| หน้าที่ท่านบรรเลง | บันทึกข้องน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนด | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- - เข้าระบบผู้ดูแล - -



ชีวิตที่ไม่ต้อง ทน ... !!
     
 


From: ............................
To: nicha_kw@mweb.co.th
Sent: Saturday, May 03, 2003 9:25 PM
Subject: ชอบใจมากค่ะ

สวัสดีค่ะ ... คุณน้ำตาล

ดิฉัน ..... ได้อ่านอะไรดีๆ จากคุณมากเหลือเกิน ชอบใจมากค่ะ ดิฉันเพิ่งสมัครเป็นสมาชิก budpage ไม่นานได้รับข่าวสารแล้วได้อ่านบ้าง ไม่ได้อ่านบ้าง ส่วนมากที่อ่านแล้วมักจะชอบและได้ส่งต่อให้คนที่รักด้วย

สิ่งที่ ..... คุณน้ำตาล แนะนำมีประโยชน์กับตัวดิฉันมากค่ะ

ดิฉัน ..... แต่งงานมีสามีแล้ว มีลูก 2คน เมื่อต้นปีนี้ดิฉันรู้จักชายคนหนึ่งในอินเตอร์เนต หลายๆ อย่างในตัวเขาและดิฉันคล้ายกัน เราคุยกันถูกคอมากจนเดี่ยวนี้กลายเป็นความเคยชินที่จะต้องคุยกัน เรามีโทรศัพท์ของกันและกัน จะคอยห่วงหาเมื่อคนใดคนหนึ่งไม่อยู่ เอื้ออาทรเมื่อคนใดคนหนึ่งป่วย ดิฉันมอบภาพถ่ายตัวเองให้เขา แต่ไม่ต้องการภาพถ่ายของเขาเพียงเพราะจะได้หลอกตัวเองว่าเขาไม่ได้มีตัวตนที่เป็นจริง ทุกอย่างให้เหมือนเป็นความฝันเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วเราจับต้องไม่ได้ ระลึกได้แต่ความรู้สึกดี ๆ ที่เขามีให้ เขาบอกรักดิฉัน ดิฉันก็มีความรู้สึกกับเขาดีมาก เขาส่งพระเครื่อง ดี ๆ ให้ดิฉัน เขาเป็นคนดีค่ะ ดิฉันมั่นใจอย่างนี้ ดิฉันอยู่ห่างไกลเขามาก

เรา ..... สัญญากันไว้ว่า ตราบใดที่เรายังไม่มีอิสระ เราจะไม่พบกัน เขามีภรรยาแล้ว แต่ขณะนี้แยกกันอยู่ คุณน้ำตาลค่ะ บ่อยครั้งที่ดิฉันตำหนิตัวเองที่ไม่น่าปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างล่วงเลยมาถึงตอนนี้ ดิฉันสับสน เคยคุยกับเขาว่า เราควรเลิกคุยกันแต่เขาไม่ยอม เขาบอกว่าเขาเป็นผู้เป็นคนจนเหมือนคนธรรมดาได้เพราะดิฉัน ฉะนั้น เขาไม่ได้หวังอะไรจากดิฉัน หวังความอบอุ่นที่ดิฉันพอจะมีให้เขาเพียงน้อยนิดเท่านั้น เมื่อเขาไม่หวังเขาก็ไม่ทุกข์ เราคุยกันถึงเรื่องชาติหน้า เราสัญญากันไว้ว่า ชาิตินี้พบกันช้า ชาติหน้าถ้ามีจริง เราจะเป็นสามีภรรยาที่รักกันมากๆ .....

ดิฉัน ..... ผิดมากมั้ยค่ะ

ดิฉัน ..... มีสามีแล้ว และ เขายังอยู่กับเราอยู่ แต่ดิฉันเลิกรักเขามานานแล้วค่ะ นานเกือบเท่าอายุลูกคนเล็ก ลูกสาว อายุ 13 ปีแล้วค่ะ ดิฉันเคยบอกสามีว่า ขอเป็นภรรยาเขาแค่ชาตินี้ชาติเดียว ต่อไปชาติหน้าขออย่าให้ต้องพบต้องเจอเลย เข็ดแล้วค่ะ

คุณน้ำตาล ..... พอมีเวลาว่าง แสดงความคิดเห็นเรื่องของดิฉันบ้างมั้ยค่ะ ส่งไปที่ .......... จะเป็นพระคุณแก่คนที่กำลังจะหลงทางอย่างยิ่งค่ะ ขอบุญกุศลที่คุณน้ำตาลกระทำแล้วอย่างสม่ำเสมอจงดลบันดาลให้คุณน้ำตาลมีความสุข อยู่เป็นที่พึ่งของคนทุกข์ยาก ขอขอบพระคุณ และสวัสดีค่ะ

ปล. ดิฉันอายุ 48 ปี สามี 64 เขา 57

1 / 8

 
     
      By : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    31/05/2003 12:48 PM  (203.107.130.10)  
 
 
 
  หัวข้อ : 1  
     
 


From: NiCha Kw.
To: ........................
Cc: NiCha Kw.
Sent: Saturday, May 03, 2003 10:18 PM
Subject: ยินดีเสมอคะ

สวัสดีคะ ... คุณอา

ตาล ..... ยินดีเสมอนะคะ

ตาล ..... ไปเที่ยวเล่นที่ Budpage บ่อยๆ เป็นเว็บที่ให้สาระมากๆ
และ ..... มีแนวทางสอนหลักในการดำเนินชีวิต คล้ายๆกับที่ตาลทำอยู่
และ ..... ตาล ก็อยากให้ที่เว็บไซต์ "น้ำตาล"
เป็น ..... ที่พักผ่อนของตาล และ ของ สำหรับเพื่อนๆทุกๆคน
ด้วย ..... ความรู้สึกที่อบอุ่น เอื้ออาทร ซึ่งกันและกัน

ตาล ..... เพียงอยากจะนำเสนอบทความที่เตือนใจ
ให้ ..... เราแสดงความรัก และ ความรู้สึกที่ดีๆต่อกันเสมอๆ
แล้วก็ ..... ใช้ที่นี่ เป็นแหล่งให้กำลังใจ และ แง่คิด
ใน ..... เวลาที่เพื่อนๆเอง อาจขาดความสามารถในการคิด
พวกเรา ..... ทุกๆคนที่อยู่ที่นี่ เราสามารถช่วยกัน มีส่วนร่วมในการจรรโลงสังคม
มี ..... ส่วนร่วมในการเสนอ และ แนะนำ
ใน ..... สิ่งที่จะเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆได้

ตาล ..... มั่นใจคะ ว่าเราสามารถทำให้สังคมเล็กๆของเราตรงนี้
ให้ ..... น่าอยู่ และ ยังเผื่อไปให้เพื่อนๆรอบๆตัวเราได้อีกด้วย

ตาล ..... แนะนำเรื่องครอบครัวของคุณอา คงไม่ได้หรอกนะคะ
ตาล ..... อายุแค่ 21 ย่าง 22 เอง ทุกอย่างที่ตาลเขียน ตาลมองดูจากผู้คนที่อยู่รอบๆตัวของตาล
แต่ ..... คงไม่มีความสามารถ แก้ปัญหาได้อย่างจริงจังหรอกมั้งคะ
แต่ ..... มีอย่างหนึ่งที่ ตาลมั่นใจว่า ถ้าเรามีเจตนาที่ดี และทำดีอย่างจริงจัง เราจะได้รับผลดีนั้นตอบเสมอคะ

ขอให้ คุณอา และ ครอบครัว มีความสุขมากๆ นะคะ


โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/.....\[=^๐^=]/

2 / 8

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   31/05/2003 12:51 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 2  
     
 


และ ..... อย่าลืมอ่านที่นี่คะ

พระพุทธศาสนาถือว่า ..... การได้กำเนิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นการยาก
และ ..... การที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้น นับเป็นลาภอันประเสริฐ
เพราะ ..... การได้สภาพเป็นมนุษย์นั้น
เป็น ..... การได้โอกาสอันดีงามที่จะพัฒนาตน ... พัฒนาชีวิต ให้ดี
หรือ ..... เจริญยิ่งๆ ขึ้นไปกว่าภาวะที่เป็นอยู่
จนกระทั่ง ..... ถึงภาวะอันเป็นความสมบูรณ์แห่งชีวิต
ตาม ..... คติแห่ง "พระพุทธศาสนา"

แต่ทั้งนี้ ..... ขึ้นอยู่กับว่าใครจะใช้โอกาสอันดีนี้
ให้ ..... เกิดประโยชน์ได้เพียงไร
ซึ้ง ..... "พระพุทธศาสนา" ได้ชี้แนะแนวทาง
ใน ..... การพัฒนาตน ... พัฒนาชีวิต ให้เจริญ
อย่าง ..... เป็นขั้นตอนไว้ด้วยแล้ว อย่างพร้อมมูล
ผู้ ..... ที่ศึกษาเรื่องของ "ชีวิต"
ย่อม ..... จะเป็นผู้ไม่ปล่อย ให้ชีวิตผ่านไปอย่างไร้สาระ
แต่ ..... จะเป็นผู้รู้จักใช้ชีวิตอย่างเป็นประโยชน์ ด้วยการสร้าง และ กระทำ
แต่ ..... สิ่งอันเป็นประโยชน์ทั้งปวงตามความสามารถ
ผู้ ..... ซึ่งทำได้เช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นผู้มีชีวิตเจริญด้วยผลดี
อัน ..... จะพึงได้ทั้ง ในโลกนี้ และ ในโลกหน้า

อย่าลืมนะคะ ..... เป็นคนดี ... คิดดี ... ทำดี และ ไม่โลภ
ทุกอย่าง ..... ก็จะดีตามมาเองคะ ..... ฯลฯ

.............................................................................
อ้างอิงจาก ::::: พระธรรมเทศนาและโอวาท ในวันสงกรานต์ 13 เมษายน 2546
โดย ::::: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก

ที่มา ::::: http://www.numtan.com/cgi-bin/webboard/generate.cgi?content=0230&board=board_1

3 / 8

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   31/05/2003 12:54 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 3  
     
 


From: ......................................
To: <nicha_kw@mweb.co.th>
Sent: Monday, May 05, 2003 5:33 PM
Subject: น่าภูมิใจ

สวัสดีค่ะ ... คุณน้ำตาล

อา ..... ได้รับคำตอบจากหนูด้วยความภาคภูมิใจแทนคุณพ่อคุณแม่หนู อา ... ดีใจมากที่สังคมบ้านเรายังมีเด็กอย่างหนูอยู่ หนูอายุน้อยนิดแต่มีความคิดที่สร้างสรรค์มากเหลือเกิน สังคมโลกเรานี้ ยังต้องการคนแบบหนูอีกเยอะค่ะ อา ... ขอบคุณมากนะค๊ะ ที่ส่งคติเตือนใจไปให้ หนูทำให้อาละอายใจเหลือเกิน ปกติอาเป็นคนที่เข้าวัดทำบุญค่ะ อา ... ไม่ใช่คนแก่ที่ไร้แก่นสารในชีวิตเลยที่เดียว อาอาจไม่มีเวลาว่างมากแบบหนู ไม่มีความรู้มากแบบหนู แต่อาก็ทราบดีว่าต้องดำเนินชีวิตแบบใหนจึงจะพบความสุขที่แท้จริง อา ... เชื่อเรื่องโลกหน้ามีจริง เวรกรรมมีจริง ทุกคนที่ดำรงชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ด้วยสภาพการณ์ที่แตกต่างกัน ล้วนแล้วแต่เกิดจากผลกรรมในอดีต

สำหรับ ..... รักที่อามีให้กับชายคนใหม่ อาจะให้เขาต่อไปค่ะ แต่ก็แค่รักนะค๊ะ หนูไม่ต้องห่วงนะค๊ะ อาคิดว่าอารู้แล้วว่าอาควรจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ในอนาคต

ขอบคุณ ..... หนูมาก หวังว่าอาจะได้พบบทความข้อเสนอดีๆ และ คำแนะของหนูอีกใน budepage นะค๊ะ ขอให้หนูโชดดี มีสุขภาพแข็งแรง อยู่เป็นที่รักของทุกคนบนโลกแห่งนี้ อาเชื่อว่า ... กุศลผลแห่งความดีที่หนูทำอยู่ จะคุ้มครองเด็กดี ๆ อย่างหนูให้มีความสุข ประสพแต่ความเจริญเรื่อย ๆ ไปค่ะ

สวัสดีค่ะ

4 / 8

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   31/05/2003 12:57 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 4  
     
 


หลังจาก ..... เมล์ 3 ฉบับนี้แล้ว ตาลกับคุณอา ก็ไม่ได้โต้ตอบกันทางเมล์อีก ตาลรู้สึกว่าคุณอาน่าจะสบายดีแล้ว นานๆทีจะมีเมล์แบบนี้มาหาตาล แต่อ่านแล้ว ตาลก็รู้สึกภูมิใจนะคะ ที่ตาลสามารถทำให้คน ... คนหนึ่ง ได้ระบายความรู้สึกต่างๆของเค้าได้บ้าง

แต่ช่วงนี้ ..... พ่อแม่ของตาลอยู่ที่กรุงเทพฯ ครอบครัวของเรา ก็เลยได้สังสรรค์กันบ่อยๆ ปีนี้ ... พ่อแม่ของตาลก็สูงอายุขึ้นอีกปีแล้ว สิ่งที่ตาลแปลกใจและภูมิใจที่สุด ก็คือพ่อแม่ของตาล ไม่ได้ดูแก่ไปตามวัย แต่ถ้าเรานับตามปฏิทินทุกๆปี พ่อของตาลก็อายุ 74 และ แม่ก็ 67 แล้ว จริงๆก็ไม่เห็นน่าจะแปลกใจตรงไหน ถ้าตาลใช้ความรู้สึก ที่มองดูด้วยตา เวลามองพ่อแม่ของตาล ตาลก็จะรู้สึกว่า พ่อแม่ของตาลยังเป็นหนุ่ม เป็นสาวอยู่เลยนะคะ

แต่ ..... หลายปีที่ผ่านมานี่ ญาติๆ ก็จะวนเวียนกันไปเยี่ยมเยียนท่านผู้เฒ่าทั้งสองที่ยังครองเรือนอยู่ด้วยกัน โดยเฉพาะ ... วันสงกรานต์ ... วันเกิด ... ก็จะพร้อมหน้าพร้อมตา และ สนุกสนานกันเป็นพิเศษ

ไม่มี ..... อะไรจะน่าสนใจ และ สำคัญที่สุดที่ตาลรอคอย ก็คือเรื่องเล่าในอดีตของพ่อแม่ ที่พ่อแม่ จะขุดขึ้นมาเล่าอย่างเห็นภาพชัดเจน แล้วพวกเราญาติๆรวมทั้งเพื่อนๆทั้งของพ่อแม่ และ ของพวกเราพี่น้อง ก็จะล้อมวงกัน นั่งฟังอย่างตั้งใจ ตาลก็... ถามโน่น ... ถามนี่ ... ราวกับตาลจะเอาไปเขียนเป็นประวัติศาสตร์เลยนะ

5 / 8

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   31/05/2003 01:00 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 5  
     
 


ประเด็นที่ ..... ตาลจับได้บ่อยๆ ก็คือพ่อชอบวิเคราะห์แม่ และ แม่ก็จะวิจารณ์พ่อ เกือบทุกกรณีในประวัติศาสตร์ ... ที่ว่านั้น

ถ้า ..... พ่อแม่ นั่งอยู่ด้วยกันในวงสนทนาของพวกเรา ก็จะวิจารณ์ซึ่งกันและกันอย่างสนุกสนาน ตาลจะเห็นพ่อหัวเราะ แบบเขินๆ เวลาที่แม่เปิดโปงพฤติกรรมเรื่องเก่าๆ และ จะเห็นแม่นั่งอมยิ้ม ทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนไม่ได้ยิน เวลาที่พ่อนินทาแม่อย่างเผาขนในวงสนทนาของพวกเรา

แต่ถ้า ..... พ่อ หรือ แม่ คนหนึ่งคนใด เดินไปห้องน้ำ หรือแม่เดินไปดูอาหารในครัว อีกฝ่ายจะเป็นอันเข้าใจว่า ... ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องเกรงใจอีกฝ่ายหนึ่ง การวิเคราะห์เชิงนินทา ก็จะเข้มข้นเป็นพิเศษทีเดียว

พ่อนินทาแม่ ..... แม่นินทาพ่อ ถึงเรื่องความขัดแย้งในเกือบทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการถกเถียงกัน ... เรื่องที่พ่อซื้อของจากตลาดในราคาแพงเกินไป ในขณะที่แม่ซื้อได้ถูกกว่า ... จนถึงความไม่เห็นด้วยของแม่ที่อยากให้ลูกเรียนหรือไม่เรียนอะไร .....

ลองนึก ..... ถึงภาพฝ่ายชายผู้สูงอายุ ที่มีอารมณ์ขันอยู่เพียบ แถมยังทันสมัยอีกด้วย แล้วก็นึกถึงภาพฝ่ายหญิงผู้สูงอายุที่ ... ยังขี้งอน ... เจ้าระเบียบ ... ใจดี ... พูดเพราะ ... แต่ฟอร์มจัด พอตาลนึกถึงทีไร ตาลก็นั่งอมยิ้มของตาลคนเดียว แล้วก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้ระลึกถึงเรื่องราวแบบนี้

6 / 8

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   31/05/2003 01:03 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 6  
     
 


ทุกวันนี้ ..... พ่อแม่ ก็ยังหาได้ ... ลด ... ละ ให้แก่กันไม่ ยังมีท่าที ที่ไม่ลงให้แก่กันเหมือนเดิม เพียงแต่พ่ออาจจะนิ่งๆ เฉยๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าแม่ แต่ดูเหมือนการขัดแย้งของพ่อแม่ ยิ่งทำให้พ่อแม่มีอายุยืนยาวมากขึ้น

ตาล กะ พี่ชาย ..... มีความสุขที่เห็นพ่อแม่เป็นแบบนี้ เรารู้ดีว่า ... พ่อแม่จะอายุยืน เพราะ ... พ่อแม่ ไม่ได้คิดว่า "ความขัดแย้ง" ที่มีอยู่เป็นเรื่องต้อง "ทน"

พ่อแม่ สอนพวกเราว่า ..... มีเรื่องเป็นร้อยๆ ที่ดูเหมือนต้อง "ทน"
แต่ ..... ก็ยังมีเรื่องอื่นๆอีกมากมายเป็นหมื่นๆเรื่อง
ที่เรา ..... ต่าง เคารพ และ ให้เกียรติต่อกัน
จึง ..... ทำให้ครอบครัวของเรามีความสุขได้ จนถึงทุกวันนี้


ตาล ยังไม่รู้เลยว่า ..... ตาลเรียนมาสูงกว่าพ่อแม่มากมายขนาดนี้ ตาลจะทำให้ครอบครัวของตาลมีความสุขได้ดีเท่าพ่อแม่ของตาลมั้ย ... ???

ตาล รู้สึกว่า ..... ชีวิตคู่สมัยนี้ แตกสลายกันได้ง่ายๆ เพราะโลกของเราเปลี่ยนไป ... โลกสมัยใหม่ มีทางเลือก และ ของเล่น ให้กับคนได้มากมายกว่าโลกสมัยเก่าๆ ซึ่งนั่นทำให้ คนสมัยใหม่ ให้น้ำหนักกับคำว่า ... "ทน" ... "ไม่มีความสุข" นั้น แตกต่างกับคนสมัยก่อน

7 / 8

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   31/05/2003 01:07 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 7  
     
 


ตาล เล่าเรื่องของพ่อแม่ มาทั้งหมดนี้ ..... ก็เพียงอยากให้เพื่อนๆที่ได้เข้ามาอ่าน หรือ เพื่อนๆ ที่กำลังมีปัญหาชีวิตคู่อยู่นั้น ตาลอยากให้ทุกๆคนถามตัวเองว่า ...

- ที่เราว่า "ทน" นั้น หนักหนาขนาดไหน ... ?
- เริ่มแรกที่เราเลือกเค้า ก็เพราะเค้าเป็นแบบนั้นใช่มั้ย ... ?
- และ เราจะปฏิเสธเค้าในวันนี้ เพราะอะไร ... ?
- เค้าแย่ขนาดนั้นมั้ย ... ?
- หรือ เค้าก็มีส่วนที่ดีๆอีกมากมายเช่นกัน ... ?

อย่าลืมนะคะ ..... พยายามแยกแยะ แบบยุติธรรม

ลอง ..... แอบมองเค้าหรือเธอของเรานั้น เวลาที่เผลอๆ
แล้วถามตัวเองว่า ... ทำไมเราจึงเลือกเค้า หรือ เธอ เมื่อครั้งนั้น ... ?

ตาลว่า ..... ต้องมีคำตอบให้เราอย่างแน่นอนคะ
แต่ ..... ถ้าเกิดหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้จริงแล้วล่ะก็
คงต้องยอมรับซะแล้วมั้งคะว่า ... "แต่ก่อนเราคงจะฉลาดน้อยไปหน่อย"
และ ..... ส่วนที่เหลือ เพื่อนๆ ก็คงต้องรับผิดชอบกันเองนะคะ


โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

8 / 8

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   31/05/2003 01:14 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 8  
     
  โบราณกล่าวไว้ว่า

"ไม้ไผ่ยังต่างปล้อง พี่น้องยังต่างใจ"

นับประสาอะไร กับ คนสองคน มาจากสองแห่ง จากต่างครอบครัว ต้องมาอยู่ร่วมกัน ย่อมต้องมีสิ่งแตกต่างกันเป้นธรรมดา

การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันของคนสองคนเมื่อตกลงปลงใจอยู่ร่วมกันอย่างถูกต้องตามประเพณีแล้ว และ เกิดปัญหาชีวิตขึ้นมา สิ่งแรกนั้น ทั้งสองคนต้องยอมรัยว่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน จะเกี่ยงว่า เธอผิด หรือ ฉันผิด ไม่ได้ ต้องยอมรับว่า เราผิด ต่างหาก เพราะเราต่างเลือกทางเดินด้วยกัน

และจากนั้น ร่วมมือกันแก้ไข ร่วมกันตัดสินใจ ไม่ใช่ ทางเลือกของฉัน หรือ ทางเลือกของเธอ ต้องเป็นทางเลือกของเรา

ถ้าไม่ร่วมมือกัน ชีวิตคู่ก็คงแตกสลาย กลายเป็น ชีวิตใคร...ชีวิตมัน

หรือ มีข้อยกเว้น??? สำหรับบางคน???
 
     
    By: พี่เก่ง     1/06/2003 02:39 AM  (128.153.11.212)
 

 
  หัวข้อ : 9  
     
 


From: ชาคโร
To: "Nicha" <nicha_kw@mweb.co.th>
Sent: Monday, June 02, 2003 4:39 AM
Subject: ความคิดเห็น


ถึง น้ำตาล

สวัสดีครับ
อ่านข้อความในกระทู้เรื่องคุณอาผู้หญิงรายนั้น ที่เขียนมาปรึกษาน้ำตาลเมื่อต้นเดือนที่แล้ว ผมมีความคิดเห็นที่อยากแสดงออกบ้าง ถ้าน้ำตาลตัดต่อข้อความดีๆ อาจจะตอบกระทู้อื่นได้หลายๆกระทู้ในเวลาเดียวกัน ไม่แน่ใจว่าคุณอารายนั้นจะมีโอกาสอ่านความคิดเห็นนี้รึเปล่านะ? แต่ไม่เป็นไรหรอกเรื่องแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันครับ

ผมเขียนข้อความณ.เวลานี้ตอนที่มีจุดยืนแบบนี้ ต่อไปถ้าเกิดผงเข้าตาผมบ้างจะกลับมาอ่านสิ่งที่ตนเองเขียนไว้ตอนนี้ อาจจะได้สติกลับมาก็ได้ ถึงตอนนั้นหวังว่าเว็บเรื่องเล่าของน้ำตาลคงไม่ปิดไปเสียก่อนนะ



มีหลายคนมักพูดว่า "ความรักไม่มีความถูกและความผิด" ผมคิดว่าแล้วแต่ว่าเราจะมองจากกรอบความคิดไหน การพูดโดยไม่มีกรอบความคิดวางไว้ตั้งแต่ต้น อาจทำให้เราหลงทางและเข้าใจว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง เหมือนเริ่มต้นจากมิจฉาทิฏฐิ (ความคิดที่ผิด) ไม่ว่าเราจะทำอะไรเราก็เชื่อว่าเราทำถูก เพราะมันอยู่ใต้กรอบของมิจฉาทิฏฐิ

ดังนั้นก่อนจะพูดเรื่องความรักมีความถูกและผิดไหม
ผมขอเสนอกรอบความคิดซึ่งมีอยู่ ๒ ประเภทคือ
๑.กรอบของศีลธรรม
๒.กรอบของสุขนิยม

ถ้าเราตีกรอบความคิดของเราอยู่ภายใต้กรอบของศีลธรรม การกระทำอะไรที่ผิดไปจากกรอบของศีลธรรม สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งที่ผิดไป ความรักที่เกิดกับใครก็ตามเป็นสิ่งที่ไม่ผิดตราบเท่าที่เราไม่ไปพรากลูก-เมีย-สามีของคนอื่น หรือการไม่ไปมีชู้กับชาวบ้าน

ถ้าเราตีกรอบความคิดของเราอยู่ภายใต้กรอบสุขนิยม ความรักที่ได้มาด้วยการมีชู้กับชาวบ้านหรือพยายามพรากคนที่ตนรักมาจากลูกเมีย-สามีคนอื่นไม่ถือว่าเป็นความผิดเพราะถือว่ามันสนองตอบความสุขของเรา

แต่ ..... คนอีกหลายๆคนอาจจะเลือกที่จะอยู่ตรงกลางระหว่างสุขนิยมและศีลธรรม



ละครและหนังหลายๆเรื่อง ดูเหมือนจะเอากรอบสุขนิยมมาเป็นกรอบในการตัดสินใจของตัวละคร ว่าจะเลือกทำอะไรลงไป นี่เลยกลายเป็นเหตุผลว่า ละครหลายๆเรื่องจบแบบโศกนาฏกรรม หรือกลายเป็นแบบอย่างที่คนในสังคมเลียนแบบ โดยไม่รู้สึกผิด เพราะถูกดูดกลืนและซึมซับทีละน้อยๆ จนไม่รู้ตัวจากการบริโภคสื่อเหล่านี้

สำหรับผมขอเอากรอบศีลธรรมเป็นตัวกำหนดในการแสดงความคิดเห็น โดยส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วยกับกรอบสุขนิยม

ความรักไม่ได้เกิดขึ้นแค่วันเดียวแน่ๆ ถ้าเจอปุ๊บชอบปั๊บอย่างนั้นคงเรียกว่าความหลง หลายคนแยกไม่ออกว่าความรักกับความหลงมันต่างกันอย่างไร ลองถามใจตนเองว่า เรามีความสุขจริงไหมถ้าจะต้องอยู่กับคนๆนี้จริงๆ? ถ้าไม่ใช่ อันนี้เรียกว่าความหลงมั๊ง

ความหลงอาจจะเกิดขึ้นได้จากการที่เราเจอใครบางคน ที่มีบุคลิกเหมือนใครสักคนที่เราอยากให้เป็น พูดในสิ่งที่เราอยากจะฟัง คิดและชอบอะไรคล้ายๆกันกับเรา ทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลินที่จะอยู่ด้วย ได้พูดได้คุยด้วย แม้ว่าตัวตนแท้จริงเราอาจจะไม่มีโอกาสสัมผัส ผิดไหมที่คนเราจะมีอาการหลงใหลใครซักคน? ไม่ผิดมั๊ง...คนมีรักโลภโกรธหลงเป็นธรรมดา ความรู้สึกมันเกิดๆดับๆได้เป็นเรื่องธรรมดา

ความรัก ..... คือการที่เราไม่โกรธและพร้อมที่จะให้อภัยได้ตลอดเวลา
(กฤษณะมูรติ จาก หนังสือ "แด่หนุ่มสาว")

การที่เรารักใครซักคน เรายอมรับในสิ่งที่คนๆนั้นเป็น เพราะเขาเป็นอย่างนั้นเราถึงรัก ตอนที่เรารักใครซักคน,ไม่ว่าเขาจะทำอะไรผิดพลาดลงไปเราก็พร้อมที่จะให้อภัยและให้โอกาสแก่เขาแก้ตัว เรามีความสุขที่เห็นเขามีความสุข หรือเราเองก็มีความสุขถ้าเราทำให้เขามีความสุขได้ พร้อมจะหยิบยื่นสิ่งดีๆให้เพราะรู้ว่านั่นคือการทำให้คนที่เรารักมีความสุข



คราวนี้ ..... พูดถึงความรักที่เจือด้วยความเห็นแก่ตัวบ้าง เรารักแล้วเรามักจะคาดหวังว่าจะต้องได้รับความรักตอบแทนกลับมาบ้าง พอไม่ได้รับกลับมาก็ผิดหวัง เสียใจ เพราะมีการคาดหวังเป็นกรอบกำหนดความคิดอยู่ หรือคาดหวังว่าคนที่เรารักจะต้องทำในสิ่งที่เราเรียกร้องต้องการอยู่ตลอดเวลาจึงจะตอบสนองความสุขของเรา ถ้าเราไม่ได้รับการตอบสนองอย่างนั้นก็ถือว่าไม่มีความสุข ... เราทุกข์เพราะเราคาดหวังไว้ตั้งแต่ต้น

คนเราส่วนใหญ่ตัดสินใจแต่งงานกันเพราะคาดว่าแต่งงานแล้ว น่าจะมีความสุขมากกว่าการอยู่เป็นโสด โดยส่วนตัวผมชอบคำว่า "สมรส" มากกว่า "แต่งงาน" เพราะ "สม=อ่านว่า สะ-มะ" แปลว่า "เสมอ" และ "รส" หมายถึง รสชาติของชีวิตที่มีทั้งความสุข ความเศร้า เรื่องดีใจ เสียใจ ผิดหวัง จับคำสองคำมารวมกันแล้ว มีความหมายว่าจากนี้ไปคนสองคนจะใช้ชีวิตร่วมกันผ่านเรื่องต่างๆทั้งความสุข ความเศร้า ความเจ็บปวด ความสนุกสนาน ไปพร้อมๆกันเท่าเทียมกัน

ดังนั้น ..... แต่งงานไปแล้ว คงไม่ใช่มีแต่เรื่องของความสุขเท่านั้น ที่จะเจอหลังแต่งงานกระมัง เรื่องร้ายๆต่างอาจจะผ่านเข้ามาทักทายแล้วจากไป ทิ้งร่องรอยความเจ็บปวดไว้เป็นบทเรียนให้ชีวิตของคนสองคนแข็งแกร่งขึ้น



คนส่วนใหญ่ตัดสินใจแต่งงานกัน คงไม่ได้ตัดสินใจแต่งงานทันทีที่เจอกันครั้งแรกกระมัง ยกเว้นโดนบังคับให้แต่งงานโดยที่เจ้าตัวไม่มีสิทธิปฏิเสธอย่างในสมัยโบราณ คนส่วนใหญ่คงมีสิทธิที่จะเลือกเป็นอย่างดีแล้วว่าคนๆนี้ฉันคงมีความสุขที่จะอยู่ด้วย

ก่อนแต่งงานถ้าจะไม่พอใจอะไรกัน ไม่มีความสุขที่จะคบหา เรามีสิทธิที่จะเลิกคบเมื่อไหร่ก็ได้ อาจจะเจ็บปวด ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะทำใจได้ แต่คงมีความสุขมากกว่าที่จะพยายามฝืนความรู้สึกแบบนั้นต่อไปเรื่อยๆ ความอดทนเป็นเรื่องที่ดีแต่มนุษย์ทุกคนมีขีดจำกัดของความอดทน เกินขีดจำกัดนี้ไปคงไม่มีใครพร้อมที่จะมาอดทนต่อไป การมาตำหนิอีกฝ่ายว่าทำไมไม่อดทนดูเหมือนจะไม่ยุติธรรม ลองถามตนเองกลับว่าถ้ามีใครมาทำกับเราแบบนี้เรายังสามารถอดทนได้มากขนาดไหน? เป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์มักนึกถึงตนเองมาก่อนคนอื่นเสมอ และมักจะไม่ได้มองในมุมกลับว่าถ้าตนอยู่ในสภาพอย่างนั้นตนจะเป็นอย่างไร

การเลิกรากันไม่ใช่เป็นเรื่องแปลก แต่จะดีกว่า ถ้าสามารถจบลงด้วยการจากกัน ด้วยความรู้สึกที่ดีๆยังหลงเหลืออยู่ หยุดตำหนิซึ่งกันและกัน เพราะมันก็คงไม่มีประโยชน์อะไรกับการตำหนิใส่กัน ตำหนิกันแล้วอะไรๆก็คงกลับมาไม่ได้อยู่ดี มีแต่ความรู้สึกเลวร้ายของคนๆนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใจเราเองกลับแย่ไปเรื่อยๆ



คราวนี้ ..... มาพูดถึงกรณีแต่งงานไปแล้วบ้างถ้าเกิดความไม่พอใจ หรือไม่มีความสุขเลยหลังจากแต่งงานไปแล้ว คงไม่ง่ายมั๊งที่จะบอกว่าไม่มีความสุขแล้วก็เลิกกันไป ถึงการเลิกกันจะเป็นหนึ่งในจำนวนทางเลือกที่กระทำได้ก็ตาม

ถ้าก่อนแต่งงานคาดว่า คู่ครองจะต้องเป็นอย่างนั้นแล้วเขาไม่เป็นขึ้นมา อย่างนี้คงต้องโทษตนเองที่วางกรอบไว้ตั้งแต่ต้นว่าเขาต้องเป็นอย่างนั้น ตัวเราเองเป็นอย่างที่เราอยากจะเป็นได้ทุกครั้งไหม? คำตอบคือไม่ได้ ดังนั้นคงไม่ใช่ความผิดของเขา ลดการคาดหวังหรือไม่คาดหวังเลยและยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น
คงช่วยทำให้มีความสุขมากขึ้น

ถ้าสิ่งผิดพลาดและข้อเสียของเขาทำให้เราโกรธ เสียใจ เรามานั่งเฝ้ามองข้อเสียของเขาอยู่ตลอดเวลา เราจะรู้สึกว่าเราไม่น่าจะเสียเวลามาใช้ชีวิตร่วมกันกับเขาเลยน่าจะหยุดตอนนี้ดีกว่า แต่ลองย้อนกลับมามองบ้างไหมว่า ทุกคนมีข้อเสียถ้วนหน้า ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ การเฝ้ามองข้อเสียของคนๆหนึ่งจะเห็นว่าคนๆนั้นไม่น่าจะคบหาเลยเพราะจะมีข้อเสียผลุดขึ้นมาเรื่อยๆ ถ้าจะลองมองคนๆหนึ่งในด้านดีบ้าง ผมเชื่อว่าอย่างน้อยคนทุกๆคนมีข้อดีแน่ๆจะมากจะน้อยแตกต่างกันไป มองในแง่ดีของคนนั้นบ่อยๆจะเห็นว่าคนๆนั้นก็ดีพอที่จะคบหาได้ ถ้าสามีหรือภรรยาทำให้เสียใจ ลองพยายามมองแต่ข้อดีของเขาดูบ้าง แกล้งหลับตาไม่สนใจข้อเสียอย่าไปตอกย้ำมาก เราอาจจะรู้สึกว่าเขาก็เป็นคนที่ดีที่ทำให้เราสามารถมีความสุขได้เช่นกัน

ถ้าการไม่มีความสุขมันมาจากปัจจัยรอบข้าง ถ้าช่วยกันฝ่าฟันปัญหาพวกนี้ไปด้วยกัน โดยไม่ทิ้งอีกฝ่ายให้เผชิญหน้ากับปัญหาตามลำพัง ความสุขก็คงจะเกิดได้ท่ามกลางปัญหาเหล่านี้ที่มารบกวนความสุข



สิ่งที่สำคัญคือการสื่อสารระหว่างกัน เมื่ออีกฝ่ายพูด อีกฝ่ายพร้อมจะรับฟังไหม การเก็บปัญหาเอาไว้ตามลำพังโดยไม่เคยเปิดเผยปัญหาระหว่างกันเลย อีกฝ่ายก็คงไม่มีทางรู้ปัญหา คงไม่มีใครรู้สึกดีถ้าจะต้องเป็นฝ่ายฟังอย่างเดียวโดยไม่มีสิทธิพูด หรืออีกฝ่ายพูดอย่างไร อีกฝ่ายก็ไม่เคยสนใจฟังเลย ปัญหาบางอย่างแก้ไขได้ถ้ามีการเปิดใจกว้างๆที่จะคุยกันช่วยกันแก้ปัญหาให้ลุล่วง

ถ้าพยายามทุกอย่างแล้วไม่มีความสุขขึ้นเลย ถามใจตนเองว่าถ้าจะอยู่ตามลำพังอีกครั้งมีความสุขมากขึ้นจริงรึเปล่า? ใช้เวลานานมากพอก่อนจะตัดสินใจ
ลองพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนหลายๆความคิด อย่าไปติดกับพวกเชียร์ให้เลิกรา ฟังพวกนี้พูดมากๆก็โอนเอียงไปตามแรงเชียร์ สุดท้ายก็คงเลิกราจริงๆ ถ้าสรุปแล้วไม่ว่าพยายามอย่างไรแล้วก็ไม่มีความสุขที่จะอยู่ในสภาพต่อไป การเลิกราก็คงเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ปัญหามันไม่จบแค่เลิกรากันไปถ้ามีลูกด้วยกัน ไม่มีลูกคนไหนมีความสุขที่พ่อแม่เลิกรากันไป มันเป็นความเจ็บปวดที่ฝังอยู่ลึกๆ แม่พ่อบางคนคิดว่าการมีสามีหรือภรรยาใหม่เป็นทางออกที่ดีแก้อาการเหงาของตัวเอง แต่มันเป็นการสร้างปัญหาให้กับลูก

แต่งงานใหม่ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหา ปัญหาจากคู่ครองรายใหม่ใช่ว่าจะไม่มีเลย เผลอๆอาจจะเป็นการหนีเสือปะจระเข้ก็ได้ ไม่ได้อยู่ด้วยกันจริงๆจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่ดูเหมือนดีพร้อมก่อนแต่งจะไม่ก่อปัญหาตามมาภายหลังแต่งงาน

แต่งงานไม่ใช่การซื้อล็อตเตอร์รี่อย่างที่หลายๆคนชอบเหมาเอา การแต่งงานไม่ใช่การเล่นการพนัน การลองเสี่ยง แต่เป็นความมุ่งมั่นของคนสองคนที่จะฝ่าฟันสิ่งต่างๆไปด้วยกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุกข์หรือสุข



บางคนเลือกที่จะไม่เลิกราแต่เลือกที่จะใช้ชีวิตคู่ต่อไปด้วยความอดทน บางคนก็หาทางออกด้วยการติดต่อกับชายหญิงคนใหม่ที่ให้ความสุขกับตนเองในสิ่งที่สามีหรือภรรยาไม่สามารถให้ได้ คราวนี้กลับมาพูดถึงกรอบความคิดอีกที ขึ้นอยู่กับว่าใครจะยึดกรอบอะไร ถ้ายึดกรอบสุขนิยมเขาอาจจะเลือกการมีอะไรที่เกินกรอบของศีลธรรมสนองความต้องการความสุขของตัวมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สำหรับผมไม่เห็นด้วย ไม่มีใครมีความสุขที่เห็นคู่ครองของตัวเองไปมีอะไรกับคนอื่น

ความรักและความหลงไม่ได้เกิดขึ้นวันเดียวแน่ๆ มันสะสมไปเรื่อยๆและกลไกของมันก็จะฉุดให้ทำอะไรมากขึ้นเรื่อยๆ ขาดสติเมื่อไหร่มีแนวโน้มจะทำอะไรผิดพลาดเกินไปจากกรอบของศีลธรรมได้ง่ายๆ

ผิดไหม ..... ถ้าจะมีความรักเกิดขึ้นภายหลังจากแต่งงานไปแล้ว? จะด้วยเหตุผลว่าไม่มีความสุขจากชีวิตสมรส, หรือว่าเกิดมาจากการพบคนที่ถูกใจก็ตาม
มันมีสิทธิเป็นไปได้ทั้งนั้น เพียงแต่คงต้องมีกรอบความคิดที่จะเหนี่ยวรั้งเราไม่ให้ทำในสิ่งที่ผิดพลาด ไม่อย่างนั้นถ้าเราปล่อยตามอารมณ์ไปเรื่อยๆ สุดท้ายคงแพ้ในที่สุดแล้วเลือกที่จะทำตามความต้องการ

ความรักภายหลังแต่งงานคงมีได้ไม่ผิดถ้าจะอยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกดีๆ หวังดี ยินดีช่วยเหลือ หยิบยื่นสิ่งดีๆให้ ห่วงใย ยินดีเมื่ออีกฝ่ายมีความสุข โดยไม่เรียกร้องเป็นเจ้าของเจ้าของ ไม่ไปยุ่งย่ามชีวิตคู่ครองของอีกฝ่าย การเข้าไปยุ่งย่ามมากๆจนชีวิตคู่ของอีกฝ่ายเกิดปัญหาขึ้นมา อย่างนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมเลย ออกจะเป็นบาปด้วยซ้ำ



ถ้ามีกรอบที่จะคบหาและรักษาไว้ให้ได้อย่างนั้นตลอดไป โดยไม่ทำลายครอบครัวตนเองและอีกฝ่าย ไม่น่าจะเป็นเรื่องเสียหายอะไร เพราะความรักไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการแต่งงานใช้ชีวิตด้วยกันเสมอไป เราอาจจะมีความสุขที่เห็นคนที่เรารักมีความสุขโดยที่เราอาจจะไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยเพราะเขาอาจจะไม่มี ความสุขถ้าจะต้องอยู่ด้วยกัน แต่เราก็ยังสามารถช่วยเหลือเขา หยิบยื่นสิ่งดีๆให้เขา ได้ตลอดเวลา โดยไม่ไปก้าวก่าย ไปทำลายความสุขในครอบครัวของเขา เพราะการทำแบบนั้นมันเห็นแก่ตัวและบาปมาก

แต่โดยมากคบไปมากๆก็มักทำเกินกรอบ วิธีป้องกันคือถ้าใจอ่อนแอเกินไปน่าจะหยุดดีกว่า พยายามต่อไปสุดท้ายอารมณ์พาไปขาดสติก็อาจจะทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องแล้วคงไม่มีความสุขนักถ้าจะใช้ชีวิตครอบครัวแต่ใจกลับหยิบยื่นให้กับคนนอกครอบครัว

พูดแล้วมันดูออกจะทำยากอยู่สักหน่อย แต่เรื่องทั้งหลายในโลกล้วนแต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป เกิดได้ก็ดับได้เหมือนกัน อาจจะใช้เวลากว่าจะดับความปรารถนาที่ลุกโชติช่วงอยู่ในใจลงแต่ถ้ามุ่งมั่นอย่างจริงจังสุดท้ายก็จะดับไปได้ เรื่องทั้งหมดมีใจเป็นที่ตั้ง ถ้ายอมแพ้ใจตนเองก็จะยอมแพ้เรื่อยไป

สิ่งหนึ่งที่คุณอาผู้หญิงรายนั้นน่าจะภูมิใจในสามีที่ใช้ชีวิตทุกข์ยากร่วมกันมาตลอดที่ผู้ชายคนใหม่ให้ไม่ได้ก็คือ การที่สามีให้สมบัติที่มีค่าที่สุดและทำให้การทำหน้าที่มนุษย์ครบถ้วนคือ การมีลูกด้วยกัน ลูกที่เป็นสายสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่

ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ตอนที่รู้ว่าได้เป็นแม่คนมันเกินค่าจะบรรยาย ที่ญี่ปุ่นมีรายการสารคดีเขาไปถ่ายบรรยากาศคนคลอดลูก ในความน่ากลัวของบรรยากาศของความเจ็บปวดในขณะคลอดลูกกลับมีความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่เมื่อแม่ได้เห็นหน้าลูก,ให้นมลูกเป็นครั้งแรก แม่ทุกคนมีแต่รอยยิ้มแห่งความดีใจ ความรู้สึกแบบนั้นคนเป็นแม่เท่านั้นที่จะเข้าใจ



นี่ ..... คือความเห็นส่วนตัว
คนอื่นอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม
เป็นสิทธิส่วนตัวที่อาจจะคิดเห็นแตกต่างไปจากนี้
แต่นี่เป็นจุดยืนของผมตอนนี้

ชาคโร


 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/06/2003 09:59 PM  (203.155.35.114)
 

 
  หัวข้อ : 10  
     
  เป็นเรื่องน่าเห็นใจ แต่ต้องฝืนไว้ดีกว่าถลำตัวผิดประเวณี ควรคุยกับสามีโดยแยกกัน และให้เขายินยอมมีคนอื่น แต่ลูกเล่า การมีชู้มีโทษแก่ตนเอง ขอให้เชื่อว่ามีจริงแน่นอนไม่ต้องสงสัย  
     
    By: พี่โอ่  Mail to พี่โอ่   5/06/2003 08:46 PM  (203.147.0.42)
 

 
  หัวข้อ : 11  
     
  เข้าใจว่าคุณอาก็เป็นคนที่มีจุดยืนในเรื่องศีลธรรม ถึงรู้สึกละอายใจและตั้งกฏเกณฑ์เพื่อเป็นข้อแม้ให้กับตนเอง
ดิฉันเองก็มีปัญหาคล้ายๆคุณคือเราทั้งสองฝ่ายต่างมีภาระทางใจแล้ว คือดิฉันมีคู่หมั้น แต่เขามีคู่หมายที่จะแต่งงานกันภายในปีนี้
เราพบกันกันยายน45 แล้วดิฉันหมั้นปลายปี45 นับแต่วันแรกที่พบก็เหมือนจะรู้ด้วยสัมผัสที่หก ทั้งสองฝ่ายว่า ใช่เลย แต่ไม่เปิดเผยทั้งสองฝ่าย ดิฉันเองก็ตั้งข้อจำกัดให้กับตัวเอง ไม่ให้เขาติดต่อดิฉันได้นับแต่หมั้น เพราะพยายามยึดทางกรอบศีลธรรมและคิดถึงจิตใจของอีกสองคนที่อยู่ด้านหลัง แต่ปัญหาเกิดขึ้นคือตลอดสามเดือนกว่าๆหลังการหมั้น ดิฉันพบเห็นเรื่องราวๆหลายๆอย่างที่เกิดจากคู่หมั้นที่สร้างความสั่นคลอนความเชื่อมั่นที่มีต่อเขา กอปรกับความเห็นแก่ตัวที่จ่มชัดในความเป็นเขาทำให้เสียความรู้สึกบ่อยๆ จนหมดความคิดที่จะแคร์เขาขึ้นมา และก็เป็นเหตุให้ดิฉันคิดถึง,ตัดสินใจที่จะติดต่อกับคนที่กั้นเขื่อนใจไว้ (ขอเรียกคนนี้ว่าเป็น soul mateนะคะ) ซึ่งเมื่อมาพบกันใหม่เมื่อเดือนมีนา ดิฉันรู้ใจตัวเองแน่นอนว่า คนนี้ใช่เลยจริงๆ และก็ปกปิดความรู้สึกเอาไว้ อีกประการหนึ่งก็คิดว่าเราอาจรู้สึกฝ่ายเดียว จนถึงวันที่จะต้องจากกันช่วงสงกรานต์ เขาก็สารภาพความรู้สึกที่มีต่อดิฉัน ซึ่งดิฉันก็ไม่กล้าให้เขาล่วงรู้ความในใจที่แท้จริง ได้แต่จากมาด้วยคำที่บอกเขาว่า " อย่าทำบาปนะ"จริงๆดิฉันกลัวแพ้ใจตัวเองก็เลยตัดใจไม่อยู่กรุงเทพและไม่ให้เขาติดต่อได้ และก็คิดว่าเรามีคู่หมั้นแล้วเขาเองก็มีคนที่รอเขาอยู่ ดิฉันตั้งใจอย่างเปี่ยมล้นในการแก้ปัญหากับคู่หมั้นและคิดว่าจะรักเขาให้ได้ แต่ไม่สำเร็จค่ะ 1 เดือนเต็มๆ ดิฉันคิดถึงsoul mate มากแต่ก็ไม่ยอมติดต่อใดๆ ถึงแม้จะมีระหองระแหงกับคู่หมั้น หลังจากสงกรานต์ มาตลอด จนถึงวันที่คิดว่าอะไรจะเกิดก็เกิดเพราะเขาไม่ถนอมความรู้สึกและก็เกิดซ้ำๆทั้งๆที่เคยขอร้องแล้วว่า อย่า...หลังจากหมั้นได้เรียนรู้เพิ่มเติมว่าถ้าอะไรที่บอกเขาว่า ไม่ชอบคู่หมั้นจะทำบ่อยๆ คือที่ผ่านมาก็เกรงใจคู่หมั้นและก็ไม่อยากให้เขาเสียใจและเสียความรู้สึก (ดิฉันยังไม่มีความสัมพันธ์ทางกายกับทั้งสองฝ่าย) ก็เลยโทรหาsoulmate เมื่อปลายพค.นี้
แค่ทางสายดิฉันก็มีความสุขใจเป็นอย่างยิ่ง คำแรกที่เขาพูดเมื่อได้ยินเสียงดิฉันคือ คิดถึงทุกวันเลยรู้เปล่า เราคุยกันแบบมีเรื่องไม่รู้จบเกือบสองชั่วโมง แต่หลังจากวางสายลงดิฉันก็ต้องกับมาอยู่ในจุดเดิมที่ว่าไม่อยากทำให้ผูหญิงอีกคนหนี่งเสียใจ ส่วนคู่หมั้นดิฉันก็ไม่รู้ว่าเขาจะหยุดพฤติกรรมที่เป็นเสมือนแรงกระตุ้นให้ดิฉันตะบะแตกได้หรือไม่ ดิฉันไม่รู้ว่าเขื่อนในใจที่ดิฉันสร้างไว้จะแข็งแรงและต้านทานความต้องการและความรู้สึกของตนเองได้นานเท่าไร อ้อ!และจากการโทรครั้งสุดท้ายเขาก็ปรึกษาเรื่องการแต่งงานกับดิฉันว่าเขาควรจะแต่งหรือไม่เพราะตอนนี้เขาเพียงผูกพันกับคนนั้น แต่รักดิฉัน แต่ดิฉันบอกเขาว่าถ้าเขาใช้เวลากับคนนั้นแล้วมีความสุขก็แต่งเถิด จริงๆดิฉันรู้สีกใจหายที่พูดเช่นนั้น แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าถ้าเขามีความสุขก็โอเค และประการสุดท้ายก็บอกกับใจต้วเองว่า คู่แล้วไม่แคล้วกัน ก็ต้องรอดูกันต่อไป ว่าจะเป็นอย่างไร ถ้ามีโอกาสจะมาเขียนตอนที่ผลออกแล้ว ก็คงไม่นานทุกฝ่ายเพราะคู่ดิฉันก็กำหนดแต่งภายในพย.นี้ ก็จะทำให้ดีที่สุดที่เหลือก็ต้องคิดแบบไทยๆว่าแล้วแต่วาสนา หรือใครมีข้อแนะนำอย่างไรก็ยินดีค่ะ
 
     
    By: ชมตะวัน     6/06/2003 06:33 AM  (213.123.156.191)
 

 
  หัวข้อ : 12  
     
  sugar
บางครั้งอาจยังไม่รู้
ว่าตาลเองก็อาจจะได้เจออกับครอบครัวใหม่ที่ดี
ครอบครัวที่ตาลเป็นคุณแม่..มีคุณพ่อ..ลูก..
คงวิเศษ..ตามความเป็นไป..ในวิถีของเราแต่ละคน
นิน
สวนส้ม
 
     
    By: obo  Mail to obo   7/06/2003 06:09 PM  (202.28.4.12)
 

 
  หัวข้อ : 13  
     
  คุณน้ำตาลครับ

ผมมีเพื่อน(ผู้ชาย) ที่คอยเอาอกเอาใจผมมากเป็นพิเศษ สนิทสนมกันมาหลายปีแล้ว ผมยอมรับว่าเขาดีกับผมมาก แต่การเอาใจของเขานั้นมันมากเกินปกติ จนทำให้ผมเกิดความรำคาญ เช่น ผมไปเที่ยวบ้านเขา เขาก็จะยกขนมมาให้ พอทานหมด เขาก็จะรีบไปยกอย่างอื่นมาให้ทานอีก ผมต้องบอกว่าพอแล้ว ที่ผมมาที่บ้านคุณนี้ผมต้องการจะพูดคุยกับคุณมากกว่า เขาก็ยังพยายามยัดเยียดให้ผมทานอีก

ผมมีความรู้สึกว่า เราสื่อกันไม่เข้าใจเลย จนระยะหลังผมต้องปลีกตัวห่างออกมา เพราะหลายๆเรื่อง ผมคุยกับเขาเหมือนกับว่า กำลังคุยกันคนละเรื่อง

คำอวยพร :- คุณน้ำตาลช่วยแนะนำผมหน่อยครับ ขอบคุณครับ
..............................................................................
โดยคุณ : สุพจน์ เมื่อ 10 มิถุนายน 2546, 9:27 น.
ที่มา ::: http://www.budpage.com
 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   10/06/2003 01:23 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 14  
     
 


สวัสดีคะ ..... พี่สุพจน์

ขอบคุณ ..... มากๆ นะคะ
ที่ ..... ไว้ใจตาล ขนาดให้ตาลแนะนำเรื่องของ พี่สุพจน์
ตาล ..... ไม่มีประสบการณ์แบบพี่สุพจน์หรอกนะคะ
อาจ ..... แนะนำพี่ไม่ได้ อย่างที่พี่หวังไว้
แต่ ..... คำว่า "เพื่อน" ยิ่งใหญ่สำหรับตาลเสมอ
ตาลว่า ..... การมีเพื่อนที่สนิทกัน และคบกันมาได้หลายๆปี ถือว่าเป็นโชคดีนะคะ

พ่อ สอนตาลเสมอว่า ..... เราไม่ควรไปถามอะไรเพื่อน...เพื่อน
เพราะ ..... บางเรื่อง เค้าอาจไม่สะดวกที่จะตอบเรา
ถ้า ..... เราอยากรู้จักใคร เราต้องจริงใจ และ คบกันไปเรื่อย...เรื่อย
เรื่อง ..... ชีวิตของทุกคน ก็จะค่อย...ค่อย ทยอยออกมา
ด้วย ..... ความรู้สึกที่อยากเล่าให้ใครคนนึงฟัง
ด้วย ..... ความอบอุ่น และ มีความเอื้ออาทรต่อกัน
ทั้ง ..... ยินดี และ อยากปลอบโยน
ทุกอย่าง ..... ต้องค่อย...ค่อยสร้างขึ้นมา
แล้วในที่สุด ..... "เวลา" จะทำให้เรารู้เองว่า คน...คนนี้ คือเพื่อน
และ ..... คนที่ดีที่สุดสำหรับเราเสมอ

วิธี ..... ของพ่อ ก็คงยังใช้ได้ดี แต่ ตาลว่า ..... เมื่อเราเรียนจบชั้นมัธยมปลาย เราและเพื่อน…เพื่อน ก็เริ่มแตกต่างกันแล้ว เราอาจเลือกเรียน บัญชี ... กฎหมาย ... นิเทศน์ศาสตร์ ... วิศวกรรมศาสตร์ ... การขาย ... การตลาด ฯลฯ

ดังนั้น ..... แนวทางการคิดและการดำเนินชีวิตของเรากับเพื่อนก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน บางครั้งเพื่อนที่เราเคยรู้จัก อาจมุ่งมั่นเอาดีทางวิชาชีพที่เค้าได้ร่ำเรียนมา หรือ ภาวะเศรษฐกิจบีบรัด ทำให้ต้องดิ้นรนหารายได้เพิ่มขึ้น เพื่อการมีชีวิตอย่างทัดเทียมเพื่อนฝูงในสังคมคนเมือง

และ บางครั้ง ..... เพื่อนที่เราเคยรู้จัก เค้าอาจมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะสังคมที่อยู่รอบๆตัวเค้าอย่างใหม่ๆ ซึ่งเราอาจไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเค้า

ถ้า ..... ตาลคบกับเพื่อนคนไหน แล้วเราไม่รู้สึกมีความสุข แต่อึดอัดและเกิดความรำคาญมากกว่า ตาลก็จะขอเพื่อนคุยด้วย คุยกันอย่างเปิดเผย คุยกันว่าเราชอบ และ ไม่ชอบอะไร เพื่อนมีอะไรหรือไม่ ที่ต้องการให้เรารับรู้ ... ช่วยเหลือหรือเปล่า และ เราจะหาจุดที่ลงตัวระหว่างเรากับเพื่อนได้มากน้อยแค่ไหน ทุกอย่างต้องคุยกันมั้งคะ ... ???

อย่า ..... รังเกียจการสนทนากับเพื่อนเลยนะคะ บางครั้ง ..... เพื่อนของเราอาจมีปัญหา ที่ไม่สามารถบอกใครได้ เพราะเพื่อนก็คงไม่แน่ใจว่า ถ้าเรารู้ เราจะรับได้หรือไม่ อาจทำให้เสียเพื่อนไป

ณ ..... วันนี้ เพื่อนเราอาจกำลังเหงา และ ต้องการใครสักคน ที่เค้าคิดว่าจริงใจ และ ดีกับเค้าจริงๆ เค้าจึงแสดงความเอาใจใส่เรามากๆเป็นพิเศษ เพราะคิดว่าการกระทำเช่นนั้น จะทำให้เราชอบและสบายใจ และ จะผูกใจใครสักคนไว้เป็นเพื่อนที่เค้าพอใจได้ ถ้าการกระทำนั้น เป็นเหตุให้เพื่อนสบายใจแต่เพียงฝ่ายเดียว เราต้องคุยกับเพื่อนอย่างตรงไปตรงมา และ หาทางแก้ไข ในจุดที่เราทั้งสองคนรับได้ น่าจะดีที่สุดนะคะ เรื่องบางเรื่องคงต้องคุยกันมากๆมั้งคะ เราจึงจะเข้าใจกัน

ตาล ..... เคยมีเพื่อนมาหา เรานั่งคุยกัน เรียกว่า...ตาล ฟัง...ดีกว่านะ เพื่อน...กำลังมีปัญหากับแฟน เพื่อน...อยากเล่าให้ตาลฟัง ตาล...ก็ฟัง ฟังจริง...จริง ไม่ได้พูดอะไรเลย ไม่ได้แนะนำ เพราะ...รู้ว่า ตาล ให้คำแนะนำกับเพื่อนไม่ได้ แต่ตาลก็รับฟัง

ว่า.....ตอนนี้ ความรักของเพื่อน เดินไปถึงจุดไหนแล้ว ฟังว่า...เพื่อนเจ็บตรงไหน มีปัญหาอะไร ประมาณ 2 ชั่วโมงผ่านไป เพื่อน...ก็น้ำตาซึม...ซึม บอกว่า... “ขอบใจ นาย มากนะตาล ที่เราต้องการก็เท่านี้แหละ เราไม่ได้ต้องการให้ใครมาปลอบเรา ขอบใจ...ที่นาย ไม่แนะนำอะไร นาย...เป็นผู้ฟังที่ดีมากเลยนะ ตาล.....

เท่านี้.....ก็พอ เพราะที่ผ่าน...ผ่านมา แฟนเรา เค้าไม่ฟังเราเลย พ่อแม่ ก็ไม่ยอมฟังเรา ไม่มีใครยอมฟังเราเลย จนเราจะบ้าแล้ว เหมือนอยู่คนเดียวในโลก ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครฟัง แต่...มีนาย คนเดียว ที่มองตาเรา และ ฟังเราอย่างตั้งใจ เรารู้ว่า...นายไม่หลับ ถึงแม้ นาย...จะไม่พูดอะไรเลยก็ตาม ขอบใจ...ขอบใจนะ...ขอบใจนายมากจริง...จริง”

แล้ว.....ตาล ก็เพิ่งรู้ว่า...การที่เรานั่งฟังใครสักคน พูดในเรื่องที่เค้าต้องการจะพูดนั้น การเป็นผู้ฟังที่ดี คือการแสดงความรักที่อบอุ่น และ ดีที่สุด ที่เราควรมีให้กันและกันเสมอคะ


โชคดีค่ะ บ๊ายบายนะคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   10/06/2003 01:27 PM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 15  
     
  ขอบคุณ คุณน้ำตาลมากครับ
สำหรับความคิดเห็นของคุณน้ำตาล
อันที่จริงแล้วผมไม่ได้คิดว่า คุณจะมีอายุน้อยกว่า
หรือมากกว่า หรือสถานะตำแหน่งหน้าที่การงานจะเป็นอย่างไร
แต่ผมสนใจสาระเนื้อหาความคิดอ่านที่เขาตอบมาให้ผมมากกว่า

คำอวยพร :- ขอบคุณครับ
................................................................................
โดยคุณ : สุพจน์ เมื่อ 11 มิถุนายน 2546, 13:48 น.
http://www.budpage.com/budboard/show_content.pl?b=1&t=1037
 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   12/06/2003 01:30 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 16  
     
  ยินดีคะ
โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/
..............................................
http://www.budpage.com/budboard/show_content.pl?b=1&t=1037
 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   12/06/2003 07:49 AM  (203.107.130.10)
 

 
  หัวข้อ : 17  
     
  ดูเหมือนปัญหาความทุกข์จากความรักและชีวิตสมรสเป็นปัญหาที่มีมุมมองและทางเลือกในการแก้ปัญหาแตกต่างกัน ถูกหรือผิดที่เลือกแบบนั้นคงขึ้นอยู่กับแต่ละคนครับ เพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง

มีความเห็นที่แสดงเอาไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ในเว็บข้างล่างนี้ครับ ลองอ่านดูครับ

http://www.budpage.com/budboard/show_content.pl?b=1&1=1109
 
     
    By: ชาคโร     7/07/2003 06:09 PM  (219.12.0.101)
 

 
  หัวข้อ : 18  
     
  ขอโทษครับ ที่ผมเขียนผิดในความเห็นที่๑๗ เว็บที่ถูกต้องข้างล่างนี้ครับ ลองอ่านดูครับ

http://www.budpage.com/budboard/show_content.pl?b=1&t=1109
 
     
    By: ชาคโร     7/07/2003 06:18 PM  (219.12.0.101)
 

 
  หัวข้อ : 19  
     
  ผมกลับมาอ่านกระทู้นี้ใหม่ หลังจากเคยเขียนแสดงความเห็นเอาไว้เมื่อปีที่แล้ว จนถึงตอนนี้จุดยืนของตัวเองยังคงเหมือนเดิม

อ่านเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวกับความรักตามกระทู้ต่างๆแล้วสงสัยว่า หลายคนมักจะเอาสิ่งผิดพลาดเรื่องความรักในอดีตมาเป็นกรอบล้อมตัวเอง แล้วปิดโอกาสที่จะพบคนที่ดีในชีวิต โดยเอาคำพูดที่ว่า "ที่ใดมีรักที่นั้นมีทุกข์" มาอ้างอิง คำพูดนี้จริงหรือเปล่า? ผมยังคลางแคลงใจอยู่ เพราะความจริง...ถึงจะไม่มีรักมันก็มีทุกข์ได้ และถ้ารู้จักรักผู้คนอย่างมีสติ เราจะไม่เป็นทุกข์เลยมากกว่า

ท่านอื่นมีความเห็นอย่างไรบ้างครับ?

มีตัวอย่างมากมายในชีวิตจริงของผู้คนที่ผ่านสิ่งต่างๆในชีวิตคู่ที่ผมแสดงเอาไว้ในบุดเพจ ท่านที่สนใจลองอ่านในความเห็นที่ ๑๘ ดูครับ

ทุกข์แปลว่า สภาพที่ทนได้ยาก เวลาผู้คนอยู่ในห้วงแห่งความรัก ทนได้ยากกันจริงไหม? ถ้าใช่ ก็ถือว่าเป็นทุกข์ แต่ถ้ายังทนได้นานๆอย่างไม่เดือดร้อน ก็คงไม่ถือว่าเป็นทุกข์อะไร

ฟังเพลงของแนท คิง โคล เพลง "Nature Boy" ที่หนังเรื่องมูแลงรูจ เอามาใช้ร้องประกอบและท่อนท้ายของเนื้อร้องเพลงนี้กลายเป็นวลีติดปากกันว่า

"สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการได้รัก และได้รับรักเป็นเครื่องตอบแทนกลับมา"

ผมมองว่าความคิดนี่อาจจะเป็นเรื่องปกติของผู้คน แต่ความคิดแบบนี้ยังเจือความเห็นแก่ตัวนิดๆ เหมือนทำอะไรแล้วต้องหวังว่าต้องได้รับอะไรตอบแทนกลับมา ถ้าความรักเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่จะมอบให้ใครซักคน และการมอบให้นั้นเป็นความสุข เป็นความรู้สึกที่ดี คงไม่จำต้องมารอคอยอะไรตอบแทนกลับมา เพราะความสุขในการให้มันยิ่งใหญ่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว ที่เสียใจกันมากกับความรักเป็นเพราะเชื่อตามเนื้อร้องข้างต้นว่า...รักเพื่อได้รับความรักตอบแทนกลับมา คิดแบบนี้ถูกหรือเปล่านะ? ผมไม่สรุป...ท่านทั้งหลายลองคิดเอาเองดูครับ
 
     
    By: ชาคโร     18/09/2004 03:49 PM  (219.12.0.105)
 

" ?????? "    ???   test   3/02/2016 02:39 PM
     
  http://ชาติไทย.com/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/  
     

     
 
       
ชื่อ - นามสกุล ::
  *
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
       
     
 
     
 
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ


Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.