| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- เข้าระบบผู้ดูแล -



ภาพสะท้อนของวัฒนธรรมดั้งเดิมของแผ่นดินไทย
     
 


หนังสือประกอบการเขียน

วารสารเมืองโบราณ ..... และเว็บไซต์ของวารสารเมืองโบราณ เป็นวารสารวิชาการ เพื่อการอนุรักษ์มรดกไทย ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปะ และวัฒนธรรม วารสารเมืองโบราณ นำเสนอเรื่องราว ที่น่าสนใจ ในแง่มุมต่างๆ ทางด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ รวมถึง มานุษยวิทยา วิชาที่ว่าด้วยเรื่องตัวคนและสิ่งที่คนสร้างขึ้น ด้วยจิตสำนึก และ ความภาคภูมิใจ ในภูมิปัญญา ของบรรพบุรุษไทย


>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ


\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
      By : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    1/03/2005 09:21 PM  (202.44.14.194)  
 
 
 
  ความคิดเห็นที่: 1  
     
 


เมืองโบราณ

ภาพสะท้อนของวัฒนธรรมดั้งเดิม อันหลากหลายบนผืนแผ่นดินไทย ด้วยการนำเสนอในรูปแบบที่เป็นจริงและวิจิตรตระการตา เป็นสถานที่ ที่จำลองเอาโบราณสถาน ที่มนุษย์สร้างงานสถาปัตยกรรมไว้อย่างน่ามหัศจรรย์ ผสมผสานกับธรรมชาติอันร่มเย็น ส่วนใหญ่จะเป็นสถานที่ ที่สำคัญๆ ทั่วเมืองไทยมาไว้ที่นี่ แบบเที่ยวทั่วไทยใน 1 วัน เหมาะสำหรับครอบครัวและคนที่รักงานสถาปัตยกรรมแบบเก่าๆ มีจักรยานให้เช่า หรือจะนำไปเองก็ได้คะ การเที่ยวชมภายในเมืองโบราณ จะให้ดีควรเดิน หรือใช้จักรยานเท่านั้น ถึงจะเหมาะกับบรรยากาศ ถ้านำอาหารกลางวันไปทานเอง ควรไปให้ถึงศาลาแปดเหลี่ยมประมาณ 11.30 น. จะรู้สึกถึงบรรยากาศที่ร่มรื่น และ อบอุ่น

เส้นทางไปเมืองโบราณ หากพวกเราได้มีโอกาสเดินทางไปจังหวัด สมุทรปราการ หรือ ที่เราเรียกกันติดปากว่า ปากน้ำ ใช้เส้นทางสุขุมวิทสายเก่า ไปทางบางปู ห่างจากกรุงเทพฯ ไม่ไกลนัก ประมาณ กม. 33 เมืองโบราณ จะอยู่ทางซ้ายมือ เนื้อที่ประมาณ 1 พันไร่ ถ้าเราเคยได้ไปถึงฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ เราก็ไม่ควรพลาดที่จะเข้าไปสัมผัสกับความตระการตาของ เมืองโบราณ ห่างจากฟาร์มจระเข้ ไม่กี่กิโลเมตร ตรงข้ามวิทยาลัยเทคนิคก็ถึงแล้ว

การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ใช้เส้นทาง สำโรง-สมุทรปราการ ถึงสามแยกสมุทรปราการ เลี้ยวซ้ายไปตามถนนสุขุมวิทสายเก่า ไปทางบางปู ประมาณกิโลเมตรที่ 33 เลยพิพิธภัณฑ์ช้าง มีรูปช้างใหญ่ 3 เศียร ใหญ่มาก เลยฟาร์มจระเข้ และ วิทยาลัยเทคนิค ซึ่งจะอยู่ด้านขวา ไปอีกนิด ก็จะเจอป้ายบอก เมืองโบราณ จุดหมายของเราก็อยู่ทางด้านซ้ายมือ มองเข้าไป และเลี้ยวขึ้นสะพานข้ามคลอง เข้าไปตามแนวถนนลูกรังแบบโบราณ

ถ้าเราไปรถโดยสารสาธารณะ ใช้รถโดยสารปรับอากาศ สาย ปอ.11 ปิ่นเกล้า-ปากน้ำ จะไปลงสุดทางง่ายที่สุดคะ แล้วต่อรถเมล์เล็กสาย 36 ซึ่งจะวิ่งผ่านหน้าทางเข้าเมืองโบราณ

อัตราค่าเข้าชม เมืองโบราณ ก็ถูกมากๆ ราคา ณ วันที่ 29 ต.ค. 2545

- ผู้ใหญ่ 50 บาท
- เด็ก 25 บาท [อายุ 8 -12 ปี อายุมากว่านี้เสียราคาผู้ใหญ่ ถ้าเด็กกว่าเข้าฟรี คะ]
- รถยนต์ธรรมดา ไม่รวมคนขับ 50 บาท
- รถบัส 100 บาท
- ถ้าเข้าชมเป็นหมู่คณะ จะได้รับส่วนลดราคาพิเศษ
- คนต่างชาติ และ คนไทย ราคาเดียวกันหมดทุกอย่างคะ

- ค่าเช่ารถจักรยาน แบบขี่คนเดียว 50 บาท
- ค่าเช่ารถจักรยาน แบบขี่ 2 คน 150 บาท
- ค่าเช่ารถจักรยานถีบ 3 ล้อ 200 บาท [ขี่เองนะคะ ไม่แถมคนขับคะ]
- เอารถจักรยานมาเอง จ่าย 1 คัน 30 บาท
ราคาทั้งหมดนี้ เป็นค่าใช้จ่าย ตลอดวัน เลือกใช้บริการเอานะคะ ว่าชอบแบบไหน

เปิดให้ชมทุกวัน เวลาตั้งแต่ .......... 8.00 น. – 17.00 น.
เบอร์โทรศัพท์ .......... 0 2 - 3 2 3 9 2 5 3

มีโบราณสถาน ณ วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2545 116 แห่ง และ กําลังสร้างเพิ่มไปอีกเรื่อยๆ บรรยากาศที่นี่ ร่มรื่นมาก ไม่ใช่แบบเมืองจําลอง แต่เป็นเหมือนกับสถานที่จริงๆ ซึ่งจําลองมาในอัตราส่วนที่เหมาะเจาะมากๆ แรกๆ เข้าไปจะคิดว่าคงจะมีคนน้อย แต่ด้วยสถานที่กว้างมาก เราจึงอาจไม่พบเจอผู้คนเท่าไรนัก แต่พอประมาณ ใกล้เที่ยง ได้เวลาอาหาร เราจะพบผู้คนจากทั่วทุกภาคมารวมตัวอยู่ที่ ตลาดน้ำ เพื่อหาอาหารกลางวันรับประทานอย่างน่าสนุกสนาน ร้านอาหารก็จำหน่ายอาหารหลากหลายแบบ ที่ขาดไม่ได้ ก็ต้อง ส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ย่าง ก๋วยเตี๋ยวเรือ โดยเฉพาะ น้ำเปล่า และ เครื่องดื่มต่างๆ มีตลอดทางที่พบเห็นศาลาพักร้อน สะอาดและราคาไม่แพงมากจนเกินไป แต่ถ้าอยากไปเที่ยวแบบครอบครัวและเพื่อนๆ ที่อบอุ่น นำอาหาร น้ำ และเครื่องดื่มที่ต้องการมาเอง ก็จะสนุกมากๆ คะ

พอตกเย็น ก่อนกลับบ้านก็แวะทานอาหารทะเลที่ สะพานสุขตา สถานพักตากอากาศบางปู ดูนกนางนวล ถ้าเป็นช่วงหน้าหนาวของเมืองไทย นกนางนวลจะอพยพ หนีความหนาวมาพักพิงหาความอบอุ่นอยู่ที่นี่ นับเป็นแสนๆ ตัว มีสะพานคอนกรีตทอดยาวยื่นเข้าไปในทะเลปากอ่าว ชมพระอาทิตย์ตกยามเย็น สวยมากๆ คะ


เที่ยวให้สนุกนะคะ



\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/03/2005 09:49 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 2  
     
 


เมืองไทยในอดีต เป็นแหล่งปลูกจิตสำนึกทางวัฒนธรรมไทย เป็นสิ่งบอกเรื่องราวประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทย เมืองโบราณคือเมืองไทยในอดีต ที่ประกอบด้วยท้องถิ่นและภูมิภาคต่างๆ ที่มีความ หลากหลายทางด้านสังคมและวัฒนธรรม โดยใช้พื้นที่เกือบ 1 พันไร่ รูปร่างคล้ายแผนที่ประเทศไทย กำหนดเป็นจังหวัดและภาคต่างๆ คือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ อาณาบริเวณส่วนรังสรรค์

แสดงด้วยรูปแบบสถาปัตย์กรรม อันเป็นสัญญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของแต่ละแห่ง บางแห่งเป็นศิลปกรรมดั้งเดิม ที่เมืองโบราณได้ขอซื้อ และย้ายนำมาปลูกสร้างไว้ บางแห่งสร้างขึ้นจากหลักฐานเอกสารดั้งเดิม และ บางแห่งได้ถ่ายแบบจากสถานที่จริงมาก่อสร้างขึ้นใหม่

ศิลปกรรมต่างๆ ที่มีอยู่ในเมืองโบราณนั้น เป็นโครงสร้างทางรูปธรรมนำมาซึ่งความหมาย และความเข้าใจ ที่เป็นนามธรรมของสังคมไทย โครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม การปกครอง รวมถึงระบบ ความเชื่อ และ จักรวาล

การเข้าชมเมืองโบราณ จะทำให้เข้าใจถึงพัฒนาการทางสังคม และ ความหลากหลายทาง วัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่นและภูมิภาคของประเทศไทยที่สามารถผสมผสานกันได้อย่างลงตัว เมืองโบราณสะท้อนให้เห็นถึงสภาพของสังคมไทยซึ่งมีสมดุลยภาพ ไม่เน้นความต้องการทางด้านวัตถุและจิตใจจนเกินเลยไป

ขณะเดียวกัน ศิลปกรรมและสภาพแวดล้อมด้วยบรรยากาศทางวัฒนธรรม จะทำให้ผู้เข้าชมเห็นถึงความต่างระดับกันทางสังคมและวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาค ในเมืองโบราณมีทั้งบริเวณทีเป็นเขตพระราชฐาน สะท้อนให้เห็นถึงระบบการปกครองในสังคมไทย อันมีพระมหากษัตริย์หรือพระบรมมหาราชวัง เป็นศูนย์กลางการปกครอง

เมืองโบราณจึงได้สร้าง พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท ท้องพระโรงพระเจ้ากรุงธนบุรี พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และหอพระแก้วขึ้น องค์พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นองค์สมมุติเทพ ทรงประพฤติพระองค์เป็นอัครศาสนูปถัมภก และทรงเป็นธรรมราชาที่ทะนุบำรุงพระศาสนา ทำให้ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ที่พำนักของชนชั้นสูง เรือนไทยของคหบดี ขุนนางผู้ใหญ่ และเจ้านาย เช่น เรือนต้น เรือนไทย ทวารวดี คุ้มขุนแผน และหอคำ

สยามประเทศ เป็นสังคมเกษตรกรรม ปลูกข้าวเป็นอาหารหลัก การปลูกข้าวทำให้ เกิดชุมชนที่อยู่ติดกัน และมีพัฒนาการเป็นบ้านเมือง รัฐ และอาณาจักรตามลำดับ เมืองโบราณ จึงได้สร้างย่านชุมชน ถิ่นที่อยู่ของชาวบ้าน เช่น หมู่บ้านไทยภาคกลาง หมู่บ้านไทยภาคเหนือ หมู่บ้านไทยภาคอีสาน และบ้านของชาวป่า ชาวเขาซึ่งสร้างอยู่ ในบริเวณที่มีแมกไม้ เช่น เรือนของชาวลาวโซ่ง

เมืองโบราณได้สร้างภูมิทัศน์ ในส่วนที่เป็นย่านการค้าและถิ่นที่อยู่ของชาวบ้าน คือ ตลาดบก ซึ่งเป็นย่านการค้าในย่านเมือง ที่มีอาคารไม้หลายรูปแบบ หลายขนาด และย่านการค้าของชุมชนเมืองที่อยู่ริมน้ำ หรือเรียกว่า ตลาดน้ำ แสดงให้เห็นถึงการ อยู่รวมกันของชุมชน การผสมผสานของกลุ่มชนในสังคมตลอดจนความหลากหลาย ในเรื่องชาติพันธุ์และศาสนา ทั้งชาวพุทธ คริสต์ อิสลาม และจีน ก่อนที่อิทธิพลของอารยธรรมตะวัยตกและเทคโนโลยีสมัยใหม่จะเข้ามาครอบงำ และ เปลี่ยนแปลงสังคมไทย

สังคมไทย มีพระพุทธศาสนาเป็นแกนหลักสำคัญ โดยผสมผสานกับความเชื่อในสิ่งนอกเหนือ ธรรมชาติในจักรวาล ซึ่งเป็นความเชื่อดั้งเดิมในท้องถิ่น ความเชื่อดังกล่าวผลักดันให้เกิดประเพณี พิธีกรรมที่สร้างขวัญ กำลังใจ และ เป็นพลังในการดำรงชีวิตร่วมกันของ คนในสังคม ระบบความเชื่อดังกล่าวก่อให้เกิดสถานที่และบ้านเมืองตามมา เป็นเรื่องของ ศาสนาและศาสนวัตถุ สถูป เจดีย์ ปราสาท วิหาร โบสถ์ ศาลา ฯลฯ และความเชื่อในจักรวาล

มีการสร้างยอดเขาพระเมรุ ซึ่งเชื่อว่าเป็นแกนของโลกและจักรวาล ความเชื่อในพุทธศาสนา และจักรวาล มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดและการดำรงชีวิตของคนไทยให้มีความเชื่อใน เรื่องของกฎแห่งกรรม และ มุ่งหวังความสุขสมบูรณ์ในโลกหน้า วิถีชีวิตที่แท้จริงของคนไทยที่ท่านจะสัมผัสและสำนึกได้ เมื่อมาเยือนเมืองโบราณ เหล่านี้ คือภาพของการสืบเนื่องมรดกวัฒนธรรมไทย



\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/03/2005 10:36 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 3  
     
 


เมืองโบราณในความรู้สึกของเรา

เรารู้สึกเสียใจกับโลกนี้ ที่ต้องสูญเสีย เสี่ยเล็ก ผู้สร้างฝันอันยิ่งใหญ่ของเค้าให้กับมนุษย์ชาติ เราเห็นแต่คนรวยๆ ชอบสรรหาแต่ความสุขให้กับตัวเอง หรือ จะให้กับสังคมบ้าง ก็เพียงแต่จะเอาหน้า พอรู้ว่ามีคน..คนนึง สร้างสรรค์งานศิลปะด้วยความรักและผูกพัน กับประวัติศาสตร์ของสยามประเทศ เราก็ดีใจ

แต่แล้วไม่นาน เราก็ต้องเสียใจมากๆ อีก ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่เราก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเช่นนั้น เราเป็นขาประจำของเมืองโบราณมาตลอด ยังจำได้ว่า ไปเที่ยวเมืองโบราณกับคุณอาตั้งแต่เป็นเด็กตัวเล็ก..เล็ก แต่นึกรายละเอียด หรือ ความรู้สึกในตอนนั้นไม่ออกเลย

จนเมื่อ ได้เข้าไปที่เมืองโบราณอีกครั้งกับเพื่อนๆ ตอนที่โรงเรียนพาไปทัศนะศึกษา ครั้งนั้นนั่นเอง ที่ทำให้เราหลงรักเมืองโบราณเข้าอย่างจริง..จริง จัง..จัง ถึงแม้เราจะไม่เคยมีโอกาสพบกับคุณเล็ก แต่เค้าก็เป็นแรงดลใจให้แก่เราเสมอ ความประสงค์ในการสร้างเมืองโบราณ ที่เค้าเขียน สิ่งที่เค้าทำให้กับประชาชนในประเทศไทยนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างยิ่งใหญ่ และ เป็นแรงบันดาลใจของเราทั้งสิ้น

ย่างเข้าเมืองโบราณ หากเรามองรอบๆ ประวัติศาสตร์ของโลก เราจะเห็นภาพนึงที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง มีเรื่องราวต่างๆ นานา ของแต่ละเชื้อชาติ ประเทศ และ บุคคล ต่างเคลื่อนไหวหมุนเวียน รับช่วงกันไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ภายใต้ความรู้สึก นึก คิด ในจิตใจของมนุษย์ที่สามารถกระทำได้ และ ยังมีความปรารถนาในทุกสิ่งที่เราเห็น เรารู้จัก แล้วเราก็จำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ ถึงแม้บางเรื่องจะให้ความหวังแก่เรา แต่เราก็ยังไม่วายที่จะวิตกกังวลเช่นกัน จริงอยู่มันเป็นเพียงเมฆหมอก ซึ่งก็ผูกพันอยู่รอบๆ ตัวเรา นำเราเข้าสู่ห้วงแห่งการหมุนเวียนที่เกิด ความรัก และ ความชัง ขึ้นได้พอ..พอกัน

แต่เมื่อเราอยู่กลางเมืองโบราณ ภาพของเมืองโบราณ คือประวัติศาสตร์ของประเทศสยาม ที่เต็มไปด้วยร่องรอยของประวัติศาสตร์ โบราณสถาน และ โบราณวัตถุ ไม่เฉพาะเวียนชมและรำลึกถึงชะตากรรมชองชาติ เรื่องราวของมนุษย์ ที่ไม่แน่นอน เราจะอาวรณ์และเศร้าสลดต่อช่วงเวลาที่ผ่านไป เชื้อชาติหนึ่ง วัฒนธรรมสูงส่ง สังคมสมบูรณ์พูนสุข ขาดการต่อเนื่องลง การอาวรณ์และสลดใจของเรานั้น มิใช่ส่วนได้ส่วนเสียแก่ตัวเราเพียงอย่างเดียว แต่เป็นอาณาจักรที่ไร้ตัวตนต่างหาก

มาถึงเดี๋ยวนี้ ถ้าพูดถึง เมืองโบราณ สิ่งแรกที่เรานึกถึงก็คือความเงียบ ในเมืองโบราณนั้นเงียบจริง...จริง เกือบไม่มีเสียงอะไรเลย ถ้าลมพัดก็อาจมีเสียงใบไม้ไหวเสียดใบ หรือนานๆ ทีก็อาจจะแว่วๆ เสียงนก เสียงกา จากยอดไม้ตรงโน้นตรงนี้มาบ้าง ทว่าในความเงียบสงัดนี้เอง เราอาจจะได้ยินเสียงของความฝันดังกึกก้องอยู่ในใจของเราเสมอ และ เมื่อออกจากเมืองโบราณมา ปัญหาที่เป็นเงาตามตัวเรามาด้วย

แท้จริงนั้น มนุษย์คืออะไรกัน ?
....................จากเมืองประวัติศาสตร์ จะพบว่า ความหวังและความต้องการของมนุษย์ ไม่มีที่สิ้นสุด เราปรารถนาให้เรามีความหมาย พลังที่เร่งเร้ายิ่งกว่าอาหารหล่อเลี้ยง สำคัญกว่าการสืบพันธุ์ ซึ่งสวรรค์ให้มาพร้อมกับชีวิตมนุษย์อย่างเรา....................





 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/03/2005 11:33 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 4  
     
 


ภาคใต้

....................ดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา พื้นที่เรียวแหลมเล็กทางภาคใต้ของประเทศ ขนาบด้วยชายฝั่งทะเล สถานที่ขึ้นบกของนักเดินทางในสมัยโบราณ เป็นที่ตั้งของพระบรมธาตุองค์สำคัญทางพุทธศาสนา เช่น พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช, พระบรมธาตุไชยา ฯลฯ....................

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/03/2005 11:58 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 5  
     
 


ภาคกลาง

....................ศูนย์กลางการปกครองของสยามประเทศ อาณาบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำอันกว้างใหญ่ สถานที่ตั้งของราชธานีแห่งสยามประเทศ ทั้งกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และ กรุงรัตนโกสินทร์ ดินแดนที่สะท้อนภาพความรุ่งเรืองของอารยธรรมสยาม....................

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 12:09 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 6  
     
 


ภาคเหนือ

....................ความงดงามของดินแดนล้านนา ดินแดนทางภาคเหนือ ที่ตั้งของกรุงสุโขทัย ผู้มาเยือนจะสัมผัสได้ถึงความงดงามอันอ่อนหวานและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปะล้านนา....................

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 12:11 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 7  
     
 


ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

....................แหล่งอารยธรรมอีสาน พื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลที่ปรากฏร่องรอยของศิลปวัฒนธรรมที่เก่าแก่และหลากหลาย นับแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคประวัติศาสตร์ และศิลปะพื้นบ้านพื้นเมือง....................

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 12:13 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 8  
     
 


ภาคตะวันออก

....................ปราการสำคัญของแผ่นดินสยาม ดินแดนชายฝั่งทะเลตะวันออกของสยามที่อุดมสมบูรณ์ ป้อมปราการทางทะเลที่สำคัญของประเทศ ที่ทั้งของหัวเมืองชายทะเลที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ....................

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 12:15 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 9  
     
 


อาณาบริเวณส่วนรังสรรค์

....................ภาพสะท้อนภูมิปัญญาไทย พื้นที่ส่วนที่เมืองโบราณได้ขยายออกไปจากรูปพรรณสันฐานแผนที่ประเทศไทย เมืองโบราณได้สร้างสถานที่ซึ่งแสดงให้เห็นถึงระบบความคิด ความเชื่อและภูมิปัญญาในสังคมไทย....................

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 12:18 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 10  
     
 


ภาคใต้

....................ต้องเข้าชมจากภาคใต้ ไปจรดภาคเหนือ และ พวกเราทราบกันดีอยู่แล้วว่าภาคใต้เป็นดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา มีพื้นที่เรียวแหลมเล็กทางภาคใต้ของประเทศ ขนาบด้วยชายฝั่งทะเล สถานที่ขึ้นบกของนักเดินทางในสมัยโบราณ เป็นที่ตั้งของพระบรมธาตุองค์สำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น .. พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช .. พระบรมธาตุไชยา ฯลฯ....................

1. พระแท่นที่ประทับ
2. ศาลาหน้าเมือง
3. ประตูเมือง
4. สวนอิเหนา
5. ศาลาในเมือง
6. สวนมโนห์รา
7. พระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช
8. เทวรูปปัลลวะ พังงา
9. พระบรมธาตุไชยา สุราษฎร์ธานี
10. ตลาดโบราณ หรือ ตลาดบก
11. ศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม เพชรบุรี
12. หอพระไตรปิฎก
13. หอระฆัง
14. พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ราชบุรี

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 06:52 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 11  
     
 


ภาคกลาง

....................ศูนย์กลางการปกครองของสยามประเทศ อาณาบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำอันกว้างใหญ่ สถานที่ตั้งของราชธานีแห่งสยามประเทศทั้ง กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ ดินแดนที่สะท้อนภาพความรุ่งเรืองของอารยธรรมสยาม....................

15. สวนขวา
16. ท้องพระโรงกรุงธนบุรี
17. พระพุทธรูปทวารวดี
18. เรือนทับขวัญ (เรือนไทยทวารวดี)
19. คุ้มขุนแผน (เรือนไทยอยุธยา)
20. สงครามยุทธหัตถี
21. อนุสรณ์สถานกรมพระราชวังบวรฯ
22. ด่านเจดีย์สามองค์ กาญจนบุรี
23. พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
24. เรือนต้น
25. วิหารพระศรีสรรเพชญ อยุธยา
26. พระที่นั่งจอมทอง อยุธยา
27. พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท
28. สวนรามเกียรติ์
29. พระตำหนักคำหยาด อ่างทอง
30. หอพระแก้ว
31. สวนขุนช้างขุนแผน
32. พระปรางค์ยอดกลีบมะเฟือง ชัยนาท
33. มณฑปพระพุทธบาท สระบุรี
34. กุฏิพระสงฆ์
35. พระปรางค์สามยอด ลพบุรี
36. วิหารวัดโพธิ์เก้าต้น สิงห์บุรี
37. อนุสาวรีย์ชาวบ้านบางระจัน
38. หมู่บ้านไทยภาคกลาง
99. ศาลหลักเมือง

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 07:39 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 12  
     
 


ภาคเหนือ

....................ความงดงามของดินแดนล้านนา ดินแดนทางภาคเหนือ ที่ตั้งของกรุงสุโขทัย ผู้มาเยือนจะสัมผัสได้ถึงความงดงามอันอ่อนหวานและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปะล้านนา....................

39. ประตูวัดโพธิ์ประทับช้าง พิจิตร
40. สวนไกรทอง
41. พระปรางค์วัดจุฬามณี พิษณุโลก
42. วิหารสุโขทัย
43. อุทยานเทวโลก
44. ป้อมเมืองกำแพงเพชร
45. ตลาดน้ำ
46. วิหารวัดพร้าว ตาก
47. เจดีย์ยอดทรงดอกบัว
48. ศาลาร้องทุกข์ สุโขทัย
49. เนินปราสาท สุโขทัย
50. วิหารหลวงวัดมหาธาตุ สุโขทัย
51. พระมหาธาตุเจดีย์ สุโขทัย
52. สวนพระลอ แพร่
53. หอคำ ลำปาง
54. เจดีย์จามเทวี ลำพูน
55. วัดจองคำ ลำปาง
56. วิหารเมืองสะเมิง
57. เจดีย์เจ็ดยอด เชียงใหม่
58. วิหารวัดเชียงของ
59. โบสถ์น้ำ
60. หมู่บ้านไทยภาคเหนือ
61. พระธาตุจอมกิตติ เชียงราย
62. วิหารวัดภูมินทร์
80. ปรางค์ศรีเทพ เพชรบูรณ์
81. เทวรูปสวมหมวกแขก

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 07:50 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 13  
     
 


ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

....................แอ่งอารยธรรมอีสาน พื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลที่ปรากฏร่องรอยของศิลปวัฒนธรรมที่เก่าแก่และหลากหลาย นับแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคประวัติศาสตร์ และศิลปะพื้นบ้านพื้นเมือง....................

63. พระเจดีย์ศรีสองรักษ์
64. มณฑปพระพุทธบาทยืน อุตรดิตถ์
65. ยมกปาฏิหาริย์
66. พระธาตุบังพวน หนองคาย
67. ศาลาเทพารักษ์
68. ผาแดงนางไอ่
69. พระธาตุนารายณ์เจงเวง สกลนคร
70. วิหารล้านช้างและหอไตร
71. พระธาตุพนม
72. เขาพระวิหาร
73. พระนอน
74. หอนางอุษา อุดรธานี
75. พิพิธภัณฑ์ชาวนา
76. พระธาตุยาคู กาฬสินธุ์
77. กู่คูมหาธาตุ มหาสารคาม
78. ปราสาทหินหนองกู่ ร้อยเอ็ด
79. สวนสังข์ทอง
82. กุฏิวิปัสสนา
83. พระพุทธรูปนาคปรก
84. บ้านโซ่ง
85. พระธาตุสามหมื่น ชัยภูมิ
86. ปราสาทหินพิมาย นครราชสีมา
87. ปราสาทหินพนมรุ้ง บุรีรัมย์
88. ศาลาแปดเหลี่ยม
89. กวนเกษียรสมุทร
90. ปราสาทศรีขรภูมิ สุรินทร์
91. วิหารทวารวดี

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 07:55 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 14  
     
 


ภาคตะวันออก

....................ปราการสำคัญของแผ่นดินสยาม ดินแดนชายฝั่งทะเลตะวันออกของสยามที่อุดมสมบูรณ์ ป้อมปราการทางทะเลที่สำคัญของประเทศ ที่ทั้งของหัวเมืองชายทะเลที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ....................

92. ป่าเจดีย์
93. ปราสาทหินสต๊อกก๊อกธม สระแก้ว
94. โรงละคร
95. ศาลาโถงวัดนิมิต ตราด
96. สวนพระอภัยมณี
97. ป้อมและกำแพงเมืองฉะเชิงเทรา
98. ตึกแดง จันทบุรี

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 07:58 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 15  
     
 


อาณาบริเวณส่วนรังสรรค์

....................ภาพสะท้อนภูมิปัญญาไทย พื้นที่ส่วนที่เมืองโบราณได้ขยายออกไปจากรูปพรรณสันฐานแผนที่ประเทศไทย เมืองโบราณได้สร้างสถานที่ซึ่งแสดงให้เห็นถึงระบบความคิด ความเชื่อและภูมิปัญญาในสังคมไทย....................

100. ศาลาทศชาติ
101. เสาชิงช้าและโบสถ์พราหมณ์
102. เขาพระสุเมรุ
103. ศาลาฤาษีดัดตน
104. ขบวนเสด็จพยุหยาตราทางชลมารค
105. มณฑป พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (เจ้าแม่กวนอิม ปางเมตาธรรม)
106. พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (เจ้าแม่กวนอิม ปางแสดงปาฏิหาริย์)
107. ศาลารามเกียรติ์
108. มณฑปพระธาตุ
109. สวนพฤกษชาติในวรรณคดีไทย
110. ศาลาพระอรหันต์
111. สะพานรุ้ง
112. ศาลาระลึกชาติ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 08:01 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 16  
     
 


ประตูเมือง

ภาพแรก เป็นประตูทางเข้าเมืองโบราณ เป็นประตูที่เอาแบบอย่างมาจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองสวรรคโลก ลักษณะเป็นแบบพุทธศิลปศตวรรษที่ 18 เป็นประตูที่มีแบบสมบูรณ์ และ เก่าแก่ที่สุดที่คงมีอยูในประเทศไทย ถือเป็นประตูชัยที่ลอดเข้าสู่สวัสดิมงคล

ประตูนี้ สร้างด้วยศิลาแลงเป็นแบบโดรณ หรือ แบบซุ้มประตูค่ายสารทิศ มีมุมด้านข้างเป็นจั่วแหลม ผู้สร้างซุ้มประตูล้อมวัดมหาธาตุ คงจะรับเอาคติมาจากซุ้มโดรณของประตูแบบสัญจิในประเทศอินเดีย สมัยพุทธศตวรรษที่ 3 อันเป็นประตูเก่าแก่ที่สุดทางพระพุทธศาสนา โดยสร้างเป็นรั้วล้อมองค์เจดีย์ เช่นเดียวกับซุ้มประตูที่ล้อมพระมหาธาตุ เมืองสวรรคโลก จึงนับได้ว่าเป็นประตูสำคัญแห่งหนึ่ง

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 08:10 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 17  
     
 


พระบรมธาตุไชยา

เมืองโบราณสร้างพระบรมธาตุไชยาขึ้น ตามแบบเก่าที่สุดที่พบในชวา พระบรมธาตุไชยา ศาสนสถานองค์สำคัญ ตามความเชื่อในพระพุทธศาสนาลัทธิมหายาน สร้างขึ้นในสมัยอาณาจักรศรีวิชัยเรืองอำนาจ ดังนั้นรูปแบบของศาสนสถานแห่งนี้จึงมีรูปแบบเป็นแบบศิลปะศรีวิชัย และมีส่วนคล้ายกับเจดีย์จันทิปวนะในประเทศอินโดนีเซีย

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 08:33 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 18  
     
 


ตลาดโบราณ หรือ ตลาดบก

สถานที่ซึ่ง เมืองโบราณได้บรรจงจัดวางอาคารบ้านเรือนอยู่สองฝั่งฟากถนน เพื่อให้เกิดเป็นสภาพบรรยากาศของชุมชนในอดีต ที่สามารถดำเนินอยู่ได้โดยลำพังและไม่ต้องพึ่งพาสังคมภายนอกมากนัก เพราะภายในชุมชนมีสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย ทั้งทางวัตถุและทางจิตใจอย่างครบถ้วน

อาคารร้านค้าต่างๆ ที่หลากหลาย สะท้อนภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่บังเกิดเป็นรูปธรรม ให้ผู้มาเยือนมองเห็นและสัมผัสได้อย่างแจ่มชัด ทั้งตลาดสด แผงลอยร้านขายยา ร้านขายเครื่องสังฆภัณฑ์ ร้านทอง ร้านตัดผม สถานเริงรมย์ทั้งโรงหุ่น โรงละคร สถานบริการที่ข้องเกี่ยวกับอบายมุข เช่น โรงบ่อน โรงสูบฝิ่น สำนักโคมเขียว ร้านเหล้า สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน ศาลเจ้าที่เจ้าทาง ศาลเจ้า และสถานที่สาธารณะของผู้คนในสังคม ทั้ง หอกลอง และบ่อน้ำ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 09:01 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 19  
     
 


ร้านขายเครื่องสังฆภัณฑ์และของที่ระลึกต่างๆ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 09:13 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 20  
     
 


สถานเริงรมย์ มีทั้ง โรงหุ่น โรงละคร และ สถานบริการอื่นๆ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 09:19 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 21  
     
 


ตลาดโบราณ

....................เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าของสยามในอดีต เมืองโบราณได้รวบรวมอาคารรุ่นเก่าต่างๆ เท่าที่ยังหลงเหลืออยู่มาสร้างขึ้น ตามแบบอย่างของตลาดในครั้งนั้น จึงมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่ควรค่าแก่การศึกษาอย่างยิ่ง ที่ประเทศสยามแห่งนี้ เราจะได้ชมวิธีการสร้างสรรค์งานโดยเหล่าช่างที่เรียกกันว่า ช่างสิบหมู่ อันเป็นงานศิลปหัตถกรรมแบบดั้งเดิมของไทย มี .. ช่างเขียน .. ช่างแกะ .. ช่างหุ่น .. ช่างปั้น .. ช่างกลึง และ เมื่อเราเข้าไปอยู่ในใจกลางของตลาด เราก็จะรู้สึกเสมือนกลับเข้าไปอยู่ในเวลาของยุคโบราณอย่างแท้จริง....................

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 09:38 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 22  
     
 


ศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม เพชรบุรี

อาคารหลังนี้ มักเรียกกันว่า ตำหนักพระเจ้าเสือ เพราะเดิมเคยเป็นพระตำหนักอยู่ในพระบรมมหาราชวังแห่งกรุงศรีอยุธยา แต่สมเด็จพระเจ้าเสือได้รื้อถวายสมเด็จพระสุวรรณมุนี หรือ สมเด็จเจ้าแตงโม สังฆราชแห่งกรุงศรีอยุธยา สมัยนั้น ซึ่งมีชาติภูมิเป็นชาวเพชรบุรี พระตำหนักนี้ จึงถูกรื้อมาปลูกไว้ ณ วัดเดิมที่ท่านเคยอาศัยและเล่าเรียนมา

ศาลาการเปรียญหลังนี้ สะท้อนให้เห็นรูปแบบศิลปกรรมอยุธยาฝีมือชั้นครู ทั้งตัวอาคาร ซุ้มประตู-หน้าต่าง ลายจำหลักไม้และคันทวย สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง เสาทุกต้นแปดเหลี่ยม หลังคามุงกระเบื้องกาบู ช่อฟ้าใบระกาประดับกระจก ฝาปะกน ด้านนอกเขียนลายทอง ภายหลังลบเลือนไป จึงทาสีแดงทับ ส่วนภายในเป็นลายสีฝุ่น ซึ่งก็ลบเลือนเสียส่วนมาก เช่นเดียวกัน

เมืองโบราณใช้อาคารหลังนี้เป็นพุทธพิพิธภัณฑ์
จัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ในพระพุทธศาสนา เช่น ตู้พระธรรม หีบพระธรรมลายรดน้ำ
ธรรมมาสน์ไม้ แกะสลักและประดับมุกแบบต่างๆ ซึ่งเป็นของที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 11:50 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 23  
     
 


หอพระไตรปิฏก

หอพระไตรปิฎกหลังนี้ เดิมอยู่ที่วัดใหญ่ อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม เมืองโบราณได้ขอผาติกรรมมาปลูกสร้างไว้ รูปทรงทางด้านสถาปัตยกรรมที่งดงาม รวมทั้งการตกแต่งด้วยภาพเขียนสีและการแกะสลักไม้ ทำให้อาคารหลังนี้ทรงคุณค่ามาก

สมัยโบราณ นิยมสร้างหอพระไตรปิฎก เป็นหอสูง ไว้กลางสระน้ำ เพื่อป้องกันอันตรายพระไตรปิฎกจากมด ปลวก และไฟ ปัจจุบันหอพระไตรปิฎกลักษณะนี้ นับวันจะหมดไปจากประเทศไทย หอพระไตรปิฎกหลังในเมืองโบราณนี้ จึงนับเป็นงานชิ้นเอกอีกชิ้นหนึ่ง ที่ยังหลงเหลืออยู่ ภาพฝาผนังที่ประดับไว้ด้านนอกอาคาร เป็นภาพพระพุทธประวัติ ฝีมือเก่าและมีค่าสูงมาก

นอกจากหอพระไตรปิฎกแล้ว
ในบริเวณเดียวกัน ยังมี หอระฆัง ซึ่งเมืองโบราณได้มาจากวัดเดียวกัน

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 12:06 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 24  
     
 


หอพระไตรปิฏก

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 12:07 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 25  
     
 


เจดีย์พระบรมธาตุ ของ จังหวัดนครศรีธรรมราช

พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช เป็นเจดีย์องค์สำคัญทางตอนใต้ของประเทศไทย สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1098 แต่ครั้งพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชทรงสร้างเมืองนครศรีธรรมราช รูปแบบเจดีย์เป็นแบบศิลปะลังกา คือพระสถูปรูปโอคว่ำตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม เชื่อกันว่า ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนพระอุรังคธาตุ หรือ กระดูกส่วนหน้าอก ของพระพุทธเจ้า

ในสมัยก่อน เมืองใหญ่ๆ จะมีวัดมหาธาตุและพระบรมธาตุเป็นศูนย์กลางความเชื่อและความรุ่งเรืองของบ้านเมือง นครศรีธรรมราชเป็นเมืองที่มีความรุ่งเรืองทางด้านศาสนา และได้สืบสานพระพุทธศาสนาเข้าสู่ดินแดนภายใน เช่น สุโขทัยและธนบุรี

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 12:18 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 26  
     
 


ฐานรอบเจดีย์พระบรมธาตุ ของ จังหวัดนครศรีธรรมราช

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 12:22 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 27  
     
 


ท้องพระโรงกรุงธนบุรี

ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี บ้านเมืองเพิ่งฟื้นตัวจากการสงคราม มิได้มั่งคั่งดังยุคราชธานีกรุงศรีอยุธยา พระราชวังของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงเกิดขึ้นในลักษณะที่เรียบง่ายแต่มากด้วยประโยชน์ใช้สอย โดยเป็นทั้งที่ประทับและที่เสด็จออกว่าราชการ อาคารเป็นอาคารทรงไทยชั้นเดียวแบบตรีมุข และมีลายจำหลักไม้ประดับตกแต่งเล็กน้อย

เนื่องด้วย ทรงมีเชื้อสายชาวจีน ภายในท้องพระโรงกรุงธนบุรี เมืองโบราณจึงใช้เครื่องตกแต่งแบบจีน ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ และพระแท่นบรรทม นับเป็นความลงตัวของการผสมผสานความเป็นไทยและจีนได้อย่างงดงาม และที่สำคัญที่ฝาผนังภายในส่วนพระราชมณเฑียร เมืองโบราณได้ตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนัง ศิลปะอยุธยาตอนปลาย แสดงเรื่องราวพงศาวดารสมัยกรุงธนบุรี นับแต่เสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2310 จนถึงการสร้างกรุงธนบุรีเป็นราชธานีแห่งใหม่ของคนไทย ซึ่งเป็นวีรกรรมที่สำคัญยิ่งของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 12:30 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 28  
     
 


ภายในท้องพระโรงกรุงธนบุรี

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 12:37 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 29  
     
 


ภาพจิตรกรรมฝาผนัง
ภายในส่วนพระราชมณเฑียร ท้องพระโรงกรุงธนบุรี

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 12:40 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 30  
     
 


ภาพจิตรกรรมฝาผนัง
ภายในส่วนพระราชมณเฑียร ท้องพระโรงกรุงธนบุรี

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 12:42 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 31  
     
 


เรือนทับขวัญ หรือ เรือนไทยทวารวดี

..........................................เรือนที่อยู่อาศัยของบุคคลผู้มีฐานะในสังคมไทย เช่น คหบดี ขุนนางและเจ้านาย เป็นรูปแบบเรือนไทยแบบเรือนเครื่องสับ คือเรือนที่ทำจากไม้จริง และแสดงให้เห็นถึงระบบการสร้างของไทยแบบโบราณที่ใช้วิธีการเจาะรูเข้าเดือยและใส่สลักหรือหมุดไม้ กันเลื่อนหลุด ฝาเป็นแบบลูกฟัก ที่ได้ถ่ายแบบมาจากเรือนทับขวัญ ฝีมือการออกแบบของ พระยาวิศวกรรมประสิทธิ์ หรือ น้อย ศิลปี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ทรงสร้างขึ้นในเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม ผังเรือนจัดเป็นเรือนหมู่ เป็นเรือนกลุ่ม 8 หลัง ติดต่อกันถึงด้วยชานกลาง มีหอพระ หอนอน หอนั่ง หอนก ตามลักษณะใช้สอย ปั้นลมเป็นรูปตัวเหงากระหนกแบบเดียวกับปั้นลมของปราสาท ซึ่งพบในรูปจำหลักบนใบเสมาสมัยทวารวดี ที่เมืองฟ้าแดดสงยาง กาฬสินธุ์..........................................

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 12:57 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 32  
     
 


ประตูทางขึ้นเรือนทับขวัญ หรือ เรือนไทยทวารวดี

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 01:00 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 33  
     
 


ชานกลางเรือนทับขวัญ หรือ เรือนไทยทวารวดี

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 01:03 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 34  
     
 


ชุด โต๊ะ-เก้าอี้ ทรงโบราณ
ในเรือนทับขวัญ หรือ เรือนไทยทวารวดี

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 01:07 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 35  
     
 


พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นพระมหาปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดของกรุงเทพฯ และเป็นปราสาททรงไทยแท้ที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในกรุงเทพฯ แผนผังเป็นรูปจัตุรมุข สูงใหญ่เท่ากับพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระที่นั่งองค์นี้ใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญๆ ของพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

ภายในตกแต่งอย่างวิจิตรประณีต เหนือช่องหน้าต่างเป็นภาพวาดแสดงเหตุการณ์สำคัญและพระราชกรณียกิจในสมัยรัชกาลที่ 1 ทั้งการสร้างกรุงเทพฯ การสงคราม และความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน ฯลฯ ส่วนภาพวาดระหว่างช่องหน้าต่างเป็นภาพเรื่อง พระราชพิธีสิบสองเดือน ซึ่งเป็นพระราชพิธีสำคัญอันเนื่องในการปกครอง การศาสนา และความเป็นอยู่ของชาวไทยสมัยก่อน

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 02:46 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 36  
     
 


พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
ภายในตกแต่งอย่างวิจิตรประณีต

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 03:21 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 37  
     
 


พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
เหนือช่องหน้าต่างเป็นภาพวาดแสดงเหตุการณ์สำคัญๆ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 03:25 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 38  
     
 


พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท

พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท พระที่นั่งซึ่งเป็นศรีสง่าแห่งกรุงศรีอยุธยา สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กรุงศรีอยุธยาได้เป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจของราชอาณาจักรแล้ว และพระที่นั่งองค์นี้ได้เป็นที่รวมความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะสถาปัตยกรรมอยุธยา นับตั้งแต่ฐานไปจนถึงเครื่องยอด

พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท ใช้เป็นที่ประกอบพิธีสำคัญของราชสำนักและเป็นที่รับแขกเมืองของพระมหากษัตริย์ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และรับราชทูต จนกระทั่งถูกเผาทำลายทั้งองค์เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าในปี พ.ศ. 2310

เมืองโบราณสร้างพระที่นั่งสรรเพชญ์ฯ ขึ้นจากซากผังอาคารพระที่นั่ง ประกอบกับหลักฐานด้านเอกสารทั้งของไทยและต่างชาติ รวมทั้งหลักฐานจากศิลปกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา และในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2515 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันและสมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงใช้พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท ณ เมืองโบราณ รับรองสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 2 และพระราชสวามี ซึ่งในวันนั้นเมืองโบราณได้ถือเป็นสิริมงคล และเป็นเสมือนวันเปิดเมืองโบราณต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการด้วย

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 03:43 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 39  
     
 


หอพระแก้ว

หอพระแก้ว เป็นอาคารไม้สูงทรงแปดเหลี่ยมที่เมืองโบราณ ได้แบบอย่างมาจากภาพจำหลักไม้บนบานประตูตู้พระธรรมสมัยอยุธยา ที่เก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ที่กรุงเทพฯ อาคารหลังนี้เป็นสถานที่ซึ่งสะท้อนให้เห็นความรุ่งเรืองทางด้านศาสนาของราชธานีศรีอยุธยา ทั้งนี้เพราะเมื่อกรุงศรีอยุธยาสามารถปราบปรามบ้านเมืองน้อยใหญ่ต่างๆ ได้แล้ว ได้อัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากดินแดนเหล่านั้นมารวบรวมไว้ที่กรุงศรีอยุธยา

ภายในหอพระแก้ว เป็นที่ประดิษฐานพระแก้ว ซึ่งเป็นคตินิยมที่นับถือกันในหัวเมืองล้านนา และที่ตัวอาคารได้ตกแต่งด้วยภาพเขียนซึ่งเป็นเรื่องราวในพุทธประวัติ ชาดก และไตรภูมิพระร่วง รวมทั้งศิลปกรรมอีกหลายแขนงที่ตกแต่งขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชา เช่น งานจำหลักไม้ งานประดับมุก และ ที่พระระเบียงคดเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปแกะจำหลักไม้ขนาดใหญ่ในปางต่างๆ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 04:00 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 40  
     
 


ภายในหอพระแก้ว

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 04:02 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 41  
     
 


ภายในหอพระแก้ว

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 04:03 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 42  
     
 


มณฑปพระพุทธบาท

มณฑปพระพุทธบาท เป็นสถานที่จารึกแสวงบุญสำคัญของราชอาณาจักร นับตั้งแต่มีการค้นพบในสมัยพระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา พุทธศาสนิกชนมีความเชื่อสืบทอดกันมาว่า ถ้าได้ไปนมัสการพระพุทธบาทถึง 7 ครั้งจะไม่ตกนรก

มณฑปพระพุทธบาท เป็นสถาปัตยกรรมแบบอยุธยา เมืองโบราณสร้างมณฑปพระพุทธบาทขึ้น โดยยึดถือข้อมูลที่ปรากฏในนิราศพระบาทของสุนทรภู่ และปุณโณวาทคำฉันท์ของพระมหานาค วัดท่าทราย การตกแต่งภายในมณฑปประดับกระจกเงาบนผนังและเพดาน ตามแบบอย่างที่เคยมีในสมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนรอยพระพุทธบาทนั้นได้รับมอบจาก ฯพณฯ ประธานาธิบดี เวนกะตะคีรี แห่งอินเดีย ในปี พ.ศ. 2515

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 06:33 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 43  
     
 


อุทยานเทวโลก

อุทยานเทวโลก ในเมืองโบราณ อุทยานที่ประดิษฐานงานประติมากรรมสำริดองค์เทพเจ้าต่างๆ จากลัทธิฮินดู ทั้งพระพรหม พระศิวะ พระนารายณ์ เทพเจ้าประจำวันต่างๆ หรือเหล่าทวยเทพที่มีความสัมพันธ์กับคติความเชื่อในศาสนาและวรรณคดีของไทย เช่น พระสุรัสวดี และพระราหู เป็นต้น

ผู้ที่ได้มาเยือน ณ ดินแดนเทวโลก ในเมืองโบราณ สามารถพักผ่อนใต้ร่มเงาแมกไม้ใหญ่ท่ามกลางสายธารน้ำไหล ที่สร้างความร่มเย็นให้กับทางกายแล้วยังสามารถเพ่งพินิจเหล่าทวยเทพรอบตัว ซึ่งอาจกระตุ้นเตือนสติให้มนุษย์ได้สำนึก ละอายต่อบาป เพียรสร้างความดี เป็นการสร้างความสงบสุขแก่จิตใจพร้อมกันไปด้วย

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 06:43 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 44  
     
 


อุทยานที่ประดิษฐาน
งานประติมากรรมสำริดองค์เทพเจ้าต่างๆ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 06:45 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 45  
     
 


อุทยานเทวโลก อุทยานที่ประดิษฐาน
งานประติมากรรมสำริดองค์เทพเจ้าต่างๆ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 06:47 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 46  
     
 


อุทยานเทวโลก อุทยานที่ประดิษฐาน
งานประติมากรรมสำริดองค์เทพเจ้าต่างๆ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 06:48 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 47  
     
 


ตลาดน้ำ

ตลาดน้ำ คือสังคมของชุมชนเมืองริมแม่น้ำ ตลาดน้ำที่สมบูรณ์แบบทั้งโครงสร้าง ภูมิทัศน์และความหมายจึงก่อเกิดขึ้นในเมืองโบราณ คูคลองที่ขุดขึ้นเป็นทางยาว จัดตั้งบ้านเรือนและร้านค้าเก่าแก่ที่รวบรวมจากสถานที่ต่างๆ เรียงรายอยู่สองฝั่งน้ำ ทั้งวิหารวัดไทย ศาลเจ้าจีน โบสถ์คริสต์ และแม้แต่มัสยิดโบราณ ถูกแทรกอยู่กลางหมู่เรือนไทยริมน้ำ เรือนไทยหลายขนาด หลายรูปทรง ที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้าน สร้างขึ้นอย่างเหมาะสม สวยงาม รวมทั้งศาลาท่าน้ำ สะพานเชื่อมสองฝั่งให้ผู้คนไปมาหาสู่กัน

เมื่อได้เดินอยู่ในตลาดน้ำ ผู้มาเยือนจะได้ซึมซับและสัมผัสถึงบรรยากาศของสังคมไทยที่สงบ ร่มเย็น และความเป็นสังคมที่มีจิตใจกว้างขวางที่ยอมรับผู้คนทุกหมู่เหล่า ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา มาอยู่อาศัยอย่างเป็นสุขร่วมกับคนไทย เหมือนดังสายน้ำ ตัวแทนความสงบร่มเย็นที่พาดผ่านกลางตลาด เชื่อมรวมทุกผู้ทุกคนให้อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 06:56 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 48  
     
 


คูคลองที่ขุดขึ้นเป็นทางยาว
จัดตั้งบ้านเรือนและร้านค้าเก่าแก่
ที่รวบรวมจากสถานที่ต่างๆ เรียงรายอยู่สองฝั่งน้ำ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 07:00 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 49  
     
 


ศาลเจ้าจีน

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 07:02 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 50  
     
 


ร้านค้าเก่าแก่
ที่รวบรวมจากสถานที่ต่างๆ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 07:04 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 51  
     
 


ร้านค้าเก่าแก่
ที่รวบรวมจากสถานที่ต่างๆ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 07:06 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 52  
     
 


ร้านค้าเก่าแก่
ที่รวบรวมจากสถานที่ต่างๆ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 07:08 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 53  
     
 


หอคำ ลำปาง

หอคำ เป็นภาษาทางภาคเหนือ แปลว่า หอทองคำ หรือปราสาททอง ซึ่งเป็นทั้งที่อยู่และที่ว่าราชการของเจ้าผู้ครองนครลำปาง สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ อาคารมีลักษณะเป็นเรือนไม้เครื่องสับทางภาคเหนือ ใต้ถุนสูง ของจริงนั้นได้ถูกรื้อลงเมื่อประมาณ 35-40 ปีมาแล้ว

เมืองโบราณ สร้างหอคำโดยอาศัยลักษณะที่ปรากฏในภาพถ่าย รวมทั้งการใช้ไม้ที่มีขนาดใหญ่จากคำบอกเล่าของผู้ที่เชื่อถือได้ และ ชั้นบนของหอคำ เมืองโบราณได้ใช้หอคำเป็นพิพิธภัณฑ์ จัดตั้งและแสดงโบราณวัตถุที่มีค่าและหาดูได้ยากหลายสิ่ง เช่น พระพุทธรูป และ ประติมากรรมสมัยต่างๆ ทั้งที่เป็นหิน สำริด และ ไม้แกะสลัก

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 07:22 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 54  
     
 


เมืองโบราณได้ใช้หอคำเป็นพิพิธภัณฑ์
จัดตั้งและแสดงโบราณวัตถุที่มีค่าและหาดูได้ยากหลายสิ่ง

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 07:23 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 55  
     
 


เมืองโบราณได้ใช้หอคำเป็นพิพิธภัณฑ์
จัดตั้งและแสดงโบราณวัตถุที่มีค่าและหาดูได้ยากหลายสิ่ง

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 07:25 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 56  
     
 


อาคารมีลักษณะ
เป็นเรือนไม้เครื่องสับทางภาคเหนือ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 07:26 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 57  
     
 


วัดจองคำ ลำปาง

วัดสำคัญของคนไทยใหญ่ทางภาคเหนือ เมืองโบราณได้ขอ ผาติกรรม และนำมาปลูกสร้างไว้ให้คงสภาพอย่างดีที่สุด อาคารสร้างด้วยไม้สักทั้งหลังอายุหลายร้อยปี หลังคาเป็นชั้นๆ ซ้อนเป็นทรงสูง ต่อยอดด้วยห่อทรงแปลก ไม้ที่ใช้เป็นไม้สัก ลักษณะเด่นที่แตกต่างจากวัดอื่นๆ คือ การเชื่อมต่อเขตพุทธาวาส ซึ่งใช้ประกอบพิธีกรรม และเขตสังฆาวาส ที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ให้รวมอยู่ในอาคารหลังเดียวกัน

การออกแบบ เป็นสถาปัตยกรรมไทยใหญ่แบบพุกามประเทศ จัดสร้างและลวดลายการจำหลักไม้ แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาชาวบ้านท้องถิ่นในชนบทที่ห่างไกล ซึ่งไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยเทคโนโลยีชั้นสูงแต่อย่างใด หากแต่มีแรงศรัทธามุ่งมั่นสร้างอาคาร ซึ่งเป็นศูนย์กลางความเชื่อและความศรัทธาของชุมชนร่วมกัน ฝีมือช่างสลักไม้คล่องแคล่ว แสดงความองอาจ ในฝีมือประติมากรไทยทางภาคเหนือเป็นอย่างยอดเยี่ยม

*** ผาติกรรม หมายถึง การทําให้เจริญ .. ใช้ในวินัยว่า การจําหน่ายครุภัณฑ์เพื่อประโยชน์สงฆ์อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเอาของเลวแลกเปลี่ยนเอาของดีกว่าให้แก่สงฆ์ หรือเอาของของตนถวายสงฆ์เป็นการทดแทนที่ตนทําของสงฆ์ชํารุดไปบ้าง .. รื้อของที่ไม่ดีออก เสียทําให้ใหม่ดีกว่าของเก่า เช่น เอาที่วัดไปทําอย่างอื่น แล้วสร้างวัดถวายใหม่เป็นการชดใช้

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 07:45 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 58  
     
 


หลังคาเป็นชั้นๆ ซ้อนเป็นทรงสูง
ต่อยอดด้วยห่อทรงแปลก ไม้ที่ใช้เป็นไม้สัก

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 07:47 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 59  
     
 


ลวดลายการจำหลักไม้
แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาชาวบ้านท้องถิ่นในชนบทที่ห่างไกล

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 08:10 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 60  
     
 


เมืองโบราณได้ใช้วัดจองคำ เป็นพิพิธภัณฑ์
จัดตั้งและแสดงโบราณวัตถุที่มีค่าและหาดูได้ยากหลายสิ่ง

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 08:11 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 61  
     
 


วิหารวัดเชียงของ

เมืองโบราณ ขอผาติกรรมวิหารหลังนี้มาจากวัดเชียงของ อ. เชียงของ จ. เชียงราย เป็นอาคารเครื่องไม้เก่าแก่ขนาดใหญ่ ศิลปะของพวกไทยลื้อ ที่อาศัยอยู่บริเวณริมแม่น้ำโขง

อาคารหลังนี้ สะท้อนให้เห็นภูมิปัญญาของช่างท้องถิ่น ที่สร้างอาคารเป็นอาคารโถงขนาดใหญ่ โค้งแบบล้านนา เสากลม ระหว่างเหนือบัวที่ฐานเจาะเป็นรูรอดสำหรับสอดสลักไม้ เพื่อยึดโครงสร้าง เมื่อปล่อยสลักไม้นั้นแล้ว เครื่องไม้จะยึดกันเอง และ ไม้จะแอ่นตกท้องสำเภา หลังคาลาดคลุมต่ำ หลังคามุงด้วยกระเบื้องไม้ และการใช้คานไม้ล้อมเสาวิหารทุกต้นไว้ด้วยกันในตอนบน ซึ่งทำให้อาคารตั้งอยู่ได้ ถึงแม้ว่าโคนเสาเบื้องล่างจะขาดคอดินจากการผุกร่อนก็ตาม นับเป็นสถาปัตยกรรมไม้ที่เก่าแก่มากชิ้นหนึ่ง

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 08:25 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 62  
     
 


ภายในวิหารวัดเชียงของ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 08:28 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 63  
     
 


ภายในวิหารวัดเชียงของ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 08:33 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 64  
     
 


วิหารวัดภูมินทร์

วัดภูมินทร์ เป็นวัดสำคัญของเมืองน่าน ผู้สร้างวัดคือ เจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ วิหารวัดภูมินทร์มีลักษณะแผนผังแปลกกว่าวิหารที่อื่นคือ ทำเป็นรูปจัตุรมุข ประตูทางทิศเหนือและใต้ทำเป็นบันไดรูปพญานาคราชเลื้อยออกจากผนังวิหาร กลางวิหารทำฐานชุกชี ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยปูนปั้น 4 องค์ พระปฤษฎางค์หลังชนกัน ผันพระพักตร์ไปในทิศทั้งสี่

ภายในพระวิหาร มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องคัทธกุมารชาดก ชาดกของภาคเหนือ ภาพจิตรกรรมแสดงบาปบุญคุณโทษตามคติพุทธศาสนา และวิถีชีวิตของชาวบ้านภาคเหนือ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 08:52 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 65  
     
 


ภาพจิตรกรรมฝาผนัง
ภายในพระวิหารวัดภูมินทร์

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 09:05 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 66  
     
 


พระเจดีย์ศรีสองรักษ์

พระเจดีย์ศรีสองรักษ์ ตั้งอยู่ริมลำน้ำหมัน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ห่างจากว่าที่การอำเภอประมาณ 2 กิโลเมตร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2103 แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2106 ในสมัยแผ่นดินของ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แห่งกรุงศรีอยุธยา

พระเจดีย์องค์นี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสักขีพยานแสดงความสัมพันธ์อันดีงาม ระหว่างสมเด็จพระมหาจักพรรดิ และ พระไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์แห่งประเทศลาว องค์หนึ่งเป็นพ่อตา องค์หนึ่งเป็นลูกเขย ในครั้งนั้นสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช ได้ส่งกองทัพมาช่วยไทยรบกับพม่าโดยตลอด รวมทั้งเคยถือเป็นหลักปักปันเขตแดนระหว่างบ้านพี่เมืองน้องคือ อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา และอาณาจักรกรุงศรีสัตนาคนหุตด้วย

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/03/2005 09:38 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 67  
     
 


วิหารล้านช้างและหอไตร

ชุมชนทางภาคอีสาน ได้ก่อร่างสร้างตัวมาแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว และมีศิลปะที่มีความเป็นตัวของตัวเองแตกต่างไปจากศิลปะของท้องถิ่นอื่นๆ นั่นก็คือ ศิลปะล้านช้าง

ปัจจุบัน ศิลปะล้านช้างของประชาชนในลุ่มแม่น้ำโขงแต่โบราณได้เสื่อมสูญไป เมืองโบราณจึงได้สร้างวิหารล้านช้างและหอไตรขึ้น จากหลักฐานในเอกสารที่ชาวฝรั่งเศสได้ถ่ายภาพหรือวาดภาพบันทึกไว้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงฝีมือช่างพื้นเมืองทางภาคอีสาน ที่นิยมใช้ไม้มาก่อสร้างอาคาร ซึ่งปัจจุบันหาชมได้ยากแล้ว

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 04:08 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 68  
     
 


ศิลปะที่มีความเป็นตัวของตัวเอง
แตกต่างไปจากศิลปะของท้องถิ่นอื่นๆ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 04:10 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 69  
     
 


ศิลปะที่มีความเป็นตัวของตัวเอง
แตกต่างไปจากศิลปะของท้องถิ่นอื่นๆ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 04:13 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 70  
     
 


พระธาตุพนม

โบราณสถานสำคัญ ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ศาสนสถานซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวไทยและชาวลาวบริเวณทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง นับถือกันมานับร้อยๆปี และมีความเชื่อกันว่าเป็นที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุ หรือ กระดูกส่วนหน้าอก ของพระพุทธเจ้า

องค์เดิมจะมีลักษณะอย่างใด ไม่ปรากฎหลักฐาน แต่องค์ที่เป็นรากฐานของลักษณะที่ปรากฎทุกวันนี้ เป็นองค์ที่พระยาสุมิตรธรรมและเจ้านครอื่นๆ จัดการสถาปนาขึ้น ตรงที่ตั้งของพระธาตุองค์เดิม โดยรื้อองค์เดิมลง แล้วสร้างเป็นสี่เหลี่ยมแบบเก่า ทำเป็นสองตอน ตอนล่างใหม่ ตอนบนย่อเล็กลงเล็กน้อย มีประตูเข้าสี่ทาง มีลักษณะลายจำหลักบนแผ่นอิฐ เป็นภาพคนขี่ม้า ชี่ช้าง ลวดลายกนก และ ก้อนเมฆ ประดับพระธาตุพนมเป็นของช่างฝีมืออินเดียคล้ายศิลปะอมราวดี

เมืองโบราณ ได้ก่อสร้างพระธาตุพนมตามแบบรูปเดิม ก่อนที่จะมีการบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยกรุงเทพฯ องค์พระธาตุพนมเป็นสัญลักษณ์ว่า พระพุทธศาสนาได้แผ่เข้ามาสู่บริเวณนี้ราวๆ พุทธศตวรรษที่ 7 และ พระธาตุพนม ได้หักพังลงทั้งองค์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2518 และ ในปี 2522 ทางราชการบูรณะปฏิสังขรณ์ให้สมบูรณ์ดังเดิมที่สุดเท่าที่จะเป็นได้แล้ว

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 09:10 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 71  
     
 


มีลักษณะลายจำหลักบนแผ่นอิฐ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 09:12 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 72  
     
 


เขาพระวิหาร

ศาสนสถานที่สำคัญ และศักดิ์สิทธ์ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก ชายแดนไทยและกัมพูชา เป็นสถาปัตยกรรมยุคโบราณท่ามกลางธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ใจ สร้างขึ้นในสมัยแผ่นดินพระเจ้าสุริยธรรมเทวะ ซึ่งนักโบราณคดีเรียกว่า พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1

เมื่อประมาณ พ.ศ. 1581 ปราสาทหินเขาพระวิหาร ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก แนวกั้นพรมแดนไทยกับกัมพูชา จากเชิงเขาถึงยอด มีปราสาทตั้งเรียงรายอยู่ 4 ระดับ เริ่มตั้งแต่ทางลาดต่ำเชิงเขา เป็นทิวขึ้นไป จนถึงหน้าผาชันสุด รูปทรงอาคารทำอย่างทรงจั่ว ไม่ปรากฎว่ามีเรือนยอดอย่างปราสาท ลักษณะนี้ควรเรียกว่ามณเฑีนร ปลายสุดของหน้าผา มีชะง่อนหินยื่นออกไป ใต้ชะง่อนหินเป็นที่พักอาศัยได้ เรียกว่า เป้ยตาดี

สร้างขึ้นโดยการสกัดหินทราย จากบริเวณนั้น สร้างขั้นบันได โคปุระ และปราสาทประธานซึ่งเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงก์ สัญลักษณ์ของพระศิวะ เทพเจ้าองค์สำคัญตามความเชื่อในลัทธิไศวนิกาย

เมืองโบราณ สร้างเขาพระวิหารขึ้นด้วยการศึกษาเป็นเวลานาน ถอดแบบสถาปัตยกรรมและลักษณะทางกายภาพที่มีความหมายของภูเขาลูกนี้อย่างสมบูรณ์ ใช้ดินที่ได้จากการขุดจากพื้นที่ในเมืองโบราณมาถมก่อร่างสร้างขึ้นเป็นเขา สูง 54 เมตร ยาว 250 เมตร กว้าง 66 เมตร ใช้เสารับ 684 ต้น ใช้หินธรรมชาติที่ประกอบเป็นเขาอีกด้วย เป็นจำนวนถึง 2400 เที่ยวขนาดรถสิบล้อ ใช้ดินที่ขุดมาจากเนื้อที่ 40 ไร่มาปกคลุม

และ เมื่อขึ้นไปยืนบนยอดเขาพระวิหาร ที่เมืองโบราณนี้ เราสามารถยืนชมทิวทัศน์เบื้องสูงของเมืองโบราณได้โดยรอบทั้งหมด แถมยังมองไกลไปได้ทั่วเขต จังหวัดสมุทรปราการ ไปถึงปากอ่าวไทยอีกด้วย

ปราสาทหินเขาพระวิหาร
ที่เมืองโบราณนี้ ถูกย่อส่วนลง 1 ใน 10 ส่วน ส่วนตัวประสาทย่อลง 1 ใน 3 ส่วน

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 09:19 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 73  
     
 


ปราสาทหินเขาพระวิหาร

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 09:21 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 74  
     
 


บันไดทางขึ้น
ปราสาทหินเขาพระวิหาร

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 09:22 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 75  
     
 


ทิวทัศน์ของปราสาทหินเขาพระวิหาร
ที่มองจากด้านล่าง จะเห็นปลายสุดของหน้าผา
มีชะง่อนหินยื่นออกไป ใต้ชะง่อนหินเป็นที่พักอาศัยได้ เรียกว่า เป้ยตาดี

หมายเหตุ ..... ตรงหน้าผาที่มีชะง่อนหินยื่นออกไปนั้น ที่ปราสาทหินเขาพระวิหารของเมืองโบราณ ตอนแรกๆ มองเห็นอย่างเด่นชัดว่า มีชะง่อนหินยื่นออกไปจริงๆ แต่ช่วงหลังๆ ผู้ใหญ่เล่าว่า มีคนตกลงมา และ น่าหวาดเสียวมากๆ เพราะนักท่องเที่ยวชอบไปถ่ายภาพกันตรงชะง่อนหินนั้น ปัจจุบันทางเมืองโบราณจึงทำรั้วเขตกั้น ห้ามไม่ให้ออกไปยื่นตามริมๆ บริเวณของประสาทที่เป็นจุดที่อันตราย..!!

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 09:24 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 76  
     
 


พิพิธภัณฑ์ชาวนา

การดำรงชีวิต ให้สอดคล้องผสมผสานกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและการใช้สติปัญญาในการสรรค์สร้างเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อการดำรงชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จึงก่อเกิดเป็นสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ทั้งยวดยานพาหนะ เครื่องมือทำนา เครื่องมือจับสัตว์บก-สัตว์น้ำ เครื่องครัว เครื่องดนตรี ฯลฯ นับเป็นประดิษฐกรรมจากภูมิปัญญาไทยที่น่าสนใจศึกษาและควรค่าแก่ความภาคภูมิใจ การรวบรวมของเหล่านี้ มาเก็บรักษาไว้นั้น ต้องใช้ทั้งความคิด และ เวลา ในการศึกษาค้นคว้า ประโยชน์ที่ชนรุ่นหลังๆ อันพึงจะได้รับจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั้น นับเป็นอเนกประการ

พิพิธภัณฑ์ชาวนาในเมืองโบราณ ได้จัดตั้งขึ้นในบริเวณหมู่บ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือในเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ เป็นสถานที่รวบรวมเครื่องมือเครื่องใช้ของชาวนาจากทั่วทุกภูมิภาคของเมืองไทย นับได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมพื้นบ้านที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 09:33 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 77  
     
 


เครื่องมือทำนา

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 09:36 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 78  
     
 


สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 09:50 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 79  
     
 


ศาลาแปดเหลี่ยม

เป็นแบบสถาปัตยกรรมไทย อีกลักษณะหนึ่ง อาจใช้เป็นที่ประกอบพิธีทางศาสนาบางพิธี เช่น ทำบุญเลี้ยงพระในเทศกาลสงกรานต์ หรือขึ้นปีใหม่ เป็นต้น และ ยังเหมาะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ดูเหมือนศาลาพักร้อน สะอาด น่านั่งเล่นพักผ่อน ถ้าพวกเราไปเที่ยวแบบครอบครัวและเพื่อนๆ ในช่วงที่ไม่ใช่เทศกาลท่องเที่ยวหรือวันหยุด พวกเราจะดูเป็นเจ้าของศาลานั้นไปเลย นำอาหาร น้ำ และ เครื่องดื่มที่ต้องการมาเอง ก็จะนั่งทานไป คุยกันไป แบบปาร์ตี้อย่างสนุกได้เลย

ศาลาแปดเหลี่ยม ที่เมืองโบราณอยู่ในเส้นทางที่ไปชมปราสาทเขาพนมรุ้ง สร้างอยู่ในบึงพลาญชัย จากศาลาแปดเหลี่ยม เราจะสามารถมองเห็นเขาพระวิหาร ได้อย่างชัดเจน

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 10:16 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 80  
     
 


วิหารหลวงวัดมหาธาตุสุโขทัย
วิหารหลวงสุโขทัย อยู่ในวัดมหาธาตุ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโชทัย

โดยลักษณะที่ปรากฏ แบ่งเป็น 2 ตอน
- ตอนหน้า สำหรับคนนั่ง
- ตอนหลัง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป

ซึ่งยังปรากฏฐานชุกชีให้เห็น เสาของวิหารทำด้วยศิลาแลง ตัดเป็นแผ่นหนากลม เรียงซ้อนกันเป็นรูปเสาใหญ่ปลายเรียว แต่เดิมพระศรีศากยมุนี ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ สร้างแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี เคยประดิษฐานอยู่ที่วิหารหลวงแห่งนี้ ต่อมารัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดเกล้าฯ ให้ชักลากมาไว้ที่วัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพมหานคร จนกระทั่งปัจจุบัน

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 10:35 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 81  
     
 


วิหารหลวงวัดมหาธาตุสุโขทัย

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 10:38 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 82  
     
 


พระพุทธรูปทวารวดี

จากร่องรอยของบ้านเมืองที่มีอยู่ ก็อาจคุยโอ่อวดได้เต็มปากว่า ไม่มีนครโบราณใดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีความใหญ่โต และเก่าแก่ถึงพุทธศตวรรษที่ 12 เท่ากับเมืองนครชัยศรี ที่รู้จักกันทั่วไปขณะนี้ว่า...นครปฐม

นครปฐม เป็นเมืองศูนย์กลางการนับถือพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เพราะนอกจากมีพระสถูปเจดีย์ พระพุทธรูปทั้งที่ทำด้วยปูนปั้นและศิลา ที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารกว่าที่อื่นๆ แล้ว รูปแบบและลักษณะศิลปกรรมของโบราณวัตถุสถานของเมืองนี้ ยังเป็นของที่มีระดับฝีมือช่างสูง ถึงขั้นที่เรียกว่า คลาสสิค ด้วย เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า ศิลปะแบบทวารวดี ได้แพร่กระจายจากเมืองนครปฐม ไปยังบ้านเมืองในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งภาคกลาง ภาคใต้ ภาคเหนือ และ ภาคอีสาน

สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์อย่างแท้จริง ทางพุทธศิลป์ของเมืองนครปฐม ก็คือการสร้างพระพุทธรูปปางเทศนาประทับนั่ง ห้อยพระบาทบนบัลลังก์ ที่มีขนาดใหญ่ และ มีความงดงามจนไม่มีที่อื่นมาเทียบเทียมได้

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 10:48 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 83  
     
 


ป่าเจดีย์

เมืองไทยเป็นดินแดนแห่งสังคมพระพุทธศาสนา หรือ เถรวาทมานับพันปี ที่มีพระพุทธศาสนาเป็นแก่นหลักของความเชื่อ ประกอบกับมีคติความเชื่อในการสร้างพระสถูปเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าในทุกท้องถิ่น ทุกภาคและทุกสมัย จนกล่าวได้ว่าไม่มีประเทศอื่นใดในโลกนี้ จะมีพระสถูปเจดีย์ที่มากมายด้วยรูปแบบต่างๆ ทัดเทียมได้

บรรดาพระสถูปต่างๆ ที่สร้างขึ้น ณ บริเวณนี้ นอกจากเป็นสัญญลักษณ์ของการนับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว ยังเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นลักษณะทางศิลปะสถาปัตยกรรมของแต่ละท้องถิ่น และ ภูมิภาค ที่ในอดีตเคยเป็นเขตแคว้นของบ้านเมือง ที่เจริญรุ่งเรืองมาก่อน จะมีการรวมตัวเป็น ราชอาณาจักรไทย ในสมัยกรุงศรีอยุธยาและรัตนโกสินทร์

ณ บริเวณป่าเจดีย์ ในเมืองโบราณแห่งนี้ จึงเป็นสถานที่รวมของกลุ่มเจดีย์ต่างยุคต่างสมัยตั้งแต่แรกเริ่มจนกระทั่งสมัยปัจจุบัน เพื่อสะท้อนภาพสังคมพระพุทธศาสนาและลักษณะทางศิลปะสถาปัตยกรรมของท้องถิ่นนั้นๆ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 11:10 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 84  
     
 


พระสถูปเจดีย์ที่มากมายด้วยรูปแบบต่างๆ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 11:14 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 85  
     
 


พระสถูปเจดีย์ที่มากมายด้วยรูปแบบต่างๆ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 11:16 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 86  
     
 


พระสถูปเจดีย์ที่มากมายด้วยรูปแบบต่างๆ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 11:26 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 87  
     
 


โรงละคร

ความโออ่าอย่างหนึ่ง ของราชสำนักสมัยกรุงศรีอยุธยาก็คือ ในพระราชฐานจะมีอุทยานที่สวยงามมากมาย ด้วยพรรณไม้นานาชนิด มีน้ำตก น้ำพุ ในยามว่างหรือในเวลาที่เป็นมงคล พระเจ้าแผ่นดินจะโปรดให้มีการเล่นละคร และ ดนตรี กันเป็นประจำ จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า "ละครใน" ขึ้น มีการนำเอาเรื่องราวจากชาดก นิทานท้องถิ่น และ วรรณกรรมของต่างชาติ มาแต่งเป็นบทละครขึ้นมากมาย เช่น บทละครเรื่องรามเกียรติ์ สังข์ศิลป์ชัย อิเหนา มโนราห์ สิ่งเหล่านี้ได้ตกทอด และ สืบเนื่องมาจนกระทั่งสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

อาคารโถงแห่งนี้คือ
เวทีสำหรับการแสดงละคร มีปรากฏหลักฐาน ให้เห็นจากภาพจิตรกรรมโบราณ

การละคร ร้องรำที่สร้างความบันเทิงเริงใจแก่ผู้คนในราชสำนัก มีความสำคัญในยามที่ว่างเว้นจากการศึกสงคราม ด้วยเหตุนี้จึงมีการสร้างโรงละครที่ใหญ่โต สวยงาม เพื่อเป็นศักดิ์ศรีแก่ราชสำนัก ทั้งงานจำหลักไม้ปิดทองที่หรูหรา งานกระจกสีที่วิจิตร ล้วนแสดงออกถึงความรุ่งเรืองมั่งคั่งแห่งยุคสมัยได้เป็นอย่างดี.

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 11:31 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 88  
     
 


ศาลาโถงวัดนิมิต

แต่เดิมที่ วัดนิมตร ในอำเภอเมือง จังหวัดตราด มีศาลาโถงหลังหนึ่ง ชำรุดทรุดโทรมมาก ทางวัดต้องการปัจจัยเพื่อใช้ในกิจการของวัด เมืองโบราณจึงขอ ผาติกรรม นำมาสร้างเป็นอนุสรณ์ไว้ในเมืองโบราณ

ศาลาหลังนี้ มีลักษณะเป็นอาคารศาลาโถง หลังคาเครื่องไม้ มุงกระเบื้องดินเผา แบบอยุธยาตอนปลาย ศาลาหลังนี้มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์คือ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเมื่อครั้งมารวบรวมหัวเมืองชายทะเลตะวันออก ได้เคยเสด็จมาประทับพักพลรบ ณ ศาลาโถงแห่งนี้

*** ผาติกรรม หมายถึง การทําให้เจริญ .. ใช้ในวินัยว่า การจําหน่ายครุภัณฑ์เพื่อประโยชน์สงฆ์อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเอาของเลวแลกเปลี่ยนเอาของดีกว่าให้แก่สงฆ์ หรือเอาของของตนถวายสงฆ์เป็นการทดแทนที่ตนทําของสงฆ์ชํารุดไปบ้าง .. รื้อของที่ไม่ดีออก เสียทําให้ใหม่ดีกว่าของเก่า เช่น เอาที่วัดไปทําอย่างอื่น แล้วสร้างวัดถวายใหม่เป็นการชดใช้

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 11:41 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 89  
     
 


ศาลาทศชาติ

ศาลาซึ่งสร้างอยู่กลางสะพาน ที่รังสรรค์ขึ้นใหม่ในเมืองโบราณ ด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงามและประโยชน์ใช้สอยของตัวศาลา ซึ่งเป็นสถานที่สาธารณะให้ผู้คนได้ใช้พักผ่อน หลบแดด หลบฝน ได้รับความร่มเย็นจากศาลาและด้วยภูมิปัญญาไทยในอดีต ที่นิยมเล่าเรื่องราวของคนดีและการประกอบคุณงามความดี โดยเฉพาะเรื่องพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องทศชาติชาดก ซึ่งเป็นสิบชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อนที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ล้วนแต่เป็นเรื่องราวที่แสดงถึงคุณธรรมที่สำคัญของมนุษย์ทั้งสิ้น

ศาลาทศชาติหลังนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นที่พักของผู้ที่สัญจรไปมา เมื่อได้รับความร่มเย็นทางกายแล้ว จิตใจก็จะสงบร่มเย็นและพร้อมที่จะรับรู้เรื่องทศชาติหรือการประกอบคุณความดีที่ปรากฏเป็นภาพเขียนบนคอสองของศาลา ถือเป็นการสร้างความสุขให้แก่จิตใจอีกทางหนึ่งด้วย

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 02:24 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 90  
     
 


รูปลักษณ์ที่สวยงาม
ภายในบริเวณศาลาทศชาติ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 03:00 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 91  
     
 


เขาพระสุเมรุ

ตามความเชื่อ ในคัมภีร์ไตรภูมิกถาของคนไทย เชื่อว่าเขาพระสุเมรุเป็นหลักของโลกและจักรวาลที่ลอยอยู่เหนือพื้นน้ำ โดยมีปลาอานนท์หนุนอยู่ รอบๆ เขาพระสุเมรุเป็นที่อยู่ของภพและภูมิต่างๆ กันตามแต่ระดับภูมิปัญญาและคุณธรรม บนยอดเขาพระสุเมรุคือ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของนครไตรตรึงษ์ที่มีพระอินทร์เทวราชเป็นผู้ปกครอง ตามความเชื่อในพระพุทธศาสนา ผู้ที่ทำความดีตายไปแล้ว จะได้ไปเสวยสุขอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

การสร้างเขาพระสุเมรุ ขึ้นในเมืองโบราณ
เพื่อให้ได้เรียนรู้ถึงภูมิปัญญาเก่าแก่ของคนโบราณ และกระตุ้นเตือนให้กระทำแต่ความดี

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 09:58 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 92  
     
 


ภายในศาลาเขาพระสุเมรุ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 10:02 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 93  
     
 


ศาลาฤาษีดัดตน

ศาลาโถงยาว สองข้างศาลามีรูปปั้นฤาษีดัดตนครบทั้ง 80 กระบวนท่า พร้อมทั้งคำบรรยายและสรรพคุณของการดัดตน แต่ละท่าที่เขียนไว้บนคอสองของศาลา

ท่าฤาษีดัดตน ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงวิทยาการทางการแพทย์ไทยสมัยโบราณที่เคยมีในสยามประเทศไว้อย่างครบครันและผู้ที่สนใจก็สามารถมาฝึกฝนปฏิบัติได้

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 10:21 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 94  
     
 


รูปปั้นฤาษีดัดตน ในท่าต่างๆ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 10:31 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 95  
     
 


พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือที่รู้จักกันดีในนาม เจ้าแม่กวนอิม พระผู้เปี่ยมล้นด้วยความเมตตากรุณา เรื่องราวของท่านแผ่ขยายจากแดนชมพูทวีปเข้าสู่แผ่นดินจีน บังเกิดเป็นเรื่องเล่าต่างๆ อันล้วนแต่เป็นเรื่องราวแห่งความเมตตาการุณย์ ที่สามารถสร้างศรัทธาให้เกิดแก่ผู้คนที่ได้ฟังได้รับรู้ ผู้ที่มีทุกข์จึงมักอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากท่าน เพื่อจะได้ผ่านพ้นห้วงทุกข์

เจ้าแม่กวนอิม เป็นพระที่ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาทั้งในจีน ญี่ปุ่น เกาหลี แผ่ขยายมาถึงดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมทั้งแหลมทองของไทยด้วย

เมืองโบราณ มุ่งมั่นสืบทอดศรัทธาที่มีมาแต่อดีตนี้ ปรากฏเป็นงานแกะสลักไม้จากไม้ตะเคียนท่อนเดียว สูง 10.50 เมตร เป็นรูปเจ้าแม่กวนอิมปางเมตตาธรรม ผู้ทรงห่วงใยมวลมนุษย์ เมื่อได้มาเยือนสักการะท่าน จะสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนและเมตตา สร้างความสงบให้บังเกิดในจิตใจ

อีกทั้งปางแสดงปาฏิหาริย์ ที่ทรงประทับนั่งเหนือหลังมังกรกลางสระน้ำขนาดใหญ่ ปรากฏองค์ในรูปลักษณ์ที่ก่อให้เกิดความครั่นคร้าม และน่าสะพึงกลัวแก่เหล่าหมู่มารให้หลบหนีไป ชวนให้รู้สึกอบอุ่น มั่นคงในจิตใจถึงพลังแห่งองค์เจ้าแม่กวนอิม ที่จะช่วยคุ้มครองให้เหล่าคนดีผ่านพ้นความทุกข์ยากไปได้

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 11:03 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 96  
     
 


พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/03/2005 11:11 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 97  
     
 


พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ

ช้างเอราวัณ ช้างทรงของพระอินทร์ เทวดาที่คนไทยคุ้นเคยและรู้จักกันดี ได้ถูกสร้างขึ้นมาเป็นประติมากรรมลอยตัวด้วยวัสดุโลหะทองแดง ที่มีความสูงขนาดตึก 17 ชั้น และน้ำหนักเฉพาะส่วนหัวประมาณ 100 ตัน ยืนเด่นเป็นสง่า ณ ตำบลสำโรง อ. เมือง จ. สมุทรปราการ

เทคนิคการก่อสร้าง และการประดับตกแต่งตามแบบอย่างช่างไทยโบราณที่วิจิตรตระการตา ประดับด้วยเครื่องถ้วยเบจรงค์ งานปูนปั้นสด งานเคาะดุนโลหะ และงานอื่นๆ ฯลฯ พื้นที่ว่างภายในตรงบริเวณที่เป็นท้องช้าง ผู้สร้างมีความประสงค์จะใช้เป็น สถานที่เก็บและจัดแสดงศิลปโบราณวัตถุอันทรงคุณค่าของชาติ

อัตราค่าเข้าชม
ผู้ใหญ่ ..... ๑๕๐ บาท
เด็ก ..... ๕๐ บาท
โทรศัพท์ ..... 0-2371-3135
โทรศัพท์ และ โทรสาร ..... 0-2371-3136

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/03/2005 10:20 AM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 98  
     
 


ปราสาทสัจธรรม

อาคารไม้ทรงปราสาทขนาดใหญ่ เริ่มสร้าง เมื่อปี 2524 ที่ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ และ ลักษณะของปราสาท จัดเป็นงานไม้ทรงไทยจตุรมุข มีหลังคาลดหลั่นกันมาทั้ง 4 ด้าน สูงประมาณ 100 เมตร ที่ยอดของอาคารที่สูงที่สุด สูงประมาณ 105 เมตร ประดับด้วยรูปแกะสลักองค์เทพ เทวดา นางฟ้า ในท่าต่างๆ แทนการใช้ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์

ตัวอาคารถูกก่อสร้าง ตามกรรมวิธีของช่างไทยโบราณ และ พื้นที่ทุกตารางนิ้ว ได้ถูกแกะจำหลักลวดลายตกแต่งเป็นรูปประติมากรรม และลวดลายที่แสดงออกเป็นสื่อทางด้านศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนให้เห็นถึง โลกทัศน์ ภูมิปัญญา คุณธรรม และปรัชญาของคนในโลกตะวันออก ณ สถานที่แห่งนี้ ผู้มาเยือนจะได้เข้าใจถึงชีวิต ความคิด พันธะหน้าที่ การดำเนินชีวิต ความสัมพันธ์ของชีวิตกับจักรวาล จินตนาการ และความใฝ่ฝันของชีวิต เพื่อมุ่งไปสู่โลกแห่งอุดมคติ

คุณเล็ก ได้สร้างปราสาทหลังนี้ ขึ้นจากศรัทธาที่มีต่อ ศาสนา ปรัชญา ในโลกตะวันออก ด้วยมุ่งหวังที่จะสร้างผลงานชิ้นนี้ ให้กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย และต้องการให้มนุษย์ตระหนักในสัจธรรมแห่งชีวิต

นอกจากนี้ ศิลปะต่างๆ ที่ปรากฏในปราสาทหลังนี้ ก็เป็นการนำศิลปะ และ ปรัชญาที่แสดงถึงภูมิปัญญาตะวันออก ไม่ว่าจะเป็น จีน ไทย อินเดีย เขมร มาผสมผสานกันได้อย่างกลมกลืน โดยปราสาทแห่งนี้ นับเป็นปราสาทไม้ที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในโลก แถมวิธีการก่อสร้างก็ใช้วิธีการของช่างโบราณ คือไม่ใช้ตะปู แต่จะใช้การเข้าเดือย ตอกลิ่ม ตอกสลักแทน

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้เขียนถึง คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ไว้ในหนังสือที่ระลึก เนื่องในการพระราชทานเพลิงศพคุณเล็ก เมื่อวันที่ 4 กันายายน พ.ศ. 2544 ซึ่งอธิบายความคิด วัตถุประสงค์ และ ความล่าช้าในการก่อสร้างปราสาทนี้ ไว้ว่า ..................

ปราสาทสัจธรรม เป็นผลงานมาจากความคิดที่สวนกระแสกับชาวตะวันตกอย่างแท้จริง คือเห็นว่า เนื้อแท้ของมหาอำนาจทางตะวันตกไม่มีอะไร นอกจาก ... การค้า ... สงคราม ... ที่แสดงออกด้วยการคิดเทคโนโลยีที่เป็นอาวุธยุทธภัณฑ์มามอมเมา และ หลอกขายตะวันออก โลกไม่มีทางสงบ เพราะเป็นสิ่งยั่วยุให้มนุษย์ขู่ฆ่าทำลายกัน ในขณะเดียวกันตะวันออก รวมทั้งคนไทยด้วย ต่างก็มัวเมาในความต้องการทางด้านวัตถุ จนละเลยศาสนา และ ปรัชญาที่เคยจรรโลงความเป็นมนุษย์ให้อยู่ในกรอบของศีลธรรมและมนุษยธรรม อย่างที่เคยมีมาแล้วในอดีต

คุณเล็ก ต้องการสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งทางศิลปกรรม เพื่อให้สื่อความหมายทางคุณธรรมและมนุษยธรรม เพื่อให้สื่อความหมายทางคุณธรรมและมนุษยธรรม ที่บรรดาศาสนาและปรัชญาเมธีในอดีตค้นพบ และ คิดขึ้นมาเพื่อสอนมนุษย์ให้อยู่อย่างสันติสุข ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ก็คือสิ่งที่คุณเล็กได้อ่าน ได้ศึกษา และเลือกสื่อให้เหมาะสมกับกาลเทศะนั่นเอง

คุณเล็กเห็นว่า สิ่งสำคัญในโลกมีอยู่สามอย่าง คือ ฟ้า ดิน และมนุษย์ ถ้าปราศจากซึ่งสามสิ่งนี้ โลกก็ไม่เป็นโลก ความเป็นศูนย์กลางนั้น อยู่ที่มนุษย์ แต่การเป็นมนุษย์ได้นั้น หาใช่เป็นแต่เพียงการเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเยี่ยงสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ไม่ หากต้องเรียนรู้และได้รับการอบรมทางคุณธรรม

คุณธรรมที่สำคัญก็คือ ความกตัญญูกตเวทีกับฟ้าดินและพ่อแม่ เพราะเป็นสิ่งที่ให้กำเนิดแก่สิ่งมีชีวิตทั่วไป ส่วนความเมตตากรุณาและความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งล้วนเป็นคุณธรรมที่ค้ำจุนให้มนุษย์และสรรพสิ่งในโลกอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข คุณธรรมเหล่านี้ ล้วนเป็นหลักอยู่ในทุกศาสนา และ สื่อออกมาเป็นระบบสัญลักษณ์ในรูปแบบต่างๆ ทางศิลปกรรม ดังเช่น ความเมตตากรุณาแสดงออกมาในลักษณะของการเคารพกราบไหว้พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือพระกวนอิม ในขณะที่ความซื่อสัตย์สื่อออกมาในรูปแบบของการทำพิธีกรรมไหว้เทพเจ้ากวนอู เป็นต้น

คุณเล็ก ชื่นชมในความยิ่งใหญ่ของคนตะวันออก ในความคิดในเรื่องของมนุษย์ทางจิตวิญญาณ ที่ทำให้เกิดความเชื่อและการอธิบายจักรวาลได้อย่างสลับซับซ้อน โดยใช้ศิลปะเป็นสื่อในรูปลักษณ์ต่างๆ ซึ่งล้วนแต่มีตำนาน และ คำอธิบายที่แฝงไปด้วยคุณธรรมที่จะธำรงโลก

ปราสาทสัจธรรมของคุณเล็ก ก็คิดขึ้นมาจากฐานความคิดเหล่านี้ ตัวปราสาทก็เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโลกและเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ในระดับภพภูมิมีที่สูงขึ้นไปก็เป็นที่สถิตของเทพเจ้า ที่ล้วนแล้วแต่เป็นตัวแทนของสถานต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย ไม่ว่าอินเดีย จีน เขมร และอื่นๆ ล้วนนำมาประดับตกแต่งให้แลเห็นความเคลื่อนไหวที่คึกคัก โดยมุ่งหมายในบริเวณตรงกลางภายในปราสาทเป็นที่ตั้งของบุษบกที่ว่างเปล่า ไม่มีรูปเคารพที่ศักดิ์สิทธิ์อันใดประดิษฐานไว้ เพราะต้องการให้เป็นที่นั่งของมนุษย์ที่ประพฤติดีมีคุณธรรม

ความคิดเช่นนี้ ไม่ใช่ของใหม่อะไรที่คุณเล็กคิดขึ้นเอง หากเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในคัมภีร์ไตรภูมิทางพระพุทธศาสนา ที่เชื่อว่า พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ในเทพเจ้านั้น เป็นตำแหน่งของผู้ที่บำเพ็ญคุณงามความดีที่สะสมกันมาหลายชาติหลายภพ เมื่อเทพองค์เดิมที่ดำรงตำแหน่งหมดวาระไป เพราะต้องไปจุติในภพภูมิอื่น ผู้ที่มีบุญบารมีท่านอื่นก็เข้ามาแทนที่ เหตุที่คิดเช่นนี้ ก็เพราะคุณเล็กมีความเชื่อในมิติทางจิตวิญญาณและความศักดิ์สิทธิ์เยี่ยงคนตะวันออกทั้งหลาย มนุษย์แม้ว่าจะเป็นฝุ่นธุลีของจักรวาลก็ตาม แต่ถ้ามีคุณธรรม ก็สามารถยกระดับจิตให้สูงขึ้นจากความรู้สึกนึกคิดและสันดานของความเป็นสัตว์เดรัจฉานมาเป็นมนุษย์ และเทวดาในภพภูมิต่างๆ จนในที่สุดก็รวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล

เมื่อแรกเริ่ม ปราสาทสัจธรรมก็เป็นสถาปัตยกรรมโบราณรูปปราสาทจัตุรมุขขนาดใหญ่ที่สร้างด้วยไม้ แต่ยิ่งทำไปความโดดเด่นกลับไปที่การแกะสลักรูปประติมากรรมของเทพเจ้าและสัตว์เนรมิตในเทวนิยายที่มากมายหลายขนาดมาประกอบ ทั้งในลักษณะประดับและการแสดงสัญลักษณ์ของความหมายทางศาสนาและปรัชญา เลยกลายมาเหมือนกับการสร้างหรือแกะภูเขาไม้ทั้งเขา ทั้งภายนอกและภายใน เป็นเรื่องที่ไม่มีวันเสร็จง่ายๆ ในอายุขัยของคุณเล็ก เพราะการสร้างปราสาทหลังนี้ คุณเล็กสร้างเมื่ออายุใกล้จะเจ็ดสิบปีแล้ว

ณ ปัจจุบันนี้ ปราสาทสัจธรรมยังคงดำเนินการสร้างไปเรื่อยๆ และ คาดว่าจะเสร็จในอีก 15 ปีข้างหน้า แต่ว่าก็ได้เปิดให้คนเข้าไปเที่ยวชม สัมผัสความงามกันมานานแล้ว ประสาทไม้หลังนี้สวยงามมากๆ ตั้งตระหง่านท้าสายลมและแสงแดด ที่ริมชายหาด ฝั่งทะเลด้านแหลมราชเวช พัทยา ตำบลนาเกลือ สุดซอยนาเกลือ 12 อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี




 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/03/2005 11:09 AM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 99  
     
 


ฝันยิ่งใหญ่ของชายชื่อเล็ก
เรื่องโดย ..... ศรัณย์ ทองปาน นิตยสาร สารคดี

สมัยนี้ ยังมีสักกี่รายในกรุงเทพฯ ที่จะมีงานสวดศพที่บ้าน หากแต่ที่บ้านเลขที่ ๑๐๒๔ ถนนพระรามที่ ๔ ตรงข้ามกับสวนลุมพินี ศาลาริมสระว่ายน้ำขนาดย่อม ๆ นั้น ถูกจัดแปลงเป็นที่ตั้งศพสวดพระอภิธรรมของคุณเล็ก วิริะยะพันธุ์ กลางโถงศาลา คือโกศโถที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทาน เพิ่มเติมขึ้นเป็นกรณีพิเศษ มีฉัตรเบญจาตั้งประดับ ริมผนังด้านหนึ่งตั้งโต๊ะหมู่บูชา และอาสน์สงฆ์ หากแต่โลงที่บรรจุร่างของ เล็ก วิริยะพันธุ์ วางหลบอยู่ข้างผนังอีกด้าน รอบ ๆ สระว่ายน้ำ จัดวางเก้าอี้สำหรับแขกเหรื่อ ที่มาในงานกันอย่างคับคั่ง พวงหรีดหลายร้อยที่ตั้งซ้อน ๆ กันขึ้นไปรอบบริเวณนั้น แลดูเหมือนกำแพงดอกไม้ละลานตา ใช่แต่เท่านั้น ในสระว่ายน้ำยังลอยดอกบัวสีชมพู ที่พับกลีบอย่างประณีตจนเต็ม ราวกับเป็นบึงบัว

ความตายนั้น เป็นภาวะธรรมชาติธรรมดา ทุกรูปทุกนามย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้น เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-แล้วก็แปรเปลี่ยนไป หากแต่ที่ผมรู้สึกว่าน่าประหลาดใจก็คือ ดูเหมือนว่าสิ่งที่คุณเล็กหลีกลี้มากว่า ๓๐ ปี ไม่ว่าจะเป็นผู้คนมากมาย เกียรติยศ พิธีกรรม หรือแม้แต่การเป็นข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ กลับไล่กวดทันเอาเมื่อสิ้นชีวิตแล้วนี่เอง

สิ่งต่างๆ ในจักรวาลนี้ เกิดขึ้นด้วยความเหมาะสมของธรรมชาติ และความสำเร็จของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะต้องขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เหมาะสมหนึ่ง จุดศูนย์กลางที่พอดีหนึ่ง เวลาที่ถูกต้องหนึ่ง

ตำแหน่งที่เหมาะสม นั้นหมายถึง ตำแหน่งที่ต้องอยู่อย่างพอเหมาะพอดี จุดศูนย์กลางนั้นหมายถึง ความเจริญอยู่ในกฎเกณฑ์ เวลาที่ถูกต้องนั้นหมายถึง สิ่งแวดล้อมที่ต้องการในขณะนั้น


1 / 13

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/03/2005 12:20 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 100  
     
 


นายเล็ก วิริยะพันธุ์ เป็นบุตรชายคนโตของนายชีเซ็ง เจ้าของร้านขายยาเทียนแซตึ๊ง ย่านสำเพ็ง พระนคร เกิดเมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๕๗ ตามความนิยมในยุคนั้น ทางบ้านได้ส่งนายเล็กให้กลับไปเรียนหนังสือในเมืองจีน เมื่ออายุ ๑๗ ปี นายเล็กสอบเข้าเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ได้

เซี่ยงไฮ้ในยุคนั้น มีผู้เปรียบว่าเป็นเสมือน .. ปารีสแห่งตะวันออก .. ที่เต็มไปด้วยแสงสี ตึกรามบ้านช่องใหญ่โตโอฬาร เป็นศูนย์กลางการศึกษา การค้า และการลงทุนจากชาติตะวันตก ประสบการณ์ชีวิตในมหานครเซี่ยงไฮ้ ผนวกกับความเข้มแข็งของวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม อันเป็นแม่แบบแห่งอารยธรรมตะวันออกสายสำคัญ เหล่านี้ได้หล่อหลอมให้นายเล็กเป็นคนสองโลก

ในทางหนึ่ง ท่ามกลางความก้าวหน้าทางวิทยาการของศตวรรษที่ ๒๐ เขาตระหนักดีว่า ชีวิตของมนุษย์ในโลกสมัยใหม่นี้ จะหลีกเลี่ยงจากเทคโนโลยีจักรกลของตะวันตกไม่ได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภูมิปัญญาตะวันออกอันหยั่งรากในความนอบน้อมต่อธรรมชาติ และการเคารพบรรพชน ก็เป็นความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณที่จำเป็นแก่ความเป็นมนุษย์

เมื่อบิดาป่วยหนัก นายเล็กในวัย ๒๐ ต้น ๆ ก็ต้องกลับมาสยาม หลังจากนั้นไม่นาน นายชีเซ็งก็ถึงแก่กรรม ทิ้งกิจการเทียนแซตึ๊งไว้ให้เขาสืบต่อ ด้วยเหตุแห่งการติดต่อค้าขายนี่เอง ชักนำให้นายเล็กได้พบกับนางสาวประไพ วิริยะพานิช ธิดาของขุนวิจารณ์พานิช หรือ ชุ่ม คหบดีชาวแปดริ้ว ผู้ผลิตยาไทยหลายขนาน และน้ำมันทาไม้ตราปลาตะเพียน ในนามห้างน้ำมันวิริยะพานิช ย่านสามแยก ทั้งสองแต่งงานกันในปี พ.ศ. ๒๔๘๑


2 / 13

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/03/2005 12:21 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 101  
     
 


ในช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๕ นายเล็กได้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งธนาคารไทย หรือ ธนาคารมณฑล ซึ่งต่อมาได้ควบรวมกิจการกับธนาคารเกษตร กลายเป็นธนาคารกรุงไทย จากประสบการณ์ในวงการธุรกิจ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ เขาจึงก่อตั้งบริษัทอาเซียพานิชการ แผนกประกันภัย ขึ้น ปัจจุบันคือบริษัทวิริยะประกันภัย

จังหวะสำคัญของเขา มาถึงในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ เมื่อนายเล็กตัดสินใจ รับซื้อกิจการของบริษัทธนบุรีพานิชทั้งหมด ต่อจากหุ้นส่วนเดิม ซึ่งกำลังประสบปัญหาการเงิน การเข้ามาของเขาในครั้งนั้น ว่ากันว่าเป็นไปตามคำขอร้องของผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ที่ต้องการจะรักษาบริษัทธนบุรีฯ ไว้ให้เป็นบริษัทของคนไทย เพราะในขณะนั้น ธนบุรีพานิช เป็นบริษัทอิมพอร์ตเอ็กซ์พอร์ต ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ

ธุรกิจของธนบุรีพานิช มีตั้งแต่เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์อเมริกันคันยาว ไม่ว่าจะเป็นไครสเลอร์ Chrysler ... แนช Nash ... เดโซโท DeSotho รวมทั้งรถยนต์ยุโรปอย่าง ฮิลแมน Hillman ... ฮัมเบอร์ Humber ... เรโนลท์ Renault ... นอกจากนั้นยังเป็นตัวแทนจำหน่ายตู้รถไฟ เครื่องจักรขนาดหนักสำหรับอุตสาหกรรม อุปกรณ์ฉายภาพยนตร์ สารเคมี ยาและเวชภัณฑ์ ตลอดไปจนถึงตั๋วเครื่องบิน

ส่วนสินค้าที่ธนบุรีฯ เป็นผู้ส่งออก ก็คือสินค้าออกสำคัญของเมืองไทยยุคนั้น ทั้งข้าว ยางพารา ไม้สัก และดีบุก เมื่อมาดำเนินธุรกิจของธนบุรีพานิช นายเล็กพยายามติดต่อ ขอเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในประเทศไทย ที่จริง ก่อนหน้านั้น เคยมีบริษัทอื่นเป็นตัวแทนจำหน่ายรถเบนซ์ในประเทศไทยอยู่แต่เดิมแล้ว หากแต่สภาวะสงครามโลก ทำให้ขาดช่วงไป เขาใช้ความเพียรพยายาม และความจริงใจ ติดต่อไปยังบริษัทแม่ที่เยอรมนี จนได้รับความไว้วางใจ ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย นำไปสู่การก่อตั้งบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ เพื่อให้บริการในลักษณะ .. ครบวงจร .. แก่ลูกค้า ด้วยความสามารถของเขา ได้ผลักดันให้รถเบนซ์ ก้าวขึ้นมาได้รับความนิยมในสังคมชั้นสูงของไทย กลายเป็นตำนานของ .. ดาวสามแฉก .. ที่เลื่องลือตราบจนปัจจุบัน


3 / 13

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/03/2005 12:23 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 102  
     
 


ในวัยไม่ถึง ๔๐ ปี นายเล็ก วิริยะพันธุ์ สามารถขึ้นมายืนแถวหน้าในฐานะนักธุรกิจชั้นนำของประเทศ เมื่อลองมองย้อนกลับไปในสมัยเมื่อ ๕๐ ปีก่อน ที่บริษัทธนบุรีพานิช ถนนราชดำเนินกลางนั้น ถือได้ว่าเป็นแวดวงสมาคมของคนใหญ่คนโตในสังคมกรุงเทพฯ ศาสตราจารย์ พลเรือตรี สมภพ ภิรมย์ ราชบัณฑิต และศิลปินแห่งชาติ ในวันวัยเมื่อเป็นสถาปนิกหนุ่ม ที่อยากมีรถเบนซ์คันแรกในชีวิต ท่านยังจำได้ถึงความรู้สึกที่อาจเรียกได้ว่า .. ตัวลีบ ..

วันหนึ่ง ผมได้ค่าแบบจากนายสุริยน ไรวา แล้วอยากได้รถเบนซ์ เขาก็พาไปหาเสี่ยเล็ก ซื้อรถเบนซ์ ๒๒๐ คันหนึ่ง แปดหมื่น รุ่นนั้นตะเกียง หมายถึงไฟหน้ายังอยู่ข้างนอก บริษัทธนบุรี ที่ราชดำเนินตอนนั้นเป็นสโมสรกลาย ๆ คนใหญ่ ๆ เขาไปกันที่นั่น นายตำรวจใหญ่นายทหารใหญ่ไปชุมนุม ไปคุยไปพบปะอะไรกัน พวกใหญ่โตทางบ้านเมือง .. ผมไม่รู้จัก ..

ในช่วงวัย ๔๐-๕๐ ปี ของนายเล็ก วิริยะพันธุ์ อาจจะเรียกได้ว่า เป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบสำหรับปุถุชนทั่วไป เขาเป็น .. เสี่ยเล็ก .. เจ้าของกิจการค้ามากมาย มีฐานะอยู่ในระดับเศรษฐีคนหนึ่งของประเทศ มีครอบครัวใหญ่ที่อบอุ่นด้วยลูกชายหญิงถึงหกคน แวดล้อมด้วยวงสังคมระดับไฮโซ...

แต่บางทีนั่นอาจจะยังไม่พอ ข้าพเจ้าเชื่อว่าศีลธรรมของพลโลกปัจจุบันนี้เสื่อมลง ในขณะเดียวกัน ข้าพเจ้าก็ไม่ปฏิเสธว่า วิทยาศาสตร์เจริญมีคุณค่าที่ปรากฏแก่มวลมนุษย์ ไม่มียุคไหนเทียบเท่า แต่ชาวตะวันออกเราเชื่อว่า วิทยาศาสตร์สามารถให้ความรู้แก่มนุษย์ได้ แต่ไม่สามารถที่จะยกระดับจิตของมนุษย์ให้สูงขึ้นได้ มีแต่ทำให้ผู้คนนับถือลัทธิวัตถุนิยม มุ่งแต่ความสุขทางโลก

ในตอนบ่ายวันหนึ่ง ที่เมืองโบราณ บางปู หลังการตายของ .. เสี่ยเล็ก .. ไม่ถึงเดือน ผมนัดพบกับคุณปรีชา วิบูลย์ศิลป์ ผู้จัดการทั่วไปของเมืองโบราณ ที่ .. เพชรบุรี .. ณ ใต้ถุนศาลาที่จำลองแบบมาจากศาลาการเปรียญ วัดใหญ่สุวรรณาราม เพชรบุรีนี่เอง ที่เป็นเสมือนกองบัญชาการของคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ หรือ .. ท่านเจ้าเมือง .. ของชาวเมืองโบราณ

ดูเหมือนว่าสภาพทั่ว ๆ ไปของที่นี่ คงยังไม่ต่างไปจากวันสุดท้าย ที่ท่านเจ้าเมืองเข้ามาเท่าใด บนโต๊ะไม้ตัวใหญ่ยังมีหนังสือศิลปะชนิดที่เป็นเล่มยักษ์ ๆ ปกแข็ง กองซ้อนกันเป็นตั้ง ๆ หลายสิบเล่ม ปนกับอัลบัมภาพโบราณวัตถุสถาน และกองกระดาษ ข้างโต๊ะมีเก้าอี้เก่า ๆ ตั้งอยู่ตัวหนึ่ง กับเก้าอี้โยกที่ถูกตัดขาจนโยกไม่ได้อีกตัว ถัดมาก็คือโต๊ะเขียนแบบ ที่เป็นโต๊ะทำงานของคุณปรีชา

ท่านเจ้าเมืองไม่อยู่แล้ว เป็นยังไงบ้างครับ ..... ผมเริ่ม

คุณปรีชาว่า ..... ทุกอย่างก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรนะ เพราะท่านก็วางโครงการไว้หมดแล้ว พวกศาลาพักร้อน ก็ให้สเก็ตช์แบบไว้อีกประมาณสิบกว่าหลัง ศาลาพระอรหันต์ก็สเก็ตช์แบบไว้จนหมด งานในเมืองโบราณตอนนี้ก็มีแต่บำรุงรักษา ทำความสะอาด ที่คิดจะสร้างใหม่ยาก ไม่ใช่ไม่มีเงิน แต่เป็นเรื่องของพลัง การตัดสินใจ ตอนอาเสี่ยอยู่ เขาตัดสินใจของเขาคนเดียว อะไรก็แล้วแต่ เขาทำของเขาคนเดียว

ผมนึกภาพคนอายุ ๘๐ กว่าปี ที่ยังมีพลัง
ขนาดนั่งคุมงานก่อสร้างคนเดียวไม่ออก .. ที่ว่าเสี่ยเล็กทำของเขาคนเดียวนี่ทำยังไงครับ ..

....................ส่วนมากเขาจะนั่งพูด จะให้ทำอะไร เขาจะพูด เราจับคำพูดมาสเก็ตช์เป็นแบบ ก็ต้องนั่งฟัง ต้องเข้าใจคำพูดเขา แล้วสเก็ตช์ออกมาเป็นแบบให้ได้ อย่างถ้าเขาพูดถึงโครงสร้าง เอาเสาใหญ่ ๆ สูงให้คนเข้าได้ หลังคาแอ่น ๆ ทรงแบน ๆ หน่อย ชายคาไม่ต้องสูงมาก แปดมุม แปดเหลี่ยม เขาจะบอกหมด หลังคาสามชั้น สี่ชั้น มีเต้า มีทวย กี่มุขกี่มุข พูดหมด เขาจะดูที่เราสเก็ตช์ ถ้าไม่ดีเขาจะแก้ช่วงนั้นเลย แล้วให้ไปเขียนใหม่ ถ้าเขียนแล้วไม่พอใจ เขาจะเปิดหนังสือให้ดู ใช้ได้เมื่อไหร่ โอเค ทำเลย....................

คุณปรีชาหันไปมองดูกองหนังสือบนโต๊ะ
ผมเขียนอยู่ตรงนี้ เขาก็นอนเก้าอี้อย่างนี้ ชี้ที่เก้าอี้โยก ผมเขียนๆ เขาก็ลุกมาดู .....

ผู้จัดการทั่วไปของเมืองโบราณเอนหลังพิงเก้าอี้ ทอดสายตาออกไปข้างนอก ช่างแกะสลักไม้สามสี่คน กำลังง่วนอยู่กับงานของเขาที่ลานข้าง .. เพชรบุรี .. แดดบ่ายเต้นยิบยับ

พอเขาไม่อยู่ มันไม่มั่นใจ จะตั้งอะไรก็ตัดสินใจไม่ได้ กลัวคนอื่นเขาจะว่า .....

....................คุณปรีชาอยู่กับท่านเจ้าเมืองมากว่า ๓๐ ปี ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นบัณฑิตใหม่ จากคณะจิตรกรรมฯ ศิลปากร เวลานั้นคือ พ.ศ. ๒๕๐๘ คุณหลวงวิศาลศิลปกรรม หรือ เชื้อ ปัทมจินดา พาลูกศิษย์ที่เพิ่งจบ ยกโขยงไปเที่ยวพัทยากัน อาจารย์หลวงบอกว่า ขอแวะเยี่ยมเสี่ยเล็กที่บางปูหน่อย เมื่อรู้ว่าจบศิลปากรกันมา คุณเล็กจึงชวนให้มาทำงานด้วย นี่เองจึงเป็นเหตุให้คุณปรีชา และเพื่อนนักเรียนศิลปากรอีกสี่คน ได้มาอยู่กับ .. เสี่ยเล็ก ....................


4 / 13

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/03/2005 12:25 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 103  
     
 


บางปู ..... ในความรับรู้ของชาวกรุง ตั้งแต่รุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ลงมาจนถึง พ.ศ. ๒๕๐๐ คือ .. ชายทะเล .. ที่ใกล้กรุงเทพฯ ที่สุด สามารถเดินทางไปถึงได้ด้วยถนนสายกรุงเทพฯ- สมุทรปราการ หรือที่รู้จักกันต่อมาในนามถนนสุขุมวิท ด้วยว่ารัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้พัฒนาป่าแสมโกงกางของบางปู จังหวัดสมุทรปราการ ให้เป็นสถานที่ตากอากาศ มีการสร้าง .. สะพานสุขตา-ศาลาสุขใจ .. ยื่นลงไปกลางทะเล เปิดเป็นเวทีลีลาศสำหรับดาราเท้าไฟทั้งหลาย

ฉากของบางปูจะแทรกอยู่ในนิยาย ของทศวรรษ ๒๔๙๐ จำนวนไม่น้อย ในยุคนั้น หนุ่มสาวชาวพระนคร มักนิยมขี่จักรยานเป็นหมู่ใหญ่ ๆ ไปเที่ยวบางปูกันในวันเสาร์-อาทิตย์ แค่ได้ไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ ดูนกนางนวล ดูปลาตีน ดูเวิ้งอ่าวไทยกว้าง ยืนให้ลมทะเลปะทะหน้าตา เพียงเท่านี้ ชีวิตก็แสนจะมีสุข

แต่ในปลายทศวรรษ ๒๕๐๐ เสี่ยเล็กกำลังจะสร้างนิยามใหม่ให้บางปู

ณ ตึกโบราณ อายุกว่าร้อยปีของต้นสกุลบุนนาค ริมคลองบางกอกใหญ่ คือที่พำนักของคุณด่อน บุนนาค เมื่อเทียบกับว่าอายุ ๘๒ ปี ท่านก็นับเป็นชายไทยร่างเล็ก ที่ยังคงแข็งแรงกระฉับกระเฉงมาก ครั้งหนึ่ง ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ คุณด่อนเคยทำงานอยู่กับ .. นายห้าง .. หรือคุณประไพ วิริยะพันธุ์ ภรรยาของเสี่ยเล็ก ที่บริษัทวิริยะพานิช แม้ว่างานในหน้าที่ของคุณด่อน คือการดูแลสินค้าของวิริยะฯ ในเขตภาคใต้ แต่ก็ยังได้รับความไว้วางใจ ให้ช่วยงานด้านอื่น ๆ ด้วย เช่นการสำรวจที่ดินที่มีผู้เสนอขาย

....................พอข้าพเจ้ากลับจากต่างจังหวัด ว่างอยู่ นายห้างก็ให้ไปซื้อที่ที่บางปู มีคนมาขาย เดินหาหมุดหลักเขตกันจนเมื่อยขา เขาขายทีละแปลง ๆ ๑๐๐ ตารางวาบ้าง ๒๐๐ บ้าง ๓๐๐ บ้าง ๕๐๐ บ้าง จำไม่ได้ว่าไปกี่หน ที่ตรงนั้นเป็นนา แต่ทำนาไม่ค่อยได้ ไร่หนึ่งได้ข้าว ๘-๙ ถัง น้ำเค็มมันเข้า....................

จากนาร้างบางปู ที่ .. นายห้าง .. เคยซื้อทิ้งไว้นี้ คุณเล็กคิดว่าที่ดินผืนใหญ่ริมถนนสุขุมวิท และไม่ห่างจากกรุงเทพฯ มากนักเช่นนี้ น่าจะนำมาทำประโยชน์ แต่แรก ความคิดคืออยากทำสถานที่ท่องเที่ยว ให้คนมาพักผ่อน โดยตั้งใจจะจำลองสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศไทยมาสร้างให้ขนาดเล็ก ๆ หากแต่ในเวลาไม่นาน คุณปรีชาและเพื่อน ๆ จากศิลปากรจึงได้รู้ว่า สิ่งที่พวกเขากำลังลงแรงกันอยู่นี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กเสียแล้ว


5 / 13

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/03/2005 12:26 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 104  
     
 


ความเสียหายนั้น เนื่องมาจากความไม่รู้ แต่ไม่รู้จริงเสียหายมากกว่า ยิ่งไม่รู้จริงแล้วทำเป็นรู้ ผลที่สุดคือหายนะ โบราณและปัจจุบัน ความสำเร็จกับความล้มเหลว ตกอยู่ในห้วงแห่งสาเหตุนี้มากต่อมาก การที่จะรู้จริงนั้นต้องมาจากความยากลำบาก จะต้องเผชิญกับอุปสรรคนานาประการ

ความรื่นรมย์ อย่างสำคัญในชีวิตของ .. เสี่ยเล็ก .. ก็คือโบราณวัตถุ เรื่องนี้ พ.ต.อ. เลื่อน กฤษณามระ เพื่อนสนิทเก่าแก่คนหนึ่งเคยเล่าถึงที่มาไว้ว่า .. เมื่อแรกรู้จัก คุณเล็กเป็นเจ้าของร้านขายยาจีนชื่อ .. เทียนแซตึ๊ง .. ในถนนสำเพ็ง ตอนใกล้ถนนราชวงศ์... รู้จักกันไม่นานก็สนิทสนมกัน ไปมาหาสู่เที่ยวด้วยกันบ่อย ๆ ข้าพเจ้ามีนิสัยรักของเก่า มาแต่สมัยยังเป็นนายร้อยตำรวจชั้นผู้น้อย เมื่อมีเงินเดือนเหลือ จะซื้อของเก่าเก็บไว้เสมอ บางคราวพบของถูกใจแต่ไม่มีเงินพอซื้อ เกรงว่าจะถูกคนอื่นชิงซื้อเสียก่อน จึงขอยืมเงินคุณเล็กบ้าง ให้คุณเล็กซื้อไว้ก่อนทำนองฝากบ้าง ชั้นแรกคุณเล็กหาว่าข้าพเจ้าบ้าซื้อกระเบื้องถ้วยกะลาแตกมาเก็บไว้ เมื่อนานเข้าเกิดใจรักขึ้นมา จึงเริ่มศึกษาอย่างจริงจัง หาตำราทั้งจากยุโรป เอเชีย มาศึกษา ศึกษาจริงจากผู้มีความชำนาญ

เมื่อคุณเล็กหันมาสนใจเรื่องของเก่า และลงมือศึกษาอย่างจริงจังแล้ว ก็เกิดความรักในโบราณวัตถุต่าง ๆ เช่นพวกเครื่องลายคราม สังคโลก และเบญจรงค์ ขึ้นมาอย่างจับจิตจับใจ ถึงขนาดว่าเมื่อเสร็จจากงานที่บริษัทธนบุรีพานิชในช่วงเช้าแล้ว เกือบทุกวันในช่วงบ่าย ก็จะต้องไปแวะเวียนในเวิ้งนาครเขษม แหล่งรวมของเก่าแห่งยุค

ความต้องการที่จะ .. ศึกษาจริงจากผู้มีความชำนาญ .. จึงนำคุณเล็กเข้าสู่แวดวงผู้หลักผู้ใหญ่ ที่มีความรู้ และความสนใจอย่างเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเสด็จพระองค์ชายใหญ่ หรือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล .. เจ้าคุณประดิพัทธ์ฯ หรือ พระยาประดิพัทธภูบาล - คอ ยู่เหล ณ ระนอง .. เจ้าคุณอุเทนฯ หรือ พระยาอุเทนเทพโกสินทร์ - ประสาน บุรณศิริ .. แม้ในบรรดาท่านเหล่านี้ เขาจะมีอายุน้อยที่สุด

นิสัยที่เมื่อทำอะไรแล้วต้อง .. รู้จริง .. เช่นนี้ถือได้ว่าเป็นลักษณะประจำตัว ของเสี่ยเล็กมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้น เมื่อเขาจะหันมาสร้างสถานที่สำคัญของจังหวัดต่าง ๆ ที่บางปู บุคคลที่จะได้รับเชิญให้เข้าร่วมงาน ก็ต้องเป็นมือหนึ่งทางศิลปะสถาปัตยกรรมไทย

คุณหลวงวิศาลศิลปกรรม หรือ เชื้อ ปัทมจินดา
สถาปนิกคนสำคัญของกรมศิลปากร จึงเข้ามารับหน้าที่ด้านการออกแบบก่อสร้างในระยะแรก

บุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งในสมัยก่อร่างสร้างเมืองโบราณ ก็คือ อาจารย์มานิต วัลลิโภดม อดีตหัวหน้ากองโบราณคดี กรมศิลปากร ซึ่งได้รับการทาบทามจากคุณเล็ก ให้ไปช่วยงานที่เมืองโบราณภายหลังเกษียณ ดังที่รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ เล่าไว้ในหนังสืออนุสรณ์ของคุณพ่อ

พ่อเกษียณ ตอนข้าพเจ้าไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย แต่ก็ไม่ได้ออกไปนั่งกินบำนาญอยู่เฉย ๆ เพราะมีงานทำ คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ได้ชวนให้ไปทำงานด้วยที่เมืองโบราณ ระยะนั้นกำลังทำการก่อสร้าง คุณเล็กเป็นคนมีความรู้ ไม่ชอบทำอะไรโดยไม่มีข้อมูล และหลักฐาน การจะสร้างอะไรสักอย่างหนึ่ง ก็มีการหารือกันโดยเอาข้อมูล และความคิดของคนหลาย ๆ คนที่ร่วมงานด้วยมาประมวลเข้าแล้วจึงตัดสินใจทำ แต่ถ้าหากเกิดการผิดพลาด ก็จะแก้ไขทันที ถึงแม้ว่าจะต้องรื้อสิ่งที่ทำไปแล้วก็ตาม พ่อก็ช่วยทางเมืองโบราณไปตามความรู้ และประสบการณ์ที่มีมาเท่าที่จะทำได้ อย่างเช่นให้ข้อมูล และหลักฐานว่าที่จังหวัดนั้น ท้องถิ่นนั้น มีอะไรที่น่าสนใจ ควรแก่การพิจารณาสร้างขึ้นที่เมืองโบราณหรือไม่ รวมทั้งช่วยนำไปดูให้เห็นของจริงด้วยตนเอง ..

การ .. ดูให้เห็นของจริงด้วยตนเอง .. นี้ ก็คือการออกเดินทาง สำรวจโบราณวัตถุสถานทั่วประเทศนั่นเอง ซึ่งเมื่อเกือบ ๔๐ ปีก่อน การตระเวนไปตามจังหวัดห่างไกล เมื่อถนนหนทางยังลำบาก โรงแรมหายาก และกองกำลังติดอาวุธของฝ่ายคอมมิวนิสต์ยังเพ่นพ่านอยู่ทั่วไป ก็ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ

รองศาสตราจารย์เสนอ นิลเดช อาจารย์อาวุโสของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นลูกศิษย์คุณหลวงวิศาลศิลปกรรมอีกคนหนึ่ง ที่ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับคุณเล็กมากว่า ๔๐ ปีแล้ว อาจารย์เสนอเล่าบรรยากาศสมัยนั้นให้ผมฟังว่า ..

อาเสี่ยแก่กว่าฉัน ๒๐ ปี เป็นรุ่นพ่อ ฉันเรียกเขาว่าคุณน้า
แต่ทางศิลปะ เราเป็นสหายอาวุโส จะเถียงกันได้อย่างชนิดที่เรียกว่า... ต่างคนต่างไม่ยอม


6 / 13

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/03/2005 12:28 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 105  
     
 


ตอนไปสำรวจ มีอยู่คราวหนึ่ง ตั้งแต่ตอนที่ทางสายเด่นชัย-ศรีสัชนาลัยเริ่มตัด มันมีทางแยกขวา-ซ้าย ก็ถามกันว่าจะไปขวาหรือซ้าย ทางขวาอ้อมหน่อย ทางซ้ายเขาว่าทางลัด ทุกคนว่าไปทางลัด โอ้โห ! หนูเอ๊ย...กว่าจะโผล่ได้ตายเลย ทางมันไปไม่ได้ ต้องลงเข็นรถตลอด แต่จะดูศรีสัชฯ หรือ เมืองโบราณศรีสัชนาลัย ในจังหวัดสุโขทัย ก็ต้องดูให้ได้

มาถึงศรีสัชฯ กลางคืน ตอนนั้นสะพานยังไม่มี ทางลงข้ามแม่น้ำมีแต่รถจี๊ปข้ามได้ เอารถไปสามคัน จอดเปิดไฟหน้าเรียงแถวริมแม่น้ำ แล้วข้ามเรือไปกัน พวกเราต้องเดินหน้ากระดานเรียงหนึ่ง ถือตะเกียงเจ้าพายุมือหนึ่ง อีกมือถือไม้ไผ่ยาว ๆ ตีหญ้าไล่งู ไปดูวัดนางพญาเพื่อให้แน่ใจ กินข้าวเที่ยงคืนที่สวรรคโลก ถึงกรุงเทพฯ เช้า

ที่ไปศรีสัชฯ นี่ ฉันว่า เอ๊อ...กำไรชีวิต
ทีหลังพอต้องลงเข็นรถกันอีก เสี่ยเล็กก็จะล้อว่า ... กำไรชีวิต ... หัวเราะ .....

อีกท่านหนึ่งที่ได้รับการเชื้อเชิญ ให้มาร่วมงานกับเมืองโบราณก็คือ คุณพิชัย วาศนาส่ง

....................ผมไม่เคยรู้จักกับเสี่ยเล็กเป็นการส่วนตัวมาก่อน แต่ผมออกทีวี ทำรายการวิเคราะห์ข่าว เขาก็คงรู้จักว่า ผมออกแบบทำสถาปัตยกรรมได้ ตอนที่ผมออกจากทีวีช่อง ๔ บางขุนพรหม เขาโทรมาเช้าวันหนึ่ง จากนั้นเดี๋ยวก็โทรมา ๆ คุยจนถูกเส้นกันแล้ว ผมก็ไปหาเขา....................

....................ตอนที่ผมเข้าไปครั้งแรก เมืองโบราณยังจมอยู่ในโคลน สร้างครึ่งทิ้งครึ่ง ความคิดเดิม คุณเล็กจะทำอะไรไม่รู้ แต่เมื่อผมไปเห็นก็ประทับใจ คุณเล็กรวบรวมของที่กระจัดกระจายในเมืองไทยมารวมไว้ เป็นสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ซึ่งก็มีจิตรกรรม ประติมากรรมรวมอยู่ในนั้น....................

....................ผมเห็นคนรวยมามาก คนที่ไม่ทำอะไรให้สังคมเลยก็เยอะ คนรวยที่ชอบทำบุญ บริจาคให้วัดก็เยอะ แต่คนรวยที่คิดทำอะไรเพื่อสังคม ขณะเดียวกันก็สนใจศิลปวัฒนธรรมอย่างเป็นวิชาการ มีปรัชญาในตัวเสร็จ ผมไม่เคยเห็นคนไหนเป็นอย่างนี้ เขาสนใจทุกอย่าง โบราณคดี จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม แล้วเข้าใจทุกอย่าง... เข้าใจอย่างลึกซึ้ง อะไรที่ไม่รู้ หาหนังสือมาอ่าน หาผู้รู้มาถก จนรู้....................


7 / 13

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/03/2005 12:30 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 106  
     
 


เมืองโบราณ คือ เมืองในอดีต อดีต คือช่วงเวลาที่ผ่านไป ช่วงเวลาที่ผ่านไปย่อมต้องมีช่วงเวลาที่ติดตามมา ความแตกต่างอยู่ที่ถึงก่อนถึงหลังเท่านั้น เช่นเดียวกับพระอาทิตย์ พระจันทร์ ต่างผลัดกันให้แสงสว่าง เกิดวัน เดือน ปี ปรากฏการณ์ทั้งหลายย่อมไม่มีจุดเริ่มต้นให้เห็นได้ เป็นวัฏฏะที่หมุนเวียน เหตุวันนี้ย่อมสืบเนื่องมาจากเมื่อวานนี้ การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ย่อมมาจากวันนี้ ฉะนั้นเรื่องของอดีต คนปัจจุบันจำเป็นต้องรู้ หากเราไม่รู้อดีต ก็เหมือนเดินเรือในท้องทะเล โดยปราศจากเข็มทิศและหางเสือ ผลที่จะเกิดขึ้นกับเรือลำนั้นเป็นที่น่าวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๔ น. ณ ปากน้ำ หรืออาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ ได้เล่าให้ผู้อ่าน ชาวกรุง ฟังด้วยความอัศจรรย์ใจว่า ... ก่อนจะถึงบางปูสักเล็กน้อย ณ บริเวณตรงกันข้ามกับสวางคนิวาสน์ มองไปยังทุ่งนาด้านซ้ายมืออันเวิ้งว้าง จะเห็นเจดีย์ และปรางค์โบราณ ผุดสลอนราวกับป่าเจดีย์ คล้ายเมืองพุกามโบราณ ณ สถานที่นี้ ข้าพเจ้าเคยผ่านเสมอ และก็ได้ยินกิตติศัพท์เข้าหูอยู่ตลอดเวลา จากพวกศิลปากร ซึ่งไปร่วมงานกับคุณเล็ก ...

ภาพที่เห็นเบื้องหน้า ณ สถานที่อันแผ่กว้างนับเป็นร้อย ๆ ไร่ ทำให้ข้าพเจ้าต้องตะลึงงัน

พวกศิลปากร ..... ที่มาชุมนุมกันในเมืองโบราณครั้งกระนั้น มีทั้งที่เป็นรุ่นเล็ก ได้แก่บรรดาศิษย์หาของอาจารย์คุณหลวงวิศาลศิลปกรรม อันมี ปรีชา วิบูลย์ศิลป์ พรชัย เหมะรัต และ ไกรษร ศรีสุวรรณ เป็นอาทิ นอกจากนั้นแล้ว ยังมีพวก .. รุ่นใหญ่ .. ด้วย เช่นอาจารย์สนั่น ศิลากร ประติมากรและจิตรกรฝีมือชั้นครู ที่ลาออกจากกรมศิลปากร มาร่วมงานกับเมืองโบราณโดยเฉพาะ และ .. ท่านกูฏ หรือ ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ จิตรกรแนวไทยประเพณีคนสำคัญแห่งยุค เพื่อนนักเรียนศิลปากรร่วมรุ่นกับ น. ณ ปากน้ำ

หากแต่ .. กิตติศัพท์ .. ที่ น. ณ ปากน้ำ ได้ยินมา ล้วนแต่เป็นเรื่องของคุณเล็กทั้งสิ้น เช่น

....................การก่อสร้างทำอย่างประณีต ข้อสำคัญก็คือ คำนึงถึงหลักฐานจากบันทึกในประวัติศาสตร์ทุกอย่าง หากมาค้นพบภายหลังว่าผิดพลาดไป ก็จะถูกทุบทิ้ง โดยเจ้าของไม่เสียดมเสียดายเงินทอง ที่ลงทุนไปแต่อย่างไร เคยมีตัวอย่างแล้วว่าปรางค์และเจดีย์บางองค์ เมื่อสร้างแล้วผิดส่วน คุณเล็กจะสั่งทุบทิ้งทันที ทั้ง ๆ ที่เป็นงานใหญ่โตมโหฬาร แล้วสั่งสร้างขึ้นใหม่ให้เหมือนของจริงทุกอย่าง งานก่อสร้างสถานที่นี้ จึงดำเนินไปอย่างเชื่องช้า เพราะมุ่งในคุณภาพ และความถูกต้องเป็นเกณฑ์....................

แต่ละสิ่งแต่ละอย่างในเมืองโบราณนั้น กว่าจะได้รับการก่อสร้าง ก็ต้องผ่านการค้นคว้า วินิจฉัย ตรวจสอบ ถกเถียงกันอย่างดุเดือดเอาจริงเอาจัง ทั้งในระหว่างนักวิชาการที่รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษา กับตัวของคุณเล็กเอง แม้แต่เมื่อ น. ณ ปากน้ำ เข้าไปดูเมืองโบราณเพียงครั้งแรกนั้น ก็ .. ยังไปยืนเถียงกับคุณเล็ก ซึ่งเป็นเจ้าของ และผู้อำนวยการก่อสร้าง กลางแดดเปรี้ยง... เราเถียงกันด้วยหลักวิชาข้อปลีกย่อยบางอย่าง แต่ก็ต้องชมเชยว่าเขากล้าทำ แล้วก็ทำอย่างตั้งใจจะให้ดี ..

ตัวอย่าง ที่เด่นชัดที่สุดของวิธีการสร้างเมืองโบราณ ก็คือพระที่นั่งสรรเพชญปราสาท ซึ่งของจริงในพระราชวังโบราณ ที่อยุธยาถูกเผาราบ เหลือเพียงซากฐาน คุณพิชัย วาศนาส่ง ยกตัวอย่างขั้นตอนการทำงานไว้อย่างน่าสนใจว่า

พระที่นั่งสรรเพชญที่อยุธยา ถ้าเราไปดูก็เห็นแต่ฐานราก หลังคาจะเป็นอย่างไร อาจารย์มานิต หรือ วัลลิโภดม บอกว่ามีของดีน่าศึกษา คือสังเค็ด หรือ ธรรมาสน์ขนาดใหญ่ สำหรับพระสงฆ์สี่รูปขึ้นสวดได้พร้อมกัน ทำด้วยไม้ ยังมีเหลืออยู่สองหลัง อันหนึ่งอยู่ที่วัดมหาธาตุพิษณุโลก อีกอันหนึ่งอยู่วัดเชิงท่า เวลาทำพิธีสวดมนต์ในวัง นิมนต์พระขึ้นไปนั่งบนนั้น ผมไปถ่ายรูปมาทุกแง่ทุกมุม มาให้คุณเล็กดู เขาก็ว่าให้ใช้อย่างนี้

....................กระเบื้องหลังคา คุณเล็กลงทุนเอาดีบุกผสมตะกั่ว รีดเป็นแผ่น เพราะมีในจดหมายเหตุขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เล่าไว้ว่าหลังคาเป็นดีบุก พอทำออกมา เป็นสีเงินสวยงามมาก คุณเล็กนึกถึงว่าฝรั่งใช้ทองแดง ของจีนไม่ค่อยมี เพราะใช้เป็นกระเบื้อง แต่ว่าถ้า ที่พระที่นั่งสรรเพชญที่อยุธยาเป็นกระเบื้อง เมื่อถูกเผาก็ต้องเหลือซาก ไปค้นดูก็ไม่มี ดังนั้นน่าจะเป็นดีบุกจริง ๆ พอเผาหลอมละลายแล้ว ก็มีคนมาเก็บเอาไป....................ความคิดเขาลึกซึ้งจริง ๆ

บนสันหลังคา เขาให้ทำบราลี เขาไปนึกถึงสุโขทัยที่มีของเก่าเป็นบราลีสังคโลก คุณเล็กบอกว่าโบราณ จีนก็เป็นแบบนั้น ทำมังกรไว้ไล่นกบนสันหลังคา พอทำบราลีไปติดไว้ ดูแล้วก็สวยงามดี

....................คุณเล็กรื้อทิ้งเสียเยอะ ที่สรรเพชญ พอยกช่อฟ้าขึ้นไปติดแล้วเล็กไป ภาษาช่างเรียกว่าอากาศกิน ช่อฟ้านั้นมาจากที่เขียนแบบ ดูเหมือนจะสูง ๓.๒๐ เมตร แต่เอาขึ้นไปแล้วเล็กไป คุณเล็กให้ไปวัดสุทัศน์ฯ ไปวัดขนาดช่อฟ้ามาว่าขนาดไหนถึงจะได้ แล้วกลับมาทำ พอดูดี อากาศไม่กินแล้วก็ทำขนาดนั้นทุกตัว ของแต่ละชิ้นในเมืองโบราณไม่ได้เกิดจากการทำส่งเดช ความงามถึงเกิดขึ้น....................


8 / 13

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/03/2005 12:31 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 107  
     
 


ควีนสนพระทัยเมืองโบราณ !

กรรมการเมืองจัดต้อนรับอย่างมโหฬาร อดีตนางสาวจักรวาล นส. ไทยก็ไปเฝ้าด้วย นี่คือข่าวพาดหัวของหนังสือพิมพ์ ประชาธิปไตย ฉบับวันอาทิตย์ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๕ รายงานข่าวการเสด็จพระราชดำเนินเมืองโบราณ เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ เนื้อข่าวตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า

....................พอเวลา ๑๗.๐๐ น. สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธ และเจ้าชายฟิลิป เสด็จฯ ถึงเมืองโบราณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ออกรับรองหน้ากำแพงเมืองโบราณ กรรมการฝ่ายสตรีของเมืองโบราณ ถวายพวงมาลัยคล้องข้อพระหัตถ์ และถวายหนังสือเมืองโบราณ แด่สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธ ประธานกรรมการเมืองโบราณ ขอพระราชทานเบิกคณะกรรมการเมืองโบราณ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถวายของที่ระลึกแด่สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธ

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเชิญราชอาคันตุกะเสด็จผ่านประตูเมืองโบราณ เสด็จขึ้นรถยนต์พระที่นั่ง ผ่านโบราณวัตถุสถานสำคัญต่าง ๆ เริ่มด้วยเจดีย์วัดมหาธาตุ นครศรีธรรมราช พระธาตุไชยา สุราษฎร์ธานี ศาลาการเปรียญ วัดใหญ่ เพชรบุรี

แล้วเสด็จขึ้นทอดพระเนตร ความเป็นอยู่ของคนไทยโบราณ บนเรือนทวารวดี ซึ่งแสดงการจัดห้องนั่งห้องนอนห้องพระ และสาธิตการปรุงของหวานไทย มีฝอยทอง ข้าวเกรียบปากหม้อ เป็นต้น ตลอดจนการร้อยมาลัย และการเจียนหมากจีบพลู รวมทั้งการแสดงมโหรีหญิง ซึ่งปรากฏว่าพระราชอาคันตุกะทั้งคู่ทรงสนพระทัยเป็นอย่างมาก หลังจากนั้น ได้เสด็จพระราชดำเนินต่อไป ณ พระที่นั่งสรรเพชรปราสาท ซึ่งตรงทางเสด็จฯ ขึ้นมีลาดพระบาทดอกบานไม่รู้โรย ร้อยเป็นลวดลายงดงาม สำหรับแทนพรมลาดพระบาท พรมนี้ทราบว่าใช้เวลาร้อยถึง ๖ วัน ๖ คืน ราคาประมาณ ๘๐๐๐ บาท และภายในมีสตรีสาวแต่งกายแบบโบราณ คอยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินขึ้นบนพระที่นั่งสรรเพชรปราสาทแล้ว ทุกพระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธยในสมุดเยี่ยมเมืองโบราณ หลังจากนั้น... เสวยพระสุธารสชาและพระกระยาหารว่างที่บนพระที่นั่งสรรเพชรปราสาท... จนเวลา ๑๘ น. เศษ จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ...

อนึ่ง ในวันนี้ นางประไพ วิริยะพันธุ์ เจ้าของเมืองโบราณ ได้ทูลเกล้าถวายพระแสงดาบโบราณ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่เมื่อมีผู้ที่เฝ้าใกล้ชิดท้วงว่าเป็นพระแสง ต้องถือเคล็ด โดยแลกเปลี่ยนกับเศษสตางค์ ปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่มีเศษเหรียญเลย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงทูลเกล้าถวายไป ๑ บาท ..

ลาดพระบาทดอกไม้สด ณ พระที่นั่งสรรเพชญนี้ ยังสดอยู่ในความทรงจำ ของผู้ที่มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จในวันนั้น หลายต่อหลายคน จะเล่าถึงเรื่องนี้เป็นอย่างแรก ๆ เมื่อผมถามถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๕

ทว่า บุคคลหนึ่งที่ไม่ปรากฏตัวในข่าวนี้ก็คือเล็ก วิริยะพันธุ์ นี่มิใช่อาการ .. ตกข่าว .. หรือเกิดความผิดพลาดในการรายงานข่าว แม้ว่าในการเสด็จพระราชดำเนิน เป็นการส่วนพระองค์ก่อนหน้านั้น คุณเล็กจะรับเสด็จด้วยความปีติปลาบปลื้ม เช่นที่คุณพิชัย วาศนาส่ง จำได้ดี

....................พอคุณเล็กรู้ว่าในหลวงจะเสด็จมาดู ก็ระดมทำทั้งวันทั้งคืน คุณเล็กว่าโชคชะตาฟ้าบันดาลจริง ๆ เพราะเมืองโบราณนี้ ก็ตั้งใจจะทำให้เป็นศิลปะในรัชกาลที่ ๙ ที่ทำสำเร็จก็ด้วยพระบารมีจริง ๆ....................

หากแต่ในวันที่มีแต่ช่างภาพ สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรตินั้น เขาขอให้นายห้างออกหน้าแทน ส่วนตัวเองถอยไปยืนรับเสด็จอยู่เพียงห่าง ๆ ปะปนอยู่กับฝูงชนมากมายในวันนั้น เนื่องในมหามงคลสมัยที่พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ทั้งจากซีกโลกตะวันตก และซีกโลกตะวันออก ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังเมืองโบราณพร้อม ๆ กัน ทางเมืองโบราณจึงถือเอาวันนั้น เป็นเสมือนวันเปิดตัวแก่สาธารณชน อย่างเป็นทางการ แต่พร้อม ๆ กันนั้น เล็ก วิริยะพันธุ์ กลับฝังตัวอยู่ในเมืองโบราณ มุ่งหน้ากระทำภารกิจของเขาต่อไป

ความเหมาะสม และดีงามของสิ่งใด ๆ ไม่มีขอบเขตแห่งความเก่าแก่ พิสูจน์จากจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรมที่วิจิตรงดงาม เป็นมรดกของมนุษยชาติ ที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้แก่เรา เป็นเวลานานแสนนาน มีคุณค่าอย่างยิ่ง ที่ไม่ได้เสื่อมโทรมแม้แต่น้อย ศิลปะไม่มีลัทธิ ศาสนา และกาลเวลา ศิลปะเท่านั้นที่หล่อเลี้ยงจิตในมนุษย์มาตราบเท่าทุกวันนี้


9 / 13

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/03/2005 12:33 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 108  
     
 


เหตุที่เสี่ยเล็ก ยังคงต้องมุ่งหน้าสร้างเมืองโบราณโดยไม่หยุดยั้ง ก็เพราะงานของเขายังไม่เสร็จ หรือหากจะใช้คำให้ตรงกว่านั้นก็คือ ไม่มีวันเสร็จ เพราะเมืองโบราณไม่เคยมีการวางแผนล่วงหน้า ทั้งการดำเนินการก่อสร้าง และการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งที่ทำมาแล้ว เกิดขึ้นตลอดเวลา

ประเด็นนี้อาจแลเห็นได้ชัดเจนจากหนังสือนำเที่ยว

บนพื้นที่เกือบ ๕๐๐ ไร่ของเมืองโบราณ .. ไกด์บุ๊ก .. ฉบับเก่าที่สุดที่ผมหาได้ ซึ่งไม่บอกปีพิมพ์ มีสถานที่ตั้งแต่หมายเลข ๑ ถึง ๗๐ ฉบับปี ๒๕๒๐ บอกว่ามีสถานที่ทั้งหมด ๗๕ แห่ง ฉบับปี ๒๕๒๙ จำนวนเพิ่มเป็น ๘๙ แห่ง มาถึง .. ฉบับปรับปรุงใหม่ .. ของปี ๒๕๓๙ มีเพิ่มขึ้นอีกเป็น ๑๐๔ ข้ามมาเพียงปีเดียว คือ ๒๕๔๐ หนังสือนำเที่ยวเมืองโบราณ ฉบับนักเรียน มีสารบัญระบุสถานที่ไว้ถึง ๑๐๙ แห่ง

การงอกงามของเมืองโบราณเยี่ยงนี้ เกิดขึ้นได้ก็เพราะ เล็ก วิริยะพันธุ์ เอาชีวิตทั้งหมดลงไปทุ่มเท สิ้งที่คุณเล็กทำ เขาทำด้วยใจเท่านั้น ไม่เคยสนใจว่าจะต้องลงทุนไปเท่าไหร่ จะได้ทุนคืนหรือไม่ หรือแม้แต่จะมีใครมาดูมากน้อยแค่ไหน รศ.ดร. พิริยะ ไกรฤกษ์ นักประวัติศาสตร์ศิลปะคนสำคัญ แห่งสำนักธรรมศาสตร์ จึงให้นิยามเขาว่า .. ศิลปิน .. และใช้เมืองโบราณ เป็นตัวแทนของศิลปะไทยสมัยปัจจุบัน ในการบรรยายวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ในประเทศไทยมาโดยตลอด อาจารย์พิริยะให้เหตุผลว่า

.. คนไม่เคยมองเห็นท่านในฐานะศิลปิน ที่จริงมันไม่เป็นธรรม...

ท่านเป็นศิลปินร้อยเปอร์เซ็นต์ ท่านไม่เคยทำเอาเหรียญทอง หรือเอาเหรียญศิลปินแห่งชาติ ท่านไม่เคยฝันอยากได้อะไร

....................เราสอนมา ๒๐ ปีแล้ว เราเห็นว่าผลงานที่เสี่ยเล็กทำ เป็นงานที่เรียกว่าศิลปะบริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่ท่านทำเพื่อความสุขของท่าน ในการสร้างสรรค์ ไม่มีจุดมุ่งหมายอื่นแอบแฝง ไม่เป็นเครื่องมือโฆษณาหาเสียง ไม่เป็นเครื่องมือปลุกระดม ท่านทุ่มเททั้งชีวิตให้สิ่งที่ตัวรัก ตั้งแต่เช้าจรดเย็นทุกวัน ที่จริงท่านน่าจะได้ศิลปินแห่งชาตินะ....................

งานศิลปะ ที่เสี่ยเล็กทำนี้ ได้รับความสนับสนุนอย่างเต็มที่จากครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นภรรยาหรือลูก ๆ ดังเช่นเคยมีผู้สัมภาษณ์ .. นายห้าง .. ประไพ วิริยะพันธุ์ ในฐานะผู้อำนวยการของเมืองโบราณ ว่าเมืองโบราณลงทุนไปเท่าไหร่แล้ว เธอตอบอย่างง่าย ๆ แต่เพียงว่า .. จำไม่ได้ เพราะเราไม่ได้หุ้นกับใคร เราก็เลยไม่ต้องไปคิดว่าเท่าไหร่ ก็ทำไปเรื่อย ๆ ..

ส่วนอาจารย์เสนอ นิลเดช ซึ่งได้รู้เห็นใกล้ชิดมาแต่แรก ยังออกปากชม .. พวกลูก ๆ เขานี่ ไปตอกเสาเข็ม ไปคุมคนงานเอง ตอนทำสรรเพชญ หลังบ้านเขา ที่ถนนพระราม ๔ นี่ ปลูกเป็นโรงงานเลย ตัดมุก เลื่อยมุก กรอมุก ฝังมุก สำหรับทำประตูหน้าต่างสรรเพชญ พวกนี้ลงไปช่วยเขาด้วย...ตะลุมบอนเลย ..

ในช่วงต้นๆ ที่เริ่มโครงการเมืองโบราณ คุณเล็กจะใช้เวลาช่วงเช้า เข้าไปดูแลงานที่บริษัทธนบุรีพานิช จากนั้นจึงออกไปกินข้าวกลางวันที่เมืองโบราณ อยู่คุมงานจนเย็นค่ำ หรือบางทีถ้ามีที่ต้องดูแลต่อเนื่องก็อาจจะถึงดึกดื่น

เมื่อวางมือ ให้คุณประไพดูแลงานด้านธุรกิจแทนทั้งหมดแล้ว คุณเล็กจะออกไปจากบ้านถนนพระรามที่ ๔ ตั้งแต่เช้ามืด อาจเรียกว่ามาสว่างเอาที่เมืองโบราณก็ว่าได้ คุมงานก่อสร้างด้วยตัวเองจนเที่ยง พักรับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งก็เป็นเพียงกับข้าวง่าย ๆ พวกผักและปลา บางวัน .. เสี่ยเล็ก .. อาจลงมือทอดปลาผัดผักเองเสียด้วยซ้ำ ถ้าจะมีของหวานก็ไม่พ้นถั่วเขียวต้ม หรือกล้วยน้ำว้าเผา หลังอาหารจะอ่านหนังสือพิมพ์พอผ่าน ๆ เพื่อให้รู้ข่าวบ้านการเมือง

แล้วหันมาอ่านหนังสือ ทางด้านศาสนา ปรัชญา และศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดความคิดที่จะนำไปใช้ในการก่อสร้าง หลังจากนั้นนอนพักผ่อน ประมาณบ่ายสามโมงออกไปคุมงานต่อ ตอนเย็นกลับมารับประทานอาหารที่บ้านพัก หลังจากนั้นคุมงานต่อจนประมาณสี่ทุ่มจึงกลับไปบ้าน พอวันรุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่ก็ออกมาที่เมืองโบราณอีก ชีวิตของ เล็ก วิริยะพันธุ์ เป็นเยี่ยงนี้ตาปีตาชาติ ตราบจนเมื่อคุณประไพ ภรรยาคู่ชีวิตถึงแก่กรรมไปเมื่อแปดปีก่อน เสี่ยเล็กจึงเข้าไปพำนักอยู่ในเมืองโบราณ โดยไม่เคยออกไปไหนอีกเลย ใช้ชีวิตตลอดเวลากับการคิด การออกแบบก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ

เขาเคยบอกคุณพิชัย วาศนาส่ง ว่า .....
อั๊วไม่ใช่เสี่ย .. เสี่ยต้องมีเงินมาก ๆ แล้วหาความสุขใส่ตัว แต่อั๊วเป็นลูกจ้างมนุษยชาติ ..

จริงอยู่ว่า .. เสี่ยเล็ก .. อาจเป็นคนไทยเชื้อสายจีน หากแต่เขาเลือกที่จะผูกพันตัวเองกับแผ่นดินไทย หลังกลับมาจากเมืองจีนเมื่อยังหนุ่ม เขาก็ไม่เคยกลับไปที่นั่นอีก ไม่แม้แต่จะอยากไปเยือนถิ่นฐานดั้งเดิมของต้นตระกูล เช่นที่คนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากเพียรพยายาม ความเป็นไทยในครอบครัวของเขา เข้มข้นถึงขนาดที่ว่าในรุ่นลูกนั้น ไม่มีใครรู้ภาษาจีนระดับอ่านออกเขียนได้เลย ลูกทุกคนถูกเลี้ยงดูมาให้เติบโตเป็นคนไทย

คุณเล็กรู้สึกว่า เมืองไทยคือบ้าน บ้านหลังเดียวของเขา อย่างที่เขาเคยบอกเสมอว่า คนเราอยู่ที่ไหน ก็ต้องทำหน้าที่ตรงนั้นให้ดีที่สุด เต็มที่ที่สุด เมื่อเขาเป็นลูกจ้างมนุษยชาติที่มีหน้าที่สร้างเมืองโบราณ เขาก็เป็นเต็มตัว และด้วยนิสัยที่จะต้องทำงานให้เต็มที่เสมอ ก็ทำให้เสี่ยเล็กเป็นคน .. ร้อน ..

ความใจร้อนของเขา มีตัวอย่างมากมาย เช่นตั้งแต่สมัยที่ออกสำรวจโบราณสถานต่าง ๆ ด้วยกัน อาจารย์เสนอ นิลเดช เล่าว่า เวลาไปต่างจังหวัด อาเสี่ยเขากินข้าวเร็ว ทุกคนจะมองหน้าฉันเลย ไม่ต้องพูด ฉันรู้แล้ว เขาจะบอกว่า อาจารย์อย่าเพิ่งอิ่มนะ ฉันก็สั่งกับข้าวอีกอย่างหนึ่งเลย... ..

หรือที่คุณพิชัย วาศนาส่ง เล่าเรื่องสมัยที่กำลังก่อสร้างเมืองโบราณ ว่า .. ใจเขานี่นะ...วันหนึ่งกินข้าวกลางวันอิ่มแล้ว ฝนตก เขาเป็นห่วงงาน กลัวว่าอะไรที่ทำค้างไว้จะพัง สั่งคนงานให้เอาร่มมา จะไปดูงาน คนงานหาร่มไม่ทันใจ เขาใส่รองเท้าแตะพรวดฝ่าฝนออกไปเลย ..

อีกเรื่องหนึ่ง ที่ยังเล่ากันมาจนถึงทุกวันนี้ เกี่ยวกับลูกน้องที่ทำไม่ถูกใจเสี่ยเล็ก ขนาดบอกแล้วสอนแล้ว ก็ยังทำผิดอยู่อีก เลยถูกตะเพิดไล่ออกไปเดี๋ยวนั้น ฝ่ายที่ถูกไล่ก็ก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของเดินออกไปทันทีเหมือนกัน แต่เมื่อไปถึงหน้าประตูเมืองโบราณ เสี่ยเล็กนั่งรถมาดักรออยู่แล้ว ถามว่า .. ลื้อจะไปไหน เวลาโมโหก็ยังงั้นซิวะ พูดแล้วอธิบายแล้วลื้อไม่ฟังนี่หว่า ไป...กลับไปทำงาน ..

คุณปรีชา วิบูลย์ศิลป์ ในฐานะชาวเมืองโบราณรุ่นบุกเบิกก็ยอมรับว่า .. เราอยู่มาเป็น ๒๐-๓๐ ปี ก็ยังกลัว เขาเป็นคนดุมาก แต่เรารู้ว่าไม่ตรงกับใจ...ดุจริงแต่ไม่ตรงกับใจ เวลาเขาดุมาก สักพักเดี๋ยวมาคุยเรื่องอื่นเลย สนุกสนานได้ ด่าแล้วด่าเลย ไม่คิดย้อนหลัง ..

แต่ก็แน่นอนว่า .. พระเดช .. ทำนองนี้ ย่อมไม่สามารถอยู่โดยลำพังตัวเองโดด ๆ หากแต่ต้องถูกกำกับอยู่ด้วย พระคุณเต็มเปี่ยมเยี่ยงชาวตะวันออกแต่โบราณ อย่างที่คุณปรีชาเล่าต่อว่า

เขาจะถามเรื่องทุกข์สุขเราตลอดเวลา กลัวเราจะเดือดร้อน เงินพอใช้นะ กินข้าวหรือยัง อย่าตากแดดนะ เดี๋ยวไม่สบาย เขาเป็นห่วงเราตลอดเวลา เห็นเราเดิน ๆ ตากแดดนี่ ให้เด็กเอาร่มไปให้เราเลย ใครต้องการอะไรเขาก็ให้ เรื่องเงินทองไม่ต้องพูด ต้องการก็ให้ แม้กระทั่งคนงานเขาก็ให้ ไม่ใช่ให้เราคนเดียว เขาให้ไปถึงครอบครัว...ให้อยู่อย่างสบาย ..

ดังนั้น จนถึงเดี๋ยวนี้ คนงานในเมืองโบราณที่มีอยู่ประมาณ ๘๐ คน ครึ่งหนึ่งก็ล้วนแต่ทำงานในเมืองโบราณมาตั้งแต่แรก ๆ หรือไม่เช่นนั้นก็เป็นลูกหลานของคนงานรุ่นเดิม


10 / 13

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/03/2005 12:35 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 109  
     
 


แม้เมื่อสูงวัยขึ้น ความมุ่งมั่นที่แรงกล้าของเสี่ยเล็กก็ไม่ได้ลดลงเลย กลับจะขยายขนาดขึ้นอีก ในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ เขาเริ่มโครงการใหม่ที่ริมทะเลแหลมราชเวช อำเภอบางละมุง ชลบุรี ใกล้พัทยาเหนือ แม้ว่าแต่แรกจะเป็นการขออนุญาตทำการก่อสร้างอาคารหอประชุม แต่ดูเหมือนว่าก็เช่นเดียวกับเมืองโบราณ นั่นคือเมื่อทำการก่อสร้างไปเรื่อย ๆ ปราสาทไม้ หรือที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า .. ปราสาทสัจธรรม .. กลับขยายขนาดขึ้นทุกที ๆ จนกลายเป็นการพรรณนาความคิดคำนึง ของคุณเล็กผ่านรูปแบบศิลปะ ที่สังเคราะห์ขึ้นจากศิลปะตะวันออก จากหลายแหล่งอารยธรรม

สัจธรรม ที่ปราสาทจตุรมุของค์นี้มุ่งประกาศก็คือ ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับจักรวาล อันได้แก่ พ่อ แม่ ดิน ฟ้า พระอาทิตย์ พระจันทร์ และ ดวงดาว

ความเชื่อพื้นฐานอย่างหนึ่ง ในการก่อสร้างปราสาทไม้ก็คือ ไม้เป็นวัสดุที่จะทนทานไปได้นานกว่าอิฐปูน อีกทั้งในหลักฐานประวัติศาสตร์ของไทย ก็เคยปรากฏว่ามีอาคารไม้ขนาดสูงนับร้อยเมตรมาแล้ว ดังนั้น คุณเล็กจึงให้สร้างปราสาทขึ้นด้วยไม้ทั้งหลัง โดยไม่ใช้โลหะหรือปูนใดใดเลย ยกเว้นฐานรากที่เป็นคอนกรีต แม้แต่สลักที่ใช้ยึดไม้แต่ละชิ้นก็ต้องเป็นไม้ด้วยกัน

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เล่าว่า ความประสงค์อย่างหนึ่งของคุณเล็กก็คือ ต้องการเปลี่ยนความรับรู้ของผู้คน จากที่ว่าพัทยาเป็นแดนคนบาป อันเต็มไปด้วยโลกียสถานกระฉ่อนโลก ให้มาเป็นเรื่องความยิ่งใหญ่ทางอารยธรรม และปรัชญาของเมืองไทย

หลักฐานความอลังการ ของปราสาทองค์นี้ก็คือ หลังจากเริ่มก่อสร้างมา ๒๐ ปี ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะสำเร็จลงได้เมื่อใดแน่ ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะชิ้นงานแต่ละชิ้น ที่มีน้ำหนักเป็นตัน ๆ ล้วนแต่ต้องมีการสลักเสลากันจนไม่มีที่ว่าง ช่างสลักไม้ในเมืองโบราณ ที่เราเห็นนั่งทำงานกันอยู่ข้าง .. เพชรบุรี .. ก็กำลังสร้างสรรค์ส่วนประกอบของปราสาทสัจธรรมนี่เอง

ต่อมาเมื่อราวสิบกว่าปีก่อน คุณเล็กเคยมีโครงการจะสร้างศูนย์แสดงสินค้า และศูนย์วัฒนธรรมแห่งโลกขึ้น ที่ริมแม่น้ำบางปะกง ในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา บนพื้นที่พันไร่ ขนาดของอาคารประธานที่ทำแบบกันไว้ก็คือ ตัวตึกสูง ๗๐ ชั้น หรือ ๒๑๐ เมตร เหนือขึ้นไปจากนั้น เป็นประติมากรรมช้างเอราวัณสามเศียรขนาดยักษ์ สูง ๙๐ เมตร หรือเท่ากับตึกอีก ๓๐ ชั้น อาคารประธานนี้ยังจะมีอาคารบริวารล้อมรอบอีกเหลือคณานับ แม้ว่าในที่สุดโครงการนี้ จะไม่ได้รับการก่อสร้าง ทว่า แนวคิดเกี่ยวกับอาคารที่เป็นรูปช้างเอราวัณ ก็ยังได้รับการสืบทอดต่อมา

พุทธศักราช ๒๕๓๗ คือปีที่เล็ก วิริยะพันธุ์อายุ ๘๐ ปี และงานก่อสร้าง .. ตึกช้าง .. ที่ริมถนนสุขุมวิทในเขตตำบลสำโรง อำเภอเมืองสมุทรปราการ ก็เริ่มขึ้น แม้ว่าจะลดขนาดลงจากที่เคยกะการกันไว้เกือบครึ่งหนึ่ง คือเหลือเพียงราว ๕๐ เมตร ประติมากรรมขนาดยักษ์รูปช้างสามเศียร บุทองแดงสีดำมะเมื่อมนี้ ก็ยังสามารถสร้างความรู้สึก ตลอดจนอารมณ์นานาชนิดให้ผู้พบเห็น ตั้งแต่ทึ่ง ตกตะลึงพรึงเพริด หวาดหวั่น ไปจนถึงศรัทธาเลื่อมใส

ความมุ่งหมายของคุณเล็กก็คือ จะใช้ ตึกช้าง นี้เป็นพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาโบราณวัตถุ ที่สะสมมาทั้งชีวิต ให้เป็นสมบัติของบ้านเมืองสืบไป หากแต่สิ่งที่เขาคงจะไม่ได้คาดคิดไว้ ก็คือพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณของเขา ได้กลายเป็นวัตถุมงคลอย่างหนึ่งไปเรียบร้อยแล้ว ถึงขนาดมีผู้มาตั้งโต๊ะขายดอกไม้ธูปเทียน ตลอดจนกล้วยอ้อยสำหรับไหว้ และมีภาพถ่ายรูปตึกช้างให้ .. เช่า .. บูชาอยู่ที่ป้ายรถเมล์บริเวณนั้น ผมยังเคยเห็นหิ้งบูชารูปตึกช้างนี้ อยู่ตามร้านก๋วยเตี๋ยวในสมุทรปราการ ส่วนเพื่อนอีกคนก็เล่าว่า เริ่มเห็นมีติดตามเพดานรถแท็กซี่ ร่วมกับพระเกจิอาจารย์ และเสด็จพ่อฯ แล้วด้วยซ้ำไป


11 / 13

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/03/2005 12:36 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 110  
     
 


นี่คือจุดประสงค์ของข้าพเจ้าที่สร้าง .. เมืองโบราณ .. ขึ้น

หวังเพื่อแก้ไขสิ่งเลวร้ายที่มีอยู่ในสังคมปัจจุบัน แต่ปัญหายิ่งใหญ่จะสัมฤทธิผลได้อย่างไร ใครจะเป็นผู้แก้ไข คำตอบของข้าพเจ้าคือ ไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ต้องทุก ๆ คน ไม่ใช่เรื่องราวของเช้าเย็นวันหนึ่ง จะต้องเป็นเดือน เป็นปี เป็นศตวรรษ เสมือนที่โบราณกล่าวไว้ว่าหากจะสร้างภูเขาหนึ่งภูเขา ดินก้อนหนึ่งมีคุณค่าของดินก้อนหนึ่ง

หลังจาก ๓๐ ปีผ่านไป ชื่อของ เล็ก วิริยะพันธุ์ ก็ค่อย ๆ จางหายไปจากความรับรู้ของสังคม แม้ว่าจะยังมีคนจดจำชื่อ .. เสี่ยเล็ก .. ได้ แต่ก็รู้เพียงเลือน ๆ ว่ามีใครบางคนที่เคยใช้ชื่อนี้อยู่ เช่นที่เคยมีกระทู้ในเว็บบอร์ด pantip.com อยู่หลายครั้ง เกี่ยวกับเรื่องเมืองโบราณ และเมื่อเกิดมีคำถามกันขึ้นว่า ใครเป็นคนสร้างเมืองโบราณ คำตอบของชาวเน็ตจึงเป็นเพียง เจ้าของรู้สึกว่าจะชื่อ .. เสี่ยเล็ก .. เจ้าของบริษัทนำเข้าเบนซ์ หรือไงเนี่ย แต่เรื่องที่ว่าใครจะรู้จักหรือเปล่านี้ ก็คงไม่เคยอยู่ในความสนใจของเสี่ยเล็ก เท่าที่ปรากฏ ตลอดช่วง ๓๐ กว่าปีมานี้ เขาไม่เคยยินยอมให้สัมภาษณ์ กับสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการเลย แม้ว่าเขาจะยินดีพูดคุยกับผู้คนที่ประทับใจในเมืองโบราณเสมอ

จริง ๆ แล้ว เมืองโบราณคืออะไร ?

บางคนคิดว่า ....................
เมืองโบราณ คือเมืองจำลอง ที่มีสถานที่สำคัญจากจังหวัดต่าง ๆ มาสร้างรวมกันไว้
บ้างก็อาจเคยได้ยินว่า เมืองโบราณ คือพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ความเข้าใจต่าง ๆ เหล่านี้ อาจมีส่วนถูกอยู่บ้าง เพราะในพื้นที่ราว ๕๐๐ ไร่ของตัวเมืองโบราณ ก็ถูกจัดให้มีลักษณะเหมือนพื้นที่ประเทศไทย มีแม่น้ำและภูเขาสำคัญ ๆ ในแต่ละภูมิภาค ในบริเวณที่จัดให้เป็นจังหวัดต่าง ๆ ก็จะสร้างสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์แสดงไว้ เช่นกรุงเทพฯ มีพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ศรีสะเกษเป็นเขาพระวิหาร หรือเชียงรายมีวิหารเชียงของ แต่คำอธิบายเช่นนี้ ยังไม่เพียงพอที่จะใช้ทำความเข้าใจเมืองโบราณได้ทั้งหมด

ถ้าเราไปยืนอยู่หน้าวิหารวัดพร้าว ใน .. ตลาดน้ำ .. ของเมืองโบราณ แล้วมองย้อนขึ้นไป สิ่งที่เห็นก็คือลำน้ำทอดตัวไปไกล มีเรือนแพ ศาลา บ้านเรือนไทยอุ่นหนาฝาคั่งสองฝั่งน้ำ ถัดไปเป็นแมกไม้ครึ้มเขียว เบื้องหลังในระยะไกลมียอดปราสาทราชวัง พระสถูปเจดีย์ ผลุดโผล่ทะมึนเป็นเงาทาบฟ้าทาบน้ำ ยิ่งเมื่อเดินเที่ยวดูในบริเวณตลาดน้ำ นอกจากร้านอาหารและเรือก๋วยเตี๋ยวแล้ว เราก็อาจแปลกใจที่มีทั้งศาลเจ้าจีน โบสถ์คริสต์ มัสยิด และวัดในพุทธศาสนา...

หรือว่าที่จริงแแล้ว เมืองโบราณก็คือสังคมโลก ในอุดมคติของคุณเล็ก ...

เคยมีผู้ถาม .. เสี่ยเล็ก .. ว่าเหตุใดจึงไม่เขียนอธิบายเรื่องเมืองโบราณให้ผู้อื่นทราบ
คำตอบของเขา กลับเป็นคำถาม เช่นที่มักกระทำเสมอ ๆ .. คิดว่าคนอื่นเขาโง่หรือ ? ..

ดังนั้น เมื่อเข้าไปในเมืองโบราณ ผมรู้สึกว่า .. ท่านเจ้าเมือง .. คงต้องการให้ความสนใจของผู้มาชม ไปอยู่กับสิ่งต่าง ๆ ที่ปรากฏแก่ตา เพื่อให้บังเกิดความซึมซับรับรู้ด้วยใจ โดยไม่ต้องสนใจว่าราคาเท่าไหร่ หรือใครสร้าง

นี่อาจเป็นเหตุให้หนังสือนำเที่ยวเมืองโบราณทุกรุ่น ที่เคยทำกันตลอดเวลาเกือบ ๓๐ ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมี หรือไม่อาจมี ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับประวัติการก่อสร้าง และประวัติคุณเล็กเลย

ผมคิดว่าตัวตนของเขา ได้กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเมืองโบราณ นั่นคือถ้าคิดว่ามีก็มีอยู่ แต่ถ้ามองหาก็ไม่พบ เหมือนกับตัวของเขา ที่ครั้งหนึ่งก็เคยเดินไปเดินมาอยู่ในนั้น โดยไม่มีใครคาดคิดว่าชายชราที่ใส่เพียงเสื้อเชิ้ตกับกางเกงขายาวสีเทา สวมรองเท้าแตะ

นั่นแหละคือ .. เสี่ยเล็ก .. เจ้าของเมืองโบราณ


12 / 13

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/03/2005 12:38 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 111  
     
 


ไม่ถึง ๑๐ ปีมานี้ เมืองโบราณขยายพื้นที่ต่อออกไปทางตะวันตกอีก เกือบ ๓๐๐ ไร่ บริเวณนี้ คนในเมืองโบราณจะเรียกกันว่า .. ปลายนา .. ที่ปลายนานี้ เสี่ยเล็กได้ให้เนรมิตสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ขึ้นอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรูปเจ้าแม่กวนอิม เสาชิงช้า สะพานสายรุ้ง เรือสำเภาโบราณ ศาลาพระอรหันต์ ๕๐๐ หรือแม้แต่ ขบวนเสด็จพยุหยาตราทางชลมารค

สิ่งที่เหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากความคิดคำนึงทางศาสนา และปรัชญาของตัวเขาเอง โดยไม่เกี่ยวข้องกับสถานที่จริงในประเทศไทย เช่นในตัวเมืองโบราณเดิมอีกต่อไป หนึ่งในบรรดาผลงานจากจินตนาการของคุณเล็กก็คือ .. เขาพระสุเมรุ .. ซึ่งตั้งอยู่กลางบึงน้ำขนาดใหญ่

แวบแรกที่เห็น ใคร ๆ ก็คงรู้สึกได้ว่าเขาพระสุเมรุของเมืองโบราณ เป็นสถาปัตยกรรมแปลกประหลาดอันหนึ่ง มีสะพานคดเคี้ยวทอดไปยังเกาะน้อยกลางน้ำ ที่มีปลาตัวใหญ่นอนอ้าปากขดตัวอยู่รอบ ๆ บนเกาะนั้นมีศาลาหน้าตาแปลก ๆ หลังหนึ่ง ประดับด้วยรูปเทวดานางฟ้าอยู่ทั่วไป

เขาพระสุเมรุในเมืองโบราณนี้ สร้างตามความในคัมภีร์ไตรภูมิที่ว่า บนยอดเขาพระสุเมรุอันเป็นหลักแก่จักรวาลนั้น คือที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อันมีพระอินทร์เป็นเทพสูงสุด ผสมกับความเชื่อพื้นเมืองของไทย ที่ว่ามีปลาอานนท์หนุนแผ่นดินโลกอยู่ ทว่า ณ ศูนย์กลางของวิมานไพชยนต์บนเขาพระสุเมรุของเมืองโบราณนั้น กลับเป็นทิพยอาสน์ว่างเปล่า

เล่ากันว่า จุดมุ่งหมายของคุณเล็กในการสร้างเขาพระสุเมรุแบบนี้คือ เขาตั้งใจจะให้ทุกผู้ทุกนามที่เห็น ได้ระลึกว่าพระอินทร์ผู้เป็นประธานแก่ปวงเทพนั้น มิได้เป็นตำแหน่งอมตะตลอดกาล หากแต่ผันเปลี่ยนไปตามบุญกิริยาที่สะสมไว้ ฉะนั้น ผู้ใดก็ตาม หากกอปรด้วยกุศลกรรมหนักแน่นเพียงพอ ก็อาจขึ้นมาประทับบนบัลลังก์แห่งนั้น ณ จุดศูนย์กลางของจักรวาลได้

นั่นคือ ถ้ามองหาว่า ใครคือคนผู้นั้น ก็ย่อมหาไม่พบ
ตราบกระทั่งหยุด ตรึกตรอง จนฉุกใจคิดได้ว่า ก็เราคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นแหละ .. ฯลฯ



13 / 13

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/03/2005 12:41 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 112  
     
 


ตำนานขององค์พระปฐมเจดีย์

ตำนานองค์พระปฐมเจดีย์มีอยู่ 4 ฉบับ คือฉบับของพระยามหาอรรคนิกร กับฉบับของนายทอง ซึ่งมีเนื้อหาคล้ายคลึงกัน กับฉบับของตาปะขาวรอด ก็มีเนื้อหาเดียวกัน ในที่นี้จะขอมายกเล่าให้ฟังฉบับของพระยาราชสัมภารากรและฉบับของตาปะขาวเท่านั้น เนื่องจากเป็นเรื่องราวที่คุ้นหูและเป็นที่เล่าขานต่อๆ กันมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว

....................... เรื่องมีอยู่ว่า เจ้าเมืองศรีวิชัย หรือ จ.นครชัยศรี ชื่อว่าพระยากง มีบุตรชายชื่อว่า พระยาพาน เมื่อแรกเกิดพระยาพาน โหนได้ทำนายเอาไว้ว่า ทารกนี้มีบุญญาธิการมาก แต่จะทำปิตุฆาต หมายถึงฆ่าพ่อของตนเอง .......................

พระยากงจึงสั่งให้นำทารกนี้ไปทิ้งเสียในป่า แต่บังเอิญยายหอมที่เป็นชาวบ้านหาเช้ากินค่ำอาศัยอยู่แถวป่าได้ไปเจอเด็กทารกที่ถูกทิ้งไว้ แล้วนำกลับไปเลี้ยงไว้จนเติบใหญ่และได้เป็นบุตรบุญธรรมของเจ้าเมืองราชบุรี ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของศรีวิชัย พระยาพานเห็นว่าอันเมืองราชบุรีไม่ควรที่จะเป็นเมืองขึ้นของศรีวิชัยอีกต่อไป และไม่ยอมส่งเครื่องราชบรรณาการไปให้เมืองศรีวิชัยตั้งแต่บัดนั้นจึงทำให้พระยากงแห่งเมืองศรีวิชัยโกรธมาก และยกกำลังกองทัพออกไปปราบเมืองราชบุรี ฝ่ายเจ้าเมืองราชบุรีก็ให้พระยาพานซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมยกกำลังกองทัพออกไปต่อสู้ ในที่สุดพระยากงแห่งเมืองศีรวิชัยก็ถูกฆ่าตายในสนามรบ พระยาพานจึงได้เคลื่อนทัพเข้าสู่เมืองศรีวิชัยหมายจะเอาภรรยาเจ้าเมืองศรีวิชัยมาเป็นภรรยาของตน

....................... ฝ่ายเทพยดาจึงได้เนรมิตเป็นวิฬาร์ หรือ แมวแม่ลูกอ่อน มานอนขวางบันไดไว้ ขณะที่พระยาพานเดินเข้าไปในห้องเพื่อหาภรรยาของพระยากง ก็ได้ยินเสียงแมวพูดกับลูกน้อยว่า "นับประสาอะไรกับสัตว์เดรัจฉานอย่าเราที่ท่านเดินข้าม มารดาของท่านท่านก็ยังคิดจะเอาเป็นเมียเลย" ฝ่ายมารดาพระยาพานเมื่อแรกเห็นรอยแผลเป็นที่หน้าผาก ซึ่งเมื่อตอนคลอดลูกชายออกมาได้ไปกระทบกับพานจนแตก ก็จำได้ว่าชายคนนี้คือบุตรชายของตน จึงได้ยกมือขึ้นอธิฐานว่า .......................

หากชายผู้นี้เป็นบุตรของข้าฯ ก็ขอให้มีน้ำนมไหลออกมาจากอกข้าเถิด

ครั้นสิ้นคำอธิฐานก็ปรากฏว่า มีน้ำนมไหลออกมาจากอกนางจริงๆ นางจึงเล่าความจริงทั้งหลายให้พระยาพานฟังจนหมดสิ้น พระยาพานครั้นได้ฟังมารดาเล่าความจริง ก็รู้สึกเสียใจ และโกรธยายหอมที่ไม่ยอมบอกความจริงเสียแต่แรก จึงให้ทหารจับยายหอมฆ่าเสีย ครั้นได้สำนึกความผิดที่ตนได้ฆ่าพ่อ พระยาพานจึงไปปรึกษาคณะสงฆ์เพื่อหาวิธีไถ่บาบกรรมที่ตนได้ทำไว้ จึงได้รับคำแนะนำจากคณะสงฆ์ว่า ให้สร้างเจดีย์สูงใหญ่เท่านกเขาเหินขึ้น

....................... พระยาพานจึงให้จัดแจงก่อเจดีย์ขึ้นรูปร่างคล้ายกับล้อมฟาง สูงชั่วนกเขาเหิน แล้วบรรจุพระทันตธาตุ คือพระเขี้ยวแก้วไว้ด้วยพระองค์หนึ่ง เมื่อสร้างสำเร็จแล้วทำการฉลองเจ็ดวันเจ็ดคืน แล้วจึงถวายเขตแดนโดยรอบพระเจดีย์ชั่วเสียงช้างร้อง ถวายข้าพระโยมสงฆ์เป็นจำนวนสำมะโนครัว 555 ครัว พระปฐมเจดีย์ ถูกปล่อยทิ้งร้างนับพันเกือบปจนกระทั่งถึงกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ยังทรงเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฏ และทรงผนวชอยู่ ได้เสด็จมานมัสการพระปฐมเจดีย์ และทรงเห็นว่าเป็นปูชนียสถานที่มีขนาดใหญ่โตมากไม่มีปุชนียสถานแห่งใดเท่า จึงได้กราบทูลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ขอให้ทรงบูรณะขึ้นมาใหม่ แต่ก็มีพระราชดำรัสว่า .......................

เป็นของที่อยู่ในป่ารกจะทำขึ้นมาใหม่ก็ไม่มีประโยชน์อันใดนัก

ต่อมา เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเสวยราชสมบัติแล้ว ในปีพ.ศ. 2396 พระองค์จึงโปรดเกล้าฯให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ เป็นแม่กองจัดสร้างและบูรณะองค์พระปฐมเจดีย์ขึ้นใหม่ ในปี พ.ศ. 2398 สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ถึงแก่พิราลัย เจ้ากรมพระยาทิพากร หรือ ขำ บุตรชาย ก็ได้เป็นแม่กองจัดการก่อสร้างและบูรณะต่อไป โดยสร้างเจดีย์ครอบองค์เดิมเอาไว้ ต่อยอดเจดีย์องค์ใหม่ให้มีความสูง 120.45 เมตร

พร้อมกับสร้างวิหาร ระเบียงคตรายรององค์พระเจดีย์ ต่อมาในสมัยรัชการที่ 5 ได้มีการประดับกระเบื้องสีทองรอบองค์พระปฐมเจดีย์พร้อมกับสร้างหอระฆังรายรอบองค์พระเจดีย์ ในสมัยรัชการที่ 6 ได้ทรงปฏิสังขรณ์วิหารหลวงเพิ่มเติม และทรงโปรดเกล้าให้วาดภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านในของวิหาร วิหารด้านทิศเหนือได้ถูกรื้อและสร้างขึ้นใหม่ แล้วอัญเชิญพระพุทธรูปมาประดิษฐานที่วิหารนี้ด้วย และทรงพระราชทานนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า .......................

พระร่วงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ ธรรโมภาส มหาวชิราวุธ ราชปูชนียบพิตร

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/03/2005 08:37 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 113  
     
 


อีกตำนานขององค์พระปฐมเจดีย์

พระปฐมเจดีย์ นี้ จะมีกษัตริย์แต่โบราณตั้งเป็นเมืองหลวงอยู่ที่นั้น สร้างขึ้นก่อน พระเจดีย์ทั้งปวงในประเทศ ไทย จึงสืบได้ ความในหนังสือเก่า ๆ ว่า ....

- สร้างเมื่อพระพุทธศักราชล่วงได้ ๕๖๙ ปีบ้าง
- สร้างเมื่อพระพุทธศักราชล่วงได้ ๑๑๘๕ ปีบ้าง
- สร้างเมื่อพระพุทธศักราชล่วงได้ ๑๒๖๔ ปีบ้าง
- สร้างเมื่อพระพุทธศักราชล่วงได้ ๑๖๓๓ ปีบ้าง

....................... มีกำหนดนับว่า สูงสี่สิบห้าวาศอก ว่าเป็นที่แทนพระพุทธเจ้า เสด็จมาบรรทมอยู่ที่นั้น และได้บรรจุ พระทันตธาตุ คือ พระเขี้ยวแก้วองค์หนึ่ง ครั้งหนึ่งบรรจุ พระบรมธาตุ อีกทะนานหนึ่ง อีกครั้งหนึ่งบรรจุ พระบรมธาตุ ร้อยพระองค์ได้ความไม่ถูกกัน จะคิดเอาเป็น แน่ทีเดียวก็สงสัยอยู่ แต่เห็นว่าจะสร้างเมื่อ กษัตริย์ศรีธรรมาโศกราชแจก พระบรมธาตุไปในประเทศทั้งปวง ที่นับถือพระพุทธศาสนาหมือนกัน ในครั้งนั้น พระพุทธศักราชล่วงได้ ๒๑๘ ปี ภายหลังเห็นว่า จะมีผู้สถาปนาเพิ่มเติมมา อีกหลายครั้งหลายคราวมาแล้ว และเป็นสถานที่ใหญ่กว่าที่อื่น คงจะมี พระบรมธาตุบรรจุไว้เป็นแน่ ไม่เป็นที่สงสัยเลย .......................

พระปฐมเจดีย์ มีหนังสือเก่า ๆ ว่า มีปรากฏก่อนที่คนได้พบพระพุทธบาท พระฉาย กว่าพันปี ไม่ควรที่จะทิ้งให้ รกร้างอยู่ จึงได้ถวาย พระพรแด่ สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบแล้ว ดำรัสว่า เป็นของอยู่ในป่ารก จะทำขึ้น ก็เห็นไม่เป็นประโยชน์อันใดนัก ครั้นได้ทรงสดับพระกระแสว่าไม่โปรดแล้ว ก็ทรงพระจินตนาไว้ว่า จะทรงสถาปนาปฏิสังขรณ์ขึ้นไว้ให้จงได้

....................... ก็ครั้งนี้ ได้เถลิงถวัลยราชสมบัติ แล้วควรจะกระทำ ตามพระราชประสงค์ไว้แต่เดิมจึง โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ช่าง ทหารในต่อตัวอย่างถวาย เป็นรูปพระเจดีย์กลม ฐานทักษิณไม่มี ก่อเป็นกระดาน และช่องกระจกขึ้นไปจนถึงบัวถลา แล้วชักลูกแก้ว เข้าไปทั้งสามชั้น จึงตั้งบัวกลม ปากระฆัง ตัวอย่างพระเจดีย์ ตามรูปเดิมเสร็จแล้ว จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ คือ สมเด็จพระยาองค์ใหญ่ เป็น แม่กองเจ้าของการให้ พระศรีสมบัติ หลวงพิทักษ์โยธา หลวงนราเรืองเดช เจ้ากรมไพร่ หลวงอาสาใหม่ หลวงโยธาไพจิตร ช่าง ทหารใน ออกไปเป็นนายงานทำได้ลงมือถางต้นไม้ บนองค์พระ และทางที่ขุดคลอง .......................

ครั้นมาถึง วันอังคาร เดือนยี่ ขึ้น ๕ ค่ำ ปีฉลู เบญจศก จุลศักราช ๑๒๑๕ ปี เพลายามเศษ เห็นที่องค์พระปรางค์ เป็นดวงกลมออกจากซุ้มคูหาฝ่ายอุดรทิศ ดวงโตเท่าผลส้มเกลี้ยง มีรัศมีสว่างขึ้นไปเบื้องบนถึงยอดนพศูล เบื้องต่ำถึง ขั้นทักษิณาเดิมแล้ว ก็หายไป ได้จัดการทำมาปีเศษ สมเด็จเจ้าพระยา องค์ใหญ่ ให้ซื้อเอาอิฐ มีผู้มารื้อขายที่วัดเก่าๆ บ้าง และให้ทำขึ้นบ้าง ก่อฐานขึ้นไปได้แปดศอก

....................... ครั้นมาถึง ณ วันเดือนหก ขึ้น ๑๐ ค่ำ ปีเถาะ สัปตศก สมเด็จเจ้าพระยา องค์ใหญ่ถึงแก่พิราลัย จึงโปรดเกล้าโปรด กระหม่อมให้ เจ้าพระยาวิวงศ์ ซึ่งแปลงชื่อมากเป็น เจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี เป็นแม่กองเจ้าของการทำ ต่อไป จึง พระราชทานเมืองนครชัยศรี ซึ่งขึ้นกรมมหาดไทยมาขึ้นกรมท่าด้วย เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ จึงได้เกลี้ยกล่อมพวกรามัญมารับจ้างทำอิฐบ้าง ที่เป็นทาส ลูกหนี้ผู้มีชื่อก็ช่วยมาให้ทำอิฐ หลายสิบครัว รับจ้างจีน เผาปูน และจีนก่อนขึ้นไป จึงให้ พระสุธรรมไมตรี เป็นกงสีจ่ายเงิน ค่าจ้างแรงจีนและค่าจ้าง มอญทำอิฐ แลดูเบ็ดเสร็จทั่วไป .......................

ให้ พระศรีธรรมสาสน์ เป็นผู้ช่วยซื้อของส่ง นายงานเก่า พระศรีสมบัติก็เลื่อนไปที่ พระยาศรีสรราช หลวงพิทักษ์โยธา หลวงนราเรืองเดช เป็นเจ้ากรมไพร่หลวง ราชการมีมาก ให้กลับเข้ามารับราชการ ในกรุง จึงตั้ง นายงานใหญ่ ขุนหมื่นในกรมท่าหมื่นบำรุงเจดีย์หนึ่ง หมื่นชำนาญชลธี หนึ่ง ทหารปืน หลวงศักดาเดช เจ้ากรมขุนยงสงคราม ปลัดกรม และขุนหมื่น เป็นนายงานรองบ้าง เป็นเสมียนบ้างอีกสามสิบนาย ได้สร้างพระเจดีย์ เล็ก ๆ ไว้บนยอดเขาคนละองค์ มีชื่อปรากฏอยู่ในฐานพระเจดีย์นั้นแล้ว

....................... ได้ช่วยกัน คุมคนหัวเมืองเมืองนครชัยศรี เมืองสมุทรสงคราม เมืองสมุทรสาคร เมือง ราชบุรี เมืองพนัสนิคม มีจำนวคน ผลัดเปลี่ยนเป็นสี่ผลัด ได้เดือนละสองร้อย ก่อขึ้นไป ได้สูงสิบวา ครั้น ณ วันอังคาร เดือน ๕ ขึ้น ๙ ค่ำ ปีมะเมีย สัมฤทธิศก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จโดย พยุหยาตรา ชลมารค มาขึ้นที่ วัดชัยพฤกษมาลา ด้วยครั้งนั้น คลองมหาสวัสดิ์ คลองเจดีย์ขุดยังไม่แล้ว แล้ว เสด็จทาง สถลมารคไป ประทับแรม ที่พลับพลาท่าหวด ราตรีหนึ่ง ครั้น ณ วันพุธ เดือน ๕ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เสด็จทาง ชลมารคด้วย เรือกระบวน ขึ้นที่ปากคลอง เจดีย์บูชา แล้วเสด็จ พระราชดำเนิน ทางสถลมารค ประทับพลับพลาค่าย หลวง จึงโปรด ให้ กระทำเครื่อง สักการบูชาต่าง ๆ เป็น อันมาก .......................

ครั้นมาถึง เวลาบ่ายห้าโมงเศษ เสด็จขึ้นประทับพลับพลาบนเนินฐานพระปฐมเจดีย์ ฟังพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์แล้ว เสด็จพระราดำเนินประทักษิณรอบหนึ่งแล้ว ทรงจุดดอกไม้เพลิงกระทำสักการบูชา พอจุดฝักแคก็เห็นดวงย้อยออกมา ตามซุ้มคูหาค้างบุรพทิศ รัศมีขาวตกลงมา หายไปที่ หลังวิหารพระไสยาสน์เก่า ซึ่งอยู่ที่วิหารหลวงเดี๋ยวนี้ บรรดา พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการที่เฝ้าอยู่บนนั้น ได้เห็นก็เป็นอันมาก คนจำพวกที่อยู่ไกลได้เห็นก็ว่า ดวงดาวตกใกล้ จนถึงลานพระบ้าง ถึงหลังพระราชวังบ้าง ที่อยู่ใกล้ได้เห็นก็ว่า ดวงดาวตกใกล้ จนถึง ลานพระบ้าง ถึงหลังพระราชวัง บ้าง ที่อยู่ใกล้ก็เห็นตกไกลออกไป ที่อยู่ไกล ก็เห็นตกใกล้เข้ามา เสมอเพียงตัวอยู่ ก็เป็นการอัศจรรย์อย่างหนึ่ง

....................... ครั้น ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๕ ขึ้น ๑๑ ค่ำ มีการ สมโภชต่าง ๆ และมี ละคร ผู้หญิงข้างใน และเวียนเทียนด้วยแล้ว พระราชทานเงินพระคลังเดิม เป็นส่วน พระราชกุศลอีก สามสิบชั่ง พระราชทานแก่คนทำการแล้ว ทรงโปรยทานแจก ราษฎรที่มาเชยชมพระบารมี อยู่ที่ทางเสด็จพระราชดำเนิน สิ้นพระราชทรัพย์ เป็นอันมาก ฝ่ายพระบรมวงศาข้าราชการ มีจิตเลื่อมใสศรัทธา บริจาคทรัพย์ เข้าในส่วนพระราชกุศล ตามศรัทธาแทบทุกคนแล้ว โปรดเกล้า โปรดกระหม่อม ให้เรียกว่า ....................... พระปฐมเจดีย์

ตามหนังสือเก่า ๆ ด้วยทรงเห็นว่า พระเจดีย์นี้มีขึ้นก่อน พระเจดีย์ในประเทศไทย แล้วทรงพระราชอุทิศ ยกคนบ้าน พระปฐมเจดีย์ ชายฉกรรจ์ถวายเป็น ข้าพระร้อยยี่สิบหกคน ตั้งเจ้ากรมเป็นที่ ขุนเกษตรานุรักษ์ ตั้งปลัดกรมเป็น ขุนพุทธจักรรักษา หมื่นถานาธิบาล สมุห์บัญชียกค่านาและสม พักศรที่ ใกล้องค์พระเป็นกัลปนาขึ้นวัด บางปีก็ได้ค่านาสามชั่ง สองชั่งเศษบ้าง สมพักศร บางปีก็ได้ชั่ง สิบตำลึง บ้าง สองชั่งบ้าง ทรงถวายนิตยภัต ด้วยแล้วก็เสด็จ พระราชดำเนินกลับพระนคร

....................... ครั้น ณ วันเสาร์ เดือน ๖ ขึ้น ๕ ค่ำ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินออกไป ทอด- พระเนตรพระปฐมเจดีย์ ครั้น ณ วันอังคาร เดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำ ได้ตั้งการสวดพระพุทธมนต์ ทรงจุดดอกไม้เพลิง กระทำสักการบูชา ครั้นรุ่งขึ้นกลับพระนคร ได้ก่อขึ้นไปอีกสูงเจ็ดวาสองศอก รวมเป็นสิบเจ็ดวาสองศอก ครั้นมาถึง ปีวอก โทศก เดือน ๘ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เพลากลางคืน ได้ยินเสียงร้องไห้เซ็งแซ่ในที่องค์พระ จนชาวบ้านตกใจ ครั้นรุ่งขึ้น ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ฝนตกหนักทั้ง กลางวันกลางคืน อิฐที่ก่อนั้น หนักตัวก็เลื่อน ทรุดลงมารอบตัว เพราะฐาน ทักษิณไม่มี บ้างขนหนัก ข้างล่างบางเพียง สามศอกสี่ศอก ทรงกันไว้ไม่อยู่ ต้องรื้อออกเสีย ทำใหม่ .......................

จึงโปรดให้ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นบวรรังษี สุริยพันธุ์ปิยพรหมจรรย์ธรรมวรยุติ ซึ่งสถิตอยู่ วัดบวรนิเวศพระองค์หนึ่ง กรมขุน ราชสีหวิกรม พระองค์หนึ่ง คิดตัวอย่างถวายแล้ว ไขส่วนสูง วัดด้วยวาทองธารพระกร ตั้งแต่พื้นดินขึ้นไป เสมอพื้น หน้า พระระเบียงกลม สูงสี่วาสองศอกบ้างห้าวาบ้าง แต่พื้นหน้าพระระเบียงขึ้นไป ถึงทักษิณที่หนึ่ง สูงหกศอกคืบ สองนิ้วตั้งแต่ พื้นทักษิณที่หนึ่งขึ้นไปถึง ฐานบัวคว่ำ สูงแปดศอกคืบ ตั้งแต่ทักษิณที่สอง ขึ้นไปถึงปากระฆัง สูงเก้าวา คืบนิ้ว องค์ระฆังสูงสิบสี่วาสี่นิ้ว บัลลังก์สูงสามวา คืบหกนิ้ว ตั้งแต่บัลลังก์ถึงฝาละมี สูงห้าวาคืบสิบ เอ็ดนิ้ว

....................... ปล้องไฉน ยี่สิบเจ็ดปล้อง สูงสิบห้าวาสองศอกคืบห้านิ้ว บัลลังก์บัวแวง สูงสามวาคืบหกนิ้ว ฐานทองเหลือ สูงสองศอก คืบสองนิ้ว ยอดนพศูลขึ้นไปตลอดยอดมงกุฏ สูงสามวานิ้ว คิดรวมตั้งแต่ พื้นดินขึ้นไป ตลอดยอดมงกุฏ คิดได้เป็นสามเส้น คืบหกนิ้ว ก่อฐานใหญ่ รอบห้าเส้น สิบหกวาสามศอก ทักษิณที่หนึ่งก่ออกมากว้างห้าวา ตั้งแต่ลูกแก้วหลัง บัวถลา ขึ้นไปก่อ กว้างสี่วาบ้าง สี่วาเศษบ้าง ตลอดถึงทักษิณที่องค์ปรางค์ ตั้งอยู่ก่อกว้าง เจ็ดวาบ้าง เจ็ดวาสองศอกบ้าง ลดเข้า ไปทุกทีจนกระทั่งที่ตั้งเวที ที่นั้นกว้างสามวา ที่ปล้องไฉนนั้นกว้าง ห้าศอกจนตลอดยอดปรางค์ฐานล่าง ถ้าจะชัก เป็น สี่เหลี่ยมด้านหนึ่งยาวสอง เส้นเจ็ดวา เท่ากับฐานกระเปาะทำไว้ทั้งสี่ด้าน .......................

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/03/2005 08:40 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 114  
     
 


ครั้น ตัวอย่างตกลงแล้ว พระฤกษ์เมื่อ ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๑๑ ขึ้น ๕ ค่ำ จุลศักราช ๑๒๒๒ ปีวอก โทศก จะได้ก่อพระฤกษ์ จึงรับสั่งว่า มีราชการ อยู่ที่ในกรุงเสด็จออกไปไม่ได้ จึงโปรดให้ กรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์ - ปิยิพรหมจรรย์ ธรรมวรยุติ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ออกไปก่อพระฤกษ์ องค์พระปฐมเจดีย์ นั้นก่อขึ้นแล้ว ที่ชั้นทักษิณ ที่หนึ่ง ปักเสานางเรียงรอบองค์ แล้วมีเสาปักเป็นเขาทราย ค้ำเสานาง เรียงด้วย ชั้นทักษิณที่สอง มีแต่เขาทรายค้ำไม่มี เสานางเรียง ที่ตรงบัวถลาแห่งหนึ่ง รัดตั้งแต่ท้องไม้ลูกแก้ว ถึงบัวคลุม ถูกปากระฆัง อีกห้าชั้น ที่กลางองค์ระฆัง มีเสา นางเรียงรัดสายโซ่อีกสามรอบ ที่คอถ ลามี เสานางเรียง ตีนเสาเชิงเรียงนั้น ใส่ปลอกไม้ซากชั้นหนึ่ง แล้วรัดสายโซ่อีก สามรอบ ที่คอถลามี เสานางเรียง ตีนเสาเชิงเรียงนั้นใส่ปลอกไม้ซาก ชั้นหนึ่ง แล้วรัดสายโซ่อีกห้ารอบ ปลายเสานั้น เอาไม้ ซากสิบนิ้วสี่เหลี่ยม สับปากกันเป็นปลอกปลายเสาอีกชั้นหนึ่ง ลูกแก้วปล้องไฉน หลังฝาละมีมีรัดสายโซ่ที่ ท้องไม้อีกแปดรอบ แล้วก่ออิฐ ถือปูนหุ้ม

....................... การที่ทำในบริเวณองค์พระนั้น ได้ก่อวิหารไว้สี่ทิศ ประดิษฐานรูปพระ ปฏิมากรทั้งสี่บ้าง วิหารใหญ่ข้าง ทิศบูรพานั้น ห้องนอกไว้พระพุทธรูป ปางมารวิชัยได้ตรัสห้องในไว้พระแท่นที่ นมัสการ มุขหน้าไว้พระพุทธรูปฉลองพระองค์ วิหารทิศทักษิณห้องนอก ไว้พระปางแสดงพระธรรมเทศนาธรรมจักร โปรดปัญจวัคคีย์ ห้องหลังไว้พระนาคปรก ซึ่งเป็นของเดิมมุขหลังไว้รูป พระยาพาน ทิศประจิมนั้น ทำวิหารพระพุทธ ไสยาสน์ ใช้ของเก่าหลังหนึ่ง พระพุทธไสยาสน์เดิมยาวสี่วา องค์ใหญ่ยาวแปด วาสองศอก วิหารห้องเบื้องหลังไว้พระนิพพานพระองค์หนึ่ง วิหารทิศอุดรนั้น ห้องนอกไว้พระประสูติ ห้องเบื้องหลังไว้ พระป่าเลไลย์ เป็นของเดิม มุขหลังไว้พระรูปพระยากง แล้วชักระเบียงกลมล้อมรอบไปอีกชั้นหนึ่ง ชั้นล่างก่อกำแพงถมดินกระเปาขึ้นมาทั้งสี่ทิศ บนกระเปาะ ด้านข้าง ตะวันออก ทำโรงธรรมข้างหนึ่ง ทำโรงพระอุโบสถตรงพระอุโบสถขึ้นมาข้างหนึ่ง ประดิษฐาน พระคันธาราฐ ซึ่งได้ มาแต่วัดทุ่งพระเมรุด้านใต้ .......................

บนกระเปาะจำลองรูปพระปฐมเจดีย์ เดิมไว้ข้างตะวันออกองค์หนึ่งสูงเก้าวาคืบ ยอดนพศูล ศอกคืบสองนิ้ว ต่ำกว่าองค์เดิม อยู่ยี่สิบหกวาศอกสองนิ้ว ข้างตะวันตกนั้น ได้จำลองรูปพระเจดีย์ เมืองนครศรี ธรรมราชที่เรียกว่า พระบรมธาตุใหญ่ศักดิ์สิทธิ์ ทำขึ้นไว้เดิมของท่าน สูงสามสิบเจ็ดวา สองศอกตลอดยอดพุ่มจำลอง ใหม่สูงสิบวาสองศอกคืบ ยอดนพศูลสามศอกนิ้วกึ่ง เพื่อให้สัปบุรุษเห็นจะได้ส่งใจไป นมัสการพระธาตุ เมืองนคร กะเปาด้านตะวันตกนั้น ชั้นบนได้ประดิษฐานพระมหาโพธิ เมื่อครั้งพระอาจารย์ดี พระอาจารย์เทพ ออกไปเกาะ ลังกาได้เข้ามา ชั้นล่างประดิษฐานไม้สำคัญ ที่ควรจะกระทำ สักการบูชาเป็นที่ระลึก คือ ไม้อัชปาลนิโครธ แปลว่า ไม้ไทร ที่พระพุทธเจ้า ฉันมธุปายาส

....................... ได้ตรัสแล้ว เสด็จไปเสวยวิมุติสุขอยู่ที่นั้นอีกคราวหนึ่ง ถึงเจ็ดวัน แล้วเสด็จไป อาศัยอยู่ใต้ร่มไม้มุจลินท์ คือ ไม้จิก คราวนั้นฝนตกหนัก พระยานาคขึ้นมา ทำกายวงล้อม พระพุทธเจ้า แล้วเลิกพังพาน ปกเบื้องบนฝน ก็ไม่รั่วน้ำ ก็ไม่ท่วมเข้าไปได้ พระองค์อยู่ใต้ร่มไม้จิก เจ็ดวันแล้วเสด็จมา ประทับอยู่ใต้ร่มไม้ ราชายตนะ คือไม้เกตุ ครั้งนั้นได้รับสตูก้อน สตูผง ของนายตปุสสะภัลลิกะ พ่อค้าเกวียน ตั้งแต่ได้ตรัสรู้สี่สิบแปดวัน มาเสวย พระกระยาหารในวันที่สี่สิบเก้า และไม้ พหูปุตตนิโครธ คือ ไ ม้กร่าง ที่พระองค์ได้ ประสูติ ในร่มไม้นั้นอย่างหนึ่ง ปรินิพพานในใตต้นรังอย่างหนึ่ง เป็นสองอย่างด้วยกัน ไม้ชมพู คือ ไม้หว้า .......................

เมื่อพระองค์ยังทรงพระเยาว์อยู่ ตามเสด็จพระราชบิดาไปแรกนาขวัญ ประทับอยู่ในร่มไม้นั้น ก็ได้พิจารณากรรมฐาน ถึงปฐมญาณ เป็นปฐมที่หนึ่ง ครั้งนั้นเกิดอัศจรรย์หลายอย่างจนแผ่นดินไหว เงาไม้ก็มิได้ย้ายไปตาม พระอาทิตย์ ไม้อัมพวาคือไม้มะม่วง ที่พระองค์ ได้กระทำยมกปาฏิหาริย์ในยอดไม้มะม่วงนั้น ไม้ที่พรรณนามานี้ ก็คล้ายๆ กันกับไม้พระศรีมหาโพธิ เรียกว่า "สัตตมหาสถาน" จึงเอามาประดิษฐานไว้เป็น ที่ระลึกด้วยกะเปาข้างทิศเหนือนั้นก็ทำเป็น คลังหลังหนึ่ง โรงประโคมหลังหนึ่ง ระหว่างกะเปาะทำเป็นภูเขาไว้ทั้งสี่ ทิศ

....................... หน้าภูเขาออกมา มีรั้วเหล็กล้อมชั้นหนึ่ง หน้ารั้วเหล็กออกมา ทำเป็นฐานพระมหาโพธิทั้งสี่ทิศ ได้ผลมาแต่เมือง พุทธคยาบุรี ว่าเป็นหน่อเดิมที่พระได้ตรัส พระมหาโพธิต้น นั้นมีพระระเบียงล้อมถึงเจ็ดชั้น พวกพราหมณ์หวงแหน อยู่แน่นหนา เจ้าเมืองอังกฤษ จึงได้ไปขอเอาผล และใบถวายเข้ามา ทรงเพาะได้งอกงามดี ประทานให้ไปปลูกที่วัด หลวงทุกวัด หน้าชานพระมหาโพธิ ออกมา ชักกำแพงปีกกามีหลังคา พอคนอาศัย ได้บรรจบกระเปาะออกาทั้งสี่ทิศ ที่มุมมีหอกลองหลังหนึ่ง หอระฆังหลังหนึ่ง สลับกันทั้งสี่มุมคิดจะมิให้ของโบราณ เสื่อมสูญไปเที่ยวเก็บศิลาใหญ่ อยู่ในป่าในรก เอาไว้ให้ดูทุกสิ่ง แล้วตั้งพระราชาคณะ ไปอยู่ชื่อ พระสนิทสมณคุณ พระครูชื่อ พระปฐมเจติยานุรักษ์ .......................

เสด็จพระราชดำเนิน ออกไปครั้งไร ก็ทรงพระราชดำริ แนะนำให้กระทำทุกครั้ง แล้วมีพระราชดำเนิน ไปทางสะพาน นั่งร้านทรงก่อทุกครั้ง แล้วเปลื้องพระภูษา ทรงสพักขึ้น ทำธงบูชา ที่ก่อนั้นด้วย จนองค์พระสูงจึ้นไปถึงปล้อง ไฉนชั้น ที่ห้า และเมื่อพระยังไม่พังนั้น เมื่อปีมะโรง อัฐศก วันเสาร์ เดือนอ้าย ขึ้น ๒ ค่ำ เห็นที่องค์พระปรางค์เป็นดวงช่อ ออกมาทางซุ้มคูหาทิศเหนืออีกคราวหนึ่ง

....................... ครั้นมาถึง วันพฤหัสบดี เดือนอ้าย ขึ้น ๗ ค่ำ เห็นรัศมีส่องไปทางองค์พระปรางค์ เหมือนแสงดอกไม้เทียนจับอยู่ ที่องค์ พระได้เห็นด้วยกันมาก ในเดือนอ้าย ปีมะโรง อัฐศก เห็นอัศจรรย์สองครั้ง การที่ปาฏิหาริย์นั้นมีทุกปี ปีละ สองครั้งบ้าง สามครั้งบ้าง ถ้าสมโภชเวียนเทียนเมื่อใด ก็เป็นทุกคราว และที่ปฐมเจดีย์ มีเหตุอัศจรรย์หลายอย่าง คือที่ องค์พระปรางค์ บางที เดือนมืดก็บังเกิดเป็น รัศมีเหมือนบุคคล เอาผ้าขาวเข้าไปหุ้มไว้ แล้วก็หายไปทีละน้อย ๆ แล้วก็ สว่างขึ้นทีละน้อย ๆ จนเต็มกำลัง และเห็นขึ้นไปจนตลอดยอดนพศูล บางทีก็สว่างศีกหนึ่ง บางทีสว่างข้างล่างมืด ข้างบน แล้วสว่างบ้าง บนมืดข้างล่าง เมื่อจะสว่างนั้น ก็เป็นรัศมีเรืองขึ้นทีละน้อย ๆ สว่างเต็มกำลังตลอดจนนพศูล แล้วมีรัศมี โรยอ่อนลงมาทีละน้อย ๆ จนมืดไปทั้งองค์ พระปรางค์ แล้วก็ค่อย มีรัศมีเรือง ๆ ขึ้นมาอีกดังกล่าวแล้ว เป็นอยู่สองทุ่มสามทุ่มบ้าง แล้วจึงหายไปทีเดียว .......................

บางทีก็เห็นเป็นดวง ติดอยู่ปลายยอดนพศูล มีรัศมีแดง เหลืองเขียว สีต่างๆ ค่อย ๆ เลื่อนลงมาทีละน้อย หายไปในช่องคูหา บางทีดูที่องค์พระปรางค์ มืดเป็นปกติ แต่ขอบริมนั้น มีรัศมี ขาวสว่างรุ่งเรืองไป ตลอดยอด บางทีก็ได้ยินเสียงโห่ร้อง ครั้นขึ้นไปชันสูตรดูก็ไม่เห็นผู้ใด บางทีก็ได้ยินเสียงฆ้องชัย เหมือนบุคคลตี อยู่ในองค์พระเจดีย์ บางทีใช่เวลาสัปบุรุษ ขึ้นนมัสการ พวกทำงานก็ได้กลิ่นธูปเทียน หอมตระหลบ ไป บางจำพวกมิอาจที่ จะขึ้นไปบนทักษิณได้ ก็นั่งกราบไหว้ อยู่แต่พื้นดิน

....................... ครั้นถามก็ว่า นมัสการ ที่นี่ก็ได้บุญ เหมือนกัน คนผู้นั้นจะกลัวบาปว่า พระบรมธาตุอยู่ข้างล่าง หรือจะกลัวอย่างไร ก็ไม่รู้จักน้ำใจเขา และการที่ได้กล่าว ด้วยอัศจรรย์องค์พระ ปีหนึ่งก็เป็นหลายครั้งหลายคราวทุกปี จะว่าด้วยอำนาจ พระพุทธเจ้าหรือ พระบรมสารีริกธาตุ หรือจะว่า อำนาจเทพยดา หรือจะว่าไฟฟ้า ไฟดินขึ้นกินกัน ก็สุดแล้วแต่ปัญญาท่านผู้ใดจะคิดเห็น การที่กล่าวมานี้ ก็ เป็นความจริง มีพยานโดยมาก และปีฉลู สัปตศก เสด็จพระราชดำเนิน พระราชทานผ้ากฐิน แล้วประทับอยู่สองราตรี ก็ได้ทอดพระนคร เห็น ปาฏิหาริย์ ในที่ประชุมพระวงศานุวงศ์ ข้าราชการได้เห็นด้วยกันมาก .......................

พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรง พระปีติโสมนัส รับสั่งว่าเหมือนผีหลอก ไม่รู้ที่จะว่าอย่างไรได้ เห็นจะเป็นไฟธาตุกินอยู่ในอิฐปูน ถูกน้ำฝนเข้าก็เกิด เป็นรัศมีขึ้น มีรับสั่งดังนี้ เพื่อจะมิให้คนที่ไม่ถือศาสนาพากันติเตียนได้ แต่ทองทศทองพิศมีอยู่ใน ฉลองพระองค์เท่าใด ก็เทออกพระราชทานให้เป็น ส่วนพระราชกุศลจนสิ้น ยังมีปาฏิหาริย์อีกอย่างหนึ่ง พวกชาวยุโรปออกไป เที่ยวดูหลายพวกหลายเหล่า บางพวก ก็มีศรัทธาแบกอิฐขึ้นไปก่อ แล้วก็ นั่งกราบไหว้ บางพวกก็รู้ว่ากาไหล่ยอดนพศูล ก็เอาทองเข้าด้วย ได้ทองสี่ตำลึงกึ่งบ้าง บางพวกแจ้งว่า ต้องการ สายโซ่รัดองค์พระ ไปถามซื้อก็พลอยยินดีให้เปล่า ๆ และโต๊ะบ้าง หญิงบ้าง

....................... พวกแขกพากันไปนมัสการก็มีบ้าง ครั้นไถ่ถามว่าพวกแขก มานับถือดังนี้ ไม่กลัวบาปหรือ เขาตอบว่า เป็นที่พระเจ้าแท้แก่ของเขา ที่ล่วงไปนานแล้วเสด็จ มาบรรทมอยู่ที่นี้ คนโบราณจึง ก่อพระเจดีย์ทับไว้ กราบไหว้ที่พระพุทธเจ้าบรรทมต่างหาก จะมีบาปแต่ไหนซึ่งการ เป็นดังนี้ เป็นอัศจรรย์ จึงต้องกล่าวไว้ บางพวกก็ออกปากว่า ไปเที่ยวเล่นที่ พระปฐมเจดีย์เป็นที่สนุก คนผู้นั้นก็ไม่เห็น องค์พระเจดีย์ เห็นแต่วัดและวัง และสถานที่อื่น ๆ ที่องค์พระนั้น เห็นเป็นป่าไผ่ไปหมด เป็นดังนี้ก็มี .......................

ภายหลัง การปาฏิหาริย์เกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ จึงมีผู้กล่าวคำว่า พระปฐมเจดีย์ มีรัศมีสว่างเพราะด้วยธาตุไฟกินอยู่ในปูนจึงเป็นเช่นนี้ ด้วย ตำราฝรั่งเขาเขียนว่า ฝาสุภเรส หรือ ฟอสฟอรัส เป็นของมีรัศมี ไม่เป็นพระบรม ธาตุปาฏิหาริย์ดอก จึงโปรดเกล้าฯ ให้ กรมหมื่นอลงกฏกิจปรีชา พระยาอนุชิตชาญไชย พระวิสูตรโยธามาตย์ เอาเครื่องเมือทำฝาสุภเรศ และต้นดอกไม้ เทียน ดอกไม้ตาด ออกไปชันสูตร ก็ว่าธาตุไฟ เกิดขึ้นเองดอก ไม่ใช่พระปาฏิหาริย์ ครั้นตกลงกันดังนั้นแล้ว

....................... เจ้าหญิงและหม่อมห้าม ในกรมหมื่นอลงกฏบุตรภรรยา พระยาอนุชิตพากันไปเที่ยวข้างหลังพระกับ บ่าวไพร่มีแมลงผึ้ง จำพวกหนึ่งมาต่อยเอา จนถึงแก่ถอดเสื้อและผ้าวิ่งหนีบ้าง ทั้งนายและบ่าว ดูน่าสังเวชนัก ต่อแมลงผึ้งหาย ไปหมด แล้ว มีผู้เอาผ้าไปส่งให้ จึงได้นุ่งห่มกลับมาเรือ ผึ้งต่อยครั้งนั้นยับเยิน วิ่งหนีจนศีรษะกระทบไม้แตกก็มี ที่วิ่งหนีไป ถูกขวากในไร่จีนก็มี ที่วิ่งเข้าไปซ่อน อยู่ในโรงเจ๊กก็มี ครั้นจะกลับมาก็กลัวผึ้ง จึงรออยู่จนพลบค่ำ จึงกลับมาได้ในขณะ นั้น ได้ให้ ไปชันสูตรดู ไม่เห็นแมลงผึ้ง อยู่ที่ไหน ตั้งแต่ทำมาได้สิบปีแล้ว ก็ไม่มีผึ้งที่ไหนทำร้ายผู้ใด ตั้งแต่พากัน กล่าวดังนั้นแล้ว ที่ องค์พระก็ไม่เห็นมี การอัศจรรย์สิ่งไรอีกเลย .......................

แล้วโปรดให้ สร้างพระราชวัง ที่ประทับไว้คู่กันกับวัดชื่อ วังปฐมนคร เพราะเหตุด้วยที่เมืองนั้น แต่โบราณเป็นเมือง หลวงของชาวไทยมาแต่เดิม ชื่อว่า เมืองนครชัยสิน สังเกตได้ที่พระเจดีย์ใหญ่ยังปรากฏอยู่ในป่าเป็นหลายตำบล แล้ว ที่วัดสังเกตได้ ติดเนื่องกันไปไม่ขาดระยะ ยิ่งกว่ากรุงเก่าที่วังเดิมนั้น อยู่ข้างตะวันตก พระปฐมเจดีย์ ห่างประมาณ สามสิบเส้น มีฐานปราสาท และท้องพระโรง โบสถ์พราหมณ์ สระน้ำ กำแพงชั้นในชั้นนอก ที่ยังปรากฎอยู่บ้าง แต่เดี๋ยวนี้พวกจีน ไปตั้งทำไร่รื้อทลายที่ เสียเป็นอันมาก และคลองซึ่งขุดตั้งแต่ ท่านาเขา ไปถึงท่าวัง เลยไปจนถึง วัดพระงาม กว้างห้าวาบ้าง กว้างหกวาบ้าง เจ็ดวา แปดวาบ้าง แยกเป็นสายขึ้นสองสายยาวสี่ร้อยสี่สิบแปดเส้น ลึกห้า ศอกบ้าง หกศอกบ้าง เจ็ดศอกบ้าง แปดศอกบ้าง เป็นแห่ง ตามที่สูงและที่ตำ คิดค่าขุดคลอง เงินหกร้อยเจ็ดชั่งสิบเอ็ด ตำลึง สองบาทสองสลึงเฟื้อง ค่าขุดตอไม้เงินร้อยสิบสามชั่ง สาม ตำลึงสองบาทสลึงเฟื้อง ค่าเกลี่ยดิน เงินสิบชั่งสี่ ตำลึง ค่าแก้คลองคดให้ตรง ห้าสิบสามชั่งตำลึงสองบาทสลึงเฟื้อง

....................... รวมเป็น เงินแปดร้อยสี่ชั่งสิบตำลึงสามบาทสอง สลึง ประทานชื่อ "คลองเจดีย์บูชา" แล้วตัดทางทำถนนขึ้นอีกสายหนึ่ง ไว้เผื่อเสด็จฤดูแล้ง ตั้งแต่ช่องสเดาถึงวัง เป็นทางร้อยห้าสิบเส้น ค่าแรงจีนถม กว้างสี่วา สูงศอกหนึ่ง สองศอก สามศอกบ้างตามที่ลุ่ม และที่ดอน รวมเงิน ยี่สิบแปดชั่งห้าตำลึงสองบาทเฟื้อง และการที่สร้างพระปฐมเจดีย์และพระราชวังนั้น บริจาคพระราชทรัพย์ ค่าปูน ค่าทราย ค่าอิฐ ค่าแรงจีน ธารณะเจ้านายข้าราชการ ราษฎร ทองกาไหล่ยอดนพศูล สิ้นไปเท่าใดยังมิได้คิดบัญชีด้วย การยังไม่เสร็จ ต่อเมื่อการเสร็จจะมีแจ้งจารึกไว้ในแผ่นศิลาต่อไปภายหน้าฯ .......................

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/03/2005 08:52 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 115  
     
 


ณ วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2545 เวลา 15.20 น. ได้สอบถามไปที่เจ้าหน้าที่ของ เมืองโบราณ ได้รับคำตอบว่า ในเมืองโบราณ ณ วันนี้ ยังไม่มี และ ไม่มีการก่อสร้าง องค์พระปฐมเจดีย์ แต่อย่างใดคะ และจะมีการสร้างหรือไม่ เจ้าหน้าที่ยังตอบให้ไม่ได้ คงต้องติดตามข่าวต่อไปนะคะ

ที่ คุณลุง OpenUp ถามว่า ........
ก็ยังไม่สามารถทำได้เหมือนองค์จริง คือ ไม่มีแสงเงาตกกระทบที่พื้น แกจึงล้มเลิกไป


ตาล ยังหาคำตอบเรื่อง ไม่มีแสงเงาตกกระทบที่พื้น ที่คุณลุง OpenUp ได้สอบถามมานั้น ยังไม่ได้นะคะ เพราะเป็นแค่รายละเอียดในการก่อสร้าง และคิดว่าเป็นคำเล่าลือกันมากกว่า จึงไม่มีการบันทึกไว้โดยละเอียด แต่อย่างไรก็ตามจะพยายามค้นหาต่อนะคะ วันนี้ 4 มีนาคม 2548 ก็ยังไม่ได้คำตอบคะ อ่านบันทึกเก่าๆ ของน้ำตาลไปก่อนนะคะ :-)

....................... ตาลจะลองสันนิษฐานและวิเคราะห์เอาเองบ้าง ไม่รู้จะถูกหรือไม่นะคะ แค่คิดเล่นๆ เองนะ เนื่องจากองค์พระปฐมเจดีย์ มีการบูรณะ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เวลาที่ตาลไปนมัสการครั้งหลังสุดกับอาของตาลเมื่อต้นปี 2544 ตาลว่า...ตรงช่วงที่เหมือนโดม ลักษณะชามคว่ำ มีการบูรณะครอบทับกันไปเรื่อยๆ จนปล่องออกมามากๆ พอเงาของยอดเจดีย์ทอดยาวลงมา ก็มาติดอยู่ตรงองค์ที่เป็นชามคว่ำนั่น เงาก็เลยทอดไปไม่ถึงพื้นสักที .......................

....................... หรืออีกที ก็รอบๆ องค์พระปฐมตอนกลาง ก็ตรงใกล้ชามคว่ำนั่นแหละ มีองค์เจดีย์เล็กๆ ล้อมรอบอยู่ เงาส่องมาก็มาค้างอยู่ที่องค์เจดีย์เล็กๆ นั่น ก็เลยไม่มีเงาทอดยาวลงไปถึงพื้นล่างสักที เช่นกันคะ .......................

....................... แล้วที่ ทางเมืองโบราณจะสร้างนั้น เป็นลักษณะการคำนวณแบบสมัยใหม่ ตาลว่าไม่น่าจะหาจุดลงตัวได้ เพราะเท่าที่อ่านตำนานขององค์พระปฐมเจดีย์นั้น ตั้งแต่โบราณมา องค์พระปฐมเจดีย์ ถูกบูรณะอย่างตามอำเภอใจ ไม่มีสัดส่วนที่แน่นอน ดังนั้น การวัดเพื่อสร้างใหม่ คงกระทำได้โดยยาก .......................

....................... หรือ อาจจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านเมืองของ จ.นครปฐม มาช้านาน มีตำนานกล่าวขานถึงปรากฏการณ์ที่ประหลาดมากมาย ตาลก็อาจจะวิเคราะห์เชิงเดาได้ว่า สิ่งศักดิ์สิทธ์ มิอาจลอกเลียนแบบกันได้ ควรมีแค่ 1 เดียว ....................... เท่านั้น คะ :-)





 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/03/2005 11:27 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 116  
     
 


อย่าลืมไปเที่ยว นะคะ
ภาพสะท้อนของวัฒนธรรมดั้งเดิมของแผ่นดินไทย ที่เราภาคภูมิใจ ...!!



 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/03/2005 11:30 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 117  
     
 


สวัสดีคะ .....
ไม่ได้เข้ามา Update เว็บไซต์น้ำตาลหลายวัน ขอโทษนะคะ :-)

มัวแต่ยุ่งๆ อยู่กับธุระส่วนตัว ..........

เมื่อวาน ได้มีโอกาสพาเพื่อนๆ ของพ่อแม่ไปเที่ยวที่เมืองโบราณอีกครั้ง บังเอิญช่วงนี้ คงเป็นเทศกาลสงกรานต์พอดี ที่เมืองโบราณเลยจัดกิจกรรมต่างๆ หลายภาค มีธงริ้วสีๆ แขวนระโยงระยางไปหมด ดูขัดตากับเมืองโบราณที่เคยเต็มไปด้วยความขลังและเงียบสงบ แต่ไปทีไร ศาลาแปดเหลี่ยม ก็ยังน่าประทับใจเหมือนเดิม พวกเรานั่งเล่นพักผ่อนอยู่ที่ศาลาฯ จนเกือบเย็น จึงออกเดินทางกลับ และ แวะทานอาหารทะเลกันที่ สะพานสุขตา สถานพักตากอากาศบางปู ดูนกนางนวลและพระอาทิตย์ตกสวยๆ ไปกี่ครั้ง กี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อสักที

ออ...แต่ครั้งนี้ ดูแปลกๆ นิดนึง
รู้สึกเหมือนมีคนคุ้นๆ ตามแอบมอง ตามดูอยู่ตลอดเวลา
ใครคนนั้น รู้ตัว ก็มาสารภาพซะดี ๆ นะคะ :-)

แล้วตาลก็เห็น ผู้ชายตัวกลมๆ หน้าตาใจดี ยิ้มๆ อยู่ตลอด
ควงสาวสวยมาทานอาหารทะเลที่ สะพานสุขตา ด้วยนะคะ

น่าอิจฉาจัง :-)

เพื่อนๆ คนไหน ได้ไปเที่ยว เมืองโบราณ มาแล้ว
อย่าลืมมาเล่าแบ่งความประทับใจสู่กันบ้างนะคะ

ขอให้ทุกๆ คน เที่ยวให้สนุกๆ นะคะ

โชคดีค่ะ




 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   11/04/2005 05:06 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 118  
     
 


โฮะ โฮะ โฮะ
ฉันไม่บอก ไม่บอก

 
     
    By: พี่เก่ง     17/04/2005 12:34 PM  (202.44.14.194)
 


     
 
       
ชื่อ ::
  *
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปประกอบ ::
  ไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
รายละเอียด ::
  *
  ใส่รูปแสดงอาการ ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
       
     
 
     
 
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ


Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.