| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- แก้ไขข้อมูล | - เข้าระบบผู้ดูแล | ตั้งกระทู้ใหม่ - -



น่าจะมีอะไรดีๆ หากอ่านดีๆ

อ้างอิงจาก

http://budpage.com/bm57.shtml
นิยายของ อลัน นี ที่ชื่อเรื่องว่า The Man Who Was Peter Pan กล่าวถึงชีวประวัติของ เจมส์ แบร์รี ชายที่สร้างนิยายพีเตอร์ แพน ขึ้นมา จนกลายเป็นนิยายขวัญใจเด็กๆและคนทั้งโลกในกาลต่อมา จนมาร์ค ฟอสเตอร์ ผู้กำกับมือดีคนหนึ่งของวงการนำมาจัดทำเป็นภาพยนตร์ Finding Neverland พร้อมด้วยดาราดังๆอย่าง จอห์นนี เดปป์ และ เคท วินสเลต ร่วมกันสร้างสรรค์ Finding Neverland ขึ้น ที่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์จนกลายเป็นหนังขวัญใจมหาชนได้ในไม่นาน
ถ้าท่านผู้อ่านเคยดูปีเตอร์ แพน คงจะจำความรู้สึกได้ว่า เหมือนพาตนกลับไปในห้วงของวัยเด็กอีกครั้ง สนุกเพลิดเพลินกับดินแดนที่เด็กไม่ต้องเข้านอนหรือทำการบ้าน ดินแดนที่เด็กจะเหาะไปไหนก็ได้ กัปตันฮุค เรือโจรสลัด เรื่องราวการผจญภัยชั่วข้ามคืน Neverland จึงเป็นดินแดนที่ไม่เคยมีใครได้ไป เป็นความฝันที่ใครก็อยากจะให้มันเป็นจริงแม้ว่ารู้ทั้งรู้ว่าต้องกลับมาสู่โลกของความจริงทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมา
ผมคิดว่าหนังจงใจใช่ชื่อ Finding Neverland แทนพฤติกรรมทั้งหมดของตัวละคร ที่ถ่ายทอดออกมาอย่างเรียบง่ายและสวยงาม แบร์รี นักเขียนบทละครชื่อดัง ตกอยู่ในภาวะที่เรียกกันว่า writer's block พูดง่ายๆก็คือ เขียนไม่ออก บทละครที่เขาเขียนขึ้นเริ่มตีบตัน จืดชืดและไม่ประสบความสำร็จทั้งในแง่คำวิจารณ์และความรู้สึกของตัวเขาเอง จนกระทั่งเขาได้มาพบกับแม่หม้ายลูกสี่ ซิลเวีย ในสวนสาธารณะ ด้วยบทสนทนาสั้นๆกับการเล่นสนุกกับเด็กๆ ทำให้แบร์รี เริ่มจะเข้ามาในชีวิตของซิลเวียและลูกๆมากขึ้น การเล่นสนุกที่สวนหลังบ้านของซิลเวีย การเล่นผจญภัยเป็นโจรสลัด หรืออินเดียนแดง นำเขาไปสู่ความสนุกสนานที่เขาลืนเลือนไปแสนนาน พลอตเรื่องที่พรั่งพรูจึงมาพร้อมๆกับความสัมพันธ์ท่เป็นเหมือนทั้งพ่อและพี่ชายให้กับเด็กๆทั้งสี่คน
การเอาชนะใจ ปีเตอร์ ลูกชายคนหนึ่งของซิลเวีย ที่ดูจะโตเกินกว่าวัย เพราะการจากไปของพ่อ และการป่วยของแม่ซึ่งทำให้เขาไม่คิดจะเล่นสนุกได้เช่นเด็กทั่วไป และมองพฤติกรรมของแบร์รีรวมถึงละครของเขาไม่ต่างจากการโกหกของผู้ใหญ่ทั่วไป (เช่นเดียวกับที่พ่อของเขาสัญญาว่าจะพาไปตกปลาแต่ต่อมาก็ตายจากไปในวันรุ่งขึ้น) ยิ่งเป็นแรงผลักดันให้บ์รีสร้างสรรค์ผลงานที่สนุกสนานที่สุดออกมา จนกลายเป็น ปีเตอร์ แพน ตามชื่อของปีเตอร์

อย่างที่กล่าวแล้วครับ Neverland เป็นดินแดนที่ใครๆก็อยากไป เป็นดินแดนที่ทุกคนใฝ่หา แต่ Neverland ของแบร์รีกลับใช่ Neverland ของคนอืนๆรอบกายของเขาด้วย
แมรี (ราดา มิตเชลล์) ภรรยาของแบร์รี จึงเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากเรื่องราวเหล่านี้ รวมทั้งแม่ของซิลเวีย, เอมมา (จูลี คริสตี) ที่ไม่ต้องการให้ลูกสาวต้องเสียใจจากชายที่รักอีก แมรี จากเขาไป ชีวิตครอบครัวของเขาล้มเหลวไปพร้อมๆกับความรุ่งเรืองในบทละคร ทางด้านเอมมาเองก็พยายามกีดกันเขาทุกวิถีทางพร้อมกับกล่าวกับเขาอย่างองอาจว่า เธอดูแลลูกและหลานๆเองได้โดยไม่ต้องให้ใครมาก้าวก่ายครอบครัวนี้อีก
หนังเรื่องนี้จึงเป็นดรามาครับ พระเอกไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จทุกอย่าง และไม่จำป็นที่ทุกเรื่องต้อง happy ending เพราะในควาใมเป็นจริงไม่มีใครที่จะ happy ending ได้ทุกเรื่องทุกวัน เหมือนกับที่ทุกคนต่างแสวงหา neverland แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาสู่ชีวิตตนเองในโลกความจริง
Neverland ของแบร์รี คือการแสวงหาบทละครที่ยอดเยี่ยม ที่ทำให้เขาได้พอใจกับความสนุกสนานและความงดงามของมัน ก่อนจะมีปีเตอร์ แพน แบร์รีติดกับคำวิจารณ์มากมายที่ว่าละครของเขาไม่ได้เรื่อง และดูเหมือนเขาจะลืมความสนุกสนานจากละครไปเสียหมด ชารลส์ (ดัสติน ฮอฟฟ์แมน) เจ้าของโรงละครกล่าวกับเขาว่า สิ่งที่สำคัญของละครคือ play (การเล่น) ให้สมชื่อ (เพราะ ละคร = play ถ้ามัวแต่หาความสุขจากงานวิจารณ์ก็ไม่ใช่ละครแล้ว เพราะมันไม่ใช่ play แล้ว)
ขณะที่ Neverland ของแบร์รี คือการหาอัตลักษณ์ของตัวเองที่ขาดหายไป แต่ Neverland ของ แมรี คือการได้อยู่ในดินแดนที่สามีอยู่ติดบ้านและดูแลเอาใจใส่เขามากกว่านี้ ตอนจะเข้านอนห้องของทั้งคู่อยู่ชิดกัน ฉากที่เปิดประตูเข้าไปห้องของเธอนั้นแสนเรียบง่ายธรรมดา แต่ห้องของแบร์รีกลับมีแสวงสว่างเจิดจ้า เตลิดไปกับดินแดนที่ห่างไกล ดินแดนนั้นของแบร์รีเป็นดินแดนในฝันที่สนุกสนาน แต่น่าเศร้าที่เป็นดินแดนที่คนรักของเขาไม่อาจเข้าใจ ไม่พร้อมที่จะไป และเธอเองก็ไม่สามารถพาสามีกลับสู่ดินแดนเรียบง่ายในบ้าน อย่างที่เธอต้องการให้เป็น
ซิลเวียที่เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับแบร์รี กลับเป็นคนที่เข้าใจเขาอย่างดีที่สุด ทั้งคู่ต่างคล้ายดันที่ไม่อาจยอมรับความจริง แต่เลือกที่จะแสวงหา neverland บางอย่างที่อยู่ห่างไกล ความจริงมันเจ็บปวดเกินไปกับเธอและลูกๆ ซิลเวียบอกว่าเธอจะกินยาทุกม็ดที่หมอสั่งแต่โปรดอย่าบอกว่าเธอเป็นอะไร ซิลเวียจึงเป็นตัวอย่างของคนที่ติดกับ neverland เหมือนคนที่หลับฝันดีแต่ไม่กล้าตื่นจากฝันเพื่อแสวงหาความจริง ตรงข้ามกับปีเตอร์ ที่คิดว่า neverland อย่างนั้นไม่มีแล้ว ความจริงที่เห็นต่างหาก คือความจริง บทละครสำหรับคนอื่นคือความงดงามแต่สำหรับเขามันคือ การละเล่นไร้สาระใดๆ ปีเตอร์จึงเป็นตัวอย่างของคนที่ปฏิเสธ neverland ของทุกคน และเลือกจะอยู่กับความจริงที่โหดร้ายของตัวเอง
หนังเรื่องนี้เป็นหนังดีครับ ดีแน่นอน การดูหนังที่เหมือนดูชีวิตคนบางครั้งก็ทำให้ได้คิดว่าถ้าเราอยู่ในสถานการณ์นั้นๆจะทำอย่างไร หนังบางเรื่องอาจเศร้าหรือเหงา แทบจะทนไม่ได้ (อย่างเช่นเรื่อง 2046 ของผู้กำกับ หว่อง กา ไว ที่เพิ่งลาโรงไป) แต่ไม่ได้หมายความว่าเราควรจะเศร้า เหงาปานนั้น ฮาเวิร์ด ฮิวจ์ จาก The Aviator บอกให้คนเรารู้จักพยายามไล่ล่าตามความฝัน แต่ใช่ว่าจะต้องทำแบบเขาที่ในที่สุดต้องสูญเสียความรู้จักพอในตนเอง Finding Neverland ก็เช่นกัน บางครั้ง Neverland ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ก็ไม่ลืมว่าขาข้างหนึ่งของมนุษย์ยังคงเหยียบบนโลกของความเป็นจริง คงจะดีแน่ถ้าเรายอมรับ Neverland ของกันและกัน เป็น Neverland ที่แสวงหาได้จากความจริงมิใช่ความฝัน โลกความจริงของเรา (ได้ไปเรียนมหาวิทยาลัย ได้ทำงานบริษัท แต่งสูท ผูกไท) อาจเป็น Neverland ของใครอีกคน (เด็กที่เอนท์ไม่ติด คนไร้บ้านฯลฯ) Neverland กับความเป็นจริงมันจึงซ้อนทับกันอยู่อย่างเลี่ยงไม่ได้ การมองโลกด้วยความเป็นจริงด้านเดียวและปฏิเสธความจริงอื่นๆ (The true objectively-it) หรือการมองโลกอย่างปรารถนาให้มันควรจะเป็นตามใจเราเท่านั้นโดยไม่ยอมรับความจริง (The desired subjectively-I ) คงจะไม่ดีแน่ คงจะดีแน่ถ้าเรายอมรับความจริงของเราและของผู้อื่น ไม่จมปลักในทุกข์เราจนโงหัวไม่ขึ้น หรือเตลิดไปในความสุขที่มองไม่เห็น แต่เห็นว่าไม่ว่าด้านสุขหรือทุกข์โลกมันก็งดงามตามธรรมชาติของเธอ (The beautiful intersubjectively-we) พูดง่ายแต่ทำยากครับ เรื่องแบบนี้ แต่ถ้าทำได้คนเราคงไม่ต้องทะเลาะกันทั้งในที่ทำงานหรือที่อิรักแน่ เพราะ ตอนนั้น neverland กับความเป็นจริง มันก็คือเรื่องเดียวกัน

    �� : นัน  Mail to นัน   ����� : 14/07/2005 12:35 AM

 
 
�����Դ��繷��: 1


ขอบคุณมากๆ นะคะ :-)




    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 14/07/2005 03:10 AM


�����Դ��繷��: 2

Finding Neverland กับ The Aviator ถ้าเทียบหนังดราม่าทั้ง 2 เรื่องแล้วผมชอบ Finding Neverland มากกว่าเยอะเลย ดูแล้วมันประทับใจบอกไม่ถูก ชายคนหนึ่งที่มีความคิดที่แตกต่างจากผู้ใหญ่คนอื่น มีจินตนาการ มีโลกส่วนตัวแบบเด็กๆ มีความคิดสร้างสรรค์ในการโน้มน้าวใจผู้อื่น ทำให้เด็กๆสนุกสนานไปกับเขาได้ (แต่ไม่ใช่กับปีเตอร์) ส่วน The Aviator เนื้อหามันดูเป็นผู้ใหญ่มากไปหน่อย ดูแล้วเครียด

ชอบบทความนี้มากครับ อ่านแล้วทำให้เข้าใจอะไรลึกซึ้งขึ้นเยอะเลย

    �� : Max   Mail to Max  ����� : 28/07/2005 06:11 PM



ชื่อ ::
  *
  รหัสผ่าน ::  
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ

Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.