| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- - เข้าระบบผู้ดูแ | ตั้งกระทู้ใหม่ - -



"ดร.สมเกียรติ" ลอกคราบ FTA แผนเทกระจาดคลื่น 3G

“ดร.สมเกียรติ” ลอกคราบ “อภิมหาคอร์รัปชันเชิงนโยบาย” แฉเล่ห์เจรจา FTA ไทย-สหรัฐ : แผนชิงเทกระจาดคลื่น 3G

หมายเหตุ : เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2548 องค์กรภาคีต้านคอร์รัปชัน ร่วมกับมูลนิธิ ดร.ธวัช มกรพงศ์ ได้จัดการประชุมเนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (International Anti-Corruption Day) ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ และในภาคเช้าได้มีการอภิปรายเรื่อง “สถานการณ์คอร์รัปชันของไทย : ภาพลักษณ์กับความเป็นจริง” โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงต้านคอร์รัปชันเข้าร่วมหลายคน

นวัตกรรมคลื่น 3G “สมบัติชาติ” หรือ “เค้กก้อนใหม่”

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัย (ด้านเศรษฐกิจสารสนเทศ) มูลนิธิสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ กล่าวถึงสถานการณ์คอร์รัปชันของไทยระหว่างภาพลักษณ์กับความเป็นจริง หากจะมองว่าเป็นการ “แขวนหัวแกะ ขายเนื้อสุนัข” ก็ได้ แต่รู้สึกว่าระยะหลังเริ่มมีแนวโน้มว่า “หัวแกะที่แขวนไว้ ดูไปดูมา ไม่ค่อยเหมือนแกะเท่าไหร่” สิ่งที่ชัดเจนก็คือกรณีสถาบัน ”เพิร์ก” รายงานสถานการณ์คอร์รัปชันของกลุ่มประเทศในเอเซียว่า เจ้าหน้าที่รัฐไทยได้มีการเปลี่ยนกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นคุณแก่ธุรกิจส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองผู้มีอำนาจ โดยปฏิกิริยา (Reaction) ของแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน สำหรับประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งอันดับ (Rating) ไม่ดี ก็ได้มีการชี้แจงว่า “เราจะเร่งแก้ไข” ส่วนประเทศไทยมีการแสดงความเห็นว่า “สถานการณ์ของเราไม่แย่เท่าไหร่ ยังมีแย่เราอีก”

“ที่ผมแปลกใจก็คือครั้งนี้ไม่มีแม้กระทั่งโวหารที่จะพยายามบอกว่า จะพยายามแก้ไขปัญหา สมัยก่อนเราจะได้ยินคำที่บอกว่าจะทำสงครามกับคอร์รัปชัน จะปราบไม่ให้มีเหลือ ไม่ต้องมีใบเสร็จ แต่ว่าครั้งนี้แปลกใจว่า ไม่มีแม้กระทั่งโวหารเหลืออยู่เลย เป็นเพราะอะไรครับ อาจจะเป็นเพราะว่า เขา (เพิร์ก) ได้ชี้ถึงแก่นกลางของปัญหาว่า คอร์รัปชันที่มันเกิดขึ้นนั้น มันไม่ใช่คอร์รัปชันแบบมีใบเสร็จ มันไม่ใช่คอร์รัปชันแบบที่เกิดขึ้นกับบริวารไกลๆ แต่มันหมายถึงตัวของนักการเมืองซึ่งทรงอำนาจอยู่ในแผ่นดินนั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้าเกิดจะพูดว่าแก้ก็คือ ตีหัวตัวเองหรืออย่างไร ผมเห็นด้วยกับอาจารย์สังศิตซึ่งวิเคราะห์ได้อย่างน่าสนใจว่า นักการเมืองสมัยเก่าไม่สามารถจะคอร์รัปชันแบบนี้ได้ เพราะว่าเทคโนโลยีไม่ถึง และเครือข่ายไม่เพียงพอ ผมคิดว่าการที่การเมืองกับกลุ่มผลประโยชน์แยกกัน รูปแบบคอร์รัปชันคงจะเป็นแบบเดิมในอดีต คือเป็นค่าต๋ง จ่ายกันเรื่อยๆ เป็นครั้งๆ ไป แต่เมื่อมีการผนวกกันระหว่างการเมืองกับธุรกิจ จึงไม่จำเป็นต้องจ่ายต๋งกันแบบนี้อีกต่อไป แต่มันเป็นการเอื้อกัน ซึ่งก็คือสิ่งที่เพิร์กได้สะท้อนออกมา”

ดร.สมเกียรติ กล่าวต่อไปว่า เม็ดเงินในการคอร์รัปชันยุคใหม่ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากซีกรายจ่าย หรือจากงบประมาณแผ่นดินเท่านั้น การคอร์รัปชันเชิงนโยบายสามารถเกิดได้ในอีกซีกหนึ่ง คือ ซีกรายรับ คือ การยกเว้นรายรับที่ควรจะเข้ารัฐให้แก่เอกชนบางราย เช่น ผ่านเงื่อนไขของบีโอไอ (คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ตลอดจนการนำทรัพย์สินของรัฐไปขายในตลาดหลักทรัพย์ และนำทรัพย์สินประเภทคลื่นความถี่ไปจัดสรรให้เอกชน ถือเป็นรูปแบบที่หาเงินจากซีกรายรับ รวมทั้งจากผู้บริโภคและตลาดหลักทรัพย์ โดยสาขาเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ที่ชัดเจนที่สุดยังคงเป็นสาขาโทรคมนาคม ในทศวรรษก่อนเรื่องสัมปทานเป็นประเด็นใหม่ในสังคมไทย โจทย์ใหญ่แห่งความไม่ชอบมาพากลของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสัมปทานก็คือ การขอแก้สัญญาสัมปทานเป็นครั้งคราว เพื่อเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้ดีขึ้น และต่างตอบแทนแก่เจ้าหน้าที่รัฐที่อำนวยความสะดวกเป็นครั้งคราว แต่ปัจจุบันรูปแบบผลประโยชน์ทับซ้อนได้เปลี่ยนไป เพราะกลุ่มผลประโยชน์กับผู้ใช้อำนาจรัฐคือกลุ่มเดียวกัน

ทั้งนี้ ในปี 2546 ประเด็นที่ได้รับความสนใจก็คือ การแปรสัญญาสัมปทาน ซึ่งในที่สุดได้แปลงโฉมเป็นการออกพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิต (พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 โดยอนุมัติให้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมในอัตราไม่เกินร้อยละ 50 และกระทรวงการคลังได้กำหนดให้เก็บภาษีร้อยละ 2 จากรายรับของบริการโทรศัพท์พื้นฐาน และร้อยละ 10 จากบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่) โดยขณะนั้นมีการวิเคราะห์กันว่า ความล่าช้าในการจัดตั้ง กทช. (คณะกรรมการกำกับกิจการโทรคมนาคม) จะทำให้กลุ่มผู้ให้บริการที่ครองตลาด ได้รับประโยชน์ทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีคู่แข่ง แต่ในปี 2547 ประเด็นในเรื่องโทรคมนาคมก็เปลี่ยนไป เมื่อ กทช. ได้กำเนิดขึ้น ประเด็นที่น่าจับตาจึงเปลี่ยนมาที่ดาวเทียมไอพีสตาร์ (ไทยคม 4)

“ถ้าจะทำความเข้าใจเศรษฐศาสตร์การเมืองของธุรกิจโทรคมนาคม ในปี 2547 ไอพีสตาร์คือหัวใจ แต่ในปี 2548-2549 ผมคิดว่า Keyword ที่ต้องสนใจก็คือโทรศัพท์ 3G เป็นโทรศัพท์ประเภท Multi-media ที่สามารถถ่ายภาพวีดีโอและส่งต่อได้ และสิ่งที่ กทช. กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ก็คือ การออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์ 3G โดย กทช. ได้แถลงว่าจะกำหนดหลักเกณฑ์ให้แล้วเสร็จในปี 2548 เพื่อต้นปี 2549 จะได้แจกใบอนุญาตโทรศัพท์ 3G แต่คำถามก็คือทำไมต้องมีการแจกคลื่น 3G ในจังหวะเวลาแบบนี้ และการลงทุนในบริการนี้ซึ่งภาคเอกชนได้ขานรับอย่างใหญ่โต เป็นการลงทุนปกติทางธุรกิจหรือไม่ หรือมีคำอธิบายอย่างอื่น ก่อนหน้านี้มักจะมีนักข่าวถามผมว่าปี 2549 ประเทศไทยต้องเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคมตามความตกลงของ WTO จะมีผลกระทบอย่างไรต่อตลาดโทรคมนาคมไทย คำตอบคือไม่มีเลย เพราะประเทศไทยแทบไม่ได้สัญญาหรือให้พันธะกรณีอะไรที่เป็นเนื้อเป็นหนังในการเปิดเสรีตลาดโทรคมนาคม”

“การเปิดเสรีตลาดก็คือการเปิดให้คู่แข่งรายใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภค แต่ประเด็นก็คือ WTO นั้นไทยได้สัญญาไว้เพียง 4 บริการเล็กๆ คือ โทรสาร โทรเลข โทรพิมพ์ ซึ่งเราแทบจะไม่ได้ใช้บริการ ยกเว้นโทรสาร เพราะฉะนั้นต่างประเทศคงไม่สนใจที่จะมาแข่งในบริการประเภทนี้ มีตัวเดียวที่เป็นเนื้อเป็นหนังก็คือโทรศัพท์พื้นฐานที่ใช้กันตามบ้าน แต่สิ่งที่หายไปจากการเปิดเสรีตาม WTO ก็คือ ขาดโทรศัพท์มือถือและดาวเทียม แต่สิ่งที่จะกระทบต่อการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมในปี 2549 เป็นต้นไปนั้นไม่ใช่ WTO แต่เป็นการเปิดเสรีตามกรอบ FTA ซึ่งถ้าจับตามองการเจรจา FTA อย่างต่อเนื่อง เราจะพบท่าทีของเจ้าหน้าที่รัฐไทยซึ่งเรียกได้ว่าไม่ค่อยคงเส้นคงวาของน้ำเสียงในการเปิดเสรี FTA ผมคิดว่าผมมีคำอธิบาย แม้จะยังไม่ชัดเจน แต่ก็มีข้อสังเกตอะไรบางอย่างถึงความไม่คงเส้นคงวาดังกล่าว”

เจรจา FTA ไทย-สหรัฐ : ใครได้ใครเสียบนผลประโยชน์ของชาติ?

ดร.สมเกียรติ กล่าวต่อไปว่า ปี 2546 ในช่วงเริ่มแรกของการเจรจา FTA หัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย (นายนิตย์ พิบูลย์สงคราม) ระบุว่าการเจรจาจะเป็นไปอย่างไม่เร่งรีบ หากได้เงื่อนไขไม่ดีเราก็ไม่ตกลง โดยสภาพแวดล้อมในกิจการโทรคมนาคมขณะนั้น การจัดตั้ง กทช. ยังไม่แล้วเสร็จ นอกจากนี้กฎหมายประกอบกิจการโทรคมนาคมของไทยก็ยังกำหนดบริษัทต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 25% ดังนั้น การเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคมจึงเป็นอย่างเชื่องช้า ผิดกับการเปิดเสรีในสาขาที่มีกลุ่มธุรกิจใกล้ชิดกับอำนาจรัฐ เช่น ธุรกิจการบิน ซึ่งมีความกระตือรือร้นในการเปิดเสรีอย่างมาก มีการยกเลิกกฎกติกาต่างๆ เพื่อเปิดทางให้รายใหม่ที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการในตลาด และในการเจรจากับหลายๆ ประเทศ ทุกเวทีจะมีเรื่องการเปิดเสรีการบิน แลกเปลี่ยนสิทธิการบินกับประเทศนั้นๆ เพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางการบิน ซึ่งขณะนั้นนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ก็มีท่าทีเห็นด้วยกับการเจรจา FTA อย่างช้าๆ และถ้าได้เงื่อนไขไม่ดีก็ไม่ตกลง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกของการเจรจา FTA ดังกล่าว มีเงื่อนไขหนึ่งที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าจะเป็นตัวกำหนดเวลาที่สำคัญหรือไม่ กล่าวคือ ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาความตกลงทางไมตรีกับสหรัฐอเมริกา ที่ให้สิทธิสหรัฐฯ ประกอบการหรือถือหุ้นธุรกิจสาขาบริการใดๆ ในประเทศไทยได้ 100% ยกเว้น 6 สาขา ซึ่งรวมถึงกิจการโทรคมนาคมและการธนาคาร แต่ความตกลงนี้ได้หมดอายุเมื่อต้นปี 2548 เพราะขัดกับหลักของ WTO และไทยได้ขอต่ออายุความตกลงไปอีก 10 ปี

ขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกาก็มีเงื่อนเวลาสำคัญประการหนึ่ง คือ กฎหมายทางการค้าของสหรัฐฯ (Trade Promotion Authority) ใกล้จะหมดอายุ ซึ่งจะส่งผลต่อการเจรจา FTA เนื่องจากภายใต้กฎหมายนี้เมื่อสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการเจรจา FTA กับประเทศใด ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถนำกฎหมาย (ข้อตกลง) ทั้งฉบับเข้าสู่รัฐสภา โดยที่รัฐสภาทำได้เพียงยอมรับหรือไม่ยอมรับเท่านั้น (คล้ายการพิจารณาพระราชกำหนดของไทย) แต่หากกฎหมายทางการค้าฉบับนี้หมดอายุ รัฐสภาสหรัฐฯ จะสามารถแก้ไขข้อตกลง FTA ได้เป็นรายมาตรา อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้หัวหน้าคณะเจรจา FTA ฝ่ายไทยยืนยันว่า ปัญหากฎหมายการค้าของสหรัฐฯ เป็นเรื่องภายในของสหรัฐฯ ไม่ใช่เงื่อนไขที่จะบีบรัดให้ไทยต้องเร่งเจรจา เราจะเจรจาจนได้เงื่อนไขที่พอใจแล้วจึงจะยอมรับ

แต่ปรากฏว่าในปี 2548 ก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางของการเจรจา เมื่อนายกรัฐมนตรีไปเยือนสหรัฐฯ และได้เข้าพบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายกันตธีร์ ศุภมงคล) ก็ได้พบกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกของสหรัฐ หลังจากนั้นท่าทีของรัฐบาลไทยในเรื่องการเจรจา FTA กับสหรัฐฯ ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นว่า จะต้องรีบเจรจากับสหรัฐฯ ให้แล้วเสร็จภายในกลางปี 2549 เพื่อให้สหรัฐฯ สามารถลงนามความตกลงกับไทยก่อนที่กฎหมายการค้าสหรัฐฯ จะหมดอายุลง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาอีกก็คือ กระทรวงพาณิชย์ได้แก้ไขกฎกระทรวงประกอบ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่อเปิดเสรีธุรกิจบริการ 20 สาขา ทำให้วงการธนาคารของไทยที่เคยคัดค้านการเปิดเสรี ตระหนักว่าคงจะต้านไม่ไหว

ต่อมาไม่นานการแก้ไขกฎหมายประกอบกิจการโทรคมนาคมก็แล้วเสร็จ หลังจากที่รัฐบาลได้ดองไว้ตั้งแต่ปี 2546 โดยมีการแก้ไขเพียงไม่กี่มาตรา ขณะที่กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมก็มีท่าทีเหมือนยินยอมพร้อมใจในการเปิดเสรี และในช่วงเวลาใกล้เคียงกันวุฒิสภาก็ได้คัดเลือกเลือก กสช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ) แล้วเสร็จ ก่อนที่ศาลปกครองจะวินิจฉัยว่ากระบวนการสรรหา กสช. ไม่ชอบ ทำให้ กสช.ทั้ง 7 คนที่ผ่านการคัดเลือกจากวุฒิสภา ต้องสิ้นสภาพไปเสมือนไม่เคยมีการสรรหามาก่อน

“หลังจากศาลปกครองตัดสิน น้ำเสียงก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปอีกครั้งหนึ่ง บอสใหญ่ของวงการโทรคมนาคม ไปพูดในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งว่า จะไม่ขอเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคม และเมื่อ 2-3 วันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ก็บอกคล้ายๆ กับว่า เจรจากับสหรัฐฯ ไม่ต้องเร่งรีบ ดังนั้น จะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงแกว่งไปแกว่งมา ช่วงแรกบอกว่าไม่ต้องเร่งรีบ ช่วงที่สองอยากจะเร่งรีบ ช่วงที่สามกลับมาบอกว่าช้าๆ ก็ได้ ซึ่งมันจะสอดคล้องกับจังหวะก้าวในวงการโทรคมนาคมของไทย คือช่วงที่ดูเหมือนว่าพร้อมจะเปิดเสรีนั้น เป็นช่วงที่มีการตระเตรียมอะไรบางอย่าง แต่เมื่อการตระเตรียมนั้นสะดุดไป ที่สำคัญคือคำตัดสินของศาลปกครอง จังหวะก้าวในการจะเปิดเสรีก็ล่าช้าไป และดูเหมือนจะมีผลกระทบต่อ FTA โดยรวม ผมไม่อยากจะปักใจเชื่อว่า ผลประโยชน์ทางธุรกิจสาขาเดียวจะสามารถโน้มน้าวการตัดสินใจของรัฐบาลในการเจรจากับสหรัฐ ที่มีผลประโยชน์และส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวข้องกับประเทศอย่างมากมาย”

มหกรรมไล่แจกคลื่น 3G : กทช.ไร้เดียงสาหรือไร้ยางอาย!?

ดร.สมเกียรติกล่าวต่อไปว่า ในช่วงเวลานั้นผู้ประกอบการธุรกิจโทรคมนาคมแห่งหนึ่งได้ให้สัมภาษณ์อย่างมั่นใจว่า คงจะได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์ 3G ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2549 และในไตรมาสที่ 3 คงสามารถให้บริการได้ เป็นการประกาศเหมือนกับว่าตนเองได้ใบอนุญาตแล้ว รอเพียงเงื่อนไขเวลาซึ่งเชื่อมโยงกับการสรรหา กสช. ชุดใหม่ว่าจะแล้วเสร็จเมื่อใด สาเหตุที่ กสช. เข้ามาเกี่ยวข้องก็เพราะว่า ตามกฎหมายจัดสรรคลื่นความถี่กำหนดว่า กทช.จะจัดสรรคลื่นความถี่โดยลำพังมิได้ ต้องเป็นคณะกรรมการร่วมระหว่าง กทช. และ กสช. ข้อเท็จจริงทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของนโยบายเปิดเสรีและผลประโยชน์ในวงการโทรคมนาคม ดังนี้

ประเด็นที่ 1 การลงทุนในธุรกิจ 3G ที่ กทช. พยายามจะแจกใบอนุญาต ถือเป็นการลงทุนปกติทางธุรกิจหรือไม่ หากจะตีความเป็นเรื่องปกติก็ได้ เพราะเทคโนโลยีต่างๆ จะมีการเติบโตทางการตลาดลดลงเรื่อยๆ เช่น โทรศัพท์ GSM ที่เคยขยายตัวปีละ 200% ก็ลดถอยลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียง 10% ในปี 2548 และคาดว่าจะขยายตัวเพียง 7% ในปี 2549 จึงเป็นไปว่าต้องมีการนำรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดเพื่อจูงใจผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาข้อมูลจากการรับฟังความเห็นที่จัดทำโดย กทช. ก็ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าโทรศัพท์ 3G มีความต้องการจากผู้บริโภคหรือไม่ หรือหากมีก็เป็นเพียงเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แม้แต่โทรศัพท์กึ่ง 3G หรือ GPRS ในปัจจุบัน ก็มีผู้ใช้บริการเพียง 10% เท่านั้น นิตยสาร Economist ได้วิเคราะห์ว่าบริการโทรศัพท์ 3G ยังไม่มีความแน่นอนแม้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศที่ลงทุนพัฒนาโทรศัพท์ 3G ก็คือประเทศผู้ผลิตอุปกรณ์ เช่น เกาหลีใต้ ยุโรป ญี่ปุ่น สหรัฐ ประเทศเหล่านี้จึงต้องการส่งเสริมบริการโทรศัพท์ 3G เพราะต้องการขายและต้องการกำหนดมาตรฐานอุปกรณ์ในตลาด สำหรับประเทศไทยจึงไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการทำทุกอย่างเพื่อแจกคลื่น 3G

ประเด็นที่ 2 การที่ กทช.และบุคคลในรัฐบาล เช่น รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) พยายามจะผลักดันให้มีการจัดสรรคลื่นความถี่ 3G น่าจะมีคำอธิบาย 3 ประการ คือ

1) เมื่อมีบริการใหม่จะทำให้ตลาดโทรคมนาคมจะมีการกระจุกตัวและมีการควบรวมมากขึ้น เนื่องจากโทรศัพท์ 3G เป็นบริการที่ต้องลงทุนมหาศาล ผู้ประกอบการในระบบ 2G ที่ไม่เงินเพียงพอจะไม่ลงทุน เป็นเงื่อนไขบีบรัดให้มีการควบรวมกิจการมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เมื่อมีผู้ประกอบการน้อยลง ผลกระทบก็คือการแข่งขันด้านราคาจะไม่มีความจำเป็น “บิ๊กบอส” ของวงการโทรคมนาคมก็ระบุชัดว่า ปี 2549 จะหมดยุคแข่งขันด้านราคา ดังนั้น สิ่งที่คาดหมายได้คือ เมื่อมีบริการ 3G เกิดขึ้น ตลาดโทรคมนาคมจะมีลักษณะกระจุกตัวและค่อนไปทางกึ่งผูกขาดมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคจะต้องจ่ายค่าบริการที่แพงขึ้น แลกกับบริการที่ยังไม่มีความแน่ใจว่าจะได้รับประโยชน์หรือไม่

2) การแจกใบอนุญาตและคลื่นความถี่ 3G คือความพยายามแจกสมบัติที่มีค่ามหาศาลก่อนที่จะมีการเปิดเสรีโทรคมนาคม เพราะหากมีการบรรลุข้อตกลงในการเจรจา FTA ไทย-สหรัฐฯ ได้จริงในกลางปี 2549 ผู้ประกอบการสหรัฐฯ จะสามารถให้บริการโทรคมนาคมในประเทศไทยได้ และอยู่ในข่ายจะได้รับคลื่น 3G เช่นกัน ดังนั้น สิ่งที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกอบการปัจจุบันก็คือ การแจกสมบัติมีค่าเหล่านี้ก่อนที่ผู้ประกอบการต่างชาติจะเข้ามา และสิ่งที่ กทช.กำลังศึกษาอยู่ก็คือ แนวทางการแจกคลื่นความถี่แก่ผู้ประกอบปัจจุบันใน 2 แนวทาง คือ การประมูลและการประกวดความเหมาะสมในหลายๆ ด้าน โดยท่าทีของผู้ประกอบการต่างสนับสนุนให้แจกโดยพิจารณาหลายๆ ด้าน เพื่อจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากในการประมูล อย่างไรก็ตาม ในการประมูลคลื่นความถี่นั้น กทช. ได้ตั้งกฎเกณฑ์ไว้อย่างน่าสนใจมาก คือ กำหนดราคาประมูลเริ่มต้นเพียง 600 ล้านบาทเท่านั้น

“600 ล้านบาทนั้นมากหรือน้อยอย่างไร กทช.ไม่ได้พูดถึงที่มาที่ไปในการคิด แต่ผู้เกี่ยวข้องบางคนพูดทำนองว่าคนไทยมี 60 ล้านคน ถ้าใช้จ่ายคนละ 1 บาท 10 ปีก็คือ 600 ล้านบาท ที่มาที่ไปมีเพียงเท่านี้เอง แต่ไปดูการประมูลคลื่นความถี่ 3G ในต่างประเทศจะพบว่า ของเกาหลีใต้ 40,000 ล้านบาท ของสหภาพยุโรปบางประเทศก็ตกหลายหมื่นล้าน บางประเทศก็ตกเป็นล้านๆ บาท เพราะฉะนั้นมูลค่ามหาศาลจะมาเริ่มประมูลกันโดยคนเข้าประมูลมีเพียงจำนวนจำกัดไม่กี่ราย คือผู้ให้บริการโทรศัพท์ 2G ในปัจจุบัน เริ่มต้นราคาประมูลที่ 600 ล้านบาท หรือไม่ต้องประมูลด้วยซ้ำ ถ้าใช้วิธีอื่น ก็จะเป็นการทรัพย์สมบัติที่มีความจำกัดให้กับผู้ประกอบการบางรายในราคาที่ถูกมาก และถ้ามีการฮั้วกันในการประมูล เนื่องจากผู้ประกอบการมีเพียงไม่กี่รายที่อยู่ในข่ายได้ ก็จะเป็นการขายสมบัติของชาติไปในราคาที่ถูกมาก”

“คำอธิบายที่ 3 ผมคิดว่าน่าจะยิ่งมีน้ำหนักเสริมกับ 2 คำอธิบายแรกก็คือ การออกใบอนุญาต 3G เป็นขั้นตอนหนึ่งของการแปรสัญญาสัมปทาน หรือการแปรสัญญาสัมปทานทางอ้อม เนื่องจากบรรดาบิ๊กของบริษัทมือถือ ไม่เคยปกปิดเลยว่ามีความพยายามที่จะเข้าไปขอใบอนุญาตใหม่ แล้วโอนลูกค้าจากบริการ 2G ในปัจจุบัน ซึ่งต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐในอัตราที่สูง เช่น AIS ต้องจ่าย 25% แต่ถ้าเปลี่ยนไปแบบใหม่ มีการประมาณการโดยโบรกเกอร์ของฝรั่งบอกว่า ต้นทุนจะลดลงได้ 10% เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ถ้ามีการแจกใบอนุญาต 3G ผู้ประกอบการก็จะโยกลูกค้าที่อยู่ใน 2G ไปยัง 3G เพื่อที่จะไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐ แล้วถือเป็นการแปลงสัญญาสัมปทานที่พยายามดำเนินการมาแต่ทำไม่สำเร็จ มาสำเร็จด้วยวิธีการที่พิสดารเช่นนี้”

“บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งได้วิเคราะห์ในทำนองว่า การออกใบอนุญาต 3G จะเป็นวิธีการซึ่งเป็นไปได้มากที่สุดในการแปรสัญญาสัมปทาน และรัฐบาลได้ส่งสัญญาณในการสนับสนุน กทช.อย่างน้อย 2 คนก็ยืนยันว่าจะสามารถออกใบอนุญาต 3G ได้ทันเวลา บริษัทหลักทรัพย์ยังได้คำนวณว่า หากการออกใบอนุญาต 3G ล่าช้าออกไป 12-18 เดือน โดยยกตัวอย่างว่าถ้าเป็นบริษัท AIS การออกใบอนุญาต 3G ล่าช้าไป 12 เดือน มูลค่ากระแสเงินสดที่คิดมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน (หมายถึงมูลค่าของกิจการ) จะลดลงไป 8% คือ หุ้นจะลดลงไปจากประมาณ 125 บาท/หุ้น เหลือเพียง 115 บาท/หุ้น ถ้าช้าไปปีเดียว ถ้าคิดเป็นเงินก็คือ 10 บาท/มูลค่าหุ้น ถ้าคิดกับมูลค่าทั้งหมดก็จะประมาณ 24,400 ล้านบาท นั่นคือช้าไปปีเดียว ผมคิดว่าเหล่านี้คือคำอธิบายว่าทำไมถึงต้องมีความพยายามแจกคลื่นโทรศัพท์ 3G ผมคิดว่าเป็นคำอธิบาย 3 อย่างประกอบกัน หนึ่ง-คือการพยายามจะทำให้ตลาดกระจุกตัว เหลือผู้ประกอบการน้อยราย เพื่อจะชาร์ทผู้บริโภคเพิ่มขึ้น สอง-คือการแจกสมบัติที่มีค่าล่วงหน้าในราคาถูก ก่อนที่จะมีการเปิดเสรี และเมื่อมีการเปิดเสรีแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไรในการเปิดเสรี เพราะทรัพยากรที่จำกัดได้หมดสิ้นไปแล้ว และประการที่สามก็จะเป็นการแปรสัญญาสัมปทานในทางอ้อมเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายส่วนแบ่งให้รัฐ ผมคิดว่าเป็น 3 เหตุผล เป็น 3 เด้งควบคู่กัน”

บันทึกและเรียบเรียงโดย ศูนย์ข่าวประชาสังคมต้านคอร์รัปชัน (PFEC news center)

    �� : PFEC news center      ����� : 24/01/2006 01:04 PM  (202.5.86.*)

 
 

ชื่อ - นามสกุล ::
  *
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ


Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.