| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- แก้ไขข้อมูล | - เข้าระบบผู้ดูแล | ตั้งกระทู้ใหม่ - -



รายชื่อพระศรีมหาโพธิ์สำหรับพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ ในอดีตและ ๑๐ พระองค์ในอนาคต

ตำนานมูลศาสนา ชินกาลมาลีปกรณ์

นามพระพุทธเจ้า ชื่อพระศรีมหาโพธิ์
1.พระตัณหังกรพุทธเจ้า (ผู้กล้าหาญ) ต้นสัตตบรรณ หมายถึง ต้นตีนเป็ดขาว
2.พระเมธังกรพุทธเจ้า (ผู้มียศใหญ่) ต้นกิงสุกะ หมายถึง ต้นทองกวาว
3.พระสรณังกรพุทธเจ้า (ผู้เกื้อกูลแก่ชาวโลก) ต้นปาตลี หมายถึง ต้นแคฝอย
4.พระทีปังกรพุทธเจ้า (ผู้ทรงไว้ซึ่งปัญญาอันรุ่งเรือง) ต้นปิปผลิ หมายถึง ต้นเลียบ
5.พระโกณฑัญญพุทธเจ้า (ผู้เป็นประมุขแห่งหมู่ชน) ต้นสาลกัลยาณี หมายถึง ต้นขานาง
6.พระสุมังคลพุทธเจ้า (ผู้เป็นบุรุษประเสริฐ) ต้นนาค หมายถึง ต้นบุนนาค
7.พระสุมนพุทธเจ้า (ผู้เป็นวีรบุรุษมีพระหฤทัยงาม) ต้นนาค หมายถึง ต้นบุนนาค
8.พระเรวตพุทธเจ้า (ผู้เพิ่มพูนความยินดี) ต้นนาค หมายถึง ต้นบุนนาค
9.พระโสภิตพุทธเจ้า (ผู้สมบูรณ์ด้วยพระคุณ) ต้นนาค หมายถึง ต้นบุนนาค
10.พระอโนมทัสสีพุทธเจ้า (ผู้สูงสุดในหมู่ชน) ต้นอัชชุนะ หมายถึง รกฟ้า
11.พระปทุมพุทธเจ้า (ผู้ทำให้โลกสว่าง) ต้นมหาโสณกะ หมายถึง อ้อยช้างใหญ่
12.พระนารทพุทธเจ้า (ผู้เป็นสารภีประเสริฐ) ต้นมหาโสณกะ หมายถึง อ้อยช้างใหญ่
13.พระปทุมุตตระพุทธเจ้า (ผู้เป็นที่พึ่งของหมู่สัตว์) ต้นสลฬะ หมายถึง สน
14.พระสุเมธพุทธเจ้า (ผู้หาบุคคลเปรียบมิได้) ต้นนิมพะ หมายถึง สะเดา
15.พระสุชาตพุทธเจ้า (ผู้เลิศกว่าสัตว์โลกทั้งปวง) ต้นมหาเวฬุ หมายถึง ไผ่ใหญ่
16.พระปิยทัสสีพุทธเจ้า (ผู้ประเสริฐกว่าหมู่นรชน) ต้นกักกุธะ หมายถึง กุ่ม
17.พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า (ผู้มีพระกรุณา) ต้นจัมปกะ หมายถึง จำปาป่า
18.พระธัมทัสสีพุทธเจ้า (ผู้บรรเทาความมืด) ต้นพิมพละ หมายถึง มะพลับ
19.พระสิทธัตถพุทธเจ้า (ผู้หาบุคคลเสมอมิได้ในโลก) ต้นกณิการระ หมายถึง กรรณิการ์
20.พระติสสพุทธเจ้า (ผู้ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย) ต้นอสนะ หมายถึง ประดู่ลาย
21.พระปุสสพุทธเจ้า (ผู้ประทานธรรมอันประเสริฐ) ต้นอามัณฑะ หมายถึง มะข้ามป้อม
22.พระวิปัสสีพุทธเจ้า (ผู้หาที่เปรียบมิได้) ต้นปาตลี หมายถึง แคฝอย
23.พระสิขีพุทธเจ้า (ผู้เป็นศาสดาเกื้อกูลแก่สรรพสัตว์) ต้นปุณฑริกะ หมายถึง มะม่วงป่า
24.พระเวสสภูพุทธเจ้า (ผู้ประทานความสุข) ต้นมหาสาละ หมายถึง รังใหญ่
25.พระกกุสันโธพุทธเจ้า (ผู้นำสัตว์ออกจากกันดารตัวกิเลส) ต้นสิรีสะ หมายถึง ซึก(กามพฤกษ์)
26.พระโกนาคมนพุทธเจ้า (ผู้หักเสียซึ่งข้าศึก คือ กิเลส) ต้นอุทุมพระ หมายถึง มะเดื่อ
27.พระกัสสปพุทธเจ้า (ผู้สมบูรณ์ด้วยสิริ) ต้นนิโครธ หมายถึง ไทรหรือกร่าง
28.พระโคตมพุทธเจ้า (ผู้ประเสริฐแห่งหมู่ศากยราช) ต้นอัสสัตถะ หมายถึง โพธิใบ

* “พระศรีมหาโพธิ์” ต้นไม้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ละพระองค์ อาศัยเป็นที่ตรัสรู้
** “โพธิ” มีความหมายว่า ความตรัสรู้ ความรู้ ความตื่น หรือ ความเบิกบาน

อนาคตวงศ์ ของพระโพธิสัตว์ที่จะมาตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้า 10 พระองค์

1.พระอชิตราชกุมาร เป็น พระศรีอาริยเมตไตรย์ ต้นกากะทิง
2.พระราม เป็น พระรามสัมพุทโธ ต้นจันทน์แดง
3.พระเจ้าปัสเสนทิโกศล เป็น พระธรรมราขสัมพุทโธ ต้นกากะทิง
4.พระยามาราธิราช (ท้าวปรนิมมิตสวัตตีมาราธิราช) เป็น พระธรรมสามีพุทโธ ต้นรังใหญ่
5.พระยาอสุรินทราหู เป็น พระนารทสัมพุทโธ ต้นจันทน์แดง
6.พระโสณะพราหมณ์ เป็น พระพุทธรังษี ต้นดีปลีใหญ่(ต้นเลียบ)
7.พระสุภะพราหมณ์ เป็น พระเทวเทพพุทโธ ต้นจำปา
8.พระโตเทยยะพราหมณ์ เป็น พระนรสีหะ ต้นแคฝอย
9.ช้างนาฬาคีรีหัตถี เป็น พระติสสะพุทโธ ต้นไทร
10.ช้างป่าเลไลยก์ เป็น พระสุมังคะละ ต้นกากะทิง

ที่มา
http://www.moe.go.th/webrad/tree/tree.htmhttp://skw.school.in.th/index.php?action=article&sid=56

    �� : ไม่บอกหรอก     ����� : 14/04/2003 10:43 PM

 
 
�����Դ��繷��: 1

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alstonia Scholaris
วงศ์ : Apocynaceae
ชื่อสามัญ : Alstonia
ชื่ออื่น ๆ : Devil Tree, Pari-mari, Dita Bark, สัตบรรณ, ตีนเป็ด
ข้อมูลทั่วไปและประวัติ:
สัตบรรณเป็นไม้ที่มีเนื้อไม้สีขาวอมเหลือง เหนียวและทนทานมากใช้ในการก่อสร้างและทำเครื่องใช้ มีคุณค่าทางเศรษฐกิจมาก นอกจากนี้ยังใช้เป็นพืชสมุนไพรอีกด้วย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:
สัตบรรณเป็นไม้ต้นยืนต้นขนาดใหญ่ 15-25 เมตรลำต้นตรงสูงใหญ่ แตกกิ่งก้านสาขามากตามยอด ใบสีเขียวเข้มรูปใบมนรี ปลายใบมนโคนใบแหลมก้านใบสั้น ใบยาว 5-6 นิ้ว ออกใบเป็นกลุ่มรอบกิ่ง ดอกออกเป็นช่อ รวมกันเป็นกลุ่มหนาแน่น ดอกมีขนาดเล็กสีขาวอมเหลืองอ่อน ลักษณะคล้ายดอกเข็ม ดอกช่อหนึ่ง ๆ จะติดกลุ่มเป็นพุ่มย่อย ๆ ช่อละ 7 พุ่มเหมือนกันทุกช่อ มักจะบานพร้อมกัน ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์
การขยายพันธุ์:
การเพาะเมล็ด
การปลูกและการดูแลรักษา:
สัตบรรณเป็นไม้กลางแจ้งชอบแสงแดด เป็นไม้ที่ทนแล้งได้เป็นอย่างดี

    �� : ต้นสัตตบรรณ หมายถึง ต้นตีนเป็ด     ����� : 14/04/2003 10:47 PM


�����Դ��繷��: 2

ชื่ออื่น กวาวตัน, ทองกวาวต้น, ทองธรรมชาติ, ทองพรมชาติ, ก้าว, กว่าว, จอมทอง(เหนือ), จ้า(เขมร), จาน(อีสาน) ทองตัน(ราชบุรี)
ชื่อสามัญ Bastard Teak.
ชื่อวิทยาศาสตร์ Buteafrondosa Roxb.
วงศ์ LEGUMINOSAE
ประโยชน์
ราก : รสเมาร้อน แก้ท้องขึ้น เฟ้อ ขับพยาธิ ริดสีดวงทวาร รากสดต้มดื่มแก้โรคประสาท
ใบ : ตำพอก ฝี สิว แก้ปวด ดับพิษฝี
ดอก : รสฝาดขม ถอนพิษไข้ แก้ตาเจ็บ ตาฟาง
เมล็ด : ต้มเอาน้ำดื่มขับพยาธิไส้เดือน ตำผสมมะนาว ทาแก้ผิวหนังอักเสบ ผื่นคัน แสบร้อน เมล็ดสดมีเอมไซม์ ย่อยเนื้อและไขมันได้

    �� : ต้นกิงสุกะ หมายถึง ต้นทองกวาว     ����� : 14/04/2003 10:51 PM


�����Դ��繷��: 3

ชื่ออื่น แคนา(โคราช) , แคขอ(เหนือ), แคแน, แคปีฮ่อ, แคตุ้ย, แคฝอย(กรุงเทพ)
ชื่อสามัญ Jacaranda
ชื่อวิทยาศาสตร์ Dolichandronecrispa Seem.
วงศ์ BIGNONIA CEAE
ประโยชน์
เนื้อไม้ : รสเผื่อน ฝาด หวาน แก้ลงท้องบวม ตาเลือด ฝีเปื่อย ขับพยาธิ

    �� : ต้นปาตลี หมายถึง ต้นแคฝอย     ����� : 14/04/2003 10:56 PM


�����Դ��繷��: 4

ชื่อวิทยาศาสตร์ Homalium Tomentosum Benth.
ชื่อสามัญ Moulmain lancewood
ชื่ออื่น ๆ กะนาง คะนาง ค่านาง ช้างเผือกหลวง เซพลู้ ปะหง่าง เปื๋อยคะนาง เปื๋อยค่างไห้ เปื๋อยนาง เปลือย ลิงง้อ แลนไฮ้
นิเวศวิทยา เป็นพรรณไม้เบญจพรรณชื้น และพบมากในท้องที่จังหวัด

** ไม้ประจำจังหวัดกาญจนบุรี

    �� : ต้นสาลกัลยาณี หมายถึง ต้นขานาง     ����� : 14/04/2003 11:13 PM


�����Դ��繷��: 5

ชื่อสามัญ Iron Wood
ชื่อวิทยาศาสตร์ Mesua ferrea Linn.
ตระกูล GUTTIFERHE
ชื่ออื่น นาคบุตร สารภีดอย นาคบุตร สารภีดอย

ลักษณะทั่วไป
บุนนาคเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผิวลำต้นสีน้ำตาลเข้มหรือดำลำต้นเป็นพูเป็นเหลี่ยมลำต้นมีความสูง
ประมาณ 15-25 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ลักษณะรูปไข่ เรียวยาวแคบ ขอบใบเรียบ มีสีเขียวท้องใบมีสีเทาคล้ายใบมะปราง
ขนาดใบกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกเป็นกระจุกมีประมาณ 2-3
ดอก ขนาดดอกเท่ากับดอกสารภี มีกลีบดอก 5 กลีบกลีบนอกจะแข็งและหนาดอกมีสีขาวกลิ่นหอมกลางดอกมีเกสรเป็นฝอย
สีเหลือง ลักษณะผลเป็นรูปไข่และแข็งมีขนาดเล็ก

การเป็นมงคล
คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นบุนนาคไว้ประจำบ้านจะทำให้เป็นผู้มีความประเสริฐและมีบุญ เพราะบุนนาคคือ ผู้มี
บุญผู้ประเสริฐและยังเชื่ออีกว่ายังสามารถป้องกันภัยอันตรายจากภายนอกได้อีกด้วยเพราะใบของบุนนาคสามารถรักษาพิษ
สัตว์ต่าง ๆ ได้ เช่น พิษงู นอกจากนี้แล้ว นาคยังหมายถึง พญานาคซึ่งเป็นพญาสัตว์ชนิดหนึ่งในสมัยพุทธกาล ที่มีแสนยานุ
ภาพ ที่จะปกป้องและคุ้มครองพิษภัยได้

    �� : ต้นนาค หมายถึง ต้นบุนนาค     ����� : 14/04/2003 11:17 PM


�����Դ��繷��: 6

ชื่อวิทยาศาสตร์ Terminalia alata Heyne ex Roth.
ชื่อวงศ์ COMBRETACEAE
ชื่ออื่น
กอง คลี้ จะลีก ชะลีก เชือก เซียก ฮกฟ้า
ลักษณะทั่วไป
เป็นไม้ขนาดกลาง ถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบ สูง ๒๐-๓๐ เมตร เปลือกนอกสีเทาถึงเทาปนดำแตกเป็นร่องลึก และเป็นสะเก็ดทั่วไป ใบ เป็นใบเดี่ยว ติดตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย ทรงใบรูปขอบขนาน หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลทั้ง ๒ ด้านใบแก่ขนหลุดร่วงหมด ด้านหลังใบจะมีต่อมคล้ายหูดหนึ่งหรือสองต่อม ขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นบ้างเล็กน้อย ดอก ออกเป็นช่อขนาดเล็ก ดอกย่อยสีขาวหรือขาวอมเหลือง เป็นดอกสมบูรณ์เพศผ่าสูนย์กลางประมาณ ๔-๕ มม. กลีบรองกลีบดอก โคนกลีบเชื่อมติดกันเป้นรูปถ้วย มีขนทั้งสองด้าน ไม่มีกลีบดอก เกสรผู้ ๑๐ อัน
ผล
รูปรี ๆ มีครีบ ตามยาวผล ๕ ครีบ ผลรวมทั้งครีบ กว้าง ๒.๕-๕ ซม. ยาว ๔-๖ ซม. ผิวเกลี้ยง

    �� : ต้นอัชชุนะ หมายถึง รกฟ้า     ����� : 14/04/2003 11:26 PM


�����Դ��繷��: 7

ชื่อท้องถิ่น: กุ๊ก, กอกกั๋น, อ้อยช้าง
ชื่อพฤกษศาสตร์: Lannea coromandelica (Houtt.) Merr.
ตระกูล(วงศ์): ANACARDIACEAE
ลักษณะพืช
ไม้ยืนต้น สูงถึง 15 เมตร กิ่งอ่อนค่อนข้างตรง กลม มีขนปกคลุมเล็กน้อย ลำต้นมีร่อง เล็กๆตามยาว ต้นแก่สีเทา-ขาว
ใบ
ใบประกอบ odd-pinnate เรียงตัวแบบสลับ ก้านใบรวม rachis ยาว 7-40 ซม.มีขนปกคลุม ใบ ย่อย 2-6 คู่ รูปใบหอก รูปไข่ รูปรีหรือรูปขอบขนาน โคนใบมนหรือ oblique ปลายใบแหลมหรือมีติ่งแหลมโค้ง ขอบใบเรียบ ผิวใบมีขนนุ่มปกคลุม ใบกว้าง 2-6 ซม. ยาว 3-15 ซม.
ดอก
ดอกช่อแบบ spike เกิดที่ปลายกิ่งแขนงสั้นๆหรือปลายยอด ดอกแยกเพศ พืชต้นเดียวกัน (monoecious)หรือแยกต้น(dioecious) ก้านช่อดอกยาว 10-20 ซม. ก้านดอกย่อยยาว 0.5-1.0 มม. เส้นผ่าศูนย์กลาง ดอกบาน 5-7 มม. ดอกย่อยมี กลีบเลี้ยง 4-5 กลีบ สีเขียว ติดกันเป็นรูปถ้วย ตอนปลายแยกเป็นแฉกลึก ยาว 1-1.5 มม. กลีบดอก 4-5 กลีบ สีเหลืองแกมเขียว แยกกัน กลีบรูปขอบขนานปลายมน กว้าง 1-1.5 มม. ยาว 2-3 มม. ดอกตัวผู้ มี เกสรเพศผู้ 8-10 อัน ติดบนฐานรองดอก อับเรณูสีเหลือง ตอนกลางดอกมีร่องรอยของเกสรเพศเมียที่เป็นหมัน ลักษณะเป็นตุ่มกลม 4 พู ดอกตัวเมีย มี เกสรเพศเมีย 4 อัน รังไข่ superior ovary มีก้านเกสรเพศเมีย 4 อัน แยกกัน ยอดเกสรเป็นเส้น รังไข่ใช้การได้อันเดียว 1 ออวุล ต่อ 1 รังไข่ basal placentation
ผลและเมล็ด
ผลสดแบบ drupe รูปรีหรือขอบขนานหรือรูปไต ปลายมนถึงแหลมเล็กน้อย เส้นผ่า ศูนย์กลางผลประมาณ 7-15 มม. เมล็ดแข็ง กลมหรือรี 1 เมล็ด

    �� : ต้นมหาโสณกะ หมายถึง อ้อยช้างให     ����� : 14/04/2003 11:30 PM


�����Դ��繷��: 8

ชื่อวงศ์ MELIACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ Azadirachta indica A. Juss. (varsiamensis Valeton)
ชื่อพื้นเมือง กะเดา(ใต้), ไม้เดา, เดา, สะเลียม(เหนือ), จะตัง
ลักษณะทั่วไป
สะเดาเป็นไม้ขนาดกลาง สูง๑๒-๑๕ เมตร ทุกส่วนมีรสขม เรือนยอดเป็นเป็นพุ่มกลมหรือคล้ายเจดีย์ต่ำ เปลือกของลำต้นสีน้ำตาลเทาหรือเทาปนดำ แตกระแหง เป็นร่องเล็กๆหรือเป็นสะเก็ดยาวตามต้น แต่เปลือกของกิ่งอ่อนเรียบ

ใบ เป็นช่อแบบขนนก ใบย่อยรูปใบหอกใบกว้าง ๓-๔ ซม.ยาว ๔-๘ ซม.ขอบใบหยัก ใบออกเวียนกัน
ดอก เป็นช่อสีขาว
ผล ผลกลมรี อวบน้ำ ผลแก่สีเหลือง ภายในผลมี ๑ เมล็ด

ประโยชน์ทางยา
เปลือกต้น รสฝาดสมาน แก้ท้องเดิน แก้บิด มูกเลือด ราก แก้ไข้ทำให้อาเจียนก้านใบแก้ไข้ทุกชนิด บำรุงธาตุ ผล ถ่ายพยาธิ แก้ริดสีดวง แก้ปัสสาวะพิการ
ประโยชน์ทางอาหาร
ยอดอ่อน ใบอ่อน ดอกของสะเดาใช้เป็นผักได้

** พันธุ์ไม้ประจำจังหวัดอุทัยธานี

    �� : ต้นนิมพะ หมายถึง สะเดา     ����� : 14/04/2003 11:41 PM


�����Դ��繷��: 9

ชื่อวิทยาศาสตร์: Bambusa sp.
ชื่อวงศ์: GRAMINEAE/POACEAE
ลักษณะวิสัย: ไม้แตกกอ
ลักษณะ: เป็นพืชมีเนื้อไม้แข็งความสูงแล้วแต่ชนิด มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลำต้นตรง มีข้อ
และปล้องชัดเจน ปล้องภายในกลวง ขนาดกว้างยาวแล้วแต่ละชนิด ใบ ใบเดี่ยว ออกสลับ
รูปใบหอก ปลายเรียวแหลม โคนมน ขอบใบสากคาย ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง
การกระจายพันธุ์:
-เขตร้อน ที่อยู่ในเขตอบอุ่นมีน้อย
ประโยชน์:
หน่อ อ่อนเรียกหน่อไม้ของไผ่บางชนิด รับประทานได้ เนื้อไม้ ทำเครื่องเรือน เครื่องจักรสาน

    �� : ต้นมหาเวฬุ หมายถึง ไผ่ใหญ่     ����� : 14/04/2003 11:48 PM


�����Դ��繷��: 10

ชื่อพื้นเมือง : กุ่มน้ำ (ทั่วไป), กุ่ม (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, เลย)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Crateva religiosa Forst.f.
ชื่อวงศ์ : CAPPARACEAE

ลักษณะ : ไม้ต้นขนาดกลาง ใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อย 3 ใบ ออกเป็นกลุ่มหนาแน่นตามปลายกิ่ง ช่อดอกแบบช่อกระจะถี่ แต่ละช่อมักมีจำนวนมาก กลีบดอกสีขาว ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ผลสีเทาอมเหลืองค่อนข้างกลมยาวหรือรูปไข่ ผิวเมื่อแก่เป็นสะเก็ดหยาบๆ มีเมล็ดมาก เมล็ดคล้ายรูปหัวใจเบี้ยว

ประโยชน์ : เปลือกรากใช้เป็นยาถูนวดให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นมากๆ เปลือกต้นเป็นยาเจริญอาหาร ยาระบาย ยาขับปัสสาวะ แก้ไข้ ขับน้ำเหลืองเสีย และแก้โรคนิ่ว เปลือกโขลกแช่น้ำกินแก้ท้องผูก ใบลนไฟปิดหูแก้ปวด ต้นและใบต้มกินแก้โรคบิด ปวดท้อง ปวดศีรษะ ดอกกินเป็นยาเจริญอาหาร

    �� : ต้นกักกุธะ หมายถึง กุ่ม     ����� : 14/04/2003 11:57 PM


�����Դ��繷��: 11

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Michelia Champaca
วงศ์ : Magnoliaceae
ชื่อสามัญ : Champaca
ชื่ออื่น ๆ : Orage Chempaka, จำปา
ข้อมูลทั่วไปและประวัติ
จำปา เป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศ อินเดีย และพม่า มีประโยชน์ทางด้านสมุนไพร
" พระบุตรีเก็บแก้วกาหลง เด็ดดวงพวงประยงค์แซมเกศา
นางกำนัลน้อยน้อยสวยจำปา บ้างวิ่งชิงแย่งยื้อ "
: อิเหนา
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
จำปาเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ลำต้นสูงประมาณ 20 ฟุต มีลำต้นสีน้ำตาลปนขาวเล็กน้อย กิ่งจะเปราะ ใบสีเขียวใหญ่ เป็นมัน ปลายใบแหลม ใบกว้างประมาณ 5 นิ้ว ยาวประมาณ 10 นิ้ว ดอกจะเป็นดอกเดี่ยว สีเหลืองแก่ ดอกจะเป็นกลีบมีอยู่ 8-10 กลีบ ๆ หนึ่งยาวประมาณ 2 นิ้ว จะซ้อนกันเป็น 2 ชั้น ดอกเริ่มแย้มและมีกลิ่นหอมในช่วงพลบค่ำ ในเช้าวันถัดมากลีบดอกจะกางออกจากกัน และร่วงหล่นในตอนเย็น ออกดอกเกือบตลอดปี แต่จะมีปากในช่วงฤดูฝน ปลูกนานกว่า 3 ปี ถึงจะออกดอก
การขยายพันธุ์: การตอน
การปลูกและการดูแลรักษา
จำปานั้นเป็นไม้กลางแจ้ง ต้องการน้ำปานกลาง
จำปาไม่ชอบที่น้ำขังจะทำให้ตายได้
ดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินร่วน โปร่ง อุดมสมบูรณ์


    �� : ต้นจัมปกะ หมายถึง จำปาป่า     ����� : 14/04/2003 11:59 PM


�����Դ��繷��: 12

ชื่อวิทยาศาสตร์ Diospyros areolata King & Gamble
ชื่อวงศ์ EBENACEAE
ชื่อท้องถิ่น เชียงราย เรียก มะพลับ, ม่ากาลับตอง, ม่ากับต๋อง
ลักษณะทั่วไป
มะพลับเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงถึง 15 เมตร ลำต้นมักคดงอ เปลือกค่อนข้างเรียบ สีน้ำตาลปนเขียวอ่อน หรือปนดำ ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกัน ตัวใบรูปขอบขนาน กว้าง 4 – 7 ซม. ยาว 7 – 10 ซม. โคนใบโค้งมน ขอบใบเรียบ ปลายใบเรียวทู่ เนื้อใบหนาผิวเกลี้ยงทั้งสองด้าน ดอก มีดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อสั้นๆ ตามง่ามใบ ก้านดอกยาวประมาณ 2 มม. มีขนหนาแน่น ดอกเพศเมียมักออกเดี่ยวๆ ตามกิ่งเล็กๆ ก้านดอกยาว 5 – 10 มม. มีขน ผล กลมหรือค่อนข้างกลม ผิวมีเกล็ดสีน้ำตาลแดง กลีบจุกผลแต่ละกลีบเกือบไม่ติดกัน เกลี้ยงหรืออาจมีขนบ้างทั้งสองด้านกลีบส่วนมากจะพับกลับ มีบ้างที่แผ่กางออก ขอบกลีบมักเป็นคลื่น ไม่มีเส้นลายกลีบ
การปลูก
พบขึ้นตามป่าดงดิบ และตามบริเวณป่าชายเลน เหนือระดับน้ำทะเล 2–30 เมตร ทางภาคใต้ ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด
สรรพคุณทางยา
ใช้เปลือกต้นและเนื้อไม้ ต้มเอาน้ำดื่ม บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ใช้เปลือกต้นและเนื้อไม้ย่างไฟให้กรอบ หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ชงดื่ม แก้กามตามด้าน บำรุงความกำหนัด
คติความเชื่อ
มะพลับเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งของคนไทย กำหนดปลูกไว้ทางทิศใต้ (ทักษิณ) ตามโบราณเชื่อกันว่า การปลูกต้นมะพลับในบริเวณบ้านจะทำให้ร่ำรวยยิ่งขึ้น

    �� : ต้นพิมพละ หมายถึง มะพลับ     ����� : 15/04/2003 12:03 AM


�����Դ��繷��: 13

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Nyctanthes Arbortristis
วงศ์ : Verbenaceae
ชื่อสามัญ : Night flower jasmin
ชื่ออื่น ๆ : กรรณิการ์
ข้อมูลทั่วไปและประวัติ
กรรณิการ์ นั้นเป็นไม้ที่มีกลิ่นหอมแรง โดยจะบานตอนกลางคืน และออกดอกตลอดปี นอกจากจะเป็นไม้ที่หอมแล้ว กรรณิการ์ ยังเป็นสมุนไพรอีกด้วย และ ฐานรองดอกก็สามารถนำมาทำสีย้อมผ้า และสีทำขนมได้ด้วย โดยถิ่นกำเนิดดั้งเดิมนั้น อยู่ที่ประเทศอินเดีย

" กรรณิการ์ก้านสีแสด คิดผ้าแสดติดขลิบนาง
เห็นเนื้อเรื่อโรงราง ห่มสองบ่าว่าโนเน "
: นิราศธารโศก เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
กรรณิการ์เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กสูงประมาณ 2 เมตร ใบ นั้นจะเป็นใบเดี่ยวแต่ออกเป็นคู่ ๆ สลับกันไปตามข้อของต้น มีขนอ่อน ๆ ปกคลุมอยู่ทั่วใบ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่รี ปลายแหลม ขอบใบเรียบ ออกดอกเป็นช่อ ช่อ ๆ หนึ่งจะมีดอกราว 5-8 ดอก แต่ละดอกจะผลัดกันบาน ดอกมีสีขาว มี 6 กลีบ ลักษณะคล้ายกังหัน ขนาดดอกประมาณ 1.5-2 ซม. แต่ละดอกจะมีใบประดับ 1 ใบ กลีบดอกโคนติดกันเป็นหลอดสีแสดยาว 1.5 ซม.
การขยายพันธุ์
เมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ
การปลูกและการดูแลรักษา
กรรณิการ์นั้น ชอบที่ร่มรำไร และมีความชุ่มชื้นพอควร ดินที่ใช้ปลูกนั้น ควรจะเป็นดินอุดมสมบูรณ์ ร่วนซุยระบายน้ำได้ดีไม่ควรมีน้ำขังอยู่ ซึ่งอาจจะทำให้รากเน่าได้ กรรณิการ์ นั้นต้องการน้ำเพียงปานกลางเท่านั้น

    �� : ต้นกณิการระ หมายถึง กรรณิการ์     ����� : 15/04/2003 12:09 AM


�����Դ��繷��: 14

ชื่ออื่น ดู่บ้าน (ภาคเหนือ) ; ประดู่บ้าน, ประดู่ลาย, อังสนา (ภาคกลาง) ; สะโน (มาเลย์ฯ - นราธิวาส)
ประโยชน์
ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ ออกดอกราวเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม
เปลือก : ให้น้ำฝาดชนิด pyrogallol และ cateehol ให้สีน้ำตาลใช้ย้อมผ้า
แก่น : ให้สีแดงคล้ำใช้ย้อมผ้า
เมล็ด : เป็นยาทำให้อาเจียน

    �� : ต้นอสนะ หมายถึง ประดู่ลาย     ����� : 15/04/2003 12:16 AM


�����Դ��繷��: 15

ชื่อสามัญ Malccea Tree
ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus emblica Linn.
วงศ์ EUPHORBIACEAE
ชื่ออื่น กันโตด (เขมร-จันทบุรี), กำทวด (ราชบุรี), มะขามป้อม (ทั่วไป), มั่งลู่ สันยาส่า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ลักษณะทั่วไป
เป็นไม้ยืนต้นสูง 8 – 12 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลปนเทา ผิวค่อนข้างเรียบ เรือนยอดรูปร่ม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกรูปขอบขนานติดเป็นคู่ ขนาดเล็ก เรียงสลับ ออกดอกรวมกันเป็นกระจุกตามง่ามใบ ดอกขนาดเล็กมาก สีเหลืองนวล ออกดอกช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ผลเป็นผลสดทรงกลม อุ่มน้ำ สีเขียวอ่อนค่อนข้างใส
ขยายพันธุ์
เพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม
ดินทุกชนิด ทนแล้งได้
ถิ่นกำเนิด
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และป่าเบญจพรรณแล้งหรือป่าแดง

** พันธุ์ไม้ประจำจังหวัด สระแก้ว

    �� : ต้นอามัณฑะ หมายถึง มะขามป้อม     ����� : 15/04/2003 12:22 AM


�����Դ��繷��: 16

วงศ์ ANACARDIACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ Mangifera caloneura Kurz.
ชื่ออื่น มะม่วงป่า มะม่วงกะล่อน

    �� : ต้นปุณฑริกะ หมายถึง มะม่วงป่า     ����� : 15/04/2003 12:33 AM


�����Դ��繷��: 17

Plant Name: Shorea siamensis Miq.
Thai Name: รัง
Family: Dipterocarpaceae
Description: รังเป็นต้นไม้ผลัดใบ ใบเดี่ยวมนรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมสอบ โคนใบกว้างโค้งเว้าเข้าหากันจรดก้านใบ ใบยาว 10 – 20 ซม. กว้าง 7 – 10 ซม. ออกสลับ ดอกเป็นช่อสีขาว หรือเหลืองอ่อน ตามปลายกิ่ง ดอกและกลีบรองดอกมีอย่างละ 5 กลีบ ผลกลมรูปไข่ซ่อนอยู่ในกระพุ้งของโคนกาบรองดอก ที่เจริญมาเป็นปีกติดผลทั้ง 5 ปีก ปีกยาว 3 และสั้น 2

    �� : ต้นมหาสาละ หมายถึง รังใหญ่     ����� : 15/04/2003 12:50 AM


�����Դ��繷��: 18

ชื่อวิทยาศาสตร์ Ficus racemosa Linn
ชื่อวงศ์ MORACEAE
ชื่อท้องถิ่น
อุดรธานี-อีสาน เรียก หมากเดื่อ
แม่ฮ่องสอน-กะเหรี่ยง เรียก กูแช
ลำปาง เรียก มะเดื่อ
ภาคกลาง เรียก มะเดื่ออุทุมพร มะเดื่อชุมพร มะเดื่อเกลี้ยง
ภาคเหนือ-กลาง เรียก มะเดื่อ เดื่อเกลี้ยง
ภาคใต้ เรียก เดื่อน้ำ
ลักษณะทั่วไป
มะเดื่อเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูงประมาณ 10 – 20 เมตร ลำต้นเกลี้ยงสีน้ำตาลหรือน้ำตาลปนเทา กิ่งอ่อนสีเขียว หรือสีเขียวในน้ำตาล กิ่งแก่มีสีน้ำตาลเกลี้ยง หรือมีขนปกคลุม ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกแบบสลับ ใบบาง รูปไข่หรือรูปหอก ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ฐานใบมนหรือกลม ผิวใบเกลี้ยง หรือมีขน ไม่หลุดร่วงง่าย ดอก ออกเป็นช่อ ช่อดอก มีก้านเกิดเป็นกลุ่มบนกิ่งสั้นๆ ที่แตกออกจากลำต้น และกิ่งขนาดใหญ่ ผล รูปกลมแป้นหรือรูปไข่ มีขน ออกเป็นกระจุกตามกิ่งและลำต้น เมื่อฉีกออกจะพบเกสรเล็กๆ อยู่ภายในผล ผลสุกมีสีแดง
การปลูก
มะเดื่อขึ้นในธรรมชาติบริเวณป่าดิบชื้น บริเวณริมแม่น้ำลำคลอง ริมลำธาร หรือปลูกตามบ้านและริมทาง พบได้ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด
สรรพคุณทางยา
เปลือกต้น รสฝาด แก้ท้องร่วง ชะล้างบาดแผล สมานแผล แก้ประดง ผื่นคันแก้ไข้ท้องเสีย ไข้รากสาดน้อยและแก้ธาตุพิการ
ราก รสฝาดเย็น แก้ไข้ กระทุ้งพิษไข้ ถอนพิษไข้ และแก้ท้องร่วง
ผล รสฝาดเย็น แก้ท้องร่วง และสมานแผล
ผลสุก เป็นยาระบาย
คติความเชื่อ
มะเดื่อเป็นไม้ดั้งเดิมที่สัมพันธ์กับความเชื่อและประเพณีของคนไทย มะเดื่อเป็นไม้มงคลที่กำหนดปลูกในทิศเหนือ ได้มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาและกรุงศรีรัตนโกสินทร์ว่า มีการนำไม้มะเดื่ออุทุมพรมาทำเป็นพระที่นั่ง กระบวยตักน้ำมันเจิมถวาย และหม้อน้ำที่กษัตริย์ใช้ถวายน้ำทำด้วยไม้อุทุมพร ในพระราชพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์ มะเดื่อได้ถูกบันทึกไว้ในตำนานของชาวฮินดูว่าเป็นไม้มงคล และเป็นที่นับถือของคนไทย พม่า มอญ มาแต่โบราณ

    �� : ต้นอุทุมพร หมายถึง มะเดื่อ     ����� : 15/04/2003 12:52 AM


�����Դ��繷��: 19

ชื่อเรียกทั่วไป: กร่าง ไทร ไทรกร่าง
ชื่อวิทยาศาสตร์: Ficus altissima Moraceae
ลักษณะทั่วไป
สกุล Ficus คือไม้พวก มะเดื่อ โพธิ์ และ ไทร
ไทร ชนิดรัดพัน ต้นไม้อื่น มีประมาณครึ่งหนึ่งของไม้สกุลนี้ เมื่อเมล็ดงอกบนต้นไม้ที่มันอาศัยจากการที่นกไปขี้ทิ้งไว้ รากของมันจะงอกขยายรัดพันต้นเดิม ปกคลุมไม้ดั้งเดิมจนตายซึ่งอาจเป็นเวลานานหลายสิบปี

    �� : ต้นนิโครธ หมายถึง ไทรหรือกร่าง     ����� : 15/04/2003 01:02 AM


�����Դ��繷��: 20

พระศรีมหาโพธิ์ในประเทศศรีลังกา
“โพธิ์” ที่อายุยืนที่สุดในโลก คือ “โพธิ์” ที่เมืองอนุราธปุระในเกาะลังกาหรือประเทศศรีลังกา มีอายุ ๒,๒๙๐ ปี (พ.ศ.๒๕๕–พ.ศ.๒๕๔๕) ซึ่งได้กิ่งพระศรีมหาโพธิ์ตรัสรู้ ณ พุทธคยา ในอินเดียมาปลูก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕ (ก่อน ค.ศ. ๒๘๘ ปี) มีเรื่องพรรณนาอยู่ใน ตำรามหาวงศ์ พงศาวดารลังกาอย่างพิศดาร ในบทที่ ๑๘–๑๙ ว่าด้วย พระนางสังฆมิตตะนำพระศรีมหาโพธิ์มา ในประเทศศรีลังกา
อรรถกถาพระวินัย (สมันตปาสาทิกา ภาคที่ ๑) กล่าวถึงเหตุการณ์ที่พระเจ้าอโศกมหาราช เสด็จมานมัสการพระศรีมหาโพธิ์ และนำกิ่งของพระศรีมหาโพธิ์ถวายพะนางสังฆมิตตา พระราชธิดา ของเพื่อนพระองค์ไปปลูกที่เมืองอนุราธปุระ ประเทศศรีลังกา พอสรุปได้ดังนี้
พระเจ้าอโศกมหาราช พร้อมกองทหารเสด็จออกจากเมืองปาฏลีบุตรไปยังพระศรีมหาโพธิ์ เมื่อไปถึงพระศรีมหาโพธิ์ทรงพบกับปาฏิหารย์ต่างๆ ที่ปรากฏที่พระศรีมหาโพธิ์ ทรงถือพู่กันทองคำ ทำรอบขีดที่กิ่ง ด้วยมโนศิลา แล้วทำการอธิษฐานว่า “ ถ้าพระศรีมหาโพธิ์ควรจะประดิษฐานอยู่เกาะลังกา และหากว่าข้าพเจ้าเป็นผู้หมดความสงสัยในพระพุทธศาสนา ขอให้พระศรีมหาโพธิ์จงประดิษฐานในกระถางทองคำเสียเอง” กิ่งของพระศรีมหาโพธิ์ก็ขาดตรงที่ทำรอยไว้และประดิษฐานอยู่ในกระถางเอง หลังจากนั้นก็ทรงถวายแก่ พระนางสังฆมิตตา เพื่อนำไปปลูกที่เกาะลังกา

** รูปจริงจากhttp://www.2how.com/reader/vendredi/01/html/2.html
**************** จบภาคแรก ****************

    �� : ต้นอัสสัตถะ หมายถึง โพธิใบ     ����� : 15/04/2003 01:11 AM


�����Դ��繷��: 21

ขอบคุณ "พี่ไม่บอกหรอก" มากๆนะคะ
ที่ ..... ตั้งใจ โพสเรื่องราวอันเป็นสาระ ได้อย่างยอดเยี่ยมเลย
ตาล ..... ชอบมากๆคะ

นึกว่า ..... เป็นได้แต่ "หัวหน้ากบฏ ....." ซะอีก : ))


โชคดีค่ะ บ๊ายบายนะคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 16/04/2003 07:15 AM


�����Դ��繷��: 22

goodddddd ยกนิ้วให้เลยนะ สุดยอดแห่งกระทู้สร้างสรรค มาก
ขอยกย่อง
ให้มันได้งี้ดิ

    �� : ชด ประชากร     ����� : 19/04/2003 02:46 AM


�����Դ��繷��: 23

พันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลจังหวัดมหาสารคาม

ชื่อวิทยาศาสตร์ Albizia lebbeck (L.) Benth.

วงศ์ LEGUMINOSAE - MIMOSOIDEAE

ชื่อสามัญ Indian Walnut , Labbeck Tree

ชื่ออื่น มะขามโคก มะรุมป่า ซึก

ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบ สูง 10 - 25 เมตร เรือนยอดรูปร่มแผ่กว้าง เปลือกสีเทาเข้มหรือน้ำตาลอม เหลืองขรุขระ และแตกเป็นร่องตามยาว เปลือกในสีแสด ใบประกอบรูปขนนกสองชั้น เรียงสลับมีก้านแขนงออกตรงข้ามกัน 2 - 4 คู่ แผ่นใบย่อยเล็ก 2 - 5 คู่ รูปขอบขนานเบี้ยว หรือรูปรี กว้าง 1.5 - 2.5 เซนติเมตร ยาว 3 - 5 เซนติเมตร ปลายใบมน โคนสอบและเบี้ยว ดอกเล็กสีขาว กลิ่นหอม ออกเป็นช่อแบบกระจุกรูปร่มค่อนข้างกลม บริเวณซอกใบ และที่ปลายกิ่ง ผลเป็นฝักรูปขอบขนาน แบนและบาง กว้าง 3 - 4 เซนติเมตร ยาว 20 - 35 เซนติเมตร ปลาย และโคนมน สีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลแกมเหลือง ผิวเกลี้ยงเป็นมัน เมื่อแห้งสีฟางข้าว มีเมล็ดแบนรี 4 - 12 เมล็ด

นิเวศวิทยา ขึ้นได้ดีในพื้นที่เสื่อมโทรม เป็นไม้เบิกนำที่ดี พบขึ้นอยู่ตามป่าเบญจพรรณทั่วทุกภาคของไทย

ออกดอก มีนาคม - เมษายน เป็นฝัก กันยายน - ธันวาคม

ขยายพันธุ์ โดยเมล็ด หรือตอนกิ่ง

วิธีปฏิบัติต่อเมล็ดและการเพาะเมล็ด แช่ในน้ำร้อนอุณหภูมิ 80 - 90 องศาเซลเซียส แล้วทิ้งไว้ให้เย็น แช่ไว้เป็นเวลา 16 ชั่วโมง

ข้อสังเกตและผลการทดลอง 1. เมล็ดจะงอกใช้เวลาประมาณ 12 วัน
2. ภายในระยะเวลา 7 เดือน ต้นกล้าจะมีความสูงประมาณ 30-40 ซม. สามารถย้ายปลูกได้

ประโยชน์ ยอดอ่อนและช่อดอกอ่อนรับประทานได้ มีรสมัน เนื้อไม้แข็ง ลายไม้สวย ใช้ทำสิ่งปลูกสร้าง เครื่องมือทาง การเกษตร เปลือกให้น้ำฝาดใช้ฟอกหนัง เปลือกมีรสฝาดใช้รักษาแผลในปาก ลำคอ เหงือก เมล็ดรักษาโรคผิวหนัง ใบใช้ดับพิษร้อนทำให้เย็น

    �� : Freeze   Mail to Freeze  ����� : 19/07/2005 05:29 PM


�����Դ��繷��: 24

Ficus bengalensis L
ต้นไม้ในพุทธประวัติ



ต้นไทรนิโครธ (Ficus bengalensis L.)

ต้นไทรนิโครธหรือเรียกตามภาษาสันสกฤตว่า “บันฮัน” และตามภาษาฮินดูว่า “บาร์คาด” ตามพระพุทธประวัติ กล่าวว่าหลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้แล้ว ได้ทรงประทับอยู่ ณ ภายใต้ร่มโพธิ์ต่อไปอีก 7 วัน จึงได้ทรงย้าย ไปประทับต่อที่ใต้ร่มไทรนิโครธอีก 7 วัน

ไทรนิโครธ เป็นพันธุ์ไม้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับโพธิ์ กร่างและมะเดื่อ คือสกุล (genus) มะเดื่อ (Ficus) ในวงศ์(Family) ไทร(Moraceae) เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ลำต้นเป็นพูพอนมาก มีกิ่งก้านสาขาไม่แพ้ต้นโพธิ์เช่นกัน ปลายกิ่งจะห้อยลู่ลง ทำให้เกิดเป็นพุ่มกลมแน่นทึบ ตามลำต้นและกิ่ง จะมีรากอากาศห้อยย้อยลงมามาก ซึ่งรากอากาศนี้จะเจริญเติบโต เป็นลำต้นต่อไปได้อีกด้วย ฉะนั้นบางทีจะทำให้เกิดเป็นหลืบสลับซับซ้อน ดูเป็นฉากเป็นห้องพัก กำบังลม – ฝนได้ ้อย่างดี และคงจะเป็นเพราะเหตุนี้กระมังพระพุทธเจ้าจึงทรงเสด็จ ประทับเพราะอาจจะเป็นได้ว่าในช่วงนั้นมีฝนตก และลมแรง ก็เป็นได้ ตามกิ่งอ่อนจะมีขนนุ่ม ๆ หนาแน่น ตามใบอ่อนก็มีขนแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านท้องใบ แต่พอใบแก่ขนจะหลุดร่วงไปหมด ใบจะติดเวียนกัน เป็นกลุ่มตามปลาย ๆ กิ่ง เมื่อทิ้งใบจะปรากฏรอยแผลใบเด่นชัด ใบรูปไข่ กว้าง 10 – 14 ซม. ยาว 15 – 20 ซม. ปลายใบมน โคนใบโค้งกว้าง ๆ หรือหยักเว้าเข้าเล็กน้อย เนื้อใบหนา แขนงใบมีระหว่าง 4 – 6 คู่ ก้านใบอวบ ยาว 2 – 5 ซม. ผลกลม โต วัดผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 – 1.5 ซม. ผลจะติดแนบอยู่กับกิ่ง และแต่ละผลจะมีกาบ 2 – 4 กาบ เมื่อผลแก่จะมีสีแดงคล้ำ ๆ หรือสีเลือดหมู เป็นอาหารของสัตว์พวกนกได้เป็นอย่างดี

ไทรนิโครธ ขึ้นกระจายทั่วไปในย่านเอเชียเขตร้อน อาจจะขึ้นเป็นกลุ่ม ๆ หรือกระจายห่าง ๆ ตามพื้นที่ที่ค่อนข้าง ชุ่มชื้น ไม่เลือกชนิดดิน และสามารถอยู่ได้ในที่น้ำท่วมชั่วคราวได้ การขยายพันธุ์ก็โดยอาศัยเมล็ด ซึ่งสัตว์ ์จำพวกนกจะพากันมากินแล้วบินไปถ่ายมูลที่อื่น ไทรนิโครธก็จะไปขึ้นที่นั้น จึงเป็นเหตุให้การแพร่พันธุ์เป็นไป อย่างกว้างขวางมาก นอกจากนี้ยังอาจจะใช้วิธีชำหรือตอนกิ่งนำไปปลูกก็ได้ โดยปกติมักนิยมปลูกไว้ตาม วัดวาอารามและตามสวนสาธารณะที่มีเนื้อที่กว้าง ๆ เพื่อใช้เป็นที่พักของพุทธศาสนิกชน ตลอดจนเป็นที่อาศัย และแหล่งอาหารของนกกาต่าง ๆ แต่ตามบ้านเรือนและตามชายถนนแล้วไม่ค่อยนิยมปลูกกันเพราะเนื่องจาก กิ่งก้านของไทรนิโครธใหญ่โตและอาจมีอันตรายเมื่อมีพายุพัดในบางโอกาส ทำให้ไม่ปลอดภัยต่อเสาไฟ หรือหลังคาบ้านก็เป็นได้

ความจริงไทรในอินเดียก็มีมากมายหลายชนิด บางชนิดก็มีพุ่มหนาแน่นเหมาะที่จะใช้เป็นที่พักอาศัยในระหว่าง การเดินทาง เช่นกัน เช่น ไทรย้อย ที่มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Ficus bengnalensis L. และยางอินเดีย ที่มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Ficus elastica Roxb. ex Hornem เป็นต้น ฉะนั้นถ้าจะให้กำหนดว่า ไทรชนิดไหนแน่ที่พระพุทธเจ้า ทรงนั่งประทับนั้นคงจะลำบาก แต่โดยคำนึงเอาว่าไทรนิโครธนั้นมีดาษดื่นและกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวาง ประกอบกับมีลำต้นปลอมที่เกิดจากรากอากาศล้อมเป็นปริมณฑล ก็คงเหมาะแก่การพักพิงและหลบภัยธรรมชาติ ก็คงเหมาะแก่การพักพิงและหลบภัยธรรมชาติได้มากกว่าไทรชนิดอื่น ๆ และชื่อทางพฤกษศาตร์ยังมีชื่อพ้องกับ Ficus indica L. ซึ่งหมายถึงไทรอินเดียอีกด้วย จึงมีผู้เขียนเกี่ยวกับไม้พระพุทธประวัติหลายท่านกำหนด เอาไทรนิโครธเป็นหลักไว้ก่อน และคำว่านิโครธคงจะแผลงมาจากนิโรธ ก็หมายถึงการพ้นจากบ่วงทุกข์ บ่วงกิเลส ก็อาจเป็นได้ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าได้ชนะมาร (กิเลส) แล้ว จึงทรงประสงค์จะไปประทับที่ใต้ต้นนิโครธก็เป็นได้

    �� : Freeze   Mail to Freeze  ����� : 19/07/2005 07:01 PM


�����Դ��繷��: 25

ชื่อเรียกทั่วไป : กร่าง ไทร ไทรกร่าง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus bengalensis L.
ชื่อทั่วไป : ต้นไทรนิโครธหรือเรียกตามภาษาสันสกฤตว่า “บันฮัน” และตามภาษาฮินดูว่า “บาร์คาด”
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับโพธิ์ กร่างและมะเดื่อ คือสกุล (genus) มะเดื่อ (Ficus) ในวงศ์(Family) ไทร(Moraceae) เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ลำต้นเป็นพูพอนมาก มีกิ่งก้านสาขาไม่แพ้ต้นโพธิ์เช่นกัน ปลายกิ่งจะห้อยลู่ลง ทำให้เกิดเป็นพุ่มกลมแน่นทึบ ตามลำต้นและกิ่ง จะมีรากอากาศห้อยย้อยลงมามาก ซึ่งรากอากาศนี้จะเจริญเติบโต เป็นลำต้นต่อไปได้อีกด้วย ฉะนั้นบางทีจะทำให้เกิดเป็นหลืบสลับซับซ้อน ดูเป็นฉากเป็นห้องพัก กำบังลม – ฝนได้ ้อย่าง ตามกิ่งอ่อนจะมีขนนุ่ม ๆ หนาแน่น ตามใบอ่อนก็มีขนแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านท้องใบ แต่พอใบแก่ขนจะหลุดร่วงไปหมด ใบจะติดเวียนกัน เป็นกลุ่มตามปลาย ๆ กิ่ง เมื่อทิ้งใบจะปรากฏรอยแผลใบเด่นชัด ใบรูปไข่ กว้าง 10 – 14 ซม. ยาว 15 – 20 ซม. ปลายใบมน โคนใบโค้งกว้าง ๆ หรือหยักเว้าเข้าเล็กน้อย เนื้อใบหนา แขนงใบมีระหว่าง 4 – 6 คู่ ก้านใบอวบ ยาว 2 – 5 ซม. ผลกลม โต วัดผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 – 1.5 ซม. ผลจะติดแนบอยู่กับกิ่ง และแต่ละผลจะมีกาบ 2 – 4 กาบ เมื่อผลแก่จะมีสีแดงคล้ำ ๆ หรือสีเลือดหมู เป็นอาหารของสัตว์พวกนกได้เป็นอย่างดี การขยายพันธุ์ก็โดยอาศัยเมล็ด ซึ่งสัตว์ ์จำพวกนกจะพากันมากินแล้วบินไปถ่ายมูลที่อื่น ไทรนิโครธก็จะไปขึ้นที่นั้น จึงเป็นเหตุให้การแพร่พันธุ์เป็นไป อย่างกว้างขวางมาก นอกจากนี้ยังอาจจะใช้วิธีชำหรือตอนกิ่งนำไปปลูกก็ได้

    �� : Freeze   Mail to Freeze  ����� : 19/07/2005 07:06 PM


�����Դ��繷��: 26

คำว่า โพธิ์ เป็นชื่อเรียกถึงการตรัสรู้ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ไม่ใช่ชื่อพันธ์ต้นไม้ แต่เป็นชื่อของต้นไม้ที่พระพุทธเจ้า ประทับนั่งและได้ตรัสรู้ใต้ต้นไม้นั้น เดิมต้นไม้นี้ชื่อว่า อัสสัตถะ หรือ อัศวัตถ์ ชื่อพันธ์ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า Ficus Religiosa

ต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้ ปัจจุบันมิใช่ต้นเดิมตั้งแต่ครั้งพุทธกาล แต่เป็นต้นที่ ๔ ซึ่งแตกหน่อมาจากต้นเดิม เนื่องจาก ต้นโพธิ์ ถูกทำลายหลายครั้งจากผู้มีมิจฉาทิฏฐิ และคนนอกศาสนา ประวัติของต้นโพธิ์ทั้ง ๔ มีดังนี้

ต้นโพธิ์ต้นแรก เป็นสหชาติเกิดขึ้นพร้อมกับวันที่พระโพธิสัตว์ประสูติ ตามพุทธประวัติกล่าวว่า สหชาติ มี ๗ประการ คือ กาฬุทายีอำมาตย์ , ฉันนะ , อานนท์พุทธอนุชา , พระนางพิมพา , ม้ากัณฑกะ , ขุมทรัพย์ ๔ มุมเมือง , ต้นอัสสัตถะพฤกษ์ (ต้นโพธิ์) ต้นโพธิ์นี้จะผุดขึ้นมาเองจากพื้นเป็นปาฏิหาริย์ หรือจะมีคน มาปลูกในวันนั้นพอดี ก็สุดจะทราบได้ อย่างไรก็ตาม ต้นโพธิ์ต้นนี้มีอายุมาจนถึงสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒ พระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์ชาวพุทธผู้ยิ่งใหญ่ ทรงเคารพรัก ต้นโพธิ์ เป็นอย่างยิ่ง จะเสด็จไปนมัสการต้นโพธิ์อยู่ตลอดเช้าเย็น พระเหสีของพระเจ้าอโศกมหาราช คือ พระนางติษยรักษิต ไม่พอพระทัยที่พระเจ้าอโศก เอาใจใส่ต้นโพธิ์มากเกินไป (หึงกระทั่งต้นไม้) จึงได้ให้คนเอายาพิษเพื่อทำลายต้นโพธิ์ บางแห่งบอกว่า พระนางเอาเงี่ยงกระเบนมีพิษ มาทิ่มรากต้นโพธิ์ จนต้นโพธิ์ตาย เมื่อพระเจ้าอโศกทรงทราบ ถึงกับ ทรงวิสัญญีภาพ ชล้มสลบลง เสียพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ให้คนนำเอาน้ำนมโคมารดต้นโพธิ์ทุกวัน และพระองค์เอง ก็ทรงคุกเข่า ที่ต้นโพธิ์นี้ พร้อมกับตั้งสัตยาธิษฐานขอให้มีหน่องอก ก็เกิดอัศจรรย์มีหน่อโพธิ์งอกขึ้นมา พระองค์ได้นำมาปลูก เป็นต้นที่ ๒ อายุของต้นแรกสิริอายุได้ ๓๔๒ ปี

ต้นโพธิ์ต้นที่ ๒ มีอายุยืนมาจนกระทั่ง กษัตริย์ใจทมิฬหินชาติ นามว่า ศศางกา ได้มาพบกับต้นพระศรีมหาโพธิ์ ก็ไม่พอพระทัย เนื่องเพราะพระองค์นับถือฮินดู จึงได้ให้คนทำลายต้นพระศรีมหาโพธิ์ และทำลายพระพุทธรูป ในวิหาร ทั้งหมด แต่อำมาตย์ชาวพุทธไม่กล้าทำลายพระพุทธรูป จึงได้ใช้วิธีเอาปูนโบกทับเพื่อปิดไว้เฉยๆ ภายหลัง พระเจ้าศศางกา ได้รับผลกรรม เกิดแผลพุพองทั่วร่าง และสิ้นพระชนม์อย่างอนาถ รวมอายุต้นโพธิ์ต้นที่ ๒ ได้ ๘๗๑ ปี

ต้นโพธิ์ต้นที่ ๓ หลังจากนั้นไม่นาน พระเจ้าปูรณวรมา กษัตริย์ชาวพุทธ ได้มาพบเห็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ล้มเช่นนั้น ก็เสียพระทัย แต่ให้คนได้ค้นหาหน่อพระศรีมหาโพธิ์ ก็พบหน่อโพธิ์ขึ้นที่ใต้ต้นโพธิ์ จึงให้มีการปลูกขึ้นใหม่ และสร้างรั้ว ล้อมป้องกันไว้อย่างแน่นหนา ต้นโพธิ์ต้นนี้มีอายุยืนนานมาก ถึง ๑๒๕๘ ปี ก็ล้มไปตามกาลเวลา

ต้นโพธิ์ต้นที่ ๔ ในปี ๒๔๔๓ เซอร์อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้มีคุณูปการ ต่อพระพุทธศาสนามาก ได้ขุด ค้นพบพุทธสถานหลายแห่ง จนทำให้พระพุทธศาสนาเป็นที่รู้จักของชาวอินเดีย หลังจาก ลืมเลือนไปแล้วกว่า ๘๐๐ ปี ได้เดินทางไปที่พุทธคยา พบกับต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ล้มอยู่ แต่ได้พบหน่อโพธิ์ งอกอยู่ ที่ใต้ต้นเดิม ๒ หน่อ หน่อหนึ่งสูง ๖ นิ้ว ได้ปลูกไว้ที่บริเวณต้นเดิม อีกหน่อหนึ่ง สูง ๔ นิ้ว แยกไปปลูกทางด้านทิศเหนือ ห่างกัน ๒๕๐ ฟุต อายุต้นโพธิต้นนี้ นับจากเริ่มปลูก ปี ๒๔๔๓ - ๒๕๔๗ รวมอายุได้ ๑๒๕ ปี

    �� : Freeze   Mail to Freeze  ����� : 19/07/2005 07:18 PM



ชื่อ ::
  *
  รหัสผ่าน ::  
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ

Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.