| หน้าที่ท่านบรรเลง | บันทึกข้องน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนด | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- - เข้าระบบผู้ดูแล - -



ธรรมเนียมไทย ..... แต่โบราณ
     
 


ธรรมเนียมไทย ..... แต่โบราณ

หนังสืออ้างอิง .....
- สุ.จิ.ปุ.ลิ. ของ อาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์
- ชีวิตชาวไทยสมัยก่อน ของ พระยาอนุมานราชธน

ภาพประกอบโดย ..... อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

1 / 11

 
     
      By : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    23/06/2003 02:30 PM  (203.107.130.10)  
 
 
 
  หัวข้อ : 1  
     
 


อัน ..... ธรรมเนียมไทยแท้แต่โบราณ
ใคร ..... มาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ


ประโยคนี้ ..... ถือเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทยอย่างหนึ่ง
ที่ ..... พวกเราคนไทยจะรู้จักกันเป็นอย่างดี

แต่ก่อน ..... บ้านเรือนไทย จะมีนอกชาน เปรียบได้กับห้องรับแขกของบ้านสมัยใหม่ และ ใช้เป็นที่พักผ่อนของทุกคนในครอบครัว โดยปกติ หมู่บ้านแบบไทยๆ ผู้คนมักจะปลูกเรือนอยู่ไม่ไกลจากกันนัก และ ไม่มีรั้วรอบขอบชิดอย่างปัจจุบัน จะเดินไปมาติดต่อหากันได้อย่างสะดวกสบาย เพื่อนบ้าน ..... แม้จะไม่ใช้ญาติ ก็สนิทสนมกันได้เหมือนญาติ หรือบางทีก็นับถือกันยิ่งกว่าญาติก็มี

2 / 11

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/06/2003 02:36 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 2  
     
 


สมัยก่อนนั้น ..... การเดินทางลำบากมาก ไม่มีพาหนะจะพาไปได้ง่ายๆอย่างเดี๋ยวนี้ ส่วนมากเค้าก็จะเดินกัน เดินเป็นวันๆ เวลาเมื่อยล้า ก็อาศัยใต้ร่มไม้พักพิง พอไปถึงหมู่บ้านไหน ก็พอจะได้ที่พักและขอน้ำดื่ม จะค้างแรมกันก็ได้ อาหารก็กินกันอย่างที่ชาวบ้านเรียกว่า ... ตามมีตามเกิด

เคย ..... ดู ที.วี. รายการสารคดีนำเที่ยว ตอนไปเมืองพม่า ผู้นำไปเที่ยวเป็นนักแสดงลูกครึ่งฝรั่ง เค้าพาเข้าไปในหมู่บ้าน ที่ไหนก็จำไม่ได้แล้ว เสียงอธิบายภาษาไทยว่า มาถึงที่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัวว่าจะ ... ไม่มีที่กิน ... ไม่มีที่นอน ชาวบ้านที่นี่เค้ากินอะไรกัน เค้าก็จะนำมาให้ผู้มาเยือน กินอย่างนั้นด้วย

พอตกค่ำ ..... เค้าก็ให้นอนตรงที่ยกพื้น มีพื้นเรือนซึ่งเป็นเรือนชั้นเดียว ใต้ถุนสูง เป็นเพดาน เจ้าของบ้านก็ให้ หมอน ผ้าห่ม และ เสื่อ ที่คนไทยชอบใช้สำนวนว่า ... "เสื่อผืน หมอนใบ" เค้าจะนับว่าเป็นเครื่องนอนที่จำเป็นแก่การนอน มีแค่นั้นก็นอนหลับได้สบายแล้ว แม้จะนอนอยู่ใต้ถุนบ้าน ก็มีลมโชยมา เย็นดี ที่เมืองพม่าคงจะไม่ค่อยมียุง เพราะไม่เห็นเค้ากางมุ้งกัน

3 / 11

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/06/2003 02:40 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 3  
     
 


น้ำใจไมตรี ..... ในการตอนรับผู้มาเยือนนั้น เป็นวัฒนธรรมของไทยมาช้านาน ถึงแม้จะเพียงแวะมาขอข้าวกิน ขอน้ำ หรือ จะขอค้างแรมก็ไม่ขัดข้อง

สมัยที่ ..... คนไทยยังใช้หม้อดินหุงข้าว ผู้ใหญ่จะสอนลูกหลานว่า อย่าคดข้าวเสียงดัง คนจะรู้ว่าข้าวขอดหม้อ เพราะทัพพีจะไปขูดเอากับก้นหม้อข้าว ที่จริงน่าจะกลัวก้นหม้อข้าวทะลุมากกว่านะคะ แต่ไม่พูดออกมาตรงๆ ท่านก็จะมีสำนวนว่า ... บ้านไหนข้าวขาดหม้อนับว่า ... “อาภัพ” เพราะฉะนั้นทุกบ้านจะมีข้าวติดหม้อไว้เสมอ ถ้าเป็นเราก็จะรู้สึกว่า ... แต่ก่อนนั้นการหุงข้าวแต่ละครั้งแสนยาก ไม่ได้กดปุ่มกริ๊กเดียวเหมือนอย่างเดี๋ยวนี้ เค้าจะต้องหุงเอาไว้ให้เหลือกินมื้อเช้าของวันต่อไปด้วย ดังนั้น ... เวลามีผู้มาเยือน จึงมีข้าวให้กิน ข้าวเหลือน้อยก็ต้องระวัง อย่าคดให้ทัพพีกระทบก้นหม้อ เค้าจะรู้ว่าข้าวจะหมดแล้ว เจ้าของบ้านจะได้อาย

การ ..... ขอข้าว ขอน้ำ ไม่ใช่เป็นการกระทำเยี่ยงขอทาน แต่เป็นการขอน้ำใจไมตรี เป็นปลื้มทั้งผู้ให้ และ ผู้รับ

4 / 11

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/06/2003 02:45 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 4  
     
 


ต่อมา ..... บ้านเรือนไทยเปลี่ยนจาก บ้านชั้นเดียวใต้ถุนสูงๆ มามีรูปแบบอย่างปัจจุบัน มีตั้งแต่ 2 ชั้น ขึ้นไป และ มีห้องจำกัดสำหรับสมาชิกในครอบครัวของเราเท่านั้น แต่บางบ้านก็ไม่ถึงกับว่า ลูกคนหนึ่งอยู่ห้องหนึ่ง ยังต้องอยู่รวมกัน เพราะเป็นสมัยที่มีลูกมากๆอยู่ บ้านเรือนไทยที่เคยมีนอกชานเอาไว้นั่งเล่น ก็ค่อยๆหายไป

จาก ..... ที่ไม่มีรั้วบ้าน ก็มีรั้วล้อมรอบอย่างมิดชิด ใครจะเข้ามาในบ้าน ก็ต้องบอกกล่าว และ หยุดรออยู่ที่ประตูบ้าน กดสัญญาณกระดิ่ง หรือ ออดไฟฟ้า ก็จะมีคนในบ้านออกมาถามไถ่กัน ถ้าคนในบ้านคนนั้น ไม่ใช่เจ้าของบ้าน หรือคนที่มาเยือนต้องการพบ เค้าก็จะกลับเข้าไปในบ้าน เพื่อบอกเจ้าของบ้านว่าจะอนุญาต ให้ผู้มาเยือนนั้นเข้าบ้านได้หรือไม่ บางทีเจ้าของบ้าน ก็อาจไม่อนุญาต จึงให้คนที่จะไปเปิดประตูนั้น บอกว่า ... ไม่อยู่

5 / 11

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/06/2003 02:51 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 5  
     
 


เมื่อ ..... ไม่นานมานี้ ITV … เอาเรื่องของการไว้ใจคน มาทำเป็นสารคดี ให้ดูเป็นอุทาหรณ์ ... บ้านหลังหนึ่ง มีสามีภรรยา และ ลูกอีก 3 คน วันที่เกิดเหตุ สามีไม่อยู่ มีคนคุ้นเคยสนิทกันมาหลายปี จะเดินเข้าออกในบ้านได้โดยสะดวก จะกินข้าว หรือหยิบของอะไรในบ้านที่มีอยู่ในตู้เย็นกินก็ได้ จะนั่ง จะนอน อยู่ในบ้านนั้น ก็ไม่มีใครว่า

แต่ ..... ภายหลังเค้าได้เปลี่ยนไป เพราะติดยาบ้า แต่เจ้าของบ้านไม่รู้ วันนั้น ... ก็มาขอเงินกับฝ่ายภรรยาเจ้าของบ้าน แต่เธอไม่มีให้ ด้วยความที่เมายา คนนั้นก็เอาไม้ตีทั้งแม่และลูกๆด้วยความบ้าคลั่ง ทุกคนบาดเจ็บสาหัส และ ลูกสาวคนหนึ่งที่พยายามปกป้องน้อง ก็ถูกตีตายคาที ลูกๆอีก 2 คน ที่รอดมาได้ก็กลัวจนขึ้นสมอง ปัจจุบัน ... ก็ยังไม่มีอาการดีขึ้นมากนัก ยังหวาดระแวงมากๆอยู่ ทั้งที่ย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่นแล้ว คนที่ติดยาถูกจับติดคุก และสารภาพว่า ที่ทำไปทั้งหมดนั้นไม่รู้ตัวเลย ..... น่าสงสารเด็กๆนะคะ เพราะความไว้ใจคนคุ้นเคยแท้ๆ จึงเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นเช่นนี้ ... !!

ปัจจุบันนี้ ..... ส่วนใหญ่จะเข้าไปบ้านใครนั้น จึงไม่ง่ายๆอย่างสมัยโบราณอีกแล้ว มีขั้นตอนของการกั้นไว้มากมาย ด้วยความเปลี่ยนแปลงของสังคมโดยทั่วๆ ไป บังคับให้เป็นไปเช่นนั้น

6 / 11

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/06/2003 03:00 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 6  
     
 


แต่ก่อน ..... ตามต่างจังหวัดยังไม่เจริญเท่าเทียมกับกรุงเทพฯ โรงเรียนดีๆ ก็ไม่มี มหาวิทยาลัยไม่มีเลยสักแห่งเดียว คนที่อยู่ต่างจังหวัด ก็มักจะให้ลูกหลานมาเรียนที่กรุงเทพฯ ก็ไม่มีหอพัก มักต้องอาศัยอยู่บ้านคนรู้จักมักคุ้น และ เป็นที่นับถือกัน จะฝากให้เป็นลูกหลาน เรียนจบตามที่ต้องการเมื่อไร ก็ค่อยลาออกไปอยู่ตามประสาของแต่ละคน เด็กๆที่มาเรียนเหล่านี้ ไม่ใช่ว่าเค้าจะมาพักพิง เพราะพ่อแม่ยากจน แต่เป็นเพราะ พ่อแม่ของเค้ายังติดอยู่กับความคิดที่ว่า ฝากลูกหลานไว้กับผู้ใหญ่ที่นับถือ ปลอดภัย และ ได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างที่ไม่อาจหาเรียนในโรงเรียนได้ ไปในตัว

7 / 11

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/06/2003 03:04 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 7  
     
 


ใครๆ ..... ที่มาพักอาศัยอยู่ในบ้านของเรา ผู้ใหญ่และทุกคนในบ้านก็จะนับเอาเป็นเสมือนญาติสนิท พ่อแม่ของตาล เป็นคนช่างสอน และ ช่างพูดกับเด็กๆอยู่แล้ว พ่อแม่จะสอนพวกเราอยู่เสมอว่า ... ทานใดจะเสมอวิทยาทานนั้นเป็นไม่มีอีกแล้ว มีโอกาสจะให้ความรู้แก่ใครได้ ก็ให้ไป ลูกหลาน คนรุ่นใหม่ๆ อาจจะเห็นว่า ... ทัศนคติของพ่อแม่นั้น โบราณไปแล้ว เด็กๆบางคนก็ไม่ชอบฟังผู้ใหญ่สอน เพราะคิดว่า ... ผู้ใหญ่ไม่รู้อะไรเท่าตัว

บ้านของเรา ..... ทำไว้สำหรับให้คนอยู่มากๆ โดยไม่อึดอัด พ่อจะบอกแม่ และ ลูกๆเสมอว่า ... พ่อเห็นใจพ่อแม่ของเด็กๆที่มาพักอาศัยอยู่กับพวกเรา ถ้าเป็นลูกของเรา ตกที่นั่งเดียวกันกับเด็กๆพวกนี้ เราก็คงเดือดเนื้อร้อนใจมากๆ เค้าอยู่ไกลพ่อแม่ เค้าคงต้องการความอบอุ่นจากผู้ใหญ่ในบ้าน พ่อไม่ตั้งใจให้ผู้มาพักอาศัยคิดว่าที่นี่คือหอพัก แต่มาอยู่บ้านเรา ก็มีเราที่เปรียบเหมือน มีพ่อแม่คอยคุ้มกันดูแล พ่อคิดอย่างใจของคนที่เป็นพ่อแม่ ที่มีลูกหลาน แต่คนสมัยใหม่อาจคิดว่า พ่อคิดอย่างผู้ใหญ่โบราณๆ เด็กบางคนอาจคิดต่างจากที่พ่อคิด

8 / 11

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/06/2003 03:19 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 8  
     
 


เด็กๆบางคน ..... คงจะเห็นว่า การจากพ่อแม่มาอยู่ตามลำพัง เป็นการได้โอกาสที่เป็นอิสระจากความหวังดีของผู้ใหญ่ ไม่ต้องถูกบังคับให้ทำโน้นนี่

พ่อ ..... ก็คิดอย่างผู้ชาย ซึ่งไม่รู้ว่า จริงๆแล้วต้องสิ้นเปลืองอะไรมากน้อยแค่ไหน แต่แม่นั้นเข้าใจดีว่า ... การทำอาหารให้คน 5 คนกิน กับ ทำอาหารให้คน 10 คนกินนั้น ต้องแตกต่างกันอย่างไร ทำอาหารมา 1 อย่าง ที่เห็นกินกันได้ทั่วทุกตัวคน คนไม่เคยไปจ่ายตลาด ไม่เคยทำอาหาร ก็คงไม่รู้ว่าอาหารนั้นจะตกราคาเท่าไร และ ใช้เวลาในการทำมากน้อยแค่ไหน ก็กะประมาณการไม่ถูก

ถ้า ..... แม่มีเวลา แม่จะทำอาหารเอง แม้จะมีคนรับใช้ แม่ก็ให้เค้าเป็นเพียงแต่ผู้ช่วย การทำอาหารให้พวกเรากินนั้น แม้เหนื่อยเท่าไร แม่ก็ไม่เคยบ่น ผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ จะถูกอบรมมา ให้ถือว่านั่นเป็นหน้าที่

9 / 11

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/06/2003 03:25 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 9  
     
 


ตาล ..... มีเรื่องขำๆ ของ “นายทองพูน” เด็กหนุ่มของพ่อ ที่ลงจากดอย เข้ามาอยู่ในเมืองกรุงฯ

วันนั้น ..... ตาลกับพ่อเพิ่งกลับเข้ามาในบ้าน พ่อก็ถามหาแม่ เพราะที่บ้านดูเงียบเชียบเหมือนไม่มีใครอยู่ เห็นแต่ “นายทองพูน” กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่สนามหน้าบ้าน

พ่อจึงร้องถามว่า ..... “ทองพูน” นายรู้มั้ยว่า “คุณ” เค้าไปไหนกัน
นายทองพูน ก็ตอบว่า ..... รู้ครับ ออกไปข้างนอกครับ
พ่อ ..... มองหน้า “นายทองพูน” แล้วพ่อก็เอามือลูบพุงไปมา ตอนนั้น ตาลกับพ่อเริ่มหิวกันนิดๆ แล้ว ...
พ่อก็บอกว่า ..... “ทองพูน” ไปดูสิว่า วันนี้แม่ครัวมี “ขนม” อะไรทานบ้าง ?
“นายทองพูน” ตอบรับ ….. ครับ แล้วก็วิ่งหายไปทางครัวหลังบ้านสักครู่ แล้วก็วิ่งกลับมา
พ่อก็ถามว่า ..... เป็นไง มี “ขนม” อะไรทานบ้างหล่ะ ?
“นายทองพูน” ตอบ ..... มีครับ “ขนมจีน” … จะทานเลยมั้ยครับ

พ่อ กะ ตาล ..... หันมามองหน้ากัน แล้วก็อมยิ้ม ... “นายทองพูน” ยังไม่รู้อะไรก็พลอยยิ้มไปด้วย ตอนนี้ “นายทองพูน” รู้แล้วนะ ว่า “ขนมจีน” ไม่ใช่ “ขนม” ตามที่พ่อหมายถึง ... บ้านของเราดูอบอุ่น และ น่าอยู่สำหรับผู้มาเยือนเสมอ

10 / 11

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/06/2003 03:30 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 10  
     
 


คนไทย ..... ถ้ามีวัฒนธรรมอะไรอยู่ในตัว
ก็ ..... คงมักจะได้รับวัฒนธรรมนั้นๆ จากญาติๆ ในครอบครัว
และ ..... จากสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวันมากกว่า
ที่ ..... จะได้จากการเรียน การศึกษา
และ ..... เราก็ควรต้องมีความรู้สึกของคนไทยที่รัก และ หวงแหน
ด้วย ..... จิตวิญญาณของความเป็นไทยด้วย เช่นกัน !!

โชคดีค่ะ บ๊ายบายนะคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

11 / 11

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/06/2003 03:33 PM  (203.107.130.10)
 

" ?????? "    ???   test   3/02/2016 02:39 PM
     
  http://ชาติไทย.com/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/  
     

     
 
       
ชื่อ - นามสกุล ::
  *
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
       
     
 
     
 
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ


Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.