทิ้งไว้ ช่วงเช้า-เย็น แม่จะใช้น้ำซาวข้าวเทลงไปในไหหน่อไม้ดอง แม่บอกว่าจะช่วยให้เปรี้ยวเร็วขึ้น

…….ส่วนประกอบในการหาหน่อไม้ของทะโมนรุ่นผมก็คือ การหาเก็บลูกหว้ากินบ้าง มะเม่าบ้าง ซึ่งมีอยู่กลาดเกลื่อน อีกอย่างที่เป็นสิ่งจรุงใจของเด็ก ๆ ก็คือ การแบ่งพวกต่อสู้กัน ซึ่งปัญญาชนระดับ ป.1 โรงเรียนวัด เช่นพวกเรา ก็ต้องมีเครื่องทุ่นแรงประกอบในการต่อสู้ครับ หนึ่งในอาวุธที่ชินมือมากที่สุดและหาง่ายที่สุดก็คือ…บั้งโผะ..ครับ

…….บั้งโผะ หรือ บั้งโพล้ะ ก็ทำไม่ยาก เริ่มจากหาลำไผ่ป่าไม่อ่อน-ไม่แก่ เกินไป เลือกปล้องยาว ๆ ตรง ๆ เข้าไว้ เพื่อผลของกระสุนที่จะทำร้ายฝ่ายตรงข้าม ตัดมา 1 ปล้องไม่ให้ติดข้อไผ่ กะว่าความยาวประมาณ 1 ฟุตกำลังดี (ขอเรียกว่า ชิ้นที่ ๑) ขั้นต่อไปตัดปล้องอีกอันยาวประมาณ 5 นิ้วให้ติดข้อไว้ 1 ข้าง (ขอเรียกว่าชิ้นที่ ๒) เกือบเป็นอาวุธแล้วเหลือเข็มแทงชนวนซึ่งก็ทำไม่ยาก ผ่าไม้ไผ่อีก 1 ปล้อง (หาให้ยาวกว่า 1 ฟุต 5 นิ้ว) เหลาให้กลมสวย วัดให้ได้ขนาดพอดีกับรูของไม้ไผ่ชิ้นที่ ๒ (เข็มแทงชนวนนี้ขอเรียกเป็นชิ้นที่ ๓) นำชิ้นที่ ๓ ดันเข้ารูของชิ้นที่ ๒ ตอกให้แน่น เท่านี้เราก็ได้ด้ามพร้อมเข็มแทงชนวนแล้ว ครานี้วัดความยาวของชิ้นที่ ๓ ที่โผล่ออกมาจากชิ้นที่ ๒ ให้ได้ความยาวประมาณ 11 นิ้ว 4 หุน (ทำง่าย ๆ โดยการวัดด้านนอกของชิ้นที่ ๑ ให้ชิ้นที่ ๓ เกือบถึงปลายกระบอกซัก 1 เซนติเมตร กำลังดี … เท่านี้ก็เรียบร้อย มีปืนไว้ต่อสู้แล้ว ขาดเพียงกระสุน

…….กระสุนในหน้านี้ก็หาไม่ยาก มีผลไม้ป่าอยู่ประเภทหนึ่ง ลูกเล็กประมาณ ครึ่งเซ็น ดิบ ๆ สีเขียว พอสุกจะสีดำกินได้หวานดี เราเรียกว่า “บักคันส้ม” หรือ “ลูกคอม” จะมีลูกติดเป็นพวง ๆ ละ 10 กว่าลูก …เก็บมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่ต้องการ

…….เริ่มต้น แบ่งกองกำลังให้มีจำนวนเท่า ๆ กัน เช็คยอดกระสุนที่แต่ละฝ่ายมี แล้วก็ตกลงกติกา ใครแพ้จะต้องเสียหน่อไม้ที่หามาได้ในวันนี้ให้กับผู้ชนะ ฝ่ายใดโดนจับได้ จะต้องโดนยึดเป็นตัวประกัน และต้องมาร่วมเป็นพวกเดียวกัน ไล่ถล่มกันต่อไป ทีมไหนเหลือแค่คนเดียว ถือว่าแพ้ …. ตกลง

…….หลังจากทีมตรงข้ามแยกย้ายไป เราเริ่มประชุม วางแผน ผมเป็นเสนาธิการตามเคย (อาจจะเนื่องมาจาก ด๊ำ ดำ ก็ได้ 5555) เราตกลงกันว่า จะไม่สนใจเรื่องไล่ยิงกันนัก แต่จะรวมตัวกัน บุกโจมตีเอาตัวประกัน น่าจะง่ายกว่า ทีมงานซึ่งมีอยู่ 3 คนรวมผม ตกลงตามนั้น

10

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   26/06/2003 03:14 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 14  
     
 


…….เราบรรจุกระสุน “บักคันส้ม” เข้ารังเพลิง ใช้เข็มแทงชนวน ดันกระสุนเข้าไปที่ปากลำกล้อง รอการปลดปล่อยจากลูกต่อมา ยัดกระสุนอีกลูกตามเข้าไป ใช้เข็มแทงชนวน ดันกระสุนเข้าไปแค่ 1 ใน 4 ของลำกล้อง (เรียกว่าขึ้นลำ รอสับไก 5555) ทุกคนพร้อม !!! …พร้อม! …เอ้า ลุยยยยยยย

…….เรารวมตัวกัน 3 คนมุ่งเข้าตีในจุดที่เรามองเห็นคู่ต่อสู้ผ่านเข้าไป อะฮ้าาาา เข้าทางละ คู่ต่อสู้วางกำลัง เป็นปีกนก หวังจะแยกกันตีโอบเรา ผมหมายตาไว้แล้ว เจ้าคนแรกคือเหยื่ออันโอชะ 5555 สะกิดเพื่อน เอาไอ้นี่ก่อน ..โพล้ะ…โพล้ะ … โพล้ะ… เสียงดังขึ้น 3 ครั้งแสดงว่าคู่ต่อสู้ยิงกระสุนมาครบคนแล้ว กำลังกรอกกระสุนนัดใหม่ เราโผเข้าไปพร้อมกัน ล้อมเจ้าคนแรกไว้กลาง-วง ปืนบั้งโผะ 3 กระบอก จ่ออยู่ที่หัวของตัวประกัน เจ้านั่นหน้าซีดเผือด โยนปืนบั้งโผะในมือทิ้งไป .. โพล้ะ…โพล้ะ .. ฮั่นแน่ ไอ้สองคนนั้นจะยิงมาช่วยเพื่อน สายไปแล้วไอ้หนู 5555 เพราะตอนนี้ทีมผมเป็นต่อแล้ว 4: 2 หมูมาก ต้องรีบเผด็จศึก

…….เราแบ่งกำลังเป็น กองละ 2 คน ไม่พูดพล่ามทำเพลง ตามหาคู่ต่อสู้อย่างเดียว ไอ้ 2 คนนั่นก็ฉลาดเป็นกรด จับมือกันแน่น ไม่ยอมแยกกัน เราเข้าตีหลอกก็แล้ว รุมยิงก็แล้ว ยังเผด็จศึกไม่ได้ เอาใหม่ ไปกันทั้ง 4 คนนั่นแหละ ตีโอบอย่างเดียว ..โพล้ะ..โพล้ะ…โพล้ะ .. เสียงลั่นไปหมด แต่การต่อสู้ก็ยังไม่เห็นผล เอาไงดี จะค่ำอยู่แล้วนะ ….

…….5555 ฟ้าประทานก้อนสมองให้ไอ้ ด๊ำ ดำ คนนี้มามากผิดปกติ เราประชุมเครียดกันอีกครั้ง คราวนี้ ทั้ง 3 คนฟังผมอย่างเดียว….ทุกคนพยักหน้า ตกลงตามนั้น

…….ฝ่ายผม “ไอ้ 2 คนฟังทางนี้ ตอนนี้กูล้อมไว้หมดแล้ว พวกมึงแพ้แน่ 5555 ยอมซะไอ้หนู”

…….ฝ่าย 2 “กูไม่ยอมโว้ย แน่จริงมึงบุกเข้ามาสิ”

…….ฝ่ายผม “กูจะให้โอกาสมึง 2 คนใครก็ได้ หากใครยอมแพ้แต่โดยดี จะไม่โดนรุม แต่ใครเหลือคนสุดท้าย กูจะจับมัดแล้วรุมยิง เอามดแดงกัดด้วย”

…….ฝ่าย 2 “อย่าฝันเลย ไอ้บ้า กูไม่ยอมโว้ยยยยย” อีกคน “เฮ่ย กูว่าน่าจะยอมนะ ถ้าเหลือคนเดียว เกิดมันจับให้มดแดงกัด กูกลัวว่ะ” อีกคน “……”

…….ฝ่ายผม “ว่าไง 5555 จะยอมดี ๆ มั้ย กูหารังมดแดงไว้แล้วนะ จะนับ 1 ถึง 3”…..”หนึ่งงงงงงงง”

…….ฝ่ายผม “สองงงงงงงง เฮ้ย เตรียมรังมดแดงมาอีก”

…….ยังไม่นับถึงสาม ทั้งคู่เดินชูมือขึ้นเหนือหัว ยอมศิโรราบแต่โดยดี หน่อไม้โดนยึดทั้งหมด รังมดแดงก็เป็นอันยกเลิกไป เย็นวันนั้น ทีมผมทั้งสามคน เดินเอ้อระเหย โดยมีไอ้ 3 เชลยทั้งแบกทั้งหามหน่อไม้มาส่งถึงบ้าน แต่แม่ก็จัดการแบ่งให้ทุกคนเอากลับบ้านเท่า ๆ กันทั้งหมด เฮ้อ!!!!! กระสุนยังไม่ได้หลุดจากลำกล้องซักนัดเลย …../////

11

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   26/06/2003 03:18 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 15  
     
  ภาพสวยมากครับ น้ำตาล
ขอบคุณมาก ช่วงนี้กำลังทยอยลงเรื่อย ๆ
ตามช่วงเวลาจะเอื้ออำนวย
ไปละ อิอิอิ

...............................................................................
By: ทิดโส (203.113.34.61) 26/06/2003 09:01 AM
 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   26/06/2003 03:23 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 16  
     
 


ขอบคุณ ..... พี่ทิดโส มากๆนะคะ
ที่ ..... นำเรื่องเล่าของพี่ทิดโส มาโพสที่ "เว็บไซต์น้ำตาล"
เรื่องราว ..... น่ารัก น่าอบอุ่น แล้วก็น่าอ่านจังคะ
ตาล ..... ขออนุญาต เอาไปไว้หน้า "บันทึกของน้ำตาล" นะคะ
พี่ทิดโส ..... โพสให้ครบหมดทุกตอนเร็วๆนะคะ
เดี๋ยว ..... ตาลไปหาภาพประกอบเรื่องฯเตรียมไว้ก่อน คะ

ชีวิต ..... ของคนชนบท ดูอบอุ่นดีจังนะคะ
ตาล ..... ชอบต่างจังหวัดมาก ดูผู้คนจริงใจดี
วันหนึ่ง ..... ถ้าโอกาสเป็นของตาล
ตาล ..... ก็อยากไปอยู่ในชนบทเงียบๆ และ เรียบง่าย
ใช้ ..... ความรู้ ความสามารถ ช่วยเหลือผู้คนที่อยู่รอบๆตัวเรา
ชีวิต ..... ในส่วนที่เหลือ ถ้าเราเลือกได้อย่างที่วาดฝันไว้
ที่ ..... เป็นตัวตนของเราจริงๆ คงมีความสุขไม่น้อยนะคะ


โชคดีค่ะ บ๊ายบายนะคะ
"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/
....................................................................................................................
By: น้ำตาล (203.107.130.10) 24/06/2003 05:38 PM
ที่มา ::: http://www.tidso.com/board_2/view.php?id=36

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   26/06/2003 03:26 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 17  
     
  โอ้โฮ....... เขียนเก่งจังค่ะ สนุกดี.........
บรรยากาศใกล้เคียงกันมาก
ตะเกียงน้ำมันก๊าดกับละครวิทยุ
คิกกกกกกกกกกก นึกออกเลย ...

เอาเพลง "จันทน์กระพ้อ" มาฝาก .....

จันทน์กะพ้อร่วง
คำร้อง แก้ว อัจฮริยะกุล
ทำนอง เอี้อ สุนทรสนาน


..... ดอกจันทน์กะพ้อร่วงพรู
เจ้ามิใช่ร่วงสู่แผ่นดินแห่งไหนโดยง่าย
ลมพาเอากลีบกระจาย
ร่อนปลิวพร่างพลิ้วพราย
ไม่มีที่หมายใด

ดูดังฝูงผึ้งแตกรัง
เมื่อไร้กำลัง..ก็หล่นลงฝังทั่วไป
ไร้ผู้จะเหลียวใส่ใจ
ไม่มีใครที่ไหน
เก็บเอาไปเพื่อไว้บูชา

บางกลีบเขาเหยียบลง
แหลกเป็นผงอย่างไร้เมตตา
กลีบจมแผ่นดินสูญสิ้นราคา
กลิ่นนั้นหนายังหอมเป็นค่าผูกพัน

จันทน์กะพ้อคือเหล่าสตรี
มีราคีเพราะชายขยี้พรหมจรรย์
ความสาวแหลกเหลวสิ้นกัน
ไร้ค่าผูกพันเหมือนจันทน์กะพ้อร่วงพรู

-----------********-----------********---------
By: add (169.210.17.169) 24/06/2003 06:12 PM
 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   26/06/2003 03:29 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 18  
     
  ต้องขออภัยนะครับ ที่ขาดตอนไปนิด...
ช่วงนี้พอดีทั้งพ่อและแม่ หาเรื่องนอนเล่นในโรงพยาบาล
ทิดโสก็เลยไม่มีเวลาเอามาลงให้
ช่วงนี้ค่อยยังชั่วแล้วครับ มาติดตามกันต่อไปนะ
ไปละ อิอิอิ
.........................................................................
By: ทิดโส (203.113.34.13) 7/07/2003 03:00 PM
 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   7/07/2003 03:05 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 19  
     
 


ตอนที่ 6 ..... นักล่าในสายน้ำ

……….ช่วงนี้ฝนตกชุกทั้งวันและทุก ๆ วัน เด็ก ๆ หยุดการละเล่นไว้ชั่วคราว ต่างหันหน้าเข้าหาอาหารจากท้องน้ำ ประเภท ปลา ปู กบ หอย หรือผักสดอื่น ๆ เรารอให้ถึงวันเสาร์กันเร็ว ๆ จะได้เตรียมทีมออกล่าปลากัน อุปกรณ์ประกอบไปด้วย มอง (ตาข่าย) เบ็ดคัน เบ็ดด้าม ข้อง และกระป๋องบรรจุไส้เดือน

……….ผมและพี่ชาย แบกสัมภาระออกสู่ทุ่งกันสองคน เมื่อถึงจุดน้ำไหล เรากางมองทอดยาวขนานลำน้ำไว้ จากนั้น พี่ชายผมเริ่มปักเบ็ด โดยเลือกปักบนคันนา ระยะห่างประมาณ 10 ก้าวเล็ก ๆ ของเรา แหวกหญ้าเป็นช่องไว้ เพื่อเวลาปลาติดเบ็ดจะได้ไม่ดึงไปพันกับกอหญ้า ผมมีหน้าที่ตามเกี่ยวเหยื่อ โดยหยิกให้ไส้เดือนขาดจากกันยาวประมาณ 1 นิ้ว นำชิ้นส่วนไส้เดือนเกี่ยวเบ็ด แล้วปล่อยลงน้ำ ใช้นิ้วกลางเกี่ยวนิ้วโป้ง ดีดน้ำ 2-3 ครั้ง (เป็นสูตรเฉพาะ ไว้เรียกปลา 5555) ทำไปเรื่อยจนหมดเบ็ด เราก็กลับมาที่จุดเริ่มต้น

……….เราเก็บดอกชบาสีแดงสดมาด้วย ผมเกี่ยวดอกชบากับเบ็ดด้ามยาว หาหินก้อนเล็กมาผูกถ่วงไว้ที่สายเบ็ด เพื่อให้มีน้ำหนัก เราเริ่มออกเดินหย่อนเบ็ดไปเรื่อย ไม่นานเลย กบตัวอ้วนก็ติดเบ็ดเรา จากหนึ่งเป็นสอง เป็นสาม สี่ ห้า เรื่อยไป เวลาผ่านไปจนสาย เราวกกลับมา ยาม (ตรวจดู) มองที่ลงไว้ แค่ยกเชือกขึ้น โอ้โห! ขาวพราวไปหมด ปลาตะเพียนตัวเล็ก ๆ ประมาณ 2-3 นิ้ว (เราเรียกปลาขาวหางแดง) ติดเต็มไปหมด เราช่วยกันแกะออกจากเนื้อมอง เพียงยังไม่เพล ปลาที่ได้ก็ปริ่มปากข้องแล้ว พี่ชายต้องกลับไปที่บ้าน ให้แม่ทำอาหารก่อน เพราะปลาพวกนี้ตายง่าย จะเน่าเร็วมาก เดี๋ยวเนื้อไม่อร่อย ช่วงที่รอพี่ชาย ผมก็เดินตรวจเบ็ดที่ลงไว้ แหม!! มันน่าชื่นใจจริง ๆ เกือบทุกคันจะลู่ลงหมดเลย แสดงว่ามีปลากินเบ็ดเยอะมาก

12

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   7/07/2003 03:09 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 20  
     
 


……….พี่ชายกลับมาพร้อมห่อข้าวกลางวัน ผมนั่งกินเงียบ ๆ ข้าวสวย + ปลาร้าสับ แกล้มกับผักแพงพวย ผักแว่น ที่เก็บจากแถวนั้น มันช่างอร่อยสุด ๆ จริง ๆ พี่ชายเดินไปปลดปลาจากเบ็ด เสียงโอ้โห! อ้าหา! ดังอยู่เกือบตลอดเวลา ชั่วผมอิ่มข้าว พี่ชายก็แบกข้องหลังแอ่นกลับมา ปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอ เกือบเต็มข้อง ฝนเริ่มลงเม็ดหนาขึ้น เราตกลงเก็บมอง เก็บเบ็ด กลับบ้าน ช่วงเวลาไม่นานนัก ยังมีปลามาติดมองอีกมากพอดู วันนั้น เราหามปลากันกลับจนหลังแอ่น

……….พ่อกลับมาจากไปธุระต่างหมู่บ้าน ปล่อยม้ากินหญ้าในสวน เดินเข้ามาดูปลาฝีมือสุดสวาทสองหน่อ ยิ้มปลื้ม “เก่งเหมือนพ่อเลย 555” วันนั้น พ่อสอนทำพล่าปลาขาว กรรมวิธีก็ไม่ยาก จับปลาขอดเก็ด ตัดหัวออกเก็บไว้ ดึงขี้ดึงไส้ทิ้งให้หมด ใช้มีดหนา ๆ หน่อย ทุบปลาให้แบน แล้วสับทั้งก้างให้ละเอียด กะปริมาณพอดีกิน เอาเนื้อปลาที่ได้ไปรวนให้สุก เหยาะน้ำปลาร้า พริกป่น หอม-ผักชีหูกระต่ายซอย ใบมะกรูดซอยละเอียด ข้าวคั่ว น้ำมะกรูด(จะหอมกว่าใช้มะนาว) ส่วนหัวปลาที่ตัดไว้ เอาไม้เสียบย่างไปพอกรอบเกรียม เวลากิน ตักพล่าใส่ปาก ตามด้วยหัวปลาปิ้ง ใบมะตูมอ่อน หรือใบช้าพลูเป็นผักแนม เจ้าประคุณเอ๊ย!!!!! สวรรค์ดี ๆ นี่เอง

……….ปลาขาวที่เหลือ แม่เอามาทำปลาส้ม เก็บไว้กินวันหลัง ซึ่งวิธีทำก็ง่าย ๆ เริ่มจากขอดเกล็ด ตัดหัวทิ้ง ทำความสะอาด ทิ้งให้หมาดน้ำ ตำเกลือ กระเทียม ข้าวสวย นำมาคลุกกับปลาขาวที่เตรียมไว้ให้เข้ากัน ก่อนนำไปหมักในโหลต่อไป หากอากาศไม่เย็นมาก เพียง 3 วันก็ได้กินแล้ว จนแม้เมื่อผมโตมาขนาดนี้ ก็ยังไม่เคยมีปลาส้มที่ไหนจะทำอร่อยได้เหมือนที่แม่ผมทำเลยครับ เป็นไปได้ว่า ในอาหารที่แม่ทำนั้น แม่เอาใจใส่ลงไปด้วย มีความรัก + ความปรารถนาดี เป็นชูรส แล้วผมจะหาอาหารที่ไหน อร่อยได้เท่านี้อีกละครับ……../////

13

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   7/07/2003 03:13 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 21  
     
 


ตอนที่ 7 ..... โถกเถกเอย ตะกายก้อนเมฆ

.......ม่านฝนที่โปรยสายลงมาตั้งแต่ช่วงบ่าย ยังคงพรำอยู่ต่อเนื่อง ผมนั่งขูดมะพร้าวบนกระต่าย เสียงดัง ฟืด ฟืด ฟืด เป็นระยะ ๆ แม่สอนว่าเวลาขูดมะพร้าวอย่าใจร้อน อย่าเร่ง ให้สร้างจังหวะเรื่อย ๆ และอย่าขูดให้หนักมือเกินไปเพราะจะทำให้มะพร้าวเป็นชิ้นใหญ่ คั้นน้ำไม่ได้ ที่สำคัญ มะพร้าวที่ทำขนมจะขูดให้ติดเศษกะลามาไม่ได้ เพราะน้ำกะทิจะไม่สวย

.......แม่ปอกฟักทองลูกแก่จัด หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แช่ในน้ำปูนใสไว้ หลังจากคั้นกะทิเสร็จ แม่ก็เคี่ยวกับน้ำตาลปึก พร้อมชิ้นฟักทองทั้งหมดที่หั่นไว้ น่าแปลกจังเลย ที่กรรมวิธีเช่นนี้กลับเรียกว่า “ฟักทองแกงบวช” ผมช่วยแม่ทำอาหารคาวไว้อีก 2 อย่าง เราจัดทั้งหมดแยกไว้จากอาหารมื้อเย็น

.......หลังอาหารมื้อเย็นนั้นแล้ว ผมครึ่งนั่งครึ่งนอนฟังพ่อเล่าประวัติความเป็นมาของวันสำคัญดังกล่าว เนื่องจากวันพรุ่งนี้ เป็นวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 เรียกว่า “วันอาสาฬหบูชา” เป็นวันที่ครบถ้วนของคำว่า “พระรัตนตรัย” คือพระพุทธเจ้า ทรงแสดงปฐมเทศนาธรรมจักรกัปปวัตนสูตร จนเป็นผลให้มีพระสาวกรูปแรกในพระพุทธศาสนา ซึ่งคือพระโกณทัญญะ พ่อบอกว่า สาวกของพระพุทธเจ้าก็คือพระสงฆ์นั่นเอง ปัญจวัคคีทั้ง 5 ซึ่งได้แก่ พระอัญญาโกณทัญญะ ,พระวัปปะ ,พระภัทธิยะ ,พระมหานามะ ,พระอัสสชิ หลังจากวันอาสาฬหบูชาผ่านไปอีกหนึ่งวันก็เป็นวันแรม 1 ค่ำเดือน 8 ก็เป็นวัน “เข้าพรรษา” ซึ่งในวันนั้นพระภิกษุจะอธิษฐานอยู่ประจำในวัดหรือเสนาสนะที่คุ้มฝนแห่งใดแห่งหนึ่ง ไม่ไปค้างอ้างแรมที่อื่นเป็นเวลา 3 ไตรมาสในฤดูฝนนี้

.......แม่ปลุกผมตั้งแต่เช้ามืด มองลายมือยังไม่เห็น ไล่ให้ไปอาบน้ำต่อจากพี่ชายทั้งสาม หลังจากน้ำเย็นรดผ่านศีรษะไป 2 ขัน ความสดชื่นก็มาอยู่เป็นเพื่อนเช่นเดิม ยายเตรียมของไว้เต็มหาบแล้ว กลิ่นข้าวสวยร้อน ๆ โชยออกมา ช่างยั่วยวนกระเพาะยิ่งนัก ยายให้ลูกหลานเตรียมดอกดาวเรืองไว้กราบพระคนละชุด ยายบอกว่า “หากเราไหว้พระด้วยดอกดาวเรือง เราจะเจริญรุ่งเรือง”

14

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/07/2003 02:50 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 22  
     
 


.......เช้าวันนั้น บรรยากาศในวัดเต็มไปด้วยความสนุกสนานสำหรับวัยซนเช่นพวกผม หลังจากไหว้พระเสร็จแล้ว ผู้ใหญ่ก็ไปเตรียมจัดสำรับไว้ถวายพระ บ้างก็ปัดกวาดเช็ดถูบริเวณวัด เราออกมาวิ่งเล่นกันที่ลานวัดได้เพียงครู่ ฝนก็พรำลงมา จนพระฉันอาหารเสร็จ ให้พรเรียบร้อย ก็มีข่าวดีสำหรับชาวบ้านอีกแล้ว ช่วงบ่ายจะมีการหล่อเทียนพรรษา และจะมีการแข่งขันวิ่งโถกเถก!!!

.......ผมรีบกลับบ้าน คว้ามีดได้ก็ตรงเข้าสวนทันที จุดหมายที่กอไผ่รวก ตัดมา 2 ลำ ริดกิ่งให้เรียบร้อย กะความยาวประมาณ 2 ช่วงตัวต่อลำ หากิ่งไม้เหนียว ๆ เช่นมะขามมา 2 ชิ้นยาวประมาณ 1 คืบ ขั้นแรกวัดความยาวจากโคนมาประมาณ 50 เซนติเมตร เจาะรูทั้ง 2 ลำให้เหมือนกัน นำไม้ชิ้นเล็กมาสอดใส่ให้แน่นพอดี ซึ่งตรงนี้ใช้เป็นที่เหยียบเวลาเราขึ้นโถกเถก เพียงเท่านี้ ผมก็มีอุปกรณ์แข่งขันเรียบร้อย นี่แหละ “ไม้โถกเถก”

.......หลังจากพิธีหล่อเทียนพรรษา ซึ่งดูค่อนข้างเยิ่นเย้อในหมู่เราจบสิ้นลง การแข่งขันก็เริ่มขึ้น โดยมีการแบ่งประเภทเป็นเด็กและผู้ใหญ่ แข่งแบบวิบากรอบเดียวจบ สนามก็ใช้ลานหน้าวัดนั่นแหละ มีการขึงเชือกเป็นลู่ไว้ให้ ความยากง่ายก็มีเป็นช่วง ๆ ซึ่งบางครั้งก็มีสิ่งกีดขวางเป็นขอนไม้กั้นไว้บ้าง เป็นบ่อโคลนเล็ก ๆ บ้าง ผู้เข้าแข่งขันทุกคนต้องผ่านให้ได้ ใครชนะเลิศได้ 20 บาทจากผู้ใหญ่บ้าน โอ้โห!!! ตั้ง 20 แน่ะ

.......เราแข่งกันทั้งสิ้น 12 คน เพียงแค่ช่วงปล่อยตัวก็โกลาหลแล้ว เซล้มไปชนกันบ้าง ไม้โถกเถกล้มไปฟาดโดนคนอื่นบ้าง มีทั้งเสียงหัวเราะและด่าทอ เราไม่ได้สนใจอะไร มุ่งหน้าเดินอย่างเดียว แต่เจ้าประคุณเอ๊ย! ช่วงไหนก็ไม่ว่าหรอก มาเจอช่วงบ่อโคลนนี่มันสุดทนจริง ๆ กว่าจะยกไม้โถกเถกขึ้นได้แต่ละข้าง โคลนมันช่างดูดได้รุนแรงยิ่งนัก แม้จะเพียง 3 ก้าว แต่ผมก็ใช้เวลากับตรงนี้ นานเกินไป

.......ผมเข้าเส้นชัยคนที่ 3 แต่ 20 บาทที่จะได้ก็อันตรธานไปอยู่กับคู่แข่งซึ่งเข้าเป็นคนแรกเสียแล้ว พ่อเข้ามาหาผมบอก “ทำดีแล้วลูก การกีฬา อย่าไปสนใจผลของมันมากนัก” ผมไม่มีอารมณ์สนุกด้วยแล้ว ทั้งเหนื่อย แถมไม่มีรางวัลอะไรเลย วันนั้นผมได้ขี่คอพ่อกลับบ้าน โดยมีขนมหวานชิ้นใหญ่ พอให้ลืมเรื่องการแข่งขันไปได้บ้าง...////
...................................................................
ขอบคุณ ... ภาพประกอบจากน้องแมงป่อง

15

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/07/2003 02:53 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 23  
     
 


ตอนที่ 8 ..... "หมาน"

หายไปนานเลยครับพี่น้อง มีปัญหาเรื่องสุขภาพของคนข้างเคียงมากมายเหลือเกิน แต่ไม่ว่าอย่างไร ตอนนี้ก็ขอกลับมาทำหน้าที่ เสกปั้นตัวอักษรกันต่อไป

“หมาน”...คำ ๆ นี้ หากถามคนทั่วไปอาจเข้าใจกันได้หลากแง่หลายมุม อาจเป็นคำ ส-แลง ไปโน่นเลยก็ได้ แต่ในที่นี้ขอยึดคำแปลมาจากพื้นภาษาของที่ราบสูง เรียกว่าเป็นคำขยายของการทำมาหากิน เช่น หาปลา “หมาน” แท้ ก็แปลว่าหาปลาเก่ง หาได้เยอะ เป็นต้น ดังนั้นพอจะอนุมาณได้ว่า คำว่า “หมาน” จึงเป็น คำขยายกริยาในขณะกระทำ ( V. + ing ) 5555 แปลว่า เก่ง , มาก ,เหลือหลาย ฯลฯ

บรรยากาศบ้านผม ยังเป็นเช่นเดิม ๆ กิจวัตรประจำวันเป็นไปโดยอัตโนมัต เช้ามาก็ต่างแยกย้าย พ่อห้อม้าไปสอนหนังสือ ลูก ๆ ก็เดินไปเรียนที่โรงเรียนใกล้บ้าน พกกระดานชนวนไปคนละแผ่น ในย่ามสีมอ ๆ ยังมีอุปกรณ์หากินอยู่เพียบ ทั้งตัวเบ็ดพร้อมสาย หนังสะติ๊ก ลูกกระสุนดินเหนียว เข้าเรียนเขียนอ่านไปตามเรื่อง พักเที่ยงมาก็หาส้มสูกลูกไม้แถว ๆ ป่าข้างโรงเรียนนั่นเอง ทั้งลูกหว้า ลูกหวาย เล็บแมว ตะขบ มะเม่า หัวลิง ฯลฯ ตกเย็น เลิกเรียนแล้วก็ลงทุ่ง ลงหนอง หาปู ปลา กบ หอย หรือผักหญ้า จำพวก ผักแว่น โหบเหบ บัวแบ้ บัวสาย แพงพวย ฯลฯ ตามแต่โอกาสอำนวย วนเวียนเป็นวัฏจักรไปตามนี้

เช้านี้ก็น่าจะเหมือนกับทุกเช้าที่ผ่านมา หลังจากร้องเพลงชาติไทย ตามด้วยบทสวดมนต์ที่หน้าเสาธงเสร็จสิ้นแล้ว ก็เดินเข้าห้องเรียนตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติก็คือ ครูเรียกนักเรียนทั้งหมดมารวมกันที่ห้องประชุม แล้วแจ้งให้ทราบว่า คืนวันพรุ่งนี้ จะเกิดเหตุการณ์ ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ อยู่ในระนาบเดียวกัน โดยเงาของโลกจะบดบังดวงจันทร์จนมืดมิด เรียกว่า จันทรุปราคา ,จันทคราส เด็ก ๆ ได้ฟังก็งงกันใหญ่ แล้วมันจะเกี่ยวอะไรกับเรา ครูก็งง ไม่รู้จะอธิบายให้เข้าใจได้อย่างไร ก็รู้มาเท่าที่บอกไปนั่นแหละ จนตอนหลังไม่เอาแล้ว ไม่เรียกมันแล้ว จันทรุป ทะแร้ป อะไรนั่น เอาแบบที่บ้านเรา เรียกว่า “กบกินเดือน” นั่นแหละ เฮ้อ ก็แค่นี้แหละ ครูหนอครู ชอบอธิบายเรื่องง่าย ๆ ให้เป็นยากอยู่เรื่อยเลย 5555

เอาแล้วไง แม้จะเป็นเรื่องที่เราเคยเจอกันมาบ้าง แต่ความสนุกในคืน “กบกินเดือน” ก็ยังจารึกอยู่ในความทรงจำอยู่เสมอ วันนั้นทั้งวันไม่เป็นอันเรียนกันละ หาเรื่องเล่าลือมาพูดคุยเกี่ยวกับ กบกินเดือน ตลอดไม่เว้นแม้กระทั่งครู ก่อนสอนก็จะเล่าให้ฟังรวมทั้งชวนคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างสนุกสนาน

คนเฒ่าคนแก่จะสอนนักสอนหนา หากเกิดเหตุการณ์กบกินเดือน พอเริ่มมืดปุ๊บ เราต้องรีบทำเสียงดัง จะยิงปืน เคาะเกราะ ตีกลอง หรือทำอะไรก็ได้ให้มีเสียงดัง เพื่อให้กบตกใจ ไม่งั้นเดี๋ยวกลืนเดือนเข้าไปไม่คายออกมาจะแย่ และในขณะที่ยังมืดอยู่นั้น ยายจะสอนให้เคาะทุกสิ่งทุกอย่างที่จะให้ดอกให้ผล ต้นไม้ทุกต้น กระป๋องสตางค์ แห อวน ยุ้งข้าว ฯลฯ ทุกอย่างที่คิดได้ตอนนั้น ยายจะพาเคาะหมด โดยความเชื่อที่ว่า หากไม่เคาะ เดี๋ยวทุกสิ่งที่ว่าจะโดนกลืนไปกับเดือนขณะโดนกบกินเข้าไป แต่พอเราเคาะแล้ว จะ “หมาน” ทำมาหากินสะดวก เป็นต้นไม้ก็จะให้ผลดกดี เป็นแหเป็นอวน ก็จะหาปลาเก่ง เป็นยุ้งข้าวก็จะมีกินไปตลอด เป็นต้น

และแล้ว วันเวลาที่รอคอยก็มาถึง พอเริ่มมืดปุ๊บ เสียงประทัด เสียงปืนก็เริ่มดังระงมขึ้น เสียงเคาะเกราะ เคาะกระป๋อง ดังไปทั้งหมู่บ้าน ยายจูงมือผมเดินใช้ไม้เคาะตามต้นมะม่วง ขนุน มะยม มะขาม ฝรั่ง ไปเรื่อย ปากก็ร้อง “หมาน ๆ” ไปตลอด พ่อก็เอาแห อวน สวิง เบ็ด ตุ้ม(ดักกบ) มอง(ตาข่าย) ฯลฯ ออกมา ใช้มือเคาะไปรอบ ๆ ปากก็ส่งเสียง “หมาน ๆ” ตลอดเวลา ยายไม่ลืมกระป๋องสตางค์ วิ่งไปก็เคาะไป โคล้ง ๆๆๆ หมาน ๆๆๆ รอบบ้านกันจนเหนื่อยทั้งยายและหลาน หมดที่จะเคาะแล้วเดือนก็ยังมืดอยู่ ผมก็วิ่งไปบ้านน้าข้าง ๆ บ้าน แกกำลังอัดปืนแก๊ปพอดี ยกส่องขึ้นฟ้า เสียงดัง ตูม ตามมาด้วย “หมาน ๆ” แล้วแกก็เดินเคาะต้นไม่ของแกไป โดยมีผมตามไปช่วยด้วย

ในความมืดสนิทนั้น น้าแกถามผมว่าได้เคาะกระเป๋ากางเกงหรือยัง ผมบอกยังเลย จะเคาะทำไมล่ะ แกก็บอกว่า “กระเป๋าเงิน เป็นเรื่องสำคัญนะ รีบเคาะเร็วเข้า เงินจะได้ไหลมาเทมา ไม่ขัดสน” ผมก็ เออ ก็เอาวะจัดการใช้มือทั้งซ้ายขวา คบกระเป๋ากางเกงทั้งสองด้าน “หมาน ๆ” “หมาน ๆ” ในช่วงนั้นเอง ความคิดอันพิลาศพิไลก็บังเกิดในสมองของผม ช่วงที่สองมือกำลังตบหรือเคาะที่กระเป๋ากางเกงซ้ายขวานั้น ผมดันอุตริมาเคาะที่ซิปกางเกงด้านหน้า “หมาน ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ..............

เฮ้อ! เรื่องนี้ ถือว่า ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่นะครับ เพราะตัวผมเองทุกวันนี้ก็................5555.......
ไปละ อิอิอิ

16

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/11/2003 03:34 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 24  
     
 


ตอนที่ 9 "แบะแซ"

วันนี้ก็เป็นวันแรม 11 ค่ำเดือน 10 แล้วสิ กำลังนั่งนึกอะไรเพลิน ๆ พลางทอดสายตาให้กับม่านฝนพรำพอดีมีเสียงโทรศัพท์ดังลั่น ปลุกชีวิตให้ตื่นจากภวังค์ น้ำเสียงที่ปลายสาย มีทั้งความอ่อนโยน เอื้ออาทร ให้ผู้รับได้ปลื้มปีติยิ่ง ใช่แล้วครับ แม่ผมโทรมาหา ไอ้เราก็ใส่เลย “แหม หนูว่าจะโทรหาแม่อยู่แล้วนะเนี่ย 5555” ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ เป็นเพียงโทรมาถามหาหลานสาวน่ะ ก็น้องอุ้ม นางฟ้าประจำบ้านนั่นแหละ แหม ไอ้เราก็หลงเข้าข้างตัวเองนึกว่าแม่จะแอบคิดถึงนี่เนอะ 5555

เหมือนทุกครั้งครับ ก่อนวางสายแม่ถามว่า “สารทไทย” ปีนี้ จะไปทำบุญที่ไหนกันล่ะ...อะโห! นี่หากแม่ไม่โทรมาก็ ลืมไปเลยนะเนี่ย ขอบคุณครับแม่ อิอิอิ

ใช่แล้วครับ “สารทไทย” ตรงกับวันแรม 15 ค่ำเดือน 10 ซึ่งถือว่าเป็นวันสำคัญทางวัฒนธรรมอีกวันหนึ่ง ปีนี้ก็ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน 2546 นี่แหละ เพราะแม่โทรมาหาแท้ ๆ จึงทำให้ผมนึกถึงความสนุกสนานในวันดังกล่าว เอ้อ คือว่า มีสิ่งมาปลุกเร้าให้ความทรงจำเมื่อหนหลังได้ตื่นขึ้นมาน่ะครับ

โดยเนื้อแท้แล้วประเพณีสารท เกิดมาจากต้นตอของทางพราหมณ์ เมื่อถึงเดือน 10 ข้าวในท้องนาออกรวงอ่อน ชาวนาต่างก็เด็ดรวงข้าวมาทำข้าวยาคูเลี้ยงพราหมณ์ เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ข้าวในนาและถือเป็นนักขัตฤกษ์ มีการอุทิศบุญกุศลแก่บรรพชนผู้จากไป ต่อมาพุทธสาสนิกชนเห็นว่าดี เลยทำตามอย่าง จนเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมา จนมีของหวานประจำงานนี้ไปแล้วเรียกว่า “กระยาสารท” ประกอบไปด้วย ข้าวตอก ข้าวเม่า ถั่ว งา มะพร้าว น้ำตาล

นำมากวนรวมกันจนเหนียวติดกันเป็นแผ่น นอกจากกระยาสารทแล้วยังมีการทำข้าวยาคู ข้าวมธุปายาสและข้าวทิพย์ ซึ่งกรรมวิธีก็จะแตกต่างกันไป

ที่บ้านผม พอใกล้ถึงวันสารท ก็จะแบ่งหน้าที่กันไป ตามแต่กำลังจะรับไหว เริ่มจากปีนต้นมะพร้าวเก็บลูกแก่มาทำน้ำกระทิ ซึ่งคนที่ปีนนั้นก็ไม่พ้นไอ้หนูน้อยหน้ามนคนหน้าหวานคนนี้ไปได้เลย ได้มะพร้าวมาปอกเปลือกขูดผิวให้สะอาด ผ่าซีกแช่น้ำไว้ รอใช้กระต่ายขูดและคั้นน้ำต่อไป

ในระหว่างนั้น ยายจะพาไปตักทรายมาใส่กระทะ ตั้งไฟฟืน คั่วถั่วดิน (ถั่วลิสง) ทั้งเปลือกให้สุกหอม ขั้นตอนนี้ต้องใจเย็น ๆ ค่อย ๆ คั่วใช้ไฟปานกลางไปเรื่อย คนบ่อย ๆ เดี๋ยวสุกไม่ทั่วกัน .... หลังจากสุกได้ที่แล้วก็นำมากระเทาะเปลือกให้สะอาด (กว่าจะแกะเปลือกเสร็จ ผมก็แทบอิ่มละครับ แหมก็มันหอมน่ากินจริง ๆ) ยายต้องเตือนอยู่เรื่อย หนัก ๆ เข้า พอหลานทะโมนไม่เชื่อฟัง ยายก็จะอ้าง “ระวังเถอะ กินก่อนพระ มันบาป!!!!”

ขั้นตอนต่อไป ก็คั่วข้าวเม่า ข้าวตอกแตก (ก็ข้าวตอกนั่นแหละ) ข้าวเม่าคั่วนี่เป็นเรื่องธรรมดา แต่คั่วข้าวตอกนี่สิ สนุกมาก ยายจะแช่ข้าวเปลือกในน้ำใบเตยสักครู่ใหญ่ จึงเทน้ำทิ้ง ปล่อยให้สะเด็ดน้ำ จึงนำมาคั่วในกระทะร้อน ๆ ตรงนี้ต้องมีฝาปิดด้วย ไม่งั้นข้าวตอกจะหกกระจายเต็มพื้น แหม มันน่าตื่นตาจริง ๆ ครับ จากข้างเปลือกเม็ดนิดเดียว พอคั่วไปเดี๋ยวเดียว พองขึ้นเบ้อเริ่ม แล้วแตกกระเด็นโดนฝาครอบ โกร๊งเกร๊ง ๆ ตลอดเวลา นึกถึงตอนนี้ยังนั่งอมยิ้มอยู่คนเดียวเลยครับ

งาขาวนี่คั่วพอเหลืองสวย อย่าให้ไหม้ และห้ามนำไปคั่วพร้อมกับถั่วเชียวนะเพราะว่า “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ไปก่อนแล้ว 5555”

พอได้เครื่องเคียงครบหมดแล้ว ก็เริ่มคั้นกระทิ นำกระทะใบบัวตั้งไฟอ่อน ๆ (จะให้ดี ฟืนต้องใช้ไม้สักทอง เพราะเป็นไม้เนื้ออ่อน 5555) ผสมน้ำตาลปี๊บ (ควรเป็นน้ำตาลมะพร้าว จะหวานหอม) เคี่ยวไปเรื่อย ช่วงนี้ใช้ไม้พายคนละอัน สัก 3-4 คนช่วยกันจ้วง ช่วยกันกวน ผสม “แบะแซ” ในสัดส่วนที่เหมาะเจาะ เพราะแบะแซจะเป็นหัวใจอีกอันหนึ่ง หากใช้น้อยเกินไป กระยาสารทก็จะร่วนไม่เกาะกัน แต่หากใช้มากเกินไปก็จะแข็งไม่อร่อย ยายจะสอนผมอยู่เสมอ ให้ใช้ชีวิตเหมือนเช่น “แบะแซ” นี่แหละ หัดเดินสายกลางเข้าไว้ อย่าหนักหรือเบาในข้างใดข้างหนึ่งจนเกินไป ในความรู้สึกของมิตรสหายก็เช่นเดียวกัน อยู่ใกล้เกินไปก็จะร้อน แต่หากห่างกันมากไปก็จะเหน็บหนาว ต้องรักษาระยะห่างไว้ช่วงหนึ่ง แล้วทุกอย่างจะคงทน เอ๊า...นี่ออกนอกเรื่องอีกแล้วเรา 5555

ถึงไหนแล้ว อ้อ เริ่มเติมถั่ว ข้าวพอง (ข้าวเม่าคั่วแล้ว) ข้าวตอก เอ้า อย่าอู้ ช่วยกันกวนเข้า เติมฟืนอีกหน่อย 2 ดุ้นพอ เอ้อ พอ 5555 กวนไปเรื่อยจนทุกอย่างเริ่มเกาะเกี่ยวกัน โรยเกลือป่นไปเล็กน้อย กวนจนเริ่มไม่ติดกระทะโน่นแหละ จึงโรยงาขาวที่คั่วแล้วให้ทั่ว กวนต่ออีกหน่อย (แหม แกนะ ให้กวนจัง 5555) พอได้ที่แล้วก็ เด็ดใบตอง แต้มน้ำมันเล็กน้อย ปูให้ทั่วกระด้ง ตักกระยาสารทเทลงไป ใช้ขวดสะอาด ๆ คลึงให้ความหนาบาง เท่ากันทั่วแผ่น (คะเนด้วยสายตาก็พอนะ ไม่ต้องเอาเวอร์เนียมาวัดหรอก 5555) โรยงาอีกหน่อย เพื่อความสวยงามน่ากิน รอให้เย็น ใช้มีดบางตัดตามยาวแล้วก็ตัดตามขวาง ให้ได้ขนาดชิ้นที่พอเหมาะ (ประมาณกว้าง 2 เมตร ยาว 1 เมตร 5555) นำทั้งหมดเรียงใส่หม้อ เด็ดดอกมะลิเกือบบาน วางก้นหม้อไว้ด้วย (จะหอมน่ากิน) เหลือช่องว่างไว้หน่อย พอเสร็จเรียบร้อย จุดเทียนตั้งในแก้วนำไปวางบนขนม ... ดับเทียนแล้วปิดฝาหม้อ เป็นการอบกลิ่นเทียนไว้หนึ่งคืน (อ้าว แย่เลย ยังไม่ได้ชิมน่ะ อิอิอิ)

เช้ามาก็จัดอาหารใส่ตะกร้า อาบน้ำแต่งตัวแบบให้ดูหล่อสุด ๆ กางเกงเหลือง เสื้อแดง รองเท้าเขียว หมวกแก๊ปสีฟ้า (อะโห) ตอนช่วงยายจัดกระยาสารทเพื่อนำไปวัด ก็ขอแบ่งมารองท้องหน่อย แหม ช่างอร่อยแท้ ๆ เลยพี่น้องเอ๊ย นี่หากได้กล้วยซักลูกนะ แจ่มแท้ ๆ

พิธีกรรมในวัด กว่าจะเสร็จสิ้น กินเวลาไปเกือบ 10 โมงแล้ว หลังจาก สัพพีตีโย........เสร็จสิ้น เราก็ล้อมวง ทำตัวเป็นศิษย์วัดกัน ข้าวปลาอาหาร กระยาสารท กล้วยไข่ เราเหล่าเด็ก ๆ อิ่มกันจนจุกแทบลุกไม่ขึ้น.........

เป็นความทรงจำ ที่แวบเข้ามาในช่วงนี้พอดีครับ เพียงได้เขียน ผมก็มีความสุขแล้ว

17

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/11/2003 03:36 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 25  
     
 


ตอนที่ 10 “พณ หัวเจ้าท่าน”

เช้าวันศุกร์ ..... ช่างเป็นวันที่สดชื่นเหลือเกินในความคิดของลุงแดง ผู้ใหญ่บ้าน แกก็เหมือนชาวบ้านนอกทั่วไป ที่นอนตั้งแต่หัวค่ำ ตีนฟ้ายังไม่เปิดดี แกก็ตื่นขึ้นมาแล้ว ล้างหน้าด้วยยาดองไป 1 ก๊ง แกล้มมะขามเปียก นั่งมวนใบจากสูบอย่างสบายอารมณ์

พลัน ..... เสียงมอเตอร์ไซค์ 4 จังหวะที่ได้ยินแว่ว ๆ ก็มาจอดที่หน้าบ้าน ชายหนุ่มท่าทางทะมัดทะแมง นั่งคร่อมเจ้าม้าญี่ปุ่นสีส้มสภาพกลางเก่ากลางใหม่

“สวัสดีครับ เอ้อ บ้านผู้ใหญ่แดงหลังไหนครับ”
“โอ๋ย กะข้อยนี่หละ ผู้ใหญ่แดง ของแท้ นี่หละบ้านข้อย”
“งั้นก็พอดีเลย สวัสดีครับ ผมมาจากการไฟฟ้าครับ นายให้เอาหนังสือมาส่ง”
“ป๊าดติโท้ เซิญครับเจ้านาย ขึ้นมานั่งข้างบนนำกันก่อน …. แม่อีหนูเอ๊ย หาน้ำหาท่ามาดูแลเจ้านายเพิ่นก่อนเร็ว”

ชายหนุ่มยื่นหนังสือส่งให้ลุงแดง แกรับมาด้วยมืออันสั่นเทา อาจด้วยประหม่าหรือเป็นแอลกอฮอล์ลิซึ่มก็เหลือจะเดา

“มันหนังสืออีหยังน้อ หรือว่าเรื่องที่ผมเขียนไปขอไฟฟ้าเข้าหมู่บ้าน เพิ่นอนุมัติแล้ว”
“ครับ เห็นนายแกว่าอย่างนั้นแหละ โอ๊ว!!! นี่ลุงเล่นยาดองแต่เช้าเลยนะครับ”
“ครับ กะซ่ำเซ่าจั๊กหน่อย พอให้มีแรงน่ะครับ เจ้านายพอดื่มไหวมั้ยครับ”
“เห็นจะไม่ถนัดหรอกครับ เดี๋ยวผมต้องไปหมู่บ้านอื่นอีก งานเยอะครับช่วงนี้”
“เอาน่าเจ้านาย จั๊กโบก สองโบก พอแก้กษัย นี่ผมดองฮ่อสะพายควายเลยนะ จิบแล้ว ปึ๋งปั๋ง”
“เอ้อ จะดีเหรอครับ … เอ้า ผมก็ไม่อยากขัดใจใคร มาผมขอลองซักเป๊ก”
“เชิญครับ เชิญครับ …. นี่เอาบักขามเปียกแกล้มจั๊กหน่อย ผมรับรอง…สุย…”

หนึ่งหนุ่มพนักงานการไฟฟ้า หนึ่งชราผู้ใหญ่บ้าน นั่งก๊งกันไป จาก 1 ไป 2 ไป 3 ไป …… จนยาดองจะหมดโหลก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะแยกย้ายกัน การพูดคุยก็ออกรสขึ้น ผู้ใหญ่แกก็ติดลม

“เจ้านายครับ ผมว่าไหน ๆ เจ้านายก็มานั่งตรงนี้แล้ว เดี๋ยวผมเรียกประซุมลูกบ้าน ประกาศข่าวดีนี้ซะเลยนะครับ”

ไม่รอการตอบรับหรือปฏิเสธ แกเดินไปเคาะเกราะเรียกประชุมลูกบ้านทันควัน “โป๊ก โป๊ก โป๊ก โป๊ก…..”

ชั่วหม้อข้าวเดือด เหล่าสมาชิกในหมู่บ้านก็มาพร้อมหน้าพร้อมตา บ้างนั่ง บ้างยืน บ้างจับกลุ่มพูดคุยกัน เสียงลั่นบ้านผู้ใหญ่

“เอ๊า !!! เงียบกันแนเด้อ หมู่เฮา เดี๋ยวผู้ใหญ่สิประกาศข่าวดีให้ฟัง …. เงียบ เงียบ”
“คือว่า.. ท่านเจ้านาย ท่านอยู่การไฟฟ้า เอาหนังสือมาบอกพวกเฮา ว่าสิได้มีไฟฟ้าใช้กันแล้วเด้อ เนี่ยหนังสือกะอยู่นี่แล้ว”

แกพูดพลาง ยกจดหมายที่ยังไม่ได้แกะอ่าน ชูให้ลูกบ้านดู ทุกคนมีสีหน้าแช่มชื่นขึ้นทันตา เสียงพูดคุยเริ่มเซ็งแซ่ขึ้นอีกครั้ง หนุ่มไฟฟ้าก็นั่งมองพลางยกจอกก๊งไปเรื่อย

“ผู้ใหญ่ว่า เอาอย่างนี้ซะ ทิดสี แกไปเอาเหล้าโทมาจั๊ก 2 ไห ทิดเขียวกะเอาเหล้าเด็ดมานำจั๊กหลาย ๆ ขวด แม่ใหญ่คำมี บ้านเจ้ามีไก่หลาย ผู้ใหญ่ว่าเอามาต้มแซบ ๆ จั๊ก 2-3 ตัว บ้านไผมีปลากะเอามาตื่มใส่กัน มาโฮมกันบ้านผู้ใหญ่นี่แหละ ยังไงท่านเจ้านายท่านก็มานั่งอยู่นี่แล้ว เนาะ เอาตามนี้หละ เอ้า ไผมีหน้าที่หยังกะไปเฮ็ดมาเด้อ สิได้ฉลองนำกัน”

ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปปฏิบัติ ตามที่ผู้ใหญ่ได้แจกแจงกันไว้ ..... เพียงไม่นาน วงเหล้าก็เริ่มตั้งขึ้น ไก่บ้านต้มยอดมะขามอ่อนส่งกลิ่นฉุย ปลาเผาก็กำลังได้ที่ บ้างกินบ้างดื่ม บ้างสนทนา เป็นที่คึกครื้นยิ่งนัก จากสายไปบ่ายคล้อย ไอ้หนุ่มการไฟฟ้าก็ไม่มีท่าว่าจะจากไปไหน ยังคงสรวลเสเฮฮากับชาวบ้านอย่างสนุกสนาน คนที่เมาก็หลับอยู่แถว ๆ นั้น ตื่นขึ้นมาก็ดื่มกินกันต่อ ผู้ใหญ่แกก็ได้ที่แล้ว ก็เปิดประเด็นอีกครั้ง

“อย่างนี้นะลูกบ้าน ผู้ใหญ่มาคิดดูแล้ว ปีนี้สิขายข้าวจั๊ก 10 เกวียน ซื้อทอระทัศน์ มาเบิ่งกันในหมู่บ้านเฮา เอาบักเครื่องใหญ่ ๆ จั๊ก 14 นิ้วพู่นแหล่ว เอามันธานินทร์นี่หละ มึงเอ๊ย ตอนนั้นนะ พวกผู้บ่าวบ้านเฮา กะจะได้เบิ่ง สาวหมอลำ กกขาขาว ๆ พวกผู้สาวกะสิได้หัดกลอนลำใหม่ ๆ คือสิดีเนาะ”

“เอาโลดพ่อผู้ใหญ่ บักเขียวมักเทิ้ง ข้อยสิเฝ้าบ่ไปไสเลย”
“อ้าว บักห่า มึงบ่ไปเฮ็ดนาบ้อ สิเบิ่งตลอด กะเปลืองไฟผู้ใหญ่แย่สิ เอ้อ เก็บค่าเบิ่งนำดีกว่า พอได้หลาย ๆ กะไปถอย 20 นิ้วมาโลด เนาะ 5555”

ยิ่งดึกก็ยิ่งเมา เหล้าก็พร่องไปเรื่อย ..... สมาชิกในวงก็ยังเกาะกลุ่มกันเหนียวแน่น ลุงผู้ใหญ่แกก็ยิ่งมีความคิดอันบรรเจิด แกจะซื้อตู้เย็นมาทำหวานเย็นขายแข่งกับร้านเจ๊ก จะซื้อโทรทัศน์มาเก็บเงินคนดู จะให้เช่าเครื่องขยายเสียง จะ….จะ…จะ… เรื่อยไป…..แล้วแกก็สรุปล่วงหน้า มีแต่เรื่องรวย ๆ ทั้งนั้น พลางนึกขอบคุณการไฟฟ้า ที่ทำให้แกมีทางที่จะหาเงินได้เพิ่มขึ้น และก็ไม่ลืมนึกขอบคุณท่านเจ้านายไอ้หนุ่มการไฟฟ้า ที่มาส่งหนังสือ ที่แกยังไม่ได้เปิดอ่าน

จวบจนไก่ขันเสียงแจ้ว วงเหล้าเพื่อการเฉลิมฉลองจึงได้ยุติ จานชามวางเกลื่อนกลาด คนเมานอนกันระเกะระกะ ส่วนหนุ่มการไฟฟ้า ลุงผู้ใหญ่แกสั่งในปูที่นอน แถมกางมุ้งให้เสร็จสรรพ

เอ่ก อี๊ เอ้ก เอ้กกกกกกกกกก….

แสงแรกเริ่มทาบทาขอบฟ้า ..... หลวงพ่อชราอุ้มบาตรเดินสำรวม มือซ้ายถือปิ่นโตท่าทางหนักอึ้ง วันนี้ไอ้จ้อยศิษย์วัดไม่สบาย หลวงพ่อจึงต้องถือปิ่นโตเอง ระยะทางที่เดินผ่านมารวมกับน้ำหนักในบาตรและปิ่นโต ทำให้หลวงพ่อรู้สึกว่า วันนี้ช่างเป็นวันที่สังขารไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลย ยังดีนะที่วันนี้ บ้านหลาย ๆ หลังยังปิดประตูเงียบ เหมือนกับเจ้าของบ้านยังไม่ตื่น ดูแล้วไม่เป็นเหตุการณ์ปกตินัก สำหรับคนชนบท ที่นิยมตื่นกันแต่เช้ามืด หลวงพ่อคิดว่าจะต้องนำเรื่องนี้ไปสอบถามกับผู้ใหญ่ซะหน่อย กำลังคิดอะไรเพลิน ๆ ก็มาถึงหน้าบ้านผู้ใหญ่ ป้าเมี้ยน เมียผู้ใหญ่ยกขันข้าวขึ้นเหนือหัว ปากก็ขมุบขมิบ กล่าวบทสรรเสริญคุณพระแม่โพสพ

…………..สาธุสา พูข่าเอาเข่าไซขัน โย่เค่นไซบาตร ตั๋กเทิ่งเถร เทิ่งเณ่ร เทิ่งพระแก้ว พูข่าตั๋กบาตรแล่ว ม่านังฟั่งพร นิพพ่านนะปะตะโย่โหตุ๋……………

“เจริญพรเด้อ โยมคุณนาย อ้าวมื้อนี้ผู้ใหญ่ไปไสล่ะ”
“โอ่ย สิไปไสได้ เม่า น่อนเอ้กเลกอยู่นั่นเด๊”
“อ้าว มีงานอีหยัง คือกินกันคักแท่ โท้ หลายค่นตั๊วเนี่ย บาปแท่น้อสู สุราเมระยะ เด้อโยมเด้อ บ่แม่นเมาเป็นระยะ”

“เพิ่นกินโฮมกัน ฉลองสิมีไฟฟ้าเข้ามาหมู่บ้านเฮา นั่น ท่านนายไฟฟ้ากะนอนอยู่ในมุ่งนั่นแหล่ว”
“เอ้อ เป็นข่าวดีแท้ ๆ มีอีหยังให้หลวงพ่อซ่วยกะบอกเด้อ คุณนายเด้อ บ๊า ดีแท่ ๆ หลวงพ่อสิได้เห็นฮุงกับเขาแน จุดเทียนมาตั้งโดน สิมีไผมาถวายทอระทัศน์บอน้อ”

“เขาว่ามันแพงหลายเด๊เจ้าค่ะ เหมิดข้าวเปลือกเป็น สิ๋บเกวียน จังสิได้เบิง”
“ป๊าด ปานนั้นเลยติ้ แพงหลายเนาะ เอ้อ หลวงพ่อลาล่ะเด้อคุณนาย เดี๋ยวมันสิสวย เจริญพร”
“เจ้าค่า สาธุ…..”

หลวงพ่อเดินจากไป ..... โดยที่มีความรู้สึกไม่ต่างจากชาวบ้านมากนัก ใช่แล้ว แกกำลังฝันถึงแสงสว่าง ฝันถึงทอระทัศน์ ฝันถึงพัดลม ยิ่งหากมีใครมาถวายตู้เย็นก็ยิ่งน่าจะดีไปใหญ่ เอาเหอะ หลังเพล เดี๋ยวจะกลับมาคุยกับผู้ใหญ่บ้านอีกซักรอบ

หม้อต้มเดือดพล่าน ยายเมี้ยนเติม ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด มะขามเปียก เหยาะเกลือ ทุบพริกขี้หนู ใส่ลงตามไป ปลาไหล 3-4 ตัวเขื่อง ๆ ถูกหย่อนลงไปในหม้อทั้งยังเป็น ๆ แกรีบปิดฝาหม้อได้ทัน ก่อนที่น้ำร้อนจะกระเซ็นโดนเนื้อตัว ปลาไหลดิ้นพราดดดดด เพียงครู่ก็นิ่งสนิท แกชิมรสจนได้ที่ เด็ดใบกระเพราข้างบ้านมาใส่ลงไป ผักชีฝรั่งอีกหน่อย เพียงเท่านี้ “เอี่ยนต้มเปรต” ก็นิ่งรอท่านเจ้านายเรียบร้อย

ลุงแดงผู้ใหญ่บ้านแกรู้สึกตัวนานแล้ว แต่ยังไม่อยากลุก เนื่องจากแกกำลังฝันหวาน ในฝันของแก มีอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่รอบตัว แกฝันถึงการทำสาโทหวานเย็น โดยกรอกสาโทลงถุง ผูกปากถุงให้แน่น แล้วแช่ตู้เย็นจนเป็นน้ำแข็ง แกจะได้เอามาดูดกิน แข่งกับหวานเย็นเด็ก ๆ ตาก็จ้องมองภาพสาวหมอลำ กกขาขาวในจอทอระทัศน์ แหม! มันช่างเป็นสิ่งที่น่าอภิรมย์เหลือเกิน หากไม่มีเสียงปลุกดังขึ้น….

“เอ้า โยมเอ๊ย ยังบ่ตื่นกันอีกตี้ … นี่หล่ะน้อ สุราเมระยะ เมากันบ่บันยะบันยัง ตื่น ตื่น หลวงพ่อมาหาเด้อ ตื่นกันได้แล่ว”

“อืออออออออ……อ้าว หลวงพอ นิม่นต์เด้อ … เดี๋ยวขอผมซวยหน่า (ล้างหน้า) ก่อน เฮ้ย สู ลุก ลุก”

“โยมช่างไฟฟ้าเด๊ อ้อ ตื่นแล่ว เอ้อ เอ้อ เจริญพรนะโยม ตามสบายเด้อ โยมคุณนาย เฮ็ดอีหยังน้อ คือมาหอมแท่ ๆ”

“ต้มเปรตเอียนค่า หลวงพอ”
“โอ๊ย บาปก่รรม โย่มเอ๊ย ทรมาณเค้าแท่ ๆ ถวายพระแนเด้อ สิได้บาปน่อยล่ง”
“เจ้าค่า”

ถ้อยสนทนาพาทีระหว่างหลวงพ่อกับชาวบ้าน ..... ส่วนมากก็จะเป็นในเชิงนี้ตลอด ใครจะทำอะไรก็บาปไปหมดแหละ แต่หากเอามาถวายพระบ้าง บาปที่ว่านั้นก็จะลดลง ดูเถอะ ช่างเป็นเรื่องที่น่าบันทึกไว้แท้ ๆ บ้านนอกของผม………………………….

กาลเวลาเคลื่อนคล้อยไปเป็นวัฏจักร จากหมู่บ้านที่ค่อนข้างเงียบเหงา ก็เริ่มมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทุกคนต่างจับกลุ่มพูดคุยกันถึงเรื่องไฟฟ้า ทอระทัศน์เอย ตู้เย็นเอย เครื่องขยายเสียงเอย สารพัดจะนึกออก ส่วนหลวงพ่อก็รับกิจนิมนต์มากขึ้น และไม่ว่างานประเภทไหน โกนจุก บวชนาค ขึ้นบ้านใหม่ สวดศพ ขอให้มานิมนต์เถอะ เป็นไม่มีขัดศรัทธา และทุกครั้งหลวงพ่อจะต้องเทศนาโปรดญาติโยม ถึงเรื่องราวการทำบุญ เช่น หากถวายหลอดนีออนก็จะทำให้ชาติหน้าดวงตาแจ่มใส ไม่ตาบอด

หากถวายตู้เย็น ก็จะทำให้ชีวิตมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข ครอบครัวไม่มีเรื่องระหองระแหง มีกินไปตลอดชาติ

หากถวายทอระทัศน์ ยิ่งได้กุศลหนัก ทำให้สมองดี เรียนหนังสือเก่ง ได้เป็นเจ้าคนนายคน

หากถวายเครื่องขยายเสียง ก็จะทำให้เป็นคนมีชื่อเสียง ไปไหนมีคนนับหน้าถือตา ประมาณนั้น

ดวงอาทิตย์คล้อยขอบฟ้าเบื้องตะวันตกไปนานแล้ว ผู้ใหญ่แกนั่งจิบยาดองกับหนุ่มการไฟฟ้าคนเดิม ซึ่งกลายเป็นแขกขาประจำบ้านไปแล้ว หมกฮวกใส่ผักกะแยงหมดไปแล้ว ยำไข่มดแดงก็พร่องจาน แกงยอดหวายใส่กบยังเหลือค่อนถ้วย ผู้ใหญ่แกนั่งแทะมะขามป้อมจิ้มเกลืออย่างมีความสุข

“อั่น เจ้านาย ผมว่าสิ้นปีนี้ ผมสิขายงัวน้อยจั๊ก 4 ตัวน่ะ สิถอยบักขาว-ดำ 14 นิ้ว มาเบิ่งก่อน บ่อไหว ทอระทัศน์สีกะแพงแท่ ๆ เจ้านายคิดว่าจังได๋ครับ”

“มันก็ดีนะลุงผู้ใหญ่ แต่ผมคิดว่าจะซื้อก็เล่นมันสีไปเลย มันงามกว่ากันเยอะนะ ไม่แพงมากหรอก ผู้ใหญ่ก็รวยขนาดนี้ โทรทัศน์สีก็ไม่แพงต่างกันมากนักหรอกน่า เชื่อผมเถอะ”

“โฮ้ มันหลายพันอยู่เด๊ เจ้านาย เงินเดือนผมกะ 450 นึง รอขายข้าวขายงัวแค่นั้นแหลวจังซั่น”
“ดีครับ ซื้อทีเดียว เอาให้ดีไปเลย”
“ครับ เจ้านาย….”

มันช่างเป็นเช้าวันศุกร์ที่สดใสเสียนี่กระไร ..... ผู้ใหญ่แกตื่นแต่เช้าตรู่ หลังจากกระดก “น้ำตาผีเปรต” แก้วนั้นลงคอหายวาบไปแล้ว แกก็ลงไปใต้ถุนเรือน จับไก่ที่ขังไว้ในสุ่มขึ้นมา 2 ตัว จัดการเชือดคอ ลวกน้ำร้อน ถอนขน พร้อมสับเป็นชิ้น ๆ ให้ป้าเมี้ยนต้มโคล้ง (จะต่างกับต้มยำเล็กน้อย โดยเครื่องเครา เช่น พริกสด ข่า ตะไคร้ หอม ใบมะกรูด จะต้องผ่านการคั่วไฟร้อน ๆ ก่อนพอเกรียม ต้มน้ำให้เดือด ใส่เครื่องลงไป เหยาะเกลือป่น ยอดมะขามอ่อน ใส่ไก่ลงไป เคี่ยวไว้เล็กน้อย กันเหนียว มะเขือเทศผ่าซีก ปรุงรสให้เปรี้ยว เค็ม เผ็ด ก่อนยกลงให้เด็ดใบโหระพาใส่เข้าไป … แซ่บหลายเด้อ) เพราะวันนี้เจ้านายท่านจะมาติดตั้งเสาไฟฟ้าเป็นวันแรก และเป็นต้นแรกของหมู่บ้าน แกจึงนัดเลี้ยงอาหารเช้าไว้ที่บ้านของแก

ป้าเมี้ยนกำลังสาละวนกับการสับปลาดึกอุยตัวเหลืองอ๋อย วันนี้แกจะลาบให้เจ้านายกินอีกอย่าง
เสียงหมาเห่ากันเกรียวที่หน้าบ้าน … มาแล้ว….ขบวนรถเจ้านายท่านมาแล้ว ….

รถสีส้ม 4 คัน ทั้งรถบรรทุกเสาไฟฟ้า รถบรรทุกเจ้าหน้าที่ รวมทั้งรถที่บรรทุกรถเครนคันใหญ่ เลี้ยวเข้ามาจอด ไอ้หนุ่มการไฟฟ้าแขกขาประจำ กระโดดลงมายิ้มร่า ผู้ใหญ่เดินหอบโหลยาดองลงมาต้อนรับ

“โอ้ สวัสดีครับเจ้านาย เซิญครับ เซิญ เดี๋ยวลองยาซูกำลังจั๊กหน่อยก่อนเนาะครับ เดี๋ยวแม่บ้านผมกะทับข้าวเสร็จ ค่อยรับทานข้าวเซ้ากัน”

ชายท่าทางเป็นหัวหน้าในกลุ่มยกมือรับใหว้ผู้ใหญ่บ้านอาวุโส ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

เพียงไม่นาน ..... ชาวบ้านก็เริ่มมาชุมนุมกันที่บ้านผู้ใหญ่ บางคนก็แบกไหสาโทมาด้วย บางคนก็เอาเหล้าเด็ด (เป็นเหล้าที่ผ่านการกลั่นเอง ตามภูมิปัญญาไทบ้าน) บ้างหิ้วไก่ บ้างหิ้วปลา ตามมีตามเกิด ดูท่าโกลาหลใช่เล่น แต่ใบหน้าทุกคนก็ฉายแววความหวัง

การดื่มกิน เต็มไปด้วยถ้อยทีถ้อยอาศัย ถ้อยคำกล่าวบ้างหยอกล้อ บ้างจริงจัง ตามดีกรีที่เพิ่มขึ้นในร่าง

ป้าเมี้ยน ยกสำรับอาหารเข้ามา กลิ่นต้มโคล้งหอมกรุ่น ลาบปลาดุกก็ดูน่ากินยิ่งนัก ผักสด ๆ ก็หาเก็บได้ตามรั้วนั่นเอง

สายแล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าวงเหล้าจะเลิกรา ชายคนที่เป็นหัวหน้าก็แจ้งให้ทราบว่า วันนี้จะเริ่มปักเสาไฟฟ้าแรงสูง ระเรื่อยตามถนนก่อนให้เสร็จ ซึ่งก็คงกินเวลาอาจเป็นเดือน ต้องรอคำสั่งจากผู้ใหญ่ที่สูงกว่า ว่าจะอย่างไรต่อไป และก็ขอบขอบคุณท่านผู้ใหญ่บ้านที่เมตตา เลี้ยงข้าวเลี้ยงเหล้า

“โอ๋ย บ่เป็นหยังดอกครับ ท่านหัวหน้า ถือว่าคนกันเอง หมู่บ้านผมนี่นายท่านกะส่งหนังสือตอบรับมาแล้วหละ ซ้าหน่อยกะรอได้ครับ มา … วันนี้ถือว่ากินฉลองเสาไฟฟ้าต้นแรกก่อนกะได้ดอก”

“ครับ ขอบคุณพ่อผู้ใหญ่และ พี่น้องชาวบ้านทุกคนครับ เอ้า งั้น ผมก็ไม่เกรงใจนะ ดื่มครับ”

ระยะเวลาย่อมเป็นปฏิภาคผกผันกับความเมาเสมอ ยิ่งสาย (เวลาเหลือน้อย) ความเมาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น แต่ละคนเริ่มพูดลิ้นไก่สั้นเข้า แต่การพูดคุยก็ยัง เว่านัวหัวม่วน กันต่อไป

เกือบเพลแล้วนั่นแหละ จึงได้เวลาเลิกรากัน ..... ไม่รู้ด้วยความเมาหรือว่า ต้องการแสดงน้ำใจกับผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าสั่งลูกน้องให้ปักเสาไฟฟ้าต้นแรกที่เป็น เสาแรงต่ำ ที่หน้าบ้านของผู้ใหญ่นั่นเอง ตรงนี้ทำให้แกปลาบปลื้มเป็นยิ่งนัก

หลังจากที่คณะพนักงานจากไป แกก็เรียกประชุมลูกบ้านทันที
“อั่น ทุกคนคือสิเบิงเห็นเสาไฟฟ่าแล่วเนาะ อั่นนี่หละ หัวหน่าเพินม่าปักไว่ เป็นว่าหมู่บ้านของเฮ่า อีกบอโด่นดอก สิฮุงเฮื่อง ไผมี่ค่วมคิดวาจังได๋”

“ผมวา เฮ็ดบุ่นฉลองซะเถาะ ของสูงเด๊ ม่าจากฟ่าจากสวรรค์”

ทิดเขียวแกยืนยันในความคิดแก ซึ่งในที่ประชุมก็เห็นดีด้วย แต่เรื่องนี้ต้องฟังจากหลวงพ่อก่อน ว่าท่านจะว่าอย่างไร เห็นทีว่าเย็นนี้ต้องประชุมกันอีกครั้ง จะได้นิมนต์หลวงพ่อท่านมาเป็นประธานในที่ประชุมเสียเลย

………………………………………………
ว้า หมดเนื้อที่อีกแล้ว
โปรดติดตามตอนต่อไป 5555
ไปละ อิอิอิ


18

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   19/12/2003 06:46 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 27  
     
  หมกฮวก..... ห่อหมกใบตองลูกอ๊อด ใส่ใบแมงลัก หอมแดง เกลือนิดหน่อย แล้วเอาไม้ไผ่ผ่าหนีบห่อหมกเอาไปปิ้งหรือย่างกับไฟอ่อนๆ อื้อฮื้อ แซ่บหลายเด้อ
ตั๊กแท่ ..... ไม่บันยะบันยัง ล้างผลาญ
เห็นฮุง ..... ได้เห็นแสงสว่าง
ตั้งโดน ..... ตั้งนานนม
เดี๋ยวมันสิสวย ..... เดี๋ยวจะสาย เดี๋ยวไปไม่ทัน (อะไรทำนองเนี๊ย)
เอี่ยน ..... ปลาไหล
ซวยหน่า ..... ล้างหน้าตา
เฮ็ดอีหยัง ..... ทำอะไร

---------------------------------------------------
หมายเหตุ ..... คำศัพย์ข้างบนนี้แปลอีสานเป็นภาษากลาง เพื่อให้ท่านที่ไม่รู้เมื่ออ่านแล้วจะได้อรรถรถยิ่งขึ้น


ด้วยความปรารถนาจาก
ชายปีศาจ เด้อครับ
 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   19/12/2003 06:56 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 28  
     
 



บ้านน้อกบ้านนอก ตอนจบ "พะนะหัวเจ้าท่าน"

เป็นเช้าที่เอิกเกริกที่สุด ที่หมูบ้านเคยมีมา...
ปะรำพิธี ยกพื้นสูงประมาณ 1 ศอก หนุ่ม ๆ ชาวบ้านกำลังสาละวนช่วยกันตกแต่งให้สวยงาม
ทางมะพร้าวตัดสด ๆ ผ่าโคนให้เหลือปลายติดกันไว้ จับส่วนโคนแยกจากกัน
ดอกไม้ประดามี สาว ๆ ช่วยกันจัดวาง
เสื่อสาดปูโดยรอบ อาสนะ กระโถน ตาลปัตร รวมถึงโต๊ะหมู่บูชา
เสียงแคนดังแว่วหวานมาแต่ไกล
เหล่าแม่ครัวกำลังปรุงอาหารควันฉุยส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายยิ่งนัก

ผู้ใหญ่แดง แต่งตัวด้วยชุดกากีตัวเก่งเต็มยศ ผ้าขาวม้าคาดพุง สวมหมวกปีกกว้าง
แกเดินสำรวจความพร้อมไปทั่วงาน รอยยิ้มประดับใบหน้ากร้านแดดอยู่ไม่วาย
ซองสีขาวซองนั้น ยังเสียบอยู่ที่กระเป๋าด้านซ้ายของแก

หลวงพ่อเดินทางมาถึงพร้อมพระลูกวัด และศิษย์วัดรุ่นโข่ง
กรรมวิธีด้านสงฆ์เริ่มไปได้ไม่นาน รถสีส้ม 3 คันก็มาจอดนิ่งที่หน้าปะรำพิธี
หัวหน้าเดินลงมาพร้อมลูกน้อง 6 – 7 คน
เจ้าหนุ่มส่งเอกสารเหมือนรู้งาน เดินลิ่ว ๆ เข้าไปหากลุ่มชายหนุ่มที่ข้าง ๆ ปะรำ
สาโทรสหวานถูกสาดเข้าลำคอ ตามด้วยซุปหน่อไม้รสแซบ
พนักงานคนอื่น ๆ เดินตามมาสมทบ
เสียงจ้อกแจ้ก จอแจ เริ่มดังขึ้น
หัวหน้าต้องปรายตามาติงไว้เรื่อย

หลวงพ่อฉันข้าวและให้ศีลให้พรเสร็จแล้ว
ความสนุกสนานก็มาเยือนคนทั้งงาน
เสียงแคนจากหมอแคนประจำหมู่บ้านเริ่มบรรเลงขึ้น
กลอนลำเกี้ยวสาวก็เริ่มขึ้น สลับกับเสียงร้อง สอยสอยจากหนุ่ม ๆ ในวงเหล้า
ผู้ใหญ่นั่งจิบยาดองอยู่ข้าง ๆ ท่านหัวหน้า
“ก็คงอีกไม่นานแล้วนะครับ ท่านผู้ใหญ่ ที่หมู่บ้านนี้จะได้สว่างไสวซักที”
“เอ้อ ครับ ผมกะหวังวาจังซั่นหละครับ กะต้องขอบคุณพะนะท่านจริง ๆ ครับ”
“โอ๊ย ไม่เป็นไรครับ การไฟฟ้าเรา บริการประชาชนอยู่แล้ว”
ผู้ใหญ่ได้ยินคำนี้แกก็ยิ้มแป้น มือลูบไปที่อกเสื้อด้านซ้าย
ซองสีขาวสะอาด ยังสงบนิ่งอยู่ในนั้น แกลูบด้วยความภาคภูมิใจ
“ผมกะว่าเดือนหน้า พอเสาแรงสูงปักเสร็จ แรงต่ำก็คงลงได้ ไม่เกิน 2 เดือนครับ ผู้ใหญ่ได้ใช้ไฟฟ้าแน่”
“ขอบคุณหลาย ๆ ครับท่าน เฮ้ย! สู เอาไก่นึ่งมาให้พะนะท่านแน แล้วรึยัง”
“เสร็จจากที่นี่ ผมก็ต้องเข้าไปอีกหมู่บ้านนึง เห็นว่าจำนวนครัวเรือนยังไม่ถึงกำหนด”
“อ้อ ครับ”
“ของผู้ใหญ่นี่ มีทั้งหมดในหมู่บ้าน กี่ครัวเรือนนะครับ ผมก็ชักลืมแล้ว หนังสือที่ออกก็เซ็นไว้นานแล้ว”
“35 หลังคาเรือนครับ นี่ไงครับท่าน หนังสือที่ท่านส่งมาให้ผม ยังไม่ได้เปิดอ่านเลยเด๊”
“หา!!.....กี่หลังคาเรือนนะครับ”
“35 ครับท่าน”
“โอย ตายแล้ว ตายแล้ว ยังไม่ได้อ่านหนังสือนั้นด้วยหรือครับ ตาย ตาย”
ผู้ใหญ่แกเห็นท่านหัวหน้าทำท่าทางแบบนั้นก็ชักสงสัยขึ้นมา ดึงซองจดหมายสีขาวนั้นออกมาจากอกเสื้อ
แกะอ่านเนื้อหาในนั้น....
มืออันเหี่ยวย่นเริ่มสั่นเล็กน้อย กอรปกับใบหน้าที่เคยแดง บัดนี้ซีดเซียวไม่มีสีเลือด
กระดาษหล่นจากมือ หันไปสบตาท่านหัวหน้า ด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
วงเหล้าที่กำลังเฮฮาหยุดนิ่ง เสมือนโลกหยุดหมุน
‘ เรียนผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบล..............
..................................................................
..................................................................
เนื่องจากหมูบ้านที่ท่านร้องขอติดตั้งไฟฟ้านั้น ยังขาดคุณสมบัติอีกหนึ่งประการ
คือจำนวนครัวเรือนยังไม่มากพอ ตามมติ ที่ ........
จึงขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
ขอขอบพระคุณอย่างสูง’
.............................................

เทวดาตกสวรรค์!!!
อาการของผู้ใหญ่ตอนนั้น เป็นเช่นนี้จริง ๆ
เข่าที่เคยแข็งแรง บัดนี้ แม้จะยืนทรงกายก็คงจะทำไม่ไหว
“เอ้อ........................”
...........................................................................................
จบแล้ว

พี่น้องครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องจากความทรงจำ ที่อาจตกหล่นไปบ้าง
ตามกาลเวลาที่โหดร้าย
เป็นเรื่องสมมติจริง ดังนั้น เรื่องตัวเลข หรืออะไร ขอยืนยันว่า
มิได้ให้ร้ายกับใครหรือองค์กรไหน
เจตนาเพื่อเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น บันทึกไว้ กันลืมเท่านั้นครับ
..................................
บทท้ายเรื่อง
หลังจากงานเลี้ยงวันนั้นจบลง
ผู้ใหญ่แกก็เกณฑ์ชาวบ้านที่มีครอบครัว แต่ยังไม่แยกเรือน
หรือหนุ่ม ๆ ที่หมายปองสาวใดแต่ยังไม่กล้าไปสู่ขอ
แม้กระทั่งพระที่จะลาสิกขาในวันออกพรรษา
ให้รีบออกเรือนกัน เพื่อจะได้ทำให้เข้าเป้า ตรงยอดที่ การไฟฟ้าท่านกำหนดไว้
อีกปีกว่า ๆ บ้านนอกบ้านนอกของผมก็ไฟสว่าง ทางสะดวกครับผม

รอติดตาม ตอนต่อไปนะครับ
ไปละ อิอิอิ


 
     
    By: ทิดโส     4/09/2004 05:36 PM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 29  
     
 


บ้านน้อกบ้านนอก ตอนพิเศษ "ภาษา พ่อสอน"

เกรียง ไกรกำเนิดใกล้....เกียรติตน
ศักดิ์ ศรีอยู่คู่คน....เนิ่นช้า
พิมพ์ ใจรับใช้ชน....สอนสั่ง ศิษย์นา
ทอง ที่ทาทาบฟ้า....เด่นกว้าง กลางโพยม
...................
ขอน้อมคารวะแด่ครูคนแรกของผม
ผู้ที่คอยสอนผมมาตลอดชีวิต ก่อนที่จะเข้าเรื่องกันต่อไป
...................
บ้านน้อก บ้านนอกตอนพิเศษ "ภาษา พ่อสอน"
...................
ภาษา พ่อสอน
เป็นเรื่องปกติที่บ้านของผม..
หลังจากตีนฟ้าเริ่มปิดลง แสงตะเกียงเจ้าพายุก็เข้ามาทำหน้าที่แทน
อาหารรสเอร็ดทยอยออกมาเรียกน้ำย่อย
การพูดคุยในช่วงนี้จะเงียบเสียงลง เนื่องจากยายสอนว่า
“ในช่วงที่กำลังกินข้าว โบราณห้ามพูดคุยกันในวงข้าว
จะทำให้พระแม่โพสพท่านโกรธ เดี๋ยวจะไม่มีข้าวกิน”
ซึ่งตรงนี้ผมว่าเป็นความฉลาดสอนของคนรุ่นเก่านะครับ
เพราะหากเราเคี้ยวข้าวไปด้วยและพูดคุยกันไปด้วย
คงอุจาดสายตาน่าดู ดีไม่ดี มีข้าวกระเซ็นออกจากปากซะอีก

หลังจากย่อยความอร่อยกันแล้ว
ผมและพี่ ๆ ก็ต้องถึงคราวทำการบ้านกันละ
พ่อจะปูพื้นฐานทางภาษาไทยให้ผมเป็นส่วนใหญ่
เนื่องจากพี่ ๆ ไม่ใคร่สนใจกันนัก ตรงนี้อาจเป็นส่วนหนึ่ง
ที่ทำให้ผมเป็นลูกชายคนโปรด 5555
ผมจะต้องหัดท่อง หัดเขียน แต่ละคืนไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง
ดังนั้น พอผมเข้าไปเรียนที่โรงเรียน
จึงเป็นผู้ช่วยครูดี ๆ นี่เอง
กระดานชนวนกลิ่นแปลก ๆ ของผม จะได้คะแนนเต็มทุกคราวในวิชาภาษาไทย

สิ่งแรกที่พ่อสอนก็คือ พยัญชนะไทยทั้ง 44 ตัว
เริ่มจากอักษรกลาง 9 ตัว
พี่น้องท่านใด ประสงค์จะเรียนไปพร้อม ๆ กันก็ได้นะครับ
ก จ ด ต ฎ ฏ บ ป อ
วิธีจำก็ไม่ยากครับ
ไก่ จิก เด็ก ตาย เฎ็ก ฏาย บน ปาก โอ่ง
อักษรกลางที่ประกอบไปด้วยสระ และพยัญชนะมีเพียงตัวเดียวคือ (อ)
อักษรกลางผันได้ 5 รูป 5 เสียงคือ
สามัญ เอก โท ตรี จัตวา (ครบวรรณยุกต์)

อักษรสูง 11 ตัว
ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห
วิธีท่องจำก็ไม่ยากเลย
ผี ฝาก ถุง ข้าว ฃ้าว สาร ให้ เศรษ ฐี เฉย
รูปสามัญ เช่น (ขา) เสียงที่ได้จะเป็นเสียงจัตวา (ก๋า)
ใช้วรรณยุกต์ได้เพียง 3 รูปคือ
สามัญ เอก โท

ส่วนที่เหลือทั้งหมดอีก 24 ตัวเป็นอักษรต่ำ
ค ต ฆ ง ช ซ ฌ ญ ฑ ฒ ณ ท ธ น พ ฟ ภ ม ย ร ล ว ฬ ฮ
รูปเอก เช่น (ค่า) เสียงที่ได้จะเป็นเสียงโท (ก้า)
รูปโท เช่น (ค้า) เสียงที่ได้จะเป็นเสียงตรี (ก๊า)
ใช้วรรณยุกต์ได้เพียง 3 รูปเช่นกัน

อักษรสูงและอักษรต่ำที่เสียงพ้องกัน
สามารถนำมาผันให้ครบวรรณยุกต์ 5 เสียงได้เช่นเดียวกับอักษรกลาง
เช่น คา(สามัญ) ข่า(เอก) ข้า,ค่า(โท) ค้า(ตรี) ขา(จัตวา)
เทียบ กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า
จะได้เสียงครบเช่นเดียวกัน

หรืออีกนัยหนึ่ง
อักษรต่ำบางตัวที่ถูกอักษรสูงนำ
เสียงที่ได้จะเป็นเสียงอักษรสูง เช่น
หงา(จัตวา) หง่า(เอก) หง้า(โท)
หยา(จัตวา) หย่า(เอก) หญ้า(โท)
อันนี้จะเป็นอักษร เสียงเดี่ยว ไม่ออกเสียงอักษรนำ
จะมีอีกแบบที่คล้าย ๆ กัน แต่จะออกเสียงอักษรนำด้วย
เช่น ขนม(เอก-จัตวา) ถวาย(เอก-จัตวา) สนิม(เอก-จัตวา)

เห็นมั้ยพี่น้อง แค่ตรงนี้ก็สนุกแล้ว
ในแต่ละคืน ผมจะสนุกสนานกับการเล่นคำแบบนี้สนุกไปเลย
โดยเฉพาะ เอาอักษรต่ำกับอักษรสูงที่พ้องเสียงกันมาผันวรรณยุกต์เล่น ๆ
ออกตัวก่อนนะครับว่า....
ท่านใดอย่ามาเอามาตรฐานเรื่องนี้กับผม
เพราะเรื่องนี้ พ่อผมสอนมาเองกับมือ 5555
วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะ ... นักเรียน 5555
ไปละ อิอิอิ


 
     
    By: ทิดโส     4/09/2004 06:44 PM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 31  
     
  อบอุ่นจัง เหมือนได้กลับไปสมัยเด็กเลย  
     
    By: ลอยแก้ว     6/09/2004 02:14 PM  (203.149.54.18)
 

 
  หัวข้อ : 32  
     
 

บ้านน้อก บ้านนอก ตอนที่ 11 ตุ้ม

ลมหนาวแผ่วพลิ้วมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ น้ำในนาเริ่มงวดลง ช่วงนี้ทั้งนกกินปลาประเภทกระยาง กระสา ฯลฯ และชาวบ้านต่างก็อิ่มหมีพีมัน เอาแค่เดินสะพายข้องลัดเลาะไปตามคันนา ชั่วประเดี๋ยวประด๋าวก็ได้แบกปลากันจนไหล่ลู่ ทั้งปลาช่อน ปลาหมอ ปลากระดี่ ปลาขาว รวมไปถึงปลาหลด ไปโน่นเลย วิธีหาก็ไม่ยาก เพียงกั้นน้ำแบ่งเป็นช่วง ๆ ใช้แรงวิดน้ำออกให้แห้ง แค่นี้ก็จับปลากันไม่หวาดไหวแล้ว

เมื่อแม่จะทำปลาร้า แม่จะแยกประเภทปลาไว้ เช่นปลากระดี่อันนี้ไว้ทำปลาร้าไว้กินตัว ตำส้มตำก็อร่อย หากเป็นปลาช่อนก็ทำปลาร้าแห้ง แบบที่เก็บไว้ทอด หรือทำปลาแห้งเก็บไว้ปิ้งกิน ส่วนปลาเล็กปลาน้อย อันนั้นทำปลาร้าไว้เอาน้ำ เวลาต้มน้ำปลาร้าจะใช้ปลาประเภทนี้ ส่วนปลาขาว ปลาตะเพียน อันนี้ต้องทำปลาส้ม ห่อใบตองมัดไว้ 2 วันก็ส่งกลิ่นหอมฉุยแล้ว

เราเริ่มเบื่อปลากันแล้ว กินปลากันจนหมดเมนู ชักอยากกินอะไรที่มีขาบ้าง ว่าแล้วก็ดุ่มเดินไปทุ่งนา ดวงตะวันอ้อมข้าวไปไกลแล้ว ลมหนาวแผ่วยะเยือก ต้นข้าวเอนลู่ตามแรงลม มองเห็นสีทองอร่ามตา ใช้เสียมที่เตรียมมาด้วยลงมือขุดตามรูอยู่ไม่นาน ก็ได้สิ่งที่ต้องการสิบกว่าตัว เนื่องจากน้ำเพิ่งงวดไป ดินยังไม่แข็งมากนัก การขุดหาปู จึงไม่ใช่เรื่องเกินแรงน้อย ๆ เลย

เมื่อได้ปูมา เราเอามาลงครก ตำพอบุ ๆ เทลงถุง เปิดไหตักน้ำปลาร้าเหยาะเล็กน้อย เพื่อเติมกลิ่น เพียงแค่นี้เราก็จะได้เหยื่อเพื่อไปดักเจ้าสิ่งมีขาแล้ว เอาอุปกรณ์ที่ใช้ดักมาตรวจสอบความพร้อม ลักษณะคล้าย ๆ ข้องใส่ปลา เพียงแต่สัณฐานจะออกแบน ๆ ไม่ใหญ่มาก สานด้วยไม้ไผ่เป็นตาห่างประมาณนิ้วสอดเข้าไปได้ ด้านปากทางเข้าทำเป็นงาดักไว้ อนุญาตให้เข้าได้แต่ห้ามออก ใช่แล้วสิ่งนี้ก็คือ “ตุ้ม” วันนี้เราจะไปดักกบกัน

เราเดินไปที่หนองน้ำท้ายบ้านเมื่อตะวันเกือบลับแล้ว อากาศรอบตัวเริ่มเย็นลงอีก พอถึงที่ก็ไม่รอช้า จัดการหามุมเหมาะ ๆ ใช้เสียมแต่งสภาพแวดล้อมเล็กน้อย วางตุ้มให้สูงกว่าพื้นน้ำประมาณ 1 ศอกน้อย ๆ นี่แหละ หันปากไปหาน้ำ หยอดเหยื่อเข้าไปในตุ้ม หาหญ้ามากลบ และตกแต่งปากตุ้ม โดยหาเลนที่ไม่แฉะมากนักมาละเลงหน้าปากตุ้มให้เรียบ ด้านบนคลุมด้วยหญ้าและเอาดินกลบเล็กน้อย เพียงเท่านี้เราก็ทำตุ้มดักกบเรียบร้อย วันนั้น ก่อนตะวันจะชิงพลบ เราก็วางตุ้มไปได้ 10 อันพอดี ขากลับก็เก็บผักบุ้งนาที่ขึ้นริมหนองนั่นแหละได้ไปหอบใหญ่

แม่แกงส้มผักบุ้งใส่ปลาช่อน รวมถึงหมกปลาส้มกลิ่นหอมฉุย โดยที่ผมยังเป็นลูกมือคนเดิม เราได้ตั้งวงกินข้าวกันก็พระจันทร์ลอยมาเยี่ยมฟ้าแล้ว แม่สอนเคล็ดลับในการทอดปลาส้มไม่ให้เละ และน้ำมันไม่กระเด็นใส่เนื้อตัววิธีง่าย ๆ คือเอาปลาส้มที่จะทอดไปชุบไข่เล็กน้อย เพียงแค่นี้ก็ได้กินของดีแล้ว คืนนั้นผมเจริญอาหารมากผิดปกติ กว่าจะได้ล้มตัวนอนก็ดึกโข

ผมกับพี่ชายลุกจากที่นอนเมื่อค่อนรุ่ง เมื่อคืนหนาวมาก ถึงขนาดน้ำค้างหยดจากสังกะสี เราก่อกองไฟกัน สักพักพ่อเข้าสวนไปขุดมันห้านาทีและสาคูมาให้ เรารอให้มีขี้เถ้าจึงเริ่มหมกมันและสาคูเข้าไป ดาวเหนือยังส่องแสงเป็นประกาย ช่างสวยงามนัก ก่อนตีนฟ้าเปิดหลังจากที่รองท้องกันด้วยมันเผาจนได้ที่แล้ว เราก็เดินไปเก็บตุ้มที่ดักไว้

การเดินผ่านกอหญ้าคาในเช้าที่หนาวเหน็บ ช่างทรมานเหลือคณา ไหนจะหญ้าคาบาด ไหนจะน้ำค้างกระเซ็นใส่ เรามาถึงหนองน้ำก็พอดีแสงทองผสมแดงเริ่มจับขอบฟ้าเบื้องบูรพา มวลหมูนกเริ่มออกหากิน บางตัวเกาะกิ่งไม้นิ่ง สงสัยจะรอให้ความร้อนจากแสงแดด ช่วยอบอุ่นร่างกาย หรือเพราะต้องตากปีกก็เหลือจะเดา ตุ้มแรกมีกบนอนอัดกันอยู่ 4 ตัว เขื่อง ๆ ทั้งนั้น กว่าเราจะเก็บตุ้มทั้ง 10 อันเสร็จ ดวงตะวันก็โผล่มาเยี่มฟ้าเต็มดวงแล้ว วันนั้นเราช่วยกันหามตุ้มกลับบ้าน คะเนคร่าว ๆ กบทั้ง 10 ตุ้มไม่น่าจะน้อยกว่า 40 ตัวแน่นอน กว่าจะถึงบ้านก็หลังแอ่นกันทั้งพี่ทั้งน้อง

พอถึงบ้าน เราแกะเชือกผูกก้นตุ้ม จับกบออกมาหักขาครั้งละตัว ใส่โอ่งไว้ ไม่ต้องใส่น้ำ พ่อเดินเข้าสวนไปหาสอยมะม่วงพิมเสนซึ่งเพิ่งเป็นลูกเล็ก ๆ บอกจะมายำกบกินหน่อย แม่ให้ผมไปปีนเก็บยอดมะกอก และใบช้าพลู แม่จะอ่อมกบให้กิน

กรรมวิธียำกบก็ไม่ยาก นำกบไปย่างให้สุก (หรือจะต้มก็ได้ แต่ไม่หอมเท่าย่าง) แกะเอาเฉพาะเนื้อ พริกใหญ่แห้ง พริกขี้หนูแห้ง หอม กระเทียม กะปิเล็กน้อย ย่างไฟให้สุก นำมาโขลกเข้าด้วยกันให้ละเอียด เอาเนื้อกบที่แกะแล้วนำมาคลุกเคล้าสับมะม่วงใส่ลงไป (หากไม่มีมะม่วง ให้ใช้มะขามเปียกแทน) ปรุงรสด้วยน้ำปลา หากไม่เปรี้ยวบีบมะนาวเข้าไปอีก มะพร้าวขูดคั่วให้เหลืองนวลอีกเล็กน้อย เอามาคลุก ๆ เข้าไป ปิดท้ายด้วยสะระแหน่คลุกหยาบ ๆ และแต่งหน้าอีกเล็กน้อย

ส่วนอ่อมกบสูตรแม่ผมก็ยิ่งไม่ยาก ต้มกบให้สุก เหยาะน้ำปลาร้าไปด้วยพอหอม แกะเอาเฉพาะเนื้อกบ ซอยพริก หอม กระเทียม หั่นใบมะกอก ใบช้าพลูและใบมะกรูดเล็กน้อยให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ เอาน้ำต้มกบตั้งไฟให้เดือด ใส่กบแกะเนื้อแล้วลงไป ตามด้วย พริก หอม กระเทียมซอย ใบมะกอก ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำปลาร้า พอได้ที่ก็ใส่ใบช้าพลูและใบมะกรูดลงไป โรยพริกป่นเพิ่มความหอม รสเปรี้ยวจะได้จากยอดมะกอก หอมน้ำปลาร้า โอย!!! วันนั้นใคร ๆ ต่างค่อนขอดว่าผมเป็นชูชกกลับชาติ....ก็มันอร่อยจริง ๆ นี่ครับ....////
...........................
จบตอน
ไปละ อิอิอิ
...........................
กลัวไม่ต่อเนื่อง เลยเอามาโพสต์แทนน้ำตาลซะเลย 5555
ขออำภัยนะ

 
     
    By: ทิดโส     16/11/2004 04:46 PM  (203.150.217.111)
 

 
  หัวข้อ : 33  
     
 


ขอบคุณมากๆ คะ :-)

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   17/11/2004 08:32 AM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 34  
     
  หนุกดีครับ
ชีวิตตอนเด็กคล้ายกันเด๊ะ

ขออนุญาตนำไปเผยแพร่
อิอิ
 
     
    By: อุ้ยคำ     20/11/2004 06:58 PM  (202.5.88.129)
 

 
  หัวข้อ : 35  
     
  ขอบคุณครับ
รู้สึกเหมือนกลับบ้านเกิด
ขอบคุณครับ..
 
     
    By: วิญญาณ     22/11/2004 03:24 PM  (210.203.187.33)
 

 
  หัวข้อ : 36  
     
 

อยากเขียนเป็นคือทิดโส งึดหลาย สะออนหลาย จั๊งได๋สิเขียนเป็นคือเพิน พ่อใหญ่เขียนเป็นแต่การ์ตูน เลยเอามาฝากเด้อ
ขอบคุณหลายเด้อ ขอบคุณทิดโส ขอบคุณหนูน้ำตาล

 
     
    By: พ่อใหญ่แหล่     26/11/2004 12:12 AM  (203.150.217.116)
 

 
  หัวข้อ : 37  
     
  ผมมาเจอเพราะ Search คำว่าน้ำตาล พอมาอ่านได้สักพักชอบมากไงไม่รู้เลย Add เอาไว้อ่านจนจบเลย (ผมเป็นคนเมืองอยู่อำเภอหาดใหญ่) เป็นประสบการณ์ที่ผมไม่เคยได้พบเลย แต่อ่านแล้วเพลินมากๆ ขอบคุณครับ  
     
    By: เมฆ     6/12/2004 09:16 PM  (61.90.49.124)
 

 
  หัวข้อ : 38  
     
  ฮ่าๆ คุณน้ำตาลครับ รอเฮื่องสั้นของ วสา คนเมืองซ้างที่ทิดโส.com ก่อนเด้อ..
บ่โดนดอก เอี้อยเอ๋ย...

มาเยือนเมืองลาวเด้อผู้สาวเมืองไท มาพ่อผู้ซายที่คอยฮักเจ้าเด้อ...
 
     
    By: ส.เพลิง     6/12/2004 09:37 PM  (203.150.217.114)
 

" ?????? "    ???   test   3/02/2016 02:39 PM
     
  http://ชาติไทย.com/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/  
     

     
 
       
ชื่อ - นามสกุล ::
  *
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
       
     
 
     
 
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ


Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.