| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- แก้ไขข้อมูล | - เข้าระบบผู้ดูแล | ตั้งกระทู้ใหม่ - -



ศาสนาคริสต์ที่แพร่กระจายขยายไป .. !!


ศาสนาคริสต์ที่แพร่กระจายขยายไป
โดย ... นิติภูมิ นวรัตน์ นสพ.ไทยรัฐ วันที่ 5 เมษายน 2548


พระสันตปาปาผู้ดำรงทรงความยุติธรรม

ผมได้รับการศึกษาระดับชั้นประถมต้นและปลาย จากโรงเรียนศรีหฤทัย อ.ขลุง จ.จันทบุรี ชาวบ้านแถบนั้นเรียกโรงเรียนของผมว่า โรงเรียนญวนคริสต์ คริสต์ในที่นี้ก็คือ ศาสนาคริสต์ฝ่ายโรมันคาทอลิก ซึ่งมีพระสันตะปาปาเป็นประมุขสูงสุด

พ.ศ. 2539 อาชีพสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยครั้งแรก ของผมเริ่ม ณ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สถาบันการศึกษาสังกัดคณะเซนต์คาเบรียล ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะบาทหลวงของ คริสต์ศาสนาฝ่ายนิกาย โรมันคาทอลิก ความที่เป็นทั้งนักเรียนและอาจารย์ในสถาบันคาทอลิกมายาวนานเกือบทั้งชีวิต ผู้อ่าน ท่านก็คงจะนึกได้ถึงความเศร้าโศกเสียใจที่พวกเรามี เมื่อพระประมุขสูงสุดสิ้นพระชนม์

ห้วงช่วงขณะที่พระองค์กำลังสิ้นพระชนม์ ผมและคณะกำลังอยู่ในดินแดน ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาคริสต์ พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ตามเวลาไทยคือ 02.37 น. ของวันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน เป็นห้วงที่พวกผมเพิ่งเสร็จจากการลง ไปนอนลอยตัวอยู่ในทะเลเดดซี หรือทะเลตาย ซึ่งเวลาท้องถิ่นในดินแดน ศักดิ์สิทธิ์ขณะนั้นคือ 22.37 น. ของวันเสาร์ที่ 2 เมษายน

ที่เรียกว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ก็เพราะว่าศาสนาคริสต์ถือกำเนิดเกิดมาในดินแดนปาเลสไตน์ พระเยซูประสูติในภูมิภาคนี้ที่เบทลิเฮม ทรงเจริญวัยที่นาซาเรท พระเยซูประสูติเมื่อ ค.ศ. 1 ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มคริสต์-ศักราช สมัยที่ยังเป็นเพียงเยซูแห่งนาซาเรท พระองค์ได้ทรงใช้ชีวิตอยู่ใน The Holy Land ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่นิติภูมิกำลังนั่งพิมพ์ คอลัมน์เปิดฟ้าส่องโลกรับใช้ท่านทั้งหลายอยู่ในขณะนี้นี่แหละครับ

พระเยซูคริสต์ทรงสั่งสอนประชาชนอยู่ประมาณ 3 ปี ก็ถูกจับและถูกตัดสินลงโทษตรึงกางเขน โดยข้าหลวงโรมัน เมื่อ ค.ศ. 33 เพราะในสมัยนั้น ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อยู่ภายใต้การปกครอง ของจักรวรรดิโรมัน

ครึ่งหลังของเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ผมไปเยือนโบสถ์ของศาสนาคริสต์ ฝ่ายออร์ทอดอกซ์แห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงในสาธารณรัฐอรับซีเรีย โบสถ์หลังนี้มีเจ้าอาวาสเป็นแม่ชี เจ้าอาวาสต้อนรับขับสู้ผมเป็นอย่างดีด้วยตัวของท่านเอง ขณะกำลังนั่งทานน้ำชาอยู่ในห้องรับรองนั้น ท่านก็ชักชวนให้ผมดูภาพของสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เป็นภาพระหว่างที่พระองค์เสด็จมาเยือนโบสถ์แห่งนี้

ผู้อ่านท่านที่เคารพทั้งหลาย ทั้งๆที่พระองค์มีสุขภาพไม่แข็งแรง แต่ท่านเชื่อไหมครับว่า พระสันตะปาปาทรงมีน้ำพระทัยไยดีต่อประเทศมุสลิม ที่โดนอเมริกา อังกฤษ และอิสราเอล หมายหัวอย่างสาธารณรัฐอรับซีเรีย พระองค์เสด็จซีเรียระหว่างวันที่ 5-8 พฤษภาคม พ.ศ. 2544 ซึ่งเป็นปีแรกของการบริหารงานของนายแพทย์ บาชัร อัล อัซซาด ประธานาธิบดีหนุ่มที่สำเร็จการศึกษามาจากทั้งซีเรียและอังกฤษ ถ้าจะพูดกันอย่างภาษาชาวบ้าน การเสด็จของพระสันตะปาปาในครั้งนั้น ก็คือเป็นการช่วยท่านบาชัร ประธานาธิบดีมุสลิมไม่ให้ถูกประเทศตะวันตกรังแกนั่นเอง

ที่ซีเรีย พระองค์เสด็จไปที่โบสถ์เซนต์ปอล ในกรุงดามัสกัส โบสถ์เซนต์จอร์จ ที่เมืองกูเนย์ทรา เท่านั้นยังไม่พอ พระองค์ยัง เสด็จเข้าไปในมัสยิดอูเมย์ยาด กลางกรุงดามัสกัส (สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 1 ก็เคยเสด็จมัสยิดนี้มาก่อน)

น้ำพระทัยของสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 มีมากล้น พระองค์ทรงประสงค์สื่อสารแก่ชาวโลกที่กำลังทะเลาะเบาะแว้งกัน โดยเฉพาะพวกตะวันตก อิสราเอลกับปาเลสไตน์ว่า แท้ที่จริงศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามไม่ได้มีความขัดแย้งและแปลกแยก เราผู้นับถือศาสนาทั้งสองสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ขออย่าได้มีใครเอาศาสนามาเป็นเครื่องจุดชนวนสงครามกันอีก

ผมยังจำประโยคเด็ดของสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ซึ่งทรงกล่าวไว้ในซีเรีย เมื่อ พ.ศ. 2544 ได้อย่างแม่นยำว่า

.................... ไม่ควรใช้กำลังทหารเพื่อรุกราน หรือเพื่อยึดครองดินแดน โดยที่ประชาชนในดินแดนนั้น ไม่มีสิทธิ์กำหนดใจตนเอง ว่าเขาต้องการจะอยู่อย่างไร ....................

สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เป็นประมุขแห่งศาสนาคริสต์ฝ่ายโรมันคาทอลิกแท้ๆ แต่ทรงมีน้ำพระทัยช่วยคนต่างศาสนาปาเลสไตน์ซึ่งเป็นมุสลิม

เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้นำศาสนาที่ดำรงทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม เมื่อพระองค์จากไป พวกเราชาวโลกจึงโศกอาลัยและเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง

นิติภูมิเขียนคอลัมน์ฉบับวันนี้ รับใช้ท่านจากโรงแรมเยรูซา-เลมครับ.


---------------------------------------------------------
ภาพประกอบจาก หน้าข่าว CNN.com
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   ����� : 7/04/2005 06:26 PM

 
 
�����Դ��繷��: 1


ศาสนาคริสต์ที่แพร่กระจายขยายไป
โดย ... นิติภูมิ นวรัตน์ นสพ.ไทยรัฐ วันที่ 6 เมษายน 2548


สันตะปาปาพระองค์แรกมาจากไหน?

นิติภูมิยังนั่งเขียนหนังสือที่โรงแรมเยรูซาเลมในกรุงอัมมาน ด้วยความรู้สึก 2 อย่าง ความรู้สึกแรกที่คลุมใจก็คือ ความอิ่มเอมที่ได้มาใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หรือ the Holy Land แดนดินถิ่นที่คริสต์ศาสนาถือกำเนิดเกิดมาบนโลก พวกเราจาริกไปในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ในห้วงช่วงที่สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ทรงสิ้นพระชนม์ และในไม่ช้าก็จะต้องมีการเลือกประมุขของศาสนจักรพระองค์ใหม่ ประมุขผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งมีถึง 2 สถานะควบคู่กัน สถานะแรกคือ ผู้ปกครองของนครวาติกัน สถานะที่สองคือ ประมุขแห่งศาสนจักรคาทอลิกสากล

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมเรียนเชิญ ฯพณฯ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงแบกแดด คือท่านวิบูลย์ คูสกุล และศาสตราจารย์ ดร.นาบิล ซามมาน บรรยายเรื่องการค้าขาย การลงทุนในอิรักและตะวันออกกลาง ให้นักศึกษาสถาบันเอเชียและแอฟริกา ศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ฟัง ที่สถานเอกอัครราชทูตไทย (ชั่วคราว) ณ กรุงอัมมาน ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน ทุกอย่างราบรื่นยืนยิ้มกันทุกท่าน ขณะที่กำลังจะเดินทางกลับก็ได้รับรายงานข่าว ระเบิดเกิดตูมตามที่สนามบินหาดใหญ่ พวกเราชาวไทยผู้ตั้งใจจะออกมาหาสตางค์เข้าประเทศ ต่างใจเสียและหวงห่วงประเทศกันทุกทั่วตัวคน นี่ก็เป็นความรู้สึกที่สอง

คริสต์ศาสนาแบ่งออกเป็น 3 นิกายใหญ่ๆ คือ โรมันคาทอลิก ออร์ทอดอกซ์ และโปรเตสแตนต์ พระเยซูเจ้า ผู้ให้กำเนิดเกิดคริสต์ศาสนา และอัครสาวกมีเชื้อสายยิว ย้อนไป สมัยเมื่อสองพันปีก่อน ณ ดินแดนแห่งนี้ที่ผมกำลังนั่งเขียนต้นฉบับอยู่ มีแต่ชาวพื้นเมืองยากจน ผู้ทนทุกข์ทรมานด้วยเรื้อนโรคร้าย แถมประชาชนคนท้องถิ่นต้องสิ้นอิสรภาพ อยู่ภายใต้ การปกครองของพวกจักรวรรดิโรมัน ชาวโรมันสมัยนั้นนับถือศาสนาแบบพหุเทวนิยม คือถือว่ามีพระเจ้าหลายพระองค์ และผู้คนในจักรวรรดิต้องยึดถือจักรพรรดิเสมือนเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งด้วย

คำสั่งสอนของเยซูแห่งนาซาเรททำให้ผู้ยากจนคนเหล่านั้นมีความหวัง พระองค์ทรงสอนว่าพระเจ้ามีองค์เดียว มนุษย์เท่าเทียมกันทุกคนในพระเนตรแห่งพระเป็นเจ้า โลกเราใบนี้ที่แท้เป็นเพียงสถานทดลอง ทุกข์ทรมานที่ท่านกำลังดำเนินเผชิญอยู่บนโลก เป็นเพียงการทดลองในห้วงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น สุขอมตนิรันดร์อันแท้จริงมีอยู่ ณ โลกหน้าในอาณาจักรแห่งพระเป็นเจ้า

คำสอนของพระเยซู ขัดต่อความเชื่อของพวกโรมัน ซึ่งเป็นผู้คนชนชั้นปกครองในสมัยนั้น พระเยซูทรงสั่งสอนอยู่ 3 ปี ก็ถูกจับและถูกข้าหลวงโรมันตัดสินลงโทษตรึงไม้กางเขน เมื่อประมาณ ค.ศ. 33 (ปีที่พระเยซูประสูติคือ ค.ศ. 1)

ผู้อ่านท่านคงจะเคยได้ยินศัพท์ persecution เพอซีคิว' ชั่น คำนี้หมายถึง การก่อกวน การแกล้ง การข่มเหง และ การประหาร นามคำนี้นี่แหละครับที่ใช้อธิบายถึงการที่ทหารของ จักรวรรดิโรมันปราบผู้นับถือคริสต์อย่างรุนแรง โดยการประหัตประหารในรูปแบบต่างๆ แต่ยิ่งปราบก็เหมือนกับยิ่งเพิ่มจำนวนคริสต์ศาสนิกชนให้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ยาก คนจน ฝูงชนที่ประสบพบทุกข์ทรมานหันไปถือคริสต์กันหมด ทว่าคริสต์ก็ยังต้องเป็นศาสนาใต้ดิน และถูกปราบปรามอีกนานถึง 280 ปี กระทั่ง ค.ศ. 313 เมื่อจักรพรรดิคอนสแตนตินทรงหันมายอมรับนับถือ การปราบปรามก็จึงจบสิ้น

คริสต์ได้รับการยอมรับให้เป็นศาสนาประจำชาติ
ของจักรวรรดิโรมัน เมื่อ ค.ศ. 380 ในรัชสมัยของจักรพรรดิเทโอโดซิอัสที่ 1

พระเยซูมีอัครสาวกใกล้ชิดท่านหนึ่ง ซึ่งมีนามว่า เซนต์ปีเตอร์ ท่านผู้นี้นำคริสต์ศาสน ามาเผยแผ่และ ประดิษฐานที่โรม เมืองหลวงจักรวรรดิโรมัน ศาสนาคริสต์นิกายที่เซนต์ปีเตอร์ นำมาประดิษฐานเรียกว่า โรมันคาทอลิก คำว่า คาทอลิก หมายถึง สากล เพราะคำสอนและพิธีกรรมของโรมถือว่าเป็นสากล เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป

เซนต์ปีเตอร์ อัครสาวกพระองค์นี้นี่แหละครับ ที่ได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็น ประมุของค์แรก ของโรมันคาทอลิก เดิมเรียกท่านว่า บิชอป ต่อมาเรียก สันตะปาปา ผู้ทำหน้าที่ประมุขสืบต่อจากเซนต์ปีเตอร์ได้รับการเรียกขานว่า สันตะปาปาตลอดมา จนถึง จอห์น ปอล ที่ 2 สมเด็จพระสันตะปาปาองค์สุดท้าย ที่เพิ่งสิ้นพระชนม์.


---------------------------------------------------------
ภาพประกอบจาก หน้าข่าว CNN.com

>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 7/04/2005 06:38 PM


�����Դ��繷��: 2


ศาสนาคริสต์ที่แพร่กระจายขยายไป
โดย ... นิติภูมิ นวรัตน์ นสพ.ไทยรัฐ วันที่ 7 เมษายน 2548


จันทร์วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2548

ผมและคณะนักศึกษาจากสถาบันเอเชียและแอฟริกาศึกษา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ไปร่วมงาน Rebuild Iraq 2005 ที่กรุงอัมมาน งานนี้ไม่อนุญาตให้ประชาชนคนโหลยโท่ยทั่วไปเข้า ผู้ร่วมงานประมาณหนึ่งหมื่น จาก 44 ประเทศ ต้องเป็นผู้ผลิต นักค้าขาย และบริษัทก่อสร้างของแท้แน่นอนทั้งสิ้น การก่อร่างสร้างอาณาจักรอิรักใหม่ทั้งระยะสั้น ปานกลาง และยาว ด้วยงบประมาณ 6 ล้านล้านบาท จะเป็นเช่นไร? นิติภูมิขอกลับมารับใช้ในเปิดฟ้าส่องโลกภายหน้าอนาคต

ที่นักศึกษาเอแบคชื่นชมกันไม่สร่าง ก็เห็นจะเป็นการทำงานของ 2 หน่วยงานราชการไทย ทั้งทีมงานของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงแบกแดด สาธารณรัฐอิรัก โดย ฯพณฯ วิบูลย์ คูสกุล และคุณนิรันดร์ บุญจิต อัครราชทูตที่ปรึกษา กับทีมของคุณมาลีรัตน์ ทิพย์อารักษ์วงศ์ จากสำนักปฏิบัติการพิเศษ 2 กรมส่งเสริมการส่งออก+คุณสมศักดิ์ ศรีสัมฤทธิ์ จาก Thai Trade Center เมืองเจดดาห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ทั้ง 2 หน่วยงานการันตีได้ว่าไทยจะไม่ตกหล่นงานการซ่อมอิรัก ซึ่งเป็นงานการบูรณะประเทศครั้งใหญ่ที่สุด หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

ในห้วงช่วงไม่ถึง 2 เดือน ผมเข้าออกจอร์แดนถึง 3 ครั้ง จอร์แดนวันนี้มีแต่ความคึกคัก ไม่ยักเหมือนจอร์แดนที่ผมเคยมาจาริกเมื่อ พ.ศ. 2544 จอร์แดนในอดีตราบเรียบเงียบเหงาราวป่าช้า ที่น่าตื่นเต้นหน่อยในกาลนั้นก็คือ ผมได้ไปดูการขุดทางโบราณคดีที่บริเวณ 3 ประเทศเชื่อมต่อกัน ทั้งจอร์แดน ซีเรีย และอิสราเอล ขุดลงไปใต้ดินก็ได้เจอสถาปัตยกรรมแบบโรมันเป็นจำนวนมาก ในสมัยคริสตกาล ตะวันออกกลางอยู่ภายใต้จักร-วรรดิโรมัน ดังนั้น ปราสาทราชวังแถบนี้จึงมีสไตล์โรมันแทบทั้งสิ้น

โรมหมดอำนาจเมื่อ ค.ศ. 476 เพราะโดนคนป่าตอนเหนือตีบ่อย พวกคนป่าที่ไม่มีอารยธรรมเหล่านี้ เมื่อตีกรุงโรมแตกแล้ว ก็จัดการตั้งอาณาจักรของตนขึ้น อาณาจักรแฟรงก์ตั้งที่ฝรั่งเศส อาณาจักรแองโกล-แซกซัน ตั้งบนเกาะอังกฤษ ฯลฯ

ศาสนาคริสต์กระจายขยายไปทั้งโลกได้อย่างไร?

โดยเฉพาะไปประดิษฐานมั่นคงอยู่ในทวีปยุโรปซะด้วย ทุกครั้งผมจะตอบคำถามโดยเริ่มด้วยประโยคที่ว่า อ้า แม้โรมแตก แต่พระสันตะปาปาประมุขแห่งศาสนายังคงดำรงอยู่ เมื่อโรมไม่มีจักรพรรดิ พระสันตะปาปานี่แหละครับ ที่รับหน้าที่ประมุขทางการปกครองด้วย กษัตริย์พระองค์ใดในอาณาจักรของอดีตคนป่าที่ตั้งใหม่ ได้รับการรับรองจากพระสันตะปาปา กษัตริย์พระองค์นั้นก็จะยิ่งใหญ่เหนือกษัตริย์พระองค์อื่น

ผู้อ่านท่านยังจำพระเจ้าชาร์เลอมาญของพวกแฟรงก์ได้ไหมครับ เมื่อ ค.ศ. 800 พระองค์ทรงได้รับการประกาศจากพระสันตะปาปาว่า ทรง เป็นเสมือนจักรพรรดิของโรมัน เท่านั้นเอง พระเจ้าชาร์เลอมาญก็ทรงมีอำนาจเหนือกว่ากษัตริย์ ของพวกอนารยชนพระองค์อื่นจริงๆ อำนาจของพระสันตะปาปาในสมัยก่อนนี่เป็นสุดโคตรอภิพญามหึมามหาอำนาจ ที่อยู่เหนือกว่าอาณาจักรทั้งหลายในยุโรป

ศาสนาคริสต์ก็จึงแพร่ขยายกระจายไปในอาณาจักรใหม่ที่เกิดขึ้น ทั้งในฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมนี ฯลฯ และก็ลามลุกไปทุกทั่วหัวระแหงในทวีปยุโรป เมื่อประเทศพวกนี้กลายเป็นชาติมหาอำนาจและออกหาล่าอาณานิคม ก็ได้นำศาสนาคริสต์มาปล่อยไว้ในทวีปอเมริกา แอฟริกา และเอเชีย ซึ่งเป็นอาณานิคมของตนเองอีกด้วย

ศาสนาคริสต์แบ่งเป็นนิกายใหญ่ๆ 3 นิกาย ได้ยังไง?

ทั้งโรมันคาทอลิก ออร์ทอดอกซ์ และโปรเตสแตนต์? ผู้อ่านท่านครับ โรมันคาทอลิกเป็นนิกายดั้งเดิม นิติภูมิเรียนรับใช้ไปเมื่อวานแล้ว สำหรับออร์ทอดอกซ์ ผมขอเริ่มที่จักรพรรดิคอนสแตนติน พระองค์ทรงสร้างกรุงสแตนติโนเปิล เมื่อ ค.ศ. 330 ให้เป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิโรมันตะวันออก เรียกว่าจักรวรรดิไบแซนไทน์ อัครสาวกของพระเยซูเคยมาเผยแผ่ศาสนาในยุโรปตะวันออก และเรียกศาสนาทางฝั่งของตนว่า อีสเทิร์น

ออร์ทอดอกซ์ ออร์ทอดอกซ์เป็นภาษากรีก หมายถึง ความเชื่อที่ถูกต้อง บาทหลวงจักรวรรดิโรมันตะวันออกเชื่อว่า พิธีกรรมคำสั่งสอนของพวกตนเป็นสิ่งถูกต้อง

อา ผู้อ่านท่านผู้เจริญ ท่านเริ่มเห็นศาสนาคริสต์นิกายที่ 2 รางๆแล้วใช่ไหมครับ?

นิติภูมิขออนุญาตกลับมารับใช้ผู้อ่านท่านที่เคารพกันต่อในวันพรุ่งนี้.


---------------------------------------------------------
ภาพประกอบจาก หน้าข่าว CNN.com

>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 7/04/2005 06:40 PM


�����Դ��繷��: 3

ผมชื่นชมเขาตรงความที่เป็นคนบุคลิกสบายๆ ครับ ยิ้มแย้ม ไม่ถือตัว เช่นการก้มลงจูบพื้นดินเวลาไปเยือนประเทศต่างๆ เป็นสิ่งที่แปลกมาก ผมชอบคนแบบนี้ ไม่ชอบพวกถือตัว

    �� : Max     ����� : 9/04/2005 08:48 PM


�����Դ��繷��: 4


ศาสนาคริสต์ที่แพร่กระจายขยายไป
โดย ... นิติภูมิ นวรัตน์ นสพ.ไทยรัฐ วันที่ 8 เมษายน 2548


สามนิกายในคริสต์ศาสนา

คริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกมีศูนย์กลางที่กรุงโรม มีพระสันตะปาปาเป็น ประมุขและ ผู้ปกครองสูงสุด ส่วนนิกายอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์มีอัครบิดร ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Patriarch เพ'ทริอาร์ช เป็นหัวหน้า ไม่ได้มีแค่องค์เดียวเหมือนพระสันตะปาปาแต่มี หลายองค์ประจำอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ เช่น ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล เยรูซาเลม แอนติออก และอเล็กซานเดรีย

แม้นิกายออร์ทอดอกซ์ไม่มีประมุข แต่ก็ถือกันว่าอัครบิดรที่คอนสแตนติโนเปิลเป็นลำดับที่ 1 ในหมู่หัวหน้าที่ เท่าเทียมกัน พวกโรมันคาทอลิกถือว่าสันตะปาปาก็คือ ผู้สืบทอดตำแหน่ง ต่อจากเซนต์ปีเตอร์ แต่พวกออร์ทอดอกซ์ถือว่าเซนต์ปีเตอร์สูงสุด เป็นที่หนึ่งในบรรดา อัครสาวกและไม่มีการสืบต่อ พวกคาทอลิกอยู่ภายใต้การปกครองของศาสนจักร โดยพระสันตะปาปาเป็นประมุข แต่ในอดีตพวกออร์ทอดอกซ์ต้องอยู่ภายใต้อาณาจักรโดยมี จักรพรรดิคอนสแตนติโนเปิลควบคุมดูแล

เมื่อมุสลิมเข้ามาเผยแผ่ศาสนาอิสลามในจักรวรรดิไบแซนไทน์

ก็เกิดสงครามครูเสดระหว่างชาวคริสต์กับมุสลิมเติร์กนานถึง 200 ปี คริสต์เสียดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ต่อมาออตโตมานมุสลิมอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งตั้งตนแทนที่ พวกเซลจูกเติร์ก ตีกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้เมื่อ ค.ศ. 1453 ก็สิ้นสุดจักรวรรดิไบแซนไทน์ ศาสนาคริสต์นิกาย อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ก็ตกอยู่ภายใต้ การปกครองของจักรวรรดิออตโตมานที่เป็นมุสลิม

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ นิกายอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ที่เผยแผ่ อยู่ในยุโรปตะวันออก ไม่ว่าในรัสเซีย โปแลนด์ ก็จะมีคณะนักบวชปกครองตนเอง นิกายนี้จึงไม่มีศูนย์รวมเหมือนนิกายโรมันคาทอลิกที่มีพระสันตะปาปาและนครวาติกัน

ส่วนนิกายโปรเตสแตนต์เริ่มเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 16

โดยบาทหลวงชาวเยอรมันในแคว้น แซกโซนี ที่ชื่อมาร์ติน ลูเทอร์ บาทหลวงรูปนี้ขัดแย้งกับอำนาจของพระสันตะปาปา จนถูกไต่สวนและ ถูกขับออกจากศาสนาโชคดี ที่มีขุนนางเยอรมันช่วยเหลือไว้จึงพ้น จากอันตรายและ สามารถวางหลักศาสนาที่แตกต่างไปจากกรุงโรมได้ นี่แหละครับ การเกิดกลุ่มใหม่ที่เรียกว่า โปรเตสแตนต์ ซึ่งหมายถึง ผู้คัดค้าน หลังจากลูเทอร์แล้ว ก็ยังมีพวกที่วางหลักศาสนาต่างไป จากกรุงโรมอีก พวกเหล่านี้ถูกเรียกรวมว่า โปรเตสแตนต์ด้วยกัน ทั้งนั้น แถมยังมีหลักการหลายอย่าง เหมือนกัน เช่น ไม่นับถือพระสันตะปาปาว่าเป็นประมุขของ ศาสนา จัดตั้งองค์กรศาสนาของตนเอง แต่ก็ยังคงยอมรับนับถือพระเยซู ยึดคัมภีร์เป็นสิ่งสำคัญสูงสุด และมีการแปลคัมภีร์เป็นภาษาพื้นเมือง นิกายนี้ไม่มีพระ เพราะถือว่าผู้นับถือศาสนาต่างเป็นเสมือนพระในตนเอง

แต่เดิม ต่างฝ่ายต่างนิกายต่างก็ยึดถือว่าหลักและพิธีกรรมในนิกายของตนถูกต้อง ใน ค.ศ. 1054 ความขัดแย้งรุนแรงบานปลายถึงขนาดที่พระสันตะปาปาแห่ง โรมันคาทอลิกและอัครบิดรแห่ง ออร์ทอดอกซ์ ต่างมีคำประกาศขับไล่อีกฝ่ายหนึ่งออกจาก ศาสนา กระทั่ง ค.ศ. 1960 มีการตั้งศูนย์ศาสนาคริสต์ขึ้นที่เจนีวา เพื่อปรองดอง แต่ทว่าฝ่ายโรมันคาทอลิกไม่ไปเข้าร่วม อีก 6 ปีต่อมา พระสันตะปาปาปอล ที่ 6 แห่งโรม เสด็จมาพบกับอัครบิดรเทนากอรัสที่ 1 แห่งคอนสแตนติโนเปิล ที่กรุงเยรูซาเลม ตั้งแต่นั้น จึงมีการยกเลิกคำประกาศขับไล่ออกจากศาสนาของกันและกัน

เดี๋ยวนี้ นิกายโรมันคาทอลิกเข้มแข็ง

ในแถบประเทศละตินอเมริกา และทวีปเอเชีย ส่วนนิกายโปรเตสแตนต์กลับไปเข้มแข็งในประเทศแถบแอฟริกา เกาหลี ญี่ปุ่น ฯลฯ ท่านที่เดินทางไปเกาหลีใต้คงจะได้เห็นนะครับ มองไปทางไหน เต็มไปด้วยโบสถ์ของโปรเตสแตนต์ทั้งสิ้น ปัจจุบันทุกวันนี้ ผู้เผยแผ่ศาสนาคริสต์ที่สำคัญและ มีจำนวนมากที่สุดก็คือ มิชชันนารีชาวเกาหลีที่มีหลายพันคนทั่วโลก

แม้แต่ขณะนี้ที่จอร์แดน อิรัก ซีเรีย และในหลายภูมิภาคของตะวันออกกลางที่มิชชันนารีฝรั่ง ไม่กล้าเข้าไป ก็ยังมีหมอสอนศาสนาชาวเกาหลีใต้เข้าไปพยายาม เปลี่ยนผู้คนจากที่นับถือศาสนา อิสลาม ให้มาเข้ารับนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ งานโหดหินขนาดนี้พวกเกาหลียังมี มหาศรัทธาออกไปดำเนินการ

การค้า การลงทุนในอิรัก และฮับธุรกิจในจอร์แดน นิติภูมิขอยกยอดไปใน สัปดาห์หน้า สัปดาห์นี้ขอรับใช้เรื่องคริสต์ศาสนาไว้แค่แต่เพียงเท่านี้ครับ


---------------------------------------------------------
ภาพประกอบจาก หน้าข่าว CNN.com

>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 15/04/2005 06:50 AM


�����Դ��繷��: 5

ในหลวงโปรดเกล้าฯให้ สุรเกียรติ์ เป็นตัวแทนร่วมพิธีฝังพระศพ โป๊ป
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 7 เมษายน 2548 17:52 น.


สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี

ในหลวงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ “สุรเกียรติ์” เป็นผู้แทนร่วมพิธีฝังพระศพ “พระสันตะปาปา” ในวันที่ 8 เม.ย.นี้ พร้อมอัญเชิญพวงมาลาหลวง และพวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เข้าร่วมในพิธีดังกล่าว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์เข้าร่วมพิธีฝังพระศพพระสันตะปาปา จอห์น ปอลที่ 2 ประมุขแห่งคริสต์ศาสนจักรนิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งสิ้นพระชนม์ด้วยอาการพระหทัยล้มเหลว และติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เมื่อเวลา 21.37 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ของวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยพิธีฝังพระศพจะจัดขึ้น ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ในวันที่ 8 เม.ย.นี้ ในโอกาสนี้จะอัญเชิญพวงมาลาหลวง และพวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปในพิธีดังกล่าวด้วย

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย และนครรัฐวาติกัน

เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2205 เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปา Alexander ที่ 7 ได้จัดส่งคณะมิชชันนารีชุดแรกเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งนับเป็นคณะผู้ก่อตั้งคริสต์ศาสนาในไทยเป็นคณะแรก และได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 26 เม.ย.2512 โดยพระสันตะปาปา จอห์น ปอลที่ 2 ได้เสด็จเยือนประเทศไทยในฐานะพระราชอาคันตุกะในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระหว่างวันที่ 10-11 พ.ค.2527 โดยในครั้งนั้นได้จัดให้คริสต์ศาสนิกชน และผู้ศรัทธาได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอลที่ 2 ที่สนามกีฬาแห่งชาติ และมีผู้ไปร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เคยเสด็จฯ เยือนนครรัฐวาติกัน และเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอลที่ 2 เมื่อเดือนกันยายน 2538 และเดือนเมษายน 2531 ตามลำดับ


---------------------------------------------------------
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 15/04/2005 06:52 AM


�����Դ��繷��: 6

ประมวลเหตุการณ์อาลัยสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอลที่2
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 3 เมษายน 2548 19:03 น.


.................... สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว ขณะมีพระชนมายุ 84 พรรษา เมื่อเวลา 21.37 น.ตามเวลาท้องถิ่น หรือเวลา 02.37 น.ของวันอาทิตย์(3) ตามเวลาในประเทศไทย รวมระยะเวลาที่ทรงปกครองศาสนจักรทั้งสิ้น 26 ปี 15 วัน ซึ่งยาวนานที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ตามประวัติศาสตร์ของคริสตศาสนจักรนิกายโรมันคาทอลิก อันมีความเป็นมายาวนานนับ 2,000 ปี ....................


---------------------------------------------------------
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 15/04/2005 06:53 AM


�����Դ��繷��: 7

พระราชสาสน์แสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อการสิ้นพระชนม์ของโป๊ป
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 4 เมษายน 2548 17:13 น.


สำนักราชเลขาธิการพระบรมมหาราชวัง วันที่ 4 เมษายน 2548 เรื่อง สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอลที่ 2 สิ้นพระชนม์ โดยกระทรวงการต่างประเทศมีหนังสือแจ้งเรื่องสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอลที่ 2 ประมุขแห่งคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2548 ซึ่งความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ มีข้อความพระราชสาสน์แสดงความเสียพระราชหฤทัยไปในการดังกล่าวดังนี้

"ข้าพเจ้าและพระราชินีขอร่วมแสดงความสลดใจในการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอลที่ 2 มหาบุรุษผู้ทรงหนักแน่น มั่นคงอยู่ในเหตุผลและความถูกต้อง และขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งในนามของศาสนิกชนในประเทศไทย ทั้งชาวพุทธ ทั้งผู้นับถือศาสนาอื่นๆ ในการสูญเสียใหญ่หลวงครั้งนี้"

ภูมิพลอดุลยเดช ปร.


By: นำความ 14/04/2005 09:49 PM

    �� : สำเนา   Mail to สำเนา  ����� : 15/04/2005 06:55 AM


�����Դ��繷��: 8

สังคายนาวาติกันครั้งที่ 2
เสรี พงศ์พิศ


สังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 นับเป็นสังคายนา "สากล" ครั้งแรกในความหมายที่แท้จริง เพราะเป็นครั้งแรกที่พระสังฆราชผู้เข้าร่วมประชุมมาจากทั่วโลก และหัวข้อการพิจารณานั้นกินความครอบคลุมไปจนทั่วพระศาสนจักร ทั้งนี้เพราะทุกครั้งที่ผ่านมา ดูเหมือนจะจำกัดอยู่แต่เพียงในยุโรปและประเทศตะวันตกเท่านั้น อีกทั้งประเด็นที่ได้รับการพิจารณาก็จำกัดอยู่ในแวดวงภายในของพระศาสนจักรในตะวันตกเช่นเดียวกัน

จุดมุ่งหมายของการสังคายนาครั้งนี้ คือการพิจารณาสภาพการณ์ของโลกปัจจุบันซึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มองดู "เครื่องหมายแห่งกาลเวลา" (Signs of Times) และพยายามหาคำตอบจากจุดยืนทางศาสนาให้กับสังคมปัจจุบัน โดยเลือกสรรประเด็นเรื่องที่เหมาะสมกับยุคสมัยมากที่สุดมาพิจารณา ซึ่งนับเป็นแนวทางที่แตกต่างไปจากสังคายนาครั้งอื่นๆในประวัติศาสตร์ เพราะไม่มีการพิจารณาประณามและ "กล่าวโทษ" คำสอนที่ผิด (Heresy) ใดๆ หากแต่เป็นการริเริ่ม "การเสวนา" (Dialogue) กับแนวคิดและวิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากของตนด้วยใจเปิดกว้างยิ่งขึ้น

ในสังคายนาครั้งนี้ มีพระสังฆราชเข้าร่วม 2860 องค์ พระสันตะปาปายอห์นที่ 23 ซึ่งเป็นผู้ประกาศให้มีสังคายนาครั้งนี้และได้ให้มีการเตรียมการก่อนถึงสามปีเศษ ได้เป็นผู้เปิดการประชุมเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 1962 ซึ่งได้ดำเนินไปจนถึงวันที่ 8 ธันวาคม 1965 จึงได้ปิดลง โดยพระสันตะปาปาปอลที่ 6 เป็นประธาน (เพราะพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 ได้ถึงแก่อสัญกรรมในปี 1963 เมื่อสังคายนาได้ดำเนินมาเพียงภาคเดียว)

สังคายนาวาติกันที่ 2 สิ้นสุดลงพร้อมกับเอกสารสำคัญ 16 ฉบับ ซึ่งบรรดาพระสังฆราชได้ลงมติด้วยการออกเสียงสนับสนุนเป็นเอกฉันท์ ประกอบด้วยพระธรรมนูญ (Constitution) 4 ฉบับ กฤษฎีกา (Decrete) 9 ฉบับและปฏิญญา (Declaration) 3 ฉบับ เอกสารเหล่านี้ว่าด้วย พระศาสนจักร การเปิดเผยของพระเจ้า (Revelation) พิธีกรรม พระศาสนจักรในโลกปัจจุบัน พระสังฆราช พระสงฆ์ การเตรียมตัวเป็นพระสงฆ์ การปฏิรูปชีวิตนักบวช บทบาทการแพร่ธรรมของฆราวาส การประกาศศาสนา พระศาสนจักรตะวันออก เอกภาพของนิกายต่างๆในศาสนาคริสต์ สื่อสารมวลชน การศึกษาเยาวชน ความสัมพันธ์กับศาสนาต่างๆ และสุดท้ายคือเสรีภาพในการนับถือศาสนา

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการประชุมสังคายนาครั้งนี้ได้มีผู้สังเกตการณ์รับเชิญเข้าร่วมด้วยจำนวนหนึ่ง ทั้งที่เป็นคาทอลิกแต่ไม่ใช่สังฆราชและชาวคริสต์นิกายต่างๆ ตลอดจนศาสนิกจากศาสนาอื่นๆ บุคคลเหล่านี้ไม่ได้ร่วมสังเกตการณ์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพระสังฆราชและผู้ที่เกี่ยวข้องกับสังคายนาครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้เพราะประเด็นสำคัญที่สุดประเด็นหนึ่งซึ่งได้รับการพิจารณาและมีการเปลี่ยนแปลง คือเรื่องท่าทีต่อศาสนาอื่นๆ ซึ่งเดิมทีนั้นเคยมีประกาศไว้ว่า "นอกพระศาสนจักรไม่มีผู้ใดรอดได้" วาติกันที่ 2 ได้ให้ความเข้าใจใหม่ว่า ใครก็ตามที่ปฏิบัติตามวิถีชีวิตของตนอย่างซื่อสัตย์และจริง เขาผู้นั้นก็สามารถรอดได้ แม้จะไม่เป็นคาทอลิกหรือคริสต์ก็ตาม

พระธรรมนูญว่าด้วยพระศาสนจักรในโลกปัจจุบัน ซึ่งนับเป็นเอกสารที่สำคัญที่สุดฉบับหนึ่งของการสังคายนาครั้งนี้ แสดงออกถึงจุดยืนใหม่ ซึ่งเกิดจากการวิเคราะห์สภาพการณ์ในปัจจุบันซึ่งเห็นว่าโลกมนุษย์ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ก็มีทั้งคนดีและคนชั่ว หลักศาสนาต่างๆล้วนสอนให้คนไปสู่จุดหมายสูงสุดของชีวิต ถ้าหากจะยึดหลักการเดิมที่เคยบอกไว้ว่า ใครผู้ใดไม่ได้รับศีลล้างบาปเป็นคริสต์ ผู้นั้นไม่อาจจะรอดได้ ผู้คนนับพันๆล้านคนทั้งในปัจจุบันและในอดีตก็คงตกนรกไปหมดสิ้น รวมทั้งชาวคริสต์เองที่เป็นคนบาป คนที่ไปสวรรค์จริงๆก็คงมีไม่กี่คน เรื่องนี้น่าจะแย้งกับหลักคำสอนที่ว่า พระเจ้าไม่ทรงปรารถนาให้ผู้ใดพินาศ ทรงต้องการให้ทุกคนรอด ดังนั้น พระองค์ก็คงต้องประทานเงื่อนไขและเครื่องมือให้มนุษย์ทุกคนไปสู่ความรอดได้ แนวคิดทางเทวศาสตร์แนวนี้ได้เกิดขึ้นก่อนสังคายนาแล้ว และได้ถูกนำมาพิจารณาและเห็นชอบในพระธรรมนูญสำคัญนี้อย่างเป็นทางการ

จากการวิเคราะห์สภาวการณ์ของยุคปัจจุบัน สังคายนาถือว่าพระศานสนจักรเองก็อยู่ในสังคมโลกเดียวกันนี้ด้วย จึงไม่ควรถือว่าพระศาสนจักรเป็น "ผู้บริสุทธิ์" ที่อยู่เหนือกาลเวลาและสถานที่ ควรมีความรู้สึกร่วมกับผู้คนแห่งยุคนี้ โดย "มองยุคสมัยของเราด้วยความเห็นอกเห็นใจ" นอกนั้น การที่คนยุคนี้ไม่สนใจศาสนา ไม่ได้แปลว่าพวกเขาเป็นคนเลว หากเป็นเพราะสภาวการณ์ทางสังคมเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดชะตากรรมของพวกเขา เป็นหน้าที่ของพระศาสนจักรที่จะเข้าใจและหาคำตอบใหม่ให้กับปัญหาใหม่ของพวกเขา ซึ่งไม่ได้หมายถึงแต่เฉพาะผู้นำศาสนาเท่านั้น แต่รวมถึงชาวคริสต์ทุกคนซึ่งต้องแสดงออกถึง "การเป็นพยานด้วยวิถีชีวิตและการเสวนา" ซึ่งหมายความว่า "ชาวคริสต์ต้องเป็นหนึ่งเดียวกับคนเหล่านี้ด้วยความเคารพและรัก ถือว่าตนเป็นสมาชิกร่วมประชาคมเดียวกัน มีส่วนร่วมในวิถีทางวัฒนธรรมและสังคม โดยการคบหาและร่วมงาน ต้องรู้จักประเพณีวัฒนธรรมของชาติและศาสนาอื่นๆเป็นอย่างดี..."

แม้สังคายนาจะยืนยันว่าจะต้องประกาศเรื่องพระคริสต์ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า "การประกาศศาสนา" นั้น ไม่ใช่การ "โฆษณา" ชวนให้เชื่อ ไม่ใช่การบีบบังคับด้วยวิธีการทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ เหมือนกับที่บางพวกบางกลุ่มเคยทำกันในบางยุคสมัยและบางแห่ง หากแต่เน้นการดำเนินชีวิตที่เป็นแบบอย่างและการเสวนา ทั้งนี้เพราะเรื่องศาสนาเป็นสิทธิเสรีภาพของแต่ละคน และนอกนั้น ชาวคริสต์เชื่อว่าความเชื่อมาจากพระเป็นเจ้า มนุษย์ไม่สามารถ "ให้" ใครได้

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพระศาสนจักรหลังสังคายนาวาติกันที่ 2 นี้นับเป็นการปฏิรูปครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ศาสนาคริสต์ ดังกรณีการเปลี่ยนทัศนคติต่อศาสนาอื่นๆที่ได้กล่าวมานี้ นอกนั้นพระศาสนจักรยอมรับว่าเอกภาพของพระศาสนจักรไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีรูปแบบเดียว (Uniformity) ในการแสดงออกทางศาสนา เช่น พิธีกรรมต่างๆ หากอยู่ที่แก่นความเชื่อซึ่งจะต้องกลมกลืนเข้ากับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของแต่ละแห่ง ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดให้ใช้ภาษาลาติน ดนตรีตะวันตกและรูปแบบพิธีกรรมอื่นๆให้เหมือนกันหมดทั่วโลก เรื่องนี้ได้มีการนำไปปฏิบัติทันทีหลังสังคายนา ดังกรณีของเมืองไทย ก็ใช้ภาษาไทยและดนตรีไทย และปรับรูปแบบบางอย่างให้เข้ากับวัฒนธรรมไทยมากขึ้น ซึ่งก็เกิดปฏิกิริยาทั้งจากฝ่ายอนุรักษ์คาทอลิกและจากคนไทยบางกลุ่มซึ่งไม่เห็นด้วยกับการปลี่ยนแปลงนี้ อันเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในทุกประเทศ ไม่ใช่แต่ฆราวาส แต่รวมถึงพระสงฆ์คาทอลิกเองจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถปรับปรุงตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ทันที

นอกจากพิธีกรรม ยังมีการปรับรูปแบบการบริหารในโครงสร้างทั้งระดับบนและล่าง โดยพระสันตะปาปาได้ให้พระสังฆราชมีส่วนร่วมในการพิจารณาและตัดสินเรื่องต่างๆร่วมกับพระสันตะปาปามากยิ่งขึ้น ถือว่าพระสันตะปาปาคือหัวหน้าของสมัชชาพระสังฆราช (College of the Bishops) ประหนึ่งศีรษะซึ่งจะคิดทำอะไรโดยเป็นอิสระจากส่วนอื่นๆของร่างกายไม่ได้ ในทำนองเดียวกัน พระสังฆราชในแต่ละประเทศรวมกันเป็นสภาพระสังฆราช โดยมีประธานซึ่งทำหน้าที่ร่วมกับสมาชิกอื่นๆ (Bishops' Conference)

พระสังฆราชในแต่ละสังฆมณฑลก็ต้องกระทำเช่นเดียวกัน คือ ร่วมกับสภาสงฆ์ในการบริหารงานและตัดสินเรื่องต่างๆ พระสงฆ์ก็ต้องร่วมกับสภาสังฆราชหรือสภาวัดในทำนองเดียวกัน แม้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนี้จะไม่ใช่การปฏิวัติที่นำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยในพระศาสนจักร แต่ก็เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้สมาชิกของพระศาสนจักรไม่ว่าระดับใด มีส่วนร่วมในความเป็นไปของพระศาสนจักรนี้มากยิ่งขึ้น สำหรับผู้นำทางศาสนาหลายคน การปฏิรูปโครงสร้างนี้เท่ากับเป็นการลดทอนอำนาจลงไป ซึ่งทำความลำบากใจให้ไม่น้อย ดังเช่นกรณีของสภาวัดที่เข้าไปร่วมงานกับฝ่ายพระสงฆ์เจ้าอาวาส ไม่ได้เกิดความร่วมมือกันที่สร้างสรรค์เสมอไป กลับทำให้เกิดความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น และดูเหมือนว่าบทบาทของฆราวาสซึ่งได้รับการยอมรับในสังคายนาและระยะหลังการประชุม ไม่ได้พัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่กลับซบเซาไปในที่สุด ยังเหลืออยู่บ้างก็แต่เพียงรูปแบบเท่านั้น ซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนี้กับเรื่องอื่นๆที่ได้รับการปฏิรูปจากสังคายนา

ความจริง แม้ว่าสังคายนาจะเปิดโอกาสให้อย่างมากมายก็ตาม แต่ก็ยังประกาศย้ำหลักความเชื่อที่ว่าแหล่งที่มาของสัจธรรมที่พระเจ้าทรงเปิดเผย ไม่ได้อยู่ที่พระคัมภีร์ไบเบิลเท่านั้น แต่อยู่ที่ประเพณีของพระศาสนจักรด้วย ซึ่งก็หมายความว่าหลักคำสอนที่ได้รับการประกาศจากพระศาสนจักรก็เป็นสัจธรรมที่มาจากพระเจ้าเช่นเดียวกับพระคัมภีร์ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นการเปิดเผยใหม่ของพระเจ้า หากแต่เป็นการ "ตีความ" เรื่องที่พระเยซูได้ทรงเปิดเผยนั้นให้ปรากฏชัดแจ้งยิ่งขึ้นเพื่อสื่อ "สาร" (Message) แห่งความรอดอันเดียวกันให้เข้าถึงมนุษย์ การประกาศย้ำเรื่องนี้ก็เท่ากับย้ำสิทธิอำนาจ (Authority) ของฝ่ายผู้นำศาสนา และสถานภาพในการเป็นผู้แทนของพระเจ้าให้หนักแน่นมั่นคง การปรับโครงสร้างไม่กระทบกระเทือนต่อหลักความเชื่อนี้ อย่างไรก็ดี ก็ได้เกิดปัญหาต่างๆขึ้นมาไม่น้อย

ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากความพยายามปรับหลักคำสอนทางศาสนาเข้ากับสภาพที่เป็นจริงของแต่ละท้องถิ่น เกณฑ์ในการวัด "ความเหมาะสม" ตลอดจน "ความถูกต้อง" แตกต่างกันไป นับแต่ "คำสอนดัช" (Dutch Catechism) จนถึง "เทวศาสตร์แห่งการปลดปล่อย" (Theology of Liberation) ซึ่งอยู่ในแวดวงที่ชาวคริสต์เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ หรือการปรับตัวทางพิธีกรรมและหลักคำสอนในประเทศที่ชาวคริสต์เป็นคนส่วนน้อย เช่น ในอาฟริกาและเอเชีย ทั้งนี้เพราะสังคายนาวาติกันที่ 2 ได้ให้ไว้แต่เพียงหลักการใหญ่ เมื่อถึงรายละเอียด ก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายปกครองทางศาสนาของแต่ละประเทศจะพิจารณาให้เป็นไปตามความเหมาะสม ซึ่งนอกจากจะเป็นปัญหาภายในพระศาสนจักรเองแล้ว ยังเกิดความขัดแย้งกับคนในท้องถิ่น ซึ่งไม่เห็นด้วยกับวิธีการหรือแม้กระทั่งกระบวนการทั้งหมดของการปรับตัวนี้ บางฝ่ายเห็นว่าเป็นการ "เหมาเอา" ของคนอื่นมาเป็นของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการตีความหลักธรรมของศาสนาอื่น หรือการนำเอารูปแบบพิธีกรรมบางอย่างมาปรับใช้ในศาสนาคริสต์เอง

ปัญหาต่างๆเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดมาในประวัติศาสตร์ศาสนา ไม่ว่าศาสนาใด ศาสนาคริสต์เองแม้จะกำเนิดมาในเอเชีย แต่เติบโตขึ้นมาในยุโรป รับเอาประเพณีวัฒนธรรมของตะวันตกเกือบทั้งหมด ไม่เว้นความรู้สึกเหนือกว่าผู้อื่น ย่อมเป็นการยากที่จะเปลี่ยนความรู้สึกและความเชื่อดังกล่าวซึ่งสืบทอดกันมาเป็นเวลานับพันปีในเวลาอันสั้น การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์ศาสนาคริสต์ แต่ครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ เพราะไม่ใช่ความคิดของคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นมติของสภาสังคายนาสากล ซึ่งให้ความชอบธรรมต่อความคิดริเริ่มต่างๆ ซึ่งยังต้องการเวลาเพื่อให้ประสบการณ์ต่างๆได้รับการไตร่ตรองและพัฒนาออกมาเป็นหลักการอันเป็นที่ยอมรับ กระบวนการดังกล่าวกำลังดำเนินอยู่ทั่วโลกในขณะนี้

(บทความนี้คัดมาจากตอนหนึ่งของหนังสือ "ศาสนาคริสต์" ตีพิมพ์ครั้งแรก พฤษภาคม 2529 ไม่ระบุสำนักพิมพ์ ขอขอบคุณอาจารย์เสรี พงศ์พิศเป็นอย่างยิ่ง)


By: นำความ 14/04/2005 09:56 PM

    �� : สำเนา   Mail to สำเนา  ����� : 15/04/2005 06:57 AM


�����Դ��繷��: 9

WASHINGTON (Reuters) - ประธานาธิบดี บุช กล่าวเมื่อวันเสาร์ สรรเสริญพระสันตะปาปายอห์น ปอลที่ 2 ทรงเป็นผู้นำที่ชาญฉลาดและกล้าหาญ ทรงมีอิทธิพลทางจิตใจและทรงช่วยให้เกิดเสรีภาพทั่วภาคพื้นยุโรปตะวันออก. "พระศาสนาจักรคาทอลิกได้สูญเสียนายชุมพาบาล และโลกได้สูญเสียผู้ยิ่งใหญ่ทางด้านสิทธิมนุษยชน ผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ของพระเป็นเจ้าได้กลับสู่บ้านเที่ยงแท้แล้ว ," บุชกล่าวที่ทำเนียบขาวโดยมี ลอรา ผู้ภรรยายืนเคียงข้าง. กล่าวสรุปว่า "พระสันตะปาปายอห์น ปอลที่ 2 ทรงเป็นวีรบุรุษแห่งยุค ."

CAIRO (Reuters) - ชาวมุสลิมทั่วโลกสรรเสริญพระสันตะปาปา ยอห์น ปอลที่ 2 ว่าทรงได้สร้างสะพานเชื่อมคริสตศาสนากับโลกอิสลาม , พระองค์ทรงเปลี่ยนทัศนคติของพระศาสนาจักรต่อชาวมุสลิม

Mahmoud Abbas ประธานาธิบดีของปาเลสไตน์ เรียกพระสันตะปาปาว่าเป็น "ผู้นำทางศาสนาผู้ทรงอุทิศชีวิตของพระองค์เพื่อปกป้องสันติภาพ,อิสรภาพ, ความยุติธรรมและความเสมอภาคของมนุษยทุกชนชาติทุกศาสนา ."

Hamid Karzai ประธานาธิบดีของอัฟกานิสถานกล่าวว่า "เรายังจำได้ว่าระหว่างที่อัฟกานิสถานถูกปกครองโดยโซเวียต, พระสันตะปาปาทรงตรัสขอความช่วยเหลือให้แก่ชาวอัฟกัน "

ประธานาธิบดี Hosni Mubarak ของอิยิปต์ซึ่งเป็นมุสลิมนิกายสุหนี่ สรรเสริญ"พระสันตะปาปาที่ทรงอดทนต่อความทุกข์อันยาวนานและทรงเป็นสัญญลักษณ์ของความรัก สันติภาพและทรงเรียกร้องให้มีการเสวนาระหว่างศาสนาต่างๆ "

VOA News 03 April 2005 ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวธิเบต , the Dalai Lama, ได้กล่าวไว้อาลัยพระสันตะปาปายอห์น ปอลที่ 2 , ท่านกล่าวว่าท่านมีความเคารพนับถือและนิยมชมชอบผู้นำคาทอลิกท่านนี้มาก .

VOA News 03 April 2005 ประธานาธิบดี Fidel Castro แห่งคิวบา ได้สั่งให้มีการไว้อาลัยทั่วประเทศเป็นเวลา 3 วันซึ่งเป็นเรื่องที่พิเศษ สำหรับคอมมิวนิสต์ .

VOA News 03 April 2005 นายกรัฐมนตรี Ariel Sharon แห่งอิสราเอลได้เปิดประชุมรัฐมนตรีด้วยการพูดถึงพระสันตะปาปาว่า พระองค์ทรงเป็นบุรุษแห่งสันติภาพและเป็นมิตรสหายของชาวยิว .

VOA News 03 April 2005 จากมอสโก , พาทริกอาร์ชแห่งออร์โธดอกซ์รัซเซีย Alexy II ได้ส่งสาส์นแสดงความเสียใจไปยังวาติกัน , กล่าวว่า สมาชิกของพระศาสนาจักรของท่านมีความอาลัยในการจากไปของพระสันตะปาปา ยอห์น ปอลที่ 2 พร้อมกับคริสตชนชาวคาทอลิกทั้งมวล .

พระสังฆราช Alexy กล่าวว่าท่านหวังว่าออร์โธดอกซ์และโรมันคาทอลิกจะได้"รื้อฟื้นความสัมพันธ์และความรักแบบคริสตชน", ขึ้นในอนาคต , หลังจากได้มีการแต่งตั้งพระสันตะปาปาองค์ใหม่แล้ว.

VOA News 03 April 2005 ผู้นำประเทศทางเอเซียตะวันออกเฉียงใต้แสดงความเสียใจในการสิ้นพระชนม์ของพระสันตะปาปายอห์น ปอลที่ 2 , ประธานาธิบดี Abdul Kalam แห่งอินเดียกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า โลกได้สูญเสียผู้นำศาสนาและรัฐบุรุษผู้ทำงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเพื่อสันติภาพ , ประธานาธิบดี Pervez Musharraf แห่งปากีสถาน กล่าวว่าพระสันตะปาปาทรงนำประชาชนที่มีความเชื่อแตกต่างกันให้มาใกล้ชิดกันมากขึ้น .


By: นำความ 14/04/2005 10:04 PM

    �� : สำเนา   Mail to สำเนา  ����� : 15/04/2005 06:58 AM


�����Դ��繷��: 10

อาณาจักรพระเจ้าอยู่ภายในตัวคุณ

mms://www.dmc.tv/mv47/102.wmv

    �� : sunkid072   Mail to sunkid072  ����� : 22/04/2005 06:43 PM


�����Դ��繷��: 11



ประมวลข่าวพระสันตะปาปาองค์ที่ 265
โดย ..... ผู้จัดการออนไลน์ 20 เมษายน 2548 10:54 น.

ควันสีขาวลอยออกมาจากปล่องไฟของวิหารน้อยซิสทีน ในนครรัฐวาติกัน และระฆังจากโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ก็ได้ดังขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 19 เม.ย. ตามเวลาประเทศไทย อันเป็นการส่งสัญญาณว่า บรรดาพระคาร์ดินัลได้เลือกผู้ที่จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสันตะปาปา ต่อจากสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 ได้แล้ว ซึ่งก็คือ พระคาร์ดินัล โยเซฟ ราทซิงเงอร์ พระสันตะปาปาลำดับที่ 265 ผู้ใช้พระนาม พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16



---------------------------------------------------------
>>> คลิกดูภาพ โป๊ปเบเนดิกต์ที่ 16 : ขวัญใจชาวคริสต์คนใหม่ ได้ที่นี่นะคะ
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ




    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 24/04/2005 08:38 PM



ชื่อ ::
  *
  รหัสผ่าน ::  
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ

Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.