| หน้าที่ท่านบรรเลง | บันทึกข้องน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนด | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- - เข้าระบบผู้ดูแล - -



ตัวชี้วัดความมั่นคงของมนุษย์ ..!!
     
 


ด้วย คณะพัฒนาสังคม นิด้า ได้รับการว่างจ้าง
จาก "กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์"
ให้ดำเนินการ "ศึกษาและพัฒนาตัวชี้วัดความมั่นคงของมนุษย์"
โดยจัดเวทีระดมความเห็น 8 เวที
ซึ่งท่านอาจจะเลือกเข้าร่วมในเวทีที่ใกล้บ้านท่านได้ดังนี้

เวทีที่ 1 วันที่ 25 พฤษภาคม 2547 ที่ สุพรรณบุรี
เวทีที่ 2 วันที่ 1 มิถุนายน 2547 ที่ กรุงเทพฯ
เวทีที่ 3 วันที่ 8 มิถุนายน 2547 ที่ ลำปาง
เวทีที่ 4 วันที่ 11 มิถุนายน 2547 ที่ เชียงราย
เวทีที่ 5 วันที่ 15 มิถุนายน 2547 ที่ ขอนแก่น
เวทีที่ 6 วันที่ 22 มิถุนายน 2547 ที่ นครศรีธรรมราช
เวทีที่ 7 วันที่ 25 มิถุนายน 2547 ที่ ยะลา
เวทีที่ 8 วันที่ 29 มิถุนายน 2547 ที่ อุบลราชธานี

สำหรับ ท่านที่ไม่สามารถ เข้าร่วมเวทีได้ สามารถ เสนอประเด็นได้ ว่า "มาตรฐานและตัวชี้วัดความมั่นคงของมนุษย์" ควร จะพิจารณาตรงไหนบ้าง

ด้วยความขอบคุณ

......................................................
โดย คุณสังคม สัญจร .....http://www.thaingo.org/webboard/view.php?id=4092

 
     
      By : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    27/05/2004 09:25 AM  (203.195.105.34)  
 
 
 
  หัวข้อ : 1  
     
 


คุณตาของตาล ชอบคุยเรื่องของ "คน" ..... ของนักการเมือง .. ของผู้บริหารใหญ่ๆ โตๆ คุณตาบอกว่า .. เรื่องที่ยากที่สุด และ น่าสนใจมากที่สุด ก็คือเรื่องของ "คน" ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดง่ายๆ แต่เข้าใจได้ยากๆ .. เหมือนว่า เราเรียนเป็นอะไร หรือ ทำอะไรก็ได้ แต่บางที เราลืมเรียนรู้เรื่องของความเป็น "คน" ชอบที่จะมองข้ามไป บางคนจึงดูเหมือนเป็นคนครึ่งๆ กลางๆ ทำงานสิ่งใดก็ลำบากแสนเข็ญ แต่พวกเค้าก็จำต้องอดทน .. เมื่อเกิดมาแล้ว จะดีหรือชั่ว ก็ตายหนเดียว คนที่ตายแล้วจะไปอยู่ที่ไหน จะได้รับสุข หรือ ทุกข์อย่างไร ก็เป็นเรื่องของคนตาย ใหม่ๆ ก็พอมีคนคิดถึงบ้าง นานๆ ไป ก็ค่อยๆลืมกันหมดแล้ว ..

แบบนี้คุณตาบอกว่า ..... เป็นเรื่องของ "คนเป็นๆ" เค้าคิดกัน

แล้วคุณตาจึงสอนว่า ..... เมื่อเรารู้ว่ายังไงๆ เราก็ต้องตาย ฉะนั้น ก่อนจะตายควรจะทำอะไรบ้าง ให้คิดดูดีๆ เพราะ คนดีแม้ตายไปแล้ว ก็เหมือนมีชีวิตอยู่ ชื่อเสียงยังคงหอมอบอวลและตรึงใจพวกเราอยู่เสมอ .. อย่างเวลาพวกเรานั่งๆ คุยกัน แล้วเรื่องโยงไปถึงเหตุการณ์ใดๆ นั้น เราก็มักจะยังนึกขึ้นได้เสมอว่า คนนั้น คนนี้ ได้ทำสิ่งไรที่ดีๆ มีคุณกับพวกเราไว้บ้าง .. ส่วน คนชั่ว หรือ คนไม่ดีนั้น ถึงแม้จะมีชีวิตอยู่ บางครั้งก็ดูเหมือนเป็นคนที่สูญหายตายจากไปแล้ว เพราะชื่อเสียงไม่ดีนั้น ก็จะเหม็นตระหลบอบอวลไปได้หมดเช่นกัน .. ดังนั้น จะเลือกเอาทางใดก็คิดเอาเอง

ตาลก็ถามคุณตาว่า ..... ถ้าโลกไม่มีคนชั่ว หรือ คนไม่ดีเลย เราจะรู้ได้ไงล่ะคะว่า คนดีเป็นยังไง ... ??? ถ้าอย่างงั้น เราก็ต้องนับว่า "คนชั่ว หรือ คนไม่ดี" ก็มีประโยชน์เหมือนกัน นะคะ :-)

แล้ว ตาลก็ยังถามว่า ..... ทำไมเค้าไม่กำหนดให้มีแต่ "คนดีๆ" ล่ะคะ คุณตาขา ... ???

คุณตาก็ตอบว่า ..... เพราะเป็นอย่างนั้นมา ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว แก้ไม่ตก ก็ต้องปล่อยเลยตามเลยกันไป จึงหาคนดีจริงๆ ได้ยากมากๆ มีแต่ลูกครึ่ง แล้วสมัยนี้เค้าก็นิยมลูกครึ่งเสียด้วยสิ แบบครึ่งดีครึ่งชั่ว จะเลือกแบบไหนล่ะ แบบชั่วมากดีน้อย หรือ แบบชั่วน้อยดีมาก ก็วัดกันไม่ค่อยจะออกหรอกนะ ก็ดูเอาที่ความประพฤติของคนเรานั่นแหละ เป็นสำคัญ

คุณตายังบอกอีกด้วยว่า ..... เกิดเป็นคนต้องมีศาสนา จะยึดถือ ศาสนาใด ศาสนาหนึ่ง ก็เลือกเอาสักศาสนา ที่พอจะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปในทางที่ตัวเองชอบ .. เพราะ ศาสนานั้นคือ ความเข้าใจถูกต้อง ตรงต่อเหตุผล ผู้ที่เข้าใจผิด งมงายหลงอยู่แต่ลัทธิ พิธีกรรม ก็เนื่องจากได้รับการอบรมในทางที่ผิดๆ แต่เมื่อฝึกฝนให้มีการศึกษาอบรม ในสิ่งที่ชอบ และ ที่คิดในทางที่ดีๆเสมอไป ก็จะกลายเป็นคนที่เข้าใจถูกต้องมากยิ่งขึ้น .. เพราะธรรมชาติของคน เป็นคนดีอยู่แล้ว มีสมอง มีความคิด เมื่อได้รับการ .. ชี้แนะ .. แนะนำ .. ให้ทั้งความคิด .. และ คำสั่งสอน .. เราก็ย่อมเป็นคนที่มีความคิดที่ถูกทางอยู่เสมอ

และ ตาลเข้าใจว่า .....
การเกิดเป็นคนนั้น อยู่ที่เราจะให้ความหมายนั้นเป็นไปในทางใด
ถ้าเราให้ความหมายของการเป็นคน ควรมีราคา หรือ คุณค่า

หากเรามีเพียง ราคา ก็คงเหมือนวัตถุ
แต่ถ้าเมื่อเรามี คุณค่า ก็น่าจะสมควรแก่ความเป็น ..... คน

ราคา ..... มีสูง และ ตกต่ำได้
คุณค่า ..... คงที่อยู่เสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าฤดูกาลจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม แต่การเพิ่มคุณค่าให้สูงเด่นยิ่งขึ้นนั้น ย่อมทำได้เสมอ

เฉพาะ ความเป็นคนแค่เพียงราคา .....
ราคาของคน จึงมีทั้งถูกบ้าง แพงบ้าง ผลสุดท้ายก็อาจจะเลือกที่เราจะสนใจนั้นได้ยากมาก

ส่วนคุณค่า .....
มีแต่เพิ่มทวีมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนของลายคราม ยิ่งนานวัน ก็มีคุณค่าสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

ดังนั้น ตาลจึงสรุปได้ว่า .....
คุณค่าของคน ขอให้มีแค่ ความรู้ และ ความดี อย่างจริงจัง อย่าให้จิตวิญญาณของตัวเองตำหนิได้ เพราะไม่ใช่เพียงแต่เรารู้เท่านั้น แต่เรายังสามารถกระทำตามที่เรามีความรู้นั้นๆ ได้อีกด้วย .. และ ตาลมั่นใจว่า ถ้าเรามีเจตนาที่ดี และ ทำดีอย่างจริงจัง เราจะได้รับผลดีนั้นตอบเสมอ

๏ ๏ ๏ ถึงแม้เราไม่สามารถเลือกเกิดได้
แต่เราสามารถที่จะเลือกเป็นคนดีได้เสมอ
เป็น คนดี .. คิดดี .. ทำดี และ ไม่โลภ
ทุกอย่างก็จะดีตามมาเอง .. ทุกอย่างจริงๆ คะ ๏ ๏ ๏




โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   27/05/2004 09:29 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 2  
     
 


เพลง ..... ประกอบรายการ .. คนค้นฅน
ศิลปิน ..... พจนารถ พจนาพิทักษ์


๏ ๏ ๏ โลกมีเรื่องราวเรียงราย...............เก็บงำความหมายซ่อนอยู่
ไม่ออกไปค้น ไม่ออกไปดู ยิ่งไม่รู้ใหญ่...............หากคนไม่เคยรู้จัก หากมองหน้าไม่รู้ใจ
หากสิ่งที่เห็น ไม่เป็นอย่างคิดมากมาย

๏ ๏ ๏ ก็เลยต้องหา.....ทาง.....ตามไปเจอไปดู...............คุยกันให้รู้ ให้ลึกกว่าที่เห็น
ยากเย็นจะยอมดิ้นรน...............คน ค้น ฅน
ชีวิตนั้นมีหลายตอน...............มีความซับซ้อนซ่อนอยู่
เคยตั้งคำถาม เคยอยากไปดู...............ไม่รู้เมื่อไหร่
ไปเป็นเหมือนเงาตามกัน...............เผชิญคืนวันข้างใน
ได้เก็บมาคิด...............ได้มองชีวิตเข้าใจ

๏ ๏ ๏ ก็เลยต้องหา.....ทาง.....ตามไปเจอไปดู...............คุยกันให้รู้ให้ลึกกว่าที่เห็น
ยากเย็นจะยอมดิ้นรน...............คน ค้น ฅน
ยากเย็นจะยอมดิ้นรน...............คน ค้น ฅน
ยากเย็นไม่ว่าวกวน...............คน ค้น ฅน.....คน ค้น ฅน.....คน ค้น ฅน
นินา...นินา...นินา...น้านา...นาน้า...............คน ค้น ฅน ๏ ๏ ๏



โชคดีนะคะ


\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/
....................................
อย่าลืมดู รายการ คน ค้น ฅน นะคะ ออกอากาศทางช่อง ๙ เวลา ๒๒.๐๐ น. ทุกวันอังคาร
ฟังเพลงที่นี่คะ .....
http://www.icygang.com/jukebox/listen.php?id=1859

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   27/05/2004 09:31 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 3  
     
 


เงินช่วยให้ชีวิตมนุษย์มั่นคง และ มีความสุขจริงหรือ ?

เคยอ่านบทความเก่า..เก่า เจอคำขวัญของ นายกรัฐมนตรี จอมพลสฤษดิ์
กล่าวไว้ว่า ..... งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข

แต่ในความเป็นจริงเรามักจะได้ยิน ผู้คนทั่วๆ ไป บ่นเสมอว่า .....
ทำไมเงินไม่ค่อยเหลือติดกระเป๋าเลย แถมบางทีติดลบอีกด้วย ..?

เคยส่องกระจก .....
แล้วแขม่วท้อง ให้ดูเหมือนตัวเองผอมกว่าความจริง สัก 3 กิโล มั้ยคะ ... ???


ทำนองเดียวกัน .....
หลายคนชอบประเมินความสามารถในการจ่ายมากกว่าที่เป็นจริง เพื่อจะได้รู้สึกว่าตัวเองน่ายกย่องมากขึ้น และ การที่เรามักจ่ายเงินเกินตัว อาจเป็นเพราะเราเอารายจ่ายเป็นเครื่องวัดคุณค่าของตัวเรา ฉะนั้นเราก็เลยยิ่งจ่ายมากขึ้น เพื่อจะได้รู้สึกว่า ตัวเราเองมีค่ามากขึ้น .. ยิ่งในโลกทุกวันนี้แล้ว การหลงระเริงในการใช้เงิน ง่ายแสนง่าย ส่วนการจัดสรรรายจ่ายให้พอดีกับรายรับยิ่งยากขึ้นไปอีก เพราะสังคมมักจะมองกันด้วยสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวเรา โดยเฉพาะบัตรเครดิตช่วยให้เราลืมตัว จ่ายจนเพลินได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีเงิน

สังคมปัจจุบัน .....
กลุ่มคนบางกลุ่ม และเป็นส่วนใหญ่ มีแต่คนเห็นแก่ตัว .. โรงเรียน และ ครอบครัว ก็อาจลืมสอนและปลูกฝัง และหรือเป็นตัวอย่าง ที่ดีๆ ให้แก่เยาวชน .. คงอาจลืมบอกและลืมสอนไปว่า เราควรอยู่แบบเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ และ ตาย ไม่ควรเบียดเบียนกันและกัน .. คนบางกลุ่มชอบที่จะยึดหลักการว่า ใครมือยาว สาวได้สาวเอา .. คงลืมสอนไปว่า ถ้าใครมือยาว สาวได้ ก็ควรบริโภคเท่าที่จำเป็น แล้วรู้จัก แบ่งปัน จุนเจือ คนมือสั้นด้วย .. คนมีอำนาจ ก็คงลืมไป ชอบใช้อำนาจที่ไม่ควรเบียดเบียนคนที่มีอำนาจน้อยกว่า .. ด้วยลืมไปว่า สักวันคนที่มีอำนาจน้อยกว่านั้น ก็ต้องหาหนทางกำจัดอำนาจที่ตัวเองจำต้องทนทุกข์นั้นให้หมดไป เค้าคง นั่งคิด นอนคิด อยู่เสมอว่า สักวันโอกาสต้องเป็นของเรา คอยรอเหยียบอยู่ข้างหลังตลอดเวลา ไม่มีความจริงใจ ไม่ได้อยู่ร่วมกันด้วยความรัก ไม่เอื้ออาทร ไม่เกื้อกูล ใช้อำนาจที่มีมากกว่าแสวงหาประโยชน์เพื่อตัวเองและพวกพ้องของตัวอยู่เสมอ

ถึงแม้เราจะยอมรับว่า เงินมีค่า .....
แต่การยอมรับสิ่งที่ดีๆ ซื้อกันด้วยเงินไม่ได้ ..!!


การนับถือตนเองและให้คุณค่ากับตัวเอง .....
หมายถึง การจัดการและตัดสินใจในเรื่องต่างๆ โดยมีบรรทัดฐานอยู่ตรงที่ว่า เราอยากเป็นคนแบบไหน ถ้าเราสามารถควบคุมวิถีชีวิตของเราได้ เราก็จะมองตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจ :-)




โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   27/05/2004 09:33 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 4  
     
 


เรื่องร้ายๆ หรือค่านิยมที่ไม่เหมาะสม .....
ที่เกิดขึ้นกับสังคมของบ้านเมืองเรานั้น ตามความรู้สึกของตาล ถ้าจะว่ากันในทางผิด ก็คงผิดตั้งแต่ผู้ปกครองของพวกเค้า ครู อาจารย์ ที่โรงเรียน ตลอดจนตัวของพวกเค้าเอง .. แต่อีกใจหนึ่ง ตาลก็คิดว่า ถ้าจะพิจารณาในทางที่ไม่ผิดแล้ว ก็ไม่น่าจะผิดทั้งผู้ปกครอง ครู และ ตัวของพวกเค้าเหล่านั้น

แล้วถามว่า ..... อะไรผิดเล่า ???

เพราะ ยังไงๆ ก็ต้องมีอะไรผิดจนได้ .....
ขนาดที่คนของบ้านเมืองของเรา มีเหตุต้องไปหมกมุ่นกับเรื่องเลวร้ายต่างๆ แบบนั้น จะไม่ให้มีอะไรผิดเลยนั้น คงเป็นไปไม่ได้แน่ๆ นี่ขนาดเมืองไทย ยังไม่ถึงกับเป็นเมืองอุตสาหกรรมเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่พยายามจะเป็น และ มีการคุยโม้ว่าเป็นเท่านั้นเอง เรื่องเลวร้ายเหล่านั้น ก็ทยอยเกิดขึ้นอยู่ทุกวันแล้ว

เหตุที่เกิดขึ้นนั้น .....
เป็นความผิดของระบบชีวิตในเมืองไทยในปัจจุบันต่างหาก เพราะ .....

ผู้ปกครองบางท่าน .....
มัวแต่เห่อวัตถุ สิ่งของ วุ่นวายกับธุระทางอื่น ตั้งหน้าทำมาหากิน
จนไม่มีเวลาจะดูแลลูกหลาน และ คนในปกครองของตัวเอง


ส่วน ครู อาจารย์ บางท่านนั้น .....
ก็มัวคิดแต่ จะเพิ่มรายได้ของตัวเอง กั๊กวิชาไว้สอนพิเศษ .. หาดี .. หาดังในการสัมมนา ..


พวกเด็กๆ และ วัยรุ่น เรียนเสร็จ
ก็คิดว่า เสร็จแล้ว ก็รีบไปเพื่อจะหาความสุขของตัว


นี่คือผลงานของ .....
ความอยากเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่โด่งดัง
หรือ ภาษาสมัยนิยมที่เรียกกันว่า Go Inter..!!

ผู้ปกครอง พ่อแม่ของเด็กๆ บางท่าน .....
จำเป็นต้องรีบหารายได้ ต้องทำงาน ต้องอดออม เพื่อสร้างฐานะให้ดีขึ้น “เพื่อเก็บไว้ให้ใคร ?” ก็เก็บไว้ให้ลูกๆ ที่เหลวแหลกไปแล้ว หรือ เป็นโรคเอดส์ตายไปแล้วนั่นแหละ หรือ เก็บไว้ให้ลูกคนอื่นๆ ที่จะเกิดตามมาใหม่อีก แล้วผลที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือ เสียลูกไป .. หนึ่งคน .. สองคน .. แล้วก็เสียไปอีกเรื่อยๆ เพราะไม่มีเวลาจะดูแลลูกๆ ของตัวเอง .. เพราะมัวแต่หาเงินกันหมด กว่าจะกลับบ้านได้ ลูกที่กลับมาจากโรงเรียนแล้ว กำลังเหนื่อย หรือ เหนื่อยมาแล้ว ก็คงจะง่วงนอน ไม่มีเวลาที่จะพูดจา แสดงความรักใคร่ห่วงใยกันและกันเท่าไรนัก เช้าขึ้นมา ก็อาบน้ำแต่งตัว ต่างคนต่างทำหน้าที่ตามเดิม เป็นอย่างงั้นทุกๆ วัน .. เพราะความจำเป็นส่วนตัวบังคับ ที่จะต้องทำมาหากิน มัวแข่งกันแต่เห่อวัตถุ สิ่งของ วุ่นวายกับธุระทางอื่น และ ด้วยความเชื่อถือในโรงเรียน และ ระบบการศึกษาของประเทศว่าดีเยี่ยม ซึ่งใครๆ ก็คงต้องเชื่อ ในที่สุด จึงเสียลูกไป .. หนึ่งคน .. สองคน หรือว่าเสียไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด .. ปัจจุบันก็ถึงขั้น ต้องให้คำสอนกันทางสื่อ ที.วี. บ้างแล้ว

ที่จริงนั้น ตาลอยากจะบอกว่า .....
เป็นความผิดของ พ่อแม่ ผู้ปกครอง นั่นแหละ เพราะ ทิ้งลูก และ เด็กๆ ในปกครองของตัว .. แต่ระบบสังคมของบ้านเมืองเรา ก็เป็นต้นเหตุหนึ่ง ที่บังคับให้คนของสังคมเป็นเช่นนั้น ก็น่าจะดูผิดมากกว่า

ทางด้าน ครู อาจารย์ บางท่านนั้น .....
เท่าที่สังเกตดู ทุกวันนี้ มิได้กังวลแต่จะสอนให้ความรู้กับเด็กๆ หรือ ดูแลเด็กๆ ให้ปลอดภัยเท่านั้น แต่มีความคิดที่อยากจะหารายได้เพิ่มมากๆ .. อยากเป็นนักวิชาการ .. แสดงความคิดเห็นในเรื่องการศึกษาบ้าง .. เรื่องการเมืองบ้าง หรือ มิฉะนั้น ก็ไปพูดทางโทรทัศน์ เรื่องการศึกษาขั้นอนุบาลของเด็กเล็ก พูดไปเรื่อยๆ หรือ มิฉะนั้นก็หา "ผู้ใหญ่ของบ้านเมือง" ที่ตนนับถือมาสัมภาษณ์ แล้วก็คอยสอดแทรกด้วยเสียงเบาๆว่า “ค่ะ” หรือ “ครับ” เพื่อให้ได้มีส่วนในการพูดจาอย่างยืดยาวนั้นด้วย

ตาลไม่ได้กล่าวหาว่า .....
“ครู ทุกคน” ไปทำอย่างนั้น แต่ขอพูดด้วยความจริงใจว่า โอกาสที่จะได้ออกโทรทัศน์ หรือ จะได้แสดงตนในการสัมมนา หรือ อื่นๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่า เป็นนักวิชาการ มีวิชาความรู้สูงนั้น ถึงแม้ว่าครู อาจารย์ จะไม่ทำทุกคน แต่ก็ดูเหมือนว่า จะเป็นความประสงค์ของครูในปัจจุบัน มั้งคะ ??? .. จึงทำให้การดูแลเด็กๆ ด้วยความจริงใจ ดูแลเด็กๆ ด้วยความรัก ความเมตตานั้น ก็จางลงไปได้มากพอควร แบบนั้นจะว่าเป็นความผิดหรือไม่ .. ???

นอกจากนั้น ก็พวกเด็กๆ และ วัยรุ่น เหล่านั้นเอง .....
ที่หาวิธีพักผ่อน หรือ หาโอกาสเป็นตัวของตัวเองที่ประมาทจนเกินไป ซึ่งตาลแน่ใจว่า .. พวกเค้าทุกๆ คนรู้ดี ว่าพวกเค้ากำลังทำอะไรอยู่ แต่เค้าเลือกทำในทางที่ประชดชีวิต และ เลือกที่จะสะใจกับชีวิต ในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้นเอง .. ผลก็คือ เราต้องเห็นข่าวอันน่าสมเพชนั้นๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยๆ แล้วก็เป็นภาพที่เราออกจะลืมได้ยากๆ เสียด้วย .....

ด้วยความจริงใจ ทุกคนที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ .....
คงไม่มีใครเจตนาที่จะให้พวกเราเป็นเช่นนั้น ถ้าทำได้ก็คงต้องหาทางป้องกันจนสุดกำลัง หรือ ถ้าถึงขั้นใกล้ตายแล้ว ถ้าจะให้ทำอย่างไร เพื่อให้พวกเราฟื้นคืนชีพกลับมาได้โดยดี ก็คงทำกันทุกคน แต่ทั้งนี้ กว่าจะคิดได้ มันก็สายไปแล้ว มั้งคะ ???

เรื่องเหล่านี้ เราจะถือว่า .....
เป็นความผิดส่วนตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้น ก็คงจะไม่ถูกนัก เพราะที่ถูก ควรจะดูที่ระบบ หากจะมีทางแก้ไขอย่างไรได้บ้าง ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองก็ควรจะได้รีบทำ หรือ ถ้ายังแก้ไขอะไรไม่ได้มากนัก .. พวกเราก็อย่าลืมดูแลตัวเอง และ คนรอบๆ ตัวเรา ดีๆ นะคะ :-)

ยังไงๆ ตาลก็เชื่อและมั่นใจเสมอว่า .....
ทุกชีวิตเริ่มต้นที่ครอบครัวของเราเสมอ คงไม่มีใคร เติบโตมาเอง โดยที่ไม่มีใคร ชี้แนะ อบรม และ สั่งสอน ถึงแม้เราจะเติบโตมาจากสถานนุเคราะห์ หรือ เติบโตมาจากข้างถนนก็ตาม ทุกอย่างที่อยู่รอบๆ ตัวเรา ถือเรียกได้ว่าครอบครัว เป็นบทเริ่มต้นของชีวิตของเราเสมอ และถือเป็นครอบครัวของเราเช่นกัน

เมื่อเราเกิดมาแรกเริ่ม .....
เราบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา รวมทั้งจิตใจของเราก็บริสุทธิ์สดใสตามธรรมชาติ เรายังไม่รู้เรื่องและทำอะไรได้เลย จากนั้นเราค่อยๆ เจริญเติบโต ชีวิตเราเริ่มกระทบกับสิ่งแวดล้อม จากการสัมผัสทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง เราได้เรียนรู้และวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ .. จนวันหนึ่ง ทำไมเราแยกตัวเราออกมาอยู่กันแต่ละกลุ่มชน .. เช่น ตาล กะ พี่..พี่ คุยกัน ถกเถียงกัน มองต่างมุมกันด้วยเหตุ ด้วยผล ตรงนี้ .. แต่อีกกลุ่ม ก็ตั้งหน้าตั้งตา เล่นเน็ต แบบ Chat กันเรื่อง เซ็กส์ สุดฤทธิ์ สุดเดช ส่งภาพนู๊ด ภาพแอบถ่าย ภาพโป๊..โป๊ เปลือย...เปลือย ของตัวเองบ้าง หรือ ของคนอื่นบ้าง FWD. ถึงกันทั่วหน้า ..

พี่ๆ จะปฏิเสธได้มั้ยว่า …..
ทุกอย่างไม่ได้มาจากครอบครัวก่อน แล้วแพร่ขยายไปที่สังคมและธุรกิจการค้า....ฯลฯ


ตาลว่า สุภาษิต ที่กล่าวว่า .....
ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก คงยังใช้ได้ดีนะคะ

ถ้าเราปลูกฝังสิ่งที่ดีๆ .....
ชี้แนะ แนะนำ ให้ทั้งความคิด และ สั่งสอน ให้กับเด็กๆ ในครอบครัวของเรา มาตลอดชีวิตของเค้า อย่างห่วงใย และ มีความเอื้ออาทรต่อกันและกันเสมอ กับคนในครอบครัวของเรานั้น .. ตาลมั่นใจว่า สังคมของเราไม่เสื่อมโทรมแน่นอน ด้วยวิถีชีวิตแบบไทยๆ แบบครอบครัว ที่มี ปู่ ย่า ตา ยาย ลูก หลาน .. แม้ปัจจุบันลักษณะความเป็นอยู่จะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่การเรียนรู้ระหว่างคนต่างวัย สามารถผสมผสานกันได้ลงตัว ตามสายพันธ์ที่ถ่ายทอดออกมาจากใจรักจริงๆ มอบความรักและปลูกฝังความเป็นคน ให้เราอย่างเต็มเปี่ยม .. อย่างน้อยๆ ก็คงไม่มีธุรกิจการค้า ที่เห็นแก่ได้ขึ้นมามากมาย ให้คอยตามแก้ไข

เพราะอย่างน้อย .....
คนเหล่านั้น คงได้ผ่านการปลูกฝังความเป็นคน มาจากครอบครัวที่ดีของเค้าแล้ว ..!!


พ่อแม่ของเราเป็นคนดี .....
แล้วเราจะไม่ดีได้อย่างไรกัน ... !!! จริงมั้ยคะ ?




โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   27/05/2004 09:38 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 5  
     
 


ประเทศไทยของเรา .....
เรื่องสาธารณสุขและการรักษาพยาบาลนั้น ยังไม่ได้รับการดูแลอย่างจริงใจและจริงจัง
แบบนี้ ตาลว่า เราต้องหักหลังพวกนายทุน และพวกหมอๆ บ้าง นะคะ :-)

เราต้องหันไปสนับสนุนแพทย์ทางเลือกของเรากันบ้าง .....
เลือกทานอาหาร ไงคะ :-)

เลือกทานอาหาร .....
ที่ให้ประโยชน์กับร่างกาย ทานผักผลไม้ต่างๆ ที่อุดมไปด้วยคุณค่านานาประการต่อร่างกาย แล้วยังสร้างความสดใสสบายตา หลากสีสัน สารพันคุณค่า ชวนน่ารับประทาน แล้วก็บ้านเมืองของเราก็หาได้ง่ายๆ มีให้เลือกทานเพียบเลย นะคะ :-)

ที่สำคัญ .....
อย่าลืมออกกำลังกาย อย่างน้อยๆ ๓ วัน ต่อ สัปดาห์
และ ครั้งละประมาณ ๓๐-๖๐ นาที นะคะ

ใช้วิธีการป้องกัน ดีกว่าเป็นแล้วมารักษา .....
ทำงานเก็บเงินมาเหนื่อยเกือบตาย แต่ผลสุดท้าย ต้องเอาไปให้พวกหมอๆ ใช้กันอย่างเดียว ไม่ยุติธรรมกับการมีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ของเรานี้ แน่ๆ คะ มาดูแลสุขภาพกายและใจให้สดชื่นแจ่มใส แข็งแรงอยู่เสมอ แบบ ทั้งปี ทั้งชาติ ไม่ให้ป่วยเลย นั่นแหละ :-)

เดี๋ยวนี้ .....
พวกเราก็จะเห็นพวกหมอๆ ออกมาประท้วงกับเค้ากันด้วยแล้ว
แถมเรื่องยายังเรื่องมากๆ แพงก็แพง ต้องดูแลตัวเองแบบนี้แหละ
ดีสุดยอดเลย นะคะ ..!!

สิ่งที่ดีๆ ที่บ้านเมืองของเรามีอยู่แล้ว .....
ผู้ใหญ่ของบ้านเมือง น่าจะนำมาสนับสนุน ให้ประชาชนพลเมืองของประเทศ ได้มีความเข้าใจอย่างมากมาย จะได้ไม่ต้องเป็นภาระ หน้าที่ ของใครคนใดคนหนึ่งตลอดไป การอยู่อย่างผู้รู้ ที่จริงแล้ว เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ตัวของเราเองนั่นแหละ ที่ควรจะนำชีวิตของตัวเองให้ไปพบกับความสุข สดชื่น ถ้าเพียงแต่เราให้ความสำคัญและเชื่อมั่นกับเคล็ดลับ ๒ ประการ ที่เปรียบเสมือนยาวิเศษของชีวิต คือ

๑ ..... การบริหารร่างกายให้แข็งแรง
๒ ..... การเลือกทานอาหาร ที่มีคุณค่าตามธรรมชาติ

โดยทั่วๆไป .....
พวกเรามักจะมองข้ามปัจจัยสำคัญ ๒ ประการนี้ไปเสมอๆ
เพราะมัวแต่ไปคิดว่า คนเรามีปัจจัย ๔ ในการดำรงชีวิตอยู่แล้ว คือ

- ต้องทานอาหาร
- ต้องมีเครื่องนุ่งห่ม
- ต้องมีที่อยู่อาศัย
- ต้องมียารักษาโรค

พวกเราเอาแต่คิดว่า ๔ ปัจจัยที่เรียนมานี้ .....
ก็สามารถทำให้ชีวิตราบรื่นได้อยู่แล้ว ดังนั้น พอเกิดการ เจ็บ ป่วย ไข้ หรือสุขภาพทรุดโทรมเสื่อมไป ก็ยังเพียงแค่จะมุ่งไปที่ยาขนานต่างๆ เฝ้าไปเสาะแสวงหายามารักษาบำบัดตัวเองให้แข็งแรง ให้มีความสุขขึ้นมาดังเดิม ซึ่งปรากฏว่ายาวิเศษใดๆ ก็ไม่อาจจะช่วยพวกเราได้ ทุกสถานการณ์ เพราะจริงๆ แล้ว การบำบัดรักษาที่ถูกต้อง ใช่คือการรักษาที่ เจ้าตัวโรคนั้น ไข้นั้น โดยตรง แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างความสมดุลให้กับร่างกาย และ จิตใจของเราต่างหาก

ตาลเรียนทางพระพุทธศาสนา เค้าบอกว่า .....
คนเราส่วนใหญ่ จะมีอายุของแต่ละคน ประมาณ แค่ ๗๕ ปี แต่ถ้าได้อยู่เกิน ๗๕ ปี แสดงว่าบุคคลเหล่านั้น ได้กระทำการเสริมบุญมาดี .. แต่ตาลว่า คนที่อายุมากๆ แล้วยังมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข อยู่อย่างสบายๆ ก็จึงเรียกว่ามีบุญบารมีที่จะอยู่เป็นมิ่งขวัญ ให้ลูกหลานได้มีสุขไปด้วย .. แต่ถ้ามีอายุมากๆ แล้ว และยังมีชีวิตอยู่ ที่แค่จะต้องหาเลี้ยงตัวเอง ก็ยังลำบากแล้วเนี้ยะ น่าจะเป็นการใช้กรรมเก่ามากกว่า มั้งคะ ?

ย้อนกลับมาดูที่เคล็ดลับ ๒ ประการ .....
โดยปกติ ชาวชนบท อยู่กับเคล็ดลับ ๒ ประการ
ที่เปรียบเสมือนยาวิเศษของชีวิตของพวกเค้าอยู่แล้ว

๑ . การบริหารร่างกายให้แข็งแรง .....
ชาวชนบท มีงานที่ต้องใช้แรง อย่างสมบุกสมบันกันเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ต้องทำงานกันเกือบตลอดทั้งวัน ซึ่งก็เปรียบว่า ได้ออกกำลังกายอยู่แล้ว ผิดกับคนในเมือง ซึ่งทำงานอยู่แต่ในอาคาร ในห้อง ใช้เวลาแทบทั้งวันกับการนั่งโต๊ะ ได้แค่ขยับนิ้ว และ มือเป็นงานหลัก จึงไม่ค่อยได้ขยับตัว หรือใช้พลังงานมากๆ จึงจำเป็นต้องหาเวลามาออกกำลังกายอีกที

๒. การเลือกทานอาหาร ที่มีคุณค่าตามธรรมชาติ .....
เรื่องอาหาร ชาวชนบทได้เปรียบคนเมืองอีกแล้ว พวกเค้ามีอาหารตามธรรมชาติ มีผักพื้นบ้าน นานาชนิด อาหารหลัก ก็มักจะเป็น ผักจิ้มน้ำพริก และ ปลาที่หามาได้ตามแม่น้ำลำคลอง ที่สำคัญชาวชนบทได้มีท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ ไว้พักผ่อนยามทอดสายตาไปไกลๆ ได้บริหารสายตากับทุ่งสีเขียวๆ มีอากาศที่บริสุทธิ์ได้สูดดมอีกด้วย


แต่เป็นที่น่าเสียดาย .....
ที่ชาวชนบทบางท้องถิ่น และน่าจะเป็นส่วนใหญ่ของประเทศอีกด้วย ที่ไม่ได้รับการชี้แนะ และ แนะนำ ในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง พวกเค้าจึงดูเหมือนถูกทอดทิ้ง ให้อยู่ตามยถากรรม ตามแต่ ฟ้าดินจะบันดาล .. ผู้ใหญ่ที่บ้านของตาลบอกว่า ปัจจุบันก็ดูดีขึ้นมากกว่าแต่ก่อนมากแล้ว

แต่ตาลก็ยังหวังอยู่เสมอว่า .....
จะได้เห็นบ้านเมืองของเราค่อยๆ พัฒนาขึ้นไปอีกเรื่อยๆ และ จะพัฒนาอย่างไรดี ให้สิ่งเดิมๆ คุณค่าอย่างเก่าๆ คงอยู่ ? .. ปัญหามีมากมาย เงินก็มีน้อยๆ คงต้องใช้เวลาอีกมากๆ มั้งคะ ?



โชคดีนะคะ


\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   27/05/2004 09:41 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 6  
     
 


สังคมไทยปากว่าตาขยิบ .....
ห้ามแต่ทำ ไม่พูด แต่แอบไปทำ เดี๋ยวนี้เค้ามีโครงการ Sex Must Say เกิดขึ้น เซ็กซ์เป็นเรื่องที่ต้องพูด พูดไม่ใช่เพื่อประจานหรือคึกคะนอง พูดเพื่อความรู้ พูดให้มันแจ้ง ไม่ไปซุกๆ ซ่อนๆ อยู่ในมุมมืด ทั้งมุมมืดของจิตใจและมุมมืดในสังคม .. อ่านข่าวทุกเช้า พวกเราเห็นความป่วยไข้ของคนไทยมั้ย? .. ข่มขืนกัน ฆ่ากัน และ การฆ่าส่วนใหญ่มาจากอารมณ์โทสะ และ การหึงหวงทั้งสิ้น

เซ็กซ์ไม่ใช่แค่เรื่องกิจกามาบนเตียง .....
แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ที่เป็นสัมมา .. ทำอย่างไรหญิงกับชายจะมีปฏิสัมพันธ์ที่ถูกต้องเป็นจริงต่อกัน .. ทำอย่างไรเราจะบำบัดความใคร่ และ ความหื่นหิวของตนเองได้ โดยไม่ต้องไปฉุดคร่า ข่มขืน และเข่นฆ่ากัน .. ทำอย่างไรเมื่อผู้ชายทิ้งเราไปหาคนอื่น เราจะไม่คว้าคัตเตอร์ไปตัดพวงสวรรค์เค้า และเราจะไม่โดดคอนโดมิเนียมตาย .. ทำอย่างไรจึงจะบอกพ่อกับแม่ได้ว่า เรามีคนรักแล้ว เราไม่ต้องไปซุกๆ ซ่อนๆมี แอบคบ แอบใช้ชีวิตกันตามลำพัง จนกระทั่งเผลอตั้งท้อง


ถ้าเราอยู่ในที่แจ้ง .....
เราหักห้ามตัวเองไม่ไหว เรายังมีผู้ใหญ่คอยช่วยหักห้าม .. เห็นมั้ยว่า เซ็กซ์ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในที่มืด ไม่ใช่การดับไฟแล้วทำอะไรๆ กันแค่นั้น แต่มันมีมิติที่กว้างใหญ่กว่า ลึกซึ้งกว่า และ เป็นแรงเหวี่ยงที่น่ากลัวของชีวิต เราจึงต้องเรียนรู้ เพื่อจะรู้จักมัน และ รู้จักกัน เพื่อกำหนดบทบาทของมันให้ถูกต้องเหมาะสม

ทำไมเซ็กซ์กับรักต้องรู้จักกัน .....
ถ้าเซ็กซ์กับรักไม่รู้จักกัน จะเกิดความไม่สมดุล เรารู้ๆ กันอยู่ ในเชิงวิทยาศาสตร์ ผู้ชายดำเนินกิจกรรมทางเพศด้วยฮอร์โมนเพศ ด้วยแรงขับทางเพศ .. แต่ผู้หญิงใช้ฮอร์โมนรัก ฮอร์โมนแห่งความจงรักภักดี ผู้หญิงดีๆ ที่มีความสัมพันธ์กับใครก็ตาม ต้องเกิดจากเพราะความรัก มากกว่าความใคร่ .. ผู้ชายในยามที่มีความใคร่ ไม่ใส่ใจในเรื่องของความรัก ไม่รักเลยก็เสพสุขกันได้

อันนี้ธรรมชาติกำหนดมา .....
เพื่อการสืบเผ่าพันธุ์และขยายเผ่าพันธุ์ ผู้ชายจึงจงรักภักดีน้อยกว่าผู้หญิง ซึ่งยึดมั่นถือมั่นในความรักและคนรัก และยอมมีเซ็กซ์เพื่อเป็นเครื่องเซ่นพลีให้แก่ความรัก ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด .. ดังนั้น ผู้หญิงต้องการความรัก ความอ่อนโยน ความรับผิดชอบ และความซื่อสัตย์ .. ผู้ชายต้องการความหรรษา เซ็กซ์กับรักจึงต้องเผชิญหน้ากันอยู่เสมอในสงครามชีวิตคู่ ผู้หญิงมักวิตกกังวล กลัวว่าฝ่ายชายจะไม่รักจริง ผู้ชายก็กังวลเกี่ยวกับเรื่องเพศ กลัวจะทำได้ไม่ดี ไม่เก่ง และสารพัดไม่ .. แต่ไม่ค่อยกังวลเรื่องของความรัก .. ไม่รัก .. รักแค่ไหน .. รักกลายเป็นเรื่องรองในการแสดงออกประจำวันของฝ่ายชาย

ที่ผ่านมามักจะเข้าใจไม่ตรงกัน .....
และมักจะเกิดการฆ่าฟันกัน ฟ้องร้อง ทะเลาะตบตี เกิดกรณีเมียหลวงเมียน้อย เพราะฝ่ายหนึ่งมักมาก หยุดตัวเองไม่ได้ ไม่ซื่อสัตย์ และไม่รับผิดชอบ หรืออาจเป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายเข้าใจผิด นึกว่าตัวก็เมีย แต่เปล่า อีกคนเค้าคิดแค่ว่าเป็นทางผ่าน สนุกๆ กัน ..

SEX ไม่ใช่เป็นแค่เรื่องยุ่งๆ ของคนสองคน .....
แต่ยุ่งไปทั้งสังคม โดยเฉพาะการทำแท้ง การทิ้งเด็ก หรือปล่อยให้เด็กเผชิญโลกเอาเอง เราไม่คิดหรือว่าเด็กที่เป็นผลผลิตอันสืบมาจากความสนุกคือ ระเบิดเวลาของสังคม เพราะพ่อแม่เค้าไม่รับ ไม่เลี้ยง ไม่อบรม ไม่ดูแล ให้ความอบอุ่นทางใจ .. พวกเค้าจะสอนอะไรหรือชี้ทางอะไรแก่เด็กๆ เหล่านี้ได้ .. เมื่อตัวเค้าเองก็ยังหลงทางอยู่ ...!!


ไม่ว่านักปราชญ์หรือศาสดา .....
ก็ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเรื่องเพศไว้มากมาย บางท่านก็กล่าวว่า พฤติกรรมที่มนุษย์แสดงออกมานั้น ส่วนมากมาจากแรงกระตุ้นทางเพศ พฤติกรรมทางเพศสามารถแทรกแซงตัวอยู่ทั่วไปในทุกแห่งที่มีชีวิตอยู่ ซึ่งรวมทั้งมนุษย์ด้วย .. หาก ณ ที่แห่งใด ขาดพฤติกรรมทางเพศหรือขาดภาวะคู่ ย่อมเกิดความหงอยเหงา เศร้าสร้อย ขาดพลังใจในการกระทำกิจกรรมหรือกิจการทั้งมวล พฤติกรรมทางเพศสามารถแก้ปัญหา หรือลดความตึงเครียดอย่างได้ผลดีเกินคาด และอย่าลืมว่าเพศตรงข้ามช่วยให้เกิดภาวะ Sex Appeal ซึ่งจะบังเกิดความสดชื่นรื่นรมย์เสมอ ..

การสัมผัสพฤติกรรมทางเพศ .....
มนุษย์ที่ยังอยู่ในภาวะเวียนว่ายตายเกิด ยังไม่ได้เป็นพระอริยบุคคลผู้หลุดพ้นแล้ว ย่อมมีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพัน หรือมีความปรารถนาความต้องการในสิ่งเย้ายวนทางเพศด้วยกันทุกคน

พฤติกรรมทางเพศ .....
มีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ ที่จะดำรงรักษาเผ่าพันธุ์ของตน ..!!


กิจกรรมใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางเพศ .....
ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ที่จะเลือกกระทำนั้น มีผลลึกซึ้ง และ เป็นความต้องการทางธรรมชาติของมนุษย์ คนเราคงไม่ได้คิดถึงเรื่องแบบนี้ทั้ง 24 ชั่วโมง .. ที่จริงน่าจะขึ้นอยู่กับการอธิบาย และ การสื่อถึงความเข้าใจของภาพที่อยู่ตรงหน้านั้น บวกด้วยความเหมาะสม กาลเทศะ และ การเรียนรู้ .. เซ็กส์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ไม่น่าจะใช่ส่วนใหญ่ของชีวิต น่าจะแก้ไขได้ แล้วชีวิตของเราก็มีอะไรที่น่าสนใจอีกมากมายที่ให้ค้นหา และ เรียนรู้

แต่ยิ่งห้าม .....
ก็เท่ากับท้าทายให้อยากรู้ อยากลอง :-)



โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/
-------------------------------
อ้างอิงจาก ..... อยากให้ Sex กับรักรู้จักกัน
หนังสือ ..... นิตยสาร GM

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   27/05/2004 09:43 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 7  
     
 


๏ ๏ ๏ จากเคยเกาะ กิ่งเกี่ยว อยู่ก้านต้น
ต้องร่วงหล่น เกลือกกลิ้ง พิงหินผา
บ้างหล่นร่วง ริ้วริ้ว ริมธารา
ให้พัดพา เกาะกลุ่ม ก้อนอิงกัน
๏ ๏ ๏ กาลเวลา หมุนเวียน เปลี่ยนสลับ
เคยพำนัก อิงแอบ บนก้านต้น
ในวันนี้ แปรภาพ จากเบื้องบน
ให้ร่วงหล่น มาประดับ ภาพผืนดิน ๏ ๏ ๏



วันคืนล่วงเลยไป บัดนี้เราทำอะไรอยู่ .....
แม้คนแก่จะอยู่ท่ามกลางลูกหลานมากมาย ก็อาจจะรู้สึกอ้างว้างได้ ถ้ารู้ว่าตนถูกลืม ถูกจำกัดที่อยู่ จะรู้สึกว่ารางวัลแห่งการต่อสู้มาตลอดชีวิตคือ ความผิดหวัง .. ผู้ที่ไม่เตรียมใจสู่วัยชรา โดยคิดเพียงว่า ทำงานเพื่อเงินอย่างเดียว มาตลอดเวลา ๔๐ กว่าปี พอเกษียณเข้า ก็ย่อมลำบากมาก วัยนี้ ต้องมีบทบาทของตัวเองอย่างสมวัย จึงจะทำให้ความนับถือตนเองคงอยู่ อย่างที่เรียกว่า ศักดิ์ศรีแห่งวัยทอง ..

การเตรียมใจสู่วัยสูงอายุ .....
พวกเราหลายๆ คน อาจจะเห็นว่า ออกจะเล็งการณ์ไกลเกินไปเสียแล้ว .. อันที่จริงวัยสูงอายุ อยู่ไม่ไกลจากเราเท่าใดนัก .. จะเป็นไปได้มั้ย ที่จะทำให้วัยที่น่าท้อใจ กลายเป็นวัยทองของเราเอง ..!!

การใช้วัยทอง .....
วัยท้าย จะเป็นวัยทอง หรือ วัยว่าง สุดแต่เราจะใช้ ถ้าเราใช้เวลาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ซึ่งเราทำมาตลอดชีวิต เพื่ออยู่อย่างมีความหมาย ก็นับว่าเป็นวัยทอง แต่ถ้าเราเตรียมตัวมาก่อน ตั้งแต่ตอนที่เรายังเป็นหนุ่มสาว เราก็จะมีสิ่งเหล่านี้ เป็นพื้นฐาน

1 ..... มีสุขภาพที่ดี
2 ..... มีความชื่นชมในชีวิต
3 ..... มีความสัมพันธ์ กับ สังคม
4 ..... มีฐานะการเงินพออยู่ได้ อย่างไม่ลำบาก
5 ..... มีกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งทำ ซึ่งเราชอบ และทำได้สมตัว

ศักดิ์ศรีแห่งวัยทองนั้น .....
ความรู้สึกว่าตนมีประโยชน์ ไม่ว่าเด็ก หรือ ผู้ใหญ่ หรือ วัยชรา ย่อมประสงค์จะให้มีผู้เตือนตนว่า ตนมิใช่ไร้ค่า อันที่จริงผู้ที่อยู่ในวัยท้ายเปรียบเสมือนดังหนังสือเล่มหนึ่งทีเดียว .. เพราะประสบการณ์ ที่บรรจุอยู่ภายในนั้น มีความเป็นเอกลักษณ์อยู่ในตัว หาที่ใดไม่ได้อีกแล้ว วัยนี้ต้องมีบทบาทอย่างสมวัย จึงจะทำให้ความนับถือตนเองคงอยู่

ขณะนี้ใครๆ ก็กำลังแก่ .....
เมื่อแรกเกิดมา เราเติบโตขึ้นสู่วัยหนุ่มสาว ครั้นแล้ว เราก็แก่ลงสู่วัยท้าย ซึ่งคนทั้งหลายรู้สึกว่าน่าท้อแท้ แต่การแก่อย่างผาสุก ก็มิใช่เรื่องเหลือวิสัย .. ข้อสำคัญขึ้นอยู่กับ การเตรียมกาย เตรียมใจ เอาไว้ตั้งแต่ต้นๆ .. การเตรียมใจเอาไว้ ก็เป็นกำไรอย่างหนึ่ง การเริ่มต้นด้วยดี มีหวังสำเร็จไปได้ตั้งครึ่ง แล้วเราเตรียมใจด้วยการเข้าใจตัวเราเอง จากหลักพัฒนาการเป็นขั้นๆ เริ่มตั้งแต่เรื่องอาหารการกิน การพักผ่อน และ การออกกำลังกาย

มีเว็บไซต์ต่างๆ .....
ได้แนะนำการดูแลตัวเอง ไว้อย่างมากมาย ข้อมูลหรือเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพ เป็นเรื่องจำเป็นอันดับหนึ่ง ถ้าร่างกายแข็งแรง จิตใจก็ผ่องใส และ ร่าเริง .. เริ่มดูแลตัวเองเสียตั้งแต่วันนี้ แล้วท่านจะมีความสุขในบั้นปลายของชีวิตอย่างแท้จริง ..!!



โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   27/05/2004 09:45 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 8  
     
 


คำพูดที่ว่าเปรียบชีวิตมนุษย์เหมือนต้นไม้

ต้นไม้ .....
ค่อยๆ เจริญเติบโตจากเล็กไปหาใหญ่ จากน้อยๆ ต้น เป็นจำนวนมากๆ
ต้นไม้ มีประโยชน์ตั้งแต่เกิดจนตาย มีความมั่นคงแข็งแรง
ต้นไม้ ไม่เคยอวดตัว หรือ ขลาดกลัว

หากแต่ต้นไม้ .....
มีความดำรงอยู่อย่างปกติ มีสภาพและรูปร่างที่แน่นอน
ดังนั้น ธรรมชาติจึงเป็นครู ผู้ฝึกสอนให้มนุษย์รู้จักความจริงในด้านหน้าที่การงาน
รัก เคารพ และ ประพฤติ ปฏิบัติ ต่อสิ่งที่แวดล้อมตัวเองอยู่ เป็นที่พึ่งพาซึ่งกันและกัน

ธรรมชาติ .....
เป็นบทเรียนอันมีค่าสำหรับมนุษย์ผู้ที่รู้จักใช้ความคิด ..!!



โชคดีนะคะ


\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   27/05/2004 09:46 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 9  
     
 


ในการเข้าอบรม .....
Human Resources Development ที่สถาบันการพูดแบบการทูต มีท่านวิทยากรให้การอบรม ๓ ท่าน จากทั้งหมด ๕ ท่าน มีเรื่องที่ตาลทึ่งและน่าแปลกใจ ก็คือ วิทยากรทั้ง ๕ ท่าน เป็น พ่อ แม่ ลูก..ลูก อีก ๓ ท่าน ล้วนมีวุฒิการศึกษาเป็นถึง ระดับดอกเตอร์ ทั้ง ๕ ท่าน และที่น่าตื่นเต้นไปกว่านั้น ก็อยู่ที่การอบรมคราวนี้ เป็นหัวข้อเกี่ยวโยงกับเรื่องทางพระพุทธศาสนา ที่ท่านอาจารย์ ดร. จิตรจำนงค์ สุภาพ ผู้เป็นพ่อ ได้ทำการวิจัย และ สร้างทฤษฎี Three Sound Theory

ซึ่ง ทฤษฎี Three Sound Theory นั้น .....
เป็นทฤษฎีที่พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่มีหลักพื้นฐานมาจากหลักสัจจธรรม ที่แปลกแหวกแนว ก็เพราะยังไม่เคยมีทฤษฎีแนวนี้มาก่อน มีหลัก และ กระบวนการเรียนรู้ในการพัฒนามนุษย์ เชิงศาสนาและปรัชญา ที่ไม่ซ้ำ หรือ ลอกเลียนแบบจากใครๆ ..

เป็นการกระทำของมนุษย์ ๓ ทางด้วยกัน
- การกระทำทางใจ
- การกระทำทางกาย
- การกระทำทางวาจา

ซึ่ง ๓ ทางนี้ เหมือนกับหลักการทางพระพุทธศาสนาในเรื่องของ มโนกรรม กายกรรม และ วจีกรรม หลักการเหล่านี้ สอนให้เราเป็นคนที่มีจิตใจแจ่มใส มีร่างกายที่งามสง่า และ มีวาจาสุภาพไพเราะ อันหมายถึงการสร้างศักยภาพในความเป็นคนให้เต็มคน หรือ เป็นคนโดยสมบูรณ์ ตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา .. เป็นปัจจัยแห่งการกระทำทั้งปวงของมนุษย์ .. เป็นพฤติกรรมของมนุษย์ .. เป็นการแสดงออกของมนุษย์ .. เป็นพลังงานของมนุษย์ .. มนุษย์จะฉลาดหรือโง่ .. ดีหรือเลว .. มีสุขหรือทุกข์ .. ล้วนขึ้นอยู่กับ มโนกรรม กายกรรม และ วจีกรรม ของคน..คนนั้น ทั้งสิ้น

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ .....
ไม่ว่าระดับชาติหรือระดับหน่วยงานทางธุรกิจ ส่วนใหญ่มักจะพัฒนาในลักษณะที่มุ่งให้มี .. สติปัญญาดี .. มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง .. ซึ่งเท่ากับมุ่งพัฒนาเพียง ๒ ส่วน คือ พัฒนาทางมโนกรรม .. และ กายกรรม เท่านั้น .. ส่วนทางวจีกรรม ก็มักจะไม่ได้รับการสนใจที่จะพัฒนา หรือ อาจจะมีอยู่บ้าง ก็น้อยมากๆ ทั้งๆ ที่ บทบาทของวจีกรรมมีความหมาย มีความสำคัญ และต้องนับว่ามีความจำเป็นไม่น้อยกว่าส่วนอื่นๆ เลย

เราจะเห็นว่า .....
ไม่ว่านักปราชญ์ หรือ ศาสดาใดๆ และหรือ บุคคลสำคัญๆ ในชนชาติต่างๆ เราจะรู้จักและยอมรับพวกเค้าได้ ก็ด้วยการพูดของเค้าเป็นสำคัญ .. แม้แต่การอภิปรายของฝ่ายค้านต่อรัฐบาลในบ้านเมืองของเรา ซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ เราจะสังเกตได้ว่า บุคคลที่พูดเก่ง บวกกับความสามารถทางด้านสติปัญญา รวมไปถึงบุคลิกภาพในการแสดงออก สามารถควบคุมอารมณ์ของตนได้ดี ก็จะดูได้เปรียบฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ หรือ ...

แม้แต่ แม่เฒ่าไฮ ขันจันทา .....
หญิงชราชาวบ้านชนบทธรรมดาๆ ที่มีความจำแม่นยำ พูดจาชัดเจน ด้วยท่าที ที่มั่นใจ หนักแน่น และ ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาจากจิตใต้สำนึกด้วยจิตวิญญาณของตัวตนอย่างจริงใจและจริงจัง มีความอดทน และ เพียรพยายาม ด้วยความมุ่งมั่น และ ซื่อสัตย์กับสิ่งที่คุณยายยึดมั่น ด้วยจิตใจที่แข็งแกร่ง เต็มไปด้วยพลังของความหวัง และ ภาพที่คุณยายนึกฝันถึงที่ดินของคุณยาย อย่างจริงจัง สอดคล้องกับเหตุการณ์ ลำดับภาพให้ผู้คนต่างๆ ในยุคนี้ ได้เห็นภาพย้อนหลังอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยไม่ติดขัดใดๆ แม้ภาษาพูดของคุณยายไฮ จะพูดปนไปมา ระหว่างภาษากลางกับภาษาพื้นบ้านของชาวอีสานก็ตาม

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า .....
การพูดเป็นปัจจัยหนึ่งในความเป็นมนุษย์ การเกิดมาเป็นมนุษย์ ต้องพูด นับเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สุด แต่ถ้าเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ไม่พูด หรือไม่รู้จักพูด นั่นเป็นความผิดปกติอย่างแน่นอน .. การพัฒนามนุษย์อย่างถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และตรงประเด็นจริงๆนั้น ก็ต้องพัฒนาที่ .. มโนกรรม .. กายกรรม .. วจีกรรม หรือ เรียกง่ายๆ ว่า .. กาย วาจา ใจ .. ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดของการพัฒนามนุษย์ และ ไม่มีอะไรเหลือที่จะให้พัฒนาอีกแล้ว :-)



โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   27/05/2004 09:53 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 10  
     
 


ผู้ใหญ่มักจะสอนว่า .....
การทำงานเพื่อสังคมที่ถูกต้อง ควรพยายามละกิเลสจากจิตใจให้ได้สูงสุด เท่าที่จะสามารถทำได้ .. การเป็นตัวแทนของสังคม มิได้หมายความว่า จะทำให้บุคคลผู้นั้น เป็นคนดี คนวิเศษเหนือกว่าผู้หนึ่งผู้ใด หากแต่ควรเป็นสิ่งที่จะเตือนสติ ให้รู้และระลึกตัวอยู่เสมอว่า ให้ตั้งใจทำหน้าที่ต่างๆ ในสิ่งที่ตนเป็นให้ดีที่สุด เช่นเดียวกับผู้อื่นทุกๆ คนในสังคม .. ต้องมีจิตที่มีสำนึกเป็นสิ่งที่คอยกำหนดควบคุมเราให้เกิดปัญญา จึงจะทำให้คุณค่าของความเป็นมนุษย์สูงขึ้น ...

โดยมีปัจจัยที่สำคัญ .....
คือความอดทนและเพียรพยายาม ด้วยความมุ่งมั่น และ ซื่อสัตย์กับสิ่งที่เรายึดมั่น ความแข็งแกร่ง และ พลังในการมีชีวิต และ ภาพที่เรานึกฝันอยากจะเป็น เกิดจากสิ่งต่างๆ ที่เราให้คุณค่าอย่างมุ่งมั่น จริงใจ และ จริงจัง

สังคมมนุษย์ยุ่งยากจังนะคะ .....
บุคคลหรือหน่วยงานที่มีทรัพย์สินมากๆ ก็น่าสงสัยว่า จะมีทุจริตมากๆ ตามมาด้วยเช่นกัน มีแต่ผลประโยชน์ เพื่อตัวเองและพวกพ้อง ทุกวันเราจะได้รับรู้ ศิลปะการปกครองของรัฐฯ ในรูปแบบต่างๆ ทั้งการใช้เล่ห์เหลี่ยมในการแสวงหาอำนาจ สื่อก็พยายามนำเสนอแต่ข่าวแบบนี้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะจริงเท็จหรือไม่ ก็ชี้นำไปก่อน โดยไม่คิดถึงผลได้หรือเสียที่จะตามมา แต่อย่างใด

บางครั้ง .....
คนเราก็มีทิฐิมากๆ เอาแต่ความคิดของตัวเอง มองมาตรฐานต่างๆ ที่ตัวเองได้รับรู้ และ เจตนาตัดสิน และหรือ มองผู้อื่นให้แตกต่างไปในทางอคติ มากกว่าการมองในแง่บวก หรือมองแบบปรึกษาหารือ และหรือ ต่างฝ่ายต่างควรพยายามถือเอาความเป็นธรรม เพื่อเห็นใจกันและกันในการรักษาผลประโยชน์ของอีกฝ่ายหนึ่ง .. หรือไม่ก็น่าจะตำหนิกัน หรือว่ากล่าวกันฉันมิตร .. แต่ปกติที่เราเห็นๆ นั้น ก็ใช้วิธีในแง่ลบ เพื่อตัดทอนกำลังของคู่ต่อสู้ ด้วยการวิจารณ์ ใส่ร้าย และ ด่าทออย่างก้าวร้าว แบบเจตนาให้เค้าเสียคนแต่อย่างเดียว ...

เราเข้าใจว่า .....
รัฐบาล คือคณะบุคคล ที่เข้ามาทำงาน พอให้ประเทศชาติ มีชีวิตอยู่ได้ในสังคมของโลก และ ประเทศไทยของเรา ก็มีปัญหามากมายเกินกว่าที่คณะบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะสามารถแก้ไขได้โดยลำพัง .. ดังนั้น แม้เราวิจารณ์รัฐบาลไป เราก็แค่ได้ระบายความรู้สึกที่ เราอยากได้ อยากมี ของเราเท่านั้น ... ตราบใดที่ ผู้คนในสังคม และ ท่านผู้นำของประเทศ มุ่งเน้นชักชวนประชาชนพลเมืองในประเทศ ให้มองแต่เรื่องเศรษฐกิจและการเมือง

โดยไม่คำนึงถึงหลักธรรม .....
ในการดำรงชีวิตของคนเราให้เห็นเด่นชัด

ก็คงไม่มีประโยชน์อันใด ที่เราจะวิจารณ์ผู้อื่น ... เช่นกัน


เช้ามา .....
สื่อมวลชนและคนของรัฐฯ รวมทั้งผู้คนของประเทศบางกลุ่มชน ก็ชอบพูดแต่เรื่องเงิน..เงิน..แล้วก็..รวย..รวย..จน..จน..ไม่รู้เหมือนกันว่า พวกเค้าเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์วัดและตัดสิน .. ว่าเรารวยหรือเราจน .. ก็คนทั้งประเทศมีทั้ง .. อ้วนผอม .. ตัวใหญ่ตัวเล็ก .. ชรามากๆก็มี .. ผู้หญิง ผู้ชาย .. ทอม ดี้ เกย์ .. วัยรุ่นก็มีทั้งหญิงชาย .. คนพิการก็มีอีกตั้งมากมาย .. แล้วก็เด็กๆ แบบเดินได้แล้ว .. นอนแบเบาะอยู่ก็มี .. เค้ารู้ได้ยังไงว่าทุกคนอยากกิน อยากใช้จ่ายในส่วนที่จำเป็นกับการดำรงชีวิตจริงๆนั้น มีอะไรมากน้อย หรือ เท่ากันแค่ไหน? .. จึงมาตั้งกฎ กติกา เป็นสื่อเป่าหู ให้ผู้คนของสังคมรับรู้แต่เรื่อง .. รวย กับ จน ..!!

อย่างงี้ ก็คงหมดหวัง .....
เพราะ กรณีพิพาทขัดแย้ง และ เรื่องภาระของสังคมต่างๆ เหล่านั้น คงไม่สูญหายหรือลดน้อยลงไปได้ .. ถึงแม้เราจะเลือกรัฐบาลใหม่ๆ ไม่ว่าเลือกใครๆ มาบริหารประเทศ ก็คงไม่มีทางดีไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ หรอกมั้งคะ ...???

รับรองคะ .....
ว่าพวกเรา คงได้บ่นๆ พูดๆ ในเรื่องที่พวกเราอยากได้ อยากมีในสังคมของเรา กันอีกยาวนานจนกว่าชีพจะวายนั่นแหละ เผลอๆ ถ้าที่เค้าบอกว่า เราจะได้กลับมาเกิดอีก แบบเวียนว่ายตายเกิด ... เกิดแล้วตาย .. ตายแล้วก็ยังได้เกิดอีก .. ชาติหน้า .. ชาติโน้นนนสฺ .. พวกเราก็คงได้มานั่งพิมพ์ๆ บ่นๆ ต่อๆ ไปอีกชั่วกาลนิรันดร์ :-)

อย่างกรณี "ส่วย" สถานประกอบการ ของคุณชูวิทย์ .....
ถ้าเรา ทำดี ทำถูกกฎหมาย ถูกต้องตาม กฎ กติกา มารยาท ทุกอย่าง
ทำไมเราต้องจ่าย ส่วย ... ?

ถ้าสถานประกอบการนั้นๆ .....
ทำอย่างหนึ่งอย่างใด ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะกระทำโดยเจตนา หรือ ไม่เข้าใจตัวบทกฎหมายก็ตาม เจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับ กฎ กติกา มารยาท เหล่านั้น มีสิทธิ์ ที่จะหยิบยื่นความผิดให้สถานประกอบการนั้นๆ อย่างถูกต้องตามหน้าที่ของพวกเขาเสมอ และ เป็นจุดเด่นๆ ที่เห็นได้ชัดเจน ที่จะเป็นช่องทางให้ พนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐฯ ที่มีใจคิดหาเงินในทางมิชอบกับสถานประกอบการนั้นๆ กระทำได้อย่างง่ายดาย

ถ้าสถานประกอบการนั้นๆ .....
กระทำถูกต้องทุกอย่างตามกฎหมาย ก็ไม่เห็นมีความจำเป็นแต่อย่างใด ที่จะต้องไปกลัวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐฯ ที่มีจิตใจโลภมาก และชอบที่จะเอาเปรียบชาวบ้านในช่องโหว่ของกฎหมายต่างๆได้ .. ถ้าเราดำเนินชีวิตของเรา อย่างถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมือง และ ตั้งใจทำดี อย่างจริงใจ และ จริงจัง .. เราย่อมได้รับผลดีนั้นตอบเสมอ

จริงๆ แล้ว เรื่องบางเรื่องในระบบราชการของไทยเรา ก็ดูแย่ๆ
มากกว่าที่จะแก้ไขอะไรๆ ได้ง่ายๆ แต่ปัจจุบัน ก็เริ่มดีขึ้นมากแล้ว

คนไทยมีคุณสมบัติพิเศษสุด...สุด คือ ลืมง่าย
และ ชอบที่จะ ละเลย อีกด้วย

ถ้าสังคมของเรามี กฎ กติกา มารยาท ที่ดีๆอยู่แล้ว
ตัวเราเองต่างหาก ที่ต้องทำ ต้องไม่ละเลย และ ไม่ลืม กฎ กติกา และมารยาทนั้นๆ
เมื่อเรารู้ และ รู้สึกว่า คนอื่นเอาเปรียบ และ กระทำผิดต่อเรา
เราต้องรู้จักใช้สิทธิ์ เพื่อปกป้องในสิ่งที่เรา ควรมี ควรได้ ของเราอย่างจริงจัง
ถ้าเราละเลย คนที่ชอบมักง่าย และ ชุ่ยๆ ก็จะคิดว่า นั่นเป็นเรื่องธรรมดา
แล้วพวกเค้า ก็จะทำต่อๆ ไป จนเกิดอาการเคยชิน

ถึงเวลานั้นๆ เรามานั่งบ่นๆ แบบนี้ก็ไม่มีประโยชน์อันใดหรอก มั้งคะ ???
เพราะตัวเราเองนั่นแหละ...ก็มีส่วนกระทำให้ พวกเค้าได้มีโอกาส ได้กระทำเช่นนั้น จริงๆ..!!



โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   27/05/2004 09:56 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 11  
     
 


การพัฒนา .....
ปัจจุบันเราจะได้ยินคำว่า พัฒนา ปรากฏอยู่ทั่วๆไป อย่างกว้างขวาง จนดูประหนึ่งว่า เป็นสิ่งแวดล้อมที่สำคัญยิ่งของมนุษย์ หากขาดความสนใจเรื่องการพัฒนา ก็จะกลายเป็นคนล้าสมัย เพราะอะไรๆ ก็ต้องพัฒนาทั้งนั้น .. ทั้งๆที่ ความจริงแล้ว คำว่า พัฒนา ไม่ใช่คำใหม่ .. เรารู้จักและคุ้นเคยกับคำนี้มาแต่โบราณ

ซึ่งมาจากคำว่า วัฒนะ หรือ วัฒนา แปลว่า ..... ความเจริญ
ตรงข้ามกับคำว่า หายนะ ซึ่งแปลว่า ..... ความเสื่อม

บุคคลที่ได้ชื่อว่า มีการพัฒนาแล้ว .....
จึงเปรียบได้ว่า เป็นผู้เจริญ เราจึงนิยมการพัฒนากันมากขึ้น

โดยเฉพาะ การพัฒนาทางด้านวัตถุ .....
อย่างการ สร้าง เขื่อน เหมือง ฝาย ถนน ชลประทาน อาคารบ้านเรือน โรงงาน .. ตลอดจนการจัดสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ .. หรือทางด้านสังคมสงเคราะห์ ก็มีการบริจาคทรัพย์ สิ่งของ เครื่องใช้ อาหาร เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่ยากจน .. นักพัฒนาเหล่านี้ มักจะได้รับการยกย่อง ได้ยศฐาบรรดาศักดิ์ ได้รับการประกาศเกียรติคุณว่า เป็นบุคคลตัวอย่าง บางคนก็ได้รับเกียรติ ถึงได้รับปริญญามหาบัณฑิต หรือ ดุษฎีบัณฑิตจากสภามหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งมีข่าวเกรียวกราวทางสื่อต่างๆ อยู่เสมอ

จนกลายเป็นค่านิยมอย่างหนึ่งของสังคมไทยว่า .....
การพัฒนาที่มีผลทันตาเห็นคือ การพัฒนาด้านวัตถุ

แม้กระทั่งในสถาบันศาสนา .....
ก็นิยมพัฒนาวัตถุแข่งขันกัน วัดใดหรือสำนักสงฆ์ใดที่มี โบสถ์ ช่อฟ้า ใบระกา สวยงาม ราคาแพง มีศาลาการเปรียญที่หรูหรา เป็นเครื่องแสดงว่า ท่านเจ้าอาวาสวัดนั้นๆ เป็นนักพัฒนา ผู้คนก็จะพากันชื่นชม ยินดี

ที่จริงการพัฒนาประเภทนี้ .....
แม้จะมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่นั่นก็ไม่ใช่สาระสำคัญของการพัฒนาที่แท้จริง เป็นเพียงแต่ส่วนประกอบหนึ่งเท่านั้น เพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้ทำให้จิตใจของคน ได้มีการพัฒนาให้ดีขึ้นแต่อย่างใด คิดให้ดีๆ แล้ว ยิ่งกลับทำให้สภาพจิตเสื่อมลงไปเสียมากกว่า .. นักพัฒนาที่เคยได้รับการยกย่อง บางคนก็กระทำผิด หรือ ประพฤติในสิ่งที่ไม่ควรในเรื่องอื่นๆ เพราะมัวมุ่งแต่การพัฒนาวัตถุ จนไม่มีเวลาพัฒนาจิตใจของตัวเอง .. แม้ในบริเวณวัด ที่มีวัตถุตระหง่านหรูหรา ก็ยังเต็มไปด้วยบุคคลมิจฉาชีพมากมาย

มนุษย์เป็นทรัพยากร .....
ที่มีค่าอย่างหนึ่งของประเทศชาติ ชนชาติใดมีคนที่ได้รับการพัฒนาดีแล้ว ชาติ บ้านเมืองนั้น ก็ย่อมจะเจริญรุ่งเรืองไปด้วยอย่างไม่มีปัญหา เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายย่อมได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยคน เมื่อคนดี อะไรๆ ก็ต้องพลอยดีไปด้วย ..

ดังนั้น การพัฒนาที่ถูกต้องตามกระบวนการ .....
จึงควรเริ่มจากการพัฒนาคนโดยตรง ก่อนที่จะไปพัฒนาวัตถุ หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ต้องกระทำไปพร้อมๆ กัน ไม่ควรมุ่งหรือเน้นการพัฒนาทางวัตถุ ล้ำหน้าไปมากกว่า ... การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ..!!



โชคดีนะคะ


\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   27/05/2004 09:58 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 12  
     
 


ในวันที่เทคโนโลยีพัฒนาจนเกือบถึงขีดสุด .....
เกิดคำถามว่า .. ใจคน ได้พัฒนาไปถึงไหน .. สังคมไทยพยายามบอกว่า ผู้หญิงควรรักนวลสงวนตัว .. แต่สังคมปัจจุบัน บางกลุ่มชนกลับสนับสนุนให้ผู้หญิงขายตัวอย่างถูกต้อง .. พวกผู้ชายบางคน เค้าก็บอกว่า เค้าแคร์ความบริสุทธิ์ของผู้หญิง ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ร่างกายของเค้า .. แล้วบางคนก็รักสนุก ถือคติธรรม ๓ ท ของพวกผู้ชายว่า ทุ่มเท .. ทิ่มแทง .. ทอดทิ้ง

จริงๆ แล้ว เราอยากบอกว่า .....
มนุษย์ผู้ชาย บางกลุ่ม บางคน ต่างหาก ที่ควรจะทบทวนพฤติกรรมของตัวเองบ้าง แล้วเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา หรือที่ไหนๆ ก็ตาม เกิดขึ้นโดยการกระทำของมนุษย์ผู้ชาย เป็นส่วนใหญ่ ไม่เว้นแม้กระทั่ง มนุษย์ผู้ชายบางท่าน ที่ทำงานในระดับบริหารของบ้านเมือง ..!!

เรารู้สึกว่า .....
ผู้หญิงรุ่นก่อนๆ จำเป็นต้องผูกมัดผู้ชายสักคน ไม่ว่าเธอจะต้องการเค้าหรือไม่ก็ตาม นั่นเป็นเพราะความกดดันทางสังคม และ ความจำเป็นที่ต้องมีผู้หาเลี้ยง แต่ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป ผู้หญิงเราสามารถดำรงชีพในสังคมได้อย่างสบายๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ชายในชีวิตเลย เราสามารถหาเลี้ยงตัวเองและประกอบอาชีพที่น่าสนใจ มีเพื่อนฝูงมากมาย จะไปเที่ยวไหนๆ ก็ได้ ... เราว่าการแต่งงาน หรือ การมีแฟนสักคน เป็นการสูญเสียอิสรภาพและตัวตนของเราเองอย่างมากมาย

ถ้าวันหนึ่ง .....
ผู้หญิงกลายเป็นวัตถุทางเพศอย่างสมบูรณ์แบบ และ ถูกต้องตามกฎหมาย .. ผู้ที่ใช้บริการทางเพศน่าจะมีความคิดว่า หญิงบริการเป็นวัตถุทางเพศที่สามารถสั่งให้ทำได้ทุกอย่าง ซึ่งแน่นอนว่า หญิงบริการต้องตอบสนองความต้องการทุกรูปแบบ และ ตามข่าวส่วนมาก การปฏิบัติกับหญิงบริการมักหยาบคาย หญิงบริการถูกทำร้ายจิตใจอยู่เสมอ

ปัจจุบัน การขายบริการทางเพศ .....
ไปไกลกว่าที่เรามองเห็นจากสื่อ จากที่เราทราบ วิถีชีวิตของคนไทย เปลี่ยนแปลงไปมากมาย กว่าที่บางท่านคิด ประเทศไทยของเรา ไม่ได้มีแต่ ผู้หญิงขายบริการทางเพศเท่านั้น จากงานวิจัยต่างๆ มีทั้งผู้ชายขายบริการ หรือ ตลาดผู้ชายขายตัว และหรือ กลุ่มผู้หญิงประเภทสอง แล้วยังจะผู้ชายและผู้หญิงออนไลน์ อี-คอมเมิร์ซพันธุ์ใหม่บนโลกไซเบอร์ ไม่เว้นแม้แต่ เด็กหญิง-ชาย บางกลุ่ม ที่กระทำงานนี้ด้วยความสมัครใจเช่นกัน พวกเค้าแอบแฝงกายขายบริการอยู่ในสังคมทั่วๆไป เราได้มองไปไกลถึงตรงเหตุการณ์เหล่านั้น ด้วยหรือเปล่า ? .. ปัจจุบันผู้คนเหล่านั้น เบียดผู้หญิงขายบริการตามสถานบริการต่างๆ เกือบตกถนนไปอยู่แล้ว

สิ่งที่สังคมควรหยิบยื่นให้กันและกัน .....
น่าจะเป็นเรื่องของจิตสำนึกของคนในประเทศ รวมถึงการพัฒนาอาชีพเสริม ที่น่าสนใจมากมาย ที่ควรส่งเสริมอย่างจริงจัง และจริงใจจริงๆ ถ้าหากพวกเค้าเหล่านั้น คิดว่าตัวเองมีความจำเป็นจะต้องเพิ่มตัวเลขของรายรับ ให้สัมพันธ์กับรายจ่ายที่มีอยู่ แทนที่จะตัดสินใจขายบริการ สังคมควรได้ปลูกฝังนิสัย ให้คนในสังคมของเราเป็นคนช่างสำรวจ หรือ คอยสังเกตคุณสมบัติของตัวเองให้มากๆ อีกสักนิด ว่าตัวเองนั้น ควรมีอาชีพเสริมอื่นๆ อะไรบ้างที่เหมาะสม และน่าทำงานนั้นๆ มากกว่าการตัดสินใจเสี่ยงกับสารพัดปัญหา ที่จะเข้าไปอยู่ในแวดวงของการขายบริการทางเพศ เช่นนั้น ... ?????

เราเข้าใจว่าศักดิ์ศรีของคนเรานั้น .....
อยู่ที่ความรู้สึกว่าตนมีประโยชน์ ไม่ว่าเด็ก หรือ ผู้ใหญ่ หรือ วัยชรา ย่อมประสงค์จะให้มีผู้เตือนตนว่าตนมิใช่ไร้ค่า .. เช่นกัน เราก็ยังมั่นใจเสมอว่า ถ้าเราเป็นคนดี คิดดี ทำดี และ ไม่โลภ ทุกอย่างก็จะดีตามมาเอง .. และ เราก็ยังไม่เคยเห็น คนดีไม่มีเพื่อน และเพื่อนที่ดี ก็คงไม่เลือกคบเราแค่วัตถุนิยมที่อยู่รอบๆ ตัวเรา

คนพิการที่ยอมรับว่าตัวเองเป็นอะไร .....
และ ไม่ท้อแท้ต่อชีวิต เค้าจะมีความสุข และเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์มากมาย มีคนพิการอีกมากมายที่เค้าสู้ชีวิต และ ประสบความสำเร็จในหลายๆ สาขาอาชีพ .. แล้วทำไมคนปกติธรรมดาอย่างเราๆ จะหางานที่สร้างสรรค์ต่อสังคม และ ตัวเองไม่ได้ .. ทำไมจึงชอบที่จะคิดแต่ในทางลบให้กับชีวิต ชีวิตก็ตกต่ำไปตามที่คิดได้ทุกวัน .. เราควรซื่อสัตย์กับสิ่งที่เรายึดมั่น ความแข็งแกร่ง และ พลังในการมีชีวิต และ ภาพที่เรานึกฝันอยากจะเป็น เกิดจากสิ่งต่างๆ ที่เราให้คุณค่าอย่างมุ่งมั่น และ จริงจัง


เราว่าทุกคนน่าจะมีความสามารถปรับตัว .....
ให้เข้ากับสถานการณ์ได้ง่ายๆ อยู่แล้ว ในวิกฤติย่อมมีโอกาสอื่นๆ รออยู่เสมอ
งานและเงิน อยู่ ในหัว ในมือ และ เท้า ของพวกเรานี่เอง

จริงๆ แล้ว .....
ไม่ว่าเรา หรือ ใครๆ จะทำงานแบบไหน เราก็ยังเป็นคนอยู่ดี ไม่ได้เปลี่ยนเป็นสัตว์หรือสิ่งของอื่นใด ดังนั้นศักดิ์ศรีของความเป็นคน ก็ควรจะยังคงมีอยู่เหมือนเดิมเช่นกัน .. ผู้ชายขายตัว หรือ ผู้หญิงหากิน และหรือ โสเภณี หรือจะเป็นพวก ผู้ชาย-ผู้หญิง ออนไลน์ อี-คอมเมิร์ชพันธุ์ใหม่นั้น .. ซึ่งถ้าเราพิจารณากันเล่นๆ ก็เป็นไปได้ หรือไม่ว่าในบรรทัดฐานของสังคมไทย เหตุผลสำคัญ ก็เพราะขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน .. เหมือนการที่เราเห็นผู้หญิงเปลือย เป็นเรื่องปกติ .. แต่การเห็นผู้ชาย ทำในสิ่งเดียวกัน กลับเป็นเรื่องที่สังคมรับไม่ได้ .. โดยเฉพาะในสังคมไทย ที่ผู้ชายเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ และก็ถือว่าผู้ชายเป็นผู้นำของครอบครัว และของบ้านเมืองอีกด้วย .. อีกทั้งสังคมของเรา ไม่ว่าจะสมัยไหนๆ หรือ แม้แต่ในปัจจุบันนี้ ก็ยังเกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ ในเชิงลบเสมอๆ

กฎ กติ มารยาท .....
ที่สังคมจะออกมาให้พวกเค้าเหล่านั้น ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย .. แต่ถ้าหลายๆคน คิดว่า เป็นงานแบบเฉพาะกิจเท่านั้น ใครเล่าจะยอมไปขึ้นทะเบียน เพื่อให้ตัวเองมีเกียรติประวัติอันน่าภาคภูมิใจนั้น ... !!!



โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   27/05/2004 10:00 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 13  
     
 


ปัจจุบันต้องพูดถึง .....
เรื่องของผู้หญิงกับสื่อมวลชนคะ


๑ ...... สื่อทุกวันนี้ เต็มไปด้วยความเซ็กซี่ เน้นความไร้ยางอายของผู้หญิงสาวและวัยรุ่นมากๆขึ้นเรื่อยๆ เสื้อคว้านคอลึก เปลือยอก และ แผ่นหลัง หรือไม่ก็กางเกง-กระโปรงสั้นจู๋ ล้วนเป็นเครื่องแต่งกายน้อยชิ้น ที่สื่อนำเสนอบนเรือนร่างของผู้หญิง พยายามรังสรรค์ให้ดูดี มีราคา เน้นวัตถุ สิ่งของ ยี่ห้อ และ เงินตรา

๒ ..... สิ้นค้าบางยี่ห้อ นำผู้หญิงสูงอายุ ที่ควรค่าแก่การเคารพนับถือ และควรเป็นตัวอย่างในการรักษาอารมณ์ได้ดีในวัยนั้น แต่สื่อกลับนำเสนอความก้าวร้าวของผู้หญิงสูงอายุ เมื่อรู้สึกผิดหวัง ...!!!

สรุป ..... สื่อต่างๆ เท่าที่เห็นในทุกวันนี้ ทำให้ผู้หญิงดูไร้สาระ มากกว่ามีคุณค่า ไม่มีอะไรทำให้ดูว่าสร้างสรรค์สังคมได้ เป็นตัวนำและชักจูง ให้ใช้เงินอย่างไม่เห็นค่าของเงินที่ตัวเองยังหามาไม่ได้

๓ ..... เราจึงได้ตั้งข้อสังเกตกับผู้หญิงหลาย..หลายกลุ่ม
แล้วก็ได้บทสรุปคร่าว..คร่าวเกี่ยวกับความน่าสนใจในตัวผู้หญิง ดังนี้

- ความงาม
- ความอดทน
- ความแข็งแกร่ง
- อาชีพการงาน

ความงาม …..
ผู้หญิงไทยมีชื่อเสียงด้านความงามไปทั่วโลก
มีทั้งความสงบเสงี่ยมเรียบร้อยและสะดุดตาอยู่ในตัว
ไม่ว่าจะ สูง ต่ำ ดำ ขาว อย่างไร ก็ดูกลมกลืนสมส่วน ถูกตาต้องใจผู้ชายสักคนเสมอ

อายุ .....
เป็นเพียงตัวเลขจริง..จริงสำหรับผู้หญิงไทย
เพราะอายุไม่เคยบดบังความงาม แม้ว่าวัยจะล่วงเลยไปนานเท่าไรก็ตาม :-)

ความอดทน ความแข็งแกร่ง …..
ผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ที่เรารู้จักจะมี ความฉลาด สุขุม
มีบ้างเป็นส่วนน้อยที่ วี๊ดว้าย กรีดกราย
แม้จะมาจากสังคมชั้นสูงแค่ไหน เราก็จะยังพบ ความแกร่งดังเหล็กกล้า
ในตัวของเธอ เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์คับขัน

อาชีพการงาน …..
โดยธรรมชาติผู้ชายไทยมีความขี้เกียจอยู่ในสายเลือดไม่น้อย ลองดูตอนเช้า..เช้าสิคะ เธอปลุกนาฬิกาไว้ จะกี่โมงก็แล้วแต่ เธอจะขอแถมตลอด เราสังเกตมาตั้งแต่รุ่น คุณปู่ คุณตา คุณพ่อ พี่ชาย เพื่อน..เพื่อน หรือแม้แต่เจ้าน้องชายญาติตัวกระเปี๊ยก เธอก็ยังขอต่อเวลาทุกครั้ง หรือ จะสังเกตจากงานที่ต้องยืนนาน..นาน เราจะเห็นว่าผู้ชายส่วนใหญ่ มักจะเลี่ยงไปหามุมสงบนั่งซะมากกว่า แล้วผู้ชายส่วนใหญ่ก็ชอบทำงานแบบไม่ละเอียดถี่ถ้วน เธอมักจะทำงานแบบที่ภาษาราชการเค้าเรียกว่า เช้าชาม เย็นชาม หรือ นั่ง..นั่ง นอน..นอน ให้ผ่านไปวัน..วัน

จนอาจพูดได้เต็มปากว่า …..
ความอดทนขยันขันแข็ง ไม่เกี่ยงงานของผู้หญิงนั่นแหละ
ที่เป็นเบื้องหลังความสำเร็จในงานหลาย..หลายสาขาอาชีพของผู้ชาย

คุณสมบัติของผู้หญิงทั้งหมดที่กล่าวมานี้ …..
เป็นที่มาของคำถามของเราว่า ทำไมเราและเพื่อนๆ มองเห็นผู้หญิง
ในอีกหลายแง่มุมที่ดีๆ มากมาย แต่พวกสื่อเป็นอะไรคะ มองผู้หญิงได้แต่แค่สวยๆ และ เซ็กซี่ตลอด

ตอนนี้พอรู้บางแล้ว .....
ก็ช่วยนำเสนอผู้หญิงในแง่มุมอื่นๆ ที่ดีๆ บ้างนะคะ ยิ่งเรื่องส่วนตัวของชาวบ้าน กรุณาอย่าไปสนใจน่าจะดีกว่า เพราะทุกครั้ง สื่อจะนำเสนอโดยยังไม่รู้ข้อเท็จจริงที่แน่นอน ด้วยตัวใหญ่พาดหัวข่าว พร้อมภาพอย่างชัดเจน แต่พอสรุปได้ว่าข่าวนั้นไม่เป็นจริง สื่อก็แค่ไปลงขอโทษไว้ ตัวยังกะมดหน้าท้ายๆ ฉบับเสมอ



โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   27/05/2004 10:01 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 14  
     
 


นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ .....
เน้นเรื่องขจัดความยากจนของคนในประเทศ ซึ่งมีจำนวนมากๆ ให้หมดไปได้โดยเร็ว .. งานช้าง หรือ การกระทำใดๆ ที่จะมีรายได้มาอย่างมหาศาล เพื่อช่วยคนยากจนของประเทศ โดยสุจริต และ มีบุคคลที่เต็มใจลงทุน ที่จะกระทำจริงๆและทำได้ ก็น่าสนใจ ... มิใช่หรือ?

ดูจากข่าวๆ และ เอกสารเกี่ยวกับการเมืองที่ผ่านๆ มา .....
ไม่มีประเด็นให้เห็นเด่นชัดมากๆ ว่าภาครัฐฯ ได้ทำอันใดเพื่อประชาชนอย่างจริงจังและจริงใจสักครั้งเดียว .. มีที่จะเริ่มเห็นว่าประเทศไทยควรดำเนินไปในทิศทางใด ก็พอจะมองเห็นในรัฐบาลนี้ อาจจะพูดได้ว่า เป็นครั้งแรกที่ท่านผู้นำของประเทศ พูดถึงการพัฒนาความรู้ของสังคมไทยในส่วนรวม ให้เป็นสังคมแห่งความรู้ แล้วก็ทำหลายๆ อย่าง พร้อมๆ กัน เพื่อประกอบให้นโยบายของรัฐฯ ดำเนินไปถึงจุดหมายได้ และเป็นครั้งแรกที่ท่านผู้นำของฝ่ายรัฐฯ ไม่ยึดติดกับวิธีการแก้ปัญหาตามแบบอย่างของฝรั่ง .. การที่ภาครัฐฯ ออกมาช่วยรับผิดชอบและช่วยเหลือ ฟื้นฟูให้คนจนแข็งแรงขึ้น ซึ่งไม่เคยมีรัฐบาลไหนๆ ทำมาก่อน .. เป็นจุดที่นักวิชาการบางท่าน และ บางองค์กร บอกว่า การช่วยคนจนแบบนี้ ไม่ได้เป็นการส่งเสริมให้เค้าแข็งแรง กลับทำให้เค้าอ่อนแอ

แต่ถ้าเราลองคิดให้ลึกซึ้ง กว่านั้นอีกสักนิด .....
ประเด็นไม่ได้ขึ้นอยู่ตรงนั้น ประเด็นอยู่ที่ว่าคนจนในเมืองไทย อ่อนแอจนเกือบเสมือนคนพิการ ที่ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว .. ดังนั้น จึงต้องสมควรช่วยเค้าก่อน ช่วยทำให้เค้าสามารถยืนขึ้นมาได้ด้วยตัวเองก่อน แล้วจึงค่อยให้เค้าต่อสู้ในทางของเค้าต่อไป .. เสมือนเป็นการเยียวยาให้พ้นจากโรคร้าย หรือ เป็นเพียงการช่วยทำกายภาพบำบัด กันก่อนที่แขนขาจะลีบไป จนหมดหนทางรักษา .. และ เพื่อที่จะช่วยให้เค้ามีพลัง มีแรงใจ ไม่ท้อแท้ต่อชีวิต เพราะที่ผ่านๆ มา ไม่มีใครสนใจพวกเค้าเลย

แบบนี้ วิกฤตพอที่จะเรียกได้ว่า .....
มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของประเทศชาติ
หรือ รักษาผลประโยชน์ของคนส่วนรวมในประเทศ ได้หรือไม่ ..???



โชคดีนะคะ


\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   27/05/2004 10:04 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 15  
     
 


๏ ๏ ๏ จาก ความฝัน สู่ ความจริง
สิ่งใหม่ๆ ที่ดีขึ้น เริ่มจากจินตนาการที่สร้างสรรค์

๏ ๏ ๏ จาก สิ่งใดก็ได้
เพื่อเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีๆ ขึ้นตลอดเวลา
ไม่มีสิ่งที่ ดีที่สุดแล้ว ๏ ๏ ๏



โชคดีนะคะ


\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   27/05/2004 10:05 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 16  
     
  ขอบคุณ.. คุณน้ำตาล มาก

ผมสามารถแตกเป็นตัวชี้วัดได้เยอะแยะเลย...

เช่น

"" การนับถือตนเองและให้คุณค่ากับตัวเอง .....
หมายถึง การจัดการและตัดสินใจในเรื่องต่างๆ โดยมีบรรทัดฐานอยู่ตรงที่ว่า เราอยากเป็นคนแบบไหน ถ้าเราสามารถควบคุมวิถีชีวิตของเราได้ เราก็จะมองตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจ :-) ""

""คุณค่าของคน ขอให้มีแค่ ความรู้ และ ความดี อย่างจริงจัง อย่าให้จิตวิญญาณของตัวเองตำหนิได้ เพราะไม่ใช่เพียงแต่เรารู้เท่านั้น แต่เรายังสามารถกระทำตามที่เรามีความรู้นั้นๆ ได้อีกด้วย .. และ ตาลมั่นใจว่า ถ้าเรามีเจตนาที่ดี และ ทำดีอย่างจริงจัง เราจะได้รับผลดีนั้นตอบเสมอ ""

ตัวชี้วัด ของ คุณน้ำตาล..
1)สิทธิในการตัดสินใจ
2)สิทธิในการเลือกวิถีชีวิต
3)จำนวนหลักสูตรด้านจริยธรรม
4)สถานศึกษา
5)จำนวนปีของการศึกษา

โห... เยอะแยะเลย
6) ความรัก (อาจจะดูอัตราหย่าร้าง)
7)อัตราการทำร้ายร่างกาย

ผมได้เอา ข้อเขียนของคุณน้ำตาลไปให้ บรรดานักวิจัยดู
ซึ่ง ตื่นเต้นกันมาก สามารถถอดรหัสได้จำนวนหนึ่ง..

ไม่ทราบว่า คุณน้ำตาล
จะไปร่วมแสดงความคิดเห็นสักเวทีไหม..
จะเลี้ยง น้ำชา กาแฟ เท่าที่กินไหว และ อาหารกลางวันอีกมื้อ :-)

สำหรับคุณน้ำตาล... ที่เขียนมาทั้งหมด เรียกว่า "ตรงเผงเลย"
ตอนนี้ ผมกำลังตื่นเต้นกับ จินตนาการ และ ความร่วมมือของพวกเราครับ ..
และ ท้ายสุด เมื่องานสำเร็จ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ทุกคนสามารถอ้างได้ครับว่า "มีส่วนร่วมสร้าง"

และ.. ทุกท่าน สามารถไปร่วมเวทีได้นะครับ... (เลือกจากเวที..ที่ใกล้บ้านนะครับ)

สำหรับเวทีกรุงเทพฯ (การสัมมนาครั้งที่ 2 )
ได้เปลี่ยนวันครับ เป็น วันที่ 4 มิถุนายน 2547
สถานที่คือ "โรงแรมทาวน์อินทาวน์" ครับ ยังขอเรียนเชิญ คนที่สนใจครับ...
แจ้งชื่อได้ที่ คณะพัฒนาสังคมเลยครับ จำกัดจำนวนที่ 50 ท่าน
เพื่อความเข้มข้น ติดต่อได้ที่ 02-375-9111 ครับ...


ด้วยความขอบคุณ

......................................................
โดย คุณสังคม สัญจร ..... http://www.thaingo.org/webboard/view.php?id=4092
 
     
    By: สำเนาจาก NGOs     27/05/2004 12:07 PM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 17  
     
  ต้องเชิญผู้คุ้มครองด้วยนะครับ
สำหรับผม ก็ขอตั๋วเครื่องบินไปกลับ สักใบนะครับ
 
     
    By: วุฒิชัย     27/05/2004 12:08 PM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 18  
     
  เรียนคุณวุฒิชัย..
แหม อุตสาห์จัด กระจายไปตาม ทุกภูมิภาค
เพื่อจะให้เดินทางได้ง่าย ๆ ครับ... เห็นใจ หน่อยเหอะ
งานนี้ งบเดินทาง มีน้อยมากกกก...


เรียนคุณน้ำตาล...
ผมลอง ถอดรหัส ข้อเขียนของคุณน้ำตาล จะพบ "ตัวชี้วัด" จำนวนมาก... บางตัว ผมก็นึกไม่ถึง... ถ้าเป็นไปได้ ลองแลกเปลี่ยนแบบนี้ไปเรื่อยๆ คิดว่า ประมาณสัก สัปดาห์ คงได้ "ตัวชี้วัดครบเบื้องต้นครบทุกด้าน" และ จะนำ "ร่างตัวชี้วัด" เหล่านี้ ไป ฟังผู้ร่วมประชุม แก้ไข

ผมถอดรหัสต่อนะครับ .....
""๑ . การบริหารร่างกายให้แข็งแรง .....
ชาวชนบท มีงานที่ต้องใช้แรง อย่างสมบุกสมบันกันเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ต้องทำงานกันเกือบตลอดทั้งวัน ซึ่งก็เปรียบว่า ได้ออกกำลังกายอยู่แล้ว ผิดกับคนในเมือง ซึ่งทำงานอยู่แต่ในอาคาร ในห้อง ใช้เวลาแทบทั้งวันกับการนั่งโต๊ะ ได้แค่ขยับนิ้ว และ มือเป็นงานหลัก จึงไม่ค่อยได้ขยับตัว หรือใช้พลังงานมากๆ จึงจำเป็นต้องหาเวลามาออกกำลังกายอีกที ""

น่าจะเข้าข่าย "ความมั่นคงด้านสุขภาพ" มีตัวชี้วัด
1) การทำงานที่สมดุลกับการผักผ่อน
2) การทำงานที่ไม่หนักเกิน
3) การออกกำลังกายที่เหมาะสม
4) ความแข็งแรง...(ดูอัตราการไม่ไปหาหมอ??)
5) อายุขัยเฉลี่ย

ลองถอดรหัสต่อครับ .....
"" ๒. การเลือกทานอาหาร ที่มีคุณค่าตามธรรมชาติ .....
เรื่องอาหาร ชาวชนบทได้เปรียบคนเมืองอีกแล้ว พวกเค้ามีอาหารตามธรรมชาติ มีผักพื้นบ้าน นานาชนิด อาหารหลัก ก็มักจะเป็น ผักจิ้มน้ำพริก และ ปลาที่หามาได้ตามแม่น้ำลำคลอง ที่สำคัญชาวชนบทได้มีท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ ไว้พักผ่อนยามทอดสายตาไปไกลๆ ได้บริหารสายตากับทุ่งสีเขียวๆ มีอากาศที่บริสุทธิ์ได้สูดดมอีกด้วย ""

ตัวชี้วัด อันนี้ น่าจะเข้าหมวด "ความมั่นคงด้านอาหาร"
1)มีผักพื้นบ้านรับประทาน
2)สามารถหาอาหารได้ตามธรรมชาติ

และ..ตัวชี้วัด หมวด "ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม"
1)มีอากาศบริสุทธิ์ให้หายใจ
2)มีน้ำสะอาดบริโภคและอุปโภค

ขออีกครับ... และ ยืนยันว่า ระดับ สติปัญญาของคุณน้ำตาล ไม่ด้อยกว่าคนอื่น ๆ อย่างน้อยที่สุด คือ "พลังแห่งจินตนาการ" เหนือกว่า ผมเยอะ.. ผมถูกฝึกแบบ ตรรกะ ที่แข็งกระด้าง ชำนาญด้านตัวเลข จะ ขาดศักยภาพด้านการจินตนาการครับ และ "การสร้างตัวชี้วัดความมั่นคงของมนุษย์ ถือว่า ต้องใช้ พลังจินตนาการค่อนข้างมาก" ครับ และ ยังขอเรียนเชิญร่วมสัก 1 เวที นะครับ... ที่ใดก็ได้ครับ ที่ใกล้บ้านของคุณน้ำตาล...


ด้วยความขอบคุณ

......................................................
โดย คุณสังคม สัญจร ..... http://www.thaingo.org/webboard/view.php?id=4092
 
     
    By: สำเนาจาก NGOs     27/05/2004 12:13 PM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 19  
     
 
ยินดีคะ .....
ขอบคุณ คุณสังคม สัญจร มากๆ นะคะ ที่กรุณาชวน
แต่ตาลยังไม่เก่งๆ อย่างพี่ๆ เค้าหรอกนะคะ
แค่คุยเล่นๆ ตรงนี้ก่อนดีกว่านะคะ :-)



โชคดีค่ะ


\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/
 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   27/05/2004 12:15 PM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 20  
     
 


เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ปัจจัยต้องเปลี่ยนแปลง ..!!

ไม่น่าแปลกใจ หรอกนะคะ .....
ที่มีคนกล่าวว่า ฝรั่งมีวัฒนธรรมในการเรียนรู้เป็นพื้นฐาน
ขณะที่คนไทยมีวัฒนธรรมของความบันเทิงเป็นมูลบทพื้นฐานในชีวิตประจำวัน
คนไทยจึง .. เล่นละครเก่ง .. พูดเก่ง .. คุยเก่ง .. ร้องเพลงก็เก่ง :-)

อย่าง คุณนิรมล เมธีสุวกุล และ คุณศุ บุญเลี้ยง .....
ที่พวกเค้าผลิตรายการสาระ เกี่ยวกับเด็กและธรรมชาติ ซึ่งสวนทางกับผู้ผลิตรายการอื่นๆ ที่มุ่งผลิตละคร เกมโชว์ หรือ มิวสิก ที่อาจจะทำรายได้มากกว่า พี่ๆ ทั้งสองคน และ ทีมงาน ไม่ใช่ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ที่ร่ำรวย หรือ ศิลปินเพลงเงินล้าน แต่พวกเค้าก็ประสบความสำเร็จจากการได้ทำงาน และ เป็นเจ้าของงานในสิ่งที่ตัวเองชอบ .. อาจเป็นเพราะงานของพี่ๆ เค้ามีโอกาสได้เดินทางไปทั่วประเทศ จึงทำให้พวกเค้าสังเกตได้ว่า สังคมของคนไทยมีมุมมองใหม่ๆ ให้ได้พบเห็นอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องราวของเด็กๆ กับความฝัน ..

จริงๆ แล้ว ถ้าคิดให้ลึกซึ้ง .....
ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราชอบคิดแทนคนอื่น ชอบเอาความรู้สึกของตัวเองมาเป็นตัวตั้ง .. ทำไมเราไม่คิดว่าเวลาอยู่ในครอบครัวเดียวกัน เราควรต้องมีกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถทำรวมกันได้ อาจมีสาระบ้าง หรือไม่มีบ้าง ก็ไม่เห็นแปลกตรงไหน ทุกอย่างในชีวิตของคนเรา ยังไงๆ ก็ต้องเรียนรู้ และ มีพัฒนาการไปเรื่อยๆ .. ผู้ใหญ่จะสนใจแต่รายการสาระของผู้ใหญ่อย่างเดียว ถูกต้องหรือ ? .. เด็ก และ วัยรุ่น ต้องดูแต่รายการเฉพาะที่เกี่ยวกับเด็กๆ เท่านั้นหรือ ? .. เราดูๆ รวมๆ กันไป พร้อมทั้งรับรู้ซึ่งกันและกัน ระหว่างผู้ใหญ่ และ เด็ก ไม่ได้หรือไงคะ ? .. แล้วพอมาวันหนึ่ง ก็มานั่งอธิบายว่านี่ควร หรือ ไม่ควร เมื่อสายไปแล้ว จะมีประโยชน์ หรือ ต่างกันตรงไหนที่ต้องแบ่งแยก เช่นนั้น ..?

กระบวนการให้ความรู้ .....
บางครั้ง ก็มักจะบั่นทอนความอยากรู้อยากเห็นของคนเราไปก็ได้ เมื่อความอยากรู้อยากเห็นน้อยลง ความคิดและจินตนาการที่สร้างสรรค์ ก็สะดุดหยุดตาม .. วิถีชีวิตในโรงเรียนแบบไทยๆ ก็ดูเหมือนสะกัดกั้นความฝันเฟื่องของเราอยู่แล้ว .. ถ้าเรามีบางเวลาที่จะได้สื่อสารแลกเปลี่ยนกันระหว่างคนในครอบครัว ก็น่าจะดีไม่น้อย ..

ทุกรายการดูได้ .....
ปู่ ย่า ตา ยาย ดูรายการธรรมะ .. พ่อดูข่าว สารคดี การบ้านการเมือง และ ร้องเรียน .. แม่ดูละคร รายการของแม่บ้าน รายการสุขภาพ .. พี่ชายดูบอล ดูหนังผี หนังฆ่ากัน และ หนังเซ็กซี่ .. น้องวัยรุ่นดูแฟชั่น มิวสิก ตลก เกมโชว์ ทอร์คโชว์ และ ถามตอบปัญหาทั่วๆไป .. น้องๆ ดูการ์ตูน และ รายการเด็กๆ

ผู้ใหญ่บางคนชอบตีค่า .....
การแสดงออกของบุคคลอื่น โดยใช้มาตรฐานของตัวเองไปชี้วัด ทำอะไรก็ต้องให้ได้อย่างใจตัว ซึ่งคงลืมนึกคิดไปว่า ตัวเองกว่าจะได้มาอยู่ในระดับนั้น ตัวก็ต้องมีวิวัฒนาการ ที่จะต้องเติบโตอย่างสมวัย .. ทุกคน ทุกระดับสมอง จะต้องเรียนรู้ไปในแนวทางเดียวกันหมด .. อย่างงั้นหรือ? .. ไม่ใช่แน่ๆ คะ :-)

ในความเป็นจริงของคนเรา .....
คนต่างจังหวัดก็ย่อมไม่รู้บางเรื่องราวของคนเมือง และ ในทางกลับกัน คนเมืองก็อาจจะไม่รู้อะไรๆ บางอย่าง ที่คนชนบทรู้ก็ได้ .. เพียงแต่ว่าคนเมืองส่วนใหญ่จะเสียงดังกว่า และ ชอบที่จะดูถูกคนอื่นตลอดเวลา แม้เพียงบางคนทำอะไรผิดไปนิด ก็ถูกว่า โง่ เสียแล้ว ..!!

สมองซีกที่เป็นเหตุเป็นผล .....
ได้พัฒนาอยู่บ้าง แต่สมองที่จะได้จินตนาการไม่มี ดังนั้นในอนาคตทุกคนก็จะกลายเป็นเหมือนเครื่องจักรกล จะคิดอะไรก็ต้องเป็นเหตุเป็นผลเสมอ ส่วนที่เป็นความรู้สึกก็คงจะหดหายไป .. แม้แต่จะยิ้ม ก็คงยิ้มแต่ปาก .. แต่ลูกกะตาและหัวใจไม่ได้ยิ้มด้วยเลย ..!!

ถึงแม้สังคมของเรา .....
จะวุ่นวายมากขึ้น .. ปัญหาซับซ้อนมากขึ้น .. แต่ก็มีองค์กรเกิดขึ้นมาเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ .. ก็แปลว่าคนได้รับรู้ และ พยายามแก้ไข .. เพียงแต่อาจจะเป็นการวิ่งตามปัญหามากไปสักนิด .. แต่อย่างน้อยเราก็ได้รับรู้ว่า เราไม่ได้สิ้นหวัง ยังมีคนทำอยู่ ..!!



โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/06/2004 01:36 AM  (203.195.105.34)
 

 
  หัวข้อ : 21  
     
 


รายการ "ถึงลูกถึงคน" ..... พูดถึงเรื่องกิ๊ก ซึ่งผู้ดำเนินรายการไปเน้นแต่เรื่องที่จะมีเพศสัมพันธ์ และ การซักถามของผู้ดำเนินรายการที่มุ่งไปแต่ประเด็น ผู้หญิงทำแบบนี้แล้ว จะดูไม่ดี ไม่กลัวสังคมจะตำหนิหรือ? แล้วอาจารย์อมรวิชช์ผู้ร่วมรายการคนหนึ่ง ก็แสดงความเห็นออกมาในทางความเสื่อมเสียของสถาบันครอบครัว ให้แนวโน้มในด้านเดียว และ ผู้ดำเนินรายการก็ไม่ได้ศึกษาและวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องกิ๊กมาอย่างละเอียด

ที่จริงเรื่องของคำว่า "กิ๊ก" ..... ไม่มีความหมายลึกซึ้งไปถึงเรื่องเพศสัมพันธ์ได้ง่ายๆ อย่างที่ผู้ใหญ่มองกัน เพราะการที่ผู้หญิงเราจะไปหลับนอนกับใครสักคนที่ไม่ใช่แฟน ไม่ได้มีความผูกพันกันมากมาย ไม่น่าจะกระทำได้ง่ายๆ แล้วก็น่าจะดูเป็นเรื่องใหญ่โต ถึงแม้จะเป็นแฟนกันจริงๆก็ตาม

ประเด็นของการมี "กิ๊ก" ..... ไม่ได้อยู่ตรงที่การมีเพศสัมพันธ์กันอย่างเดียว สังคมของเมืองไทยยังยินดียกย่องผู้หญิง ผู้หญิงที่ถูกชมว่าดี ก็ต้องเป็นประมาณแม่ศรีเรือน ผู้ใหญ่ก็ยังตั้งหน้าเลี้ยงดูลูกหลาน ให้เป็นที่พึงพอใจในค่านิยมของสังคมไทยอยู่ ยิ่งผู้หญิงเก่ง มีการศึกษาดี ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้หญิงที่ต้องการจะก้าวไปอยู่ในแถวหน้าๆ สังคมของเราก็มักจะเพิ่มคำว่าฉลาดขึ้นมาอีกด้วย ผู้หญิงที่จะดูมีค่าในสายตาของสังคมผู้ชาย ผู้หญิงก็ต้องดูฉลาด เก่งไปหมด เรียกว่าแบบทำได้สารพัดที่ผู้ชายจะนึกให้เป็นนั่นแหละ แถมปัจจุบันสื่อธุรกิจและโฆษณาในสังคมของเรา ก็มาเพิ่ม เน้นเรื่องความสวย ขาว หน้าเด้ง รักแร้ขาว มีโทรศัพท์มือถือใช้ แบบติดต่อกันได้ตั้งแต่เช้ายันเช้า จะให้เก๋เท่สุดๆ ก็ต้องมีรถขับ ถ้าผู้หญิงวัยรุ่นสมัยนี้ (ออ..ขอวงเล็บว่า...โง่ๆ นิดนึง) ขาดอะไรพวกนี้ไปสักเพียง ๑ อย่าง เค้าก็จะตีความว่าเป็น ผู้หญิงที่มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนบริบูรณ์

ความต้องการของสังคมดังกล่าว ..... ซึ่งเราเชื่อว่าผู้ชายบางคน หรือบางกลุ่มชน เป็นกลไกสำคัญในหลายเรื่อง และเอาแต่เรียกร้องจากผู้หญิงอย่างถึงที่สุด แต่สิ่งที่ตอบแทนให้กับผู้หญิงในสังคมไทย ก็ไม่ได้มีดัชนีชี้วัดว่ามีจิตใจสูงขึ้น ไปกว่าผู้ชายสมัยก่อนๆ ที่ชอบกดขี่ผู้หญิง การให้เกียรติผู้หญิงในฐานะความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน การยอมรับในความสามารถ โดยไม่วัดที่รูปร่างหน้าตา รวมกระทั่งการให้ความสำคัญต่อสถาบันครอบครัว ผู้ชายส่วนใหญ่ก็ยังมีความรับผิดชอบน้อยมาก

เราต้องยอมรับก่อนว่า ..... เด็กๆ สมัยนี้ บางคน และบางกลุ่มชน เติบโตมากับครอบครัวที่เว้าๆ แหว่งๆ ไม่ขาดพ่อ ก็ขาดแม่ หรือขาดความเข้าอกเข้าใจที่ควรจะเป็นไปตามยุคสมัยจากทั้งพ่อและแม่ บางบ้านชอบใช้เงินเป็นเครื่องต่อรองกับลูกๆ แทนการพูดคุยอย่างเข้าอกเข้าใจ

ดังนั้น ..... เรื่องความสัมพันธ์แบบ "กิ๊ก" ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเพียงแรงขับเคลื่อนบางอย่างจากโครงสร้างของสังคมไทยที่กำลังบิดเบี้ยวในเรื่องสิทธิของผู้หญิง ไม่ใช่ประเด็นที่ว่าผู้ชายทำอะไร ผู้หญิงก็ต้องทำได้ แต่เป็นเรื่องของความต้องการในเชิงลึกของการมีบทบาทในการกำหนด และ เลือกที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับชีวิต หรือ อารมณ์ของตัวเองในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น โดยมีผู้ชายเป็นวัตถุดิบที่ไม่มีอำนาจเหนือกว่า แม้ในหลายครั้งผู้ชายบางคนจะอาศัยจุดนี้ เพื่อหาประโยชน์จากความสัมพันธ์เช่นนั้น กับผู้หญิงก็ตาม

ถึงไม่มีคำว่า "กิ๊ก" ..... สังคมบางกลุ่มชนของเรา ก็มีลักษณะการกระทำของหญิงชายที่ไร้ยางอายอยู่บางแล้ว สังคมน่าจะมองย้อนกลับไปที่ครอบครัว และตำหนิผู้ใหญ่ในครอบครัวมากกว่า ที่จะมานั่งมองการกระทำของวัยรุ่น ที่พยายามหาทางออกให้กับชีวิตของพวกเค้า ไม่ว่าพวกเค้าจะกระทำการประชดประชันที่คิดออกมาอย่างผิดๆ อย่างไรก็ตาม ถ้าครอบครัวของพวกเค้าอบอุ่น มีความเอื้ออาทรต่อกันและกันอย่างสม่ำเสมอ พวกเค้าไม่มีทางไปเซาะหาความอบอุ่นนอกบ้านอย่างแน่นอนคะ

เรายังเชื่อและมั่นใจอยู่เสมอว่า .....
สถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สำคัญที่สุดของสังคมไทย
เมื่อครอบครัวอบอุ่น ทุกชีวิตจะรู้จักรักและแบ่งปัน …ฯลฯ



โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   4/06/2004 08:24 AM  (203.144.143.250)
 

 
  หัวข้อ : 22  
     
 


From : <rewat@huso.buu.ac.th>
Sent : Monday, June 21, 2004 12:36 AM
To : <numtan_kw@hotmail.com>
Subject : ผลการวัดความพร้อมด้านเทคโนโลยี


ท่านต่อต้านเทคโนโลยีมากที่สุด
แต่ท่านมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีมากที่สุด

จากดัชนีความพร้อมด้านเทคโนโลยีของ A. Parasuraman

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   21/06/2004 11:50 AM  (203.144.143.250)
 

" ?????? "    ???   test   3/02/2016 02:39 PM
     
  http://ชาติไทย.com/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/  
     

     
 
       
ชื่อ - นามสกุล ::
  *
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
       
     
 
     
 
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ


Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.