| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- แก้ไขข้อมูล | - เข้าระบบผู้ดูแล | ตั้งกระทู้ใหม่ - -



คิดอย่างไรกับพฤติกรรมของนายก

•• ไม่ต้องเชื่อ “เซี่ยงเส้าหลง” และไม่ต้องเชื่อ ศ.ระพี สาคริก แต่อยากให้ถามไถ่จาก ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ – เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในฐานะที่ท่านเคยเป็นนักวิชาการกฎหมายมหาชนที่ทั้งเข้าถึงและเข้าใจสารัตถะในเรื่องนี้ดีกว่าใคร ๆ พิสูจน์ได้จากงานเขียนชิ้นอมตะ ในหลวงกับประชาชน – เอกลักษณ์ประชาธิปไตยไทย ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกใน มติชนสุดสัปดาห์ ติดต่อกัน 2 ฉบับเมื่อ วันที่ 30 เมษายน 2536 และ วันที่ 6 พฤษภาคม 2536 และตีพิมพ์รวมเล่มอยู่ในหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คขนาดหนา กฎหมายกับทางเลือกของสังคมไทย ตีพิมพ์ครั้งที่ 1 เมื่อ เมษายน 2537 ความตอนหนึ่งท่านอรรถาธิบายไว้อย่างชัดเจนชนิดเสมือนเข้าไปนั่งอยู่กลางใจพสกนิกรผู้จงรักภักดีทั้งแผ่นดินว่า “...พระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะรัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงประพฤติปฏิบัติพระราชกรณียกิจทุกประการเพื่อประชาชนมาเป็นเวลาช้านาน นานจนประชาชนเกิดความรู้สึกร่วมกันทุกคนว่าสถาบันนี้เป็นของเขา ทำเพื่อเขา และจำเป็นยิ่งขาดไม่ได้สำหรับเขา เป็นสถาบันประชาธิปไตยในเนื้อหาโดยแท้.” งานชิ้นนี้น่าจะเป็นหนึ่งใน หนังสือดีที่นายกรัฐมนตรีแนะนำ ด้วยซ้ำ


จดหมายจากศ.ระพี สาคริก

เรียน คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่เคารพ

ผมติดตามรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ แทบทุกวันศุกร์ ยกเว้นการเดินทางไปทำงานในพื้นที่

เพราะรายการที่คุณทำร่วมกับคุณสโรชา พรอุดมศักดิ์ มีเนื้อหาสาระที่ให้ประโยชน์ ทั้งในด้านเป็นข่าว และเป็นแง่คิดที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมของสังคม

เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา คุณหยิบยกเอาประเด็นคณะรัฐมนตรีจะจัดประชุมสัญจร ที่ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง ซึ่งเมื่อ 60 ปีกว่ายังเป็นป่า ผมเคยไปเดินเกวียนอยู่ที่นั่น

ประเด็นสำคัญ คุณได้อธิบายชี้แจงว่า ปราสาทพนมรุ้งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับกษัตริย์ประกอบพิธี ซึ่งเป็นของสูงทางวัฒนธรรม แม้แต่ที่โบสถ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ก็เป็นสถานที่ซึ่งพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้นที่จะเข้าไปทำพิธีได้

ถ้าคนแต่ก่อนเขาพูดก็คงพูดว่า -- คนธรรมดาเข้าไปทำอะไรระวังเหาจะขึ้นหัว

คุณสนธิบอกว่า ลูกน้องคิดทำให้เจ้านาย เพื่อยกย่อง ถ้าเราไม่ลืมสัจธรรมสิ่งหนึ่งซึ่งมีผู้พูดครั้งแล้วครั้งเล่าว่า "ลูกน้องมักทำให้ผู้ใหญ่เสียหาย" ถ้าผู้ใหญ่ลืมตัว ขณะนี้เป็นกันมากจริง ๆ ครับ

เมื่อคุณหยิบยกเอาข้อความที่ว่า เช่น ในโบสถ์วัดพระแก้วมรกต "เรื่องนี้เกิดขึ้นแล้วครับ" คุณสนธิก็คงจะมีอยู่ในใจแล้วก็ได้

เมื่อช่วงสงกรานต์ ผมชมข่าวทางโทรทัศน์ กล้องจับองค์พระแก้วมรกต กับจับที่คุณทักษิณ แยกกันเป็นทีละตอน ผมก็สงสัยแล้วว่าอาจเป็นที่เดียวกัน แต่ผมก็ไม่เชื่อสายตาว่าจะมีการอาจเอื้อมขนาดนั้น เพราะคนนี้ได้รับคัดเลือกมาจากประชาชนทั่วประเทศควรจะเป็นคนรู้จักเจียมตน

แต่วันรุ่งขึ้น ผมเห็นภาพสีเต็มหน้าหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และภาพสีในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ว่า นายกรัฐมนตรีเข้าไปเป็นประธานประกอบพิธีศาสนาในโบสถ์วัดพระแก้ว แถมยังแต่งตัวแบบลำลอง นั่งบนพรมสีแดง มีเจ้าหน้าที่เข้าไปก้มศีรษะมอบเครื่องกรวดน้ำให้

ผมไม่เคยเห็นภาพอย่างนี้มาก่อนในชีวิต

เห็นแต่องค์พระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์แต่งฉลององค์ด้วยเครื่องราชอิสริยยศเท่านั้น

หลายคนเอาภาพนี้มาให้ดูกัน และคิดกันเอาเอง ทำให้ผมนึกในใจว่า ขณะนี้บ้านเมืองเกิดอาเพศขึ้นมาแล้วหรือ ?

อย่างที่โบราณกล่าวความตอนหนึ่งไว้ว่า “กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยจะถอยจม” ผมดูแล้วใจหดหู่มากครับ
ที่คุณสนธิกล่าวสาปแช่งไว้ตอนใกล้จะปิดรายการ ผมว่ามันยังน้อยไป

คุณสนธิพูดเรื่อง เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ หากจำได้ เมื่อไม่กี่ปีมานี้มีเรื่อง "ผักสวนครัว รั้วกินได้" มีหนังสือพิมพ์ผู้จัดการมาขอสัมภาษณ์ความคิดเห็นจากผม ผมพูดไว้ตอนหนึ่งว่า

"ถ้าเอาเรื่องจริง ๆ อาจไม่มีคุกจะใส่พอ"
คนในเกษตร โกรธผมมาก ถึงกับกล่าวว่า "เกิดในเกษตร แท้ ๆ พูดยังงี้ได้ยังไง ?" ผมไม่อยากโต้เถียง เพราะถือว่าพูดด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่า "ถ้าไม่รักกันจริง ก็ไม่พูดตรง ๆ"

แต่การที่มีคนกลุ่มหนึ่งพูดว่า เกิดในเกษตรแท้ ๆ พูดได้ยังไง ? มันสะท้อนให้เห็นความรู้สึกของคนในเกษตรส่วนมาก ถือพวกมาตั้งแต่อยู่ในระบบการจัดการศึกษาแล้ว ยิ่งมาโดนนักการเมืองสมัยนี้ด้วย ยิ่งช้ำหนัก

ผมเคยตอบคำถามโทรทัศน์หน้าอนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์ ที่เขาถามว่า อาจารย์รักเกษตรหรือเปล่า ?

ผมตอบ รักสิครับเพราะเป็นของพื้นฐานแผ่นดินไทย แต่ผมไม่ใช่พวกเกษตร ?

ใครจะคิดได้ไม่ได้ก็แล้วแต่ครับ แต่มันเป็นมานานแล้ว จึงทำให้ปัญญามืดบอด ไม่ยังงั้นชีวิตเกษตรกรจะดีกว่านี้มาก
ด้วยความเคารพอย่างสูง
ระพี สาคริก

ตัวอย่างจดหมายต้นฉบับจาก ศ.ระพี สาคริก ที่ส่งถึง "สนธิ ลิ้มทองกุล"


ทบทวนความจำได้ที่http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9480000068785&Keyword=%C3%D0%BE%D5%20%CA%D2%A4%C3%D4%A1&CommentPage=20&#Comment

    �� : tiss in paris  Mail to tiss in paris   ����� : 5/06/2005 06:20 PM

 
 
�����Դ��繷��: 1






ในภาพ ..........
เสื้อที่นายกทักษิณฯ ใส่ เป็นเสื้อที่ตัดเย็บด้วย ผ้าไหมสีขาวนวล

และ ปัจจุบัน ..........
ประเทศไทยก็รณรงค์ให้ใช้ผ้าไหม หรือ ผ้าของไทยๆ
ตัดเย็บเสื้อผ้าทั้งหญิงและชาย ใช้ได้ทุกสี ทุกลาย ตามใจชอบ

อย่างในภาพ ..........
ที่ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองในประเทศไทยใส่กัน เค้าเรียกว่า ...
.................................แต่งกายแบบสุภาพ ตามสมัยนิยม

และ ตามสภาพอากาศในบ้านเมืองของเรา
เสื้อผ้าเหล่านั้น ใช้ใส่แทนเสื้อเชิ้ตผูกไทและสูทได้ทุกโอกาส


ยกเว้น ..........
งานพิธี และ พระราชพิธีตามประเพณีต่างๆ ของคนไทยอย่างเป็นทางการ


ส่วนแบบของเสื้อ ก็ดัดแปลงมาจากเสื้อทรงพระราชทาน ซึ่งเปลี่ยนจาก คอตั้ง แขนยาว มาเป็น คอตั้งหรือปกเชิ๊ต แขนสั้น ถือว่าเป็นทรงของเสื้อที่สุภาพ และ ถ้าดูจากภาพ ทุกๆ ท่าน ก็ใส่เสื้อในลักษณะใกล้เคียงกัน แบบที่น่าจะเรียกได้ว่า แต่งกายสุภาพ หรือ ตามสมัยนิยม อย่างที่เค้าชอบระบุไว้ตามการ์ดเชิญต่างๆ ..........

และ งานนั้น วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2548 นายกทักษิณฯ ท่านได้รับเชิญไปร่วมงานเชิดชูทุกศาสนา ร่วม ทำบุญประเทศ เพื่อสร้างสมานฉันท์ .. ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองในหลวง .. ช่วยประเทศชาติร่มเย็น พร้อมกับประกอบพิธีทำบุญในศาสนสถานของแต่ละศาสนา พร้อมๆ กัน ทั่วประเทศไทย ..

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
เดินทางไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
เพื่อเป็นประธานในงาน ศาสนสัมพันธ์สมานฉันท์แห่งชาติ

โดยมี .. คณะรัฐมนตรี .. พ่อค้า .. ประชาชน .. เป็นเจ้าภาพร่วมกัน
ซึ่งการจัดงานดังกล่าว ถือเป็นการทำบุญให้ประเทศครั้งยิ่งใหญ่

ที่รัฐบาลวางวัตถุประสงค์ไว้เพื่อ ..........

1..... ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้การคุ้มครองอภิบาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
2..... เพื่อให้ประเทศชาติเกิดความสุขสงบร่วมเย็น และ
3..... เพื่อความเป็นสันติภาพทั่วโลก

และ ในโอกาสนี้ ไม่ว่าจะ .. ศาสนาพุทธ .. ศาสนาอิสลาม .. คริสต์ .. พราหมณ์-ฮินดู ซิกข์ และ ศาสนาอื่นๆ ทุกๆ ศาสนาก็ประกอบพิธีทำบุญทางศาสนาของตัวเอง โดยแต่ละศาสนาได้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ณ ศาสนสถานของตัวเอง พร้อมๆ กันทั่วประเทศไทย


งานนี้ เจตนาจัดทำขึ้นเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแด่ .....
ผู้คนทั่วๆ ไป ที่นับถือทุกๆ ศาสนา ที่อาศัยอยู่ร่วมกันในประเทศไทย

งานนี้ มิใช่งานที่กระทำเพื่อข้าราชไทยโดยเฉพาะ .....
และ ไม่ใช่เป็น .. งานพระราชพิธีตามประเพณีต่างๆ .. ของคนไทยอย่างเป็นทางการ

ดังนั้น การแต่งกายอย่างสุภาพตามสมัยนิยม .....
เข้าไปในวัดพระแก้ว อย่างในภาพนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นการเหมาะสมอย่างยิ่งแล้ว


ส่วนเรื่องที่มีเจ้าหน้าที่เข้าไปก้มศีรษะมอบเครื่องกรวดน้ำให้นั้น

.......... ถ้าพวกเรา ที่เคยไปร่วมงานพิธีในอารามหลวงต่างๆ บ่อยๆ ภาพแบบนั้น พวกเราก็น่าจะได้พบเห็นจนชินตา เพราะท่านผู้ใหญ่ทั้งชายและหญิง ที่ได้รับเชิญมาเป็นเกียรติในงานต่างๆ ของวัดหลวงนั้นๆ จะได้นั่งบนเก้าอี้ทุกๆ ท่าน และ ข้างๆ ตัว ของทุกๆ แถวที่นั่ง ทั้งด้านซ้ายและขวา ก็จะมีโต๊ะเล็กๆ สำหรับไว้วางเครื่องชุดถ้วยเครื่องดื่ม ถ้าแถวที่นั่งนั้นยาวมากๆ ก็จะเพิ่มโต๊ะเล็กๆ ตรงกลางแถวที่นั่งอีกด้วย ไม่มีท่านผู้ใดลงไปนั่งอยู่กับพื้น แบบชาวบ้านที่เห็นกันตามวัดทั่วๆ ไป พอถึงช่วงเวลากรวดน้ำ เจ้าหน้าที่ของวัด ที่แต่งชุดสีกากี ก็จะนำเครื่องชุดกรวดน้ำมาให้กับแขกผู้ใหญ่ในงาน ตามที่เจ้าภาพกำหนดไว้ ว่าจะให้ใครบ้าง เพราะเครื่องชุดกรวดน้ำ คงไม่มีให้สำหรับทุกๆ ท่านที่มาร่วมงานแน่นอน ..........

เราไม่เห็นว่า ..........
พฤติกรรมของนายกทักษิณฯ จะต่างจากผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ท่านอื่นๆ ตรงไหน ..?



สังคมมนุษย์ยุ่งยากจัง นะคะ ..?

.......... บุคคลหรือหน่วยงาน ที่มีอำนาจ และ ทรัพย์สินมากๆ ก็น่าสงสัยว่า จะมีทุจริตมากๆ ตามมาด้วยเช่นกัน มีแต่ผลประโยชน์ เพื่อตัวเองและพวกพ้อง ทุกวันพวกเราจะได้รับรู้จากสื่อต่างๆ ถึงศิลปะการปกครองของรัฐฯ ในรูปแบบต่างๆ ทั้งการใช้เล่ห์เหลี่ยมในการแสวงหาอำนาจ ..........

สื่อต่างๆ ก็พยายามนำเสนอ ..........
แต่ข่าวแบบนั้น อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะจริงเท็จหรือไม่ ก็เจตนาชี้นำไปก่อน
โดยไม่คิดถึงผลได้หรือเสีย ที่จะตามมากับประเทศชาติและส่วนรวม แต่อย่างใด ..?

บางครั้ง คนเราก็มีทิฐิมากๆ เอาแต่ความคิดของตัวเอง มองมาตรฐานต่างๆ ที่ตัวเองได้รับรู้ และ เจตนาตัดสิน และหรือ มองผู้อื่นให้แตกต่างไปในทางอคติ มากกว่าการมองในแง่บวก หรือมองแบบปรึกษาหารือ และหรือ ต่างฝ่ายต่างควรพยายามถือเอาความเป็นธรรม เพื่อเห็นใจกันและกัน ในการรักษาผลประโยชน์ของอีกฝ่ายหนึ่ง .. หรือไม่ก็น่าจะตำหนิกัน หรือว่ากล่าวกันฉันมิตร ..

แต่ปกติที่เราเห็นๆ นั้น ..........
ก็ใช้วิธีในแง่ลบ เพื่อตัดทอนกำลังของคู่ต่อสู้ ด้วยการวิเคราะห์ วิจารณ์
อย่างใส่ร้าย และ ด่าทออย่างก้าวร้าว แบบเจตนาให้เค้าเสียคนแต่อย่างเดียว ...!!

เราเข้าใจว่า ..........

.......... รัฐบาล คือคณะบุคคล ที่เข้ามาทำงาน พอให้ประเทศชาติมีชีวิตอยู่ได้ในสังคมของโลก และ ประเทศไทยของเรา ก็มีปัญหามากมายเกินกว่าที่คณะบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะสามารถแก้ไขได้โดยลำพัง .. กรณีพิพาทขัดแย้ง และ เรื่องภาระของสังคมต่างๆ เหล่านั้น คงไม่สูญหายหรือลดน้อยลงไปได้ .. แม้เราจะเลือกรัฐบาลใหม่ๆ ไม่ว่าเลือกใครๆ มาบริหารประเทศ ก็คงไม่มีทางดีไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ หรอกมั้งคะ ...???

ดังนั้น แม้เราจะวิจารณ์รัฐบาลไป เราก็แค่ได้ระบายความรู้สึกที่ เราอยากได้ อยากมี ของเราเท่านั้น ตราบใดที่ผู้คนในสังคม มุ่งเน้นชักชวนประชาชนพลเมืองในประเทศ ให้มองแต่เรื่องเศรษฐกิจและการเมือง ..........

โดยไม่คำนึงถึงหลักธรรม ..........
ในการดำรงชีวิตของคนเราให้เห็นเด่นชัด
ก็คงไม่มีประโยชน์อันใด ที่เราจะ วิเคราะห์ วิจารณ์ ผู้อื่น ... เช่นกัน ..!!



-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดของข่าวเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ




    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 4/08/2005 12:34 PM


�����Դ��繷��: 2

......แถลงแล้ว นายแก้วขวัญ วัชโรทัย-สำนักราชวังยัน ทักษิณ ไม่ผิด พิธี วัดพระแก้ว....

โพสต์ทูเดย์ — สำนักพระราชวังยืนยันการจัดงานในวัดพระศรีรัตนศาสดารามของนายกฯไม่ผิด

จากการที่มีการเผยแพร่ภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศล ในงาน “ศาสนาสัมพันธ์สมานฉันท์ของชาติ” ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว ไปยังเว็บไซต์ รวมถึง อีเมลอย่างแพร่หลาย พร้อมกับมีการโจมตีว่าอาจเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น

“โพสต์ทูเดย์” ตรวจสอบไปยัง กองงานราชพิธี สำนักพระราชวัง ได้รับการชี้แจงว่า พิธีครั้งนั้นได้รับพระบรมราชานุญาตอย่างถูกต้องตามหลักปฏิบัติแล้ว ใครก็ขอจัดพิธีในวัดพระศรีรัตนศาสดารามได้ อาจเป็นรัฐบาล คณะสงฆ์ สมาคม ห้างร้าน ฯลฯ แต่จะได้รับพระบรมราชานุญาตหรือไม่ขึ้นอยู่ที่พิธีเป็นประโยชน์ต่อสังคมหรือไม่ โดยขั้นตอนการปฏิบัติของกองงานราชพิธีนั้น หลังจากที่ได้รับหนังสือแจ้ง เจ้าหน้าที่ก็จะไปจัดเตรียมสถานที่ และให้คำแนะนำกับ ผู้จัดพิธีถึงแนวทางการปฏิบัติทั้งหมด

หลังพิธีผ่านไปก็มีสื่อมวลชนนำเสนอข่าวในทำนองว่าถูกต้องหรือไม่ ซึ่งทางกองงานราชพิธีได้จัดประชุมภายใน โดยนำภาพข่าวมาพิจารณา ก็เห็นว่าทุกอย่างถูกต้อง โดยวานนี้ได้มีโทรศัพท์มาถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ราว 40 สาย

นายแก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการสำนักพระราชวัง กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด จะไม่ให้เข้าไปในวัดพระแก้วหรือ ขณะที่คนทั่วไปขอเข้าไปปลุกเสกพระได้ทั้งนั้น

“เขาเจตนาดี ไปไหว้พระให้ประเทศชาติสงบสุข พากันไปทั้งคณะ ไปไหว้พระแก้ว เป็นพระศักดิ์สิทธิ์ของประเทศไทย ไปให้สัตย์ปฏิญาณสาบานตน คนเข้าไปในวัดพระแก้วเขาผิดหรือ” นายแก้วขวัญ กล่าว

ที่มา หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=news&id=61021

จากคุณ : กระตุกหนวด... - [ 10 พ.ย. 48 10:06:39 ]


ติดต่อสอบถามสำนักพระราชวัง
ทางจดหมายอิเลคทรอนิค ได้ที่นี่นะคะ

- http://www.palaces.thai.net/day/new/brh/services/email/index.htm


อ้างอิงจาก ... http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A3868681/A3868681.html

    �� : สำเนา   Mail to สำเนา  ����� : 13/11/2005 11:27 PM


�����Դ��繷��: 3


นายชดขอพูดถึง นายสนธิ ชายผู้ไม่รู้จักความพอดี บ้าง!!!

ผมคิดอยู่นานที่จะตั้งกระทู้นี้ เหตุเพราะ เห็นกระทู้ที่เกี่ยวกับ นายคนนี้มากมายไปหมด เปรอะไปทั่วบอร์ดสาธารณะ มีทั้งชื่นชอบ และเกลียดเข้ากระดูกดำ มี

ทั้งด่า มีทั้งแก้ตัว

............แต่มันเป็นชนวนเล็กๆที่ทำให้คนไทยในสังคมเรื่มแตกแยกความคิดกัน เป็นชนวนให้คนทะเลาะกัน จากการกระทำของเขา ทั้งที่ คนคนนี้ ไม่น่าจะมา

มีอิทธิพลต่อความคิดใดๆของใครเลย ไม่มีค่าพอด้วยซ้ำไป เขาก็เป็นคนทำมาหากินด้วยหนังสือพิมพ์ และปากของเขา

ผมเริ่มไม่ชอบเอามากๆอีตรงที่ มีแต่กระทู้นายสนธินี่แหละ เถียงกันแบบหาข้อสรุปไม่ได้ จนพลอยทำให้คนที่เขารักในหลวงจริงๆ รักแผ่นดินจริงๆ เถียงกันไป

จนแป้นพิมพ์จะพังแล้ว

พฤติกรรมและพฤติการณ์ ตลอดมาของนายสนธิ ไม่ต่างไปจากนักการเมืองคนหนึ่งที่อาศัยจังหวะและเวลาเข้าหาประโยชน์จากความผิดพลาดของผู้อื่น ใน

ขณะที่ตนเองหลงเข้าใจว่าคนไทยนั้นปลุกระดมง่าย ด้วยการดึงเอาสถาบันลงมาเกี่ยวพันกับสิ่งที่กล่าวอ้าง จนเกินความพอดีและเหมาะสมไป

ผมเป็นประชาชนที่เคารพเทอดทูน สถาบันกษัตริย์คนหนึ่ง ผมเคารพเทอดทูน เพราะชื่นชมในบารมี ไม่ใช่เคารพแต่ปาก แล้วนำไปโยงเรื่องอื่นใด
........เคารพเทอดทูนอย่างแท้จริง ต้องปกป้องรักษาในทางที่ถูกที่ควร ต้องกระทำการให้สมกับเป็นข้าฯแผ่นดินที่จงรักภักดี กระทำการใดๆต้องเปิดเผย ซื่อ

ตรง สุภาพ อ่อนน้อม และสร้างความเข้าใจและสามัคคีต่อชนชาติ มากกว่า การปลุกระดมโดยการนำเอาสถาบันมาอ้างอิง

คนไทยทุกคน ผมเชื่อว่า รัก เคารพ สถาบันสูงสุดนี้ และด้วยความรักและเคารพนี้เอง จึงไม่มีใครบังอาจ ที่จะไปอ้างเรื่องอะไรก็แล้วแต่โยงไปหา เว้นแต่จะ

เป็นการกล่าวถึงในเรื่องของการเชิดชูคุณธรรม

แต่นายสนธิ ไม่ใช่คนแบบนั้น เขาจะเป็นใครมาจากไหน จะทำอะไรมาก่อน ไม่สำคัญเท่ากับ เกือบทุกคำพูดที่นายสนธิกล่าวอ้าง จะต้องพาดพิง อ้างอิงถึง

สถาบัน ถึง พระองค์ท่าน แล้วก็อ้างว่าตนเองนั้นรักยิ่ง กระทำการเพื่อพระองค์
..................คุณสนธิ หากคุณรักพระองค์ รักสถาบันจริง คุณต้องคำนึงถึงการที่คุณอ้างเรื่องต่างๆพาดพิงพระองค์ท่านให้มาเกลือกกลั้วกับเรื่องต่างๆที่คุณ

ทำด้วย สิ่งนั้น มันจะเกิดผลอย่างไร?ในหลายๆด้าน ไม่ใช่มองในมุมของคุณคนเดียว......

การกระทำของคุณ มันเกินความพอดีไปแล้ว

คุณกำลังดึงเอาสถาบันสูงสุดที่อยู่เหนือการเมือง ลงมาหาการเมือง ลงมาทำให้คนเข้าใจว่าเป็นการเมือง เพราะเหตุผลบ้าๆของคุณ

ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายๆท่าน องคมนตรี ทหารราชองครักษ์ ตำรวจองครักษ์ รักและเทอดทูนพระองค์มากกว่าคุณหลายเท่านัก เขาเหล่านั้นกลับนิ่งและสงบ

เป็นยิ่งนัก เพราะ ไม่อยากจะให้สิ่งที่ท่านอยากจะพูดปรามคุณมันกลายเป็นของหวานอันคุณเอาไปใช้ประโยชน์ต่อได้อีก

ผมเองก็กำลังกลายเป็นเครื่องมือในการกระพือเรื่องราวของคุณ เพราะไม่ว่าจะเห็นแย้ง หรือเห็นด้วย มันก็เท่ากับกระพือเรื่องของคุณให้กว้างขึ้นอยู่ดี


ผมจึงใคร่ขอเรียนเตือนสติ ทุกท่านด้วยคำพูดที่อาจไม่เสนาะหูว่า หากเราเลิกตั้งกระทู้เกี่ยวกับ นายสนธิ บุรุษผู้ไม่รู้จักความพอดีคนนี้ ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม

มันจะทำให้แผนการกระพือเรื่องต่างๆของนายสนธิน้อยลง

หากหนังสือพิมพ์ไม่ลงข่าว
หากสื่อไม่นำข่าวมาเสนอ
หากเว็บบอร์ดสาธารณะ ไม่พูดถึง

ผมเชื่อว่า นั่นเป็นการดีทีเดียว และเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งในการปกป้องสถาบันในแบบอหิงสาที่ประชาชนอย่างเราควรกระทำให้ต่อพระองค์ท่าน

ปล่อยคนแบบนายสนธิให้พล่ามไปโดยไม่มีใครสนใจนั่นแหละ.......เชื่อได้ว่า เดี๋ยวก็หายบ้า

ยิ่งหากไปตั้งกระทู้ก็เท่ากับยอมเป็นเครื่องมิอของนายบ้าคนนี้ไปโดยปริยายแล้วครับ


จากคุณ : นายชด - [ 12 พ.ย. 48 14:44:07 ]



-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : สำเนา   Mail to สำเนา  ����� : 18/11/2005 06:22 AM


�����Դ��繷��: 4


ระเบียบกฎหมาย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐

หมวด ๒ พระมหากษัตริย์
มาตรา ๘ องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้..........................ฯลฯ

>>> หากท่านหยิบยกเอา พระราชดำรัสของพระองค์ทั้งหมดมาโพสตามจริง เพื่อไปกล่าวต่อ เพราะท่านเห็นด้วยกับพระราชดำรัสนั้นๆ และ ไม่นำไปอ้างอิงปะปน เปรียบเทียบ กับข้อความอื่นๆ ก็ถือว่าเป็นการให้ความเคารพกับพระราชดำรัสของพระองค์อย่างแท้จริง

แต่สำหรับกรณีของท่าน ท่านได้นำไปดัดแปลงให้ผิดเพี้ยน เป็นคำพูดของคนปกติสามัญธรรมดา และ นำมาโพสอ้างอิงรวมๆ กับการสนทนาในที่สาธารณะ นั่นถือเป็นสิ่งที่ผิดและไม่สมควรกระทำอย่างยิ่ง...!!



BY : เพื่อนบ้าน
[31 ม.ค. 2005 , 12:41:44 น.]
http://www.ac104.com/forum/showanswer.php?qid=2100

    �� : สำเนา   Mail to สำเนา  ����� : 18/11/2005 06:56 AM


�����Դ��繷��: 5


รายการพิเศษ รายการพิเศษ (18 พ.ย.48)
ข้อเท็จจริง กรณีการทำบุญประเทศ 18 พ.ย. 48



-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกชมรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : สำเนา   Mail to สำเนา  ����� : 19/11/2005 01:40 AM


�����Դ��繷��: 6


วิษณุ ออกโรงแจงเคลียร์ใช้วัดพระแก้ว
โดย ... นสพ.ไทยรัฐ วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2548



กรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ และผู้ดำเนินรายการเมืองไทย รายสัปดาห์สัญจร ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ การทำงานของ รัฐบาล รวมถึงแนวทางการ บริหารงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยในการนำเสนอข่าวสาร ได้มีการโยงเรื่องถึง พระราชอำนาจ และ สถาบันเบื้องสูงด้วย จนกระทั่งถูกพ.ต.ท.ทักษิณ ฟ้องกลับ ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ไปหลายคดีแล้ว ซึ่งนายสนธิได้พยายามแก้เกมด้วย การปลุกกลุ่มผู้ชุมนุม เสื้อเหลือง ดึงประชาชนมาเป็นแนวร่วมและเดินสายโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณอย่างต่อเนื่องนั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่บริเวณหน้าศาลแพ่ง นายธนา เบญจาธิกุล ทนายความรับมอบอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ฐานละเมิดและขอให้ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราว แถลงว่า ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจากกรณีนายสนธิและ น.ส.สโรชาพรอุดมศักดิ์ สองพิธีกรรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร กล่าวพาดพิง พ.ต.ท.ทักษิณในลักษณะดูหมิ่น มีการกล่าวหาเรื่องส่วนตัวว่าวิ่งเต้นขอสัมปทานกิจการดาวเทียมไทยคม คลื่นโทรศัพท์ความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ และการ โอนขายหุ้นเพื่อหนีไปต่างประเทศ ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นเท็จ และข้อความดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ไปยังต่างประเทศด้วย อย่างไรก็ตาม คดีนี้ พ.ต.ท. ทักษิณได้ฟ้องในฐานะส่วนตัว ไม่ใช่ในฐานะนายกฯ

นายธนากล่าวด้วยว่า การฟ้องครั้งนี้ไม่ได้เป็นนโยบายรัฐบาล หรือเป็นการปิดปากสื่อเพื่อคุกคามการดำเนินการของสื่อ แต่การวิจารณ์นั้นต้องไม่ กระทบทำให้ เกิดความเสียหายเรื่องส่วนตัวของบุคคลอื่น การที่หลายฝ่ายมองว่านายกฯรังแกสื่อ หากย้อนกลับไปดูจะเห็นว่านายกฯต่างหากที่ถูกรังแกจน ต้องพึ่งอำนาจศาล นอกจากนี้จะยื่นฟ้องนายสนธิเป็นคดีอาญาอีก 1 คดีในความผิดฐานหมิ่นประมาท ทั้งนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งคุ้มครองห้ามเผยแพร่ข้อความอัน จะทำให้เกิดความ เสียหายแล้ว สื่อที่ถูกฟ้องก็ต้องใช้วิจารณญาณในการเผยแพร่ข่าว หรือข้อความด้วยความระมัดระวัง ถ้านายสนธิยังกระทำการฝ่าฝืน จะ ยื่นคำร้องต่อศาลต่อ ไปเพราะถือว่าไม่เคารพศาล มีสิทธิถูกศาลออกหมายจับได้

ตำรวจชี้คดีเบื้องสูงมีมูล ที่ บช.ก. เมื่อเวลา 14.00 น. พล.ต.ท. มนตรี จำรูญ ผบช.ก. ได้เรียก พล.ต.ต.วินัย ทองสอง ผบก.ป. และพนักงานสอบ สวนกองปราบปราม เข้าประชุม เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีที่นายประชา ประสพดี ส.ส. สมุทรปราการ และนายสิทธิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก พรรค ไทยรักไทย ร้องทุกข์กล่าวโทษ ให้ดำเนินคดีนายสนธิลิ้มทองกุล และ น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์ ในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากนั้น พล.ต.ท. มนตรีกล่าวว่า พนักงานสอบสวน กำลังพิจารณาพยานหลักฐานต่างๆ ตามที่มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษว่าเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือไม่ หากเข้าข่ายความผิดก็ต้องเรียกผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อหาและสอบปากคำ จากนั้นจะส่งเรื่องให้คณะกรรมการคดีหมิ่นประมาทของ บช.ก.ดำเนินการลงมติ หากมีมติว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิด ต้องส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกหมายเรียก และหมายจับตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป โดยในเบื้องต้น พบว่าคดีมีมูล แต่จะต้องสอบสวนเพิ่มเติมอีก 1-2 ประเด็น และจะเรียกประชุมพนักงานสอบสวนอีกครั้ง วันที่ 23 พ.ย.นี้

ไอซีที-กสท ตรวจเว็บไซต์ผู้จัดการ นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ ให้สัมภาษณ์ถึง กระแสข่าวการปิดเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการว่า รัฐบาลไม่ได้สั่งการให้ปิดเว็บไซต์ แต่เรื่องดังกล่าวมีการร้องเรียนกันอยู่ เนื่องจากมีการนำสถาบันเบื้องสูง มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง และ วิพากษ์วิจารณ์ ทางการเมือง ถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ขณะนี้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กำลังตรวจสอบอยู่ เพราะเห็นว่ามีเนื้อหาบางส่วนกระทบต่อสถาบันเบื้องสูง อย่างไร ก็ตาม หลักการของ รัฐบาล คือจะไม่เข้าไปแทรกแซงการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล นักการเมืองถ้าเล่นกันตามกติกาก็ไม่ มีปัญหา แต่ถ้ามีเนื้อหากระทบต่อสถาบันเบื้องสูง ต้อง พิจารณาเป็นกรณีๆไป หากพบว่ามีเนื้อหาไม่เหมาะสมจริง รัฐบาลต้องบังคับใช้กฎหมาย ไม่เช่นนั้นจะเป็นการละเลยการปฏิบัติหน้าที่

“เรืองโรจน์” น้อมรับพระบรมราโชวาท วันเดียวกัน พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผบ.ทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ถึงการน้อมนำพระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงให้แก่นายทหารและนายตำรวจชั้นนายพล ในพิธีพระราชทานประดับยศที่พระราชวังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า พระองค์พระราชทานพระบรมราโชวาทไว้ หลายประการ ที่สำคัญมี 3 ประการ คือ พระราชทานยศ ซึ่งผู้ที่ได้รับยศจะต้องรักษา เกียรติแห่งของตนเองไว้ และการที่ได้รับยศถือว่าเป็นการเลื่อนตำแหน่ง มีภาระรับผิดชอบมากขึ้น และต้องทำงานให้หนักขึ้น ดังนั้นทุกคนจะต้องรับผิดชอบ หน้าที่ให้ดี รวมทั้งทำตัวให้เป็นตัวอย่างแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา การที่ได้เป็นนายทหารชั้นนายพล ถือว่าเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการทหาร หรือตำรวจ จะต้องประพฤติปฏิบัติตนเพื่อให้เป็นตัวอย่างที่ดีกับผู้ใต้บังคับบัญชาและคนทั่วไป

เตือน “สนธิ” อย่าข้องเกี่ยวในหลวง ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเห็นอย่างไรกับความเคลื่อนไหวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.อ.เรืองโรจน์ ตอบว่า เข้า ใจว่าทุกคนมีความรักในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่การแสดงออกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างอาชีพ ต่างคนต่างแสดงออก แต่ความรักที่มี ต่อพระองค์ท่าน คิดว่าเราไม่ควรที่จะทำให้ พระองค์ท่านต้องระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท หรือทรงไม่สบายพระราชหฤทัย ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุดขณะนี้คือ ทุกคนควรหยุด ใครจะทำอะไรก็ทำไป จะไปทะเลาะกับใครที่ไหนก็ไป แต่อย่าเอาพระองค์ท่านลงมาเป็นเครื่องมือของแต่ละคน และสักวันหนึ่ง คิดว่าพวกตน ในฐานะที่เป็นข้าในพระองค์ อาจจะทนไม่ได้ที่แต่ละคนเอาพระองค์ท่านลงมาเกลือกกลั้วเรื่องของตนเอง ทุกคนไม่ควรที่จะเผชิญหน้ากัน ควรหยุดเสีย แล้ว รักใคร่กันไว้

ลั่นอย่าให้กองทัพทนไม่ไหว เมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็น ผบ.ทหารสูงสุด หากทนไม่ไหวจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป พล.อ.เรืองโรจน์กล่าวว่า ก็ รอสักวันหนึ่ง ถ้าทนไม่ไหวจริง มันต้องมีอะไรสักอย่างที่จะต้องเกิดขึ้น ถ้ายังเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาอีก ซึ่งขณะนี้ยังบอกไม่ได้ ไม่ได้เอ่ยชื่อถึงใคร แต่ว่าถ้าคน ไหนที่ทำให้พระองค์ท่านต้องระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทมากๆ จนกระทั่งกองทัพทนไม่ไหว ก็จะต้องมีอะไรเข้าสักอย่าง

ต่อข้อถามว่า รู้สึกฟิวส์ขาดหรือไม่ที่นายสนธิออกมาเคลื่อนไหวทุกวัน พล.อ.เรืองโรจน์กล่าวพร้อมพยักหน้าว่า เหมือนกัน ยกตัวอย่างมีคนมาว่าพ่อ เราทุกวัน แรกๆไม่คิดอะไรทนได้ แต่นานๆเข้าฟังแล้วมันไม่ถูกเหมือนกัน เอาพ่อลงมา และยุ่งอยู่กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง อย่างไรก็ตาม การที่ดึงพระองค์ท่านลง มานำเสนอ เพราะไม่รู้จะชูประเด็นอะไร จึงได้นำลงมาเป็นประเด็น เมื่อถามว่า แสดงว่าฟิวส์ขาดใช่หรือไม่ ผบ.ทหารสูงสุดกล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “ต้องขาดสิ เพราะพูดจริงๆไม่เคยโกรธใครเลย ถ้าทุกวันนี้ไม่ไหวแล้ว”

ผบ.ทบ.บอกความอดทนมีจำกัด ด้าน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. กล่าวว่า ทหารทุกคนมีความจงรักภักดีต่อสถาบัน ถือเป็นภาระหน้าที่และ จิตสำนึกของเหล่าทหารทุกคน และมีหน้าที่ในการปกป้องสถาบัน และในไม่กี่วันนี้จะมีการสวนสนามราชวัลลภ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี เป็นหน้าที่ เหล่าทหาร ส่วนในเรื่องของสถาบันไม่อยากให้ใครนำมากล่าว เพราะถือเป็นสิ่งที่เทิดทูนเอาไว้เหนือสิ่งอื่นใด ในการที่ใครจะพอใจหรือไม่พอใจอยู่ที่ว่าต้อง เป็นความรู้สึกส่วนตัวมากกว่า ซึ่งคนทุกคนมีความอดทนที่มีขีดจำกัด เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าใครมีปัญหาอะไรความอดทนที่มีขีดจำกัดก็จะขาด ใครจะทำอะไร ก็แล้วแต่ต้องอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ ในเชิงการเมืองบอกแล้วว่าเราเป็นทหารประชาธิปไตย ไม่ยุ่งกับการเมือง เป็นทหารอาชีพอย่างที่พูดกันไว้

หนุนหลัง ผบ.พล.1 รอ.ทำถูก ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก ผบ.ทหารสูงสุดมีคำสั่งอะไรออกมา สามารถปฏิเสธได้หรือไม่ พล.อ.สนธิกล่าวว่า โดยส่วนตัว เชื่อในคำสั่งทางทหาร ซึ่งมีอยู่ 2 อย่าง อย่างแรก คือผู้บังคับบัญชาสั่งให้ทำอะไร ถ้าเป็นคำสั่งที่ถูกต้อง ไม่ปฏิบัติถือว่าผิดวินัย อย่างที่สอง คือถ้าคำสั่งของ ผู้บังคับบัญชาเป็นคำสั่งที่ผิด เราปฏิบัติเราก็ผิด ตรงนี้อยู่ที่วิจารณญาณของกองทัพบก ที่ต้องพิจารณาว่าคำสั่งที่มาถูกต้องเหมาะสมเพียงไร ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณี พล.ต. พฤณท์ สุวรรณทัต ผบ.พล.1 รอ. ออกมาเคลื่อนไหวให้นายสนธิยุติการพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ พล.อ.สนธิกล่าวว่า การแสดงความ คิดเห็นของทหารในเรื่องนี้ ต้องยอมรับว่าทหารมีทั้งคนที่อารมณ์ร้อนและอารมณ์เย็น แต่การที่ไม่พอใจในเรื่องใดนั้น ต้องไปถามบุคคลเหล่านั้นว่ามีเรื่อง อะไรถึงไม่สบายใจ เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคล ต้องแยกระหว่างการแสดงออกทางการเมืองและการแสดงความจงรักภักดี ทั้งนี้ ทหารมีหน้าที่ปกป้องสถาบัน เพราะทหารถือว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นองค์จอมทัพไทย เชื่อว่า พล.ต.พฤณท์ แสดงออกในฐานะประชาชนคนหนึ่ง และเป็นทหารรักษา พระองค์ ซึ่งเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบัน มีสิทธิทำได้ แต่อย่าดึงเรื่องเข้าไปเกี่ยวข้องกัน

“วิษณุ” แจงกรณีงานทำบุญประเทศ เย็นวันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อม ออกรายการกรองสถานการณ์ ทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 11 และรายการพิเศษทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 เพื่อชี้แจงกรณีการขอพระบรมราชานุญาต ใช้วัดพระ แก้วทำพิธีทำบุญประเทศ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2548 ว่า เป็นการชี้แจงเพียงประเด็นเดียว แต่ต้องใช้เวลาในการอธิบายและนำเสนอรูปภาพ เอกสาร จดหมาย ประกอบเพื่อความชัดเจน การชี้แจงครั้งนี้ไม่ได้เป็นคำสั่งจากใครและไม่ได้หารือกับนายกฯ รวมทั้งจะไม่พาดพิงและไม่ฟ้องกลับใครทั้งสิ้น กรณีนายกฯเข้าไป นั่งประกอบพิธีทำบุญประเทศในวัดพระแก้วนั้น การเข้าไปในวัดพระแก้ว สามารถเข้าไปได้ แต่การลุกขึ้นไปทำพิธีต้องขอพระบรมราชานุญาต หากรัฐไม่ได้ ขอพระบรมราชานุญาต ถือเป็นความผิดใหญ่โต หรือถ้าขอแล้วได้รับภายหลัง แต่ไปจัดทำก่อน ถือว่าผิดเช่นกัน

นายวิษณุกล่าวว่า การที่รัฐบาลทำหนังสือขอพระบรมราชานุญาต เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2548 นั้น ตนในฐานะประธานในการจัดงานทำบุญประเทศ ได้ทำ หนังสือถึงสำนักพระราชวัง ตามที่คณะกรรมการจัดงานฯมีมติให้ทำเรื่องขอไปยังสำนักพระราชวัง เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค. แต่ เมื่อหนังสือไปถึง ก็ไม่ได้รับคำตอบ ซึ่งไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งต่อมาเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ได้ทำหนังสือตอบมาที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่ง ชาติว่า เนื่องจากหนังสือดังกล่าวได้ขอไป 3 ข้อ คือ 1. ขอใช้พระอุโบสถวัดพระแก้ว 2. ขอเปิดปราสาทพระเทพบิดร ซึ่งปกติจะเปิดเพียงปีละ 1-2 ครั้ง ใน เรื่องใหญ่ๆ เท่านั้น 3. การขอให้สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ไปตั้งกล้องถ่ายทอดได้ แต่สำนักพระราชวังไม่มีอำนาจในการอนุมัติในสิ่งเหล่านี้ ต้องให้ ราชเลขาธิการนำความกราบบังคมทูลฯ โดยขอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทำหนังสืออีก 1 ฉบับ โดยมีการแจ้งมาเมื่อช่วงบ่าย วันที่ 8 เม.ย. แต่ ตนและ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไม่อยู่ ผอ.สำนักมหาเถรสมาคม จึงได้โทรศัพท์ ติดต่อขอลงนามในหนังสือเอง เมื่อสำนักราชเลขาธิการ ยินยอม เพราะกำลังจะขึ้นเฝ้าฯ หากพลาดหนนี้คงจะไม่ได้จัดงานแล้ว จึงได้ส่งแฟกซ์หนังสือดังกล่าวไปที่หัวหิน หนังสือตัวจริงส่งที่ กทม. จากนั้นเจ้าหน้าที่ ชั้นผู้ใหญ่ จึงนำความขึ้นกราบบังคมทูล วันที่ 9 เม.ย. 2548 จึงมีการโทรศัพท์แจ้งและแฟกซ์หนังสือตอบมา เพียงแต่เว้นการเซ็น เพราะไม่ได้ลง “ที่ 006/...” เอาไว้ ข้างล่างก็ไม่ได้เซ็น เพราะต้องรอราชเลขาธิการเซ็น แต่แจ้งมาว่า มีพระบรมราชานุญาตแล้ว

สำนักพระราชวังจัดของเองทั้งหมด นายวิษณุกล่าวต่อว่า เมื่อมีพระบรมราชานุญาตแล้ว สำนักราชเลขาธิการก็มีหนังสือแจ้งไปยังสำนัก�พระราชวัง ให้ไปเปิดโบสถ์วัดพระแก้วและปราสาทพระเทพบิดร จัดอาสนะที่นั่ง ตั้งโต๊ะหมู่บูชา จัดดอกไม้ รวมทั้งน้ำปานะ สำหรับเลี้ยงพระสงฆ์กว่า 20 รูป และน้ำที่ เลี้ยงผู้ใหญ่ทั้งหมด สำนักพระราชวังต้องจัดของเอง รวมทั้งเก้าอี้ด้วย และแจ้งด้วยว่าหนังสืออย่างเป็นทางการจะออกมาให้ภายหลัง เพราะเวลากระชั้นชิด วิธีปฏิบัติราชการแบบนี้เป็นเรื่องปกติ ไม่ถือเป็นเรื่องอัศจรรย์อะไร เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ที่หัวหิน การเดินหนังสือลำบาก จึงมีแฟกซ์ และประสานราชการงานกันเป็นการภายใน ถือว่าได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว เพียงแต่หนังสือออกมาย้อนหลัง เมื่อย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ ทราบว่า นายแก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการพระราชวัง ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เคยมีการทำพิธีปลุกเสกพระกันมากมาย เพียงแต่เรื่องนี้เป็นที่ครึกโครมเพราะมีการ ถ่ายทอดสดและนายกฯไปนั่งเก้าอี้ตรงนั้นทำพิธี

ยันนายกฯแต่งชุดและนั่งถูกระเบียบ “ถ้าคนไม่รู้ก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องไปนั่งตรงนั้น แต่ตามระเบียบสำนักพระราชวังมีการกำหนด แบ่งชั้นตามลำดับศักดิ์ ฐานะ ทั้งจุดที่ประทับและประเภทเก้าอี้ และทิศทางการนั่ง ซึ่งเก้าอี้นายกฯนั่งเป็นจุดที่อยู่แถวหลังต่อจากที่นั่งองคมนตรี โดยใช้เก้าอี้ที่เรียกเก้าอี้แดง ผมก็ เพิ่งรู้เหมือนกัน แม้แต่การกรวดน้ำ เจ้าหน้าที่ก็เข้าไปถือพานหมอบอยู่ เจ้าหน้าที่ทำท่าตามระเบียบปฏิบัติของเขา แม้แต่เรื่องชุดตามระเบียบของวัดพระแก้ว มีมานานว่าหากมีการเสด็จพระราชดำเนินให้แต่งเต็มยศ ครึ่งยศหรือปกติขาว แต่หากไม่มีเจ้านายเสด็จ ให้แต่งชุดสากลหรือชุดสุภาพ หรือชุดพระราชทาน แต่คนที่ไม่รู้ก็ไปคิดว่าปฏิบัติเหมือนกันหมด ต้องบอกว่าสิ่งที่นายกฯทำพิธีในวันนั้นเป็นตามระเบียบสำนักพระราชวังทุกอย่าง” นายวิษณุกล่าว

“อภิสิทธิ์” แนะยึดหลักกฎหมาย เมื่อเวลา 08.10 น. วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำพรรคฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์จำนวนหนึ่ง ได้เดินทางเข้าพบนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ที่ บ้านพระอาทิตย์ โดยภายหลังการหารือนายอภิสิทธิ์เปิดเผยว่า นายสนธิเชิญมารับทราบการดำเนินการของรัฐบาลในหลายเรื่อง กับสิทธิเสรีภาพของสื่อมวล ชน จึงได้แสดงความห่วงใยเรื่องความเคลื่อนไหวต่างๆว่าขอให้ยึดแนวทาง หลักปฏิบัติตามกฎหมาย และให้ใช้สันติวิธีในทุกเรื่อง เหตุการณ์ใดมีแนวโน้มจะ เกิดการยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ขอให้ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ส่วนรัฐบาลที่มีหน้าที่ดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อย ก็ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ สร้างบรรยากาศยั่วยุให้เกิดความแตกแยก ส่วนพรรคประชาธิปัตย์นั้นยืนยันว่าจะทำหน้าที่ในระบบตามรัฐธรรมนูญ โดยใช้กลไกตามระบบเพื่อตรวจสอบรัฐบาล ต่อไป สิ่งที่ทำไม่ใช่เพื่อคุ้มครองบุคคลหนึ่ง แต่เพื่อรักษาหลักการ เพราะประชาชน และสื่อมวลชนต้องมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่กลัวจะถูกมองเป็นแนวร่วมของนายสนธิหรือ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า มาพบอย่างเปิดเผย ไม่มีหลบซ่อน ที่ผ่านมามีหนังสือพิมพ์ หลายฉบับเชิญมาก็ไปพบ ส่วนกรณีที่ 3 ส.ส.พรรคไทยรักไทยจะจัดเวทีสัญจรไปตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งหลายฝ่ายเกรงว่าจะเป็นการจัดกลุ่มผู้ชุมนุมชนกลุ่มผู้ ชุมนุม ทำให้ปัญหาบานปลายนั้น เป็นสิทธิของพรรคไทยรักไทยที่จะทำได้ ขอให้โชคดี แต่ต้องทำอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงและรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ เมื่อ ถามว่า จากสถานการณ์ตรงนี้ถ้าระบบและกลไกที่มีอยู่ตอบสนองพอ อาจจะนำไปสู่การที่ประชาชนออกมารวมตัวกันเคลื่อนไหวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า เคยเตือนรัฐบาลหลายครั้งแล้วว่า สภาพความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เกิดจากความพยายามปิดกั้นการแสดงออกของประชาชน ไม่มีรัฐบาลที่มาจากการ เลือกตั้งยุคไหนที่พยายามปิดกั้นสื่อในทุกวิถีทาง ผู้มีอำนาจต้องสำนึกตลอดเวลาว่าเป็นภาระหน้าที่ของตัวเอง ต้องดูแลบ้านเมืองให้สงบสุขเรียบร้อย ไม่ใช่ ไปสร้างเงื่อนไขเสียเอง

“สนธิ” ขู่ปลุกกลุ่มผู้ชุมนุมอหิงสา ขณะที่นายสนธิกล่าวว่า จะต่อสู้กับอำนาจรัฐต่อไป ในฐานะยามเฝ้าแผ่นดิน แต่หากถูกบีบจนไม่สามารถเสนอความ เห็นต่อสาธารณชนได้ อาจต้องเปลี่ยนสภาพเป็นผู้นำชุมชน ซึ่งจะใช้สันติวิธีและอหิงสา นอกจากนี้ได้เตรียมยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในวันที่ 21 พ.ย.นี้ หาก มีคำสั่งปิดเว็บไซต์ผู้จัดการ

ด้านนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เปิดเผยภายหลังเดินทางไปรับคำสั่งศาลแพ่ง กรณีสั่งมีคำสั่งคุ้มครอง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยห้ามนายสนธิไม่ให้กล่าวร้ายใส่ความเป็นการชั่วคราวว่า ศาลแพ่งได้สั่งคุ้มครองชั่วคราว พ.ต.ท.ทักษิณ 5 ประเด็นคือ เรื่องการขอสัมปทานดาว เทียม การวิ่งเต้นขอสัมปทานดาวเทียมไทยคม การเอื้อประโยชน์ให้แก่เครือญาติและพวกพ้อง การวิ่งเต้นสัมปทานระบบเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 900 และการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้แก่ธุรกิจ ซึ่งพิจารณาแล้วเห็นว่าการดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ยังสามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ รัฐบาลได้ เพียงแต่หลีกเลี่ยงไม่พูดถึงประเด็นที่ศาลสั่งคุ้มครองเท่านั้น โดยในวันที่ 21 พ.ย.นี้ ตนจะนำสำเนาคำฟ้องไปยื่นต่อศาลแพ่งขอไต่สวนฉุกเฉินเพื่อ ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว พร้อมยื่นคำร้องขอให้ศาลคุ้มครองไม่ให้มีการระงับ การออกอากาศรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร และปิดเว็บไซต์ผู้จัดการเช่นกัน รวมทั้งจะยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ฟ้องนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และผู้จัดการการไฟฟ้าส่วน ภูมิภาคจังหวัดเลย ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานของรัฐเลือกปฏิบัติและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

จัดเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรครั้งที่ 9 ต่อมาเวลา 18.00 น. ที่สโมสรพลเรือนอาวุโส กรุงเทพมหานครในสวนลุมพินี นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์ ได้จัดงานเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ครั้งที่ 9 มีผู้เข้าฟังจำนวนมากจนล้นห้องประชุม ส่วนใหญ่ ใส่เสื้อสีเหลือง เขียนคำว่า “เราจะ สู้เพื่อในหลวง” มีการถ่ายทอดทีวีวงจรปิด ท่ามกลางตำรวจกว่า 600 นายคอยดูแลความสงบเรียบร้อย ตรวจอาวุธของผู้เข้าร่วมฟังรายการก่อนที่จะเข้าไปใน ห้อง นอกจากนี้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ หัวหน้าพรรคมหาชน ได้ใส่เสื้อยืดสีเหลืองเข้าร่วมฟังรายการด้วย พร้อมกับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อีกจำนวน หนึ่ง

ก่อนที่นายสนธิ และ น.ส.สโรชาจะขึ้นเวทีเริ่มรายการ ได้มีการเปิดเทปที่นายสนธิแถลงข่าวกรณีนายทหารจากพล.ร.1 รอ. ยื่นหนังสือให้งดพูดเรื่อง พระราชอำนาจที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ ประชาชนในห้องประชุมฟัง ต่อมานายสนธิได้ขึ้นเวทีกล่าวโจมตีรัฐบาลว่าปิดกั้นสื่อ โดยเฉพาะเคเบิลทีวีท้องถิ่นตามจังหวัดต่างๆ ถูกระงับการถ่ายทอดรายการ นอกจากนี้ยังกล่าวโจมตีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีว่า ชอบทำ กฎหมายออกมาบิดเบือนเรื่องต่างๆ เช่นเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ก็ยังไม่มีความชัดเจน พร้อมกันนี้ได้เรียกร้องให้ประชาชนรวบรวมรายชื่อฟ้อง ศาลปกครองเรื่องการปิดกั้นสื่อ และวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแปรรูป กฟผ. ที่สำคัญยังได้กล่าวโจมตีเครือญาติของ พ.ต.ท.ทักษิณด้วย

ล่าชื่อประชาชนยื่น “ป๋าเปรม” จนกระทั่งเวลา 20.00 น. นายสนธิได้นำหนังสือของหลวงตามหาบัว ที่ส่งถึงนายสนธิมาอ่านให้ผู้ที่มาฟังรายการได้ฟัง โดยหนังสือของหลวงตามหาบัวระบุว่า ในวันที่ 24 พ.ย.นี้ ขอเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายสนธิ ลิ้มทองกุล เข้าพบที่วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี จากนั้นนายสนธิได้กล่าวโจมตีพรรคไทยรักไทยต่อ พร้อมทั้งเชิญชวนประชาชนให้ร่วมลงนามถวายสัตย์ปฏิญาณต่อสู้ เพื่อร่วมถวายคืนพระราช อำนาจ โดยจะนำรายชื่อทั้งหมดไปมอบให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ต่อไป ก่อนจบรายการด้วยการร้องเพลงสดุดีมหาราชาและเพลง สรรเสริญพระบารมี จากนั้นนายสนธิและ น.ส.สโรชาได้นำประชาชนที่เข้ามาฟังเดินไปกราบพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 พร้อมแจกซีดีบันทึกการเคลื่อนไหว

หลวงตาบัวเสนอตัวเป็นกาวใจ อีกด้านหนึ่ง เมื่อเวลา 17.30 น. วันเดียวกันหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ได้ทำหนังสือ 2 ฉบับถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ และผู้ดำเนินรายการเมืองไทยราย สัปดาห์สัญจร โดยหนังสือทั้ 2 ฉบับ มีใจความเหมือนกันคือ “หลวงตาได้ทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่าง ฯพณฯ กับคุณสนธิ จะเกิดเป็นเวรเป็นภัยต่อกัน อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เกิดการแตกสามัคคี ความเดือดร้อนเสียหายย่อมตกอยู่กับแผ่นดินไทย อันเป็นที่ประดิษฐานพระบวรพุทธศาสนา ซึ่งคณะสงฆ์และคนไทย ทุกคนไม่ประสงค์ที่จะให้บังเกิดขึ้น หลวงตาขอบิณฑบาต ฯพณฯ สละเวลามาพบหลวงตา พร้อมคุณสนธิ ในวันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน 2548 เวลา 15.00 น. ณ วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง อุดรธานี เพื่อยังความผาสุกร่มเย็นแก่ชาติบ้านเมืองสืบไป หลวงตาเมตตาธรรมมาพร้อมหนังสือนี้ ขอเจริญพร ลงชื่อ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน”



-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะ คะ

    �� : สำเนา   Mail to สำเนา  ����� : 19/11/2005 11:40 AM


�����Դ��繷��: 9


คำต่อคำ: วิษณุ ควง ธงทอง การันตี ทักษิณ นั่งประธานวัดพระแก้วถูกต้องทุกประการ
โดย ..... ผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤศจิกายน 2548 06:59 น.



วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี


“วิษณุ” ควง “ธงทอง” ออกช่อง11แจงยิบ “ทักษิณ”นั่งเป็นประธานทำบุญวัดพระแก้วถูกต้องทุกประการ ทั้งเรื่องการแต่งกาย-กรวดน้ำ-การนั่ง แต่ไม่บอกว่ากระชั้นชิดเพราะอะไรถึงเลื่อนไม่ได้ เร่งด่วนขนาดต้องขออนุญาตทางโทรศัพท์ค่อยจะส่งแฟกซ์มาทีหลังก่อนหน้างาน1วัน ย้ำเพราะองคมนตรีติดภารกิจจึงให้ “ทักษิณ”จึงนั่งเป็นประธานแทน


วันนี้ (18พ.ย.)ในรายการ “กรองสถานการณ์” ทางช่อง11 ที่มีนายอดิศักดิ์ ศรีสม พิธีการดำเนินรายการ ได้เชิญ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และ นายธงทอง จันทรางศุ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ชี้แจงกรณีภาพคาใจของคนไทยทั้งประเทศกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานทำบุญในวัดพระแก้ว

พิธีกร - ที่มาในการจัดงานนี้

วิษณุ- คือถ้าจะพูดถึงที่มาของงานนี่ มันต้องเริ่มต้นอย่างนี้ครับว่า งานนี้จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 เม.ย.ปีนี้เองไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม ดำริที่จะจัดงานนี้เนี่ยเริ่มมาตั้งแต่เดือนม.ค.ต้นปี

พิธีกร - ที่มาในการจัดงานนี้

วิษณุ- คือถ้าจะพูดถึงที่มาของงานนี่ มันต้องเริ่มต้นอย่างนี้ครับว่า งานนี้จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 เม.ย.ปีนี้เองไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม ดำริที่จะจัดงานนี้เนี่ยเริ่มมาตั้งแต่เดือนม.ค.ต้นปี ซึ่งก็คือปลายอายุของรัฐบาลที่แล้ว เกิดจากดำริของคณะรัฐมนตรีว่าประเทศชาติของเราเนี่ยประสบปัญหามากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหวัดนก โรคซาร์ส สึนามิ รวมทั้งปัญหาความไม่เรียบร้อยในภาคใต้ โดยปกติตามประเพณีทั้งหลายเนี่ยก็ควรจะมีการจัดการทำบุญ ครั้งแรกเนี่ยก็คิดว่าจะทำบุญในทางพระพุทธศาสนาอย่างเดียวแต่ปรากฎว่าทางศาสนาอื่นท่านทราบเข้า ก็อยากจะมาร่วมไม่ว่าจะเป็นศาสนาคริสต์ พราหมณ์ ฮินดู ซิกข์ หรือแม้แต่ศาสนาอิสลาม ท่านก็คิดว่าน่าจะเข้ามามีส่วนร่วม จุดนั้นก็เลยขยายความไปเป็นงานศาสนสัมพันธ์เพื่อสร้างความสมานฉันท์แห่งชาติ แต่ทีนี้ปัญหาก็คือจะจัดงานที่ไหน จัดเมื่อไร จัดอย่างไร แรกเริ่มเดิมทีนั้นในปลายรัฐบาลที่แล้วประมาณเดือน ม.ค. ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้มอบหมายให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นประธานคณะกรรมการการจัดงานนี้ ซึ่งได้มีการประชุมกันไปหลายครั้ง ซึ่งคณะกรรมการก็ได้วางหลักไว้ตั้งแต่ตอนโน้นแล้วว่าการจัดงานจะต้องแบ่งออกเป็นต่างกัน ต่างวาระหลายที่ แม้ว่าจะกำหนดว่าเป็นวันที่ 10 เม.ย. ก็คิดว่าอันดับแรกเนื่องจากพระพุทธศาสนานั้นเป็นศาสนาของคนหมู่มากที่สุดในประเทศ ก็อยากจะมีพิธีการเฉพาะในส่วนของพระพุทธศาสนาแยกออกมาก่อน ฉะนั้น ก็กะว่าตอนเช้าของวันงานควรจะมีการทำบุญตักบาตร ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า หรือสวนอัมพร เสร็จแล้วตอนบ่ายก็ควรจะย้ายมาจัดงานที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เนื่องจากว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติที่นั่น เสร็จต่อจากนั้นตอนบ่ายคล้อยๆ ไปค่อนข้างเย็นก็จะย้ายไปจัดที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งจะเป็นศาสนสัมพันธ์ที่ทุกศาสนาเข้ามาจัดกิจกรรมได้ ครั้งแรกนั้นดำริที่จะจัดที่ท้องสนามหลวง แต่ติดขัดว่าช่วงนั้นใกล้สงกรานต์ กทม.จัดงานเย็นทั่วหล้าอะไรสักอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถจะจัดได้ จึงย้ายไปจัดงานที่ลานพระบรมรูปทรงม้าก็ติดอีกว่าวันที่ 10 เม.ย.นั้นงานกาชาดเพิ่งจบรื้อเต็นท์ไม่เสร็จจึงขยับเข้าไปข้างใน คือในบริเวณอาคารใหม่สวนอัมพรแต่ว่าหมายความว่าบริเวณพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามนั้น ตั้งใจกันมาแต่ต้นว่าจะจัดแน่แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเชิญใครอะไรยังไงก็อีกเรื่องหนึ่ง

พิธีกร - อันนี้ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ พล.อ.ชวลิตยังอยู่เป็นประธาน เพราะตอนนั้นมีคณะกรรมการเตรียมงาน ที่จะจัดงาน มีการประชุมกันหลายครั้ไหม่ครับ

วิษณุ - แน่นอนครับ ถูกต้องครับ มีการประชุมครับ อันนี้ถ้าดูก็จะเห็นนะครับว่าได้มีการเตรียมการกันและประชุมเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2548 ภาพอาจจะดูไม่ค่อยจะชัดนักนะครับ แต่เป็นรายงานการประชุมชัดเจน และรายงานการประชุมดังกล่าวได้มีการกำหนดไว้ว่าให้ประกอบพิธีส่วนกลางที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ส่วนต่างจังหวัดนั้นให้แยกไปจัดต่างๆ ด้วยพร้อมกัน เช่น ที่ขอนแก่น จัดที่วัดหนองแวง 4 ภาค อุบลราชธานีจัดที่วัดมหาวนาราม เชียงใหม่จัดที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ แต่ที่สุราษฎร์ธานีจัดที่วัดธารน้ำไหล นี่คือสิ่งที่กำหนด ทีนี้เมื่อกำหนดอย่างนั้นต่อมาก็มีการเลือกตั้งเปลี่ยนราชการมา ต่อมาท่านนายกฯได้มอบให้รองนายกฯ จาตุรนต์ เป็นประธานสืบต่อไป ซึ่งยังมีมติยืนยันวัตถุประสงค์เดิม พิธีเดิม ชื่อเดิมและรูปแบบการจัดงานอย่างเดิม

พิธีกร - พูดถึงประธานไหม ใครเป็นประธาน เป็นนายกฯรึเปล่า

วิษณุ - มอบรองนายกฯ คนใดคนหนึ่งที่ดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

พิธีกร - มิได้ ประธานที่จะจัดงาน

วิษณุ - ตอนนั้นยังไม่ได้กำหนด เรายังนึกไม่ออกว่าจะจัดในรูปไหนอย่างไร ใกล้กับเวลาสงกรานต์มาก ก่อนหน้านั้นจะมีงานวันจักรี หลังจากนั้นจะมีงานตรุษสงกรานต์ งานนี้ไปโผล่ตรงกลางคือวันที่ 10 ระหว่างวันที่ 6 กับ 13 ก็ทำให้ยังไม่แน่ใจในเรื่องใครเป็นประธานในงาน ในที่สุดต่อมา รองจาตุรนต์ท่านก็ตั้งเป็นคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน ซึ่งผมเป็นประธานในส่วนนั้น เราก็พิจารณากันต่อ ตรงนี้ก็มีการพิจารณาว่า กรรมการนั้นมีผู้แทนทุกฝ่าย ทุกส่วนราชการ ก็เห็นว่าคงจะ ความที่มันรีบจะต้องจัด เพราะกระชั้นเข้ามาแล้ว ตอนนั้น ตอนที่ผมเข้ามาวันที่ 28 มี.ค.2548 อีกประมาณ 12 วันจะถึงเวลาจัดงาน ก็ในที่สุดตัดสินใจว่าคงไม่ต้องไปทูลฯ เชิญพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใด เพราะตรวจสอบแล้วว่างานนี้เป็นงานที่ประชาชนจัด เมื่อประชาชนจัดต้องคิดลักษณะการรวมประชาชน

พิธีกร - อ่านจากข่าวหนังสือพิมพ์ บอกว่าการประชุมไม่ว่าจะเป็นครั้งที่ พล.อ.ชวลิตเป็นประธาน หรือมาสมัยท่านจาตุรนต์เป็นประธาน มีการพูดและสรุปในที่ประชุมว่าน่าจะมีการกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จมาเป็นองค์ประธาน

วิษณุ - ไม่มีการพูดกันไปอย่างนั้น แต่มีการคิดถึงพระบรมวงศ์ พระองค์อื่น

พิธีกร - ในมติที่ประชุม ในเอกสารไม่มี

วิษณุ - ไม่มีเลย และจะเป็นพระบรมวงศ์พระองค์ใดก็ไม่มีการออกพระนามชัดเจน เพราะคิดว่า สุดท้ายแล้วแต่พิจารณาว่าความเหมาะสมอยู่ตรงไหน อย่างไร ซึ่งสุดท้ายเลยไม่ได้มีการเจาะจงกันลงไป ทีนี้พอตอนที่ผมเข้ามาปลายเดือน มี.ค.มันกระชั้นและจะไปทูลเชิญอะไรก็คงจะลำบาก และจริงๆ ได้ทราบว่าคงไม่เป็นการสะดวก ในการกราบทูลฯ หรือทูลเชิญฯเจ้านายพระองค์ใด ตรงนี้ อย่างไรมันก็กลับมาสิ่งที่ผมเรียน คุณอดิศักดิ์ตอนต้นว่า มันจะเป็นรวมพลเข้ามา เพราะฉะนั้นต้องคิดอีกทาง ให้เกิดความเรียบร้อย คล่องตัว มาถึงจุดนี้ คิดว่าทำอย่างไรจะให้เกิด 2 อย่างคือความเรียบร้อย คล่องตัว และสามารถสมานฉันท์ได้ คิดถึงกระทั่งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน เราคิดถึงแม้กระทั่งบุคคลต่างๆ ที่อยู่ในวงการต่างๆ เพราะฉะนั้นบัญชีรายชื่อที่ผมเซ็นหนังสือส่งไปและเรียนเชิญให้เข้ามาร่วมงานในวันนั้นที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามจะมีตั้งแต่ นายกฯ ครม.ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา ประธานศาสฎีกา องคมนตรี 4 ท่าน ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และเรียนเชิญท่านรองพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ท่านอดีตนายกฯชวน หลีกภัย อดีตนายกฯบรรหาร ศิลปอาชา ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เลขาธิการพระราชวัง อะไรต่ออะไร ซึ่งนี่คือหนังสือเชิญที่ออกไป

พิธีกร - ตามนี้ทั้งหมดเลยเหรอครับ

วิษณุ - ตามนี้ทั้งหมด มีอยู่ในนี้บัญชีรายชื่อและส่งออกไปทั้งหมด ซึ่งแต่ละท่านก็ตอบกลับมาว่าท่านไม่สามารถมาได้ บางท่านบอกมาได้แต่ขอไปตอนเย็น เช่น ประธานรัฐสภา ท่านขอไปสวนอัมพร อย่างองคมนตรี 4 ท่าน คงไม่จำเป็นต้องเอ่ยนาม เพราะเราได้ส่งเรียนเชิญไปและท่านก็ตอบทั้ง 4 ท่าน

พิธีกร - แต่ในนี้ไม่มีชื่อองคมนตรี

วิษณุ - มันมีเป็นมติต่างหากว่า โควต้า พูดง่ายๆ คือ 4 คนและ 4 คนนี้ควรเป็นใคร เราคิดว่าต้องไปทาบทามว่าท่านใดจะมาบ้าง ซึ่งปรากฏว่าได้ทาบทามและท่านตอบกลับมาในที่สุดว่า ท่านไม่สามารถจะมาได้ ติดภารกิจ และมีอยู่องคมนตรีท่านหนึ่ง ที่ท่านตอนแรกมีความเป็นไปได้ที่จะไปร่วมงานที่สวนอัมพร แต่ท่านติดที่วัดพระแก้ว เพราะตอนบ่ายท่านติด แต่ต่อมาท่านก็ติดภารกิจ สุดท้ายก็ไม่มี ที่สวนอัมพรก็ไม่มี ก็ต้องเปลี่ยนเป็นคนอื่น นี่คือเรื่องที่มาของการที่ สุดท้ายนายกฯก็เป็นประธาน แต่เดี๋ยวตรงนี้เป็นจุดสำคัญว่าตอนนายกฯ เป็นประธานนั้นได้ประกาศบอกกับใครที่ไหนอย่างไรหรือไม่ สุดท้ายก็ต้องจัดแล้วหล่ะ ในวันอาทิตย์ที่ 10 เม.ย.2548 แต่ก่อนถึงวันนั้น เพื่อให้ทุกอย่างเข้าตามตรอกออกตามประตู เราคิดว่าแน่นอน เรื่องที่จะกราบบังคมทูลฯขอพระบรมราชานุญาตนั่นเป็นเรื่องหนึ่ง อีกเรื่องคือต้องให้คณะสงฆ์ท่านทราบด้วย จึงมีการนำเรื่องนี้เข้ามหาเถรสมาคมเมื่อวันที่ 21 ก.พ. เมื่อท่านทราบ ท่านก็อนุโมทนา แล้วก็ติแล้วก็ชมแล้วก็ขอให้เติมอะไรลงไปบางอย่าง ก็เป็นอันว่าทางฝ่ายศาสนจักรและฝ่ายอาณาจักรและฝ่ายในวัง ก็ได้มีการแจ้งทั้งหมดที่จะดำเนินการในส่วนนี้ ทีนี้คำว่าในวัง และแจ้งและขออนุญาตเนี่ยแปลว่าอะไรมันมีความหมายพิเศษต่อไปถ้าหากคุณอดิศักดิ์จะถาม

อดิศักดิ์ - ขั้นตอนเป็นอย่างไรครับ ที่ท่านเล่ามาทั้งหมดเนี่ยมันเป็นขั้นตอนการประชุมกัน เตรียมความพร้อมจะเชิญใครไม่เชิญใคร แต่ว่ามาถึงจุดสำคัญที่จะใช้สถานที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระอุโบสถเนี่ยนะครับ มีขั้นตอนอย่างไรนั่นคือประเด็น

วิษณุ - คือจุดเริ่มต้นว่าเมื่อคณะกรรมการทุกชุดเห็นพ้องต้องกันว่าให้ใช้วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยเฉพาะพระอุโบสถ หลักก็เป็นอันที่ทราบแล้วล่ะครับว่าต้องขอพระบรมราชานุญาตในชั้นการประชุมคณะกรรมการเมื่อวันที่ 28 มี.ค.นั้นเนี่ย คณะกรรมการที่มีตัวแทนหน่วยงานหลายหน่วยที่เขามีความรู้มีความชำนาญ ก็บอกว่าต้องขอจากสำนักพระราชวัง โปรดเข้าใจก่อนว่ามันมีหน่วยงานในวังอยู่ 2 หน่วย ที่มีเลขาธิการสำนักพระราชวังชื่อว่า คุณแก้วขวัญ วัชโรทัย และอีกหน่วยหนึ่งก็คือสำนักราชเลขาธิการ ซึ่งมีตัวราชเลขาธิการชื่อว่า ท่านอาสา สารสิน เป็น 2 กรม 2 หน่วย ครั้งแรกก็บอกว่าต้องขอที่สำนักพระราชวังเพราะมันต้องผ่านงานต่างๆ และเกี่ยวข้องกับพิธีรีตอง ผมก็ได้มีหนังสือลงวันที่ 30 มี.ค. 2548 ไปถึงเลขาธิการพระราชวังเพื่อที่จะขออนุญาต 3 อย่างคือ

1. ขออนุญาตใช้พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อที่จะใช้เป็นที่ประกอบพิธี

2. เนื่องจากว่าจะมีประชาชนต่างศาสนาเข้ามาร่วมงานด้วย และ ท่านก็อาจจะมีความขัดข้องในการเข้าร่วมพิธีในพระอุโบสถแต่เนื่องจากในนั้นมีปราสาทพระเทพบิดร ซึ่งปีหนึ่งเปิดอยู่ไม่กี่ครั้ง

ธงทอง- ครับผม ก็มีวันจักรี วันสงกรานต์ วันฉัตรมงคล วันปิยมหาราช และวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

วิษณุ- เท่านั้น ปีหนึ่งเปิดอยู่ 3-4 วัน ก็คิดว่าโอกาสนี้เป็นโอกาสพิเศษควรจะขอพระบรมราชานุญาตเปิดปราสาทพระเทพบิดรให้ประชาชนทุกศาสนาเข้าไปถวายบังคมสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้านที่นั้นด้วย ซึ่งเขาไม่มีความรังเกียจรังงอนในเรื่องนี้ ก็ขอพระบรมราชานุญาตในข้อที่ 2 และข้อที่ 3 ก็คือ พิธีนี้ควรจะมีการถ่ายทอดโทรทัศน์ช่อง 11 นี่ล่ะครับ ก็ขอพระบรมราชานุญาตถ่ายทอดช่อง 11 ซึ่งแปลว่าจะต้องมีการตั้งกล้องและติดตั้งอะไรต่อมิอะไรมากมาย 3 ข้อ ขอไปที่ท่านเลขาธิการพระราชวัง

อดิศักดิ์ - วันที่เท่าไร

วิษณุ - ย้ำว่า วันที่ 30 มี.ค.2548

อดิศักดิ์ - เต็มฉบับ ฉบับแรกเลย

วิษณุ - ครับ แล้วหนังสือนี้ก็ลงท้ายว่า จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาหากจำเป็นต้องนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระบรมราชานุญาตพระการใด ได้โปรดดำเนินการและแจ้งให้ทราบด้วย เพราะเราก็ไม่ทราบว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ และหวังว่าจะได้รับความอนุเคราะห์จากท่านด้วยดี นี่คือหนังสือและก็ลงท้าย ผมก็เซ็นไป

อดิศักดิ์ - ผมขอดูนิดนึงได้ไหมครับ

วิษณุ - เชิญครับ

อดิศักดิ์ - เพราะมันมีประเด็นอีกนิดนึง ก็คือมีการพูดถึงการจัดงานว่าจะเชิญใคร ไม่เชิญใครด้วยนะครับ อันนี้บอกมีนายกฯ คณะรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ไม่มีองคมนตรี

วิษณุ - ในนี้มีมะ ใช่ไหมฮะ

พิธีกร - ไม่มีฮะ ฉบับแรกไม่มี

วิษณุ - ตอนนั้นเข้าใจว่ายังไม่ตัดสินใจว่าจะเรียนเชิญ

พิธีกร - ก็เลยเป็นที่มาว่าส่งจดหมายฉบับนี้ไปแล้วเงียบเลยเพราะไม่มีองคมนตรี

วิษณุ - คนอาจจะไปคิดอย่างนั้น แต่ความจริงมันมีที่มาต่อไป ซึ่งเดี๋ยวผมจะเรียน เพราะเรื่องนี้มันต่อกันยาวอีกนะ ก็ปรากฏว่าเงียบ ซึ่งคำถามก็มีว่าทำไมเงียบ ผมก็ไม่ทราบตอนนั้นว่าเงียบ เพราะผมไม่ได้ลงไปดูในรายละเอียดและแล้วแต่ ต่อไปคงต้องโยนกลับไปที่ ผอ.สำนักมหาเถรสมาคมว่า ทำไมเงียบ หลังจากเงียบทำไรต่อ ต่อจากนั้นผมไม่ได้ทำแล้ว

พิธีกร - ของท่านส่งจดหมายไป เพราะท่านลงนาม 30 มี.ค.ฉบับแรก ส่งไปที่สำนักพระราชวังแล้วเงียบ และไปทางท่านจุฬารัตน์ได้ไง เชิญครับ คุณจุฬารัตน์ ไปที่ท่านได้ไง

จุฬารัตน์ - ต้องขอกราบเรียนว่าหลังจากที่ท่านรองนายกฯ วิษณุ ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 30 ไปที่เลขาพระราชวัง เพื่อขอบรมราชานุญาตอย่างที่ท่านได้กล่าวไปแล้ว ในฐานะที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นเลขานุการในการประสานดำเนินการทั้งหมดไม่ว่าจะเรื่องการเชิญ หรือออกเอกสารทั้งหมด ก็ได้เรียนประสานไปทางสำนักพระราชวังเพื่อขอทราบว่าที่ท่านรองนายกฯได้ทำหนังสือแจ้งไป ยังไม่ตอบกลับมาก็ได้ติดตามเรื่องมาตลอด จนกระทั่งวันที่ 8 เวลาเย็น ก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งจากเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังว่า การที่จะขอใช้วัดพระแก้ว ขออนุญาตใช้ ขอให้ทำหนังสือถึงสำนักราชเลขาธิการ

พิธีกร - ไม่ใช่สำนักพระราชวัง

จุฬารัตน์ - ค่ะ เพราะฉะนั้นเราก็ทำหนังสือในฐานะที่เป็นฝ่ายเลขา และระยะเวลาสั้นมาก

พิธีกร - เพราะวันที่ 8 ได้รับแจ้ง งานจะมีวันที่ 10

จุฬารัตน์ - ใช่ค่ะ และทางสำนักพระราชวังบอกว่าต้องทำหนังสือให้ถึงภายในวันนี้ จะมืดจะค่ำยังไงก็จะรอ อันนี้เราก็ทำหนังสือไปที่ราชเลขา

พิธีกร - ไม่ใช่สำนักพระราชวังแหละ ต้องทำไปที่ราชเลขา

จุฬารัตน์ - ค่ะ เราก็ทำหนังสือและไปส่งที่ราชเลขา โดยเจ้าหน้าที่กรุณารอจนถึงค่ำ และยังได้แจ้งกับทางเจ้าหน้าที่ของเราที่ส่งเรื่องว่าจะนำความกราบบังคมทูล เพื่อขอพระบรมราชานุญาตเลย เนื่องจากระยะเวลาใกล้แล้ว หลังจากนั้น เราก็วันรุ่งขึ้นดิฉันได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ก่อน จาก ผอ.กองพระราชพิธีสำนักราชเลขาว่า..

วิษณุ - สำนักพระราชวัง กองพระราชพิธีต้องสำนักพระราชวัง

จุฬารัตน์ - ค่ะ สำนักพระราชวังว่าขณะนี้มีพระบรมราชานุญาตแล้ว ให้ดำเนินการไปได้เลย

พิธีกร - ทำไมไม่ใช่สำนักพระราชเลขาแจ้งกลับละครับ กลับไปเป็นสำนักพระราชวังเหมือนเดิม

จุฬารัตน์ - สำนักราชเลขาค่ะ แต่ ..

วิษณุ - ผมเข้าใจว่าเป็นกองการในพระองค์

พิธีกร - กองการในพระองค์ สำนักราชเลขานะฮะ เพราะตอนแรกแจ้งไปทางสำนักราชเลขา เขาแจ้งกลับมาในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 9

จุฬารัตน์ - แจ้งกลับทางโทรศัพท์นะค่ะ พร้อมแจ้งโทรสารด้วย และหลังจากนั้นบอกว่าดำเนินการไปได้เลยไม่มีปัญหา แจ้งว่าได้มีพระบรมราชานุญาตเรียบร้อยแล้ว แต่ว่ามีหนังสือไหมฮะ

พิธีกร - มีหนังสือไหมฮะ

จุฬารัตน์ - มีค่ะ หมายถึงแจ้งทางวาจาก่อน ทางโทรศัพท์ในวันที่ 9 วันรุ่งขึ้นน่ะนะคะ หลังจากนั้นก็แฟกซ์เอกสารมาบอกว่าหนังสือจะตามมา แต่ว่าบอกไม่มีปัญหาเรื่องนี้สามารถดำเนินการได้เลยนะคะ เพราะเราได้ติดตามเรื่องนี้อยู่ตลอด

อดิศักดิ์ - จากนั้นดำเนินการอย่างไรต่อครับ

จุฬารัตน์ - ก็เรื่องนี้สู่กระบวนการที่จะถึงเวลาจัดงาน เพราะว่าในช่วงนั้นเราก็ไปอยู่กันที่สวนอัมพร ทั้งวัดพระแก้วก็เป็นการจัดงานเพราะเราเป็นฝ่ายเตรียมการด้วยก็ต้องไปดูสถานที่นะคะ

อดิศักดิ์ - ซึ่งวัดพระแก้วเนี่ยใครจะต้องมาเป็นคนจัดการ

จุฬารัตน์ - ทางสำนักพระราชวังค่ะ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง

อดิศักดิ์ - คือเขาก็ต้องประสานกันเองด้วยใช่ไหมครับแล้วก็มาดำเนินการที่พระอุโบสถให้ด้วย แต่ก่อนจะไปกันต่อ ผมขอถามนิดนึงครับก่อนจะเลยกันไป ท่าน อ.ธงทอง เรื่องนี้เรื่องการใช้พระอุโบสถโดยเฉพาะวันอย่างนี้ วัดพระศรีรัตนศาสดารามเนี่ย งานอย่างนี้เข้าไปจัดกันได้หรือครับในพระอุโบสถ

ธงทอง - อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า สำหรับวัดพระศรีรัตนศาสดารามนั้นก็เป็นสถานที่ที่เป็นศูนย์รวมความเคารพและนับถือของพวกเราชาวไทยทั้งหมดเนี่ย โดยปกติประเพณีนี่แน่นอนว่ามีงานพระราชพิธี งานบำเพ็ญพระราชกุศลหลายอย่างหลายประการ หลายพิธีที่มีระเบียบปฏิบัติประจำที่จัดอยู่ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามนะครับ แต่นอกเหนือจากนั้นแล้วก็อยากจะเรียนว่ามีประเพณี หรือมีธรรมเนียมปฏิบัติที่ได้ทำสม่ำเสมอกันมาก็คือว่า ไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการหรือว่าไม่ว่าจะเป็นคณะบุคคลหรือคณะจัดงานที่จะจัดกิจกรรมหรือจะจัดงานที่คิดว่ามีความเหมาะมีความควร แล้วก็ทำหนังสือขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ก็ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสมอมาในหลายวาระโอกาสปีละหลายครั้ง ผมเท่าที่จะนึกออกก็คือว่ากระทรวงสาธารณสุขจัดสร้างพระพุทธรูปประจำกระทรวงอย่างนี้ก็ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเป็นงานของกระทรวงของสาธารณสุข ไม่มีเจ้านายเสด็จ ในพระอุโบสถ

อดิศักดิ์ - ในรูปแบบเดียวกันที่คนสามัญ ที่ไม่มีเชื้อเจ้านี่

ธงทอง- ถูกต้องครับผม ก็มีอาจจะเป็นพระสงฆ์องค์เจ้ามาเป็นประธานแต่ไม่ใช่เจ้านายไม่ใช่สมเด็จพระบรมวงศ์ แม้กระทั่งผู้ที่เป็นประธานในพิธี เป็นบุคคลธรรมดาสามัญไม่ได้เป็น

อดิศักดิ์ - องคมนตรี

ธงทอง- ไม่ใช่องคมนตรีครับผม คุณสวัสดิ์ โชติพานิช ที่เคยเป็นประธาน กกต. เคยเป็นอดีตประธานศาลฎีกาเคยขอพระบรมราชานุญาตจัดพิธีมังคลาภิเษกเหรียญพระบรมรูปก็ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต แต่เรื่องเหล่านี้ไม่ได้เป็นข่าวออกทีวี เพราะว่าผู้เป็นประธานก็ไม่ได้อยู่ในความสนใจของสาธารณะก็คืองานซึ่งจัดกันเป็นประจำ มีเป็นประจำ แต่ประเด็นสำคัญก็คือ

1.ต้องได้รับพระบรมราชานุญาต
2.มีแบบธรรมเนียมว่าจะต้องมีความเหมาะความควรที่จะไปจัดงานที่นั้นได้

อดิศักดิ์ - คือหมายความว่าอุโบสถวัดพระแก้วนี่ ไม่ใช่เฉพาะงานพระราชพิธีเท่านั้น คนธรรมดาทั่วไปเข้าไปนั่งเป็นประธานในพิธีได้แต่ต้องได้รับพระบรมราชานุญาต

ธงทอง - ใช่ ถูกต้อง

วิษณุ- ผมขอเวลาคุณอดิศักดิ์ สักนิดนะครับว่า มันต้องย้อนกลับไปตรงที่ ท่านผอ.จุฬารัตน์ บุญยากร ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม มีหนังสือต่อจากผม ผมมีวันที่ 30 มี.ค. ของท่าน 8 เม.ย. ฉบับที่ 2 ไปถึงราชเลขาธิการ เพื่อขออนุญาตอย่างเดียวกันคือ 3 อย่าง ขอใช้พระอุโบสถ ขอเปิดประสาทพระเทพบิดร ให้คนถวายสักการะ และขอให้ถ่ายทอด จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและโปรดนำความกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต

พิธีกร - อันนี้ ทางจุฬารัตน์เซ็นเอง

วิษณุ - นี่ต้องถามอีกว่าทำไม คำตอบ คุณจุฬารัตน์ ผอ.ซี 9 คำตอบอยู่ตรงนี้เองว่าได้รับโทรศัพท์ในตอนเย็นของวันศุกร์ที่ 8 เม.ย.ว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ที่หัวหิน กำลังจะขึ้นเฝ้าฯ ถ้าหากจะจัดงานวันที่ 10 มะรืนนี้ มัวแต่อะไรกันอยู่ก็จะไม่ทัน ขอความกรุณาออกหนังสือเร็วที่สุด ถึงสำนักราชเลขา เอาตัวจริงทิ้งไว้ที่สำนักราชเลขา แต่กรุณาแฟกซ์หนังสือสำเนานั้นมายังหัวหิน เพื่อที่จะเชิญขึ้นขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาตในค่ำวันนั้น ซึ่งคุณจุฬารัตน์ก็ต้องเซ็นเอง เพราะแกตามใครไม่เจอแล้ว ตามผมไม่เจอ ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น เพราะไม่มีใครรู้ว่าเกิดเหตุนี้ขึ้น คุณจุฬารัตน์ก็เซ็นและเอาตัวจริงไปมอบให้สำนักราชเลขากรุงเทพมหานครในวังหลวง และแฟกซ์อันนี้ไปหัวหิน ทางสำนักราชเลขาก็กรุณาอย่างยิ่งนำขึ้นกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองธุรีพระบาท ต่อจากนั้น วันเสาร์ที่ 9 เม.ย.ก็มีโทรศัพท์แจ้งกลับมาที่คุณ จุฬารัตน์ว่า บัดนี้ได้นำขึ้นกราบบังคมทูลแล้วมีพระบรมราชานุญาตให้ จัดได้ และมีการแฟกซ์สำเนาหนังสือราชานุญาตที่ยังไม่ได้ลงนามมาให้เห็นแล้วมีหนังสือแต่ยังไม่ได้ออกที่ เพราะมันวันเสาร์ อาทิตย์ เหตุที่ยังไม่ออกที่เพราะวันนี้มันมาจากหัวหิน ก็ต้องตรวจสอบกับทางกรุงเทพฯ อีกว่าลงที่อะไร เหตุยังไม่ได้มีการลงนาม เพราะท่านราชเลขาไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะลงนามได้ขณะนั้น เข้าใจว่าท่านไม่ได้ไปหัวหิน แต่ตรงนี้จะส่งตัวจริงตามมาให้ ซึ่งเรื่องนี้ต้องเรียนว่า มันไม่ใช่เป็นสิ่งที่ผิดปกติประการใด สำหรับระบบราชการที่เอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน

พิธีกร - จริงๆ เท่าที่ฟังท่านรองฯ ตัวจริงสงสัยไปได้เอาหลังงานแล้วใช่ไหม

วิษณุ - ใช่ครับ จันทร์ที่ 11 ได้ ทีนี้ปัญหาว่าแล้วสำนักพุทธก็ดี อะไรก็ดี รู้ได้ไงต้องมีพระบรมราชานุญาตจริง ต้องเชื่อใจกันลักษณะนี้ เพราะเจ้าหน้าที่ที่โทรศัพท์ติดต่อแจ้ง อยู่ในฐานะเชื่อถือได้ ข้อสำคัญผมต้องเรียนต่อว่า การที่จะนำขึ้นกราบบังคมทูลนั้น แม้จะอยู่ที่สำนักราชเลขาธิการ แต่พอถึงเวลาจะเปิดพระอุโบสถ เปิดพระเทพบิดร อำนวยความสะดวกเป็นเรื่องสำนักพระราชวังอยู่ดี เป็นความกรุณาอย่างใหญ่หลวงของสำนักราชเลขาธิการว่า ณ วันเสาร์ที่ 9 เม.ย.เมื่อแจ้งมาที่ท่าน ผอ.จุฬารัตน์ว่า ได้มีพระบรมราชานุญาตแล้ว ดำเนินการได้ เดี๋ยวไม่ทันถ้ามัวแต่รอหนังสืออยู่ ทางสำนักราชเลขาธิการได้มีหนังสือที่ รล 0003.3/5519 5518 คืออันที่มาถึงคุณจุฬารัตน์ 5519 ลงวันที่ 10 เม.ย.เรื่องพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้สถานที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ปราสาทพระเทพบิดรและถ่ายทอดสด เรียนเลขาธิการพระราชวัง ไปถึงสำนักพระราชวังเพื่อให้โปรดเอื้อเฟื้อ 3 ข้อนี้ ที่ขอพระราชทาน เพราะได้รับพระบรมราชนุญาตแล้ว ตรงนี้ สำนักราชเลขาต้องมีหนังสือไปถึงสำนักพระราชวัง ไม่งั้นสำนักพระราชวังเค้าไม่มาเชื่อคุณจุฬารัตน์หรอก

พิธีกร - เอางี้ดีกว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่มีพระบรมราชานุญาตวันที่เท่าไร แม้หนังสือจะยังไม่มา

วิษณุ - ผมไม่รู้ 8 หรือ 9 ไม่ทราบ

พิธีกร - แต่ว่าก่อนงานนะฮะ

วิษณุ - แน่นอน

พิธีกร - แล้วมันเป็นเรื่องการเดินหนังสือ เท่าที่ฟัง เพราะมันมีฉบับหนึ่งลงวันที่ 10 อันนี้แหละครับ คงเป็นฉบับเนี้ยะ และเป็นท่านรองราชเลขาธิการเซ็น แต่ตรงลายเซ็นท่าน ดันเขียนวันที่ไว้ด้วย คือวันที่ 11 เม.ย.ก็เลยทำให้สับสนว่าหัวกระดาษในวันที่ 10 ตีตรงที่ท่านลงนาม ท่านเขียนกำกับว่าวันที่ 11 เหมือนมาอนุญาตหลังงาน เลยสับสนพอสมควร

วิษณุ - เป็นการขออนุญาตก่อนงาน เพราะลองคิดโดยสามัญสำนึก รัฐบาลไม่มีกุญแจไขอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามหรอก ถ้าหากไม่มีพระบรมราชานุญาตใครจะไปไขพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ใครจะไปเปิดปราสาทพระเทพบิดร ใครจะจัดที่นั่งตั้งเก้าอี้ ใครจะจัดแท่นบูชาพระ ใครจะให้สามารถไปทำพิธี ใครจะจัดที่จอดรถให้ ซึ่งทั้งหมดนั้นสำนักพระราชวังเอื้อเฟื้อจัดให้ทั้งหมด เพราะได้รับสัญญาณจากสำนักราชเลขา ไม่ใช่จากคุณจุฬารัตน์ว่ามีพระบรมราชานุญาต แล้วในฐานะที่ผมเคยเป็นเลขาธิการรัฐมนตรี ตรงนี้ต้องยกให้เป็นความดีของสำนักราชเลขาธิการว่า ตั้งแต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แปรพระราชทานไปประทับที่พระราชวังไกลกังวลหัวหินนั้น การติดต่อต่างๆ อาจลำบาก เดินทางไป 3 ชั่วโมง กลับ 3 ชั่วโมง เราใช้โทรสารในการติดต่อ ถ้าได้แน่ใจว่าทุกอย่างถูกต้องเรียบร้อย บัญชีโยกย้ายทหารที่อ่านกันแต่ละปี เนี่ย ซึ่งนี่คือสิ่งที่เคยปฏิบัติทันทีที่มีพระบรมราชานุญาตหรือลงพระปรมาภิไธยพระราชทานว่าให้นายทหารรับราชการสนองพระเดชพระคุณเรียบร้อย แต่กว่าหนังสือนั้นจะเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ มาลงทะเบียนแล้วก็ออกเลขมาได้นั้น ตรงนี้คงไม่มีใครสามารถรอไปได้เพราะมันอีกหลายวัน จึงในที่สุดจึงได้ประกาศคืนวันนั้น และอีก 2-3 วันหนังสือก็จะมาถึงเป็นปกติประเพณีที่สำนักราชเลขาธิการเดินงานให้อย่างรวดเร็ว แล้วก็มีการตกลงและทำความเข้าใจ

อดิศักดิ์ - แล้วประเด็นที่ท่านไปเซ็นกำกับวันที่ 11 นี่

วิษณุ - ผมก็เข้าใจว่าเพราะเรื่องจริงก็คือหนังสือตัวจริงนี่มาวันที่ 11 จริงๆ ท่านลงวันที่10 นะ แต่ท่านลงชื่อกำกับและก็ลงว่า 11 นี่ผมไม่ทราบว่ามันเป็นเรื่องอะไรของท่านผมก็ไม่ทราบ เว้นแต่จะมีใครสงสัยว่าฉบับนี้ปลอม หรือมีใครสงสัยว่าออกย้อนหลังวันที่ 10 ตอนสวดมนต์เมื่อสักครู่ในวิดีโอนั่นสงสัยยังไม่อนุญาต ก็ถ้าไม่ได้อนุญาตจะไปจัดกันได้อย่างไร จะไปนั่งสวดกันได้อย่างไร

อดิศักดิ์ - อันนี้ส่งไปที่ไหนส่งที่คุณจุฬารัตน์หรือเปล่า

วิษณุ - นี่ นี่ อันนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นการตอบสนองหนังสือคุณจุฬารัตน์เลยนะครับ เรียนคุณจุฬารัตน์ บุญยากร ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ไม่ได้มาเรียนผมอะไรเลย แล้วก็ตรงนี้อีกที่มีคนไปจับผิด หนังสือคุณจุฬารัตน์นั้นออกไปถึงเป็นที่ พส.0006/274 แต่เวลาที่สำนักราชเลขาธิการตอบมานั้น เรียนนางจุฬารัตน์ อ้างถึงหนังสือสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ที่พส.0006/238 สงสัยไหมครับ ก็คำตอบคือว่าเมื่อทางนี้แฟกซ์ไปที่หัวหิน ลายที่แฟกซ์พิมพ์ออกมาไม่ชัดท่านไม่ได้เห็นตัวจริงนี่ครับเพราะตัวจริงอยู่ที่กรุงเทพฯ ทุกอย่างโต้ตอบจากหัวหินมาที่กรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นเมื่ออ่านแฟกซ์ไม่ออกท่านก็เดาว่ามันคงเป็น 238 มั๊ง ก็เลยเป็น 0006/238 คุณจุฬารัตน์ไม่เคยออกหนังสือ / 238ไปเลยทั้งสิ้น และก็มีด้วยว่า /238 ที่จริงเป็นเรื่องอะไรมันมีของมันอีกฉบับหนึ่ง นี่ก็คือเป็นเรื่องจริงที่มันยันกันอยู่ไม่มีอะไรผิดปกติ ณ ส่วนนี้ ถ้าจะสงสัยก็มานั่งสงสัยว่าหนังสือนี้คุณจุฬารัตน์ทำเอง สงสัยว่าออกย้อนหลังในขณะที่วันที่ 10 ยังไม่มีพระบรมราชานุญาต ซึ่งผมก็เรียนแล้วว่าทุกอย่างมีการติดต่อ ผมมีตัวอย่างให้คุณอดิศักดิ์ นี่ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เรากำลังพูดเลยนะ เมื่อวันที่ 8 ส.ค.นี่มีการใช้พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามอีกแล้ว ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ทำไม่ได้เกี่ยวเลยนะ และไม่ได้มีพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จ ไม่มีใครเสด็จพระราชดำเนิน จัดกันเองร่วมกับพุทธศาสนิกชนแล้วงานนี้จัดวันที่ 8 ส.ค.ปรากฎว่าหนังสือเนี่ยมีข้อความเหมือนกับที่ตอบไปยังคุณจุฬารัตน์ ครั้งนั้นเลยว่า ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้วพระราชทานพระบรมราชานุญาต หนังสือนี้ออกวันที่ 8 ส.ค. งานจัดวันที่ 8 ส.ค.ซึ่งถ้าอย่างนั้นก็ต้องมาสงสัยว่า เอจัดได้อย่างไร ถ้าจะเอาเวลาก็ตอบว่าขณะที่วันที่ 8 ส.ค.ที่เขาสวดมนต์กันที่วัดพระแก้วนั้นหนังสือนี้ก็ยังมาไม่ถึงด้วย เพราะฉะนั้นต้องเรียนว่าระบบราชการการประสานกันอย่างนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดา

อดิศักดิ์ - ก็เป็นเรื่องที่หนังสือตามมา ทำนองนั้นใช่ไหมครับ เออที่ท่านเซ็นกำกับวันที่ 11 นี่ก็อาจจะเซ็นตามความจริง

วิษณุ - ก็แน่นอน และเป็นความจริงเราไม่ปฏิเสธเลย เพราะจริงๆ แล้วคุณจุฬารัตน์ก็ได้ วันที่ 11 วันจันทร์ 9 โมงเช้าแกมาทำงานก็เห็นแล้ว ทีนี้ ถาม อ.ธงทองบอกว่า แล้ววัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นวัดในพระมหาราชวัง คนธรรมดาสามัญไปจัดงานจัดการได้หรือ ผมอยากย้ำตรงนี้ว่า แน่นอน ปกติต้องเป็นที่สำหรับจัดงานพระราชพิธี แต่เรื่องที่จะมีบุคคลอื่นไปขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดงานนั้นมีอยู่เสมอ ปีหนึ่งหลายครั้ง โดยไม่มีพระบรมวงศานุวงศ์ ไม่มีองคมนตรี ไม่มีเจ้านายเสด็จ เมื่อกี้ อ.ธงทองได้พูด ผมอยากให้เป็นทะเบียนไว้ตรงนี้ซักนิดย้อนไป 3-4 ปี เก่ากว่านี้ก็มี แต่อย่าไปนึกมันเลย 20 ก.พ.2542 พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ไปประกอบพิธี ทำเหรียญเบญจมหามงคล วันที่ 27 มิ.ย.2543 กระทรวงสาธารณสุขได้รับพระบรมราชานุญาตให้ประกอบพิธีพุทธาภิเษก พระประจำกระทรวง วันที่ 14 ธ.ค.2545 นายสวัสดิ์ โชติพานิช ได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดงานบังคลาภิเษก พระบรมรูป ทั้งหมดนี้ไม่ได้มีเจ้านายพระบรมวงศานุวงศ์องคมนตรีไปในงานเป็นประธานทั้งสิ้น จัดกันเอง ทีนี้ คำถาม อะ เชิญฮะ ผมไม่ควรถาม

พิธีกร - เอาเป็นว่าเรื่องขั้นตอน ที่ท่านชี้แจงตามนี้ ส่งหนังสือแบบนี้ กลับวันนี้ งานจัดไปแล้ว และส่วนหนังสือตามมาทีหลังแต่มีพระบรมราชานุญาตก่อนงานแล้ว นี่คือประเด็น ประเด็นที่นายกฯ เป็นประธานมีการแจ้งไหม

วิษณุ - อันนี้ดีมาก เมื่อสักครู่ผมหยิบฉบับหนึ่งให้คุณอดิศักดิ์ดู

พิธีกร - ฉบับนั้นไม่ได้แจ้งองคมนตรีด้วย

วิษณุ - เอาละฮะ ไม่เป็นไร คุณจุฬารัตน์เซ็นไปถึงราชเลขา ฉบับที่แฟกซ์ไปแฟกซ์มานี่แหละ ขอบรมราชานุญาตนี่แหละ และในนี้ก็จะบอกมีองคมนตรี มีนายกฯ และวันนี้ มีคนมาจับผิด องคมนตรีไม่มี กรุณาสังเกตว่าเรื่องอะไร เรียนใคร สิ่งที่ส่งมาด้วยร่างกำหนดการ 1 ฉบับ กำหนดการได้ส่งไปนะ ทีนี้ต่อไปนี้ คือกำหนดการ 1 ฉบับในกำหนดนี้ได้บอกเอาไว้ว่า ถ้าคุณอดิศักดิ์จะกรุณาดูแผ่นใหญ่หน่อย ในกำหนดการซึ่งส่งไปที่สำนักราชเลขาธิการ เอาละครับ ท่านดูตรงนี้ 14.45-15.00 น. นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน พร้อมกันที่พระอุโบสถ เวลา 15.00-16.00 น. กรรมการมหาเถรสมาคม 21 รูปนั่งยังอาสนะ ต่อไปนี้นายกฯ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ที่จริงงานนี้ไม่เคยมีใครบอกเลยว่านายกฯ เป็นประธาน แต่นายกฯ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เจ้าหน้าที่สำนักพระพุทธศาสนา อาราธนาศีลคือ ผอ.จะกระทำเองใช่ไหม ประธานสงฆ์ให้ศีลคือเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์วัดสระเกษ เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาอาราธนาพระปริตร พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์บทที่มหาเถรสมาคมกำหนด ต่อจากนั้นเจริญจิตภาวนา นายกฯ คณะรัฐมนตรีถวาย ทั้งหมดนี่ก็ว่าไปเรื่อย ก็พิธีก็มีอย่างนี้ นายกฯก็ทำตามนี้ทุกอย่าง

พิธีกร - แต่ว่าประเด็นองคมนตรีเป็นประเด็นไหม

วิษณุ - ประเด็นคือเราเรียนเชิญ แต่ท่านตอบว่าไม่สามารถจะมาได้

พิธีกร - แต่จดหมายวันที่ 8 คุณจุฬารัตน์เขียนไปมีองคมนตรีด้วย แต่ฉบับแรกท่านเขียนไปไม่มีองคมนตรี

วิษณุ - ผมจำไม่ได้ว่าเกิดจากเพราะอะไร

พิธีกร - ตรงนั้นเป็นประเด็นไหม

วิษณุ - แต่ว่ากำหนดนี้เราก็ส่งไปด้วย ไปสำนัก...

พิธีกร - เพราะฉะนั้นสำนักพระราชวังก็จะเห็นอยู่แล้วว่าไม่มีองคมนตรีในกำหนดการอยู่แล้ว

วิษณุ - ใช่ ในกำหนดการไม่มี

พิธีกร - เอาหละ อันนี้ได้รับการชี้แจงลักษณะอย่างนี้ ทีนี้มาอีกประเด็น เรื่องการเข้าไปใช้พระอุโบสถ โดยเฉพาะวัดสำคัญของชาติ เรื่องของความเหมาะสม จุดที่นั่งก่อน ผมขอตรงนี้ก่อนและถ้าจะมีภาพด้วยก็จะดีเลย จุดที่ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งเนี่ย เป็นจุดที่ล่อแหลมไม๊ครับท่าน อ.ธงทอง หลายคนบอกว่าน่าจะเป็นจุดที่อยู่ใกล้เคียงกันหรือเปล่า กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

ธงทอง - ผมขออนุญาตดูผังสองผังที่ผมถืออยู่ในมือนี้นะครับ ผังซ้ายเป็นผังแบบปฏิบัติในกรณีที่เป็นการเสด็จพระราชดำเนินนะครับ จะพบว่ามีการทอดพระราชอาสน์อยู่เบื้องหน้า นี่เป็นพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรนะครับ ทางด้านซ้ายมือมีพระพุทธรูปองค์สำคัญคือพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ขวามือเป็นพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก นะครับ เออทางด้านแนวเดียวที่ตรงกับพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเนี่ย เป็นตำแหน่งที่ทอดพระราชอาสน์เป็นประจำ ก็คือที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นะครับ แล้วก็สำหรับผู้ที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทนั้น ก็มีเก้าอี้ที่หันหน้าเข้าสู่ที่เฝ้าที่ประทับนะครับ ถ้าเป็นกรณีสมเด็จพระบรมฯ หรือผู้แทนพระองค์ก็มักจะทอดเก้าอี้ที่เยื้องลงมาด้านหลังตรงนี้

อดิศักดิ์ -อย่างนี้ได้ไหมครับ ง่ายๆ เลยคือพระแก้วมรกตอยู่ด้านบน ของภาพ

ธงทอง - โดยสรุปก็คือแนวที่มีการทอดพระราชอาสน์ปกตินั้นคือแนวที่ตรงกันกับพระพุทธเลิศหล้านภาลัย อธิบายกันอย่างนี้ก็ต้องให้ดูรูปด้วย นี่คือพระพุทธเลิศหล้านภาลัยครับผม เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่ององค์ใหญ่ จะพบว่าพระราชอาสน์ที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นะครับอยู่แนวเสมอหน้ากับพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

อดิศักดิ์ - ถ้าจะดูชัดๆ อ.ธงทองใช้ปากกาชี้ได้ไหมจะได้เห็นได้ชัด

ธงทอง - นี่คือพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชอาสน์อยู่เสมอแนวกัน ถ้าดูจากแผนที่นี่ก็ผมทำเป็นผังมา คือเสมอแนวกับพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เพราะฉะนั้นหน้าพระราชอาสน์พรมพระราชอาสน์เรียงไปสุดแนวอยู่ที่ขอบ

อดิศักดิ์ - เพราะฉะนั้นเวลาพระราชอาสน์อยู่ตรงนั้นเนี่ย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ หรือยังไง เวลาประทับอยู่นี่จะต้อง

ธงทอง - หันพระพักตร์ไปทางอาสน์สงฆ์ แล้วพระแก้วมรกตอยู่เบื้องซ้าย ขวาคือหมู่ข้าราชการและผู้ที่เฝ้าฯ

อดิศักดิ์ - หมู่ข้าราชการนี่หันไปด้านไหนครับ

ธงทอง- หันหน้าไปทางที่ประทับ คือหันหน้าไปทางพระแก้ว อันนี้คือกรณีเสด็จ

อดิศักดิ์ - ผมดูในภาพนายกฯ ก็นั่งอย่างนั้นแหละ

ธงทอง - ไม่ใช่ ในระเบียบปฏิบัติประจำ ถ้าไม่ใช่กรณีเสด็จพระราชดำเนินนะครับ ไม่มีเจ้านาย เขาก็จะจัดเก้าอี้อีกแบบนึงเลย จัดเก้าอี้แบบนึงก็คืออาสน์สงฆ์อยู่ด้านนี้ เก้าอี้ของคนทั้งหลายมาชิดริมฝาผนังหันหน้าเข้าอาสน์สงฆ์หมดไม่มีใครหันหน้าเข้าวัดพระแก้วเลย ทุกคนหันซ้ายเข้าพระแก้วหมด

อดิศักดิ์ - นายกฯ ไงครับ นายกฯ หันแล้วพระแก้วก็อยู่ด้านซ้ายเหมือนกัน

ธงทอง - ก็ถูก ก็เหมือนข้าราชการทั้งหมด

อดิศักดิ์ -แต่จะต้องไปทางเดียวกันทั้งหมด

ธงทอง - ไปทางเดียวกันหมดคือไปทางพระสงฆ์ และตำแหน่งที่เก้าอี้นายกฯ เนี่ย ไม่ใช่แนวหน้าพระพุทธเลิศหล้าฯ ครับผม อยู่กลางแถวและก็ไม่ทับที่พระราชอาสน์

วิษณุ - ขออนุญาตแทรกอย่างนี้นะครับ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม อันดับแรกเวลาก้าวขึ้นบันไดไปเนี่ย ประตูเข้าพระอุโบสถจะมี 3 ประตู ซ้าย ขวา และกลาง ตรงกลางนั้นสงวนไว้สำหรับเสด็จพระราชดำเนิน ชาวบ้านอื่นขึ้นด้ายซ้ายด้านขวา ท่านนายกฯวันนั้นขึ้นด้านซ้าย เพราะไม่ให้ขึ้นด้านกลางเด็ดขาด เมื่อเข้าไปถึงพระอุโบสถยืนหันหน้าเข้าหาพระแก้วมรกตนี่ ไม่ว่าจะเสด็จหรือไม่เสด็จ อาสนะสงฆ์จะตั้งทางขวามือจะตั้งชิดฝาผนังพระอุโบสถ ส่วนที่ประทับจะอยู่ด้านซ้าย หน้าต่างในพระอุโบสถจะมีทั้งหมด 5 ช่อง เริ่มจากช่องแรกใกล้ประตูทางเข้า ทีนี้ตรงพระแก้วมรกตนั้นจะมีพระพุทธรูปยืนอยู่ 2 องค์ ถ้าเราหันหน้าเข้าหาพระแก้วฯ ทางขวาเป็นพระพุทธรูปยืนชื่อว่าพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทางซ้ายเป็นพระพุทธรูปยืนชื่อว่าพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่ประทับในเวลาเสด็จพระราชดำเนินนั้น เจ้าหน้าที่จะตั้งพระเก้าอี้หรือครอบพระราชอาสน์ไว้ ตรงช่องหน้าต่างช่องที่ 4

ธงทอง - ช่องที่ 4 นับจากพระทวารด้านหน้า

อดิศักดิ์ - ต้องตรงนั้นเสมอ

วิษณุ - อาจจะเหลื่อมหน่อยก็ แต่ 4-5 ล่ะ เพื่อให้ใกล้กับพระพุทธเลิศหล้านภาลัยให้มากที่สุด เพื่อจะได้เหลือที่ให้คนเฝ้าฯ แล้วก็จะทรงหันพระพักตร์ไปทางอาสนะสงฆ์ ส่วนใครก็ตามที่ไปเฝ้าฯ องคมนตรี อะไรขึ้นมาทั้งหมด ลงมาทั้งหมด ก็จะนั่งหันหน้าเข้าหาพระแก้วมรกต ไม่หันหน้าไปทางอาสนะสงฆ์ ด้วยเหตุถือว่ามาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทฯ จะมาตั้งนั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อเป็น คณะกรรมการอะไรอย่างนี้ด้วยไม่ได้ แต่ในกรณีที่ไม่ได้เสด็จพระราชดำเนิน ทุกคนเป็นกรรมการร่วมกัน จัดงานร่วมกัน อาสนะสงฆ์ยังจะจัดอยู่ทางขวามืออย่างเดิม ที่นั่งของผู้ที่มาร่วมงานอยู่ทางซ้ายอย่างเดิม แล้วจะจัดกี่แถวก็แล้วแต่จำนวนแขกที่มา ทุกคนต้องหันหน้าไปยังอาสนะสงฆ์ ที่นั่งประธานนั้น ถ้าสมมุติจะมี ก็จะตั้งอยู่ที่

ธงทอง - หน้าหมู่

วิษณุ - หน้าหมู่คณะทั้งหมด

ธงทอง - หน้าหมู่ของคณะที่มาทำงานนี่ล่ะ ผู้มาร่วมงาน

วิษณุ - ซึ่งเป็นประมานหน้าต่างบานที่

ธงทอง - บานที่ 3

วิษณุ - บานที่ 3

ธงทอง - จับภาพอีกทีได้ไหมฮะ เอาเป็นว่าวันนั้นนายกฯ นั่งตรงไหน

วิษณุ - หน้าต่างบานที่ 3 ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งที่ทอดพระราชอาสน์ ซึ่งตรงกับหน้าต่างบานที่ 4 ต่อ 5

อดิศักดิ์ - ไม่ได้มีการไปนั่งทับบริเวณที่ตั้งพระราชอาสน์ด้วย

วิษณุ - ไม่มีเลย เด็ดขาด

อดิศักดิ์ - เพราะปกติจะบอกอย่างนี้ แม้ว่าเวลาที่ไม่ได้เสด็จพระราชดำเนินก็ตาม พระราชอาสน์จะวางอยู่แล้วมีผ้าเยียรบับทับอยู่

ธงทอง วิษณุ - ไม่ใช่ ไม่จริงเลยครับ ไม่มี

ธงทอง - พระราชอาสน์นี่จะทอดแต่เฉพาะเวลาที่จะมีพระราชพิธีเท่านั้น

วิษณุ - เช่นพระราชพิธีมีเย็น ก็อาจจะทอดเช้า

ธงทอง - ใช่ เมื่อเช้าผมเพิ่งไปวัดพระแก้วมาหยกๆ นี่ไม่มีพระราชอาสน์นะครับ พระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงเสร็จไปเมื่อ 2 วันก่อน เขาก็เก็บไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพราะวัดพระแก้วนี่ถ้าใครไปทุกวันๆ ผมไปไหว้พระอยู่เสมอ ไม่มีพระราชอาสน์ทอดอยู่เป็นประจำนะครับ ถ้าจะเสด็จพระราชดำเนินเขาจึงทอด เรื่องที่นั่งผมพูดให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งครับว่า ตำแหน่งที่เป็นที่วางเก้าอี้นายกฯ กับตำแหน่งที่ทอดพระราชอาสน์นั้น เป็นคนละตำแหน่งกันแน่ๆ คนละแนว คนละช่องหน้าต่าง คนละบริเวณ

อดิศักดิ์ - ไม่ทับแน่ๆ นะฮะ ต้องปูผ้าแดงด้วยหรือฮะ

ธงทอง - เรืองของพระราชอาสน์นะครับ ผ้าปูนะครับ การปูไม่ได้ปูผ้าแดงเฉยๆ ไม่ได้ปูพรมเฉยๆ เป็นพระราชอาสน์นั้นเขาปูผ้าเยียรบับ หรือปูพระสุจหนี่ นะครับ การที่มีพรมแดงไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้านายเท่านั้นครับ พระก็นั่งพรมแดงได้

วิษณุ - กระทรวงสาธารณสุขไปปลุกเสกพระ โดยมีคุณสุจริต ศรีประพันธ์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ไปเป็นประธานฝ่ายฆราวาส

อดิศักดิ์ - ซึ่งพรมแดงอย่างนี้ก็ไม่ใช่พิเศษอะไร

ธงทอง - ไม่ใช่พิเศษอะไรครับ พรมแดงนี่ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่านี่คือตำแหน่งที่นั่งผู้ที่เป็นประธาน และผู้เป็นหัวหน้าคณะของหมู่ที่มาทำพิธีเท่านั้น นะครับ ถ้าเป็นพระราชอาสน์นั้นเขามีระเบียบปฏิบัติ มีการปูพระสุจหนี่ สำหรับเจ้านายชั้นพระบรมวงศ์

พิธีกร - นายกฯ ใส่รองเท้า

ธงทอง - เรื่องรองเท้า

วิษณุ - พูดร้องเท้าก็พูดเสื้อซะด้วย

ธงทอง - เอารองเท้าก่อนได้ไหม เดี๋ยวค่อยย้อนกลับเสื้อ เรื่องรองเท้าผมขออนุญาตเอาหนังสือคร่ำคราผมมาอ่านเล่มหนึ่งแล้วกัน หนังสือเรื่อง สมเด็จพระศรีสวรินทิรา ผู้เขียนชื่อ คุณสมภพ จันทรประภา ท่านถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว ท่านเขียนโดยได้รับความกรุณา เมตตา บอกเล่ามาจากหม่อมพี่หญิงอปภัสราพา เทวกุล และเป็นข้าหลวงผู้ใหญ่ในสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพรรวษาเอยิกาเจ้า หรือถ้าพูดภาษาพื้นๆ ให้เราเข้าใจกันง่าย เป็นข้าหลวง เป็นญาติพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็แล้วกัน เล่าถึงพระอัธยาศัยที่ทรงอบรมสั่งสอนบรรดาข้างหลวงทั้งหลาย พูดอย่างนี้ครับเคล็ดอีกอย่างหนึ่งที่ทรงปฏิบัติในการแต่งพระองค์ และทรงสั่งสอนเด็ก คือรองพระบาท หลักมีว่า ถ้าจะต้องเข้าไปในสถานที่อันพึงเคารพ เช่น พระที่นั่ง โบสถ์ ถ้าไม่ทรงถุงพระบาทแล้วจะถอดรองพระบาทออกเสด็จขึ้นไปยังสถานที่นั้นๆ โดยพระบาทเปล่า แต่ถ้าทรงถุงพระบาทแล้วจะไม่ทรงถอดเลย

พิธีกร - หมายความว่าถ้าใส่ถุงเท้า

ธงทอง - ถ้าใส่ถุงเท้าก็จะใส่รองเท้า เพราะถือว่าถุงเท้า รองเท้าที่แต่งครบชุดเป็นความสุภาพ

วิษณุ - เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแบบ

ธงทอง - เป็นส่วนหนึ่งของการแต่งกายถูกแบบแผน ถูกประเพณี แต่ถ้าหากว่าไม่มีถุงเท้า

พิธีกร - เป็นรองเท้าแตะ

ธงทอง - หรือรองเท้าอื่นใดก็แล้วแต่ถอดรองเท้า

พิธีกร - ต้องถอดรองเท้า แล้วการจัดงานทุกทีใส่ไม่ใส่

ธงทอง - ใส่ครับผม เจ้าหน้าที่ที่คลานเข่ายังใส่ เจ้าหน้าที่ของสำนักพระราชวังเองก็ใส่รองเท้า นี่คือคติซึ่งท่านสั่งสอนกันมา เรื่องเสื้อ ถ้าเป็นงานพระราชพิธีอย่างที่ว่า ว่าโบสถ์วัดพระแก้วมีงานพระราชพิธีอยู่เป็นประจำ สม่ำเสมอ ถามว่าแต่งกายอะไรถ้าเป็นพระราชพิธี ก็สุดแต่หมายกำหนดการ หรือกำหนดการนั้นจะกำหนด เป็นต้นว่า แต่งกายเต็มยศ ครึ่งยศ หรือปกติขาว ถ้าเป็นงานที่เจ้านายเสด็จ แต่ถ้าไม่ใช่งานที่เจ้านายเสด็จ อย่างเช่น งานของกระทรวงสาธารณสุข มีแบบปฏิบัติที่สำนักพระราชวังได้แนะนำ ได้ชี้แจงสำหรับคนที่ได้รับพระบรมราชานุญาตทั้งหลายสม่ำเสมอว่า ให้แต่งสากลนิยม หรือชุดพระราชทาน หรือชุดสุภาพ

พิธีกร - ไม่จำเป็น

ธงทอง - ไม่จำเป็นต้องแต่งขาว และไม่ควร และไม่มีเหตุจะแต่งปกติขาวด้วยครับเพราะเจ้านายไม่เสด็จ

วิษณุ - คือถ้าแต่งปกติขาวก็ต้องมีคำถามใหญ่โตมโหฬารตามมาว่า เกิดอะไรขึ้นในวันนั้น

พิธีกร - หมายความว่า แม้จะเข้าไปในพระอุโบสถวัดพระแก้ว ก็ไม่จำเป็นต้องปกติขาว

ธงทอง - ถูกต้องครับผม ถ้าเป็นงานหลวง งานพระราชพิธี ถ้าเขาให้แต่งปกติขาวก็ต้องแต่ง

พิธีกร - ที่มีเสด็จด้วยเราต้องแต่ง

ธงทอง - ถูก ที่มีหมายให้แต่งก็แต่ง

พิธีกร - แล้วการแต่งกายใครเป็นคนกำหนดแต่ละครั้ง แต่ละครั้ง

วิษณุ - สำนักพระราชวัง

ธงทอง - ถ้าหากเป็นงานพระราชพิธีสำนักพระราชวังเป็นคนกำหนด แต่ถ้าหากเป็นงานที่ผู้อื่นได้รับก็สุดแท้แต่เจ้าภาพเป็นคนกำหนดตามคำแนะนำของสำนักพระราชวัง

พิธีกร - ซึ่งไม่จำเป็นต้องปกติขาว

ธงทอง - ถูกต้องครับ สำนักพระราชวังต้องมีแนวปฏิบัติที่จะแนะนำว่า คุณเลือกเอาแล้วกัน แต่งสากลนิยมก็ได้ แต่งชุดพระราชทานก็ได้ แต่งชุดสุภาพก็ได้ สิ่งที่วันนั้นทุกท่านแต่งอยู่ ที่เราเรียกว่า เสื้อผ้าไทย หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งถือว่าเป็นชุดสุภาพ สุภาพขนาดไหน ขนาดที่กำหนดให้แต่งอย่างนี้เข้าไปประชุมสภาก็ได้ กำหนดให้แต่งอย่างนี้ไปราชการ ไปประชุมคณะรัฐมนตรี ไปในภาระสำคัญ งานพิธีระหว่างประเทศ งานเลี้ยงรับรอง อะไรต่ออะไรก็ไปด้วยกันได้ทั้งนั้น ถามว่าสุภาพไหมก็สุภาพ และเป็นแนวปฏิบัติของสำนักพระราชวัง

พิธีกร - ซึ่งไม่ได้ขัดอะไรกับสำนักพระราชวัง

ธงทอง - ถ้าแต่งปกติขาวสิประหลาดเพราะไม่มีเจ้านายเสด็จ แล้วเรื่องอะไรจะลุกขึ้นไปแต่งปกติขาว

พิธีกร - กรวดน้ำเหมือนเจ้านาย

วิษณุ - เดี๋ยวจะข้ามเรื่องเสื้อผ้าไปต้องขออนุญาตนิดหนึ่งต้องขออนุญาตเรียนคุณอดิศักดิ์ก่อน คือบังเอิญ ไม่ใช่บังเอิญล่ะ ตั้งใจล่ะ คือในวันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน ที่จัดงาน ก่อนหน้าจะถึงวันนั้นคณะกรรมการก็เถียงกันมาก่อนแล้วเรื่องการแต่งกาย ในที่สุดก็ได้รับคำแนะนำจากผู้รู้ในคณะกรรมการเองซึ่งมีหลายฝ่ายว่า คงจะต้องให้แต่งชุดพระราชทาน และก็เป็นผ้าไทย แต่ขอให้สีอ่อนหรือสีสุภาพ เหตุผลข้อที่ 1 ก็เพราะว่า ครม.ทั้งหมดมีภารกิจตอนเช้า 7 โมง ไปทำบุญตักบาตรทั้งชุดนั้น ที่สวนอัมพร แล้วพอเที่ยงหรือบ่ายก็จะมาที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่ว่าก่อนจะเที่ยงนั้นจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่บางคนต้องแยกย้ายไปทำบุญตามวัดวาอารามต่างๆ ผมไปวัดนครปฐม วัดปฐมเจดีย์ คือมีภารกิจกันไปนะฮะ บ่ายก็มาที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เสร็จปั๊บ เย็นก็จะไปที่สวนอัมพรซึ่งจะมีพิธีสมานฉันท์หลายศาสนาสวดมนต์พร้อมกัน ก็ไปมันชุดนี้เลยตั้งแต่เช้าจนเย็น นั่นข้อที่ 1 ข้อที่ 2 เราก็คิดว่างานนี้เป็นงานที่มีชื่ออย่างที่คุณอดิศักดิ์พูดว่าเป็นงานศาสนสัมพันธ์เพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ เราเชิญชวนพุทธศาสนิกชนเข้าไปในวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นพันคน แล้วทุกคนก็แต่งกายตามสะดวกแต่ขอให้สุภาพ แล้วก็คิดว่ากันถ้า ครม.ไปแต่งชุดสากล ซึ่งปกติขาวน่ะเป็นอันไม่แต่งแล้ว แต่ถ้าแต่งชุดสากลก็จะมีการแยกเป็นราษฎรชั้น 1 ชั้น 2 ไม่มีบรรยากาศของความสมานฉันท์ เพื่อให้เกิดบรรยากาศของความมีสมานฉันท์ก็คือแต่งกายให้เป็นสุภาพ ผ้าไทย แล้วก็ชุดพระราชทาน นี่คือที่มาของสิ่งทั้งหมด และสำนักพระราชวังก็บอกว่าไม่ขัดต่อระเบียบใดๆ ไม่ว่าแขนสั้น แขนยาว และคำว่าสุภาพถ้าออกไปทางสีโทนอ่อนหน่อยก็จะดี คำแนะนำมีอย่างเดียวเท่านั้น

อดิศักดิ์ - ก็คือทำไปตามระเบียบปฏิบัติอยู่แล้วถ้าพูดง่ายๆ นะฮะ

ธงทอง - เรื่องกรวดน้ำเลยนะฮะ ขออนุญาตมาพูดถึงเรื่องกรวดน้ำในเวลาที่เสร็จพิธีบำเพ็ญกุศลในทางฝ่ายพุทธศาสนาแล้ว ก็เป็นปกติประเพณีที่พระสงฆ์จะอนุโมทนา ผู้ที่มาร่วมพิธีก็ร่วมกรวดน้ำ เป็นเจ้านายก็ใช้ราชาศัพท์ว่าทรงหลั่งทักษิโณทก รูปเหตุการณ์ในวันนั้นก็คงเป็นภาพนี้ เป็นท่านนายกฯ นั่งอยู่แล้วก็มีเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังมาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าของท่านนายกรัฐมนตรี ระเบียบปฏิบัติอย่างนี้เป็นระเบียบซึ่งปฏิบัติประจำสำหรับผู้ที่เป็นประธานในพิธีซึ่งไม่ใช่เจ้านาย นี่ก็เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังคุกเข่าอยู่ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังไปปฏิบัติที่ไหนก็แล้วแต่มีภารกิจหน้าที่ความจำเป็นจะต้องไป เขาคุกเข่าเสมอล่ะ ถ้าเป็นสามัญชน ไม่ใช่เจ้านาย นี่งานที่จุฬาฯ อดีตนายกสภามหาวิทยาลัยจุฬาฯ อาจารย์บุญรอด สำนักพระราชวังนี่ ตอพระมหามงกุฎนี่ เขาไปปฏิบัติที่จุฬาฯ เขาถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมาหลายรัชกาลแล้ว ช่วงเวลาไปทำบุญที่จุฬาฯ ถ้าเป็นเจ้านายเขาหมอบครับ หมอบกับคุกเข่าไม่เหมือนกันนะครับ

วิษณุ - หมอบแล้วก็ตะแคง เอียงเอาข้อศอกข้างหนึ่งยันพื้นไว้

ธงทอง - ใช่ หมอบลงศอก แล้วก็ชูขันขึ้นรับน้ำที่ทรงหลั่งทักษิโณทก มือเดียวนะครับ คุกเข่ากับหมอบน่ะไม่เหมือนกัน ยังมีอีก เรื่องธรรมเนียมเมืองไทยเรานะครับ ถ้าว่ากันตามคตินี่ ข้าวของเครื่องใช้ ตั้งแต่โบราณแล้ว มีกฎมณเฑียรบาลด้วยซ้ำไป เขาก็มีกติกาเป็นลำดับชั้นไปว่าใครที่จะใช้ของชนิดใดอย่างไรบ้าง นะครับ อันนี้ในกรณี รูปคุณพลอยไพลิน ในพระอุโบสถ วัดพระแก้วเหมือนกัน คุณพลอยไม่ใช่เจ้า คุณพลอยเป็นบุคคลที่เป็นสามัญชน จึงไม่ได้หมอบ

พิธีกร - จึงไม่ได้หมอบ เพราะฉะนั้นทางเจ้าหน้าที่เขาจะรู้เอง

ธงทอง - ระเบียบเขา เขารู้เองว่าเขาต้องทำอะไร เราไม่อยากพูดถึงวัสดุด้วย คนเขาบอกว่า สงสัยไปขโมยพระเต้าเจ้านายมาหลั่งเอง วัสดุที่ใช้กฎมณเ.ฑียรบาลตั้งแต่โบราณแล้วธรรมเนียมปฏิบัติเขาก็ว่าต่างๆ กันนะ ถ้าเป็นเจ้านายตั้งแต่ชั้นสมเด็จพระบรมวงศ์เจ้าฟ้าขึ้นไป ทองคำลงยา ไปถึงพระเจ้าอยู่หัวไปถึงอะไรต่ออะไร ทองคำลงยาราชาวดี นี่เป็นพระเต้าทักษิโณทกของพระเจ้าอยู่หัว

วิษณุ - นี่คือที่กรวดน้ำเฉพาะพระเจ้าอยู่หัวฯ

ธงทอง - ถ้าลดหลั่นลงมาจะเป็นพระเต้าทองลายสลัก เป็นพระเต้าทองเกลี้ยง เป็นอะไรก็แล้วแต่ พอมาถึงกรณีนายกรัฐมนตรีสงสัยจะใบเดียวกับ อ.บุญรอด นี่แหละ ประมาณนี้ คือเป็นเงินกะไหล่ คือ ถ้าเราดูไกลๆ เรารู้สึกว่า คล้ายกัน แต่มันไม่เหมือน จะว่าเหมือนไม่ได้เพราะว่ามันมีลำดับชั้นมีประเพณี เจ้าหน้าที่สำนักราชวังเขามีหน้าที่ต้องหยิบของให้ถูกมา เมื่อเช้าผมไปพบเจ้าหน้าที่สำนักราชวัง ไปขอคำยืนยัน ไปคุยกับผู้ปฏิบัติ เขาบอกว่า อาจารย์ผมทำเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กจนแก่แล้วจะทำให้ผิดมันเป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าให้ทำคนอื่น ให้ชาวบ้านมาทำเทียมเจ้านายมันเป็นไปไม่ได้

พิธีกร - จริงๆ เขาให้หมดเวลาแล้วแต่ขออีกนิดหนึ่ง รู้สึกตอนกราบ ท่านนายกฯ ไปกราบตรงพระแท่นทรงกราบหรือเปล่า

ธงทอง - ตำแหน่งที่วางที่กราบนั้นเป็นตำแหน่งซึ่งใกล้เคียงกัน แต่วัสดุที่ใช้เหมือนกับเรื่องที่กรวดน้ำแหละครับ คือถามว่ากรวดน้ำไหมก็กรวด ถามว่ากราบไหมก็กราบ เพราะเหตุว่าตำแหน่งที่วางที่กราบนั้นมันไม่มีทางเลี่ยงไปที่อื่นได้มันต้องวางกลาง

พิธีกร - ต่อหน้าพระแก้ว

ธงทอง - ต้องกลางพระแก้ว จะไปวางเอี้ยวซ้ายเอี้ยวขวาไม่ได้ แต่ที่กราบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นั้นพึ่งทราบหรอครับว่า พระแท่นทรงกราบในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม นั้นมีฉำหรับพิเศษเลย ชื่อเครื่องนมัสการทองใหญ่ ถ้าเสด็จพระราชดำเนินไปประกอบพระราชพิธีที่อื่นเครื่องนี้ไม่ไปนะครับ ไปพระนั่งอัมรินทร์ฯ เครื่องนี้ก็ไม่ไป จะมีเครื่องนมัสการพานทองคำลงยาพานทอง 2 ชั้น เครื่องนมัสการทองลงยาเฉยๆ เครื่องนมัสการทองทิศมี 500 มีหลายแบบเอาว่าอย่างนั้นไม่ถึง 500 หรอก แต่จะบอกว่า ถ้าอยู่ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ยิ่งใหญ่เหลือเกิน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นั้นเขาต้องทอดเครื่องนมัสการอีกชุดหนึ่งซึ่งเป็นของท่านโดยเฉพาะ ไม่เหมือนกับของท่านนายกรัฐมนตรี บรรดาผ้าคลุมขนาดของพระเขนยมันจะไม่เหมือนกัน

พิธีกร - พิเศษเลย เฉพาะเลย

ธงทอง - พิเศษเลย ปูผ้าเยียรบับ คุมสุติบับแล้วก็ปูพรนะสุจหนีรอง ของท่านนายกรัฐมนตรีวันนี้เป็นที่กราบปกติที่สำนักพระราชวังจัดให้เวลาสามัญชนทั้งหลายเป็นประธานในพิธีอื่นใดก็แล้วแต่ แล้วก็คลุมแพรสีฟ้าปกติ

วิษณุ - รัฐบาลคงจะผิดใหญ่ผิดโต ถ้าไม่ได้อ่านหนังสือต่อไปนี้ให้ท่านทั้งหลายได้ทราบ คุณอดิศักดิ์ช่วยกรุณาเช็คไปว่าผมได้ดัดแปลงอะไรไปหรือไม่ประการใด พี่น้องประชาชนครับ ตั้งแต่ที่เกิดเรื่องมานั้น มีข่าวมานั้น ยังความไม่สบายอกไม่สบายใจแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างยิ่ง แต่ในที่สุดต้องถือหลักอย่างนี้ครับ คนเราถ้าไม่รู้มันก็ไม่รู้ แล้วถ้าเอาอารมณ์หรือความคิดตัวเองเข้าจัดแล้วสิ่งที่ตัวเองรู้มันไม่เหมือนกับสิ่งที่ตัวเองคิด มันก็ต้องนึกว่าผิด ผมเองอะไรที่ผมได้ทำ อะไรที่ผมได้จัด ผมรู้ ผมยืนยันว่า ไม่ผิด แต่บางเรื่องคนอื่นเขาจัดให้เราไปทำเราก็นึกว่ามันถูกแล้ววันหนึ่งพอมีคนบอกว่าผิด ผมนอนไม่หลับมาหลายวัน หรือเราทำผิดจริง

อดิศักดิ์ - เดี๋ยว อันนี้คือที่ท่านรองฯ ใส่มือผมมานี่ คือผมก็เพิ่งเห็นนะฮะ จากสำนักพระราชวัง พระบรมมหาราชวัง เรื่อง หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติในงานพิธีที่จัด ณ อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดา เรียน ท่านเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แล้วก็บอกถึงว่าได้มีการพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใครบ้างเข้าได้เข้าไปจัดงานในวัดพระแก้วมาแล้ว นี่เขาแจ้งท่านมาเมื่อวันที่ 16

วิษณุ - ใช่ครับๆ

อดิศักดิ์ - คือเมื่อวันก่อน วานซืน

วิษณุ - ทีนี้ผมจะข้ามไปล่ะ จะงานการอะไรที่เขาบอกว่าเคยมีชาวบ้านชาวช่องไปจัดในโบสถ์วัดพระแก้ว เอาล่ะ เราไม่พูดถึง ผมอยากให้คุณอดิศักดิ์ช่วยดูในหน้าต่อไป แล้วผมขออนุญาตอ่านเลยก็แล้วกันนะครับว่า สำนักพระราชวังมีระเบียบที่ถือปฏิบัติ ว่า เมื่อส่วนราชการหรือคณะบุคคลมีความประสงค์จะขอใช้พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดารามเพื่อประกอบพิธีต่างๆ ต้องทำหนังสือถึงสำนักราชเลขาธิการ เพื่อนำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว สำนักราชเลขาธิการจะทำหนังสือแจ้งผู้ขอพระบรมราชานุญาต ก็คุณจุฬารัตน์นี่ล่ะ และแจ้งสำนักพระราชวังทราบ เพื่อจะได้เตรียมที่ ทีนี้ลองดูหน้าต่อไปนะครับ การจัดที่นั่งของประธานในพระอุโบสถ จัดเป็น 3 แบบ ดังนี้

1.ในกรณีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จมาทรงเป็นประธานในพิธี การตั้งพระราชอาสน์ที่ประทับจะตั้งโดยหันพระพักตร์ไปยังอาสนะสงฆ์ ส่วนเก้าอี้ของข้าราชการและผู้มาเฝ้าฯ จะหันหน้าเข้าสู่พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เพราะถือว่าข้าราชการและผู้มีเกียรตินั้นมาเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

2. ในกรณีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมวงศ์ พระราชวงศ์ องคมนตรี ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ต้องตั้งพระราชอาสน์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เป็นประธาน ตั้งพระเก้าอี้ หรือเก้าอี้ผู้แทนพระองค์ ทางเบื้องขวา และต่ำกว่าพระราชอาสน์ โดยหันหน้าไปทางอาสนะสงฆ์ ส่วนเก้าอี้ของข้าราชการและผู้มีเกียรติ จะตั้งหันเข้าสู่พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เพราะถือว่าข้าราชการและผู้มีเกียรตินั้น มาเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมวงศ์ หรือผู้แทนพระองค์

3. ในกรณีที่พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้หน่วยราชการหรือบุคคล ใช้พระอุโบสถ โดยเชิญผู้มีเกียรติหรือเจ้าของงานเป็นประธาน การตั้งเก้าอี้ของประธานจะตั้งหันหน้าไปยังอาสนะสงฆ์ ส่วนเก้าอี้ของผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน จะตั้งด้านหลังของเก้าอี้ผู้เป็นประธาน และหันหน้าไปยังอาสนะสงฆ์เช่นเดียวกับประธาน

การแต่งกายในพิธี ถ้าเป็นการเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระบรมวงศ์ หรือผู้แทนพระองค์ สำนักพระราชวังกำหนดการแต่งกายเครื่องแบบเต็มยศ เครื่องแบบครึ่งยศ หรือเครื่องแบบปกติขาว แล้วแต่กรณี ส่วนที่เป็นพิธีของหน่วยราชการและบุคคล กำหนดการแต่งกายเป็นชุดสากลนิยม ชุดพระราชทาน หรือชุดสุภาพ การปฏิบัติของผู้เป็นประธาน เช่น กรวดน้ำ ปฏิบัติตามที่เจ้าหน้าที่กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง แนะนำและเชิญประธานไปปฏิบัติตามธรรมเนียมที่ได้ปฏิบัติกันสืบมาจึงเรียนมาเพื่อทราบ ขอแสดงความนับถือ นายแก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการพระราชวัง

อดิศักดิ์ - อันนี้หมายความว่ามันยุ่งกันนักใช่ไหมฮะ เลยต้องแจ้งแล้วก็กรุณาไปออกหนังสือเวียนด้วยหรือเปล่าไม่แน่ใจ

วิษณุ - ก็คงจะยุ่งกันจริงๆ นะฮะ แล้วบัดนี้ก็ได้เวียนไปทุกส่วนราชการให้ทราบถือเป็นพิธีปฏิบัติของประเทศไทย แล้วก็ระเบียบประเพณีนี้ไม่ใช่เพิ่งมากำหนดวันนี้เพื่อเอาใจใคร เป็นไปตามประเพณีที่อาจารย์ธงทองได้อธิบายมา มีแบบแผนมาตั้งแต่โบราณ

อดิศักดิ์ - เวลาหมดครับ เวลาหมด ก็ได้รับการชี้แจงเท่าที่เวลามีอยู่ตรงนี้ จริงๆ อยากฝากอะไรถึงคุณสนธิไหมฮะ

วิษณุ - ไม่มีอะไรฮะ เพราะว่าผมถือว่าผมทำความเข้าใจกับประชาชน แล้วผมยังยืนยันในประโยคที่ว่า คนเรา ถ้าไม่รู้ ก็ต้องไม่รู้ และก็ต้องพูดไปตามที่ไม่รู้ ก็เป็นหน้าที่ของใครที่รู้มาทำให้คนรู้ และผมเชื่อว่าวันนี้คงจะเกิดความกระจ่างแจ้ง ไม่แต่เพียงว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เมษายน มันเป็นอย่างไร ผมว่า ถ้าหากว่าฟังดีๆ ก็คงจะทราบขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทยที่มีมาช้านานว่าเขาปฏิบัติกันมาอย่างมีระเบียบแบบแผน บางทีถ้าเราไม่รู้เราแยกไม่ออกเลย ว่าเวลากรวดน้ำ ระหว่างการคลานเข้าไปแล้วก็การที่เจ้าหน้าที่เขาลงศอก ลงเข่า หรือกรณีที่เขาเข้าไปคำนับแล้วก็ลงนั่งคุกเข่าแล้วก็ส่งสองมือหรือมือเดียว มันมีความต่างกันอย่างไรในการปฏิบัติ การปูพรมกับการปูพระสุจหนี่ต่างกันอย่างไร การตั้งเก้าอี้ตรงหน้าพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ช่องหน้าต่างช่องที่ 4 กับการตั้งเก้าอี้ที่ช่องหน้าต่างช่องที่ 3 ต่างกันอย่างไร การเข้าประตูพระอุโบสถวัดพระแก้ว ระหว่างเข้าประตูซ้ายกับประตูขวา หรือประตูกลางนั้น เขาแยกอย่างไร

อดิศักดิ์ - ฮะ ผมก็เพิ่งรู้วันนี้ วันนี้ขอบพระคุณฮะทั้งสามท่านครับ สวัสดีครับ



-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : สำเนา   Mail to สำเนา  ����� : 19/11/2005 01:26 PM


�����Դ��繷��: 10

เรื่องนายกทำพิธีในโบสถ์วัดพระแก้วทำไมมันไร้สาระจังอะ
อะไรนิดหน่อยเอามาเต้นโวยวายให้เป็นเรื่องใหญ่ คนมันคิดเป็นแต่เรื่องพวกเนี้ย ประเทศถึงได้พัฒนาช้า

    �� : Max   Mail to Max  ����� : 19/11/2005 07:47 PM


�����Դ��繷��: 11


... หากเราต่อสู้จนชนะ
ด้วยวิถีทางที่ไม่เห็นหัวใครๆ พอๆ กัน เราจะชนะไปทำไม
ในเมื่อเราช่วยกันย่ำยีหลักการ และวิถีทางประชาธิปไตย
........................จนไม่เหลืออะไรที่น่าเคารพอีกต่อไป ..?


คัดมาจากบทความเรื่อง .....
วาทกรรมพระราชอำนาจหรือประชาธิปไตยแบบคิดสั้น
บทความนี้เป็นภาษาอังกฤษเขียนโดย คุณธงชัย วินิจจะกูล
ฉบับภาษาไทยแปลโดย คุณไอดา อรุณวงษ์
เป็นบทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา เผยแพร่บนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน




-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ





    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 19/11/2005 09:00 PM


�����Դ��繷��: 12

น้ำตาลครับ...

ขอบคุณความเป็นกลางที่น้ำตาลมีครับ...

    �� : erotica balm   Mail to erotica balm  ����� : 23/11/2005 10:13 AM


�����Դ��繷��: 13


ยินดีคะ
ขอบคุณมากๆ นะคะ ที่แวะมาเยี่ยมชม .. เว็บไซต์น้ำตาล

.....

สิ่งที่น่าเป็นห่วง พอๆ กับการสั่งห้ามต่างๆ ของรัฐบาล
ก็คือการให้ข้อมูลที่ผิดๆ หรือเจตนาแอบแฝงบางอย่าง ที่เจือปนอยู่ในเสรีภาพที่ว่ากัน

เพราะความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในสังคม
สร้างความปวดร้าวให้กับคนในชาติมามากมาย
การบริโภคสื่อก็ดี การรับรู้ข้อมูลข่าวสารก็ดี
จะต้องเป็นข้อมูลข่าวสารที่อยู่บนความถูกต้องและบริสุทธิ์

ซึ่งจะต้องไม่ละเมิดเสรีภาพส่วนบุคคลของผู้อื่น ..........




-------------------------------------------------------------
>>>>>>คลิกอ่านบทความ .. ห่วงเสรีภาพประชาชน .. เพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ
โดย ... บทบรรณาธิกา ของ นสพ.ไทยรัฐ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2548






    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 24/11/2005 08:38 AM


�����Դ��繷��: 14

รออีกไม่กี่วันหรอกนะครับ
ใกล้ถึงวันเฉลิมแล้ว คงโดนกันถ้วนทุกหน้า
อาจจะทำให้คนไทยหลายๆคนตาสว่างขึ้น
ไม่ว่า ใครดี ใครไม่ดี คงรู้กัน

    �� : วุฒิชัย   Mail to วุฒิชัย  ����� : 24/11/2005 09:00 AM


�����Դ��繷��: 15


สวัสดีคะ ........
พี่วุฒิ สบายดี นะคะ :-)

อย่าเป็นห่วงหรือกังวลกับผู้อื่นมากๆ เลย นะคะ
บ้านเมืองมี กฏ กติกา ของสังคมอยู่แล้ว

ถ้าคนของสังคม มีเจตนา และ ตั้งใจเล่นนอกกรอบ
อะไรๆ จะเกิดอย่างไร เราคงช่วยทุกๆ คน ไม่ได้แน่ๆ

ประวัติศาสตร์มีให้ดู มีให้คาดเดาได้มากมาย
ผลรับที่เกิด มาจากต้นเหตุที่ .. มนุษย์ของสังคม .. เป็นผู้ก่อขึ้นเสมอ ..!!


พี่วุฒิ อย่ามัวแต่ทำงานมากๆ
ดูแลสุขภาพของตัวเองบ้าง นะคะ


โชคดีค่ะ :-)






    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 25/11/2005 02:25 AM


�����Դ��繷��: 16


ข้าพเจ้าพูดว่า ฉันผิดไปแล้ว
โดย ... คนข่าวอิสระ นสพ.มติชน วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548


ในหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ "อาจารย์กรุณา กุศลาสัย" อุตส่าห์รวบรวมมาจาก "ข้อคิดคำคม" ของบุคคลที่มีชื่อเสียงทั่วโลก ที่ผมจดจำมาช้านานแล้วคือ ข้อ ความที่ว่า


The three hardest take in the world are neither physical nor intellectual achievement,but moral acts;to return love for hate,to include the excluded, and to say "I was wrong"

ของ Sydney J.Harris



ในเมื่อบุคคล 2 ฝ่าย เปิดศึกห้ำหั่นกันให้พังไปข้างหนึ่ง ก็เพราะบุคคลทั้งสอง ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา คือ หนึ่งฐานะผู้นำรัฐบาลเป็น "บุคคลสาธารณะ" ไปแล้ว อีกคนหนึ่งสมอ้างว่าเป็นสื่อมวลชนที่อ้างว่า "ทำเพื่อหน้าที่จงรักภักดีต่อสถาบันของชาติ"

นั่นคือประเด็นหลักที่ถกเถียงกันว่า การต่อสู้ทางด้านความคิดและลามปามไปถึงการกระจายข่าวทั้งต่อต้านและสนับสนุน สมควรจะพูดถึงกันหรือไม่?

ในฐานะถ้าสมอ้างกันแล้ว ผู้เขียนก็ทำมาเลี้ยงชีพในวิชาชีพนี้มาตลอดอายุ ย่างเข้า 50 ปี ในปีนี้ ผู้เขียนเองไม่ใช่นายทุน และคงจะไม่ใช่นายทุนฝ่ายไหน เฝ้ามองเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยความรู้สึก "ฉันทาคติ" มาตลอด

เมื่อได้เอาใจเฝ้าดูแบบฉันทาคติแล้ว ก็ต้องนำมาวิเคราะห์ด้วยตนเองว่า ฝ่ายไหนถูกผิดอย่างไร ไม่ได้ขึ้นต่อการตัดสินผิดถูกของข่าวประจำวันเท่านั้น หาก ขึ้นอยู่ที่ "มโนธรรม" ของทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายแรก ขอเรียกชื่อเดิมของท่านคือ "คุณทักษิณ" ท่านผู้นี้เติบโตขึ้นมาด้วยธุรกิจและสะสมความจัดเจนจากการบริหารธุรกิจ มีพวกพ้องในวงการ ธุรกิจมากมาย ทั้งก่อนหน้าเข้ามาเล่นการเมืองและหลังมีอำนาจแล้ว

ข้อเท็จจริงประการแรก เมื่อคุณทักษิณเข้ามาเล่นการเมือง อาสาเป็นผู้นำทางการเมืองก็ย่อมถูกวิพากษ์วิจารณ์นั่นเป็นธรรมดาของข้อเท็จจริง ในอีก ฐานะหนึ่งไม่ใช่นักการเมืองเฉยๆ หากทว่าเป็น "บุคคลสาธารณะ" ดังกล่าว ไม่ว่าการเคลื่อนใดๆ ไม่มีความเป็นส่วนตัวไปแล้ว แต่อยู่ในสายตาของมหาชน ทั้งประเทศหรือนอกประเทศ

ประการที่สอง คุณทักษิณต้องสลัดทิ้งทั้งทรัพย์สมบัติ ไม่ใช่ยังห่วงใยความมั่งคั่งตามเดิม หากการเปลี่ยนแปลงจากรูปธรรมของนักธุรกิจที่แสวงหา ความร่ำรวย เผื่อแผ่พวกพ้องญาติมิตรและบริวารให้ร่ำรวยไปด้วย มาเป็นผู้แสวงหา "มโนธรรม" และความรักใคร่ของคนทั้งแผ่นดิน คือประชาชนทุกผู้ทุกนาม ดำเนินวิถีทางไปสู่เป้าหมายด้วยความรักสมานฉันท์อย่างแท้จริง ไม่มีอคติใดๆ เกิดขึ้น ไม่มีทั้งโมหะจริตหรือโทษะจริต

กลับมาสู่ คุณสนธิ บุคคลผู้นี้ทุกคนทราบดีว่าเป็นนักลงทุนและเกิดล้มละลาย จริงหรือไม่จริงเจ้าตัวรู้เอง กลับมากอบกู้สถานะของสิ่งพิมพ์ที่ลงทุน ไปแล้วนับพันล้าน จนถูกกล่าวขวัญกันทั้งต่อหน้าและลับหลังว่า ตนเองก็มี "แผลอยู่เต็มตัว"

ทางเดียวที่คุณสนธิจะสู้ได้ถึงกับลั่นวาจาออกมา เจ๊งให้รู้ไป นั่นคือสู้อย่างบ้าเลือด เพื่อล้มคุณทักษิณหรือพังไปข้างให้ได้ เหมือนท่านนักวิชาการ ท่านหนึ่ง พูดออกมา หากผิดกันก็คือ

มิได้ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ยังแฝงด้วย "โมหะจริต" อะไรก็แล้วแต่ แต่มีผลประโยชน์ส่วนตัวอยู่ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะสิ่งที่หลุดออกมาจาก ปากของท่านผู้นี้เองคือ ขอให้ฝ่ายแรกใช้อิทธิพลของผู้นำทางการเมือง ช่วยแบ่งเบาภาระที่ตนแบกอยู่ ตามประสาของนักธุรกิจใช้กัน ย่อมรู้ไส้กันหมดหมาย ถึงอะไร? คนรุ่นเก่าทราบดีว่า คุณสนธิเป็นมิตรสนิทคุณพันศักดิ์บุคคลใกล้ชิดคุณทักษิณ

เมื่อต่างคนต่างมีแผลที่จะต้องถลกหนังกันละก็กลายมาเป็น อาหารประจำวัน และดึงบรรดากองเชียร์ฝ่ายตนเข้าไปแก้ต่างตอบโต้อย่างเผ็ดร้อนเป็น พัลวันนี้ คือสาเหตุที่มาจาก โมหะจริต ทั้งสิ้น

เขียนไม่ใช่นักวิชาการ ไม่ใช่นักการเมืองที่เฝ้าล้มฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเมื่อมีโอกาส หากเป็นราษฎรธรรมดาบังเอิญเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพนิดหน่อยใน ฐานะดำรงอยู่ในวิชาชีพนี้ ก็อดเฝ้ามองและใคร่ครวญด้วยตนเองว่า

ทุกฝ่ายเข้ากับคำพูดที่ว่า ไม่ได้เป็นกิจกรรมทางศีลธรรม

ขาดมโนธรรม ไม่ว่าฝ่ายแรกจะนำเรื่องขึ้นสู่คดีความ หรือฝ่ายหลังจะสู้แบบเทหมดหน้าตัก และถ้าสู้ไม่ได้ก็หนีหายไปจากสังคมไทย นี่คือจะเกิดหรือไม่ได้ เกิดได้ทั้งสิ้น เหมือนกับอดีตก่อนมากอบกู้ฐานะของสิ่งพิมพ์ที่ตนเองลงทุนนับพันล้าน และหนี้สินดูเหมือนจะเข้าไปถึง 6,000 ล้านบาท รวยกันล้นฟ้านี้คือ สาเหตุของ โลภะจริต

ในยุค บริโภคนิยม บริโภคทั้งข่าวสารและธุรกิจที่แสวงความร่ำรวยไม่สิ้นสุด

ถ้าการต่อสู้ใดๆ เกิดจากอคติหรือความเป็นอัตตาเสียแล้ว การต่อสู้นั้นย่อมมองไปยังมหาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ นอกเหนือจากผลประโยชน์ตนเอง ถ้าหากเฝ้า มองกับความอยู่รอดของบ้านเมืองในยามนี้ ก็อดสงสารไม่ได้

ผู้เขียนผ่านเหตุการณ์วิกฤตของบ้านเมืองมามากพอสมควร ก่อนที่คุณทักษิณจะเป็นตัวตน ก่อนที่คุณสนธิจะเป็นตัวตน ก็ย่อมจะมองเห็นอะไรต่อมิ อะไรบ้างพอสมควร สมัยที่รัฐบาลเผด็จการทหารครั้งนั้นเราเข็ดขยาดที่เห็น "ไอ้เณรไปพังแท่น" มาแล้ว ฉันใดในสมัยรัฐบาลเผด็จการพลเรือน ผู้เขียนก็เห็น ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เห็นๆ ใหญ่โตปัจจุบันนี้แหละ ทำมาหากินกับฝ่ายมีอำนาจตลอดมา ไม่เว้นแม้คุณทักษิณหรือคุณสนธิ เป็นเช่นนี้เมื่อมองลงไปยังคู่กรณีทั้ง สองฝ่าย ก็ใครนำวลีข้างต้นที่ไม่จำเป็นต้องแปลออกมาเพราะ "อาจารย์กรุณา กุศลาสัย" ที่ถูกยกย่องจากสังคมว่าเป็นเสมือนหนึ่งผู้ทรงศีลยกมาอ้าง และ แปลกออกมาแล้ว ถ้าหากจะย้ำคำวลีนั้น

ก็จะขอลงท้ายด้วยคำว่า

.......... ภารกิจที่ยากเย็นที่สุดสามประการในโลก มิใช่สัมฤทธิ์ผลทางกายหรือสมอง หากเป็นกิจกรรมทางศีลธรรม คือตอบแทนความโกรธด้วยความรัก เมตตา สงสารผู้ไร้ญาติขาดมิตร และพูดว่า .. ฉันผิดไปแล้ว .. นั่นคือทุกฝ่ายผิด มโนธรรม ด้วยกันทั้งสิ้น


ผู้เขียนเองสงสารราษฎรตาดำๆ ที่ไม่รู้ไม่เห็น



-------------------------------------------------------------

>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 25/11/2005 02:52 AM


�����Դ��繷��: 17

ขาเพิ่งเดินได้เป็นปกติครับ
แต่ยังใส่รองเท้าไม่ได้ บวมครับ

    �� : วุฒิชัย   Mail to วุฒิชัย  ����� : 25/11/2005 08:27 AM


�����Դ��繷��: 18

ได้ข่าวว่าขาแพง

ขอให้ขายได้ราคาดีนะครับ

เอ๊ย ขอให้ขาหายเจ็บเร็วๆนะครับ

เดือนที่แล้ว น้ำตาลก็ขาอ้วนเหมือนกัน

    �� : พี่เก่ง   Mail to พี่เก่ง  ����� : 25/11/2005 12:29 PM


�����Դ��繷��: 19

น้องน้ำตาลครับ ไม่ทราบว่า มีหรือ พอจะหา "พระราชดำรัสของพระราชินีที่ทรงตรัสเมื่อ 17 พย.2547 กรณีไฟใต้ " แบบเต็มๆ หรือเปล่าครับ ถ้ามีช่วยโพสหน่อยนะครับ พี่ขอเป็นข้อมูลน่ะครับ หรือถ้าน้องเคยโพสแล้วช่วยแนะนำด้วยว่าอยู่กระทู้ไหนครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ

(แอบไม่ให้น้องน้ำตาลเค้าเห็นว่าเราบ่น ต้องสมัครสมาชิกด้วยเหรอเนี่ยเพิ่งรู้)

    �� : หลอง   Mail to หลอง  ����� : 25/11/2005 01:02 PM


�����Դ��繷��: 20


สวัสดีคะ พี่..พี่..ทุกๆ คน

น้ำตาลแค่เท้าพลิก และเส้นเอ็นอักเสบ
บวมอยู่ 2 เดือนเอง เดินที่พื้นราบๆ ได้ตามปกติแล้วคะ
แต่ถ้าขึ้นลงบันได ก็มีเจ็บบ้างเล็กน้อย

ตอนเป็นใหม่ๆ หมอจะฉีดยาแก้ปวดเข้าเส้นให้
แต่ตาลแพ้ยาพวกกลุ่ม Steroid หมอเลยให้ทานยาแทน
ยา Feldene ขนาด 20 mg. วันละ 2 เม็ด ถึงจะหายปวด
แล้วก็ให้หมอแผนโบราณ นวดลูกประคบแบบร้อนๆ ทุกวัน
แล้วก็ใช้ขาน้อยๆ พักผ่อนเยอะๆ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง

พี่วุฒิ ทำงานมากๆ ไป หรือเปล่าคะ ?
ระวังๆ บ้างนะคะ เดี๋ยวเป็นมากๆ แล้วรักษาลำบาก
......................เดินไม่ได้ น่ารำคาญมากๆ นะคะ



โชคดีค่ะ :-)






    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 25/11/2005 04:23 PM


�����Դ��繷��: 21


สวัสดีคะ พี่หลอง
ขอโทษนะคะ ที่ต้องลำบาก .. สมัครสมาชิก ..
พอดีช่วงนี้ ไม่ค่อยมีเวลามาเล่นและดูแลเว็บบอร์ดบ่อยๆ

ก็ทำไว้ แค่กันเพื่อนๆ บางกลุ่ม ที่ว่างงานขนาด หรือบางทีอาจจิตชำรุด
ชอบมาวุ่นวายกับชีวิตของผู้อื่นมากเกินความพอดี เท่านั้นคะ


พระราชดำรัสของพระราชินีที่ทรงตรัสเมื่อ 17 พย.2547 กรณีไฟใต้
คงเป็น วันที่ 16 พฤศจิกายน 2547 มากกว่า นะคะ


สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงวิงวอนทุกฝ่ายยุติการฆ่ารายวันในภาคใต้
โดย ... นสพ.ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2547 21:58 น.

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้คณะบุคคลต่างๆ เข้าเฝ้า ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พร้อมพระราช

ทานกระแสพระราชดำรัสเกี่ยวกับสถานการณ์ภาคใต้ ตลอดระยะเวลา 2 เดือน ที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2547 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้คณะโต๊ะอิหม่ามทั่วประเทศ เข้าเฝ้าฯ เพื่อรับฟังการ

ดำเนินการตามโครงการในพระราชดำริ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา กรุงเทพฯ




-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ ความคิดเห็นที่: 98 และ 105 ที่กระทู้นี้ นะคะ


แปลกจัง พี่..พี่..ทำไมมาทักทายพร้อมๆ กันเลย



โชคดีนะคะ :-)






    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 25/11/2005 04:26 PM


�����Դ��繷��: 22




บทวิเคราะห์ : ศึกไซเบอร์ สนธิ VS ทักษิณ
โดย ... ซัยเดย์ ฮิสตอเรียน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2548


.. สนธิ .. นั้นได้ทำศึกครั้งนี้ผ่านเว็บไซต์มาแล้วตั้งแต่ต้น และรู้ถึงพลังของมันดี เพราะมันไม่เพียงแค่ .. โลกไซเบอร์ .. ธรรมดา

เมื่อไม่นานมานี้ มีคำถามเกิดขึ้นในยุคอินเตอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันสำหรับคนบางกลุ่มไปแล้ว ว่า สิ่งที่เกิดบนอินเตอร์เน็ตเป็นโลก .. จริงๆ .. หรือเป็นโลก .. จอมปลอม ..

จนมีศัพท์ฝรั่งเรียกโลกในอินเตอร์เน็ตว่า โลกไซเบอร์ หรือ โลกความจริง .. เสมือน .. (virtual reality)

เพราะว่า เราไม่เห็นเหตุการณ์จริงด้วยตาเปล่า แต่มองเห็นผ่านหน้าคอมพิวเตอร์ ซึ่งหากมีการถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมา เหตุการณ์ที่ปรากฏก็เป็นสิ่งที่เกิด ขึ้นจริงในสถานที่หนึ่งๆ บนโลกนี้เอง

เหมือนที่มีคนพูดว่าสงครามอ่าวเปอร์เซีย ที่สหรัฐฯแสดงแสนยานุภาพ และถ่ายทอดสดการโจมตีอิรักนั้น เป็นเหมือนกับเกมหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่สิ่งที่ เกิดขึ้นจริง

แต่กรณีเหตุการณ์ที่หลายคนเรียกว่าปรากฏการณ์ .. สนธิ .. ซึ่งประชาชนนับแสนมาชุมนุม เพื่อรับฟังรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า โลกไซเบอร์ทางอินเตอร์เน็ต กับโลกความเป็นจริง .. แยกกันไม่ออก ..

นั่นคือ .. โลกไซเบอร์ .. ส่งผลต่อ .. เหตุการณ์จริง .. และ .. เหตุการณ์จริง .. ก็ส่งผลต่อ .. โลกไซเบอร์ .. เปรียบเสมือนเป็นสองด้านบนเหรียญเดียวกัน

หากใครติดตาม ปรากฏการณ์ .. สนธิ .. อย่างใกล้ชิด จะเห็นว่า เป็นการปะทะกันระหว่าง .. โลกไซเบอร์ .. กับ .. โลกที่เป็นจริง .. อย่างดุเดือด และเป็นสองส่วนที่ แยกกันไม่ออก หากติดตามความเคลื่อนไหวของทั้งฝ่ายสนับสนุนรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ และ รัฐบาล

ในช่วงแรก ที่รัฐบาลสั่งปิดรายการเมืองรายสัปดาห์ของ สนธิ ลิ้มทองกุล ในช่อง 9 อสมท ซึ่งทำให้ สนธิ ต้องหันไปพึ่งโลกไซเบอร์ คือ อินเตอร์เน็ต ผ่าน ผู้จัดการออนไลน์ http://www.manager.co.th

แต่รัฐบาลประเมิน .. โลกไซเบอร์ .. ผิดพลาด อาจเห็นว่าไม่น่าจะส่งผลอะไรต่อความนิยมหรือกระแสสังคม โดยเฉพาะสื่อหลัก คือทีวี วิทยุและหนังสือพิมพ์ ที่คนในวงการรัฐบาลอ้างว่า .. คุมได้ .. ซึ่งคนในรัฐบาลประเมินผิดไป โดยหารู้ไม่ว่า .. โลกไซเบอร์ .. กับ .. โลกที่เป็นจริง .. เป็นคนละโลก

เป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ ทั้งๆ ที่พรรคไทยรักไทยเคยใช้กลยุทธ์นี้ มาแล้วในการเลือกตั้งครั้งแรก โดยถล่มคู่แข่งอย่างประชาธิปัตย์ผ่านเครือข่ายเว็บไซต์ แต่อาจให้ความสำคัญน้อยลง ในช่วงการเลือกตั้งครั้งที่สอง

แต่สถานการณ์ในช่วงหลังเปลี่ยนไป

จากข้อมูลของ .. สนธิ .. ระบุว่าพรรคไทยรักไทยจ้างคนมาโพสต์ข้อความประณามเขาผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ประมาณ 500 คน แต่มิอาจทานกระแสความเห็นโจมตีรัฐบาลได้ โดยเฉพาะผ่านเว็บไซต์ผู้จัดการ

นั่นอาจเป็นความจริงว่า มีการ .. ตั้งทีม .. เพื่อโพสต์กระทู้โจมตีกัน แต่จำนวนคนจะมากน้อยแค่ไหนนั้น ยากจะเปิดเผยได้ เพราะหากสังเกตกระทู้ท้ายข่าวที่แสดง ความคิดเห็นในเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ http://www.bangkokbiznews.com หรือเว็บไซต์สื่ออื่นๆ ก็พบว่า ชื่อผู้โพสต์ข้อความกับเนื้อหาของข้อความดังกล่าว เป็น อันเดียวกัน แม้จะโพสต์ต่างข่าว ต่างวันเวลา แต่ชื่อและข้อความเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง

รัฐบาลและไทยรักไทย เริ่มตระหนักว่า .. โลกไซเบอร์ .. กับ .. โลกที่เป็นจริง .. นั้นมิอาจแยกกันออก จึงกระโดดร่วมประกาศ .. ศึก .. ผ่านเครือข่ายเว็บไซต์ทันที

.. สนธิ .. นั้นได้ทำศึกครั้งนี้ ผ่านเว็บไซต์มาแล้วตั้งแต่ต้น และรู้ถึงพลังของมันดี เพราะมันไม่เพียงแค่ .. โลกไซเบอร์ .. ธรรมดา

ดังนั้น จึงมีข้อความจากผู้อ่าน ที่ตั้งกระทู้ไปตามเว็บไซต์ต่างๆ โดยฟ้องในทำนองว่า

ความคิดเห็นของเขาที่ตำหนิ .. สนธิ .. นั้น
ไม่เคยปรากฏบนหน้าเว็บไซต์ผู้จัดการเลย มีเพียงแต่กระทู้ที่กล่าวชมหรือสนับสนุนเท่านั้น

จึงไม่แปลก ที่เว็บไซต์ผู้จัดการ จะขึ้นสกุ๊ปสั้นๆ
โดยชื่อว่า .. รักทักษิณเข้าเว็บพันทิป เชียร์สนธิต้องเว็บผู้จัดการ? ..


เท่ากับเป็นการ .. ประกาศศึก .. กัน ผ่านเว็บไซต์นั่นเอง เป็น .. ศึกไซเบอร์ ..

หากสำรวจตามเว็บไซต์ชั้นนำของไทย จะปรากฏว่าทุกเว็บไซต์มีการจัดทำหน้าเว็บไซต์เป็นกรณีพิเศษทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็น
http://www.sanook.com
http://www.kapook.com
http://www.mthai.com
http://www.yenta4.com
http://www.teenee.com และ
http://www.pantip.com
ชุมชนใหญ่ของโลกไซเบอร์

ไม่นับรวม เว็บไซต์ของสื่อต่างๆ
ซึ่งก็ปรากฏว่า มีผู้แสดงความเห็นกันอย่างคึกคัก
เป็น ปรากฏการณ์ .. สนธิ .. โดยแท้จริง

หากนับจำนวนผู้ที่เข้าไปร่วมใน .. ศึกไซเบอร์ .. ก็ยากที่จะประเมิน แต่ดูความคึกคักแล้ว นับว่าจะน่าเป็นหลักล้าน จากจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตประมาณ 12 ล้านคน

ความคึกคักดูได้จากข่าวหรือความเห็นเกี่ยวกับ .. สนธิ-ทักษิณ .. ได้รับความสนใจสูงสุดและต่อเนื่องมานับเดือน

ดังนั้น จำนวนคนที่ไปรวมในสวนลุมพีนีเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว เป็นหลักแสน อาจถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ และคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าไปมีส่วนร่วมในวันนั้น จำนวน ไม่น้อยก็ติดตามความเคลื่อนไหวผ่าน .. โลกไซเบอร์ ..

.. สนธิ .. ที่ดำเนินการจากวัดป่าบ้านตาดในวันนั้น ก็เป็นการประกาศสงครามผ่าน .. โลกไซเบอร์ .. โดยแท้จริง ซึ่งยิงสัญญาณถ่ายทอดสดมายังสวนลุมฯและผ่าน เว็บไซต์ในเวลาเดียวกัน

ดังนั้น รัฐบาลและไทยรักไทยจึงต้องเต้นตาม ผ่านโลกไซเบอร์นี้เอง ไทยรักไทยตั้งทีมติดตามข้อมูลและแถลงข่าวตอบโต้ในวันต่อมา รัฐมนตรีบางคนต้อง .. เต้น .. ตามข้อมูลที่ถูกพาดพิง

เมื่อแต่ละฝ่ายเข้าใจ .. ตรงกัน .. ว่า โลกไซเบอร์-โลกที่เป็นจริง แยกกันไม่ออกเช่นนี้เอง .. ศึก .. ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตจึง .. ระเบิด .. ขึ้นอย่างดุเดือด หลังจาก .. สนธิ .. ประกาศชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลในวันที่ 9 ธันวาคม

หากใครเข้าไปอ่านข่าวและพบข้อความท้ายข่าวในช่วงนี้ จะเห็นความดุเดือดเลือดพล่านของกระแสความคิดเห็น และการตอบโต้

บางคนอาจมีการจัดตั้งเข้ามา บางคนเข้ามาด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ซึ่งทุกคนมีสิทธิเข้ามาร่วม .. ศึก .. ได้อย่างเต็มที่

แต่ที่แน่ๆ ศึก .. สนธิ-ทักษิณ .. จะยังคงอยู่คู่โลกไซเบอร์เมืองไทยไปอีกนาน



-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : สำเนา   Mail to สำเนา  ����� : 1/12/2005 07:59 AM


�����Դ��繷��: 24


มีชัย เตือนแก้ รธน.ต้องตั้งสติ ย้ำอย่าแอบอ้างสถาบัน
โดย ... นสพ.ไทยรัฐ วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 2548


เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานวุฒิสภา กล่าวถึงการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 313 เพื่อให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับได้ ผ่านเว็บไซต์ มีชัยไทยแลนด์ดอทคอม ว่า มาตรา 313 เป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กำหนดให้เฉพาะคณะรัฐมนตรีและ สมาชิก สภาเท่านั้น ที่จะเสนอร่างแก้ไขได้ โดยจะแก้ไขบางเรื่องบางมาตรา หรือจะแก้ไขทั้งหมดก็ไม่มีใครว่าอะไร

แต่อาจเป็นได้ว่านักวิชาการเหล่านั้นเขาไม่ไว้ใจ ก็เลยอยากแก้ไขมาตรา 313 เพื่อให้คนอื่นสามารถเสนอแก้ไขได้ด้วย เหมือนอย่างเมื่อคราว สสร. ที่เขาขอให้แก้ไขบทบัญญัติ ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก่อน แล้วก็บัญญัติไว้เสียในตอนนั้นว่า

.......... เมื่อ สสร.แก้ไขแล้ว ใครจะแก้ไข แม้แต่คำเดียวให้ผิดไปจากร่างของเขาไม่ได้ โดยเหตุผลที่ว่าก่อนจะร่างเขา จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย แต่เอาเข้าจริง เขารับฟังแต่เฉพาะคนทั่วไป แต่เขาไม่รับฟังคนที่เป็นรัฐบาลหรือสภาในขณะนั้น และเมื่อร่างเสร็จแล้ว ก็ชักชวนคนออกมาเดินขบวน เพื่อข่มขู่ให้สภาต้องรับร่างรัฐธรรมนูญนั้น เหตุการณ์ก็เพิ่งจะผ่านมา 8 ปี จำกันไม่ได้แล้วหรือ ..........

นายมีชัยกล่าวว่า เคยถามพวกนักวิชาการว่า ที่ว่ารัฐธรรมนูญดี เคยอ่านตั้งแต่ต้นจนจบแล้วหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่าไม่เคยอ่าน ส่วนใหญ่อ่านจากที่เป็นข่าวเท่านั้น มาบัดนี้ดูเหมือนจะเห็นคล้อยตามกันว่า รัฐธรรมนูญมีปัญหาอยู่ไม่น้อย จะต้องร่างกันใหม่ ถ้าจะทำกันก็ควรจะต้องตั้งสติกันให้ดีๆ อย่าใช้อารมณ์อย่างคราวที่แล้ว เพราะกฎเกณฑ์ของบ้านเมืองจะเอาเพียงมันอย่างเดียวไม่ได้ ต้องนึกให้รอบคอบ และ ข้อสำคัญต้องยอมรับว่า คนไทยก็มีนิสัยเป็นไทยๆ ไม่ใช่เยอรมันหรือฝรั่งเศส ของที่ว่าดีในประเทศหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องดีสำหรับประเทศไทยก็ได้ อาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้ทั้งนั้น จึงต้องคิดกันด้วยความรอบคอบ

.......... การเมืองเป็นเรื่องของความคิดเห็น ยากนักที่จะลงรอยกันได้ทั้งหมดในทุกเรื่องทุกราว ย่อมมีทั้งคนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรือไม่สนใจ สถาบันพระมหากษัตริย์ นั้น ท่านทรงอยู่เหนือการเมือง ในเวลาที่มีความเห็นแตกต่างกัน หรือขัดแย้งกัน ไม่ว่าด้วยเรื่องใด จึงไม่บังควรอ้างอะไรให้เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้สอดคล้องกับความคิดเห็นของตนในทางการเมือง หรือเพื่อประโยชน์ในการต่อสู้ทางการเมือง จึงไม่ใช่เรื่องที่คนที่มีความจงรักภักดีจะพึงกระทำ .......... อดีตประธานวุฒิสภากล่าว



-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ ThaiRath.Co.Th นะคะ
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่เว็บไซต์ MeeChaiThailand.Com นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 2/12/2005 05:00 PM


�����Դ��繷��: 25


บทวิเคราะห์: ศึก ทักษิณ Vs สนธิ ใครหัวใครก้อย
โดย ... นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 7 ธันวาคม 2548


สถานการณ์ก้ำกึ่งใครหัวใครก้อย ทักษิณ Vs สนธิ
วันที่ 6 ธันวาคม 2548 เวลา 20:26 น.

ราวกับสถานการณ์ร้อนทักษิณ vs สนธิ จะพลิกผัน ราวกับเป็นการถอยของรัฐบาล แต่กลับไม่ใช่ภาวะรุกไล่ของสนธิ ผลจากการถอนฟ้องค่ายผู้จัดการ จะส่งผลให้ เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร กร่อยไปบ้าง แต่หลัง 9 ธ.ค.นี่สิ จะออกรูปไหน!

พลันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบให้ทนายความไปถอนฟ้องทั้งหมด 6 คดี ต่อ สนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็น 3 คดีแพ่ง 3 คดีอาญา มีนัยยะเพื่อสนองกระแสพระราชดำรัส ให้สามัคคี ปรองดองกัน

ภาพลักษณ์ของนายกฯ และบรรยาการทางการเมือง รวมไปถึงบรรยากาศทางเศรษฐกิจการลงทุน ก็ดีขึ้นทันตาเห็น ดัชนีหุ้นพุ่งปิดที่ 20 จุด

เช่นกัน เมื่อทนายความของ สนธิ ลิ้มทองกุล ก็ขานรับเป็นความยินดี ถึงกระนั้น ก็ยังยืนยันว่า การวิพากษ์วิจารณ์นายกฯ จะยังคงมีต่อไป ตราบใดปัญหายังไม่ถูกแก้ไข

โดยเฉพาะ 3 ปัญหาคือ
1. การทุจริตคอรัปชั่น
2. การแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช และ
3. ปัญหาการคุกคามสื่อ ถ้าแก้ไขได้ บรรยากาศจึงจะดีขึ้นจริง

อาจารย์สุขุม นวลสกุล
นักวิเคราะห์การเมืองคนดัง อดีตคณบดี คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง

มองว่า ประชาชนคงเห็นว่า เพราะนายกฯ ได้ฟังพระราชดำรัสจึงปฏิบัติตาม ในรูปนี้น่าจะเป็นผลดีต่อนายกรัฐมนตรีมากกว่า

และมองว่า สนธิน่าจะอยู่ในภาวะที่จะเล่นยากขึ้น แม้สิ่งที่ฉายตัวอย่างเงื่อนงำ จะท้าทายความสนใจได้พอสมควร เช่นจะเปิดข้อมูลเกี่ยวข้องกับ ทนง พิทยะ รัฐมนตรีคลัง

แต่อาจารย์สุขุม กลับมองว่า แรงกดดันจะมาตกอยู่ที่สนธิ มากกว่า โดยเฉพาะประกาศว่าวันที่ 9 ธันวาคม จะวัดพลังกัน

ผมอยากถาม มวลชนที่มาฟังตื่นตัวแค่ไหน
ผมเชื่อว่า ยังอยู่ในช่วงกระหายรับรู้ข้อมูล และ ชั่ง ตวง วัด ข้อมูลมากกว่า


โดยนัยนี้ หมายความกระแสยังไม่ถึงขีดสุด ถึงขั้นจะลุกฮือขับไล่รัฐบาล อย่างที่สนธิ กับคณะคาดหวังเดินเกมเสียแล้ว

ยิ่งกว่านั้น เขายังระบุด้วยว่าหาก สนธิ ยังเล่นแรงต่อไป ไกลเกินกว่าการตรวจสอบรัฐบาลปรกติ หลายคนอาจมองว่า นี่เข้าข่ายรูปขบวนการโค่นทักษิณ

หากพิจารณาประเด็นร้อนๆ ที่คาดว่าจะถูกจุดไฟติดขึ้นมาอีก เช่น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ กฟผ.ที่ศาลปกครองกลาง สั่งชลอ การกระจายหุ้น และเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้น มองอีกด้านหนึ่ง เท่ากับช่วยรัฐบาลไว้ด้วยซ้ำ เพราะทำให้ม็อบต้านแปรรูปต้องพักลงทันที

หันมาพิจารณาในประเด็นทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งถือว่าประโคมได้ผลยิ่งขึ้น แต่จะถึงขั้นทำให้ประชาชน ลุกฮือยอมเสี่ยงชีวิตขับไล่ โค่นล้ม ก็ยังนับว่าเป็นเรื่องยาก

ด้วยข้ออ้างที่
นายกฯทักษิณ มาจากการเลือกตั้ง ยังเป็นเกราะความชอบธรรมได้อยู่


ดูประเด็นการถวายคืนพระราชอำนาจ
เพื่อปฏิรูปการเมืองครั้งที่ 2 ว่าไปแล้ว ยังไม่เป็นเอกภาพนัก
อีกทั้งยังสร้างความกระอักกระอ่วนให้กับพลังการเมืองหลายส่วน ที่ไม่อยากให้โยงไปถึง

อาจารย์สุขุม ให้ย้อนไปดู
ประวัติศาสตร์การร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2517
ที่เรียกว่า ราชประชาสมาสัย หรือสภาสนามม้า


.......... โดยองคมนตรี นำทูลเกล้าฯ แต่งตั้งสภานิติบัญญัติ ซึ่งในหลวงท่านก็ไม่เห็นด้วย เพราะเท่ากับถูกดึงลงมาใช้อำนาจทางการเมืองโดยตรง ผ่านองคมนตรี ซึ่งคือตัวแทนของกษัตริย์ แม้จะลงพระปรมาภิไธยก็ตาม แต่ภายหลังเมื่อตั้งรัฐบาลแล้ว ก็ต้องรีบเปลี่ยนให้นายกฯ ลงนามรับสนองโปรดเกล้าทันที ..........

นายสุขุม ระบุ
.......... ผมคิดว่าเรื่องประเด็นถวายคืนพระราชอำนาจ อาจยกระดับไม่ได้สูงพอ เท่าประเด็นทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งส่วนตัวผมเองก็ไม่เห็นด้วย เพราะปัญหาทางการเมืองก็ต้องแก้ด้วยวิธีทางการเมืองด้วย ..........


ขณะที่ รศ.ดร.ธีรภัทร เสรีรังสรรค์
ประธานสาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

มองว่า สนธิ ลิ้มทองกุล จะเคลื่อนไหวอย่างไร ไม่ได้อยู่ที่ประเด็นถอนฟ้องหรือไม่ถอนฟ้อง เรื่องนี้อยากให้ดูที่เนื้อหาสาระ การบริหารราชการแผ่นดินภายใต้รัฐบาลชุดนี้ ซึ่งพิจารณาอย่างครบวงจรแล้ว ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และวิธีการบริหารไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย

พูดถึงตัวคุณสนธิ จะเห็นว่าประเด็นที่ถามต่อรัฐบาล สะท้อนตรรกะในการตัดสินใจที่อ่อนมาก เขาถามเรื่องประเด็นทุจริต แต่ผ่าไปอ้างเว็บกูเกิ้ลเอิร์ธ เพื่อบอกว่าคนมาไม่มาก หาว่ามีคนรับเงินหัวละ 300 บาท หรือเรื่องสมเด็จรพระสังฆราช 2 พระองค์ เรื่องวัดพระแก้ว ก็เช่นกัน ทำไมเพิ่งจะมาตอบ

แม้แต่เรื่องอำนาจของสภาผู้แทนฯ ก็ไม่ให้เกียรติรัฐสภา ไม่ยอมไปฟังกระทู้ หรือตอบญัตติต่อสภา อย่างนี้ นอกจากไม่ส่งเสริมประชาธิปไตยแล้ว ยังมีส่วนทำร้ายอีกด้วย

ส่วนเรื่องการถอนฟ้องจะมีผลต่อการแสดงออกของ คุณสนธิ หรือไม่ ดร.ธีรภัทร กล่าว่า ผมตอบแทนไม่ได้

แต่ถามว่า ที่ผ่านมา ต้องพิจารณาคุณสนธิ ใน 2 สถานะ คือ สถานะเป็นสื่อมวลชน กับ สถานะความเป็นประชาชน ซึ่งอยู่ในคนๆ เดียวกัน

เหมือนผมเองก็เป็นประชาชน และเป็นอาจารย์

ในบทบาทสื่อมวลชน จะเอาข้อเท็จจริงเปิดเผยต่อสังคม ก็รายงานไป เป็นกลางหรือไม่ พิจารณาเอาเอง แต่ทำไมคนถูกพาดพิงเป็นรัฐบาลไม่ตอบล่ะ

ขณะที่ ประเด็นความตื่นตัวของมวลชน ดร.ธีรภัทร มองว่าไม่ใช่ถูกปลุกระดมมา ไม่ได้รับอามิสสินจ้างมา คนเหล่านี้มีการศึกษา มาด้วยอยากฟังข้อมูล มาฟังเหตุ และฟังผลของสนธิ และก็ฟังรัฐบาลด้วย ขึ้นอยู่ว่ารัฐบาลจะชี้แจงอย่างไร เพื่อลบล้างข้อมูลความเชื่อของมวลชน

นั่นคือทัศนะวิเคราะห์ของ 2 นักรัฐศาสตร์

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อดูเงื่อนปัจจัยแห่งกระบวนการข้อมูล ข่าวสารแล้ว ยังไม่ถึงขีดขั้นปลุกระดมได้ อีกทั้งยังถูกปรามจากหลายฝ่าย ในเรื่องดึงสถาบันลงมา ประกอบกับ ท่าทีรัฐบาลอ่อนลงแล้ว ก็เท่ากับลดความร้อนแรงของอุณหภูมิการเมืองลงโดยปริยาย พิจารณาตามกาลเทศะแล้ว เดือนนี้ไม่ใช่เดือนแห่งการเรียกร้องทางการเมือง แต่เป็นเดือนแห่งความรื่นเริงมากกว่า

ดังนั้น ทั้งสองฝ่าย
เกือบจะกลับมาอยู่ในจุดที่ตั้งเดิม
โดยเฉพาะฝ่ายสนธิ อยู่ในฐานะต้องออกแรงรุก จุดประเด็นยิ่งกว่าเดิมซะแล้ว



-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ


    �� : สำเนา   Mail to สำเนา  ����� : 8/12/2005 09:07 AM


�����Դ��繷��: 26


เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันนี้

เป็นแค่ การแสดงออก และ การแสดงความเห็นส่วนหนึ่งของบุคคลบางคน หรือ แค่บางกลุ่มชนเท่านั้น คนไทยทั้งในประเทศ และ นอกประเทศ มีมากกว่า 60 ล้านคน จะเหมาคิดเองเออเองว่า ทุกๆ คนเห็นด้วยกับเหตุที่เกิดเหล่านั้น ได้อย่างไร ..?

ยังมีผู้คนที่เค้ายังเห็นด้วยกับการทำงานของท่านนายกทักษิณ และ พรรคไทยรักไทย
ซึ่งกลุ่มคนเหล่านั้น ก็ไม่จำเป็นต้องออกมา แสดงพลัง ให้ใครๆ เห็นก็ได้ นี่นา ..?

พวกเค้าอาจจะเคารพและมีความมั่นใจว่า ด้วยระบอบประชาธิปไตย เมื่อรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ มาจากการเลือกตั้ง ก็ควรล้มหายตายจาก ด้วยเสียงของระบบการเลือกตั้งในครั้งใหม่ จะมาผลักไสล้มล้างหาเรื่องใส่ร้ายตำหนิกันด้วยวิธีอื่นๆ คงผิดกฎกติกาของสังคมแบบระบอบประชาธิปไตย ที่คนไทยเดือนตุลาฯ ที่ได้ชื่อว่าเป็น วีรชนของชาติ ในรุ่นก่อนๆ นั้น ต่างพากันเสี่ยงชีวิต สละชีพ เรียกร้องประชาธิปไตยมาด้วยชีวิต

แล้วใยทำไม จึงมาย้อนกลับไป ใช้กฎหมู่ กฎเถื่อน มาหักล้างกันอีก
................................................ดูจะย้อนยุค ขัดกันไปหน่อยมั้ย..?

ยังมีอีกหลายๆ ล้านเสียง
ที่เค้ายังเห็นถึงด้านบวกในการทำงานของคณะรัฐบาล

ทำไม จึงไม่เคารพเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ ที่เค้าตั้งใจเลือกคณะรัฐบาลชุดนี้ มาบ้าง..?

บุคคลที่ไม่ได้เลือกรัฐบาลชุดนี้ หรือ มีเจตนาตั้งใจล้มล้างรัฐบาลชุดนี้ ก็น่าจะดำเนินการภายใต้การปกครองที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศชาติ อย่าแค่กระทำเพื่อความสะใจของผู้นำกลุ่มบางท่าน เท่านั้น

อดทน .. อดทน .. ให้ครบวาระ ..!!

ถ้าคิดว่า ท่านนายกฯ และ คณะรัฐบาล กระทำผิดจริงๆ มีข้อมูลอันใด ก็นำไปให้ พรรคฝ่ายค้าน เค้าทำหน้าที่ของเค้า ให้สมกับที่มีประชาชนอีกส่วนหนึ่งยังเชื่อถือ เลือกให้ไปแสดงความสามารถ

ถึงแม้จะเป็นพรรคฝ่ายค้าน
ท่านๆ เหล่านั้นก็ได้ชื่อว่า เป็นตัวแทนของประชาชน เช่นกัน

แล้วทำไมจึงได้ปล่อยให้ สื่อบางคน หรือ บางฉบับ
เป็นจอมยุทธนอกเวที ทำงานที่ฝ่ายค้านควรจะเป็นผู้กระทำตามหน้าที่ของตน มิใช่หรือ ..?


ปัจจุบัน ใครๆ ก็รับทราบอยู่แล้วว่า การทำงานต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ ถ้าทุกๆ ท่าน ทำเพื่อบ้านเมืองด้วยความจริงใจจริงๆ ไม่ได้คิดหาผลประโยชน์อื่นใด ก็สมควรตั้งใจทำงานตามหน้าที่ของตนเองอย่างจริงๆ จังๆ และเล่นอยู่ในเกม ตาม กฎ กติกา มารยาท ของสังคม จึงจะน่ายกย่องและ ทำให้ผู้คนในรุ่นหลังๆ ได้ระลึกถึงด้วยความภาคภูมิใจได้

อย่าใช้จุดอ่อนแบบไทยๆ
แล้วก็กล่าวหาผู้อื่นแบบเลื่อนลอย สร้างภาพ สร้างข่าว ทำลายฝ่ายตรงข้าม

กรณีที่ สื่อบางคน หรือ บางฉบับ มีเจตนาและตั้งใจ ชี้นำ

ยกเอาพิธีทำบุญประเทศที่วัดพระแก้ว มาใส่ร้ายท่านนายกฯ และ คณะรัฐมนตรี จนกระทำให้ประชาชน บางกลุ่มชนของสังคมส่วนหนึ่ง เกิดอาการ สับสน วุ่นวาย คาใจในข้อมูลที่เค้าเหล่านั้นเปิดประเด็น เจตนาชี้นำไปในทางลบ

เมื่อต่อมาภายหลัง ที่ได้รับคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากสำนักงานพระราชวัง ผ่านคุณวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และ คุณธงทอง จันทรางศุ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมคำแถลงฯ ของ ท่านแก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการสำนักพระราชวัง และ คุณจุฬารัตน์ เจ้าหน้าที่ของทางสำนักพระราชวัง

ชี้แจงกรณีภาพคาใจ ของคนไทยทั้งประเทศ กรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานทำบุญในวัดพระแก้ว พร้อมนำทั้งภาพและเอกสาร ออกมาชี้แจงอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ทางสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ต่างๆ

ประชาชนส่วนใหญ่ จึงเข้าใจ ได้ว่า มีสื่อฯ บางคน บางฉบับ เจตนาใส่ร้าย หาเรื่องตำหนิ อย่างที่หวังผลทำลาย ดูเหมือนจะตั้งใจตำหนิกัน เพื่อทำลายอีกฝ่ายหนึ่งให้เสียผู้เสียคนไปเท่านั้น คำพูดมีแต่เจตนาที่จะทำให้ผู้อื่นเสียคนแต่อย่างเดียว เป็นไปในทำนองกวาดล้างมากกว่าที่จะสร้างสรรค์

ข้าพเจ้าฯ ไม่แปลกใจ ที่รัฐบาลกำลังถูกตำหนิหรือถูกจับผิดอยู่ตลอดเวลา ว่า ทุจริต โน่น นี่ มากมาย ทั้งๆ ที่ผู้กล่าวหาเหล่านั้น ก็ยังไม่ทราบ หรือ มีหลักฐานว่าทุจริตอะไรอย่างจริงๆ จังๆ เป็นเพียงแต่คำกล่าวอ้างเหมือนที่พรรคฝ่ายค้านทั่วๆ ไป เค้าใช้กล่าวหารัฐบาลกันทั้งนั้น การเมืองในประเทศไหนๆ เค้าก็ทำกันแบบนี้ โดยเฉพาะการเมืองแบบไทยๆ ดูจะกระทำบ่อยๆ มากๆ จนเกินไป จนบางครั้งเสมือนเรานั่งดูละคร ที.วี. พอเริ่มตอนแรก ก็เดาตอนจบได้แล้ว บางเรื่องก็ซ้ำๆ ซากๆ จนน่าเบื่อ

ข้าพเจ้าฯ ยังคงเห็นด้วยกับรัฐบาล .........
ที่จะไม่ลดตัวลงไปตามวุ่นวายตอบโต้กับข้อกล่าวหานอกสภาฯ เหล่านั้น ..!!







    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 8/12/2005 09:21 AM


�����Դ��繷��: 27


รัฐธรรมนูญที่ดีไม่ต้องการ ฮีโร่
โดย ... เว็บไซต์ประชาไท วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2548



ใครที่คิดว่า พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2548 เป็น พระราชดำรัสที่ชัดเจนมากกว่าพระราชดำรัสเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาปีใดๆ เห็นทีอาจจะต้องคิดใหม่ เพราะไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายคัดค้าน ซึ่ง ณ วันนี้ ย่อมมิได้หมายถึง พรรคประชาธิปัตย์ หากแต่เป็น .. ขบวนการสนธิ ลิ้มทองกุล .. ต่างก็ตีความเข้าข้างตนเองได้อยู่ดี

อย่างไรก็ตาม ต้องนับว่าการอ้างอิงสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้ทั้งในหน้าสื่อทั่วไปตลอดช่วงเดือนที่ผ่านมา ทั้งมาจากเวที .. เมืองไทยรายสัปดาห์ .. หรือทั้งจาก การชี้แจงของรัฐบาลผ่านทีวีในกรณี .. ทำบุญประเทศ .. ที่กลายเป็นประเด็นโจมตีกันไปมาว่า เป็นการ .. ดึงฟ้าต่ำ .. ก็เป็นอันคลี่คลาย หรือแม้แต่ ณ พื้นที่นี้ ที่นำเรื่องนี้มากล่าวถึงโดยปราศจากข้อกังวล นั่นก็เป็นเพราะพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงตรัสเรื่องนี้ไว้ในพระราชดำรัสเป็นที่ชัดเจนอันมีความว่า

.......... การวิจารณ์เรียกว่าละเมิดพระมหากษัตริย์ ละเมิด ให้ละเมิดได้ แต่ถ้าเขาละเมิดผิด เขาก็ถูกประชาชนบอมบ์ คือเป็นเรื่องของขอให้รู้ว่าเขาวิจารณ์อย่างไร ถ้า เขาวิจารณ์ถูก ไม่ว่า แต่ถ้าเขาวิจารณ์ผิด ไม่ดี แต่เมื่อบอกว่าไม่ให้วิจารณ์ ไม่ให้ละเมิด ไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญว่าอย่างนั้น ก็ลงท้ายก็เลยพระมหากษัตริย์ก็เลยลำบาก แย่ อยู่ในฐานะลำบาก ก็แสดงให้เห็นว่า ถ้าไม่ให้วิจารณ์ก็หมายความว่า พระเจ้าอยู่หัวนี่ ก็ต้องวิจารณ์ ต้องละเมิด แล้วไม่ให้ละเมิด พระเจ้าอยู่หัว เสีย พระเจ้าอยู่หัวเป็นคนไม่ดี ..........

ถ้าเช่นนั้น พระราชดำรัสเมื่อ 4 ธันวาคม 2548 บอกอะไรกับสังคมไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน สถานการณ์ที่ สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกหยิบยกมาอ้างอิงเพื่อ หวังผลทางการเมืองได้อย่างเปิดเผย

ในทางหลักวิชาการ THE KING can do no wrong เป็นหลักที่ถือเอากษัตริย์เป็นองค์สมมติเทพ อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่อยู่เหนือความถูกผิดทั้งปวง แต่มิ ได้หมายความว่าสถาบันนี้จะปลอดพ้นไปจากการเมือง เพราะไม่ว่าวางพระองค์ไม่ยุ่งกับการเมืองเพียงใด แต่ดูเหมือนตลอดรัชสมัยที่ผ่านมาของพระองค์ การเมืองก็ยุงกับสถาบันสูงสุดนี้เสมอมา ตั้งแต่กรณี .. ปรีดี พนมยงค์ .. 14 ตุลาคม 2516 .. 6 ตุลาคม 2519 .. พฤษภาคม 2535 หรือ กระทั่งปัจจุบัน

เป็นที่ทราบกันดีว่า องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงติดตามข่าวสารบ้านเมือง ด้วยพระราชหฤทัยแห่งความเป็นห่วงเป็นใยพสกนิกรเสมอมา ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น ถ้าเช่นนั้นย่อมทรงทราบถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน จึงทรงดำรัสในเรื่องน้ำมันแพง เรื่องพลังงานทางเลือก ติติงกรณีออกทีวีชี้แจงของรัฐบาล หรือ กรณีที่เป็นข่าวพาดหัวใหญ่ทุกฉบับ คือเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และเรื่องการวิจารณ์พระองค์ ทั้งยังทรงมีข้อสังเกตในหลักการประชาธิปไตยแบบทางตะวันตกที่เชิดชูกษัตริย์เป็นสมมติเทพ ความว่า

.......... ความจริงเวลาอ่านตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญอังกฤษ มีตำราที่คนอ้างเสมอ และคนที่เรียนภาษาอังกฤษ เรียนกฎหมายอังกฤษต้องอ้างเสมอ เรื่อง THE KING can do no wrong และนักกฎหมายแถวนี้พยักหน้าว่าใช่ ความจริง THE KING can do no wrong คือการดูถูก THE KING อย่างมาก เพราะว่า THE KING ทำไม can do no wrong ไม่ได้ do wrong แสดงให้เห็นว่า เดอะคิงไม่ใช่คน แต่เดอะคิงทำ wrong ได้ สำคัญที่สุด ..........

ความข้างต้นสำคัญอย่างไร สิ่งสำคัญก็คือ พระราชดำรัสนี้บังเอิญไปสอดคล้องกับ ตัวข่าวสารที่สื่อออกมาจากรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 ครั้งที่สนธิ นำผู้ฟังและผู้ชุมนุมร่วมถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อ .. ถวายคืนพระราชอำนาจ .. เป็นครั้งแรก

http://www.manager.co.th/Home/ ViewNews.aspx?NewsID=9480000156691

ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งจากปากของสนธิว่า

.......... ผมจะขออนุญาตพูดถึง .. ยุทธการทรราช .. ที่พยายามแยกพระเจ้าอยู่หัวฯ ออกจากประชาชนของพระองค์ ซึ่งถ้าเขาทำสำเร็จ ถ้าเขาทำสำเร็จ ต่อให้มีสถาบัน กษัตริย์อยู่ก็จะไม่มีความหมายแล้ว ..........

และ ท่อนต่อๆ ไป กล่าวถึง ธงทอง จันทรางศุ ว่า

........... ที่นายธงทอง จันทรางศุ จำได้ไหม รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่ปลดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ออก เป็นข้ออ้าง นายธงทอง เธอ (สนธิใช้สรรพนามนี้ เรียกธงทอง) ให้ร้ายป้ายสีผมด้วยข้อหาที่เป็นเสมือนการประหารชีวิตทางจิตวิญญาณของการเป็นพสกนิกรชาวไทยอย่างร้ายกาจ ..........

.......... เธอกล่าวหาว่าผมจงใจพูดเท็จเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระราชอำนาจของพระองค์ ในทางหนึ่งคุณธงทองเธออ้างอิงราชเลขาธิการ เลขานุการ องคมนตรี อย่างคลุมเครือ และกำกวม คือตอนนั้นคุณธงทองท่านได้กล่าวทำนองว่า มีการติดต่อกันระหว่างรัฐบาลกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องที่ไม่ต้องนำมาพูดคุยกัน ..........

.......... เขาบอกอย่างนี้ เขาบอกว่า หนึ่ง เป็นเรื่องภายในรัฐบาล ระหว่างรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์ สอง โดยธรรมเนียมประเพณี ไม่ว่าของประเทศไทยหรือประเทศ อังกฤษ เขาอ้างประเทศอังกฤษนะ ว่าเกี่ยวกับรัฐบาล-พระมหากษัตริย์ ต้องไม่เปิดเผย ซึ่งหมายความว่า บุคคลอื่นก็ไม่ควรกล่าวอ้าง นะฮะ ทีนี้ทั้งสองกรณีนี่ มาจากปรัชญาความคิดหรือกระบวนการทางความคิดเดียวกัน และส่งผลใกล้เคียงกัน ..........

.......... ผมนี่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดว่า การกล่าวถึงพระเจ้าอยู่หัวเป็นสิ่งที่ไม่บังควร ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ว่าหลัก ว่าให้ยึดหลักตายตัวว่าการใช้พระราชอำนาจของ พระมหากษัตริย์ไทยนั้น เป็นเรื่องภายในระหว่างรัฐบาลกับพระเจ้าอยู่หัว ถ้าอย่างนั้นแล้ว วันนี้ ทำไมคุณหญิงจารุวรรณถึงกลายเป็นลูกบอล ที่อยู่ในทีมวอลเล่ย์ของรัฐบาลกับอีกฝ่ายหนึ่ง โยนกันไปโยนกันมา...พระมหากษัตริย์ของเรา กับพระมหากษัตริย์ของทางตะวันตก ไม่เหมือนกัน ของเรานี่ประชาธิปไตย เพิ่งเริ่มต้น จริงๆ แล้วเริ่มต้นแค่ 20 30-40 ปีเอง ที่เหลือนั้นเป็นช่วงของเผด็จการทั้งนั้น พระมหากษัตริย์ของเรามีคุณูปการมากกว่าการเป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์เป็นพ่อของแผ่นดิน พระองค์ทรงทำงานในประเทศให้มา 59 ปีแล้ว จะ 60 แล้ว ..........

และขออนุญาตนำข้อความของสนธิในวาระเดียวกันมาอ้างอิงอีกท่อนว่า

.......... พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อาจารย์คึกฤทธิ์ ผู้เป็นปราชญ์ของแผ่นดิน ท่านเคยเสนอความคิดอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชน ท่านเอ่ยชื่อปรัชญาอันนี้ว่า ลัทธิราชประชาอาศัย ก็คือ ราชา+ประชา+อาศัย เขาเรียกว่า ลัทธิราชประชาสมาศัย แปลว่าอะไร แปลว่า การกระทำใดๆ ที่มีแนว โน้มไปในทางพยายามแยกพระมหากษัตริย์ออกจากประชาชนนั้นมิบังควร ..........

.......... รวมทั้งการที่เสนอหลักการว่า ประชาชนไม่ควรพูดถึงพระมหากษัตริย์ และการใช้พระราชอำนาจเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลกับพระองค์เท่านั้น เป็นเรื่องที่ไม่ควร เช่นกัน การทำความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะทำไมรู้ไหม เพราะถ้าเราได้รัฐบาลที่ดีก็ดีไป แต่ถ้าเราได้รัฐบาลที่ชั่วร้าย หมายความว่าอย่างไร หมายความว่า เป็นเรื่องรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์ ประชาชนไม่มีสิทธิ์พูดถึง ไม่มีสิทธิ์ที่จะเอ่ย แปลว่าอะไร แปลว่า พระองค์ท่านอยู่ในสถานภาพที่ถูกล้อม กรอบโดยรัฐบาล พระองค์ท่านไม่พอใจ ไม่พอพระทัยที่ประชาราษฎร์พสกนิกรลำบาก พระองค์ท่านก็พูดไม่ได้ ตรัสไม่ได้ พวกนี้ก็จะถือหลักว่าเป็นเรื่อง ระหว่างรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์คนอื่นอย่ามายุ่ง ก็จะทำอะไรโดยพลการได้ตลอดเวลา แล้วนั่นคือสิ่งซึ่งมันเกิดขึ้นมาภายใน 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ ..........

ความบังเอิญที่สอดคล้องกันนี้ เมื่อมาถึงตรงนี้ จึงไม่แปลกสำหรับสนธิ ที่จะตีความพระราชดำรัสไปในทางเข้าข้างการเคลื่อนไหวของตนที่กำลังจะมีขึ้นใน วันที่ 9 ธันวาคมนี้ อันมีปลายทางอยู่ที่

.. การถวายคืนพระราชอำนาจ
.. ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


ระบอบรัฐธรรมนูญ .. อันเป็นที่มาของ .. ระบบ ..
ถูกทำให้สั่นคลอนด้วย .. ตัวบุคคล .. อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
และ กำลังจะสั่นสะเทือนด้วยตัวบุคคลอีกแบบ คือ .. สนธิ ..

หรือ สังคมการเมืองไทยไม่มีที่ว่าง
ให้ .. ระบบ .. ได้สร้างภูมิต้านทาน
และ รักษาแผลเน่าอันเกิดจากรัฐธรรมนูญด้วยตัวของ .. ระบบ .. เอง



-------------------------------------------------------------
>>> คลิกอ่านราย ละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ Prachatai.Com นะคะ
>>> คลิกอ่านรายละเอียดของ..พระราชดำรัส..เพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ
>>> คลิกดู .. VIDEO พระราชดำรัส .. ได้ที่นี่นะคะ


    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 9/12/2005 01:00 PM


�����Դ��繷��: 28


สถานะ ประชาธิปัตย์ สถานะ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะใน ปรากฏการณ์ สนธิ
โดย ... คอลัมน์ หักทองขวาง นสพ.มติชน วันที่ 13 ธันวาคม 2548


ไม่ว่าการเดินทางไป .. เยี่ยม .. สำนักงานเครือ .. ผู้จัดการ .. ในย่านถนนพระอาทิตย์ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะกระทำไปในฐานะอะไรและด้วยความคิดพื้นฐานอย่างไร แต่มีผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งในทาง .. การเมือง .. และมีผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งต่อสถานะ การดำรงอยู่ของ .. ประชาธิปัตย์ .. ในฐานะพรรคการเมืองหนึ่ง

พรรคการเมืองอันก่อรูปตั้งแต่ปี 2489 และมีสถานะเป็น .. สถาบัน ..

คล้ายกับการเดินทางไปของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเป็นการเดินทางเพื่อให้กำลังใจ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเพิ่งถูกบอร์ด อสมท ปลดรายการ .. เมืองไทยรายสัปดาห์ .. ออกจากช่อง 9 โมเดิร์นไนน์

นั่นก็คือ เป็นการเห็นใจ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพจาก อสมท อันเป็นรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในกำกับของกรมประชาสัมพันธ์

กระนั้นที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาดประการ 1 คือ สถานะในทางการเมืองของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะเดียวกันประการ 1 ซึ่งสำคัญเป็นอย่างมาก คือ บทบาทและสถานะในทางการเมืองของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งดำเนินรายการ .. เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร .. มาอย่างต่อเนื่อง

หากไม่มองบนพื้นฐานแห่งหลักปฏิจจสมุปบาท
ก็ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะประจักษ์ในเรื่องผลสะเทือนทางการเมือง

หากจะมองว่า การเดินทางไป .. เยี่ยม .. สำนักงานเครือ .. ผู้จัดการ ..
ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือ ส่วนหนึ่งของการทำงานแนวร่วม ก็มีความเป็นไปได้

เพราะประการ 1
รายการ .. เมืองไทยรายสัปดาห์ .. ถูกคุกคามจากกลไกอำนาจรัฐ

เพราะประการ 1
รายการ .. เมืองไทยรายสัปดาห์ .. ได้พัฒนาต่อยอดขึ้นเป็นรายการ .. เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ..

เป็นการต่อสู้ โดยพุ่งปลายหอกเข้าไปสู่กระบวนการเปิดโปง
โจมตี ความเลวร้ายของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างต่อเนื่อง

นี่คือจุดร่วมที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยืนอยู่ในแนวเดียวกันกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล

กระนั้นที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่เพียงแต่ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หากแต่ยังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็น .. ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ..

กระบวนการต่อสู้ของพรรคประชาธิปัตย์
และผู้นำพรรคฝ่ายค้าน คือ กระบวนการต่อสู้บนเวทีแห่งระบบรัฐสภา

พรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สามารถใช้กระบวนการทางรัฐสภาได้อย่างเต็มที่ แทบไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่จะต้องอาศัยกระบวนการ .. อื่น .. อันอยู่นอกกระบวนการทางรัฐสภา

คำถามอยู่ที่ว่าการไปของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เป็นการไปในลักษณะและท่วงทำนองใดในทางการเมือง

ฉากการเดินทางไปยังสำนักงานเครือ .. ผู้จัดการ .. และจากการติดตามบทบาทของหลายคนแห่งพรรคประชาธิปัตย์ในเวลาต่อมาสะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า

ประการ 1
พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถช่วงชิงการนำจาก นายสนธิ ลิ้มทองกุล
ไม่ว่าการนำต่อตัวบุคคล หรือแม้กระทั่งการนำต่อการปรากฏขึ้น
แห่งสิ่งที่เรียกว่า .. ปรากฏการณ์ สนธิ ลิ้มทองกุล .. ณ สวนลุมพินี

ประการ 1
คนของพรรคประชาธิปัตย์กลับอาศัยใบบุญจาก นายสนธิ ลิ้มทองกุล

ที่เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมก็คือ ใบบุญว่าด้วย .. ข้อมูล .. ทั้งๆ ที่องค์กรของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นองค์กรด้านสื่อ มิได้เป็นองค์กรพรรคการเมืองอันเป็นศูนย์รวมของส.ส.ทั้งระบบบัญชีรายชื่อและระบบเขต 96 คน ทั้งยังเป็นพรรคการเมืองที่อยู่ในสถานะเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ พ.ศ.2489 เป็นต้นมา

ผลก็คือ
พรรคประชาธิปัตย์ได้กลายเป็นเสมือน .. หางเครื่อง .. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ไป

การดำรงอยู่ของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะสถาบันทางการเมือง เป็นการดำรงอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี เป็นการดำรงอยู่อย่างมีเกียรติ มีเกียรติเพราะว่าสามารถเป็นที่พึ่งได้ในหมู่ .. ประชาชน .. มีศักดิ์ศรีเพราะว่าแต่ละจังหวะก้าวไม่คำนึงแต่ประโยชน์สั้นๆ เฉพาะหน้า หากคำนึงถึงประโยชน์ระยะยาวไกล ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะนำหรืออยู่ในฐานะร่วมก็ตาม

การดำรงอยู่ในฐานะ .. หางเครื่อง ..
จึงเป็นเรื่องน่าเจ็บปวดยิ่ง หากมองจากมุมแห่งสถาบัน



-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ Matichon.co.Th นะคะ


    �� : สำเนา   Mail to สำเนา  ����� : 14/12/2005 06:47 PM


�����Դ��繷��: 29

ผมรู้สึกเหนื่อยกับการนั่งมองที่หนังสือพิมพ์

แล้วก็วางมันลง แล้วก็ถอนหายใจ ..........

บางครั้งข่าวที่ออกมา กระแสของประชาชน

มันทำให้ผมไม่อยากออกความเห็นอะไร

ไม่อยากคิดอะไร

ข้อมูลต่างๆ ที่เผยแพร่ออกมาสู่สาธารณชน........

แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว

อาจจะถูกตามที่คุณน้ำตาลกล่าวไว้ก่อนหน้านะครับ

ผมยังคงเห็นด้วยกับรัฐบาล ที่ไม่ออกมาตอบโต้นอกสภา

โดยส่วนตัว....

ก็ได้แต่ขออนุญาตใช้ชีวิตอยู่แบบเหนื่อยในแบบนี้ต่อไป

แล้วสุดท้าย กระผมขอให้ทุกท่านเคารพคะแนนเสียงของพี่น้องชาวไทย

ที่ได้ใช้ลงคะแนนเสียงตามระบอบประชาธิปไตย

ขออย่าได้ใช้กฎหมู่ มาทำลายประชาธิปไตยที่ผมรัก

.........................ขออยู่อย่างเหนื่อยๆ ต่อไป โดยไม่พูดอะไร

    �� : birth   Mail to birth  ����� : 10/02/2006 04:02 PM



ชื่อ ::
  *
  รหัสผ่าน ::  
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ

Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.