| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- แก้ไขข้อมูล | - เข้าระบบผู้ดูแล | ตั้งกระทู้ใหม่ - -



วัยรุ่นตีกัน เป็นความผิดของใคร?

ข่าว นักเรียนตีกัน ช่างกลตีกัน เริ่มมาบ่อยขึ้น

สาเหตุมาจากอะไร?

อันดับแรก พ่อแม่ คือ สาเหตุ ถ้าพ่อแม่ดี ดูแลลูกดี ลูกคงเลวไปไม่ได้

อันดับต่อมา คือ โรงเรียน
ครูไม่มีความสามารถในการอบรมสั่งสอน ยิ่งปัจจุบันทำตัวเป็นเจ้านาย มากจนเกินไป

แล้วค่อยไปโทษสิ่งอืนๆ


การลงโทษ นักเรียน ก็ควรนำพ่อแม่มาอบรมด้วย
จริงๆแล้ว ให้มานั่งฟังเทศน์ (หรือ ตามศาสนาของตน) สักระยะหนึ่ง ทุกๆวันด้วยกันก็จะดีนะ

    �� : พี่เก่ง     ����� : 7/09/2003 03:05 AM

 
 
�����Դ��繷��: 1

สุภาษิต ที่กล่าวว่า ..... "ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก" คงยังใช้ได้ดี



ทุกชีวิตเริ่มต้นที่ “ครอบครัวของเรา” เสมอ
คงไม่มีใคร เติบโตมาเอง โดยที่ไม่มีใครชี้แนะ อบรม และ สั่งสอน



ถ้าเราปลูกฝังสิ่งที่ดีๆ ชี้แนะ แนะนำ ให้ทั้งความคิดอ่าน และ สั่งสอน ให้กับเด็กๆ ในครอบครัวของเรา
มาตลอดชีวิตของเค้า อย่างห่วงใย และ มีความเอื้ออาทรต่อกันและกันเสมอ กับคนในครอบครัวของเรานั้น
สังคมของเราไม่เสื่อมโทรมแน่นอน แม้ปัจจุบันลักษณะความเป็นอยู่จะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
แต่การเรียนรู้ระหว่างคนต่างวัย ยังสามารถผสมผสานกันได้ลงตัว ตามสายพันธุ์ที่ถ่ายทอดออกมาจากใจรักจริงๆ
มอบความรักและปลูกฝัง "ความเป็นคน" ให้เราอย่างเต็มเปี่ยม



ปัจจุบันพ่อ แม่ ของเด็กๆ ..... จำเป็นต้องรีบหารายได้ ต้องทำงาน ต้องอดออม เพื่อสร้างฐานะให้ดีขึ้น
“เพื่อเก็บไว้ให้ใคร ?” ก็เก็บไว้ให้ลูกๆ ที่เหลวแหลกไปแล้ว หรือ เป็นโรคเอดส์ตายไปแล้วนั่นแหละ
หรือ เก็บไว้ให้ลูกคนอื่นๆ ที่จะเกิดตามมาใหม่อีก แล้วผลที่เกิดขึ้นจริงๆก็คือ
เสียลูกไป ... หนึ่งคน ... สองคน ... แล้วก็เสียไปอีกเรื่อยๆ เพราะไม่มีเวลาจะดูแลลูกๆของตัวเอง



มัวแต่หาเงินกันหมด ..... กว่าจะกลับบ้านได้ ลูกที่กลับมาจากโรงเรียนแล้ว กำลังเหนื่อย หรือ เหนื่อยมาแล้ว
ก็คงจะง่วงนอน ไม่มีเวลาที่จะพูดจา แสดงความรักใคร่ห่วงใยกันและกันเท่าไรนัก
เช้าขึ้นมา ก็อาบน้ำแต่งตัว ต่างคนต่างทำหน้าที่ตามเดิม เป็นอย่างงั้นทุกๆวัน



เพราะ ..... ความจำเป็นส่วนตัวบังคับ ที่จะต้องทำมาหากิน และ ด้วยความเชื่อถือในโรงเรียน
และ ระบบการศึกษาของประเทศว่าดีเยี่ยม ซึ่งใครๆก็คงต้องเชื่อ
ในที่สุด จึงเสียลูกไป ... หนึ่งคน ... สองคน หรือว่า ... เสียไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด



ที่จริงนั้น อยากจะบอกว่า ..... เป็นความผิดของ พ่อ แม่ นั่นแหละ เพราะ “ทิ้งลูก”
แต่ระบบของสังคมบ้านเมืองที่บังคับให้คนของสังคมเป็นเช่นนี้ ก็ดูจะผิดมากกว่า



ทางด้าน ครู อาจารย์ บางท่านนั้น ..... เท่าที่สังเกตดู ทุกวันนี้ มิได้กังวลแต่จะสอนเด็ก
หรือดูแลเด็กให้ปลอดภัยเท่านั้น แต่มีความคิดที่อยากจะเป็นนักวิชาการ
แสดงความคิดเห็นใน ... เรื่องการศึกษาบ้าง ... เรื่องการเมืองบ้าง
หรือ มิฉะนั้น ก็ไปพูดทางโทรทัศน์ เรื่องการศึกษาขั้นอนุบาลของเด็กเล็ก พูดไปเรื่อยๆ
หรือ มิฉะนั้นก็หา "ผู้ใหญ่ของบ้านเมือง" ที่ตนนับถือมาสัมภาษณ์
แล้วก็คอยสอดแทรกด้วยเสียงเบาๆว่า “ค่ะ” หรือ “ครับ”
เพื่อให้ได้มีส่วนในการพูดจาอย่างยืดยาวนั้นด้วย



ก็ไม่ได้กล่าวหาว่า ..... “ครู ทุกคน” ไปทำอย่างนั้นนะ แต่ขอพูดด้วยความจริงใจว่า โอกาสที่จะได้ออกโทรทัศน์
หรือ จะได้แสดงตนในการสัมมนา หรือ อื่นๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่า เป็นนักวิชาการมีวิชาความรู้สูงนั้น
ถึงแม้ว่าครูจะไม่ทำกันทุกคน แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นความประสงค์ของครูในปัจจุบัน กระมั้ง .....???



ทั้งนี้ ..... จึงทำให้การดูแลเด็กๆ ด้วยความจริงใจ ดูแลเด็กๆด้วยความรัก ความเมตตานั้น ก็จางลงไปได้มากพอควร
แบบนั้นจะว่าเป็นความผิดหรือไม่ ... ???



นอกจากนั้น ..... ก็ตัวพวกเค้าเหล่านั้นเอง ที่หาวิธีพักผ่อน หรือ หาโอกาสเป็นตัวของตัวเองที่ประมาทจนเกินไป
ซึ่งเราแน่ใจว่า “พวกเค้าทุกๆ คนรู้ดี ว่าพวกเค้ากำลังทำอะไรอยู่ แต่เค้าเลือกทำในทางที่ประชดชีวิต
และ เลือกที่จะสะใจกับชีวิต ในระยะเวลาสั้นๆเท่านั้นเอง”



ผลก็คือ ..... เราต้องเห็นข่าวอันน่าสมเพชนั้นๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยๆ
แล้วก็เป็นภาพที่เราออกจะลืมได้ยากเสียด้วย



ด้วยความจริงใจ ทุกคนที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ..... คงไม่มีใครเจตนาที่จะให้พวกเราเป็นเช่นนั้น
ถ้าทำได้ก็คงต้องหาทางป้องกันจนสุดกำลัง หรือ ถ้าถึงขั้นใกล้ตายแล้ว ถ้าจะให้ทำอย่างไร
เพื่อให้พวกเราฟื้นคืนชีพกลับมาได้โดยดี ก็คงทำกันทุกคน แต่ทั้งนี้ กว่าจะคิดได้ มันก็สายไปแล้ว .....??????



โชคดีค่ะ บ๊ายบายนะคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 7/09/2003 06:45 AM


�����Դ��繷��: 2

ลูกพ่อ!!!! (ภาคของลูกพ่อ)

๏๏๏ ลูกรัก .................... พ่อฟูมฟักราวกับไข่อยู่ในหิน
เจ้าอยากได้สิ่งใดหาให้กิน .................... ไม่ต้องดิ้นให้เหนื่อยยากลำบากกาย
เมื่อรู้ความตามใจสารพัด .................... ไม่เคยขัดสิ่งจรุงที่มุ่งหมาย
จะสิ้นเปลืองเท่าใด ไม่เสียดาย .................... ใครกระทบแม้เพียงชายยังขัดเคือง
อันเงินทองมากน้อยคอยจัดสรร .................... ให้เหนือคนทุกชั้นในทุกเรื่อง
บารมีพ่อเจือจานทั้งบ้านเมือง .................... เจ้าอ่าโอ่โตเขื่องประเทืองใจ

๏๏๏ ลูกเอ๋ย .................... กระไรเลยก่อเหตุเภทภัยใหญ่
ยังมีแต่อารมณ์ไม่สมวัย .................... ต้นตระกูลจะบรรลัยในครั้งนี้
ให้ทำการงานใดเป็นได้เรื่อง .................... จนมีเหตุต่อเนื่องไปทุกที่
ไม่คบหาปะปนกับคนดี .................... อันธพาลบรรดามีคลุกคลีกัน
เที่ยวอวดเบ่งไม่เกรงใจกับใครทั่ว .................... อันความชั่วกลั้วเกลือกไม่เลือกสรร
พ่อต้องเที่ยวแก้ไขไม่เว้นวัน .................... ต้องพากันอดสูหดหู่ใจ

๏๏๏ ลูกพ่อ .................... พ่อก็เฝ้าพะเน้าพะนอเอาใจใส่
โอ้กรรมเวรเบนผันไปฉันใด .................... ไม่เข้าใจใยจึงเป็นไปเช่นนี้ ....?????

____________________________________
ที่มา :::http://www.meechaithailand.com
บทกลอน "ลูกพ่อ!!!!" โดย คุณมีชัย ฤชุพันธุ์

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 7/09/2003 06:46 AM


�����Դ��繷��: 3

ลูกพ่อ!!!! (ภาคของลูก)

๏๏๏ พ่อครับ .................... ลูกจะกลับตัวได้อย่างไรเล่า
พ่อทำแบบอย่างให้แต่วัยเยาว์ .................... จึงไม่เข้าใจวิถีแห่งชีวิต
พ่อคอยให้แต่เงินทองของโก้หรู .................... ไม่เคยชี้ให้ดูว่าถูกผิด
ไม่เคยให้เวลามาใกล้ชิด .................... คนสุจริตพ่อเคยด่าว่าโง่งม
ผมคบเพื่อนเชือนแชแส่หาเรื่อง .................... ใช้เงินเปลืองหว่านไป พ่อให้ถม
พ่อมีเงินมากมายไม่ล่มจม .................... แถมยังชมรู้จักหาบารมี

๏๏๏ ผมยิงใส่ผู้คนจนแทบดับ .................... พ่อออกรับว่าไอ้นั่นมันใส่สี
ผมเข้าผับกินเหล้าเคล้านารี .................... พ่อว่าดีรู้จักหาประสบการณ์
ผมจะทำงานใดพ่อไม่ห่าง .................... อยู่เคียงข้างเป็นธุระคอยประสาน
เรื่องวิ่งเต้นรั้งเหนี่ยวพ่อเชี่ยวชาญ .................... ตำแหน่งงานผมรุดหน้าเหนือกว่าใคร
พ่อชื่นชมบารมีที่ผมสร้าง .................... พ่อชื่นชมความกร่างความยิ่งใหญ่
มาบัดนี้พ่อจะจับผมกลับใจ .................... เหมือนดัดไม้เมื่อต้นแก่ ให้แปรพันธุ์

๏๏๏ พ่อเลือกพันธุ์ปลูกต้นไม้และให้น้ำ .................... คอยตอกย้ำจนโตใหญ่ดังใฝ่ฝัน
จะหวังให้เถามะระต้นมะดัน .................... เปลี่ยนแปรพันธุ์เป็นต้นรังได้ดังฤา
ผมจึงเป็นดังเช่นที่เป็นอยู่ .................... ไม่เคยรู้ผิดถูกเหมือนลูกดื้อ
ยังจะสร้างความป่วนปั่นลั่นระบือ .................... ให้คนลือว่ายิ่งใหญ่ในแผ่นดิน .....?????

____________________________________
ที่มา :::http://www.meechaithailand.com
บทกลอน "ลูกพ่อ!!!!" โดย คุณมีชัย ฤชุพันธุ์

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 7/09/2003 06:53 AM


�����Դ��繷��: 4

ผมคิดว่าเกิดจากการที่ คนทำอาวุธมาพอดีคนที่ตีกันมากกว่า
เพราะถ้าพวกเขาถือไม่ได้ก็คงไม่ตีกัน

    �� : ผมวิลลี่   Mail to ผมวิลลี่  ����� : 8/09/2003 08:59 PM


�����Դ��繷��: 5

คิดว่าตอนรับสมัครเข้าเรียนน่าจะมีการทำสัญญาระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครองของเด็กว่า.... ถ้าเด็กไปมีเรื่องตีกัน ให้ทำการปรับผู้ปกครองเป็นเงินจำนวนเท่าใดว่าไป (มากๆๆ หน่อย) และถ้าเด็กไปตีกันเกินกี่ครั้งให้ทำการปรับขั้นสูงสุดและให้ปลดเด็กออกจากสถาบันการศึกษานั้นไป

ผมคิดว่า.... เด็กเมืองไทยที่ทำตัวเลวอยู่ปัจจุบัน ต้นเหตุมาจากพ่อแม่ทั้งนั้น คือการตามใจ ทำผิดก็บอกว่าไม่ผิด หรือผิดก็ไปช่วยให้พ้นออกมา (ทำผิดต่ออีก) เพราะฉะนั้นทางแก้ปัญหาของวัยรุ่นสังคมไทย น่าจะไปเริ่มที่สถาบันครอบครัวเป็นหลัก ......

เป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัว

    �� : คนไกลบ้าน     ����� : 9/09/2003 01:09 AM


�����Դ��繷��: 6

ผมว่าทุกฝ่ายแหละนะ มีส่วนหมดแหละ
จริงๆแร้ว มันสืบเนื่องถึงกันหมด แบบ....ว่า กระเพาะไม่ดี ก็ส่งผลให้เลือดไม่พอใช่ป่าวอ่ะ

ครอบครัวต้องมองไปที่ตัวเอง แล้วแบ่งเวลาเอาใจใส่อีกมากๆๆๆๆ

เพื่อนฝูงต้องลากกันไปในทางดีนะ

ครู-อาจารย์ต้องหมั่นฝึกสอน อบรม บ่มนิสัยเด็กครับผม

ตัวเองต้องรู้จักรักตัวเองด้วย ถึงจะดี จ๊ะ

สื่อต้องสร้างกรอบสังคมที่จะยกย่องคนดี ไม่ใช่เหยียบจมดิน หรือ อิจฉาริษยากัน555

ทุกๆคนในสังคมต้องฝึกภาวนา ชำระ กาย วาจา ใจตนเองนะ จะมีแต่สันติภาพครับผม.... ผมว่านะ

    �� : นรชาติ     ����� : 9/09/2003 05:38 PM


�����Դ��繷��: 7

ครูหยุยติงรัฐหยุดทำกิจกรรมเพื่อสนองทุนนิยม

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือครูหยุย ส.ว.กรุงเทพฯ ประธานคณะกรรมาธิการสตรี เยาวชน และผู้สูงอายุ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่ภาครัฐจัดงานมหกรรมคอนเสิร์ตรณรงค์ในลักษณะเช่นนี้ เพราะเป็นการคิดที่ไม่รอบด้านและยังเป็นการตอกย้ำค่านิยมผิดๆ เนื่องจากวิธีการรณรงค์มีมากมายหลายวิธี

ครูหยุย ยังตั้งคำถามไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ไม่มีสติคิดกิจกรรมอย่างอื่นแล้วหรืออย่างไร เช่น ให้เด็กรวมกลุ่มทำกิจกรรมเพื่อสังคม กลับคิดเพียงแค่ตอบสนองระบบทุนนิยมเท่านั้น และยังเปิดเวทีให้มารวมตัวกันอย่างถูกกฎหมาย แต่ไม่เข้าใจจิตวิทยามวลชน ไม่สามารถจัดการฝูงชนหรือควบคุมเหตุการณ์ได้ และยังปัดว่าไม่ใช่ความผิดของตัวเอง

“คุณไม่รู้จิตวิทยามวลชน วัยรุ่นที่มาดูคอนเสิร์ตไม่มีใครสนใจเนื้อหาของงานว่า ภาครัฐรณรงค์เรื่องอะไร มิหนำซ้ำบรรยากาศการจัดงานยิ่งดึกเพลงก็ยิ่งเพิ่มความรุนแรงขึ้น ร็อคกันดังสนั่น สังคมไทยเป็นสังคมที่ใช้เด็ก วัยรุ่น เป็นเพียงเหยื่อของสินค้า บริษัทเทปเป็นผู้ได้ประโยชน์ โปรโมทเพลงโดยไม่ต้องเสียเงิน" นายวัลลภ กล่าว

ส.ว.คนดัง กล่าวย้ำว่า ยิ่งไปกว่านั้นท่าทีของรัฐมนตรีบางคนและภาครัฐ กลับพยายามปกป้องตัวเองแทนที่จะออกมาขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้น ต้องออกมายอมรับว่า คุมสถานการณ์ไม่ได้ เป็นความผิดพลาด และต้องถือเป็นบทเรียน ไม่ใช่ออกมาประณามเด็ก ซึ่งในต่างประเทศเขาไม่ทำกันอย่างนี้

"น่าจะรู้ดีว่า เด็กไทยเรา วุฒิภาวะยังไม่เพียงพอ ที่ผ่านมาเด็กวัยรุ่นเผชิญกับปัญหา 3 รูปแบบ คือ ท้อง แท้ง ทิ้ง, มึน มัน เมา และตี ต่อย ตาย ซึ่งทั้งหมดนี้รากเหง้าของปัญหาคือ สังคมไทยปล่อยปละละเลยให้เด็กและเยาวชนทำผิดสะสมเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่า สิ่งที่ทำนั้นผิดจนกลายเป็นเรื่องปกติ และเมื่อยิ่งรวมตัวเป็นกลุ่มใหญ่ๆ และกลายเป็นพลังก้าวร้าวโดยไม่รู้ตัว กฎหมายต้องจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้น" ส.ว.กรุงเทพฯ กล่าว

สำหรับกรณีที่เด็กวัยรุ่นตีกัน ครูหยุย กล่าวว่า เมื่อจับได้ต้องแยกคดี พวกอาญาก็จัดการตามกระบวนการกฎหมาย ขณะที่พวกตีกันกลุ่มใหญ่ ยังไม่ปรากฏความผิดชัดเจน ต้องขึ้นบัญชี ถ่ายรูปไว้ หากกระทำผิดซ้ำต้องส่งไปฝึก รด. 6 เดือนถึง 2 ปี ที่เขาชนไก่ หยุดเรียนไปเลยช่วงหนึ่ง ไม่เสียหาย ให้รู้ถึงความยากลำบากและมีระเบียบวินัย

http://202.60.196.115/lastnews/showlastnews.php?id=3700525

    �� : พี่เก่ง     ����� : 9/09/2003 05:40 PM


�����Դ��繷��: 8

บทความคัดลอก ของ อ.เกษียร
http://www.thaingo.org/ngo_info/book_041.htm
หากวิเคราะห์เจาะลึกลงไปจากมุมมองของปรัชญาการเมืองคลาสสิกตะวันตก ก็อาจกล่าวได้ว่า ต่อคำถามที่ว่า: - “อนาธิปไตย” น่ากลัวเสมอไปหรือ? คำตอบทางปรัชญาการเมืองที่แท้ก็คือ: - ไม่แน่เสมอไปดอก ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับว่ามองสันดานมนุษย์ยังไง...

ถ้ามองสันดานมนุษย์แย่ เห็นว่ามนุษย์มีธาตุแท้เป็นอินดิวิด้วนขี้เหม็นเห็นแก่ตัวสุดโต่ง โลภโมโทสันและหิวกระหายอำนาจไม่หยุดหย่อน ขาดเหตุผลและศีลธรรมกำกับตน ไม่มีน้ำใจเผื่อคนอื่น ไม่เอาหมู่เอาพวกเลย และจะเบรกให้หยุดได้ก็แต่ด้วยความกลัวโดยเฉพาะกลัวเจ็บกลัวตายเท่านั้นแล้ว, แน่นอนว่าขืนปล่อยมนุษย์เห้ ๆ แบบนี้ให้อยู่กันเองแบบไร้รัฐคอยควงกระบองขึ้นลำปืนกำกับควบคุมกำราบปราบปราม ตีกรอบกติกาให้อยู่ในระเบียบวินัยและรู้จักหน้าที่ มันก็ย่อมต้องคดโกงฉุดคร่าปล้นฆ่าข่มขืนก่อม็อบประท้วงเผาบ้านเผาเมืองกันเละตุ้มเป๊ะ

ฉะนั้น แอ่น แอ๊น ระบอบปกครองเดียวที่เหมาะกับมนุษย์เห้ ๆ เหล่านี้ก็คือเผด็จการสมบูรณาญาสิทธิ์ที่ให้อำนาจผู้ปกครองเด็ดขาด สามารถจำกัดลิดรอนสิทธิพลเมืองอย่างไร้ขีดจำกัด จะได้สร้างความกลัวสุดขีดขึ้นข่มทับสันดานใฝ่ต่ำขี้เหม็นเห็นแก่ตัวของไพร่ข้าพลเมืองได้ ขู่ให้คนชั่ว ๆ เห้ ๆ เหล่านี้สยบระยอบย่อหงอฝ่อต่ออำนาจรัฐเด็ดขาดสัมบูรณ์นั้นจนยอมถอยเข้าไปอยู่ในกรอบได้ เยี่ยงนี้แล้วจึงจะเกิดความสงบราบคาบขึ้นในบ้านเมือง...ส่ง เสริมบรรยากาศการลงทุน กระตุ้นการพัฒนาชาติ ผลักดันการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นแบบทันสมัย ฯลฯ

สรุปก็คือ หากมองสันดานมนุษย์แย่ (pessimism) -> อนาธิปไตยก็ย่อมไม่ดี (anarchy is bad) -> อำนาจรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ก็จะจำเป็นและดี (absolute state power is necessary and good)

แต่หากมองกลับกัน คือมองว่าสันดานมนุษย์ดีพอควร คือเป็นอินดิวิด้วนนั่นแหละ แต่ก็เป็นสัตว์สังคมด้วย ฉะนั้นจึงมีทั้งด้านที่เห็นแก่ตัวและเห็นแก่หมู่พวกชุมชนและเพื่อนร่วมโลกคนอื่นไปด้วยกัน, ไม่ใช่สัตว์ป่าสารเลวกระหายห่าบ้าเลือด ตั้งหน้าตั้งตาแต่จะทำร้ายเข่นฆ่าปล้นชิงกันท่าเดียว หากมีเหตุผลหรือมโนธรรมประจำใจ รู้ว่าอะไรควรไม่ควร, หากมองแบบนี้ ภาวะธรรมชาติที่ไร้รัฐ (the stateless state of nature หรือนัยหนึ่งภาวะที่ผู้คนอยู่กันเองโดยไม่มีตุลาการที่ทุกฝ่ายยอมรับสิทธิอำนาจร่วมกันคอยตัดสินข้อพิพาท) ก็ย่อมไม่ใช่ภาวะที่ใครนึกจะทำระยำตำบอนอะไรก็ทำได้ตามใจชอบ (the state of licence) และไม่จำต้องเลวร้ายกลายเป็นภาวะสงคราม (the state of war หรือนัยหนึ่งเกิดการใช้กำลังโดยอธรรมประทุษร้ายกัน) เสมอไป เพราะต่อให้ไม่มีรัฐ-ตำรวจ-ศาล-ทหาร--คุกตะรางคอยควงกระบองขึ้นลำปืนกำกับบังคับกำราบปราบปราม ผู้คนก็ยังมีเหตุผลมีศีลธรรมกำกับในกมลสันดานตามสมควร พอจะพูดคุยกันรู้เรื่องและอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนอย่างสันติได้ตามธรรมเนียมประเพณีที่มีมา

ฉะนั้น แอ่น แอ๊น ระบอบปกครองที่เหมาะแก่ผู้คนที่มีเหตุผลมีศีลธรรมเหล่านี้ก็คือระบอบเสรีประชาธิปไตย ที่พวกเขาในฐานะเสรีชนโดยธรรมชาติตกลงสละความเป็นไทแก่ตัวและสิทธิโดยธรรมชาติ(บางส่วน)ทำสัญญาประชาคมสร้างขึ้น โดยยอมตามมติเสียงข้างมากที่เลือกตั้งตัวแทนไปตรากฎหมายบ้านเมืองเป็นกติกาในการอยู่ร่วมกัน

    �� : ขวาหัน   Mail to ขวาหัน  ����� : 14/04/2005 02:36 PM


�����Դ��繷��: 9

ที่พูดถึงครู ..ยิ่งปัจจุบันทำตัวเป็นเจ้านาย มากจนเกินไป.. 55555 โคตรตรงใจเลยครับ

ไม่ต้องแยกช่างกลกับสายสามัญก็สิ้นเรื่อง ให้พวกด็อกเตอร์,นักวิชาการซ่อมรถเป็นไม่ดีเหรอ แล้วทำไมเด็กซ่อมรถต้องเป็นคนด้อยความรู้ ให้เรียนรวมๆกันไปเลยจิ

    �� : Max   Mail to Max  ����� : 18/04/2005 06:34 PM



ชื่อ ::
  *
  รหัสผ่าน ::  
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ

Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.