| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- แก้ไขข้อมูล | - เข้าระบบผู้ดูแล | ตั้งกระทู้ใหม่ - -



รู้สึกว่า...ไปเอาหัวข้อรายงานที่สุดหินมาซะแล้ว...ช่วยที่เถอะค่ะ ทุกคนT_T

ช่วยหน่อยนะค่ะ...คือว่า...ได้หัวช้อรายงานมาว่า...เหตุใดสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ถึงทรงสร้าง...พระนารายราชนิเวศน์
ยากมาเลย...หาข้อมูลมานานแล้ว ก็ยังไม่ได้...แม้เป็นหัวข้อที่ต้องวิเคราะเอง...แต่ก็ไม่มีมูลอะไรเลย...
พระองค์ทรงสร้าง...ทำไมเนี้ยT_T

    �� : KiaTT  Mail to KiaTT   ����� : 2/08/2005 08:51 PM

 
 
�����Դ��繷��: 1

รู้จักพระราชวังนารายณ์กันสักนิดนะค่ะ
พระนารายณ์ราชนิเวศน์ เป็นพระราชวังซึ่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2199 - 2231 โปรดให้สร้างขึ้น ณ เมืองลพบุรี เมื่อ พ.ศ. 2209 บนพื้นที่ 41 ไร่ สำหรับเป็นที่ประทับพักผ่อน ล่าสัตว์ ออกว่าราชการ และต้อนรับแขกเมืองอย่างไม่เป็นทางการ พระองค์โปรดประทับอยู่ ณ เมืองลพบุรีนานเกือบตลอดปี เฉพาะฤดูฝนเท่านั้นจึงจะเสด็จไปประทับ ณ กรุงศรีอยุธยา เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2231 เมืองลพบุรีหมดความสำคัญลง ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้โปรดฯ ให้ซ่อมแซมพระราชวังของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และสร้างพระที่นั่งขึ้นใหม่เพิ่มเติมสำหรับเป็นที่ประทับในปี พ.ศ. 2399 และพระราชทานชื่อพระราชวังว่า พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานหมู่พระที่นั่งพิมานมงกุฎ อันเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้รัฐบาลใช้เป็นศาลากลางจังหวัด และต่อมา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นที่พระที่นั่งจันทรพิศาล ในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2467 เรียกว่า ลพบุรีพิพิธภัณฑสถาน และในปี พ.ศ. 2504 จึงได้ประกาศเปลี่ยนชื่อเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ปัจจุบันได้จัดแสดงศิลปโบราณวัตถุตามอาคารและพระที่นั่งต่างๆ ภายในพิพิธภัณฑ์เป็นจำนวนกว่า 1,864 รายการ

    �� : KiaTT   Mail to KiaTT  ����� : 2/08/2005 08:54 PM


�����Դ��繷��: 2


พระนารายณ์ราชนิเวศน์

อยู่ที่ ..... ตำบลท่าหิน อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี
สร้างเมื่อ ..... พ.ศ. ๒๒๐๙

พระนารายณ์ราชนิเวศน์ เป็นพระราชวังที่สมเด็จพระนารายณ์ ทรงตั้งพระทัยที่จะใช้เป็นราชธานีแห่งที่ 2 หลังจากที่ทรงพบว่ากรุงศรีอยุธยา อยู่ใกล้ทะเลเกินไป ทำให้ยากที่จะตั้งรับข้าศึกชาติตะวันตก ดังนั้นพื้นที่ใกล้ๆ กับทะเลชุบศร ที่ลพบุรี จึงถูกเลือกให้เป็นราชธานีสำรอง ดังนั้นวังแห่งใหม่ที่เมืองละโว้นี้ จึงสร้างให้ใกล้เคียงกับพระบรมมหาราชวังให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และในบรรดาหมู่พระที่นั่งต่างๆ ในเขตพระราชฐานชั้นกลางที่สร้างประตูไว้ถึง 11 บานเหมือนๆ กันกับเขตพระราชฐานชั้นนอกและชั้นใน ถือว่าเป็นเขตพระราชฐานสำคัญ ที่พระมหากษัตริย์จะใช้เป็นท้องพระโรงออกว่าราชการ และ หนึ่งในหมู่พระที่นั่งสำคัญในเขตนี้ก็ได้แก่ .........

หมู่พระที่นั่งพิมานมงกุฏ ตั้งอยู่ระหว่างพระที่นั่งจันทรพิศาล และพระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท หมู่พระที่นั่งนี้ประกอบไปด้วย พระที่นั่งอักษรศาสตราคม ใช้เป็นพระที่นั่งสำหรับทรงพระอักษร โดยมีที่พระนั่งไชยศาสตราคม เป็นที่เก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ และ มีพระที่นั่งวิสุทธิวินิจฉัย เป็นพระที่นั่งที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาหมู่พระที่นั่งทั้ง 3 โดยใช้เป็น ท้องพระโรง สำหรับว่าราชการแผ่นดิน ซึ่งพระที่นั่งสุทธิวินิจฉัย ก็ยังแบ่งออกเป็น ท้องพระโรงใหญ่ และ ท้องพระโรงเล็ก ความพิเศษของหมู่พระที่นั่งนี้คือพระที่นั่งทุกหลังในหมู่พระที่นั่งนี้ สร้างเชื่อมให้เดินถึงกันได้หมด

............... เมื่อเดินลึกเข้าไปยังชั้นบนของหมู่พระที่นั่ง ก็จะเป็นตึกที่สูงขึ้นไปอีก 3 ชั้น เป็นพระที่นั่งส่วนพระมหากษัตริย์ที่ตั้งชื่อตามหมู่พระที่นั่งว่า พระที่นั่งพิมานมงกุฏ ซึ่งเป็นพระที่นั่งประธานของหมู่พระที่นั่ง โดยสันนิษฐานว่าพระที่นั่งนี้ น่าจะแบ่งออกเป็น ห้องบรรทม และ ห้องเสวยของสมเด็จพระนารายณ์ด้วย ...............

............... เมื่อพระราชวังทรุดโทรมไปตามกาลเวลา จนกระทั่งล่วงเข้าสู่กรุงรัตนโกสินทร์ ในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว .. พระที่นั่งพิมานมงกุฏ .. จึงถูกปรับแต่งเสียใหม่จากหลังคากระเบื้องลอนแบบจีนให้เป็นกระเบื้องมุงหลังคาแบบธรรมดา ไม่มีงานสถาปัตย์เป็นลวดลายที่ซับซ้อนตามแบบของเดิม ที่สร้างแบบเก๋งจีน แต่ตัวอาคารดูเป็นทรงฝรั่งแบบเรียบๆ ยังคงลวดลายปูนปั้นที่หน้าบันของพระที่นั่งเป็นรูปพระมหาพิชัยมงกุฏบนพาน โดยมีปูนปั้นทำเป็นฉัตรคู่ขนาบข้างพระรูปพระพิชัยมหามงกุฎ ...............

โรงช้างหลวงอยู่ วังเจ้านายที่เราเห็นเป็นวังแบบฝรั่งในปัจจุบันนั้น แม้ว่าวังแบบนี้จะได้มี การสร้างมากที่สุดในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หากแต่ การสร้างวังหรือสถานที่สำคัญๆ ตามแบบตะวันตกตามพระราชประสงค์ของพระ มหากษัตริย์ไทยก็มีมานานหลายศตวรรษ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาก็เช่นกัน ที่มีร่องรอยเดิมของสถาปัตยกรรมตามแบบตะวันตก นอกเหนือจากงานสถาปัตยกรรมแบบขอมหรือจีนที่เคยได้รับความนิยมมาตลอด

............... และ ที่จังหวัดลพบุรี อดีตเมืองหลวงที่ 2 ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งเป็นยุคที่ไทยให้การต้อนรับชาติตะวันตกมากที่สุดยุคหนึ่ง พระองค์ทรงเลือก เมืองลพบุรี หรืออดีตเมืองละโว้นั้นไว้เป็นด่านสำรองในการบริหารประเทศ ดังนั้นสิ่งที่ตามมาจากการสร้างเมืองคือพระราชวังประจำเมืองที่มีนามเดียวกับพระองค์ ...............

พระนารายณ์ราชนิเวศน์ เป็นพระราชวังของสมเด็จพระนารายณ์ ก็เริ่มสร้างขึ้น เป็นครั้งแรกในราวปีพ.ศ.2209 โดยโปรดฯ ให้สถาปนิกฝรั่งเศสออกแบบพระราชวังแห่งใหม่นั้น ออกเป็นจุดต่างๆ ในเขตพระราช ฐานบนเนื้อที่ประมาณ 42 ไร่ และ สิ่งหนึ่งที่เป็นที่ท้าทายช่างสถาปนิกฝรั่งเศส นั่นก็คือการสร้าง โรงช้างหลวง ซึ่งเป็นสิ่งที่จะขาดไม่ได้ในทุกยุคสมัยนั้น

โรงช้างหลวง ที่พระนารายณ์ราชนิเวศน์สร้างอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอก โดยสร้างตั้งเรียงแถวชิดกำแพงเป็นแนวยาวมากกว่า 10 โรง ปัจจุบันเหลือเพียง 10 โรง และมีเพียง 2 โรงที่มีโครง 4 ด้านครบ ซึ่งโรงช้างนั้น เป็นโรงช้างที่สร้างไว้สำหรับใช้เก็บช้างเผือก และช้างศึก ดังนั้นการสร้างที่เลี้ยงช้างจึงสร้างขึ้นแยกเป็น หลังละเชือก โดยสถาปนิกฝรั่งเศสจะออกแบบประตูทางเข้าเป็นช่องใหญ่กว่าตัวช้างเล็กน้อย โดยมีการเจาะหน้าต่างด้านข้างออกเป็นช่องเล็กๆ ไว้สำหรับระบายอากาศ

............... นอกจากโรงช้างหลวงที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงโปรดฯ ให้สร้างโรงเก็บ ช้างเผือกและช้างศึกแล้ว พระองค์ยังโปรดฯ ให้ สร้างเพนียด เอาไว้สำหรับคล้องช้างป่า ไว้ไม่ไกลจากทะเลชุบศรมากนัก ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์นั้น เรียกได้ว่าไม่ใคร่มีศึกใหญ่ระหว่าง อโยธากับหงสาวดี นอกจากจะมีเหตุพิพาทกับทางยุโรปมากกว่า อย่าง ฮอลันดา และ ฝรั่งเศส ดังนั้นช้างศึกจึงไม่ใคร่ถูกนำมาใช้มากนัก และครั้นถึงคราวสิ้นสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อ พ.ศ. 2231 พระตำหนักน้อยใหญ่ในพระราชวังแห่งนี้ รวมทั้งโรงเลี้ยงช้างและเพนียดคล้องช้าง ก็ถูกปล่อยให้ทิ้งล้างตามไปด้วย ...............

เรือนรับรองแขกเมือง ในช่วงปลายอยุธยา รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น ถือได้ว่า เป็นยุคทองแห่งการทูตระหว่างประเทศยุคหนึ่งของไทยเลยทีเดียว โดยเฉพาะฝรั่งเศส ในยุคของพระเจ้า หลุยส์ที่ 14 ซึ่งเป็นกษัตริย์ ที่มีความเข้มแข็งทางการเมือง และการทหาร ดังนั้น หลังจากที่พระองค์ ทรงมีพระราชดำริ ที่จะจัดตั้งราชธานีที่ 2 ขึ้นที่เมืองลพบุรี และทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ขึ้นเป็นพระราชฐานใหม่ในราชธานีใหม่ตามลำดับนั้น พระราชวังนี้ย่อมต้องมีที่สำหรับรับรองทูตานุทูตและแขกบ้านแขกเมืองทั้งหลายตามไปด้วย

............... ที่สำหรับรับรองแขกเมืองที่พระนารายณ์ราชนิเวศน์นั้น เป็นเรือนรับรองก่ออิฐถือปูนขนาดย่อม ตั้งอยู่ที่พระราชฐานชั้นนอก ที่ยังมีโครงเรือนที่ค่อนข้างสมบูรณ์ หน้าต่างที่ผนังประตูหน้าและหลังนั้น สร้างเป็นทรงโค้งแหลม ที่คล้ายๆ รูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก ส่วนร่องรอยคูน้ำเดิมนั้น เคยมีน้ำพุตั้งตามจุดต่างๆ กว่า 20 จุดทั่วบริเวณแถบๆ นั้น ...............

............... เรือนรับรองแห่งนี้ เคยเป็นที่รับรองคณะทูตานุทูตยุโรปคนสำคัญๆ มาแล้ว อย่าง บาทหลวงตาชารต์ และลาลูแบร์ ซึ่งจากพงศาวดารได้บันทึกไว้ว่า อาหารเลี้ยงพระราชทานที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงพระราชทานแก่คณะทูตนี้ หรูเลิศไปด้วยภาชนะเงินแท้ และ อาหารคาวหวานนานาชาติหลากหลายชนิด ...............

............... พระราชวังที่ 2 ที่ลพบุรี ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระนารายณ์ ยุคปลายกรุงศรีอยุธยานั้น มีพระที่นั่ง รวมทั้งเรือนรับรองน้อยใหญ่มากมาย ราวกับเป็น พระบรมมหาราชวังแห่งหนึ่ง ซึ่งที่ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ มีพระที่นั่งต่างๆ ตามเขตพระราชฐานทั้ง 3 ชั้นคือ ชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน โดยเฉลี่ยราว 5 หลังต่อ เขตพระราชฐาน และ ที่เขตพระราชฐานชั้นนอก ริมกำแพงด้านซ้ายสุด มีตึกหลังย่อมหลังหนึ่งชื่อว่า .....................

เรือนพระเจ้าเหา สันนิษฐานว่า เหา ตัวนี้มาจากคำว่า house ที่แปลว่าบ้าน เหมือนทำเนียบไวท์เฮ้าส์ของอเมริกา แต่คนไทยออกสำเนียงไม่ชัด ก็เลยเพี้ยนเสียงไปเป็นเช่นนั้น เรือนนี้เคยเป็นหอพระประจำพระราชวังโบราณ ที่มีพระพุทธรูป ประจำพระราชวังประดิษฐานอยู่ ณ เรือนนี้ ซึ่งร่องรอยการประดิษฐานของพระพุทธรูป สามารถเห็นได้จากฐานชุกชีภายในอาคาร ซึ่งอดีตหอพระประจำพระราชวังนั้น เจาะหน้าต่างและประตูเป็นซุ้มโค้งแบบไทย และทำกำแพงรอบๆ เรือนเป็นช่องโค้งเล็กๆ เพื่อใช้เป็นที่วางตะเกียง

............... ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเพทราชา เคยใช้เรือนพระเจ้าเหานี้ เป็นที่ประชุมเหล่าขุนนาง และที่ตึกนี้เอง ที่พระองค์ทรงประกาศยึดอำนาจจากสมเด็จพระนารายณ์ แล้วปราบดาภิเษกขึ้น เป็นพระมหากษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยาลำดับถัดไป ...............




-------------------------------------------------------------
อ้างอิงจาก วารสารเมืองโบราณ ซึ่งเป็นวารสารวิชาการ เพื่อการอนุรักษ์มรดกไทย ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปะ และวัฒนธรรม วารสารเมืองโบราณ นำเสนอเรื่องราว ที่น่าสนใจ ในแง่มุมต่างๆ ทางด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ รวมถึง มานุษยวิทยา วิชาที่ว่าด้วยเรื่องตัวคนและสิ่งที่คนสร้างขึ้น ด้วยจิตสำนึก และ ความภาคภูมิใจ ในภูมิปัญญา ของบรรพบุรุษไทย





    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 3/08/2005 09:34 AM


�����Դ��繷��: 3

ขอบคุณมากนะค่ะ...อุอุ
...แล้วจะทำอย่างไรต่อดีเนี้ย....ใครก็ได้มาช่วยทำรายงานที
...ฮุฮุฮุ

รักนะ...แต่ไม่กล้าบอก....ขอบคุณค่ะ...คุณน้ำตาล

    �� : KiaTT   Mail to KiaTT  ����� : 3/08/2005 02:19 PM


�����Դ��繷��: 4

คาดว่า เจ้าพระยาวิชาเยนตร์ คุมงานก่อสร้าง
ลองไปค้นจากกหนังสือศิลปวัฒนธรรม และหนังสือในเครือมติชน (matichon.com)

    �� : พี่เก่ง   Mail to พี่เก่ง  ����� : 6/08/2005 01:27 PM



ชื่อ ::
  *
  รหัสผ่าน ::  
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ

Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.