| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- แก้ไขข้อมูล | - เข้าระบบผู้ดูแล | ตั้งกระทู้ใหม่ - -



เชื่อเหอะ ปีนี้แล้งจัด เขื่อนมาแน่ๆ


รัฐบาลใหม่ เอาใจ ชาวบ้าน โครงการอภิมหาโปรเจ็ค การจัดการ ทรัพยากรณ์น้ำไง รวมถึงจัดการณ์ เขื่อน แหล่งน้ำด้วย

โครงการเขื่อนที่เคยพับไว้ มีช่องแล้ว.....จากภาวะแล้ง โลกร้อนขึ้น เขื่อนแก่งเสือเต้น และ อีกสารพัด เขื่อนๆๆๆๆ มาแน่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

น้ำไม่พอ มาจาก เขื่อนมันน้อยไป ดอก หรือ
แปลกมาก ไมเวลาสร้างเขื่อนไม่พ้น ต้องไปลงที่ป่า


โดย : คาเมนหลายเด้อ เมื่อ : 17/03/2005 01:31 PM
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : สำเนา : NGOs     ����� : 26/03/2005 11:46 AM

 
 
�����Դ��繷��: 1

เพราะจีนทำเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงตอนต้น ตานี้ตอนปลายแม่น้ำโขงแห้งแล้ว....จริงๆ เชื่อนมันดีหรือไม่ดี คุณคำเขียนอยู่ไหน เรื่องเขื่อนนี้ประเทศนอร์เวย์..เอ้ย..สวีเดนที่คุณคำไปอยู่เป็นไงบ้าง?


โดย : mamy เมื่อ : 17/03/2005 08:08 PM

    �� : สำเนา : NGOs     ����� : 26/03/2005 11:54 AM


�����Դ��繷��: 2

เคลื่อนจะป้องกันน้ำท่วม หรือ แก้ภัยแล้ง ได้ดีแค่ใหน ต้องมีการวิจัย

แต่ที่ไม่ต้องวิจัย คือ ทุกครั้งที่มีการสร้างเขื่อน คนที่ได้ประโยชน์แน่นอน คือ พ่อค้าก่อสร้าง และคนอนุมัติโครงการ

ทำไมไม่มีใครศึกษา โครงการแก้มลิง ของนายหลวงอย่างจริงๆ จัง แล้วนำไปทำในทุกพื้นที่จะได้ผลกว่า

เขื่อน พอหน้ำฝนน้ำเยอะ ก็ต้องระบายออก น้ำก็ท่วมอยู่ดี ถ้าไม่มีเขื่อนมากั้นปล่อยให้ไหลตามธรรมชาติ มิใช่ปล่อยมาทีเดียว น้ำก็ไม่ท่วม

หน้าแล้ง หากน้ำลดทึงระดับหนึ่ง ก็ปล่อยต่อไม่ได้ เพราะจะมีผลต่อโครงสร้างของเขื่อน

สรุป ผมยังไม่แน่ใจว่า เขื่อน จะแก้ปัญหาเรื่องน้ำได้จริง


โดย : ศิลปินพเนจร เมื่อ : 18/03/2005 12:59 PM

    �� : สำเนา : NGOs     ����� : 26/03/2005 12:01 PM


�����Դ��繷��: 3

ไอทีวีแล้วเห็นกรมชลประทานจะทำเขื่อนอีกแล้ว(ตามพระราชดำริของในหลวง..??)


โดย : ส.เพลิง เมื่อ : 20/03/2005 12:55 PM

    �� : สำเนา : NGOs     ����� : 26/03/2005 12:06 PM


�����Դ��繷��: 4


ดูเหมือนคนไทยเป็นชาติพันธุ์ที่มีความอดทนสูง
ทั้ง ทนร้อน ทนแล้ง ทนอด ได้ดี แถมยังเป็นโรคชอบ ละเลย และ ขี้ลืมง่ายๆ อีกด้วย

เมื่อถึงหน้าแล้ง ไม่มีน้ำใช้ ไม่มีน้ำกิน ก็เดือดร้อนอย่างมากมาย พอครั้นหน้าฝนน้ำเหลือเฟือ แทนที่จะคิดเก็บสำรองน้ำไว้ให้ พอใช้ พอกิน ท่านก็ปล่อยให้น้ำฝนไหลทิ้งไปฟรีๆ ไม่ดิ้นรนหาวิธี ขุดบ่อ ลอกบึง เก็บกักน้ำไว้ใช้ในยามจำเป็น เพราะพอมีใช้แล้วก็คงลืมความเดือดร้อนตอนหน้าแล้งไปหมด ประเทศไทยก็เลยต้องเกิดวิกฤติแล้งซ้ำซากทุกๆ ปีเป็นกิจวัตร เพราะคนไทยเป็นแบบนี้มาตลอด หรือ รัฐฯ ท่านปลูกฝังให้คนไทยเป็นคนแบบนั้นเอง

ที่จริงผู้ใหญ่ของบ้านเมือง น่าจะช่วยเหลือป้อนข้อมูลและสนับสนุน .....
- ทำอย่างไร พี่น้องประชาชนของชุมชนนั้นๆ จะตื่นตัวเก็บสำรองน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งให้พอเพียง..?
- ทำอย่างไร ที่จะให้พวกเราในชุมชนนั้นๆ ได้มีทุนขุดสระน้ำไว้ใช้..?
- ทำอย่างไร ทุกหมู่บ้านจะมีแหล่งเก็บสำรองน้ำในชุมชน..?
- ทำอย่างไร ทุกลุ่มน้ำจะพอมีเขื่อนเก็บกักน้ำไว้สำรองใช้สำหรับประเทศในภาพรวมได้..?

คำถามเหล่านั้น เป็นการบริหารจัดการน้ำต้นทุนตามแนวทางพระราชดำริที่ในหลวงท่าน ทรงย้ำมานานหลายสิบปีแล้ว แต่ก็ไม่มีรัฐบาลไหนๆ สนใจกระทำอย่างจริงๆ จังๆ หรือว่า พอรัฐฯ ท่านจะทำจริงๆ ก็มีอันต้องไปขัดกับนักอนุรักษ์ธรรมชาติอีก

ตามเอกสารของทางการระบุว่า เมืองไทยมีปริมาณน้ำธรรมชาติมากพอเพียง แต่เราไม่เก็บน้ำต้นทุนเอาไว้ใช้ ให้พอเอง .. น้ำฝนตกลงมา 100 เปอร์เซ็นต์ เราเก็บไว้ใช้แค่ 8 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น .. น้ำฝนที่เหลืออีก 92 เปอร์เซ็นต์ ปล่อย ให้ไหลออกปากอ่าวลงทะเลไปเฉยๆ .....

น่าเสียดาย นะคะ ..!!

พอคิดถึงว่า หน้าฝนเราปล่อยน้ำธรรมชาติทิ้งไป แล้วคิดถึงหน้าแล้งที่น้ำแห้งแหงแก๋ไม่พอกินไม่พอใช้ ทำไมเราถึงยอมปล่อยน้ำธรรมชาติไหลทิ้งไป 90 เปอร์เซ็นต์ของน้ำที่เรามี .. ทั้งๆ ที่เมืองไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ต้องใช้น้ำมากกว่าประเทศอื่นๆ หลายเท่าตัว

ไม่รู้ว่า ทุกๆ รัฐบาล ท่านทนปัญหาแล้งซํ้าซากอยู่ได้อย่างไร..?
ทำไม ไม่ดิ้นรนคิดค้นหาแนวทาง แก้ปัญหาภัยแล้งอย่างเป็นรูปธรรมสักที..?

แต่ก็เพิ่งจะได้ยินรัฐบาลปัจจุบัน ประกาศลงทุนสองแสนล้านบาท จัดระบบบริหารนํ้าครบวงจร ก็ยินดีที่ได้ยินนโยบายแบบนี้ แม้จะแก้ปัญหาแล้งซํ้าซากไม่ได้ทั้งหมด แต่ถ้าแก้ไขอะไรที่ให้เป็นจริงได้บ้าง ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย และที่สำคัญ ถ้ามีระบบเก็บสำรองครบวงจรได้จริงๆ ก็น่าจะมีผลไปแก้ปัญหานํ้าท่วมได้อีกด้วย

เรื่องที่น่าเสียดายอีกอย่างก็คือ รัฐบาลไหนๆ ก็ไม่กล้าทบทวน โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น ที่ทิ้งค้างมานมนาน ไม่กล้าเพราะกลัวกระแสต่อต้านของ NGOs ขนาด ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นคนสุโขทัยแท้ๆ ได้เป็นรัฐมนตรีเกษตรฯ มาตั้งหลายปี ยังไม่กล้าทำอะไร ได้แต่ปล่อยให้คนบ้านเดียวกันเดือดร้อน...!!

ตามข่าวดูเหมือน NGOs เอาแต่ต่อต้าน เท่านั้น ..?
ทำไม NGOs ไม่หาทางช่วยผู้คนที่ประสบภัยแล้งให้ดูเป็นรูปธรรม และ ได้ประโยชน์อย่างสูงสุดบ้าง ไม่เคยเห็นได้ข่าวเลย ได้ข่าวแต่การออกค่ายอาสาฯ เป็นครั้งคราว นานๆ ไป ถ้า NGOs หมดทุน แล้วจะทำอย่างไรดี..?

เคยสงสัยมั้ยคะ
ว่าทำไมประเทศใหญ่ๆ เค้าไม่ค่อยมีใครประท้วงเวลามีโครงการทำเขื่อนใหญ่ๆ..?

ช่วยอธิบายหน่อยสิคะ อยากรู้จัง :-)




    �� : สำเนา : NGOs     ����� : 26/03/2005 12:08 PM


�����Դ��繷��: 5

ปีนี้ แล้งจริงๆๆ นะครับ
ประหยัด ไว้นะครับ

น่าเห็นใจครับ ปีที่แล้ว ที่ สหรัฐ ก็ แล้งมากครับ
ห้ามเสริฟน้ำเปล่าในร้านอาหาร

เกษตรกร ก็ลำบากนะครับ
เห็นใจทุกฝ่ายครับ

    �� : วุฒิชัย     ����� : 26/03/2005 12:19 PM


�����Դ��繷��: 6



เขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 26/03/2005 12:30 PM


�����Դ��繷��: 7

ที่เมืองไทย
นี่ ถ้าจะเป็นก็ต้องสร้างนะครับ
ไม่งั้นจะมีเขื่อนไปทำไม
เราเป็นประเทศ เกษตรกรรม ถ้าไม่เก็บน้ำไว้ เพราะปลูก
เราก็อดตายนะครับ

ถามจริงๆๆ ว่า ถ้าประท้วงแล้ว มีทางออกทางอื่นบ้างไหม ประท้วงไม่ให้สร้างแต่ไม่ให้ความเห็นการแก้ไขทางอื่นนี่ คนประท้วงสมควรเงียบเลยนะ

    �� : วุฒิชัย     ����� : 26/03/2005 12:36 PM


�����Դ��繷��: 8


โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น

--------------------------------------------------------------------------------

1. ปัญหาหลักที่ทางกระทรวงเกษตรฯ คิดนโยบายสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น มาจากอะไร
เขื่อนแก่งเสือเต้นมีตำแหน่งที่ตั้งอยู่ที่อำเภอสอง จังหวัด แพร่ อยู่ในลุ่มน้ำยม เหนือ ตัวอำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ขึ้นไปตามลำน้ำประมาณ 90 กม. และอยู่ต่ำกว่าพื้นที่ต้นน้ำ ที่เกิดขึ้นจากจังหวัดพะเยาประมาณ 200 กม.

ปัญหาหลักที่ทำให้กระทรวงเกษตรฯ มี นโยบายจัดหาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เช่น แก่งเสือเต้น

1. ปัญหาการขาดแคลนน้ำในลุ่มน้ำยม
ได้มีการศึกษาว่าความต้องการน้ำในลุ่มน้ำยมในอีก 10 ปี ข้างหน้ามากกว่า 1 พันล้าน ลบ.ม. ในกรณีที่ขณะนี้อ่างทั้งหลายทุกอ่างในลุ่มน้ำยมมีความจุ เพียงประมาณ 260 ล้าน ลบ.ม.

2. ปัญหาการขาดแคลนน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
เนื่องจากลุ่มน้ำยมมีปริมาณน้ำท่าถึง 3,000 ล้าน ลบ.ม./ปี มากเพียงพอที่ จะใช้ในลุ่มน้ำยม และเหลือบางส่วนที่จะปล่อยลงมาให้แก่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตอนล่าง

3. การบรรเทาอุทกภัย
การมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จะช่วยบรรเทาอุทกภัยในจังหวัดแพร่ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร ได้ ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะจังหวัดแพร่ จะบรรเทาน้ำท่วม ได้เกือบทั้งหมด

4. การรักษาระบบนิเวศ
การมีแหล่งน้ำย่อมทำให้เกิดความชุ่มชื้นในพื้นที่ทำให้ปลูกป่าเพิ่มเติมได้ และสามารถปล่อยน้ำ สำหรับท้ายน้ำในหน้าแล้งเพื่อคุณภาพน้ำที่ดีขึ้นกว่า ธรรมชาติก็ได้

--------------------------------------------------------------------------------

2. โครงการที่จะสร้างเขื่อนนั้น มีนโยบายเริ่มแรกเดิมที่นั้นเมื่อไร ?
ในปี 2523 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้รับมอบหมายจาก รัฐบาลให้ทำการศึกษาเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำ สำหรับช่วยบรรเทาปัญหา การขาดแคลนน้ำ ซึ่งผลการศึกษากำหนดให้มีการพัฒนาเขื่อนแก่งเสือเต้น เพื่อเป็นแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ในลำน้ำยม สำหรับช่วยบรรเทาปัญหา การขาดแคลนน้ำแก่พื้นที่ในลุ่มน้ำยม และในลุ่มเจ้าพระยาบางส่วน

--------------------------------------------------------------------------------

3. การสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น จะมีประโยชน์มากกว่าผลเสียอย่างไร?
ประโยชน์ประการแรกของเขื่อนแก่งเสือเต้น คือ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการ ขาดแคลนน้ำในลุ่มน้ำยมรวมทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยาบางส่วน ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำ ทุกปี โดยสามารถช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในลุ่มน้ำยมได้ประมาณ 200,000 ไร่ และในลุ่มเจ้าพระยาอีกด้วย ในประการที่สองคือช่วยบรรเทาอุทกภัยในปีน้ำมาก โดยจะสามารถลดปริมาณน้ำหลากสูงสุดในรอบ 1,000 ปี ที่ไหลผ่านจุดก่อสร้าง ได้มากกว่า 40 %

ในด้านผลเสีย คือ
จะต้องเสียพื้นที่ถูกน้ำท่วม 40,625 ไร่ เป็นพื้นที่ป่าไม้ 29,493.75 ไร่
มีราษฎรที่ จะต้องถูกอพยพโยกย้าย 620 หลังคาเรือน

--------------------------------------------------------------------------------

4. กับการสร้างเขื่อน เช่น เขื่อนสิรินธรนั้นเคยประสบปัญหาต่าง ๆ ตรงนี้จะมีข้อแตกต่างอย่างไร ในการที่จะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น?

เขื่อนสิรินธรนั้น ดำเนินงานโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ทำ การอพยพราษฎรโดยให้ กรมประชา-สงเคราะห์เป็นผู้รับไปดำเนินการ โดยไม่ได้มีการจัดเตรียมระบบาธารณูปโภครองรับผู้อพยพ และขาดการ พิจารณาในเรื่องของการส่งเสริมอาชีพและกิจกรรมต่อเนื่องภายหลังจากการอพยพ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลก็ได้มอบหมายให้กรมชลประทานดำเนินการ จัดทำระบบที่ขาดอยู่ให้สมบูรณ์

สำหรับโครงการแก่งเสือเต้น กรมชลประทานได้พิจารณาจัดเลือกพื้นที่ ที่มีศักยภาพเหมาะสมกับการเกษตรโดยได้สร้างอ่างเก็บน้ำแม่สอง และอ่างเก็บน้ำ บ้านห้วยป้อม ไว้พร้อมแล้วและได้จัดทำแผน ส่งเสริมอาชีพและกิจกรรม ต่อเนื่อง พร้อมงบประมาณรองรับ

--------------------------------------------------------------------------------

5. วัตถุประสงค์ของการสร้างเขื่อนที่แต่เดิมเป็นเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า แต่เปลี่ยนมาเป็นเขื่อน เพื่อการชลประทานการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของ โครงการเช่นนี้ มีเงื่อนงำอย่างไร ในเมื่อบาง ท่านบอกว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ ที่เขื่อน ๆ เดียวจะตอบสนองได้ทั้งการผลิตไฟฟ้าและการชลประทาน เพราะ การผลิตกระแสไฟฟ้าจะต้องเก็ยกักน้ำไว้ในระดับหนึ่งเพื่อปั่นกระแสไฟฟ้า จึงไม่สามารถปล่อยน้ำเพื่อการชลประทานได้ ท่านชี้แจงได้อย่างไร ?

ในการศึกษาโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตนั้น ในระยะแรกกำหนดให้พัฒนาเขื่อนเอนก ประสงค์เพื่อเก็บกักน้ำเฉพาะจากลุ่มน้ำยมเท่านั้น ส่วนในระยะที่ 2 หากมีความ เหมาะสมจะเพิ่มปริมาณน้ำโดยการผันน้ำจากลำน้ำ กก-อิง มาลุ่มน้ำยม และ เนื่องจากผลการศึกษาการพัฒนาเขื่อนเอนกประสงค์ในระยะแรกได้แสดงให้ เห็นว่าผลประโยชน์หลักของเขื่อนแก่งเสือเต้น เป็นด้านการเกษตร กฟผ. จึง มอบโอนงานให้กรมชลประทาน ตามข้อเท็จจริงเมื่อมีการสร้างเขื่อนจะมีปริมาณ น้ำมาสะสมอยู่ด้านเหนือเขื่อนทำให้สามารถ ผลิตกระแสไฟฟ้าโดยอาศัยแรงดันน้ำ ไหลผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าได้ ดังนั้นจึงมีการพัฒนาเขื่อนเอนกประสงค์มากมาย เพื่อสนองตอบความต้องการใช้น้ำด้านท้ายน้ำ และในขณะเดียวกันก็สามารถผลิต กระแสไฟฟ้าโดยปล่อยน้ำไหลผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไปลงด้านท้ายน้ำ

--------------------------------------------------------------------------------

6. ในการสร้างเขื่อนจะมีผลกระทบทำลายสิ่งแวดล้อมและผลกระทบด้านอื่น ๆ ตรงนี้ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ในเมื่อปัจจุบันรณรงค์กันถึงเรื่องปลูกต้นไม้กันเหลือเกิน ?

ในการดำเนินการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ จะต้องมีการศึกษาถึงผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากลควบคู่ไปกับการศึกษาด้านวิศวกรรม สังคม เศรษฐกิจ เพื่อที่จะแจกแจงและนำผลการศึกษาทางด้านต่าง ๆ เหล่านี้มาเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ที่ได้รับ และจะต้องศึกษาวิธีการแก้ไข ผลกระทบบางอย่างให้บรรเทาลงด้วย ในความเป็นจริงว่าผลกระทบบาง อย่างไม่สามารถแก้ไขได้ เช่น น้ำท่วมพื้นที่ด้านเหนือ อ่างเก็บน้ำ แต่ก็จะเป็น ผลดีกับสภาพป่าไม้โดยรอบอ่างเก็บน้ำเหมือนกัน และสำหรับพื้นที่ป่าที่สูญ เสียไปก็จะมีการกำหนดมาตรการให้มีการปลูกป่าในพื้นที่ประมาณเกือบ 2 เท่า ของพื้นที่ป่าไม้ที่สูญเสียไป

--------------------------------------------------------------------------------

7. ผลกระทบในการสร้างเขื่อน จะทำให้เกิดการแตกแยกของแผ่นดิน จะก่อให้เกิดแผ่นดินไหวหรือการทรุดตัว ประเด็นนี้ท่านมีข้อชี้แจงเช่นไร?

ในข้อเท็จจริง เขื่อนไม่ใช่เป็นตัวทำให้เกิดการแตกแยกของแผ่นดินหรือรอยเลื่อน และสาเหตุของการ เกิดแผ่นดินไหวนั้นเกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกที่มี รอยแตกร้าวอยู่แล้วจากการศึกษาของที่ปรึกษาที่คัดเลือกโดยคณะอนุกรรมการ เฉพาะกิจที่แต่งตั้ง โดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพบว่าโอกาสที่จะเกิด แผ่นดินไหวเนื่องจากการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นและเก็บกักน้ำในอ่างค่อนข้างต่ำ เนื่องจากอ่างตั้งอยู่บนชั้นหิน Mud Stone และ Silt Stone ไม่ใช่หินชั้นหรือ หินตะกอน และอ่างเก็บน้ำขนาดนี้ ถือว่าไม่ใช่อ่างขนาดใหญ่ในเมี่อเปรียบเทียบกับ มาตรฐานสากล

--------------------------------------------------------------------------------

8.ปัญหานอกจากทำลายสิ่งแวดล้อมตามที่ฝ่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้กล่าวนั้นท่านคิดว่านอกประเด็น ทำไมถึงมีผู้คัดค้านในการสร้างเขื่อน ?

ในกรณีแก่งเสือเต้นสามารถแบ่งผู้คัดค้านได้ 2 กลุ่มใหญ่ ประกอบด้วย

- กลุ่มราษฎร ที่จะต้องถูกอพยพโยกย้ายเนื่องจากอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่จะเป็นอ่างเก็บน้ำ

- กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งทุกกลุ่มดำเนินการตามสิทธิและหน้าที่ ทางรัฐบาลได้มีนโยบายที่จะให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ เนื่องจากเป็นผู้ที่จะต้องสูญเสีย ในส่วนทางด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็ได้กำหนดแผน เพื่อแก้ไขและพัฒนาสิ่งแวดล้อมไว้ด้วยแล้ว

--------------------------------------------------------------------------------

9. จริงเท็จแค่ไหน ที่ได้กล่าวว่ารัฐบาลได้อนุมัติออกแบบก่อสร้างเขื่อน?

คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติในหลักการ ให้กรมชลประทานดำเนินการออกแบบ และ ก่อสร้างโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น โดยให้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมตาม พรบ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 และศึกษาผลกระทบด้าน ธรณีวิทยาด้วย พร้อมทั้งเตรียมการและจัดทำแผนแก้ไขปัญหาราษฎร์ที่ได้รับ ผลกระทบ แล้วนำเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาอีกครั้งก่อนดำเนินการขั้นต่อไป

--------------------------------------------------------------------------------

10. ถ้าจะพูดถึงการอนุมัติแบบก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ในกรณีที่ศึกษาทั้งทางด้านกรมป่าไม้ ด้านธรณีวิทยา กรณีที่ทำไปแล้วพบว่ามีผลเสียหายมากกว่า เขื่อนก็ต้องหยุดแต่ทำไมไม่ศึกษาก่อน ที่จะเซ็นอนุมัติข้อเท็จจริงตรงนี้ ท่านชี้แจงได้อย่างไร ?

ในการศึกษาโครงการแก่งเสือเต้น ในระดับความเหมาะสม เป็นการศึกษาที่ได้บ่งชี้ ผลสรุปว่าการก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นจะไม่ทำให้เกิดผลกระทบเสียหายมาก กว่าผลดี การศึกษาเพิ่มเติมนั้นก็เพื่อเป็นการหาข้อมูลในระดับรายละเอียดให้มี ความชัดเจนในระดับที่ลึกลงไปเพื่อการตัดสินใจว่าจะดำเนินการโครงการต่อไป หรือไม่ ดังที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการให้กรมชลประทานดำเนินการ

--------------------------------------------------------------------------------

11. ถ้าได้รับการพิจารณา ศึกษาแน่แล้วถึงมีผลกระทบทางกระทรวงเกษตรก็จะสร้างหรือไม่ ?

การสร้างเขื่อนก่อให้เกิดผลทั้งแง่บวกและแง่ลบ ดังนั้นก่อนการสร้างเขื่อนจึง จำเป็นต้องศึกษาพิจารณาผลดี-ผลเสีย เพื่อหาข้อยุติว่าสร้างแล้วเกิดผลดี หรือผลเสียมากกว่ากัน ถ้าพบว่าไม่คุ้มก็จะไม่สร้างกล่าวว่าเขื่อนก่อให้เกิด การทำลายทรัพยากรป่าไม้ด้านเดียวก็ไม่ถูก ปัจจุบันทรัพยากรป่าไม้มีอยู่น้อย แล้วไม่ควรทำลายนี้มิใช่ แต่ในข้อเท็จจริงป่าไม้บริเวณต้นน้ำลำธารถูกทำลาย โดยมีฝีมือมนุษย์มากมายและเป็นการทำลายโดยสิ้นเชิงเพื่อประโยชน์ส่วนตน ทั้งนั้น ทำไมไม่มีการยับยั้งอย่างจริงจังและเด็ดขาดใน ขณะที่การสร้างเขื่อน ก่อให้เกิดผลกระทบกับพื้นที่บริเวณหนึ่ง เพื่อแลกเปลี่ยนกับน้ำที่จะเก็บไว้ใช้ เพื่อประโยชน์โดยรวมของชาติ กลับมีการพยายามยับยั้งอย่างเด็ดขาดและ จริงจัง ทั้งที่มีการเสนอแผนแก้ไข และพัฒนาสิ่งแวดล้อมไว้ตรงนี้ด้วยแล้ว อย่างนี้ไม่ใช่วิธีการที่จะดูแลธรรมชาติให้คงอยู่ไว้กับประเทศชาติอย่างถูกต้อง


ในการตัดสินใจที่จะก่อสร้างหรือไม่ เป็นอำนาจของ ครม. ซึ่งจะมีผู้เกี่ยวข้อง เป็นคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เสนอความเห็นประกอบการพิจารณา กระทรวงเกษตรฯ เป็นเพียงหน่วยงานที่นำเสนอผลการศึกษาเพื่อให้ ครม. พิจารณาเท่านั้น

--------------------------------------------------------------------------------

12. สาเหตุกรณีที่ผ่านมาราษฎร ที่ได้รับผลกระทบให้ความร่วมมือบ้าง หรือไม่ ?

ราษฎรที่ได้รับผลกระทบหากได้รับค่าชดเชยที่ดินและทรัพย์สินเป็นที่พอใจก็จะให้ความร่วมมือแก่ทางราชการเป็นอย่างดียิ่ง นอกจากนี้ทางกรมชลประทานก็ส่งเสริมให้มีการใช้แรงงานของราษฎรในพื้นที่ในการก่อสร้างและทำนุบำรุงรักษาโครงการ และมีการดูแลเส้นทางคมนาคม สำหรับขนส่งผลผลิตทางด้านการเกษตรได้โดยสะดวกขึ้น

--------------------------------------------------------------------------------

13. ถ้าการสร้างเขื่อนเกิดขึ้น ท่านเตรียมมาตรการช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับผลกระทบโครงการก่อสร้างเขื่อนอย่างไร ?

มาตรการหลักที่กรมชลประทานเสนอในแผนปฎิบัติการลดผลกระทบประกอบด้วย
1. การชดเชยที่ดินและทรัพย์สินให้เป็นที่พอใจ
2. การจัดพื้นที่ทำกินรองรับผู้อพยพให้สามารถมีรายได้ไม่น้อยกว่าเดิม
3. ส่งเสริมอาชีพ
4. เฝ้าระวังรักษาสุขภาพอนามัย

--------------------------------------------------------------------------------

14. ถ้าผลตกลงกันได้ ส่วนของผลตอบแทนที่จะให้ราษฎรรัฐบาลจะจัดสรร
จ่ายให้อย่างไร พร้อมทั้งข้อมูลทั้งหมดจะเปิดเผยอย่างไร ?


ทางรัฐบาลจะจ่ายเงินค่าชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยแยกเป็น

1. เงินทดแทนทรัพย์สิน ได้แก่ ค่าต้นไม้ ค่ารื้อย้ายและค่าทดแทนที่ดิน
2. เงินค่าชดเชยพิเศษแทนการจัดสรรที่ดิน โดยจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ จัดซื้อและกำหนดค่าทดแทนเป็นผู้กำหนดราคา ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวจะมี ผู้แทนของราษฎรรวมอยู่ด้วย

--------------------------------------------------------------------------------

15. สถานการณ์ม๊อบใหญ่ที่จะเกิดขึ้นท่านเตรียมรับสถานการณ์บ้างหรือไม่?

กระทรวงเกษตรฯ ได้รับรายงานความคืบหน้าของการดำเนินการทุก ขั้นตอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทางจังหวัดทราบอยู่ตลอดเวลา โดยเน้นการเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนให้กับราษฎรทุกกลุ่ม เป้าหมายทราบ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้มีการริเริ่มในขั้นตอนการก่อสร้างโครงการ จึงยังไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบใดๆ แก่ราษฎรในพื้นที่ ไม่น่าที่จะเป็นผล ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงใด ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้

--------------------------------------------------------------------------------

16. สุดท้ายนี้ท่านมีข้อชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องเขื่อนหรือไม่ ?

1) เขื่อนแก่งเสือเต้น มีเป้าหมายหลักเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ ลุ่มน้ำยมได้ถึงประมาณ 200,000 ไร่ และยังมีน้ำเหลือให้กับลุ่มน้ำ เจ้าพระยาอีกประมาณ 200,000 ไร่

2) เขื่อนแก่งเสือเต้นยังช่วยในการบรรเทาอุทกภัยที่ อ. เมือง จ. แพร่ ได้เป็นส่วนใหญ่และบรรเทาอุทกภัย จ. สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร ได้อีกด้วย

3) ผลกระทบหลักในเรื่องป่าไม้ที่จะถูกน้ำท่วมประมาณ 25,000 ไร่ ก็ได้มีแผนปลูกป่าทดแทนให้ไม่น้อยกว่า 40,000 ไร่


--------------------------------------------------------------------------------
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 26/03/2005 01:59 PM


�����Դ��繷��: 9



Operation Royal Rain ปฏิบัติการเหนือเมฆ

ภัยแล้ง ถือว่า ...... เป็นปัญหาสำคัญระดับชาติ ที่ต้องได้รับ การแก้ไข และปัญหาภัยแล้งในปี 2548 นี้ มีแนวโน้ม ว่าจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากภาวะฝนแล้งเกิดขึ้นมา ตั้งแต่ปลายปี 2547 มีผลทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนสำคัญลดน้อยลง กว่าปีที่ผ่านมา ดังนั้นผู้ที่ต้องรับบท หนักในการช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์จากภัยแล้งให้ แก่ประชาชนก็คือ รัฐบาล

.................... เว็บไซต์นี้ เป็นของสำนักฝนหลวงและการบินเกษตร รวบรวม ความรู้เกี่ยวกับโครงการพระราชดำริฝนหลวง อาทิ ประวัติฝนหลวง ตำราฝนหลวง ฯลฯ และถ้าอยาก ทราบว่าการทำเมฆอุ่นและเมฆเย็นเป็นอย่างไร สามารถเข้าไปดูได้ที่หัวข้อ เทคโนโลยีฝนหลวง ....................

และภัยแล้งปีนี้ ..... ในหลวงรับสั่งตั้งศูนย์บัญชาการฝนหลวงที่หัวหิน พร้อมขยายฐานจาก 9 เป็น 15 ฐาน ทำฝนหลวงทั่วประเทศ ด้านเกษตรฯ ตั้งวอร์รูมแก้ไขวิกฤติภัยแล้ง เอ็กซเรย์แหล่งน้ำธรรมชาติ และแหล่งกักเก็บน้ำ พร้อมสำรวจพื้นที่แห้งแล้ง กว่า 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ หลังเจ้าหน้าที่รายงานข้อมูลไม่ชัดเจน

.................... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้มีการตั้งศูนย์บัญชาการปฏิบัติการฝนหลวง ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยพระองค์ท่านจะทรงเป็นผู้บัญชาการในการสั่งการเครื่องบินทำฝนเทียมด้วยพระองค์เองทั่วประเทศ ....................

ศูนย์ดังกล่าวจะเป็นศูนย์กลางในการคุมเรดาร์ และตรวจวัดความชื้น ว่า ในแต่ละจุดมีความเหมาะสมจะทำฝนหลวงหรือไม่ จากเดิมที่การทำฝนหลวงจะมีการกระจายต่างคนต่างทำ ทำให้การปฏิบัติการไม่ได้เต็มที่ โดยนับจากนี้การดำเนินการทั้งหมด จะต้องอยู่ภายใต้การสั่งการที่ศูนย์หัวหินเป็นหลัก

.................... แม้ว่าเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา จะมีฝนตกในพื้นที่ ต่างที่ขึ้นไปปฏิบัติการฝนหลวง แต่บางพื้นที่ยังไม่มีฝนตกเลย ส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคอีสาน ในแถบทุ่งกุลาร้องไห้ ได้แก่ จ.ขอนแก่น มหาสารคาม สุรินทร์ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา ส่วนพื้นที่ที่มีฝนตก มีใน 13 พื้นที่ ได้แก่ ... บริเวณภาคเหนือ ... จ.นครสวรรค์ ที่อำเภอตากฟ้า ... จ.ชัยนาท ... จ.ขอนแก่น ที่อำเภอชุมแพ ... จ.ชัยภูมิ อ.คลองสาร ... จ.นครราชสีมา ที่อำเภอปากช่อง ... จ.ประจวบคีรีขันธ์ อำเภอเมืองหัวหิน ... จ.สตูล ที่ อ.เมือง ... จ.ฉะเชิงเทรา ที่อำเภอเมือง ... จ.ชลบุรี ที่อำเภอเมือง ... จ.ระยอง ที่อำเภอเมือง ... จ.จันทบุรี ที่อำเภอห้วยโป่ง และ ... จ.สุราษฎร์ธานี บริเวณรับน้ำเขื่อนรัชประภา มีฝนฟ้าคะนอง ....................

จากการสำรวจปริมาณฝนตกทั่วประเทศเป็นที่น่าพอใจ แต่ก็ต้องปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มเติมทั่วประเทศต่อไป ซึ่งนอกจากจะต้องการฝนเพื่อมาเติมน้ำในเขื่อนเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังจะช่วยในการแก้ไขปัญหาไฟป่าไปในตัวด้วย โดยเฉพาะในเดือน มี.ค. และ เม.ย.นี้ โอกาสที่จะเกิดฝนตกเป็นเรื่องยาก สำหรับเครื่องบินที่ขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงของสำนักฝนหลวงและการบินเกษตร มีทั้งสิ้น 20 ลำ แต่ใช้ได้จริง 15 ลำ ซึ่งจะต้องยืมจากหน่วยงานอื่นเพิ่มเติมอีก 17 ลำ เป็นของกองทัพอากาศ 12 ลำ ที่เหลือเป็นของกองทัพบกและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น ของพสกนิกรชาวไทย
ที่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระปรีชาสามารถด้านฝนหลวงมากที่สุดในโลก ..!!



>>> Operation Royal Rain ปฏิบัติการเหนือเมฆ
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 26/03/2005 03:00 PM


�����Դ��繷��: 10



ฝนของในหลวง

๏ ๏ ๏ อันความกรุณาปราณี
จะมีใครบังคับก็หาไม่
หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ
จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน ... ฯลฯ

บทพระราชนิพนธ์ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 บทนี้ เข้ากันกับสายฝนที่โปรยปรายลงมาดับความแห้งแล้งของพื้นดิน ช่วยบรรเทาความทุกข์ให้กับปวงชนทั่วทั้งประเทศ ด้วยความห่วงใยของในหลวงที่มีต่อพสกนิกรของพระองค์ โดยไม่เลือกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ น้ำพระทัยที่พระองค์ทรงแผ่ไพศาลไปทั่วทุกอนูของผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยแล้งซ้ำซากตามฤดูกาล นาข้าว พืชไร่ พืชสวน ล้มตาย เพราะขาดน้ำหล่อเลี้ยง แม่น้ำลำคลองก็แห้งขอดจนเห็นแต่โคลนตม

ในหลวงของพวกเราคนไทย มิได้ทรงนิ่งเฉย ทรงตรากตรำพระวรกาย ทอดพระเนตรรายงานสภาพดินฟ้าอากาศ และ ข้อมูลต่างๆ ที่ส่งผ่านระบบดาวเทียมจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อทรงวิเคราะห์ ก่อนจะพระราชทานคำแนะนำแก่นักบิน และ เจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติงานฝนหลวงอยู่ทั่วประเทศ โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ส่วนพระองค์จากพระราชวังไกลกังวล ที่หัวหิน

เราได้ฟังรายงานข่าวจากสื่อต่างๆ ว่าในหลวงทรงปฏิบัติเช่นนี้เป็นประจำทุกวันตลอดทั้งปี เพราะทรงห่วงใยพสกนิกรที่ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม ฝากชีวิตและอนาคตไว้กับความเมตตาของฟ้าฝน

ดูจากตำราฝนหลวง และ แผนปฏิบัติการฝนหลวงกู้ภัยแล้ง ที่พระองค์พระราชทานให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง ได้ยึดถือเป็นแนวทางการปฏิบัติมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 ให้ปฏิบัติการฝนหลวงในช่วงฤดูฝนอย่างต่อเนื่อง เพิ่มปริมาณน้ำฝนบริเวณเหนือเขื่อน เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ให้นำเทคนิคซุปเปอร์แซนด์วิชมาประยุกต์ใช้ ในการป้องกันและทำลาย พายุลูกเห็บในฤดูร้อน ที่อาจสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ช่วงนี้ มีฝนตกลงมาเกือบทุกวัน
สร้างความฉ่ำเย็นในหัวใจให้กับพวกเราทั่วหน้า
เมืองไทยเท่จัง นะคะ...............................ทำฝนใช้เองได้ด้วย
แถมยังเผื่อแพร่ให้ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงของเราอีกด้วย :-)


๏ ๏ ๏ เมื่อลมฝน บนฟ้า มาลิ่ว....................ต้นไม้พลิ้ว ลู่กิ่งใบ
เหมือนจะเอน รากคลอน ถอนไป....................แต่เหล่าไม้ ยิ่งกลับงาม
พระพรหมท่าน บันดาล ให้ฝนหลั่ง....................เพื่อประทัง ชีวิตมิทราม
น้ำทิพย์สาด เป็นสาย พรายพลิ้ว ทิวงาม....................ทั่วเขตคาม ชุ่มธารา

๏ ๏ ๏ สาดเป็นสาย พรายพลิ้ว ทิวทุ่ง....................แดดทอรุ้ง อร่ามตา
รุ้งเลื่อมลาย พร่างพราย นภา....................ยามเมื่อฝน มาแต่ไกล
พระพรหมช่วย อำนวยให้ ชื่นฉ่ำ....................เพื่อจะนำดับ ความร้อนใจ
น้ำฝนหลั่งลงมา จากฟ้า แดนไกล....................พืชพรรณไม้ ชื่นยืนยง ... ฯลฯ




    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 26/03/2005 08:26 PM


�����Դ��繷��: 11


ฝนหลวง ช่วยกว่า 7 พันหมู่บ้าน มีน้ำใช้
โดย ... นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2548


.................... ระบุปฏิบัติการฝนหลวงสำเร็จ คลี่คลายภัยแล้งได้หลายจังหวัด เผยประจวบคีรีขันธ์และเพชรบุรี มีฝนตกหนัก เชื่อหนึ่งเดือนหลังจากนี้ไม่น่าเป็นห่วง ฝนหลวง ช่วยหมู่บ้านมีน้ำกินน้ำใช้กว่า 7 พันแห่ง ขณะเดียวกันเริ่มมีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อน กรมชลเสนอสร้างเขื่อนขนาดกลาง 300 เขื่อนรองรับ 25 ลุ่มน้ำ ดันสร้าง แก่งเสือเต้น ชี้รู้ผลประชาพิจารณ์เดือนนี้ ....................

ความคืบหน้าในการทำฝนเทียม จากการออกปฏิบัติการทำฝนเทียมทั้ง 7 ฐานทั่วประเทศ ปรากฏว่า มีฝนตกในพื้นที่ 10 จังหวัด โดยฝนตกหนักที่สุดที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์และเพชรบุรี ซึ่งเป็นเขตลุ่มน้ำปราณบุรี ทำให้มีน้ำฝนตกลงในเขื่อนแก่งกระจาน วัดปริมาณน้ำฝนได้ประมาณ 46 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นปริมาณฝนหนักมาก

ดังนั้นจึงทำให้น้ำในเขื่อนแก่งกระจาน และบริเวณลุ่มน้ำปราณบุรี ไม่มีปัญหาแล้ว นอกจากนี้ ยังมีฝนตกกระจายทั่วไปในพื้นที่ต่างๆ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ แพร่ น่าน อุบลราชธานี นครศรีธรรมราช ตามฐานปฏิบัติการทำฝนหลวงทุกจุด จากนี้ไปจะมีการปฏิบัติต่อเนื่อง ซึ่งจะรายงานรวมส่งไปที่ อ.หัวหิน โดยจะมีการเร่งทำฝนเทียม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เชื่อว่าการทำฝนหลวงจะได้ผลดีขึ้นกว่าเดิม ขณะนี้สถานการณ์ภัยแล้ง ถือว่าดีขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

จากการปฏิบัติการของหน่วยทำฝนหลวงในเดือนมี.ค.นี้

ถือว่าประสบความสำเร็จถ้าแนวโน้มการปฏิบัติการมีการประสานงานกันอย่างที่ทำอยู่ในขณะนี้ ความวิตกกังวลช่วงเดือน เม.ย.นี้ เชื่อว่าน่าจะลดลงได้มาก ซึ่งเขื่อนและอ่างเก็บน้ำทั้งหมด 5-6 แห่งที่เคยวิกฤติ ขณะนี้เหลือเพียง 3 แห่ง ที่ยังมีปัญหา คือ

- เขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี ที่มีปริมาณน้ำติดลบ16 % ไม่สามารถใช้ได้
- อ่างบางพระ จ.ชลบุรี ซึ่งปริมาณน้ำที่จะใช้ได้เป็นศูนย์
- เขื่อนคลองท่าด่าน จ.สมุทรปราการ ที่ยังมีน้ำเหลือพอใช้ได้เพียง 1% ส่วนที่เหลือมีน้ำไม่น้อยกว่า 8 % ซึ่งสามารถใช้ได้ในช่วง 1 เดือนต่อจากนี้

ฝนหลวงช่วยกว่า 7 พันหมู่บ้านมีน้ำกินน้ำใช้

ความคืบหน้าการดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรและพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ว่าขณะนี้พื้นที่ได้รับผลกระทบ 58 จังหวัด ประสบภัยแล้ง 29 ล้านไร่ และพื้นที่ได้รับความเสียหายไปแล้วกว่า 13 ล้านไร่

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีประมาณ 1.4 หมื่นหมู่บ้าน จัดเป็นพื้นที่สีแดงต้องเฝ้าระวัง เพื่อระดมความช่วยเหลือเข้าไปทุกหน่วยได้ตลอดเวลาและทันท่วงที และหลังจากที่ฝนหลวงได้ตกติดต่อกันทำให้หลายพื้นที่และหมู่บ้านที่ขาดน้ำกิน น้ำใช้ ลดลงกว่า 7 พันหมู่บ้าน

ข้อมูลการรายงานในพื้นที่จาก 73,963 หมู่บ้าน แยกเป็นภาคกลาง มีพื้นที่สีแดงที่มีแนวโน้มจะขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค 1,295 หมู่บ้าน พื้นที่สีเหลืองขาดแคลนน้ำด้านปศุสัตว์ และการเกษตร 784 หมู่บ้าน พื้นที่สีเขียว ที่มีแนวโน้มจะขาดแคลนน้ำทำการเกษตร 122 หมู่บ้าน

มีปริมาณน้ำฝนไหลลงอ่างทั้งหมด 17 แห่งจาก 30 แห่งทั่วประเทศ

ซึ่งมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างรวม 14.8 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเขื่อนภูมิพลไหลลงมากที่สุด 4.7 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ 2.6 ล้านลูกบาศก์เมตร ลำแซะ และแก่งกระจาน 7 แสนลูกบาศก์เมตร รัชประภา 1.8 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นต้น ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะปฏิบัติการฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในพื้นที่เมื่อมีความชื้นสัมพัทธ์เหมาะสม

วันที่ 24 มี.ค. 2548 กำหนดงบประมาณการจัดซื้อสารกระตุ้นทำฝนเทียมอย่างเร่งด่วน และเงื่อนไขการพัฒนาบุคลากรของสำนักงานฯ ในเรื่องของนักบิน และนักวิชาการ ที่ยังขาดอยู่มาก เพราะภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวงจะต้องทำตลอด 12 เดือน ซึ่งในเดือนเม.ย.นี้ ต้องระดมกำลังกันอย่างเข้มข้นมากขึ้นในการปฏิบัติการทำฝนหลวง เพราะกรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศว่า จะมีร่องกดอากาศต่ำเข้ามาประเทศไทยก่อนสงกรานต์และจะมีความชื้นมากกว่าเดือนมีนาคม ซึ่งจะต้องระดมกำลังเต็มที่เพื่อเติมน้ำในเขื่อน และพื้นที่เป้าหมาย

เพราะขณะนี้ถึงแม้ฝนจะตกลงมาแต่ภัยแล้งยังไม่พ้นวิกฤติ

หากฝนทิ้งช่วงไปถึงเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตามจะไม่มีหมู่บ้านขาดน้ำกินน้ำใช้เด็ดขาด เพราะต่อไปนี้ความชื้นในอากาศจะมากขึ้นกว่าเดือนมีนาคมจะสามารถทำฝนหลวงได้ตลอดและมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย

กล่าวถึงแผนการบริหารจัดการ 25 ลุ่มน้ำว่า ขณะนี้กรมชลประทานกำลังทบทวนแผนอีกครั้ง เพราะแผนทั้งหมดต้องเสร็จสิ้นภายในเดือนนี้ เพื่อเตรียมภาชนะไว้รองรับน้ำให้เพียงพอในฤดูฝน โดยกรมชลฯ จะเสนอให้สร้างเขื่อนขนาดกลาง 300 เขื่อน เพื่อเชื่อมและรองรับน้ำจาก 25 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ

สำหรับเขื่อนขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนแก่งเสือเต้น เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปทำความเข้าใจกับผู้นำท้องถิ่นและเกษตรกร ที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยแล้งครั้งนี้ พร้อมกับทำประชาพิจารณ์ จะแล้วเสร็จภายในเดือนนี้ หากชาวบ้านไม่คัดค้าน ก็จะเสนอ ครม.เพื่อทำการก่อสร้าง เพราะได้ทำแผนสิ่งแวดล้อมไว้แล้ว

การเบิกจ่ายงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกร ปีที่ผ่านมาล่าช้า

เพราะกระทรวงเกษตรฯ มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีบ่อยครั้ง เมื่อเสนอเรื่องก็ถูกสั่งให้ตรวจสอบข้อมูลใหม่ทุกครั้ง จึงทำให้การเบิกจ่ายเงินต้องล่าช้า ซึ่งในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เป็นช่วงมีการเลือกตั้ง เกรงว่าหากมีการเบิกจ่ายเงินให้เกษตรกรช่วงนั้น อาจถูกมองว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อเสียง

งบประมาณขอความช่วยเหลือภัยธรรมชาติ แยกเป็นดังนี้ กรมประมง ค้างเบิกจ่ายจำนวนกว่า 60 ล้านบาท กรมปศุสัตว์ ค้างจ่ายกว่า 2 ล้านบาท ส่วนของกรมมียอดรวมกว่า 3 พันล้านบาท และยอดเงินชดเชยภัยธรรมชาตินั้น แยกเป็นเกิดจากภัยแล้ง 6 จังหวัด จำนวนกว่า 60 ล้านบาท และฝนทิ้งช่วงต่อเนื่องเป็นภัยแล้ง 27 จังหวัดอีกกว่า 2 พันล้านบาท


---------------------------------------------------------
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 27/03/2005 08:32 PM


�����Դ��繷��: 12


quote:
.................... โครงการฝนหลวง จะช่วยให้นำน้ำสู้ชาวประชาและนาไร่ อย่างนี้ คิดว่าพัฒนาให้ดีขึ้น แล้วใช้ประจำยามแล้งฝน จะไม่ดีกว่าหรือ จากนั้นก็ปรับปรุงเขื่อนที่มีอยู่แล้ว ให้ดีขึ้นและสามารถกักน้ำได้มากขึ้น และพัฒนาใช้เท็คโนฯและพัฒนาหาทางกลั่น .. แปลงน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืด เพื่อกระจายใช้ และจะได้ไม่ต้องสร้างเขื่อนเพิ่มเติม ดีไหมครับ? ....................

โดย : คำเขียน คำมี เมื่อ : 28/03/2005 05:07 AM


สวัสดีคะ .....

แรกๆ น้ำตาลก็คิดอย่างที่ คุณคำเขียน คำมี โพสไว้ เพราะคนในประเทศจะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันอยู่เรื่อยๆ เพียงแค่แนวทางและเหตุผลที่ต่างกัน ซ้ำไปซ้ำมาทุกๆ ปี หรือ ทุกๆ ครั้งที่ถึงหน้าแล้ง หรือ ถึงหน้าที่มีน้ำมากๆ ผลกระทบส่วนใหญ่ก็ตกอยู่ที่ พื้นที่สวน ไร่ นา เหมือนเดิม แล้วที่สุดก็ยังหาข้อสรุปและทางออกไม่ได้ซักที

แต่แนวทางเหล่านี้ ..........
- ทำอย่างไร พี่น้องประชาชนของชุมชนนั้นๆ จะตื่นตัวเก็บสำรองน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งให้พอเพียง..?
- ทำอย่างไร ที่จะให้พวกเราในชุมชนนั้นๆ ได้มีทุนขุดสระน้ำไว้ใช้..?
- ทำอย่างไร ทุกหมู่บ้านจะมีแหล่งเก็บสำรองน้ำในชุมชน..?
- ทำอย่างไร ทุกลุ่มน้ำจะพอมีเขื่อนเก็บกักน้ำไว้สำรองใช้สำหรับประเทศในภาพรวมได้..?

แนวทางเหล่านี้ เป็นภาพโดยรวมของการบริหารจัดการน้ำต้นทุนตามแนวทางพระราชดำริ ที่ในหลวงท่านทรงย้ำมานานหลายสิบปีแล้ว และ ถ้าบ้านเมืองเรามีแค่ปัญหาภัยแล้งอย่างเดียว แนวคิดอย่างที่ คุณคำเขียน คำมี โพสไว้ ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง

.................... แต่ที่สำคัญ บ้านเมืองของเรา มีน้ำท่วมด้วย ถึงเวลาน้ำมามากๆ เราก็ไม่มีที่เก็บกักน้ำ แถมยังระบายลงทะเล ก็ไม่ทันอีกด้วย ผลที่ปรากฎให้พวกเราเห็นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก็คือ น้ำท่วม สวน ไร่ นา บ้านเรือน ทำให้เศรษฐกิจของประเทศต้องเสียหายทุกๆ ปี แล้วรัฐฯ ก็ต้องหาเงินมาอุดหนุนช่วยเหลือกันไปตลอด วนเวียนอยู่แบบนี้ ไม่มีฤดูไหนที่จะทำให้ชาวบ้านภาคการเกษตรมีความสุขได้จริงๆ สักปี ....................

การมีระบบการบริหารจัดการน้ำต้นทุน
ที่เก็บสำรองน้ำอย่างครบวงจรได้จริงๆ ก็น่าจะมีผลไปถึงการแก้ปัญหานํ้าท่วมได้ด้วย

น้ำตาลจึงตั้งคำถามไว้ข้างบนไงคะ ว่าเคยสงสัยมั้ยคะ .....
ว่าทำไมประเทศใหญ่ๆ เค้าไม่ค่อยมีใครประท้วงเวลามีโครงการทำเขื่อนใหญ่ๆ..?

แต่ยังไม่มีผู้ใดมาให้คำตอบ
แต่น้ำตาลก็มีคำตอบและความคิดเห็นของตัวเองอยู่บ้าง

การพัฒนาประเทศนั้น น่าจะมี ทั้งได้ ทั้งเสีย การพัฒนาจะต้องทำให้เกิดคุณค่าอย่างใหม่ๆ และ คุณค่าอย่างใหม่ที่จะเกิดขึ้นนั้น เราอาจจะต้องเสียสละคุณค่าอย่างเก่าบางอย่างไป จะมากหรือน้อย ก็คงแล้วแต่ความจำเป็น จะให้ทุกอย่างคงเหลือบริบูรณ์พร้อมกับการงอกเงยนั้น คงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

หน่วยงานและองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ควรทำการสำรวจให้ถึงที่สุดของเหตุและผล ทั้งทางฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้าน ว่าผลได้และผลเสียต่างกันอย่างไร มิใช่ปล่อยไปเรื่อยเปลื่อตามแต่ธรรมชาติจะบันดาลให้เป็นไป ได้ทุกๆ ปีอย่างนั้น

ถ้าสรุปแล้วว่า ..........
สามารถทำให้ประชาชนทั่วๆ ไป หายจากอาการ แล้ง หรือ น้ำท่วม ซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ได้มากกว่าที่จะเสียประโยชน์ไป และ มีการเจรจาผลต่างตอบแทนให้สมเหตุผล ก็น่าจะหาข้อยุติในการดำเนินงานใดๆ ได้บ้าง..!!




    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 28/03/2005 08:56 AM


�����Դ��繷��: 13


สงครามชิงแม่น้ำโขง
โดย ..... เปลวสีเงิน นสพ.ไทยโพสต์ วันที่ 24-25 มีนาคม 2548
บทความของ ..... นายประดิษฐ์ พีระมาน จากวารสาร สมก.สัมพันธ์ ม.เกษตรศาสตร์


.................... มีผู้ถ่ายเอกสารบทความเรื่อง สงครามชิงแม่น้ำโขง มาให้ผม ซึ่งเป็นข้อเขียนของ นายประดิษฐ์ พีระมาน (KU 23) จากวารสาร สมก.สัมพันธ์ ของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งท่านผู้ส่งมาบอกว่าเวลานี้..แม่น้ำโขงแห้งลงอย่างน่าตกใจ ต่อไปนี้เป็นข้อเขียนของ คุณประดิษฐ์ ทั้งหมดนะครับ ....................

สงครามที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบัน จะมีเป้าหมายสูงสุด คือการแย่งชิงทรัพยากรเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้แก่ประชาชนและประเทศชาติของตน ทรัพยากรสำคัญที่แย่งชิงกัน ได้แก่ ผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ บ่อน้ำมัน เหมืองแร่ ทะเลสาบ และ แม่น้ำ

แม่น้ำ เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด เพราะ สร้างอาหาร การประมง การคมนาคม และเป็นพรมแดนกีดขวางข้าศึก ในปัจจุบันแม่น้ำยิ่งทวีความสำคัญ เพราะเมื่อมีการสร้างเขื่อนหรือฝายก็สามารถสร้างพลังงานได้มหาศาล และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ น้ำที่ได้จากการชลประทานสามารถจะนำไปใช้พัฒนาการเกษตรและพลิกฟื้น ดินกรด ดินเกลือ ให้สามารถเพาะปลูกได้

.................... ดินเค็มหรือดินเกลือนี้ถ้าเกิดเพียงเล็กน้อยก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่ถ้าเกิดเป็นบริเวณกว้าง เพราะปัญหาขาดน้ำติดต่อกันหลายๆ ปี จะทำให้การเกษตรล่มสลาย เกิดภาวะทุพภิกขภัยอดอยาก จนในที่สุดจะทำให้พลเมืองอพยพย้ายถิ่นหนีตายไปอยู่ที่อื่น ดังเช่น การเกิดดินเค็ม หรือดินเกลือระบาดถึง 18 ล้านไร่ในภาคอีสาน ทำให้คนอีสานต้องอพยพทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดไปทำมาหากินในถิ่นต่างๆ ถ้าหากผืนดินอุดมสมบูรณ์มีน้ำชลประทานแล้ว ปัญหาดินเค็มและการล่มสลายทางภาคเกษตรกรรมจะไม่เกิดขึ้น คนอีสานก็ไม่อพยพดังเช่นปัจจุบัน ปัญหาการขาดน้ำจนทำให้เกิดดินเค็มได้ทำให้เมืองล่มสลายมานับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นจำนวนมาก ....................

แม่น้ำโขง-ทรัพยากรมหาศาล แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่ใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก มีความยาว 4,160 กิโลเมตร มีปริมาณน้ำถึง 475,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ประมาณ 2 เท่าของน้ำจืดของประเทศไทย แม่น้ำโขงมีต้นกำเนิดจากทิเบต ไหลผ่าน 6 ประเทศ คือ จีน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม แต่ละประเทศก็จะมีน้ำจากลำน้ำสาขาไหลลงสมทบกับลำน้ำโขง

จีน .......... 76,000 ล้านลูกบาศก์เมตร 16 เปอร์เซ็นต์
พม่า .......... 9,500 ล้านลูกบาศก์เมตร 2 เปอร์เซ็นต์
ไทย .......... 57,000 ล้านลูกบาศก์เมตร 12 เปอร์เซ็นต์
ลาว .......... 194,750 ล้านลูกบาศก์เมตร 41 เปอร์เซ็นต์
กัมพูชา .......... 85,500 ล้านลูกบาศก์เมตร 18 เปอร์เซ็นต์
เวียดนาม .......... 52,250 ล้านลูกบาศก์เมตร 11 เปอร์เซ็นต์
รวม .......... 475,000 ล้านลูกบาศก์เมตร 100 เปอร์เซ็นต์

ประเทศไทยมีน้ำจืด รวมทั้งสิ้นประมาณ 200,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นน้ำจืดที่ได้มาจากฝนทั้งสิ้น ครึ่งหนึ่งของน้ำจืดของประเทศไทยอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 110,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และครึ่งหนึ่งของน้ำจำนวนนี้คือ 57,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ได้ไหลลงสู่แม่น้ำโขงไปสู่ประเทศท้ายน้ำ ประเทศท้ายน้ำจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากทรัพยากรน้ำทั้งหมดของแม่น้ำโขง พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของเวียดนามจัดเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด เพราะมีน้ำและดินตะกอนจากแม่น้ำโขงไหลมาทับถมทุกปี เวียดนามจึงพยายามรักษาความอุดมสมบูรณ์นี้เอาไว้อย่างสุดความสามารถ หากปีใดเกิดสภาวะแล้งปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงลดลง พื้นที่ปากแม่น้ำโขงจะประสบสภาวะน้ำเค็มหนุน ทำให้เกิดสภาวะดินเค็ม และเกิดน้ำเค็มเข้าแทรกใต้ดินได้ จะก่อให้เกิดหายนะต่อการเกษตรและนิเวศวิทยาอย่างรุนแรง ดังนั้น เวียดนามจึงทำทุกอย่างเพื่อปกป้องน้ำจากแม่น้ำโขงมากที่สุด

ประเทศภาคีแม่น้ำโขง ในปี พ.ศ. 2500 ได้มีการจัดตั้งสำนักเลขาธิการกลางแม่น้ำโขง เพื่อสำรวจและพัฒนาแม่น้ำโขง โดยมีคณะกรรมการจาก 4 ชาติ คือ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม กฎระเบียบที่น่าตกใจของคณะกรรมการแม่น้ำโขงก็คือ

ถ้าใครจะใช้น้ำจากแม่น้ำโขงจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก 4 ประเทศก่อน

ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงไม่สามารถจะสูบน้ำจากแม่น้ำโขงมาใช้เลย เพราะมติในที่ประชุมจะเป็น 1 ต่อ 3 ทุกครั้งไป ประเทศไทยตกอยู่ในสภาพหัวเดียวกระเทียมลีบ เวียดนาม ลาว กัมพูชา ต่างก็เคยเป็นประเทศในอาณานิคมของฝรั่งเศสร่วมกัน อีกทั้งเวียดนามมีสถานะทางการเมืองเหนือกว่าลาวและกัมพูชา ทั้งๆ ที่ลาวมีความใกล้ชิดกับไทยมากกว่าก็ตาม

หลังจากทนเสียเปรียบอยู่นานถึง 35 ปี
ในปี พ.ศ. 2535 ประเทศไทยได้ขอแก้ไขกฎระเบียบการใช้น้ำจากแม่น้ำโขง คือ ..........

จากเดิม ต้องได้รับความเห็นชอบจาก 4 ประเทศ
แก้ไขมาเป็น แจ้งให้ประเทศสมาชิกภาคีทราบ

กฎระเบียบเพื่อบังคับประเทศไทยโดยเฉพาะ

ถึงแม้ประเทศไทยจะขอแก้ไขกฎระเบียบการใช้น้ำจาก ขออนุญาต มาเป็น แจ้งให้ทราบ ก็ตาม แต่กฎระเบียบการใช้น้ำจากแม่น้ำโขงยังครอบคลุมและบังคับประเทศไทย และ ลาว อย่างแน่นหนา

กฎระเบียบการใช้น้ำจากแม่น้ำโขง สามารถจะสรุปได้ดังนี้

1 ..... ประเทศสมาชิกตกลงที่จะรักษาระดับการไหลของแม่น้ำโขงในฤดูแล้งและฤดูน้ำตามที่ตกลงกัน

2 ..... ประเทศสมาชิกต้อง หลีกเลี่ยง ลด และบรรเทาผลกระทบที่เป็นอันตรายจากแผนพัฒนาการใช้น้ำหรือการปล่อยน้ำเสีย

3 ..... ห้ามผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ

4 ..... ข้อตกลงน้ำครอบคลุมถึงลำน้ำสาขาของไทยที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงด้วย

5 ..... การใช้น้ำในข้อ 3 จากแม่น้ำโขงในฤดูฝนจะต้องแจ้งและปรึกษาหารือกับคณะกรรมการ

6 ..... การใช้น้ำจากแม่น้ำโขงในฤดูแล้งจะต้องปรึกษาหารือและจะต้องมีการตกลงโดยคณะกรรมการร่วม และจะต้องทำข้อตกลงโดยเฉพาะขึ้น โดยเฉพาะในกรณีผันน้ำออกนอกลุ่มแม่น้ำโขง

7 ..... ประเทศภาคที่อยู่ทางต้นน้ำ (ไทยและลาว) จะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศอื่นทางท้ายน้ำ (กัมพูชาและเวียดนาม) ตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ

8 ..... มีการกำหนดปริมาณน้ำต่ำสุดในฤดูแล้งและปริมาณน้ำไหลย้อนกลับเข้าไปในทะเลสาบของเขมรในฤดูฝนและป้องกันการปล่อยน้ำมากในแต่ละวัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่กัมพูชาและเวียดนามที่ตั้งอยู่ท้ายน้ำ

9 ..... ประเทศไทยสามารถจะถอนตัวจากการเป็นสมาชิกได้ โดยการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี

10 ..... โครงการสร้างเขื่อนผามองไม่มีความก้าวหน้า ในขณะที่โครงการผันน้ำโขง ชี มูล และโครงการผันน้ำ กก อิง น่าน ที่จะสกัดกั้นน้ำในประเทศไหลลงสู่แม่น้ำในประเทศไทยลงสู่แม่น้ำโขงเพื่อจะผันน้ำกลับสู่ประเทศทางเขื่อนสิริกิติ์ ภาคอีสาน และเจ้าพระยาตอนล่าง เป็นความฝันของประเทศไทยที่จะนำน้ำมาพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะทางภาคอีสาน และเพื่อการแก้ไขปัญหาดินเค็ม 18 ล้านไร่ และกำลังระบาดแพร่กระจายออกไปอีกนับแสนไร่ต่อปี ได้ถูกต่อต้านจากองค์กรพัฒนาเอกชนของประเทศไทย 33 องค์กร เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2538 โดยเน้นประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม และผลประโยชน์ของประเทศกัมพูชา และเวียดนาม

ไม่ทราบว่าประเทศไทยจะทนสูญเสียเช่นนี้ไปเพื่ออะไร..?

.................... ควรจะลาออกจากภาคแม่น้ำโขง แล้วไปร่วมมือกับประเทศจีนและประเทศพม่า หรือร่วมมือกับลาว จัดตั้งกลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลางขึ้น ลาวเองทุกวันนี้ก็ไม่ค่อยสบายใจกับกฎระเบียบที่บังคับให้เอาทรัพยากรภายในประเทศของตนไปเกื้อหนุนผลประโยชน์ของประเทศท้ายน้ำทั้งหมด ลาวมีโครงการพัฒนาลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงคือเขื่อนเซกามาน และเขื่อนน้ำเทิน เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ การชลประทาน และการท่องเที่ยว ....................

ครับ...ผมมั่นใจว่า บทความของคุณประดิษฐ์ พีระมาน ที่ผู้อ่านคัดลอกส่งมาให้จากลำปางชิ้นนี้ มีคุณค่าสูงกว่า เรื่องกากขยะในการประชุมสภานัดแถลงนโยบายของรัฐบาลเมื่อวานนี้ และผมเชื่อว่าคนไทยอีกหลายสิบล้าน รวมทั้งผมด้วย ยังโง่ ยังไม่ประสา ในเรื่องไทยกับตื้นลึกหนาบางในความเป็นแม่น้ำโขง อ่านบทความชิ้นนี้แล้วมั่นใจว่าจะสว่างกันขึ้นมาก

--------------------

สงครามชิงแม่น้ำโขง อันเป็นบทความของ คุณประดิษฐ์ พีระมาน ที่ผมนำตีพิมพ์เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ไม่ทราบว่าได้อ่านกันหรือเปล่า ด้วยภาวะแล้งน้ำขณะนี้ ถ้าไม่ได้อ่านจะน่าเสียดายมาก วันที่ 25 มีนาคม ผมจะนำตอนที่เหลือลงต่อให้จบ

และก็ต้องขออนุญาต คุณประดิษฐ์ ไว้ตรงนี้ด้วย
เพราะถือวิสาสะคัดลอกมาตีพิมพ์ ด้วยเล็งเห็นประโยชน์ที่สังคมชาติจะได้รับร่วมกัน

สงครามปกป้องแม่น้ำโขงของประเทศไทย

ประเทศไทยทำสงครามปกป้องแม่น้ำโขงมา 100 ปี แต่พ่ายแพ้โดยตลอด

พ.ศ.2436 หรือ ร.ศ.112 ฝรั่งเศสใช้กำลังทหารยึดพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงและแม่น้ำโขงตอนกลางทั้งสาย โดยเข้ายึดหัวเมืองต่างๆ ดังนี้

1 ..... แคว้นสิบสองจุไทย และเมืองเดียนเบียนฟู

2 ..... หลวงพระบางและแคว้นจำปาศักดิ์

3 ..... ยึดเมืองไชยะบุรี ซึ่งป็นพื้นที่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขง

4 ..... ยึดเสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ ซึ่งเป็นเขตต้นน้ำของทะเลสาบเขมรที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง

ฝรั่งเศสได้ยึดพื้นที่จากประเทศไทย ไปมากกว่า 450,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีแม่น้ำโขงอยู่ด้วย ระยะทางยาวประมาณ 800 กิโลเมตร หรือ พื้นที่ประเทศไทยปัจจุบันเหลืออยู่ 513,000 ตารางกิโลเมตร และฝรั่งเศสได้จำกัดสิทธิของประเทศไทยว่ามีแต่ริมตลิ่งแม่น้ำโขง เพื่อไม่ให้ประเทศไทยสามารถใช้น้ำจากแม่น้ำโขงได้

พ.ศ.2483 เมื่อเกิดสงครามอินโดจีน ประเทศไทยในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ใช้ทหารบุกยึดดินแดนที่เป็นฝั่งขวาของแม่น้ำโขงกลับคืน และยึดถึงเชียงตุงซึ่งเป็นพวกคนไทยใหญ่ ไทยดำ อยู่อาศัยกัน นอกจากนี้ยังบุกยึดเอาเมืองปอยเปต เสียมราฐ และศรีโสภณกลับคืน

พ.ศ.2484 วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ฝรั่งเศสในฐานะประเทศแพ้สงคราม ได้ยอมยกดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง แคว้นนครจำปาศักดิ์ และพระตะบอง คืนให้ไทย

พ.ศ.2489 ประเทศญี่ปุ่นแพ้สงคราม ฝรั่งเศสและอังกฤษขู่จะยึดประเทศไทยเป็นอาณานิคม ทำให้ประเทศไทยต้องคืนดินแดนที่ได้ทั้งหมดแถมยังต้องชดใช้ค่าปฏิมากรรมสงครามอีก

พ.ศ.2500 อีคาเฟ่ นำโดยฝรั่งเศสได้จัดตั้งคณะกรรมการแม่น้ำโขง 4 ชาติ เพื่อควบคุมประเทศไทยไม่ให้ใช้น้ำจากแม่น้ำโขง

พ.ศ.2510 วิศวกรชาวฝรั่งเศสได้แก้แบบเขื่อนปากมูล โดยการลดขนาดลงให้เหลือเพียงฝายเท่านั้น สามารถกักเก็บน้ำได้เพียงเท่ากับริมตลิ่งแม่น้ำมูลเท่านั้น และให้ถอยจากปากแม่น้ำมูลไปจากแก่งตะนะอีก 5.5 กิโลเมตร

พ.ศ.2516 โครงการเขื่อนผามองถูกนำเสนอ โครงการผามองนี้จะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 4,800 เมกะวัตต์ และสามารถทำการชลประทานในฤดูแล้งได้น้ำนับหมื่นล้านลูกบาศก์เมตร โดยที่ไทยได้ 3,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ลาวได้ 7,000 ล้านลูกบาศก์เมตร กัมพูชาและเวียดนามได้ 10,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

พ.ศ.2535 ประเทศไทยขอแก้กฎระเบียบ
การใช้น้ำจากแม่น้ำโขง จาก ต้องขออนุญาต มาเป็น แจ้งให้ทราบ คือ

จากเดิม ต้องได้รับความเห็นชอบจาก 4 ประเทศ
แก้ไขมาเป็น แจ้งให้ประเทศสมาชิกภาคีทราบ

พ.ศ.2538 วันที่ 4 เมษายน 2538 องค์กรนอกราชการได้ต่อต้านโครงการชลประทานของลำน้ำสาขาแม่น้ำโขง คือ โครงการ กก อิง น่าน โครงการ โขง ชี มูล โครงการลำน้ำสงคราม ฯลฯ โครงการพัฒนาลำน้ำสาขานี้เป็นการพัฒนาภายในประเทศไทย

พ.ศ.2544 สมัชชาคนจน และองค์กรนอกราชการ ได้เดินขบวนยกกำลังไปบังคับให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เปิดประตูน้ำเขื่อนปากมูล เพื่อปล่อยให้น้ำไหลลงสู่แม่น้ำโขง การที่ม็อบใช้กำลังเข้าจัดการเปิดเขื่อนปากมูลก็เพราะ เขื่อนปากมูลได้สร้างคุณประโยชน์อเนกอนันต์ต่อเกษตรกรและชาวบ้านริมแม่น้ำมากขึ้นทุกที หากปล่อยให้ปิดประตูเขื่อนนานไป ข้อเท็จจริงของคุณประโยชน์ก็ยิ่งจะปรากฏชัดเจนมากขึ้น

พ.ศ.2545 วันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 คณะรัฐมนตรีในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้สั่งให้ปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล 8 เดือน และเปิด 4 เดือน ซึ่งความจริงแล้วการปิดหรือเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลนั้น จะต้องดูสภาวะและระดับน้ำของแม่น้ำเป็นสำคัญ ไม่ใช่กำหนดระยะเวลาตายตัว

ศึกสงครามป้องกันลำน้ำโขงนี้ ประเทศไทยพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงจนเสียผืนแผ่นดินมหาศาลและแม่น้ำโขง อีกทั้งถูกบังคับไม่ให้ใช้น้ำจากแม่น้ำโขงแล้วก็ตาม สงครามก็ยังกำเริบลุกลามเข้ามาภายในประเทศ บังคับคนไทยในปัจจุบันนี้ไม่ให้ใช้น้ำที่เกิดขึ้นภายในประเทศของตน ต้องปล่อยให้น้ำไหลลงสู่แม่น้ำโขงตามความต้องการของต่างชาติ

คนไทยเคยตั้งข้อสังเกตไหมว่า ทุกๆ ลำน้ำสาขาที่นำน้ำจากประเทศไทยไหลลงสู่แม่น้ำโขงจะมีกลุ่มม็อบปักหลักต่อต้านอย่างถาวร เพื่อยับยั้งการสร้างฝายหรือเขื่อนลำน้ำสาขา ดังเช่น แม่น้ำกก แม่น้ำอิง แม่น้ำน่าน แม่น้ำสงคราม แม่น้ำชี แม่น้ำมูล ฯลฯ จะถูกต่อต้านไม่ให้สร้างเขื่อน ส่วนเขื่อนหรือฝายที่สร้างเสร็จแล้ว ดังเช่น ฝายราษีไศล เขื่อนปากมูล เขื่อนสิรินธร เขื่อนลำคันฉู เขื่อนหัวระย้า เขื่อนลำโดมใหญ่ อ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร ฯลฯ ก็ยังถูกบังคับให้ปล่อยน้ำทิ้ง หรือทุบเขื่อนทิ้ง เพื่อไม่ให้คนไทยได้ใช้น้ำ ต้องปล่อยน้ำไหลลงแม่น้ำโขงไป

สงครามเพิ่งเริ่มต้น
การตัดสินใจปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลเพื่อกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ของรัฐบาลไทย
เป็นการพลิกสถานการณ์ของยุทธการแย่งชิงทรัพยากรน้ำกลับคืนสู่แผ่นดินบ้านเกิด


การทำงานของพวกม็อบทั้งหลาย จึงได้ทวีความรุนแรงและเข้มข้น เพราะเขื่อนปากมูลเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของสงครามชิงน้ำแม่น้ำโขง โดยเฉพาะเมื่อจีนสร้างเขื่อนล้านช้างที่ต้นแม่น้ำโขง ประเทศท้ายน้ำทำอะไรกับประเทศจีนไม่ได้ เพราะจีนไม่ได้เป็นสมาชิกภาคีแม่น้ำโขง และจีนไม่เคยยอมอ่อนข้อให้กับม็อบต่างชาติ ดังนั้น ประเทศท้ายน้ำจึงต้องต่อต้านประเทศไทยอย่างสุดความสามารถ ในขณะที่ พม่า ลาว และกัมพูชา ต่างก็ต้องการพัฒนาลำน้ำสาขาภายในประเทศของตน กำลังจับตาดูสถานการณ์ของสงครามนี้ ประเทศท้ายน้ำจึงยอมไม่ได้เพราะจะเป็นหายนะร้ายแรงของชาติ

.................... ประเทศไทยสูญเสียและพ่ายแพ้ศึกชิงแม่น้ำโขงมาโดยตลอด 100 ปี และยังพ่ายแพ้แม้ศึกป้องกันน้ำต้นทุนภายในประเทศ การบริหารเขื่อนปากมูลจะต้องอะลุ่มอล่วยกับนโยบายต่างชาติ ด้วยการปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลเป็นเวลา 4 เดือน และเปิดเป็นเวลา 8 เดือน เพื่อลดการกดดันของพวกม็อบ ....................

เหยื่อกุศโลบายหรือม็อบรับจ้าง จากการที่คนทุกคนรักสิ่งแวดล้อม ทำให้เป็นจุดที่จะถูกม็อบใช้โน้มน้าว และหลอกใช้เป็นเครื่องมือ บทความต่างๆ ที่บิดเบือนความจริงเกี่ยวกับผลได้ผลเสียการพัฒนาแหล่งน้ำ จะถูกนำมาเสนออย่างซ้ำซาก ข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเหล่านี้ จะถูกถ่ายทอดเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะการสร้างฝายหรือเขื่อนของลำน้ำสาขาแม่น้ำโขง จะถูกต่อต้านทุกรูปแบบอย่างเหนียวแน่นที่สุด

พวกม็อบและสมัชชาคนจนเหล่านี้
- จะทำการต่อต้านอย่างรุนแรงและต่อเนื่องอย่างไม่ฟังเหตุผล ผิดวิสัยคนไทยมาก..?
- นอกจากนี้การดำเนินงานเช่นนี้จะทำได้ จะต้องใช้ทุนมหาศาล แหล่งเงินทุนมาจากไหน..?
- และ เพื่อผลประโยชน์อะไร..?


quote:
.................... คนไทยที่ร่วมมือต่อต้านการสร้างเขื่อน ขอให้รู้ด้วยว่า การต่อต้านการสร้างเขื่อนของลำนำสาขาแม่น้ำโขง เปรียบเสมือนการร่วมมือกับต่างชาติปล้นทรัพยากรของชาติไปให้ต่างชาติ และยังเป็นการทำร้ายเกษตรกรไทยโดยตรง ข้อมูลเท็จที่พวกม็อบนำมาแสดงนั้น ไม่กล้าจะเอาไปนำเสนอในการประชุมวิชาการของหน่วยงานหรือสถาบันต่างๆ คนที่ไม่รู้แล้วต่อต้านก็คือเหยื่อของกุศโลบายต่างชาติ คนที่รู้แล้วยังทำอยู่ ก็น่าจะเป็นพวกหนอนบ่อนไส้ที่รับนโยบายต่างชาติมาทำลายคนไทย และประเทศไทย..!!

ก่อนที่ท่านจะต่อต้านโครงการอะไรก็ตาม ขอให้ศึกษาข้อมูลโครงการพัฒนานั้นๆ ว่าถ้าประเทศไทยสามารถพัฒนาโครงการดังกล่าวสำเร็จ ประเทศไทยจะได้อะไร และประเทศใดได้รับประโยชน์บ้าง ท่านก็จะไม่ถูกหลอกใช้ให้ทำร้ายเกษตรกรและประเทศชาติ

กรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ควรทำการประชาสัมพันธ์ร่วมกับหน่วยงานทางวิชาการ เช่น มหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาที่มีผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่ใช่ไปให้ทุนให้พวกม็อบเลือกนักวิชาการที่เป็นพวกของตน ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้มาทำการทดลองวิจัยแบบบิดเบือนเพื่อเอาไว้ต่อต้าน

ร่วมพัฒนาแม่น้ำโขงเพื่อทุกประเทศ การที่ประเทศท้ายน้ำได้ใช้น้ำของประเทศต้นน้ำฟรีมานับร้อยปี จนลืมตัวคิดว่าตนเองเป็นผู้ครองสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว มิได้พิจารณาข้อเท็จจริงว่า สักวันหนึ่งเมื่อประชากรในประเทศเขาเพิ่มขึ้นเขาก็ต้องใช้น้ำของเขาตามสิทธิ์ของเขา

การลืมสัจธรรมข้อนี้ ทำให้ประเทศท้ายน้ำมุ่งใช้วิธีสกัดและยับยั้งการพัฒนาแหล่งน้ำของประเทศต้นน้ำ แทนที่จะหันมาใช้วิธีการประหยัดการใช้น้ำ และพัฒนาเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำในประเทศของตนให้มีน้ำใช้อย่างพอเพียง

quote:
.................... มีข้อเท็จจริงที่น่าระมัดระวังอย่างยิ่ง สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา หรือ ด้อยพัฒนา ก็คือ ประเทศมหาอำนาจที่พัฒนาแล้ว ไม่ต้องการให้ประเทศเหล่านี้เป็นอิสระทางพลังงาน และไม่ต้องการให้สามารถจะพัฒนาชาติให้เจริญขึ้นมาได้ จึงอาจใช้กุศโลบายเสี้ยมเขาควายให้ชนกันเอง ด้วยการหลอกให้ทะเลาะกัน และแตกแยกกัน จนประเทศพัฒนาเหล่านี้อ่อนแอตกเป็นเหยื่อสงครามเศรษฐกิจตลอดไป ....................

.................... ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศทั้ง 6 ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง หันมาจับมือกันอนุรักษ์ และพัฒนาแม่น้ำสาขาและแม่น้ำโขง แล้วแบ่งปันผลประโยชน์แม่น้ำโขง จะสร้างผลประโยชน์ที่ยั่งยืนและยิ่งใหญ่มหาศาลให้แก่ทุกประเทศอย่างเหลือเฟือ ทั้งพลังงานน้ำ การชลประทาน การคมนาคม การท่องเที่ยว น้ำอุปโภคบริโภคและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ...!!




---------------------------------------------------------
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ
>>> ภาพประกอบภัยแล้งหลายๆ ภาพ มาจากเว็บไซต์รักบ้านเกิด..ขอบคุณมากๆ นะคะ :-)

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 28/03/2005 05:02 PM


�����Դ��繷��: 14


ส่วนหนึ่งของทีมปฏิบัติการ Rainmaker
จากซ้าย ผู้ฝูงสุธรรม ปันโนปกรณ์ .. กัปตันไพโรจน์ กาญจนไพร
.......................กัปตันวิโรจน์ ราษฏร์เจริญ และเสถียร แสนสิงห์

ในหลวงทรงชมเชยทีมฝนเหลวงปลื้มปิติ

.................... เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการฝนหลวงหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งในหลวงทรงวิทยุส่วนพระองค์ชมเชยว่าทำงานได้ดีมาก นอกจากนี้ยังทรงให้คำแนะนำแก่นักบิน และผู้ผสมสารฝนหลวงตลอดเวลาว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรไม่ให้เกิดอันตราย .. รมว.เกษตรฯ ให้เพิ่มคนทุกฐานบินที่ยังขาดเพราะต้องทำฝนเทียมตลอดปี ส่วนลาวเห็นด้วยกับโครงการผันน้ำจากเขื่อนน้ำงึมมาช่วยแก้ภัยแล้งของไทย ....................



---------------------------------------------------------
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 29/03/2005 06:35 AM


�����Դ��繷��: 15


ฝนหลวงสู้ภัยแล้ง 50 ปีในหลวงทรงเริ่ม
โดย ... สกู๊ปหน้า ๑ นสพ.ไทยรัฐ วันที่ 29 มีนาคม 2548


.................... ปฏิบัติการฝนหลวงวันแรก ณ ฐานบัญชาการศูนย์ฝนหลวงหัวหิน สนามบินบ่อฝ้าย อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ส่งผลให้มีฝนตกใน 10 จังหวัด ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ตั้งแต่เหนือ อีสาน ไปถึงใต้ น้ำในเขื่อน แหล่งน้ำธรรมชาติ ที่เคยแห้งขอดกลับชุ่มฉ่ำขึ้นมาบ้าง พอจะมีน้ำให้ชาวบ้านได้กินได้ใช้กันอีกครั้ง แม้ว่าฝนจะตกแล้วในหลายพื้นที่ แต่ปฏิบัติการฝนหลวงก็ยังต้องทำต่อไป เพื่อกู้วิกฤติภัยแล้ง ซึ่งยังคงมีอยู่ในหลายจังหวัด ตลอดทั้งเดือนเมษายน ....................

หากไม่ใช่เพราะสายพระเนตรอันกว้างไกล
พระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถของในหลวง
วันนี้...ความเดือดร้อนทุกข์เข็ญของราษฎร ก็คงไม่ได้รับการบรรเทาได้อย่างทันท่วงที ..!!

ย้อนไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 อันเป็นจุดเริ่มต้นตำนานที่มาของ ฝนหลวง ช่วงเวลานั้นภาวะภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำสร้างความเสียหายอย่างหนัก ในหลวงทรงเล็งเห็นมานับแต่ปีนั้นว่า ในอนาคตภาวะการขาดแคลนทรัพยากรน้ำจะทวีความรุนแรงขึ้น ปัจจัยความขาดแคลนหลักๆมาจากการขยายตัวของ ประชากร การเติบโตของอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ การตัดไม้ทำลายป่า

พระองค์ท่าน ทรงเชื่อมั่นว่า น่าจะมีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ที่จะสามารถดัดแปรสภาพอากาศก่อรวมตัวให้เกิดเป็นเมฆฝนขึ้นได้ สมมติฐานดังกล่าว จึงปรากฏเป็นจริงตามที่ทรงคาดหมายไว้อย่างแม่นยำ นับจากนั้นในหลวงของเรา ก็ทรงมุ่งมั่นทำการวิจัยและค้นคว้าทดลอง จนทรงค้นพบเทคโนโลยีฝนหลวงเมื่อปี พ.ศ.2516 และได้พัฒนาก้าวหน้ามาเป็นลำดับจนถึงปี พ.ศ. 2542 จึงพระราชทานให้เป็น เทคโนโลยีฝนหลวงที่ใช้กันอยู่ในตอนนี้

ฝนหลวง เป็นเทคนิคการดัดแปรสภาพอากาศให้เกิดฝน จากเมฆอุ่นและเมฆเย็น ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีการวางแผนปฏิบัติการหวังผลแน่นอน โดยใช้สารเคมีที่ดูดซับความชื้นได้ดี ทั้งในบรรยากาศ หรือ เมฆที่มีอุณหภูมิสูงกว่าและต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง เป็นตัวเร่งเร้าให้เกิดกระบวนการเกิดฝนขึ้น และเพื่อให้มีวันฝนตกถี่ขึ้น รวมทั้งมีปริมาณน้ำฝนมากขึ้น

.................... ฝนหลวง ทำให้ฝนตกกระจายอย่างทั่วถึงสม่ำเสมอ และตกลงสู่พื้นที่เป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างแม่นยำ เป็นบริเวณกว้างมากกว่าฝนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ฝนหลวงจึงเป็นเทคโนโลยีที่มีคุณอย่างอเนกอนันต์ต่อมวลมนุษย์ มิใช่แต่คนไทยเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงคนชาติอื่นๆ ทั่วโลกก็จะสามารถนำไปใช้ได้ด้วย กิตติศัพท์ความสำเร็จในการทดลองปฏิบัติการฝนหลวง แพร่หลายไปสู่การรับรู้ของนานาชาติ ประเทศไทยจึงได้รับการติดต่อให้เข้าร่วมการถ่ายทอดเทคโนโลยี และประสบการณ์ในด้านการดัดแปรสภาพอากาศบ่อยครั้ง ทั้งระดับทวิภาคีและระดับนานาชาติ เช่น จากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก องค์การนาซา ....................

ปี 2515 สิงคโปร์ประสบภาวะภัยแล้ง ส่งนักวิทยาศาสตร์มาดูงานในไทย ครั้งนั้นในหลวงทรงรับบัญชาการด้วยพระองค์เอง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะนักวิทยาศาสตร์สิงคโปร์ ได้เข้าเฝ้ารับการถ่ายทอดการสาธิตและสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด

วันที่ 19 ตุลาคม 2515 ทรงสามารถบังคับให้ฝนตกลงในเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายที่เล็กมาก ได้อย่างสัมฤทธิผล เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคนที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทและร่วมสังเกตการณ์ในขณะนั้น วันนั้นจึงเป็นวันสำคัญที่ในหลวงได้ทรงนำเทคนิคการโจมตี บังคับเมฆให้ฝนตกลงสู่พื้นที่เป้าหมายที่กำหนดโดยหวังผลแน่นอนและแม่นยำเป็นครั้งแรก โปรดเกล้าฯให้เรียกเทคนิคนี้ว่า SANDWICH หรือ แซนด์วิช และทรงนำไปสรุปขั้นตอนกรรมวิธีการทำฝนจากเมฆอุ่น คือ ก่อกวน...เลี้ยงให้อ้วน...โจมตี

ปี 2544 รัฐบาลเลือกเอาวันที่ 19 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันเทคโนโลยีของไทย และเฉลิมพระเกียรติในหลวงในฐานะทรงเป็นพระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย

ปี พ.ศ. 2517 ก็ได้มีการก่อตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นมา เพื่อเป็นหน่วยงานรองรับโครงการพระราชดำริฝนหลวงโดยตรง

ปี พ.ศ. 2542 เกิดภาวะภัยแล้งขึ้นอีก ในหลวงได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งคณะปฏิบัติการฝนหลวงกู้ภัยแล้ง ทรงประดิษฐ์คิดค้นเทคนิคการดัดแปรสภาพอากาศ ให้เกิดฝนทั้งเมฆอุ่นและเมฆเย็นในขณะเดียวกัน

โปรดเกล้าฯ ให้เรียกว่า เทคนิคซุปเปอร์แซนด์วิช หรือ SUPER- SANDWICH อันเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่พระราชทานให้ใช้เป็น ตำราฝนหลวงพระราชทาน ในการปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษกู้ภัยแล้ง

.................... สารเคมีที่ทำหน้าที่เป็นแกนกลั่นตัวของเมฆประเภทนี้ ได้รับการวิเคราะห์ และวิจัยว่ามีคุณสมบัติทางเคมีเหมาะสมในการทำฝนหลวง แต่ไม่มีผลกระทบหรือเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตใดๆ ปัจจุบันใช้สารเคมีประเภทนี้อยู่ 3 ชนิด คือ .. แอมโมเนียไนเตรต .. ยูเรีย .. และน้ำแข็งแห้ง ....................

.................... ข้อมูลวิชาการเปรียบเทียบแอมโมเนียไนเตรตกับยูเรีย สารเคมีสองตัวนี้ เป็นสารเร่งสูตรเย็นเหมือนกัน ทำหน้าที่เป็นแกนกลั่นตัวเมฆไม่ต่างกัน มีคุณสมบัติในการดูดซับความชื้น ดูดกลืนความร้อนจากเมฆ ทำให้มีการเจริญเติบโตของละอองน้ำในเมฆ กลายเป็นหยดน้ำที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว...แล้วตกลงมาเป็นฝน ....................

.................... ในความเหมือนเหล่านี้ ก็มีความต่าง แอมโมเนียไนเตรตเป็นสารเร่งที่มีคุณสมบัติในการดูดซับความชื้นได้สูงกว่า และรวดเร็วกว่ายูเรีย ด้วยคุณสมบัตินี้เมื่อนำมาใช้ทำฝนหลวง จะช่วยทำให้เกิดฝนได้เร็วกว่า ทั้งยังให้ปริมาณน้ำฝนมากกว่า การทำฝนหลวงให้สัมฤทธิผลนั้น ขาดสารเคมีประเภทนี้ไม่ได้ ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการจัดซื้อสารตัวนี้มาเก็บไว้ สำหรับทำฝนหลวง ....................


quote:
.................... แต่ปัญหาก็คือ การทำฝนหลวงหลายครั้ง ประสบปัญหาสารเร่งมีคุณภาพต่ำ ตรวจสอบพบว่าสารเร่งที่ได้จัดซื้อมาเก็บไว้ในโกดังเสื่อมคุณภาพ กระทรวงเกษตรฯประกวดราคา แล้วจัดซื้อมาลอตใหญ่ อาจเก็บไว้นานเกินไป หรืออาจจัดเก็บที่ไม่ถูกวิธี เกิดความสงสัยกัน จะมีการปลอมปนสารบางอย่าง ลงไปในสารเคมีเหล่านั้นด้วยหรือเปล่า นี่คือประเด็นสำคัญ ที่หน่วยงานรับผิดชอบ จะต้องจับตาและตรวจสอบ ....................!!



---------------------------------------------------------
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 30/03/2005 02:53 AM


�����Դ��繷��: 16



สนธิ พูดถึงทุจริตการช่วยเหลือภาคเกษตรกร
โดย ... รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ผู้จัดการฯ วันที่ 19 มีนาคม 2548


สโรชา ..... กลับมาสู่เมืองไทยรายสัปดาห์ค่ะ เรามาคุยกันถึงเรื่องภัยใกล้ตัวกันบ้างนะคะ ภัยใกล้ตัวที่ว่านี้คงจะไม่พ้นเรื่องราวของภัยแล้งที่กำลังประสบอยู่ในหลายภูมิภาคของประเทศไทย ..........

สนธิ ..... ผมคิดว่า คุณสโรชา วันนี้ก่อนอื่นเราต้องพนมมือและก็รำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์ท่าน ผมเดาใจว่าพระองค์ท่านคงไม่ไว้ใจกระทรวงเกษตรฯ หรือข้าราชการ พระองค์ท่านถึงตัดสินใจลงมาบัญชาการงานด้วยพระองค์ท่านเอง

.................... เรื่องนี้พระองค์ท่านคงดูออกว่าถ้าปล่อยพวกนี้ทำงานต่อไป พสกนิกรของท่านคือชาวไร่ชาวนาซึ่งเป็นประชาชนที่พระองค์ท่านเป็นห่วง เป็นใยมาตั้งแต่วันแรกที่พระองค์ท่านได้เข้ามาเป็นกษัตริย์ในดินแดนสยามนี้ คงจะลำบากยากแค้นมาก เพราะถ้าเราดูประวัติการทำงานของบรรดากระทรวงเกษตรแล้ว เราจะเห็นได้ชัด ว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ ที่เกี่ยวกับชาวไร่ชาวนา กระทรวงเกษตรเป็นต้นคิดทั้งสิ้น ต้นคิดต้นทำ ....................


สโรชา ..... พูดง่ายๆ ว่ากระทรวงนี้เป็นหัวใจ

สนธิ ..... คุณสโรชา ภัยแล้ง เรารู้มาเมื่อ 6-7 เดือนที่แล้วใช่ไหม ผมไม่เห็นใครมันจะขยับอะไรทั้งสิ้นเลย ไม่มี มีพระเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียวที่ท่านพระราชทาน แจ้งท่านนายกรัฐมนตรีมาว่า ให้ดูแลเรื่องภัยแล้งให้ดี ท่านนายกฯ ถึงออกมาประกาศว่า ท่านเตือนเรื่องภัยแล้งก็ 5-6 เดือนที่แล้วก็รู้อยู่ตั้งแต่ต้นแล้ว ทำไมไม่ทำ และมันก็แล้งไปทุกปี ไอ้กระทรวงเกษตรมันจะมีงบภัยแล้ง ตลอดเวลา มันแล้งได้ แล้งดี มันแก้ไม่ได้ซักที ทำไม คุณสโรชา

ก็เพราะว่า มันมีการคอร์รัปชั่นในเรื่องงบภัยแล้ง ทุกๆ ปี มันไม่คอร์รัปชั่นได้ยังไง ถ้ามันไม่คอร์รัปชั่นแล้ว ภัยแล้งจะมีไหม ภัยแล้ง ที่แท้จริง มันไม่ใช่เรื่องภัยแล้ง คือเป็นช่วงของหน้าที่น้ำมีไม่พอใช้ นะครับ ผมยังจำได้ พระเจ้าอยู่หัวของเรา เคยตรัสเอาไว้ตั้งนานแล้ว ว่าน้ำเมืองไทยน้ำเยอะ น้ำพอฝนตกออกมา 80 เปอร์เซ็นต์ไหลออกไปทางทะเล ต้องหาทางหาวิธีกักเก็บน้ำเอาไว้ในที่ต่างๆ เอาไว้ใช้ เมื่อใดก็ตาม ฤดูกาลของประเทศไทยเกิดแล้งขึ้นมา ต้องเก็บเอาไว้เพื่อใช้

พระองค์ท่านตรัสมาตลอด และกระทรวงเกษตรฯ นั้นก็รับทราบแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรให้สำเร็จซักที ตั้งไม่รู้กี่ปี เหมือนหมอที่เลี้ยงไข้ เพราะถ้าภัยแล้ง ถ้าน้ำไม่มี งบภัยแล้งไม่มีแล้วซิ แล้วคุณสโรชาจำเอาไว้อย่างเลยนะ งบภัยแล้ง พอบอกว่าภัยแล้ง งบตั้งตูม อีก 30 วัน 60 วัน 90 วัน งบถึงมา อีก 30 วันก่อนงบจะมาถึง หน้าฝนมาพอดี มันก็งุบงิบ

สโรชา ..... หายแล้ง

สนธิ ..... หายแล้งไง แต่งบมาแล้วไง ก็งุบงิบใช้จ่ายกันเละเทะไปหมด เอาตัวเลขภัยแล้ง งบภัยแล้งแต่ละปี บวกเข้าซิ แล้วดูซิว่าที่ใช้เงินไปทั้งหมดนี้ คุณสโรชาจะตกใจ เป็นร้อย เป็นพันๆ ล้าน ไอ้พวกเป็นพันๆ ล้าน ถามว่าถ้าไปคิดค้นวิธีการทำที่กักน้ำ หรือทำให้เรามีน้ำไว้ใช้หน้าแล้ง มันจบไปนานแล้วเรื่องภัยแล้ง

สโรชา ..... จริงๆ แล้วพูดกันมาค่อนข้างยาวนาน แผนระยะยาวที่จะทำกัน

สนธิ ..... วันนี้ผมเซ็งที่สุด ผมเซ็งและผมสงสารในหลวงพระองค์ท่านพระชนมายุก็มากแล้ว แทนที่จะได้พัก และคุณสโรชารู้ไหมว่า สิ่งหนึ่งซึ่งไม่ยอมพูดมา ปุ๋ยยูเรีย ที่ซื้อมาส่วนใหญ่ ปลอม

สโรชา ..... อ้าวเหรอค่ะ

สนธิ ..... แน่นอน ตอนนี้ใช้เรื่องนี้กลบข่าวเรื่องปุ๋ยยูเรียปลอม ผมขอฟ้องรัฐมนตรีสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ไปเช็คว่าปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นองค์ประกอบสารเคมีอันหนึ่งในการทำฝนเทียม ปลอม ถึงทำไม่ได้ นั่นคือสาเหตุที่ทำไม่สำเร็จ เพราะว่ามันของปลอม

สโรชา ..... ที่เขาบอกว่าความชื้นไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์

สนธิ ..... โกหก ไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์แล้วทำไมในหลวงถึงตัดสินใจมาบัญชาการเองล่ะ เอาไหม ถ้าพระเจ้าอยู่หัวทำได้สำเร็จ แล้วไอ้พวกที่พูดมานี่ จับตัดคอเจ็ดชั่วโคตรไหม พระองค์ท่านได้แช่งเอาไว้ เมื่อปลายปี 2546 ว่าถ้าใครโกงชาติโกงบ้านเมือง ขอให้มันพินาศ ชิบหาย วันนี้พระองค์ท่านทนไม่ไหว พระองค์ท่านต้องลงมาทำด้วยตัวเอง ยังไม่รู้สำนึก สำเหนียก ถึงบุญคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่าน ยังมีจิตใจที่ชั่วช้าอยู่

พวกข้าราชการหรือนักการเมือง ที่ร่วมคอรัปชั่นในเรื่องพวกนี้ บนความทุกข์ยากของประชาชน บนความทุกข์ยากของชาวประชาชนซึ่งพึ่งน้ำ ตกปลาวันละ 10 ตัว เอา 2 ตัวไปกิน อีก 8 ตัวเอาไปขายที่ตลาด ให้มีเงินมีทองมาซื้อข้าว ซื้อกับอย่างอื่นกิน คนพวกนี้ผมคิดว่าตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร ยังไม่สาสมกับความผิด คุณรู้ไหมในทางธรรมคนที่คอรัปชั่นกินบ้านกินเมือง พอมันตายแล้วไปเป็นอะไร คุณรู้ไหม เป็นเปรตปากเท่ารูเข็ม เนื่องจากว่าสมัยมันมีชีวิตอยู่ ปากมันกว้างเหลือเกิน มันกินจนกระทั่งกินไม่รู้จักอิ่ม พอตายไปแล้วเป็นเปรตนะครับ กินอะไร ก็กินไม่ได้ หิวก็หิวอยู่อย่างนั้น ไอ้พวกนี้เป็นเปรตทั้งนั้น

.................... ผมถึงบอกว่า พวกเราเป็นหนี้บุญคุณพระองค์ท่าน ไม่รู้จะทดแทนบุญคุณพระองค์ท่านได้ยังไง แล้วเราก็มีไอ้คนซึ่งถือว่าเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทดแทนพระองค์ท่านด้วยการคอรัปชั่น นี่เรื่องภัยแล้ง เป็นเรื่องที่คลาสสิคที่สุด ....................

สโรชา ..... คุณสนธิคิดว่ามันจะเปลี่ยนแปลงไหมค่ะ พระองค์ท่านลงมาเอง ด้วยพระองค์เองขนาดนี้แล้ว

สนธิ ..... ตอนนี้ฟิตกันมาก ตอนนี้ฟิตกันตลอดเวลาทุกคนอยากจะทำงาน บางคนอยากจะไปฟอกตัวกับพระองค์ท่าน เพื่อให้เห็นว่า ข้าพระพุทธเจ้าทำงานเป็นนะ อย่างโน้นอย่างนี้

สโรชา ..... เขาบอกว่า ผู้เชี่ยวชาญทางด้านฝนเทียมมีน้อยมากในประเทศไทย นั่นคือปัญหาหรือเปล่า

สนธิ ..... ไม่ใช่หรอกคุณสโรชา สูตรมันมีอยู่แล้ว พระเจ้าอยู่หัวได้คิดสูตรอันนี้มาตั้งแต่แรก เริ่มทำมาและทำมาได้ประโยชน์ เอางี้แล้วกัน กระทรวงเกษตร ผมอยากให้ปรับซะใหม่ ถ้าคุณสุดารัตน์ฟังอยู่ กระทรวงเกษตรมีการทุจริตที่ทำลายรากฐานของชาติ สมรู้ร่วมคิดกับนายทุนและต่างชาติ ผู้ค้าเมล็ดพันธุ์ทำลายเมล็ดพันธุ์นานาชนิดของประเทศ จนยับเยินหมดสิ้น ส่งเสริมให้ใช้เมล็ดพันธุ์ใหม่จากต่างชาติที่ถูกตัดตอน ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศและถูกกำหนดราคาจากต่างประเทศ ยังไม่รวมถึงการเป็นพิษเป็นภัยซึ่งไม่มีใครรับรองผลที่จะเกิดขึ้น

นี่คือการทำลายชาติ อย่างถึงรากถึงโคน การทำลายชีวิตคนไทยแบบผ่อนส่ง ทำยังไงคุณสโรชา ส่งเสริมสนับสนุน ให้มีการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี ยาฆ่าแมลง ที่นอกจากเพิ่มรายจ่ายให้กับภาคเกษตรกรแล้วยังทำลายสุขภาพอนามัยและสร้างภัยจากมลภาวะที่เป็นพิษทั่วประเทศ ครอบคลุมผืนดิน อากาศและน้ำ จนคนไทยกลายเป็นคนอมโรคไปทั้งประเทศ นะครับ การส่งเสริมปล่อยปละละเลยให้มีการใช้สารเร่งการเจริญเติบโต และเจริญพันธุ์ทั้งพืชและสัตว์ เป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวง ต่อธรรมชาติและมวลมนุษย์และยังทำกันอยู่ไม่เลิกไม่รา

การทุจริต เรื่องภัยแล้ง เรื่องไฟป่า ผมพูดไปให้ฟังแล้ว การทุจริตในการช่วยเหลือภาคเกษตรกร การพยุงราคา การรับซื้อรับจำนำ ทำกันเป็นกระบวนการมาอย่างยาวนาน โดยไอ้คนเลวหน้าเดิมๆ กระบวนท่าเดิมๆ ไปดูการโกงลำไยครั้งนี้ก็เหมือนกัน วิธีการเหมือนกันหมด ไอ้คนชุดเก่า พ่อค้าก็ชุดเดิม ข้าราชการชั่วๆ ก็ชุดเดิม ไอ้นักการเมืองสันดานชั่วๆ ก็สันดานเดิมเหมือนกัน มีวงเงินทุจริต ปีละร่วม 20,000 ล้านบาท ทุจริตการจำนำและการช่วยเหลือภาคเกษตรกร จนแผ่ขยายวงศ์ไพบูลย์แห่งการทุจริตไปทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง กว้างมาก ผมฝากไว้แค่นี้ดีกว่า พูดแล้วหงุดหงิด เรามาพูดเรื่องน้ำมันกันตอนสุดท้ายดีกว่า


---------------------------------------------------------
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 30/03/2005 03:01 AM


�����Դ��繷��: 17


ให้กำลังใจสู้ภัยแล้ง
โดย ... ซูม นสพ.ไทยรัฐ วันที่ 29 มีนาคม 2548


.................... น่าชื่นใจจริงๆครับ สำหรับภาวะฝนตกเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้นํ้าได้ท่าพอสมควรในหลายๆจุดของประเทศ เริ่มจากฝนเทียมหรือฝนพระราชทานก่อนในตอนแรกๆ จากนั้นฝนแท้ก็เข้ามา ยังความชุ่มฉํ่าให้เกิดขึ้น จนคลายความทุกข์ใจจากภาวะฝนแล้งไปได้อักโข นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงขอให้หน่วยฝนหลวงเข้าจู่โจมก้อนเมฆที่เข้ามากับพายุหลงฤดู ทำให้เกิดฝนตกลงในพื้นที่ที่ต้องการ หวังว่าในวันนี้พรุ่งนี้คงจะเร่งระดมการจู่โจมต่อไป เพื่อสอยก้อนเมฆทั้งหลายให้กลายเป็นนํ้าฝนตกใส่ประเทศไทยให้มากที่สุด โดยไม่ปล่อยให้ล่องลอยไปยังประเทศอื่น ....................

ส่วนในอนาคตข้างหน้า ก็ฝากไว้กับรัฐบาลละครับ ให้ช่วยดูแลและแก้ปัญหาเรื่องความแห้งแล้งให้เบ็ดเสร็จถาวรให้จงได้ จะได้ไม่ต้องมาลุ้นกันแบบปีต่อปี แล้งต่อแล้งอย่างทุกวันนี้ ทราบว่ารัฐบาลจะระดมทั้งสมองและเงินงบประมาณก้อนใหญ่ โดยท่านนายกรัฐมนตรีจะไปนั่งหัวโต๊ะประชุมสั่งการเอง

ผมขออนุโมทนาและขอให้กำลังใจอย่างเต็มที่ครับ

.................... ถ้าเราย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ในอดีต ก็จะเห็นว่ารัฐบาลทุกยุคทุกสมัยไม่ได้ละเลยเรื่องนี้แม้แต่น้อย ทุ่มเทสมอง ทุ่มเทเงินทองที่จะแก้ปัญหาภัยแล้ง จนผมไม่แน่ใจว่าเราจะนับเม็ดเงินได้ถ้วนหรือไม่ มีทั้งสร้างเขื่อน สร้างฝาย ขุดบ่อ ขุดสระ สร้างตุ่ม สร้างโอ่ง ตั้งเครื่องสูบนํ้า ตั้งถังนํ้าประจำหมู่บ้าน มีหน่วยงานที่ทำเรื่องนํ้าเพื่อแก้ความแห้งแล้งให้กับชาวบ้าน ทั้งหน่วยใหญ่หน่วยเล็ก นับเป็นสิบหน่วย มีแผนแก้ปัญหาหลายแผน ทั้งแผนใหญ่ แผนเล็ก แผนแม่บท แผนลูกบท เต็มไปหมด แต่ยิ่งแก้ก็ยิ่งแล้ง แม้จนบัดนี้ปัญหาต่างๆก็ยังไม่หมดไป...แถมหนักกว่าเดิมด้วยซํ้า ....................

.................... ดีแล้วครับที่ท่านนายกฯจะลงมือเอง เพราะท่านนั่งมองจากคนนอก...มองอย่างนักบริหารอาจจะเห็นทางแก้ปัญหาได้มากกว่า ที่แล้วมามักมองโดยนักเกษตรหรือนักชลประทาน หรือผู้ชำนาญการเรื่องนํ้า ที่รู้เพียงเรื่องนํ้าที่ตัวถนัดอย่างเดียวเท่านั้น แต่ละหน่วยแต่ละฝ่ายต่างก็มองไปคนละอย่าง คิดคนละอย่าง จนมั่วไปหมด ไม่สามารถจะเอามารวมปะติดปะต่อเป็นเรื่องเดียวกันได้ ....................

.................... การที่ท่านนายกฯซึ่งไม่ใช่ผู้ชำนาญเรื่องนํ้าเข้าไปดู อาจจะเกิดความคิดที่ชัดเจน เพราะไม่มีม่านบังตา ไม่มีความคิดความเชื่อ ใดๆ เป็นสรณะอยู่ก่อน การแก้ปัญหาจึงอาจเป็นไปได้อย่างราบรื่น เพราะสามารถตัดสินใจได้โดยไม่มีอะไรยึดติด ....................

quote:
.................... เคยมีคำพูดล้อเลียนในหมู่นักวิชาการและนักวางแผนยุคก่อนว่า ไม่เพียงแต่ นํ้าเหล้า หรือสุรา เท่านั้น ที่ดื่มแล้วเมา นํ้าธรรมดา หรือนํ้ากิน นํ้าใช้นี่แหละ ที่เมามากกว่าหลายเท่า ไม่เชื่อก็ลองไปดูแผนงานและวิธีการแก้ปัญหาเรื่องนํ้าของประเทศไทยเถิด ถ้าคุณไม่เมาเสียยิ่งกว่ากินเหล้าละก็ จะยกนิ้วให้เลย ผมก็เก็บเรื่องเก่าเรื่องนี้มาฝากท่านนายกฯ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ว่า การแก้ปัญหาเรื่องน้ำในเมืองไทยไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ยังไงๆผมก็คิดว่าคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงท่านหรอก คนคออ่อนธรรมดาๆไปทำเรื่องนี้คงเมานํ้าไปซะก่อนอย่างที่ว่า แต่ท่านนายกฯท่านคอแข็ง ผ่านศึกมาเยอะ เจอเรื่องแค่นี้มีหรือจะเมา ....................

ขอให้กำลังใจครับ...หวังว่าท่านคงจะจัดการเรื่องนํ้าๆ
ได้สำเร็จสมความมุ่งมาดปรารถนาของคนไทยทุกประการ


---------------------------------------------------------
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 30/03/2005 03:04 AM


�����Դ��繷��: 18

http://siamensis.org/webboard/webanswer.asp?id=3531

    �� : ข้ามบอร์ดมา     ����� : 4/04/2005 10:47 PM


�����Դ��繷��: 19


เขื่อนและแหล่งเก็บกักน้ำที่สำคัญ
ข้อมูลจาก ..... เว็บไซต์รักบ้านเกิด ของ UCOM

- สถิติข้อมูล 25 ลุ่มน้ำ
- เขตลุ่มน้ำของประเทศไทย
- เขื่อนระบายน้ำ
- เขื่อนเก็บกักน้ำ
- ฝาย



---------------------------------------------------------
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 5/04/2005 06:29 PM


�����Դ��繷��: 20


ฝายแม้ว หรือ ฝายชะลอความชุ่มชื้น

อีกหนึ่งในการฟื้นฟูสภาพป่าไม้
บริเวณต้นน้ำลำธารตามแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

การก่อสร้างฝายต้นน้ำ ฝายแม้ว หรือ CHECK DAM เป็นแนวทางหรือวิธีหนึ่ง ในการฟื้นฟูสภาพป่าไม้บริเวณต้นน้ำลำธาร ให้ฟื้นคืนสภาพที่เหมาะสม และเกิดความหลากหลายทางชีวภาพแก่สังคมของพืชและสัตว์ ตลอดจนนำความชุ่มชื้นมาสู่แผ่นดิน สำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ ได้นำแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับฝายแม้วเข้ามาบรรจุเป็นกิจกรรมหนึ่งในการฟื้นฟูระบบนิเวศของป่าไม้

ตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดฝายต้นน้ำเกิดขึ้นมากมายทั่วประเทศ กว่า 200 แห่ง ที่บ้านทุ่งแพม ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่ได้นำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทฤษฎีการพัฒนาและฟื้นฟูป่า โดยจัดทำฝายแม้ว หรือฝายชะลอความชุ่มชื้น จนได้รับรางวัลจากการประกวดของจังหวัด

เริ่มแรก ได้มีการประชุมชาวบ้าน ก่อนที่จะเข้าไปทำฝายแม้วในลำห้วยที่อยู่ไม่ห่างจากหมู่บ้านนัก โดยใช้วัสดุก่อสร้างตามธรรมชาติ ท่อนไม้ กิ่งไม้ ที่พอจะหาได้ในพื้นที่มาวางขวางกั้นลำห้วยเป็นชั้น ๆ สามารถกักเก็บน้ำได้ตลอดทั้งปี ประโยชน์ของฝายชะลอความชุ่มชื้นหรือฝายแม้ว นอกจากจะให้ความชุ่มชื้นกับป่าไม้บริเวณข้างเคียงแล้ว ยังเป็นการชะลอการไหลของน้ำให้ช้าลงในช่วงที่น้ำไหลแรง และสามารถกักเก็บตะกอนไม่ให้ไหลลงไปทับถมลำน้ำตอนล่าง ซึ่งจะเป็นการอนุรักษ์ดินและน้ำได้ดีมากอีกวิธีหนึ่ง

ส่งเสริมเร่งสร้าง ฝายแม้ว เพื่อกักเก็บน้ำบนภูเขาสูง ตามแนวพระราชดำริฯ และทางการให้ จ.เชียงราย เป็นพื้นที่นำร่อง แก้ไขปัญหาเรื่องน้ำแบบยั่งยืน ได้มีการเปิดโครงการฝายต้นน้ำลำธาร เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ หน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำแม่จัน

ฝาย บนภูเขาสูง มี 3 ประเภท คือ
- ฝายต้นน้ำลำธารแบบผสมผสาน หรือที่มีการเรียกว่า ฝายแม้ว ..
- ฝายต้นน้ำลำธารแบบกึ่งถาวร และ
- ฝายต้นน้ำลำธารแบบถาวร

แบบที่ 1 ฝายต้นน้ำลำธารแบบผสมผสาน หรือ ฝายแม้ว
เป็นโครงสร้างวิศวกรรมที่สร้างขึ้นเป็นการชั่วคราว เพื่อขวางทางเดินของน้ำในลำธาร หรือร่องน้ำ อายุของโครงสร้างประเภทนี้ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้เป็นสำคัญ โดยทั่วไปควรมีอายุการใช้งานประมาณ 3-5 ปี และเป็นโครงสร้างที่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วด้วยวัสดุที่หาง่ายและราคาถูก โดยใช้วัสดุที่มีอยู่ในท้องที่นั้น ได้แก่ กิ่งไม้ ใบไม้ เสาไม้ ก้อนหิน กระสอบทรายผสมซีเมนต์ หรือลวดตาข่าย

แบบที่ 2 ฝายต้นน้ำลำธารแบบกึ่งถาวร ขนาด 3 เมตร มีลักษณะฝายที่สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก คอนกรีตอัดแรง

แบบที่ 3 ฝายต้นน้ำลำธารแบบถาวร ขนาด 5 เมตร มีลักษณะฝายที่สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก คอนกรีตอัดแรง หรือก่ออิฐถือปูน

ซึ่งทางราชการ ส่งเสริมให้ประชาชน โดยเฉพาะชาวไทยภูเขา และ องค์กรท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล ร่วมกันสร้างฝาย ต้นน้ำลำธารแบบผสมผสาน หรือ ฝายแม้ว เพราะสร้างง่ายและใช้วัสดุในท้องถิ่น เช่น ไม้ไผ่ .. หิน .. ทราย เพื่อแก้ปัญหาความแห้งแล้ง

ปัจจุบัน มีสภาพความแห้งแล้งเกิดขึ้นทั่วประเทศ และ การกักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามจำเป็นเป็นสิ่งที่ควรทำ ซึ่งที่ผ่านมา ตามป่าต้นน้ำ ซึ่งมีลำธารเล็กๆ ชาวไทยภูเขา ยังไม่ค่อยมีความรู้ด้านการกักเก็บน้ำ หากมีการสร้างฝาย ก็จะสามารถมีน้ำ อุปโภค บริโภค และ ยังช่วยนำไปใช้ในการสกัดไฟป่าได้ด้วย

ทั้งนี้ในพื้นที่ อ.แม่จัน หากได้รับการส่งเสริมให้จัดทำฝาย ประมาณ 30,000 แห่ง ก็จะสามารถทำให้ปัญหาการขาดแคลนน้ำของชาวไทยภูเขาหมดไปได้ และ ขณะนี้ ได้มีการเสนอของบประมาณจาก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แล้ว


---------------------------------------------------------
บันทึกข้อมูลวันที่ 3 กันยายน พ.ศ.2547
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 5/04/2005 07:05 PM


�����Դ��繷��: 21

ขอบคุณคุณน้ำตาลมากครับ สำหรับข่าวสารข้อมูล ที่ทำให้ผมรู้และเข้าใจอะไร ๆ ได้มากขึ้น คุณน้ำตาลขยันอ่านจริงครับ ดีครับ ผมได้อาศัยเกาะติดสถานการณ์ไปด้วย


โดย : มีก็เหมือนไม่มี เมื่อ : 28/03/2005 08:18 PM

    �� : สำเนา : NGOs     ����� : 5/04/2005 07:13 PM


�����Դ��繷��: 22

ขอบคุณน้ำตาลที่นำความรู้มาให้อ่าน และความคิดเห็นที่น่าเรียนรู้... จริงครับ

ในเรื่องเขื่อนในต่างประเทศ ในประเทศใหญ่ที่มีเขื่อนใหญ่ เช่น จีน เพราะประชาชนเขาไม่ค่อยมีโอกาสได้ต้านและแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี และในอินเดียก็ยังต้านได้บ้าง สว่นในลาวนั้น ชาวบ้านสนใจและอยากได้ และรัฐบาลลาวก็อยากมี

สว่นในประเทศตะวันตกนั้น ไม่มีประเทศไหนที่สนใจสร้างเขื่อนแล้ว เพราะรู้ว่าทำได้ยาก เพราะประชาชนสว่นใหญ่จะไม่ยอม และรัฐก็รื้อรั้รไม่ได้ เหมืิอนเช่นประเทศที่กำลังพัฒนา หรือรัฐบาลเผด็จการ

อีกส่วนก๋เพราะประเทศเจริญแล้วได้ หันไปพัฒนาการสร้างพลังงานจากอย่างอื่นๆ เช่น กังหันลม การใช้คลื่นทะเลผลิพไฟฟ้า เป็นต้น


โดย : คำเขียน คำมี เมื่อ : 28/03/2005 08:33 PM

    �� : สำเนา : NGOs     ����� : 5/04/2005 07:15 PM


�����Դ��繷��: 23

กระทู้นี้รายละอียดข้อมูลมีสาระน่าสนใจจริง

เมื่อเช้าผมได้ยินนายกทักษิณพูดถึง "ฝายแม้ว" คุณน้ำตาลมีข้อมูลไหมครับ เอามาโพสอ่านกันหน่อยครับ


** ขออนุญาตนอกเรื่องครับ

สำหรับคุณ lovethai หรือคนที่ไม่มีข้อมูลมากกว่ามาต่อว่ากระทบกระแทกกัน ผมว่าคุณไปเสนอความคิดเห็นที่กระทู้ของ คุณวันทนีย์ จะดีกว่านะครับ

# 9638 "แห้งแล้งอย่างนี้ แล้วยังต่อต้านเขื่อนอีกหรือ"
http://www.thaingo.org/webboard/view.php?id=9638

กระทู้นี้ดูมีสาระดีแล้วครับ เว้นวรรคไว้สักกระทู้เถอะครับ


โดย : anajak เมื่อ : 2/04/2005 11:05 AM

    �� : สำเนา : NGOs     ����� : 5/04/2005 07:17 PM


�����Դ��繷��: 24

ขอบคุณมากๆ นะคะ
ที่สนใจข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ที่นำมาโพส



---------------------------------------------------------
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ต่อที่นี่นะคะ



    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 5/04/2005 07:20 PM



ชื่อ ::
  *
  รหัสผ่าน ::  
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ

Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.