| หน้าที่ท่านบรรเลง | บันทึกข้องน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนด | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- - เข้าระบบผู้ดูแล - -



ลัทธิการเมือง
     
 


คำกล่าวรายงานทางการเมือง ..... ของ พล.ต. พีรพงษ์ สรรพพากย์พิสุทธิ์
ณ. ที่ประชุมใหญ่สามัญ ..... ของพรรคความหวังใหม่ จังหวัดกาฬสินธุ์
เมื่อ ..... วันที่ 5 เมษายน 2546
อ้างอิงจาก ..... http://www.tawanmai.com/report.html.



\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/


1 / 2

 
     
      By : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    2/06/2004 06:24 PM  (203.195.105.34)  
 
 
 
  หัวข้อ : 1  
     
 


อันหลักทั้งหลายในโลกนี้ไม่มี .....
หลักอะไรจะบริสุทธิ์ ผุดผ่องและสูงส่งเท่ากับหลักของ ... ศาสนา
และที่รองจากศาสนาลงมาก็คือ ... การเมือง

ในโลกปัจจุบัน มีลัทธิการเมืองใหญ่ 3 ลัทธิ .....
คือ ลัทธิประชาธิปไตย ลัทธิเผด็จการ และ ลัทธิคอมมิวนิสต์ .. ลัทธิเผด็จการ และ ลัทธิคอมมิวนิสต์ มีมาแต่สมัยโบราณและสมัยกลาง .. ซึ่งจะไม่พูดถึง จะพูดถึงแต่ลัทธิเผด็จการและลัทธิคอมมิวนิสต์ ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ประชาธิปไตยสมัยกรีกโรมัน ไม่ใช่ลัทธิประชาธิปไตย แต่เป็นวิธีการประชาธิปไตยซึ่งลัทธิเผด็จการสมัยนั้นนำมาใช้



ลัทธิประชาธิปไตย .....
คือ ลัทธิการเมืองของชนชั้นกลาง หรือ Bourgeoisie เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า นายทุน หรือ Capitalist ฉะนั้นสมัยเมื่อยังไม่มีชนชั้นกลางหรือนายทุน จึงยังไม่มีลัทธิประชาธิปไตย แต่ลัทธิการเมืองของชนชั้นกลางหรือนายทุนนั้น สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประชาชน ลัทธิประชาธิปไตยจึงเป็นลัทธิของประชาชน ต่อของคนทั่วไป ของคนส่วนรวม หรือของคนทั้งหมดด้วย

ลัทธิเผด็จการสมัยใหม่ .....
คือ ลัทธิการเมืองของชนส่วนน้อยสมัยใหม่ เกิดทีหลังลัทธิประชาธิปไตย มี 2 ลัทธิ
คือ ลัทธิเผด็จการของชนส่วนน้อยชั้นบน และลัทธิเผด็จการของชนส่วนน้อยชั้นล่าง ..



ชนส่วนน้อยชั้นบนคือ .....
ชนชั้นกลางเดิมที่กลายเป็นชนชั้นกลางใหญ่ (Bigbourgeoisie) หรือนายทุนใหญ่ (Big capitalists) ซึ่งมักจะเรียกรวมๆว่านายทุนผูกขาด .. และละทิ้งลัทธิประชาธิปไตย ไปตั้งลัทธิใหม่เรียกว่าลัทธิเผด็จการ หรือ Dictatorship มีรูปต่างๆ เช่น ลัทธิเผด็จการรัฐสภา ลัทธิเผด็จการทหาร และ ลัทธิเผด็จการฟาสซิสต์ เป็นต้น

ชนส่วนน้อยชั้นล่างคือ .....
กรรมกร แต่ไม่ใช่กรรมกรทั่วไป เป็นกรรมกรรับจ้าง ในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ มีผู้ตั้งลัทธิการเมืองให้คือ ลัทธิคอมมิวนิสต์สมัยใหม่ ซึ่งในด้านการปกครองเรียกว่า ลัทธิเผด็จการชนกรรมาชีพ หรือ Dictatorship ofThe prolletariat ..

ฉะนั้น ถ้าเรียกลัทธิเผด็จการเฉยๆ ..... หมายถึง ลัทธิเผด็จการของชนส่วนน้อยชั้นบน
ถ้าเรียกลัทธิเผด็จการชนกรรมาชีพ ..... หมายถึง ลัทธิเผด็จการของชนส่วนน้อยชั้นล่าง



ลัทธิคอมมิวนิสต์ .....
เกิดขึ้นเมื่อกลางศตวรรษที่ 19 ผู้ตั้งลัทธินี้คือ คาสมากซ์และเฟรดเดอริกส์ เองเกลส์ .. แต่ใช้ชื่อ มากซ์ คนเดียว จึงเรียกลัทธิมากซ์ ต่อมามีนักพัฒนาทฤษฎีคนหนึ่งมาพัฒนาลักธิมากซ์ คือ เลนิน ลัทธิคอมมิวนิสต์ในทางทฤษฎีจึงเรียกว่า ... ลัทธิมากซ์

ลัทธิเลนิน .....
อาจมีผู้แย้งว่าลัทธิการเมืองสมัยใหม่ยังมีลัทธิใหญ่อีกลัทธิหนึ่ง คือ ลัทธิสังคมนิยม .. ทำไมตัดทิ้งเสีย ไม่ได้ตัดทิ้ง แต่ลัทธิสังคมนิยมนั้น สงเคราะห์เข้า ในลัทธิประชาธิปไตย ในลัทธิเผด็จการ และ ในลัทธิคอมมิวนิสต์ .. ถ้าเป็นลัทธิสังคมนิยมของชนส่วนน้อยชั้นบน ก็สงเคราะห์เข้าในลัทธิเผด็จการ เช่น ลัทธิสังคมนิยมแห่งชาติ หรือ Nationalsocialism ซึ่งเป็นสังคมนิยมของลัทธินาซี .. ถ้าเป็นลัทธิสังคมนิยมของชนชั้นกลางก็สงเคราะห์เข้าในลัทธิประชาธิปไตย เช่น สังคมนิยมของ แซงค์ ซีมอง ฟูริเอ โรเบิด โอเว็น เป็นต้น .. หรือ สังคมนิยมที่ปฏิบัติกันอยู่ในประเทศสแกนดิเนเวีย ก็คือรูปหนึ่งของลัทธิประชาธิปไตย



ลัทธิสังคมนิยม .....
ที่สงเคราะห์เข้าในลัทธิคอมมิวนิสต์นั้น เนื่องจากมากซ์ เมื่อยังเป็นนักลัทธิสังคมนิยมอยู่ เห็นว่าแนวสังคมนิยมของตนแตกต่างจากแนวสังคมนิยมอื่น เพราะแนวสังคมนิยมอื่นเป็นสังคมนิยมของชนชั้นกลาง แต่แนวสังคมนิยมของตนเป็นสังคมนิยมของชนกรรมาชีพ จึงควรเรียกชื่อให้แตกต่างกัน มากซ์จึงกำหนดให้

เรียกสังคมนิยมของตนว่า ... คอมมิวนิสต์
เรียกสังคมนิยมอื่นว่า ... สังคมนิยม

อีกนัยหนึ่งถ้าเป็นสังคมนิยมของชนชั้นกลางเรียกว่า ... สังคมนิยม
ถ้าเป็นสังคมนิยมของชนกรรมาชีพเรียกว่า ... คอมมิวนิสต์

แต่คอมมิวนิสต์ ..... ก็ยังใช้สังคมนิยมในบางกรณี เช่น



ลัทธิคอมมิวนิสต์แบ่งระบบสังคมของเขาเป็น 2 ตอน
ขั้นตอนแรกเรียกว่า ... สังคมนิยม
ขั้นตอนที่สองเรียกว่า ... สังคมคอมมิวนิสต์

จึงเห็นได้ว่า .....
ลัทธิสังคมนิยมนั้นสงเคราะห์เข้าไป ในลัทธิประชาธิปไตย ในลัทธิเผด็จการ
และในลัทธิคอมมิวนิสต์แล้ว จึงไม่ต้องแยกเป็นอีกลัทธิหนึ่งต่างหาก

ลัทธิการเมือง 3 ลัทธินี้คือ .....
ลัทธิประชาธิปไตย ลัทธิเผด็จการ และลัทธิคอมมิวนิสต์ .. เกิดขึ้นในยุคประวัติศาสตร์เดียวกัน มีความเกี่ยวเนื่องกัน เป็นเงื่อนไขแก่กัน ซ้อนกัน อยู่และแยกกันไม่ออก ทำให้การศึกษา 3 ลัทธิต้องควบกันไป ไม่อาจจะศึกษาลัทธิใดลัทธิหนึ่งอย่างโดดเดี่ยว ถ้าจะรู้ลัทธิใดลัทธิหนึ่งต้องศึกษา 3 ลัทธิ ถ้าศึกษาลัทธิหนึ่งอย่างโดดเดี่ยว จะไม่สามารถรู้ลัทธินั้น ฉะนั้นความรู้ลัทธิการเมืองในโลกปัจจุบันจึงหมายถึง ความรู้ 3 ลัทธิรวมกัน




แตกต่างกับลัทธิศาสนา .....
เช่น ลัทธิพุทธ ลัทธิฮินดู ลัทธิคริสต์ และ ลัทธิอิสลาม ซึ่งแต่ละลัทธิอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ และความรู้ลัทธิศาสนาเป็นความรู้เฉพาะตัว ถ่ายทอดกันไม่ได้ ความรู้นิพพาน หรือ ความรู้พระเจ้าเป็นความรู้แต่ละบุคคล ฉะนั้นความรู้ลัทธิศาสนาจึงรู้ได้ด้วยการศึกษา เฉพาะลัทธิศาสนานั้นๆ ไม่ต้องศึกษาหรือรู้ลัทธิศาสนาอื่นๆ


บ้านเราทีแรกเข้าใจกันว่า .....
ไม่รู้ลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่เอาเข้าจริงๆ ลัทธิประชาธิปไตยก็ไม่รู้เหมือนกัน เรามีตำราประชาธิปไตยเป็นเล่มเกวียน เรียนประชาธิปไตยกัน ในโรงเรียน ในวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัย เผยแพร่ประชาธิปไตยทั่วประเทศ สอนประชาธิปไตยกันเกือบจะทุกตำบลหมู่บ้าน บรรยายประชาธิปไตย อภิปรายประชาธิปไตย สัมมนาประชาธิปไตย เสวนาประชาธิปไตยมาเป็นสิบๆ ปี ยังตกลงกันไม่ได้ว่า ... ประชาธิปไตยคืออะไร ?



การสร้างประชาธิปไตย .....
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น เป็นเช่นเดียวกับการสร้างประชาธิปไตยในประเทศที่ดำเนินการโดยสันติ เช่น ญี่ปุ่นซึ่ง ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1 .....
เปลี่ยนแปลงรูปการปกครอง จากแบบเก่าเป็นแบบใหม่ ซึ่งจัดเป็นการปกครองส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น .. ส่วนกลางจัดเป็น 1 กระทรวง .. ส่วนภูมิภาคจัดเป็นเทศาภิบาล .. และส่วนท้องถิ่นจัดเป็นสุขาภิบาล .. เมื่อทรงสร้างประชาธิปไตยขั้นตอนที่ 1 เสร็จแล้ว และ กำลังทรงดำเนินการใน ...

ขั้นตอนที่ 2 .....
อันได้แก่การเปลี่ยนแปลงหลักการปกครอง (Principle of government) ซึ่งส่วนสำคัญที่สุด ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย คือเปลี่ยนอำนาจอธิปไตยของพระมหากษัตริย์ มาเป็นอำนาจอธิปไตยของปวงชน และขยายเสรีภาพของบุคคล พร้อมทั้งปฏิบัติหลักการอื่นๆ ของการปกครองแบบประชาธิปไตย จนถึงการใช้รัฐธรรมนูญและดำเนินการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย ก็เป็นอันเสร็จสิ้นการสร้างประชาธิปไตย



ขณะที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว .....
ทรงเริ่มต้นขั้นตอนที่ 2 ก็เสด็จสวรรคต .. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสืบทอดพระราชกรณียกิจต่อมา แต่ทรงกระทำได้แต่เฉพาะในด้านการขยายเสรีภาพ การอบรมสั่งสอนประชาธิปไตย และส่งเสริมลัทธิชาตินิยมเท่านั้น เพราะพระบรมเดชานุภาพและพระบารมี ไม่อาจจะเปรียบกันได้กับพระราชบิดาที่ จะรับมือกับอำนาจและอิทธิพลเก่าในประเทศไทยที่รุนแรง ยิ่งในการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย ..

ถึงกระนั้นพระราชกรณียกิจขยายเสรีภาพก็ทำให้ .....
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับพระราชสมญานามจากชาวยุโรปว่าเป็น ...
Democratic King .. พระมหากษัตริย์ประชาธิปไตย



พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว .....
ทรงตั้งพระราชปณิธานจะปฏิบัติพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบิดาที่ค้างอยู่ให้เป็นผลสำเร็จ ดังพระราชบันทึก วันที่ 26 ธันวาคม 2475 .. ว่า ตั้งแต่ข้าพเจ้าได้รับสืบราชสมบัติจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ข้าพเจ้าก็ได้คิดการที่จะให้การเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นไปได้โดยราบรื่นที่สุดที่จะเป็นไปได้ .. ทรงขยายการปฏิบัติพระราชบัญญัติสุขาภิบาล ซึ่งจะทรงแก้ไขเพิ่มเติมและให้ชื่อใหม่ว่า พระราชบัญญัติเทศบาล เป็นทางฝึกอบรมประชาธิปไตยแก่ประชาชน .. และทรงตั้ง สภากรรมการองคมนตรี ขึ้นเป็นสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราว ในระยะผ่านไปสู่การปกครองแบบประชาธิปไตย และทรงตระเตรียมประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เพื่อโอนอำนาจจากพระองค์ท่านสู่สภากรรมการองคมนตรี และจากสภากรรมการองคมนตรีสู่สภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้ง

ตามพระราชปณิธานว่า .....
ข้าพเจ้าสมัครใจจะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฎรทั่วไป และให้ประชาชนมีเสรีภาพในการเมืองโดยบริบูรณ์ แต่แผนพระราชดำรินี้ถูกทำลายลงด้วยการยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475



เหล่านี้ .....
คือการศึกษาการสร้างประชาธิปไตยในประเทศไทย ของและนิยามการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือ Democratic Government ที่ถูกต้องที่สุด .. สามารถทดสอบจากตำหรับตำราและผู้รู้ทั้งไทยและต่างประเทศได้ทุกเมื่อ คือ พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการเปลี่ยนอำนาจอธิปไตยของพระมหากษัตริย์ มาเป็น อำนาจอธิปไตยของปวงชน และขยายเสรีภาพบุคคลนั่นเอง


พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว .....
ทรงสรุปการปกครองของคณะราษฎรว่า เป็นลัทธิเผด็จการทางอ้อมๆ ไม่ใช่ Democracy จริงๆ เลย เป็นการยึดอำนาจกันเฉยๆ เป็นการเปลี่ยนตัวเปลี่ยนคณะกันเท่านั้น ไม่ทำให้เสรีภาพในการเมืองมากขึ้น แต่กลับจะน้อยลงไปเสียอีก ผลร้ายของการปกครองแบบ Absolute มิได้เสื่อมคลาย เป็นการเสียเวลาและ เสี่ยงภัยให้แก่ประเทศชาติโดยใช่ที่ ในขณะบ้านเมืองอยู่ในความคับขันและยากจน และยังทรงวิจารณ์รัฐธรรมนูญของคณะราษฎรว่า .. เขียนขึ้นเพื่อตบตา เพื่อหลอกกันเล่นเท่านั้นเอง .. ทรงต่อสู้เพื่อสถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างถึงที่สุด ถึงกับทรงเอาพระราชบัลลังก์เป็นเดิมพัน



คณะราษฎร .....
เป็นผู้สร้างระบอบประชาธิปไตย (Democratic regime) แต่ไม่ได้สร้างการปกครองแบบระบอบประชาธิปไตย (Democratic Government) หรือ การปกครองระบอบประชาธิปไตย .. คณะราษฎรได้สร้างระบอบประชาธิปไตยขึ้น เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 .. แต่ไม่ได้สร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยต่อจากระบอบประชาธิปไตย .. แต่ค่อยๆ สร้างการปกครองแบบเผด็จการรัฐสภาขึ้น แทนการปกครองแบบเผด็จการสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ได้โค่นล้มลงไป ใช้เวลา 6 เดือน จนถึงวันที่ 10 ธันวาคม ก็สร้างการปกครองแบบเผด็จการรัฐสภาเต็มรูปแบบ ซึ่งให้สัตยาบันโดยรัฐธรรมูญฉบับที่ 2 คือ ... รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475

และ การปกครองลัทธิเผด็จการ .....
ทางอ้อมๆในสมัยคณะราษฎร ได้ขยายตัวมาเป็นลัทธิเผด็จการทางตรงในปัจจุบัน ซึ่งหมายถึงลัทธิเผด็จการของชนส่วนน้อยชั้นบน อันได้แก่ นายทุนผูกขาด (Monopoly Capitalists) ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้น



พระราชประสงค์ของสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น .....
คือการสถาปนาการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งสมบูรณ์ทั้งด้านหลักการปกครอง และด้านรูปการปกครองก็คือ เจตนารมณ์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว นั่นคือ เจตนารมย์ประชาธิปไตย .. ตรงกันข้ามกับเจตนารมย์รัฐธรรมนูญของคณะราษฎร ตามคำกราบบังคมทูลแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ว่า ... คณะราษฎรไม่ประสงค์จะชิงราชสมบัติแต่อย่างใด ความประสงค์อันยิ่งใหญ่ก็เพื่อที่จะมีรัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน .. นอกจากจะมีเจตนารมย์รัฐธรรมนูญแล้ว ยังได้สร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชนชาวไทยอีกต่อไปว่า .....

รัฐธรรมนูญ คือ ประชาธิปไตย .....
โดยการสร้างอนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญ แต่ให้เรียกว่าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย


ความไม่เข้าใจลัทธิประชาธิปไตยจึงเกิดขึ้น .....
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีถือเอารัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาทั้งปวงของชาติ อันที่จริงการสร้างสิ่งที่ยังไม่มีในปัจจุบันให้มีขึ้นในอนาคตนั้น ไม่ใช่หน้าที่ของกฎหมาย เพราะกฎหมายมีหน้าที่เอาสิ่งที่มีอยู่แล้วในอดีตมารักษาเหตุการณ์ให้เป็นปกติในปัจจุบัน ส่วนหน้าที่การสร้างสิ่งที่ยังไม่มีอยู่ในปัจจุบันให้มีขึ้นในอนาคตนั้น เป็นหน้าที่ของนโยบาย



ดังนั้น .....
หน้าที่ของการปฏิรูปการเมือง จึงต้องเป็นหน้าที่ของนโยบาย ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐธรรมนูญ การเอารัฐธรรมนูญไปปฏิรูปการเมืองจึงเป็นไปไม่ได้ เพราะผิดหน้าที่ ผิดหลักการ ผิดหลักวิชา .. ตามหลักวิชาการนั้น รัฐธรรมนูญกับนโยบายไม่ใช่สิ่งเดียวกัน .. เพราะถึงแม้นโยบายกับรัฐธรรมนูญจะพูดเรื่องเดียวกัน แต่พูดคนละมุม ...

นโยบาย .....พูดถึงประชาธิปไตยที่จะทำ
รัฐธรรมนูญ ..... พูดถึงประชาธิปไตยที่ทำได้แล้ว

เมื่อนโยบายกับรัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งเดียวกัน .....
หน้าที่ของแต่ละอย่าง ก็ย่อมแตกต่างกัน .. หน้าที่ของรัฐธรรมนูญก็คือหน้าที่ของกฎหมาย คือหน้าที่ในการรักษาสถานการณ์ .. หน้าที่ในการรักษาระบบและระบอบรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยจึงมีหน้าที่เป็นเครื่องมือรักษาระบบ และระบอบประชาธิปไตย .. และในทางกลับกัน ถ้าระบบและระบอบเป็นเผด็จการ การมีรัฐธรรมนูญก็คือ เครื่องมือส่งเสริมและรักษาระบบและระบอบเผด็จการ .. แม้ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้วิเศษอย่างไร ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงระบบและระบอบเผด็จการให้เป็นประชาธิปไตยขึ้นมาได้ .. การแก้ไขรัฐธรรมนูญภายใต้ระบบและระบอบเผด็จการ มีแต่กระชับระบอบและระบบเผด็จการ ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นเท่านั้น เหล่านี้เป็นกฎเกณฑ์ทั่วไปอย่างหนึ่ง



ส่วนนโยบายประชาธิปไตยนั้น .....
หมายถึง รายการของความมุ่งหมายของพรรคการเมืองหรือของรัฐบาล
อันมีต่อปัญหาประชาธิปไตยว่า จะทำอย่างไรบ้าง

ฉะนั้น .....
การสร้างประชาธิปไตยด้วยรัฐธรรมนูญ ก็คือการสร้างที่แฝงไว้ด้วยเผด็จการนั่นเอง
โดยเฉพาะคือการกระชับระบอบเผด็จการให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น


ดังนั้น .....
60 กว่าปี ของการสร้างประชาธิปไตยด้วยรัฐธรรมนูญของบ้านเรา คงจะเป็นเครื่องพิสูจน์เกินพอแล้ว .. ว่าเหตุที่การปกครองระบอบเผด็จการ มีอายุยืนยาวมาได้ถึงทุกวันนี้ ก็เพราะมีการสลับขั้วอำนาจกัน 2 ขั้ว คือ เลือกตั้งและรัฐประหาร รัฐประหารและเลือกตั้ง สลับขั้วกันไปๆ มาๆ ระหว่าง 2 ขั้วนี้ โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นแกนกลางเรียกว่า วงจรอุบาทว์ .. กล่าวคือ เมื่อประชาชนไม่เอาขั้วเลือกตั้ง ก็จะสลับขั้วมาไว้ที่รัฐประหาร และ เมื่อประชาชนไม่เอารัฐประหาร ก็สลับขั้วมาไว้ที่เลือกตั้ง การสลับขั้วอำนาจเผด็จการไปมาเช่นนี้ จึงทำให้ระบอบเผด็จการสามารถดำรงอยู่ได้ ..



ในขณะเดียวกัน .....
ความขัดแย้งพื้นฐาน หรือ ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับระบอบเผด็จการได้ก่อตัวขึ้นมาอย่างเงียบๆ และ เติบโตขึ้นมาเป็นลำดับอย่างรวดเร็ว โดยจะขยายตัวขึ้น ตามความเสื่อมของระบอบเผด็จการ โดยรูปธรรมที่แสดงออก ก็คือความเสื่อมถอยศรัทธาของประชาชนต่อผู้ปกครอง เรียกว่า วิกฤตศรัทธา ซึ่งความขัดแย้งนี้ พัฒนาขึ้นจนเป็นความขัดแย้งที่แหลมคม สถานการณ์เช่นนี้เรียกว่า สถานการณ์ปฏิวัติ

ลัทธิคอมมิวนิสต์ .....
อาศัยสถานการณ์นี้นำไปสู่สงครามกลางเมือง โดยอาศัย พคท.
ทำให้เกิดนโยบายแห่งชาติที่สำคัญขึ้นมา 2 นโยบาย

นโยบายแห่งชาตินโยบายแรก .....
คือ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 110/12 ลง วันที่ 30 พ.ค. 2512 .. โดยสรุปแห่งคำสั่งนี้ก็คือ .. ให้ใช้มาตรการ การเมืองเป็นหลักในการป้องกันและปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ส่วนการทหารให้ใช้เมื่อจำเป็น เพื่อเสริมสร้างการปฏิบัติการรุกทางการเมืองเท่านั้น .. ความผันผวนทางการเมืองทำให้ 110/12 พังทลายไป และนำเอายุทธศาสตร์เก่ากลับมาใช้ ในท่ามกลางการขยายตัวของสงครามกลางเมือง ถึงขั้นที่ พคท. ทำท่าว่าจะยึดประเทศได้ เกิดอกสั่นขวัญแขวนกันทั่วไปว่า เมืองไทยจะอยู่รอดหรือไม่ ตรงจุดนี้เองที่ 110/12 กลับคืนชีพขึ้นมาใหม่ในรูปของ 66/23



ผู้มีบทบาทสำคัญ .....

ในช่วง 110/12 ..... คือ พล.อ. แสวง เสนาณรงค์ .. พ.อ. สนอง ถมังรักษ์สัตย์ .. พล.ต.ต. อารีย์ กะรีบุตร พ.อ. มานะ เกษรศิริ .. และบุคคลอื่นมากมาย .. โดยผู้มีบทบาทชี้ขาดคือ จอมพล ถนอม กิตติขจร

ในช่วง 66/23 ..... ก็คือ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ .. พล.อ. หาญ ลีลานนท์ .. พล.ต. ระวี วันเพ็ญ .. พ.อ. มานะ เกษรศิริ .. และบุคคลอื่นอีกมาก .. โดยผู้รับบทบาทชี้ขาดคือ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์

ตั้งแต่เกิดขบวนการคอมมิวนิสต์ขึ้นในประเทศไทย .....
นโยบายแห่งชาติ คือ 66/23 นั้น เปรียบเสมือน 2 ด้านของเงินเหรียญอันหนึ่ง ด้านหน้าเป็นนโยบายลัทธิคอมมิวนิสต์ พลิกไปด้านหลังเป็นนโยบายสร้างประชาธิปไตย สองด้านนี้ติดกันและซ้อนกันอยู่ ขึ้นแก่กันและเป็นเงื่อนไขให้แก่กัน



วิชารัฐศาสตร์กำหนดหลักการปกครอง .....
ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยไว้ 5 ประการดังนี้

1 ..... อำนาจอธิปไตยของปวงชน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ... ระบอบประชาธิปไตย
(Sovereignty of the people หรือ Popular sovereignty)
2 ..... เสรีภาพ (Freedom)
3 ..... ความเสมอภาค (Equality)
4 ..... หลักนิติธรรม (Rule of the law)
5 ..... รัฐบาลจากการเลือกตั้ง (Elected government)


คำว่า ประชาธิปไตย .....
มีความหมายที่จำได้ง่ายๆ คือ การปกครองโดยประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ ประชาชนทุกคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกสมาชิกผู้แทนราษฎรในรัฐบาลแห่งชาติของตนได้ และมีสิทธิ์ที่จะเลือกสมาชิกสภาท้องถิ่น ซึ่งสภาผู้แทนของตนในรัฐบาลท้องถิ่นได้เช่นกัน ปัจจุบันประเทศที่ปกครองด้วยประชาชน จะเลือกตัวแทนขึ้นมา เพื่อตัดสินใจแทนตน ซึ่งทำให้การตัดสินใจแต่ละครั้งไม่ต้องมีผู้มาเกี่ยวข้องมากเกินไป

การปกครองในระบอบประชาธิปไตย .....
สถาบันและองค์กรสำคัญในการดำเนินการปกครอง มี .. รัฐธรรมนูญ .. สถาบันพระมหากษัตริย์ .. รัฐสภา .. คณะรัฐมนตรี .. ศาลยุติธรรม .. การเลือกตั้งทั่วไป ปัจจุบันใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 .. เริ่มมีการปฏิรูปทางการเมือง .. ปฏิรูประบบราชการ .. แต่ก็ยังมีปัญหาและอุปสรรคในการปกครองระบอบประชาธิปไตย .. การปกครองที่ผ่านมามีลักษณะเป็นประชาธิปไตยในทางทฤษฎีและรูปแบบ .. แต่เป็นคณาธิปไตยในทางปฏิบัติ ..

สาเหตุมาจาก .....
เป็นการปฏิวัติที่กระทำโดยคณะบุคคลกลุ่มน้อย .. เป็นการปฏิวัติด้านการเมืองการปกครองเท่านั้น .. วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้า .. ขาดประสบการณ์การปกครองแบบประชาธิปไตย .. ไม่นิยมรวมกลุ่ม .. ได้รับการศึกษาทางการเมืองน้อยและไม่ต่อเนื่อง .. มีทัศนคติต่อการเมืองในทางลบ .. ระบบราชการมีอำนาจหน้าที่มากเกินไปและมีทัศนคติแบบเจ้าขุนมูลนาย .. ระบบพรรคการเมืองยังไม่เข้มแข็ง .. ประชาชนยังไม่มีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเต็มที่ .. เกือบจะทุกอย่างรวมอำนาจอยู่ที่ศูนย์กลางในกรุงเทพฯ




\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/


2 / 2

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/06/2004 06:31 PM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 2  
     
  ที่บรรยายมานี่มีข้อเท็จจริงตรงไหนบ้างรึเปล่า
...
บางทีอาจทำให้คนเข้าใจผิดนะครับ
.......

ลัทธิเผด็จการสมัยใหม่ .....
คือ ลัทธิการเมืองของชนส่วนน้อยสมัยใหม่ เกิดทีหลังลัทธิประชาธิปไตย มี 2 ลัทธิ
คือ ลัทธิเผด็จการของชนส่วนน้อยชั้นบน และลัทธิเผด็จการของชนส่วนน้อยชั้นล่าง ..

=แบ่งตามความคิดของตนเองนะ ที่บรรยายมานี่..นชั้นกรรมชีพปฏิวัติไม่ใช่ชนชั้นส่วนน้อย ดูได้จากประเทศไทย มวลชนชั้นกรรมชีพมีมากมาย แต่โดนคลุ่มอำนาจโดย นายทุนที่สวมสูทแล้วไปนั่งในสภา ผิดตั้งแต่แรกแล้ว
การต่อสู้ของกรรมชีพเพื่อการปฏิวัตินั้น เมื่อได้ตั้งมาแล้ว ถูกต้อง เราเรียกว่า เผด็จการของชนชั้นกรรมชีพ แต่มันไม่ใช่เผด็จการของคนส่วนน้อย มันคือเผด็จการของชนชั้นส่วนมาก ฉะนั้น เผด็จการของชนชั้นกรรมชีพ จึงเป็นเผด็จการในลักษณะประชาธิปไตยที่เน้น มวลชนส่วนมากเป็นใหญ่ ไม่ใช่ประชาธิปไตยบจอมปลอมของพวกทุน

เผด็จการแบบ fascist เป็นเผด็จการโดยคนส่วนน้อย ไม่ใช่ ชนส่วนน้อย ในคณะการปกครองแบบ ฟาสซิสต์ อาจเป็นแบบกึ่ง เช่น อภิชนาธิปไตย ซึ่งเป็นการปกครองโดยคนกลุ่มน้อย ที่มีความรู้ความสามารถ (เพลโตยกย่อง อภิชนาธิปไตย) เปนต้น



ชนส่วนน้อยชั้นบนคือ .....
ชนชั้นกลางเดิมที่กลายเป็นชนชั้นกลางใหญ่ (Bigbourgeoisie) หรือนายทุนใหญ่ (Big capitalists) ซึ่งมักจะเรียกรวมๆว่านายทุนผูกขาด .. และละทิ้งลัทธิประชาธิปไตย ไปตั้งลัทธิใหม่เรียกว่าลัทธิเผด็จการ หรือ Dictatorship มีรูปต่างๆ เช่น ลัทธิเผด็จการรัฐสภา ลัทธิเผด็จการทหาร และ ลัทธิเผด็จการฟาสซิสต์ เป็นต้น

ชนส่วนน้อยชั้นล่างคือ .....
กรรมกร แต่ไม่ใช่กรรมกรทั่วไป เป็นกรรมกรรับจ้าง ในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ มีผู้ตั้งลัทธิการเมืองให้คือ ลัทธิคอมมิวนิสต์สมัยใหม่ ซึ่งในด้านการปกครองเรียกว่า ลัทธิเผด็จการชนกรรมาชีพ หรือ Dictatorship ofThe prolletariat ..

ฉะนั้น ถ้าเรียกลัทธิเผด็จการเฉยๆ ..... หมายถึง ลัทธิเผด็จการของชนส่วนน้อยชั้นบน
ถ้าเรียกลัทธิเผด็จการชนกรรมาชีพ ..... หมายถึง ลัทธิเผด็จการของชนส่วนน้อยชั้นล่าง


= เอาอีกแล้ว ... กลุ่มเผด็จการ ไม่ใช่กลุ่มทุน แต่เป็นกลุ่มที่ตอบสนองนายทุนและจ้าว นาซี เป็นลัทธิเผด็จการทหารที่ไม่เน้นนายทุน(เพราะฆ่านายทุนไปมาก) เน้นการฟื้นฟูประเทศจากสงครามครั้งที่หนึ่ง ..
มีการมาแบ่ง เป็นลัทธิคอมมิวนิสต์สมัยใหม่ มันก็เป็นลัทธิคอมมิวนิสต์ดั้งเดิมวันยังค่ำ ไม่มีทางเปลี่ยน ถ้าเปลี่ยนก็จะถูกขนานนามใหม่ เช่น Maoism..เป็นต้น



ลัทธิคอมมิวนิสต์ .....
เกิดขึ้นเมื่อกลางศตวรรษที่ 19 ผู้ตั้งลัทธินี้คือ คาสมากซ์และเฟรดเดอริกส์ เองเกลส์ .. แต่ใช้ชื่อ มากซ์ คนเดียว จึงเรียกลัทธิมากซ์ ต่อมามีนักพัฒนาทฤษฎีคนหนึ่งมาพัฒนาลักธิมากซ์ คือ เลนิน ลัทธิคอมมิวนิสต์ในทางทฤษฎีจึงเรียกว่า ... ลัทธิมากซ์

ลัทธิเลนิน .....
อาจมีผู้แย้งว่าลัทธิการเมืองสมัยใหม่ยังมีลัทธิใหญ่อีกลัทธิหนึ่ง คือ ลัทธิสังคมนิยม .. ทำไมตัดทิ้งเสีย ไม่ได้ตัดทิ้ง แต่ลัทธิสังคมนิยมนั้น สงเคราะห์เข้า ในลัทธิประชาธิปไตย ในลัทธิเผด็จการ และ ในลัทธิคอมมิวนิสต์ .. ถ้าเป็นลัทธิสังคมนิยมของชนส่วนน้อยชั้นบน ก็สงเคราะห์เข้าในลัทธิเผด็จการ เช่น ลัทธิสังคมนิยมแห่งชาติ หรือ Nationalsocialism ซึ่งเป็นสังคมนิยมของลัทธินาซี .. ถ้าเป็นลัทธิสังคมนิยมของชนชั้นกลางก็สงเคราะห์เข้าในลัทธิประชาธิปไตย เช่น สังคมนิยมของ แซงค์ ซีมอง ฟูริเอ โรเบิด โอเว็น เป็นต้น .. หรือ สังคมนิยมที่ปฏิบัติกันอยู่ในประเทศสแกนดิเนเวีย ก็คือรูปหนึ่งของลัทธิประชาธิปไตย





ลัทธิสังคมนิยม .....
ที่สงเคราะห์เข้าในลัทธิคอมมิวนิสต์นั้น เนื่องจากมากซ์ เมื่อยังเป็นนักลัทธิสังคมนิยมอยู่ เห็นว่าแนวสังคมนิยมของตนแตกต่างจากแนวสังคมนิยมอื่น เพราะแนวสังคมนิยมอื่นเป็นสังคมนิยมของชนชั้นกลาง แต่แนวสังคมนิยมของตนเป็นสังคมนิยมของชนกรรมาชีพ จึงควรเรียกชื่อให้แตกต่างกัน มากซ์จึงกำหนดให้

เรียกสังคมนิยมของตนว่า ... คอมมิวนิสต์
เรียกสังคมนิยมอื่นว่า ... สังคมนิยม

อีกนัยหนึ่งถ้าเป็นสังคมนิยมของชนชั้นกลางเรียกว่า ... สังคมนิยม
ถ้าเป็นสังคมนิยมของชนกรรมาชีพเรียกว่า ... คอมมิวนิสต์

แต่คอมมิวนิสต์ ..... ก็ยังใช้สังคมนิยมในบางกรณี
=
อันนี้กำลังมั่ว ตีความความคิดของมาร์กซ์ไปอีกทางเสียแล้ว
มาร์กซ์ไม่ได้เห็นว่าตนเองแตกต่างในด้านนั้นแล้วจึงตั้งชื่อใหม่
แต่เป้นเพราะ ลัทธิมาร์กซ์เป็น วิทยาศาสตร์สังคมนิยม ไม่ใช่สังคมนิยมเพ้อฝัน ที่ต่อมาพัฒนาเป็น สังคมนิยมโดยนายทุน หรือสังคมนิยมประนีประนอมนั่นเอง



ลัทธิคอมมิวนิสต์แบ่งระบบสังคมของเขาเป็น 2 ตอน
ขั้นตอนแรกเรียกว่า ... สังคมนิยม
ขั้นตอนที่สองเรียกว่า ... สังคมคอมมิวนิสต์

จึงเห็นได้ว่า .....
ลัทธิสังคมนิยมนั้นสงเคราะห์เข้าไป ในลัทธิประชาธิปไตย ในลัทธิเผด็จการ
และในลัทธิคอมมิวนิสต์แล้ว จึงไม่ต้องแยกเป็นอีกลัทธิหนึ่งต่างหาก

ลัทธิสังคมนิยม ควรเรียกเสียใหม่ เพราะเขาเรียกกันมานาน

ชาตินิยมสังคม หรือนาซีนั้น เป็นสังคมนิยมโดยชื่อนั้น
คล้ายกับ
แปลได้วา

สังคมนิยมพรรคนาซีนั่นเอง...
 
     
    By: ส.เพลิง     2/06/2004 06:53 PM  (203.113.45.137)
 

 
  หัวข้อ : 5  
     
  การปกครองต้องมีหลักในการใช้ให้เหมาะสม ถูกเวลา เช่น
บางเหตุการณ์ใช้ประชาธิปไตยมากเกินไปก็ไม่เหมาะสม ล่าช้า
จนอาจทำให้ปัญหาบานปลายได้
บางเหตุการณ์ใช้เพด็จการณ์ไปก็จะมีคนต่อต้าน

ไม่ว่าจะ ลัทธิใด ระะบบการปกครองใด ขอให้เพียงแต่คนในชาติยอมรับ
และขับเคลื่อนชาติให้เจริญก้าวหน้าทั้งด้านวัตถุและจิตใจ แค่นั้นก็น่าจะเพียงพอ

 
     
    By: chyu     4/06/2004 01:34 AM  (203.162.100.68)
 

 
  หัวข้อ : 6  
     
  ปัจจุบัน การปกครองมิใช่ประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ ดูแค่ สส. ในสภาก็คงพอ.. อภิปรายไม่ไว้วางใจกันไป ก็ทำอะไรไม่ได้ รัฐบาลพรรคเดียว.. จริงๆถ้าไม่โกงกินก็คงดี.. ทำอะไรได้สะดวก แต่ว่า เพราะว่าการทำอะไรได้สะดวกนี้เอง จึงเป็นรูปแบบการปกครองที่ผิดไปจากประชาธิปไตย โกงกินกันจน ประเทศไทยไม่มีอะไรจะเหลือแล้ว.. ดูต่อไปเถอะครับ คนไทยจะต้องหลั่งเลือดชะโลมแผ่นดิน.. คนจนจะหมดไป ตามนโยบายของนายกฯ เพราะว่า คนจนตายหมดไงคับ.. ไม่มีอะไรจะกิน !!!  
     
    By: เมล็ดกาแฟ     3/08/2005 01:44 PM  (61.91.243.243)
 

 
  หัวข้อ : 7  
     
  ผมว่าลิทธิการเมืองก็ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่หรอเพียงแต่ว่า

ลัทธิคอมมิวนิสต์ปกครองแบบใช้อำนาจส่วนตัวของประธานพรรคคอมมิวนิสต์ ประชาชนอาจไม่มีสิทธิโต้แย้งเหมือนใน
สมัยของ พอล พต แห่งเขมรแดงที่รัฐบาลเป็นฝ่ายถูกข้างเดียว
จึงเหมือนการเอาเปรียบประชาชน ในความคิดผม คอมมิวนิสต์สมัย เหมา เจ๋อ ตุง แห่ง จีนแดง ที่ยุติธรรมกว่า รัฐบาลของ
นายพล เจียง ไคเช็ค ที่เห็นศัตรูในประเทศตัวเองเป็นอันดับ1
โดยไม่สนใจว่าประชาชนในประเทศตัวเอง ต้องการขับไล่ญี่ปุ่น
ออกจากประเทศมากกว่า


ลัทธิประชาธิปไตย ก็คือประชาชนมีอิสระในการดำเนินชีวิตมากกว่าคอมมิวนิสต์ มีสิทธประท้วงเพื่อปลดรัฐบาลก็ได้
 
     
    By: เลนิน น้อย  Mail to เลนิน น้อย   19/10/2005 04:47 PM  (58.10.50.165)
 

 
  หัวข้อ : 8  
     
 

ง่า...อยากรู้ความหมายของการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ง่ะ

 
     
    By: เฟรม  Mail to เฟรม   3/01/2006 09:59 PM  (203.113.71.168)
 

" ?????? "    ???   test   3/02/2016 02:39 PM
     
  http://ชาติไทย.com/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/  
     

     
 
       
ชื่อ - นามสกุล ::
  *
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
       
     
 
     
 
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ


Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.