| หน้าที่ท่านบรรเลง | บันทึกข้องน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนด | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- - เข้าระบบผู้ดูแล - -



ยังจำได้มั้ย ... ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖
     
 


๓๑ ปี ที่ผ่านมา ... ของใครหลาย..หลายคน ถึงแม้ เราจะเกิดไม่ทันในเวลานั้น เราก็ ได้อ่าน ได้ยิน ได้ฟัง เรื่องราวของเหตุการณ์เหล่านั้นมาตลอด ว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่ง ด้วยเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ใน วันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖

แม้เหตุการณ์ดังกล่าว ... ได้ผลักดันให้การเมืองไทยเดินไปตามครรลองของประชาธิปไตยมากขึ้นอีกนิด แต่ก็เป็นที่รับรู้กันอยู่ว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น กลับกลายเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อนักการเมืองเพียงหยิบมือ หาได้บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ลดน้อยลง ได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ ความสูญเสียและความเสียหายในครั้งนั้น คงไม่จำเป็นต้องเอามาบอกกล่าวถึงในที่นี้อีก ระยะเวลา ถ้าจะนับกันจริง..จริง อีกไม่กี่วัน ก็จะ ครบ ๓๑ ปี เต็ม..เต็มนั้น ได้ลบรอยเสียหายทางวัตถุ แต่ร่องรอยความเสียหายในหัวใจของคนบางคน และ บางครอบครัวที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น กลับไม่มีทางสมานได้สนิท

อาของเราบอกว่า ... อาได้สูญเสียเพื่อนชายคนหนึ่งในเหตุการณ์นั้น เค้ามีอายุเพียง ๑๘ ปีเท่านั้น เค้ามีนิสัยเป็นคนประนีประนอม มองโลกในแง่ดี และ ตอนนั้นกำลังเตรียมตัวไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา การสูญเสียครั้งนั้น ย่อมนำมาซึ่งความโศกเศร้าของทุกคนในครอบครัวของเพื่อนอาอย่างมากมาย ... อาเล่าว่า ตอนที่ไปเป็นเพื่อนแม่ของเพื่อนของอา รับศพของเพื่อนนั้น ขณะที่อากำลังออกมาจากโรงพยาบาล อาได้พบกับหลายครอบครัว ซึ่งมาตามหาลูกเหมือนกัน บางคนก็พบศพลูก บางคนก็หาลูกไม่พบ ทุกคนร้องไห้ และ พูดคล้าย..คล้ายกันว่า ... ยินดีด้วยนะ ที่พบศพญาติของคุณแล้ว ... อาบอกว่า รู้มั้ยว่า ฟังแล้ว ความเจ็บปวดมันขนาดไหน แม้กำลังพูดอยู่นี้ ก็ยังมีความเจ็บอยู่ลึก..ลึก ในใจเสมอ ... นี่เรามารับคนตายนะ เค้ายังอุตส่าห์บอกว่า เราโชคดีที่พบศพ เค้าบอกว่าหามา ๒-๓ วันแล้ว ยังหาไม่เจอ และ มีหลายครอบครัวที่ในที่สุด ก็หาไม่เจอจริง..จริง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ... ทำให้เกิดความกดดันต่อแม่ผู้สูญเสียเพื่อนของอามาก จนทุกวันนี้ ก็ยังได้รับผลนั้น ยังครึ่ง..ครึ่ง กลาง..กลาง อยู่ จะดีขึ้นกว่าเดิมบ้าง แต่ก็ไม่มากนัก ช่วงแรก ของการสูญเสียพวกเราทำใจกันไม่ได้เลย เราไม่อยากให้เกิดเรื่องอย่างนี้อีกแล้ว รับรองว่าใครไม่มีสภาพเหมือนพวกเรา จะไม่มีวันรู้ถึงความเจ็บปวดต่าง..ต่าง มันอธิบายไม่ถูก ความเจ็บที่เราสูญเสียคนของเราไป ไม่ใช่ตายแบบธรรมดา ต้องทนรับสภาพ แถมบางครั้ง ฝ่ายตรงข้าม ยังมาด่าพวกเราอีก มันเป็นเรื่องที่แย่มาก เราถูกดูถูก เหยียดหยาม จากเพื่อนบ้านที่มีความคิดไม่ตรงกัน ครอบครัวของเพื่อนอา มีแม่อยู่เพียงคนเดียว แล้วเค้าก็มีลูกชายเพียงคนเดียวด้วย ถึงจะมีเงินพอที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่ก็อยู่อย่างคนที่ไร้ซึ่งวิญญาณเสียแล้ว เป็นสภาพที่สุดจะอธิบายได้ นอกจากคนที่อยู่ในกลุ่มแบบเดียวกัน ก็คงจะพอวาดภาพ ให้เห็นสภาพนั้นได้บ้าง ว่าแท้จริงเป็นเช่นไร

ถามว่าคุ้มมั้ย กับการสูญเสียคนในครอบครัวไป
เพื่อแลกกับประชาธิปไตย หรือ การปกครองบ้านเมืองที่ดีขึ้น ...


อาของเราตอบว่า ... ในทางส่วนตัว ครอบครัวของวีรชนจะตอบว่าไม่คุ้ม เพราะว่าคนของเราตายไป สูญหายไป บางคนจนป่านนี้ ศพก็ยังไม่เจอ บางคนก็พิการ ไม่เคยได้รับการเหลียวแล หรือเชิดชูคุณงามความดี แถมยังถูกลืมไปจากสังคมเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าพูดโดยภาพรวมแล้ว เราคิดว่า “คุ้ม” แม้รัฐบาลนี้ หรือรัฐบาลไหน..ไหน จะไม่ได้พยายามพัฒนาระบอบประชาธิปไตย หรือทำให้ประชาชนเข้าใจถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของตัวเองอย่างเต็มที่ แต่ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เราถือว่าสื่อมวลชนมีส่วนสำคัญมาก ที่ทำให้ประชาชนเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ญาติ..ญาติ ของวีรชน ...
ไม่ว่าจะ ... ๑๔ ตุลาฯ ๒๕๑๖ .. ๖ ตุลาฯ พ.ศ. ๒๕๑๙ หรือ พฤษภาวิปโยค
ก็ยังคงเรียกร้องความเป็นธรรม และ ช่วยเหลือเกื้อกูล ซึ่งกันและกันอยู่เสมอ

และแน่นอนว่าพวกเขาจะไม่มีวันลืม ... เหตุการณ์เหล่านั้น
ถึงแม้วันนี้ คนไทยหลาย..หลายคน อาจเริ่มลืมเลือนไปบ้างแล้วก็ตาม … ฯลฯ



\[=^-^=]/ ... \[=^๐^=]/

 
     
      By : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    15/09/2004 11:10 PM  (202.44.14.194)  
 
 
 
  หัวข้อ : 1  
     
 


บทสรุป

ชื่อเรียก
๑. วันมหาวิปโยค
๒. วันมหาปิติ
๓. การปฏิวัติ ๑๔ ตุลาคม
๔. การปฏิวัติของนักศึกษา

เวลาที่เกิดเหตุการณ์ ... วันที่ ๑๔–๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๖

ชนวนของเหตุการณ์ .....
เรียกร้องให้ปล่อยตัว ๑๓ ผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ
ที่ถูกจับกุมตัวในข้อหากบฏเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๖

เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ... เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการประท้วงคำสั่งลบชื่อนักศึกษารามคำแหงเก้าคน การประท้วงนี้ยังเสนอให้รัฐบาล ประกาศใช้รัฐธรรมนูญภายในเวลาหกเดือน ... ก่อนหน้านี้ ประเทศไทยมีการปกครองภายใต้รัฐบาลทหารโดยไม่มีรัฐธรรมนูญ ในสมัยของรัฐบาล จอมพล ถนอม กิตติขจรก็มีเหตุการณ์ที่ค่อย ๆ สั่งสมให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจรัฐบาล เช่น เมื่อนักการเมืองระดับสูงใช้ยุทโธปกรณ์ลาสัตว์ที่ทุ่งใหญ่ฯ เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๑๖ และภาวะข้าวสาร ขาดแคลน ขณะที่บทบาททางการเมืองของนักศึกษาชัดเจนและเข้มแข็งขึ้น หลังจากที่ ประสบความสำเร็จ มาแล้วจาก การเป็นผู้นำสัปดาห์ต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๑๕

ในวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๑๖ ... นักศึกษาจัดให้มีการประท้วงในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อเรียกร้องให้ รัฐบาลปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมทั้ง ๑๓ คน มีนักเรียนนิสิตนักศึกษาประชาชนมาร่วมชุมนุมเป็นจำนวนประมาณ ๕ แสนคน ... เที่ยงตรงของวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๑๖ ฝูงชนเคลื่อนตัวออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สู่อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตยและลานพระบรมรูปทรงม้า การเจรจาระหว่างนักศึกษากับฝ่ายรัฐบาลดำเนินไปจนถึง เวลาดึกของวันเดียวกัน

การนองเลือด ... เริ่มต้นเวลาเช้ามืดของวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เมื่อตำรวจคอมมานโดบุกเข้าตี นักศึกษาที่กำลังจะแยกย้ายกันกลับบ้านอยู่แล้ว ข่าวการทารุณของตำรวจคอมมานโดแพร่ไปทั่วกรุงเทพฯ ... นักเรียน นิสิตนักศึกษา ประชาชนที่มีแต่ระเบิดขวด ท่อนไม้ และ ก้อนหิน ปะทะกับทหารตำรวจอาวุธ ครบมือ เหตุการณ์ลุกลามไปทั่วบริเวณหน้ากรมลุกลามไปทั่วบริเวณหน้ากรมประชาสัมพันธ์ หน้าวัด ชนะสงคราม สะพานผ่านฟ้าฯ ถนนราชดำเนินกลางและถนนราชดำเนินนอก

เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคมสิ้นสุดลง .....
เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอก ณรงค์ กิตติขจร
หรือ ตามที่เรียกกันในขณะนั้นว่า สามทรราช เดินทางออกนอกประเทศไปในที่สุด

ผลจากเหตุการณ์ .....
ประเทศไทยช่วงหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม
เป็นช่วงที่กระแสประชาธิปไตยเบ่งบานที่สุดช่วงหนึ่ง ในประวัติศาสตร์

มีผู้เสียชีวิต .....
จากเหตุการณ์ ๗๓ คน บาดเจ็บ ๘๕๗ คน

หลังเหตุการณ์ .....
มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่างรัฐธรรมนูญ
ที่มีความเป็นประชาธิปไตย มากที่สุด และ จัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในเวลาต่อมา

ปัญหาสังคม ... ที่สั่งสมมาเป็นเวลานานได้ระเบิดออกมาหลังเหตุการณ์ขบวนการนักศึกษาและ กระแสประชาธิปไตย แสดงพละกำลังอย่างชัดเจน มีการสไตรค์ของกรรมการบ่อยครั้ง และเกิดการรวมตัว ของชาวนาและเกษตรกรอย่างกว้างขวางและเป็นระบบทั่วประเทศ ... ตามมาด้วยขบวนการของกลุ่มอำนาจฝ่ายขวาอย่างเช่น กลุ่มนวพลลูกเสือชาวบ้านและกระทิงแดง ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อใช้ความรุนแรงต่อต้านขบวนการนักศึกษาในลักษณะ ... ขวาพิฆาตซ้าย

ความสำคัญของเหตุการณ์ .....
เป็นครั้งแรกที่ประชาชนคนไทยได้แสดง พลังประชาชนและประชาธิปไตย
ซึ่งมีผลใน การเปลี่ยนแปลงทิศทางการเมืองและสังคมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน


..............................................................................................................
ที่มา ... http://www.geocities.com/thaifreeman/14october/14oct4.html

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   15/09/2004 11:28 PM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 2  
     
 


ความนำ .....
14 ตุลาคม 2516 เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองยุคใหม่ของไทยที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นการลุกฮือ ของประชาชนนับแสนๆคน เพื่อต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร เป็นการเปิดประวัติศาสตร์บทบาทใหม่ทางการเมือง ไทยในยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475

สภาพสังคม .....
ในช่วง พ.ศ.2503-2513 ประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรมากถึงร้อยละ 38.4 หรือเฉลี่ยปีละ 1 ล้านคน ซึ่งถือว่าสูงมาก การเพิ่มขึ้นของประชากรส่งผลกระทบทางสังคมหลายประการ เช่น การอพยพย้ายถิ่นเข้ามา อาศัยอยู่ในเขตเมืองมากขึ้น เกิดกลุ่มอาชีพและกลุ่มชนชั้นกลางทางเศรษฐกิจมากขึ้นอันรวมไปถึง การเพิ่มของ ชนชั้นแรงงาน ยิ่งรัฐมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนได้รับการศึกษามากขึ้นเท่าไร ปัญหาที่ตามมาก็คือ การเกิดภาวะ คนว่างานมากขึ้นเท่านั้นเหตุเพราะรัฐบาลไม่สามารถหาแหล่งงานรองรับผู้จบการศึกษาได้เพียงพอแม้จะมีการลงทุนทาง อุตสาหกรรมอยู่ในระดับสูง แต่โรงงานที่เกิดขึ้นมักมีความต้องการแรงงานในระดับต่ำเพราะเป็นโรงงาน ที่ใช้เครื่อง จักรกลเป็นส่วนใหญ่ การเพิ่มขึ้นของประชากรประกอบกับการส่งเสริมการศึกษาและมีการลงทุนใน ภาคอุตสาหกรรม มาขึ้นทำให้เกิดชนชั้นใหม่ที่มีอิทธิพล ต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง กล่าวคือ

กลุ่มหนึ่ง ... กลุ่มนักธุรกิจทั้งในภาคการธนาคาร สถาบันการเงินและอุตสาหกรรมการบริการ เป็นผลสืบเนื่องมาจากรัฐเน้นการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจผนวกกับการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ ประกอบกับการใช้จ่ายเงินของสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียดนามทำให้เกิดภาวะพลวัตในระบบเศรษฐกิจไทยและ นำไปสู่ การเกิดชนชั้นกลางและเศรษฐีใหม่ขึ้นแม้อำนาจทางการเมืองจะอยู่ในกลุ่มของผู่บริหารบ้านเมือง

กลุ่มที่สอง ... กลุ่มผู้ใช้แรงงานทั้งในภาคอุตสาหกรรมและบริการ เพราะรัฐมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรมทำให้แรงงานในชนบทหลั่งไหลเข้ามาทำงานในเขต เมืองซึ่งเป็น ที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรม

กลุ่มที่สาม ... กลุ่มนิสิตนักศึกษาและนักเรียนอาชีวะ ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมากมายเนื่องจากนโยบาย ขยายการศึกษา อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทำให้มีผู้สำเร็จการศึกษา ในระดับมหาวิทยาลัยและ อาชีวเป็นจำนวน มากผลที่ตามมาก็คือการไม่สามารถรองรับผู้จบการศึกษา เข้าทำงานได้อย่างเพียงพอจน เป็นสาเหตุของการว่างงานและกลายเป็นกระแสความไม่พอใจ ในหมู่ผู้ที่กำลังศึกษาและผู้ที่ว่างงาน

นอกจากนี้ ..... ยังมีกลุ่มผู้สูญเสียอำนาจทางการเมืองภายหลังการปฏิวัติตังเองของจอมพลถนอม เช่นกลุ่มที่สนับสนุนพลตำรวจเอกประเสริฐ รุจิวงค์ ที่รอเวลาและโอกาสในการโค่นล้มกลุ่มของจอมพลถนอม

สภาพเศรษฐกิจ .....
การพัฒนาเศรษฐกิจตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่รัฐบาลของจอมพงสฤษดิ์ ธนะรัช เป็นต้นมารัฐส่งเสริมเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรมที่เน้นการส่งออกสินค้าเกษตรกรรม ซึ่งก็คือ เกษตรกรหันไปปลูกพืชไร่ เพื่อส่งออกแต่พืชไร่มความไวต่อระบบราคาและต้องใช้ความรู้ในการผลิต การจัดการและการตลาดมากว่าการเกษตร เพื่อยังชีพ เศรษฐกิจแบบเกษตรกรรมมีผลกระทบต่อโครงสร้างอำนาจทางการเมืองประกอบกับภาคอุตสาหกรรม ... ที่มุ่งส่งเสริม การลงทุนในรูปแบบอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า โดยรัฐบาลให้สิทธิพิเศษกับนายทุนต่างชาติ ที่เข้ามาลงทุน ในประเทศ เช่นการยกเว้นภาษี การอนุญาติให้นายทุนต่างชาติสามารถถือครองที่ดินได้เป็นต้น ทำให้ประเทศไทย เริ่มมีการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมโรงงานเพื่อส่งออกและเพิ่มปริมาณมากขึ้น ยิ่งเมื่อประเทศไทย มีนโยบายการพัฒนา จากอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้าสู่อุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือ การอพยพแรงงาน จากชนบทเข้าสู่เมือง อันส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองในระยะต่อมา

สภาพการเมือง .....
จอมพล ถนอม กิตติขจร ดำรงตำแหน่งนายยกรัฐมนตรีคนที่ ๑๐ ของประเทศไทยเมื่อ วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๐๑ บริหารประเทศได้เพียงเก้าเดือนเศษก็ลาออกจากตำแหน่งเพื่อเปิดทางให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการปฏิวัติ เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๑ เพื่อขึ้นเป็นนายยกรัฐมนตรีคนที่ ๑๑ ของประเทศเนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ ไม่เรียบร้อย

จอมพลสฤษดิ์ .....อยู่ตำแหน่งนายกฯ นานสี่ปีกว่าจึงถึงแก่ อสัญกรรม ถือเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวของประเทศ ที่เสียชีวิตในขณะที่อยู่ในตำแหน่ง เมื่อจอมพล สฤษดิ์ ถึงแก่ อสัญกรรม จอมพล ถนอม กิตติขจร ก็ได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

ปัจจัยการเกิดเหตุการณ์ .....
รัฐบาลจอมพล ถนอม กิตติขจร รับช่วงบริหารประเทศตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๐๒ สืบต่อจากรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๐๖ มาจนถึงปี ๒๕๑๑ จึงประกาศใช้รัฐธรรมนูญเป็น กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างมาตั้งแต่สมัย รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์เมื่อปี๒๕๐๒ นับเป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้เวลาร่างยาวนานมาก และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการร่างมาก ที่สุดยิ่งกว่าธรรมนูญฉบับใด ๆ ที่เคยมีมาในประเทศไทย ( จ่ายเป็นเงินเดือนสมาชิกสภาร่าง ฯ )

เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว ... จึงกำหนดให้วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๒ เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร จอมพลถนอมตั้งพรรค “สหประชาไทย“ เพื่อส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. โดยตัวเองรับตำแหน่งหัวหน้าพรรค มีจอมพล ประภาส จารุเสถียร ซึ่งขณะนั้นยังมียศเป็นพลเอก และนายพจน์ สารสินเป็นรองหัวหน้าพรรค พล.อ.อ. ทวี จุลละทรัพย์ เป็นเลขาธิการพรรค ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคของจอมพลถนอมได้ที่นั่งในสภา ๗๕ ที่นั่งขณะ ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ ๕๐ กว่าที่นั่ง นอกนั้นเป็น ส.ส. สังกัดพรรคเล็กพรรคน้อย และ ส.ส.อิสระที่ไม่สังกัดพรรค การเมืองใด

หลังการเลือกตั้ง ... จอมพล ถนอม กิตติขจร ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เข้าบริหารประเทศในบรรยากาศ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ“ ที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งอยู่นานสองปีกว่าจึงตัดสินใจปฏิวัติรัฐบาลของ ตัวเองเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ โดยอ้างเหตุผลถึงภัยจากต่างชาติบางประเทศที่เข้ามาแทรกแซงและยุยง ส่งเสริมให้ผู้ก่อการร้ายกำเริบเสิบสานในประเทศ นอกจากนั้นสถานการณ์ ภายในประเทศก็เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง นานาประการ ซึ่งคณะปฏิวัติเห็นว่าหากปล่อยให้มีการแก้ไขไปตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญแล้ว จะเป็นการล่าช้า จึงตัดสินใจปฏิวัติเพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ของประเทศได้ผลอย่างรวดเร็ว

เมื่อทำการปฏิวัติแล้ว ... จอมพลถนอมได้จัดตั้งสภาบริหารคณะปฏิวัติขึ้นเพื่อปกครองประเทศ โดยจอมพลถนอม ดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาบริหารคณะปฏิวัติ มีผู้อำนวยการสี่ฝ่ายคือ ๑. พล.อ. ประภาส จารุเสถียร เป็นผู้อำนวยการ ฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ ๒. นายพจน์ สารสิน เป็นผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจและ การคลัง ๓. พล.อ.อ. ทวี จุลละทรัพย์ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายเกษตรและคมนาคม และ พล.ต.อ. ประเสริฐ รุจิวงศ์ อธิบดีกรมตำรวจขณะนั้น เป็นผู้อำนวยการฝ่ายศึกษาและสาธารณสุข

ในการปฏิวัติ ... ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ นี้ พ.อ. ณรงค์ กิตติขจร ลูกชายจอมพลถนอมและเป็นลูกเขย จอมพลประภาส ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเลขาธิการคณะปฏิวัติ เมื่อการปฏิวัติเสร็จสิ้นลง เขาได้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการตรวจและติดตามผลการปฏิวัติราชการ ( กตป. ) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจมากมาย

ในการตรวจตรา ... การปฏิบัติงานของข้าราชการในช่วงที่คณะปฏิวัติขึ้นบริหารประเทศนั้น ตลอดเวลาได้มีเสียง เรียกร้องจากประชาชนอยู่เสมอ ให้คณะปฏิวัติรีบประกาศใช้รับธรรมนูญและจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ ให้ถูกต้องตามขั้นตอน ประจวบกับในปี ๒๕๑๕ เป็นปีที่สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ฯ ซึ่งมีพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษาขึ้นสมเด็จพระบรมโอรสสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารฯ จึงจำเป็นต้องมีรัฐบาลให้ถูกต้อง ตามธรรมเนียมนิยม เพราะจะจัดให้มีพระราชพิธี ในขณะที่ประเทศชาติบ้านเมืองยังอยู่ในระหว่างการปกครองของคณะปฏิวัติไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญการปกครองแห่งราฃอาณาจักรเมื่อ วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๑๕ ซึ่งมีบทบัญญัติทั้งสิน ๒๓ มาตรา รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้มี “ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” เพียงสภาเดียว โดยประกอบด้วยสมาชิกมีสิทธิ์ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลได้ แต่ห้ามอภิปรายหรือซักถามเพิ่มเติม ที่สำคัญคือ สมาชิกไม่มีอำนาจเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ส่วนรับมนตรีนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดว่าห้ามเป็นสมาชิก สภานิติบัญญัติ


..............................................................................................................
ที่มา ... http://www.geocities.com/thaifreeman/14october/14oct4.html

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   16/09/2004 01:04 AM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 3  
     
 


สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ... ตามรัฐธรรมนูญการปกครองฉบับนี้มีมติเลือก พล.ต. ศิริ สิริโยธิน เป็นประธานสภา นิติบัญญัติแห่งชาติ และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า แต่งตั้งจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ... แม้จอมพลถนอมจะเปลี่ยนฐานะจากหัวหน้าคณะปฏิวัติมาเป็นหัวหน้ารัฐบาล ที่มีประกาศพระบรมราชโองการ แต่งตั้งก็ตาม ก็ไม่ได้ช่วยให้วิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นคลายความตึงเครียดลงไปแต่อย่างใด ในทางการเมืองเกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอำนาจต่าง ๆ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ อธิบดีกรมตำรวจกับกลุ่มของจอมพลถนอมและจอมพลประภาสซึ่งเหตุการณ์ที่ชี้ให้เห็นความขัดแย้งกัน อย่างรุนแรงก็คือ กรณีการบุกพังป้อมตำรวจ ซึ่งข่าวลือระบุว่าเป็นการกระทำของคนของ พ.อ. ณรงค์ กิตติขจร นอกจากนั้นยังไม่มีการต่ออายุราชการให้พล.ต.อ. ประเสริฐ เมื่อครบเกษียณแล้วทั้งที่ก่อนหน้านั้น ได้มีการต่ออายุ ราชการให้จอมพลถนอม

ในทางเศรษฐกิจ ... สิ่งที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจอมพลถนอมไม่สามารถ บำบัดทุกข์บำรุงสุข ของประชาชนได้ คือ การขาดแคลนข้าวสารจนถึงขนาดประชาชนต้องเข้าแถวรอคิวกันอย่างยาวเหยียดตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อซื้อข้าวสาร ปันส่วนที่ทางราชการนำมาจำหน่ายในราคาควบคุมและซื้อได้คนละไม่เกิน ๑๐ กิโลกรัม มิหนำซ้ำตามมาด้วยขาดแคลน น้ำเราทรายอีก

นอกจากนี้ ... ได้เกิดกรณีเฮลิคอปเตอร์ตกที่ทุ่งใหญ่นเรศวร จังหวัดกาญจนบุรี คณะนายทหารและนายตำรวจ ชั้นผู้ใหญ่พากันเข้าไปล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่ฯ โดยใช้อาวุธในราชการสงครามทั้งปืน เอ็ม. ๑๖ รถจี๊ป แม้กระทั่งเฮลิคอปเตอร์ เป็นอุปกรณ์ในการล่าสัตว์ ความได้แตกขึ้นในเที่ยวกลับ เฮลิคอปเตอร์หนึ่งในสองลำเกิดอุบัติเหตุตกลงกลางทุ่งนา อำเภอบางเลน จังหวัด นครปฐม ซากสัตว์ป่าที่บรรทุกมากระจายเกลื่อนทุ่ง เรื่องจึงเป็นข่าวฉาวโฉ่ขึ้น มีการวิพากษ์ วิจารณ์ให้มีการสอบสวนเอาผิดกับคณะบุคคลดังกล่าว แต่เนื่องจากในระยะนั้นนายพลเนวิน ประธานสภาปฏิวัติของ ประเทศพม่า เดินทางมาเยือนประเทศไทย จอมพลประภาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น จึงพูดใน ทำนองว่าคณะบุคคลดังกล่าวไม่ได้เข้าไปล่าสัตว์ หากแต่เข้าไปราชการลับเพื่อให้การอารักขาแก่นายพลเนวิน

เหตุการณ์ล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่ฯ นี่เอง ... ที่ทำให้เรื่องราวเลยเถิดออกไปจนถึงการคัดชื่อนักศึกษามหาวิทยาลัย รามคำแหงจำนวนเก้าคนออกจากบัญชีนักศึกษา เหตุเพราะพวกเขาได้รวมกลุ่มกันออกหนังสือของชมรมคนรุ่นใหม่ชื่อ มหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีคำตอบ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยรามคำแหงตั้งข้อหาพวกเขาว่า ตั้งชมรมโดยไม่ได้รับอนุญาต จามหาวิทยาลัย ใช้ สถานที่ในมหาวิทยาลัยเป็นชุมนุมเป็นครั้งคราวโดยพลการ เขียนหนังสือก้าวร้าวผู้อื่นด้วยถ้อยคำ อันหยาบคาย กล่าวถึงมหาวิทยาลัยรามคำแหงในทางที่ทำให้ผู้อื่นเกลียดชัง ตำหนินักศึกษาที่ตั้งหน้าเล่าเรียน ว่าเป็นคนเห็นแก่ตัวด้วยเหตุนี้ ดร. ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยรามคำแหงขณะนั้นจึงสั่งลบชื่อ นักศึกษาจำนวนเก้าคนออก ทั้ง ๆ ที่สาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้นักศึกษาเก้าคนถูกลบชื่อออก ก็ คือข้อความลอย ๆ สี่บรรทัดในหน้า ๖ ของหนังสือที่ว่า

สภาสัตว์ป่าแห่งทุ่งใหญ่ฯ
มีมติให้ต่ออายุสัตว์ป่าอีก ๑ ปี เนื่องจากสถานการณ์ภายในและภายนอกเป็นที่ไม่ไว้ใจ ...


ข้อความลอย ๆ ดังกล่าวนี้เอง ...ทื่ถือว่าเป็นการถากถางรับบาลขณะนั้นต่อกรณีล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่ฯ และการต่ออาย ุราชการของจอมพลถนอม ในฐานะผู้บัญชาการสูงสุด และจอมพลประภาส ในบานะผู้บัญชาการทหารบกอีกคนละหนึ่งปี โดยที่จอมพลถนอมนั้นเคยได้รับการอายุมาก่อนหน้านั้นครั้งหนึ่งแล้ว

จากกรณีลบชื่อนักศึกษาออก ... ที่ทำให้นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงรวมตัวประท้วงคำสั่งของ ดร. ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ อธิการบดี และศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยได้เข้าร่วมสนับสนุนด้วย การประท้วงจึงมีนิสิต นักศึกษาทุกสถาบันประมาณ ๕ หมื่นคนเข้าร่วมขบวนประท้วงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ ๒๑–๒๒ มิถุนายน ๒๕๑๖ การเรียกร้องในระยะแรกเพียงต้องการให้มหาวิทยาลัยรามคำแหงรับนักศึกษาทั้งเก้าคนเข้าเป็นนักศึกษาดังเดิม และเรียกร้องให้อธิการบดีลาออก แต่ต่อมาได้มีการเรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจการปกครองแก่ประชาชน และ เรียกร้อง ให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญภายในหกเดือนผลลงเอยที่ฝ่ายนักศึกษาชนะ โดยนักศึกษาทั้งเก้าคนได้กลับเข้าเรียนตามปกติ ดร. ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี แต่ข้อเรียกร้องของศูนย์ฯ ที่ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญ ภายในหกเดือนนั้นไร้ผล

จากเหตุการณ์นี้ ... ที่ทำให้กลุ่มผู้นำของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ตลอดจนอาจารย์มหาวิทยาลัยและผู้สนใจ ร่วมกันก่อตั้ง กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ขึ้น นำทีมโดย นายธีรยุทธ บุญมี โดยแบ่งระดับของสมาชิกกลุ่มไว้สองระดับ ระดับที่ ๑ เรียกว่า ผู้เห็นด้วยกับการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ซึ่งขั้นต้นมีอยู่ ๑๐๐ คน ระดับที่ ๒ เป็นกลุ่มปฏิบัติการ ซึ่งมีตัวเขาเองเป็นผู้ประสานงาน และในวันศุกร์ที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๑๖ กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญได้นัดสื่อมวลชน เพื่อแถลงข่าวเกี่ยวกับวัตถุประสงค์การดำเนินงานของกลุ่ม ว่าต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศใช้รัฐธรรมนูญ โดยเร็วที่สุดด้วยสันติวิธี ให้การศึกษาทางการเมืองเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตยแก่ประชาชน และเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความสำนึกและหวงแหนในสิทธิเสรีภาพของตน โดยจะใช้เวลาติดต่อกันสองเดือน ในการรณรงค์ และในระยะแรกจะแจกหนังสือและใบปลิวตามย่านชุมชนต่าง ๆ ตลอดเวลาสองวัน

พล.ต.ท. ประจวบ สุนทรางกูร ... รองอธิบดีกรมตำรวจ ฝ่ายกิจการพิเศษ ได้แถลงว่า หากการเรียกร้องครั้งนี้ ทำให้เกิดการการเดินขบวนขึ้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการจับกุมทันที เพราะเป็นการผิดกฎหมาย คณะปฏิวัติที่ห้ามการชุมนุมทางการเมืองในสาธารณะเกินห้าคน

ในขณะเดียวกัน พ.อ. ณรงค์ กิตติขจร ... ได้ให้ สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า มีอาจารย์มหาวิทยาลัยและนักการเมืองบางคนกำลังดำเนินการให้นักศึกษาเดินขบวนในเร็ว ๆ นี้ และหากมีการให้นักศึกษาเดินขบวนแล้วไม่ผิดกฎหมายอีก ผมก็จะนำทหารมาเดินขบวนบ้าง เพราะทหารก็ไม่อยาก จะไปรบเหมือนกัน


..............................................................................................................
ที่มา ... http://www.geocities.com/thaifreeman/14october/14oct4.html

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   16/09/2004 01:07 AM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 4  
     
 


ลำดับเหตุการณ์ ...

วันเสาร์ที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ จงปลดปล่อยประชาชน ...

๐๙.๑๕ น. ... กลุ่มเรียกร้องรับธรรมนูญประมาณ ๒๐ คน นัดพบกันที่ลานอนุสาวรีย์ทหารอาสา เพื่อนำใบปลิวเรียกร้องให้ ประชาชนร่วมกันต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ และหนังสือเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยมาแจกกับประชาชน หนังสือดังกล่าวได้อัญเชิญพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้บนปก ซึ่งมีความว่า .. ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าแต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้า ไม่ยินยอมยกอำนาจ ทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คระใด โดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดย ไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร

นอกจากนี้ยังมีโปสเตอร์ข้อความต่าง ๆ อีก ๑๖ แผ่น เช่น ...
- น้ำตาเราตกใน เมื่อเราไร้รับธรรมนูญ
- จงอำนาจแก่ปวงชนชาวไทย
- จงปลดปล่อยประชาชน ... ฯลฯ

๑๐.๐๐ น. ... เมื่อซักซ้อมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญก็ถือโปสเตอร์เดินเข้าสู่สนามหลวง เริ่มแจกใบปลิว และหนังสือแก่ประชาชนที่มาตลาดนัด โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและช่างภาพตามติดไปอย่างกระชั้นชิด หลังจากที่ ตระเวนแจกใบปลิว และหนังสือ บริเวณสนามหลวง กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญได้กลับมาพักเหนื่อยและรอหนังสือ ซึ่งพิมพ์มาเพิ่มเติมที่ลานอนุสาวรีย์ทหารอาสาอีกครั้งหนึ่งจากนั้นก็เดินแจกที่บริเวณร้านขายต้นไม้ริมคลองหลอด ด้านรูปปั้นแม่พระธรณีบีบมวยผมข้ามฟากไปหน้ากรมประชาสัมพันธ์สู่ตลาดบางลำพู ถนนสิบสามห้าง

๑๕.๐๐ น. ... ขณะที่กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญกำลังแจกใบปลิวและเอกสารแก่ประชาชนบริเวณตลาดประตูน้ำ เจ้าหน้าที่ ตำรวจซึ่งได้ติตามกลุ่ม ฯ มาจากตลาดนัดสนามหลวง เข้าจับกุมกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ หลายคนหลุดพ้นการจับกุม ไปได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจับกุมได้เพียง ๑๑ คน คือ

๑. นายธีรยุทธ บุญมี ... อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย

๒. นายประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร ... อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตนักการเมืองแห่งขบวนการรัฐบุรุษ

๓. นายนพพร สุวรรณพานิช ... ประจำกองบรรณาธิการนิตยสาร มหาราษฎร์

๔. นายทวี หมื่นนิกร ... อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๕. นายมนตรี จึงศิริอารักษ์ ... นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ปี ๑ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

๖. นายปรีดี บุญซื่อ ... นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ปี ๔ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๗. นายชัยวัฒน์ สุระวิชัย ... วิศวกรสุขาภิบาล (จุฬา) อดีตกรรมการบริหารศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย

๘. นายบุญส่ง ชเลธร ... นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ปี ๒ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

๙. นายวิสา คัญทัพ ... นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ ปี ๓ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

๑๐. นายบัณฑิต เองนิลรัตน์ ... นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ปี ๔ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๑๑. นายธัญญา ชุนชฎาธาร ... นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ปี ๔ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญทั้ง ๑๑ คน ... ถูกนำตัวไปสอบสวนที่สันติบาล กอง ๒ กรมตำรวจ ปทุมวัน ตกเย็นกำลัง เข้าค้นบ้านและสถานที่ที่ผู้ถูกจับกุมมีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมทั้งตั้งข้อหา “ มั่วสุ่มชักชวนให้มีการชุมชนทางการเมือง”


..............................................................................................................
ที่มา ... http://www.geocities.com/thaifreeman/14october/14oct2.html

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   16/09/2004 01:37 PM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 5  
     
 


วันอาทิตย์ที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ ...

๐๐.๓๐ น. ... หลังจากถูกสอบสวนเสร็จแล้ว ผู้ถูกควบคุมทั้ง ๑๑ คนก็ถูกนำตัวขึ้นรถไปกักกันไว้ที่โรงเรียนพลตำรวจ นครบางเขนและนำตัวไปควบคุมไว้ร่วมผู้ต้องหาในคดีมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ และผู้ต้องหาเนรเทศ เมื่อผู้ถูกควบคุมทั้ง ๑๑ คนไปถึง ก็ถูกแยกห้องขังเพื่อป้องกันมิให้ปรึกษากัน เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหาแก่ผู้แก่ผู้ถูกจับกุม ว่า "ขัดขืนคำสั่งคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๔" และเพิ่มข้อหา “ขบถภายในราชอาณาจักร” ตามกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๖

๑๓.๐๐ น. ... ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยออกแถลงการณ์คัดค้านการจับกุมของรัฐบาลเผด็จการ “ ถนอม – ประภาส” นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เลขาธิการศูนย์ฯ ได้ แถลงว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นการแสดงว่า รัฐบาลไม่ต้องการ ให้ประชาชนรู้เรื่องประชาธิปไตย มุ่งสร้างอาณาจักรแห่งความกลัวให้แก่ประชาชนและได้แถลงต่อไปว่า “ทางศูนย์ฯ จะยืนหยัดร่วมกับประชาชนในการพิทักษ์รักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพอันชอบธรรม”

๑๔.๐๐ น. ... เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหัวหมากได้ไปจับกุมตัวนายก้องเกียรติ คงคา นักศึกษา คณะนิติศาสตร์ ปี ๓ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จากหอพัก ไปสอบสวนที่กองกำกับการตำรวจสันติบาล ๒ เพิ่มอีกคนหนึ่ง โดยตั้งข้อหาเช่นเดียวกับกลุ่มผู้ต้องหา ๑๑ คน จากกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญทั้งที่นายก้องเกียรติไม่มีชื่อปรากฎ ในเอกสารของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และไม่ได้ไปร่วมแจกใบปลิวและหนังสือร่วมกับกลุ่มฯ ในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๖ แต่อย่างใด

๒๑.๐๐ น. ... กลุ่มอิสระซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพื่อนและผู้ร่วมงานกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญได้เข้าติดต่อกับนายพีรพล ตรียะเกษม นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ( อมธ. ) และสมาชิกสภาธรรมศาสตร์ เพื่อเสนอแผน การประท้วงการกระทำของรัฐบาลโดยฉับพลัน กลุ่มอิสระเสนอว่า อมธ. ควรชักชวนให้นักศึกษาธรรมศาสตร์หยุดสอบ และชุมชนเพื่อทำการประท้วง โดยเรียกร้องให้สถาบันอื่น ๆ ร่วมมือด้วยแต่เนื่องจากในวันรุ่งขึ้นเป็นวันสอบ กลางปีมหาวิทยาลัย ซึ่งนักศึกษามาที่มหาวิทยาลัยน้อยและนักศึกษาส่วนใหญ่อาจลังเลเพราะเป็นหว่งเรื่องสอบ กลุ่มอิสระจึงเสนอให้ อมธ. ปิดตึกเรียนโดยใช้โซ่ล่ามประตูเหล็กทุกประตู เอาลวดและปูนปลาสเตอร์อุดรูกุญแจ แผนการนี้นายก อมธ. ยังไม่เห็นด้วย เพราะเกรงปฏิกิริยาจากนักศึกษาส่วนใหญ่ซึ่งต้องการจะสอบ แต่มีสมาชิก อมธ. บางคนเห็นด้วยกับแผนการนี้ อมธ. และกลุ่มอิสระจึงตกลงกันว่า นักศึกษาธรรมศาสตร์จะต้องทำการประท้วง โดยเริ่มปิดโปสเตอร์โจมตีการกระทำของรัฐบาลก่อน เพื่อดูท่าทีของนักศึกษา ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย และสถาบันอื่นได้เสนอให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พยายามตรึงเหตุการณ์จนถึงวันที่ ๑๒ ตุลาคมให้ได้ แล้วสถาบันอื่น ที่สอบเสร็จจะนำกำลังเสริม ถ้าตรึงไม่ถึงวันที่ ๑๒ ตุลาคม อาจจะพ่ายก็ได้



..............................................................................................................
ที่มา ... http://www.geocities.com/thaifreeman/14october/14oct2.html

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   16/09/2004 01:42 PM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 6  
     
 


วันจันทร์ที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๑๖ ...

สันติบาลออกหมายจับ ... นายไขแสง สุกใส อดีต ส.ส. นครพนม ทั่วประเทศ เนื่องจากการค้นสำนักงาน “ ธรรมรังสี” ได้พบเอกสารส่อว่า นายไขแสงมีส่วนชักใยในการเรียกร้องรัฐธรรมนูญครั้งนี้

๑๘.๐๐ น. ... ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปรากฏแผ่นโปสเตอร์โจมตีการกระทำของรัฐบาลอย่างรุนแรงหลายแผ่น ติด ทั่วมหาวิทยาลัย โดยชักชวนให้นักศึกษารวมกลุ่มกันไปเยี่ยมผู้ที่ถูกคุมขังที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรปัจจุบัน ) มีนักศึกษาจำนวนนับพันก่อปฏิกิริยาต่อเนื่อง ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญอย่างเปิดเผยภายในรั้ววิทยาลัย

ที่จังหวัดเชียงใหม่ ... มีรายงานแจ้งว่า มี “มือมืด” โปรยใบปลิวทั่วเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งปิดโปสเตอร์ไว้ ตามถนนสายต่าง ๆ มีข้อความหล่าวสนับสนุนเพื่อนนักศึกษาที่เรียกร้องรัฐธรรมนูญและกล่าวโจมตีรัฐบาล นายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่แถลงว่า กำลังติตามข่าวและจะส่งผู้แทนนักศึกษามาร่วมหารือกับศูนย์ฯ ที่กรุงเทพฯ

๑๕.๐๐ น. ... ที่กระทรวงมหาดไทยได้มีการประชุมข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงโดยมีจอมพล ประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในที่ประชุมการประชุมนี้จอมพลประภาสได้พยายามบิดเบือนต่อ พลังอันบริสุทธิ์ใจของประชาชนในการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ นับตั้งแต่กรณีนิสิตนักศึกษาประท้วง ดร. ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ ขับนักศึกษาเก้าคนออกจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง จนถึงการเรียกร้องรัฐธรรมนูญของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๖ ว่ามีพวกคอมมิวนิสต์จากต่างประเทศเข้าแทรกแซงจึงจำเป็นต้องหาทางกำจัดนิสิตนักศึกษาร้อยละ ๒ จากจำนวนแสนคนเพื่อความอยู่รอดของบ้านเมือง

๑๕.๓๐ น. ... กรมตำรวจมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลทั้งหมดรวมทั้งเจ้าหน้าที่กองปราบและสันติบาล เตรียมพร้อมเพื่อรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น

ที่ธรรมศาสตร์ ... อมธ. และกลุ่มอิสระเข้าประชุมกันอย่างลับ ๆ ณ ตึกที่ทำการ เพื่อหาทางออกสำหรับกรณีที่เกิดขึ้น และเลื่อนกำหนดสอบออกไปโดยไม่มีกำหนด ผลของการประชุมตกลงกันในแผนการที่จะปิดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมทั้งออกแถลงการณ์ให้นิสิตนักศึกษาทราบด้วย

๒๑.๐๐ น. ... อมธ. และกลุ่มอิสระเริ่มดำเนินการตามแผน โดยการเริ่มเขียนโปสเตอร์ใช้ถ้อยคำโจมตีรัฐบาลหนักขึ้น ปิดทั่วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมทั้งเรียกร้องให้นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์งดสอบ และร่วมชุมนุมประท้วง ที่ลานโพธิ์

ในขณะเดียวกัน ... นักศึกษาธรรมศาสตร์อีกส่วนหนึ่งได้แยกย้ายกันไปเอาโซ่และลวดล่ามประตู เอาปูนปลาสเตอร์ อุดรูกุญแจห้องสอบทุกคณะและตัดสายไฟเพื่อให้ลิฟต์ทุกตึกใช้การไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อให้นักศึกษาที่มาสอบ ในวันรุ่งขึ้น เข้าห้องสอบไม่ได้


..............................................................................................................
ที่มา ... http://www.geocities.com/thaifreeman/14october/14oct2.html

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   17/09/2004 01:10 AM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 7  
     
 


วันอังคารที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ ...

๐๔.๐๐ น. ... ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นักศึกษาระดมกำลังกันช่วยติดโปสเตอร์บริเวณประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย ทุกประตู และทั่วบริเวณมหาวิทยาลัย ข้อความในโปสเตอร์เป็นข้อความประกาศงดสอบ ชักชวนให้นักศึกษาไปร่วมกัน ประท้วงที่ลานโพธิ์ หน้าตึกคณะศิลปศาสตร์และประมาณการกระทำของรัฐบาลอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะประตูด้าน ท่าพระจันทร์ มีผ้าผืนใหญ่มีข้อความว่า “ เอาประชาชนคืนมา “ และผ้าผืนหนึ่งที่ลานโพด้านหลังเวทีอภิปราย มีข้อความว่า” ต้องการรัฐธรรมนูญเป็นกบฏหรือและผ้าอีกผืนหนึ่งที่ประตูด้านสนามหลวงแขวนบน แผ่นป้ายหินอ่อน มีใจความว่า “ ธรรมศาสตร์ตายเสียแล้วหรือ” นอกจากนี้ก็มีโปสเตอร์โจมตีรัฐบาล อีกหลายสิบแผ่น เช่น

“๑๒ คนเป็นกบฎ คนทั้งชาติ ก็เป็นกบฏ
คนทั้งชาติก็เป็นกบฏบุคคลที่เป็นกบฏคือบุคคลที่ไม่ยอมคืนอำนาจให้ประชาชน”...


“ ข้อห้ามมั่วสุมทางการเมืองและกบฏภายในราชอาณาจักรเหมาะสำหรับใคร”...

“ขอให้พวกเราจับมือกัน
ลุกจากกองตำรา สลัดแอกทางการศึกษา ปลดปล่อยเพื่อนทั้ง ๑๒ คน”...


“ถ้าผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญเป็นกบฏ เราก็อยากเป็นกบฏเต็มแก่แล้ว”...

“เขาสู้เพื่อเรา เราจะสู้เพื่อเข้าไม่ได้เชียวหรือ” ฯลฯ...

๑๘.๐๐ น. ... นักศึกษาทยอยกันมาที่มหาวิทยาลัย แต่ตึกเรียนทุกตึกถูกปิดตายทั่วมหาวิทยาลัย มีแผ่นโปสเตอร์ “ งดสอบ ไปรวมกันที่ลานโพ” ติดอยู่เต็ม ดังนั้น นักศึกษาทั้งหมดจึงออกมาชุมนุมวิพากษ์วิจารณ์เป็นกลุ่ม ๆ ที่บริเวณลานโพธิ์ ในขณะเดียวกัน อมธ. ก้เริ่มออกกระจายเสียงในบริเวณนั้น ทำให้นักศึกษาซึ่งไม่สามารถเข้าตึกสอบได้มารวมตัวกัน มากขึ้น นักศึกษาธรรมศาสตร์ได้ลดธงชาติลง และชักธงดำขึ้นสู่ยอดเสาแทน แต่คณบดี คณะศิลปศาสตร์ได้ขอร้อง ให้ชักธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาตามเดิม นักศึกษาก็ปฏิบัติตามด้วยดี เมื่อใกล้เวลา ๑๐.๐๐ น. มีนักศึกษามาชุมนุมกัน ประมาณเกือบ ๑,๐๐๐ คน ทางอมธ. ได้เริ่มรับบริจาคเงินในการต่อสู้ด้วย

๑๐.๐๐ น. ... ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร นักศึกษาประมาณพันกว่าคนได้เข้าไปชุมนุมกันในหอประชุมใหญ่ เป็นวันที่ ๒ อภิปรายโจมตีรัฐบาลในด้านการปกครอง การบริหาร และการสร้างทายาททางการเมืองของระบอบเผด็จการ “ ถนอม – ประภาส” และการคอร์รัปชันอย่างดุเดือด พร้อมกับออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยผุต้องหาทั้ง ๑๒ คน ภายในวันที่ ๑๓ ตุลาคม และให้รัฐบาลประกาศใช้รัฐธรรมนูญในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๑๖

ในขณะเดียวกัน ... ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักศึกษาใช้ชื่อว่า “ กลุ่มนักศึกษาผู้รักชาติ”ออกแถลงการณ์ เรียกร้องรัฐธรรมนูญและโจมตีรัฐบาล แต่ยังไม่มีการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงเพราะอยู่ในระหว่างการสอบประจำภาค แต่ก็มีโปสเตอร์ติดอยู่บ้าง เช่นชักชวนว่า “เราจะพบกันที่กรุงเทพ”

๑๐.๓๐ น. ... นายไขแสง สุกใส ที่ถูกรัฐบาลประกาศจับทั่วประเทศในข้อหาเป็นตัวการยุยงให้นิสิตนักศึกษา ประชาชน เรียกร้องรัฐธรรมนูญ ได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลที่กองบังคับตำรวจสันติบาล ๒ และกล่าวว่า ตนเป็นผู้บริสุทธิ์ จะเอาไปประหารชีวิตก็ยอม

๑๑.๐๐ น. ... นักศึกษามหาวิทยาลัยราคำแหงประมาณ ๒,๐๐๐ คน ได้ปิดโปสเตอร์โจมตีรัฐบาล และชุมชุนกันอภิปราย ที่อนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหง เรียกร้องมหาวิทยาลัยรามคำแหงเลื่อนการสอบประจำภาค และประกาศจะชุมชุนกัน ทุกวันจนกว่ารัฐบาลจะปล่อยตัวผู้ถูกจับกุม

ทางด้านเวทีอภิปราย... บริเวณลานโพนิสิตนักศึกษาจากวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร สถาบันบัณฑิตพัฒนา บริหารศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหามหิดล มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมไฮด์ปาร์ค

๑๕.๓๐ น. ... ในขณะที่นักศึกษากำลังไฮด์ปาร์ค อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จำนวน ๒๐๕ คน ซึ่งประชุมกัน มาตั้งแต่ตอนเช้า มีมติเป็นเอกฉันท์ทำหนังสือด่วนมากถึงจอมพล ถนอม กิตติขจร เรียกร้องให้ปอดปล่อยผู้เรียกร้อง รัฐธรรมนูญทั้ง ๑๒ คนโดยด่วน

๑๖.๐๐ น. ... นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลและวิยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตรเริ่มทยอยเข้าประชุมโจมตีรัฐบาล ที่ลานโพธิ์

๑๖.๔๕ น. ... ที่ทำเนียบรัฐบาล มีคำสั่งของนายยกรัฐมนตรี โดยมติของคณะรัฐมนตรี ให้ใช้อำนาจ ม. ๑๗ สั่งควบคุมตัว นายไขแสง สุกใส กับพวกไว้จนกว่าการสอบสวนนี้จะเสร็จสิ้น

๑๗.๐๐ น. ... ภายหลังการประชุมคณบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว นายสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดี ได้ออกประกาศ ของมหาวิทยาลัยเลื่อนการสอบภาคแรกออกไปจนกว่าเหตุการณ์จะกลับคืนสู่ภาวะปรกติ

๑๒.๐๐ น. ... รัฐบาลแถลงเหตุผลในการจับกุม ๑๓ คน “ไม่ใช่เพราะเรียกร้องรัฐธรรมนูญ แต่จับกุมในฐานะที่มีการกระทำ อันเป็นภัยต่อความสงบสุขของพี่น้องประชาชน”

ในขณะเดียว ... กันที่ลานโพ นักศึกษายังคงชุมนุมกันอยู่ประมาณ ๑ หมื่นคนเพื่อฟังอภิปรายโจมตีรัฐบาล แม้จะมีฝนตกลงมาประมาณปรายตั่งแต่ตอนบ่ายก็ตาม เมื่อถึงเวลา ๒๓.๐๐ น. ฝนยังคงตกอยู่อย่างไม่หยุดหย่อน นักศึกษาจึงย้ายการชุมนุมจากลานโพหน้าตึกคณะอภิปรายเล่นละคร ลิเก เสียดสีการเมือง ร้องเพลงปลุกใจ มีการฉายภาพยนต์การเดินขบวนขับไล่ ดร. ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ ภาพยนต์สงครามและชีวิตในเวียดนาม

ในขณะที่... นิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในส่วนกลางกำลังชุมนุมกันแสดงปฏิกิริยาประท้วงการจับกุมผู้เรียกร้อง รัฐธรรมนูญกันอย่างตึงเครียดยิ่งขึ้นทุกขณะนั้น ปฏิกิริยา เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ขยายวงกว้างออกไปยังนักเรียน นักศึกษาต่างจังหวัด


..............................................................................................................
ที่มา ... http://www.geocities.com/thaifreeman/14october/14oct2.html

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   17/09/2004 08:48 AM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 8  
     
 


วันพุธที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ ...

๑๘.๐๐ น. ... ฝนหยุดตก นักเรียนนิสิตนักศึกษาทยอยออกจากหอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาชุมชุนที่ลานโพ นักเรียนนิสิตนักศึกษาทยอยเข้ามาตลอดเวลาจนกระทั่งเต็มตึกคณะศิลปศาสตร์ทั้ง ๘ ชั้น และล้นออกมานอกบริเวณ ลานโพธิ์ หลังจากนั้น ดร. อดุล วิเชียรเจริญ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขึ้นปราศรัยเพื่อขอให้ นักศึกษากระทำการอย่างรอบคอบ อย่าใช้อารมณ์ อยู่ในความสงบ และชุมนุมกันแต่ภายในมหาวิทยาลัย

๑๐.๐๐ น. ... นิสิตนักศึกษาทั้งระดับอุดมศึกษาและวิทยาลัยเฉพาะในกรุงเทพทยอยเข้าสู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีนักศึกษาวิทยาลัยครูพระนคร วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา วิทยาลัยครูธนบุรี ไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ คน นักเรียนช่างกลและก่อสร้างประมาณ ๒,๐๐๐ คน จากโรงเรียนช่างกลสยามและอื่น ๆ ทยอยเข้าสมทบ วิทยาลัยครูสวนสุนันทาและวิทยาลัยวิชาการศึกษาได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมพร้อมทั้งแจ้งต่อหน้าฝูงชนที่เวทีอภิปราย ว่ากำลังส่วนใหญ่กำลังเดินทางเข้ามาเรื่อย ๆ การชุมนุมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นักเรียนอาชีวะ ได้มีส่วนร่วมในการต่อสู้ ทางการเมือง พวกเขาได้กล่าวว่าพวกตนเป็นฝ่ายที่มีความรู้น้อย แต่จะขอร่วมมือต่อสู่ทางการเมือง พวกเขาได้มี ส่วนร่วมในการต่อสู้ทางการเมือง พวกเขาได้กล่าวว่าพวกตนเป็นฝ่ายที่มีความรู้น้อย แต่จะขอเข้าร่วมมือต่อสู้กับรุ่นพี่ จนถึงที่สุด ถ้าเป็นเรื่องของการใช้แรงแล้ว ยินดีเข้าช่วยด้วยเต็มที่และต่อไปนี้ไม่ว่าจะเป็นช่างกลหรือช่างก่อสร้าง จะไม่มีการทะเลาะต่อยกันอีกแล้ว

๑๐.๓๐ น. ... จอมพลถนอมให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ได้ทราบจากเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจค้นบ้านผู้ต้องหา พบเอกสารเกี่ยวกับ การล้มล้างรัฐบาลรวมทั้งโปสเตอร์ที่ไม่ได้มุ่งหมายจะเรียกร้องรัฐธรรมนูญอย่างเดียว จึงตั้งข้อหาเพิ่มในฐานะ ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงต่อรัฐ และจากเอกสารที่ได้มาพบว่ามีเอกสารของพรรคคอมมิวนิสต์ แผนดำเนินการแบบ คอมมิวนิสต์ จึงตั้งข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์

๑๓.๐๐ น. ... นิสิตนักศึกษาทุกสถาบันทยอยมาชุมชุนที่ลานโพเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผู้แทนของแต่ละสถาบันผลัดกัน ขึ้นพูดสลับกับเพลงปลุกใจ ตั้งแต่ ๑๔.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. ที่ลานโพมีนิสิตนักศึกษาอยู่เต็มไปหมด และทยอยมา เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สถาบันการศึกษาต่างส่งตัวแทนขึ้นประกาศว่าจะงดการสอบการเรียนจนกว่าผู้ถูกจับกุมทั้ง ๑๓ คน จะได้รับความเป็นธรรม และทุกคนจะมาร่วมต่อสู้ให้ถึงที่สุด ณ ลานโพแห่งนี้ทุกวัน

ในระหว่างพักการอภิปรายโจมตีรัฐบาล
นักเรียนนิสิตนักศึกษาได้ร้อง เพลง “สู้ไม่ถอย”...
ซึ่งเป็นเพลงแห่งการต่อสู้ ที่นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ได้แต่งขึ้น มีเนื้อร้องดังนี้


.....สู้เข้าไปอย่าได้ถอย ( สองครั้ง )
มวลชนคอยเอาใจช่วยอยู่
รวมพลังทำลายเหล่าศัตรู
พวกเราสู้เพื่อความยุติธรรม

.....เราเดินเคียงบ่าเคียงไหล่
ก้าวเดินไปด้วยใจมุ่งมั่น
เขาจะฟาดเขาจะฟัน
เราไม่พรั่นพวกเราสู้ตาย

.....สู้เข้าไปอย่าได้หนี ( สองครั้ง )
เพื่อเสรีอันยิ่งใหญ่
รวมพลังพวกเราเหล่าชาวไทย
สู้ขาดใจพวกเราเสรีชน .....



๑๔.๐๐ น. ... ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยเรียกกรรมการบริหารศุนย์ฯเข้าร่วมปรึกษาหารือและวางแผนใน การผนึกกำลังกันรณรงค์ต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการ ... “ถนอมประภาส” ... และเข้าร่วมการชุมนุมประท้วงในครั้งนี้โดยที่ประชุม มีมติให้ศูนย์ฯ รับช่วงงานในการต่อสู้จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เหตุการณ์ทำท่าจะรุนแรงหนักขึ้นเรื่อย ๆ ... เนื่องจากจอมพลถนอมได้รับรายงานเกี่ยวกับการอภิปรายโจมตี อย่างรุนแรงของนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า บุคคลที่ถูกโจมตีมากที่สุด คือ จอมพล ถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และ พ.อ. ณรงค์ กิตติขจร นิสิตนักศึกษาประกาศว่าจะต้องต่อสุ้อย่างถึงที่สุด ขนาดที่ให้บุคคลทั้งสามต้องล้มหายตายจากกันไปเสียเลย เมื่อได้รับรายงานเช่นนี้ จอมพล ถนอมได้ตัดสินใจ เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นกรณีฉุกเฉินขึ้น ในตอนบ่ายวันที่ ๑๐ ตุลาคม ที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก สวนรื่นฤดี ซึ่งเป็นที่ตั้งกองอำนวยการปราบปรามคอมมิวนิสต์รายงานข่าวแจ้งว่าบรรยายกาศ การประชุมเป็นไปอย่างเคร่งเครียด และได้มติแต่งตั้งจอมพลประภาส จารุเสถียร รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นผู้อำนวยการรักษาความสงบ ส่วนการ ประชุมนี้นอกจากจะมีคระรัฐมนตรีแล้ว ยังมีแม่ทัพสามเหล่าทัพ และนายทหารระดับสูงในส่วนกลางทยอยเข้าไป รับนโยบายและคำสั่งจากศูนย์ปราบปรามจลาจล ... คณะทนายแห่งสโมสรเนติบัณฑิตยสภาได้แจ้งมายังศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา ฯ ว่าขอสนับสนุนและเห็นด้วย กับการกระทำของนิสิตนักศึกษา

๒๐.๓๐ น. ... มีนิสิตนักศึกษา นักเรียนและประชาชนมาชุมนุมที่บริเวณลานโพกว่า ๒ หมื่นคน ทำให้แออัดยัดเยียด อมธ. จึงสั่งย้ายการชุมนุมจากลานโพไปสนามฟุตบอลหน้าตึกสภานักศึกษา


..............................................................................................................
ที่มา ... http://www.geocities.com/thaifreeman/14october/14oct2.html

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   17/09/2004 09:12 AM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 9  
     
 


วันพฤหัสบดี ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ ...

๑๖.๐๐ น. ... นับเป็นวันที่ ๓ ของการปักหลักชุมนุมประท้วงเรียกร้องของนักศึกษา ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากพักผ่อนด้วยการนั่งและนอนฟังการอภิปราย นิสิตนักศึกษาจึงได้พัก การอภิปราย และได้นิมนต์พระภิกษุจากวัดมหาธาตุประมาณ ๒๐๐ รูปเข้าไปในสนามฟุตบอล แล้วร่วมกันตักบาตร จากนั้นช่วยกันเก็บกวาด เผาทำลายขยะที่เกลื่อนสนามตั้งแต่เมื่อคืนจนเรียบร้อย

๙.๐๐ น. ... นักเรียนอาชีวะจากเกือบทุกสถาบันทั่วกรุงเทพ ฯ และจังหวัดใกล้เคียงหลั่งไหลมามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่กำลังเดินทางมาก็ยังมีอีกมาก รวมทั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ประมาณ ๕,๐๐๐ กว่าคนซึ่งงดสอบกลางคันโดยทางมหาวิทยาลัยประกาศให้ความร่วมมือ

ในวันเดียวกันนั้น ... สถาบันต่าง ๆ ได้ออกแถลงการณ์สนับสนุนนิสิตนักศึกษา และไม่เห็นด้วยกับการกระทำ ของรัฐบาล เช่น สถาบันฝึกหัดครู ศูนย์กลางนักเรียน สภาคณาจารย์จุฬาฯ คณาจารย์วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยี องค์การนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรฯ และคณาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยื่นหนังสือถึงจอมพลถนอมอีกครั้ง

๑๒.๐๐ น. ... ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นิสิตเกษตรฯ ประมาณ ๕,๐๐๐ คน ได้เคลื่อนขบวนมาถึง นักศึกษาวิทยาลัยครู จันทรเกษม นักศึกษาวิทยาลัยครูพระนคร นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคสยาม นักศึกษาเทคนิคพระนครเหนือ นักเรียนช่างกลสยาม โรงเรียนช่างกล อุตสาหกรรมบางแค และนักเรียนช่างกลนักเรียนก่อสร้างจากสถาบันต่าง ๆ มาสมทบกันเป็นจำนวนมาก

ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ... เข้าปฏิบัติหน้าที่ในการประสานงานและรวมพลังมวลชนในการต่อสู้กับบัฐบาล “ถนอม – ประภาส” แทน อมธ. ตามแผนงานและหน่วยงานที่วางไว้เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๑๖ และได้มอบหมายให้ นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล เป็นหัวหน้าโฆษกประจำเวที

นายสมบัติ ธำรงค์ธัญญวงศ์ ... เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ได้ประกาศให้ที่ชุมนุมทราบถึงผลการเจรจา กับจอมพลประภาสอธิบดีกรมตำรวจ ว่าไร้ผล เพราะจอมพลประภาสไม่ยอมตกลงใด ๆ ทั้งสิ้น ปฏิกิริยาของที่ชุมนุม เริ่มแรงขึ้น ... คณะกรรมการบริหารศูนย์ ฯ ประชุมกันที่สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรเพื่อสรุปประเด้นในการต่อสู้ และตกลงกันว่าจะต้องมีมาตราขั้นสุดท้ายคือเดินขบวน และรณรงค์ต่อไปด้วยวิธี “อหิงสา” จนกว่าจะประสบผลสำเร็จ ตามตั้งเป้าหมายไว้

๑๔.๐๐ น. ... จอมพล ประภาส จารุเสถียร อธิบดีกรมตำรวจ ได้ให้สัมภาษณ์ แก่หนังสือพิมพ์ที่วังปารุสกวันว่า ไม่ได้ตกลง อะไรกับนิสิตนักศึกษาที่มาพบการจับผู้ต้องหา ๑๓ คนไว้ไม่ปล่อย ก็เพราะได้ค้นพบว่าบางคนมีหลักฐานเอกสาร กำหนดการที่จะเรียกร้องระดมชักชวน ให้ประชาชนกระด้างกระเดื่อต่อรัฐบาลและล้มล้างรัฐบาล จึงต้องควบคุมไว้ต่อไป

๑๖.๓๐ น. ... เป็นเวลาที่นักเรียนเลิกจากการเรียน และข้าราชการ ประชาชน เลิกจากการงานแล้ว จึงมีนักเรียน ข้าราชการ ประชาชนมาสมทบเพิ่มขึ้น ทำให้จำนวนผู้ชุมชนต่อต้านเพิ่มมากขึ้นมากกว่า ๖ หมื่นคน และประมาณได้ว่าร้อยละ ๒๐ ไม่ใช่นักเรียน นิสิตนักศึกษา

๒๐.๐๐ น. ... สถานีโทรทัศน์ทุกแห่งออกข่าวถึงหลักฐานในการจับกุมผู้ต้องหา นับเป็นครั้งแรกที่โทรทัศน์ได้กล่าวถึง เหตุการณ์ที่ชุมนุมประท้วงของนิสิตนักศึกษา ทางรัฐบาลให้ความมั่นใจแก่ประชาชนว่าเหตุการณ์ไม่ร้ายแรงแต่อย่างใด เส้นทางระหว่างธรรมศาสตร์กับสวนรื่นฤดี มีรถตรวจการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและสารวัตรทหารบก วิ่งตรวจตรา มากกว่าปรกติ ส่วนทางด้านโรงพยาบาลของรัฐทั่วกรุงเทพฯ นั้น ได้รับคำสั่งเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์รุนแรง ที่อาจเกิดขึ้นได้


..............................................................................................................
ที่มา ... http://www.geocities.com/thaifreeman/14october/14oct2.html

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   17/09/2004 09:18 AM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 10  
     
 


วันศุกร์ที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ ...

การจราจรบนถนนทุกสายในกรุงเทพ ฯ ... โดยเฉพาะสายที่มุ่งไปธรรมศาสตร์ เกิดการติดขัดอย่างมาก เพราะคลื่นฝูงชน ของขบวนนักเรียน นิสิตนักศึกษา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่าง จังหวัด ตั้งแต่ระดับประถมจนถึง ระดับสูงกว่าปริญญาตรี ทั้งที่เป็นของรัฐบาลและเอกชน ได้ถือโปสเตอร์ที่บรรจุข้อความและการ์ตูนการเมืองต่าง ๆ กัน เดินทางมุ่งสู่ธรรมศาสตร์เนืองแน่นไปหมด ในขณะเดียวกันที่จุฬาฯ สโมสรนิสิตจุฬาฯ ประกาศงดสอบ และจัดให้มี การอภิปรายขึ้นที่หน้าตึกจักรพงศ์ จนกระทั่งถึงเวลา๑๑.๐๐ น. นิสิตจุฬาฯ จำนวนหนึ่งจัดขบวนเดินทางไปธรรมศาสตร์

๑.๐๐ น. ... นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพจำนวนมากได้มุ่งหน้าสู่ธรรมศาสตร์โดยเดินขบวนจากทุ่งมหาเมฆมาสู่ธรรมศาสตร์ พร้อมกับถือโปสเตอร์โจมตีรัฐบาลหลายแผ่น เช่น “นี่แหละกบฏ” “เราเสียภาษีซื้ออาวุธให้มันแต่มันกลับใช้ประหารเรา”

ในระหว่างที่ ... ยังมีการชุมนุมประท้วงกันอยู่นั้น ปรากฏว่าได้มีแถลงการณ์ของอาจารย์ มหาวิทยาลัยออก แถลงการณ์ชี้แจงเรื่องหลักฐานเกี่ยงกับการกระทำผิดของกลุ่มผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ ซึ่งทางกรมตำรวจได้นำ ออกเปิดเผยว่า การทำผังแสดงโครงสร้างทางการเมืองเป็นเพียงเครื่องมือประกอบในการสอนวิชาการเมืองเท่านั้น เพื่อช่วยให้นักศึกษาเข้าใจโครงสร้างทางการเมืองของประเทศต่าง ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ฉะนั้นการทำผังแสดงโครงสร้าง อำนาจทางการเมืองของไทยจึงไม่ถือเป็นเรื่องผิดปรกติอย่างไรและหนังสือเกี่ยวกับลัทธิมาร์กซิสม์ เลนินนิสม์ เมาอิสม์ คอมมิวนิสต์ และสงครามกองโจรเป็นตำราที่ใช้เรียกกันตามปรกติในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วโลก และก็ใช้เป็นตำราเรียน มหาวิทยาลัยไทยด้วย นอกจากนี้ยังมีจำหน่ายตามร้านหนังสือโดยทั่วไป หากจะถือว่าการอ่านและการมีหนังสือเหล่านี้ ในครอบครองมีความผิดก็หมายความว่าห้องสมุดในมหาวิทยาลัยต่าง ๆในประเทศไทย อาจารย์มหาวิทยาลัยทุกคน ที่เรียนทางสังคมศาสตร์ และร้านจำหน่ายหนังสือจะต้องมีความผิดด้วย

๑๒.๐๐ น. ... นายสมบัติ ธำรงค์ ธัญญวงศ์เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา ฯ ได้ประกาศ แถลงการณ์ของศูนย์ มีใจความว่า ให้ปลดปล่อยผู้ต้องหาทั้ง ๑๓ คนภายใน ๒๔ ชั่วโมง นับตั้งแต่เที่ยงวันที่ ๑๒ ตุลาคมถึงเที่ยงวันเสาร์ที่ ๑๓ ตุลาคม ๑๖ ถ้าไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาลเป็นที่น่าพอใจ จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด

๑๔.๐๐ น. ... ที่กองบัญชาการปราบปรามจลาจล สวนรื่นฤดี จอมพลถนอม นายกฯ ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีเนื่องจาก ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ได้ยื่นคำขาดเป็นหนังสือถึงคณะรัฐมนตรีโดยผ่านรัฐมนตรีทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ ให้ปล่อยผู้ต้องหาทั้ง ๑๓ คนโดยไม่มีเงื่อนไข ๆ ทั้งสิ้นภายใน ๑๒.๐๐ น.ของวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖

การประชุมครั้งนี้ ...
ที่ประชุมได้ตกลงในหลักการให้ปล่อยผู้ต้องหาทั้ง ๑๓ คน ได้
โดยมีการประกันตัว ส่วนข้อกล่าวหา ว่าเป็นกบฏและคอมมิวนิสต์นั้น ให้ไปต่อสู้กันในชั้นศาล

๒๐.๐๐ น. ... กรมประชาสัมพันธ์ออกประกาศ ปล่อยผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ๑๓ คน ทางสถานีวิทยุทุกแห่งในรายการ ภาคข่าว โดยให้มีการประกันตัวไป แต่กรมประชาสัมพันธ์ไม่ได้บอกถึงข้อเรียกร้องและข้อต่อรองของศูนย์ฯ แต่อย่างใด ผู้ต้องหา ๑๓ คนได้รับทราบคำสั่งของทางการที่จะให้ประกันตัวแล้ว แต่ทุกคนไม่ยอมออกจากห้องขังจนกว่าจะได้รับคำสั่งจากศูนย์ฯเสียก่อน

ที่ธรรมศาสตร์ ... คลื่นนิสิตนักศึกษาและประชาชนเริ่มเบียดเสียดยัดเยียด อย่างแออัดบริเวณสนามฟุตบอล คับแคบถนัดใจ มีคนเป็นลมหลายราย

๒๒.๐๐ น. ... ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยได้ออกกแถลงการณ์ด่วนกรณีที่รัฐบาลให้ประกันผู้ต้องหา ๑๓ คนว่า ทางศูนย์ฯ ไม่ยอมรับข้อเสนอนั้น ถือว่าเป็นการบ่ายเบี่ยง

เจตนารมณ์เพื่อ ... บิเบือนเป้าหมาย ทางศูนย์ฯยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลปล่อยผู้ต้องหาทั้งหมดอย่างไม่มีเงื่อนไข นักศึกษาวิทยาลัยครูนครปฐมจำนวนประมาณ ๓,๐๐๐ คน เช่ารถบรรทุก ๑๐ คันมาลงที่สามแยกท่าพระ เพื่อเดินเท้ามุ่งสู่ธรรมศาสตร์แต่ถูกขัดขวางจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ในที่สุดก็ยินยอมให้นักศึกษาเดินเข้าไปได้


..............................................................................................................
ที่มา ... http://www.geocities.com/thaifreeman/14october/14oct2.html

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   17/09/2004 10:09 AM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 11  
     
 


วันเสาร์ที่๑๓ ตุลาคม ๒๕๑๖ ...

๐๐.๑๕ น. ... ผู้ต้องหาทั้ง ๑๓ คนออกแถลงการณ์ในคุก ไม่ยอมรับเงื่อนไขการประกันตัว และจะรอจนกว่าทางศูนย์ฯ จะแจ้ง ให้ทราบ

๐๓.๕๐ น. ... ศูนย์นิสิตฯ ยืนยันจะไม่ประกันตัวผู้ต้องหา พ่อแม่ญาติพี่น้องของผู้ต้องหาก็ยืนยันเช่นนั้น และผู้ต้องหาจะไม่ ออกจากคุมขังเป็นอันขาด ถ้าทางศูนย์ไม่ปรับตัว

๐๘.๐๐ น. ... นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนเข้าสมทบจนทำให้แน่นไปทั่วทั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และล้น ออกไปนอกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นจำนวนหลายหมื่นคน

ที่กองบังคับการตำรวจสันติบาล ... นายไขแสง สุกใส หนึ่งในผู้ต้องหา เล่าให้หนังสือพิมพ์ฟังว่า หลังจากเข้า มอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เขาถูกแยกจากพรรคพวกไปควบคุมที่ศูนย์ซักถามของกองอำนวยการป้องกัน และปราบปรามคอมมิวนิสต์ ถนนเศรษฐศิริตลอดเวลาที่ถูกควบคุมนั้นไม่รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นที่ข้างนอกเลย ครั้นเมื่อเวลา ๑๙.๐๐ น. วันศุกร์ที่ ๑๒ ก็ได้ทราบว่าจอมพลประภาสอนุญาตให้ประกันตัวแล้ว จึงถูกนำตัวไปเซ็นชื่อ รับทราบ เขาไม่ยอมเซ็น โดยอ้างว่าต้องขอพบผู้ต้องหาอีก ๑๒ คนก่อน

ทางด้านกองอำนวยการป้องกัน ... และหน่วยปราบจลาจลที่สวนรื่นฯตั้งแต่เวลา ๐๕.๐๐ น. เส้นทางที่ผ่านด้านหน้า และด้านข้างกองบัญชาการสวนรื่นฯถูกปิดตาย ห้ามรถผ่านเข้าออกโดยเด็ดขาด หน่วยปราบจลาจลของทหารได้ขน เครื่องกีดขวางและสร้างรั้วลวดหนามปิดทางเข้ากองบัญชาการสวนรื่นทั้งสามด้านพร้อมด้วยกำลังหน่วยปราบจลาจล เต็มอัตรา มีรถฉีดน้ำเตรียมที่จะรับมือนักศึกษา ... ที่ทำเนียบรัฐบาล หน่วยปราบจราจลของเจ้าหน้าที่ตำรวจยกกำลังเข้าตรึงทำเนียบเอาไว้อย่างแน่นหนาตั้งแต่เช้า ประตูทำเนียบถูกล่ามโซ่ปิดตาย มีรถดับเพลิงและหัวฉีดแรงสูงเตรียมพร้อม

๐๙.๓๐ น. ... ณ ชั้นบนตึกที่ทำการสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะกรรมการบริหารศูนย์ฯ ประชุมเสร็จ จึงมีมติแบ่งหน้าที่ในการปฏิบัติงานของกรรมการศูนย์ ฯ และเจ้าหน้าที่ออกเป็นสามชุด

ชุดที่ ๑ ...
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุลและผู้ร่วมทีมจำนวนหนึ่ง ไปเจรจากับรัฐบาลเป็นครั้งสุดท้าย

ชุดที่ ๒ ...
เลขาธิการศูนย์ฯ และผู้ร่วมทีมไปขอเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระตำหนักจิตรลดาฯ

ชุดที่ ๓ ...
นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุลและผู้ร่วมทีม ทำหน้าที่ในการควบคุมการเคลื่อนไหวของขบวนนักเรียน นิสิตนักศึกษาโดยขบวนจะเคลื่อนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หลังจากเที่ยงตรงวันที่ ๑๓ ตุลาคม และให้กองบัญชาการการเคลื่อนที่ของขบวนเคลื่อนไปตั้งที่อนุสาวรีย์ประชาธิไตย จนกว่าคณะกรรมการ บริหารศูนย์ฯ จะมีมติให้ดำเนินการในขั้นต่อไป

๑๐.๐๐ น. ... เจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ ซึ่งเป็นนักเรียนนิสิตนักศึกษาจากสถาบันต่าง ๆ ได้ระดมกำลังตระเตรียมอุปกรณ์ ที่ใช้ในการเดินขบวนอันได้แก่ ธงชาติ ธงเสมาธรรมจักรหมวกกันแดด หมวกพลาสติกสำหรับป้องกันแก๊สน้ำตา พระบรมฉายาลักษณ์ของทั้งสองพระองค์ อุปกรณ์แสง-เสียง สายไฟฟ้า เครื่องปั่นไฟ เครื่องขยายเสียง เครื่องเวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่น ๆ ตลอดจนเสบียงอาหารและน้ำ ส่วนที่บริเวณหน้าตึกศิลปศาสตร์ก็ได้มี การนำรถบรรทุกเล็ก ประมาณ ๑๕ คันเตรียมไว้ใช้ในการเดินขบวนและประสานงานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บางคันที่มีความสำคัญมาก ได้มีการติตั้งลำโพงกระจายเสียงบนหลังคารถ

นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ... ประมาณ ๖,๐๐๐ คนเดินมุ่งสู่ธรรมศาสตร์ขณะผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีนักศึกษาผู้หนึ่งนำธงดำไปปักที่อนุสาวรีย์ และนักศึกษาจำนวนนี้ได้ไปหยุดอภิปรายที่เชิงสะพานท่าช้าง

ในช่วงเวลาเดียวกัน ... นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล นายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ และกรรมการศูนย์ อีกสองคน ได้เข้าพบจอมพล ประภาส จารุเสถียร ที่สวนรื่นฯ ท่ามกลางนายทหารและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เป็นจำนวนมาก หลังจากที่ทั้งสามคนได้บอกวัตถุประสงค์ของกรมมาพบครั้งนี้ว่า เพื่อขอทราบการตัดสินใจของรัฐบาลเกี่ยวกับ ข้อเสนอของศูนย์ฯที่ให้รัฐบาลปล่อยผู้ต้องหาทั้ง ๑๓ คนโดยไม่มีเงื่อนไข จอมพล ประภาสได้เสนอร่างสัญญา

รัฐบาล จะปล่อยตัวผู้ต้องหา ๑๓ คน ... หากทางศูนย์ฯ สัญญาว่าจะหาทางให้ฝูงชนสลายตัวโดยเร็วที่สุด ผู้แทนทั้งสามได้ทักท้วงให้เติมคำว่า “โดยไม่มีเงื่อนไข”หลังคำว่า “ปล่อยตัว” จอมพลประภาสก็เติมข้อความให้ใน สัญญา สำหรับเรื่องรัฐธรรมนูญจอมพลประภาสตอบว่าจะร่างให้เสร็จก่อนเดือนตุลาคม ๒๕๑๗ ผู้แทนศูนย์ฯ ทั้งสามเสร็จการเจรจากับจอมพลประภาสที่สวนรื่นฯ ในเวลา ๑๑.๕๕ น.

ในวันนี้ ... พล.ต.ท. ประจวบ สุนทรางกูร รองอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายกิจการพิเศษ ได้สั่งตำรวจเตรียมพร้อมทั่ว กรุงเทพฯ ขณะเดียวกันผู้บังคับการกรมตำรวจสันติบาลกำลังอยู่ที่โรงเรียนพลตำรวจ บางเขน เพื่อจะนำตัวอาจารย์ และนักศึกษา ๑๒ คนที่ได้รับการประกันตัวมาปล่อยตัวกองบังคับกรมตำรวจสันติบาล ปทุมวันแต่ผู้ต้องหาทั้ง ๑๒ คนไม่ยอมรับการประกันตัวและไม่ยอมขึ้นรถ คงอยู่ที่หน้าตึกที่คุมขังในบริเวณศูนย์ฝึกฯ นั่นเอง เพราะเห็นว่าถ้าเข้ามา ในเมืองเช่นมาที่ธรรมศาสตร์ อาจทำให้การเดินขบวนเรียกร้องรัฐธรรมนูญของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ที่กำลังจะเกิดขึ้นระส่ำระสายได้ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้หน่วยคอมมานโดขับไล่ทั้ง ๑๒ คน ออกมาจากเรือนจำ บางเขน โดยอ้างว่าเป็นบุคคลที่ไม่พึงปรารถนาของสถานที่ราชการแล้ว ทั้ง ๑๒ คน ก็ได้มาจับกลุ่มกันอยู่ที่หน้าประตู ศูนย์ฝึกตำรวจนครบาลบางเขน และไม่ยอมเคลื่อนที่ไปไหน

๑๒.๐๐ น. ... โฆษกศูนย์ฯ ประกาศว่าวันนี้จะเป็นวันแห่งชัยชนะของประชาชน ขอให้นิสิตนักศึกษาจัดแถวเดินขบวน อย่างเป็นระเบียบเพื่อจะได้เดินขบวนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทางประตูด้านสะพานปิ่นเกล้าฯ

๑๒.๑๕ น. ... กองบัญชาการศูนย์ฯ สั่งให้เคลื่อนขบวนออกจากธรรม ศาสตร์ หน่วยแรกที่ออกจากประตู มหาวิทยาลัย ด้านสะพาน พระปิ่นเกล้า คือ หน่วยเฟืองป่า ทำหน้าที่เป็นกองหน้า จากนั้นหน่วย ฟันเฟืองประสานมือกันเป็นแนวยาว สองข้างทางถึงสองชั้นเพื่อเปิด เส้นทางให้แก่ขบวนใหญ่ที่จะเคลื่อน ออกมา และหน่วยรักษา ความปลอดภัยต่าง ๆ ก็ได้ทำงานกันอย่างขะมักเขม้น

๑๔.๐๐ น. ... หน่วยหน้าอันได้แก่ คอมมานโด หน่วยหมี และหน่วยเฟืองป่า หยุดอยู่แค่หน้ากองบัญชาการ ตำรวจนครบาลผ่านฟ้าและประจันหน้าตำรวจกลุ่มหนึ่ง ส่วนหน้าของขบวนและตอนกลางของขบวนอันยาวเหยียด ได้เข้าสู่ถนนราชดำเนินกลางแล้ว แต่ส่วนท้ายของขบวนยังออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่หมด

๑๔.๔๕ น. ... นายสมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ เดินทางกลับมาแจ้งว่า ได้ติดต่อกับเลขาธิการสำนักงานพระราชวังแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักศึกษาจัดแทนเข้าเฝ้าได้

๑๕.๓๐ น. ... ขบวนนักเรียนนิสิตนักศึกษาระลอกสุดท้ายออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จนหมดสิ้น แต่ยังคงมี การรักษาการณ์ให้ความคุ้มกันและรักษาความปลอดภัยบริเวณรอบตึกโดม เพราะเป็นที่ตั้งของฝ่ายการเงินของศูนย์ฯ ฝ่ายเสบียงอาหารและน้ำ พัสดุภัณฑ์และเวชภัณฑ์ ที่จะทำหน้าที่จนกว่าการชุมนุมจะเสร็จสิ้น ส่วนประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกปิดหมด

ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ... โฆษกประจำศูนย์ฯ เริ่มอภิปรายท่ามกลางฝูงชนที่มาร่วมชุมนุมกันในบริเวณนั้น ประมาณ ๕ แสนคน ซึ่งถือได้ว่าเป็นกองทัพประชาชนที่รวมกำลังกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย

นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ... ผู้ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการศูนย์ฯ ในการควบคุมขบวน สังเกตเห็นฝูงชน รวนเร และหลายคนเริ่มคิดกลับบ้าน จึงได้ประกาศให้ทราบว่า “มาตราขั้นเด็ดขาดมิใช่นั่งอยู่ในอนุสาวรีย์หลาย ๆ วันอย่างที่เคยทำมาแล้วในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่จะหยุดดูท่าทีของรัฐบาลเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น ห้าโมงตรงถ้ายังไม่มีใด ๆ จากรัฐบาล ขบวนของเราจะเคลื่อนต่อไป”

๑๖.๒๐ น. ... นายสมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ เลขาธิการศูนย์ฯ และกรรมการศูนย์ฯ เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อ กราบบังคมทูลถึงเป้าหมายในการต่อสู้ของนักเรียนนิสิตนักศึกษาและข้อเรียกร้องซึ่งรัฐบาลได้ยินยอมแล้ว

๑๗.๐๐ น. ... ที่รถบัญชาการศูนย์ฯ นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล หัวหน้าปฏิบัติการเดินขบวนของศูนย์ฯได้ตัดสินใจ สั่งเคลื่อนขบวนไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า โดยให้หน่วยเคลื่อนที่เร็วเคลื่อนไปก่อน ส่วนท้ายขบวนให้อยู่ที่สะพาน มัฆวานรังสรรค์เพราะยังไม่มีข่าวจากกรรมการศูนย์ฯ จะทำให้ขบวนระส่ำระสายขึ้นได้ การสั่งการครั้งนี้เป็นการขัด กับข้อตกลงกับกรรมการศูนย์ฯ ที่ให้ควบคุมฝูงชนไว้บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จนกว่าพวกที่เข้าเฝ้าจะกลับไปหา

๑๗.๔๐ น. ... กรรมการศูนย์ฯ เดินทางไปสวนรื่นฯ เพื่อลงนามในสัญญากับรัฐบาลจากนั้นนายสมบัติได้แยกไปรับผู้ต้องหา ๑๓ คน เพื่อนำมายืนยันฝูงชนว่า รัฐบาลปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข

๒๐.๐๐ น. ... สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมทั้ง ๑๓ คนโดยไม่มีเงื่อนไข ใด ๆ และจอมพลประภาส จารุเสถียร ได้ให้คำรับรองว่าจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในเดือนตุลาคม ๒๕๑๗ ด้วย

๒๐.๓๐ น. ... ที่รถบัญชาการศูนย์ฯ กรรมการศูนย์ฯ จำนวนหนึ่งรวมทั้งนายก อมธ. ได้เสนอให้โฆษกบนรถบัญชาการศูนย์ฯ ไม่มีใครสนใจต่อคำเสนอนั้น

๒๐.๓๐ น. ... ที่รถบัญชาการศูนย์ฯ กรรมการศูนย์ฯ จำนวนหนึ่งรวมทั้งนายก อมธ. ได้เสนอให้โฆษกบนรถบัญชาการศูนย์ฯ ไม่มีใครสนใจต่อคำเสนอนั้น

นายกองค์การนักศึกษา ... มหาวิทยาลัยรามคำแหงนายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ นายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัย ศิลปากร ได้ไปถึงรถบัญชาการศูนย์ฯ บอกให้ทราบว่าขณะนี้ได้รับพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสัญญาที่ทางศูนย์ฯ ทำกับรัฐบาลแล้วกรรมการศูนย์ฯ บนรถบัญชาการได้แจ้งให้นายเสกสรรค์ทราบว่า รัฐบาล ยินดีจะปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง ๑๓ คน โดยไม่มีเงื่อนไขแล้ว และจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในเดือนตุลาคม ๒๕๑๗

๒๑.๐๐ น. ... หลังจากเดินทางไปรับตัวผู้ต้องหากลับมาแล้ว นายสมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ เลขาธิการศูนย์ฯ ขึ้นไป บนรถศูนย์ฯ คันหนึ่งแจ้งให้ฝูงชนทราบว่า ขณะนั้นกรรมการศูนย์ฯได้เซ็นสัญญากับรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว และกำลัง อัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาแจ้งให้ฝูงชนทราบ เมื่อฝูงชนทราบว่าทางรัฐบาลได้ปล่อย ผู้ต้องหาทั้ง ๑๓ คน โดยไม่มีเงื่อนไขแล้ว ฝูงชนก็แสดงความยินดีแต่เมื่อนายสมบัติประกาศว่า ทางรัฐบาลจะร่าง รัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในเดือนตุลาคม ๒๕๑๗ ในครั้งแรกประชาชนยังแสดงความยินดีไชโยโห่ร้องด้วย แต่เมื่อ นายสมบัติประกาศย้ำครั้งที่ ๒ เรื่องรัฐธรรมนูญ ฝูงชนก็เริ่มลังเลแสดงความไม่พอใจ และมีการตะโกนออกมาว่า “ไม่เอา ไม่เอาต้องการรัฐธรรมนูญเร็วกว่านั้น” แต่ยังไม่ทันที่นายสมบัติจะพูดอะไรต่อไป ก็เป็นลมลงเสียก่อนเพราะไม่ได้พักผ่อน มาเป็นเวลานาน

๒๒.๐๐ น. ... กรมประชาสัมพันธ์ได้ออกแถลงการณ์เตือนประชาชนฉบับหนึ่งความว่าทางรัฐบาลยอมปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง ๑๓ คนอย่างไม่มีเงื่อนไขแล้ว อย่าให้มีการก่อกวนความสงบ ถ้ามีจะถือว่าผู้นั้นไม่ไช่นักเรียนนิสิตนักศึกษา หากเป็น ฝ่ายตรงข้ามที่พยายามก่อกวน

ในเวลาเดียวกัน นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ... ได้แถลงทางเครื่องกระจายเสียงว่า ขอให้กรรมการศูนย์ฯ คนใด คนหนึ่งรับเดินทางมาพบเพื่อนประมวลข่าวต่าง ๆ ชี้แจงให้เพื่อนนิสิตนักศึกษา นักเรียน และประชาชนทราบ เพราะ ขณะนี้สถานการณ์เริ่มเลวลง ฝ่ายปฏิบัติการไม่อาจจะควบคุมไว้ได้


..............................................................................................................
ที่มา ... http://www.geocities.com/thaifreeman/14october/14oct2.html

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   17/09/2004 10:39 AM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 12  
     
 


วันอาทิตย์ที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ ...

๐๐.๑๕ น. ... เนื่องจากขาดการติดต่อกับทางศูนย์ฯ และไม่อาจทัดทานมติขยองชุมนุมได้นายเสกสรรค์จึงตัดสินใจ เคลื่อนขบวนไปที่พระตำหนักจิตรลดาโหฐานเพื่อขอพึ่งพระบารมีปกเกล้าฯ หลังจากจัดรูปขบวนแล้ว ต่างก็ร้องเพลง สรรเสริญพระบารมีเพื่อเป็นกำลังใจ

๐๑.๑๕ น. ... ขบวนของฝูงชนได้เผชิญหน้ากับแถวปิกกั้นของ ตำรวจที่อยู่ในสภาพเตรียมพร้อม จึงไม่สามารถเคลื่อนขบวน ต่อไปได้

๐๒.๔๕ น. ... นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุลพบกับนายธีรยุทธ บุญมี ที่รถควบคุมขบวนส่วนหน้า เมื่อทั้งสองพบกันก็รู้ว่า เกิดความเข้าใจกัน นายธีรยุทธถาม นายเสกสรรค์ว่า ทำไมจึงไม่มีการสลายตัวในเมื่อได้ทำการตกลง กับทางรัฐบาล เรียบร้อยแล้ว นายเสกสรรค์ตอบว่า ในขณะที่อยู่บริเวณ พระบรมรูปทรงม้านั้น ผู้คนกำลังอารมณ์ร้อนมาก ที่เคลื่อน ขบวนมาที่พระตำหนักจิตรลดาฯ ก็เพราะหวังพระบารมี เป็นที่พึ่งเท่านั้น เมื่อเรื่องทั้งหมดสามารถคลี่คลายลงได้แล้ว คนทั้งหมดได้ช่วยกันประกาศผ่านไมโครโฟน เพื่อให้ฝูงชนนั่งอยู่ในส่วนหน้าของขบวนเกิดความเข้าใจและคลาย ความสงสัย แล้ว

นายธีรยุทธก็ประกาศว่า .....
จะพานายเสกสรรค์ไปขอเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมกับตน
ขณะนั้นเป็นเวลา ๐๓.๐๐ น. ...


๐๔.๓๐ น. ... พ.ต.อ. วสิษฐ์ เดชกุญชร ได้อันเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาอ่าน ความว่า “คนที่เป็นผู้ใหญ่ ( คนเก่า ) นั้นเขามีประสบการณ์ ส่วนคนหนุ่มสาวมีพลังแรงทั้งร่างกายและทั้งความคิด ถ้าหากมาปรองดองสมัครสมานกัน ทำงานอย่างพร้อมเพียงไม่ผิดใจแคลงใจกัน การบ้านการเมืองก็จะดำเนินไปได้ด้วยดี นิสิตนักศึกษาก็เป็นผู้ที่ผ่านการทดสอบเลือกเฟ้นมาเป็นที่แน่นอนแล้วว่า มีทั้งสติและปัญญาพร้อมมูล จึงควรจะได้รู้ถึง ความคิดผิดชอบชั่วดีทุกอย่าง

.....เมื่อทางนิสิตนักศึกษาได้ดำเนินการมาตรงเป้าหมาย
และได้รับผลตามสมควรแล้ว ก็ขอให้กลับคืนสู่สภาพปรกติ
เพื่อยังความสงบเรียบร้อย ให้เกิดแก่ประชาชนทั่วไป .....


เมื่ออ่านพระบรมราโชวาทแล้ว ... พ.ต.อ. วิสิษฐ์ เดชกุญชร และนายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล รวมทั้งกรรรมการศูนย์ฯ อีกหลายคนได้พูดต่อขอให้ฝูงชนแยกย้ายกลับบ้าน แล้วก็ได้มีประกาศให้ทุกคนหันหน้าไปทางพระตำหนักจิตรลดาฯ แล้วร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีขณะนั้นเป็นเวลา ๐๖.๐๐ น. จากนั้นฝูงชนก็เริ่มสลายตัว

๐๖.๐๕ น. ... เมื่อขบวนสลายตัวไปตามถนนพระราม ๕ มุ่งสู่สี่แยกดุสิต ได้ถูกสกัดกั้นโดยหน่วยคอมมานโด ของตำรวจนครบาลและกองปราบ แม้จะได้ขอร้องแล้ว แต่ตำรวจยังคงยืนกรานที่จะให้ประชาชนถอยกลับ ไปออกทางเดิม

นักเรียนหลายกลุ่ม ... ไม่อาจเข้าใจได้ที่ต้องถูกบังคับให้เดินทางไกลมากขึ้นทั้งที่ง่วงนอนและอ่อนเพลียเต็มประดา ส่วนฝูงชนด้านหลังไม่รู้ว่าด้านหน้าถูกตำรวจปิดกั้นต่างพากันหนุนเนื่องเข้ามา ทำให้ด้านหน้าต้องประจันกับตำรวจ อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง มีคนปาไม้และขวดไปยังตำรวจเพื่อหวังจะให้ตำรวจหลีกทาง แต่พล.ต.ท. มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น ไม่ยอมสั่งให้ตำรวจปราบปรามจลาจลเปิดแนวปิดกั้น เพราะ พล.ต.ท. ประจวบ สุนทรางกูร รองอธิบดีกรมตำรวจฝ่าย กิจกรรมพิเศษ ได้ออกคำสั่งไม่อนุญาตให้เปิดแนวปิดกั้นให้ประชาชนผ่าน

๐๖.๒๐ น. ... รถบัญชาการของศูนย์ฯ ได้เคลื่อนเข้ามาทางด้านหลังของฝูงชน ห่างจากแนวตำรวจประมาณ ๕๐ เมตร โฆษกบนรถพูดชักชวนให้ประชาชนส่วนใหญ่เดินกลับบ้านทางด้านวัดเบญจมบพิตร ตอนนี้เองได้เกิดการวุ่นวายกันขึ้น โดยฝูงชนได้ดันรถเก๋งสีดำคันหนึ่งเข้าไปหน้าแนวปิดกั้นของตำรวจ และมีเสียงบริภาษาจากนักเรียนนักศึกษา และประชาชนเป็นอันมาก จากนั้นผู้เดินขบวนหลายคนเริ่มขว้างปาตำรวจด้วยไม้ ขวด ข้าวห่อ และก้อนอิฐเป็นการใหญ่ เพื่อหวังจะให้ตำรวจหลีกทางให้พวกตนเดินผ่านไปได้โดยสะดวก ฝูงชนจำนวนมากผนึกกำลังกันหนาแน่นขึ้น และพยามยามผลักดันคนซึ่งประจันหน้ากับแนวตำรวจด้านหน้า พร้อมทั้งขว้างปาท่อนไม้และอิฐไปยังกลุ่มตำรวจ

๑๖.๓๐ น. ... รถตำรวจที่ใช้ปราบปรามจลาจลติดไซเรนสองคันวิ่งมาหลังแนวปิดกั้นของตำรวจ การขว้างปาได้รุนแรงขึ้น พล.ต.ท. มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น สั่งให้หน่วยคอมมานโดใช้กำลังเข้าต่อต้านพวกเดินขบวนได้ถ้าหากเห็นว่า ไม่สามารถจะยับยั้ง การผลักดันและการขว้างปาของประชาชนได้

ในที่สุด ... ตำรวจหน่วยปราบปรามทั้งหมดได้ใช้ไม้กระบองและโล่เข้าตีและดันกลุ่มผู้เดินขบวนให้ถอยร่นไป โดยจัดแถวเป็นรูปหัวหอกพร้อมกับตีและดันไปข้างหน้าโดยไม่เลือกว่าจะเป็นชาย หญิง หรือเด็ก ในขณะเดียวกัน ตำรวจกองปราบในแนวหลังก็ได้รับคำสั่งให้ยิงแก๊สน้ำตาไปข้างหน้า ทำให้ฝูงชนส่วนใหญ่ต้องถูกดันถูกตี สำลักแก๊สน้ำตาจนตกน้ำ และวิ่งหนีเอาชีวิตรอดเป็นชุลมุน ฝูงชนแตกกระจายโดดลงคูน้ำทั้งสองข้างทาง หลายคนได้ล่วงล้ำเข้าไปในพระราชฐานเพราะความหวาดกลัว มีหลายคนถอยมาอยู่ที่หน้าประตูพระตำหนักจิตรลดาฯ เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจที่รักษาวังได้ออกมาให้ความช่วยเหลือโดยนำคนเจ็บหลบเข้าไปในวัง ประชาชนที่ปีนข้ามรั้ว พระตำหนักจิตรลดาฯ เข้าไปแล้วได้ขวางปาก้อนอิฐข้ามรั้วไปยังกกลุ่มตำรวจทำให้ตำรวจยิงกระสุนระเบิดแก๊สน้ำตา ข้ามรั้วไปตกในเขตพระตำหนักจิตรลดาฯหลายลูก

ด้วยความเจ็บแค้นที่ถูกไล่ตี ... ทำให้นักเรียนนักศึกษาและประชาชนหันหน้ามารวมกำลังกัน อย่างเหนียวแน่น และได้ต่อสู้กับตำรวจด้วยอาวุธเท่าที่พอ จะหาได้ เช่น ก้อนหินไม้ เป็นต้น การปะทะใช้เวลาประมาณ ๑๕ นาทีคือเริ่ม ตั้งแต่เวลา ๐๖.๓๐–๐๖.๔๕ น. และกำลังของนักเรียนนิสิตนักศึกษาประชาชนได้ถอยร่นไปรวมกัน ที่ ลานพระบรมรูปทรงม้าเป้นส่วนมากส่วนหนึ่งได้ออกไปที่ ธรรมศาสตร์ได้รับรู้ว่า บัดนี้ได้ถูกหักหลังโดยตำรวจแล้ว และได้ออกประกาศไปทั่ว บอกข่าวอย่างรวดเร็ว ประชาชน ที่ได้รับฟังข่าวแทบไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ ที่ตำรวจจะหักหลัง โดยตำรวจแล้ว และได้ออกประกาศไปทั่ว บอกข่าวอย่างรวดเร็ว ประชาชนที่ได้รับฟังข่าวแทบไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ ที่ตำรวจจะหักหลังตลบตีนักศึกษาประชาชนในตอนเช้า การกระทำ ของตำรวจครั้งนี้ได้สร้างความเดือดแค้น ให้แก่นักเรียนนักศึกษาและประชาชนอย่างยิ่ง
นี่คือจุดเริ่มต้นของการนองเลือดและการจลาจล

๐๘.๔๐ น. ... มีการประกาศให้ฝูงชนกลับไปรวมกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๐๙.๐๐ - ๐๙.๓๐ ... น. พ.อ. ณรงค์ กิตติขจร ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ตรวจการณ์ในบริเวณท้องสนามหลวง มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ถนนราชดำเนินกลาง และหน้ากรมประชาสัมพันธ์ และได้รายงานข่าวโดยตรงมาถึงจอมพลถนอม และจอมพลประภาสในทำนองว่า ใต้ตึกโดมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีการซ่องสุมอาวุธและผู้คน โดยเป็นไปตาม แผนของคอมมิวนิสต์

๐๙.๓๐ น. ... สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยได้กระจายแถลงการณ์ของจอมพลถนอมบิดเบือนความจริงว่า ประชาชนบุกรุกเขตพระราชฐาน และใส่ความว่าประชาชนทำร้ายตำรวจและประชาชนด้วยกันเอง

กรมประชาสัมพันธ์แถลงว่า .....
ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปขอให้ใช้คำว่า “พวกก่อการจลาจล” ( พกจ. )
แทนคำ “นักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชน” ...


๑๐.๓๐ น. ... ฝ่ายรัฐบาลส่งทหารจาก ร. ๑๑ พร้อมด้วยรถถัง เข้าคุมสถานการณ์ ใช้ปืนกราดยิงนักศึกษาเสียชีวิตระนาว นักเรียนและประชาชนสู้อย่างทรหด ขับรถเมล์เข้าชนรถถัง แต่ก็ถูกยิงเสียชีวิต ผู้บาดเจ็บถูกหามส่งโรงพยาบาลศิริราช ตลอดเวลา รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์เป็นระยะ ๆ ในขณะเดียวกันเกิดข่าวลือแพร่สะพัดว่านักศึกษาหญิง ที่ถือธงไตรรงค์ในวันเดินขบวนถูกตำรวจตีตาย เด็กผู้ชาย ถูกถีบเตะตกคุน้ำจนตาย สร้างความโกรธแค้นให้แก่ผู้ร่วมชุมนุม เป็นอย่างยิ่ง สถานการณ์รุนแรงหนักขึ้น

รัฐบาลส่งทหารและตำรวจออกปราบ ... ทั้งรถถังและ เฮลิคอปเตอร์ จุดปะทะและนองเลือดมีตลอดสาย ถนน ราชดำเนิน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บางลำพู เป็นเวลาถึง ๑๐ ชั่วโมง พร้อม ๆ กับมีคำสั่งห้ามประชาชน ออกนอกบ้าน ระหว่าง ๒๒.๐๐ -๐๕.๓๐ น. ประกาศปิดโรงเรียนและสถาบันการศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และ สมุทรปราการ ปละกำหนดให้บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเขตอันตราย เตรียมพร้อมที่จะทำ การกวาดล้างใหญ่ ขอให้ทุกคนออกจากบริเวณดังกล่าวภายในเวลา ๑๘.๐๐ น.

๑๘.๐๐ น. ... สถานีวิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์ได้ประกาศข่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของจอมพล ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีได้ประกาศลาออกแล้ว

๑๘.๓๐ น. ... ฝ่ายประชาชนได้ถอยมาชุมนุมกันที่บริเวณรอบ ๆ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยประมาณ ๓ หมื่นคน ขณะนั้น ได้มีเครื่องบินฝึกบินชั้นเดียวลำหนึ่งมาวนเวียนอยู่รอบ ๆพร้อมทั้งประกาศให้ประชาชนทราบถึงการลาออกของรัฐบาล จอมพลถนอม ขอให้นักเรียนนักศึกษาหยุดการกระทำใด ๆ แล้วทหารตำรวจก็จะหยุดปฏิบัติการเช่นเดียวกัน แต่การประกาศ ดังกล่าวไม่ได้สร้างความเชื่อถือให้แก่ประชาชนที่มาชุมนุมเท่าใดนัก ส่วนใหญ่คิดว่าเป็นกลลวง เพราะจอมพลถนอมยังมีตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดอยู่

๑๙.๔๐ น. ... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงออกรายการทางโทรทัศน์ พระราชทานกระแสพระราชดำรัส แก่ประชาชนชาวไทยว่า วันที่ ๑๔ ตุลาคม เป็นวันมหาวิปโยค ทรงเปิดเผยว่ารัฐบาลจอมพลถนอมได้ลาออกแล้ว และ ทรงแต่งตั้งให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลแทน

๒๓.๐๐ น. ... สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระราชดำรัสทางโทรทัศน์แสดงความห่วงใย ตลอดคืนนี้มีการต่อสู้ ระหว่างนักเรียนประชาชนกับตำรวจที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลผ่านฟ้า ฝ่ายนักเรียนและประชาชนปักหลักสู้ จากตึก บริษัทเดินอากาศไทยและป้อมมหากาฬ

ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ... ประชาชน ๕ หมื่นคนนั่งเรียงรายบนถนนราชดำเนินกลางอย่างสงบ ผู้นำศูนย์กลาง นิสิตนักศึกษาฯ ขาดการติดต่อ ซ้ำมีข่าวลือว่าบางคนเสียชีวิตแล้ว เช่น นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล และนางสาวเสาวนีย์ ลิมมานนท์ จึงมีการจัดตั้ง “คณะกรรมการศูนย์ปวงชนชาวไทย” ขึ้นชั่วคราวเพื่อประสานงานและคลี่คลาย สถานการณ์เพื่อประสานงานและคลี่คลายสถานการณ์ คณะกรรมการศูนย์ฯมีประมาณ ๑๐ คน ประกอบด้วยนิสิตจุฬาฯ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง นักศึกษาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต นักเรียนพาณิชย์การ แห่ง ละหนึ่งคน อดีตประธาน ศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย และทีเหลือเป็นประชาชน แต่ละคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย

คืนนั้นเสียงปืนยังดังประปราย ...
ท้องฟ้าแถบถนนราชดำเนินเป็นสีแดง มีควันไฟพวยพุ่งอยู่เป็นหย่อม ๆ
การต่อสู้ เพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยดำเนินไปตลอดคืน


..............................................................................................................
ที่มา ... http://www.geocities.com/thaifreeman/14october/14oct2.html

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   17/09/2004 12:07 PM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 13  
     
 


วันจันทร์ที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ ...

๐๐.๐๕ น. ... ศูนย์ปวงชนชาวไทยที่ชุมนุม ณ บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยพยายามวิงวอนให้ทางตำรวจ ส่งผู้แทน มาเจรจาเพื่อหยุดยิง นางสาวจิระนันท์ พิตรปรีชา จากจุฬาฯ ประกาศให้ผู้ชุมนุมทราบว่ากำลังติดต่อกับฝ่ายตำรวจอยู่ และพูดขอร้องให้ผุ้ชุมนุมอยู่ในความสงบเพื่อไม่ให้เกิดความระส่ำระสาย

ส่วนกลุ่มผู้ก่อการจลาจล ... ก็ขยายวงกว้างออกไปทั่วกรุงเทพฯ มีการทำลายทรัพย์สินของมาราชการ เช่น เผาป้อมตำรวจทุกแห่ง ทำลาย ป้อมไฟสัญญาณจราจร ถังขยะเทศบาล เป็นต้น

ตามถนนทุกสาย ... ไม่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาการณ์อยู่เลย เป็นภาวะบ้านเมืองที่อยู่ในช่วงการจลาจล อย่างแท้จริง ทุกคนต้องรับผิดชอบในสวัสดิภาพของตนเอง เนื่องจากหน่วยกล้าตายของกลุ่มก่อจลาจลจะบุกเข้า ทำร้ายตำรวจทุกคนที่พบเห็น

๐๖.๐๐ น. ... เหตุการณ์ยังตึงเครียดอยู่การจลาจลนองเลือดยังไม่มีทีท่าว่าสงบลงแต่กลับมีเค้าว่าจะเพิ่มความรุนแรง ยิ่งขึ้น เพราะทหารส่งกำลังเข้ามาเสริมตามจุดต่าง ๆ ที่มีการจลาจล ส่วนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วกรุงเทพฯ ได้หายไปหมด หลายโรงพักปล่อยให้เป็นโรงพักร้าง ยังคงมีจุดเดียวที่สะพานผ่านฟ้าฯ เท่านั้นที่หน่วยกล้าตาย ยังคงเสี่ยงชีวิตจะบุกเข้ายึดทำลายกองบัญชาการตำรวจนครบาลให้ได้ด้วยพลังแค้นที่เพื่อน ๆ ต้องเสียชีวิตจาก กระสุนปืนของตำรวจผ่านฟ้ามากที่สุด

รัฐบาล ... ได้ประกาศได้ประกาศผ่านทางวิทยุให้หยุดราชการเป็นเวลาสามวัน และโรงเรียนทุกแห่งได้ประกาศปิด โดยไม่มีกำหนดจนกว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายลง บริษัทห้างร้านต่าง ๆ ก็ได้ประกาศหยุดเช่นเดียวกัน ส่วนบรรดาผู้ที่ จำเป็นต้องไปธุระหรือออกนอกบ้านต่างประสบกับปัญหาเรื่องพาหนะ เพราะรถเมล์ที่ออกวิ่งถูกพวกก่อการยึดไปหลายคัน ในที่สุดก็ไม่มีรถเมล์กล้าออกมาวิ่ง รวมทั้งรถบรรทุกของเอกชนด้วย ถนนหนทางว่างเปล่า ประชาชนจำนวนมาก ออกเดินไปตามบาทวิถี

๑๑.๒๐ น. ... สถานีวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ได้กระจายเสียง ประกาศของกองบัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งใส่ร้าย ประชาชนว่าเป็นพวกก่อการจลาจลยึดป้อมมหากาฬเป็นฐานยิงปืนของเครื่องยิงระเบิด M 79 ทำลายกองบัญชาการ ตำรวจนครบาลผ่านฟ้า และยังได้ใส่ร้ายประชาชนที่ก่อการจลาจลอีกว่าเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์

๑๒.๐๐ น. ... ประชาชนหลายหมื่นคนได้เดินทางมาชุมนุมกันบริเวณถนนราชดำเนินกลางอย่างแน่นขนัดเพื่อมา ดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ... คณะกรรมการศูนย์ปวงชนชาวไทยได้หยุดกระจายเสียงเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ประชาชน ที่ชุมนุมกันอยู่รอบ ๆบริเวณนั้นสลายตัวแต่ไม่ได้ผล ประชาชนยังคงมาชุมนุมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

๑๓.๓๐ น. ... ตึกกองบัญชาการตำรวจนครบาลผ่านฟ้า และอาคารสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งถูกไฟไหม้อย่างหนัก ในขณะเดียวกัน นักเรียนนักศึกษาและประชาชนกลุ่มหนึ่งสามารถดับไฟที่กำลังไหม้สถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งไว้ได้ โดยใช้รถดับเพลิงของสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลามไปยังบ้านเรือนของ ประชาชนที่อยู่ใกล้กับ สถานีตำรวจ

๑๔.๑๐ น. ... สถานีวิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์ทุกแห่งได้กระจายเสียงประกาศของกองบัญชาทหารสูงสุด ห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานในเวลากลางคืนตั้งแต่เวลา

๒๒.๐๐ -๐๕.๓๐ น. ... ของวันรุ่งขึ้นมิฉะนั้นกองบัญชาการทหารสูงสุดก็จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการปราบปราม จลาจล

๑๗.๓๐ น. ... นับแต่เวลานี้เป็นต้นไปนักเรียนนักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมกันอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยได้เริ่มทยอยกัน กลับโดยรถโดยสารประจำทางที่วิ่งออกมารับประชาชนกลับบ้าน ซึ่งไม่คิดค่าโดยสาร แต่นักเรียนนักศึกษาประชาชน บางส่วนยังคงชุมนุมกันอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยต่อไป

๑๘.๔๐ น. ... สถานีวิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์ได้ประกาศข่าวการหนีออกนอกประเทศของจอมพล ถนอม กิตติขจร จอมพล ประภาส จารุเสถียร และ พ.อ. ณรงค์ กิตติขจร เมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดออกไปประชาชน ในย่านชุมชนต่าง ๆ ต่างก็ไชโยโห่ร้อง “มันหนีเราแล้ว เราชนะแล้ว” และปรบมือด้วยความยินดี เริ่มทยอยกันกลับบ้าน คำประกาศนี้ สามารถยุติสภาวการณ์จลาจลได้อย่างฉับพลัน

๑๙.๐๐ น. ... สถานีวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ได้ประกาศขอร้องไม่ให้ประชาชนออกจากบ้านหลัง ๒๐.๐๐ น.

๒๐.๓๐ น. ... สถานีวิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์ทุกแห่งประกาศยกเลิกคำประกาศห้ามประชาชนออกนอก บ้านหลัง ๒๐.๐๐ น. ตามที่ได้ประกาศเมื่อเวลา ๑๙.๐๐ น. เมื่อสงบได้กลับคืนมาสู่ประเทศไทย

๒๑.๔๗ น. ... จอมพล ประภาส จารุเสถียร พ.อ. ณรงค์ กิตติขจร และครอบครัวรวมทั้งผู้ติดตามรวมทั้งสิ้น ๓๐ คน อันประกอบด้วยบุคคลที่มาจากครอบครัวของจอมพลประภาสจำนวน ๒๕ คน และลูกน้องที่ให้ความคุ้มครอง อีกจำนวนหนึ่ง ได้เดินทางลี้การเมืองออกนอกประเทศโดยเครื่องบินของบริษัทการบินไทย จำกัด เดินทางมุ่งหน้าไป กรุงไทเปกระเป๋าเดินทางของผู้ลี้ภัยทั้งหมดมีจำนวน ๕๖ ใบมีน้ำหนัก ๑,๓๓๖ กิโลกรัม


..............................................................................................................
ที่มา ... http://www.geocities.com/thaifreeman/14october/14oct2.html

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   17/09/2004 05:00 PM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 14  
     
 


วันอังคารที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๖ ...

กรุงเทพฯ เริ่มกลับสู่ภาวะปรกติ ... ตามถนนแม้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ ตามถนนแม้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ออกปฏิบัติการ แต่ก้มีลูกเสือและนักศึกษาออกทำหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านจราจรแทนเป็นอย่างดี รถเมล์ทุกสาย เริ่มวิ่งตามปกติในตอนเช้าผู้คนจำนวนนับแสนต่างพากันเดินไปตามถนนราชดำเนินเพื่อสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้น ทำให้การจราจร ในบริเวณนั้นติดขัดมาก

ตอนสายที่ถนนราชดำเนินกลาง ... นักเรียน นิสิตนักศึกษาพากันมาช่วยเก็บกวาดสิ่งหักพัง ตลอดจนทำ ความสะอาดเพื่อให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่สภาพปรกติ ตามจุดต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ มีหน่วยอาสาสมัครแพทย์และพยาบาล เปิดศูนย์บริจาคโลหิตชั่วคราวขึ้นเพื่อรับบริจาคโลหิตช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ นอกจากนี้ประชาชนได้ร่วมบริจาคเงิน และสิ่งของมายังศูนย์ ฯ อย่างคับคั่งเพื่อจะได้นำไปช่วยเหลือผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บต่อไปพร้อมกับจะได้ร่วม เป็นทุนในการก่อสร้างอนุสาวรีย์แก่วีรชนผู้เสียชีวิตในครั้งนี้ด้วย

ทางต่างจังหวัด ... นักเรียนนิสิตนักศึกษาประชาชนตามจังหวัดต่าง ๆ ได้ร่วมบริจาคทรัพย์สิ่งของส่งมาสมทบ กับศูนย์ฯ ตลอดเวลา พร้อมกับโทรเลขและส่งสารแสดงความไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต คณะนักเรียนไทยในต่างประเทศ ก็ได้ส่งเงินบริจาคมาช่วยเหลือในครั้งนี้ด้วย

๒๑.๐๐–๒๑.๔๐ น. ... จอมพล ถนอม กิตติขจร พร้อมครอบครัวได้เดินทางไปท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพฯ เพื่อเดินทางลี้ภัยการเมืองไปอยู่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตต์ สหรัฐอเมริกา

ข่าวการปฏิบัติการ ... ของนักเรียน นิสิตนักศึกษา ประชาชนชาวไทยในครั้งนี้ ได้แพร่สะพัดไปทั่วทุกมุมโลก แสดงให้เห็นพลังของประชาชนคนไทยที่ต่อสู้ด้วยมือเปล่าจนสามารถขจัดผู้เผด็จการได้

ผลการเปลี่ยนแปลงหลังเหตุการณ์ ...
ช่วงสองเดือนหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖ นั้น กรรมกรนัดหยุดงานเพิ่มมากขึ้นกว่า ๓๐๐ ครั้ง และในปีถัดมา หยุดงานกระแสการนัดหยุดงานก็พุ่งสูงขึ้นมากกว่า ๗๐๐ ครั้ง ถึงขนาดสามารถกล่าวได้ว่า ขบวนการกรรมกรร้อยละ ๘๐ เคยนัดหยุดงานในช่วงเวลาดังกล่าวมาแล้วทั้งนั้นปัญหาการนัดหยุดงานของกรรมกรเกิดจากสภาพความบีบคั้นแร้นแค้น ที่สะสมมานานจนเกิดแรงระเบิดขึ้นในระยะดังกล่าว ผู้ใช้แรงงานเรียกร้องขอเพิ่มค่าจ้างและสวัสดิการ รวมทั้งหลักประกัน ในการทำงาน จนกระทั่งปี ๒๕๑๗ กรรมกรก็ชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ที่ท้องสนามหลวง สามารถเรียกร้องให้รัฐบาล นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ออกประกาศกำหนดค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศได้สำเร้จ และนำไปสู่การออกกฎหมายคุ้มครอง แรงงานในวิสาหกิจต่าง ๆ แล้วเติบโตขยายตัวก่อตั้งองค์กรกลางสหภาพแรงงานและองค์การสภาลูกจ้างแรงงานในที่สุด

ส่วนการเคลื่อนไหว ... ของชาวนาชาวไร่ในชนบทนั้น หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖ ชาวนาชาวไร่ผู้ประสบ ความเดือดร้อน มาช้านานได้รวมตัวกันเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาชาวนา ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ จนถึงเดือนพฤษภาคม ชาวนาจำนวนมาก ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องหนี้สิน และปัญหาการครอบครองที่ดิน ปลายเดือนมิถุนายน ๒๕๑๗ ชาวนาได้จัดชุมนุมใหญ่เป้นครั้งแรกที่ท้องสนามหลวง และชุมนุม กันอีกครั้งในเดือน พฤศจิกายนปีเดียวกัน ในที่สุดก็มีการก่อตั้ง องค์กรของชาวนาขึ้นอย่างเป็นทางการในชื่อ “สหพันธ์ชาวนาชาวไร่”

การเคลื่อนไหวต่อต้าน ... ความไม่เป็นธรรมในสังคมของกลุ่มผู้ทุกข์ยากในช่วงหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖ ได้พัฒนาพร้อมไปกับอุดมการณ์สังคมนิยมที่แพร่หลายอยู่ในเวลานานนั้น โดยเฉพาะแนวคิดสังคมนิยม แบบจีนนั้น ได้รัยการเผยแพร่อย่างมาก เสกสรร ประเสริฐกุล อดีตผู้นำนักศึกษาสมัย ๑๔ ตุลา ๑๖ กล่าวยอมรับว่า สังคมไทย เริ่มแยกออกเป็นสองขั้วตั้งแต่ประมาณกลางปี ๒๕๑๗ เป็นต้นมา ขั้วหนึ่งคือกลุ่มปฏิรูป ซึ่งประกอบด้วยนักศึกษา ครูอาจารย์ นักหนังสือพิมพ์ กรรกร และชาวนา กลุ่มขั้วนี้ต้องการความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในสถาบันทางการเมือง รูปแบบวิธีการเก็บภาษี เรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน นโยบายต่างประเทศ และสัมพันธ์ภาพของข้าราชการกับชาวบ้าน

อีกขั้วหนึ่ง ... คือกลุ่มอนุรักษ์นิยม ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มอำนาจเก่าอย่างทหาร ชนชั้นสูงบางกลุ่ม ชนชั้นกลางบางพวก ชาวบ้าน บางส่วน และนักเรียนอาชีวะส่วนหึ่ง กลุ่มขั้วนี้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการ เป็นสิ่งที่สังคมไทย รับไม่ได้ การที่สังคมไทยเริ่มแบ่งเป็นสองขั้วสองฝ่ายนั้น มีสาเหตุมาจากปัญหาของประเทศที่หาทางออกไม่ได้ ฝ่ายขบวนการ นักศึกษาจึงเริ่มหันมาพิจารณาว่า อุดมการณ์สังคมนิยมอาจเป็นทางออกของสังคมไทย ในระยะนั้นแนวความคิด ที่เรียกร้องให้นักศึกษาประสานกับกรรมกรชาวนาเพื่อ “รับใช้ประชาชน” เป็นที่ยอมรับกัน โดยทั่วไป นอกจากนี้ ในเรื่องของศิลปะ ดนตรี วรรณกรรมและละคร ต่างก็ปวารณาตัวเข้า “รับใช้ประชาชน” ด้วยกันทั้งสิ้น

ในวงการหนังสือ ... มีการพิมพ์หนังสือต้องห้าม เช่น โฉมหน้าศักดินาไทย แต่งโดยจิตร ภูมิศักดิ์ กงจักรปีศาจ รวมถึงผลงานของฝ่าย สังคมนิยม เช่น สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตง การปฏิวัติเลนิน ฯลฯ ออกเผยแพร่อย่างคึกคัก ทั้งที่ครั้งหนึ่งรัฐบาลเผด็จการเคยสั่งห้ามพิมพ์เผยแพร่

ท่ามกลางสภาพที่ ... ก่อให้เกิดความสั่นคลอนและหวาดเกรงจะสูญเสียผลประโยชน์ในหมู่ผู้มีอำนาจและกลุ่ม ผลประโยชน์ต่าง ๆ แทนที่คนกลุ่มนี้จะหันมาแก้ปัญหาสังคม เศรษฐกิจ และ การเมือง ให้เกิดความเป็นธรรม ต่อคนหมู่มาก หรือหันมาร่วมมือสร้างประเทศไทยให้มีเอกราชและเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ตรงกันข้ามคนกลุ่ม ดังกล่าวซึ่งเป็นพวกอนุรักษ์นิยมกลับเพ่งเล็งว่า การเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาประชาชนได้สร้าง ความวุ่นวายให้สังคม และมองการเคลื่อนไหวต่อต้านความไม่เป็นธรรมว่า เป็นการกระทำของคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีวิธี จัดการเพียงวิธีเดียว คือ ต้องใช้ความรุนแรงเข้าทำลาย

ตั้งแต่ช่วงกลางปี ๒๕๑๗ เป็นต้นมา ... กลุ่มอำนาจเก่าที่เสียขวัญคราวเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖ ก็ฟื้นตัวเริ่ม เคลื่อนไหวต่อต้านพลังของนักศึกษาประชาชน โดยแยกสลายพลังนักเรียนอาชีวะออกจากขบวนการนักศึกษา แล้วจัดตั้งกลุ่มกระทิงแดงเพื่อคอยก่อกวนขบวนการนักศึกษา ในปี ๒๕๑๘ เกิดชมรมวิทยุเสรี ชมรมแม่บ้าน ฯลฯ ตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ เป็นต้นมา นักศึกษาและขบวนการประชาชนเริ่มถูกฝ่ายตรงข้ามใช้ความรุนแรงตอบโต้ เช่น ผู้นำชาวนาที่ทำงาน ในสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ ๓๐ คนถูกสังหาร

เมื่อล่วงเข้าปี ๒๕๑๙ ... การสังหารทางการเมือง ยิ่งเกิดขึ้นอย่างเปิดเผย ตั้งแต่การสังหารอมเรศ ไชยสะอาด ฝ่ายการเงินของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ตลอดจน การขว้างระเบิด ใส่นักศึกษาประเทศประชาชนที่เดินขบวนต่อต้านฐานทัพอเมริกัน เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๑๙ เป็นต้น เหตุฆาตกรรม แต่ละครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถจับตัวคนร้ายมาลงโทษได้

ส่วนความเคลื่อนไหวด้านการเมืองนั้น ... หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว รัฐบาลนายสัญญาได้ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม แก่นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนที่เดินขบวนในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖ และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในปลายปี ๒๕๑๗ พร้อมทั้งกำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๑๘ ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์โดยการนำของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ได้มีที่นั่งในสภาฯเพียง ๑๘ ที่นั่งเท่านั้น

ประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ 2517 ... เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ เพราะเป็นประชาธิปไตยที่ได้มา โดยเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นับได้ว่าเป็นประชาธิปไตยที่ได้มาจาการต่อสู้ของมวลชน สิ่งที่ปรากฏในระหว่างนี้ มองได้สองทางคือ


ในทางบวก ...

1 ... โอกาสของการพัฒนาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย การเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาล การแก้ไขข้อขัดแย้งต่างๆ แสดงเด่นชัดว่า คนไทยรู้กติกาและสามารถปกครองตนเองในระบบอบ ประชาธิปไตย ได้อย่างน้อยก็ชี้ให้เห็นว่ามีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองและระบบ

2 ... ความตื่นตัวทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง การเรียกร้องและประท้วงต่างๆ ความสนใจ ของคนที่มาฟังคำอภิปราย รวมทั้งสิ่งตีพิมพ์ที่เป็นวรรณกรรมทางการเมือง ชี้ให้เห็นลักษณะพลวัตของ การเมืองไทย ความตื่นตัวและความกระตือรือร้น การเรียกร้องสิทธิและการตระหนักถึง สัมฤทธิ์ผล ทางการเมือง

3 ... การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเมือง การพยายามจับกลุ่มและเข้าร่วม องค์กรทางสังคม และการเมือง

4 ... ความเสมอภาคทางการเมือง การผูกขาดอำนาจทางการเมืองลดลง ทำให้คนจำนวนไม้น้อยมี ความรู้สึกว่าตนมีเสรีภาพและความเสมอภาคเท่าคนอื่น

5 ... การตอบสนองของระบบราชการต่อความต้องการของประชาชนดีขึ้น ระบอบประชาธิปไตย ที่เกิดขึ้นทำให้เจ้าหน้าที่ราชการ กระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ ตอบสนองความต้องการของประชาชนมากขึ้น การวางอำนาจบาตรใหญ่ลดน้อยลงและความรู้สึกเรื่องประชาธิปไตยเริ่มเกิดขึ้นในหมู่ราชการ


ในทางลบ ...

1 ... การเรียกร้องทางการเมืองเกินขอบเขต เกิดการเรียกรอง การประท้วง การนัดหยุดงาน ซึ่งเกิดขึ้น อย่างมากมาย (ปี 2516 จำนวน 501 ครั้ง, ปี 2517 จำนวน 357 ครั้ง, ปี 2518 จำนวน 241 ครั้ง, ปี 2519 จำนวน 133 ครั้ง) การเข้ามาร้องทุกข์ของชาวนา ฯลฯ ซึ่งมีหลายกรณีมาจากความจริง และหลายกรณี มาจากการฉวยโอกาสไม่สมเหตุสมผล แต่ที่สำคัญคือ การเรียกร้องอันมากมายนี้ชี้ให้เห็นว่า การตื่นตัว ทางการเมือง กำลังถึงจุดสูงสุดซึ่งจะเกินเลยความสามารถและทรัพยากรของระบบการเมือง ซึ่งน่าเป็นห่วง ยิ่ง

2 ... ปฏิกิริยาตอบโต้จากกลุ่มอนุรักษ์นิยม การเกิดกลุ่มต่างๆที่ได้มีการเรียกร้องทางการเมืองได้นำไปสู่การเกิดกลุ่มต่อต้านหรือกลุ่มค้านขึ้นมาซึ่งมีกิจกรรม การแสดงออกในทางความรุนแรง เป็นการคุกคามต่อการรวมกลุ่มทางการเมือง เช่น กลุ่มกระทิงแดง เป็นต้น

3 ... การใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา การแสดงออกทางการเมืองเริ่มส่อให้เห็นความรุนแรงมากขึ้น จนเกิดความรู้สึกว่าบ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแป ความรุนแรงที่เห็นได้ชัด คือ การที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งยกพวกไป ทำลายบ้านนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช การยกพวกเข้าเผามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การพยายามขว้างระเบิดพรรคพลังใหม่ การขว้างระเบิดใส่การชุมนุมหาเสียงของ พรรพลังใหม่ที่จังหวัด ชัยนาท การขว้างระเบิดใส่ผู้การชุมนุมของชาวมุสลิมภาคใต้ การขว้างระเบิดใส่ผู้เดินขบวน ประท้วง การตั้งฐานทัพอเมริกาและสถานีเรด้ารามสูรณ์ การสังหาร ดร.บุญสนอง บุณโยทยาณ อดีตเลขาธิการ พรรคพลังสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ฯลฯ ล้วนแต่ส่อให้เห็นความวุ่นวายและปั่นป่วนทางการเมือง ซึ่งมีแนวโน้มว่าถ้าปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้ กลียุคทางการเมืองกำลังจะตามมา

4 ... ความคิดทางการเมืองแตกแยกสุดโต่งเป็นสองขั้ว ปรากฏการณ์ที่นาวิตกที่สุดคือการแตกแยกในทางความคิดทางการเมืองของคนไทยที่แตกแยกเป็นสองขั้ว อย่างสุดโต่งในลักษณะประจัญหน้า การแตกแยกดังกล่าวคือการแตกออกเป็นกลุ่มซ้ายจัดและขวาจัด ซึ่งมีความต่างกันในแง่อุดมการณ์โดยฝ่ายขวาจัดมองดูฝ่ายซ้ายจัดหรือหัวก้าวหน้าว่าเป็นกลุ่มที่เป็นภัย ต่อสังคมไทย เป้ฯคอมมิวนิสต์ที่มุ่งทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ส่วนกลุ่มซ้ายจัด ก็มองกลุ่มขวาจัด ว่าเป็นพวกไดโนเสาเต่าล้านปี พวกปฏิกิริยาที่พยายามจะหยุดกงล้อของประวัติศาสตร์ อีกทั้ง ทั้งสอง กลุ่มยัง ตีความประชาธิปไตย แตกต่างกันอีกด้วย ฝ่ายขวาจัด ตีความว่าประชาธิปไตยคือรูปแบบการเมือง การปกครองของอังกฤษหรือยุโรปตะวันตก หรือสหรัฐอเมริกา ส่วนฝ่ายหัวก้าวหน้าตีความว่า ประชาธิปไตย ที่แท้จริงคือประชาธิปไตยมวลชนแบบสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น


..............................................................................................................
ที่มา ... http://www.geocities.com/thaifreeman/14october/14oct2.html

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   17/09/2004 07:26 PM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 15  
     
 


ข่าวจาก นสพ. ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 30 ส.ค. 2546 ...

"ณรงค์ กิตติขจร" ปวดใจถูกเรียก "ทรราช" ... แฉเบื้องหลังเหตุการณ์นองเลือดผ่านหนังสือ "ลอกคราบ 14 ตุลาฯ ดักแด้ทางประวัติศาสตร์" อ้าง "พล.อ.กฤษณ์ ศรีวะรา" อยู่เบื้องหลังใช้ น.ศ.เป็นเครื่องมือล้มล้างรัฐบาล เผยปืนทุกกระบอกไม่มีกระสุน ส่วนศพวีรชนที่หาไม่เจอก็เพราะไม่มีใครตาย

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ... ได้มีงานเปิดตัวหนังสือ "ลอกคราบ 14 ตุลาฯ ดักแด้ทางประวัติศาสตร์" ที่เรียบเรียงโดยนายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระ ทั้งนี้งานดังกล่าวได้เชิญ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร บุตรชายจอมพลถนอม กิตติขจร ผู้ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา พร้อมครอบครัว ประกอบด้วย นางสุภาพร กิตติขจร ภรรยา นางกรองกาญจน์ ดิศกุล ณ อยุธยา บุตรสาว พ.ต.กิจก้อง กิตติขจร บุตรชาย และนางวัลภา กิตติขจร ลูกสะใภ้ มาร่วมงาน ซึ่งหนังสือดังกล่าวจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บานชื่น มีกำหนดวางแผงขายในวันที่ 14 ตุลาคม อันเป็นวันครบรอบ ๓๐ ปีของเหตุการณ์นองเลือด

ภายในงาน ... ได้มีการเปิดเผยถึงเบื้องหลังของเหตุการณ์ 14 ตุลา ที่อ้างว่าไม่เคยเปิดเผยที่ใดมาก่อน โดย พ.อ.ณรงค์กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา เขาได้ชื่อว่าเป็นอัศวินม้าขาว แต่หลังจากนั้นกลับกลายเป็นทรราช พร้อมทั้งเปิดเผยผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นองเลือดว่าไม่ใช่ตนเอง แต่เพราะมีผู้ที่ไม่หวังดีกลุ่มหนึ่งอยากขึ้นสู่อำนาจ อาทิ พล.อ.กฤษณ์ ศรีวะรา พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ พล.ต.อ.ประจวบ สุนทรางกูร โดย พล.อ.กฤษณ์เป็นคนสั่งให้ พล.ต.อ.ประจวบ ใช้นักศึกษาเป็นเครื่องมือให้ก่อเหตุความวุ่นวาย เป็นการสร้างแรงกดดันเพื่อนำมาสู่การล้มล้างรัฐบาล

พ.อ.ณรงค์ยังกล่าวถึงเหตุการณ์ ... ที่หนังสือส่วนใหญ่ระบุว่า ตัวเขาเป็นผู้ขับเฮลิคอปเตอร์ กราดยิงฝูงชนที่ชุมนุม ว่าไม่เป็นความจริง เพราะเฮลิคอปเตอร์ที่ขับนั้นเป็นเครื่อง ที่ใช้สำหรับตรวจการณ์ ไม่ใช่เครื่องสำหรับยิงต่อสู้ รวมทั้งไม่มีปืนติดบนเครื่องด้วย นอกจากนี้ทหารที่ควบคุมเหตุการณ์ทุกนายก็มีเฉพาะปืน แต่ไม่มีกระสุน แม้แต่รถถังก็ไม่มีกระสุนและดินปืน

ทายาทจอมพลถนอมระบุว่า ... ในวันเกิดเหตุยืนยันว่ามีทหารพรานจากอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ภายใต้การนำของ พล.ท.วิฑูรย์ ยะสวัสดิ์ ดักซุ่มยิงกลุ่มผู้ชุมนุมจากดาดฟ้าอาคารกรมสรรพากร แต่หลังเหตุการณ์ปรากฏว่ามีการเผาทำลายเอกสารหลักฐานสำคัญหลายอย่าง อาทิ เอกสารห้ามยิงที่ตอนนี้เหลือเพียงสำเนา รวมทั้งเทปที่บันทึกเสียงการติดต่อสื่อสาร และสั่งการจากเฮลิคอปเตอร์ที่ตนขับก็หายไปด้วย ซึ่งจากการสอบสวนกรณีที่กล่าวหาตนว่า กราดยิงผู้ชุมนุมจากเฮลิคอปเตอร์ โดยตรวจสอบรอยกระสุนภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งตามตัวอาคารและต้นไม้ต่างๆ ก็ไม่พบร่องรอยกระสุนแต่อย่างใด นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2521 กองบินทหารบกที่ จ.ลพบุรี ได้จัดฉากสร้างหุ่นขนาดเท่าคนจริงวางไว้รอบๆ เชิงเขาประมาณ 400 ตัว แล้วให้เฮลิคอปเตอร์กราดยิงลงมา ใช้เวลาในการยิงราว 5 นาที ปรากฏว่ากระสุนยิงโดนหุ่นหมดทุกตัว แสดงให้เห็นว่าในวันนั้นถ้าตนใช้เฮลิคอปเตอร์ยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุมจริง ผู้ชุมนุมที่อยู่จะต้องตายกันหมดทุกคน

"ที่ผ่านมา ผมไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ ...
เพราะเห็นว่าเป็นการกระทบเบื้องสูง แต่เมื่อเหตุการณ์มาถึงขั้นนี้แล้ว ต้องออกมาพูดบ้าง"

พ.อ.ณรงค์ยังชี้แจงถึงข้อกล่าวหาที่ว่า ... ตระกูลกิตติขจร และจารุเสถียร หลบหนีไปต่างประเทศภายหลังเหตุการณ์สงบว่า เช้ามืดของวันที่ 15 ต.ค. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีรับสั่งให้ตน และจอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร ไปพักผ่อนต่างประเทศชั่วคราว จนกว่าเหตุการณ์จะคลี่คลาย ตนจึงจำเป็นต้องทำตามพระบรมราชโองการ ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นการกระด้างกระเดื่อง แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยกลับเข้าใจว่าตนหนีไป ซึ่งถ้าตนหนีไปจริงทางกองทัพ คงไม่จัดเครื่องบินสำหรับการเดินทางในครั้งนั้นแน่ ทั้งนี้ ตัวเขา จอมพลถนอม และจอมพลประภาส ได้เดินทางไปที่ประเทศไต้หวันด้วยกัน แต่อยู่ที่นั่นได้เพียง 1 เดือน ทางการไต้หวันได้แจ้งให้ไปอยู่ที่อื่น เพราะได้รับการร้องขอจากประเทศไทย ให้ตนออกจากประเทศ มิเช่นนั้นจะไม่รับรองความปลอดภัย ของสถานทูตไต้หวันในประเทศไทย

คำสั่งดังกล่าวทำให้ตนแปลกใจมาก ... ว่าทำไมต้องให้ตนออกจากไต้หวันเพียงคนเดียวเท่านั้น เข้าใจว่าคงเพราะทางการไทยต้องการแยกไม่ให้ตนและพวกอยู่ด้วยกัน จึงตัดสินใจไปอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นได้แค่คืนเดียว ก็ต้องย้ายไปอยู่ประเทศเกาหลี แต่อยู่ได้เพียง 1 เดือนก็ต้องออกนอกประเทศอีกด้วยเหตุผลเดิม ในที่สุดจึงไปอยู่ที่ประเทศเยอรมนี ระหว่างอยู่ที่นั่นต้องทำมาหากินเอง จนกระทั่งเหตุการณ์คลี่คลายลง ตนจึงกลับมาเป็นคนสุดท้ายของคณะ

ส่วนการที่สังคมส่วนใหญ่ในปัจจุบันตั้งข้อสงสัยว่า ... ศพนักศึกษาที่เสียชีวิตในขณะนั้นหายไปไหน พ.อ.ณรงค์กล่าวว่า ความจริงคือผู้ชุมนุมไม่มีใครเสียชีวิตเลย แต่ในหนังสือเผาศพที่มีการแจก ที่สนามหลวงก็เขียนไว้ว่ามีศพเป็นหมื่นๆ ทั้งที่มีศพที่ต้องเผาจริงเพียง 70 ศพเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ตายเพราะสาเหตุอื่น เช่น ป่วยตาย จมน้ำตาย รถชนตาย เป็นต้น ส่วนอาคาร กตป.ที่ถูกเผา เป็นเพราะตนได้เก็บเอกสารสำคัญเกี่ยวกับเงินภาษีของรัฐเอาไว้ และมีคนถูกจ้างมาให้เผา ไม่ใช่ฝีมือของนักศึกษา และทำให้ภารโรงที่ดูแลอยู่หนีออกมาไม่ทัน เพราะขาเป๋จึงถูกไฟคลอกตาย กลายเป็นวีรชนที่ถูกจารึกชื่ออยู่ในปัจจุบัน ตนจึงเห็นว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ต้องเปิดเผยให้ทุกคนได้รับรู้

ในตอนท้าย พ.อ.ณรงค์ยังกล่าวถึง ... การที่รัฐสภามีมติให้ตั้งชื่อวันที่ 14 ต.ค.เป็นวัน "14 ตุลาประชาธิปไตย" ว่า การใช้ชื่อดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทย มีวันประชาธิปไตย 2 ครั้งในหนึ่งปี คือ วันที่ 24 มิถุนายน และวันที่ 14 ตุลาคม จึงเห็นน่าจะใช้ชื่อว่า "วันมหาวิปโยค"

สำหรับวัตถุประสงค์ ... ของการจัดพิมพ์หนังสือดังกล่าวนั้น นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระในฐานะผู้เรียบเรียงระบุว่า ต้องการชี้ให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ไทย ยังมีข้อเท็จจริงอีกหลายอย่างที่ยังไม่เปิดเผย จึงต้องการนำข้อมูลข้อเท็จจริงเหล่านั้นที่ยังไม่เปิดเผยเหล่านี้ ให้ปรากฏออกมาเป็นที่รับรู้ของสาธารณชน โดยเฉพาะเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ ยังมีชีวิตอยู่บางส่วน อีกทั้งก่อนที่จะบรรจุประวัติศาสตร์เดือนตุลา ไว้เป็นแบบเรียนของนักเรียน นิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ ก็ควรจะชำระประวัติศาสตร์ให้เสร็จเรียบร้อยก่อน โดยเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์มาให้ข้อมูลร่วมกัน เพราะหากบรรจุเป็นแบบเรียนไปแล้ว พบข้อผิดพลาดภายหลังการแก้ไขคงเป็นเรื่องยาก

..............................................................................................................
ที่มา :::http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&post_date=๓๐/Aug/2546&news_id=75375&cat_id=501

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   17/09/2004 08:28 PM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 16  
     
 


ฐานะทางประวัติศาสตร์ของ 6 ตุลาฯ ...

ประวัติศาสตร์ ... ที่เราท่องจำกันได้จนขึ้นใจ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเรื่องจริงๆที่เกิดขึ้นในอดีตเสมอไป ในทางตรงกันข้าม เหตุการณ์และเรื่องหลายเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆในอดีต ก็ไม่เคยหรือไม่ถูกทำให้เป็นประวัติศาสตร์ของชาตินั้นๆ ด้วยเหมือนกัน ..

นี่คือปัญหาของวิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์ ...
กับเป็นปัญหาของอำนาจในการสร้างวาทกรรมในสังคมด้วยพอๆกัน
สังคมที่สุกงอมในทางความคิดและความรู้ จึงมักถามและวิพากษ์ถึง “ความจริง” ในประวัติศาสตร์ของตนอยู่เนืองๆ

สิบสี่ตุลา และ หกตุลา ... ยังเป็นความทรงจำ แต่เป็นความทรงจำที่ยังมีชีวิต เพราะผู้คนที่ร่วมและผ่านเหตุการณ์นั้นทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งใกล้และไกล ยังคงความเป็นเจ้าของเรื่องราวนั้นๆอยู่ แม้รายละเอียดหลายอย่างจะเลือนรางหรือขยับเขยื้อนจากจุดเดิมที่มันได้เกิดขึ้นมาแล้ว แต่โดยโครงสร้างและพล๊อตเรื่องใหญ่ มันยังอยู่ค่อนข้างมาก

การเมืองแห่งเดือนตุลา ... จึงกลายมาเป็นเครื่องพันธนาการของประวัติศาสตร์ไป นั่นคือมันยังไม่ปลดปล่อยให้เหตุการณ์ทั้งหลาย คลี่คลายและถูกสร้างให้กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่เรียกว่าเป็นแม่บทของการพรรณา(main narrative) ความขัดกันดังกล่าวทำให้เรื่องราวของเดือนตุลา ยังเป็นความทรงจำและความรู้สึกที่ร่วมกันของคนหลายคนซึ่งร่วมและผ่านไม่มากก็น้อยกับเหตุการณ์นั้น

ว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องดี ... เพราะอาจมีความเป็นจริงมากกว่าเรื่องราวที่ถูกทำให้เป็นประวัติศาสตร์จริงๆเสียอีก เพราะประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างขึ้นจากเหตุการณ์ต่างๆจนกลายเป็นวาทกรรมหลักไป หลีกไม่พ้นที่จะต้องละเลยหรือลดทอนรายละเอียดและความจริงเล็กบ้างใหญ่บ้างบางเรื่องลงไป แล้วเพิ่มหรือทำคำอธิบายที่ช่วยให้สีสรรค์และน้ำหนักของการเป็นแม่บทในเรื่องนั้นเด่นชัดและไม่ขัดแย้งกัน

แน่นอน ... ประวัติศาสตร์ที่เป็นทางการและเป็นระดับชาตินั้น หนีไม่พ้นที่จะต้องอาศัยกรอบทฤษฎีประวัติศาสตร์นิพนธ์บางอย่างมารองรับ เช่นทฤษฎีชาตินิยม ทฤษฎีมหาบุรุษ ทฤษฎีวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์ ฯลฯ จนมีนักคิดบางคนวิพากษ์ว่า การทำให้ทฤษฎีประวัติศาสตร์ต่างๆนั้นเป็นที่ยอมรับกันได้นั้น มักต้องมาพร้อมกับการบิดเบือนข้อมูลบ้างเล็กน้อยกับการมีความคิดแบบตื้นๆสักหน่อย ทฤษฎีประวัติศาสตร์นั้นก็จะฟังสมน้ำสมเนื้อดูดีขึ้น

ไม่ว่าจะ ... เป็นเรื่องพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ศิลาจารึกสุโขทัยหลักหนึ่ง สุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของคนไทย พระเจ้าอู่ทองกับการสร้างกรุงศรีอยุธยา มาถึงประวัติศาสตร์สมัยใหม่เช่นอะไรคือความจริงในกรณี “พระยาแขกเจ็ดหัวเมืองคบคิดกันกบฏ” การหายตัวไปอย่างลึกลับของหะยีสุหลง การฆาตกรรมอดีตสี่รัฐมนตรีอีสานเป็นต้น

มองในแง่นี้ ... การที่เรื่องราวเดือนตุลาทั้งสองยังไม่ถูกทำให้เป็นประวัติศาสตร์ฉบับทางการหรือเป็นแม่บทของการบรรยายประวัติศาสตร์ชาติไป ก็เป็นผลจากการขัดกันระหว่างความทรงจำของผู้สร้างเหตุการณ์ กับอำนาจ/ความรู้ที่รัฐกำกับอยู่ ผลพวงที่แปลกๆจึงเกิดขึ้นมา ว่าเรื่องราวของเดือนตุลามีความจริงอยู่มากมาย เพราะเรื่องราวทั้งหลายยังเป็นความจริงของคนทั้งหลายกันเอง เหลื่อมล้ำแทรกเบียดกันในรายละเอียดและความทรงจำบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะมันเป็นเรื่องจริงของคนทั้งหลาย

ทว่าจุดที่เป็นข้ออ่อน ... อันจะทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันต่อไปก็คือ คนรุ่นหลังๆและคนข้างนอกรวมถึงคนที่ไม่เห็นด้วยกับเหตุการณ์และเรื่องราวซ้ายๆของเดือนตุลา ก็จะไม่จำและไม่รู้ว่าอะไรจริงอะไรลวง ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่จริงๆ คือคนรุ่นหลังๆก็จะพูดอย่างเข้าใจดีว่า อ๋อเหตุการณ์ 6 ตุลาเหรอ…………………

ประวัติศาสตร์เดือนตุลา ... จึงเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำคัญที่กำลังทำให้เนื้อหาและวิธีการทางประวัติศาสตร์ไทยต้องปรับเปลี่ยนอย่างรุนแรง หากจะมีการทำให้มันเป็นประวัติศาสตร์จริงๆขึ้นมา หนึ่งคือการเกิดขึ้นของสิ่งที่เรียกว่า “สำนึกประวัติศาสตร์” สองคือการที่คนตระหนักถึงภาวะของการเป็น “สังคม” หรือการที่เราดำรงเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และสังคมก็เป็นส่วนหนึ่งของตัวเราทุกคน สามคือการเห็นสังคมอย่างที่เป็นส่วนทั้งหมด ไม่ใช่เป็นส่วนเสี้ยวหรือเป็นเพียงความสัมพันธ์กับอำนาจที่เหนือกว่า หากมองถึงการดำรงอยู่ในปัจจุบันกาลของสังคม อันเป็นโลกทรรศน์แบบสมัยใหม่ ที่มองเวลาอย่างที่มันเป็นเอกภาพ (homogeneous time) เวลาที่มีความต่อเนื่องจากอดีตอย่างน้อยในเหตุการณ์ 14 ตุลาคมและ 6 ตุลา มาถึงปัจจุบัน

ประเด็นที่จุดประกาย ... ให้กับการถกเถียงกัน มักได้แก่ อะไรคือความจริงในเหตุการณ์นั้น ใครทำอะไร ผลของเหตุการณ์นั้นคืออะไร และสุดท้ายคือการประเมินว่า ในที่สุดแล้วกรณี 14 ตุลา และ 6 ตุลาทำให้เกิดอะไร หรือไม่ทำให้เกิดอะไร ทำให้สังคมได้รับสิ่งดีเป็นด้านบวก หรือในทางกลับกันทำให้สังคมได้รับสิ่งที่เป็นด้านลบ ทั้งหมดนี้จะเรียกว่าคือฐานะทางประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์นั้นๆก็ได้ คำถามเหล่านี้คงไม่มีใครสามารถให้คำตอบสุดท้ายที่ยุติความสงสัยของคนส่วนมากได้ อาจให้ความพอใจแก่คนบางส่วนได้ ในบางเวลา แต่คงไม่ได้ทั้งหมดและในเวลาทั้งหมด

คำถามประการที่ 2 ...
คือว่าด้วยความสำคัญ และนัยทางสังคมและการเมืองของ “หกตุลา”

ที่ผ่านมา ... การศึกษาและความเข้าใจในการต่อสู้เปลี่ยนแปลงทางการเมือง มักรวมศูนย์และหาคำอธิบายแต่ที่ศูนย์กลางและสถาบันทางอำนาจหลักๆในสังคม ซึ่งในทางเหตุผลตรรกสุดท้ายก็หนีไม่พ้นที่การเปลี่ยนแปลงและปฏิกิริยาไม่ว่าด้านบวกหรือลบ ก็จะต้องมาจากการกระทำของอำนาจสูงสุดเสมอ ในกรณีเหตุการณ์ 6 ตุลาก็เช่นกัน ตัวกระทำหลักคือรัฐที่แสดงออกผ่านสถาบันหลักทั้งสาม โดยมีกำลังติดอาวุธเป็นเอเย่นต์ในการปฏิบัติการ

แต่อีกด้าน ... ของการวิเคราะห์ซึ่งเราไม่ใคร่ได้ทำกัน คือการก้าวพัฒนาขึ้นมาของความเป็นตัวของตัวเองของประชาชนและของสังคม ที่ไม่ใช่เป็นส่วนควบหรือประกอบของภาครัฐ หากแต่พยายามสร้างความเป็นอิสระและเป็นนายของตัวเองขึ้นมา ช่วงเวลาราวสามปีก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นอีกครั้งที่ประชาชนได้ค้นพบตนเองและสร้างตนเองที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและความคิดอิสระของตนขึ้นมา ก่อนหน้านั้นก็มีระยะของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่ราษฎรไทยพากันตื่นตัวและสามารถสร้างสรรค์บุคลิกและความเป็นตัวตนของตนขึ้นมา โดยไม่ผูกติดแอบอิงอาศัยพึ่งพาอยู่กับรัฐและอำนาจหลวงดังแต่ก่อนมากนัก เช่นการอ้างและเรียกร้องถึง “สิทธิอิสระเสรี” “ความเป็นธรรม” “ความยุติธรรม”จากการปฏิบัติของราชการเป็นต้น

หกตุลา ... จึงเป็นเรื่องราวและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ที่ไม่เหมือนและไม่อาจจัดให้มันสืบทอดต่อเนื่องกับประวัติศาสตร์ชาติไทยฉบับทางการที่เราเรียนกันมาได้เลย ยิ่งกว่านั้นมันยังผลิต “อุดมคติ” ทางการเมืองใหม่ๆออกมาอีกมากมายในเวลาไม่กี่ปี

หากย้อนกลับไปดูระหว่างปี 2516-2519 ... พบว่ามีศัพท์และวลีทางการเมืองใหม่ๆออกมามากมาย บางคำเก่าแต่ทำให้มีความหมายใหม่ที่ยอมรับกันได้ เช่น “สังคมนิยม” เป็นศัพท์ที่ดีไม่ใช่เป็นผู้ร้ายเป็นครั้งแรกในรอบร้อยกว่าปีหลังจากถูกรัชกาลที่ ๖ วิพากษ์ให้สามานย์ไป “เสรีภาพทุกตารางนิ้ว” “ความยุติธรรม” “ความเสมอภาค” “ขุนศึกศักดินา” “จักรพรรดินิยม” “อธิปัตย์” “มวลชน” “ชูธง” “กดขี่ขูดรีด” “ทรรศนะ” “จุดยืนทางการเมือง” “โลกทรรศน์” “ชีวทัศน์” “ชนชั้น” ฯลฯ ทั้งหมดนั้นทำให้เกิดกระบวนความรู้อย่างใหม่ ที่ไม่เหมือนและกระทั่งเป็นปฏิปักษ์กับความรู้อย่างเก่า เช่นการ “เผาวรรณคดีไทย” “ชำแหละหลักสูตร” เป็นต้น

เห็นได้จาก ... ทันใดนั้น ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา การเสนอวิเคราะห์ปัญหาสังคม การเมืองและวัฒนธรรม ทั้งในและนอกประเทศ แบบเก่าๆที่เคยเขียนและอ่านกันมา ถูกทำให้กลายเป็นทรรศนะที่ล้าหลัง ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไปได้ กล่าวคือไม่มีพลังในการจูงใจผู้อ่านอีกต่อไป นั่นคือไม่อาจเป็นความจริงได้อีกแล้ว ในขณะที่การวิเคราะห์วิจารณ์แนวใหม่ กลับเป็นความจริงๆกว่า เป็นสิ่งที่มีพลัง มีแรงบันดาลใจ ให้เห็นอนาคตและความหวังต่อไปได้

บรรดานักกิจกรรม ... และนักเคลื่อนไหวต่อสู้ที่เรียกกันว่า “คนรุ่นหกตุลา” จึงต่างจากคนรุ่นสิบสี่ตุลา ตรงที่พวกเขาไม่ใช่พวก “แสวงหา” ความคิดและอุดมการณ์สังคมดังคนรุ่นก่อนอีกต่อไป หากแต่พวกเขาได้ยกระดับขึ้นเป็น “นักอุดมคติ” อย่างเต็มตัวแล้ว ภารกิจที่ต้องผลักดันคือการทำให้อุดมคติเหล่านั้นปรากฏเป็นจริงขึ้นมา

บทเรียนของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ... คือการที่สังคมไทยได้สร้างพฤติกรรมอันหนึ่ง จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ว่าการเป็นนักอุดมคติหรือนักแสวงหาอุดมคตินั้น ไม่เป็นสิ่งพึงประสงค์ ทั้งนี้เพราะอุดมคติมักไม่เดินไปตามแนวทางและระเบียบที่อำนาจเก่าในสังคมสร้างและรักษาอยู่ อุดมคติมักมองไปที่สิ่งที่ดีกว่าหรือสภาวะที่ควรจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้

ดูเกษียร เตชะพีระ ...
“รำลึก 20 ปี 6 ตุลาฯ เวทีแสวงหาอุดมคติของสังคมไทย” ใน เราไม่ลืม 6 ตุลา กรุงเทพ, 2539

คนที่ตระหนักและมองเห็นถึงจุดหมายอันเป็นอุดมคติได้ ...
จึงมักจะมองเห็นสภาพและวิธีการอันเป็นด้านลบของผู้มีอำนาจทั้งหลายได้ค่อนข้างมากด้วยเช่นกัน

กล่าวโดยรวม ... บทเรียนและการปฏิบัติในเหตุการณ์ 6 ตุลา หากไม่มองเพียงแค่เป็นการยึดอำนาจของฝ่ายทหารแบบเก่าๆที่เคยทำกันมาจนเป็นเรื่องปกติแล้ว ก็คือการมองเห็นถึงความยากลำบากและอุปสรรคในการที่ประชาชนจะสามารถสร้างภาวะของการเป็นอิสระของการเป็นนายเหนือตัวเองขึ้นมา ในเวลาเดียวกันก็สามารถที่จะบอกแก่รัฐและผู้ปกครองถึงจุดอ่อนและความผิดพลาดของระบบนั้นได้อย่างกล้าหาญและมีวิจารณญาณ เหนือสิ่งอื่นใดคือการที่ประชาชนและสังคม สามารถมองเห็นถึงจุดหมายอันเป็นอุดมคติที่ดีงามชุดหนึ่งขึ้นมา แทนที่จะเป็นฝ่ายรับฟังและทำตามอย่างเซื่องๆดังแต่ก่อน

อุปสรรคและปัญหา ... ดังกล่าวนี้ในปัจจุบันแม้จะผ่อนคลายเสรีมากขึ้น แต่ก็ยังไม่หมดไปโดยสิ้นเชิงหรือโดยพื้นฐาน ทำอย่างไรสังคมกับรัฐและอำนาจจึงจะดำรงอยู่ด้วยกันได้บนพื้นฐานของปัญญาและความใฝ่ฝัน ไม่ใช่บนพื้นฐานของอวิชชาและความหวาดระแวงจากฝ่ายอำนาจอยู่เสมอๆ

บทเรียนในข้อนี้ ... คือในศาสตร์ต่างๆนั้นมันมีสิ่งที่เรียกว่า “ผลกระทบทางอำนาจ” (power-effects) อยู่ด้วย ทันทีที่เราเปิดเผยถึงความจริงทั้งหมดอย่างที่มันเป็นจริงออกมา นั่นคือเรื่องราวในเหตุการณ์นั้นจะไม่มีใครเป็นพระเอกคนเดียวหรือเป็นผู้ร้ายคนเดียวด้วย ดังนั้นปัญหาอะไรคือความจริงในประวัติศาตร์ จึงขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ด้วย

ทั้งหมดนี้ ... จะเห็นถึงความเกี่ยวพันโยงใยอย่างแน่นแฟ้นระหว่างอำนาจ/ความรู้กับความทรงจำ ระหว่างความรู้กับกระบวนการสร้างประวัติศาสตร์ และระหว่างอำนาจกับประวัติศาสตร์

ในสังคมสมัยใหม่ ... และหลังสมัยใหม่ การสร้างความทรงจำเพื่อไปสู่การสร้างประวัติศาสตร์ จึงดำรงอยู่ทุกหนทุกแห่ง มาจากทุกแห่งหน แต่ทั้งหมดนี้จะเป็นจริงได้ ประชาชนและประชาสังคมจะต้องมีจิตสำนึกของตนเอง รู้เท่าทันอำนาจและอิทธิพลของรัฐและทุนไปถึงวัฒนธรรมการบริโภคที่ล้อมรอบเราอยู่ได้


__________________________________
บทความของ ..... ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
เมื่อ ..... วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2546
ที่มา ..... http:www.2519.net

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   17/09/2004 09:35 PM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 17  
     
  แม่เล่าให้ฟังว่า วันนั้นแม่วิ่งหนีไปอยู่ที่ร้านขายชุดแต่งงาน
แล้วเค้าก็ยิงปืนเข้ามาด้วย แต่แม่กับเพื่อนหลบได้ครับ
ก็เลยยังมีชีวิตรอดมา และก็มีหนึ่งออกมานี้ไงครับ
 
     
    By: พี่หนึ่ง     17/09/2004 09:44 PM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 18  
     
  ตาลครับ

พี่เพิ่งสองขวบเองครับ แต่ได้ยิน แต่ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังครับ
ว่ามีรถถังวิ่งผ่านหน้าบ้านด้วยครับ

พักผ่อนเยอะๆ นะครับ
 
     
    By: พี่วุฒิ     17/09/2004 09:45 PM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 19  
     
  พี่น้ำตาลค่ะน่าจะมีวีดีโอภาพเหตูการณ์จริงด้วยนะค่ะ
เพราะเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่ความลืมใช่ไหมค่ะ
 
     
    By: น้องแพน     17/09/2004 09:48 PM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 20  
     
  เยาวชนสมัยนี้น่าจะได้เห็นภาพเหล่านี้มากๆ จะได้ซึมซับความเป็นปัญญาชนที่แท้จริงบ้าง

นักศึกษาเมื่อก่อนนี้มีพลังต่อสังคมอย่างมาก แต่สมัยนี้ส่วนใหญ่พลังไปหมดอยู่แต่สถานเริงรมย์ที่มีอยู่ทั่วเมือง...

ทำให้นึกถึงเพลงเรฟูจีท่อนที่ว่า "กินมีเหลือ เผื่อแผ่กันวันนั้น...วันนี้..คงไม่ต้องล่องเรือ"

อย่ารอให้มีสถานการณ์เลวร้ายก่อนเลย จึงค่อยมารวมพลังกัน...

 
     
    By: นกเสรี     17/09/2004 09:49 PM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 21  
     
 


14 ตุลา เปลี่ยนไป

เชื่อหรือไม่ว่า .....
เหตุการณ์สำคัญที่พลิกความเป็นไปของประเทศถูกลืมได้ในชั่วอายุคน


เชื่อหรือไม่ว่า ประวัติศาสตร์ทางการเมืองบางหน้าถูกจารึกไว้เพียงเศษเสี้ยวอย่างนึกไม่ถึง

คนตุลาเชื่อแบบนั้น จึงได้แต่ดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อจัดงาน "14 ตุลา" ที่เวียนมาครบรอบในทุกๆ ปี แม้พวกเขาจะคิดว่างานพิธีเป็นเพียงสาระอันน้อยนิดในการระลึกถึง และเชิดชูเกียรติวีรกรรมของผู้เสียสละ แต่พวกเขาก็หวังไว้สูงว่า คนไทยในรุ่นต่อๆ ไป จะไม่ลืมความเป็นจริงข้อหนึ่ง คือ "ประชาธิปไตยของชาติไทยแลกมาได้ด้วยเลือดเนื้อและน้ำตา"

31 ปีแล้วที่ "14 ตุลา" ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นวันแห่งการปฏิวัติเอกราชประชาธิปไตยของประชาชนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ ผลพวงที่ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475

แต่ทว่า 31 ปีแห่งงานเชิดชูเกียรติวีรชนและการประกาศสืบทอดเจตนารมณ์ของผู้เสียสละชีพ ยิ่งนับวันกลับเจือปนไปด้วยความเคลือบแคลงกังขาถึงงบประมาณก้อนใหญ่สำหรับการจัดงานในแต่ละปี หรือการแบ่งขั้วแบ่งฝ่ายของคนตุลาด้วยกันเอง กระทั่งบางคนถึงกับกล่าวไว้ว่า งานระลึกวีรชน 14 ตุลา ถือเป็นเครื่องชี้วัดประชาธิปไตยในรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัย

"ผู้จัดการรายวัน" เข้าไปเปิดใจเจ้าภาพจัดงานรำลึกวีรชนคนตุลาในปี 2547 กระแสเสียงของพวกเขาโต้ตอบกลับมาว่า การวิพากษ์วิจารณ์ ได้สร้างความทดท้อและเหนื่อยล้าให้คนตุลาที่เป็นเจ้าภาพมาไม่น้อย ในขณะที่พวกเขายังรู้สึกว่าการต่อสู้ยังไม่จบสิ้น และความเศร้าในเหตุการณ์ 31 ปีที่ผ่านมายังไม่เสื่อมคลาย แต่เวลาเดียวกันพวกเขาก็ยอมรับว่า มีการใช้เงินในการจัดงานเป็นจำนวนมากเกิน มีการแบ่งขั้ว และมีความขัดแย้งกันอยู่จริง

...............................................................

เปลี่ยนภาพงานรำลึกที่เคยมัวหมอง

....ด้วยร่องลึกบนใบหน้า และแววตาเศร้าหมอง อันเสมือนสัญลักษณ์ของคนเดือนตุลาที่ผ่านร้อนหนาวมาจากการต่อสู้อันยาวนาน "คงเจตน์ พร้อมนำพล" ประธานคณะกรรมการญาติวีรชน 6 ตุลาคม เปิดใจด้วยน้ำเสียงจริงจังในฐานะประธานคณะกรรมการฯ จัดงานในเดือนตุลา 2547

"ปีนี้ ไม่มีงบรัฐบาลหรือรัฐสภา ไม่มีนักการเมืองลงมาแสดงบทบาท เงินที่จะใช้มาจากการบริจาค พี่ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะนโยบายหลักๆ ของเรา คือ พึ่งตัวเอง คนที่จะเข้ามาสนับสนุน ต้องไม่มีเงื่อนไขว่าให้เราทำนั่นทำนี่ให้ งานปี้นี้จะเป็นงานเล็กๆ เน้นที่เนื้อหาหนักแน่น เป็นงานด้านจิตวิญญาณมากกว่า ไม่มีการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ไม่ฟู่ฟ่า แต่เต็มไปด้วยเนื้อหา ...งานที่ผ่านๆ มาใช้งบยี่สิบสามสิบล้านบาท ถามว่าพี่อยู่ในงานมั้ย พี่อยู่ แต่เราไม่เห็นด้วย" เขาพูดถึงส่วนงานที่เขารับผิดชอบต่อว่า "ปีนี้เราตั้งเป้าสำหรับเงินในการจัดงานแค่แสนเดียว ตอนนี้มีผู้บริจาคแล้ว 50,000 พี่เชื่อมั่นว่าเราทำได้ ทุกคนฝันที่จะทำแบบนี้ ให้มันรู้ว่าไม่มีเงินแล้วเราจะจัดงานรำลึกวีรชนไม่ได้"

อีกด้านหนึ่ง "ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์" ประธานกรรมการดำเนินการฯ งาน "เดิน วิ่ง ปั่น เพื่อสุขภาพและประชาธิปไตย" ปี 2547 ของมูลนิธิสายธารประชาธิปไตย ในฐานะโต้โผใหญ่อีกรายของงาน เขาเปิดใจยอมรับในทำนองเดียวกันถึงรูปแบบงานที่จะเปลี่ยนไปจากเดิม แต่เขาให้ความรู้สึกที่แตกต่าง

"งานที่ผมจัดปีนี้อนาถามาก ไม่มีฟุ่มเฟือยเลย เงินที่จะใช้สำหรับการจัดงาน มาจากการเรี่ยไรกันไป หาสปอนเซอร์กันไป โชคดีที่ยังมีสายสัมพันธ์อันดีอยู่กับหลายองค์กร จึงได้สปอนเซอร์มาจากรายเล็กรายน้อยหลายสิบแห่งมาลงขันกัน ถ้าเงินไม่พอคณะกรรมการก็จะช่วยกันออกเอง แต่ถ้าเหลือก็จะคืนให้นำไปใช้ประโยชน์กันต่อไป ...ตรงนี้เป็นการจัดงานภาคประชาชน เราดิ้นรนทำกันเอง หาเงินหาสปอนเซอร์กันเอง ขอเงินเพื่อนฝูงที่อยู่ในฝั่งรัฐบาลมาสนับสนุนบ้างช่วยเหลือกันคนละไม้ละมือ แต่คณะกรรมการจะเป็นภาคประชาชนทั้งหมด"

ประธานกรรมการดำเนินการฯ เปิดเผยถึงแหล่งที่มาของงบจัดงาน เดิน วิ่ง ปั่น เพื่อสุขภาพและประชาธิปไตยว่า "ตอนแรกตั้งงบไว้ที่ 800,000 บาท ประมาณคนเข้าร่วมงานไว้ 10,000 คน แต่ตอนนี้ประเมินว่าน่าจะเกินมาเป็น 20,000 คน ซึ่งคงจะทำให้งบบานปลายไปทะลุ 1 ล้านบาท แต่คิดว่าไม่น่ามีปัญหาเพราะยังขาดผู้บริจาคอีก 2 ราย" อย่างไรก็ตามเขายืนยันชัดเจนว่า "การทำงานของคณะกรรมการทุกคนอยู่ในรูปแบบอาสาสมัครและไม่มีเบี้ยเลี้ยงหรือรายได้"

...............................................................

ขั้วบวก-ขั้วลบของคนตุลา

มาถึงกระแสข่าวที่ออกมาหนาหูว่าคนตุลาแตกคอกันเอง เพราะในปัจจุบัน แม้คนตุลาส่วนหนึ่งจะดำรงตนในฐานะผู้เฝ้ามอง แต่อีกกลุ่มคือลงไปเล่นการเมืองด้วยตัวเอง คงเจตน์ ถึงกับกล่าวว่า คนตุลาถูกมองว่าแบ่งแยกออกเป็น 2 ฝ่าย กระทั่งถูกเรียกว่า "ตุลาชน กับ ตุลาชิน"

จุดยืนและความคิดเห็นที่แตกต่างเหล่านี้หรือ ทำให้เกิดร้อยร้าวที่ผสานยากขึ้นทุกวันๆ และเป็นชนวนเหตุแห่งความขัดแย้งในการจัดงาน 14 ตุลา

คงเจตน์ไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน เขาเพียงยอมรับว่า "งานรำลึกวีรชนเดือนตุลาที่ผ่านมาคนเดือนตุลาทะเลาะกัน พี่ไม่ประสงค์จะให้เป็นแบบนั้น อยากให้คนตุลาคงความเป็นเพื่อนกัน ทำงานร่วมกัน เพราะปัจจุบันปัญหาของบ้านเมืองไม่ใช่หมดไปแล้ว เรายังต้องร่วมมือกันอีกเยอะ เราพูดทุกอย่างไม่ได้ แต่เราเป็นและเราทำทุกอย่างที่ที่เรานึกได้ เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของวีรชนเดือนตุลาที่สละเลือดเนื้อแลกมาซึ่งประชาธิปไตย"

ส่วนประพัฒน์ คนตุลาที่เคยอยู่ในตำแหน่งทางการเมืองมาก่อน เขาเล่าถึงสถานภาพความแตกต่างของคนตุลาจากภาพภายในงานว่า "กิจกรรมที่เคยทำกันมา มันไม่เปิดให้คนมีโอกาสเข้าร่วมได้หลากหลาย เป็นการจัดเฉพาะในวงแคบๆ … ถ้างานจัดโดยรัฐบาล คนตุลาก็มากันน้อยลง แต่ถ้าจัดโดยประชาชน อีกฝ่ายก็ไม่อยากมา เขาบอกว่ามาก็มีแต่การด่ากัน ...มันเกิดเป็นควายสองเขา ควายก็ขวิดกันอยู่แล้ว คนมาร่วมบ่อยๆ ก็ล้า คนจัดงานปีแล้วปีเล่าก็ต้องมาเหนื่อย ต้องมาเสียสละ บางคนจัดบ่อยๆ ก็ง่อยไปเลย เศรษฐกิจของครอบครัวย่ำแย่ ...ปีนี้พวกเราจึงคิดว่าควรเปิดเป็นศักราชใหม่ของการจัดงานเดือนตุลา คือ เปิดกว้างให้ประชาชนได้เข้ามาร่วมด้วยมากๆ งานจึงจัดขึ้นโดยองค์กรกลาง ที่ทุกฝ่ายมาร่วมด้วยได้ ผมจะพยายามทำหน้าที่ตรงนี้ให้เป็นกลางที่สุด"

...............................................................

ศักราชใหม่ของงานรำลึกวีรชน

ประพัฒน์ เล่าถึงภาพของงานในปีนี้ว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา การจัดงานเป็นกิจกรรมทางการเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่ ตอนเช้าทำบุญตักบาตร เดิน ประกาศสดุดี ประกาศเจตนารมณ์ มีการจัดเวทีทางการเมือง คนที่มาร่วมงานส่วนใหญ่ก็มีเฉพาะนักกิจกรรมที่เคยอยู่ในสถานการณ์ เขาเชื่อว่าปีนี้น่าจะน้อยลงไปอีก ถ้ายังจัดงานในแบบเดิม

"หมดยุคเราแล้ว แม้แต่อนุสรณ์สถาน ก็อาจถูกทอดทิ้งเป็นเพียงซากปรักหักพัง กิจกรรมที่เราเลือกในปีนี้จึงเน้นที่ความสร้างสรรค์ ไม่ใช่มาถึงก็เปิดโทรโข่งไฮด์ปาร์ก เป็นกิจกรรมที่สังคมมาร่วมได้มากๆ สร้างสรรค์สุขภาพตัวเอง สร้างสรรค์สังคม คนทำงานก็เป็นกลุ่มคนที่ทำประโยชน์เพื่อสังคม อย่างมูลนิธิสายธารประชาธิปไตย สมาคมนักวิ่งเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย สมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย เป็นองค์กรร่วมจัดที่มาจากภาคประชาชนทั้งสิ้น"

ประพัฒน์ เล่าต่อว่า ดังนั้นแล้วในปีนี้ กิจกรรม เดิน วิ่ง ปั่น จึงเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ย้อนเส้นทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีนิทรรศการการเมือง เรื่องราวทางการเมืองในประวัติศาสตร์ เล่าเรื่องในอดีตผ่านบทเพลงเพื่อชีวิตนับร้อยวง นี่คือตัวอย่างของกิจกรรมที่นำมาสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับประวัติศาสตร์ ปรับประวัติศาสตร์ใหม่มิให้เป็นเพียงเรื่องราวอดีตของชีวิตคนที่ลาลับ แต่เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับสังคมปัจจุบันที่เราล้วนมีชีวิตอยู่

เขาเพิ่มเติมอีกว่า "การวิ่งมาราธอนเพื่อสุขภาพ กับการได้มาซึ่งประชาธิปไตย มีหลักคล้ายๆ กัน เป็นด้านสมาธิทั้งคู่ กว่าจะได้มาซึ่งร่างกายแข็งแรง ต้องผ่านการฟันฝ่า เหนื่อยยากและทำอย่างต่อเนื่อง เหมือนประชาธิปไตยที่ไม่เคยได้มาจากการร้องขอ ถ้าได้มาแล้วไม่รู้จักวิธีการปกป้อง ขาดการสืบทอด ขาดการเอาใจใส่ ไม่นานก็หายไป"

ส่วนความมุ่งหวัง เจ้าภาพตั้งใจไว้ว่า กิจกรรมใหม่ในครั้งนี้ จะทำให้ 14 ตุลา เป็นวันประชาธิปไตยที่มีความหลากหลายทางกิจกรรม ทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ มิได้อยู่ในกรอบของนักกิจกรรมที่สนใจเฉพาะแง่มุมการเมืองเท่านั้น

มาถึงคงเจตน์ เขากล่าวในนามเครือข่ายญาติวีรชน 6 ตุลาคม เขาจะเปลี่ยนใหม่ในเรื่องการให้คำนิยาม "วีรชน 14 ตุลา" เพื่อสดุดีวีรชนตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาจนถึงวันที่สถานการณ์คลี่คลาย"นิยามคำว่า วีรชน 14 ตุลา จะไม่ใช่แค่เพียงผู้ที่เสียชีวิตในวันที่ 14 ตุลาเท่านั้น แต่รวมถึงผู้ที่สละชีวิตตั้งแต่หลังเหตุการณ์ มาถึง 6 ตุลา 2519 ไปจนถึงตอนออกจากป่า มันเป็นสายธารเดียวกัน"เขาบอกแนวคิดพร้อมกำกับด้วยเหตุผล "ผมอยากให้มีการเชิดชูเกียรติของคนยุคตุลาที่อยู่ในเขตไร่นาป่าเขา เขาคือผู้หนึ่งที่สละชีวิต บางคนทั้งครอบครัวตายหมดเหลือเขาอยู่คนเดียว บางคนออกจากป่ามาไม่มีบ้าน ไม่มีที่นาไม่มีอาชีพ คนทั่วไปเรียกเขาเป็นคอมมิวนิสต์ อย่างพวกผมออกมาก็ยังมีหน้าที่การงาน แต่กับพวกเขาบางคนต้องไปขอทาน อยู่อย่างอดอยากสิ้นไร้ไม้ตอก มันไม่ยุติธรรม เห็นแล้วมันเจ็บปวด เพราะพวกเขาคือผู้ที่เสียสละให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยเหมือนกัน เขาไม่เคยหวังเรื่องลาภยศชื่อเสียง ถ้าเป็นตำรวจทหารพวกเขาจะมีโรงพยาบาลมีสวัสดิการอื่นๆ ช่วยเหลือ แต่คนเหล่านี้เขาไม่เคยได้รับสิทธิแบบนั้น ถ้าคนอย่างพวกผมไม่อุ้มชูเหลียวแล แล้วใครจะทำ เราพยายามเต็มที่ที่จะช่วยเหลือให้ถึงที่สุด ไม่ทิ้งกัน มันเป็นส่วนหนึ่งที่เราต้องแบกรับ เพื่อฟื้นเกียรติความภาคภูมิของเขาให้กลับคืนมา..."

...............................................................

จากอนุสรณ์สถานสู่พิพิธภัณฑ์14ตุลา

อีกด้านหนึ่ง ของมูลนิธิ 14 ตุลา คณะทำงานประกาศจะปรับเปลี่ยน "อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา" ให้กลายเป็น "พิพิธภัณฑ์ 14 ตุลา" ภารกิจเดียวที่จะทำในปีนี้ เพื่อใช้งานสถานที่ให้ได้ประโยชน์สูงสุดกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

"วัฒนชัย วินิจจะกูล" ผู้จัดการอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา เปิดเผยถึงแนวคิดให้ฟังว่า อนุสรณ์สถานที่เปิดมาเมื่อปี 2544 ยังไม่แล้วเสร็จแล้วยังไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มรูปแบบเท่ากับที่กำหนดไว้ในตอนแรก ประกอบกับความจำกัดของพื้นที่อีก

3 ปีที่ผ่านมาจึงมีการระดมความคิดเห็นกันอีกครั้งและได้ข้อสรุปว่า ถ้าจะให้อนุสรณ์สถานฯ มีชีวิตชีวาขึ้นมา ไม่เป็นเพียงตึกตายซาก คือ การปรับปรุงให้เป็น ‘พิพิธภัณฑ์สมัยใหม่’ ขึ้น ซึ่งจะมีพื้นที่ส่วนจัดนิทรรศการถาวร งานนิทรรศการหมุนเวียน กิจกรรมในรูปแบบวิชาการ ละคร ศิลปะ การอภิปราย การจัดเวทีเด็ก และอีกมากมาย รูปแบบการนำเสนอภายในพิพิธภัณฑ์จะใช้เทคโนโลยีแสงสีเสียงช่วยเต็มที่ สร้างเนื้อหาด้วยบรรยากาศที่สนุกน่าสนใจ เป็นการสื่อสารแบบสองทาง เพื่อนำคนชมเข้าสู่ธีมของพิพิธภัณฑ์ให้ได้

เขาเล่าว่า "แก่นแนวคิดของพิพิธภัณฑ์ 14 ตุลา จะมุ่งเน้นเรื่องราวของคนธรรมดาที่มาจากต่างอาชีพต่างสาขา แต่พวกเขามีความกล้าหาญที่จะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ได้จะตัดทอนตัดทิ้งบุคคลสำคัญที่เป็นแกนนำ แต่เราเริ่มมาจากคำถามที่สุดแสนจะง่าย คือ ทุกครั้งที่มีการเล่าเรื่อง 14 ตุลา เอาเฉพาะแค่ขบวนที่ถนนราชดำเนินกลาง ซึ่งมีคนอยู่ประมาณ 5 แสนคน แต่เวลามีการพูดถึงผู้ที่มีส่วนร่วม จะเหลือเด่นๆ มากที่สุดไม่ถึง 20 คนเท่านั้น เหลืออีกสี่แสนกว่าคน เขาหายไปไหน นี่คือ คำตอบหนึ่งของการเริ่มต้นทำพิพิธภัณฑ์ เราวิ่งไปหาคนเล็กๆ ที่ ณ วันนั้นเขาเป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ทั้งที่ปรากฏในภาพถ่ายและไม่ปรากฏในภาพถ่าย มาเล่าเรื่องราวของพวกเขา"

วัฒนชัย บอกต่อว่า อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ที่วันนี้ในคนเข้าชม เดือนละ 3 – 4 พันคน จะเปลี่ยนไปเป็นจำนวนมหาศาลเมื่อพิพิธภัณฑ์สร้างเสร็จ เขากล่าวปิดท้ายว่า "จะเป็นพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อให้คนตุลารำลึกเท่านั้น แต่จะเป็นพื้นที่ให้คนรุ่นหลังเข้ามาใช้เรียนรู้ พัฒนาการประชาธิปไตยของประชาชน ต่อยอดทางความคิด และเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติการทางการเมือง ที่มีอดีตเป็นเครื่องมือในการนำทาง"

ส่วนงบประมาณ และการดำเนินงานนั้น เขาบอกว่า จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ต่อไป แค่คาดว่าจะสร้างให้แล้วเสร็จทัน 14 ตุลาคมในปีหน้า

"ขบวนการดำเนินงานเริ่มต้นมา 2 เดือนแล้ว หลังจากสรุปงบประมาณในการประชุมวันนี้ ก็จะเริ่มวิ่งหาทุนกัน ส่วนจะได้มาอย่างไร จากใคร จะขอรัฐหรือไม่ขอยังตอบไม่ได้ หรือขอไปอาจจะไม่ได้ก็ได้ แต่นั่นคือ กระบวนการนับจากนี้" เขาพูด

...............................................................

คนตุลา คนติดบ่วงกรรม

ย้อนกลับไปถามถึงประวัติศาสตร์ในหน้าของเหตุการณ์ 14 ตุลาที่ถูกบันทึกไว้ในชนชาติไทย

คงเจตน์ย้อนกลับเป็นคำถามด้วยอารมณ์ "สังคมไทยให้ความสำคัญกับขบวนการเสรีไทยเพียงใด ถ้าไม่มีพวกเขาเราอาจจะเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่นไปแล้ว แต่ดูงานเกี่ยวกับเสรีไทย มีน้อยมาก หรือแทบไม่มีให้เห็นไม่มีการชูคุณค่าของคนเหล่านี้ขึ้นมา ดังนั้นแล้วเขาจึงยืนยันว่า การจัดงาน 14 ตุลา จะยุติก็จนกว่าจะตายจากกันไปเท่านั้น ...เราต้องการเชิดชูความดีของเขา เขาเป็นวีรชนของแผ่นดิน เป็นผู้ปั่นกงล้อประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยให้ก้าวไปข้างหน้าอีก 1 ก้าว แต่คนไทยไม่สำเหนียก กระมิดกระเมี้ยนที่จะบันทึกความจริงให้เป็นประวัติศาสตร์ และก็ให้ความสำคัญกับพวกเขาน้อยมาก แต่ไม่อายที่จะบันทึกให้คนมีอำนาจวาสนา มีหนังสือเรียนบ้านเราที่เอ่ยถึงเขาไว้กี่บรรทัด ผมถึงต้องจัดงานขึ้นทุกปี ไม่งั้นคนก็ลืม เราต้องสั่งสอนลูกหลานเราว่า ประชาธิปไตยบ้านเราไม่ใช่ได้มาด้วยการร้องขอ มันเอาเลือดเอาเนื้อเข้าแลก มันพูดเอาเล่นเอาธรรมดาไม่ได้"

เขาบอกต่อว่าคนตุลาไม่มีวันพ้นไปจากเรื่องของการเมือง "มันเหมือนเป็นภารกิจติดต่อมาที่สลัดทิ้งไม่ได้ เป็นความเศร้าที่ไม่รู้คลาย เพราะ ไม่มีใครบังคับให้ทำ มันฝังลึก ...เมื่อเห็นความไม่ถูกต้องมันอยู่เฉยไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนตุลาที่อยู่ในฝั่งไหน อย่างรัฐธรรมนูญสีเขียวที่เราสู้กันมา มันก็มีจุดอ่อนอยู่อีกมาก เป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้พรรคการเมืองมีอำนาจค่อนข้างมาก เป็นเพราะประชาธิปไตยของไทยยังอ่อนแออยู่ และเป็นเรื่องที่เราต้องร่วมกันแก้ไข"

ประพัฒน์ คนตุลาอีกรายที่คิดว่า "คนตุลาเหมือนติดบ่วง" "พวกเรายังเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ แม้วันนี้จะไม่มีการให้ความสนใจกันมากนัก เพราะเรื่องราวเพิ่งผ่านไปไม่นาน แต่เราก็พยายามที่จะบันทึกเรื่องราวไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อเอาไว้ให้ชนรุ่นหลังศึกษาค้นคว้าต่อไป"


...............................................................
อ้างอิงจาก ..... หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน
เมื่อ ..... วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2547

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   7/10/2004 10:26 AM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 22  
     
 


กิจกรรม รำลึกวีรชน 14 ตุลา 2547

6 ต.ค. 2547
สถานที่ บริเวณกำแพงประวัติศาสตร์ หน้าหอประชุมใหญ่ มธ.


6.00 น. ทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้แก่วีรชน 6 ตุลา และกล่าวสดุดีไว้อาลัย


9 ต.ค. 2547
สถานที่ หอประชุมเล็ก มธ.


13.00 น. งานเปิดตัวหนังสือปูมมหิดล ภาค 2

13.30 น. อภิปราย "ผลประโยชน์ทับซ้อน (รัฐ) ผลประโยชน์ชาติ โดย อ.สังศิต พิริยะรังสรรค์, ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช, วีระ สมความคิด

14.00 น. ชมวีดีทัศน์ "10 ตุลาคม สร้างสรรค์ สมานฉันท์เพื่อสุขภาพและประชาธิปไตย" และ แถลงข่าว งานเดิน วิ่ง ปั่น เพื่อสุขภาพและประชาธิปไตย โดย ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์, พล.อ.มนัส คล้ายมณี, น.พ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์

14.30 น. แถลงข่าวชี้แจงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของโครงการและความสำคัญของพิพิธภัณฑ์ 14 ตุลากับสังคมไทย

15.30 น. เปิดตัวเว็บไซต์ 14tula.com สถานที่ ห้องประชุมโอลิมปิกแห่งประเทศไทย

16.00 น. รายการพิเศษ รธน.สีเขียว

18.00 น. กวีและดนตรีเพื่อชีวิต (ใต้ดิน) สถานที่ ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา


10 ต.ค. 2547 สถานที่ ท้องสนามหลวง

6.00 น. รายการเดินปั่นวิ่งเพื่อสุขภาพและประชาธิปไตย

15.00 น. เปิดเวทีกลางแจ้งท้องสนามหลวง พบกับ ดนตรีเพื่อชีวิต สลับกับการอภิปรายกลางแจ้ง

19.00 น. คำประกาศเจตนารมณ์เดือนตุลา

19.30 น. คำประกาศรำลึกครบรอบ 7 ปี รัฐธรรมนูญสีเขียว

20.00น. มหกรรมดนตรีเพื่อชีวิตใต้ดิน


14 ต.ค. 2547 สถานที่ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว

7.00 น. ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 31 รูป

8.00 น. ตัวแทนองค์กรประชาธิปไตยวางมาลา ตีกลองสะบัดชัยประกาศตุลาธรรมตุลาชัยเป็นอาณัติสัญญาณเริ่มพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม

9.15 น. ตีกลองสะบัดชัย พิธีกล่าวสดุดีวีรชนประชาธิปไตย

10.20 น. อ่านลำนำบทกวี โดย นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ และบทเพลงเพื่อชีวิต

10.50 น. ปาฐกถาพิเศษ "เปิดหน้าต่าง สร้างสะพาน สมานใจ ; ทางออกจากกับดักแห่งความรุนแรงในยุคทักษิณ" โดย พระไพศาล วิสาโล หลังจากนั้น มอบโล่องค์ปาฐก โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี

13.30 น. อภิปรายทางวิชาการ "พิพิธภัณฑ์ 14 ตุลา การเมืองเรื่องความทรงจำ และการต่อสู้ทางสัญลักษณ์" โดย วิทยากร เชียงกูล, วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์, อนุสรณ์ ศรีแก้ว, วิศรุต พึ่งสุนทร


........................................................................
มูลนิธิสายธารประชาธิปไตย ..... 02 225 2860
มูลนิธิ 14 ตุลา ..... 02 622 1013 – 5

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   7/10/2004 10:43 AM  (202.44.14.194)
 

 
  หัวข้อ : 23  
     
  ผู้ที่เสียสละชีวิตที่ผ่านมา จงภูมิใจเถิดว่าได้ทำหน้าที่เพื่อประชาธิปไตยให้ชาติไทยได้แล้ว และไปสู่สุขคติ เราจะสรรเสริญตลอดไป  
     
    By: พรทิพย์  Mail to พรทิพย์   15/06/2005 08:30 PM  (203.155.221.253)
 

 
  หัวข้อ : 24  
     
 

6 ตุลา ถึง ตากใบ อย่าซ้ำรอยหนุนสื่อปั่น ปชช.ฆ่ากัน
โดย ... ประชาไท วันที่ 6 ตุลาคม 2548



ประชาไท-6 ต.ค. 48 'โคทม' เตือนรัฐอย่าหนุนสื่อให้ยั่วยุการใช้ความรุนแรง หวั่นซ้ำรอยปลุกกระแสประชาชนฆ่าประชาชนเหมือนกรณี 6 ตุลา 2519 ชี้ ผ่านไป 29 ปี บุคคลเดียวกันนี้กลับมาปฏิบัติการอีกแล้ว

นายโคทม อารียา เลขานุการร่วมคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ ‘จาก 6 ตุลา 2519 ถึงตากใบ ประชาชนเรียนรู้อะไร’ ในงานรำลึก 29 ปี 6 ตุลา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ว่า รัฐบาลกำลังปล่อยให้มีการใช้สื่อบางอย่างปลุกปั่นสังคมทำให้เกิดอารมณ์รุนแรงและความเกลียดชังใส่กัน เหมือนกับเมื่อ 29 ปีก่อนเคยมีการใช้สถานีวิทยุในลักษณะนี้ในช่วงก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์นองเลือด

“30 ปีให้หลัง บุคคลคนเดียวกันนี้ยังทำอยู่ ท่านอยากเห็นประชาชนที่ฆ่าประชาชนด้วยกันหรือ รัฐบาลต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ ขอร้องว่าอย่าใช้สื่อแบบนี้สร้างความเกลียดชังเลย มีประเทศใดบ้างที่ยอมให้มีการใช้สื่อแบบนี้ อย่าให้มองได้ว่ารัฐบาลให้ความสนับสนุนเป็นอันขาด” นายโคทม กล่าว

นายโคทม ยังกล่าวถึงความคล้ายกันในการกระทำของรัฐบาลต่อประชาชนในกรณี 6 ตุลา 2519 กับกรณีตากใบ อีกด้วยว่า เป็นลักษณะการล้อมจับผู้ชุมนุม ไม่ใช่การสลายการชุมนุม ต่อจากนั้นก็มีการสร้างข่าวเหมารวมว่า คนที่ถูกจับเป็นฝ่ายตรงข้ามทั้งเพื่อปกปิดความจริงที่ใช้ความรุนแรง

แต่เมื่อไม่สามารถปกปิดได้ และกระแสสังคมทวงถามหาผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นดังกล่าว รัฐบาลในยุค 6 ตุลา ได้หาทางออกด้วยการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ให้กับทุกฝ่ายเพื่อที่จะไม่ต้องรับผิดชอบ ในขณะที่กรณีตากใบมีเพียงการสวบสวนข้อเท็จจริงเท่านั้น

ทั้งนี้ นายโคทมต้องการให้ใช้หลักการ ‘อภัยวิถี’ คือ ยอมรับความจริงและออกมารับผิดชอบในการใช้ความรุนแรงกรณีตากใบ ก่อนที่จะกลายเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ต่อไปอีก 30 ปี เหมือนในขณะนี้ที่ผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ 6 ตุลา ประสบมาแล้ว 29 ปี

โดยการยอมรับผิด ตามหลักการอภัยวิถีนั้น จะทำให้เกิดการพูดคุย และนำมาสู่การให้อภัยกันได้ แต่ที่ผ่านมานั้น นายโคทมยังเห็นว่า รัฐยังไม่จริงใจในการยอมรับความจริงและปล่อยให้ผู้ที่ต้องรับผิดชอบในการสูญเสียในกรณีตากใบไม่ต้องรับโทษ ขณะเดียวกันกลับดำเนินคดีต่อผู้ที่รัฐบาล เชื่อว่าเป็นแกนนำในการชุมนุมเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งอยากเรียกร้องให้ รัฐบาล นิรโทษกรรมผู้ต้องหาในกรณีดังกล่าว รวมถึงผู้ต้องหาในกรณีกรือเซะด้วย

นอกจากนี้ นายโคทมยังยืนยันในการปาฐกถาครั้งนี้ด้วยว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องแก้ไขด้วยการใช้แนวทางสันติวิธีก่อนการใช้ยุทธศาสตร์ และจากเหตุการณ์ 6 ตุลา มาจนถึงเหตุการณ์ที่ตันหยงลิมอนั้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่บอกว่าเป็นการพ่ายแพ้ของสันติวิธีอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ โดยทาง กอส.จะยึดแนวทางนี้ต่อไป เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะกลายเป็นเพียงเสียงนกเสียงกาหรือไม่

สุดท้าย นายโคทมกล่าวปิดการปาฐกถาว่า อยากให้ทุกฝ่ายยอมรับและให้เกียรติผู้ที่เสียชีวิตไปในเหตุการณ์ 6 ตุลา ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากเหตุการณ์ผ่านมาแล้ว 29 ปี ต้องยอมรับว่า คนเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตามก็ถือว่าอยู่ในกระบวนการของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วย และควรจะทำให้กรณี 6 ตุลา เป็นสิ่งที่มีนัยยะกับสังคมไทยด้วย

สำหรับบรรยากาศภายในงานรำลึก 6 ตุลา ปีนี้ เป็นไปด้วยความเงียบเหงาและไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลเหมือนปีที่ผ่านๆมา มีนักศึกษายุคปัจจุบันมาร่วมงานไม่กี่คน ส่วนนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่เหลือมาสืบทอดลมหายใจอีกเฮือกของคนเดือนตุลาก็คือ นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.)

นอกจากนี้ ก็มีเพียงไม่กี่เหล่าญาติๆ ของผู้เสียชีวิต หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เท่านั้น มีบุคคลบางคนที่มีตำแหน่งอยู่ในรัฐบาลขณะนี้มาร่วมงาน แต่ก็ไม่ได้มาร่วมในฐานะตัวแทนจากทางรัฐบาล เช่น นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ (แซ่ฉั่ว) นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ส่วนนายจาตุรนต์ ฉายแสง ได้ส่งพวงหรีดมาแทน



-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   6/10/2005 10:32 PM  (58.10.153.73)
 

 
  หัวข้อ : 25  
     
 


สัมภาษณ์พิเศษ :
10 คำตอบของ 10 คน ..14 ตุลา.. เรายังมีคำถามอะไรอีกไหม



ในทุกเดือนตุลาคม สื่อมวลชนและวงวิชาการจะต้องนำเสนอหรือจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเหตุการณ์ 14 ตุลาราวกับเป็นกิจกรรมภาคบังคับ ในหลายปีช่วงหลัง ผู้เข้าร่วมกิจกรรมก็เป็นไปอย่างกว้างขวาง ไม่กี่ปีมานี่เอง ถึงกับต้องปิดถนนราชดำเนินด้วยผู้คนถูกเกณฑ์กันมาจากทุกสารทิศ ทว่าหลายคนกลับอดรู้สึกไม่ได้ว่า ทั้งๆ ที่คนที่เข้าร่วมมากขนาดนั้น ทำไมจึงรู้สึกไปได้ว่า คนกลับ .. สนใจ .. เหตุการณ์นี้น้อยลง

นั่นจึงเป็นที่มาของคำถามกึ่งเสียดสีว่า .. เรายังมีคำถามอะไรเกี่ยวกับ 14 ตุลาอีกไหม .. ที่จะมีคำตอบอย่างจริงจังจาก 10 ผู้ทรงคุณวุฒิต่อจากนี้


1. วัฒนชัย วินิจจะกูล
ผู้จัดการอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา


.. สังคมไทยได้เรียนรู้จาก 14 ตุลาแล้วจริงหรือเปล่า เพราะว่าจนถึงวันนี้ โดยส่วนตัว เริ่มไม่แน่ใจว่าสังคมไทยและใครหลายๆ คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ 14 ตุลาได้เรียนรู้หรือได้อะไรจาก 14 ตุลาจริงไหม มันเริ่มเกิดคำถามจากคนในสังคมที่มีต่อกลุ่มคนที่เคยต่อสู้ในเหตุการณ์ 14 ตุลา แล้วไปทำงานในหลากหลายอาชีพ และอาชีพที่หลากหลายที่สุดก็คือการเข้าไปสู่วงจรอำนาจการเมือง ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ก็ตาม แล้วดูเหมือนว่าคนเหล่านั้นได้ละทิ้งในสิ่งที่เรียกว่าเป็นเจตนารมณ์หรือว่าความคิดแบบเมื่อครั้ง 14 ตุลา ไปแล้ว

.. ทีนี้พูดแบบนี้ก็อาจจะไม่ยุติธรรมสำหรับคนที่เคยต่อสู้มาในอดีต เพราะว่ามันผ่านไป ทุกอย่างมันมีความเปลี่ยนแปลง สังคมเปลี่ยน ความคิดของคนเปลี่ยน เงื่อนไขสารพัดในสังคมเปลี่ยน เราจะไปคาดหวังว่าคนที่เคยต่อสู้มาเมื่อ 30 ปีที่แล้วว่าเขาจะต้องมีอุดมคติหรืออุดมการณ์หลงเหลืออยู่ทั้งหมด มันก็คงไม่จริง ความไม่ยุติธรรมมันอยู่ที่ว่า เป็นเพราะเราไปคาดหวังคนเหล่านั้นเอง

.. แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนที่มีอำนาจวาสนาอยู่ในขณะนี้เองก็ได้กระทำตัวเองด้วย โดยการที่พยายามเชื่อมโยงตัวเองเข้าไปผูกพันกับวีรกรรม อุดมคติ คุณค่าที่ดีงามของ 14 ตุลาในอดีต จนกระทั่งมาถึงวันนี้ คือมันเป็นปฏิสัมพันธ์ของทั้ง 2 ฝ่ายที่เอา 14 ตุลาเป็นตัวอ้างอิง แล้วพอถึงจุดหนึ่งคนที่เคยอ้างอิงหรือคนที่คาดหวังเพราะได้ยินคำอ้างอิงแบบนี้บ่อย ๆ พอมาได้เจอว่าไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป ก็เกิดความผิดหวัง เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ หมดศรัทธา

.. ถ้าพูดโดยทั่ว ๆ ไป 14 ตุลา มีสิ่งที่เรียนรู้ได้เยอะอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เคยถูกนำมาใช้อย่างจริงจังในแง่ของการสร้างวิถีชีวิตหรือคุณค่าในเชิงอุดมคติที่อ้างอิงได้ ประพฤติปฏิบัติได้ หรือแม้แต่เป็นวิถีชีวิตของตัวเองได้ คุณค่าเหล่านั้นก็ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราพูดถึง 14 ตุลา เรายอมรับกันโดยดุษฎีว่า มันเป็นวีรกรรมของคนสามัญธรรมดาที่มีความกล้าหาญ เรายกย่องสิ่งที่เกิดขึ้นในวีรกรรมเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วว่า เป็นการกระทำของคนธรรมดาที่มีความเสียสละคิดถึงผลประโยชน์ของคนอื่น ของส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัวหรือแม้แต่ชีวิตของตัวเอง ซึ่งนี่เป็นคุณค่าขั้นสูง เป็นคุณค่าที่เป็นสากล

.. เราไม่เคยยึดเอาคุณค่าเหล่านั้นไว้เป็นแนวทางหรือวิถีทางในการปฏิบัติ ในระดับที่เป็นพฤติกรรม ทัศนะในการใช้ชีวิต ในการมองโลก ในชีวิตเราเลย ใช่หรือเปล่า เราได้แต่พูดถึงคำโตๆ คำใหญ่ๆ มาตลอด 30 ปี แต่ไม่ได้ทำอะไรให้มันเกิดดอกผลที่จริงจังเลย

.. ถึงวันนี้มันช้าไปแล้วที่เราจะไปเรียกร้องถามหาคนที่มีความกล้าหาญในทางจริยธรรม คือการยืนยันในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ และถูกต้องในการเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มาเรียกร้องวันนี้ โดยส่วนตัวคิดว่ามันสายกันมากแล้ว เราไม่สามารถที่จะแสวงหาดอกผลในเหตุการณ์ที่ผ่านมา 3 ทศวรรษกว่าได้เลย เพราะที่จริงมันต้องเกิดก่อนหน้านี้ตั้งนานแล้ว ถ้าคุณคิดว่า 14 ตุลาฯ เป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้จริง ถึงวันนี้คุณมาร้องแร่แห่กระเชิง เรียกร้องให้เยาวชนทั้งหลายจงเสียสละเพื่อคนอื่น มันหายไปแล้ว เพราะว่า 10 กว่าปีที่ผ่านมา คุณหล่อหลอมคุณมอมเมา .. คุณในที่นี้คือใครก็ไม่รู้ .. ให้เยาวชนตกอยู่ภายใต้กับดักของความเชื่อทางความคิด หรือระบบ ที่คิดถึงแต่ตัวเองโดยตลอด

.. จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง มันมาจากคนไม่มากนัก ในบรรดาคนไม่มากที่ว่า 14 ตุลาฯ สอนแล้วว่า มักจะถูกเรียกว่าเป็นพวกนอกคอก พวกแกะดำ ถ้าจะพูดอย่างมีความหวัง ก็คือว่าถึงแม้ว่าคุณจะเรียกร้องหาคุณค่าในเชิงสากล เช่นความกล้าหาญความเสียสละไม่ได้ทีเดียวนัก เพราะมันสายไปในปัจจุบัน แต่ว่า คุณต้องมีความหวังว่า ถ้าจะต่อสู้ ให้สภาพความเสื่อมทรามทั้งหลายในปัจจุบันมันลดลง หรือนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นได้ ก็ต้องเริ่มต้นทำตั้งแต่วันนี้ แม้ว่าจะมีคนทำไม่มาก แม้ว่าจะเป็นคนนอกคอก แม้ว่าจะเป็น minority of the minority

.. ยกตัวอย่างเช่น เอ็นจีโอเป็นพวก minority ในสังคมไทย แต่คุณอย่าลืมนะว่ามันมีคนกลุ่มน้อยที่อยู่ในแวดวง เอ็นจีโอที่บางทีก็กลืนไม่เข้าคลายไม่ออกกับบทบาทเอ็นจีโอเหมือนกัน บางทีการเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง มันอาจจะเกิดจากพวกนอกคอกในแวดวงของเรานี่แหละ คนที่คิดต่างกับคนที่กล้าจะยืนยันว่ามันควรจะคิดทางอื่นบ้างสิ ไม่จำเป็นที่ชาวบ้านจะต้องเสิศเลอที่สุดก็ได้ กล้าที่จะท้าทายหรือเผชิญอะไรกับสิ่งที่ จริงๆ เขาเข้ากับกระแสหลักไม่ได้อยู่แล้ว แต่บางทีพวกเรากันเองไม่เคยเปิดพื้นที่ให้กับคนที่คิดแตกต่างอย่างนี้เหมือนกัน

.. เรายังมีอะไรเรียนรู้จาก 14 ตุลาฯ ได้อีก ทำยังไงที่จะทำให้คนที่คิดต่างจากพวกเราเขาได้พูดได้มีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นของเขาออกมา ไม่ใช่ไปกดไปกำหลาบ ไปเซ็นเซ่อร์เขา คุณอาจจะไม่ชอบเลยกับสิ่งที่ไอ้หมอนี่มันพูด แต่ไอ้หมอนี่ก็รับประกันเลยว่ามันก็ไปเข้ากับกระแสหลักไม่ได้แน่ๆ แทนที่คุณจะหาพื้นที่ให้เขา แต่เพราะคุณไม่เห็นด้วย จึงบอกเขาว่าอย่าพูด ไปเพิกเฉย ไปทำให้เขาเป็นตัวตลก อย่างนี้แล้วต่อไปจะทำให้เกิดความกล้าของคนเล็กๆ น้อยๆ อย่าง 14 ตุลาฯ ได้อย่างไร

.. เพราะฉะนั้นถ้าจะเรียนรู้ ต้องกลับมาเรียนรู้ เลิกพูดคำใหญ่ๆ โตๆ แล้วลองลงมือทำ กล้าที่จะท้าทายต่อสิ่งที่เรารู้สึกว่า มันไม่ถูกต้องชอบธรรม เพราะนี่คือเจตนารมณ์ของ 14 ตุลา ..


2. สมชาย ปรีชาศิลปกุล
อาจารย์ประจำภาควิชานิติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


.. 14 ตุลาฯ มักจะถูกทำให้คล้ายกับหยุดนิ่ง หากเราคิดถึง 14 ตุลา ในแง่การเรียกร้องประชาธิปไตย ในแง่ของการทำให้คนเข้าไปมีส่วนร่วมในทางการปกครองมากที่สุด ผมก็คิดว่าสิ่งที่ดูเหมือนคนจะไม่ค่อยพูดกันก็คือ ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างนี้ ปัญหาที่เราเผชิญหน้าอยู่ในปัจจุบันนี้เชื่อมโยงกับ 14 ตุลาอย่างไร หรือเมื่อพูดถึง 14 ตุลาฯ มันสัมพันธ์กับปัญหาในปัจจุบันอย่างไร

.. ผมคิดว่า 14 ตุลาฯ ไม่น่าจะแค่มาพูดถึงว่ามารำลึกมาฉลอง แต่มันมีความหมายเกี่ยวกับหลักการทางประชาธิปไตยอย่างไร ซึ่งสัมพันธ์อยู่กับชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องสำคัญ อย่างเช่น เรื่องการมีส่วนร่วมของคนในการเมืองปัจจุบัน มันอยู่ในระดับไหนมีปัญหาอะไรบ้าง ในเชิงรูปแบบ มันต่างจากอดีต แต่โดยเนื้อหาถามว่าต่างหรือเปล่า อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องตอบคำถามกันเยอะ อย่างเช่นตอนนี้เรื่องที่พูดกันมากคือเรื่องการคุกคามสิทธิเสรีภาพแม้กระทั่งสื่อมวลชน ซึ่งเป็นการคุกคามสิทธิและเสรีภาพโดยอาศัยกฎหมาย มันเป็นปัญหาประการหนึ่งด้วยหรือไม่

.. ผมคิดว่าถ้าอุดมการณ์ของสิ่งที่เรียกว่ารูปแบบของประชาธิปไตย คือทำยังไงให้คนเข้าไปมีส่วนร่วมในทางการปกครองให้มากที่สุด สิ่งที่ผ่านมาเรามักอธิบายว่ามีตัวแทน แต่เอาเข้าจริงพรรคการเมืองในปัจจุบันเป็นตัวแทนของพรรคการเมืองจริงหรือไม่ ผมคิดว่า ถ้าดูสัดส่วนของผู้แทนในประเทศไทยที่รับเลือกตั้งมาในประเทศไทย นับตั้งแต่ ปี พ.ศ.2475 ผลปรากฏว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองไม่ได้เป็นตัวแทนที่ได้สัดส่วนกับประชาชน อย่างชาวนาเป็นประชากรที่มีจำนวนมากที่สุดในสังคมไทย มีสัดส่วนร้อยละ 2 ร้อยละ 3 เรามีส่วนร่วมที่จะไปเลือกตั้ง แต่เอาเข้าจริงพรรคการเมืองก็ถูก take over ไปด้วยกลุ่มชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ ซึ่งเห็นชัดมากขึ้นในปัจจุบัน

.. ถามว่าการกำหนดนโยบายของรัฐปัจจุบันมันเอื้ออะไรกับใครมาก ผมคิดว่าปัญหาในการตอบคือผลประโยชน์จริงๆ ที่ได้รับมีใครบ้าง

.. 14 ตุลา ได้มาสิ่งหนึ่ง คือได้รัฐธรรมนูญมา แต่รัฐธรรมนูญไม่ใช่เป้าหมาย รัฐธรรมนูญเป็นเพียงเครื่องมือประการหนึ่ง รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือที่มีเป้าหมายในตัวเอง เป็นเครื่องมือที่จำกัดอำนาจของรัฐ แล้วทำยังไงให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนได้รับการส่งเสริมมากขึ้น แต่มาถึงสมัยคุณทักษิณ ชินวัตร พูดถึงมันในฐานะเครื่องมือของรัฐแต่เพียงอย่างเดียว มันกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้อำนาจนิยมขยายตัวขึ้น ..


3. ศรีศักร วัลลิโภดม
นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์


.. เราควรจะตอกย้ำเรื่อง 14 ตุลา ว่าเป็นการเคลื่อนไหวจากข้างล่างขึ้นข้างบน เพราะก่อนหน้านี้การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์มันมาจากข้างบนทั้งสิ้น ต้องตอกย้ำว่ามันเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ เราต้องทำให้เห็นว่าเหตุการณ์ 14 ตุลา เป็นเส้นทางสำคัญที่นำไปสู่ประชาธิปไตย เราต้องมองภาพรวมให้ได้เพื่อที่เราจะทราบว่า เราจะเคลื่อนไปในอนาคตได้อย่างไร

.. ขณะนี้สังคมไทยเรากำลังอยู่ในภาวะที่อันตราย ภาวะที่ฝ่ายข้างบนกำลังจะจัดการกับเราอีกแล้ว ข้างบนนี้หมายถึงหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับทุนนิยมทั้งหมด เหตุการณ์ 14 ตุลา มันเป็นการเคลื่อนจากข้างล่างเพื่อให้เราดูแลประเทศตัวเอง ประเทศของประชาชน และเรากำลังต้องการเสียงอย่างนั้นอีกในปัจจุบัน เพื่อที่จะจัดการกับอำนาจข้างบน ..


4. มาลินี คุ้มสภา
อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


.. ถ้ามอง 14 ตุลา โดยตัวของมันเอง 14 ตุลาฯ ไม่ควรจะจบและนิ่งอยู่ตรงนั้น แต่ควรจะเป็นการทำงานกับคนรุ่นต่อไป ไม่ว่าจะวิธีอะไร เพราะการเรียนรู้ประวัติศาสตร์นั้นจะเชื่อมโยงกับการมองอนาคตของเราต่อไป

.. ถ้ามอง 14 ตุลา เชื่อมโยงกับรัฐไทย เหตุการณ์ 14 ตุลา คือเป็นการลุกขึ้นมาพูดถึงเรื่องที่ต่างไปจากรัฐที่เป็นอยู่ขณะนั้น ที่สำคัญก็คือ ความต้องการที่แตกต่างหรือความเป็นอื่น เนื่องจากในช่วงนั้นรัฐไทยไม่เคยเปิดโอกาสให้ได้แสดงความเห็น มันก็เลยทำให้เกิดความรุนแรง และความขัดแย้ง

.. 14 ตุลา จึงน่าจะเป็นบทเรียนในการอยู่กับความเป็นอื่น ความเป็นอื่นในที่นี้คือความคิดอื่น เพราะว่าไม่มีสังคมไหนที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ ที่คนจะหันไปทางเดียวกัน ถ้าเป็นอย่างนั้นมันเรียกว่าเผด็จการ เพราะฉะนั้นต้องมองความต่างในลักษณะว่าเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร ซึ่งยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทาย ..


5. ชาตรี ประกิตนนทการ
อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร


.. ผมเคยฟังเรื่องราวจากผู้ใหญ่บางคนบอกว่า แถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อก่อนนี้มีมูแลงรูจ .. สถานบันเทิงยามราตรี .. ในช่วง 14 ตุลา ก็มีพวก สาวคาบาร์เรย์ สาวค่าเฟ่ ออกมาแจกอาหารให้กับนักศึกษา ประชาชนที่มาร่วมชุมนุม แต่การเข้ามาของคนกลุ่มนี้เขาอาจจะไม่ได้คิดถึงอุดมการณ์ การเรียกร้องรัฐธรรมนูญอย่าง 13 นักศึกษาที่ถูกจับ แต่เขามาร่วมด้วยความรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมบางอย่าง หรือมนุษยธรรมบางอย่าง มีหลายเรื่องที่มาประกอบกัน ตรงนี้ผมเลยคิดว่าเรื่องที่สังคมไทยควรรู้เกี่ยวกับ 14 ตุลาก็คือ ประวัติศาสตร์จากมุมมองของคนที่หลากหลาย

.. แน่นอนว่าคนทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ อาจจะไม่ได้ลึกซึ้งในอุดมการณ์อย่างนั้น อย่างหญิงบริการเขาออกมาร่วมให้ความช่วยเหลือเพราะอะไร อาจจะเป็นเพื่อมนุษยธรรมที่เห็นพวกทหารยิงประชาชน ซึ่งหากมองตรงนี้เป็นเรื่องของวีรกรรมก็เป็นเรื่องที่น่ารักดี คือหากมองเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้ ไม่ใช่เพียงแต่มองเรื่องของความโหดร้าย หรืออุดมการณ์อันสูงส่ง มันก็จะช่วยเพิ่มมุมเล็กๆ อีกมากมาย ที่จะทำให้เห็นภาพของ 14 ตุลาฯ ที่เข้าใกล้บรรยากาศความเป็นจริงมากขึ้น ..


6. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


.. เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มีประเด็นสำคัญที่ยังมืดมนมาจนถึงปัจจุบันคือ เกิดอะไรขึ้นที่หน้าสวนจิตรลดาในตอนเช้าตรู่วันที่ 14 ตุลาคม 2516 ทั้งๆ ที่นิสิตนักศึกษาประชาชนสลายตัวกลับบ้านกันแล้ว หลังจากที่ได้รับคำมั่นสัญญาจากรัฐบาลว่าจะให้มีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งโดยเร็ว ทำไมถึงมีการตั้งแถวตำรวจขวางไว้ไม่ให้นักศึกษาประชาชนกลับบ้าน และทำไมตำรวจจึงเริ่มใช้กระบองตีนักศึกษาประชาชน ซึ่งทำให้เหตุการณ์ที่จบลงอย่างสงบ และประชาชนได้รับชัยชนะโดยไม่เสียเลือดเนื้อกลับลุกลามกลายเป็นเหตุการณ์รุนแรง มีการปราบปรามโดยอาวุธสงคราม และการเสียชีวิตของนักศึกษาประชาชนกว่า 70 คน ตามมาด้วยจอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร ต้องลาออก และลี้ภัยไปต่างประเทศ

.. การได้รับคำมั่นสัญญาจากรัฐบาลว่าจะให้มีรัฐธรรมนูญและมีการเลือกตั้งโดยเร็ว คือชัยชนะของนักศึกษาประชาชนอย่างแท้จริง และเป็นชัยชนะที่ไม่มีการเสียเลือดเนื้อใดๆ ทั้งสิ้น แต่การออกจากตำแหน่งของจอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร มีปัจจัยสำคัญจากสิ่งที่เกิดขึ้นที่หน้าสวนจิตรลดาในตอนเช้าตรู่วันที่ 14 ตุลา

.. ถ้าเรารู้ว่าใครคือไอ้โม่งที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ และถ้าเราสามารถยอมรับความจริงในข้อที่ว่าการออกจากตำแหน่งของจอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร มีปัจจัยสำคัญมาจากความขัดแย้งของชนชั้นนำ และชนชั้นนำคือผู้ที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการสิ้นอำนาจของจอมพลทั้งสอง สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนไม่ต้องสูญเสียเลือดเนื้อเพราะความขัดแย้งของชนชั้นนำอีกในอนาคต ..


7. พิภพ ธงไชย
คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ


.. สิ่งที่สังคมไทยยังไม่รู้เกี่ยวกับ 14 ตุลา ก็คือ ข้อเท็จจริงทั้งหมดทางประวัติศาสตร์ ซึ่งรวมไปถึง 6 ตุลา 2519 และพฤษภาคม 2535 การจะทำให้รู้เป็นเรื่องที่เหนื่อยมาก ต้องพึ่งนักวิชาการอิสระ แต่ถ้ารัฐไม่เอื้อก็เข้าไปตรวจสอบบางเรื่องไม่ได้ เหมือนประวัติศาสตร์ไทยอีกหลายเรื่องที่คลุมเครือแบบนี้เพราะเราเข้าไม่ถึงชั้นความลับของราชการ

.. การรู้ความจริงจะทำให้มนุษยชาติมีบทเรียนและเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะถ้าได้รู้ความจริงทั้งหมดการวิเคราะห์ก็จะถูกต้อง ถ้าไม่รู้ก็จะเหมือนกับเป็นการการวิเคราะห์บนฐานข้อมูลหลักฐานที่มีไม่พอ ทั้งๆ ที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตเรา แต่กลับไม่สามารถหาความจริงได้ ต่อไปอีกร้อยสองร้อยปีจะยิ่งหาความจริงยากขึ้นอีก

.. ตอนนี้สังคมไทยจึงก้าวไปช้าและย่ำอยู่กับที่ในหลายๆเรื่อง ความเข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพ ก็เข้าใจไม่ได้เพราะไม่ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ถูกต้อง จนตอนนี้ยังถกเถียงกันอยู่เลยว่า 14 ตุลา เกิดจากอะไร และจะนำไปสู่อะไร ..


8. จาตุรนต์ ฉายแสง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ


.. การเรียนรู้จาก 14 ตุลา เราต้องพูดถึงสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย ในความหมายที่มันสอดคล้องกับยุคสมัยปัจจุบัน คือเรื่องการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม ความไม่ชอบธรรม ซึ่งเราควรจะมาดูกันต่อว่า จากการที่เราได้มีการต่อสู้เรียกร้องกันจนได้ประชาธิปไตยมา แล้วผ่านการกลับไปกลับมา สลับไปสลับมา แต่ประชาธิปไตยก็มีความต่อเนื่องมาจนปัจจุบันนี้ ดังนั้นเราจะทำอย่างไรให้ประชาธิปไตยมีความสมบูรณ์มากขึ้น และความรู้สึกหวงแหนประชาธิปไตยยังคงอยู่สืบเนื่องต่อไป

.. หากจะพูดเรื่อง 14 ตุลาให้สอดคล้องกับปัจจุบัน ก็ต้องพูดถึงเรื่องการใช้สิทธิเสรีภาพให้เป็นประโยชน์ การเรียนรู้จากบุคคลที่มีประสบการณ์ ผ่านเหตุการณ์ เคยศึกษาและเข้าใจเหตุการณ์ 14 ตุลา เพื่อต่อมาจะได้ใช้สติปัญญาดังกล่าวมาทำความเข้าใจพัฒนาการและปัญหาของสังคมในปัจจุบัน รวมทั้งช่วยกันคิดผลักดันให้สังคมมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และต้องเป็นประชาธิปไตยในความหมายที่ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ..


9. พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


.. ในทุกๆ ปีที่ผ่านมาเราเฉลิมฉลองเหตุการณ์ 14 ตุลาในแบบวันหยุดราชการหรือวันสำคัญทางราชการมากขึ้นทุกที เราเอาพิธีกรรมมาบดบังจิตวิญญาณของเหตุการณ์

.. การค้นหาจิตวิญญาณของการเรียกร้องประชาธิปไตยในวันที่ 14 ตุลา ไม่จำเป็นต้องพูดถึงความถูกต้องหนึ่งเดียวของประวัติศาสตร์ เพราะจากประสบการณ์ของสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบันเราเริ่มเข้าใจมากขึ้นแล้วว่า ความจริงนั้นไม่ได้แยกออกจากเรื่องของโครงสร้างทางอำนาจและผลประโยชน์ของแต่ละคน ในเรื่องบางเรื่องแม้ว่าจะมีข้อมูลอยู่ตรงหน้าเรา เราก็เลือกที่จะไม่เชื่อ ไม่ฟัง หรือไม่เห็นว่ามันสำคัญ อาทิ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากปัญหาภาคใต้ หรือแม้กระทั่งเรื่องงของปัญหาความยากจน คนหลายคนอาจจะเลือกข้างและเลือกชุดข้อมูลที่จะรับรู้และมีชีวิตอยู่กับมัน

.. ดังนั้นการส่งผ่านข้อมูลและความจริงลงไปในสังคมจึงไม่ใช่เรื่องง่าย และการส่งผ่านข้อมูลและความจริงด้วยวิธีจากบนลงล่างก็ไม่ใช่วิธีการเดียวในการรับรู้ความจริง และวิธีการดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะเป็นการผูกขาดความจริงและเป็นลัทธิคลั่งไคล้ประชาธิปไตย .. democratic fundamentalism .. ได้

.. ทางออกทางหนึ่งก็คือการเปิดโอกาสให้คนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ได้มีโอกาสตีความและให้ความหมายกับเหตุการณ์ 14 ตุลา .. เพิ่มเข้าไป .. จากท่วงทำนองของการเฉลิมฉลองและยืนยันความสำคัญของเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา เหนือเหตุการณ์สำคัญอื่นๆ ดังที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งในแง่นี้ไม่ได้หมายความว่าเราปฏิเสธความสำคัญของเหตุการณ์ 14 ตุลา แต่ผมคิดว่าการให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ 14 ตุลานั้นควรเป็นเรื่องของรสนิยม จุดยืน และอุดมการณ์ส่วนตัวของแต่ละคน ซึ่งต้องเปิดกว้างที่จะอยู่ร่วมกัน และคุยกันได้

.. อย่าลืมว่าอีกไม่นานคนที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 14 ตุลาก็จะตายไปแล้ว ความสำคัญของการเฉลิมฉลองเหตุการณ์ 14 ตุลาก็จะกลายเป็นเรื่องของการให้ความหมายและการตีความเหตุการณ์ของคนรุ่นต่อๆไปอยู่ดี

.. ในฐานะที่ผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทั้งสองเหตุการณ์ แต่ก็เสพข้อมูลของทั้งสองเหตุการณ์ พอๆกัน โดยเฉพาะจากผู้ที่มีความผูกพัน ศรัทธาและเชื่อมั่นในจิตวิญญาณของเหตุการณ์เหล่านั้น โดยส่วนตัวแล้วผมเองมีรสนิยมชื่นชอบเหตุการณ์ 24 มิถุนา 2475 มากกว่า เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เพราะผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงในวันที่ 24 มิถุนา ผมได้เรียนรู้ว่าแต่ละฝ่ายมีความพยายามจะพูดถึงทิศทางในการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยกันทั้งสิ้น

.. ขณะที่สิ่งที่ผมเรียนรู้จากเหตุการณ์ 14 ตุลา โดยเฉพาะจากงานทางประวัติศาสตร์ใหม่ๆ ผมคิดว่าเราเริ่มเห็นว่าการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยและความยั่งยืนนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องที่มาจากหลักการประชาธิปไตยล้วนๆ ดังนั้น .. ประชาธิปไตย .. แบบไทยๆ ทั้งในแบบจอมพลสฤษดิ์ และแบบ 14 ตุลา ก็เป็นเรื่องที่น่าศึกษาและน่าค้นหาเช่นเดียวกัน .. ไม่เชื่อลองดูปรากฏการณ์ความนิยมอ้างถึงหนังสือ .. พระราชอำนาจ .. และทิศทางของการเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการในปัจจุบันก็ได้ ..

.. ผมเองก็อยากฟังว่าคนอื่นจะเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผมเขียนอย่างไร เพราะผมจะได้เรียนรู้และมีชีวิตร่วมกับคนอื่นๆมากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งผมเองยังไม่แน่ใจว่าสังคมกล้าหรือเคยคิดจะถามคำถามแบบนี้หรือเปล่า ทั้งที่โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าการถามคำถามแบบนี้ต่างหากที่จะทำให้เหตุการณ์ 24 มิถุนายน 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภาทมิฬ ตากใบ หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์อื่นๆอีกมากมายมีชีวิตขึ้นมาและมีความยั่งยืนอย่างมีความหมายในความทรงจำของผู้คนต่อๆไป


10. ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ
สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดนครราชสีมา


.. 14 ตุลา ไม่เป็นวันที่สำคัญของรัฐบาลทุกรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง บทบาทของรัฐบาลต้องไม่ใช่ในการช่วยจัดงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีบทบาทในแง่ของการบันทึกไว้ด้วย แต่ไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดไหนเลยที่จะตอบแทนการลุกขึ้นสู้ของนิสิตนักศึกษาในช่วง 14 ตุลา รวมทั้งไม่มีนโยบายที่จะเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมประเทศไทยในการลุกขึ้นสู้เพื่อประชาธิปไตย

.. ประเด็น 14 ตุลานั้น พูดกันจนไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว พูดกันไปหมดแล้วทุกคน แต่ปัญหาคือการไม่เผยแพร่ เพราะรัฐบาลไม่ยอมให้มันเผยแพร่ ..



-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   14/10/2005 10:14 AM  (61.90.103.238)
 

" ?????? "    ???   test   3/02/2016 02:39 PM
     
  http://ชาติไทย.com/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/  
     

     
 
       
ชื่อ - นามสกุล ::
  *
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
       
     
 
     
 
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ


Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.