| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- แก้ไขข้อมูล | - เข้าระบบผู้ดูแล | ตั้งกระทู้ใหม่ - -



แนะนำ จดหมาย ของ อาจารย์ ศุภวรรณ

คิดว่า จดหมายตอบฉบับนี้ เข้าใจง่าย และ ปูพื้นฐาน ได้ดี
หากต้องการ ศึกษา ในแนวทางที่สั้นที่สุด คิดว่า ที่ีนี่เป็นทางเลือกหนึ่ง

http://www.supawangreen.in.th
เบอร์มิ่งแฮม, อังกฤษ
๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๖
สวัสดีค่ะ ศิระ

นี่เป็นครั้งแรกที่เรียกตนเองว่าอาจารย์ จะเรียกอย่างอื่นก็ไม่ทราบว่าควรเป็นอะไร เพราะศิระก็เป็นรุ่นลูกแล้ว ไม่เคยเรียกตนเองว่าอาจารย์กับใคร เพราะไม่มีความรู้สึกว่าเป็นอาจงอาจารย์ใคร พูดกับฝรั่งก็ง่ายไปอย่าง ไม่ว่าใครจะสูงส่งหรือต่ำต้อยสักเพียงใด ไม่สำคัญ ใช้สรรพนามแค่สองคำ you กับ I ก็เท่านั้น
อีเมล์ฉบับก่อน ๆ ของศิระนั้น ได้ถูกลบหายไปหมดแล้วเมื่อลูกชาย reinstall computer เมื่อสิบวันก่อน จะขอตอบปัญหาที่ถามมาครั้งสุดท้ายเรื่องจิตว่างกับการเรียนหนังสือ
อ่านอีเมล์ของศิระที่เขียนมาเล่าประสบการณ์ทางธรรมต่าง ๆ นั้น สรุปได้ว่า ในช่วงนี้ ศิระกำลังอยู่ในขั้นตอนการฝึกฐานที่สามอยู่ คือ การเฝ้าดูความคิดและความรู้สึกของตนเองอยู่ห่าง ๆ อย่างที่อาจารย์อธิบายไว้ในหนังสือใบไม้กำมือเดียวว่า นั่งเฉย ๆ อยู่บนชานชาลา และเฝ้าดูรถไฟของความคิดผ่านเข้าออกชานชาลาโดยไม่ขึ้นไปนั่งบนรถไฟของความคิด นี่คือสิ่งที่ศิระกำลังทำอยู่ พอเห็นความคิดหรือเห็นจิต ความคิด (จิต) ก็หลุดออกจากใจ เกิดสภาวะ ใจว่างจากจิต ถ้าเป็นภาษาของท่านอาจารย์พุทธทาส ก็คือ จิตว่าง
ก่อนที่จะตอบปัญหาของศิระนั้น อาจารย์ขอพูดเรื่องจิตใจก่อนนะคะ สิ่งที่อาจารย์พยายามทำในตอนนี้คือ ให้คำนิยามของคำว่า จิต กับ ใจ อย่างชัดเจน เพราะนี่เป็นคำที่ใช้อย่างคลุมเครือมากแม้ในหมู่คนปฏิบัติธรรม ถ้าสภาวะภายใน ยังไม่ชัดเจนแล้ว คำควบนี้จะถูกใช้อย่างคลุมเครือ เนื่องจากอาจารย์ไม่เคยได้สอนคนไทยมาก่อน จึงไม่ได้คิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่คำภาษาอังกฤษได้แยกมานานหลายปีแล้ว จนกระทั่งมาสอนที่พุทธมณฑลเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา จึงทำให้ต้องคิดแยกแยะ และก็ได้คำตอบในคืนก่อนที่จะเริ่มสอนนั่นเอง
ฉะนั้น ต่อจากนี้ไป ทุกอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับความคิด thoughts ความทรงจำ memory จินตนาการ imaginations จินตภาพ image ความรู้สึก feelings and emotions อาจารย์จะเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าเป็น จิต ในภาคภาษาอังกฤษ สิ่งเหล่านี้จะถูกแทนด้วยหนูที่ชื่อ เจอรี่ (Jerry) ทั้งหมด ซึ่งครอบคลุม ๓ ขันธ์ คือ เวทนา สัญญา สังขาร ส่วนคำว่า ใจ จะถูกแทนด้วยแมวที่ชื่อทอม (Tom) นั้นคือ ขันธ์ที่ ๕ หรือ วิญญาณ นั่นเอง ตัวใจนี้ คือ ตัวของเราที่แท้จริง The True self or The real self ลูกศิษย์ฝรั่งที่มาเรียนกับอาจารย์ทุกคนจะต้องรู้เรื่อง Tom กับ Jerry คือรู้เรื่องจิตกับใจของตนเองทั้งสิ้น
คนที่ไม่เคยฝีกสมาธิวิปัสสนานั้น สภาวะของ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งเป็นนาม (abstract or formless) ล้วน ๆ จะอยู่ด้วยกันอย่างคลุกเคล้า ติดกันอย่างหนึบหนับ ไม่รู้อะไรเป็นอะไร อีนุงตุงนังไปหมด เป็นสภาวะที่ใจถูกจิตครอบอย่างเต็มที่ หรือ Tom ถูก Jerry ถล่มอย่างโงหัวไม่ขึ้น จึงเกิดการใช้คำว่า จิตใจ อย่างติดกัน ใช้ควบรวมเป็นคำเดียว เพราะเป็นสภาวะที่เขาเห็นคือจิตใจอยู่ติดกัน ที่จริง จิตกับใจเป็นคนละสภาวะกัน Tom and Jerry are separate entities.
ทำไมจิตกับใจจึงติดกัน คำอธิบายที่อาจารย์คิดว่าจะทำให้ปัญญาชนของยุคนี้เข้าใจได้อย่างเป็นกลาง ๆ และเป็นวิทยาศาสตร์ คือ เพราะระหว่างจิตกับใจมีสนามแม่เหล็กที่มีกำลังแรงมาก เมื่อมีผัสสะ หรือ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง…. ความคิด ความรู้สึกก็เกิด หรือจิตเกิด เมื่อจิตเกิดขึ้นปุ๊บ ใจก็จะดูดเอาจิตเข้ามาทันทีเพราะพลังอันรุนแรงของสนามแม่เหล็กนั่นเอง ทุกคนล้วนมีพลังสนามแม่เหล็กอันรุนแรงอยู่ระหว่างจิตกับใจทั้งสิ้น นี่คือสภาวะทุกข์หรือสภาวะแห่งความหมดอิสระภาพทางใจที่มนุษย์ทุกคนมีเท่าเทียมกัน นอกจากพระอรหันต์เท่านั้นที่พลังสนามแม่เหล็กได้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง จึงมีอิสระภาพทางใจอย่างแท้จริง
ถ้าศิระได้เรียนกับอาจารย์อย่างเห็นหน้ากัน ก็จะเข้าใจได้ชัดขึ้น เพราะอาจารย์มีเครื่องมือการสอนที่จะช่วยให้เห็นสภาวะของจิตกับใจ หรือ ทอมกับเจอรี่ ยังไงก็ลองขอเทปจากทางสิงค์โปร์นะ
คนมาปฏิบัติสมาธิภาวนา หรือ มาฝึกสติปัฏฐานสี่ คือ คนที่พยายามจะทำลายพลังอันรุนแรงของสนามแม่เหล็กนี้ เป็นขั้นตอนที่พยายามจะแยกจิตออกจากใจ เพื่อความเป็นอิสระของใจ การปฏิบัติธรรมจึงเป็นเรื่องยาก เพราะเป็นเรื่องการทำลายพลังสนามแม่เหล็กของธรรมชาติ จึงยากมาก เรื่องนี้ ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้ามาบอกเล่าสั่งสอนมนุษย์แล้วไซร้ จะไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้เลยว่า สติปัฏฐานสี่เป็นวิธีการทำลายพลังสนามแม่เหล็กอันรุนแรงระหว่างจิตกับใจ ทุกคนจะอยู่อย่างมืด ๆ ถูกจิตครอบอยู่ร่ำไป หลุดไม่ได้ น่าสงสารมาก เป็นสภาวะหลงหรือมีอวิชชา เมื่อใจถูกจิตครอบแล้ว จิตจะเป็นตัวพา carrier เอากิเลสอันคือ โลภ โกรธ เข้ามาอย่างไม่สิ้นสุด สร้างกรรมต่อไป และป้อนให้สังสารวัฏเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่คือ ความโหดเหี้ยมของพลังสนามแม่เหล็กระหว่างจิตกับใจ
แม้มาปฏิบัติเรื่องสติปัฏฐานแล้วก็ตาม แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จิตกับใจหลุดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง สภาวะก็ยังกำกวม ก้ำกึ่ง ชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง บางครั้ง ใจก็เป็นอิสระจากจิต แต่บางครั้งใจก็ยังถูกจิตครอบบ้าง เมื่อใจถูกจิตครอบคราใด ความมืดก็เกิด ทุกข์ก็เกิด คราใดที่มีสติดี มีสมาธิดี ใจก็หลุดออกจากจิต เกิดสภาวะอิสระของใจ โล่งอกเหมือนภูเขาทั้งลูกถูกยกออกไป ฉะนั้น แม้คนที่มาปฏิบัติสติปัฏฐานแล้ว และเป็นอาจารย์สอนสมาธิวิปัสสนา แต่พลังสนามแม่เหล็กยังไม่ถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงนั้น การใช้คำว่า จิตใจ ก็ยังกำกวมและคลุมเครือได้ เพราะสภาวะภายในของตนเองยังไม่ชัดนั่นเอง เพราะจิตกับใจยังไม่ได้หลุดจากกันอย่างสิ้นเชิง
ฉะนั้น คำว่า “หลุดพ้น” เป็นคำของสภาวะอย่างแท้จริง มีสภาวะเช่นนั้นจริง ๆ คือ ใจหลุดจากจิตและพ้นจากจิตอย่างแท้จริง จึงเกิดคำพูดเช่นนี้ได้ วัฒนธรรมทางภาษาของคนไทยเรามีคำนี้ขึ้นมาได้เพราะต้องมีคนหลุดพ้นมาแล้วนั่นเอง จึงสามารถเข้าใจพระไตรปิฎกได้และสั่งสอนสืบทอดต่อกันมาจนถึงยุคเรานี้ การหลุดพ้นนั้น ก็สามารถหลุดพ้นได้ด้วยพลังของสมาธิล้วน ๆ หรือ เจโตวิมุติ หรือ ด้วยพลังของปัญญา ดังที่เรียกว่า ปัญญาวิมุติ เรื่องนี้ อาจารย์ได้เล่าประสบการณ์ของตนเองไว้แล้วในหนังสือ เรื่อง “อวดอุตริมนุสธรรมที่มีในตน” กำลังรอคิวการพิมพ์อยู่ หลังจากพิมพ์คู่มือชีวิตทั้งภาคศีลธรรมและภาคกฎแห่งกรรมแล้ว เล่มนี้คงพิมพ์ได้หากมีทุนพอ
ตอนนี้ อาจารย์สามารถเห็นสภาวะของจิตและใจได้อย่างชัดเจน จึงพยายามจะอธิบายอย่างแยกแยะให้คนเข้าใจ อันนี้ ต้องบอกก่อนนะว่า อาจารย์ไม่ได้อธิบายตามพระไตรปิฎก เพราะไม่ได้อ่านอย่างจริงจัง ไม่ต้องพูดเรื่องอ่านอย่างแตกฉาน จริงจังก็ยังไม่ได้อ่านค่ะ จะเอาเวลาที่ไหนมาอ่านพระไตรปิฎก ลูกสามคน แต่ที่อธิบายนี้ พูดตามสภาวะที่ตนเองเห็นอยู่ มีอยู่ เป็นอยู่ เพื่อให้คนปฏิบัติได้เห็นตามอย่างง่าย ๆ และเข้าใจตามได้ การสอนคนนั้น หากสอนแล้ว เขาไม่เข้าใจ เอาไปทำตามไม่ได้ ก็ไม่ได้ผลเต็มที่ ยิ่งมาสอนปัญญาชนฝรั่งที่เขาไม่มีความต้องการจะเป็นชาวพุทธหรือเรียนสมาธิเลย อาจารย์ยิ่งต้องหาอุบายและเหตุผลอันหนักแน่นให้เขาแสวงหาตนเองให้ได้ ตอนนี้ ก็ดูเหมือน Tom and Jerry ได้เป็นที่ยอมรับและเข้าใจกันในหมู่ปัญญาชนที่มาเรียนกับอาจารย์แล้ว
เมื่อศิระเข้าใจคำว่า จิตกับใจได้ดังกล่าวแล้ว ก็วกเข้ามาสู่คำถามและปัญหาที่ประสบอยู่ ช่วงนี้เป็นขั้นตอนที่ศิระพยายามทำลายพลังสนามแม่เหล็กระหว่างจิตกับใจ เป็นขั้นตอนการปฏิบัติของฐานที่สาม มีความรู้สึกเหมือนการเข้าสนามรบในภายใน ต้องห้ำหั่นกับข้าศึกศัตรูที่มีหน้าตาหลากหลายและมารอบด้าน เหมือนนักต่อสู้กำลังภายในที่ยืนรับหน้าศัตรูนับร้อยนับพันนับหมื่นเพียงคนเดียว เหนื่อยมากในบางครั้ง แต่ก็ยอมแพ้ไม่ได้ เพราะถ้ายอมแพ้ ก็คือ ยอมตาย ยอมทุกข์ ยอมวนเวียนอยู่ในวัฏฏะที่น่าสงสารนี้ มีทางเดียวเท่านั้นก็คือ สู้ไปเรื่อย ๆ สู้อย่างไม่ถอย ดังที่อาจารย์มักบอกนักศึกษาที่อังกฤษว่า เรื่องวิปัสสนาเป็นเรื่องการซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวไปพระนิพพาน Vipassana is a one way ticket to Nirvana. ไปแล้วกลับไม่ได้ ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งคงชนะศึกมหันต์นี้ได้ ซึ่งที่จริง วันชนะศึกนั้นมันมีอยู่แล้ว จะช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง อย่างเร็วก็ ๗ วัน อย่างช้าก็ ๗ ชาติ ปัญหาอยู่ตรงว่า แม้ ๗ วันนั้น คนที่กำลังเดินอยู่ก็มองไม่เห็นว่ามันจะเกิดได้อย่างไร คนที่ยังไม่ถึงปลายทาง จะไม่สามารถมองเห็นระยะทางที่เหลือแม้ตนเองจะอยู่ใกล้จุดหมายปลายทางแล้วก็ตาม นี่เป็นเหตุผลง่าย ๆ ที่ปัญญาชนคิดตามได้
ปัญหาใหญ่ในหมู่นักปฏิบัติสมาธิภาวนาในขณะนี้คือ ถ้าคนสอนไม่ได้เห็นสภาวะอันเป็นเป้าหมายปลายทางอย่างแท้จริงแล้ว จะสอนให้คนเห็นตามไม่ได้ ฉะนั้น แม้คนที่ใกล้ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว แต่ยังไม่ถึง ก็ยังสามารถปฏิบัติผิด เลี้ยวผิดทางได้ จึงทำให้ล่าช้าต่อการเข้าประตูพระนิพพานไปอย่างน่าเสียดาย การหลงทางในหมู่นักปฏิบัติสมาธิวิปัสสนานั้น มักจะหลงอยู่แถวหน้าประตูพระนิพพานนั้นเอง ไม่ได้หลงไกลเลย
ตรงนี้เอง อาจารย์จึงจำเป็นต้องพูดว่า การบริกรรมในขณะที่ทำภาวนาอยู่นั้นเป็นเรื่องถ่วงและทำให้ล่าช้าต่อการเข้าประตูพระนิพพาน ถ้าเปรียบตัวใจเป็นเจ้าของบ้าน จิตคือ แขกที่มาบ้านเรา การสอนให้คนละชั่วทำดี ก็คือ การไล่แขกชั่ว ๆ ที่มาทำร้ายเจ้าของออกจากบ้านเราไป และรับรองแต่แขกดี ๆ ให้อยู่ในบ้าน เพราะอย่างน้อย แขกดีก็นำโชคลาภและมงคลมาให้เจ้าของ แต่ทั้งแขกชั่วและแขกดี ก็ยังเป็นแขกอันเป็นส่วนเกินของบ้านอยู่วันยังค่ำ หน้าที่ของแขกคือ แขกมาแล้วก็ต้องไป บ้านเป็นของเรา ไม่ใช่ของแขก แขกเพียงมาเยือน เยือนแล้วก็ต้องจากไป ถ้าแขกไม่ยอมออกจากบ้านเราไป สภาวะจิตกับใจจะเกาะติดกัน เป็นความหลง นี่คือสาเหตุว่าทำไม แม้ทำดีแล้วก็ไม่ควรติดดี ทำดีแล้วก็ยังต้องปล่อยความดีนั้นไป คือ แม้แขกดี เราก็เลี้ยงไว้ในบ้านไม่ได้ ต้องให้ออกจากบ้านไปเหมือนแขกชั่ว
ทีนี้ คนมาฝึกวิปัสสนาแล้ว มาภาวนาแล้ว ก็มาท่องบ่นมนตราต่าง ๆ มาบริกรรมด้วยคำต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เท่ากับเชื้อเชิญแขกอีกประเภทหนึ่งเข้ามาบ้านเรา เป็นแขกประเภทดีที่มีตัว แต่มีความสามารถที่ทำให้ตนเองล่องหนหายตัวได้ แขกประเภทนี้จับตัวได้ยากมาก ยากกว่าแขกดีที่เห็นมีหน้าตาสวยงามเสียอีก แขกประเภทนี้เรียกว่า วิปัสนูปกิเลส ถ้าคนปฏิบัติธรรมที่ยังชอบอวดความดีของตน หมายความว่า ทำดีแล้วชอบเอามาคุยอวดแล้ว จะจับแขกที่หายตัวนี้ไม่ได้เลย คนที่จะจับแขกประเภทที่สามหรือแขกล่องหนนี้ได้นั้น จะต้องเลิกคุยเรื่องการทำดีของตนเองแล้ว จะต้องไม่มีปัญหาเรื่องนั้นแล้ว คือ ทำดีแล้ว แม้ไม่มีใครเห็นว่าตนทำดี ก็ไม่เสียใจ น้อยใจ แม้ไม่มีใครชม ก็ยังคงทู่ซี้ทำดีต่อไปอย่างเงียบ ๆ คนเดียว คนเช่นนี้จึงจะเริ่มจับหน้าตาของแขกประเภทล่องหนนี้ได้ จับได้แล้วก็ไล่ออกจากบ้านไป คำบริกรรมในขณะทำสมาธิภาวนาก็น่าจะจัดอยู่ในแขกประเภทที่สามนี้ รวมทั้งวิปัสสนูตัวอื่น ๆ เช่น สามารถคิดวิเคราะห์ข้อธรรมได้อย่างลึกซึ้ง ดูแตกฉานมาก ซึ่งเป็นสิ่งดี แต่ยังดีไม่ถึงที่สุด ความดีอันเป็นที่สุด คือ ความรู้หรือญาณที่รู้ว่านี่คือสภาวะหลุดพ้นแล้ว สุดแล้ว หมดแล้ว สิ่งที่เหนือกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ถ้าญาณนี้ยังไม่เกิดแล้ว การพูดเรื่องพระนิพพานจะยังคงเป็นเรื่องคาดคะเนบ้าง คิดเอาบ้าง จินตนาการบ้าง รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง แม้พูดอย่างรู้ ๆ ก็เป็นความรู้แบบผุด ๆ โผล่ ๆ ไม่ชัดเจน ไม่คมคาย จะถูกต้อนจนมุมได้เมื่อมีการถกเถียงกันทางธรรม
ฉะนั้น การบริกรรมเมื่อภาวนานั้น ควรทำเฉพาะตอนต้น ๆ ที่จิตยังคุกคามใจอยู่มาก แต่เมื่อใจว่างจากจิตแล้ว ควรทิ้งคำบริกรรมไปให้หมด อย่าไปเอามันเข้ามาอีก ไล่แขกออกจากบ้านให้หมด ไม่ว่าจะเป็นแขกชั่ว แขกดี หรือแขกล่องหน ให้อยู่นิ่ง ๆ เฉย ๆ ขอให้อยู่กับสภาวะนั้นให้นานเท่าที่จะทำได้ เพราะนี่เป็นการฝึกฝนตนเองให้อยู่กับพระนิพพาน วันไหนญาณเกิดกับตนเองก็จะรู้เองว่า สภาวะธรรมดา ๆ นี้แหละคือ พระนิพพาน ซึ่งไม่ได้อยู่ไกลเลย อยู่แค่นี้เอง แต่เมื่อญาณที่มาตอกย้ำยังไม่เกิด แม้บอกตรง ๆ เช่นนี้ ก็ยังเข้าไม่ถึงใจ ยังลังเล สงสัย อ้างโน่นอ้างนี่ แถมตำหนิคนพูดว่าไม่รู้ที่ต่ำที่สูง ขี้กลากจะขึ้นหัวเอา ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเมื่อญาณยังไม่เกิด จิตกับใจจะเกาะติดกันอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่สามารถเข้าใจคนที่จิตกับใจแยกจากกันอย่างเป็นธรรมชาติได้ เหมือนกับนกจะไม่เข้าใจชีวิตของปลา และปลาไม่เข้าใจชีวิตของนก จะไปคิดคาดคะเนยังไงก็ไม่ได้
คนที่จะอยู่กับพระนิพพานได้นาน ๆ เช่นนี้คือคน ทำสมาธิแบบหลับตา จุดนี้ ถ้าคนสอนไม่ตอกย้ำว่านี่คือสภาวะพระนิพพาน หรือสภาวะธรรมของฐานที่สี่แล้ว ถึงบ้านแล้วนะ ไม่ต้องออกไปไหนอีกนะ ขอให้คงใจให้นิ่ง ๆ ถ้าไม่มีอาจารย์ที่เข้าถึงธรรมคอยจี้จุดสำคัญเช่นนี้ให้แล้ว คนปฏิบัติถึงจุดนี้ (คือพอใจนิ่งเข้าหน่อย) ก็จะสรรหาเรื่องมาคิด โดยเฉพาะการคิดใคร่ครวญข้อธรรมต่าง ๆ ตามที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก ซึ่งบันทึกว่าฐานที่สี่คือ การใคร่ครวญข้อธรรม ถ้าเป็นเรื่องการบันทึกแล้ว จำเป็นต้องเขียนเช่นนั้นอย่างเป็นหลักเกณฑ์ แต่ภาคปฏิบัติและสภาวะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เขียนบันทึกไม่ได้ ซึ่งถ้าจะเอาตามกฎเกณฑ์ของภาคปฏิบัติแล้วไซร้ ก็คงไม่มีอะไรจะบันทึก และอาจจะไม่มีพระไตรปิฎกเป็นมรดกตกทอดมาถึงยุคเรานี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อคนเริ่มคิดใคร่ครวญข้อธรรมแล้ว ก็เหมือนกับเข้าบ้านแล้ว แต่กลับเถลไหลออกไปที่อื่นอีก ไม่ยอมกลับเข้าบ้านและยอมอยู่บ้านเฉย ๆ ซะที ทำให้ล่าช้าต่อการเข้าถึงพระนิพพาน อาจารย์ก็เคยคิดใคร่ครวญข้อธรรมเช่นนั้นมาก่อน ทำแล้ว ก็รู้ว่ามันไม่เข้าล๊อค มันไม่ใช่ธรรมที่ควรเพ่งพินิจ รู้ว่าทำเช่นนั้นมันไม่ถูก แต่ก็ไม่รู้ว่าไม่ถูกอย่างไร และควรทำอย่างไร เคยถามอาจารย์หลายท่านถึงการปฏิบัติในฐานที่สี่ อะไรคือธรรมตัวนั้นที่ต้องเพ่ง ก็ไม่มีอาจารย์ท่านไหนที่สามารถตอบได้ ถ้าญาณไม่เกิดกับตนเองแล้วไซร้ ก็ไม่มีวันรู้หรอกว่า อ๋อ สภาวะที่เห็นตำตามาตั้งแต่เริ่มเข้าวัดทำสมาธินั้นคือ พระนิพพาน นี่เอง ธรรมตัวนั้นก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นี่เอง และอมตธรรมตัวนี้ เราจะนำมาเพ่งพินิจ คิดวิเคราะห์ไม่ได้เด็ดขาด ต้องทำใจให้นิ่งและอยู่กับ “ธรรม” นั้น เท่านั้นเอง
คนที่ยังเข้าไม่ถึงธรรมนั้นจะเกาะกับจิตหรือความคิดที่ว่า เราโชคดีแล้วที่มีโอกาสได้พบพระพุทธศาสนา มีโอกาสได้ปฏิบัติวิปัสสนา ชีวิตไม่ตกต่ำแล้ว เมื่อมีปัญหา ใจเกิดซัดส่ายคราใด ก็จะกลับมาเลียหาความคิดเหล่านี้ แล้วก็จะรู้สึกโล่งอก ปลอดภัย อบอุ่น สบาย มีที่ยึดเหนี่ยว ซึ่งต่างจากคนเข้าถึงธรรมอย่างแท้จริง คนที่เข้าถึงธรรมแล้ว จะไม่เลียความคิดเหล่านั้นเลย เพราะใจหลุดจากจิตแล้ว ความคิดเหล่านั้นไม่เกาะติดใจ คิดอย่างนั้นไม่เป็น พอคิดไม่เป็น คิดไม่ติด มันจะเหลืออะไร นอกจาก รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส นี่คือ การอยู่กับตัวธรรมจริง ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นสภาวะแสนจะธรรมดานี่แหละ เป็นสภาวะที่ทุกคนก็จุ่มอยู่ในมันแล้ว ต่างกันตรงที่ว่า รู้หรือไม่รู้เท่านั้นเอง นี่เป็นสิ่งที่คนฝึกวิปัสสนาคิดตามและคิดเทียบเคียงได้ คนมาฝึกวิปัสสนาก็คือ คนที่กำลังเตรียมตนเองให้เกิดญาณเพื่อตอกย้ำตนเองได้ ทุกคนต้องผ่านขั้นตอนการตรัสรู้ด้วยตนเอง จึงจะรู้ว่าเรื่องธรรมดานี้คือเรื่องสูงสุด ถ้าคนพูดเรื่องสูงสุดอย่างสูง ๆ over glorify พูดเป็นเรื่องไกลตัว ไกลจนเอื้อมไม่ถึง แสดงว่าพูดอย่างนักปรัชญา ไม่ใช่พูดอย่างคนรู้จริงเห็นจริง
เรื่องอย่างนี้ ถ้าคนรู้จริงไม่พูดให้ชัดเจนแล้ว แก่นของศาสนาพุทธก็จะไม่เหลือให้ได้สัมผัสเลย เพราะนี่ก็ค่อนกึ่งพุทธกาลมาแล้ว ธรรมในส่วนที่เป็นแก่นจะเจือจางมาก อาจารย์จึงเห็นว่าจำเป็นต้องพูดย้ำเรื่องนี้ อย่างน้อยคนกลุ่มน้อยนิดจะเข้าใจได้ คนกลุ่มใหญ่ก็คงยึดได้แต่เปลือกกระพี้ของศาสนาพุทธเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของยุคสมัยที่เลยกึ่งพุทธกาลมาแล้ว
สำหรับคนไม่ค่อยมีเวลาให้กับการทำสมาธิแบบหลับตาเช่นนั้น หากสามารถมีสติอยู่กับฐานที่หนึ่งได้เสมอ เท่ากับฝึกฝนตนเองให้อยู่กับสภาวะธรรมอันสูงสุดนั้น ก็จะมีเวลาที่ใจหลุดจากจิตได้เป็นช่วง ๆ บางครั้งก็เกิดเอง นั่นเป็นเพราะพลังสมาธิที่ได้ทำสั่งสมไว้ รวมทั้งคณิกสมาธิที่ทำอย่างต่อเนื่องด้วย คนที่ฝึกสติปัฏฐานแล้ว จะเห็นสภาวะที่ใจว่างจากจิตบ่อยมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันก็ได้เห็นสภาวะที่แมวกับหนูห้ำหั่นกันอย่างถึงพริกถึงขิงด้วย
ทีนี้จะกลับมาพูดเรื่องปัญหาที่ศิระประสบอยู่ ซึ่งเป็นปัญหาของปัญญาชนที่สนใจพุทธศาสนาและกำลังฝึกวิปัสสนาอยู่ ทุกคนจะเจอปัญหานี้เหมือนกันหมด นี่เป็นเรื่องที่เราต้องประสานเรื่องของโลกและธรรม และหาความสมดุลให้ตนเอง จริงทีเดียว เรื่องสุตตมยปัญญา intellectual knowledge ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ศาสตร์ที่ศิระกำลังเรียนอยู่หรือศาสตร์ไหน ๆ ก็ตาม ล้วนแต่เชื้อเชิญหนูตัวเล็ก ๆ เข้ามาในบ้านทั้งสิ้น ล้วนเป็นจิตหรือแขกที่เข้ามาในบ้านของใจทั้งสิ้น ความรู้ทางวิชาการแม้จะเป็นแขกที่ใจต้องการสลัดให้หลุดและต้องการพ้นจากมันอย่างสิ้นเชิง แต่เป็นแขกที่ไม่ได้เข้ามาถล่มใจให้เจ็บปวด เป็นแขกประเภทกลาง ๆ ที่อาจทำให้เครียดบ้าง แต่ไม่ทำให้ใจขึ้นลงแต่อย่างใด ความรู้ทางวิชาการเป็นเหมือนน้ำหนักส่วนเกินที่เราต้องแบกก็จริงอยู่ แต่ก็เป็นหนูที่ทำประโยชน์ทางโลกให้เราได้ เราก็จำเป็นต้องใช้มันไปก่อน คือ เป็นเครื่องมือทำมาหารับประทานได้
ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า ความรู้ทางโลกนั้น หากไม่มีความรู้ทางธรรมในส่วนที่เป็นแก่นคอยกำกับแล้ว จะกลายเป็นความรู้ที่แตกซ่านและไม่มีจุดหมายที่ชัดเจน จะกลายเป็นเรื่องที่เน้นแต่สุขภาพกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง มีอายุยืนนาน และหาเงินมาบำเรอกายให้สุขสบายเท่านั้น Our modern culture emphsises on health and wealth. ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ พอไม่มีจุดหมายที่ชัดเจน ก็เกิดการหลงทาง เอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งที่จริงเป็นสิ่งสร้างสรรได้ แต่คนโง่ก็เอามาเป็นเครื่องมือทำลายล้างมนุษย์กันเอง เรื่องความรู้ทางโลกเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องพูดกันนาน จะขอพักไว้ก่อน กลับมาพูดเรื่องปัญหาของศิระก่อน
ตรงนี้อาจารย์เข้าใจศิระได้ดีมาก เพราะได้ผ่านการเป็นนักศึกษามาแล้ว อาจารย์จะไม่พูดสนับสนุนให้หนุ่มสาวทิ้งการเรียนเพื่อเอาปริญญาแล้วเข้าวัดบวช เพราะไม่ได้คิดว่าการเป็นพระในยุคสมัยนี้จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด พระก็ยังมีปัญหาอย่างพระที่เราฆราวาสไม่รู้ ตราบใดที่ยังไม่หลุดพ้น ไม่ว่าพระหรือฆราวาสมีทุกข์เท่าเทียมกันหมด อันนี้ ถ้าใครอยากบวชเป็นพระเป็นชีก็เป็นทางเลือกส่วนตัวของเขา ถ้าคิดว่าตนเองพร้อมอย่างแท้จริง และไปรอด ก็ทำไป ในส่วนตัวของอาจารย์แล้ว คิดว่า นั่นไม่ใช่ทางออกทางเดียว เพราะรู้ ๆ กันอยู่ว่า สถาบันสงฆ์ก็มีปัญหาไม่น้อย ไม่อยากให้เจอปัญหาแบบ หนีเสือปะจะเข้ มาถอนตัวทีหลังจะขายหน้าเปล่า ๆ อาจารย์เห็นว่า ยุคสมัยนี้ ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะของพระหรือฆราวาส การปฏิบัติธรรมนั้น ยากพอ ๆ กัน เพราะสังคมมันซับซ้อนมากขึ้นกว่าสมัยก่อน แต่แม้จะยากยังไง มันก็ยังไม่เหลือบ่ากว่าแรงสำหรับผู้มุ่งปฏบัติเพื่อความหลุดพ้นอย่างแท้จริง ความเป็นไปได้นั้นมีอยู่ ชีวิตของอาจารย์ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้เป็นฆราวาส เป็นภรรยา และแม่คน ก็ทำให้สำเร็จได้
ปัญญาชนที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่และสนใจเรื่องวิปัสสนาด้วยต้องยอมรับว่า สถานภาพทางสังคมที่เป็นลูกของพ่อแม่ที่ล้วนหวังอยากเห็นลูกประสบความสำเร็จทางการศึกษาทั้งสิ้น และในอนาคต ทุกคนก็ต้องรับผิดชอบต่อตนเอง จำเป็นต้องมีวิธีการทำมาหารับประทานเลี้ยงปากท้องของตนเองและครอบครัว พูดง่าย ๆ ว่าจำเป็นต้องหาเงิน จะได้เงินมาก็ต้องมีงานดี งานดีคือ งานที่เราสามารถทำแล้วพอใจด้วยและได้เงินด้วย จะได้งานดีก็ต้องเรียนให้จบ ให้ได้ปริญญาอันเป็นใบเบิกทางออกมา มันก็เป็นอิทัปปัจยตาอย่างนี้
สิ่งที่อาจารย์จะแนะให้ได้คือ ขอให้ทำตนเหมือนอยู่ในโลกสองโลก เมื่ออยู่ในโลกของปัญญาชนก็ต้องทำหน้าที่การเรียนอย่างปัญญาชนจริง ๆ เรียนให้เข้าใจ เมื่อศิระต้องอ่านหนังสือ ต้องท่องจำ ต้องวิเคราะห์ข้อมูลอันเกี่ยวเนื่องกับความรู้ทางการแพทย์แล้ว ขอให้ทำอย่างเต็มที่ ให้ลืมเรื่องการดีดความคิดออก ลืมเรื่องวิปัสสนาไปก่อน คือ เข้าไปใช้ความคิดอย่างเป็นปัญญาชนจริง ๆ อย่าเหยียบเรือสองแคม เพราะเรื่องสุตตะ มันจำเป็นต้องทำเช่นนั้น ถ้าไม่ทำ ก็เรียนเอาปริญญาไม่ได้ จะสับสนมาก
แต่เมื่อมีเวลาว่างจากการเรียน ก็ย่างเข้าไปในโลกแห่งความว่างหรือโลกพระนิพพานด้วย ในช่วงเวลานั้นแม้จะเพียงสั้น ๆ ก็ตาม เช่น เข้าห้องน้ำ เดินกลับบ้าน นั่งบนรถเมล์ ก็พยายามสลัดจิตให้หลุดออกจากใจให้ได้ อย่าไปต่อล้อต่อเถียงกับความคิดใด ๆ ทั้งสิ้น ดีดความคิดออกทุกอย่าง ดีดออกให้หมด และขอให้ว่างอย่างแท้จริง ในช่วงนั้น ใจเราก็จะถูกเติมพลัง ทำให้แข็งแกร่งมากขึ้น สามารถมีพลังออกมาต่อสู้ชีวิตของโลกปัญญาชนได้อีก มันก็ต่อกรกันอยู่อย่างนี้แหละ พยายามจัดสรรเวลาให้ดี เล่นบทบาทของทั้งสองโลกอย่างถูกต้อง แล้วศิระก็จะได้ประสบการณ์มากขึ้น ปัญญาทางธรรมก็จะผุด ๆ โผล่ ๆ เข้ามาให้เราเห็นและเข้าใจชีวิตมากขึ้น ทุกคนจะต้องเรียนรู้ไปด้วยตนเองเช่นนี้ ต้องอดทนให้มาก ๆ เข้าไว้ ไม่มีอะไรง่ายหรอกในช่วงที่เรียนอยู่นี้ ยอมรับว่ายาก เพราะเป็นเรื่องสวนทางกับสิ่งที่เกิดในใจ แต่ก็พูดไว้นั่นแหละ ไม่มีสูตรสำเร็จอะไรที่จะบอกได้ นอกจากอดทนให้มาก ๆ ฝ่าฟันอุปสรรคไปเรื่อย ๆ การปฏิบัติจะง่ายขึ้นเอง และปริญญาก็ได้ออกมาด้วย พยายามประคับประคองใจตนเองให้สมดุลเข้าไว้ แม้จะต้องฝืนบ้างก็ควรทำ เพราะศิระกำลังเรียนแขนงวิชาที่ช่วยคนได้มาก นอกจากจะเป็นหมอรักษาโรคทางกายให้คนไข้ได้แล้ว ศิระจะสามารถช่วยคนทั้งด้านใจด้วยในอนาคตเมื่อมีประสบการณ์ทางธรรมมากขึ้น ฉะนั้น ขอให้มีกำลังใจในการเรียนต่อไป อย่าท้อถอยเป็นอันขาด
อาจารย์ก็ไม่ทราบว่า ที่พูดมาทั้งหมดนี้ จะช่วยตอบปัญหาของศิระได้มากน้อยแค่ไหน ที่จริง ตัวปัญหาของศิระจริง ๆ นั้น อาจารย์ตอบได้ไม่มาก เพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องผ่านพ้นและเรียนรู้หาความสมดุลให้ตนเอง ทำแทนให้กันไม่ได้ อาจารย์ทราบแต่เพียงว่า ศิระกำลังได้รับสิ่งดี ๆ ของทั้งสองโลก คือเป็นทั้งนักเรียนแพทย์และรู้เรื่องวิปัสสนา น้อยคนจะโชคดีเช่นนี้ ควรทำให้ดีที่สุด เท่านั้นก็น่าพอใจแล้ว
ขอถือโอกาสพูดเรื่องหนังสือนะคะ ตอนนี้ อาจารย์ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าอยากได้ทุนมาพิมพ์หนังสือให้ได้เร็วที่สุดเท่านั้น เพราะได้เสียเวลามามากแล้วกับการหาสำนักพิมพ์ คงยากที่จะหาสำนักพิมพ์ยอมเสี่ยงกับอาจารย์เพราะความเถรตรงในคำพูดของอาจารย์ ตัวหนังสือเหล่านั้นได้เขียนทิ้งแช่ไว้เกือบสองปีแล้ว ควรได้ทำประโยชน์ให้คนไปนานแล้ว หากมีทุนพิมพ์ คิดว่าควรจัดตั้งกองทุนขึ้นมาพิมพ์เสียเองและจ้างบริษัทสายส่งขายให้ ตั้งราคาถูก ๆ จะได้ไม่ต้องพึ่งสำนักพิมพ์อีกต่อไป
เวลาของมนุษย์ที่ผ่านเข้ามาในโลกนี้มีน้อยมากสำหรับผู้ต้องการแสวงหาสัจธรรมอันสูงสุด การได้อ่านพบหนังสือที่ต้องการก็ช่วยย่นระยะเวลาของการแสวงหานั้นให้สั้นลง เพราะขั้นตอนการปฏิบัติยังต้องใช้เวลาอีกมาก หนังสือของอาจารย์ก็มุ่งช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ซึ่งคงเป็นเพียงกลุ่มนิดเดียวเท่านั้น แต่แม้จะน้อยนิดเพียงไม่กี่คนก็ตาม อาจารย์ก็ต้องทำให้ดีที่สุดเพื่อคนเหล่านั้น คือ เขียนออกมาแล้ว ก็ต้องแน่ใจว่าถึงมือคนอ่านด้วย แต่อาจารย์ทำงานนี้คนเดียวไม่ได้โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือในเรื่องทุนพิมพ์หนังสือ หวังว่าศิระคงเข้าใจและยินดีทำงานนี้ร่วมกัน
เอานะคะ หวังว่าจดหมายฉบับนี้คงให้กำลังใจศิระได้บ้าง และหวังว่าคงเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านคนอื่น ๆ ด้วย ขอให้มีกำลังใจในการปฏิบัติธรรม
ด้วยความเมตตา
ศุภวรรณ

    �� : นัน  Mail to นัน   ����� : 2/07/2005 01:41 AM

 
 
�����Դ��繷��: 1


ขอบคุณมากๆ นะคะ :-)




    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 2/07/2005 05:26 AM



ชื่อ ::
  *
  รหัสผ่าน ::  
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ

Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.