| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- แก้ไขข้อมูล | - เข้าระบบผู้ดูแล | ตั้งกระทู้ใหม่ - -



เขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก เปิดแล้ว

พญามังกรได้ฤกษ์ปล่อยน้ำเข้าเขื่อนยักษ์
โดย ผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.asp?NewsID=4674325997232
ภาพ: การปล่อยน้ำเข้าเขื่อนซันเสียระยะที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2546

ซินหัวเน็ต-เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2546 พญามังกรได้ฤกษ์ปิดประตูระบายน้ำเขื่อนซันเสีย ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อปล่อยน้ำเข้าสู่อ่างเก็บน้ำของเขื่อนอย่างเป็นทางการ ซึ่งตามกำหนดการระดับน้ำจะขึ้นถึงระดับสูงสุดที่ 135 เมตรในวันที่ 15 มิถุนายน และจะดำเนินการทดลองการผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นลำดับต่อไป

ทั้งนี้ หลังจากที่อ่างเก็บน้ำทำงานเต็มที่ จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำระหว่าง 30-40 เมตร ซึ่งอาจส่งผลให้เนื้อดินบริเวณใกล้เขื่อนบางส่วนที่ไม่แข็งแรง เกิดการทรุดหรือถล่มได้ง่าย ดังนั้น จีนจึงได้สร้างระบบการพยากรณ์ภัยพิบัติทางธรณี ที่อาศัยการสำรวจผ่านดาวเทียมแบบ GPS ขึ้น เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเนื้อดิน และป้องกันความเสียหายได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะพื้นที่ในตำบลวู่ซัน และเมืองเฟิ่งเจี๋ยที่สร้างขึ้นใหม่.

    �� : พี่เก่ง     ����� : 2/06/2003 11:24 AM

 
 
�����Դ��繷��: 1

ภาพ: เมืองเฟิ้งเจี๋ยใหม่ หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษเพื่อป้องกันภัยพิบัติทางธรณี

-------------------------------------------------------------

จีนพร้อมเดินเครื่องเขื่อนใหญ่ที่สุดในโลก
โดย ผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th/china/ViewNews.asp?NewsID=4629670693278
ซินหัวเน็ต-พญามังกรได้ฤกษ์ปิดประตูระบายน้ำเขื่อนซันเสียอย่างเป็นทางการ เพื่อปล่อยน้ำเข้าสู่อ่างเก็บน้ำของเขื่อนระยะแรกเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2546 ด้วยความสูงของระดับน้ำที่ 135 เมตร หลังจากนั้นเขื่อนยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลกบนฝั่งน้ำแยงซีเกียง จะมีบทบาทหน้าที่หลักในเบื้องต้น ดังนี้

อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่
ด้วยจุดประสงค์ของการเป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก จึงจำเป็นต้องอาศัยเขื่อนยักษ์ซันเสียให้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำขนาดมหึมาเพื่อยกระดับน้ำให้สูงขึ้น ก่อนจะผันไปใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยปกติแล้วระดับน้ำหน้าเขื่อนจะมีความสูงอยู่ที่ 70 เมตรจากระดับน้ำทะเล แต่หลังการปิดประตูน้ำอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิถุนายน 2546 จะทำให้ระดับน้ำในเขื่อนสูงขึ้นไปถึง 135 เมตร ส่งผลให้อ่างเก็บน้ำของเขื่อนซันเสียจุน้ำได้กว่า 12,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพียงพอต่อการผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนให้กับของสถานีต่างๆ

ตามกำหนดการก่อสร้างโครงการเขื่อนซันเสีย ในเดือนสิงหาคมและตุลาคม 2003นี้ จะมีสถานีผลิตกระแสไฟฟ้าขนาด 700,000 กิโลวัตต์เกิดขึ้น 4 แห่ง สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยปีละประมาณ 5,500 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง

อีกทั้ง ตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นไปถึงปี 2009 จะมีการสร้างสถานีผลิตกระแสไฟฟ้าอีกปีละ 4 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เฉลี่ยปีละ 3,200 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง โดยโรงไฟฟ้าเพียงแห่งเดียวก็สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชากรจำนวน 1,000,000 คน

ทั้งนี้ รัศมีการจ่ายไฟฟ้าของเขื่อนซันเสียครอบคลุมพื้นที่เป็นอาณาบริเวณกว้างถึง 1,000 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งภาคเหนือ-ใต้-ตะวันออก ตั้งแต่มณฑลเหลี่ยวหนิง จี๋หลิน เฮยหลงเจียง ทิเบต ไปจนถึงไห่หนัน พร้อมทั้งยังผลิตไฟฟ้าป้อนให้กับเมืองที่เป็นฐานอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วย

ปรับโฉมหน้าการเดินเรือ
เขื่อนซันเสียยังมีประโยชน์ช่วยให้การเดินเรือข้ามฝากมีความสะดวกรวดเร็วขึ้น ด้วยการเป็นอู่จอดเรือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาอุปสรรคการเดินเรือที่มีมายาวนานของแม่น้ำแยงซีเกียง โดยคาดว่าในแต่ละปีจะสามารถรองรับการขนส่งในแต่ละเส้นทางได้ถึง 50,000,000 ตัน โดยสามารถรองรับการเดินเรือที่มีขนาดใหญ่ถึง10,000 ตันได้

พร้อมกันนั้น ยังช่วยปรับโฉมสภาพการเดินเรือในแม่น้ำฉางเจียง(แยงซีเจียง)ให้ดียิ่งขึ้น ตลอดเส้นทางคมนาคมทางน้ำยาว 660 กิโลเมตรจากเมืองอี๋ชังในมณฑลหูเป่ยถึงเมืองฉงชิ่งซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลกลางโดยตรง มีช่วงที่น้ำไหลเชี่ยว หาดหินโสโครกที่อันตราย และชายหาดที่ตื้นเขิน ซึ่งไม่เหมาะกับการเดินเรือเป็นระยะทางยาวถึง 550 กิโลเมตร ทำให้ปัจจุบันสามารถเดินเรือขนส่งที่มีขนาดเพียง 1,500 ตันเท่านั้น

นอกจากนั้น เมื่อเข้าสู่ฤดูน้ำแห้งขอด มักจะประสบปัญหาเรือเกยตื้นเป็นประจำ โดยเฉพาะบริเวณลำน้ำช่วงจิงเจียง ดังนั้นเมื่อมีการปล่อยน้ำเข้าเขื่อนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะสามารถอาศัยน้ำในเขื่อนมาช่วยในการปรับระดับน้ำตลอดลำน้ำได้

สกัดภัยน้ำท่วมช่วงจิงเจียง
อุทกภัยของแม่น้ำฉางเจียงช่วงจิงเจียงเมื่อปี 1998 ยังคงทิ้งความหวาดหวั่นไว้ให้กับประชาชนชาวจีน ดังนั้น ภายหลังปฏิบัติการระยะแรกของเขื่อนยักษ์ เป้าหมายหลักอย่างหนึ่งก็เพื่อช่วยลดอัตราการเกิดภัยน้ำท่วมของลำน้ำช่วงจิงเจียงจาก 10 ปีหนึ่งครั้ง เป็น 100 ปีอาจจะเกิดขึ้นสักหนึ่งครั้ง.

    �� : พี่เก่ง     ����� : 2/06/2003 11:26 AM


�����Դ��繷��: 2


ข้อมูลพื้นฐานและแผนที่ตั้งเขื่อนซันเสีย
โดย ผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th/china/viewNews.asp?newsid=4685792977213
ชื่อเขื่อน : ศูนย์ควบคุมการชลประทานซันเสีย

ที่ตั้ง: บริเวณหุบเขาซีหลิงเสีย เมืองอี๋ชัง มณฑลหูเป่ย

ระยะเวลาก่อสร้าง : 17 ปี แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่หนึ่ง 5 ปี ตั้งแต่ปี 1993 -1997 ระยะที่สอง 6 ปี ตั้งแต่ปี 1997 – 2003 และระยะสุดท้ายอีก 6 ปี ตั้งแต่ปี 2003 – 2009

ตัวเขื่อน : เป็นเขื่อนคอนกรีตบดอัดแน่น ความสูง 185 เมตร ความยาว 3,035 เมตร ระดับกักเก็บน้ำสูงสุดในภาวะปกติ 175 เมตร ความจุทั้งสิ้น 39,300 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่ว่างเพื่อป้องกันน้ำท่วมอีก 22,150 ล้านลูกบาศก์เมตร

โรงไฟฟ้า : กำลังผลิต 110,000 กิโลวัตต์ ผลิตพลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยปีละประมาณ 84,900 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง

การอพยพ : เมื่อสิ้นสุดโครงการจะมียอดผู้อพยพออกจากพื้นที่ทั้งสิ้น 1,131,800 คน พื้นที่ที่จมอยู่ใต้น้ำราว 287,530,458 ตารางเมตร

งบประมาณ : ตามตัวเลขประมาณการณ์เมื่อปี 1993 เขื่อนซันเสียมีงบประมาณลงทุนทั้งสิ้น 95,460 ล้านหยวน

    �� : พี่เก่ง     ����� : 2/06/2003 11:28 AM


�����Դ��繷��: 3

ภาพ: ส่วนหนึ่งของซากโบราณวัตถุที่ได้รับการกู้ขึ้นมา
-------------------------------------------------------

จีนอพยพโบราณวัตถุครั้งใหญ่ ก่อนซันเสียเดินเครื่องเฟสแรก
โดย ผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th/china/ViewNews.asp?NewsID=2000000019654
ส่วนหนึ่งของซากโบราณวัตถุที่ได้รับการกู้ขึ้นมา ไชน่าเน็ต- จีนบรรลุการขุดค้นทางโบราณคดีในบริเวณพื้นที่เขื่อนซันเสียช่วงเมืองฉงชิ่ง ก่อนที่จะมีการปล่อยน้ำเข้าเขื่อนในวันที่ 1 มิถุนายน ซึ่งจะเพิ่มระดับน้ำในเขื่อนสูงขึ้นเป็น 135 เมตร

เฉียวเหลียง ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ศึกษาวิจัยโบราณคดีแห่งประเทศจีน กล่าวว่าการกู้ซากโบราณวัตถุในบริเวณเขื่อนซันเสียของจีนครั้งนี้ นับเป็นการทุ่มเทครั้งประวัติศาสตร์ ทั้งด้านกำลังคนและเทคนิควิทยาการ

การสร้างเขื่อนซันเสียที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกระยะแรก ทำให้พื้นที่ขนาด 632 ตารางกิโลเมตรต้องจมอยู่ใต้น้ำ และจีนได้ระดมกำลังผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีมากถึง 2 ใน 3 ของประเทศ มาช่วยกันศึกษาและกู้ซากโบราณคดีในบริเวณนี้ ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก

เซ่าเว่ยตง รองผู้อำนวยการสำนักงานอนุรักษ์โบราณวัตถุใต้เขื่อนซันเสีย แห่งเมืองฉงชิ่ง กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 1997- 2002 ได้ใช้งบประมาณเพื่อการขุดค้นโบราณวัตถุใต้เขื่อนซันเสียช่วงเมืองฉงชิ่งไปแล้วถึง 248 ล้านหยวน โดยได้ค้นพบโบราณวัตถุล้ำค่ากว่า 4,000 ชิ้น และวัตถุโบราณอื่นๆ อีกกว่า 30,000 ชิ้น

พื้นที่ขุดค้นทางโบราณคดีใต้เขื่อนซันเสียช่วงเมืองฉงชิ่งนี้ มีทั้งสิ้น 310 แห่ง กินอาณาบริเวณกว้างถึง 570,000 ตารางเมตร ซึ่งจะช่วยการวิจัยด้านวัฒนธรรมโบราณใต้น้ำ อีกทั้งช่วยเรียงลำดับพัฒนาการยุคก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่ดังกล่าวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน การขุดค้นโบราณวัตถุในพื้นที่ดังกล่าวสำเร็จแล้วเสร็จไป 116 แห่ง มีการเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุเพื่อการอนุรักษ์ 43 รายการ กำหนดเป็นพื้นที่เพื่อการสงวนรักษา 15 แห่ง และเป็นพื้นที่ที่จะดำเนินการอื่นๆต่อไปอีก 58 แห่ง

ในจำนวนนี้ โครงการอนุรักษ์แผ่นหินแกะสลักอักษรสมัยราชวงศ์ถังที่มีชื่อว่า ‘ไป่เห่อเหลียง’ ได้เริ่มดำเนินการแล้วและคาดว่าจะเสร็จสิ้นในปี 2006 ส่วนโครงการย้ายศาลจางเฟย(เตียวหุย)ลุล่วงไปแล้วกว่าครึ่ง คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคมนี้ ขณะที่โครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ซันเสียที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2001 ก็กำลังเร่งดำเนินการให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อให้ทันตามกำหนดการเปิดให้เข้าชมในปี 2004 โดยจะรวบรวมวัตถุโบราณที่ขุดพบทั้งหมดมาตั้งแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว

นอกจากนั้น ผู้เชี่ยวชาญยังได้นำวิทยาการอันก้าวหน้ามาช่วยในการขุดค้นสถานที่ที่มีซากปรักหักพังได้อย่างแม่นยำ อาทิ เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล การสำรวจพื้นดินด้วยเรดาร์ ไปจนถึงการขุดค้นโดยเปิดหน้าดินเพียงเล็กน้อย ซึ่งช่วยให้การขุดค้นมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น

ทั้งนี้ พื้นที่การกู้ซากโบราณวัตถุใต้เขื่อนซันเสีย มีทั้งหมด 1,087 แห่ง ซึ่งจะใช้งบประมาณดำเนินการรวม 1,000 ล้านหยวน โดยจะแล้วเสร็จก่อนที่เขื่อนยักษ์ดังกล่าวจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2009.

    �� : พี่เก่ง     ����� : 2/06/2003 11:31 AM


�����Դ��繷��: 4

ซ้าย)ภาพเมืองเฟิ่งเจี๋ยเดิมก่อนถูกอพยพ (ขวา)ภาพเหมือน ‘เมืองเฟิ่งเจี๋ยเก่า’บนกำแพงหินใน‘เมืองเฟิ่งเจี๋ยใหม่’

    �� : พี่เก่ง     ����� : 2/06/2003 11:32 AM


�����Դ��繷��: 5


ตอนที่ ..... ตาลไปเที่ยวอเมริกา ทางทัวร์พาไปชมเขื่อน ฮูเวอร์ [Hoover Dam] ที่อยู่ระหว่างชายแดน รัฐเนวาดา กับ รัฐอาริโซนา เขื่อนนี้ครั้งหนึ่งก็นับว่าเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดของโลกเช่นกันคะ

ยังจำได้ว่า ..... วันที่เดินทางไปถึงเป็นช่วงบ่ายใกล้เย็นแล้ว วันนั้นท้องฟ้า สีฟ้าใส สว่าง สวยมากคะ เสียงไกด์อธิบายว่า เขื่อนฮูเวอร์ นี้ สร้างขึ้น เพื่อกั้นน้ำ จากแม่น้ำโคโลราโด ไม่ให้น้ำท่วม ในช่วงฤดูร้อน ที่หิมะละลายลงมาจากภูเขา เค้าอธิบายว่า เขื่อนฮูเวอร์ นี้ นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกสมัยใหม่ เพราะเมื่อปี ค.ศ. 1930 นั้น ไม่มีใครคิดว่าจะทำเขื่อนโค้งได้ และ อยู่ทนทานมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งที่เค้าคำนวณว่าจะอยู่ใช้งานได้ไม่เกิน 50 ปี เท่านั้น ตัวเขื่อนสูง 700 ฟุต เคยเป็นเขื่อนที่สูงที่สุดในโลกด้วย แต่ปัจจุบันคงพ่ายแพ้ให้เขื่อน ... ที่รัสเซีย ... และ ที่อียิปต์ ไปแล้ว

เหนือเขื่อน ..... มีทะเลสาบมี้ด ชื่อทะเลสาบเป็นชื่อของวิศวกรที่คำนวณการก่อสร้างเขื่อนฮูเวอร์ นี้ เค้าบอกว่าในการก่อสร้างเขื่อน ฮูเวอร์ นี้ลำบากมาก เพราะอากาศที่นั่น หน้าร้อน จะร้อนจัดมากๆ เวลาผสมปูนต้องใช้น้ำแข็งผสมปูน เพราะถ้าหากใช้น้ำเฉยๆผสมปูนนั้น ปูนจะแข็งตัวปุ๊บเลย

เขื่อนฮูเวอร์ นี้ ..... ต้องนับว่า เป็นบิดาของเขื่อนที่ผู้สร้างเขื่อนๆอื่นๆ นำไปเลียนแบบ และ นักวิชาการที่เกี่ยวกับเขื่อน ก็จะต้องมาศึกษาเอาที่ เขื่อนฮูเวอร์นี้ เป็นหลัก

วันๆ ..... จะมีนักท่องเที่ยวพากันมาชมมากมาย

ที่ริมเขื่อน .....ฝั่งทางด้าน รัฐเนวาดา นอกจากเราเห็นอนุสาวรีย์ ที่เค้าสร้างเป็นที่ระลึกให้กับคนงานที่เสียชีวิตในการก่อสร้าง เขื่อนฮูเวอร์ แล้ว เราก็ยังจะเห็นรูปปั้นสีเขียวทึมๆ ดูเป็นศิลปะที่สวยงาม แต่ที่รูปปั้นอธิบายว่าเป็นเสมือนเทพแห่งวิศวกรรม ซึ่งเค้าจะนิยมไปลูบที่เท้าเทวรูปนี้ เพื่อจะได้เตรียมตัวนำโชคดีให้กับตัวเอง เมื่อเข้าไปที่ลาสเวกัส เมืองแห่งมหาโชคของคนบางคน

และ ..... ตาลก็เป็นหนึ่งในคนบางคนที่มีโชคดีเมื่อครั้งไปที่ลาสเวกัสด้วย จะเพราะไปลูบเท้าเทวรูปนั้นด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้นะคะ แต่ตาลว่าแค่ได้ไปเห็นรูปปั้นเทวรูปที่สวยงามขนาดนั้น ก็ต้องนับว่าเป็นโชคดีของตาลแน่นอนคะ รูปปั้นสวยๆมากๆคะ


โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 2/06/2003 04:36 PM


�����Դ��繷��: 6


รูปปั้น ..... สีเขียวทึมๆ ดูเป็นศิลปะที่สวยงาม แต่ที่รูปปั้นอธิบายว่าเป็นเสมือนเทพแห่งวิศวกรรม ซึ่งเค้าจะนิยมไปลูบที่เท้าเทวรูปนี้ เพื่อจะได้เตรียมตัวนำโชคดีให้กับตัวเอง เมื่อเข้าไปที่ลาสเวกัส เมืองแห่งมหาโชคของคนบางคน


โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 2/06/2003 04:39 PM


�����Դ��繷��: 7

.

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 2/06/2003 04:41 PM


�����Դ��繷��: 8

.

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 2/06/2003 04:42 PM


�����Դ��繷��: 9


ภาพ ..... เอามาจากhttp://www.usbr.gov/lc/hooverdam และ ..... สแกนมาจาก Post Card

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 2/06/2003 04:47 PM


�����Դ��繷��: 10


ไป ..... เที่ยวเขื่อนของประเทศไทยบ้างดีกว่านะคะ

วันที่ ..... ตาลไปที่ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ นั้น พวกเราไม่ได้ตั้งใจไป คุณลุงคุณป้าและญาติๆตั้งใจไปดู ทุ่งทานตะวัน และหาอาหารกลางวันทานกันแถวๆนั้น แต่พอไปแล้ว คุณลุงก็บอกว่าไปเที่ยว เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ กันด้วยเลยดีกว่า เพราะมาถึงใกล้ๆแล้ว ตกลงวันนั้นเราก็เลยได้ทานอาหารเย็นกันที่ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซื้ออาหารไปนั่งทานริมน้ำ ลมแรง และเย็นสบาย ถ้าไปกลางวันแดดจะร้อนมากๆ ต้นไม้ยังไม่โตเท่าไรเลย แต่พอตกเย็น ก็จะดูร่มรื่น พระอาทิตย์มาตกอยู่แถวๆเขื่อนดวงกลมโตๆ สวยๆคะ

ถ้า ..... เราไม่เอารถไปเอง ก็การรถไฟฯร่วมกับบริษัท ท่องเที่ยวทางรถไฟฯ มีรถไฟขบวนรถพิเศษจัดเฉพาะ เพื่อชมความสวยงามของดอกทานตะวันที่บานสะพรั่งสองข้างทางรถไฟ ชมทิวทัศน์กลางอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนป่าสักฯ เป็นโครงการหนึ่ง ในการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีรถไปทุก ทุกวันเสาร์, อาทิตย์และวันหยุดราชการ

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ..... ตั้งอยู่ ณ บ้านหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เป็นเขื่อนดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ซึ่งแม่น้ำป่าสักมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 13 ในจำนวน 25 ลุ่มน้ำของประเทศไทย เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำประมาณ 14,520 ตารางกิโลเมตร มีลักษณะของลุ่มน้ำแคบเรียวยาว แหล่งต้นน้ำอยู่จังหวัดเลย ลำน้ำมีความยาว 513 กิโลเมตร ไหลผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี และมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยประมาณ 2,400 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี


โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 2/06/2003 06:27 PM


�����Դ��繷��: 11

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ดูร่มรื่นดีนะครับ ว่าจะไปหลายครั้งแล้ว ยังไม่ได้ไปสักที น่าไปจริง ๆ ครับ ใกล้ ๆ ด้วย

    �� : กล้าตะวัน     ����� : 3/06/2003 09:16 AM


�����Դ��繷��: 12


นั้น พวกเราไม่ได้ตั้งใจไป คุณลุงคุณป้าและญาติๆตั้งใจไปดู ทุ่งทานตะวัน และหาอาหารกลางวันทานกันแถวๆนั้น แต่พอไปแล้ว คุณลุงก็บอกว่าไปเที่ยว เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ กันด้วยเลยดีกว่า เพราะมาถึงใกล้ๆแล้ว ตกลงวันนั้นเราก็เลยได้ทานอาหารเย็นกันที่ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซื้ออาหารไปนั่งทานริมน้ำ ลมแรง และเย็นสบาย ถ้าไปกลางวันแดดจะร้อนมากๆ ต้นไม้ยังไม่โตเท่าไรเลย แต่พอตกเย็น ก็จะดูร่มรื่น พระอาทิตย์มาตกอยู่แถวๆเขื่อนดวงกลมโตๆ สวยๆคะ

ถ้า ..... เราไม่เอารถไปเอง ก็การรถไฟฯร่วมกับบริษัท ท่องเที่ยวทางรถไฟฯ มีรถไฟขบวนรถพิเศษจัดเฉพาะ เพื่อชมความสวยงามของดอกทานตะวันที่บานสะพรั่งสองข้างทางรถไฟ ชมทิวทัศน์กลางอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนป่าสักฯ เป็นโครงการหนึ่ง ในการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีรถไปทุก ทุกวันเสาร์, อาทิตย์และวันหยุดราชการ

    �� : กล้าณรงค์ เอี่ยมละออ   Mail to กล้าณรงค์ เอี่ยมละออ  ����� : 1/02/2005 11:47 AM


�����Դ��繷��: 13

เคยเห็นการสร้างเขื่อนในรายการแดนสนธยามาแล้ว

เลยคิดว่าไว้โตขึ้นอยากไปประเทศจีนนี่แหละเป็นประเทศแรก(บ้านเกิดของปู่ย่าตายายผมเอง) และจะไปเยือนเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลกให้ได้

    �� : Max     ����� : 17/02/2005 12:47 PM


�����Դ��繷��: 14

เขื่อบมีอีกชื่อว่า three gorge ไม่รู้เขื่อนเดียวกันรึป่าว

    �� : Max     ����� : 17/02/2005 12:53 PM


�����Դ��繷��: 15



โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น

--------------------------------------------------------------------------------

1. ปัญหาหลักที่ทางกระทรวงเกษตรฯ คิดนโยบายสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น มาจากอะไร
เขื่อนแก่งเสือเต้นมีตำแหน่งที่ตั้งอยู่ที่อำเภอสอง จังหวัด แพร่ อยู่ในลุ่มน้ำยม เหนือ ตัวอำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ขึ้นไปตามลำน้ำประมาณ 90 กม. และอยู่ต่ำกว่าพื้นที่ต้นน้ำ ที่เกิดขึ้นจากจังหวัดพะเยาประมาณ 200 กม.

ปัญหาหลักที่ทำให้กระทรวงเกษตรฯ มี นโยบายจัดหาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เช่น แก่งเสือเต้น

1. ปัญหาการขาดแคลนน้ำในลุ่มน้ำยม
ได้มีการศึกษาว่าความต้องการน้ำในลุ่มน้ำยมในอีก 10 ปี ข้างหน้ามากกว่า 1 พันล้าน ลบ.ม. ในกรณีที่ขณะนี้อ่างทั้งหลายทุกอ่างในลุ่มน้ำยมมีความจุ เพียงประมาณ 260 ล้าน ลบ.ม.

2. ปัญหาการขาดแคลนน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
เนื่องจากลุ่มน้ำยมมีปริมาณน้ำท่าถึง 3,000 ล้าน ลบ.ม./ปี มากเพียงพอที่ จะใช้ในลุ่มน้ำยม และเหลือบางส่วนที่จะปล่อยลงมาให้แก่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตอนล่าง

3. การบรรเทาอุทกภัย
การมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จะช่วยบรรเทาอุทกภัยในจังหวัดแพร่ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร ได้ ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะจังหวัดแพร่ จะบรรเทาน้ำท่วม ได้เกือบทั้งหมด

4. การรักษาระบบนิเวศ
การมีแหล่งน้ำย่อมทำให้เกิดความชุ่มชื้นในพื้นที่ทำให้ปลูกป่าเพิ่มเติมได้ และสามารถปล่อยน้ำ สำหรับท้ายน้ำในหน้าแล้งเพื่อคุณภาพน้ำที่ดีขึ้นกว่า ธรรมชาติก็ได้

--------------------------------------------------------------------------------

2. โครงการที่จะสร้างเขื่อนนั้น มีนโยบายเริ่มแรกเดิมที่นั้นเมื่อไร ?
ในปี 2523 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้รับมอบหมายจาก รัฐบาลให้ทำการศึกษาเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำ สำหรับช่วยบรรเทาปัญหา การขาดแคลนน้ำ ซึ่งผลการศึกษากำหนดให้มีการพัฒนาเขื่อนแก่งเสือเต้น เพื่อเป็นแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ในลำน้ำยม สำหรับช่วยบรรเทาปัญหา การขาดแคลนน้ำแก่พื้นที่ในลุ่มน้ำยม และในลุ่มเจ้าพระยาบางส่วน

--------------------------------------------------------------------------------

3. การสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น จะมีประโยชน์มากกว่าผลเสียอย่างไร?
ประโยชน์ประการแรกของเขื่อนแก่งเสือเต้น คือ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการ ขาดแคลนน้ำในลุ่มน้ำยมรวมทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยาบางส่วน ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำ ทุกปี โดยสามารถช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในลุ่มน้ำยมได้ประมาณ 200,000 ไร่ และในลุ่มเจ้าพระยาอีกด้วย ในประการที่สองคือช่วยบรรเทาอุทกภัยในปีน้ำมาก โดยจะสามารถลดปริมาณน้ำหลากสูงสุดในรอบ 1,000 ปี ที่ไหลผ่านจุดก่อสร้าง ได้มากกว่า 40 %

ในด้านผลเสีย คือ
จะต้องเสียพื้นที่ถูกน้ำท่วม 40,625 ไร่ เป็นพื้นที่ป่าไม้ 29,493.75 ไร่
มีราษฎรที่ จะต้องถูกอพยพโยกย้าย 620 หลังคาเรือน

--------------------------------------------------------------------------------

4. กับการสร้างเขื่อน เช่น เขื่อนสิรินธรนั้นเคยประสบปัญหาต่าง ๆ ตรงนี้จะมีข้อแตกต่างอย่างไร ในการที่จะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น?

เขื่อนสิรินธรนั้น ดำเนินงานโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ทำ การอพยพราษฎรโดยให้ กรมประชา-สงเคราะห์เป็นผู้รับไปดำเนินการ โดยไม่ได้มีการจัดเตรียมระบบาธารณูปโภครองรับผู้อพยพ และขาดการ พิจารณาในเรื่องของการส่งเสริมอาชีพและกิจกรรมต่อเนื่องภายหลังจากการอพยพ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลก็ได้มอบหมายให้กรมชลประทานดำเนินการ จัดทำระบบที่ขาดอยู่ให้สมบูรณ์

สำหรับโครงการแก่งเสือเต้น กรมชลประทานได้พิจารณาจัดเลือกพื้นที่ ที่มีศักยภาพเหมาะสมกับการเกษตรโดยได้สร้างอ่างเก็บน้ำแม่สอง และอ่างเก็บน้ำ บ้านห้วยป้อม ไว้พร้อมแล้วและได้จัดทำแผน ส่งเสริมอาชีพและกิจกรรม ต่อเนื่อง พร้อมงบประมาณรองรับ

--------------------------------------------------------------------------------

5. วัตถุประสงค์ของการสร้างเขื่อนที่แต่เดิมเป็นเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า แต่เปลี่ยนมาเป็นเขื่อน เพื่อการชลประทานการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของ โครงการเช่นนี้ มีเงื่อนงำอย่างไร ในเมื่อบาง ท่านบอกว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ ที่เขื่อน ๆ เดียวจะตอบสนองได้ทั้งการผลิตไฟฟ้าและการชลประทาน เพราะ การผลิตกระแสไฟฟ้าจะต้องเก็ยกักน้ำไว้ในระดับหนึ่งเพื่อปั่นกระแสไฟฟ้า จึงไม่สามารถปล่อยน้ำเพื่อการชลประทานได้ ท่านชี้แจงได้อย่างไร ?

ในการศึกษาโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตนั้น ในระยะแรกกำหนดให้พัฒนาเขื่อนเอนก ประสงค์เพื่อเก็บกักน้ำเฉพาะจากลุ่มน้ำยมเท่านั้น ส่วนในระยะที่ 2 หากมีความ เหมาะสมจะเพิ่มปริมาณน้ำโดยการผันน้ำจากลำน้ำ กก-อิง มาลุ่มน้ำยม และ เนื่องจากผลการศึกษาการพัฒนาเขื่อนเอนกประสงค์ในระยะแรกได้แสดงให้ เห็นว่าผลประโยชน์หลักของเขื่อนแก่งเสือเต้น เป็นด้านการเกษตร กฟผ. จึง มอบโอนงานให้กรมชลประทาน ตามข้อเท็จจริงเมื่อมีการสร้างเขื่อนจะมีปริมาณ น้ำมาสะสมอยู่ด้านเหนือเขื่อนทำให้สามารถ ผลิตกระแสไฟฟ้าโดยอาศัยแรงดันน้ำ ไหลผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าได้ ดังนั้นจึงมีการพัฒนาเขื่อนเอนกประสงค์มากมาย เพื่อสนองตอบความต้องการใช้น้ำด้านท้ายน้ำ และในขณะเดียวกันก็สามารถผลิต กระแสไฟฟ้าโดยปล่อยน้ำไหลผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไปลงด้านท้ายน้ำ

--------------------------------------------------------------------------------

6. ในการสร้างเขื่อนจะมีผลกระทบทำลายสิ่งแวดล้อมและผลกระทบด้านอื่น ๆ ตรงนี้ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ในเมื่อปัจจุบันรณรงค์กันถึงเรื่องปลูกต้นไม้กันเหลือเกิน ?

ในการดำเนินการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ จะต้องมีการศึกษาถึงผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากลควบคู่ไปกับการศึกษาด้านวิศวกรรม สังคม เศรษฐกิจ เพื่อที่จะแจกแจงและนำผลการศึกษาทางด้านต่าง ๆ เหล่านี้มาเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ที่ได้รับ และจะต้องศึกษาวิธีการแก้ไข ผลกระทบบางอย่างให้บรรเทาลงด้วย ในความเป็นจริงว่าผลกระทบบาง อย่างไม่สามารถแก้ไขได้ เช่น น้ำท่วมพื้นที่ด้านเหนือ อ่างเก็บน้ำ แต่ก็จะเป็น ผลดีกับสภาพป่าไม้โดยรอบอ่างเก็บน้ำเหมือนกัน และสำหรับพื้นที่ป่าที่สูญ เสียไปก็จะมีการกำหนดมาตรการให้มีการปลูกป่าในพื้นที่ประมาณเกือบ 2 เท่า ของพื้นที่ป่าไม้ที่สูญเสียไป

--------------------------------------------------------------------------------

7. ผลกระทบในการสร้างเขื่อน จะทำให้เกิดการแตกแยกของแผ่นดิน จะก่อให้เกิดแผ่นดินไหวหรือการทรุดตัว ประเด็นนี้ท่านมีข้อชี้แจงเช่นไร?

ในข้อเท็จจริง เขื่อนไม่ใช่เป็นตัวทำให้เกิดการแตกแยกของแผ่นดินหรือรอยเลื่อน และสาเหตุของการ เกิดแผ่นดินไหวนั้นเกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกที่มี รอยแตกร้าวอยู่แล้วจากการศึกษาของที่ปรึกษาที่คัดเลือกโดยคณะอนุกรรมการ เฉพาะกิจที่แต่งตั้ง โดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพบว่าโอกาสที่จะเกิด แผ่นดินไหวเนื่องจากการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นและเก็บกักน้ำในอ่างค่อนข้างต่ำ เนื่องจากอ่างตั้งอยู่บนชั้นหิน Mud Stone และ Silt Stone ไม่ใช่หินชั้นหรือ หินตะกอน และอ่างเก็บน้ำขนาดนี้ ถือว่าไม่ใช่อ่างขนาดใหญ่ในเมี่อเปรียบเทียบกับ มาตรฐานสากล

--------------------------------------------------------------------------------

8.ปัญหานอกจากทำลายสิ่งแวดล้อมตามที่ฝ่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้กล่าวนั้นท่านคิดว่านอกประเด็น ทำไมถึงมีผู้คัดค้านในการสร้างเขื่อน ?

ในกรณีแก่งเสือเต้นสามารถแบ่งผู้คัดค้านได้ 2 กลุ่มใหญ่ ประกอบด้วย

- กลุ่มราษฎร ที่จะต้องถูกอพยพโยกย้ายเนื่องจากอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่จะเป็นอ่างเก็บน้ำ

- กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งทุกกลุ่มดำเนินการตามสิทธิและหน้าที่ ทางรัฐบาลได้มีนโยบายที่จะให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ เนื่องจากเป็นผู้ที่จะต้องสูญเสีย ในส่วนทางด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็ได้กำหนดแผน เพื่อแก้ไขและพัฒนาสิ่งแวดล้อมไว้ด้วยแล้ว

--------------------------------------------------------------------------------

9. จริงเท็จแค่ไหน ที่ได้กล่าวว่ารัฐบาลได้อนุมัติออกแบบก่อสร้างเขื่อน?

คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติในหลักการ ให้กรมชลประทานดำเนินการออกแบบ และ ก่อสร้างโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น โดยให้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมตาม พรบ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 และศึกษาผลกระทบด้าน ธรณีวิทยาด้วย พร้อมทั้งเตรียมการและจัดทำแผนแก้ไขปัญหาราษฎร์ที่ได้รับ ผลกระทบ แล้วนำเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาอีกครั้งก่อนดำเนินการขั้นต่อไป

--------------------------------------------------------------------------------

10. ถ้าจะพูดถึงการอนุมัติแบบก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ในกรณีที่ศึกษาทั้งทางด้านกรมป่าไม้ ด้านธรณีวิทยา กรณีที่ทำไปแล้วพบว่ามีผลเสียหายมากกว่า เขื่อนก็ต้องหยุดแต่ทำไมไม่ศึกษาก่อน ที่จะเซ็นอนุมัติข้อเท็จจริงตรงนี้ ท่านชี้แจงได้อย่างไร ?

ในการศึกษาโครงการแก่งเสือเต้น ในระดับความเหมาะสม เป็นการศึกษาที่ได้บ่งชี้ ผลสรุปว่าการก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นจะไม่ทำให้เกิดผลกระทบเสียหายมาก กว่าผลดี การศึกษาเพิ่มเติมนั้นก็เพื่อเป็นการหาข้อมูลในระดับรายละเอียดให้มี ความชัดเจนในระดับที่ลึกลงไปเพื่อการตัดสินใจว่าจะดำเนินการโครงการต่อไป หรือไม่ ดังที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการให้กรมชลประทานดำเนินการ

--------------------------------------------------------------------------------

11. ถ้าได้รับการพิจารณา ศึกษาแน่แล้วถึงมีผลกระทบทางกระทรวงเกษตรก็จะสร้างหรือไม่ ?

การสร้างเขื่อนก่อให้เกิดผลทั้งแง่บวกและแง่ลบ ดังนั้นก่อนการสร้างเขื่อนจึง จำเป็นต้องศึกษาพิจารณาผลดี-ผลเสีย เพื่อหาข้อยุติว่าสร้างแล้วเกิดผลดี หรือผลเสียมากกว่ากัน ถ้าพบว่าไม่คุ้มก็จะไม่สร้างกล่าวว่าเขื่อนก่อให้เกิด การทำลายทรัพยากรป่าไม้ด้านเดียวก็ไม่ถูก ปัจจุบันทรัพยากรป่าไม้มีอยู่น้อย แล้วไม่ควรทำลายนี้มิใช่ แต่ในข้อเท็จจริงป่าไม้บริเวณต้นน้ำลำธารถูกทำลาย โดยมีฝีมือมนุษย์มากมายและเป็นการทำลายโดยสิ้นเชิงเพื่อประโยชน์ส่วนตน ทั้งนั้น ทำไมไม่มีการยับยั้งอย่างจริงจังและเด็ดขาดใน ขณะที่การสร้างเขื่อน ก่อให้เกิดผลกระทบกับพื้นที่บริเวณหนึ่ง เพื่อแลกเปลี่ยนกับน้ำที่จะเก็บไว้ใช้ เพื่อประโยชน์โดยรวมของชาติ กลับมีการพยายามยับยั้งอย่างเด็ดขาดและ จริงจัง ทั้งที่มีการเสนอแผนแก้ไข และพัฒนาสิ่งแวดล้อมไว้ตรงนี้ด้วยแล้ว อย่างนี้ไม่ใช่วิธีการที่จะดูแลธรรมชาติให้คงอยู่ไว้กับประเทศชาติอย่างถูกต้อง


ในการตัดสินใจที่จะก่อสร้างหรือไม่ เป็นอำนาจของ ครม. ซึ่งจะมีผู้เกี่ยวข้อง เป็นคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เสนอความเห็นประกอบการพิจารณา กระทรวงเกษตรฯ เป็นเพียงหน่วยงานที่นำเสนอผลการศึกษาเพื่อให้ ครม. พิจารณาเท่านั้น

--------------------------------------------------------------------------------

12. สาเหตุกรณีที่ผ่านมาราษฎร ที่ได้รับผลกระทบให้ความร่วมมือบ้าง หรือไม่ ?

ราษฎรที่ได้รับผลกระทบหากได้รับค่าชดเชยที่ดินและทรัพย์สินเป็นที่พอใจก็จะให้ความร่วมมือแก่ทางราชการเป็นอย่างดียิ่ง นอกจากนี้ทางกรมชลประทานก็ส่งเสริมให้มีการใช้แรงงานของราษฎรในพื้นที่ในการก่อสร้างและทำนุบำรุงรักษาโครงการ และมีการดูแลเส้นทางคมนาคม สำหรับขนส่งผลผลิตทางด้านการเกษตรได้โดยสะดวกขึ้น

--------------------------------------------------------------------------------

13. ถ้าการสร้างเขื่อนเกิดขึ้น ท่านเตรียมมาตรการช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับผลกระทบโครงการก่อสร้างเขื่อนอย่างไร ?

มาตรการหลักที่กรมชลประทานเสนอในแผนปฎิบัติการลดผลกระทบประกอบด้วย
1. การชดเชยที่ดินและทรัพย์สินให้เป็นที่พอใจ
2. การจัดพื้นที่ทำกินรองรับผู้อพยพให้สามารถมีรายได้ไม่น้อยกว่าเดิม
3. ส่งเสริมอาชีพ
4. เฝ้าระวังรักษาสุขภาพอนามัย

--------------------------------------------------------------------------------

14. ถ้าผลตกลงกันได้ ส่วนของผลตอบแทนที่จะให้ราษฎรรัฐบาลจะจัดสรร
จ่ายให้อย่างไร พร้อมทั้งข้อมูลทั้งหมดจะเปิดเผยอย่างไร ?


ทางรัฐบาลจะจ่ายเงินค่าชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยแยกเป็น

1. เงินทดแทนทรัพย์สิน ได้แก่ ค่าต้นไม้ ค่ารื้อย้ายและค่าทดแทนที่ดิน
2. เงินค่าชดเชยพิเศษแทนการจัดสรรที่ดิน โดยจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ จัดซื้อและกำหนดค่าทดแทนเป็นผู้กำหนดราคา ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวจะมี ผู้แทนของราษฎรรวมอยู่ด้วย

--------------------------------------------------------------------------------

15. สถานการณ์ม๊อบใหญ่ที่จะเกิดขึ้นท่านเตรียมรับสถานการณ์บ้างหรือไม่?

กระทรวงเกษตรฯ ได้รับรายงานความคืบหน้าของการดำเนินการทุก ขั้นตอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทางจังหวัดทราบอยู่ตลอดเวลา โดยเน้นการเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนให้กับราษฎรทุกกลุ่ม เป้าหมายทราบ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้มีการริเริ่มในขั้นตอนการก่อสร้างโครงการ จึงยังไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบใดๆ แก่ราษฎรในพื้นที่ ไม่น่าที่จะเป็นผล ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงใด ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้

--------------------------------------------------------------------------------

16. สุดท้ายนี้ท่านมีข้อชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องเขื่อนหรือไม่ ?

1) เขื่อนแก่งเสือเต้น มีเป้าหมายหลักเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ ลุ่มน้ำยมได้ถึงประมาณ 200,000 ไร่ และยังมีน้ำเหลือให้กับลุ่มน้ำ เจ้าพระยาอีกประมาณ 200,000 ไร่

2) เขื่อนแก่งเสือเต้นยังช่วยในการบรรเทาอุทกภัยที่ อ. เมือง จ. แพร่ ได้เป็นส่วนใหญ่และบรรเทาอุทกภัย จ. สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร ได้อีกด้วย

3) ผลกระทบหลักในเรื่องป่าไม้ที่จะถูกน้ำท่วมประมาณ 25,000 ไร่ ก็ได้มีแผนปลูกป่าทดแทนให้ไม่น้อยกว่า 40,000 ไร่


--------------------------------------------------------------------------------
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 26/03/2005 08:55 PM


�����Դ��繷��: 16

คนได้ประโยชน์หลักแสน
คนเสียประโยชน์หลักพัน

ดังนั้น คนได้ประโยชน์เจรจาและจุนเจือคนเสียประโยชน์ แล้วจึงสร้างเขื่อน

    �� : พี่เก่ง     ����� : 28/03/2005 12:07 AM


�����Դ��繷��: 17



สงครามชิงแม่น้ำโขง
โดย ..... เปลวสีเงิน นสพ.ไทยโพสต์ วันที่ 24-25 มีนาคม 2548
บทความของ ..... นายประดิษฐ์ พีระมาน จากวารสาร สมก.สัมพันธ์ ม.เกษตรศาสตร์


.................... มีผู้ถ่ายเอกสารบทความเรื่อง สงครามชิงแม่น้ำโขง มาให้ผม ซึ่งเป็นข้อเขียนของ นายประดิษฐ์ พีระมาน (KU 23) จากวารสาร สมก.สัมพันธ์ ของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งท่านผู้ส่งมาบอกว่าเวลานี้..แม่น้ำโขงแห้งลงอย่างน่าตกใจ ต่อไปนี้เป็นข้อเขียนของ คุณประดิษฐ์ ทั้งหมดนะครับ ....................

สงครามที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบัน จะมีเป้าหมายสูงสุด คือการแย่งชิงทรัพยากรเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้แก่ประชาชนและประเทศชาติของตน ทรัพยากรสำคัญที่แย่งชิงกัน ได้แก่ ผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ บ่อน้ำมัน เหมืองแร่ ทะเลสาบ และ แม่น้ำ

แม่น้ำ เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด เพราะ สร้างอาหาร การประมง การคมนาคม และเป็นพรมแดนกีดขวางข้าศึก ในปัจจุบันแม่น้ำยิ่งทวีความสำคัญ เพราะเมื่อมีการสร้างเขื่อนหรือฝายก็สามารถสร้างพลังงานได้มหาศาล และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ น้ำที่ได้จากการชลประทานสามารถจะนำไปใช้พัฒนาการเกษตรและพลิกฟื้น ดินกรด ดินเกลือ ให้สามารถเพาะปลูกได้

.................... ดินเค็มหรือดินเกลือนี้ถ้าเกิดเพียงเล็กน้อยก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่ถ้าเกิดเป็นบริเวณกว้าง เพราะปัญหาขาดน้ำติดต่อกันหลายๆ ปี จะทำให้การเกษตรล่มสลาย เกิดภาวะทุพภิกขภัยอดอยาก จนในที่สุดจะทำให้พลเมืองอพยพย้ายถิ่นหนีตายไปอยู่ที่อื่น ดังเช่น การเกิดดินเค็ม หรือดินเกลือระบาดถึง 18 ล้านไร่ในภาคอีสาน ทำให้คนอีสานต้องอพยพทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดไปทำมาหากินในถิ่นต่างๆ ถ้าหากผืนดินอุดมสมบูรณ์มีน้ำชลประทานแล้ว ปัญหาดินเค็มและการล่มสลายทางภาคเกษตรกรรมจะไม่เกิดขึ้น คนอีสานก็ไม่อพยพดังเช่นปัจจุบัน ปัญหาการขาดน้ำจนทำให้เกิดดินเค็มได้ทำให้เมืองล่มสลายมานับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นจำนวนมาก ....................

แม่น้ำโขง-ทรัพยากรมหาศาล แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่ใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก มีความยาว 4,160 กิโลเมตร มีปริมาณน้ำถึง 475,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ประมาณ 2 เท่าของน้ำจืดของประเทศไทย แม่น้ำโขงมีต้นกำเนิดจากทิเบต ไหลผ่าน 6 ประเทศ คือ จีน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม แต่ละประเทศก็จะมีน้ำจากลำน้ำสาขาไหลลงสมทบกับลำน้ำโขง

จีน .......... 76,000 ล้านลูกบาศก์เมตร 16 เปอร์เซ็นต์
พม่า .......... 9,500 ล้านลูกบาศก์เมตร 2 เปอร์เซ็นต์
ไทย .......... 57,000 ล้านลูกบาศก์เมตร 12 เปอร์เซ็นต์
ลาว .......... 194,750 ล้านลูกบาศก์เมตร 41 เปอร์เซ็นต์
กัมพูชา .......... 85,500 ล้านลูกบาศก์เมตร 18 เปอร์เซ็นต์
เวียดนาม .......... 52,250 ล้านลูกบาศก์เมตร 11 เปอร์เซ็นต์
รวม .......... 475,000 ล้านลูกบาศก์เมตร 100 เปอร์เซ็นต์

ประเทศไทยมีน้ำจืด รวมทั้งสิ้นประมาณ 200,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นน้ำจืดที่ได้มาจากฝนทั้งสิ้น ครึ่งหนึ่งของน้ำจืดของประเทศไทยอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 110,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และครึ่งหนึ่งของน้ำจำนวนนี้คือ 57,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ได้ไหลลงสู่แม่น้ำโขงไปสู่ประเทศท้ายน้ำ ประเทศท้ายน้ำจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากทรัพยากรน้ำทั้งหมดของแม่น้ำโขง พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของเวียดนามจัดเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด เพราะมีน้ำและดินตะกอนจากแม่น้ำโขงไหลมาทับถมทุกปี เวียดนามจึงพยายามรักษาความอุดมสมบูรณ์นี้เอาไว้อย่างสุดความสามารถ หากปีใดเกิดสภาวะแล้งปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงลดลง พื้นที่ปากแม่น้ำโขงจะประสบสภาวะน้ำเค็มหนุน ทำให้เกิดสภาวะดินเค็ม และเกิดน้ำเค็มเข้าแทรกใต้ดินได้ จะก่อให้เกิดหายนะต่อการเกษตรและนิเวศวิทยาอย่างรุนแรง ดังนั้น เวียดนามจึงทำทุกอย่างเพื่อปกป้องน้ำจากแม่น้ำโขงมากที่สุด

ประเทศภาคีแม่น้ำโขง ในปี พ.ศ. 2500 ได้มีการจัดตั้งสำนักเลขาธิการกลางแม่น้ำโขง เพื่อสำรวจและพัฒนาแม่น้ำโขง โดยมีคณะกรรมการจาก 4 ชาติ คือ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม กฎระเบียบที่น่าตกใจของคณะกรรมการแม่น้ำโขงก็คือ

ถ้าใครจะใช้น้ำจากแม่น้ำโขงจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก 4 ประเทศก่อน

ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงไม่สามารถจะสูบน้ำจากแม่น้ำโขงมาใช้เลย เพราะมติในที่ประชุมจะเป็น 1 ต่อ 3 ทุกครั้งไป ประเทศไทยตกอยู่ในสภาพหัวเดียวกระเทียมลีบ เวียดนาม ลาว กัมพูชา ต่างก็เคยเป็นประเทศในอาณานิคมของฝรั่งเศสร่วมกัน อีกทั้งเวียดนามมีสถานะทางการเมืองเหนือกว่าลาวและกัมพูชา ทั้งๆ ที่ลาวมีความใกล้ชิดกับไทยมากกว่าก็ตาม

หลังจากทนเสียเปรียบอยู่นานถึง 35 ปี
ในปี พ.ศ. 2535 ประเทศไทยได้ขอแก้ไขกฎระเบียบการใช้น้ำจากแม่น้ำโขง คือ ..........

จากเดิม ต้องได้รับความเห็นชอบจาก 4 ประเทศ
แก้ไขมาเป็น แจ้งให้ประเทศสมาชิกภาคีทราบ

กฎระเบียบเพื่อบังคับประเทศไทยโดยเฉพาะ

ถึงแม้ประเทศไทยจะขอแก้ไขกฎระเบียบการใช้น้ำจาก ขออนุญาต มาเป็น แจ้งให้ทราบ ก็ตาม แต่กฎระเบียบการใช้น้ำจากแม่น้ำโขงยังครอบคลุมและบังคับประเทศไทย และ ลาว อย่างแน่นหนา

กฎระเบียบการใช้น้ำจากแม่น้ำโขง สามารถจะสรุปได้ดังนี้

1 ..... ประเทศสมาชิกตกลงที่จะรักษาระดับการไหลของแม่น้ำโขงในฤดูแล้งและฤดูน้ำตามที่ตกลงกัน

2 ..... ประเทศสมาชิกต้อง หลีกเลี่ยง ลด และบรรเทาผลกระทบที่เป็นอันตรายจากแผนพัฒนาการใช้น้ำหรือการปล่อยน้ำเสีย

3 ..... ห้ามผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ

4 ..... ข้อตกลงน้ำครอบคลุมถึงลำน้ำสาขาของไทยที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงด้วย

5 ..... การใช้น้ำในข้อ 3 จากแม่น้ำโขงในฤดูฝนจะต้องแจ้งและปรึกษาหารือกับคณะกรรมการ

6 ..... การใช้น้ำจากแม่น้ำโขงในฤดูแล้งจะต้องปรึกษาหารือและจะต้องมีการตกลงโดยคณะกรรมการร่วม และจะต้องทำข้อตกลงโดยเฉพาะขึ้น โดยเฉพาะในกรณีผันน้ำออกนอกลุ่มแม่น้ำโขง

7 ..... ประเทศภาคที่อยู่ทางต้นน้ำ (ไทยและลาว) จะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศอื่นทางท้ายน้ำ (กัมพูชาและเวียดนาม) ตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ

8 ..... มีการกำหนดปริมาณน้ำต่ำสุดในฤดูแล้งและปริมาณน้ำไหลย้อนกลับเข้าไปในทะเลสาบของเขมรในฤดูฝนและป้องกันการปล่อยน้ำมากในแต่ละวัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่กัมพูชาและเวียดนามที่ตั้งอยู่ท้ายน้ำ

9 ..... ประเทศไทยสามารถจะถอนตัวจากการเป็นสมาชิกได้ โดยการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี

10 ..... โครงการสร้างเขื่อนผามองไม่มีความก้าวหน้า ในขณะที่โครงการผันน้ำโขง ชี มูล และโครงการผันน้ำ กก อิง น่าน ที่จะสกัดกั้นน้ำในประเทศไหลลงสู่แม่น้ำในประเทศไทยลงสู่แม่น้ำโขงเพื่อจะผันน้ำกลับสู่ประเทศทางเขื่อนสิริกิติ์ ภาคอีสาน และเจ้าพระยาตอนล่าง เป็นความฝันของประเทศไทยที่จะนำน้ำมาพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะทางภาคอีสาน และเพื่อการแก้ไขปัญหาดินเค็ม 18 ล้านไร่ และกำลังระบาดแพร่กระจายออกไปอีกนับแสนไร่ต่อปี ได้ถูกต่อต้านจากองค์กรพัฒนาเอกชนของประเทศไทย 33 องค์กร เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2538 โดยเน้นประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม และผลประโยชน์ของประเทศกัมพูชา และเวียดนาม

ไม่ทราบว่าประเทศไทยจะทนสูญเสียเช่นนี้ไปเพื่ออะไร..?

.................... ควรจะลาออกจากภาคแม่น้ำโขง แล้วไปร่วมมือกับประเทศจีนและประเทศพม่า หรือร่วมมือกับลาว จัดตั้งกลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลางขึ้น ลาวเองทุกวันนี้ก็ไม่ค่อยสบายใจกับกฎระเบียบที่บังคับให้เอาทรัพยากรภายในประเทศของตนไปเกื้อหนุนผลประโยชน์ของประเทศท้ายน้ำทั้งหมด ลาวมีโครงการพัฒนาลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงคือเขื่อนเซกามาน และเขื่อนน้ำเทิน เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ การชลประทาน และการท่องเที่ยว ....................

ครับ...ผมมั่นใจว่า บทความของคุณประดิษฐ์ พีระมาน ที่ผู้อ่านคัดลอกส่งมาให้จากลำปางชิ้นนี้ มีคุณค่าสูงกว่า เรื่องกากขยะในการประชุมสภานัดแถลงนโยบายของรัฐบาลเมื่อวานนี้ และผมเชื่อว่าคนไทยอีกหลายสิบล้าน รวมทั้งผมด้วย ยังโง่ ยังไม่ประสา ในเรื่องไทยกับตื้นลึกหนาบางในความเป็นแม่น้ำโขง อ่านบทความชิ้นนี้แล้วมั่นใจว่าจะสว่างกันขึ้นมาก

--------------------

สงครามชิงแม่น้ำโขง อันเป็นบทความของ คุณประดิษฐ์ พีระมาน ที่ผมนำตีพิมพ์เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ไม่ทราบว่าได้อ่านกันหรือเปล่า ด้วยภาวะแล้งน้ำขณะนี้ ถ้าไม่ได้อ่านจะน่าเสียดายมาก วันที่ 25 มีนาคม ผมจะนำตอนที่เหลือลงต่อให้จบ

และก็ต้องขออนุญาต คุณประดิษฐ์ ไว้ตรงนี้ด้วย
เพราะถือวิสาสะคัดลอกมาตีพิมพ์ ด้วยเล็งเห็นประโยชน์ที่สังคมชาติจะได้รับร่วมกัน

สงครามปกป้องแม่น้ำโขงของประเทศไทย

ประเทศไทยทำสงครามปกป้องแม่น้ำโขงมา 100 ปี แต่พ่ายแพ้โดยตลอด

พ.ศ.2436 หรือ ร.ศ.112 ฝรั่งเศสใช้กำลังทหารยึดพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงและแม่น้ำโขงตอนกลางทั้งสาย โดยเข้ายึดหัวเมืองต่างๆ ดังนี้

1 ..... แคว้นสิบสองจุไทย และเมืองเดียนเบียนฟู

2 ..... หลวงพระบางและแคว้นจำปาศักดิ์

3 ..... ยึดเมืองไชยะบุรี ซึ่งป็นพื้นที่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขง

4 ..... ยึดเสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ ซึ่งเป็นเขตต้นน้ำของทะเลสาบเขมรที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง

ฝรั่งเศสได้ยึดพื้นที่จากประเทศไทย ไปมากกว่า 450,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีแม่น้ำโขงอยู่ด้วย ระยะทางยาวประมาณ 800 กิโลเมตร หรือ พื้นที่ประเทศไทยปัจจุบันเหลืออยู่ 513,000 ตารางกิโลเมตร และฝรั่งเศสได้จำกัดสิทธิของประเทศไทยว่ามีแต่ริมตลิ่งแม่น้ำโขง เพื่อไม่ให้ประเทศไทยสามารถใช้น้ำจากแม่น้ำโขงได้

พ.ศ.2483 เมื่อเกิดสงครามอินโดจีน ประเทศไทยในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ใช้ทหารบุกยึดดินแดนที่เป็นฝั่งขวาของแม่น้ำโขงกลับคืน และยึดถึงเชียงตุงซึ่งเป็นพวกคนไทยใหญ่ ไทยดำ อยู่อาศัยกัน นอกจากนี้ยังบุกยึดเอาเมืองปอยเปต เสียมราฐ และศรีโสภณกลับคืน

พ.ศ.2484 วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ฝรั่งเศสในฐานะประเทศแพ้สงคราม ได้ยอมยกดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง แคว้นนครจำปาศักดิ์ และพระตะบอง คืนให้ไทย

พ.ศ.2489 ประเทศญี่ปุ่นแพ้สงคราม ฝรั่งเศสและอังกฤษขู่จะยึดประเทศไทยเป็นอาณานิคม ทำให้ประเทศไทยต้องคืนดินแดนที่ได้ทั้งหมดแถมยังต้องชดใช้ค่าปฏิมากรรมสงครามอีก

พ.ศ.2500 อีคาเฟ่ นำโดยฝรั่งเศสได้จัดตั้งคณะกรรมการแม่น้ำโขง 4 ชาติ เพื่อควบคุมประเทศไทยไม่ให้ใช้น้ำจากแม่น้ำโขง

พ.ศ.2510 วิศวกรชาวฝรั่งเศสได้แก้แบบเขื่อนปากมูล โดยการลดขนาดลงให้เหลือเพียงฝายเท่านั้น สามารถกักเก็บน้ำได้เพียงเท่ากับริมตลิ่งแม่น้ำมูลเท่านั้น และให้ถอยจากปากแม่น้ำมูลไปจากแก่งตะนะอีก 5.5 กิโลเมตร

พ.ศ.2516 โครงการเขื่อนผามองถูกนำเสนอ โครงการผามองนี้จะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 4,800 เมกะวัตต์ และสามารถทำการชลประทานในฤดูแล้งได้น้ำนับหมื่นล้านลูกบาศก์เมตร โดยที่ไทยได้ 3,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ลาวได้ 7,000 ล้านลูกบาศก์เมตร กัมพูชาและเวียดนามได้ 10,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

พ.ศ.2535 ประเทศไทยขอแก้กฎระเบียบ
การใช้น้ำจากแม่น้ำโขง จาก ต้องขออนุญาต มาเป็น แจ้งให้ทราบ คือ

จากเดิม ต้องได้รับความเห็นชอบจาก 4 ประเทศ
แก้ไขมาเป็น แจ้งให้ประเทศสมาชิกภาคีทราบ

พ.ศ.2538 วันที่ 4 เมษายน 2538 องค์กรนอกราชการได้ต่อต้านโครงการชลประทานของลำน้ำสาขาแม่น้ำโขง คือ โครงการ กก อิง น่าน โครงการ โขง ชี มูล โครงการลำน้ำสงคราม ฯลฯ โครงการพัฒนาลำน้ำสาขานี้เป็นการพัฒนาภายในประเทศไทย

พ.ศ.2544 สมัชชาคนจน และองค์กรนอกราชการ ได้เดินขบวนยกกำลังไปบังคับให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เปิดประตูน้ำเขื่อนปากมูล เพื่อปล่อยให้น้ำไหลลงสู่แม่น้ำโขง การที่ม็อบใช้กำลังเข้าจัดการเปิดเขื่อนปากมูลก็เพราะ เขื่อนปากมูลได้สร้างคุณประโยชน์อเนกอนันต์ต่อเกษตรกรและชาวบ้านริมแม่น้ำมากขึ้นทุกที หากปล่อยให้ปิดประตูเขื่อนนานไป ข้อเท็จจริงของคุณประโยชน์ก็ยิ่งจะปรากฏชัดเจนมากขึ้น

พ.ศ.2545 วันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 คณะรัฐมนตรีในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้สั่งให้ปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล 8 เดือน และเปิด 4 เดือน ซึ่งความจริงแล้วการปิดหรือเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลนั้น จะต้องดูสภาวะและระดับน้ำของแม่น้ำเป็นสำคัญ ไม่ใช่กำหนดระยะเวลาตายตัว

ศึกสงครามป้องกันลำน้ำโขงนี้ ประเทศไทยพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงจนเสียผืนแผ่นดินมหาศาลและแม่น้ำโขง อีกทั้งถูกบังคับไม่ให้ใช้น้ำจากแม่น้ำโขงแล้วก็ตาม สงครามก็ยังกำเริบลุกลามเข้ามาภายในประเทศ บังคับคนไทยในปัจจุบันนี้ไม่ให้ใช้น้ำที่เกิดขึ้นภายในประเทศของตน ต้องปล่อยให้น้ำไหลลงสู่แม่น้ำโขงตามความต้องการของต่างชาติ

คนไทยเคยตั้งข้อสังเกตไหมว่า ทุกๆ ลำน้ำสาขาที่นำน้ำจากประเทศไทยไหลลงสู่แม่น้ำโขงจะมีกลุ่มม็อบปักหลักต่อต้านอย่างถาวร เพื่อยับยั้งการสร้างฝายหรือเขื่อนลำน้ำสาขา ดังเช่น แม่น้ำกก แม่น้ำอิง แม่น้ำน่าน แม่น้ำสงคราม แม่น้ำชี แม่น้ำมูล ฯลฯ จะถูกต่อต้านไม่ให้สร้างเขื่อน ส่วนเขื่อนหรือฝายที่สร้างเสร็จแล้ว ดังเช่น ฝายราษีไศล เขื่อนปากมูล เขื่อนสิรินธร เขื่อนลำคันฉู เขื่อนหัวระย้า เขื่อนลำโดมใหญ่ อ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร ฯลฯ ก็ยังถูกบังคับให้ปล่อยน้ำทิ้ง หรือทุบเขื่อนทิ้ง เพื่อไม่ให้คนไทยได้ใช้น้ำ ต้องปล่อยน้ำไหลลงแม่น้ำโขงไป

สงครามเพิ่งเริ่มต้น
การตัดสินใจปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลเพื่อกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ของรัฐบาลไทย
เป็นการพลิกสถานการณ์ของยุทธการแย่งชิงทรัพยากรน้ำกลับคืนสู่แผ่นดินบ้านเกิด


การทำงานของพวกม็อบทั้งหลาย จึงได้ทวีความรุนแรงและเข้มข้น เพราะเขื่อนปากมูลเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของสงครามชิงน้ำแม่น้ำโขง โดยเฉพาะเมื่อจีนสร้างเขื่อนล้านช้างที่ต้นแม่น้ำโขง ประเทศท้ายน้ำทำอะไรกับประเทศจีนไม่ได้ เพราะจีนไม่ได้เป็นสมาชิกภาคีแม่น้ำโขง และจีนไม่เคยยอมอ่อนข้อให้กับม็อบต่างชาติ ดังนั้น ประเทศท้ายน้ำจึงต้องต่อต้านประเทศไทยอย่างสุดความสามารถ ในขณะที่ พม่า ลาว และกัมพูชา ต่างก็ต้องการพัฒนาลำน้ำสาขาภายในประเทศของตน กำลังจับตาดูสถานการณ์ของสงครามนี้ ประเทศท้ายน้ำจึงยอมไม่ได้เพราะจะเป็นหายนะร้ายแรงของชาติ

.................... ประเทศไทยสูญเสียและพ่ายแพ้ศึกชิงแม่น้ำโขงมาโดยตลอด 100 ปี และยังพ่ายแพ้แม้ศึกป้องกันน้ำต้นทุนภายในประเทศ การบริหารเขื่อนปากมูลจะต้องอะลุ่มอล่วยกับนโยบายต่างชาติ ด้วยการปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลเป็นเวลา 4 เดือน และเปิดเป็นเวลา 8 เดือน เพื่อลดการกดดันของพวกม็อบ ....................

เหยื่อกุศโลบายหรือม็อบรับจ้าง จากการที่คนทุกคนรักสิ่งแวดล้อม ทำให้เป็นจุดที่จะถูกม็อบใช้โน้มน้าว และหลอกใช้เป็นเครื่องมือ บทความต่างๆ ที่บิดเบือนความจริงเกี่ยวกับผลได้ผลเสียการพัฒนาแหล่งน้ำ จะถูกนำมาเสนออย่างซ้ำซาก ข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเหล่านี้ จะถูกถ่ายทอดเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะการสร้างฝายหรือเขื่อนของลำน้ำสาขาแม่น้ำโขง จะถูกต่อต้านทุกรูปแบบอย่างเหนียวแน่นที่สุด

พวกม็อบและสมัชชาคนจนเหล่านี้
- จะทำการต่อต้านอย่างรุนแรงและต่อเนื่องอย่างไม่ฟังเหตุผล ผิดวิสัยคนไทยมาก..?
- นอกจากนี้การดำเนินงานเช่นนี้จะทำได้ จะต้องใช้ทุนมหาศาล แหล่งเงินทุนมาจากไหน..?
- และ เพื่อผลประโยชน์อะไร..?


quote:
.................... คนไทยที่ร่วมมือต่อต้านการสร้างเขื่อน ขอให้รู้ด้วยว่า การต่อต้านการสร้างเขื่อนของลำนำสาขาแม่น้ำโขง เปรียบเสมือนการร่วมมือกับต่างชาติปล้นทรัพยากรของชาติไปให้ต่างชาติ และยังเป็นการทำร้ายเกษตรกรไทยโดยตรง ข้อมูลเท็จที่พวกม็อบนำมาแสดงนั้น ไม่กล้าจะเอาไปนำเสนอในการประชุมวิชาการของหน่วยงานหรือสถาบันต่างๆ คนที่ไม่รู้แล้วต่อต้านก็คือเหยื่อของกุศโลบายต่างชาติ คนที่รู้แล้วยังทำอยู่ ก็น่าจะเป็นพวกหนอนบ่อนไส้ที่รับนโยบายต่างชาติมาทำลายคนไทย และประเทศไทย..!!

ก่อนที่ท่านจะต่อต้านโครงการอะไรก็ตาม ขอให้ศึกษาข้อมูลโครงการพัฒนานั้นๆ ว่าถ้าประเทศไทยสามารถพัฒนาโครงการดังกล่าวสำเร็จ ประเทศไทยจะได้อะไร และประเทศใดได้รับประโยชน์บ้าง ท่านก็จะไม่ถูกหลอกใช้ให้ทำร้ายเกษตรกรและประเทศชาติ

กรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ควรทำการประชาสัมพันธ์ร่วมกับหน่วยงานทางวิชาการ เช่น มหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาที่มีผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่ใช่ไปให้ทุนให้พวกม็อบเลือกนักวิชาการที่เป็นพวกของตน ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้มาทำการทดลองวิจัยแบบบิดเบือนเพื่อเอาไว้ต่อต้าน

ร่วมพัฒนาแม่น้ำโขงเพื่อทุกประเทศ การที่ประเทศท้ายน้ำได้ใช้น้ำของประเทศต้นน้ำฟรีมานับร้อยปี จนลืมตัวคิดว่าตนเองเป็นผู้ครองสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว มิได้พิจารณาข้อเท็จจริงว่า สักวันหนึ่งเมื่อประชากรในประเทศเขาเพิ่มขึ้นเขาก็ต้องใช้น้ำของเขาตามสิทธิ์ของเขา

การลืมสัจธรรมข้อนี้ ทำให้ประเทศท้ายน้ำมุ่งใช้วิธีสกัดและยับยั้งการพัฒนาแหล่งน้ำของประเทศต้นน้ำ แทนที่จะหันมาใช้วิธีการประหยัดการใช้น้ำ และพัฒนาเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำในประเทศของตนให้มีน้ำใช้อย่างพอเพียง

quote:
.................... มีข้อเท็จจริงที่น่าระมัดระวังอย่างยิ่ง สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา หรือ ด้อยพัฒนา ก็คือ ประเทศมหาอำนาจที่พัฒนาแล้ว ไม่ต้องการให้ประเทศเหล่านี้เป็นอิสระทางพลังงาน และไม่ต้องการให้สามารถจะพัฒนาชาติให้เจริญขึ้นมาได้ จึงอาจใช้กุศโลบายเสี้ยมเขาควายให้ชนกันเอง ด้วยการหลอกให้ทะเลาะกัน และแตกแยกกัน จนประเทศพัฒนาเหล่านี้อ่อนแอตกเป็นเหยื่อสงครามเศรษฐกิจตลอดไป ....................

.................... ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศทั้ง 6 ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง หันมาจับมือกันอนุรักษ์ และพัฒนาแม่น้ำสาขาและแม่น้ำโขง แล้วแบ่งปันผลประโยชน์แม่น้ำโขง จะสร้างผลประโยชน์ที่ยั่งยืนและยิ่งใหญ่มหาศาลให้แก่ทุกประเทศอย่างเหลือเฟือ ทั้งพลังงานน้ำ การชลประทาน การคมนาคม การท่องเที่ยว น้ำอุปโภคบริโภคและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ...!!




---------------------------------------------------------
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ
>>> ภาพประกอบภัยแล้งหลายๆ ภาพ มาจากเว็บไซต์รักบ้านเกิด..ขอบคุณมากๆ นะคะ :-)

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 28/03/2005 06:23 PM


�����Դ��繷��: 18



เขื่อนและแหล่งเก็บกักน้ำที่สำคัญ
- สถิติข้อมูล 25 ลุ่มน้ำ
- เขตลุ่มน้ำของประเทศไทย
- เขื่อนระบายน้ำ
- เขื่อนเก็บกักน้ำ
- ฝาย
- ฝายแม้ว หรือ ฝายชะลอความชุ่มชื้น



---------------------------------------------------------
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ต่อที่นี่นะคะ



    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 6/04/2005 07:12 PM



ชื่อ ::
  *
  รหัสผ่าน ::  
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ

Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.