| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- แก้ไขข้อมูลสมาชิก | เข้าระบบผู้ดูแล | ตั้งกระทู้ใหม่ -



ความลับของน้ำตาล

น้ำตาลที่ใส่ขนมและอาหารอื่น ๆ เป็นอาหารสำคัญที่ให้พลังงาน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของผลึกสีขาว หรือสีน้ำตาลแดงก็ตาม มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า ซูโครส ทางวิทยาศาสตร์มีน้ำตาลมากมาย เช่น กลูโคสและฟรักโทส มีในพืชและสัตว์และผลไม้ แล็กโทสมีในน้ำนมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พืชสีเขียวสร้างน้ำตาลได้ด้วยแสงแดด อากาศ และน้ำ ด้วยวิธีที่เรียกว่า การสังเคราะห์ด้วยแสง กลูโคสเป็นน้ำตาลที่สำคัญที่สุด มีอยู่ในเลือดของสัตว์ และในน้ำเลี้ยงของพืช
น้ำตาลทุกชนิดมีสารประกอบเคมีจำพวกคาร์โบไฮเดรต ประกอบด้วยธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน ถ้าเอากรดซัลฟิวริก หรือกรดกำมะถันชนิดเข็มข้น ใส่ลงในน้ำตาลทรายสีขาว กรดจะดูดน้ำออกไปจากน้ำตาลทรายเหลือแต่ถ่านสีดำ สารบางชนิดไม่ใช่คาร์โบไฮเดรตแต่มีรสหวานจัด เช่น แซ็กคาริน และแอสพาร์แทม มีรสหวานราว 300 และ 200 เท่า ของน้ำตาลทรายตามลำดับ ใช้แทนน้ำตาลได้เฉพาะในเรื่องของความหวาน เรียกสารพวกนี้ว่า น้ำตาลเทียม
ทุกวันนี้แอสพาร์แทม เป็นที่นิยมมากกว่า แซ็กคาริน เพราะยังไม่พบว่ามีอันตรายต่อคน มีของดื่มหลายอย่างที่ใส่อแสพาร์แทม เช่น น้ำอัดลมบางชนิด น้ำผลไม้ผง ลูกกวาด

จาก
รู้ไว้ใช่ว่า ประสาวิทยาศาสตร์ เล่ม 2

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 21/04/2003 02:54 PM

 
 
ความคิดเห็นที่: 1

น้ำตาล : หวานอันตราย
บทนำ ความหวานจากน้ำตาล สาเหตุของการเกิดโรคที่คุณไม่รู้



ในยุควิกฤตเศรษฐกิจและยุคน้ำตาลขึ้นราคา คนไทยมีแนวโน้มการกินน้ำตาลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นำมาซึ่งภาวะโภชนาการเกิน และโรคฟันผุอันเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศในขณะนี้

จากผลสำรวจภาวะอาหารและโภชนาการแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ.2538 ของกรมอนามัย พบว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลถุงถึงปีละ 8.7 กิโลกรัมต่อคน เทียบกับเมื่อ 10 ปีที่แล้วบริโภคเพียง 3.6 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งหากคิดเฉพาะบริโภคน้ำตาลโดยตรงแล้วในแต่ละปี คนไทยกินน้ำตาลคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 6,786 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบว่าคนในเขตเมืองบริโภคน้ำตาลมากกว่าคนในเขตชนบทสูงถึงประมาณหนึ่งเท่าตัว

น้ำตาลเป็นอาหารที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ให้คาร์โบไฮเดรตชนิดที่โมเลกุลไม่ซับซ้อนจัดเป็นอาหารให้พลังงานชนิดว่างเปล่า คือ ให้พลังงานแต่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ น้ำตาล 1 กรัม ให้พลังงาน 4 แคลอรี่ โดยทั่วไปน้ำตาลจะให้รสหวานที่คุ้นเคยกันดี ได้แก่ น้ำตาลทราย น้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลอ้อย รสหวานหรือความหวานเป็นรสที่คนส่วนใหญ่มักจะชอบ และใช้เป็นสื่อสัมพันธ์ทางมิตรภาพที่ดีต่อกัน ซึ่งในวันหนึ่งๆ เรารับประทานอาหารเข้าไปหลากหลายประเภท ทั้ง แป้ง โปรตีน ไขมัน ซึ่งแล้วแต่เป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงทั้งสิ้น เมื่อเราเพิ่มการบริโภคน้ำตาลเข้าไปอีก จะทั้งแบบตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ก็ถือว่าบริโภคกันเกินพอดีสำหรับร่างกาย

ก่อนอื่นเราควรมาทำความรู้จักน้ำตาลที่พบในอาหารทั่วไป ซึ่งได้แก่
กลูโคส มีอยู่ในผลไม้ที่รสหวาน เช่น องุ่น ส้ม ข้าวโพดหวาน หัวผักกาดแดง น้ำตาล กลูโคสจะมีความหวานน้อยกว่าน้ำตาลอ้อย
ฟรุคโตส มีอยู่ในผลไม้ที่สุก น้ำผึ้งและพืชผักบางชนิด จะมีความหวานมากกว่าน้ำตาลอ้อย
ซูโครส มีอยู่ในน้ำตาลที่สกัดจากอ้อย หัวผักกาดหวาน (หัวผักกาดแดง) น้ำตาล สีรำ ส่าเหล้า น้ำตาลเมเปิ้ล
กาแลคโตส เป็นน้ำตาลที่ได้จาก การย่อยสลายน้ำตาลแลคโตสซึ่งมีในน้ำนมและผลิตภัณฑ์นม
แลคโตส เป็นน้ำตาลที่มีอยู่ในนมและผลิตภัณฑ์นม

แม้ว่าน้ำตาลจะให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่นักโภชนาการก็ไม่ส่งเสริมให้กินน้ำตาลเพื่อเป็นแหล่งของพลังงานเพราะถือว่าเป็นพลังงานที่ไม่ค่อยมีคุณค่า ไม่เหมือนกับการกินข้าว โดยเฉพาะข้าวซ้อมมือท่านจะได้พลังงานนอกเหนือจากพลังงานจะได้โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ด้วย การกินน้ำตาลมาก ๆ จะมีอันตรายต่อสุขภาพหลายประการ ไม่ว่าจะเกิดโรคอ้วนและโรคฟันผุ

น้ำตาลเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง รวมไปถึงโรคเบาหวานด้วย มีรายงานวิจัยระบุว่า คนที่บริโภคน้ำตาลมากเกินไปในช่วง 40 ปีแรกของชีวิต มีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน มากกว่าคนอื่น ๆ เพราะน้ำตาลไปทำให้ตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลินเสื่อสมรรถภาพ เมื่อกินน้ำตาลเข้าไปมากๆ จะทำให้มีน้ำตาลในกระแสเลือดสูง

อินซูลินเป็นสารที่ร่างกายผลิตขึ้นเพื่อทำหน้าลดปริมาณน้ำตาลในเลือดโดยจะลำเลียงน้ำตาลไปยังเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อเผาผลาญให้เป็นพลังงานหรือไปเก็บสะสมไว้ในรูปของไขมัน หากตับอ่อนผลิตอินซูลินได้น้อย ปริมาณน้ำตาลในเลือดก็จะมีสูงจนเกินกว่าที่ไต ซึ่งทำหน้าที่กรองน้ำตาลเก็บไว้ใช้ จะสามารถกรองได้ต้องปล่อยออกมากับปัสสาวะภาวะนี้คืออาการของโรคเบาหวาน

เมื่อร่างกายผลิตอินซูลินออกมามากๆ อินซูลินก็จะทำหน้าที่ของมันอย่างรวดเร็ว เพื่อขจัดน้ำตาลในกระแสเลือดทำให้น้ำตาลในกระแสเลืดจะลดต่ำลงอย่างรวดเร็วร่างกายจะเกิดอาการอ่อนเพลียปวดหัว ปวดเข่า ปวดข้อ เป็นลมสิ้นสติ จนถึงมีอาการสั่นกระตุกทั้งตัว ภาวะอารมณ์ของคนที่มีน้ำตาลในกระแสเลือดต่ำก็จะเกิดอาการอารมณืแปรปรวน ขี้ลืม นอนไม่หลับ ฝันร้าย ตื่นตกใจง่าย โรคอ้วนกับความแปรปรวนของอินซูลินเกี่ยวพันกันจนแทบจะแยกไม่ออก เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาไขมันสูงในเลือดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคเก๊าต์ โรคหัวใจและมะเร็ง

คนที่ชอบกินอาหารหวานบ่อย ๆ สมดุลของแร่ธาตุชนิดต่างๆ จะรวนจนหาสมดุลไม่ได้ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้ติดเชื้อได้ง่าย มีรายงานกล่าวว่าการกินหวานมากทำให้เลือดมี ธาตุแคลเซียมสูงขึ้น ฟอสฟอรัสลดลง ซึ่งอาจไปตกตะกอนสร้างปัญหานิ่วในไต นอกจากนี้การเผาผลาญน้ำตาลในร่างกายบ่อย ๆ ยังเร่งให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดทั้งโรคหัวใจและมะเร็ง

กินน้ำตาลทรายมากทำให้กรดอะมิโนที่ชื่อ “ทริปโตฟาน” ถูกเร่งให้ผ่านเข้าสู่สมองมากเกินไป สมดุลของฮอร์โมนในสมองเปลี่ยนแปลง ผลที่ตามมาคือเกิดอาการเหนื่อย เซ็งซึมเซา ไม่กระฉับกระเฉง

เมื่อการบริโภคน้ำตาล ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ แต่น้ำตาลกลายเป็นส่วนหนึ่งของการบริโภคในชีวิตประจำวันและการเลิกกินน้ำตาลก็ยากกว่าการเลิกกินเนื้อ ดังนั้นการค่อยๆ เปลี่ยนไปกินอาหารอื่นที่เป็นธรรมชาติและเป็นประโยชน์มากกว่าการกินน้ำตาล จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาทั้งนี้ก็เพื่อให้ร่างกายได้มีการปรับตัวก่อนนั่นเอง รองใช้วีธีการต่อไปนี้ดูว่า สามารถช่วยท่านได้มากน้อยเพียงใดเพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณการกินน้ำตาล
1. พยามลดปริมาณน้ำตาลทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลทรายขาว หรือสีรำ น้ำผึ้ง และน้ำเชื่อม
2. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลมาก เช่น ลูกอม น้ำอัดลม ขนมเค็ก คุ้กกี้ ขนมหวานทุกชนิด
3. เลือกรับประทานผลไม้สด หรือผลไม้กระป๋อง ที่มีรสหวานน้อย สร้างนิสัยการกินผลไม้แทนขนมหวานหลังมื้ออาหาร
4. อย่าให้ขนมหวานเป็นรางวัลแก่เด็ก
5. เวลาจะรับประทานอาหารสำเร็จรูป ควรอ่านฉลาดอาหารเพื่อจะได้ทราบว่า อาหารที่รับประทานนั้นมีน้ำตาลมากน้อยเพียงใด เช่น น้ำตาลทราย น้ำตาลมอลโตส น้ำตาลเล็กโตรส น้ำตาลฟรุคโตส หรือมีน้ำเชื่อมหรือไม่
6. อย่าลืมว่า ความถี่ในการรับประทานน้ำตาลมีความสำคัญมาก อาจจะรับประทานครั้งละนิดเดียว แต่รับประทานบ่อยครั้งก็จะทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลเกินความต้องการ

หากจำเป็นจะต้องกินน้ำตาล ควรหันมาบริโภคน้ำตาลทรายแดงกันบ้าง เพราะน้ำตาลทรายแดงไม่ได้ผ่านขบวนการฟอกสีปนเปื้อน และที่สำคัญ น้ำตาลทรายแดงยังมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าน้ำตาลทรายขาว เช่น ในน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม มีแคลเซี่ยม 450 มิลลิกรัม ซึ่งมากเป็น 3 เท่า ของน้ำตาลทรายขาว มีธาตุเหล็ก 20 มิลลิกรัม มากเป็น 2 เท่า ของน้ำตาลทรายขาว อย่างไรก็ตามน้ำตาลทุกชนิดได้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ถ้าหากกินน้ำตาลไม่ว่าจะเป็นชนิดใดมากจนเกินไป ก็จะเป็นโทษต่อสุขภาพด้วยกันทั้งสิ้น มาร่วมกันรณรงค์ให้ลดการบริโภคน้ำตาลทรายเถอะ เพื่อประเทศของเราจะได้มีประชากรที่แข็งแรงกระฉับกระเฉงสมองปราดเปรื่องต่อไป

การช่วยชาติในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ทำได้หลากหลายทาง ขึ้นอยู่กับภาระหน้าที่ของแต่ละคน และที่สำคัญคือ การมีจิตสำนึกรับผิดชอบร่วมกัน และความจริงใจต่อการนำพาประเทศชาติพ้นวิกฤตการปรับพฤติกรรมการลดกินน้ำตาลให้น้อยลง แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าหากคนไทยทั้งชาติพร้อมใจกันปฏิบัติ ก็น่าจะเป็นกรณีตัวอย่างที่ดี ที่เราทุกคนมีส่วนช่วยชาติได้ อย่างน้อยก็ช่วยผ่อนคลายปัญหาน้ำตาลขาดตลาดลงได้ในระดับหนึ่ง

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 21/04/2003 03:00 PM


ความคิดเห็นที่: 2

คเรื่องของน้ำตาลจริงๆ ที่ไม่ใช่น้องน้ำตาล

ประเภทของน้ำตาล

น้ำตาลคือ สารที่ช่วยเพิ่มรสชาติอาหารทั้งหวานและคาว นอกจากนี้ยังช่วยให้สีสันของอาหารน่ารับประทานอีกด้วย

1. น้ำตาลโตนด คือ น้ำตาลจากต้นตาล ที่เรียกว่าน้ำตาลเมืองเพชร โดยทำเป็นก้อนกลมสีน้ำตาลเข้ม มีรสหวานแหลมและเค็มเล็กน้อย เรียกว่า น้ำตาลปึก น้ำตาลประเภทนี้เหมาะที่จะใช้ใส่ส้มตำ ยำต่างๆ ทำน้ำกะทิลอดช่อง แกงบวด เป็นต้น

2. น้ำตาลมะพร้าว คือน้ำตาลจากมะพร้าว ใส่ปีบหรือทำเป็นปึก มีสีเหลืองอ่อน รสหวานเค็ม เหมาะที่จะทำอาหารประเภทเดียวกับน้ำตาลปีก และ การฉาบกล้วย เผือก ฯลฯ

3. น้ำตาลอ้อย ทำจากต้นอ้อย ทำเป็นเมล็ดและผงสีน้ำตาลเข้ม ใช้ทำกับข้าวบางชนิดที่ต้องการให้หอมน้ำอ้อย เช่นปลาต้มหวาน หมูชะมวง หน่อไม้เส้นต้มหมู หรืออาหารประเภทเชื่อม เช่นกล้วยเชื่อม จะทำให้สีแดงเข้มสวยและหอม

4. น้ำตาลทรายชนิดหยาบ มีทั้งที่ฟอกขาวและไม่ฟอกขาว ใช้ทำขนมประเภทน้ำเชื่อม เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง น้ำเชื่อมใส่น้ำผลไม้ต่างๆ หรือใส่เพิ่มรสในกับข้าวเล็กน้อย ใส่ชา กาแฟ

5. น้ำตาลทรายละเอียด จะละเอียดและขาวมาก ใช้ทำขนมอบต่าง เช่น เค้ก คุ้กกี้ ขนมปัง

6. น้ำตาลทรายแดง ทำมาจากน้ำตาลอ้อย ใช้ใส่ในเต้าฮวย น้ำขิง

7. น้ำตาลก้อน คือน้ำตาลทรายละเอียดที่อัดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมเล็กๆ เรียก น้ำตาลปอนด์ ใช้ใส่ ชา กาแฟ เพราะไม่มีผลทำให้รสชาติชากาแฟเปลี่ยนแปลง

8. น้ำตาลเทียม เกิดจากสารประกอบที่ให้ความหวานต่างๆ ให้ความหวาน แต่ไม่ให้พลังงาน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก น้ำตาลชนิดนี้จะเป็นผลิตภัณฑ์อาหารควบคุมจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

เอามาจากห้องครัวของบ้านฅนธรรมดาค่ะ

    โดย : add   Mail to add  เมื่อ : 22/04/2003 03:33 AM


ความคิดเห็นที่: 3



<<< ความลับของน้ำตาล >>>
เข้าใจ ..... ตั้งชื่อกระทู้ นะจ๊ะ พี่จ๋า : ))

"น้ำตาล" ..... หวานจริงๆนะ !!
แน่ละจ๊ะ ..... หวานของจริงเลย
ไม่หวาน ..... จะเรียกว่า "น้ำตาล" ได้ไง จริงมั้ยจ๊ะ ... ???
"น้ำตาล" ..... มีวิธีทำ "อมยิ้ม ... รูปหัวใจ"
ให้ ..... เพื่อนๆที่อยากได้ "หัวใจ ... น้ำตาล" ไงจ๊ะ
ขอ ..... กันมานาน ใครที่ทนรอไม่ไหว ไม่ต้องหงุดหงิด นะจ๊ะ : ))
วันนี้ ..... ได้แน่ๆจ๊ะ
"น้ำตาล" ..... เอาสูตร "หัวใจ ... น้ำตาล" มาบอกให้เดี๋ยวนี้แล้ว
ทำ ..... ง่ายๆเองนะ

เครื่องปรุง
-------------
- น้ำตาล 1 ถ้วยตวง
- น้ำหวานสีแดง หรือ สีตามชอบคะ 1 ช้อนชา
- แบะแซ 1/2 ถ้วยตวง
- เติมน้ำ 6 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
--------
..... นำเครื่องปรุงทั้งหมด ไปเคี่ยวจนเดือด ลองหยดลงในน้ำดูว่าแข็งแล้ว ก็ยกลง ตักใส่พิมพ์รูปหัวใจอันเล็กๆ ..... พิมพ์ ก็ตัดจากแผ่นอลูมิเนียม ประกบกับไม้เสียบลูกชิ้น แล้วพันเทปไว้นิดนึงกันหลุดนะจ๊ะ ทาพิมพ์ด้วยเนยเทียม แล้วนำไปใส่ช่องแข็งในตู้เย็นไว้ 1 ชั่วโมงจ๊ะ ..... จากนั้นก็นำมาแกะออกจากพิมพ์ แล้วเอาโบว์เล็กๆผูกอีกนิดนึง ก็สวยน่ารักแล้วจ๊ะ

ใครอยากได้ ..... "หัวใจ ... น้ำตาล" ลองหัดทำเองได้เลยนะจ๊ะ : ))


โชคดีจ๊ะ บ๊ายบายนะจ๊ะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 22/04/2003 06:08 AM


ความคิดเห็นที่: 4


"น้ำตาลเทียม" ..... น้ำตาลเทียมที่มีในปัจจุบันมี 3 ประเภท คือ

"แอสปาแทม" ..... ชื่อการค้าว่า "อีควล" (Equal) หรือ "ไดเอต" จำหน่ายเป็นเม็ด และ เป็นซอง ..... แอสปาแทม เป็นสารอาหารคือ เป็นกรดอะมิโนเอซิด (amino acid) มีสารอาหารต่ำใน 1 เม็ด มี 2 กิโลแคลอรี่ ใน 1 ซองมี 4 กิโลแคลอรี่ จึงรับประทานได้ แต่ไม่มากเกินไป เป็นส่วนผสมในน้ำอัดลม (เป็ปซี่แมกไดเอทโค้ก) คำเตือนข้างกล่อง น้ำตาลเทียม และ กระป๋องน้ำอัดลมว่า ..... ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่เป็นฟีนิลคีโตนยูเรีย (phenylketonuria) โรคนี้พบน้อยในเมืองไทย และ ถ้าเป็นโรคนี้จะได้รับการวินิจฉัยโรคตั้งแต่วัยเด็ก

"แซคคารียน" (saccharin) ..... หรือ "ขัณฑสกร" ชื่อทางการค้าว่า "สวีทแอนด์โลว์" (sweet and low) ไม่มีสารอาหาร มีการศึกษาว่าเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะในหนู แต่ต้องใช้ปริมาณสูงมาก ในคนยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดมะเร็ง

"น้ำตาลฟรุคโตส" หรือ "ชอร์บิทอล" ..... เป็นน้ำตาลที่ผสมอยู่ในช็อกโกแลตเบาหวาน แยมเบาหวาน เป็นต้น หรือจำหน่ายเป็นผลในกระป๋อง น้ำตาลชนิดนี้เป็นน้ำตาลจากผลไม้ มีสารอาหารเท่ากับน้ำตาลไม่ควรรับประทานน้ำตาลเทียมชนิดนี้ เพราะอาจเข้าใจผิดว่าไม่มีสารอาหาร และ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยเบาหวานรับประทานผลไม้อยู่แล้ว


โชคดีจ๊ะ บ๊ายบายนะจ๊ะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 22/04/2003 06:53 AM


ความคิดเห็นที่: 5


7 เหตุผลที่ควรหลีกเลี่ยงน้ำตาลทราย

แม้น้ำตาลจะให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ก็มีผลเสียต่อสุขภาพเป็นของแถมตามมาอีกหลายโรค ลองดูเหตุผลต่อไปนี้ก่อนกินน้ำตาลคราวต่อไปค่ะ

1. เมื่อเรากินน้ำตาลมากเกินไป โดยเฉพาะน้ำตาลเชิงเดี่ยว (น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง น้ำตาลในผลไม้ น้ำตาลในนม) น้ำตาลจะเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้เลือดมีสภาวะเป็นกรดมากเกินไป ร่างกายเกิดภาวะไม่สมดุล จึงมีการดึงแร่ธาตุจากส่วนต่างๆภายในร่างกายมาแก้ไขความไม่สมดุล

2. ทำให้เกิดไขมันสะสม น้ำตาลจะถูกเก็บไว้ที่ตับในรูปของไกลโคเจน แต่ถ้ามีมากจนเกินไป ตับก็จะส่งไปยังกระแสเลือดและเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน โดยจะสะสมไว้ในส่วนของร่างกายที่มีการเคลื่อนไหวน้อย เช่น สะโพก ก้น ขาอ่อน หน้าท้อง

3. หากยังคงรับประทานน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง กรดไขมันจะสะสมไว้ที่อวัยวะภายในอื่นๆ เช่นหัวใจ ตับ และไต ดังนั้นอวัยวะเหล่านี้จะค่อยๆถูกห่อหุ้มด้วยไขมัน และน้ำเมือก ร่างกายจะเริ่มผิดปกติ ความดันเลือดจะสูงขึ้น

4. การรับประทานน้ำตาลมากเกินไปมีผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้รู้สึกง่วงเหงาหาวนอน

5. อาการปวดศีรษะเรื้อรัง เป็นตะคริวเวลามีรอบเดือน เป็นสิว ผื่น แผลพุพอง ตกกระ แผลริดสีดวงทวารหนัก ไมเกรน เบาหวาน วัณโรค โรคหัวใจ มะเร็งตับ สิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กับการรับประทานน้ำตาลมากเกินไป

6. น้ำตาลทำให้อาการของโรคติดเชื้อที่เป็นอยู่ทวีความรุนแรงขึ้น เพราะ "เชื้อโรคทุกชนิดใช้น้ำตาลเป็นอาหาร"

7. น้ำตาลนอกจากจะมีผลต่อผู้ใหญ่แล้วยังมีผลต่อเด็กอีกด้วย เพราะถ้าหากเด็กกินน้ำตาลในปริมาณที่มากจนเกินไป จะทำให้เด็กเป็นโรคกระดูกเปราะและฟันผุได้ และอาจเป็นคนโกรธง่าย ไม่มีสมาธิในสิ่งที่ทำอยู่


From: kreangsak_weta@hotmail.com Date: 05/12/05 09:31:05
To: numtan_kw@hotmail.com

---------------------------------------------------------
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 12/05/2005 12:55 PM


ความคิดเห็นที่: 6

ผมเป็นคนนึงที่ติดน้ำตาลมากๆ
ขู่ยังงัยก็ไม่เลิก

    โดย : kreang   Mail to kreang  เมื่อ : 16/05/2005 08:47 AM


ความคิดเห็นที่: 7

Text Black พอดีว่ากำลังหาความรู้เรื่องน้ำตาลอยู่พอดีเลย ฮิๆ มาเจอกระทู้นี้เข้าก็เลยได้ความรู้ไปเพียบ แต่ก้อยากให้ลองอ่านบทความอันนี้ดูบ้างอะนะ เพราะมันดีมากๆเลย.....มีความรู้มาสู้ไม่แพ้กับพี่เก่งและน้องน้ำตาลเลยละนะ ฮิๆๆ ว่างๆมาแลกเปลี่ยนความรู้กานได้นะ....ฮิๆ

Text“น้ำตาล” ผลึกลึกลับ หวานดีแต่มีโทษ !!!

ช่วงนี้มีการออกมาพูดถึงโทษของการบริโภคน้ำตาลกันค่อนข้างมาก หากให้เดาถึงสาเหตุคงเป็นเพราะรูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนไป แต่จะว่าไป“น้ำตาล”ก็เป็นส่วนหนึ่งของใครต่อหลายคน หลับตานึกภาพดู เช้าตื่นขึ้นมาดื่มกาแฟหรือโกโก้สักแก้วคุณใส่น้ำตาลลงไปกี่ช้อน ทำกับข้าวอาหารทุกจานล้วนแล้วแต่มีน้ำตาลเป็นเครื่องปรุงทั้งสิ้น จึงเป็นเหตุให้ชีวิตไม่สามารถหลีกหนีความหวานไปได้

ต้องยอมรับว่าเรากินกันจนเกิดความเคยชินไปเสียแล้ว มีเรื่องที่เหลือเชื่อว่า “น้ำตาล” มีผลต่ออารมณ์ก้าวร้าว คุณเชื่อหรือไม่ ขอแนะนำให้ลองสำรวจอารมณ์ของตนเองบ้าง ว่ามีภาวะอารมณ์ก้าวร้าวบ้างหรือไม่ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า “น้ำตาล” ที่มีรสหวานอร่อยลิ้นนั้น จะมีผลร้ายต่อระบบประสาทและภาวะอารมณ์ของคนเรา ก่อให้เกิดพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น ซึมเศร้า ก้าวร้าว ต่อต้านสังคม หรือ อาจจะรุนแรงถึงขั้นก่ออาชญากรรมไปเลยก็ได้ เคยได้ยินคนรุ่นก่อนบอกบ้างหรือไม่ว่าอย่าเลี้ยงหมาด้วยนมข้นหวานเพราะจะทำให้มันดุร้ายมาก

"น้ำตาล" ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหนก็ให้ความหวาน ซึ่งหากได้รับในปริมาณมากไปก็เป็นอันตรายได้เช่นกัน


ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ได้อธิบายถึงการทำงานของน้ำตาลที่ไปมีผลต่ออารมณ์เอาไว้ว่า เมื่อน้ำตาลจำนวนมากเข้าไปในร่างกาย มันจะถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดภายในเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น แล้วตับอ่อนก็จะหลั่งอินซูลินออกมา เพื่อขับน้ำตาลในเลือดส่วนเกินออกไป จนกระทั่งระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง ก่อให้เกิดภาวะที่เรียกว่า Hypoglycemiaในภาวะดังกล่าว Cerebrum ซึ่งเป็นสมองส่วนที่สัมพันธ์กับการเรียนรู้ การคิดค้น พฤติกรรม จิตสำนึก และสติสัมปชัญญะ ก็จะปิดตัวลง พลังงานของสมองก็จะส่งผ่านไปยังก้านสมองซึ่งควบคุมสัญชาติญาณและกิริยาอาการดั้งเดิมของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความก้าวร้าว รุนแรง ไร้เหตุผล ทำให้คนที่เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำสามารถทำอะไรโดยไม่ทันยั้งคิดได้ง่ายขึ้น

"ของหวาน" สาเหตุของความเสื่อมทั้งหลาย

คนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ป่วยเบาหวานเท่านั้น หมายถึงทุกคนที่ชอบรับประทานขนมหวาน ผลไม้หวาน น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ฯลฯ จะทำให้อวัยวะในร่างกายเสื่อมเร็วกว่าปกติ ทำให้แก่เร็ว ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง เบาหวาน กระดูกพรุน อ้วน เนื้องอก และมะเร็ง น้ำตาลจะทำให้อาการของโรคที่เป็นอยู่ทวีความรุนแรงขึ้นอีกด้วยไม่ว่าจะป่วยเป็นโรคอะไรก็ตาม เช่น ถ้าดื่มนมจนเป็นภูมิแพ้ ภูมิแพ้จะรุนแรงเป็น 2 เท่าถ้าเรากินหวานด้วย เพราะ "เชื้อโรคทุกตัวใช้น้ำตาลเป็นอาหาร"

บางคนเข้าใจว่าน้ำตาลทรายแดงไม่เป็นอันตราย ความจริงน้ำตาลทรายแดงดีกว่าน้ำตาลทรายขาวที่มีวิตามิน B และไม่มีอันตรายจากสารฟอกขาว แต่อันตรายจากความหวานนั้นมีเท่ากัน ทุกอย่างที่หวานเป็นอันตรายต่อทุกคนที่กิน คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะมีโอกาสเป็นอันตรายจากหวานลดลง แต่ปริมาณน้ำตาลที่พอดี ร่างกายไม่เกิดอันตรายคือวันละ 10 ช้อนสูงสุด ในแต่ละวันนี้เราทุกคนได้เกิน เพราะเราได้จากหลายอย่าง เช่น ในโอวัลติน 1 แก้ว มีน้ำตาล 2 ช้อน น้ำอัดลม 1 ขวดเล็กมีน้ำตาล 6 ช้อน น้ำส้มคั้นไม่ใส่น้ำตาลมี น้ำตาล 4 ช้อน โอเลี้ยงหรือกาแฟมีน้ำตาล 2 ช้อน เป็นต้น จากเฉพาะเครื่องดื่มในแต่ละวันเราก็ได้รับน้ำตาลเกินแล้ว

รู้อย่างนี้แล้วก็ใช่ว่าจะเลิกกินเลิกใช้ไปเสียทีเดียว เอาเป็นว่ากินน้อยๆ หน่อยก็แล้วกัน เพราะทุกอย่างในโลกล้วนมีสองด้าน เมื่อมีโทษแล้วก็ย่อมมีคุณ ด้านคุณค่าเป็นที่รู้กันอยู่ว่าน้ำตาลเป็นอาหารสำคัญที่ให้พลังงาน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของผลึกสีขาว หรือสีน้ำตาลแดงก็ตาม มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “ซูโครส”

ทางวิทยาศาสตร์มีน้ำตาลมากมาย เช่น กลูโคสและฟรักโทส มีในพืชและสัตว์และผลไม้ แล็กโทสมีในน้ำนมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พืชสีเขียวสร้างน้ำตาลได้ด้วยแสงแดด อากาศ และน้ำ ด้วยวิธีที่เรียกว่า การสังเคราะห์ด้วยแสง กลูโคสเป็นน้ำตาลที่สำคัญที่สุด มีอยู่ในเลือดของสัตว์ และในน้ำเลี้ยงของพืช

น้ำตาลทุกชนิดมีสารประกอบเคมีจำพวกคาร์โบไฮเดรต ประกอบด้วยธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน ถ้าเอากรดซัลฟิวริก หรือกรดกำมะถันชนิดเข้มข้น ใส่ลงในน้ำตาลทรายสีขาว กรดจะดูดน้ำออกไปจากน้ำตาลทรายเหลือแต่ถ่านสีดำ สารสังเคราะห์บางชนิดไม่ใช่คาร์โบไฮเดรตแต่มีรสหวานจัด เช่น แซ็กคาริน และแอสพาร์แทม มีรสหวานราว 300 และ 200 เท่า ของน้ำตาลทรายตามลำดับ ใช้แทนน้ำตาลได้เฉพาะในเรื่องของความหวาน เรียกสารพวกนี้ว่า น้ำตาลเทียม ทุกวันนี้แอสพาร์แทม เป็นที่นิยมมากกว่า แซ็กคาริน เพราะยังไม่พบว่ามีอันตรายต่อคน มีของดื่มหลายอย่างที่ใส่แอสพาร์แทม เช่น น้ำอัดลมบางชนิด น้ำผลไม้ผง ลูกกวาด

แต่ที่แน่ๆ ถ้ากินน้ำตาลมากๆ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือเอวจะหายไปไม่รู้ตัว รายงานล่าสุดพบว่าคนไทยติดกินหวานจัดเฉลี่ยแล้วคิดเป็นคนละ 30 กก.ต่อปี มากขึ้นกว่าเท่าครึ่งของปีที่ผ่านมา ที่สำคัญส่วนใหญ่ไม่ได้บริโภคในรูปของน้ำตาล แต่ได้รับแฝงในรูปอาหาร เครื่องดื่ม เช่น นอกจากนั้นพบว่า คนไทยนิยมบริโภคอาหารที่ใส่น้ำตาลมากขึ้นทั้งอาหารคาว อาหารหวาน ส่งผลให้คนไทยอ้วน เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดและหัวใจตีบตัน เป็นต้น




อ่านแล้วคงรู้สึกว่า โอ้ๆๆๆ พระเจ้าช่วย...กล้อยปิ้งเลยละซี ฮิๆ

อ้างอิงจาก ผู้จัดการออนไลน์

    โดย : นู๋จุ๊คะ   Mail to นู๋จุ๊คะ  เมื่อ : 25/06/2005 06:28 AM


ความคิดเห็นที่: 8


ขอบคุณมากๆ นะคะ :-)




    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 25/06/2005 07:04 AM



ชื่อ ::
  *
  รหัส ::   (เฉพาะสมาชิก)
 
อีเมล์ ::
  (สมาชิกไม่ต้องกรอก)
 
รูปประกอบ ::
  ไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
รายละเอียด ::
  *
  ใส่รูปแสดงอาการ ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ

Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.