| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- แก้ไขข้อมูล | - เข้าระบบผู้ดูแล | ตั้งกระทู้ใหม่ - -



" ถ้าข้าพเจ้ารู้ล่วงหน้าว่าทฤษฎีนี้ จะนำไปสู่การทำลายล้างอย่างมหันต์ ข้าพเจ

นอกจากปีนี้จะครบรอบปีที่ 100 แห่งความมหัศจรรย์ที่ยอดนักวิทยาศาสตร์แห่งยุค “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” สร้างไว้แล้ว ยังเป็นปีที่ 50 หรือครึ่งศตวรรษที่อัจฉริยะแห่งยุคจากลาโลกนี้ไป แม้ว่าไอน์สไตน์จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่พลิกโลกด้วยสมการ E=mc² อันโด่งดัง แต่ทว่าในช่วงบั้นปลายของชีวิตนักฟิสิกส์ผู้ปราดเปรื่องท่านนี้กลับปวดร้าวจาก “ระเบิดนิวเคลียร์” อันเป็นด้านมืดของการค้นพบอันยิ่งใหญ่

18 เม.ย.ที่ผ่านมา เมื่อ 50 ปีที่แล้ว (2498) “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” สุดยอดนักฟิสิกส์แห่งศตวรรษได้สิ้นใจลง ณ โรงพยาบาลในเมืองพรินซ์ตัน รัฐนิวเจอร์ซี ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยวัย 76 ปี หลังจากที่ไอน์สไตน์เข้าโรงพยาบาลด้วยโรคหัวใจตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย.2498 ต่อมาเพียง 3 วันเท่านั้นนักฟิสิกส์สุดปราดเปรื่องแห่งยุคนิวเคลียร์ก็จากโลกนี้ไป

หลังจากที่ไอน์สไตน์เสียชีวิตลง ดไวท์ ไอเซนฮาว (Dwight Eisenhower) ประธานาธิบดีสหรัฐในขณะนั้น ได้กล่าวไว้อาลัยถึงสุดยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลกว่า ไม่มีผู้ใดทำให้เกิดองค์ความรู้แห่งศตวรรษที่ 20 ยิ่งใหญ่และกว้างขวางไปกว่าเขาได้...ไอน์สไตน์เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้ที่อยู่ในยุคนิวเคลียร์ เขามีพลังในการสร้างสรรค์ในฐานะปัจเจกชนในสังคมเสรี

ทันทีที่ไอน์สไตน์เสียชีวิต สมองของเขาถูกแยกออกมาและเก็บรักษาไว้เพื่อทำการวิจัยทางวิทยาศาสตร์โดย ดร.โธมัส ฮาร์วีย์ (Thomas Harvey) นักพยาธิวิทยาซึ่งทำหน้าที่ชันสูตรศพเขา ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องทั้งจากกองมรดกและบุตรชายของไอน์สไตน์ โดยไอน์สไตน์ว่าหวังว่าจะมีการศึกษาสมองของเขา เมื่อเขาตาย

ดร.ฮาร์วีย์ได้ตัดสมองออกเป็นชิ้นขนาดต่างๆ กันถึง 240 ชิ้นจนปี 2539 ได้ส่งให้คณะนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแม็กมาสเตอร์ (McMaster Universtity) เมืองออนตาริโอ ประเทศแคนาดา โดยพวกเขาได้เสนอรายงานผลการวิจัยสมองของไอน์สไตน์เมื่อศึกษาเปรียบเทียบกับสมองคนฉลาดปกติทั่วไป เป็นชาย 35 คน หญิง 56 คน พบว่า บริเวณส่วนล่างของสมองด้านข้าง (inferior parietal region) ของไอน์สไตน์ ใหญ่กว่าของคนปกติธรรมดาถึง 15 % สมองบริเวณดังกล่าว อยู่ในระดับเดียวกับหู มีหน้าที่เกี่ยวกับการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์

นอกจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ยังพบอีกด้วยว่า ร่องสมองของไอน์สไตน์ หายไปบางส่วนโดยที่สมองของคนทั่วไปจะมีร่องสมองจากส่วนหน้า ต่อเนื่องไปยังสมองส่วนหลังซึ่งร่องที่หายไปบางส่วนนี้ อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่แสดงความเป็นอัจฉริยะของไอน์สไตน์ เนื่องจากทำให้เส้นประสาทและเซลล์สมองบริเวณนั้น สามารถเชื่อมโยงเข้าหากันและทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น

ไอน์สไตน์นั้นมีความฉลาดและชื่นชอบในวิชาคณิตศาสตร์ตั้งแต่เด็ก ขณะที่ไอน์สไตน์น้อยเข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษา ในเมืองมิวนิกเขาสนใจและสอบได้คะแนนดีในวิชาคณิตศาสตร์เพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจวิชาอื่นๆ จึงทำให้ครูเห็นว่าเขาเป็นเด็กสมองทึบ และถูกขอให้ออกจากโรงเรียน เพราะมีพฤติกรรมที่แปลกแยก
แต่ทว่าวิชาคณิตศาสตร์นี่ล่ะ ที่ทำให้ไอน์สไตน์ได้กลายเป็นสุดยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลกในเวลาต่อมา

ในปี 2439 ไอน์สไตน์ได้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนโปลีเทคนิกแห่งสวิสเซอร์แลนด์ ในซูริกเพื่อฝึกฝนเป็นครูสอนฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ และในปี 2445 ไอน์สไตน์เข้าทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยฝ่ายเทคนิกประจำสำนักงานสิทธิบัตรของสวิตซ์เป็นเวลา 7 ปี

ระหว่างที่ไอน์สไตน์ทำงานอยู่ที่สำนักงานสิทธิบัตรนั้น เขาได้ใช้เวลาว่างศึกษาทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ โดยในช่วงปี 2444 และปี 2447 เขาได้ตีพิมพ์งานวิจัยออกมาถึง 4 เรื่อง แต่ทว่าในปี 2448 กลับกลายเป็นปีมหัศจรรย์ของโลก เพราะไอน์สไตน์ได้เสนอว่า แสงมีคุณสมบัติของการเป็นอนุภาคเวลา โดยอธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ซึ่งผลงานชิ้นนี้ทำให้ไอน์สไตน์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2465

ในปีเดียวกันนี้ไอน์สไตน์ได้เสนอวิธีวัดขนาดของโมเลกุล เพื่อเป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกที่สถาบัน ETH (Federal Institute of Technology) ในสวิตเซอร์แลนด์ และถัดมาอีก 1 เดือนเขาก็ได้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ นอกจากนี้ไอน์สไตน์ก็ยังได้ศึกษา และอธิบายการเคลื่อนที่แบบบราวเนียน (Brownian motion) ว่าเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่าโมเลกุลมีจริงด้วย ซึ่งผลงานเหล่านี้นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายต่างเห็นว่าสมควรได้รับรางวัลโนเบล

ดังนั้นการผลิตผลงานถึงระดับรางวัลโนเบลหลายชิ้นภายในปีเดียวของไอน์สไตน์ทำให้โลกยอมรับว่า เขาเป็นสุดยอดแห่งอัจฉริยะ และปี 2448 นับเป็นปีมหัศจรรย์ของไอน์สไตน์และของโลกด้วย อีก 10 ปีต่อมา ขณะที่เขาทำงานอยู่ที่เบอร์ลิน เขาได้ทำงานชิ้นสำคัญที่สุดในชีวิตเสร็จคือได้สร้าง “ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป” ขึ้นมา ซึ่งทฤษฎีของไอน์สไตน์เหนือกว่าทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของนิวตัน โดยทฤษฎีนี้สามารถอธิบายลักษณะการโคจรที่อปกติของดาวพุธได้อย่างสมบูรณ์ ในขณะที่ทฤษฎีของนิวตันให้ผลผิดพลาด

ไอน์สไตน์รับเป็นอาจารย์พิเศษให้กับมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ในอเมริกาช่วงปี 2482 โดยหวังว่าจะไปๆ มาๆ ระหว่างเบอร์ลินกับพรินซ์ตัน แต่ว่าในปีนั้นนาซีเรืองอำนาจ ไอน์สไตน์ซึ่งตั้งใจที่จะไปอเมริกาเป็นการชั่วคราวเปลี่ยนเป็นการถาวร เขายื่นขอสัญชาติอเมริกันเมื่อปี 2478 และเข้าทำงานที่พรินซ์ตัน โดย พยายามรวมกฎของฟิสิกส์ นับเป็นงานลึกซึ้งมาก จนถึงกับรำพันออกมาว่า

”ฉันได้พาตัวเองไปติดอยู่ในปัญหาวิทยาศาสตร์ ที่ดูเหมือนจะหมดหวัง และที่แย่กว่านั้น เพราะคนแก่อย่างฉัน ยังคงเป็นคนนอกสำหรับสังคมที่นี่อยู่นั่นเอง”

ตลอดชีวิตไอน์สไตน์ต่อสู้เพื่อสันติภาพเสมอมา ตั้งแต่ก่อนลี้ภัยนาซีออกจากเยอรมนี เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง มีข่าวคราวว่าเยอรมนีกำลังพัฒนาระเบิดปรมาณู ไอน์สไตน์กลัวว่าเยอรมนีจะพัฒนาระเปิดปรมาณูได้ก่อนจึงทำจดหมายถึงประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์ (Franklin Delano Roosevelt) เสนอให้ศึกษาการพัฒนาระเบิดปรมาณู และบอกถึงคุณประโยชน์ของแร่ยูเรเนียมที่สามารถนำมาสร้างระเบิดปรมาณูที่มีอานุภาพในการทำลายล้างสูงได้ด้วยปฏิกิริยาแบบลูกโซ่

ขณะที่อเมริกากำลังพัฒนาระเปิดปรมาณู โดยใช้ชื่อโครงการว่าแมนฮัตตัน ในปี 2483 ไอน์สไตน์ได้ปฏิเสธที่จะร่วมในองค์กรพัฒนาระเบิดปรมาณู แต่การพัฒนาระเบิดก็ทำได้สำเร็จ และนำมาทิ้งที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ

เมื่อไอน์สไตน์รู้ข่าวการระเบิด และผู้คนที่ต้องตายไปจำนวนมหาศาล เขาถึงกับเอามือกุมศีรษะ และอุทานอย่างปวดร้าวว่า "โธ่? ไม่น่าเลย"

เมื่อสงครามเลิกไอน์สไตน์ ก็ลงนามในสัญญาที่ขอให้ยุติการใช้ระเบิดปรมาณู และให้หันมาใช้ปรมาณูเพื่อสันติแทน เขาเขียนในสัญญาว่า "แน่นอนเราทุกคนมีความคิดความรู้สึกไม่เหมือนกัน แต่เราก็มีฐานะเป็นมนุษย์เช่นกัน เราควรจดจำไว้เสมอว่าถ้าการเกี่ยวข้องระหว่างตะวันออกกับตะวันตกถูกตัดสินออกมาในรูปการณ์ใดก็ตาม อันจะนำมาซึ่งความพึงพอใจมาสู่ทั้งสองฝ่ายไม่ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์ หรือต่อต้านคอมมิวนิสต์(โลกเสรี)ก็ตาม ผลแห่งการตัดสินใจไม่ควรออกมาในรูปของสงคราม"

ในปี 2487 เขาช่วยหาทุนต่อต้านสงครามโดยนั่งลงเขียนบทความเรื่องทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษด้วยลายมือตนเอง และนำออกประมูลได้ราคาถึง 6 ล้านดอลลาร์ หนึ่งอาทิตย์ก่อนเสียชีวิต ไอน์สไตน์เซ็นชื่อในจดหมายฉบับสุดท้ายของเขา จดหมายนี้ส่งถึงเบอร์ทรานด์ รัสเซลล์ (Bertrand Russell) เพื่อยืนยันว่า เขายินยอมให้ใส่ชื่อของเขาในจดหมายเปิดผนึก เพื่อวิงวอนชนชาติทั้งหลายให้ยุติการใช้อาวุธนิวเคลียร์เพื่อทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยกันเอง จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

น่าเสียดายที่ไม่มีใครทราบ ประโยคสุดท้ายที่ไอน์สไตน์กล่าวออกมาเป็นภาษาเยอรมัน ขณะนั้นในห้องมีเพียงพยาบาลแค่คนเดียว ซึ่งเธอไม่เข้าใจภาษาเยอรมันที่ไอน์สไตน์เอ่ยขึ้นมา ดังนั้นคำพูดสุดท้ายของไอน์สไตน์จึงยังเป็นปริศนาต่อไป

อย่างไรก็ดี แม้กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต เขายังคงชิงชังวิธีการทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวของระเบิดนิวเคลียร์ที่นักฟิสิกส์มีส่วนสร้างให้กับโลก เขาเคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งว่า

หากข้าพเจ้ารู้ล่วงหน้าว่าทฤษฎีของข้าพเจ้า จะนำไปสู่การทำลายล้างอย่างมหันต์เช่นนี้ ข้าพเจ้าขอเป็นช่างทำนาฬิกาเสียดีกว่า

จาก ผจก.ออนไลน์

    �� : Max  Mail to Max   ����� : 23/04/2005 01:27 AM

 
 
�����Դ��繷��: 1

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 24/04/2005 09:23 AM



ชื่อ ::
  *
  รหัสผ่าน ::  
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ

Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.