| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- แก้ไขข้อมูล | - เข้าระบบผู้ดูแล | ตั้งกระทู้ใหม่ - -



แค่ดูก้อรู้แจ้ง

ผมเคย โพสมาครั้งนึงแล้ว แต่หลังจากนั้นมาอ่านอีกครั้ง ไม่เห็นอีกต่อไป
จึงนึกว่า น่าจะเกิดปัญหาทางด้านการส่ง หากมิใช่เช่นนั้น ขออภัยด้วย
เป็นบทความ ซึ่ง พี่สาวได้ส่งแนบไฟล์มาให้

ขอให้บุญกุศล ของผู้อ่าน ช่วยนำทางแก่ท่านเข้าสู่ร่องพระนิพพานด้วยเถิด

แค่ดูก็รู้แจ้ง

เกริ่นนำ

บางคนอาจคิดว่า แค่ดู ในที่นี้เป็นการเล่นคำซะมากกว่า
ขอบอกอย่างจริงใจว่า ไม่ได้คิดจะเล่นคำแต่อย่างใด
แต่ตั้งใจอย่างมากเลยที่จะบอกว่า ให้ดู...ดูจริง ๆ ไม่ใช่ทำ
เปรียบเหมือนเราดูเด็กวิ่งเล่นซุกซนกัน โดยที่เราไม่ได้ไปวิ่งเล่นด้วย
และไม่แม้กระทั่งจะส่งเสียงบอกว่า อย่าซน... เมื่อยามที่เด็กกำลังซนมาก ๆ
การดูเด็กที่กำลังวิ่งซุกซนโดยไม่เข้าไปทำอะไรเลยนั้น หากดูอยู่บ่อย ๆ
จะทำให้เราเกิดความเข้าใจถึงพฤติกรรมของเด็กได้ว่า
เด็กคนไหนมีพฤติกรรมอย่างไร มีอารมณ์เป็นอย่างไร
การดูกาย หรือดูจิต ก็มีลักษณะเช่นเดียวกันคือ เพียงแค่ดูกาย หรือเพียงแค่ดูจิต
โดยไม่ทำการแทรกแซงหรือควบคุมกายและจิตตามที่ต้องการ
ด้วยความเห็นผิดว่าการแทรกแซงหรือควบคุมนั้นจะทำให้รู้แจ้งได้
แค่ดู ๆ ไป ก็จะรู้แจ้งในความเป็นจริงของกายและจิตได้

ตอนที่ ๑
เชื่อไหมว่า แค่ดูก็รู้แจ้งได้

ถ้ามีใครมาบอกว่า...
ไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยากหรอก แค่ดูก็รู้แจ้งได้

จะคิดกันยังไง? จะเชื่อไหม?
ยากที่จะเชื่อซินะ ที่ยากจะเชื่อก็คงเพราะ
เราคุ้นเคยกันอยู่ว่า การจะรู้แจ้งได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ
ต้องทุ่มเทปฏิบัติกันเอาเป็นเอาตายทีเดียว
ไหนจะต้องรักษาศีล ไหนจะต้องทำสมาธิ ไหนจะต้องทำวิปัสสนา
จู่ ๆ ก็มีใครไม่รู้มาบอกว่า
ไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยากหรอก แค่ดูก็รู้แจ้งได้ แล้วใครจะเชื่อล่ะ?

เอาล่ะยังไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร แต่อย่าเพิ่งปิดแล้วก็วางลงซะก่อนก็แล้วกัน
ลองอ่านไปดูไปก่อนจนจบ ถ้าอ่านไปดูไปแล้วไม่เห็นทางที่จะรู้แจ้งได้จริง
ถึงตอนนั้นจะไม่เชื่อก็ไม่ว่ากันหรอก
แต่ตอนนี้จะกระซิบบอกใกล้ ๆ ก่อนว่า...
อ่านไปดูไปแล้วจะเข้าใจว่า แค่ดูก็รู้แจ้งได้จริง
และถ้าได้ดูกันอย่างถูกต้องและต่อเนื่องจริง ๆ จัง ๆ ละก็ เป็นอันต้องรู้แจ้งแน่ ๆ

ตอนที่ ๒
ดูอะไร ดูอย่างไร

ตอบไม่ยาก...
ก็ดูกาย ดูใจ หรือดูจิตของตัวเองนี่แหละ ไม่ต้องไปดูของใครที่ไหนหรอก

เรื่องการดูกาย ดูใจ หรือดูจิตตัวเองนี้
นับได้ว่าเป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญที่สุดที่จะนำไปสู่ความรู้แจ้ง
และเป็นเรื่องที่ครูบาอาจารย์ที่ท่านรู้แจ้งไปก่อนแล้วได้สั่งสอนเอาไว้
อย่างเช่นที่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านได้สอนไว้ว่า
นักปฏิบัติไม่สนใจดูกายดูใจของตัวเอง จะหาความฉลาดรอบรู้มาจากไหน...

หรือที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ท่านได้สอนไว้ว่า
หลักธรรมที่แท้จริงนั้นคือ จิต ให้กำหนดดูจิต ให้เข้าใจจิตตัวเองให้ลึกซึ้ง
เมื่อเข้าใจจิตตัวเองลึกซึ้งแล้ว นั่นแหละได้แล้วซึ่งหลักธรรม....

จริง ๆ แล้ว ดูกาย ดูใจ หรือดูจิต เป็นภาษาที่เรียบง่าย
ง่ายจนไม่ต้องแปล ไม่ต้องตีความ กันแต่อย่างใด
ดู ก็คือ ดู ... ดู ไม่ใช่ทำ
แต่ดูอย่างไรนี่ซิที่ต้องทำความเข้าใจกันให้ดี เพราะดูตามภาษาธรรมนั้น
จะหมายถึงการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
รับรู้ด้วยความรู้สึกตัว ไม่ใช่รับรู้แบบลืมเนื้อลืมตัวหรือลืมกายลืมใจตัวเอง

ตอนที่ ๓
รู้สึกตัวเป็นอย่างไร เผลอไปเป็นอย่างไร
อย่างที่บอกไปแล้วว่า ดู ในภาษาธรรมนั้น
คือการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยความรู้สึกตัว
ถ้ามีความรู้สึกตัวในขณะรับรู้สิ่งต่าง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจก็ตาม
การรับรู้จะเป็นเพียงแค่ดู แค่รู้ โดยที่จิตใจจะมีความตั้งมั่น ไม่ลืมตัวเอง
ไม่เกิดความพอใจ ไม่เกิดความไม่พอใจ (หรือที่พูดกันว่า เป็นกลาง ๆ)
เมื่อไม่เกิดความพอใจ - ไม่พอใจ เราก็จะรับรู้สิ่งต่าง ๆ
แบบสักแต่ว่ารู้สักแต่ว่าเห็น ไม่มีความพยายามดิ้นรนที่จะ
เข้าไปจัดการหรือกระทำการใด ๆ ต่อสิ่งที่กำลังรับรู้อยู่
ปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ ที่ถูกรู้ถูกดูอยู่นั้นแสดงบทบาทของมันไปตามที่ควรจะเป็น

ลองนึกถึงตอนที่ดูทีวีรายการสุดโปรดซิ นึกออกไหมว่าเราดูแบบไหน
ดูแบบที่การรับรู้ไปอยู่ที่ทีวีทั้งหมดจนลืมตัวเองไปเลย ใช่หรือเปล่า?
หรือเวลาดูละครเรื่องโปรดที่เราสงสารนางเอกมาก ๆ
พอนางเอกโดนตัวร้ายกลั่นแกล้ง เราก็จะไม่พอใจถึงกับออกปากว่า
เอาเลย ตบมันเลย ยอมให้มันทำอยู่ทำไม...ใครเคยเป็นบ้าง?
หรือเวลาดูฟุตบอล พอทีมที่เราเชียร์ยิงประตูฝ่ายตรงข้าม
เราก็ลืมตัวเองแล้วลุกขึ้นยืนบิดตัวช่วยให้ลูกฟุตบอลโค้งเข้าประตู
เคยเป็นกันใช่ไหม?

อ้อ…มีอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าจะทำให้หนุ่ม ๆ เข้าใจได้ดีก็คือ
เวลาที่เรา (หนุ่ม ๆ - จะหนุ่มมากหนุ่มน้อยก็ตามเถอะ)
เดินไปเจอสาว ๆ ที่หุ่นดี หน้าตาสวยถูกใจ ทันทีที่เห็น
สายตาและความรู้สึกจะพุ่งไปจับจ้องที่สาวสวยคนนั้น จนลืมตัวเองไปทันที

ที่ยกตัวอย่างเมื่อกี้นี้ เป็นตัวอย่างการรับรู้ทางตา
รับรู้แบบที่เราส่งใจทั้งหมดไปอยู่กับสิ่งที่กำลังมองเห็น
เหมือนโลกทั้งโลกมีแต่สิ่งที่กำลังมองเท่านั้น ไม่รู้สึกเลยว่ามีตัวเองอยู่เลย
การดูแบบนี้ เป็นการดูแบบลืมตัว ไม่รู้สึกตัว หรือจะพูดว่าเผลอไปก็ได้

ในทางกลับกัน ถ้าเรากำลังดูทีวีด้วยความรู้สึกตัว
เราก็จะดูไปพร้อม ๆ กับรู้สึกได้ว่ามีตัวเองเป็นผู้ดู
จะไม่ลืมตัวเองแล้วออกไปรับรู้อยู่แต่ในจอทีวีเท่านั้น
หรือถ้ากำลังพูดโทรศัพท์ก็เหมือนกัน หากเราพูดด้วยความรู้สึกตัว
เราจะรู้สึกได้ว่ามีตัวเองเป็นผู้พูดอยู่
จะไม่ลืมตัวเองแล้วออกไปรับรู้แต่เรื่องที่กำลังพูดกำลังคุยเท่านั้น
หากใครเข้าใจได้ว่าตอนที่เราลืมตัวเอง หรือเผลอไปนั้นเป็นอย่างไร
ก็จะเข้าใจได้ว่า รู้สึกตัว นั้นเป็นอย่างไร เพราะความรู้สึกตัว
จะมีลักษณะของการรับรู้สิ่งต่าง ๆ แบบไม่ลืมตัวเอง หรือไม่เผลอไปนั่นเอง

พอจะเข้าใจกันแล้วนะว่า เผลอไปเป็นอย่างไร รู้สึกตัวเป็นอย่างไร
ถ้ายังไม่เข้าใจหรือยังไม่แน่ใจ ก็อ่านทวนซ้ำอีกสักรอบสองรอบก็แล้วกัน

ตอนที่ ๔
หัดดูของจริงว่า…เผลอไปจริงไหม

เอาล่ะ ทีนี้ก็ลองหัดดูของจริงกันซิว่า เรามีการเผลอไปจริงไหม
หัดยังไงเหรอ?
ก็สังเกตดูไปแบบสบาย ๆ ว่า
ในขณะที่เราทำโน่นทำนี่ เราลืมตัวเอง หรือเผลอไปบ้างไหม
หัดดูไปแบบสบาย ๆ ไม่ต้องเคร่งเครียด หัดดูซิว่า
แปรงฟัน...เผลอไปบ้างไหม
อาบน้ำ…เผลอไปบ้างไหม
กินข้าว…เผลอไปบ้างไหม
กวาดบ้าน ถูบ้าน…เผลอไปบ้างไหม
เดินไปโน่นไปนี่…เผลอไปบ้างไหม
ขับรถ…เผลอไปบ้างไหม
พูดโทรศัพท์…เผลอไปบ้างไหม
อ่านหนังสือพิมพ์…เผลอไปบ้างไหม
ฯลฯ
เอาล่ะ…ปิดหนังสือแล้วลองหัดดูไปแบบสบาย ๆ ได้แล้ว

เป็นยังไงล่ะ...
พอจะเห็นจริง ๆ ได้แล้วซิว่า ในแต่ละวัน เรามีการเผลอไปจริง ๆ

ยังไม่แน่ใจอีกเหรอ...ถ้างั้นก็อย่าเพิ่งอ่านตอนต่อไป
หัดดูไปอีกหน่อย จนแน่ใจว่าเรามีการเผลอไปจริง ๆ


ตอนที่ ๕
หัดดูว่า…เมื่อกี้เผลอไป
จากที่หัดดูว่า…เผลอไปจริงไหม จนเห็นว่าเราเผลอไปจริง ๆ แล้ว
เคยเห็นบ้างไหมว่า จะมีบางครั้งที่เกิดรู้สึกแวบขึ้นมาเองว่า…เมื่อกี้เผลอไป

ยังไม่เคยเห็นเหรอ…ยังไม่เห็นก็ไม่เป็นไร
แต่อย่าอยากเห็นจนถึงกับคอยจ้องดูซะจนอึดอัดก็แล้วกัน
ให้หัดดูไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ เดี๋ยวก็เห็นเองแหละ

ได้ยินเสียงใครถามอะไร?
สงสัยอะไรกันเหรอ?
ดูออกไหมว่า เมื่อกี้ที่เราสงสัยอยากถามนั้น เราเผลอไปแล้วนะ

ถามหน่อยเถอะนะว่า
แล้วขณะที่กำลังอ่าน แค่ดูก็รู้แจ้ง อยู่ขณะนี้นะ ดูออกไหมว่า
เราเผลอไปหรือเปล่า?
เผลอไปเหรอ…ดีแล้วหัดดูต่อไป

เสียงใครบอกว่า ไม่เผลอเลยแถมยังเข้าใจดีด้วย…
ใครที่บอกว่า ไม่เผลอเลยแถมยังเข้าใจดีด้วย ขอให้ดูใหม่นะ
เพราะขณะที่กำลังอ่านอยู่นี้ ถ้าไม่เคยฝึกรู้สึกตัวมาก่อน
หรือฝึกยังไม่มากพอ ก็จะอ่านแบบเพลิดเพลินหรือตั้งใจ จนลืมตัวเองไปเลย

การอ่าน การฟัง หรือแม้แต่การครุ่นคิดเรื่องต่าง ๆ
แล้วสามารถจดจำเรื่องราวได้ดี เข้าใจเรื่องราวได้ดี
ไม่ใช่อาการบ่งบอกว่าเรารู้สึกตัวหรือไม่ได้เผลอไปหรอกนะ
เพราะรู้สึกตัวหรือไม่นั้น ไม่ได้เอาความจำความเข้าใจเป็นเกณฑ์ตัดสิน
แต่จะใช้อาการลืมตัวเองหรือไม่เป็นเกณฑ์ตัดสิน
ถ้าลืมตัวเองก็คือเผลอไปหรือไม่รู้สึกตัว

ใครที่ดูออกแล้วว่า เมื่อกี้เผลอไป
ก็ให้หัดดูต่อไปอีกว่า ในแวบที่เกิดรู้สึกขึ้นว่าเมื่อกี้เผลอไปนั้น
จิตใจเรามีอาการเป็นอย่างไรบ้าง
แต่เตือนไว้ก่อนนะว่า ให้หัดดูแบบ แค่ดู เท่านั้น อย่าเพ่งจ้องเป็นอันขาด
ถ้ายังดูไม่ออกก็ไม่ต้องเร่งดูให้ออก ดูไม่ออกก็แค่ดูว่าเมื่อกี้เผลอไปเรื่อย ๆ ก่อน
แล้วจะเห็นเองว่า ในแวบที่เกิดรู้สึกว่าเมื่อกี้เผลอไปนั้น จิตใจเราเป็นอย่างไร

เห็นแล้วใช่ไหมว่า…ในแวบที่เกิดรู้สึกขึ้นว่าเมื่อกี้เผลอไปนั้น
ก็คือแวบเดียวกับที่เราหายเผลอ หรือเกิดรู้สึกตัวขึ้นนั่นเอง
จะรู้สึกเหมือนจิตใจตื่นขึ้น เบิกบานขึ้น เบาสบายขึ้น
(หายอึดอัด หายเคร่งเครียด คิดอะไรอยู่ก็หยุดคิด)
แล้วก็จะรับรู้สิ่งต่าง ๆ ได้แบบสักแต่ว่ารู้
มีความเป็นกลาง ๆ คือไม่มีความพอใจ และไม่มีความไม่พอใจ
อาการแบบนี้แหละที่เป็นอาการบ่งบอกถึง ความรู้สึกตัว
ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ในการดูกาย ดูจิต คือเมื่อใดที่มีความรู้สึกตัว
เมื่อนั้นการดูกาย ดูจิต ก็จะเป็นเพียง แค่ดู เมื่อแค่ดูได้ก็จะรู้แจ้งได้

นั่น ๆ …อย่าทำแบบนั้น อย่าพยายามทำไม่ให้เผลอไปเชียวนะ
ทำยังไงก็ทำไม่ได้หรอก เพราะการเผลอไปเป็นเรื่องปกติที่ต้องเกิดขึ้นกับทุกคน
การที่เราไปบังคับหรือพยายามทำให้ไม่เผลอนั้น ก็คือเผลอไปเหมือนกัน
เพราะเมื่อไหร่ที่เราพยายามทำเพื่อไม่ให้เผลอ เราก็จะลืมตัวเอง
แล้วไปจงใจสร้างหรือทำความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา
ความรู้สึกบางอย่างที่ถูกสร้างถูกทำขึ้นมานั้น
จะไม่ใช่ความรู้สึกตัวที่แท้จริง และจะใช้ในการดูเพื่อให้รู้แจ้งไม่ได้
สังเกตดูซิ เวลาที่เราพยายามทำไม่ให้เผลอนั้น
จิตใจเราจะไม่เบาสบายหรอก มันจะมีความอึดอัด
หรือเป็นกลุ่มก้อนจุกแน่นขึ้นไม่มากก็น้อย
บางคนอาจถึงกับจุกแน่นที่ร่างกายเลยทีเดียว
การพยายามไม่เผลอนั้น เป็นการทำ…ไม่ใช่แค่ดูแล้ว
อย่าลืมซิว่า ดู…ไม่ใช่ทำ มันจะเผลอก็ต้องเผลอไป
เราแค่ดูจนรู้สึกได้ว่า เมื่อกี้เผลอไป เท่านั้น


ตอนที่ ๖
ฝึกรู้สึกตัวในชีวิตประจำวันด้วยการรู้ว่า เมื่อกี้เผลอไป

อย่ารีบร้อนซิ ยังดูกายดูจิตไม่ได้หรอก
ใครรีบร้อนจะดูกายดูจิตตอนนี้ก็จะ แค่ดู ไม่ได้แน่
เพราะเรายังไม่มีความเคยชินที่จะเกิดความรู้สึกตัว
(เราเคยชินกับการไม่รู้สึกตัวกันมานาน)
ต้องหัดรู้สึกตัวให้ได้บ่อย ๆ จนเคยชินกันก่อน ไม่ต้องรีบร้อนหรอก
เมื่อรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ จนเคยชินแล้ว
ถึงไม่คิดจะดูกายดูจิตก็อาจจะดูได้เองเลย
แต่ถ้ายังไม่เคยชินที่จะรู้สึกตัว หรือรู้สึกตัวได้แค่วันละไม่กี่ครั้ง
แล้วไปหัดดูกาย ดูจิต เข้าละก็ ร้อยทั้งร้อย
(หย่อนให้เหลือร้อยละ ๙๙ ก็ได้) จะไม่สามารถ
แค่ดูกาย หรือแค่ดูจิตได้หรอก แต่จะกลายเป็นเพ่งจ้องกาย เพ่งจ้องจิต
หรือไม่ก็เอาแต่แก้ กดข่ม ทำลายอาการของกายของจิตที่ตัวเองไม่ชอบใจ
หรือไม่ก็เอาแต่สร้างเอาแต่ปั้นเอาแต่ประคองรักษา
อาการของกายของจิตที่ตัวเองชอบใจเอาไว้ให้คงอยู่นาน ๆ
การเพ่ง การแก้ การกดข่ม การทำลาย การสร้าง การปั้น การรักษา
ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ไม่ใช่การดูกาย ดูจิต เพื่อความรู้แจ้งหรอก
แล้วก็จำเอาไว้ให้แม่น ๆ นะว่า ดูกาย ดูจิต นั้นต้อง แค่ดู …ไม่ใช่ทำ

เอาล่ะ ทีนี้ก็ฝึกดูว่า เมื่อกี้เผลอไป ในระหว่างใช้ชีวิตประจำวันนี่แหละ
ที่ให้ฝึกก็เพื่อ เมื่อรู้สึกขึ้นว่า เมื่อกี้เผลอไป ก็เท่ากับเกิดรู้สึกตัวขึ้นนั่นเอง
ถ้ารู้ว่าเผลอไปได้บ่อย ๆ ก็คือรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ นั่นเอง

การฝึกรู้สึกตัวในขณะใช้ชีวิตประจำวันนี้
ไม่ใช่ว่าต้องรู้สึกตัวกันทุก ๆ วินาทีหรอกนะ
เพราะอย่างเรา ๆ จะยังไม่สามารถรู้สึกตัวได้ทุก ๆ วินาทีหรอก
และถ้าเพิ่งเริ่มฝึกก็จะรู้สึกตัวได้นาน ๆ ครั้ง หรือวันละไม่กี่ครั้งเท่านั้น
ต้องใช้ความพากเพียรฝึก จึงจะทำให้สามารถรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ
ดังนั้นจึงไม่ต้องคิดกันเลยว่า เราจะต้องรู้สึกตัวให้ได้ทุก ๆ วินาที
ไม่ต้องคิดกันเลยว่า เราจะต้องรู้สึกตัวให้ได้มากแค่ไหน
แค่ตั้งใจไว้ว่า เราจะฝึกให้รู้สึกตัวให้ได้บ่อย ๆ เท่านั้น
ฝึกแล้วจะรู้สึกตัวได้บ่อยแค่ไหนก็ให้พอใจแค่นั้นก่อน
แล้วเพียรฝึกไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีความเคยชินที่จะรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ

แล้วจะฝึกกันในช่วงไหนกันดีล่ะ เพราะแต่ละวันต้องทำโน่นทำนี่กันทั้งวันเลย
เอาที่น่าจะง่ายที่สุดก่อนก็แล้วกันคือ
ฝึกตอนที่กำลังเดิน เดินไปไหนก็ได้ เดินไปห้องน้ำ เดินไปหยิบของ
เดินไปหาเพื่อน เดินออกกำลังกาย เดินไปทานข้าว เดินเล่น เดิน...
ฝึกเพื่อให้เราเกิดรู้สึกขึ้นว่า เมื่อกี้เผลอไปขณะกำลังเดิน
ลองฝึกกันก่อน แล้วค่อยอ่านกันต่อก็ได้นะ….

เป็นยังไงบ้าง ฝึกได้ผลยังไงบ้างล่ะ
พอจะรู้ว่าเมื่อกี้เผลอไปได้บ้างไม่ได้บ้างใช่ไหม
ถ้าใช่ก็แสดงว่าฝึกได้ดีแล้ว ฝึกต่อไปเรื่อย ๆ เถอะ

แล้วรู้สึกบ้างไหมว่า แรก ๆ ที่ฝึก เรายังไม่เคยชินที่จะรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ
จึงมักจะเดินไปแต่ไม่รู้สึกตัว หรือมักจะเดินเผลอไป
เพราะมัวแต่ส่งใจไปดูอะไรบางอย่าง เช่นเดินไปเกิดเห็นของถูกใจ
ก็เลยเอาแต่ดูของที่ถูกใจจนลืมตัวเองไปเลย
หรือไม่ก็เดินไปคิดอะไรบางเรื่องไปด้วย คิดจนลืมตัวเองไปเลย
ถ้านึกดูดี ๆ จะนึกออกว่าตอนที่เผลอไปนั้น เราเผลอไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
มารู้อีกทีก็เหมือนตื่นขึ้นมาจากฝัน แล้วก็รู้แวบขึ้นว่า อ้าว...เมื่อกี้เผลอไป
สำหรับบางคนอาจนึกออกอีกว่าเมื่อกี้เผลอไปนาน หรือเผลอไปเดี๋ยวเดียว

นอกจากจะฝึกรู้สึกตัวด้วยการเดินแล้ว
ก็ยังสามารถฝึกด้วยกิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวันได้ทุกอย่าง
ฝึกได้ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนกระทั่งเข้านอนในตอนค่ำ
และกิจกรรมที่สามารถใช้เป็นการฝึกได้ดีมาก ๆ ก็คือ
กิจกรรมที่ไม่ต้องใช้ความคิด เช่น ทำงานบ้าน
ทั้งกวาดบ้าน ถูบ้าน ซักรีดเสื้อผ้า ทำอาหาร ล้างถ้วยล้างชาม ล้างรถ
เพราะหากต้องใช้ความคิดเมื่อไหร่ ก็จะรู้สึกตัวได้ยากมาก ๆ จนถึงไม่ได้เลย

เพียรฝึกรู้สึกตัวในขณะใช้ชีวิตประจำวันไปเรื่อย ๆ กันก่อนนะ
นึกได้เมื่อใด สะดวกเมื่อใดก็ฝึกเมื่อนั้น
ฝึกให้บ่อย ๆ เท่าที่โอกาสจะอำนวย และถ้าเห็นว่าเราทำกิจกรรมใดแล้ว
สามารถรู้ว่าเผลอไปหรือรู้สึกตัวได้ง่ายละก็
หากไม่มีอะไรต้องทำหรืออยู่ว่าง ๆ ละก็
ให้ทำกิจกรรมนั้นก็จะยิ่งเป็นการดี เช่น ใครที่เดินแล้ว
สามารถรู้ว่าเผลอไปหรือรู้สึกตัวได้ง่าย อยู่ว่าง ๆ ก็ลุกเดินไปโน่นไปนี่ซะ
ใครที่กวาดบ้านแล้วสามารถรู้ว่าเผลอไปได้ง่าย
หรือรู้สึกตัวได้ง่าย อยู่ว่าง ๆ ก็กวาดบ้านซะ
ใครที่.....แล้วสามารถรู้ว่าเผลอไปหรือรู้สึกตัวได้ง่าย อยู่ว่าง ๆ ก็.....ซะ

อยู่ที่ทำงานน่ะเหรอ…
เห็นทีจะฝึกยากมากทีเดียวแหละ โดยเฉพาะถ้าเป็นงานที่ต้องใช้ความคิด
แล้วก็ไม่แนะนำให้ฝึกด้วยนะ เพราะฝึกไปแล้วจะคิดเรื่องงานไม่ออก
เนื่องจากเมื่อรู้สึกตัวขึ้น ความคิดต่าง ๆ จะดับลง
ยิ่งถ้ารู้ตัวบ่อย ๆ ก็จะคิดเรื่องงานไม่ออกเอาซะเลย
เกิดทำงานไม่เสร็จเดี๋ยวถูกไล่ออกแล้วจะเดือดร้อน
แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะฝึกในที่ทำงานไม่ได้เลยหรอกนะ
ถ้าตั้งใจฝึกจริง ๆ ก็ได้ เพราะเราคงไม่ได้คิดเรื่องงานตลอดเวลาหรอก
ต้องมีลุกไปห้องน้ำบ้าง ไปหยิบของบ้าง เดินไปโน่นไปนี่บ้าง
แล้วก็ยังมีเวลาพักอีก ถ้าฝึกตอนนี้ได้ ก็จะรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ เหมือนกัน

นึกแล้วเชียวว่า ต้องมีคนถามว่า
ที่ให้ฝึกรู้สึกตัวให้ได้บ่อย ๆ นั้น ต้องรู้สึกตัวกันวันละกี่ครั้ง?
แหม..จะนับกันเลยเหรอว่ารู้สึกตัวได้วันละกี่ครั้ง
คงเหมือนกับถ้าให้เรานับว่า วัน ๆ เราเดินกี่ก้าว เรานับได้เหรอ
นับไม่ได้หรอก เพราะนับไปเดี๋ยวเดียวก็เผลอแล้วก็หลงลืมกันแล้ว
เพราะฉะนั้นไม่ต้องนับ ไม่ต้องสนใจเลยว่าเรารู้สึกตัวได้กี่ครั้ง
ขอเพียงให้ฝึกไปเรื่อย ๆ ก็พอ ฝึกไปจนเคยชินที่จะรู้สึกตัว

หลักสำคัญในการฝึกรู้สึกตัวด้วยการรู้ว่าเผลอไปในชีวิตประจำวันนั้นจะอยู่ที่
เมื่อรู้ว่าเผลอไปแล้ว ก็ไม่ต้องทำอะไรต่อไปอีก ไม่ต้องบังคับ
ไม่ต้องประคองเพื่อให้รู้สึกตัวได้นาน ๆ ให้ใช้ชีวิตประจำวันต่อไปตามปกติ
ฝึกไปเรื่อย ๆ นะ ฝึกไปจนกว่าจะรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ และเคยชินที่จะรู้สึกตัว
แล้วจะได้ฝึกดูกายดูจิตกันได้อย่างถูกต้องต่อไป

อันที่จริงการฝึกรู้สึกตัวด้วยการรู้ว่าเผลอไปในชีวิตประจำวันนี้
ก็คือการดูจิตอย่างหนึ่งนั่นเอง เพราะเมื่อฝึก ๆ ไป
เราก็จะรู้ความจริงบางอย่างของจิตใจเราเองว่า
เราจะ เผลอ-รู้สึกตัว สลับกันไปเรื่อย ๆ
โดยที่เราไม่สามารถบังคับให้ตัวเองรู้สึกตัว หรือบังคับไม่ให้เผลอได้
จิตที่ว่าเป็นจิตของเรานั้น เอาเข้าจริง ๆ มันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเราสักหน่อย
เพราะมันจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่ที่เหตุปัจจัยว่าเป็นอย่างไร
เราไปสั่งให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามใจต้องการไม่ได้

ตอนที่ ๗
ฝึกดูกาย-ดูจิตต่อไป

พูดถึงดูกาย ดูจิต กันมาตั้งนาน
เข้าใจหรือยังว่า ดูกาย ดูจิต คืออะไร เข้าใจแล้วใช่ไหมว่า
ดูกาย ก็คือการรับรู้สิ่งที่ปรากฏทางกายด้วยความรู้สึกตัว
ดูจิต ก็คือการรับรู้สิ่งที่ปรากฏทางใจด้วยความรู้สึกตัว
เมื่อใดที่กำลังรับรู้สิ่งปรากฏด้วยความรู้สึกตัว
เมื่อนั้นการดูกาย ดูจิต ก็จะเป็นเพียง แค่ดู หรือแค่รู้เท่านั้น
เหมือนเราทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รู้ ที่กำลังรู้อะไรบางอย่างในฐานะสิ่งที่ถูกรู้
ไม่มีการจงใจกระทำการใด ๆ ต่อสิ่งที่กำลังถูกรู้อยู่
ไม่มีการบังคับ ไม่มีการกดข่มหรือทำให้สิ่งที่กำลังถูกรู้นั้นดับไปด้วยความไม่พอใจ
ไม่มีการรักษาหรือทำให้สิ่งที่กำลังถูกรู้ปรากฏอยู่ด้วยความพอใจ

ในการฝึกดูกายหรือฝึกดูจิตจึงไม่มีอะไรต้องทำ มีเพียงแค่ดูเท่านั้น
เมื่อใดที่แค่ดูได้ เมื่อนั้นก็คือการฝึกดูกายหรือดูจิต
แค่ดูกายไปเรื่อย ๆ บ้าง แค่ดูจิตไปเรื่อย ๆ บ้าง ก็จะรู้แจ้งได้เอง

สงสัยละซิว่า รู้แจ้งอะไร เอาไว้อ่านในตอนสุดท้ายก็แล้วกัน
ตอนนี้จะขอพูดถึงการฝึกกันซะก่อน

การฝึกดูกายหรือดูจิตนั้น จะไม่มีลำดับขั้นตอนตายตัวว่า
ต้องฝึกดูกายก่อน หรือฝึกดูจิตก่อน
เพราะแต่ละคนจะมีความถนัดไม่เหมือนกัน
บางคนจะถนัดดูกาย บางคนจะถนัดดูจิต
(ถนัดในที่นี้หมายถึงสามารถแค่ดู หรือรู้สึกตัวได้ง่ายเมื่อมีการรับสิ่งต่าง ๆ)
แล้วก็ยากและเหนือวิสัยทั่วไปที่ใครจะบอกได้ว่า
เราถนัดดูกาย หรือเราถนัดดูจิต แต่ถ้าเราเป็นคนช่างสังเกต
ก็อาจจะพอทราบจากตอนฝึกรู้สึกตัวในชีวิตประจำวันแล้วว่า
เราถนัดดูกายหรือดูจิต เพราะในขณะฝึกรู้สึกตัวในชีวิตประจำวัน
ถ้าเราถนัดดูจิต เราจะรู้สึกตัวได้เสมอ ๆ เมื่อมีการรับรู้อารมณ์ทางใจ
เช่น เดิน ๆ แล้วเผลอไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่พอมีการรับรู้ทางใจ
เช่น รู้สึกว่ามีความโกรธเกิดขึ้น ก็สามารถเกิดรู้สึกตัวขึ้นได้
ถ้าเป็นอย่างนี้ก็แสดงว่า เราน่าจะมีความถนัดดูจิตมากกว่า
ส่วนใครที่เกิดรู้สึกตัวขึ้นได้เมื่อมีการรับรู้อาการไหวของร่างกาย
หรือมีการสัมผัสทางกาย เช่น เดิน ๆ แล้วเผลอไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
แต่พอมีการรับรู้ถึงขาที่กำลังก้าว หรือเท้าที่กำลังกระทบพื้น ก็เกิดรู้สึกตัวขึ้น
ถ้าเป็นแบบนี้ก็แสดงว่าเราน่าจะมีความถนัดดูกายมากกว่า

แต่ไม่ว่าใครจะถนัดดูกายหรือถนัดดูจิตก็ตาม
เมื่อฝึก ๆ ไป การดูจะพลิกไปพลิกมาโดยตัวมันเอง
เดี๋ยวก็พลิกไปดูกาย อีกเดี๋ยวก็พลิกไปดูจิต แล้วแต่ว่าในขณะนั้น
สิ่งที่ปรากฏทางกายหรือทางใจจะถูกรู้ได้เด่นชัดกว่ากัน
เช่น ขณะที่เรากำลังเดินดูกายไปเรื่อย ๆ จู่ ๆ ก็เดินไปเจอคู่ปรับเก่าเข้า
พอตามองเห็นคู่ปรับเก่าเท่านั้นแหละ ความโกรธก็พุ่งปรู้ดขึ้นทันที
การรับรู้ก็จะไปเด่นชัดที่ความโกรธ และถ้าสามารถเกิดรู้สึกตัวขึ้นได้
ก็จะพลิกไปดูจิตได้โดยอัตโนมัติ ใครเป็นแบบนี้
ก็ไม่ต้องพยายามดึงความรู้สึกกลับไปเพื่อดูกายเชียวนะ
ปล่อยให้การรับรู้ไปอยู่กับสิ่งที่ปรากฏทางใจ แล้วเราก็ดูจิตต่อไปเลย
ในทางกลับกัน ถ้าดูจิตอยู่แล้วเกิดไปรู้สึกที่กายชัด
ก็ไม่ต้องดึงความรู้สึกกลับมาที่จิตที่ใจ ให้ดูกายต่อไปเลย

ในการฝึกดูกายหรือดูจิต ก็ไม่ใช่ว่าเราจะแค่ดูได้ง่าย ๆ หรอกนะ
เพราะโดยธรรมชาติของคนเราที่ยังไม่รู้แจ้งถึงที่สุด
ย่อมต้องเกิดการกระทำบางอย่างขึ้นเสมอในระหว่างการฝึก
เช่น บางคนที่มีนิสัยขี้โมโหหรือโกรธง่าย และมีความเห็นว่า
โกรธไม่ดีนะ ต้องไม่โกรธ ดังนั้นพอมีการรับรู้ว่าโกรธแล้ว ก็จะแค่ดูไม่ได้
จะเผลอไปทำอะไรบางอย่างเพื่อให้หายโกรธ
ทำไปเพราะความไม่รู้ว่า การทำอย่างนั้นไม่ใช่เหตุที่จะทำให้รู้แจ้งได้
หรือทำไปเพราะหลงผิดไปเลยว่า การทำอย่างนั้นจะทำให้รู้แจ้งได้
ดังนั้นจึงต้องเข้าใจให้ได้ว่า ความโกรธเป็นเรื่องปกติของคนเรา
เราห้ามไม่ให้โกรธไม่ได้ เมื่อมีเหตุพร้อม ความโกรธก็จะเกิดขึ้นทันที
และเราเองก็มีความไม่รู้สึกตัวเป็นทุนเดิม
จึงทำให้เราเผลอไปจัดการอะไรบางอย่างต่อความโกรธที่เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นในการฝึก เราอาจไปเกิดความรู้สึกตัวขึ้น
หลังจากเผลอไปจัดการกับความโกรธก็ได้ ขอให้เข้าใจไว้ว่า
อาการแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติ และไม่ใช่ว่าเราฝึกแล้วมีข้อผิดพลาด
ขอเพียงแค่ ให้แค่ดูต่อไปในทันทีที่รู้สึกตัวขึ้น
(รู้สึกตัวขณะใด ก็แค่ดูต่อไปเท่านั้น)
อย่างนี้ก็นับว่าเราได้ฝึกดูกายดูจิตถูกแล้ว

การฝึกดูกาย ฝึกดูจิต ของแต่ละคนนั้น
จะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่เหมือนกันแม้ว่าจะเกิดอารมณ์เหมือน ๆ กัน
เช่น ในขณะที่เกิดความโกรธ
บางคนเมื่อดูจิต อาจจะเห็นว่าตัวเองกำลังโกรธ แล้วจึงรู้สึกตัวขึ้น
บางคนอาจจะเห็นชัดว่า อยากให้หายโกรธ แล้วจึงรู้สึกตัวขึ้น
บางคนอาจจะเห็นชัดว่า อยากด่าคนที่ทำให้โกรธ แล้วจึงรู้สึกตัวขึ้น
ในขณะที่บางคนอาจเห็นแค่ว่า มีความโกรธเกิดขึ้นนิดนึงก็รู้สึกตัวได้
แล้วความโกรธก็จางหายไป

เพราะฉะนั้นในการฝึก เราจะเห็นอะไร เห็นแค่ไหน
ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะสาระสำคัญจะอยู่ตรงที่
เห็นแล้วเราต้องมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น เมื่อมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น
เราก็จะแค่ดูสิ่งที่กำลังปรากฏในจิตในใจได้
ดังนั้นอย่าพยายามฝึกให้เห็นให้เป็นเหมือนคนอื่นเชียวนะ
ใครเขาฝึกแล้วเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขา ส่วนเราก็ฝึกของเราไป
ขอเพียงเมื่อรับรู้อะไรได้ชัดแล้วมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นก็ แค่ดู ต่อไปเท่านั้น





ตอนที่ ๘
การฝึกดูกาย – ดูจิต ต้องระวังอะไรบ้าง

ต้องระวังอะไรบ้างเหรอ…ก็คงมีไม่กี่อย่างที่ต้องระวังกัน
ที่สำคัญคือให้ระวังในเรื่องของการบังคับกายบังคับจิต
คือ อย่าบังคับกาย อย่าบังคับจิต
อย่าทำให้กายหรือจิตมีอาการเป็นไปตามที่เราต้องการ
เช่น เมื่อฝึกดูกายด้วยการดูลมหายใจ ก็ไม่ต้องคอยบังคับลมหายใจ
หรือคอยปรับลมหายใจให้สั้นให้ยาวแต่อย่างใด
ปล่อยให้ร่างกายหายใจสั้นหรือยาวไปตามที่ควรจะเป็นตามธรรมชาติ
แล้วเราแค่ดูลมหายใจนั้นไปเรื่อย ๆ
คราใดที่ลมหายใจสั้น ก็แค่ดูลมหายใจที่สั้นนั้น
คราใดที่ลมหายใจยาว ก็แค่ดูลมหายใจที่ยาวนั้น
คราใดที่ลมหายใจหยาบ ก็แค่ดูลมหายใจที่หยาบนั้น
คราใดที่ลมหายใจละเอียด ก็แค่ดูลมหายใจที่ละเอียดนั้น
เพียงแค่นี้ก็จะรู้แจ้งได้ โดยไม่ต้องทำลมหายใจให้เป็นแบบนั้นแบบนี้เลย

ในทำนองเดียวกัน ถ้าจะฝึกดูกายด้วยอิริยาบถใดก็ตาม
หรือฝึกดูกายด้วยการเคลื่อนไหวใด ๆ ก็ตาม
ก็ไม่ต้องบังคับการเคลื่อนไหวของร่างกาย
ปล่อยให้ร่างกายเคลื่อนไหวไปตามปกติธรรมดา
เช่น การเดิน ก็เดินไปตามปกติธรรมดา
จะเดินช้าเดินเร็วก็ปล่อยไปตามปกติ แล้วก็แค่ดูกายที่กำลังเดินไปเท่านั้น
และถ้าในระหว่างเดิน เกิดไปรู้สึกชัดอยู่ที่ความปวดเมื่อย
ก็แค่ดูความปวดเมื่อยนั้นต่อไป
หรือถ้านั่ง ๆ อยู่แล้วปวดเมื่อย แต่เกิดไปรู้สึกชัดที่ร่างกายซึ่งกำลังขยับ
เพื่อบรรเทาความปวดเมื่อย ก็แค่ดูกายที่ขยับต่อไป
อย่าใช้วิธีการบังคับ กดข่มความปวดเมื่อยด้วยการกระทำใด ๆ

สำหรับการฝึกดูจิตก็เหมือนกัน
อย่าบังคับจิตให้เกิดอาการตามที่ต้องการ
ปล่อยให้จิตมีสิ่งต่าง ๆ ปรากฏขึ้นตามเหตุปัจจัย
เช่น ถ้ามีเหตุให้จิตเกิดความโกรธก็ปล่อยไป
เมื่อเรารู้ชัดว่าจิตมีความโกรธแล้วรู้สึกตัวขึ้น ก็แค่ดูไป
หรือถ้าจิตมีเหตุให้เกิดความยินดีในกามก็ปล่อยไป
เมื่อเรารู้ชัดว่าจิตมีความยินดีในกามแล้วรู้สึกตัวขึ้น ก็แค่ดูไป
หรือถ้าจิตมีเหตุให้ความคิดฟุ้งซ่านก็ปล่อยไป
เมื่อเรารู้ชัดว่าจิตคิดฟุ้งซ่านแล้วรู้สึกตัวขึ้น ก็แค่ดูไป

อ้อ...แล้วอย่าบังคับตัวเองให้เอาแต่ดูกาย หรือเอาแต่ดูจิตอย่างเดียวนะ
ให้ดูแบบที่เคยบอกไว้ในตอนที่แล้วคือ
หากมีการรับรู้ทางกายได้ชัดแล้วรู้สึกตัวขึ้น ก็ให้ดูกายไป
หากมีการรับรู้ทางใจได้ชัดแล้วรู้สึกตัวขึ้น ก็ให้ดูจิตไป
ไม่ต้องคอยดึงการรับรู้เอาไว้ที่ใดที่หนึ่งหรือทางใดทางหนึ่ง
ปล่อยให้การรับรู้เป็นไปตามแต่ที่จะรู้ได้ชัด

ขอย้ำอีกครั้งนะว่า การฝึกดูกาย ฝึกดูจิตที่ดีที่สุดนั้น
ต้องไม่บังคับกาย ไม่บังคับจิตเพื่อให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้
ปล่อยให้กาย ปล่อยให้จิตเป็นไปตามเหตุหรือตามที่ควรจะเป็น
ถ้าไปพยายามบังคับกาย พยายามบังคับจิตเมื่อใด
จะทำให้เกิดความรู้สึกตัวที่แท้จริงไม่ได้
เมื่อรู้สึกตัวไม่ได้ ก็แค่ดูไม่ได้ ฝึกไปก็เสียเวลาเปล่า ๆ

นอกจากการไม่บังคับกาย บังคับจิตแล้ว ยังมีข้อที่ควรระวังอีก คือ
อย่าตั้งเกณฑ์ว่าเราต้องดูกายดูจิตให้ได้บ่อยแค่นั้นแค่นี้
ไม่ต้องรีบเร่งฝึกให้ได้ผลเร็ว ๆ ฝึกแล้วได้ผลแค่ไหนก็แค่นั้นไปก่อน
ให้ฝึกไปเรื่อย ๆ ฝึกให้บ่อย ๆ ฝึกให้ต่อเนื่องสม่ำเสมอก็พอแล้ว

อะไรนะ...
ต้องระวังไม่ให้เผลอไป หรือต้องระวังให้รู้สึกตัวเอาไว้หรือเปล่าเหรอ
อ้าวแล้วกัน...ถามแบบนี้แสดงว่า
ยังไม่เข้าใจเรื่องของความรู้สึกตัวหรือเรื่องของการเผลอไป
หรือไม่ก็คงลืมเรื่องที่เคยบอกว่า เผลอไปนั้นเป็นเรื่องปกติของทุกคน
เราไม่สามารถควบคุมบังคับเพื่อไม่ให้เผลอได้
หรือแม้แต่เมื่อเกิดรู้สึกตัวขึ้นมา เราจะบังคับควบคุมให้รู้สึกตัวนาน ๆ ก็ไม่ได้
ความรู้สึกตัวหรือการแค่ดูนั้น จะเกิดขึ้นเพียงแวบเดียว แล้วก็จะเผลอไปอีก
เมื่อเผลอไปแล้วเกิดมีการรับรู้ทางกายทางใจชัดขึ้น
จิตที่ผ่านการฝึกมาตามสมควรจนจดจำสภาวะของสิ่งที่รับรู้ได้
ก็จะมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นเอง รู้สึกตัวแล้วก็เผลอไป เผลอไปแล้วก็รู้สึกตัว
จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่สามารถควบคุมบังคับเพื่อไม่ให้เผลอได้
ที่จะได้ก็มีแต่ เพียรฝึกไปเรื่อย ๆ ฝึกให้บ่อย ๆ ฝึกให้ต่อเนื่องสม่ำเสมอเท่านั้น








ตอนที่ ๙
รู้แจ้งอะไร

เมื่อแค่ดูกาย แค่ดูจิตได้ ก็จะเห็นกายนี้ เห็นจิตนี้ เป็นเพียงแค่สิ่งที่ถูกดูถูกรู้อยู่
เมื่อแค่ดูไปเรื่อย ๆ บ่อย ๆ และต่อเนื่องสม่ำเสมอ
ก็จะเกิดความรู้แจ้งขึ้นได้ว่า
กายนี้ จิตนี้ย่อมมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
กายนี้ จิตนี้ย่อมมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
กายนี้ จิตนี้ย่อมเป็นทุกข์
กายนี้ จิตนี้ไม่อาจจะบังคับให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้
และไม่ควรที่จะไปยึดมั่นถือมั่นว่ากายนี้ จิตนี้เป็นตัวเราของเรา

การเกิดขึ้นของความรู้แจ้งที่ว่านี้
ต้องเป็นการเกิดขึ้นจากการที่เราแค่ดูกาย แค่ดูจิตอยู่เรื่อย ๆ
ไม่ใช่เกิดจากการที่เราบังคับควบคุม หรือพยายามทำกาย ทำใจ ทำจิต
ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือไม่ใช่เกิดจากการอ่าน การฟัง การคิด ๆ เอาหรอกนะ
และถึงแม้ใครจะอ่านมากแค่ไหน ฟังมากแค่ไหน คิด ๆ เอามากแค่ไหน
หรือใครจะเข้าใจ จดจำ ข้อธรรมต่าง ๆ ได้มากแค่ไหนก็ตามเถอะ
ถ้าไม่ได้ผ่านการฝึกดูกาย ฝึกดูจิต แบบแค่ดูมาก่อนละก็
สิ่งที่เข้าใจ จดจำได้นั้น จะเป็นเพียงความรู้เท่านั้น ไม่ใช่การรู้แจ้งแต่อย่างใด

เมื่อแค่ดูจนรู้แจ้งได้แล้ว
ความยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวง
ก็จะลดน้อยลงจนหมดสิ้นไปตามลำดับ
ความหมดสิ้นไปของความยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งทั้งหลาย
จนกระทั่งไม่ยึดมั่นถือมั่นแม้แต่กายและจิตตัวเองนี่แหละ
ที่เป็นที่สุดของพุทธศาสนา
การที่เราพากเพียรปฏิบัติเจริญภาวนากันมา
ก็เพื่อที่สุดของพระพุทธศาสนากันไม่ใช่เหรอ
เพราะฉะนั้นอย่าได้ทำอะไรให้เป็นการเนิ่นช้าเสียเวลาอยู่เลย
ตั้งใจเพียรฝึกดูกาย ดูจิต กันเถิด

ไม่แน่นะ....เมื่อฝึกดูกาย ดูจิต แบบแค่ดูแล้ว
อาจทำให้เรารู้แจ้งขึ้นได้ง่าย ๆ
จนถึงกับยิ้มออกมาว่า
มรรคผลพระนิพพานมีอยู่จริง....

สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา
พฤษภาคม ๒๕๔๘

    �� : นัน  Mail to นัน   ����� : 1/07/2005 05:08 AM

 
 
�����Դ��繷��: 1


ขอบคุณมากๆ นะคะ
ที่นำบทความที่มีประโยชน์ต่อเพื่อนๆ มานำเสนอไว้ที่นี่

คราวก่อน น้ำตาล ตอบรับและขอบคุณ กับ นัน ไปแล้ว
แต่รู้สึกว่า Web Host ของเว็บไซต์น้ำตาล ขัดข้องไป 1 วัน
พอกลับมาใช้ได้ ก็หายไปแล้วคะ ขอโทษด้วยนะคะ

มีความสุขมากๆ นะคะ


โชคดีค่ะ :-)





    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 1/07/2005 07:44 AM


�����Դ��繷��: 2

ขอโทษด้วยนะตาล
ที่ไม่ได้อ่านและสรุปความให้

เพราะ จำนวนหน้าเท่านี้ เท่ากับเค้า สรุปมาให้อย่างสั้นแล้ว

ถ้าหากสรุปให้สั้นอีก ก้อคงเหลือ เพียงคำว่า ขอให้มีสติ ตลอดเวลา เป็นพอ

ขอบุญกุศลครั้งนี้ จงนำทางแดุ่ทุกๆท่านเข้าสู่้กระแส พระนิพพานด้วย เถิด

    �� : นัน   Mail to นัน  ����� : 2/07/2005 01:17 AM


�����Դ��繷��: 3


ไม่เป็นไรคะ
ไม่ว่าเรา จะสรุปข้อความนั้น หรือไม่ ?
ทุกอย่าง น่าจะขึ้นอยู่กับตัวผู้อ่านเองต่างหาก
สั้น หรือ ยาว ก็ไม่สำคัญ ถ้าไม่มีใครอ่าน
ประโยชน์ที่จะได้รับ คงแล้วแต่บุญกรรมของบุคคลนั้นเอง

บางคน บ้านอยู่ติดกะวัด พ่อแม่ก็ไปวัดทุกวัน
แต่เค้าก็ยังไม่เคยสนใจกระทำอันใดให้เป็นมงคลกับตัวเอง
ผู้คนส่วนใหญ่ของสังคมเรา มักเข้าหาความสงบเมื่อมี...ทุกข์


ขอบคุณมากๆ นะคะ
สำหรับบทความอันมีสาระทุกๆ เรื่อง
ที่นัน นำมาโพสไว้ที่เว็บไซต์น้ำตาล อยู่บ่อยๆ

ขอบคุณมากๆ ค่ะ


โชคดีนะคะ :-)





    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 2/07/2005 05:44 AM



ชื่อ ::
  *
  รหัสผ่าน ::  
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ

Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.