| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- แก้ไขข้อมูลสมาชิก | เข้าระบบผู้ดูแล | ตั้งกระทู้ใหม่ -



เส้นทางสู่สภา เลือกตั้ง 2548 ...!!!!!


เลือกตั้ง 2548
โดย ... นสพ.มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 13 ธันวาคม 2547


เปิดยุทธการ 2 พรรคใหญ่ เกทับ-บลั๊ฟแหลก ... วัดใจคนกรุง เลือกตั้งรัฐบาล-ฝ่ายค้าน...? ในการสู้ศึกเลือกตั้งปี 2548 ที่ใกล้จะถึง สนามกรุงเทพมหานคร (กทม.) ก็เป็นสนามหนึ่งที่ไม่อาจละสายตาไปได้ เพราะเป็นสนามที่มักถูกตั้งฉายาไว้ว่า .....

คนต่างจังหวัดตั้งนายกฯ คนกรุงเทพฯ ล้มรัฐบาล ...!!

ยิ่งศึกเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นที่ชัดเจนระหว่างการแข่งขันของ 2 พรรคใหญ่ อย่างพรรคไทยรักไทย ในฐานะ "แชมป์" เพราะมีฐาน ส.ส. เดิมถึง 28 เสียง กับพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ท้าชิง ด้วยฐานที่มีอยู่ 9 เสียง

ระหว่างนี้ ... แต่ละพรรคต่างโหมโรงเปิดตัวผู้สมัคร หวังช่วงชิงพื้นที่ใน กทม. โดยแต่ละพรรคต่างดึงกลเม็ดเด็ด ชูจุดขายของผู้สมัครหน้าใหม่เพื่อดึงดูดความสนใจคนกรุง ไม่ว่าจะเป็นพรรคไทยรักไทย ที่ชูคนเด่นอย่างดาราลงสมัคร ไม่ว่าจะเป็น "แซม" ยุรนันท์ ภมรมนตรี ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 11 ดินแดง หรือแม้แต่ "บรุ๊ค" ดนุพร ปุณณกัณต์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 7 ยานาวา-สาทร

ล่าสุดประธานภาค กทม. สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ยังโหมกระแสเปิดตัวผู้สมัคร ทั้งที่เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปก่อนหน้านี้แล้ว ที่ท่าน้ำสาทร ภายใต้ชื่องานที่ว่า 9+1 คนคุณภาพ เพื่อชาว กทม. ประกอบด้วย ..........

นายดนุพร ปุณณกันต์ ..... ผู้สมัคร ส.ส. เขต 7 ยานนาวา
ร.อ.รชฏ พิสิษฐบรรณกร ..... ผู้สมัคร ส.ส. เขต 4 พญาไท-ราชเทวี
นางอรทัย ฐานะจาโร ..... ผู้สมัคร ส.ส. เขต 6 บางรัก-สัมพันธวงศ์
นายมานะ คงวุฒิปัญญา ..... ผู้สมัคร ส.ส. เขต 32 บางกอกใหญ่-ภาษีเจริญ
นายพงษ์พิสุทธิ์ จินตโสภณ ..... ผู้สมัคร ส.ส. เขต 8 บางคอแหลม
น.ส.ณหทัย ทิวไผ่งาม ..... ผู้สมัคร ส.ส. เขต 10 ห้วงขวาง-วัฒนา
นายยุรนันท์ ภมรมนตรี ..... ผู้สมัคร ส.ส. เขต 11 ดินแดง
น.ส.ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ ..... ผู้สมัคร ส.ส. เขต 28 คลองสาน-ธนบุรี และ
นายจักรพันธุ์ ยมจินดา ..... ผู้สมัคร ส.ส. เขต 30 บางกอกน้อย

จากนั้นไม่นาน ... พรรคประชาธิปัตย์ก็เปิดตัวผู้สมัครหน้าใหม่ โดยชูภาพผู้มีความรู้ความสามารถ โดยดึงจากทายาทกลุ่มทุนเก่าในแวดวงสังคมชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นทายาทตระกูลดังอย่าง

ม.ล.อภิมงคล โสณกุล .....
บุตรชาย ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ลงสมัคร ส.ส. เขต 6 บางรัก-สัมพันธวงศ์

อัศวิน อภัยวงศ์ .....
อดีตเลขาธิการพรรคถิ่นไทย หลานชาย นายควง อภัยวงศ์ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัคร ส.ส. เขต 13 หลักสี่

กรณ์ จาติกวณิช .....
ประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ เจพี มอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด หลานของ นายเกษม จาติกวณิช หรือ ซุปเปอร์เค ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยคนแรก ลงสมัคร ส.ส. เขต 7 ยานาวา-สาทร

ยุพ นานา .....
บุตรชายของ นายเล็ก นานา ผู้ก่อตั้งพรรค ลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ

พรรคประชาธิปัตย์ยังใช้ฐานการเมืองท้องถิ่นลงสมัคร อย่าง

เจิมมาส จึงเลิศศิริ ..... อดีต ส.ก. เขตพระนคร ลงสมัคร ส.ส. เขต 1 พระนคร-ป้อมปราบฯ
สุภัคสิริ หฤษฎางค์กูร ..... ลงสมัคร ส.ส. เขต 2 ดุสิต
ถนอม อ่อนเกตุพล ..... ผู้จัดรายการสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน ลงสมัคร ส.ส. เขต 9 คลองเตย
สุรศักดิ์ ทรงไตรรัตนกุล ..... หลานเขย พล.อ.อ.มนัส รูปขจร น้องชาย พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ส.ว.สระบุรี ลงสมัคร เขต 14 ดอนเมือง

อนันต์ ฤกษ์ดี ..... ลงสมัคร ส.ส. เขต 25 หนองจอก-ลาดกระบัง
บุณฑรีย์ พาณิชประไพ ..... นักธุรกิจท้องถิ่น ลงสมัคร ส.ส. เขต 31 ตลิ่งชัน-ภาษีเจริญ
นันทพร วีรกูลสุนทร ..... ลงสมัคร ส.ส. เขต 33 จอมทอง
โสภณ ขวัญบัว ..... อดีต ส.ก. พรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัคร ส.ส. เขต 34 ราษฎร์บูรณะ-ทุ่งครุ
สุธรรม นทีทอง ..... อดีตรองประธานสภา กทม. ลงสมัคร ส.ส. เขต 35 บางขุนเทียน-บางบอน
วัชระ เพชรทอง ..... อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. ลงสมัคร ส.ส. เขต 37 ทวีวัฒนา-หนองแขม-บางแค

นอกจากตัวผู้สมัครแล้ว ..... แต่ละพรรคการเมืองยังใช้ยุทธการชิงสนามเลือกตั้ง โดยพรรคไทยรักไทยใช้ "ยุทธการป่าล้อมเมือง" เพราะฐานที่มั่นเดิมของพรรคไทยรักไทย 28 เขตส่วนใหญ่อยู่ในเขตรอบนอกกรุงเทพฯ ส่วน 9 เขต ที่เหลือเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ในเขตใจกลางเมือง ผ่านวิธีระดมแกนนำของพรรคลงพื้นที่โดยเน้น 9 เขตที่เหลือเป็นหลัก ถึง 3 ชั้นด้วยกัน

เริ่มตั้งแต่ชั้นแรก ..... คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย

ชั้นที่ 2 ..... คือ ในระดับแกนนำและผู้บริหารของพรรค ที่ส่วนใหญ่มีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี โดยหาเสียงตามภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่ เช่น ....................

ในเขตบางรัก-สัมพันธวงศ์ ย่านธุรกิจ และผู้ประกอบการ รัฐมนตรีที่ลงพื้นที่จึงเป็นรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจอย่าง ..... สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ .....

หรือในเขตคลองสาน-ธนบุรี ที่ส่วนใหญ่เป็นย่านชุมชนชาวมุสลิม แกนนำที่ลงไปช่วยเหลือ คือ ..... อารีย์ วงศ์อารยะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย .....

ชั้นที่ 3 ..... คือ ระดับ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ที่จะคอยประจำการในศูนย์อำนวยการการเลือกตั้ง โดยจะคอยช่วยเหลือในบางพื้นที่ เช่น พื้นที่ใดที่มีคนอีสานอาศัยจำนวนมาก ก็จะให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อในภาคอีสานช่วยหาเสียง เป็นต้น

ลึกๆ แล้ว ยุทธการ "ป่าล้อมเมือง" ..... ก็เหมือนเป็นการกลบกระแสขาลงของพรรคไทยรักไทย ผ่านการสร้างกระแสรุกฐานที่มั่นเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ ขณะเดียวกัน การรักษาฐานที่มั่นเดิมของไทยรักไทยถือเป็นเรื่องที่หนักเอาการ เพราะอยู่ในมรสุมต้านอำนาจเบ็ดเสร็จของไทยรักไทย

จากการสยายอำนาจของไทยรักไทย ทั้งจากการย้ายพรรคของ ส.ส. กว่า 50 คน รวมถึงการควบรวมของพรรคชาติพัฒนาเข้ากับไทยรักไทย ทำให้พรรคไทยรักไทยในขณะนี้มีเสียงข้างมากอยู่ในมือ ทําให้การหาเสียงระดับภาพรวมของพรรคไทยรักไทย จึงชูนโยบาย ..... 4 ปีซ่อม 4 ปีสร้าง ..... เป็นหลัก โดยนำเสนอถึงผลงานที่ผ่านมา และนโยบายที่จะทำต่อไปในอนาคต ซึ่งในช่วงต้นมกราคม 2548 ที่จะถึงนี้ จะมีการเปิดตัวนโยบายด้านสังคมครั้งใหญ่ ที่เน้นสร้างคนตั้งแต่แรกเกิดจนถึงผู้สูงวัย เพื่อชูภาพความเป็นรัฐบาล หวังเรียกคะแนนเสียงผ่านนโยบายที่จับต้องได้

ขณะเดียวกัน ..... พรรคประชาธิปัตย์จับเรื่องอำนาจเบ็ดเสร็จของไทยรักไทย โดยใช้ภาพของความเป็นฝ่ายค้านมาเป็นจุดขาย พร้อมกับขอคะแนนเสียงเพื่อตรวจสอบรัฐบาลถึง 201 เสียง นั่นก็หมายถึงเพื่อสามารถอภิปรายนายกรัฐมนตรีได้ ตามรัฐธรรมนูญ ...........

แท้จริงแล้ว ..........
สูตรการขอคะแนนเสียงตรวจสอบ ก็แฝงด้วยความหวังเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาลนั่นเอง
เพราะหากพรรคประชาธิปัตย์ขอเสียงตรวจสอบได้ถึง 201 เสียงจริง
สูตรการจัดตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ ชาติไทย และมหาชน ก็อาจเกิดขึ้นได้ .....


เป็นที่แน่ชัดว่า ..... ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคไทยรักไทยจะได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ผ่านแรงสนับสนุนจากภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลาง ขณะที่ใจกลางสำคัญอย่างกรุงเทพฯ ยังขึ้นกับกระแสและสถานการณ์ช่วงก่อนการเลือกตั้ง แม้คนกรุงเทพฯ จะต้องการให้ไทยรักไทยกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง เพราะอยู่ในสภาวะที่ไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่า ขณะเดียวกัน ก็ปฏิเสธเสียงข้างมากอย่างถล่มทลายในสภา

ทั้งที่ไทยรักไทยก็รู้อยู่แก่ใจว่า ..... กระแสคนกรุงในขณะนี้คือต่อต้านอำนาจเบ็ดเสร็จ เห็นได้จากกรณีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ถึงกับออกมายอมรับว่า สาเหตุที่ไม่ส่งตัวแทนของพรรคไทยรักไทยอย่างเป็นทางการลงสมัคร นั่นเป็นเพราะโพลของพรรคพบว่า คนกรุงไม่ต้องการความเบ็ดเสร็จ ทั้งการเมืองในระดับชาติและระดับท้องถิ่น

และ กระแสของคนกรุงเทพฯ ก็ไม่ใช่เป็นของพรรคใดพรรคหนึ่งอย่างเป็นการถาวร .....

หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของคนกรุงเทพฯ ที่อดีตแต่ละพรรคเคยได้รับคะแนนเสียงอย่างเป็นกอกเป็นกำ ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังธรรม หรือแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์เองก็ตาม แต่เลือกตั้งครั้งถัดไป กลับเหลือเพียงไม่กี่ที่นั่ง นั่นเป็นเพราะปัจจัยการเลือกของคนกรุง ขึ้นอยู่กับกระแสและสถานการณ์ในขณะนั้นเป็นหลัก

มาถึงสนามเลือกตั้งในปี 2548 .....
จึงต้องวัดใจว่า คนกรุงจะเลือกพรรคไทยรักไทยเพื่อเป็นรัฐบาล
หรือ ต้องการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเป็นฝ่ายค้าน คานอำนาจเบ็ดเสร็จ ...!!!!!!





    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   เมื่อ : 14/12/2004 04:06 AM

 
 
ความคิดเห็นที่: 1



นักวิชาการห่วงกระแส ประชานิยม
โดย ... นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 14 ธันวาคม 2547



นักการเมืองแห่ชูประชานิยม .....
นักวิชาการชำแหละ นโยบายหาเสียงพรรคการเมือง เน้นประชาสงเคราะห์ หวังเพิ่มคะแนนนิยมทางการเมือง เมินปฏิรูปเศรษฐกิจ สร้างวัฒนธรรมใหม่ เป็นสังคมแห่งการรอคอยความช่วยเหลือ จี้นักการเมืองให้ความสำคัญกับการพัฒนาในระยะยาว

หลังจากพรรคไทยรักไทย ..... เลือกใช้นโยบายประชานิยมในการบริหารประเทศในหลายด้าน และประชาชนตอบรับกระแสอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความนิยมของพรรค โดยเฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังรักษาคะแนนนิยมไว้ได้ แม้ใกล้เลือกตั้งครั้งใหม่ ซึ่งทำให้หลายพรรคต่างชูนโยบายในลักษณะเดียวกัน เป็นกลยุทธ์ในการหาเสียง

ดร.สมชัย จิตรสุชน ผู้อำนวยการนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI เห็นว่านโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ออกมาขณะนี้มีอยู่ 2 พรรคที่เห็นชัดเจนว่าเป็นนโยบายประชานิยมแบบเข้มข้นคือ ..........

นโยบายของพรรคไทยรักไทย และ พรรคประชาธิปัตย์ .....

นโยบายของพรรคไทยรักไทย นโยบายที่ออกมามีหลากหลาย แต่มีความเป็นประชานิยมน้อยลงกว่าในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา ขณะที่นโยบายของประชาธิปัตย์จะเน้นประชานิยมไปที่เรื่องการศึกษา ส่วนนโยบายของพรรคมหาชนนั้นยังมีความเป็นประชานิยมที่ไม่มากเหมือนกับ 2 พรรค นโยบายส่วนใหญ่จะมุ่งโจมตีที่จุดอ่อนของไทยรักไทยมากกว่า

ดร.สมชัย กล่าว ..... นโยบายประชานิยมที่พรรคการเมืองต่างๆ เสนอออกมาในช่วงนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนคาดไว้อยู่แล้ว เพราะในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วพรรคไทยรักไทยได้แสดงให้เห็นแล้วว่านโยบายที่ออกมาทำให้ชนะการเลือกตั้ง ดังนั้นในการเลือกตั้งคราวนี้พรรคการเมืองต่างๆ จึงต้องเสนอนโยบายที่มีลักษณะของความเป็นนโยบายประชานิยมออกมาด้วย ซึ่งผมมองว่าการใช้นโยบายประชานิยมนั้นสามารถทำได้ แต่ต้องคำนึงถึงวินัยทางการเงินการคลังและความยั่งยืนในระยะยาวของประเทศด้วย

ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ ..... อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นสอดคล้องกับดร.สมชัย ว่า นโยบายเหล่านี้อาจจะสร้างปัญหาด้านการเงินการคลังของประเทศตามมาได้ โดยเฉพาะในภาวะที่มีแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวน สภาพคล่องที่ล้นระบบเริ่มร่อยหรอลงไป การเสกกระดาษให้เป็นเงินจะทำได้ลำบากมากขึ้น แต่ถ้ารัฐบาลยังเดินหน้าใช้นโยบายเหล่านี้ต่อไปก็จะทำให้เป็นภาระทางการคลังในระยะยาว นโยบายที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคนำมาใช้ในการหาเสียงครั้งนี้เป็นนโยบายประชานิยม เพื่อเพิ่มคะแนนความนิยมทางการเมืองให้กับพรรคของตัวเอง โดยที่ไม่ได้คำนึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าว่าประเทศจะเป็นอย่างไร

เขากล่าว ..... นโยบายประชานิยมที่ออกมาจะนำไปสู่การบิดเบือนโครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคมและด้านต่างๆ เพราะนโยบายที่ออกมาส่วนใหญ่เป็นนโยบายประชาสงเคราะห์ ที่จะทำให้คนทุกระดับเกิดวัฒนธรรมใหม่ รอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐ ขาดความกระตือรือร้นที่จะปรับปรุงตัวเองให้สามารถแข่งขันกับคนอื่น ซึ่งจะส่งผลกระทบในระยะยาวต่อระบบกลไกเศรษฐกิจ องค์กร และการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ต้นทุนของนโยบายประชานิยมที่ออกมาก็จะสูงมาก เพราะเมื่อพรรคการเมืองได้รับเลือกตั้งจากประชาชนให้เข้าไปทำงานแล้วก็จะผลักดันนโยบายที่เคยหาเสียงไว้กับประชาชนออกมา ซึ่งแต่ละนโยบายต้องใช้เงินจำนวนมาก

ดร.สมภพ ..... เรียกร้องให้พรรคการเมืองทั้งหมดคำนึงถึงความเหมาะสมของนโยบายที่ออกมาเพื่อหวังเพิ่มคะแนนนิยมทางการเมืองกับนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมในระยะยาว เพื่อให้ประเทศเจริญเติบโตได้อย่างมั่นคง ซึ่งในยุคที่เศรษฐกิจไทยเป็นระบบที่เปิดกว้างและยังต้องพึ่งพาต่างประเทศ ดังนั้น การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันในระยะยาวจึงถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก

นั่นเป็นข้อเรียกร้องและคำเตือนที่มีมานาน .....
แต่ดูเหมือนไม่มีพรรคการเมืองใดให้ความสนใจ ตราบใดที่นโยบายเหล่านี้ ได้ผลในทางการเมือง เพราะนักการเมืองทุกชาติทุกภาษา ส่วนใหญ่จะให้ความสนใจกับเรื่องเฉพาะหน้า




    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 14/12/2004 09:57 AM


ความคิดเห็นที่: 2



เรื่องที่ไม่ควรหาเสียง
โดย ... ซูม .. นสพ.ไทยรัฐ .. วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2547



เหมือนผมจะเคยแสดงความห่วงใย ..... เอาไว้แล้ว เมื่อตอนเกิดเหตุการณ์รุนแรงที่ 3 จังหวัดภาคใต้ใหม่ๆ ว่า...ผมไม่อยากให้ พรรคการเมืองบ้านเราใช้เหตุการณ์ ภาคใต้เป็นประเด็น ในการหาเสียงเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์

ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ ..... และ มีการพูดจาแสดงความคิดความเห็นอะไรกันบ้าง ไม่มีปัญหาอะไรหรอก เพราะเป็นการเสนอความเห็นด้วยความบริสุทธิ์ใจ และยังไม่ใช้อารมณ์ อะไรมากมาย แม้จะเห็นไม่ตรงกันก็ไม่เป็นไร เพราะในระบอบประชาธิปไตยนั้น ฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลย่อมมองต่างมุมกันอยู่แล้ว

แต่ที่ผมติงล่วงหน้า ..... ไม่อยากให้หยิบยกประเด็นนี้มาพูด ในระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง ก็เพราะสไตล์การหาเสียงของบ้านเรานั้น มักจะยึดแนวโจมตีหรือด่าทอซึ่งกันและกันเป็นหลัก จะต้องใช้ลูกดุดัน จะต้องตีไม่เลี้ยงในระหว่างขึ้นเวทีปราศรัย ทีนี้เวลาตีไปเรื่อยๆ ก็มักมีอารมณ์ ยิ่งมีการตอบโต้มาจากฝ่ายตรงข้าม ก็ยิ่งทำให้อารมณ์พลุ่งพล่านมากขึ้น บ่อยครั้งที่ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างคุมอารมณ์ไม่ค่อยจะอยู่ ด่าทอถึงขั้นท้าทายขึ้นมึงขึ้นกู

ผมจึงได้ขอร้องว่า .....
อย่าเอาเรื่อง 3 จังหวัดภาคใต้มาเป็นประเด็นในการหาเสียงจะได้หรือไม่?
เพราะมันล่อแหลมและเสี่ยงต่อความแตกแยกเป็นอย่างยิ่ง .....


ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ..... ไม่ว่าใครจะถูกหรือผิดก็ตาม...เป็นปัญหา ที่จะต้องมานั่งพูดจากันด้วยเหตุด้วยผล ใช้สติ ใช้ปัญญา ใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างกว้างขวาง...โดยห้ามใช้อารมณ์เด็ดขาด วงอภิปรายหรือวงประชุมที่จะหาทางออกให้กับ 3 จังหวัดภาคใต้ จึงต้องเป็นวงแห่งปัญญาอย่างแท้จริง ไม่เหมาะที่จะนำปัญหามาพูดจาด่าทอ หรือส่อเสียด หรือตอบโต้กันอย่างรุนแรง ในระหว่างการหาเสียง

ที่พูดอย่างนี้ ..... ไม่ได้แสดงว่าผมปกป้องรัฐบาลนี้ หรือไม่อยากให้ใครมาแตะรัฐบาลนี้หรอกนะครับ ผมเพียงแต่อยากจะสงวนไว้เฉพาะเรื่อง 3 จังหวัดภาคใต้เท่านั้น เพราะหากพลาดพลั้งไป เราอาจต้องเสียใจอย่างใหญ่หลวงในวันข้างหน้า

ขอให้ด่า ขอให้ซัดในเรื่องอื่นๆ เถิด ..... เช่น เรื่องเศรษฐกิจ สังคม เรื่องประชานิยม เรื่องใช้เงินเกินตัว อะไรเหล่านี้...ลุยให้แหลกกันไปข้าง เรื่องคอรัปชัน เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ถ้ามีข้อมูลหนักแน่นพอ ก็ใส่เข้าไปเลยครับ เผลอๆอาจจะเป็นหมัดน็อกเอาด้วยซ้ำ ... นะครับ หยิบนโยบาย หยิบผลงานรัฐบาลมาอัดได้เลยตามอัธยาศัย ... ยกเว้นเฉพาะเรื่อง 3 จังหวัดภาคใต้ ด้วยเหตุผลข้างต้น ... ขณะเดียวกัน ผมก็ไม่อยากเห็นฝ่ายรัฐบาลเอาเรื่อง 3 จังหวัดภาคใต้ มาเป็นแนวทางหาเสียงด้วยเช่นกัน

เพราะ ..... จะเป็นการท้าทาย หรือเปิดประเด็นให้ฝ่ายค้าน หรือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกระโจน เข้ามาถกเถียง ซึ่งอาจจะทำให้เหตุการณ์บานปลายโดยไม่จำเป็น ... ในระหว่างนี้ขอให้รัฐบาลควบคุมดูแลเหตุการณ์ให้อยู่ในความสงบ ตามหน้าที่อันพึงกระทำของรัฐบาลเท่านั้น ด้วยวิธีการที่ชอบธรรม มีเหตุมีผล โดยไม่สร้างเงื่อนไขอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาอีก รอไว้ให้การเลือกตั้งผ่านพ้นไปซะก่อน หรือพูดง่ายๆ ให้ฝุ่นหายตลบเสียก่อนค่อยมาคุย มาหารือกันอีกครั้ง โดยถือเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกๆ ฝ่ายจะต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ

ผมขอย้ำอีกครั้งว่า ..... การแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะต้องใช้สติปัญญาอย่างมาก จึงจะประสบความสำเร็จ จะใช้อารมณ์ไม่ได้เลย ยิ่งเป็น “อารมณ์” ผสม “น้ำลาย” ระหว่างการพูดจาด่าทอ ขณะหาเสียงด้วยแล้ว จะมีแต่ผลเสีย และ จะทำให้สถานการณ์สับสนขึ้นไปอีก

น้ำลายนักการเมือง .....
ทั้ง ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล นั่นแหละ เคยแก้ปัญหาอะไรได้สำเร็จมั่งล่ะครับ ...!!!!!!!





    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 14/12/2004 05:53 PM


ความคิดเห็นที่: 3




ซ.ต.พ.ประเทศไทย
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 13 ธันวาคม 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3644



บทสัมภาษณ์ "ปรีดา เตียสุวรรณ์" ซตพ.ประเทศไทย "เราจะเป็นเศรษฐกิจรองบ่อนไปเรื่อยๆ วันหนึ่งเงินไม่มี-ยิ้มไม่มา"
วันนี้หลายคนอาจจะมีคำตอบสุดท้ายไว้ในใจแล้วว่า จากนี้ไปประเทศไทยจะไปทางไหน ทั้งนี้เป็นผลจากการดำเนินนโยบายที่ได้ทำมาและไม่ได้ทำมา ที่ได้กำหนดอนาคตที่ยังมาไม่ถึงไปแล้ว นายปรีดา เตียสุวรรณ์ ประธาน บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) และอีกบทบาทหนึ่งในฐานะตัวแทนภาคประชาชนได้กล่าวถึงความรู้สึกว่า "ผมตกผลึกแล้ว มันเคลียร์แล้ว ทำให้ผมอ่านหนังสือพิมพ์น้อยลง อ่านเพื่อให้รู้อาการ เพราะเราพอจะรู้ เรา "ซ.ต.พ." แล้ว"

- ที่ว่าเคลียร์คืออะไร

"เคลียร์" คือเราได้ฝ่าฟันจนมีรัฐธรรมนูญ และตั้งความหวังไว้สูงว่าเราจะมีประชาธิปไตย มีความยั่งยืน ด้วยเหตุนี้เราจึงมีความมั่นใจว่าการทำงานการเมืองภาคประชาชนไม่ต้องเข้มข้นนักอีกต่อไป เพราะรัฐธรรมนูญที่ได้ช่วยกันทำขึ้นมา มีกลไกการตรวจสอบดีมาก จะนำมาซึ่งการไม่ล้มเหลวเหมือน 7 ปีที่ผ่านมา อันนั้นคือความหวัง

เพราะวิกฤตที่ผ่านมาเราปล่อยให้นักการเมืองเข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจของเราในลักษณะที่เราไม่สามารถควบคุมชะตาชีวิตของเราเลย เราก็หวังว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะทำให้เราแข็งแกร่ง สามารถตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองเหล่านี้ดีขึ้น โดยผ่านองค์กรอิสระทั้งหลาย แต่ปัจจุบันเป็นที่เห็นอย่างชัดเจนว่าองค์กรอิสระเหล่านี้ถูกนักการเมืองเล่นจนหมดแล้ว

ในมุมมองนักธุรกิจผมเห็นว่า หากนักการเมืองไม่มีจิตสำนึกที่จะรักษาไว้ซึ่งโครงสร้างอิสระเหล่านี้ โดยเข้าไปล้วงหมดเพื่อตัวมีอำนาจเหนือองค์กรอิสระเหล่านี้ ผมว่าเป็นการสร้างมหันตภัยสำหรับอนาคต เพราะหลักการการปกครอง การดูแลเศรษฐกิจจะต้องมีเช็กแอนด์บาลานซ์ อาทิ เงินฝากของธนาคารออมสิน กองทุนหมู่บ้าน กี่หมื่นกี่ล้านเอาไปใช้อย่างไร เป็นหน้าที่ขององค์กรอิสระที่จะต้องเข้าไปดู เมื่อไม่มีองค์กรอิสระรัฐบาลก็ทำตามใจฉัน

แม้นักการเมืองบอกว่าจะไม่ได้คุมองค์กรอิสระ แต่ว่าอันหนึ่งที่เห็นชัดเจนก็คือ คุณมีโอกาสที่จะทำให้ดีขึ้นจากการเห็นความล้มพินาศของวิกฤตเศรษฐกิจคราวที่แล้ว สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เป็นอิสระของหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ท้ายที่สุดแม้รัฐธรรมนูญจะดีอย่างไรถ้านักการเมืองยังขาดสำนึกที่ดีเราก็จะกลับไปวังวนเดิม

วันนี้หนี้สินประชาชนก็เพิ่มขึ้น กองทุนหมู่บ้านสร้างหนี้ไม่ได้ รายได้และหนี้เหล่านี้มาจากไหน ก็มาจากการก่อหนี้ แค่ดูตรงนี้ผมว่าจะต้องมีการล้มเหลวทางเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่งแน่ๆ

- สัญญาณความล้มเหลวเห็นชัดไหม

การไปทำร้ายระบบตรวจสอบ คือ องค์กรอิสระที่ว่าจะนำไปสู่การโจมตีอย่างหนักหน่วงของภาคประชาชน ผมคิดว่าภาคประชาชนต้องกลับมาเล่นบทบาทอีกครั้ง ระบบต้องกลับมาคุ้มครองตัวเอง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยว่าการโจมตีจากภาคประชาชนสู่ภาคการเมืองจากนี้ไปคือเรื่องการโกง การคอร์รัปชั่นเหล่านี้ ซึ่งจริงๆ แล้วจุดนี้น่าจะหลีกเลี่ยงได้ถ้าอนุญาตให้องค์กรอิสระมันมีชีวิต เขาจะทำหน้าที่เช็กแอนด์บาลานซ์ เรียกว่าประชาชนมีที่พึ่ง เขาจะไม่รู้สึกว่าหลังพิงฝา ไม่รู้สึกว่าถึงจุดเดือด ตอนนี้ไม่มีใคร สังคมเราไม่มีการเช็กแอนด์บาลานซ์ ภาคประชาชนก็ต้องออกมา

- จะทำอย่างไรที่ภาคประชาชนออกมาแล้วไม่เกิด .. ไม่ถึงจุดเดือด

รวมตัวตั้งแคมป์แบบการประท้วงที่ยูเครน เมื่อการเลือกตั้งไม่สะอาดคนก็ตั้งแคมป์ตรงนั้น ศาลจะชี้ขาดอย่างโดยมีการทำข่าวถ่ายทอดออกไปทั่วโลก ซึ่งคงไม่ต้องเลือดตกยางออก

- วันนี้ภาคประชาชนแข็งแรงไหม

ผมว่าเข้มแข็ง ผมว่าตอนนี้ทุกคน "ซ.ต.พ." ทุกคนตกสะเก็ด ตกผลึก เดี๋ยวนี้ประเด็นย่อยไม่ต้องอ่านแล้ว ตอนนี้ผมอ่านหนังสือพิมพ์น้อยลง ทีวีเลิกดูไปนานแล้ว แค่อ่านอาการ เพราะเราพอจะรู้แล้ว เรา ซ.ต.พ.หมดแล้ว ผมค่อนข้างเคลียร์นะ

- จะรับมืออย่างไร

ตอนนี้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คือ ราคาน้ำมันแพง เงินเฟ้อขึ้น ดอกเบี้ยก็ต้องขึ้น ดอลลาร์อ่อน เพราะฉะนั้นเทรนด์ที่ดีทั้งหมดก็กำลังจะถูกหักออกไปหมด ภาษีอากรที่เก็บได้ตอนนี้แทบจะไม่มีเหลือที่นักธุรกิจจะให้ได้อีกแล้ว และที่ผ่านมาเก็บมากไปด้วยสำหรับบางคน ยิ่งมาเจอเศรษฐกิจจะลง เพราะฉะนั้นสัญญาณที่ดีมา 3-4 ปีก่อนกำลังเป็นสัญญาณตรงกันข้าม

ถามว่ารับมืออย่างไร ในอดีตที่ทำได้ดีเพราะเราพึ่งการส่งออก แต่ถ้าเศรษฐกิจลงตลาดในประเทศไม่ใช่ตลาดใหญ่ของเรา เพราะฉะนั้นธุรกิจในประเทศต้องประหยัด หากจะลงทุนก้อนใหญ่ๆ ควรจะชะงักไปก่อน

เราเป็นเศรษฐกิจที่เปิดมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก คือรายได้ประชาชาติของเรามาจากการส่งออก 70-80% เราพึ่งการหมุนเวียนจากการส่งออกมาเลี้ยงพวกเรา หากเรามีปัญหาความมั่นคงในประเทศเรา ในแง่ผลกระทบมันยิ่งใหญ่มาก เพราะฉะนั้นการลงทุนภาคเอกชนต้องระวัง การทำโปรเจ็กต์ใหญ่ที่ต้องผูกพันหนี้ระยะยาวต้องพึงระวังไว้อย่างยิ่ง

ปี 2540 วิกฤตตอนนั้นแรงงานถูก ดอกเบี้ยถูก ไม่มีอำนาจต่อรองเลย ไม่มีการประท้วง สภาพคล่องเต็มไปหมด ตอนนี้ปี 2547 คุณจะสร้างความต่อเนื่องได้ขนาดไหน ไข้หวัดนกน่าจะเป็นปัญหาระยะยาว ปัญหาราคาน้ำมันไม่ใช่ปัญหาชั่วคราว ปัญหาการก่อการร้าย ดังนั้นความสามารถของรัฐในอนาคตจะทำอย่างไร เศรษฐกิจจะหักลงแรงหรือไม่ ทีนี้เราต้องมาจับตาดูว่านักการเมืองที่เป็นผู้นำเราจะพาเราขึ้นไปเรื่อยๆ หรือกลับมาตั้งต้นใหม่อีก อันนี้คือความท้าทายของสังคม หากเราได้ผู้นำที่ไม่ดีเราก็กลับไปเริ่มใหม่อีก มันหนีไม่พ้นหรอก สังคมที่เขาพัฒนาแล้วเขาจะตกมานิดเดียวแล้วขึ้นต่อ แต่ของเราต้องเริ่มต้นใหม่อยู่เรื่อยๆ จริงอยู่รายได้ของเราอาจจะเพิ่มขึ้น แต่อำนาจซื้อไม่ได้เพิ่มขึ้น สังคมไม่ได้ดีขึ้น เราต้องวัดที่อำนาจซื้อ

- เราจะหวังจากนักการเมืองได้แค่ไหน

ที่ผ่านมาเราหวังในองค์กรอิสระมาก ผมอ่านพลาดโดยหวังว่านักการเมืองรุ่นเก่าๆ เขาจะรักษาไว้ซึ่งพวกองค์กรสำคัญๆ เหล่านี้ แต่ที่ผ่านมาเขาเล่นเรียบเลย เขาเอาหมดเลย อันนี้ที่เรานึกไม่ถึง ประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างเราจะทำอย่างไรที่จะรักษาดุลยภาพการเติบโตที่ดี ผมยอมรับว่าจริยธรรมของนักการเมืองของเราต่ำกว่าที่เราหวังเอาไว้ตอนนั้น

- คาดหวังไว้สูงเกินไปหรือไม่

ยอมรับตรงนี้ที่พลาดอีก 2 ปีข้างหน้าตัวใครตัวมัน เพราะว่าปัญหาข้างนอกก็รุมเร้า อย่างราคาน้ำมัน ดอลลาร์อ่อน การก่อการร้าย เศรษฐกิจไทยของเราคงไปอย่างนี้ ผมหวังว่าวงจรเศรษฐกิจมันไม่กลับมาเป็นเคิร์ฟเหมือนภูเขาฟูจิยามา ผมหวังว่าจะกลับขึ้นไปได้

แม้เราจะคาดหวังนักการเมืองไว้สูงจนเกินไป ผมเชื่อว่าเรายังจะดีขึ้น แต่ที่น่าเสียดายคือมันน่าจะดีขึ้นมากกว่านี้ อันนี้คือโอกาสที่พลาด ยิ่งทำให้คนยิ่งด้อยโอกาส ช่องว่างยิ่งมากขึ้น คือเราน่าจะช่วยได้ผ่านองค์กรอิสระเหล่านี้ มันจะทำให้ช่องว่างเหล่านั้นแคบลงมา ทำให้ความสามารถหรืออำนาจซื้อของเราดีขึ้นไป เป็นเส้นที่ขึ้นไปต่อเนื่อง แต่นี่กลายเป็นค่อยๆ ขึ้น หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน มาเลเซียอำนาจซื้อเขาเพิ่มขึ้นแต่เราคาอยู่อย่างนี้

อย่างเมื่อ 40 ปีก่อนญี่ปุ่นกับเราเท่ากันเลย เดี๋ยวนี้ญี่ปุ่นถึงไหน หรือ 25 ปีก่อนเรากับไต้หวันเท่ากัน วันนี้เราไปไหน หรือมาเลเซีย 10-15 ปีก่อน วันนี้มาเลเซียไปไหนแล้ว ผมกำลังบอกว่าหากเราไม่ระวังจีนจะแซงหน้าเรา หากเรายังกระดืบๆ เราไม่สามารถสร้างระบบการเมืองที่จะมาสร้างระบบเศรษฐกิจให้มีความยั่งยืนที่จะมาสร้างให้อำนาจซื้อของประชาชนขึ้นไปในลักษณะที่ดีกว่ากราฟในปัจจุบัน เมืองไทยก็จะกลายเป็นเศรษฐกิจรองบ่อนไปเรื่อยๆ

อนาคตถ้าเทียบประเทศจีนจะกลายเป็นสหรัฐอเมริกา อินเดียจะเป็นแคนาดา ไทยจะเป็นเม็กซิโก เข้าใจไหม...เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของประชาชน เมื่อนักการเมืองเขาไม่ยอมให้เรามีองค์กรอิสระที่จะตรวจสอบเขา เราต้องสร้างอำนาจต่อรองขึ้นในภาคประชาชน ผมยังมองไม่เห็นทางอื่นเลย เพื่อช่วยตัวเองทางด้านเศรษฐกิจ

วันนี้ผมมองไม่เห็นว่านักการเมืองจะยกอำนาจซื้อของคนไทยขึ้นทั้งแผง ตอนนี้มันขึ้นแบบเรี่ยดินจนเกินไปจนทำให้ญี่ปุ่น ไต้หวัน มาเลเซีย จีนก็จะแซงเราไป นี่คือปัญหาสังคมที่ผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องใหญ่เพราะเราจะเริ่มถามว่า เอ๊ะ...เราจะไปไหนกัน เพราะความภูมิใจหรือความต้องการที่จะเชิดหน้าเราขึ้น ถูกกระทบ จุดเดือดที่จะเกิดขึ้นมาว่านักการเมืองไม่พาเราไปไหนเลย

- น่าจะตั้งคำถามว่า พรรคการเมืองจะพาประเทศไทยไปไหน

เมื่อเร็วๆ นี้ผมฟังแต่ละพรรคแล้วเหนื่อยใจ ไม่มีใครให้ความหวังเราเลย ตอนนี้ผมยังมองไม่เห็น ผมยอมรับนะปัญหาเมืองไทยคือตัวเลือก ไม่มีเลย

วันนี้ความเป็นหนี้ของสถาบันการเงิน และความเป็นหนี้ของประชาชนที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่เขาทำมาเป็นเรื่องการอุปภัมภ์โภชนาทั้งนั้น การให้แบบเอื้อไม่ได้สร้างให้คนแข็งแรงขึ้น คุณไม่ได้ทำให้ชุมชนช่วยตัวเอง คุณช่วยแบบหาเสียงไม่ให้อำนาจเขา คือไปซื้อเขา เพราะฉะนั้นอำนาจซื้อของประชาชนของประเทศเพิ่มขึ้นไม่ได้ หากคุณไปทำอย่างนี้กับเขา คุณไปทำให้เขาเสียนิสัย แล้วนโยบายที่เขาออกมาเป็นลักษณะอย่างนี้ ในทางหนึ่งที่เขาพยายามทำเอื้ออาทรก็มีเจตนาดี เขาคิดว่าเอื้ออาทรมันอาจจะถูกต้อง แต่ตอนนี้เขาอาจจะเริ่มเห็นแล้วว่ามันไม่ถูกต้อง คุณไม่ได้สร้างรายได้ คุณสร้างแต่หนี้

อย่างการมีโครงการ 2.2 ล้านล้านบาท เราในฐานะนักธุรกิจเมื่อดูผ่านผลงาน 4 ปีที่ผ่านมา สิ่งแรกที่เรานึก โอ้โฮ...เงินจะไปที่ไหน แทนที่เราจะมองว่าเงินนี้จะทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกระดับหนึ่ง เราไม่ได้มองอย่างนั้น แต่เรามองว่าอันนี้เป็นหนทางผลประโยชน์อีกแล้ว เห็นไหมว่าปัญหาสังคมเกิดขึ้นแล้ว สังคมไม่มีความศรัทธาต่อกัน ความเชื่อในสังคมมันหายไปหมดเลย ผมอยากจะเรียกว่ามันเป็นวิกฤตศรัทธาทางด้านการเมือง และเรายังไม่เห็นใครมาเป็นทางเลือก

วันนี้ทางเดียวที่จะสร้างสังคม คือ ต้องรอให้เขาเห็นว่าที่ผ่านมาเอื้ออาทรพวกนี้ทำร้ายรากหญ้า หากเขาเห็นตรงนี้อย่างกระจ่างเมื่อไร พลังการตรวจสอบนักการเมือง ตรวจสอบรัฐบาลก็จะยิ่งใหญ่ขึ้น ตอนนี้ไม่ว่านักวิชาการ นักเคลื่อนไหวอะไรต่างๆ รู้สึกค่อนข้างท้อแท้ ฉะนั้นจะต้องให้ได้รับบทเรียน ถึงตอนนั้นเราก็คงเรียนไปอีกระดับหนึ่งว่ามันค่อยไปแบบเศรษฐกิจพอเพียง และเราต้องทำงาน ถึงตอนนั้นระบบการเมืองจะถูกตรวจสอบอีกขั้น ประชานิยมจะกลายเป็นเรื่องล้าหลังไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม แต่ตอนนี้มันยังยอมรับกันอยู่

เอื้ออาทรทำให้เขาอ่อนแอลง อันนี้ผมว่าเป็นบาปหนักที่นักการเมืองทำให้กับสังคม ทำให้ค่านิยมสังคมเบี่ยงเบน ค่านิยมความพอเพียงมันหายไป เมื่อก่อนเรายังท่องกันว่ามีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท พระราชดำรัสที่ว่า...ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ ไม่มีแล้ว กลายเป็นว่าวันนี้ทุกคนรวยได้ การเป็นหนี้เป็นสิ่งที่ดี ตรงนี้น่ากลัว เป็นการบิดเบือน เมื่อบิดเบือนแล้วจะเอากลับลำบาก บาปอันนี้ชัดเจน ซึ่งแน่นอนมันจะออกผลมาทางด้านเศรษฐกิจ

กรณีวิกฤตอาร์เจนตินา คือ มนุษย์ทำเองแทนที่จะหากินด้วยตนเอง กลายเป็นรัฐต้องเป็นผู้จัดหาให้ หากคุณคิดได้แค่นี้ต่อให้ประเทศคุณมีข้าวเต็มนา ปลาเต็มน้ำ ก็ไม่เหลือ ประเทศไทยเรามีอะไรดีไปกว่านั้น ในอดีตเราดูแลตัวเอง ไม่เป็นหนี้เขา ไม่ขอทานหรือมีก็น้อยมาก เรามีความภูมิใจ และเรามีของแถม คนมาแดนไกลเราดูแลเขา เรามีรอยยิ้ม สิ่งเหล่านี้เป็นตัวทำเงินให้ประเทศ แต่วันนี้เรากำลังสอดไส้ยาพิษเข้าไป โครงการเอื้ออาทรต่างๆ จะทำร้ายสิ่งเหล่านี้หมด "เงินไม่มา ยิ้มไม่มี" ก็จะกลายเป็นความหลอกลวง เป็นความฝืน ทำเพื่อเพียงแค่เอาเงินเข้าประเทศ เพราะเน้นไปอย่างนั้นหมดใน 3-4 ปีที่ผ่านมา




    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 14/12/2004 06:00 PM


ความคิดเห็นที่: 4




ฐาน ปาร์ตี้ลิสต์ ฐาน การเมือง มหาชน ฐาน วางอยู่ที่ไหน
คอลัมน์จับกระแส .. เชิงอรรถ ดรรชนี .. มติชน .. วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2547



ต้องยอมรับว่า การเสนอตัวเข้ามาของ พรรคมหาชน
เมื่อเดือนกรกฎาคม 2547 เป็นการเสนอตัวเข้ามาที่สร้างจุดสนใจได้อย่างไม่ขาดสาย .......

จุดสนใจ ประการ 1
อยู่ที่ตัวของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์

จุดสนใจ ประการ 2
อยู่ที่การต่อสายเปลี่ยนชื่อ พรรคราษฎร โดยความยินยอมพร้อมใจของ นายวัฒนา อัศวเหม

แม้การเสนอ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นหัวหน้าพรรค ประสานเข้ากับการดึง นายจเด็จ อินสว่าง ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค จะถูกบดบังด้วยกลิ่นอายเก่าๆ จาก นายวัฒนา อัศวเหม อยู่บ้าง แต่ด้วยความโดดเด่นของ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่มีพื้นฐานเป็นนักวิชาการเจ้าของทฤษฎี ..... สองนคราประชาธิปไตย

ก็ทำให้สีสัน พรรคมหาชน เหมือนกับ พรรคไทยรักไทย ในกาลอดีต

หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นดุษฎีบัณฑิตทางอาชญวิทยา
นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ก็เป็นดุษฎีบัณฑิตทางรัฐศาสตร์


กระนั้น จุดต่างอย่างสำคัญ .....
ระหว่างพรรคไทยรักไทยกับพรรคมหาชน ยังอยู่ที่ระยะเวลาของการฟักตัวและเคลื่อนตัว

พรรคไทยรักไทยก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2541 ... ขณะที่การเลือกตั้งมีขึ้นในเดือนมกราคม 2544 ... จึงเท่ากับพรรคไทยรักไทยมีโอกาสฟักตัวกว่า 2 ปี ... เป็น 2 ปี ในการดึงคนจากพรรคความหวังใหม่ ... เป็น 2 ปี ในการดึงคนจาก พรรคชาติพัฒนา จากพรรคชาติไทย และแม้กระทั่งจากพรรคประชาธิปัตย์ ... เป็น 2 ปี ในการศึกษาและจัดทำ ..... นโยบาย

จึงไม่แปลกที่ในเดือนมกราคม 2544 ..... พรรคไทยรักไทยสามารถระดมหาสมาชิกพรรคได้สูงถึง 11 ล้านคน ... 11 ล้านคน จึงเป็นพื้นฐานอย่างสำคัญให้กับพรรคไทยรักไทย ... ส่งผลให้พรรคไทยรักไทยได้คะแนนใน ระบบบัญชีรายชื่อมากถึง 11,634,495 คน มากเป็นอันดับ 1 และมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก่อตั้งมากว่า 50 ปี

ระยะเวลาจากเดือนกรกฎาคม 2547 ..... จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2548 จึงเป็นระยะเวลาสั้นมากสำหรับพรรคมหาชน ... เมื่อเทียบกับระยะเวลาจากเดือนกรกฎาคม 2541 ถึงเดือนมกราคม 2544 ของพรรคไทยรักไทย ... ที่น่าจับตาก็คือ ฐานของพรรคมหาชนจากพรรคราษฎร

พรรคราษฎร ..... ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2547 มีสมาชิก 703,201 คน ขณะที่ในการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคม 2544 พรรคราษฎรได้คะแนนในระบบบัญชีรายชื่อ 356,831 คะแนน คิดแล้วเป็นเพียง 1.25% ของคะแนนทั้งระบบ ... จึงไม่ได้รับเลือกในระบบบัญชีรายชื่อ ... ตรงนี้เอง คือฐานอย่างแท้จริงของพรรคมหาชนในทางการเมือง นั่นก็คือ ฐานจากจังหวัดสมุทรปราการอย่างเป็นด้านหลัก ... ขณะที่ฐานของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อยู่ในพื้นที่เขต 3 ของจังหวัดพิจิตร ... ขณะที่ฐานของ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ และ นายอรรคพล สรสุชาติ ตลอดจนนายจเด็จ อินสว่าง ..... ก็เลื่อนลอยเป็นอย่างยิ่ง

คะแนนระบบบัญชีรายชื่อ .....
คือ คะแนนที่จะสะท้อนภาพแท้จริงให้กับพรรคมหาชน ...!!!!!!





    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 14/12/2004 07:24 PM


ความคิดเห็นที่: 5




การเมืองที่เปลี่ยนไป
โดย ... บทบรรณาธิการ นสพ.สยามรัฐ วันที่ 15 ธันวาคม 2547



การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว ..... ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ส่วนหนึ่งมาจากยุทธศาสตร์ยุทธวิธีและแนวทางการทำงานการเมืองของพรรคไทยรักไทย ส่วนหนึ่งมาจากความตื่นตัวทางการเมืองของราษฎร แม้จะยังไม่มาก

บทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ..... โดยเฉพาะ ส.ส ฝ่ายรัฐบาลนั้นเงียบเชียบ ไม่ค่อยมีกรณีโด่งดังเหมือนสมัยก่อนๆ ในมุมมองหนึ่งก็มองว่าถูกต้องแล้ว เพราะหน้าที่ของ ส.ส คือทำงานด้านนิติบัญญัติ ประเด็นหรือเรื่องที่เป็นงานของฝ่ายบริหาร หรือ รัฐบาล ควรให้ฝ่ายบริหารจัดการเป็นหลัก ในอีกมุมมองหนึ่งก็มองว่า ส.ส ฝ่ายรัฐบาลกลายเป็นเพียงลูกแถว ไม่มีสิทธิ์ไม่มีปากเสียงอะไร คอยทำตามคำสั่งรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งต่อปัญหานี้ ถ้าหากในการประชุม ส.ส พรรคไทยรักไทยเปิดโอกาสให้ ส.ส ได้มีบทบาทในการเสนอแนะหรือวิจารณ์การทำงานของฝ่ายบริหารได้เต็มที่จริง ก็ไม่น่าห่วงอะไร

อีกจุดหนึ่งที่ทำให้บทบาทของ ส.ส เปลี่ยนไปมาก ..... คือ ยุทธวิธีแนวทางการจัดงบประมาณแผ่นดินที่เปลี่ยนไป ... ในสมัยก่อน ส.ส ที่เด่นดังได้รับความนิยมมีหลายประเภท เช่นเป็นดาวสภาคือเป็นนักอภิปรายฝีปากดี เป็นนักแปรงบประมาณแผ่นดินให้จังหวัดของตนได้งบประมาณเยอะๆ สร้างความเจริญในจังหวัดของตน ชาวบ้านในจังหวัดนั้นๆ ก็จะนิยมชมชอบ โดยไม่นึกว่า ในเมื่องบประมาณของจังหวัดตนมากขึ้น งบประมาณสำหรับจังหวัดอื่นๆ ย่อมต้องน้อยลง เพราะยอดรวมของงบประมาณนั้นกำหนดกันไว้แล้ว

แต่เมื่อรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ..... เปลี่ยนมากำหนดงบประมาณแผ่นดินให้มีงบกลางมากขึ้น เพื่อสะดวกและรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน การแย่งกันดึงงบประมาณลงจังหวัดของ ส.ส จึงทำได้ยากขึ้น งบประมาณจะจัดสรรลงแต่ละจังหวัดเท่าใด ฝ่ายบริหารได้แก่ ผู้ว่าซีอีโอและรัฐบาลเป็นผู้ชี้ขาด ดังจะเห็นว่าในการลงตรวจราชการ ของนายกรัฐมนตรี และประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรแต่ละครั้ง จะมีการอนุมัติงบประมาณให้แต่ละจังหวัดเป็นจำนวนมากๆ โดยฝ่ายบริหาร

แม้ว่าโครงการต่างๆ อาจจะมาจาก ..... ส.ส ... อบจ. ... ผู้ว่าฯ แต่ ครม.ในนามผู้อนุมัติก็ย่อมจะได้ความชื่นชมนิยมชมชอบจากราษฎรด้วย ... ในเมื่อบทบาทของ ส.ส เปลี่ยนไป ผู้แทน ในสายตาของชาวบ้านก็คงจะเปลี่ยนไปบ้าง ขณะนี้อาจจะน้อยอยู่ แต่ต่อๆ ไปภาพลักษณ์ของ ผู้แทน ในสายตาชาวบ้านก็จะไม่เหมือนเดิม แนวทางการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย

ที่เริ่มเห็นชัดเจน ..... คือ ส.ส จะต้องพึ่งพาอาศัย ขึ้นต่อ พรรคมาก ชาวบ้านจะหันไปพึ่งนโยบายพรรค ไม่ใช่พึ่งตัว คน หรือ ตัวผู้แทนฯ ... อย่างไรก็ตาม ระบบอุปถัมภ์ ก็คงจะยังมีอยู่ต่อไปอีกนาน เพียงแต่ว่ารูปแบบเปลี่ยนไปเป็นการพึ่งพรรคการเมืองมากกว่าพึ่งตัวบุคคลผู้แทนฯ




    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 15/12/2004 09:53 AM


ความคิดเห็นที่: 6



ขอดเกล็ดการเมือง
โดย ... เอกราษฎร์ นสพ.สยามรัฐ วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2547



กล้าหาญชาญชัยไม่มีใครเกิน ..... นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร นำทัพใหญ่ ครม.สัญจร ตลุยแดนใต้ บุกถิ่น “ชวน หลีกภัย” ถึงเมืองตรัง ช่วยสร้างสีสันการเมืองจังหวัดตรังให้ดูคึกคัดขึ้นเยอะ ... งานนี้ นายกฯ ทักษิณ ได้ลองลิ้มชิมรสอาหารปักษ์ใต้ถึงกับชมเปราะ รสชาติใช้ได้ โดยเฉพาะ หมูย่าง ที่นายกฯ ลงมือลงแรงควงบังตอสับด้วยตัวเอง ... แถมยืมสไตล์ “พ่อชมพู่” สมัคร สุนทรเวช มาใช้ ประเภทสับไปบ่นไป ที่บ่นไม่ใช่เหนื่อยเพราะสับหมูย่างนะ ... แต่บ่นเพราะ หมูเมืองตรังสับไม่ง่าย นี่นายใหญ่ไทยรักไทย พูดเอง แถมบอกเคล็ดลับวิธีสับหมูย่างเมืองตรัง หากจะให้ง่ายต้องใช้สติ ใช้แรง อย่าใช้อารมณ์ ... เอ้า. ลองดูกันว่า เคล็ดลับนายกฯ จะใช้ได้ผลหรือไม่ได้ผล

ในการเลือกตั้งใหญ่นี่แหละ ..... อยากให้ประดาคอการเมืองช่วยจับตาอย่ากระพริบ ว่าสนามนี้ใครจะพิชิตใจคนตรัง ... หากให้ชั่งน้ำหนักระหว่างสองพรรคการเมือง ไทยรักไทย กับ ประชาธิปัตย์ มองว่าคงขับเคี่ยวกันสนุก คู่คี่สูสี ถือเป็นมวยถูกคู่ ต่างฝ่ายต่างมีอาวุธเด็ดกันคนละแบบ ...

อย่างเขต2 พรรคไทยรักไทย ..... ดีตรงที่มี ธวัช สุระบาล เป็นตัวยืน แถมยังได้ ทวี สุระบาล พี่ชาย ในฐานะส.ส.เก่าเจ้าของพื้นที่ คอยเป็นพี่เลี้ยงขับเคลื่อน ... แม้ ทวี ซึ่งมีดีกรีเป็นถึงแชมป์เก่าเขตนี้ โดยได้เปลี่ยนสีเสื้อจาก พรรคประชาธิปัตย์ มาเป็น ไทยรักไทย จึงไม่ถือว่าเป็นรอง สาทิตย์ วงศ์หนองเตย จากค่ายประชาธิปัตย์ ที่ได้บุญเก่าพรรค และ นายหัวชวน หลีกภัย คอยเกื้อหนุน หยั่งงี้จะเรียกว่าศึกช้างชนช้างก็ไม่ผิด ...

มั่นอกมั่นใจเต็มร้อย ..... วันมูหะมัดนอร์ มะทา ในฐานะแม่ทัพใหญ่คุมพื้นที่เลือกตั้งภาคใต้ ออกมาการันตี เลือกตั้งสมัยหน้า พรรคไทยรักไทย น่าจะได้ที่นั่งเพิ่มชัวร์ปึ้ก ... ขอเอาใจช่วย ลุงวันนอร์ ที่ตั้งอกตั้งใจทำหน้าที่แม่ทัพใหญ่ชนิดไม่ขาดตกบกพร่อง แม้กระแสเสียงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของพรรคไทยรักไทยจะตกวูบ ...

แต่หาก ..... รัฐบาลพรรคไทยรักไทย จัดคิวเดินสายแจกแจงเจตนารมย์ในการปราบปรามขบวนการโจรก่อการร้ายให้เป็นที่เข้าใจ เชื่อว่าคนใต้จะปรับเปลี่ยนความคิดมาเทคะแนนให้ พรรคไทยรักไทย ได้ที่นั่งเพิ่มในสภาฯ แน่นอน ... ทีนี้ก็ต้องเป็นเรื่องของ นายกฯ ทักษิณ ในฐานะคนโตไทยรักไทยว่าจะพูดจากับชาวบ้านในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นที่เข้าใจกันได้ยังไง

เอาเป็นว่า ..... เชื่อมือ นายกฯ ก็แล้วกัลล์




    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 15/12/2004 11:11 AM


ความคิดเห็นที่: 7



สุดยอดสินค้า OTOP
โดย ..... ซูม .. นสพ.ไทยรัฐ .. วันพุธที่ 15 ธันวาคม 2547



ผมได้รับจดหมายจาก ..... กรมการพัฒนาชุมชนฉบับหนึ่ง ลงนามโดยท่านอธิบดี ชัยสิทธิ์ โหตระกิตย์ สรุปข้อใหญ่ใจความได้ว่า ... กรมการพัฒนาชุมชนในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ ได้รับมอบหมายให้เป็นแกนหลักในการจัดงาน เมืองแห่งภูมิปัญญาไทย (OTOP CITY) ครั้งที่ 2 ในวันที่ 18-26 ธันวาคมนี้ ณ ศูนย์แสดงสินค้า อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ... จึงใคร่ขอความร่วมมือให้คอลัมน์นี้ช่วยประชาสัมพันธ์แจ้งข่าวแก่ประชาชนด้วย

ก็คงต้องบอกว่าได้เลยครับ ..... ในฐานะแฟนเก่าของกรมการพัฒนาชุมชนที่แอบติดตามผลงาน ของกรมนี้ด้วยความชื่นชมมากว่า 30 ปี ... อีกอย่างหนึ่ง สินค้า OTOP ก็ทราบกันดีแล้วว่าเป็นสินค้าของชาวบ้านโดยตรง หากขายดีหรือขายได้ ผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็คือชาวบ้านนั่นเอง ไม่ใช่ใครที่ไหน ... ถือเป็นการกระจายรายได้สู่ชนบทที่คนเขียนคอลัมน์นี้เห็นด้วย มาโดยตลอดอยู่แล้ว

ในเอกสารประกอบที่แนบมาด้วยระบุมาว่า ..... ประธานอำนวยการจัดงานครั้งที่ 2 นี้ ได้แก่คุณ ประชา มาลีนนท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ... โดยการแต่งตั้งของประธานกรรมการอำนวยการ OTOP ตัวจริง เสียงจริง... รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ... วัตถุประสงค์ของการจัดงานก็เพื่อที่จะนำสินค้า ที่ได้รับการคัดสรรตามโครงการ คัดสรรสินค้าโอทอปดีเด่น ตั้งแต่ระดับ 3 ดาว ถึง 5 ดาว มาเปิดแสดงและจำหน่ายให้แก่ ประชาชนที่สนใจ

ความจริงเขาใช้คำภาษาอังกฤษว่า OTOP Product Champion ด้วยซ้ำ แต่ผมกลัวว่าท่าน ผู้อ่านในระดับตำบลจะไม่เข้าใจ ก็เลยขออนุญาตถอดความเป็นภาษาไทยเสียให้เรียบร้อย ... ในงานนี้จะมีกิจกรรมต่างๆ ถึง 12 กิจกรรม ซึ่งผมไม่สามารถจะคัดลอกมาลงทั้งหมดได้ ... ขออนุญาตประกาศกว้างๆก็แล้วกันว่า ขอให้ท่านที่สนใจแวะไปที่ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี ในวันและเวลาที่แจ้งไว้เมื่อ สักครู่ดีกว่า ... ใครที่กำลังเหล่ๆจะซื้อของขวัญปีใหม่ให้แก่ญาติมิตร หรือผู้ที่เคารพนับถือ ก็แวะไปหาซื้อได้ในงานนี้ ... หรือใครคิดจะรับสินค้า OTOP ไปขายก็ไปติดต่อในงานนี้ได้เลย เพราะเขาจะมีผู้แทน คอยอำนวยความสะดวกให้เช่นกัน ... ถือเป็นการสนับสนุนภูมิปัญญาไทย และฝีมือของชาวบ้านอย่างที่ว่า

ต้องยอมรับว่า โครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ นี้ เป็นโครงการที่รัฐบาลชุดปัจจุบัน ทุ่มเทให้อย่างเต็มที่ ... มีการลงทุนลงแรงทั้งทางตรงทางอ้อม ในการกระตุ้นตำบลต่างๆ ให้ผลิตสินค้าหรือบริการ เพื่อเป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ของตำบลนั้นๆทั่วประเทศ ... ซึ่งเป็นเจตนาที่ดีงามอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่ความทารุณของคำว่า แชมเปี้ยน ก็คือจะต้องมีการต่อสู้ จะต้องมีคนตกรอบ และจะต้องมีคนพ่ายแพ้ ตลอดเส้นทางของการแข่งขัน ... ว่าไปแล้ว ผู้แพ้หรือคนตกรอบ ยังมีมากกว่าผู้ชนะหรือแชมเปี้ยนเสียอีกด้วยซ้ำ ... ถูกต้องแล้วครับ ที่รัฐบาลนำแชมเปี้ยนมาโชว์ นำผู้ชนะมาช่วยส่งเสริมการขาย ให้กว้างไกลออกไปอีก

แต่อย่าลืมผู้แพ้หรือผู้ตกรอบเสียก็แล้วกัน ..... ผมก็ฝากท่านอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ช่วยเก็บไปคิดเป็นการบ้านด้วยนะครับ ว่าจะดูแลช่วยเหลือผู้แพ้อย่างไรดี ... ในระหว่าง 18-26 ธ.ค. ไปช่วยกันจัดงาน OTOP CITY ให้ยิ่งใหญ่ ให้ประสบความสำเร็จสูงสุดเสียก่อน ... หลังจากนั้นค่อยกลับไปหาทางทำอะไรก็ได้ เพื่อช่วยเหลือผู้แพ้บ้าง จะขอบพระคุณอย่างสูงสุดเลยครับ ท่านอธิบดีครับ.




    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 15/12/2004 02:54 PM


ความคิดเห็นที่: 8



จับตา 10 วันสุดท้าย 10 วันอันตราย..!?
โดย ..... สำราญ รอดเพชร นสพ.ผู้จัดการฯ วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2547



มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนและองค์กรพันธมิตร
เป็นองค์กรแรกที่ออกมาแสดงจุดยืน ท่าทีต่อการเลือกตั้งในวันที่ 6 ก.พ. 2548

จุดยืนที่ว่าคือ “ 4ไม่เลือก”
1) ไม่เลือกนายหน้านายทุน
2) ไม่เลือกคนล้าหลัง คลั่งชาติ
3) ไม่เลือกคนมือเปื้อนเลือดและหัวใจสมุน
4)ไม่เลือกคนไทยหัวใจอเมริกัน..

พิจารณาดูจากคำอธิบาย 4 ไม่เลือกแล้ว ชัดเจนว่าไม่เอาไทยรักไทย..

เมื่อครั้งเลือกตั้ง 6 ม.ค.2544 มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ที่มี ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นสัญลักษณ์ได้เสนอทางเลือกการเลือกตั้งด้วยยุทธศาสตร์ vote no vote คือไม่เลือกใคร...

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้หลายองค์กรพยายามเสนอทางเลือกการเลือกตั้งด้วยยุทธศาสตร์ หมากัดกัน คือเลือกให้ไปถ่วงดุลกันระหว่างฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน…ในความหมายที่ว่า ควรจะเติมเสียงให้ฝ่ายค้านมากกว่าเดิมอีกหน่อย..อย่างน้อยก็ให้อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้..

ถึงตอนนี้น่าเชื่อว่า ในระดับปัญญาชน คนชั้นกลางจำนวนหนึ่งก็เงี่ยหูฟังว่า ศ.นพ.ประเวศ วะสี รวมทั้ง น.พ.เสม พริ้งพวงแก้ว สองราษฎรอาวุโส ซึ่งในการเลือกตั้งที่แล้วได้ “อุ้ม” หรือ “ให้โอกาส” พ.ต.ท.ทักษิณ จะเสนอสูตร -ยุทธศาสตร์ ใด... จะ “อุ้ม”พ.ต.ท.ทักษิณในนามของการประคับประคองประเทศชาติอีกหรือไม่ ?

สำหรับท่าทีของพรรคการเมืองก็อย่างที่เห็น ๆ

พรรคไทยรักไทย
ชูธง 4 ปีสร้าง ขอเป็นรัฐบาล ขอโอกาสให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี อีกสมัย

พรรคประชาธิปัตย์
ชูธงผืนใหญ่..ทวงคืนประเทศไทย..แต่ไม่ยักจะชู บัญญัติ บรรทัดฐาน ขึ้นเป็นผู้นำประเทศอย่างชัดเจน น้ำเสียงหนักไปที่ยุทธศาสตร์ 200 +1 คือเป็นฝ่ายค้านแต่ขอ201 เสียงขึ้นไปเพื่ออภิปรายนายกฯ ได้

พรรคชาติไทย
เสนอยุทธศาสตร์ “สัจจะนิยม สร้างสังคมที่สมดุล” และ “กตัญญูรู้คุณแผ่นดิน” เดากันไม่ผิดแน่ๆ ว่าเป้าหมายสำคัญจริงๆ คือ ขอเป็นพรรคร่วมรัฐบาล..

พรรคมหาชน
ชูธงตัวเองเป็นพรรคทางเลือก หัวหน้าพรรค ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กำหมัดแน่นแบบไอ้หนุ่มซินตึ๊ง ประกาศเสียงดังฟังชัดพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี...

ไหนๆ ก็ไหนๆ พูดถึงพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ ตอนนี้นอกเหนือจากงัดข้อมูลการซื้อตัวส.ส. 52 ล้านบาท ที่คุณชวน หลีกภัย ออกมาแฉทำลายเครดิตพรรคไทยรักไทยแล้ว ล่าสุดคุณองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรค ยังออกมาถล่มซ้ำไทยรักไทยอีกดอกด้วยการ

สรุป 10 ยอดโกหกของพ.ต.ท.ทักษิณ ในรอบปี...
1) โกหกเรื่องปราบรัฐมนตรี – นักการเมืองคอรัปชั่น
2) โกหกเรื่องไข้หวัดนก
3) โกหกการซื้อทีมฟุตบอลลิเวอร์พูล
4) โกหกเรื่องฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ
5) โกหกปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
6) โกหกกรณีการหายตัวของทนายสมชาย นีละไพจิตร
7) โกหกกรณีการปล่อยกู้รัฐบาลพม่า
8) โกหกว่าจะจัดงาน รวมพลคนด่ารัฐบาล
9) โกหกกรณีเอฟทีเอ และ
10) โกหกเรื่องจีเอ็มโอ...

คุณองอาจแกยืนยันนั่งยันว่า .....
ที่สิ่งประชาธิปัตย์พูดเกิดขึ้นจริงทั้งสิ้น ไม่ได้โกหก 99.99 % อย่างที่พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวหา...

ครับ ตอนนี้มวยรองอย่างประชาธิปัตย์ก็ต้องดิ้นรนสุดฤทธิ์ที่จะชี้ชวนให้ประชาชนเห็นว่าพ.ต.ท.ทักษิณล้มเหลว โกหก อันตรายต่อบ้านเมือง...ประชาธิปัตย์เป็นทางเลือกที่ดีกว่า

แต่พูดก็พูดเถอะ ถึงแม้พอจะเข้าใจได้ว่าทำไม...แต่ผมออกจะผิดหวังอยู่พอประมาณกับนโยบาย ป้ายหาเสียงชุด 5 คำมั่นสัญญาของประชาธิปัตย์ที่ออกมา ว่าด้วย เรียนฟรี ... จบมามีงานทำ ... ล้างหนี้ด้วยงาน ... รักษาฟรี ... อายุ 60 ปี มีเบี้ยเลี้ยง...

มันยังไม่สอดคล้องกับ
คำขวัญใหญ่ที่ประชาธิปัตย์ใช้สปอตไลต์ฉายส่องมาตลอดว่า .....
ถึงเวลา..ร่วมทวงคืนประเทศไทย

แบบว่า ... เรียนฟรี ... รักษาฟรี มันก็อีหรอบเดียวกับไทยรักไทย เข้าล็อคเข้าทาง 4 ปีซ่อม 4ปีสร้าง...ดีไม่ดีไทยรักไทยจะเย้ยหยันเอาว่าเป็นนโยบาย..ประชานิยมอ่อนๆ...เอาก็ได้..และ ถึงที่สุด ถ้าประชาธิปัตย์มีกึ๋นอยู่แค่นี้ ..... รับรองเรียบร้อยโรงเรียนทักษิณ…!!!

ทำไมจะไม่เรียบร้อย ก็ขนาดประชาธิปัตย์กล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน คุณทักษิณแกสวนเปรี้ยงกลับมาว่า.. พวกประชาธิปัตย์เป็นพวก ผลประโยชน์ทับท้อง (พุงกางมาแล้ว) รับมุกแก้มุกกันแทบไม่ทันมาแล้ว ...!!

แค่นโยบาย .. เรียนฟรี .. รักษาฟรี..นี่หรือจะไปต่อกร.....!?

ก็ว่ากันไปเถอะครับ ผมก็แค่แสดงความรู้สึก ไม่มีอะไรแนะนำ เพราะไม่ได้สังกัดพรรคไหน..รอวันที่ 6 ก.พ. จะกาบัตรเลือก คุณนาถยา แดงบุหงา /ปชป. หรือคุณ เอกพจน์ วงศ์อารยะ /ทรท. หรือเลือกใครในเขตคันนายาว...ก็เท่านั้น ... แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องไม่ลืมว่า...วันนี้ นาทีนี้เป็นเพียงการเริ่มต้น ...

ป้ายหาเสียง ... เรียนฟรี ... รักษาฟรี ของประชาธิปัตย์
ป้ายหาเสียง 4 ปีซ่อม 4ปีสร้าง ของไทยรักไทย


เป็นเพียงการโหมโรงประเดิมทันที ที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งออกมา แต่ละพรรคจะต้องมีทีเด็ด หมัดเด็ดออกมาอีกหลายชุด …เช่นเดียวกับแนวโน้มผลการเลือกตั้ง ว่ากันตามหน้าเสื่อหน้าไพ่ วันนี้ ตามสายตาของผมก็ยังเชื่อว่าไทยรักไทยชนะขาดลอย.. แต่ถ้าถามว่าอีก 50 วันข้างหน้าจะมีเหตุปัจจัยพลิกผันอะไรบ้างหรือไม่...ผมเชื่อว่ามีอย่างแน่นอน...

ดูกันให้ชัดๆ ก็ต้องดูกัน 2 สัปดาห์หรือช่วง 10 วันสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง..

จริงอยู่ ถึงจะพลิกอย่างไร ไทยรักไทยก็แบเบอร์ชนะอยู่ดี แต่ประเด็นอยู่ตรงที่ว่าถ้าชนะแบบเกินครึ่ง หรือ 250 หวุดหวิด การเมืองมันก็มีเสียว...ยุทธศาสตร์หมากัดกัน มันอาจจะแผลงฤทธิ์ตอนจัดตั้งรัฐบาล ... ครับ ก็พอหอมปากหอมคอแค่นี้ก่อน อธิบายความกันมากกว่านี้ เดี๋ยวจะถูกข้อหาจินตนาการเกินกว่าเหตุ..!!




    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 16/12/2004 09:19 AM


ความคิดเห็นที่: 9

วิธีการเลือกตั้งที่ถูกต้อง โดย พี่เก่ง
1. ปาร์ตี้ลิสต์
พิจารณาเลือกพรรคการเมืองที่ท่านคิดว่า สามารถบริหารประเทศได้ดีที่สุด หรือ ไม่เลือกพรรรคใดๆ
2. สส. เขต
พิจารณาบุคคลที่สามารถทำประโยชน์ให้ท้องถิ่นได้ มิใช่แค่เพียง คนนั้นอยู่ในกระแสพรรคดัง สส.เขต ควรเป็นผู้มีความสามารถที่จะพัฒนาท้องถิ่นได้

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 17/12/2004 01:18 PM


ความคิดเห็นที่: 10


หลวงตาบัวเทศน์เตือน อย่าพองตัวนะรัฐบาล
โดย ..... นสพ.มติชน วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2547



ตั้งหน้าตั้งตาจะขึ้นไปถึงประธานาธิบดี เขาพูดให้ฟังนี้ เราก็ว่าอย่างนี้

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ..... ในเว็บไซต์ http://www.Luangta.com ของพระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้เผยแพร่ คำเทศน์อบรมฆราวาส หัวข้อ "อย่าพองตัวนะรัฐบาล" ที่สวนแสงธรรม ในวันเดียวกัน

ตอนหนึ่งว่า ..... บ้านเมืองเราเวลานี้ถูกบีบถูกบังคับด้วยความมืดมนอนธการ พูดตั้งแต่วงรัฐบาลมาว่าอย่างนี้เลย เมืองไทยรู้สึกว่ามืดมนมาก ถูกสิ่งที่มืดดําเอาอํานาจป่าเถื่อนมาบีบบังคับทุกแง่ทุกมุมเวลานี้ หาความสุจริตไม่ได้เลย มีตั้งแต่คนชั่ว เดี๋ยวนี้ครองบ้านครองเมือง เป็นเจ้าอํานาจบาตรหลวงครอบคนดีในเมืองไทยเรา แม้แต่พระก็เดือดร้อนเวลานี้ อย่าว่าแต่ประชาชนเลย พระท่านอยู่เป็นศีลเป็นธรรมปฏิบัติตนอยู่ในป่าในเขา ก็ได้รับความกระทบกระเทือนจากพวกนี้ละ พวกเปรตพวกผี เราก็แปลกใจนะ จิตใจคนทําไมถึงดําเอานักหนา ไม่มองดูผิด ถูก ชั่ว ดี มีแต่จะเอาให้ได้อย่างเดียว ผิดถูกก็ตาม ขอให้ได้อย่างใจ เวลานี้ใช้อํานาจป่าเถื่อนมาบีบบังคับทุกแบบทุกฉบับ

หลวงตาบัวกล่าวอีกว่า ..... เราสลดสังเวชนะ เช่น อย่างขนบประเพณีของบ้านเมืองเรา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งสมเด็จพระสังฆราชมาตั้งแต่ไหนแต่ไรมา นี้เป็นประเพณีของบ้านเมืองเรา สงบร่มเย็นเรื่อยมา นี้มันก็มายึดเอาแบบลับๆ ลึกๆ นี่ละที่ว่าพวกมืดมิดปิดตา มันเข้ามาเหยียบย่ำ มีแต่อํานาจเสียด้วย มันลุกลามเข้าไปหารัฐบาลนู่นอํานาจเหล่านี้ มันจะกลายเป็นรัฐบาลอาภัพไปนะ หนักเข้าๆ รัฐบาลนี้มันจะเป็นรัฐบาลอาภัพ เพราะมักใหญ่ใฝ่สูงเกินเนื้อเกินตัว

ได้ทราบว่า ..... เดี๋ยวนี้จะเป็นประธานาธิบดี เราทราบว่าอย่างนั้น ตั้งหน้าตั้งตารุกกันใหญ่ ตั้งหน้าตั้งตาจะขึ้นไปถึงประธานาธิบดี เขาพูดให้ฟังนี้ เราก็ว่าอย่างนี้ เราจะผิดที่ไหนเราเอาคําพูดเขามาพูดเฉยๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วจะอาภัพ รัฐบาลไทยเรา ว่างั้นเลย เราพูดชี้นิ้วเลย

หลวงตาบัวกล่าวอีกว่า ..... ถ้าอาภัพจะใคร ก็รัฐบาลเป็นต้นจะอาภัพ ที่ตัวเก่งๆ มักเก่ง อึ่งอ่างนะซิ พองตัวขึ้นไปให้เท่าวัว อึ่งอ่างเท่าวัว วัวคือธรรม ธรรมท่านจะเป็นอะไร แล้วอึ่งอ่างมันท้องจะระเบิดนะ พองเข้าไปๆ ไม่รู้จักหนักจักเบา คืบคลานเข้าไปหมด เรานี้วิตก พอได้ยินอย่างนี้รู้สึกวิตก มันปรารถนาลามกขึ้นไปเรื่อยๆ จะปีนขึ้นจรวดดาวเทียม ทั้งๆ ที่ไม่มีเครื่องขึ้นไป จะเหาะขึ้นไปโดยที่ไม่มีปีกเราพูดเพียงเท่านี้ละ เราสลดสังเวชถึงเรื่องชาติบ้านเมืองทุกวันนี้

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 18/12/2004 01:45 AM


ความคิดเห็นที่: 12



ช่วงแรกแก้ปัญหาเฉพาะหน้า .. ช่วงหลังจะแก้ปัญหาพื้นฐาน

สัมภาษณ์ นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ... รายการ ถึงลูกถึงคน ภาคพิเศษ ในการสัญจรไปสัมภาษณ์กันสดๆ ส่งตรงมาจากจังหวัดกระบี่ กับการเจาะลึกเปิดใจ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับทุกประเด็นคำถาม และ ทุกข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในสังคม มาร่วมกันถาม .. มาร่วมกันบอก และ ร่วมกันรับรู้ ได้ที่นี่ ในรายการถึงลูกถึงคน เมื่อเวลา 23.00 น. ทางโมเดิร์นไนน์ ทีวี และ ติดตามรับฟังการถ่ายทอดสดรายการนี้ ผ่านทางคลื่นวิทยุ FM 100.5 MHz ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และในต่างจังหวัด รับฟังผ่านทางคลื่นวิทยุ อ.ส.ม.ท. อีกกว่า 50 สถานีทั่วประเทศ

ล่าสุดรายงานจาก ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทย ... พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวปราศรัย ท่ามกลางประชาชนกว่า 3,000 คน ที่มาร่วมงานในโครงการ “รัฐบาลพบประชาชน” ครั้งที่ 5 ที่สนามกีฬากลางจังหวัดกระบี่ ว่า แม้จะไม่ใช่คนใต้ แหลงใต้ไม่ได้ และปราศรัยไม่ หรอย แต่พ่อก็ตั้งชื้อให้ว่า ทักษิณ ซึ่งพ่อคงต้องการให้มาช่วยเหลือคนใต้ จึงหวังว่าประชาชนกระบี่ จะให้การต้อนรับ และขอทึกทักว่า ในสมัยหน้าจะได้เป็นรัฐบาลอีก 4 ปี

นายกรัฐมนตรี กล่าว ... ผมจะทำให้คนใต้ไม่ยากจนอีกต่อไป และสามารถใช้เงินได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอให้รัฐบาลส่วนกลางอนุมัติ เพราะจะเข้าไปจัดสรรงบประมาณให้มีโครงการ S M L หมู่บ้านละ 200,000 – 300,000 บาท เพื่อให้บริหารกันเอง 4 ปีที่ผ่านมาคงจะเห็นแล้วว่า นโยบายหลายอย่างของรัฐบาลประสบความสำเร็จ และมีประโยชน์ต่อประเทศ

จากนั้น ... นายกรัฐมนตรี และคณะ เข้าพักที่โรงแรมเชอราตัน กระบี่ ก่อนที่จะออกรายการ “ถึงลูกถึงคน” ทางโมเดิร์นไนน์ คืนนี้ (25 ส.ค.) และในวันพรุ่งนี้ (26 ส.ค.) จะเดินทางไปตรวจราชการต่อ ที่จังหวัดตรัง พัทลุง สตูล และสงขลา


..........................................................................................
อ้างอิงจาก ..... http://www.mcot.net/tltk/today.php?id=465




    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 19/12/2004 10:05 AM


ความคิดเห็นที่: 13



รายการ ถึงลูกถึงคน
วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2547


สัมภาษณ์สดพิเศษ ..... พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ที่ ..... โรงแรมเชอราตัน กระบี่ บี รีสอร์ต จ.กระบี่

.............................................................................................................


สรยุทธ ..... ดูท่านสดชื่นขึ้นไม๊ครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... เมื่อกี้เพิ่งไปอาบน้ำ นอนซักครึ่งชั่วโมง เพราะรู้ว่าจะต้องมาพบคุณสรยุทธ กลัวจะเหนื่อยแล้วตอบไม่ได้

สรยุทธ ..... วันนี้เดินสายมากี่จังหวัดครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... วันนี้ก็ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ 4 จังหวัดครับ

สรยุทธ ..... ทำไปทำไมครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ผมต้องการจะไปเยี่ยมราษฎรและไปรู้ปัญหาต่างๆ ทั้งประเทศ วันนี้เดินทางมาก็ถึงวันศุกร์เย็นนี้ก็ 75 จังหวัด จังหวัดที่ 76 คือกรุงเทพฯ เป็นวันเสาร์นี้

สรยุทธ ..... อ๋อ วันนี้ครบพอดี กี่กิโล คงนับมาแล้วฮะ เพราะนายกฯทำเป็นสถิติอยู่แล้ว

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ครับ ถ้าครบทั้งหมดก็หมื่นกับเจ็ดร้อยกิโลครับ

สรยุทธ ..... รวมกรุงเทพฯ ด้วยนะครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... รวมกรุงเทพฯด้วยครับ แต่ขากลับ ผมบินกลับเลยไม่นับเป็นกิโลนะ ถ้านั่งรถกลับต้องนับ คือสรุปแล้วผมนั่งรถเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศทั้งหมดหมื่นกับเจ็ดร้อยกิโล

สรยุทธ ..... นายกฯบอกว่าต้องลงมาจี้เอง ถูกไม๊ฮะ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... คืออยากจะรู้ปัญหาจริงๆ และจะได้มองภาพรวมว่าปัญหาของแต่ละจังหวัดเป็นอย่างไร และดูแล้วแต่ละภาคเป็นยังไง และดูแล้วทั้งประเทศเป็นยังไง

สรยุทธ ..... ทำไมต้องนายกฯ ลงมาดูเอง ไหนท่านนายกฯเคยบอกว่าแบ่งงานเรียบร้อยแล้ว มีรองนายกฯ ข้าราชการปฏิรูปแล้ว นายกฯต้องลงมาเองเหรอ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... คือผมเป็นคนอยากรู้อะไรด้วยตัวเอง เวลาเราใช้งานใคร ถ้าเรารู้อยู่แล้วว่าภาพจะเป็นยังไง การใช้งาน การติดตามงาน มันง่าย แต่ถ้าเราไม่รู้ คนรายงานมาพูดแต่สิ่งที่ดีๆ มา เราก็จะไม่มีโอกาสรู้สิ่งที่ไม่ดี

สรยุทธ ..... แต่ก็แวะผ่าน แวะผ่าน แล้วจะเห็นอะไรฮะ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... เอ่อ เห็นครับ เพราะว่าอย่างน้อยๆ ที่เขาเอามาพูด และผมจะเชิญประชาชนพูด บางทีบรรดานักการเมืองท้องถิ่นพูด กำนัน-ผู้ใหญ่พูด และผมก็บอกว่าขอเชิญประชาชนราษฎรเต็มขั้นพูดหน่อย เขาก็พูด ซึ่งผมก็จะได้ฟังสภาพลักษณะของปัญหาที่มันยังอยู่ ปัญหาประเภทไหนบ้าง อะไรบ้าง ถึงจะรู้ บางทีผมเดินทักราษฎรที่เขายืนอยู่ ทักไปผมก็ถามโน่นถามนี่ และก็จดหมายร้องเรียนที่ส่งผมโดยตรงเยอะมาก เราก็เอาสิ่งเหล่านั้นไปประมวล ก็จะรู้ลักษณะของปัญหาแต่ละพื้นที่ครับ

สรยุทธ ..... ถ้าจะมีคนบอกว่าท่านนายกฯ สร้างภาพ ?

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ก็ถ้าสร้างภาพเพราะว่าผมทำงาน ก็ไม่รู้จะทำยังไง เพราะทำงานก็ได้ภาพ มันก็ช่วยไม่ได้

สรยุทธ ..... บางคนอาจจะบอกว่านายกฯ ก็บริหารประเทศปกติก็ได้ และมีเรื่องก็ดำเนินการตามขั้นตอน ทำไมต้องออกมาตระเวณ ออกมาเดินสาย ออกมาสร้างภาพไม๊

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ถ้าเราบริหารแบบนั้น ผมว่าใช้ปลัดกระทรวงทุกกระทรวงบริหารได้หมด คือมันไม่ได้เป็นการบริหารแบบชนิดที่เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง ถ้าจะเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง เราต้องรู้ปัญหาของประชาชนจริงๆ

สรยุทธ ..... วันนี้ใกล้เลือกตั้งเต็มที ท่านยืนยันใช่ไม๊ครับว่าจะไม่ยุบสภาฯก่อน

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่ยุบครับ เพราะไม่มีเหตุผลและความจำเป็นที่จะยุบนะครับ และสาเหตุที่ผมออกเดินสาย ก็เพราะว่าผมเริ่มเดินตั้งเมษายน ซึ่งถ้าจะพูดถึงเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ ก็ 1 ปีนะ และผมเดินสิงหาคมจบแล้ว

สรยุทธ ..... มาเดินปีสุดท้าย

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... เพราะว่าปีแรกๆ ชุลมุน ปีแรกเข้ามาถึงหนี้สินประเทศจมไปหมด เยอะมาก ต้องใช้หนี้ IMF ไหนจะปัญหาการขาดดุลงบประมาณ ปัญหาเงินไหลออก ปัญหาพี่น้องประชาชนยังเดือดร้อน คนตกงาน มันต้องไปแก้ปัญหาพวกนั้นก่อน พอแก้เรียบร้อยแล้ว ดูว่าปีนี้เป็นปีที่ค่อนข้างอยู่ตัวแล้ว ก็ไปดูปัญหาต่อไปว่ามีปัญหาอะไรอีก คือสไตล์นิสัยผมเป็นคนชอบเดินปัญหานะ ผมไม่ใช่คนหนีปัญหา คือเดินไปให้รู้ปัญหาเลย บางคนไม่อยากให้คนทั่วไปรู้ว่าเรารู้ปัญหา พอแก้ไม่ได้เดี๋ยวจะเสียหน้า ผมไม่กลัว เพราะปัญหามีให้แก้ ปัญหามีร้อยนึง วันนี้ผมแก้ได้สิบ ผมก็ดีใจแล้ว พรุ่งนี้ผมก็แก้ต่ออีก ไม่ใช่แก้วันนี้แล้วเลิก …

… หลังจากเลือกตั้งเสร็จ ผมต้องเปลี่ยนวิธีแก้ปัญหา คือ 4 ปีแรกของผมเป็น 4 ปีแห่งการแก้ปัญหาเรื่องหนี้สิน แก้ปัญหาสภาพคล่อง แก้ปัญหาอำนาจการซื้อของประชาชน แก้ปัญหาเรื่องตลาด แต่พอ 4 ปีหลังต้องไปแก้ปัญหาเรื่องความมั่นคงในชีวิตของประชาชน นั่นก็คือเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกิน เรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องของเพิ่มผลผลิต ขยายกำลังการผลิต พร้อมกันนั้นเราก็ลงทุนมากขึ้น

สรยุทธ ..... ช่วงแรกแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ช่วงรอบหลังจะแก้ปัญหาพื้นฐาน

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ครับ เพื่อจะให้เกิดความยั่งยืนทั้งภาคประชาชนและภาคประเทศ

สรยุทธ ..... อันนี้มองข้ามช็อตไปถึงอีก 4 ปีข้างหน้าแล้ว มั่นใจขนาดนั้นเลย

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ผมเชื่อว่าประชาชนยังอยากจะเห็นผมทำงานต่อ และผมก็อาสาทำงาน 8 ปี และผมคิดว่าวันนั้นก็คงแก่มากแล้ว ควรจะไปอยู่กับลูกกับเมียแล้ว

สรยุทธ ..... ถามจริงๆ หาเสียงใช่ไม๊ครับ ปีสุดท้าย ก็ทำไปด้วย หาเสียงไปด้วย

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ก็จะว่าหาเสียงถือว่าการทำงาน มันทำงานไป ถ้าประชาชนพอใจ มันก็เป็นที่นิยมของประชาชน เป็นเรื่องธรรมดา

สรยุทธ ..... หมายถึงทัวร์นกขมิ้นมาถึงแจกเงินจริงไม๊ครับ ที่เขาบอกว่าข้างซ้ายก็ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ข้างขวาก็ผู้อำนวยการ สนง.สลากกินแบ่งรัฐบาล เหมือนกับเดินสายแจกเงิน

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... บังเอิญเมื่อปีงบประมาณ 2547 เราตั้งงบกลางปี สาเหตุเพราะเก็บภาษีได้เกินเป้า ทั้งที่รัฐบาลนี้ไม่เคยขึ้นภาษีเลยนะ แต่บังเอิญเศรษฐกิจดี ภาษีมูลค่าเพิ่มมันได้หมด เงินมันเกินเป้า เราคิดว่าปีนี้ควรจะเป็นปีที่เราขาดดุลเป็นปีสุดท้ายแล้ว ก็เลยตั้งงบประมาณขึ้นมากลางปี ผมรู้ว่าหลังวิกฤติเศรษฐกิจ 5-6 ปีที่ผ่านมา แต่ละจังหวัดมีปัญหาเรื่องความต้องการของตัวเองโดยที่ส่วนกลางไม่รู้ หรือรู้ก็จะมองว่าความสำคัญเขายังไม่มี ให้ความสำคัญเขาลำดับหลังๆ ในเมื่อเราสามารถจัดงบประมาณได้ก้อนนึง

สรยุทธ ..... พูดตรงๆ คือเงินเหลือใช่ไม๊ครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... เงินเหลือ ถ้าเป็นผม ถ้าเงินเหลือ ผมอยากจะทำอะไร ผมทำตามใจชอบด้วยตัวเอง โดยไม่สนใจว่าท้องถิ่นเขาคิดยังไง อย่างนี้มันเป็นเงินใช้ไม่เกิดประโยชน์ ผมก็ต้องเดินทางไปดูเขาด้วยตัวเอง และฟังเขาด้วยตัวเอง และไม่ได้ฟังจังหวัดอย่างเดียว ฟังท้องถิ่น ฟังประชาชน แต่ก่อนไปผมศึกษาก่อน ศึกษาเสร็จไปฟัง ฟังเสร็จถ้ามันใช่ ถ้ามีเงินอยู่ก็ให้ มีท่าน ผอ.สำนักงานงบประมาณ หรือทางกองสลากฯ มา เพื่อให้มั่นใจว่าผมไม่ใช้ผิดวินัย ไม่ใช้ผิดวงเงินที่มีอยู่ เขาจะเป็นคนคอยโบกธงว่ายังมีตังค์อยู่หรือเปล่า ให้ได้ไม๊

สรยุทธ ..... มีใช่ไม๊ครับที่ไม่ให้

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... โอ๊ย เยอะแยะ

สรยุทธ ..... เพราะข่าวออกมาเหมือนกับว่าไปที่ไหนก็จ่ายที่นั่น

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่หรอกครับ บางอย่างเราก็ให้ บางอย่างเราขอดูก่อน บางทีงานเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นอาคารเรียนของโรงเรียน ผมไปนั่งดูอยู่ที่โรงเรียนนั้น ผมรู้ว่าอาคารทรุดโทรมมาก และเด็กนักเรียนมีสองพันกว่าคน ผมก็เห็นว่าอาคารอย่างนี้ไม่ไหวแน่ ต้องให้ เพราะเรื่องโรงเรียนเป็นเรื่องสำคัญ ผมก็ให้

สรยุทธ ..... ไปทำให้เกิดความเข้าใจว่าเหมือนนายกฯไปจ่ายเงินไม๊ ชาวบ้านอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเงินนายกฯ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่ใช่ ๆ คือการตั้งงบประมาณ ผมจะตั้งจากส่วนกลางก็ได้ แต่เวลานี้แทนที่จะตั้งจากส่วนกลางโดยคิดกันไม่กี่คนในสำนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ชงเรื่องขึ้นมา

สรยุทธ ..... คือวิธีการงบประมาณปกติ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... แต่ไป Approve on Spot

สรยุทธ ..... อนุมัติ ณ จุดนั้นเลย

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... โดยที่เรารู้อยู่แล้วว่ามีงบอยู่เท่าไหร่ แล้วเราอยากรู้ปัญหาที่แท้จริง ก็ไปคุยกับเขา

สรยุทธ ..... ไม่ต้องทำได้ไม๊

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่ทำก็ได้

สรยุทธ ..... นายกฯไม่ต้องลงมาดู มันก็เดินของมันไป

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ถูก สมมติเงินงบประมาณเหลืออยู่ 4 หมื่นล้าน ผมเก็บไว้ส่วนกลาง กระทรวงนั้นก็ขอมา กระทรวงนี้ก็ขอมา ซึ่งไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมันแก้ปัญหาประชาชนจริงหรือเปล่า แต่อย่างนี้ไปถึงที่ มันแก้ปัญหาประชาชนจริง

สรยุทธ ..... เมื่อก่อนเงินงบประมาณเหลือ ก็ให้หน่วยงานที่ของบมาตามนั้น

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ทุกกระทรวงก็จะทำเรื่องขอมา แต่คราวนี้ผมจะไปดูถึงที่เอง และในที่สุดเงินก็กลับไปที่กระทรวง

สรยุทธ ..... สำนักงบประมาณไม่ได้มาเหมือนถือกระเป๋าเจมส์บอนด์มาแจก

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่ใช่อย่างนั้นเลย เขาจะโบกธงว่าอย่างนั้นไม่ได้ อย่างนี้ไม่ได้

สรยุทธ ..... ประชาคมหมู่บ้านที่ทำเรื่องเอสเอ็มแอล อันนี้คือเปลี่ยนวิธีการงบประมาณลงไปให้ชาวบ้านทำ แต่มาทำในปีสุดท้าย เหมือนเอาเปรียบคนอื่นเขาไม๊

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... รัฐบาลบริหารประเทศก็ทำไปแล้วแต่จะตกปีไหน ก็เท่านั้นเอง บางทีปีแรกคิดไม่ออกนะ เพราะปีแรกเมาหมัดครับ มาถึงก็เจอแต่ละเรื่อง ผมเจอศาลรัฐธรรมนูญเรื่อง 6 เดือน ติดเบ็ดไว้ และมาเรื่องยาเสพติดอีก โอ้โหเต็มบ้านเต็มเมืองกว่าจะเอาอยู่

สรยุทธ ..... ถ้านายกฯไม่เดินสายนกขมิ้น แต่ไม่ต้องมาทำงบประมาณเหล่านี้ เอามาทำเป็นนโยบายแล้วไปหาเสียง จะได้รู้สึกว่าไม่เอาเปรียบเขา

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... โน โน โน อันนี้ยังไม่ทำนะครับนโยบายเอสเอ็มแอล คือเอสเอ็มแอลนำร่องแค่ 200 ล้านเอง นิดเดียว ทำทั่วประเทศ 200 ล้าน คืออำเภอละ 1 หมู่บ้าน

สรยุทธ ..... คือท่านนายกฯจะนำร่อง แล้วประชุมใหญ่ ถ่ายทอดสด

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ทำไปแล้วนะครับ หมู่บ้านเดียว

สรยุทธ ..... แล้วก็ให้คนหมู่บ้านต่างๆ ได้เห็นว่านำร่องเป็นยังไง แต่ถ้ามองในทางการเมืองก็คือหาเสียงเลย อาศัยอำนาจหาเสียงเลย

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... แหม๋ มันยังไม่ถึงฤดูการประกาศกฤษฎีกาเลือกตั้งนะ วันนี้ใครอยากจะทำอะไรก็ทำ แต่บอกให้รู้ก่อนว่าไม่ยุบสภาฯแน่นอน ฉะนั้นจึงมีเวลา เขานึกว่าผมจะยุบสภาฯ ก็เลยตื่นเต้นกัน ผมไม่ยุบหรอก ใจเย็นๆ

สรยุทธ ..... ไม่มีทางยุบเลยใช่ไม๊ฮะ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่รู้จะยุบทำไม การยุบสภาฯ หลักปรัชญาบอกว่าฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเกิดความขัดแย้งกัน ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ แต่ถูกใช้ในการชิงไหวพริบเอาความได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้งมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งไม่ใช่ปรัชญา ปรัชญาจริงๆ คือความขัดแย้ง

สรยุทธ ..... ไม่มีทางจะผิดคำสัญญาเหรอ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่มีทาง ไม่รู้จะไปยุบทำไม ยุบสภาฯเสร็จ แล้วไปบอกประชาชนว่าขอกลับมาเป็นนายกฯอีกรอบ ประชาชนก็บอกว่าอ้าวให้อยู่ 4 ปียังมาอยู่อีกรอบ ใครจะให้มา

สรยุทธ ..... มีคนวิจารณ์ว่านายกฯไม่ทำเรื่องปราบคอร์รัปชั่นเลย ตอนหาเสียงประกาศเอาไว้

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... สงครามคอร์รัปชั่นอยู่กับสังคมไทยมานานมาก ถ้าเราเล่นแรงเกินไป ขบวนการร่วมมือมันจะไม่มี มันจึงต้องมาจัดคิวไว้ทีหลัง

สรยุทธ ..... อันนี้ยอมรับเลยเหรอ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... อันนี้ยอมรับครับ แต่ว่า 3 ตุลาคม ผมจะประกาศชัดเจนถึงขั้นตอน เพราะเป็นการครบรอบ 2 ปีของการปฏิรูปราชการ จึงต้องปรับวิธีการ โครงสร้าง ถ้าจะพูดเอามันส์ พูดเอาเท่ห์ มันง่าย แต่ถ้าจะต้องทำกันจริงๆ มันต้องมีขั้นตอนและวิธีการพอสมควรที่จะประกาศให้ชัดเจน ในวันนี้ผมก็ได้เริ่มบอกรัฐมนตรีไปแล้วว่ารัฐมนตรีทุกคนต้องรับผิดชอบในกระทรวงของตัวเอง วันนี้การคอร์รัปชั่นต่างๆ ในทุกกระทรวงจะต้องลดน้อยลง และจะต้องมีการฟันกันบ้างล่ะ …

… เราต้องยอมรับว่าเรื่องคอร์รัปชั่นในตำรวจมีเยอะ แต่การจะแก้ตำรวจต้องยอมรับความเป็นจริงก่อนว่าตำรวจทำงานโดยไม่มีงบประมาณเพียงพอ เราตั้ง 1 โรงพัก เราไม่รู้ว่าไปช่วยประชาชน หรือเอาภาระไปให้ประชาชน ก็ไม่รู้ เพราะตั้งไป ค่าทำคดีก็ไม่พอ เงินค่าใช้จ่ายประจำโรงพักก็ไม่พอ นี่คือหลักความเป็นจริง ฉะนั้นต้องมาปรับใหม่หมด รวมทั้งเรื่องของกฎหมาย กติกา ระบบคอมพิวเตอร์จะเชื่อมโยงกันหมด และผมพยายามจะพูดให้ง่าย ประกาศชัดเจน และให้ประชาชนฟังแล้วเข้าใจและติดตามได้

สรยุทธ ..... ในระดับรัฐมนตรีมีคอร์รัปชั่นมีไม๊ที่เขาวิพากษ์วิจารณ์ ?

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... มียากมากครับ แต่อาจจะมีได้ แต่ผมไม่รู้ แต่ระดับทั่วไปยังมีอยู่ ซึ่งก็ต้องคอยดู แต่ระบบต้องไม่เอื้ออำนวย ต้องมีระบบที่รัดกุมกว่านี้ วันที่ 3 ตุลาคม ผมกำลังร่างระบบทั้งหลาย เพื่อจะให้เข้มข้นขึ้น และค่าใช้จ่ายการเมืองจะต้องถูกลง นั่นคือระบบการเลือกตั้ง และประชาชนให้คอยดูว่าการซื้อเสียงเลือกตั้งสมัยหน้าจะไม่ได้ผลอะไรเลย เมื่อซื้อเสียงไม่ได้ผล มันก็จะทำให้ระบบการเมืองดีขึ้น

สรยุทธ ..... พรรคไทยรักไทยก็ยังถูกมองว่าก็ใช้เงิน

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... เขาคงเห็นว่าผมมีตังค์ไม๊

สรยุทธ ..... เลยคิดว่าไม่ใช้หรือฮะ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ใช้เงินการเมืองก็ต้องมี แต่ไม่ได้ใช้เงินไปซื้อ แต่ถ้าใช้เงินในเรื่องกิจกรรมทางการเมือง ทำป้าย ทำโปสเตอร์ ไม่จ่ายได้ไง ความจริงต้นทุนการเมืองของทุกคน มีงบ กกต. และมีค่าใช้จ่ายของแกนนำไม่กี่คนที่ไม่เดือดร้อน อย่างนี้การเมืองจะอยู่ได้ คือต้องแข่งทำความดี ให้ประชาชนศรัทธาโดยที่การซื้อเสียงไม่มีผล


สรยุทธ ..... ท่านนายกฯโกรธไม๊ ว่าท่านนายกฯก็มีธุรกิจ ถึงเวลาเกิดเรื่อง ทับซ้อนผลประโยชน์ เกิดเรื่องนี้ ทับซ้อนผลประโยชน์ คือมันพันเข้ามาหา

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ผมมีธุรกิจมาก่อนที่จะมาเป็นนักการเมือง บางคนไม่มีอะไรเลยแล้วมาเข้าการเมือง มันไม่เหมือนกัน พอผมเข้าการเมือง ก็เหมือนกับคนที่อยู่ในเรือ และผมเป็นคนพายเรือ เมื่อเรือถึงฝั่ง คนทุกคนต้องถึงฝั่งเหมือนกันหมด คือผมพัฒนาเศรษฐกิจดีขึ้น ธุรกิจทุกอย่างมันก็ได้ดีขึ้น

สรยุทธ ..... นายกฯทิ้งธุรกิจอย่างแท้จริงหรือยัง?

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่เคยไปยุ่งกับเขาเลย เพราะเป็นมหาชนไปแล้ว คือผมตั้งใจเข้าสู่การเมืองมานานมากตั้งแต่ปี 2535 ผมบริหารธุรกิจในลักษณะพร้อมจะวางมือ โดยเลือกมืออาชีพเข้ามา สมัยประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว ผมซื้อระบบคอมพิวเตอร์เฉพาะซอฟท์แวร์มา 150 กว่าล้าน เพื่อจะคุมระบบ เพื่อจะให้มีระบบตรวจสอบถ่วงดุล โดยที่ผมจะได้ทิ้งบริษัทโดยไม่ต้องไปเกี่ยวข้องได้ ตอนหลังมาผมเข้าการเมืองรอบนี้ ผมก็โอนให้ลูก ผมไม่ต้องไปยุ่ง เป็นเรื่องของลูกแล้ว ผมไม่ได้บริหารธุรกิจมาตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ

สรยุทธ ..... ทำไมบังเอิญบริษัทในครอบครัวของท่านนายกฯ เดี๋ยวได้โครงการโน้น เดี๋ยวก็ได้โครงการนี้ ทำไมกำไรเพิ่มมโหฬาร

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... กำไรเพิ่ม …

สรยุทธ ..... มากกว่าคนอื่นไม๊ ?

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... มันมี 2 ส่วน ส่วนหนึ่งคือประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ส่วนที่สองก็คือเศรษฐกิจดี ลูกค้าก็เยอะขึ้น อันนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ ผมคิดว่ามีหลายบริษัทมีกำไรในสัดส่วนเป็นเปอร์เซ็นต์สูงกว่ากลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้อง แต่เวลาคนพูดจะนำเสนอข้างเดียว วิธีนำเสนอพูดข้างเดียว อย่างบางทีกล่าวหาหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น แต่ไม่ได้ดูที่บัญชีทรัพย์สิน เวลาจะโจมตีกัน เขาก็เลือกเอามุมที่ไม่ดี มุมที่ไม่ดีบางทีมีนิดเดียว

สรยุทธ ..... แต่หลายครั้งก็เห็นโกรธพอพูดถึงผลประโยชน์ทับซ้อน

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... บางทีเราตั้งใจมาก และคนมาพูดมาอย่างนี้เรารำคาญ ธรรมดาของมนุษย์ ผมยอมรับว่าบางทีเหนื่อยๆ บางทีงานเยอะๆ หลายเรื่อง มันก็มีอารมณ์บ้าง ผมเป็นมนุษย์ วันนี้ยังไงก็เป็นมนุษย์

สรยุทธ ..... ไม่ให้หาวิธีเมื่อไหร่จะเลิกพูดซะที ให้บริษัทอื่นมารับจ้างบริหารไปเลย

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ช่วยหาคนมาซื้อหน่อยสิ พอลูกผมมีตังค์เยอะแล้ว ผมจะได้สบายใจ แต่วันนี้ผมไม่สนใจหรอก เพราะผมไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่ต้องไปห่วง ผมทำงานของผมให้ประชาชน ให้ประเทศ ผมมีความสุขแล้ว เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องเล็ก


สรยุทธ ..... ท่านนายกฯลงมาที่ภาคใต้ ผมรู้สึกว่าท่านนายกฯจะมุ่งเน้นที่ภาคใต้เป็นพิเศษไม๊

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ผมไปทั่วประเทศ อันนี้บังเอิญเป็นทริปสุดท้าย

สรยุทธ ..... เหมือนว่ามุ่งมั่นที่จะลงมาภาคใต้ เหมือนกับว่าต้องการมาเจาะฐานเสียง ต้องการจะได้ ส.ส.เป็นกอบเป็นกำเที่ยวนี้หรือเปล่า ผมถามตรงๆ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ที่ภาคใต้ ผมคงไม่ได้คิดว่าจะได้หรือไม่ได้ แต่สิ่งที่ผมทำงานมาตลอด มันก็เป็นประโยชน์กับคนทางภาคใต้ ซึ่งมีอาชีพหลักคือทำยางพารากับปาล์ม ในช่วงแรกราคายางพาราแย่มาก ปัญหาก็คือราคาตลาดโลกกับราคาที่ไทยขายมันห่างกัน เหมือนกับว่ามีใครเอาราคาตรงกลางไป ผมก็ไปหาทางแก้ คุยกับ ดร.มหาเธร์ และคุยกับท่านประธานาธิบดีเมการ์วาตี ของอินโดนีเซีย ท่านก็ส่งรัฐมนตรีมา ผมนั่งคุยกับรัฐมนตรีทั้งสองคน …

… ผมก็ไปพบกับคนที่ซื้อยางเพื่อผลิตยางรถยนต์ ซึ่งซื้อยางประมาณ 70% ของมูลค่ายางทั้งโลก ผมก็ถามเขาว่าจริงๆ ต้นทุนเท่าไหร่ถึงจะไม่เดือดร้อน เขาก็บอกว่า 1 เหรียญก็ซื้อได้ แต่อย่าให้เกิน 1.50 เหรียญ เราก็จับมือกัน แล้วเริ่มดันราคาขึ้นไปถึง 1 เหรียญ แต่บังเอิญน้ำมันแพง ยางสังเคราะห์ก็แพงตาม ราคายางพาราก็เลยขึ้นไปเกิน 1 เหรียญ ผมมั่นใจว่าราคายางจะไม่ต่ำกว่า 30 บาท ตราบใดที่ผมยังเป็นนายกฯ คือถ้าลงต่ำกว่า 30 บาท รัฐบาลจะซื้อเกลี้ยงหมดเลย ดีไม่ดีซื้อข้ามประเทศด้วย

สรยุทธ ..... ที่ท่านนายกฯบอกว่ามีอะไรอยู่ตรงกลาง

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... มีคนพยายามซื้อแพง แต่ขายถูก สินค้าบางตัวยังเป็นอย่างนี้อยู่ ผมจะต้องดูต่อ มันเป็นกลไกที่ทำไว้เดิมไม่ดี แล้วบางทีมีคอร์รัปชั่นด้วย

สรยุทธ ..... สมมติว่าเลือกตั้งแล้วไม่ได้ ส.ส.ภาคใต้เลย ไทยรักไทยจะเสียหายไม๊ จะน้อยใจไม๊

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... เราต้องเคารพประชาชนครับ เขาไม่เลือกก็คือวันนี้เขายังไม่เข้าใจเรา เราก็ต้องทำงานต่อไป ทำดีต่อไปจนเขาเข้าใจเราแล้วค่อยเลือก ผมเชื่อว่าเราน่าจะมีผู้แทนมากกว่าเดิมในภาคใต้

สรยุทธ ..... เห็นนายกฯบอกว่าซัก 10 คน

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... น่าจะได้

สรยุทธ ..... เปลี่ยนบทบาทมาเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทยบ้าง มีคนบอกว่าถ้าได้ ส.ส.ในซีกรัฐบาลถึง 400 ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ได้เลย

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... วันนี้ฝ่ายค้านอภิปรายนายกฯไม่ได้ แต่ด่านายกฯทุกรอบ อภิปรายรัฐมนตรีเพื่อด่านายกฯตลอด สมมติว่าประชาชนศรัทธาได้เกิน 400 ฝ่ายค้านอยากอภิปรายเมื่อไหร่ บอกมา เดี๋ยวจะช่วยเซ็นให้

สรยุทธ ..... อย่าพูดเล่นครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... เรื่องจริง

สรยุทธ ..... ท่านนายกฯ กลัวการตรวจสอบ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ผมโดนตรวจสอบตั้งแต่ยังไม่เข้าการเมือง คนใช้ที่บ้านตรวจเรียบร้อยหมด จะตรวจอะไรอีก ตรวจทุกอย่าง ผมกลัวอย่างเดียวคือกลัวทำงานไม่สำเร็จ แล้วประชาชนไม่ศรัทธา อย่างอื่นเรื่องเล็กหมด

สรยุทธ ..... 3 ปีกว่า เกือบ 4 ปีทำอะไรผิดพลาดไม๊

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ก็จะมีเรื่องความล่าช้า บางอย่างอยากทำให้ได้ดั่งใจ แต่ทำไม่ได้ดั่งใจบ้าง ก็มีบ้าง อย่างเรื่องการจัดที่ดินทำกินให้ประชาชน มันช้าไปนิดนึง เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่ ตั้งใจไว้แล้วก็ช้า เรื่องการปรับโครงสร้างตำรวจ เพื่อให้ตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชน เพื่อจะใช้เป็นเส้นทางดักในเรื่องของคอร์รัปชั่นทั้งหลาย ก็ทำได้ช้ากว่าที่ตั้งใจ

สรยุทธ ..... อะไรที่พลาดพลั้ง ไม่ควรจะทำแล้วทำไป มีไม๊ครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... …. อะไรที่ทำไป … (นั่งคิด)

สรยุทธ ..... ท่านนายกฯเคยบอกกับผมเมื่อหลายปีก่อนว่า เป็นคนที่ทำผิดแล้วยอมรับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... แน่นอนๆ แต่เรื่องที่ทำแล้วทำ ยังนึกไม่ออก แต่ส่วนใหญ่ทำแล้วมันไม่ได้ผลเท่าที่ควร

สรยุทธ ..... รัฐบาลบอกว่าการให้ประชาชนเป็นหนี้คือการให้โอกาส ให้เขามีทุนไปทำมาหากิน จะแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน ต้องให้เขามีทุน อีกฝ่ายนึงบอกว่านี่คือการสร้างหนี้อย่างยั่งยืน

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... คนที่ว่าผม เป็นคนที่กินเงินเดือนตลอด

สรยุทธ ..... แปลว่าคนกินเงินเดือนไม่เข้าใจ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... คือเขามีรายได้ที่แน่นอนของเขา และพอใช้ ไม่เดือดร้อนอะไร แต่คนที่เป็นชาวนา เป็นเกษตรกร มันเป็นนักธุรกิจนะ แต่เป็นนักธุรกิจที่แย่มากที่ไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าตัวเองได้ ไม่สามารถรู้ต้นทุนของตัวเอง และเข้าหาแหล่งทุนก็ไม่ได้ ซึ่งความเข้าใจของคนมีรายได้ที่แน่นอนจะเข้าใจตรงส่วนนี้จะต่างกัน …

… โลกเสรีคือเศรษฐกิจทุนนิยม ทุนนิยมแปลวว่าอะไร คือไม่มีทุนไม่นิยม สรุปแล้วถ้าไม่มีทุน ไม่รู้จะสร้างความมั่งคั่งได้ยังไง การเข้าหาแหล่งทุนและแหล่งปัญญาทั้งสองอย่างพร้อมกัน คนส่วนใหญ่มีปัญหาเข้าหาแหล่งทุน ตัวผมเองมีปัญญา แต่ไม่มีทุน เมื่อสมัยก่อนผมแทบตาย พอผมได้แหล่งทุน ผมก็สบาย ดังนั้นอย่าไปดูถูกเขา เขาเลือกที่จะเป็นหนี้ เพื่อเขาจะได้เป็นทุนในการไปทำมาหากิน คือทุกคนมองข้ามช็อตไป เขาไปมองว่าผมเอาเงินให้ไปกู้เพื่อใช้จ่าย

สรยุทธ ..... ซื้อรถ ซื้อโทรศัพท์ ไปอย่างนั้นเลย

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... พวกนี้เขาคิดไม่เป็น เขาไปดูถูกชาวบ้าน ทุนที่ผมให้ไปเพื่อไปประกอบอาชีพ แล้วเมื่อมีรายได้ จึงนำรายได้ไปใช้จ่าย ไม่ใช่เอาหนี้ไปใช้จ่าย อันนี้ข้อมูลชัดเจน และเวลานี้ที่ผมทำ อย่ามองสิ่งที่ผมทำเป็นชิ้นๆ นะ ต้องมองภาพรวมนะ ทั้งหมดที่ผมทำก็เพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส ทำทุกอย่างนำไปสู่จุดนี้หมด ลดรายจ่ายก็คือลดหนี้นอกระบบ ให้เป็นหนี้ในระบบ ต้นทุนหนี้ถูกลง ไปลดรายจ่ายเรื่องสุขภาพ ก็ 30 บาท (30 บาทรักษาทุกโรค) ไปพักหนี้เกษตรกร …

… ส่วนเพิ่มรายได้ก็ทำเรื่อง OTOP (1 ตำบล 1ผลิตภัณฑ์) เป็นอาชีพเสริม ไปทำให้ราคาสินค้าเกษตรขึ้น และขยายโอกาสก็คือให้ทุน และให้ความรู้ที่เขาถนัด เรื่อง OTOP ก็เป็นการขยายโอกาสด้วย …

… และถ้าใครจะบอกว่าผมจะทำชาติพัง ช่วยใช้สมองอันน้อยนิดคิดหน่อยเหอะ ตอนที่ผมเข้ามา หนี้ต่างประเทศมี 7 หมื่น 5 พันกว่าล้านเหรียญ เวลานี้หนี้เหลือ 5 หมื่น 1 พันกว่าล้านเหรียญ เงินทุนระหว่างประเทศวันนั้นมีแค่ 3 หมื่น 2 พันล้าน แต่วันนี้มี 4 หมื่น 4 พันล้าน เบ็ดเสร็จแล้วเวลานี้เรามีเงินฝากในต่างประเทศมากกว่ากู้เขามา หนี้ภาครัฐบาลต่อจีดีพีก็ลดลง ภาวะของงบประมาณกำลังเข้าสู่ภาวะสมดุล และเราใช้หนี้ IMF ไปหมดก่อนกำหนด 2 ปี เป็นที่ยอมรับของทั้งโลกว่าประเทศไทยสามารถจัดการได้ แต่ปรากฏว่าขาประจำของผมก็จะต้องด่าอย่างเดียว ไม่ได้ดูตัวเลขเลย

สรยุทธ ..... ตอนนี้ขาประจำเพิ่มขึ้นเป็นดอกเห็ดเลยนะครับ คนที่เคยเชียร์คุณทักษิณ ตอนนี้เปลี่ยนสภาพมาเป็นขาประจำเต็มไปหมดเลย

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ผมขัดใจหลายคนไม่ได้ดั่งใจเขา บางทีอยากให้ผมสนับสนุนอย่างนั้นอย่างนี้ บางทีผมก็ให้ไม่ได้ ผมก็ขัดใจ และบางคนเคยมีความหมายในช่วงการเมืองอ่อนแอ เวลานี้พอการเมืองเข้มแข็ง ประชาชนเชื่อถือรัฐบาล ความหมายก็หมดไป สมัยนี้เขาบอกว่านายหน้าต้องเพิ่มคุณค่า ไม่อย่างนั้นเป็นนายหน้าไม่ได้

สรยุทธ ..... ท่านนายกฯยืนยันว่าเป็นคนฟังคน ใครติติง ใครว่า รับฟัง ยกเว้นขาประจำ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ขาประจำก็ฟัง แต่ผมฟังด้วยความรำคาญบ้าง เอามาเก็บมาคิดบ้าง อย่างเช่นเรื่องแต่งตั้งโยกย้าย ผมตั้งใจว่าจะตั้งคนนี้ แต่ผมเรียกอีกคนนึงมาคุย เขาให้เหตุผลผมเท่านั้น ผมเปลี่ยนใจเลย เพราะผมเป็นคนฟังเหตุผลเลย ทั้งๆ ที่คนนั้นจะเป็นคนที่จะไม่ได้รับการแต่งตั้ง

สรยุทธ ..... ใน ครม. นายกฯ สั่งคนเดียว รัฐมนตรีไม่มีใครกล้าค้านเลย จริงไม๊ครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... รัฐมนตรีของผมขยัน ร้องกันลั่นเลยงานเยอะมาก แต่บางประเด็น ถ้ารัฐมนตรีไม่แม่น

สรยุทธ ..... ก็โดนสวนเลย

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ทุกคนต้องทำการบ้าน

สรยุทธ ..... แต่ไม่ได้ทำงานคนเดียว

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ผมทำอย่างนี้ได้ไง

สรยุทธ ..... เวลาเรามีอำนาจ มีคนรายล้อม คือหลงอำนาจ กลัวไม๊

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... คนมีอำนาจแล้วบ้าอำนาจ อย่างนั้นเรียกว่าใช้อำนาจ แต่ผมมีอำนาจเพื่อทำงาน ไม่มีอำนาจเพื่อใช้

สรยุทธ ..... ไม่มีวันบ้าอำนาจเหรอ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่รู้จะไปมีทำอะไร มนุษย์ก็มีแค่นี้ ใส่ชุดนอนแล้วเข้าไปนอน เราก็คือคนๆนึง ถึงเวลาเราไปอาบน้ำ เราก็คือผู้ชายคนนึง แค่นั้นเอง ไม่เห็นมีอะไรที่มีพิเศษขึ้นมากว่าคนอื่น ตอนผมเป็นนายกฯ กับตอนผมเป็นนักธุรกิจต๊อกต๋อย หรือตอนที่ผมวิ่งแลกเช็ค หรือขึ้นศาลไปผลัดเช็ค ผัดหนี้ ผมดูแล้วก็เป็นคนเดียวกัน

สรยุทธ ..... บางทีอำนาจบางทีทำให้เคลิ้มๆ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ผมไม่ค่อยรู้สึกเรื่องพวกนี้ ผมเป็นคนชอบทำงาน และเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เป็นนักธุรกิจ คือเวลาทำงาน ผมเอาจริงเอาจัง และเด็ดขาด แล้วเอาผลงานเป็นหลัก ทุกวันนี้ผมปิดบ้าน ผมไม่ได้เปิดบ้านให้คนมานั่งเอาใจสอพลอ ไม่มีนะครับ ผมไม่ใช่เป็นคนที่อยู่กับสิ่งเหล่านี้ อยู่กับงานแท้ๆ

สรยุทธ ..... ชีวิตนี้ไม่มีทางเป็นที่เขาบอกว่าติดหนวดฮิตเลอร์

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ผมมีเมียอย่างคุณหญิงพจมาน ผมไม่ต้องห่วง สบายใจได้ เพราะมีคนคอยดูแลผมอย่างดี ไม่ให้ผมไปซ่าส์ ไปทำอะไรที่บ้าอำนาจ ไม่มีทาง

สรยุทธ ..... ช่วยยกตัวอย่างจะจะ ถึงลูกถึงคน

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ก่อนที่ผมจะมาออกรายการ ผมโทรถึงลูกสาว ลูกสาวบอกว่าพ่อใจเย็นๆ นะ อย่าขี้โมโหนะ พ่อพูดช้าๆ หน่อย ยิ้มๆ หน่อยนะพ่อ นี่คือสิ่งที่ครอบครัวผมเป็นกันอย่างนี้ อยู่กันอย่างนี้ พูดกันอย่างนี้ ครอบครัวเราเป็นคนที่สบายๆ ฉะนั้นประชาชนสบายใจได้ ครอบครัวดูแลผมไม่ให้ผมบ้า และผมเองก็ไม่บ้าอยู่แล้ว

สรยุทธ ..... ตั้งรัฐบาลคราวหน้าพรรคเดียวไม๊

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ถ้าประชาชนเลือกมาแล้วเสียงพอ ไม่จำเป็นต้องมีหลายพรรค แต่ถ้าเสียงไม่พอ อาจจะต้องใช้หลายพรรค

สรยุทธ ..... นายกฯ ต้องการตั้งรัฐบาล 400 เสียงไม๊

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่จำเป็น อยู่ที่ประชาชน แต่ถ้าผมจะต้องไปผสมเพื่อให้ได้ 400 เสียง ผมไม่ทำ

สรยุทธ ..... และทั้งหมดนี้ก็คือการพูดจาพิเศษแบบถึงลูกถึงคนกับนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร แล้วพรุ่งนี้จะไปไหนต่อครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไปตรังครับ

สรยุทธ ..... รู้สึกอะไรไม๊ครับ คือมันมีตำนานอยู่ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่รู้ๆ ก็คือผมต้องไปพูดโทรโข่ง แต่ผมก็เลยเฉยๆ เมื่อปี 42 หรือ 43 พรุ่งนี้คงไม่มีอะไรครับ

สรยุทธ ..... คราวที่แล้วจริงๆ ได้ทานหมูย่างไม๊

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ตอนเป็นนายกฯ ได้ทาน

สรยุทธ ..... ไม่ใช่ครับ ตอนก่อนเลือกตั้ง ?

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่ได้ทาน ก็ไปถึงที่นั่นก็พูดโทรโข่งเสร็จแล้วก็กลับ

สรยุทธ ..... มีความรู้สึกอะไรติดค้างไม๊

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่เป็นไร ผมเป็นคนที่ Let’s by gone be by gone อะไรที่แล้วๆ ไป ก็ที่ร้องเพลงว่า “ให้มันแล้ว แล้วไป”

สรยุทธ ..... ขอบคุณครับท่านนายกฯ ครับ ลาไปก่อน สวัสดีครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... สวัสดีครับ.


.............................................................................................................
เรียบเรียงโดย ชาญชัย จิติมา และ ฟังเสียงการสนทนาได้ที่นี่ นะคะ .....
- http://www.mcot.net/tltk/newstalk2004-08-25.htm
- mms://61.19.223.230/modernine/tltk/256k/newstalk2004-08-25.wmv




    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 19/12/2004 10:07 AM


ความคิดเห็นที่: 14



ศาสนาพุทธแบบชาวบ้าน .......
ถือว่าสิ่งที่ควรเคารพในพระพุทธศาสนาคือ พระรัตนตรัย
ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์


นิมิตแห่งพระพุทธ .......
คือพระพุทธรูป ซึ่งชาวพุทธนับถือกราบไหว้กันอยู่ทั่วไป


นิมิตรแห่งพระธรรม .....
ก็คือตัวคัมภีร์ธรรมะต่างๆ ที่จะต้องประดิษฐานไว้ในที่สูง
และ เมื่อจะจับต้อง ก็ต้องกราบไหว้ด้วยความรู้สึกเลื่อมใสและศรัทธา
ชาวพุทธส่วนใหญ่สมควรจะต้องศึกษาพระธรรม ให้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตัวของเขาเอง


นิมิตรแห่งพระสงฆ์ .....
ก็คือ พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งอาศัยอยู่ตามวัดต่างๆ ทั่วๆ ไป และเป็นบุคคลที่ทางพระพุทธศาสนาถือว่าควรเคารพ ต้องกราบไหว้และยกย่องเป็นพิเศษ และ เป็นบุคคลที่ทางพระพุทธศาสนาให้คำสอนอย่างสืบเนื่องว่า .. ทำบุญด้วยแล้ว จะได้บุญมาก


และ ถ้านิมิตรแห่งพระสงฆ์ ..... เกิดอาการไม่เป็นกลาง ก็อาจจะเป็นการชี้นำในทางที่ไม่เหมาะสม เพราะท่านเป็นบุคคลที่ชาวไทยในพระพุทธศาสนา ให้ความเคารพ ศรัทธา เลื่อมใส และ เชื่อถืออย่างมากมายอยู่แล้ว ซึ่งถ้ามาสรุปรวมกับหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาแล้ว ก็น่าจะขัดกันมากกว่า

พระภิกษุสงฆ์บางรูป ..... ก็ยังเป็นปุถุชน มีความเป็นมนุษย์ที่ใกล้เคียงกับบุคคลธรรมดา จึงมี รัก โลภ โกรธ หลง อยู่ ถึงแม้ว่าจะมี พระวินัยของสงฆ์ถึง ๒๒๗ ข้อ เป็นข้อบังคับอยู่ก็ตาม และ เรื่องราวต่างๆ ที่ไม่ดีอีกหลายๆ เรื่อง ก็มักจะเกี่ยวข้องกับพระภิกษุสงฆ์ของไทย ก็ยังมีอยู่อีกมากๆ

เพราะ ..... เท่าที่ผ่านๆ มา ก็มีเหตุการณ์อยู่หลายๆ ครั้งที่ พระภิกษุสงฆ์ผู้ใหญ่บางรูปได้กระทำความผิดไปอย่างมากมายก็มี และ ยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้น เมื่อหลักธรรมคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนาได้เปลี่ยนแปลงไปจากพระพุทธศาสนาในเมืองไทยแต่ก่อน เดี๋ยวนี้บางหลักธรรมเล่นใช้รถด่วนสายนิพพานก็มี

ในประวัติศาสตร์ .....
เมืองไทยของเรานี้ ได้อยู่กันมาด้วยความสงบสุข และ
ด้วยความอุดมสมบูรณ์ตามควร เพราะมีพระพุทธศาสนาเป็นปัจจัยอันสำคัญอย่างหนึ่ง


พระพุทธศาสนานั้น ......
เน้นสอนให้คนมีความเมตตา มีความรักต่อชีวิตมนุษย์และชีวิตสัตว์ทั้งปวง ให้ใช้ชีวิตโดยไม่มีการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น ความเมตตาจึงเป็นหลักของชีวิตคนไทย ที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ทำให้เกิดความรักระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและมีสันติสุขได้มากๆ อย่างที่เราเห็นอยู่ว่าพลเมืองของชาวต่างประเทศก็อยากที่จะเข้ามาทำมาหากินอยู่ในบ้านเมืองของเรามากมาย จนบางครั้งถึงกลับมากเกินไปจนต้องมีการผลักดันให้ออกไป แต่ในที่สุดก็ต้องเปลี่ยนเป็นการยอมรับให้มาลงทะเบียนทำมาหากิน ให้เข้ามาพักอาศัยในบ้านเมืองของเราอย่างถูกต้องตามกฎหมาย


นอกจากนั้น พระพุทธศาสนายังสอนให้คนไทยรู้จักคำว่า .....
สันโดษ ....... และ มีใจเป็นสันโดษ มีความยินดีและพอใจเท่าที่ตนเป็นอยู่
อุเบกขา ....... คือ ความมัธยัสถ์ในข้อเรียกร้องของตนที่ มีต่อโลก มีต่อสังคม และ มีต่อตัวเอง


พระพุทธศาสนา..... เป็นศาสนาที่ปราศจากความเคร่งครัด หรือ เคร่งเครียด ใครอยากได้บุญก็ต้องประพฤติและปฏิบัติด้วยตัวตนของตัวเอง จะทำหรือไม่ทำก็ได้ ความเข้าใจเหล่านี้ ก็แสดงให้เห็นว่า หลักธรรมในพระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้ .. รีบร้อนไปนิพพาน

เพราะ ..... พระพุทธศาสนาคือความเชื่อในชาตินี้ และ ชาติหน้า ซึ่งจะมีต่อๆ กันไปอีกมาก จึงเชื่อกันต่อไปว่า บุคคลมีเวลาอีกมากมายหลายสิบหรือหลายร้อยชาติ ที่จะเข้าถึงนิพพานได้สักวันหนึ่ง ..!!

ดังนั้น ..... การเทศน์หรือการสอนทางพระพุทธศาสนาแบบใหม่ ถ้าสอนเฉยๆ ก็คงจะไม่กระไรนัก เพราะศาสนาพุทธเดิมนั้น ได้ลงรากไปลึก ยากที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ปัจจุบันพระภิกษุสงฆ์จึงต้องใช้วิธีสอนแบบใหม่ มีการกระทำบางอย่างที่เตะตาล่อใจให้หันมามอง หรือ มีการลงทุนขนาดใหญ่อันเป็นสิ่งธรรมดาสามัญสำหรับกิจการทั้งหลายทั้งปวงในยุคนี้ แล้วก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นในทาง .. การเมือง .. ธุรกิจ .. การเกษตร .. และในความเป็นอยู่ของมนุษย์โดยทั่วๆ ไป

ปัญหาที่น่าคิด ..... ก็คือในความชุลมุนวุ่นวายเหล่านั้น พระพุทธศาสนาได้เคยเป็น .. ที่พึ่ง .. ที่พำนัก .. ที่ให้ความร่มเย็นมาแต่ดั่งเดิม แต่มาบัดนี้ .. บุคคลของศาสนาเริ่มออกอาการที่ไม่เป็นกลาง .. การกระทำเช่นนั้น จะมิทำให้วัดร้อนเท่าๆ กับบ้าน และ ไม่เป็นที่พึ่งที่ร่มเย็นสำหรับผู้คนทั่วไป ที่มีแต่ความร้อนอยู่ในกมลสันดานอยู่เป็นนิจ ..... อย่างนั้นหรือ.....?????

ถ้าพระภิกษุ .......
สามารถยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองได้ รัฐธรรมนูญของไทย
คงจะระบุให้พระท่านมีสิทธิ์ไปลงคะแนนเสียงเลือกสมาชิกสภาผู้แทนฯ ได้


แต่นี่ไม่ได้ระบุไว้ .......
แม้แต่บัตรประจำตัวประชาชน
พระท่านก็ได้รับสิทธิ์เป็นบุคคลพิเศษที่ไม่จำเป็นต้องมี ก็ได้
แค่นี้ ก็น่าจะรู้แล้วว่า ทางโลกและทางธรรมต่างกันอย่างไร.....?????


ปกติ ..... พวกเราชาวพุทธทุกคนต้องไหว้ ต้องให้ความเคารพและเลื่อมใสในพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเป็นตัวแทนหนึ่งในพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว และ พระภิกษุสงฆ์ก็ดำรงตนที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่าประมุขของประเทศชาติด้วยซ้ำ ... การออกมายุ่งเกี่ยวกับทางโลก ... ปลุกระดม ... เดินขบวน ... บริภาษบุคคลอื่น ... โต้ตอบกันไปๆมาๆ นั้น

ท่านคิดว่า สามารถทำได้ .......
และ เข้ากับหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา เช่นนั้นหรือ.......?????






อ้างอิงจาก ... http://www.budpage.com/budboard/show_content.pl?b=1&t=5070

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 19/12/2004 11:17 AM


ความคิดเห็นที่: 15



นายกฯ จับเข่าคุยสื่อ ติงบก.ชอบจินตนาการ
โดย ..... ผู้จัดการออนไลน์ 19 ธันวาคม 2547 23:31 น.



“ทักษิณ” เปิดเวทีเสวนากับสื่อทำเนียบฯ ยอมรับมีปัญหาหงุดหงิดบ้าง เพราะเป็นปุถุชนธรรมดา ย้ำต่อไปจะปล่อยวางมากขึ้น พร้อมติงปัญหานักข่าวอยู่ที่บก.ชอบใช้จินตนาการ ยืนยันไม่เคยแทรกแซงการทำงานของสื่อ หรือห้ามสื่อจัดรายการวิทยุ

นายกรัฐมนตรีระบุปัญหาของสื่อ อยู่ที่บก.บางคนชอบใช้จินตนาการ

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเสวนา “สื่อมวลชนสัมพันธ์ ทำเนียบรัฐบาล” โดยมีสื่อมวลชนจากหลายหน่วยงาน เจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของทำเนียบรัฐบาล เข้าร่วมประมาณ 100 คน โดยกล่าวว่า การที่สื่อมวลชนตั้งข้อสังเกตว่า ตนมักมีอารมณ์หงุดหงิดง่าย ขอยอมรับว่า เป็นปุถุชน บางครั้งมีเรื่องเยอะ ก็หงุดหงิดง่าย หรือซีเรียสเรื่องบ้านเมืองมากเกินไป จะพยายามปล่อยวางมากขึ้น แต่บางครั้งปล่อยเสร็จก็ต้องคว้ามาใหม่ ดังนั้น จึงขอว่าวันใด รู้สึกมึนๆ มีปัญหาเต็มหัว ขออนุญาตไม่พูด หรือหากมีสถานการณ์ก็ถามได้ จะพยายามตอบ

นายกรัฐมนตรี กล่าว ..... “จริง ๆ แล้ว ปัญหาข่าวที่เกิดขึ้นอยู่ที่บรรณาธิการ เพราะสื่อเขียนตรงอย่างที่ผมพูด แต่การโปรยหัว การเขียนคอลัมน์ อาจทำโดยคนไม่รู้จริง จินตนาการการเมืองมิติเดิม ๆ ทั้งที่การเมืองเปลี่ยนไปเยอะ ผมก็ติงให้บ้าง แต่บางเรื่อง เช่น ความมั่นคง ผมพยายามจัดการไม่ให้มีเรื่องที่สร้างความตกใจ เพราะสังคมไทยนั้นไม่ค่อยอ่าน จะอ่านกันสั้น ๆ เลยไม่รู้เรื่องจริง ๆ คืออะไร เพราะอ่านแค่พาดหัวข่าว ผมอ่อนไหวเรื่องภาพพจน์ของประเทศ และความเซนซิทีฟของสังคมไทย ผมจึงอาจดุบ้าง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ..... หน่วยงานความมั่นคง ปกติไม่พูด แต่ไม่ทราบว่าปล่อยข่าวออกมาอย่างไร แต่พอเกิดเหตุการณ์ เป็นข่าวแล้วตัวเองก็ไม่พูดกลายเป็นหน้าที่ของตน เรื่องนี้ต้องแก้ไข อย่างไรก็ตาม บางครั้งข่าวความมั่นคง เป็นข่าวปล่อย จะพยายามลดความสำคัญลงไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า ..... ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีรับฟังข้อมูลของประชาชนและภาคสังคมน้อยเกินไป พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า อาจเป็นเพราะไม่ค่อยมีเวลา งานมาก ตนกำลังแก้ปัญหาโดยการจะตั้งปราชญ์ชาวบ้านเป็นที่ปรึกษาระดับจังหวัดกับประเทศ เพราะเรามีสภาที่ปรึกษาฯ ทำหน้าที่ระดับประเทศอยู่แล้ว ทั้งด้านการค้า การลงทุน จึงต้องมีด้านสังคมเพิ่มขึ้น ต้องผสมเศรษฐกิจระดับใหญ่กับเศรษฐกิจสังคมเข้าด้วยกัน สมัยหน้างานรัฐบาลคงมากกว่าเดิม แต่หากระบบขับเคลื่อนดีขึ้น น่าจะมีเวลาพบกับบรรดาสื่อ และผู้นำองค์กรเอกชนบ้าง จุดอ่อนของตนคือ ถ้าพูดกันด้วยเหตุผล ตนฟัง ถ้าพูดกันด้วยการมาว่าก่อน ไม่มีเหตุผล พูดเหมือนดูแคลน จะไม่ยอม ตอนนี้ก็น้อยลง เพราะแก่แล้ว อีก 4 ปี ครึ่ง ก็อายุ 60 ปี เป็นผู้สูงอายุแล้ว

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวต่อว่า ..... ขอให้สื่อทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ข่าวเป็นข่าว ไม่มีปัญหา หากความเห็นไปอยู่หน้า 1 สื่อบางแห่งตั้งใจใช้แหล่งข่าว ข้อมูลไม่พอ ผู้เขียนเองตามไม่ทันกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลง ก็มีบ้าง บางคนยังติดที่เดิม ไม่เข้าใจว่าอะไรเปลี่ยนไปแล้ว แต่บางคนตั้งใจ ตนไม่สนใจเขียนผิดถูก แต่ถ้าตั้งใจนั้นไม่ดี อย่างบางคนไม่ชอบตน ก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร ถึงวันนี้ สื่อ ร้อยละ 85 ไม่มีปัญหา คือ เนื้อข่าว เรื่องราวใช้ได้ แต่ร้อยละ 15 ก็ไม่ใช่แย่ อาจมีร้อยละ 5 ที่ตั้งใจ

“ผมไม่ได้เบื่อสื่อ ไปไหนก็อยากให้ไปด้วย การทำงานด้วยกัน บางครั้งก็มีบ้าง แต่รับรอง ผมมีไม่มาก ผมมีความรู้สึกแย่กับสื่อเฉพาะจุด บางองค์กรที่ตั้งใจต่อผม ระยะหลัง ผมก็ไปกินข้าวด้วย ให้รู้ว่า ผมไม่มีอะไร ถ้าเลิกโกรธผม ก็ขอแฟร์ ๆ ไม่ต้องเชียร์ ผมไม่เคยขอใครเชียร์ผม เพราะผมเคารพการทำหน้าที่ซึ่งกันและกัน” นายกรัฐมนตรี กล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ..... ที่ผ่านมารู้สึกสบายใจที่สุดที่ทำงานกับสื่อทำเนียบฯ และขอชมว่า สื่อมีความอดทน ตามตนได้ทุกงาน เพราะตนทำงานมาก ไม่ค่อยอยู่นิ่ง นักข่าวก็วิ่งตลอด สมัยหน้าตนต้องเห็นใจสื่อสายทำเนียบมากขึ้น เพราะต้องลำบาก และอาจต้องแยกทีม เช่น เวลาไป ครม. นอกสถานที่ อาจให้รัฐมนตรีไปนอนบ้านกำนัน นักข่าวต้องแยกสายไป ที่ผ่านมา ทุกคนงานหนัก ตามกันไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ปีใหม่พักแล้วเตรียมสู้กันต่อไป ถ้าจะให้คะแนน คงให้เกรด A แต่ไม่ใช่ A เต็ม 100 %

พ.ต.ท.ทักษิณ ยังกล่าวถึง ..... กรณีที่รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงสื่อวิทยุ ไม่ให้พูดเรื่องการเมืองและภาคใต้ว่า ไม่ทราบ แต่ตนเบื่อระบบนายหน้า เพราะมีการเซ็งลี้กัน สถานีวิทยุ มีนายหน้าเหมา 5-7 คลื่น แล้วคนเหมาก็ไม่รับผิดชอบต่อข่าว จึงบอกไปว่า ต่อไปนี้ ผู้จัดรายการ ขอให้เป็น 2 อย่าง คือเป็นคู่สัญญาโดยตรง หรือเป็นผู้ที่บริษัทจ้าง ถ้าไม่เช่นนั้น ขอให้สถานีทั้งหลายทำเอง ไม่ใช่ นาย ก. เช่า นาย ข. เช่า แล้วคนทำงานจริง ๆ ก็ไม่ค่อยได้อะไร ถ้าสื่ออยากเป็นคู่สัญญาโดยตรงกับสถานีให้บอกมา อย่าไปเช่าช่วง เป็นคู่สัญญาโดยตรง แต่วงการนี้มีการเช่าช่วงมานาน แล้วทางสถานีจะได้กำหนดว่า กี่เปอร์เซ็นต์ควรเป็นอะไร ถ้าจัดรายการโดยไม่เติมความรู้สึกตัวเองก็ไม่มีปัญหา ทำงานให้เป็นหลักทฤษฎีของวิชาชีพ มีจรรยาบรรณในอาชีพก็จบ อย่าคิดมากเรื่องซื้อสื่อ ถ้าทุกคนทำงานอย่างนั้น ก็จบ ไม่มีเลย.




    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 20/12/2004 08:41 AM


ความคิดเห็นที่: 16



แม้ว..เปิดใจ ไม่เอ็นจอยเก้าอี้นายกฯ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 19 ธันวาคม 2547 18:26 น.



“ทักษิณ” เปิดใจกับสื่อ หากประเทศมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจะขอใช้ชีวิตส่วนตัว บ่นเหนื่อย-ไม่ได้เอ็นจอยกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เผยกำลังเฟ้นหาคนที่ไว้ใจเป็นทายาท วางสเปกบริหารได้ทั้งประเทศและพรรค และรักประชาชน พร้อมเปรยแนวทางจัดทัพครม.สมัยหน้า ยังใช้คนหลายประเภทคละเคล้ากัน

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยืนยันไม่เคยสนุกกับตำแหน่งนายกฯ

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตอบข้อซักถามระหว่างสัมมนาสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลที่โรงแรมรีเจนท์ ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ถึงกรณีที่มีการมองว่านายกรัฐมนตรีหลงระเริงในอำนาจว่า หากประเทศมีสภาพดีกว่านี้ จะใช้ชีวิตส่วนตัว เพราะช่วงที่มีความสุขมากคือช่วงก่อนมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และช่วงหลัง พล.อ.ชวลิต ลาออก ก่อนตั้งพรรคไทยรักไทย ถือเป็นช่วงที่มีความสุขมาก เพราะได้ออกรอบตีกอล์ฟ อยู่กับครอบครัว แต่เมื่อมาเป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นช่วงที่เหนื่อยที่สุด แต่สิ่งที่ดีใจคือได้ทำงานแก้ปัญหาเรื่องใหญ่ ๆ ให้กับบ้านเมือง ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบ

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว ..... ความจริงแล้ว หากผมมีใครที่ไว้ใจได้ว่า จะทำงานได้ดี และสามารถดูแลพรรคได้ด้วย ผมจะขอบคุณ เพราะชีวิตอย่างผม ควรจะมีเวลาให้ตัวเองมาก ๆ แต่เมื่อเป็นนายกฯ มันไม่มีเวลา แต่ถือเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ และที่ถามว่าหลงระเริงกับอำนาจหรือไม่ ขอตอบว่าผมไม่เคยเอ็นจอยในตำแหน่งหน้าที่นายกฯ เลย ไม่เคยรู้สึกว่าเป็นนายกฯ ยกเว้นช่วงที่เดินทางไปต่างประเทศที่ได้รับการต้อนรับสมฐานะนายกฯ แต่หากอยู่เมืองไทยจะเป็น แม้ว ตื่นขึ้นมาก็เห็นข่าว แม้ว ทำนั่นทำนี่ตลอด

วางสเปกทายาท

เมื่อถามว่าการเมืองไทยยังต้องพึ่งพิงระบบผู้นำสูง จะวางตัวทายาททางการเมืองอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งที่พยายามทำในวันนี้คือพยายามแก้ระบบเดิม ๆ ที่ไม่มีความรู้สึกหรือเซนส์ของความรับผิดชอบ หรือมีการทำงานในรูปแบบงานประจำ (รูทีน) ซึ่งปัจจุบันสามารถปรับได้ระดับหนึ่งแล้ว อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีจุดอ่อนคือการทำงานเป็นทีมไม่เป็น จะเห็นได้จากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในประเภทเดี่ยวทำได้ดี แต่ประเภททีมกลับมีปัญหา ดังนั้น ต้องเอาข้อดีของตะวันตกและตะวันออกมารวมกัน จะถือเป็นการบริหารที่ดีที่สุด เพราะตะวันตกยึดระบบ ยึดเป้าหมายขององค์กรเป็นหลัก ส่วนตะวันออกจะมีน้ำใจและเอื้ออาทรต่อกัน ซึ่งตนตั้งใจจะนำระบบตะวันตกกับระบบตะวันออกมาใช้ร่วมกันในระบบราชการ เพราะช่วงที่บริหารธุรกิจก็ทำเช่นนี้ จนทำให้องค์กรเข้มแข็ง ดังนั้น หากระบบราชการเข้มแข็งเมื่อไหร่ ตนก็ไม่ห่วง ใครจะมาทำหน้าที่ก็ได้ ขอเพียงแต่เป็นนักบริหารบ้างเท่านั้น เพราะฉะนั้น การที่บอกว่าตนอาศัยข้าราชการอย่างเดียวในการทำงานไม่เป็นความจริง

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า สำหรับการหาคนมาแทนนั้น ยอมรับว่าค่อนข้างคิดมาก เพราะบางคนเป็นนักบริหารที่บริหารประเทศได้ แต่ไม่สามารถบริหารพรรคได้ หากบริหารพรรคไม่ได้ การเมืองก็ไม่มั่นคง สุดท้ายประเทศก็ไม่มั่นคง สิ่งสำคัญคือใจต้องรักประชาชนด้วย ดังนั้น สิ่งที่อยากได้คือ เป็นนักบริหาร รักประชาชน และบริหารพรรคได้

“ตอนนี้ผมพยายามสร้างคนในพรรคให้ได้ ซึ่งถือเป็นหน้าที่ที่ใหญ่ เพราะหากยังสร้างคนไม่ได้ ผมก็เลิกจากตรงนี้ไม่ได้ สุดท้ายก็ไม่ไหว เพราะร่างกายโทรมมาก เมื่อเช้าตื่นขึ้นมา เห็นผมหงอกเต็มหัว ก็รู้สึกตกใจ มันเครียด เหนื่อย ก็พยายามท่องคาถาไว้เรื่อย สี่ปีข้างหน้าเรื่องที่จะเหนื่อยคือ ปัญหาความยากจน วัฒนธรรม ระบบราชการ การทำความสะอาดสังคม ปัญหาที่ทำลายคนจน เด็ก การแก้คอร์รัปชั่น วางระบบลดคอร์รัปชั่น เป็นภารกิจที่ท้าทายผมมาก ๆ ต้องทำให้ได้ หลังจากทำความสะอาดแล้วต้องพัฒนา หาเงินมาพัฒนาโครงสร้าง น้ำ สาธารณสุข ขนส่งมวลชน ผมไม่ใช่ประเภทใช้เงิน ไม่หาเงิน ไม่มีทางสร้างพวกนี้ได้ อะไรที่ต้องการ ถ้าผมเป็นแม่มดจินนี่จะเนรมิตวันนี้เลย” พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

เผยแนวจัดทัพสมัยหน้า

ผู้สื่อข่าวถามว่าการเมือง 4 ปีข้างหน้า จะมีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า จะมีการเปลี่ยน โดยคนที่มีความรู้ความสามารถจะเข้ามาเพิ่มในคณะรัฐมนตรี ซึ่งต้องยอมรับว่าไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนช่วงข้ามคืนได้ อย่างบางครั้งอยากจะเปลี่ยน แต่ก็หักด้ามพร้าด้วยเข่าไม่ไหว อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ และต่อไปใครจะนำเงินมาบริจาคให้พรรค ต้องมีการออกใบเสร็จอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และไม่มีเงื่อนไข เพราะตนไม่อยากติดหนี้ใคร ประกอบกับมีนิสัยความกตัญญู ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องการติดหนี้ใคร แต่ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า บางคนภาพพจน์ดี แต่มือไม่ถึงก็มี ให้ไปทำงานก็ไม่ได้เรื่อง แต่บางคนภาพพจน์ไม่ดี แต่ใช้ไปทำงานปรากฏว่าทำเสร็จ ดังนั้น ต้องคละคนกันไปแบบนี้

เมื่อถามว่าตั้งเป้าจะได้ ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งหน้ากี่คน พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่ได้ตั้งเป้า แต่ทำโพลว่าตอนนี้พรรคอยู่อันดับที่เท่าใด ที่ผ่านมาทำเดือนละครั้ง แต่ต่อไปจะทำ 2 สัปดาห์ต่อครั้ง และบอกได้เพียงว่าผลโพลออกมาดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะ 1 เดือนที่ผ่านมาดีขึ้นมาก รวมทั้งพื้นที่ภาคใต้ ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ต้องรีบตั้งหลักที่ภาคใต้ ไม่เช่นนั้นจะเสียพื้นที่มาก และวันพรุ่งนี้ (20 ธ.ค.) จะมีผลโพลอีก 1 ชุดออกมา

กระทบ..ชวน..ใช้ความจนเป็นจุดขาย

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงการลงพื้นที่จังหวัดตรัง ว่า จังหวัดตรังได้รับการพัฒนาน้อยมาก เคยไปเมื่อปี 2542 รู้สึกตกใจที่เห็นตึกไม่กี่หลัง ส่วนใหญ่เป็นสถานที่ราชการ จึงสงสัยว่าเหตุใดไม่ค่อยพัฒนา ดังนั้นในช่วงที่ไปประชุมคณะรัฐมนตรีและไปปราศรัย จึงพูดกับชาวตรังว่าอย่าไปคิดว่าความจนเป็นสัญลักษณ์ที่ดีเหมือนผู้แทนจังหวัดตรังที่ใช้ความยากจนเป็นจุดขาย ดังนั้น ต้องพิจารณาว่าจะต้องพัฒนาตัวผู้แทนหรือพัฒนาท้องถิ่นก่อน ซึ่งผู้แทนต้องได้รับการพัฒนาก่อน




    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 20/12/2004 08:54 AM


ความคิดเห็นที่: 17


4 ปีผ่านไปกับซูเปอร์ไซส์ทักษิณ : บทเรียนสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า
โดย ... กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA WATCH)


เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนรณรงค์ ..... “ลดระบอบทักษิณ เพื่อประชาธิปไตย ร่วมเคลื่อนไหว สร้างการเมืองภาคประชาชน” ก่อนการเลือกตั้ง 6 กุมภาพันธ์ 2548

เมื่อเวลา 11 นาฬิกา ..... ณ อาคารมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม กรุงเทพฯ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน หรือกป.อพช. ซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานในระดับฐานรากทั่วประเทศได้แถลงข่าวเปิดตัวการรณรงค์ “ลดระบอบทักษิณ เพื่อประชาธิปไตย ร่วมเคลื่อนไหวสร้างการเมืองภาคประชาชน”

นางเรวดี ประเสริฐเจริญสุข ..... ประธาน กป.อพช. กล่าวว่าการรณรงค์ครั้งนี้เพื่อให้การเลือกตั้งมีพื้นฐานจากการมีส่วนร่วมของประชาชนมากกว่าจะเป็นเรื่องของพรรคการเมืองที่ไม่ได้มีการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง โดยจะเป็นโอกาสในการชี้ให้เห็นถึงการเมืองในระบบปัจจุบันที่เป็นปัญหาการเสนอทางออก ผลักดันการเมืองภาคประชาชนตรวจสอบและสร้างหลักประกันเพื่อไม่ให้ปัญหาที่จะเกิดจากระบบการเมืองในระบบปัจจุบันเกิดขึ้นอีก

โดย ลดระบอบทักษิณ เพื่อประชาธิปไตย ร่วมเคลื่อนไหวสร้างการเมืองภาคประชาชน คือการรณรงค์ให้ประชาชนชาวไทยใช้พลังในช่วงการเลือกตั้ง 6 กุมภาพันธ์ 2548 ในการลดอำนาจวัฒนธรรมการเมืองในรูปแบบที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

1 ..... การเมืองแห่งการรวมศูนย์อำนาจกำหนดนโยบายโดยไม่ฟังเสียงประชาชนขาดการตรวจสอบถ่วงดุลย์
2 ..... การเมืองภายใต้การครอบงำระบบทุนเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างกว้างขวาง
3 ..... การเมืองแห่งการสร้างหนี้ และความล้มละลายให้ประชาชน
4 ..... การเมืองแห่งความรุนแรง คลั่งชาติ อำนาจนิยม

ทั้งนี้ จุดยืนการรณรงค์ ..... “ลดทักษิณ เพื่อประชาธิปไตย ร่วมเคลื่อนไหว สร้างการเมืองภาคประชาชน” ไม่ใช่การเป็นฝ่ายค้านรัฐบาล ไม่ใช่การต่อต้านบุคคล แต่มุ่งที่การสร้างสมดุลการเมืองที่นำไปสู่การบริหารประเทศอย่างเป็นประชาธิปไตยโดยแท้จริงดังนี้

1 ..... การเมืองแห่งการกระจายอำนาจ รับรองสิทธิชุมชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน
2 ..... การเมืองที่อิสระปลอดการครอบงำของระบบทุน
3 ..... การเมืองที่เน้นการสร้างทุนทางสังคม เศรษฐกิจวัฒนธรรมแก่ประชาชนอย่างรอบด้าน
4 ..... การเมืองแห่งสันติ สมานฉันท์บนความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม

ทางด้าน น.ส.รสนา โตสิตระกูล ..... ตัวแทนจากเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านผู้บริโภคและสาธารณสุขกล่าวว่า การเมืองในระบบตัวแทนได้มาถึงจุดตีบตันและทำให้นักธุรกิจการเมืองเข้ามามีบทบาทและควบคุมการเมืองมากมายรัฐบาลที่เป็นองค์ประกอบของกลุ่มทุนทำให้กลุ่มทุนรวยขึ้นตลาดหุ้นตกอยู่ในมือของคนในรัฐบาลถึง 40%

สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ..... คือการจะแปรรูปประเทศไทยเข้าไปอยู่ในกระเป๋าพรรคการเมือง “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เคยระบุว่า “ประชาธิปไตยไม่ใช่เป้าหมายของผม” สังคมต้องตั้งคำถามว่าประชาธิปไตยไม่ใช่เป้าหมายแล้วเป้าหมายคืออะไรอัตตาธิปไตยใช่หรือไม่ ประชาชนไม่ควรเป็นแค่ตรายางเท่านั้น”

เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนทั่วประเทศ ..... จะมีการรณรงค์ให้พรรคการเมืองมีนโยบายที่ชัดเจน เช่น จุดยืนการทำเอฟทีเอ การแปรรูป การกระจายที่ดินการเก็บภาษีก้าวหน้าและการสร้างหลักประกันทางสังคมที่มั่นคงที่ไม่ใช่การเอื้ออาทร นักการเมืองที่จะร่วมวงศ์กับพรรครัฐบาลที่จะนำไปสู่การเพิ่มอำนาจกลุ่มทุนจะต้องถูกตรวจสอบทัดทาน แม้ประเทศไทยจะไม่มีกฎหมายที่ให้ประชาชนถอนการสนับสนุนแต่ถ้าประชาชนตื่นตัว นักการเมืองจะต้องเคารพระบอบการเมืองที่ประชาชนเป็นใหญ่

ทางด้าน น.ส.สารี อ๋องสมหวัง ..... ตัวแทนจากคณะทำงานรณรงค์กล่าวว่าหลังจากการเปิดตัวการรณรงค์ในวันนี้แล้ว ทางกป.อพช.และองค์กรพันธมิตรจะพัฒนาข้อเสนอภาคประชาชน เพื่อให้พรรคการเมืองพิจารณา โดยที่จะมีการตรวจสอบนโยบายพรรคต่างๆว่ามีจุดยืนอย่างไรในประเด็นต่างๆ เพื่อนำเสนอรายงานต่อสาธารณะ นอกจากนี้ จะมีการตรวจสอบและติดตามนโยบายของรัฐบาลใหม่เพื่อให้เป็นไปตามที่รับปากกับประชาชนด้วย

“กระบวนการทำเอฟทีเอที่รัฐบาลเร่งทำอยู่ในขณะนี้ ..... เป็นตัวอย่างของการเมืองที่ข้ามหัวประชาชนและสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมอย่างยิ่ง เราคาดหวังว่า พรรคการเมืองต่าง ๆจะปรับเปลี่ยนนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม เช่น การปรับเปลี่ยนนโยบายเรื่องข้อตกลงเขตการค้าเสรี ยกเลิกการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ต้องเก็บภาษีก้าวหน้าและสร้างหลักประกันทางสังคมที่ไม่ใช่การเอื้ออาทร” ตัวแทนจากคณะทำงานรณรงค์ กป.อพช. กล่าว



อ้างอิงจาก .... http://www.ftawatch.org/autopage1/show_page.php?t=1&s_id=9&d_id=9&page=1

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 22/12/2004 08:17 AM


ความคิดเห็นที่: 18



สื่อต่างประเทศมองไทย 4 ปีกับความมั่นใจของ ทักษิณ
โดย ... คอลัมน์ คลื่นแทรก .. นสพ.มติชน .. วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2547



สื่อต่างประเทศเริ่มให้ความสนใจ .....
กับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอีกเดือนเศษข้างหน้านี้กันประปรายแล้ว

ชิ้นแรก ..... เท่าที่เห็นเป็นชิ้นเป็นอันก็คือ รายงานของ ไมเคิล แมทธีส ผู้สื่อข่าวให้เอเอฟพี ที่เขียนรายงานว่าด้วย 4 ปีที่ผ่านมากับความมั่นใจของนายกรัฐมนตรีไทยในวันที่ 6 กุมภาพันธ์

แมทธีสสรุปไว้ตั้งแต่เริ่มแรกว่า ..... สงครามเลือกตั้งที่ทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และฝ่ายตรงข้ามกำลังประหมัดกันอยู่ตอนนี้นั้น บรรดานักวิเคราะห์คาดหมายไว้ว่านายกรัฐมนตรีคงได้ชัยชนะ แต่เป็นชัยชนะที่อยู่บนปัญหากองใหญ่ที่สะสมจนกลายเป็นก้อนมหึมาระดับ "แมมมอธ" ช้างดึกดำบรรพ์ อันเป็นสำนวนที่ฝรั่งมังค่าชอบใช้ ... 2 ปัญหาใหญ่ที่เป็นตัวอย่างของแมมมอธในทรรศนะของแมทธีสก็คือ ปัญหาไข้หวัดนกหนึ่ง และปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกหนึ่ง

แมทธีสบอกว่า ..... ปัญหาไข้หวัดนกที่ถึงที่สุดแล้วรัฐบาลต้องออกมายอมรับว่า "ผิดพลาด" ในการจัดการกับปัญหานี้ คงยากที่จะโค่น พ.ต.ท.ทักษิณ ... แต่ก่อให้เกิดคำถามเหมือนอย่างที่เขาถามเอาไว้ในรายงานชิ้นนี้ว่า แล้วชัยชนะของพ.ต.ท.ทักษิณจะถ้วนทั่วสมบูรณ์มากน้อยแค่ไหน และชัยชนะที่ว่านี้จะส่งผลอย่างไรกับสถานการก่อเหตุรุนแรงในภาคใต้ของประเทศ?

"มันควรจะดีขึ้น ดีขึ้นเรื่อยๆ" ..... คือคำกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณที่แมทธีสหยิบเอามาถ่ายทอดเอาไว้เมื่อพูดถึงสถานการณ์ทางภาคใต้ พร้อมๆ กับความเห็นของเจ้าหน้าที่ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามที่บอกสวนทางแบบสุดลิ่มเอาไว้ว่า

"สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงในปีหน้า ผมบอกไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ความไม่สงบทางใต้จะยุติ" .....

อีกคนบอกว่า ..... ในช่วงเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ ทางกองกำลังติดอาวุธในภาคใต้เตรียมการที่จะก่อเหตุโจมตีขนาดใหญ่ทั้งในกรุงเทพมหานครและภาคใต้ของไทย เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 1 ปี ของการลุกฮือขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล

แมทธีสบอกด้วยว่า ..... ยิ่งขยับใกล้วันเลือกตั้งเข้าไป สื่อมวลชนก็เริ่มรายงานถึงรายละเอียดของความมั่งคั่งที่ทบทวีของตระกูลชินวัตรมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับการกล่าวหาว่า 4 ปีที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณยืนอยู่ในระนาบเดียวคนร่ำรวยทั้งหลายในขณะที่คนยากจน โดยเฉพาะชาวไร่ชาวนายิ่งจนลงเรื่อยๆ

แต่แมทธีสบอกด้วยว่า ..... ถึงจะมีปัญหา พ.ต.ท.ทักษิณก็ยังเต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจ เป็นความมั่นใจที่สะท้อนออกมาให้เห็นชัดเจนในการกล่าวปราศรัยต่อหอการค้าอเมริกันประจำประเทศไทยเมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา

พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่า ..... อีก 4 ปีข้างหน้าเมืองไทยจะเปลี่ยนและแปลงโฉมอีกหลายอย่าง แล้วตบท้ายว่า

ผมรู้ว่าสิ่งนี้จะเกิด เพราะผมจะชนะในการเลือกตั้งหนหน้านี้!" .....




    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 22/12/2004 03:02 PM


ความคิดเห็นที่: 19

มกรา 47
มีคนกล่าวว่า โจรภาคใต้เป็นโจรกระจอก ไม่มีอะไรน่ากลัว น่าสนใจ

ธันวา 47
คนเดิมกล่าวว่า ปัญหาภาคใต้มีเรื่องสลับซับซ้อนมาก

ก่อนหน้านี้หลายๆปี
คนๆนี้พูดว่า รู้น้อยอย่าพูดมาก

ตอนนี้ ผมเลยอยากบอกว่า
ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 22/12/2004 03:38 PM


ความคิดเห็นที่: 20



ความเป็นจริงในโลกของมนุษย์ มีทั้ง กรรมดี และ กรรมชั่ว
ใครจะเลือกกระทำกรรมอันใด ก็ย่อมได้รับผลกรรมนั้น ตอบเสมอ
เรารู้อยู่ชัดเจนแล้วว่า .......... สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ..!!

ประวัติศาสตร์ชาติไทย บันทึกไว้ว่า ..... หยดเลือดและหยาดน้ำตาของคนไทย ต้องหลั่งลงแผ่นดินมากเพียงใด วีรชนของไทยที่ได้เสียสละชีวิตเลือดเนื้อ เพื่อรักษาแผ่นดินผืนนี้เอาไว้ให้ลูกหลาน ได้อยู่เย็นเป็นสุขตราบเท่าทุกวันนี้ ฉะนั้นเราทุกคนจึงเป็นหนี้บุญคุณอันใหญ่หลวงนี้ ขอจงทดแทนคุณของแผ่นดินตั้งแต่บัดนี้


กู ... กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ผู้เป็นโอรสของพระปิยะมหาราช ขอประกาศให้พวกมึงรับรู้ไว้ว่า แผ่นดินสยามนี้ บรรพบุรุษได้เอาเลือด เอาเนื้อ เอาชีวิตเข้าแลกไว้ .. ไอ้ .. อี .. มันผู้ใดคิดบังอาจทำลายแผ่นดิน ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คือกระทำการทุจริตก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อส่วนรวม จงหยุดการกระทำนั้นเสียโดยเร็ว ก่อนที่กูจะสั่งทหารผลาญสิ้นทั้งโครตให้หมดเสนียดของแผ่นดินสยาม อันเป็นที่รักของกู

แผ่นดินใดให้เรากำเนิดมา แผ่นดินใดที่ให้ซุกหัวนอน
ให้ความร่มเย็นเป็นสุข มิให้อนาทรร้อนใจ จงซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินนั้น


คนต่างชาติ หลงรักเมืองไทย รักวิถีชีวิตที่มีเสน่ห์ของคนไทย
บางคนถือว่า ..... เมืองไทยเป็นบ้านของเค้าเลยทีเดียว


คุณสมบัติอันงดงาม ... ในวัฒนธรรมไทย น่าชื่นชม และน่าดึงดูดใจ ความงามของวัฒนธรรมไทยมีหลากหลาย ที่มีเสน่ห์และน่าประทับใจ ประกอบกับความอ่อนน้อมในวิถีชีวิตของคนไทย ยังมีความเอื้อเฟื้อ มีการเคารพนับถือผู้มีอาวุโส และ ความมีน้ำใจของคนไทย คงเป็นเอกลักษณ์เพียงไม่กี่ประการ ที่ทำให้เมืองไทยพิเศษจริงๆ

พวกเราคนไทยทุกคนรู้ว่า ... อะไรที่เป็นของไทยๆ ที่ดูดี ที่ควรปกป้องรักษาไว้ แต่พวกเราคนไทยก็ยังมีอยู่อีกจำนวนไม่น้อย ที่บ้าหลงทำตัวอย่างลัทธิของคนต่างชาติเอง แล้วที่น่าสมเพชมาก ก็คือทำได้น่าเกลียดกว่าคนต่างชาติอีก เพราะคนต่างชาติมากมาย ที่มาหลงรักวัฒนธรรมของไทยเรา อย่างที่ศึกษาเข้าถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทยทีเดียว

สังคมของคนไทย ... มีช่องว่างในสังคมระหว่างคนสมัยเก่าและสมัยใหม่ เช่นในด้านการพูดจา การแต่งกาย และ ทัศนคติ ซึ่งบางพวกก็ติดกับของเก่าจนไม่ลืมหูลืมตา บางพวกก็ไม่รับของเก่า รับเอาแต่วัฒนธรรมใหม่ๆ จากต่างประเทศ แล้วก็คงจะน้อยลงทุกวัน ที่เราจะยึดเอาแนวทางสายกลาง เพื่อผสมผสานระหว่างสิ่งเก่าและสิ่งใหม่ ให้เป็นจุดต่อเนื่องระหว่างอดีต และปัจจุบันที่เหมาะสม ...!!

แต่โดยความรู้สึกส่วนตัวของเรา ก็ยังมีความหวังอยู่เสมอว่า .....
คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าชีวิตประจำวันของพวกเราจะต่างกันเช่นไร
แต่พวกเราก็ยังมีความรัก ความจงรักภักดี ต่อสถาบันของ ชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์
และนั่นคือ สัญลักษณ์ที่ติดอยู่ในกมลสันดานที่สำคัญของคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยของเรานี้




เราว่า .............
รัฐบาลของนายกฯ ทักษิณ ในบางเรื่องก็ดีออกนะ


อย่างเรื่อง การจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวทั้งระบบ .....
ปัญหาแรงงานต่างด้าว ซึ่งตอนนี้มีอยู่เต็มประเทศไทย และ จะมีมากกว่านี้อีกมากมาย หากไม่จัดการแก้ปัญหา เพราะความแตกต่างในระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน นับวันจะเพิ่มมากขึ้น ขณะนี้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไทย พม่า ลาว และ กัมพูชา รวมกันแล้วจากยอด ๑๐๐ เป็นของไทย ๙๑ ที่เหลือ ๙ เป็นยอดของ ๓ ประเทศรวมกัน หากในอนาคตสัดส่วนจะเพิ่มเป็น ๙๕ ต่อ ๕ ก็จะเป็นปัญหาใหญ่มากขึ้นไปอีก รัฐบาลไทยของเราพยายามหาแนวทาง ทั้งการเข้าไปช่วยสร้างเศรษฐกิจ เพื่อดึงคนไว้ในประเทศของเขา ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ด้านเศรษฐกิจร่วมกันมากกว่า ที่ประเทศไทยของเราจะอยู่เฉยๆ

การที่รัฐบาลบริหารจัดการคนเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย .....
ควบคุมนายจ้างที่ต้องการแรงงานต่างด้าว ที่คนไทยด้วยกันเองไม่อยากรับจ้างทำงานนั้นๆ โดยกำหนดเป็นโควต้าและมีการเก็บภาษี ส่งให้ทางการอย่างถูกต้องด้วย ก็น่าจะทำให้ควบคุมการเข้าเมืองได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่จ้างแรงงานหนึ่งคน แต่ขนกันเข้ามาทั้งครอบครัว ซึ่งคนงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ ก็ไม่สามารถนำครอบครัวไปได้เช่นกัน เรื่องบางเรื่องก็ควรใช้กฎกติกามารยาทอย่างระบบสากลให้เหมือนๆ กัน

เรื่องราวพวกนี้ ... เป็นปัญหาของบ้านเมืองเรามานานแล้ว การที่รัฐบาลจัดระเบียบใหม่ทั้งหมดก็ดีแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเป็นเรื่องที่ต้องทำ ... และ พวกนายจ้างจะได้ไม่ใช้ช่องว่างของกฎหมายไปเอาเปรียบคนงานต่างชาติเหล่านั้นได้ ... แล้วก็คนงานต่างด้าวพวกนั้น ก็จะอยู่อย่างมีความสุข ตั้งใจทำงานให้พวกเราได้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ไม่มากังวลกับชีวิตที่ต้องถูกเอาเปรียบ หรือ มีการโกรธแค้น ฆ่าฟัน ชกชิงวิ่งราว เอาของผู้อื่นกันอยู่เรื่อยๆ ... เพียงแต่พวกเราประชาชนคนไทยต้องเข้าใจ และ ให้ความร่วมมือหรือแจ้งข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์กับทางการจริงๆ เท่านั้น ก็พอแล้ว




ส่วนเรื่องเงินที่รัฐบาลไทยให้พม่ากู้ไปพัฒนาประเทศ .....
ถ้าพวกเราจะมองโลกในแง่ดีอีกสักนิด ก็น่าจะมีส่วนดีอยู่อีกเช่นกัน และ เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านติดกัน จะได้ไม่มีปัญหาการหนีภัยจากการสู้รบ .. การใช้พื้นที่ของไทยก่อกวนทำให้เกิดความเข้าใจผิด .. และ จะได้ช่วยแก้ไข .. ความยากจน .. เศรษฐกิจและการค้า .. การผลิตยาเสพติดก็จะลดลง .. แล้วยังจะได้แก้ปัญหายาเสพติด แบบบูรณาการทุกมิติ ทั้งการปลูกพืชทดแทน การรับซื้อพืชที่ปลูกทดแทน เพื่อให้ชาวบ้านในแถบประเทศเพื่อนบ้านของไทยมีรายได้ .. ซึ่งประเทศจีน .. ไทย .. และ อินเดีย ก็ยินดีรับซื้อ รวมทั้งจะมีการร่วมมือหาข่าวเพื่อขจัดสารตั้งต้นไปพร้อมๆ กันอีกด้วย ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นเหล่านั้น น่าจะเป็นประโยชน์ในภาพรวมกับประเทศไทยของเราทั้งสิ้น

ส่วนเรื่องการสร้างงานให้คนรุ่นใหม่ .....
ประเทศไทยของเรา มีพื้นที่เท่าเดิม ผู้คนก็กินๆ ใช้ๆ อย่างเดิมๆ อะไรๆ ที่ผลิตขึ้นมา ก็ล้นตลาดแล้ว แต่ถ้าประเทศเพื่อนบ้านได้รับการพัฒนาอย่างถูกทาง เช่นเดียวกับประเทศไทยของเรา พวกเราก็อาจจะมีช่องทาง การทำมาหากินเพิ่มเติมมากขึ้น ไม่ต้องมานั่งลดราคาสินค้า แข่งกันเพื่อให้มีคนซื้อในราคาถูกๆ ซึ่งทำไป กว่าจะได้เงินคุ้มกับต้นทุนก็เหนื่อยแทบขาดใจ

คงเหมือนๆ กับว่า ..... ถ้าบ้านเราร่ำรวย หรือ พอมีกิน มีใช้ แต่กลับเห็นแก่ตัว นั่งกินนอนกิน กันแต่พวกของเรา และปล่อยให้ผู้คนรอบๆ บ้านของเรา ที่มีแต่เพื่อนบ้านที่ยากจน ไม่มีแม้อาหารจะประทังชีวิตไปวันๆ งานก็ไม่มีทำ .. คิดหรือว่า บ้านเราจะอยู่รอดปลอดภัยได้อย่างมีความสุข วันหนึ่งก็อาจจะถูกคนพวกนั้น มาขโมยและทำร้ายเอาถึงแก่ชีวิตก็ได้ .. แต่ถ้าเรามีน้ำใจคอยดูแล เอื้ออาทร ช่วยเหลือซึ่งกันและกันบ้าง สิ่งที่เราจะได้รับกลับมา ย่อมมีผลดีต่อชีวิตของเราแน่นอน




ส่วนเรื่อง เครื่องบิน .................
เพื่อรองรับภารกิจของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี นั้น


เราว่าดีเหมือนกันนะ ที่ประเทศไทยของเราจะมีเครื่องบินเพื่อรองรับภารกิจของ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี แต่เสียวๆ หรือเปล่า ว่าถ้าบังเอิญเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา จะหายไปหมดตั้ง 36 ที่นั่ง .. เพราะเครื่องบินเล็ก เวลาเจออากาศแปรปรวนกระทันหัน หรือ ถูกลอบวางระเบิด น่าจะอันตรายและเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆ กว่าเครื่องบินขนาดใหญ่

มีหลายๆ คนแสดงความคิดเห็นกันว่า .....
เป็นการฟุ่มเฟือยมากไปหรือเปล่า ทําไมไม่เอาเงินไปบริหารประเทศ
หรือ ทําไมไม่นั่งเครื่องการบินไทย หรือ เครื่องบินของกองทัพอากาศ
หรือ บางคนก็ตั้งคำถามว่า มันสำคัญที่ว่า จำเป็นแค่ไหน....????????


ถ้าเป็นอย่างที่ ..... คุณสนธิ คอลัมนิสต์ของ นสพ.ผู้จัดการฯ กล่าวมาจริงๆ ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2547 นั้น ... เราว่า การที่ทางกองทัพอากาศได้ตัดสินใจจัดซื้อเครื่องบินเพื่อรองรับภารกิจของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี และหรือ สำหรับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานของประเทศนั้น ก็น่าจะมีส่วนดีอยู่มากๆ เพราะอย่างน้อยๆ ก็จะไม่มี มนุษย์พันธุ์กร่าง มาทำให้มนุษย์ธรรมดาๆ อย่างเราๆ มีอารมณ์หงุดหงิดอีกต่อไป ในเครื่องบินโดยสารพาณิชย์ที่พวกเรามนุษย์ธรรมดาๆ ใช้กันอยู่เป็นประจำนั้น จะได้มีความสุขตามอัตภาพที่มนุษย์ธรรมดาๆ ควรมีตามราคาที่นั่งของผู้โดยสารตามจริง

แต่เราว่า จริงๆ แล้ว เครื่องบินแอร์บัส A 319 .....
ที่ทางกองทัพอากาศได้จัดซื้อมาด้วย งบประมาณต่อเนื่องของกองทัพอากาศฯ นั้น ก็เป็นสมบัติของประเทศไทยอยู่ดี ไม่ใช่ของส่วนตัวของนายกฯและคณะรัฐมนตรีจริงๆ แล้วประเทศไทยของเราก็มีศักยภาพพอ ที่จะมีเครื่องบินแบบนั้นได้ เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ เช่นกัน

ปกติ นายกฯและคณะรัฐมนตรี .....
ใช้เครื่องบินของการบินไทย หรือไม่ก็เครื่องบินของกองทัพอากาศ แต่ยังไงๆ ก็ต้องมีค่าใชจ่ายอยู่ดี แต่ถ้าคิดให้ลึกซึ้งอีกสักนิด ก็น่าจะคุ้มค่ากว่า ถ้าคณะรัฐบาลของประเทศไทยจะมีเครื่องบินไว้ใช้เป็นสัดส่วนสักลำ

เราคงไม่ได้เชียร์รัฐบาลนี้ จนออกนอกหน้าไปใช่มั้ย .....?????
เราก็แค่แสดงความคิดเห็นต่อสมบัติของแผ่นดินไทยของเรา อีกสักชิ้น เท่านั้นเอง ..!!




แล้วเราก็ไม่ทราบหรอกว่า ................
นายกฯ และ คณะรัฐมนตรี ท่านจะมีความจำเป็นอย่างไร?
แต่.............................................................................ถ้าเดาๆ เอา ก็คงพอได้ :-)


คิดว่า ... คงเหมือนๆ กับเพื่อนๆ ที่เป็นนักขาย มั้งคะ ?

ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ..... ยังไม่มีลูกค้ามากมาย ไม่ได้ติดต่อกับใครๆ เยอะแยะ แรกๆ ก็คงนั่งรถเมล์บ้าง .. อาศัยรถของคนอื่นเค้าไปบ้าง .. หรือไม่ก็ใช้บริการของ รถ Taxi แต่พอทำงานไปนานๆ ก็มีธุระที่จะต้องติดต่อกับใครๆ มากขึ้น จะทำงานในลักษณะอย่างเก่าๆ ก็คงไม่สะดวกนัก แถมเพื่อนนักขายคนนั้น ยังขยันหาลูกค้าอีกด้วย .. แล้วตอนนี้ ก็ดูจะมีเครดิตดี มีเงินมากพอที่จะหาความสะดวกสบาย เพื่อให้การทำงานคล่องตัวยิ่งขึ้น จะได้ไปติดต่อกับลูกค้าง่ายๆ แล้วก็คงจะเป็นองค์ประกอบหนึ่งในตัวเรา ให้ดูดีขึ้นในสายตาของคนทั่วๆ ไป ว่าเราก็มีศักยภาพที่น่าสนใจไม่แพ้ใครๆ เหมือนกัน ..

แต่ถ้าเราเห็นว่า ..... รถยนต์ .. โทรศัพท์มือถือ .. NoteBook .. และอื่นๆ อีกมากมาย เป็นเรื่องสิ่งของเครื่องใช้ที่ฟุ่มเฟือย ก็คงไม่แปลกที่เราจะไม่ใส่ใจ .. แต่รู้มั้ยว่า สิ่งของเครื่องใช้เหล่านั้น ที่เราอาจเคยมองว่า เป็นเครื่องประดับบารมีที่ไม่จำเป็น แต่เมื่อวันหนึ่งที่เราคิดว่า เราจะต้องก้าวหน้าขึ้นไปทำงานในอีกระดับหนึ่งที่ดูยิ่งใหญ่กว่าเดิมมากๆ เจ้าสิ่งของเครื่องใช้เหล่านั้น ก็สามารถจะดึงดูดให้เป็นเสน่ห์ เป็นตัวบ่งบอก ให้เรามีความมั่นใจ เพื่อเราจะได้รู้สึกว่า ตัวเราน่ายกย่องมากขึ้น และ การที่เรามักจ่ายเงินเกินตัว ก็อาจเป็นเพราะ คนทั่วๆ ไปของโลกเรานี้ เอาสิ่งของเครื่องใช้ และวัตถุต่างๆ เหล่านั้น เป็นเครื่องวัดคุณค่าของตัวคน .. ฉะนั้น เราก็เลยยิ่งจ่ายมากขึ้น เพื่อจะได้รู้สึกว่าตัวเราเองมีค่า


นั่นแค่เป็นความรู้สึกของ .....
เพื่อนนักขาย คนธรรมดาๆ ทั่วๆ ไป เท่านั้น


แล้วระดับนายกฯและคณะรัฐมนตรี ..... ที่ท่านมีความห่วงใยต่อประเทศชาติอย่างลึกซึ้งมากมาย ขนาดที่ได้ประกาศไว้ว่า ท่านและพรรคไทยรักไทย จะขอทำงานเพื่อประเทศชาติของท่านนี้ เป็นเวลาประมาณถึง ๒๐ ปี จะได้ทำให้นโยบายฯ ที่วางไว้นั้น สำเร็จลุล่วงไปได้ ทำให้ประชาชนคนไทยเข้มแข็ง สามารถยืนด้วยขาของตัวเอง ต่อไปประเทศไทยของเรานี้ จะไม่มีคนยากจนอีกแล้ว

นักขายมือทองทั่วๆ ไป บางคน .....
ก็ยังมีเครื่องบินส่วนตัวขนาด ๔-๖ ที่นั่ง เป็นของตัวเองได้เลย


นี่เป็นถึง นายกฯและคณะรัฐมนตรีของประเทศไทย เชียวนะ .....
แถมยังเป็นนักขายมือทองระดับประเทศ หรือ จะเรียกว่า นักขายมือทองระดับโลก ก็คงไม่ผิดนัก ถ้าท่านๆ คิดจะมีเครื่องบินขนาด 36 ที่นั่ง ไว้ใช้เป็นสัดส่วนสักลำ เพื่อรองรับภารกิจของท่านนายกรัฐมนตรีและคณะฯ อย่างจริงๆ จังๆ บ้าง


ท่านๆ จะคิดว่า ไม่จำเป็นได้อย่างไร :-)

เพื่อนๆ สมาชิกบางท่าน ..... ก็พยายามเอาไปเปรียบเทียบกับเครื่องบินพระที่นั่งของในหลวง แต่ถ้าพวกเรา จะตั้งใจอ่านและศึกษาเรื่องราว ของอากาศยานในกองทัพอากาศไทยอย่างละเอียดแล้ว ... พวกเราก็จะรู้ว่า เครื่องบินของกองทัพอากาศ นอกจากจะใช้ในภารกิจของราชการทหาร และ ของคณะบุคคลผู้บริหารบ้านเมือง ก็คือคณะรัฐบาลของประเทศไทยของเราแล้ว ก็ยังมีหน้าที่หลักในการให้บริการในส่วนขององค์พระประมุขและราชวงศ์ทุกๆ พระองค์อีกด้วย

และ ตามที่เราเข้าใจ ..... อากาศยานทุกลำที่ซื้อโดยใช้งบประมาณของกองทัพอากาศ ก็ต้องเป็นสมบัติของประเทศไทย และ อยู่ในความดูแลของกองทัพอากาศไทย มิใช่เป็นของผู้หนึ่งผู้ใด อย่างที่บางท่านเข้าใจ หรือ มีเจตนากล่าวอ้างให้ร้าย เพื่อชักจูงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดไปด้วย ..!!




เรื่องภาษีฯ ของเมืองไทย ก็เช่นกัน ..... ปัจจุบันรัฐบาลไทยของเรา เก็บอย่าง อัตราก้าวหน้า มาตั้งนานแล้ว ส่วนเรื่องของคนที่ชอบจะขี้โกง คงช่วยอะไรพวกเค้าไม่ได้หรอก แต่เราเห็นอยู่บ่อยๆ คนขี้โกง ในที่สุดของชีวิต เค้าก็ต้องได้รับกรรมอยู่ดี จะมากหรือน้อย ก็คงขึ้นอยู่กับว่าเค้าทำอะไรไว้มากน้อยแค่ไหน ...?

นโยบายของรัฐบาล นายกฯ ทักษิณ ..... เน้นเรื่องขจัดความยากจนของคนในประเทศ ซึ่งมีจำนวนมากๆ ให้หมดไปได้โดยเร็ว .. งานช้าง หรือ การกระทำใดๆ ที่จะมีรายได้มาอย่างมหาศาล เพื่อช่วยคนยากจนของประเทศ โดยสุจริต และ กระทำจริงๆ และ ทำได้ ก็น่าสนใจ ... มิใช่หรือ?

ถ้าเรามีใจเป็นธรรมและไม่มีอคติใดๆ ..... ดูจากข่าว และ เอกสารเกี่ยวกับการเมืองที่ผ่านๆ มา ไม่มีประเด็นให้เห็นเด่นชัดมากๆ ว่าภาครัฐฯ ได้กระทำอันใดเพื่อประชาชนอย่างจริงจังและจริงใจสักครั้งเดียว .. มีที่จะเริ่มเห็นว่าประเทศไทยควรดำเนินไปในทิศทางใด ก็พอจะมองเห็นในรัฐบาลนี้ อาจจะพูดได้ว่า เป็นครั้งแรกที่ท่านผู้นำของประเทศ พูดถึงการพัฒนาความรู้ของสังคมไทยในส่วนรวม แล้วยังเผื่อแผ่ไปให้กับเพื่อนบ้านใกล้เคียงได้อีกด้วย .. ทำให้เป็นสังคมแห่งความรู้ แล้วก็ทำหลายๆ อย่าง พร้อมๆ กัน เพื่อประกอบให้นโยบายของรัฐฯ ดำเนินไปถึงจุดหมายได้ .. และเป็นครั้งแรกที่ท่านผู้นำของฝ่ายรัฐฯ ออกมาช่วยรับผิดชอบและช่วยเหลือ ฟื้นฟูให้คนจนแข็งแรงขึ้น ซึ่งไม่เคยมีรัฐบาลไหนๆ ทำมาก่อน .. เป็นจุดที่นักวิชาการบางท่าน และ บางองค์กร บอกว่า การช่วยคนจนแบบนี้ ไม่ได้เป็นการส่งเสริมให้เค้าแข็งแรง กลับทำให้เค้าอ่อนแอ

แต่ถ้าเราลองคิดให้ลึกซึ้ง กว่านั้นอีกสักนิด ..... ประเด็นไม่ได้ขึ้นอยู่ตรงนั้น ประเด็นอยู่ที่ว่าคนจนในเมืองไทย และ ของประเทศเพื่อนบ้านที่ทะลักเข้ามาอยู่ในเมืองไทยมากมายนั้น อ่อนแอจนเกือบเสมือนคนพิการ ที่ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว .. ดังนั้น จึงต้องสมควรช่วยเค้าก่อน ช่วยทำให้เค้าสามารถยืนขึ้นมาได้ด้วยตัวเองก่อน แล้วจึงค่อยๆ ให้เค้าต่อสู้ในทางของเค้าต่อไป .. เสมือนเป็นการเยียวยาให้พ้นจากโรคร้าย หรือ เป็นเพียงการช่วยทำกายภาพบำบัดกันก่อนที่แขนขาจะลีบไป จนหมดหนทางรักษา .. และ เพื่อที่จะช่วยให้เค้ามีพลัง มีแรงใจ ไม่ท้อแท้ต่อชีวิต เพราะที่ผ่านๆ มา ไม่มีใครสนใจพวกเค้าเลย


แบบนี้ วิกฤตพอที่จะเรียกได้ว่า .....
มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของประเทศชาติ
หรือ รักษาผลประโยชน์ของคนส่วนรวมในประเทศ ได้หรือไม่ .....???




เพื่อนๆ อย่าเข้าใจผิด นะคะ ..... เราไม่ได้เป็นประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลนายกฯ ทักษิณ บางครั้ง เราบ่นว่ารัฐบาลฯ ก็มี เพียงแต่เราอ่านมาก ฟังมาก และสนใจกับเรื่องราวเหล่านี้ มากๆ ไปนิด แล้วเราก็มองทุกอย่าง อย่างคนทำงานจริงๆ ว่าถ้าเป็นเราเข้าไปอยู่ในจุดนั้น เราจะทำได้หรือไม่ แล้วการกระทำบางอย่างนั้น มีผลได้กับผลเสียต่างกันมากน้อยแค่ไหน เราไม่ได้มีอคติกับใคร เราพูดและเขียนตามเหตุการณ์จริงๆ ที่ปรากฏกับการรับรู้โดยตรงของเรา เราไม่ได้อ่านข่าวหรือฟังจากใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น เรามองการทำงานของรัฐบาลฯ ในภาพรวมที่ประเทศชาติจะได้รับผลประโยชน์มากกว่า ที่จะมองตัวบุคคลที่เข้ามาทำงาน และ คิดว่าพวกเค้าโกงกินบ้านเมืองอย่างไรกันบ้าง

เพราะการทำงานของประเทศชาติ ..... ไม่ได้ทำงานคนเดียว แล้วจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และ บางเรื่องราวเป็นปัญหาต่อเนื่องมายาวนานมากๆ จะมาบอกว่า บุคคลนั้น บุคคลนี้ กระทำผิดนั้น คงจะพูดไม่ได้เต็มปาก และ การรังเกียจคนมีเงิน หรือพวกนายทุน ก็อย่ามาพูดให้เสียเวลาเลย ที่ไหนๆ ในโลกปัจจุบันนี้ การกระทำอะไรสักนิด ก็ต้องใช้เงินทั้งสิน เราไม่ได้อยู่ในยุคมืดแล้ว ถ้าพวกเค้าดำเนินการผิดและทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองได้รับความเสียหายจริงๆ บ้านเมืองมีกฎหมายที่จะจัดการ และ ในระบอบประชาธิปไตย ก็มีครรลองที่จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ตัดสินใจใหม่ได้ทุกๆ 4 ปีอยู่แล้ว แล้วยังแถมด้วยประชาคมโลก ที่คอยสอดส่องดูแลกันอยู่อย่างไม่ลดล่ะ ... อย่ากลัวเลย ถ้าพวกเค้ากระทำผิดจริงๆ รับรองไม่รอดแน่ ...!!!


ว่าแต่ อย่าเอาเรื่องไม่จริง หรือเจตนาใส่ร้าย มีอคติส่วนตัวต่อกัน ..........
มาพูดเล่น ให้บ้านเมืองเสียหายไปด้วย แบบนี้ คนที่จะรับกรรมก็คงรู้ตัวเองดีว่าจะเป็นใครกัน..!!

ชาติกับชีวิต เป็นสิ่งเดียวกัน ..........
มีชาติจึงมีชีวิต ไร้ชาติก็ได้ชื่อว่า .......... ไร้ชีวิต เช่นกัน
คนไร้ชาติ ย่อมขาดความภูมิใจ แม้จะมีชีวิตอยู่ ..........ก็ไม่ทะนงองอาจได้




ผู้คนในเมืองไทยส่วนใหญ่ ..... ถึงแม้จะมีการศึกษาน้อยๆ แต่เรื่องเศรษฐกิจและการเมือง เพื่อนๆ ลองสังเกตดูดีๆ ไม่มีใครรู้น้อยกว่าใครเลย บางเรื่องราวอาจจะมองได้ไกลและรู้มากกว่าคนในสภาฯ .. เราตามพ่อไปต่างจังหวัดบ่อยๆ พ่อชอบไปนั่งดื่มกาแฟตามร้านธรรมดาๆ กับชาวพื้นบ้าน เราได้ฟังเค้าคุยเรื่องการเมืองมากมายในหลายๆ แห่ง ดูเค้าคุยกันได้รสชาติทีเดียว และ พูดจาแลกเปลี่ยน ถกเถียงกันให้ได้ข้อยุติ ที่สันนิษฐานออกมาแต่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่มีใครไปนินทาหรือเชื่อตามหน้าหนังสือพิมพ์อย่างไร้เหตุผลง่ายๆ ..

เดี๋ยวนี้ การสื่อสาร ..... และ รายการที่ตรงประเด็น ที่ชาวบ้านอยากรู้ อยากเห็น จากปากของผู้ที่เกี่ยวข้องจริงๆ ก็มีมากขึ้น การกระทำความไม่ดี ก็คงทำได้ยากมากๆ แล้ว .. ผู้คนแบบที่เพื่อนๆ คุ้นหูคุ้นตา ปัจจุบันพวกเค้านับวัน ก็จะอายุมากขึ้นเรื่อยๆ บทบาทในการทำงานของพวกเขาก็จะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ .. แค่พวกเราช่วยกันคิดแต่สิ่งที่ดีๆ ให้กับประเทศชาติของเรา อีกหน่อยประเทศของเราก็จะน่าอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ในกลุ่ม Asian ประเทศไทยก็นับเป็นหนึ่งในหลายๆ ด้านอยู่แล้ว


เพื่อนๆ ใจเย็นๆ นะคะ .....
ตามข่าว และ ที่เราฟังๆ จากผู้ใหญ่ที่เค้าพูดคุยกัน
ตอนนี้บ้านเมืองของเรา ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากมายแล้ว


ปัจจุบันนี้ ประเทศไทยของเรา .....
ก็เริ่มมีหน่วยงานดูแล ผู้ที่ไม่มีงานทำ
และ ตกงานอยู่แล้ว มีทั้งบัตรประกันสังคมและสุขภาพด้วย


ถ้าเราไม่เรื่องมาก เลือกมาก ก็คงไม่อดตายหรอกมั้งคะ ?
งานและเงิน อยู่ในหัว ในมือ และ เท้า ของเรา นั่นเอง ..!!




ส่วน เรื่องเงินเดือนราชการ และ ครู ..... ถ้าเราจำไม่ผิด เค้าน่าจะปรับอัตราเงินเดือนไป มากกว่า 1 ครั้ง แล้วมั้งคะ? .. แต่ถึงไม่ปรับเงินเดือน ก็มีสวัสดิการเพิ่มขึ้นมากกว่าแต่ก่อนมากแล้ว เพราะตอนนี้ ประเทศไทยของเราก็มี สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน โดยมีหน้าที่ให้บริการด้านประกันสังคม เพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้แก่ประชาชนในยามที่ไม่มีรายได้ รายได้ ลดลง หรือ มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น .. สำนักงานประกันสังคม จะช่วยแนะนำและชี้แจงให้เรารับรู้เกี่ยวกับขอบข่ายความคุ้มครอง ประเภทของการประกันสังคม และ สิทธิประโยชน์ที่เราควรจะได้รับ ในกรณีต่างๆ เช่น เจ็บป่วยทั่วไป เจ็บป่วยฉุกเฉิน เกิดอุบัติเหตุ และ อื่นๆ .....

จริงๆ แล้ว ..... ประเทศของเรายังมีเงินใช้จ่ายน้อยมาก ถ้าเปรียบเทียบกับต่างประเทศบางประเทศในยุโรป ที่เป็นประเทศในกลุ่มที่พัฒนาแล้วเป็นอย่างดี .................


เราไม่อยากให้เพื่อนๆ .....
พยายามเอาประเทศไทยของเราไปเปรียบเทียบกับใครๆ
ถ้ามีคนเอาเพื่อนๆ และครอบครัวของเพื่อนๆ ไปเปรียบเทียบกับคนที่เราด้อยกว่าทุกอย่าง
ถามว่า ..... ยุติธรรมกับเพื่อนๆ และครอบครัว หรือไม่ ?


เพราะ ในแต่ละประเทศ ..... ต่างคนต่างมีวิถีชีวิต และ ความเป็นมาที่แตกต่างกัน มีแนวทางในการดำเนินชีวิต และ นโยบายของการบริหารประเทศ ก็แตกต่างกันอีกด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างต่างกันมากมาย ไม่งั้นประเทศของเรา คงไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ประเทศกำลังพัฒนา หรอกมั้งคะ ?

และ ที่สำคัญ .....
เราไม่เคยเห็นว่า ประเทศไหนๆ ในโลกใบนี้ ไม่มีปัญหา ..!!

ต่อให้ 10 ยอดมนุษย์ หรือ ซุปเปอร์แมน .....
ก็ช่วยประเทศไทยให้เจริญได้รวดเร็วทันใจทัดเทียมต่างประเทศไม่ได้หรอกนะคะ :-)




ปัจจุบัน นักเรียนของโรงเรียนรัฐบาล
- ตั้งแต่ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง ชั้นมัธยมศึกษา ไม่ต้องเสียค่าเทอม
- มี เสื้อผ้าชุดนักเรียนแจกฟรี 2 ชุด ต่อ ปี
- มี หนังสือให้ยืมเรียน
- มี อาหารกลางวันทานฟรี
- มี นมดื่ม เท่าที่เด็กๆ ต้องการดื่ม
- มี บัตรประกันสุขภาพ 30 บาท รักษาทุกโรค
- เด็กๆ ทุกคน มีประกันชีวิต เรื่องอุบัติเหตุ
- มีโครงการเงินกู้ของรัฐฯ สำหรับการศึกษา
- มีทุนการศึกษาสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ ประมาณ 5000-10000 บาท / คน / ปี
- มีทุนการศึกษาต่างประเทศ 1 ทุน 1 อำเภอ

มองภาพรวม ก็น่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ ใจเย็นๆ นะคะ




แล้วถ้าเรามีใจเป็นธรรมสักนิด ..... ลองมองย้อนกลับมาที่ตัวเราเองบ้าง ลองถามตัวเราเองสิคะ ว่าเราได้ทำอะไรให้กับสังคมไทยบ้าง นอกจากคอย ตำหนิ วิเคราะห์ วิจารณ์ผู้อื่น ...?

ถ้าเราถามเพื่อนๆ ..... หรือ บุคคลที่ออกไปทำมาหากินอยู่นอกประเทศ พอมีกินมีใช้ ก็กลับมาย้อนตำหนิวิถีชีวิตในบ้านเกิดของตัวเอง และ สรรเสริญความเจริญของประเทศที่ตัวเข้าไปอยู่ในฐานะผู้อาศัย ...


ถามว่า ..........
สิ่งที่ท่านๆ กำลังคิดอยู่นั้น ในความเป็นจริง เปรียบเทียบกันได้อยู่หรือ...?
และ ยุติธรรมแล้วหรือ ที่ท่านคิดเช่นนั้นกับบุคคลที่ทำงานส่วนรวม...?


เราว่า ... พวกเราไปดูแลคนอื่นๆ ไม่ได้หรอกนะคะ สิ่งเดียวที่เราพอจะทำได้ ก็คือ ดูแลตัวเองและครอบครัว รวมทั้งผู้คนที่ใกล้ชิดของเรา อย่าต้องให้เป็นภาระต่อสังคม เท่านี้ ก็เป็นบุญคุณต่อประเทศชาติมากๆ แล้ว มั้งคะ ...?

เหตุการณ์ต่างๆ ของเรื่องการเมืองไทย ..... ที่เพื่อนๆ อ่านเจอในข่าวสารของเมืองไทยนั้น เราไม่เคยเชื่อเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะสื่อของประเทศไทยไม่เคยเป็นกลาง หรือแม้แต่สื่อต่างชาติ บางครั้งก็ไม่อาจเชื่อถือได้ทั้งหมดเช่นกัน ถ้าเพื่อนๆ บอกว่า เพื่อนๆ เป็นบุคคลที่ติดตามอ่านข่าวสารอยู่เสมอๆ แล้วถ้าเพื่อนๆ มีโอกาสที่จะได้ดูข่าวเดียวกันนั้น จากจอ ที.วี. ได้ฟังจากปากของคู่กรณีกันจริงๆ เพื่อนๆ จะเห็นว่า บางครั้งและส่วนใหญ่มันคนละเรื่องกันเลย

บางครั้ง สื่อและบุคคลต่างๆ ..... ที่เข้ามาคุยกันตามเว็บบอร์ดต่างๆ นั้น ก็ไม่ใช่อย่างเราๆ พวกเค้าอาจจะถูกว่าจ้างให้มาก่อกวนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้ .. แต่เราก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกที่จะเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าเราตั้งใจอ่าน และติดตามอยู่เสมอ วันหนึ่งเราก็จะพอสังเกตเห็นเอง เพราะเรื่องบางเรื่อง แค่ธรรมดาๆ ก็ยังเอามาเป็นประเด็นตำหนิ และ ด่าทอกันอย่างหยาบคายได้เลย

ถึงแม้สังคมคนเมืองหลวงของเรา จะวุ่นวายมากขึ้น ..... ปัญหาซับซ้อนมากขึ้น .. แต่ก็มีองค์กรเกิดขึ้นมาเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ .. ก็แปลว่าผู้คนยังได้รับรู้ และ พยายามแก้ไข .. เพียงแต่อาจจะเป็นการวิ่งตามปัญหามากไปสักนิด .. แต่อย่างน้อยเราก็ได้รับรู้ว่า เราไม่ได้สิ้นหวัง ยังมีคนทำงานอยู่ .. !!




และ ถ้าพวกเราเอาแต่มอง ..... บุคคลที่อาสามาทำงานเพื่อสังคมส่วนรวมของเรา ไปในทางลบเพียงอย่างเดียว เพราะเรื่องบางเรื่อง คนที่มอง กับคนที่ต้องลงมือกระทำงานนั้นๆ ก็ไม่สามารถอยู่ในจุดยืนอันเดียวกันได้เสมอไป ถ้าเรามีน้ำใจสักนิด มองโลกในแง่ดีอีกสักหน่อย นำเรื่องราวเหล่านั้น มาคิดทบทวนกับเรื่องใกล้ๆ ตัวของเราบ้าง เราก็จะเห็นว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ที่เราจะแก้ไขปัญหาอะไรสักอย่างให้ลุล่วงลงไปได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ปัญหานั้นๆ จะไม่มีทางแก้ไข

สังคมมนุษย์ยุ่งยากมาก โดยเฉพาะเมืองไทย ..... บุคคลหรือหน่วยงานที่มีทรัพย์สินมากๆ ก็น่าสงสัยว่า จะมีทุจริตมากๆ ตามมาด้วยเช่นกัน มีแต่ผลประโยชน์ เพื่อตัวเองและพวกพ้อง ทุกวันเราจะได้รับรู้ ศิลปะการปกครองของรัฐฯ ในรูปแบบต่างๆ ทั้งการใช้เล่ห์เหลี่ยมในการแสวงหาอำนาจ สื่อก็พยายามนำเสนอแต่ข่าวแบบนี้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะจริงเท็จหรือไม่ ก็ชี้นำไปก่อน โดยไม่คิดถึงผลได้หรือเสียที่จะตามมาแต่อย่างใด พอพวกสื่อที่ชอบพูดเรื่อยเปื่อย โดนเขาฟ้องร้องเอาเข้าจริงๆ ก็วิ่งโล่ไปให้ชาวต่างชาติช่วย .. ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ถ้าพวกสื่อเขามั่นใจว่า ข้อมูลที่เขานำเสนอนั้น เป็นเรื่องจริง ทำไมเขาต้องกลัวอะไรมากมายขนาดนั้นด้วย ..!!

แล้วข่าวการเมืองของบ้านเรา ..... ชอบที่จะเป็นเรื่อง ประมาณเขาเล่าว่า .. ไม่ใช่แบบมีข้อมูลและหลักฐานอย่างเห็นเด็นชัดแต่อย่างใดเลย .. และบางที ดูเหมือนเชื่อถือได้ มีหลักฐานมาอ้างอิงมากมาย แต่พอเขาฟ้องร้องกัน ก็กลายเป็นเอกสารปลอมที่ทำขึ้น เพียงเพื่อประกอบการกล่าวหาให้เห็นเสมือนจริงเท่านั้น เรื่องแบบนี้ เห็นกันอยู่บ่อยๆ ในระดับของนักการเมืองของไทยในการอภิปรายทุกครั้งในสภาฯ

บางครั้ง คนเราก็มีทิฐิมากๆ ..... เอาแต่ความคิดของตัวเอง มองมาตรฐานต่างๆ ที่ตัวเองได้รับรู้ และ เจตนาตัดสิน และหรือ มองผู้อื่นให้แตกต่างไปในทางอคติ มากกว่าการมองในแง่บวก หรือมองแบบปรึกษาหารือ และหรือ ต่างฝ่ายต่างควรพยายามถือเอาความเป็นธรรม เพื่อเห็นใจกันและกันในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศร่วมกัน .. หรือไม่ก็น่าจะตำหนิกัน หรือว่ากล่าวกันฉันมิตร .. แต่ปกติที่เราเห็นๆ นั้น ก็ใช้วิธีในแง่ลบ เพื่อตัดทอนกำลังของคู่ต่อสู้ ด้วยการวิจารณ์ ใส่ร้าย และ ด่าทออย่างก้าวร้าว แบบเจตนาให้เค้าเสียคนแต่อย่างเดียว ...




เราเข้าใจว่า รัฐบาล คือ ..... คณะบุคคลที่เข้ามาทำงาน พอให้ประเทศชาติ มีชีวิตอยู่ได้ในสังคมของโลก และ ประเทศไทยของเรา ก็มีปัญหามากมายเกินกว่าที่คณะบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะสามารถแก้ไขได้โดยลำพัง .. ดังนั้น แม้เราวิจารณ์รัฐบาลไป เราก็แค่ได้ระบายความรู้สึกที่ เราอยากได้ อยากมี ของเราเท่านั้น ... ตราบใดที่ผู้คนในสังคมของไทยเรา และ ท่านผู้นำของประเทศ มุ่งเน้นชักชวนประชาชนพลเมืองในประเทศ ให้มองแต่เรื่องเศรษฐกิจและการเมือง

โดยไม่คำนึงถึงหลักธรรม .....
ในการดำรงชีวิตของคนเราให้เห็นเด่นชัด
ก็คงไม่มีประโยชน์อันใด ที่เราจะวิจารณ์ผู้อื่น ... เช่นกัน ..!!


เช้ามา สื่อมวลชนและคนของรัฐฯ ..... รวมทั้งผู้คนของประเทศไทยบางกลุ่มชน ก็ชอบพูดแต่เรื่องเงิน..เงิน..แล้วก็..รวย..รวย..จน..จน..ไม่รู้เหมือนกันว่า พวกเค้าเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์วัดและตัดสิน .. ว่าเรารวยหรือเราจน .. ก็คนทั้งประเทศมีทั้ง .. อ้วนผอม .. ตัวใหญ่ตัวเล็ก .. ชรามากๆ ก็มี .. ผู้หญิง ผู้ชาย .. ทอม ดี้ เกย์ .. วัยรุ่นก็มีทั้งหญิงชาย .. คนพิการก็มีอีกตั้งมากมาย .. แล้วก็เด็กๆ แบบเดินได้แล้ว .. นอนแบเบาะอยู่ก็มี .. เค้ารู้ได้ยังไงว่าทุกคนอยากกิน อยากใช้จ่ายในส่วนที่จำเป็นกับการดำรงชีวิตจริงๆ นั้น มีอะไรมากน้อย หรือ เท่ากันแค่ไหน? .. จึงมาตั้งกฎ กติกา เป็นสื่อเป่าหู ให้ผู้คนของสังคมรับรู้แต่เรื่อง .. รวย กับ จน ..!!

ถ้าตัวเราพลอยคิดตามไปด้วย อย่างงี้ก็คงหมดหวัง ใช่มั้ย .....?

เพราะ ..... กรณีพิพาทขัดแย้ง และ เรื่องภาระของสังคมต่างๆ เหล่านั้น คงไม่สูญหายหรือลดน้อยลงไปได้ .. ถึงแม้เราจะเลือกรัฐบาลใหม่ๆ ไม่ว่าเลือกใครๆ มาบริหารประเทศ ก็คงไม่มีทางดีไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ หรอกมั้งคะ ...???


รับรองคะ ..... ว่าพวกเรา คงได้บ่นๆ พูดๆ ในเรื่องที่พวกเราอยากได้ อยากมีในสังคมของเรา กันอีกยาวนานจนกว่าชีพจะวายนั่นแหละ เผลอๆ ถ้าที่เค้าบอกว่า เราจะได้กลับมาเกิดอีก แบบเวียนว่ายตายเกิด ... เกิดแล้วตาย .. ตายแล้วก็ยังได้เกิดอีก .. ชาติหน้า .. ชาติโน้นนนสฺ .. พวกเราก็คงได้มานั่งพิมพ์ๆ บ่นๆ ต่อๆ ไปอีกชั่วกาลนิรันดร์ :-)

ถ้าผู้ใดที่ยังท้อแท้ในชีวิต และ ยังคิดเล็กคิดน้อยมากๆ อยู่
ก็พยายามมองดู คนพิการของประเทศไทยของเรา เอาไว้ให้มากๆ นะคะ ..!!


พวกเค้าพยายามต่อสู้ชีวิต ... เพื่อที่จะอยู่ได้ในสังคมของคนปกติ ทั้งๆ ที่บางคนเค้ามีความยากลำบากมากมายที่จะมีชีวิตอยู่ไปวันๆ แต่เค้าก็ยังอยู่ได้ คนพิการที่ยอมรับว่าตัวเองเป็นอะไร และ ไม่ท้อแท้ต่อชีวิต เค้าจะมีความสุข และ เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์มากมาย มีคนพิการอีกมากมายที่เค้าสู้ชีวิต และ ประสบความสำเร็จในหลายๆ สาขาอาชีพ มีครอบครัวที่มีความสุขอีกด้วย

ทำไมคนปกติธรรมดาอย่างเราๆ .....
ไม่พยายามหาวิธีแก้ไขปัญหาของเราอย่างสร้างสรรค์ต่อสังคมและตัวเองบ้าง
ทำไมจึงชอบที่จะคิดแต่ในทางลบให้กับชีวิต ชีวิตก็ตกต่ำไปตามที่คิดได้ทุกวันสิคะ ..!!


เราควรซื่อสัตย์กับสิ่งที่เรายึดมั่น .....
ความแข็งแกร่ง และ พลังในการมีชีวิต และ ภาพที่เรานึกฝันอยากจะเป็น
เกิดจากสิ่งต่างๆ ที่เราให้คุณค่าอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง เท่านั้น....................!!!!!!!


ทุกชีวิตในโลกนี้ .....
มีความสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ง่ายๆ อยู่แล้ว
ในวิกฤติย่อมมีโอกาสอื่นๆ รออยู่เสมอ ลองตั้งใจดูดีๆ นะคะ :-)





    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 22/12/2004 06:58 PM


ความคิดเห็นที่: 21

ไม่ควรวิจารณ์ใคร
ไม่ควรสนใจใครทำอะไร
ปล่อยให้มันกอบโกยกันไป
ใครอยากทำอะไรปล่อยให้ทำไป
ประเทศชาติไม่ใช่ของท่านคนเดียว

ประเทศไทยจึงได้เจริญเพียงเท่านี้ ตราบจนทุกวันนี้

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 22/12/2004 07:08 PM


ความคิดเห็นที่: 22



ถ้าเราพลอยคิดตามไปด้วย อย่างงี้ก็คงหมดหวัง ใช่มั้ย .....?

เพราะ ..... กรณีพิพาทขัดแย้ง และ เรื่องภาระของสังคมต่างๆ เหล่านั้น คงไม่สูญหายหรือลดน้อยลงไปได้ .. ถึงแม้เราจะเลือกรัฐบาลใหม่ๆ ไม่ว่าเลือกใครๆ มาบริหารประเทศ ก็คงไม่มีทางดีไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ หรอกมั้งคะ ...???


รับรองคะ ..... ว่าพวกเรา คงได้บ่นๆ พูดๆ ในเรื่องที่พวกเราอยากได้ อยากมีในสังคมของเรา กันอีกยาวนานจนกว่าชีพจะวายนั่นแหละ เผลอๆ ถ้าที่เค้าบอกว่า เราจะได้กลับมาเกิดอีก แบบเวียนว่ายตายเกิด ... เกิดแล้วตาย .. ตายแล้วก็ยังได้เกิดอีก .. ชาติหน้า .. ชาติโน้นนนสฺ .. พวกเราก็คงได้มานั่งพิมพ์ๆ บ่นๆ ต่อๆ ไปอีกชั่วกาลนิรันดร์ :-)

ทำไมคนปกติธรรมดาอย่างเราๆ .....
ไม่พยายามหาวิธีแก้ไขปัญหาของเราอย่างสร้างสรรค์ต่อสังคมและตัวเองบ้าง
ทำไมจึงชอบที่จะคิดแต่ในทางลบให้กับชีวิตและสังคม ชีวิตก็ตกต่ำไปตามที่คิดได้ทุกวันสิคะ ..!!





    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 22/12/2004 08:56 PM


ความคิดเห็นที่: 23

คนไทยหลายๆคน พยายามคิดในทางสร้างสรรค์ เสนอแนะแนวทางที่น่าสนใจ
แต่คนไทยบางคน ยังคิดแต่ว่า ฉันถูก ฉันแน่ ไม่ยอมเปิดรับความคิดของคนอื่น บางครั้งก็พยายามทำให้ผู้อืนมองความคิดของคนอื่นเป็นความคิดทางลบ ใครเป็นผู้ตัดสินว่าความคิดใครเป็นบวกหรือลบ???
ในทางกลับกัน เมื่อมีคนให้ความเห็นในทางตรงกันข้ามบ้างว่า เป็นความคิดสำหรับประจบ สอพลอ หรือ ความคิดโง่ๆตามกระแส ก็ไม่ชอบเช่นกัน

การชี้แจง ต้องดูเจตนาว่า ต้องการอะไร ปราชญ์บางท่านอาจให้ความเห็นอย่างรุนแรง เช่น การสาปแช่งให้มีอันเป็นไปถ้าทำการฉ้อราษฎร์บังหลวง
การสาปแช่งเป็นสิ่งไม่ดี แต่เจตนาคือให้มีการสำนึกตนและอย่าพึงกระทำ

ถ้าเราไม่รู้เจตนาของใคร หรือ คาดเดาไปเอง ก็ไม่พึงจะไปวิจารณ์เขา เช่นเดียวกับที่ เราไม่อยากให้เขาวิจารณ์เรา ถ้าเขาไม่ได้เข้าใจหรือคาดเดาเจตนาเรา ฉันใดก็ฉันนั้น

บางครั้งการกระทำดื้อดึง เถียงข้างๆคูๆ เพียงเพื่อจะเอาชนะ ก็ไม่สามารถชนะความจริงหรือสัจจธรรมไปได้

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 23/12/2004 11:43 AM


ความคิดเห็นที่: 24



จริงๆ แล้ว ถ้าคิดให้ลึกซึ้ง .................
ผู้ใหญ่บางท่านในบ้านเมืองของเราชอบคิดแทนคนอื่น ชอบเอาความรู้สึกของตัวเองมาเป็นตัวตั้ง ... ผู้ใหญ่บางคน ก็ชอบตีค่าหรือดูถูก ความคิดเห็นและการแสดงออกของบุคคลอื่นๆ อยู่เสมอ ... โดยใช้มาตรฐานของตัวเองไปชี้วัด ทำอะไรก็ต้องให้ได้อย่างใจตัว ... ซึ่งคงลืมนึกคิดไปว่า ตัวเองกว่าจะได้มาอยู่ในระดับนั้น ตัวก็ต้องมีวิวัฒนาการ ที่จะต้องเติบโตอย่างสมวัย ......!!!


ทุกคน ทุกระดับสมอง ..........
จำเป็นจะต้องเรียนรู้ไปในแนวทางเดียวกันหมด .. อย่างงั้นหรือ...???


คำตอบ.............................................................................ไม่ใช่แน่ๆ :-)





ต่างคน...............ต่างหายใจ
ต่างคน...............ต่างความคิด


เรื่องที่ท่านว่าเล็กน้อย
ผู้อื่นเค้าจะคิดว่า เล็กน้อย เช่นที่ท่านคิดหรือเปล่า ...????


สิ่งที่ท่าน ... เบื่อ ... รำคาญ ... ผู้อื่นนั้น
ท่านคิดว่า ผู้อื่น เค้าไม่เบื่อ ... ไม่รำคาญ ... ท่านเลยหรือ..???


ท่านสามารถ เขียน คิด หรือ กระทำอันใดก็ได้
แต่ทำไม ท่านคิดว่า ผู้อื่นไม่สามารถกระทำ หรือ ไม่ควรกระทำอันใด ...???


ท่านคิด และ กระทำอันใดตามใจท่าน โดยไม่มีความเกรงใจต่อผู้ใด
ผู้อื่น ก็คงอยากคิด อยากกระทำการเหล่านั้น ไม่ต่างกับที่ท่านได้กระทำ เช่นกัน...!!!!!!


มนุษย์ที่ยังอยู่ในภาวะเวียนว่ายตายเกิด
ยังไม่ได้เป็นพระอริยบุคคลผู้หลุดพ้นแล้ว ย่อมมีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพัน
หรือ มีความปรารถนา มีความต้องการ ในสิ่งที่ไม่ต่างกัน ด้วยกันทุกคน ........... ท่านว่าจริงมั้ย...????


จะต่างกัน ก็เพียงแต่ว่า .....
ท่านจะรักษาอารมณ์ และ มารยาท ในการ โต้ตอบ พูดคุยกับผู้อื่น
ในที่สาธารณะ ที่ไม่ใช่บ้าน หรือ ที่ไม่ใช่ห้องส่วนตัวของท่าน ได้มากเพียงใด...???


นิสัยดิบๆ ที่อยู่ในอารมณ์ของสัตว์โลกนั้น
ส่วนใหญ่ สัตว์โลกที่เค้าเรียกกันว่า มนุษย์ และ มีการศึกษามาในระดับหนึ่งแล้ว
เค้าจะเข้าใจ และ ไม่ทำกัน .............................................................................ฯลฯ





    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 23/12/2004 01:15 PM


ความคิดเห็นที่: 25


สนธิยก บรรหาร เซียนการเมือง ชี้เลือกตั้ง 48 อีสานแข่งกันเดือดสุด
โดย ..... นสพ. ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2547



สนธิ มองการเลือกตั้งปี 48 ..... ให้จับตาภาคอีสาน ส่วนภาคเหนืออาจมีกบฏอยู่ภายในพรรคไทยรักไทย ด้านภาคกลางแนะอย่าประมาทชาติไทย ยกย่อง “บรรหาร” เป็นเซียนการเมือง พร้อมฟันธงเลือกตั้งครั้งนี้ มี 2 ด้านเท่านั้น คือไทยรักไทยได้ถึง 350 หรือต่ำกว่า 250 อย่างไรก็ตามเชื่อ “ทักษิณ” ยังเครียดหลังเลือกตั้งแล้ว เพราะมีกลุ่มในพรรคมาก ทำให้การเมืองไทยกลายเป็นแฟคชั่น เปรียบเทียบไทยรักไทยเหมือนพีเพิลปาร์ตี้ของสิงคโปร์

สโรชา ..... สวัสดีค่ะคุณผู้ชม ขอต้อนรับเข้าสู่รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ อาหารสมองก่อนเข้านอนในทุกคืนวันศุกร์ค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้งค่ะกับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล กับดิฉัน สโรชา พรอุดมศักดิ์ ค่ะ วันนี้วันที่ 24 ธ.ค. 2547 วันคริสต์มาสอีฟนะคะ นับไปอีก 7 วัน ก็จะถึงวันสิ้นปีพอดีค่ะ เนื่องจากวันที่ 31 ธ.ค. ทางช่อง 9 มีรายการพิเศษนะคะ เพราะฉะนั้นรายการเมืองไทยรายสัปดาห์เราจะงดกันอีก 1 ครั้ง วันนี้จะเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะมองย้อนไปในปี 2547 ทั้งหมดนะคะว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้างที่เด่นๆ รวมไปถึงมองไปข้างหน้าในปี 2548 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวของการเมือง คงจะยิ่งดุเด็ดเผ็ดมันมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะหลังปีใหม่

สโรชา ..... กลับมาสู่เมืองไทยรายสัปดาห์นะคะ ต้นปีหน้าจะมีการเลือกตั้งขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งค่ะ ถึงแม้ตอนนี้ฤดูกาลหาเสียงยังไม่เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่ทุกๆ พรรคการเมืองก็ได้ขับเคลื่อนขบวนการหาเสียงของตัวเองเรียบร้อยแล้วในทุกๆ ภาคของเมืองไทยรายเลยค่ะ คุณสนธิ ต้องถามก่อนว่า ภาคไหนที่น่าจับตามองมากที่สุด และก็จะมีการแข่งขันกันสูงสุดทั่วประเทศ

สนธิ ..... ผมคิดว่าน่าจะเป็นภาคอีสาน

สโรชา ..... ทำไมละคะ

สนธิ ..... คุณสโรชาลืมไปแล้ว คุณควรจะเริ่มถามผมว่า ใครจะชนะ และจะได้กี่เสียง

สโรชา ..... ไม่ได้หรอก ถามอย่างนั้นจะเป็นการฟันธงมากเกินไป เก็บไว้ตอนท้าย เผื่ออาจจะแอบกระซิบได้เล็กน้อย

สนธิ ..... ผมคิดว่าภาคอีสานและผมคิดว่าที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของจำนวนปาร์ตี้ลิสต์ ถ้าผมจำไม่ผิด คราวที่แล้ว พรรคไทยรักไทยได้ปาร์ตี้ลิสต์ประมาณ 50 ที่ ประมาณนั้น งวดนี้ตั้งไว้ 70 คราวที่แล้ว 50 ที่คะแนนเสียงประมาณ 11 ล้านเสียงใช่ไหม ผมคิดว่าประมาณนั้น คือถ้าไทยรักไทยตั้งไว้ 70 ที่ ก็หมายความว่าไทยรักไทยต้องมีคะแนนเสียงเพิ่มอีก อย่างน้อยที่สุดต้องมีอีกซัก 4-5 ล้านเสียง คือ 15 ล้านเสียง เท่าที่ผมรู้ยุทธศาสตร์นี้ทุกๆ พรรคพยายามจนสุดความสามารถ เรื่องของปาร์ตี้ลิสต์ เพราะฉะนั้นแล้ว มันอดไม่ได้ที่จะต้องพูดเรื่องนี้ ว่า ท่านนายกฯ ทักษิณเข้าใจว่าลึกๆ ท่านตั้งไว้ 312 เสียง อันนี้รวมปาร์ตี้ลิสต์ด้วย ถ้ารวมปาร์ตี้ลิสต์ หมายความว่าท่านตั้ง 70 ปาร์ตี้ลิสต์ จริงๆ คือ 242 เสียง จากเขตทั้งหมด ทีนี้เราต้องมาไล่กันเป็นชุดๆ ถ้าเรามาไล่ให้ดีแล้ว ถ้าสมมติสิ่งซึ่งท่านนายกฯ ทักษิณพูดจริง และบรรดาส.ส.แต่ละพรรคแต่ละคนพูดจริง ซึ่งเรื่องที่เขาพูดก็เป็นเรื่องซึ่งทุกคนมีความมั่นใจในตัวเอง มหาชนก็บอกว่าตัวเองได้เท่านี้ มีประชาธิปัตย์ไม่ค่อยพูดนะ

สโรชา ..... จะน้อยหน่อย

สนธิ ..... จะยังถ่อมเนื้อถ่อมตัวอยู่ ชาติไทยนี่ถล่มตัวเลย เก็บเงียบเลย จะมีไทยรักไทย กับมหาชนที่ออกมา

สโรชา ..... ที่กล้าประกาศ

สนธิ ..... ประกาศและชนกันตรงๆ ทีนี้ภาคใต้ต้องโยนหัวโยนก้อย ตรงที่ว่าไทยรักไทย บอกว่าตัวเองได้ 11 เสียง ลึกๆ ทางประชาธิปัตย์ก็บอกว่าไทยรักไทยไม่ได้เลยแม้แต่เสียงเดียว แม้กระทั่งดินแดนที่กลุ่มวาดะห์ครองก็จะหลุด นี่คือการโยนหัวโยนก้อยแล้ว อันนี้ผมจะไล่ไปทีละภาคให้ดูนะครับ แล้วเดี๋ยวผมจะสรุปให้ดู เหตุผลที่ทางพรรคไทยรักไทย ก็แน่นอน ส.ส.ที่ลงไม่ว่าจะเป็นคุณสุธรรม แสงประทุม ไปดูแลนครศรีธรรมราช เขต 1 คุณเนวิน ชิดชอบ ดูแลสตูล คุณสมศักดิ์ เทพสุทิน ดูแลชุมพร ทางวาดะห์ก็ดูแลทางวาดะห์ ทั้งหมดนี่มีความมั่นใจสูง แต่ว่าสงขลา เคยมีความมั่นใจมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็พลิกล็อกอีกเหมือนกัน กระแสที่ประชาธิปัตย์พยายามสู้ตอนนี้คือเอาศักดิ์ศรีคนใต้ขึ้นมา ให้เห็นว่าพรรคไทยรักไทยพยายามไปซื้อคนใต้ เอาเงินทุ่ม

สโรชา ..... แต่จะไม่สำเร็จ

สนธิ ..... เขาบอกว่าจะไม่สำเร็จ ส่วนสำเร็จไม่สำเร็จผมไม่รู้ แต่ว่าคนใต้ก็เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษอย่างหนึ่งเหมือนกันนะ ก็คือเป็นประเภทรักพวกรักพ้อง ถึงไหนถึงกัน บางครั้งจะมาพูดว่ามีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เป็นส.ส.มาไม่รู้กี่สมัยแล้วไม่เคยทำความเจริญให้ภาคใต้ บางทีเขาไม่สนใจ เขาบอกว่า เขาพอใจอย่างนี้ ก็เอาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นแล้วเงื่อนไขทางวัฒนธรรมจะเป็นตัวชี้ขาดเหมือนกัน นั่นคือทางใต้นะครับ คือต้องโยนหัวโยนก้อย เรามาดูกรุงเทพมหานคร กรุงเทพฯ มีหลายสาย บางสายก็บอกว่าไทยรักไทยไม่ได้ ได้น้อย ไทยรักไทยก็บอกว่าใครบอกคุณละ ผมได้มากกว่าเก่าอีก บางคนถึงขนาดที่เรียกว่าอย่างสายพญาไท เขตพญาไท คุณบี ก็กลุ้มใจเหมือนกัน เพราะว่ามีคนพยายามจะดึงคุณบีเข้าไปอยู่ไทยรักไทยแต่คุณบีไม่ไป วิธีดึงคือว่า เอาตัวเลขมาหงายให้คุณบีดูเลย บอกว่านี่นะ คะแนนจัดตั้งของไทยรักไทยอย่างนี้ คุณบีก็เหงื่อตก

สโรชา ..... หนักใจ

สนธิ ..... หนักใจ แต่ว่าผมก็อีกละ กรุงเทพฯก็โยนหัวโยนก้อย

สโรชา ..... อีกแล้วหรือค่ะ

สนธิ ..... อีกแล้ว ก็คือว่า ถ้าไทยรักไทยเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไทยรักไทยก็จะได้ตามที่พูด คือมี 29 อยู่แล้วจะบวกอีก 6 เป็น 35 ก็คือพูดง่ายๆ ว่าจะเบียดที่ประชาธิปัตย์ หรือไม่ก็อีกทีก็ไม่ได้เลย ได้ไม่เกิน 5 สูงสุด

สโรชา ..... ถ้าได้ก็ต้องเบียดประชาธิปัตย์

สนธิ ..... ถ้าได้ก็ได้เยอะเลย ถ้าไม่ได้ไม่ถึง 6 ในกรุงเทพฯนี่แหละครับ คุณคอยดูแล้วกัน ไล่ไปทีละฉาก ทีละฉาก ทีละภาค ภาคเหนือ มีกบฏไทยรักไทยอยู่หลายจังหวัด เชียงใหม่นี่หนึ่งแล้วแน่นอนที่สุด บางครั้งความยิ่งใหญ่ของไทยรักไทย ท่านนายกฯ เป็นคนเชียงใหม่ คุณเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ คุมอยู่เชียงใหม่ ภาคเหนือ บางคนก็บอกว่าเชียงใหม่อยู่ในกระเป๋าไทยรักไทยแล้ว

สโรชา ..... จะพลาดได้ยังไง

สนธิ ..... ผมไม่รู้ แต่ภาวการณ์เช่นนี้มันมีกบฏอยู่ภายใน อย่างน้อยที่สุด ภรรยาเจ้าธวัชวงศ์ ณ เชียงใหม่ ซึ่งเคยที่จะได้ลงแล้วไม่ได้ลง ก็ถูกเบียดโดยทางคุณพายัพ ชินวัตร ถ้าผมจะไม่ผิด คุณธวัชวงศ์ก็เลยเอาภรรยามาลงอีกพรรคหนึ่งทันทีเลย คือของแบบนี้ประมาทกันไม่ได้ ลำพูน โดยพื้นฐานแล้ว ไม่เอาไทยรักไทย แต่ว่ายังหาตัวคนมาไม่ได้ พรรคอื่นยังหาไม่ได้ พะเยามีปัญหา เชียงรายที่ว่าหมู มันไม่หมูอย่างที่คิด เพราะว่าล่าสุดคุณมงคล จงสุทธามณี ซึ่งทางน้องชายแกก็เป็นคุณวันชัย จงสุทธามณี ก็เป็นนายกเทศมนตรีอยู่ที่จังหวัดเชียงราย น้องสะใภ้ คุณรัตนา จงสุทธามณี ก็เป็นนายกอบจ. อยู่ในจังหวัดเชียงรายและยังมีผู้ซึ่งคงกะพัน แมวเก้าชีวิต คือคุณฉัตรธวัช เป็นผู้ซึ่งมีวีรกรรมเยอะมาก สมัยก่อน แต่ว่าก็ประมาทคุณฉัตรธวัชไม่ได้ สนามเชียงรายก็จะเป็นสนามหืดขึ้นคอเหมือนกัน

สโรชา ..... ที่คุณสนธิพูดมาทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรเป็นของตายเลยนะคะ

สนธิ ..... มี คือว่ามันมีโอกาสพลิกไง ถ้าถามว่า ณ วันนี้เวลานี้ไทยรักไทยแน่นอน แต่โอกาสพลิกสูงมาก อันที่สองทางภาคกลาง ผมไม่อยากจะให้ประมาทพี่เติ้งของผม ไม่ใช่ธรรมดา ผมจะบอกให้รู้ คุณพี่เติ้ง ผมจะเรียนให้ทราบ เดินเข้าไปขอยืมตังค์เอาซื้อของสร้างบ้าน คุณพี่เติ้งบาทหนึ่งก็ไม่ให้นะ แต่ถ้าเรื่องการเมืองแล้ว ถึงไหนถึงกันเลยนะคะ ควักประเภทที่ว่ามีเซฟกี่ใบควักสู้หมด ตายเป็นตายงานนี้แล้วพี่เติ้งของผม เป็นนักการเมืองที่เซียนมาก เซียนจนประมาทไม่ได้เลย ผมจะบอกให้รู้ เพราะฉะนั้นแล้ว ที่คนบอกว่าพี่เติ้ง พี่เติ้งพยายามพูดตลอดเวลาได้ไม่เกิน 11 นะครับ ให้ระวังให้ดี ให้ระวังพี่เติ้งของผมให้ดีนะครับ เผลอๆ ได้ถึง 300-400 กว่าเปอร์เซ็นต์ที่ตัวเองต้องการ เขาวางเอาไว้เยอะ แล้วยุทธศาสตร์เขา เนื่องจากว่าเขาตั้งเป้าไว้น้อย เขาอาจจะตั้งเป้าไว้ 40-50 เสียง เขาลงเจาะได้หมด คือ 40-50 เสียง เขาบริหารได้ด้วยตัวเขาเอง กระสุนถึง เดินถึงทุกอย่าง

สโรชา ..... คุณสนธิ พูดถึงคุณพี่เติ้งแล้ว ทำไมไม่พูดถึงคุณพี่ชูบ้างละ ในกรุงเทพฯคุณพี่ชูจะเป็นยังไง

สนธิ ..... ก็เป็นส่วนหนึ่งครับซึ่งบอกว่ามีโอกาสพลิกผันมาก ที่จะกระแสเข้ามาช่วยคุณพี่ชู และคุณแบม แต่ว่าผมมั่นใจว่า เรื่องพวกนี้ตอนนี้ยังดูไม่ออก แต่ผมจะทำนายไว้ก่อน อีสานเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก คะแนนส.ส.อีสาน ผมว่าส.ส.เขตน่าจะมีซัก 140 กว่าประมาณนี้ เท่าที่ทราบ ไทยรักไทยตั้งเอาไว้ เกือบๆ จะเต็ม จะเหลือไว้ไม่กี่ที่นั่ง แต่ว่าอีสานมีอะไรหลายอย่างที่ค่อนข้างจะไม่แน่นอน อย่างเช่นสายท่านหลวงตามหาบัว ช่วงหลังท่านเทศน์ออกมา ท่านเหมือนกับไม่เอาพรรคไทยรักไทยแล้ว อย่าไปประมาทสายพระป่าเด็ดขาด ผมฝากให้คิด พระป่าเคยมาประชุมที่อโศกาติราม ในช่วงที่มาประท้วง คุณสโรชา 11,000 รูป พระหนึ่งรูปลูกศิษย์เท่าไหร่ ผมให้พระ 1 รูป ลูกศิษย์ 500 คน ผมให้ 200 คน 11,000 รูป ก็ 2 ล้านกว่าคน คือ 2 ล้านกว่าครอบครัว ครอบครัวหนึ่งตีซัก 3 – 5 คน เอา 5 คูณเข้าไป แล้วพวกนี้เป็นพวกซึ่งเอาธรรมนำหน้า ครูบาอาจารย์ว่ายังไงก็ว่าอย่างนั้น ตัวนี้คือตัวแปร

สโรชา ..... เป็นจำนวนเสียงที่มหาศาลเลยทีเดียว

สนธิ ..... เป็นตัวแปร ปัญหาในขณะนี้คือว่า ทางสายท่านหลวงตามหาบัว ท่านเทศน์ล่าสุด ท่านบอกว่าไม่เลือกใคร ไม่เลือกคือว่าเป็นการประท้วง ถ้าประท้วงแบบนี้ ปาร์ตี้ลิสต์ไทยรักไทยก็ยังได้เหมือนเดิม แต่ถ้าเกิดเปลี่ยนจุดยืนว่าไม่ประท้วง และบอกว่า เลือกใครก็ได้ ปาร์ตี้ลิสต์แต่ไม่ใช่ไทยรักไทยนี่ หายไปหลายล้านเสียงเลย 70 เสียงที่จะเป็นปาร์ตี้ลิสต์จะไม่ได้ เพราะฉะนั้นแล้วเมื่อมาดูแบบนี้ คุณสโรชา เรามารวมทุกอย่างเข้ามาด้วยกัน ผมจะทำนายไว้อย่างนี้ ว่าการเลือกตั้งวันที่ 6 ก.พ. ได้กับเสียเท่านั้น กลางๆ ไม่มี หมายความว่า 2 ด้านเลย ถ้าไทยรักไทยได้ ได้จริงๆ คือ 300 ขึ้นเลย อย่าว่าแต่ 312 เลย เผลอ ๆ ถึงด้วย 350 ได้ก็ได้อย่างนั้นไปเลย เทไปเลย แต่ถ้าเสียไม่ถึง 250 คือ 200-250 คือถ้ากระแสต่างๆ ที่ผมพูด และถ้าเกิดมีการพลิกผันกันขึ้นมา ของแบบนี้ไม่แน่นอนนี่ครับ ดูกรุงเทพมหานคร เป็นตัวอย่าง แต่ ณ เวลานี้ ณ ขณะนี้ ยังพูดได้ว่า ยังอยู่ในมือของไทยรักไทยอยู่ แต่ว่าถึงเวลา ถึงวันนั้นแล้ว จิตใจคนเราไม่รู้นี่ เราไม่รู้จริงๆ

สโรชา ..... คุณสนธิ คิดว่ามันจะเปลี่ยนได้ขนาดนั้นเลยหรือค่ะ ระยะเท่านี้

สนธิ ..... ผมคิดว่าได้ ถ้าหากมีอะไรขึ้นมา คือผมก็ไม่รู้

สโรชา ..... เป็นตัวแปร

สนธิ ..... พลิกทันที เพราะว่าคราวที่แล้วพรรคไทยรักไทยที่ได้มาด้วยเนื้อๆ พรรคไทยรักไทย ไม่เท่าไหร่นะ พรรคไทยรักไทยไปรวมกับภาคอีสานก็คือความหวังใหม่ ไปรวมกับพรรคเอกภาพของคุณพินิจ จารุสมบัติ มันก็เลยทำให้มีส.ส. 243 คน และบวกปาร์ตี้ลิสต์เข้าไปอีก แต่ว่าปัญหากลับ ไม่ใช่เรื่องคะแนนการเลือกตั้ง ปัญหากับเรื่องการบริหารภายในพรรคไทยรักไทย เดี๋ยวจะคุยกัน

สโรชา ..... ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมาคุยกันค่ะ เพราะว่า สมมติสามารถที่จะมองไปข้างหน้าได้ สมมติว่า ในกรณีที่พรรคไทยรักไทยกลับมาจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง ปัญหาใหญ่คงจะไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจหรือไม่ใช่เรื่องปัญหาต่างๆ รอบๆ ด้านที่เคยประสบมา แต่กลับกลายเป็นว่าปัญหาที่จะบริหารวังต่างๆ ภายในพรรคเอง ซักครู่หนึ่งเดี๋ยวกลับมาคุยกันค่ะ

สโรชา ..... กลับมาสู่เมืองไทยรายสัปดาห์ค่ะ เราคุยกันถึงจำนวนเสียงเป็นการคาดการณ์ว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคไทยรักไทยจะได้กลับมากี่ที่นั่ง เป็นการมองทั้งสองด้านเลยนะคะ ว่าจะเอ็กซ์ตรีมทั้งสองด้านจริงหรือเปล่า คงต้องติดตามดู แต่ที่แน่ๆ ถ้าหากว่ากลับมาจัดตั้งรัฐบาลจริงอีกครั้งหนึ่ง ท่านหัวหน้าพรรคดูเหมือนว่าจะต้องบริหารภายในค่อนข้างจะเคร่งเครียดและก็ต้องค่อนข้างเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้พอสมควร ใช่ไหมค่ะ

สนธิ ..... ผมคิดว่านายกฯ ทักษิณ ตอนนี้ไม่น่าจะเครียด แต่จะเครียดจริงๆ ก็คือหลังจากที่ได้มาตามที่ท่านคิด

สโรชา ..... คือช่วงหาเสียงไม่ค่อยเครียดเท่าไหร่

สนธิ ..... ก็อาจจะเครียดนะครับ แต่คือความหนักอก หนักใจจะมีมาก ถ้าเรามาดูโครงสร้างพรรคไทยรักไทย เราต้องยอมรับ ขึ้นอยู่กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพียงคนเดียว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่สบายก็ไม่ได้ เป็นอะไรไปก็ไม่ได้ พรรคนี้ ก็คือพรรคพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะว่าขายตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ความท้าทายที่นายกฯ คนนี้จะต้องเผชิญคือว่า หนึ่ง นอกจากบริหารภายในพรรคแล้ว สองต้องตอบปัญหาสังคมให้ได้ เพราะตอนที่ตัวเองเข้ามาเล่นการเมืองในตอนแรกนั้น ตัวเองบอกว่าต้องการเอาการเมืองแบบใหม่มา การเมืองที่สะอาด นั่นคือเหตุผลที่มีคนอย่างท่านธนิต ณ นคร ธีรภัทร เสรีรังสรรค์ อาจารย์ต่างๆ เข้ามาร่วม แต่พอตอนหลังแล้ว การเมืองที่เป็นจริง เริ่มมาแทนการเมืองที่ควรเป็น คือว่าในการที่จะยึดอำนาจได้ จะต้องมีเสียง การจะได้เสียงนั้นต้องยอมรับนักการเมืองรุ่นเก่าเข้ามา

สโรชา ..... ที่เขามีฐานเสียงอยู่เดิมแล้ว

สนธิ ..... นั่นคือที่มาของคุณเสนาะ เทียนทอง วังน้ำเย็น ตอนนั้นยังจำได้ว่า ผมเดาเอาว่าท่านนายกฯ ทักษิณ คงมองว่า เมื่อทำไปซักพักหนึ่งแล้ว ทุกอย่างอยู่ตัวแล้ว ก็จะเริ่มใช้น้ำใหม่เข้ามาแทน ทีนี้พอจะเริ่มใช้น้ำใหม่เข้ามาแทน การเมือง เนื่องจากว่าตัวท่านไปตั้งประเด็นว่า จะต้องอภิปรายตัวท่านไม่ได้ ก็เลยจำเป็นต้องดึงกลุ่มต่างๆ เข้าไปรวม เมื่อรวมกลุ่มต่างๆ เข้าไปรวม เมื่อตัวเองไม่ยอมที่จะให้ถูกอภิปราย ตัวเองก็ต้องเมนเทน จะต้องเก็บเอาไว้อย่างน้อย 300 เสียงขึ้นไป 300 เสียงก็หมายความว่าตัวเองต้องยอมที่จะเสียสละอุดมการณ์ในเรื่องการเมืองที่สะอาดไป อีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะคงไว้ 300 เสียง เมื่อกาลเป็นเช่นนี้แล้ว ปัญหาที่สำคัญคือว่านักการเมืองรุ่นเก่า หรือแม้กระทั่งรุ่นใหม่ เล่นการเมืองเพื่อจะเป็นรัฐมนตรีกันทั้งนั้น ทุกคน ไม่มีข้อยกเว้น อยากเป็นกันหมด เพราะฉะนั้นแล้ว คุณเสนาะ เทียนทอง หัวหน้ากลุ่มวังน้ำเย็น มีอำนาจมาก นายกฯ ก็เลยต้องการคานอำนาจวังน้ำเย็น ก็เลยให้น้องสาวตัวเองคุณเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ตั้งกลุ่มวังบัวบานขึ้นมา เพื่อเอามาคานวังน้ำเย็น ในวังบัวบานก็เลยดึงเอาคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน และคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกัน สร้างกลุ่มวังบัวบานขึ้นมา เพื่อไม่ให้อำนาจของวังน้ำเย็นมันใหญ่ วังบัวบานก็เลยมาคานวังน้ำเย็น ทีนี้จู่ๆ ก็มันก็มีวังพญานาคเข้ามาอีก คุณพินิจ จารุสมบัติ ซึ่งผมคราวที่แล้วพูดว่าเป็นเอกภาพ ไม่ใช่ พรรคเสรีธรรม คุณพินิจ จารุสมบัติ ก็เข้ามา คุณพินิจ ฐานเสียงที่เขาหนักแน่นคืออีสานเหนือ เมื่อเข้ามาแล้ว คือการแบ่งเพื่อไม่ให้วังบัวบานใหญ่ไป เอาวังพญานาคเข้ามาอีกอันหนึ่ง

สโรชา ..... ค่ะ ตอนนี้ก็มีคานอำนาจอยู่ 3 วังแล้ว

สนธิ ..... และในที่สุดก็มีวังใหม่เข้ามา วังพญาเย็น ก็คือวังของคุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ชาติพัฒนาเดิมเข้ามา คือพยายามจะใช้ทุกวิถีทางที่จะบีบคุณสุวัจน์บ้าง จนในที่สุดคุณสุวัจน์ทนความเย้ายวนใจไม่ไหว ก็เลยกระโดดเข้ามาร่วม

สโรชา ..... แต่เดี๋ยวขอนอกเรื่องนิดนึง ดิฉัน สงสัยส่วนตัวค่ะว่า ชื่อพวกนี้เขาเอามาจากไหน

สนธิ ..... วังพญาเย็นคืออีสานไงครับ คือดงพญาเย็น เวลาคุณขับรถจากกรุงเทพฯ เข้าสู่สระบุรี จากสระบุรี ต่อไปปากช่อง ย่านนั้นเขาเรียกดงพญาเย็น ฐานเขาก็คือโคราชไงครับ วังพญานาคก็คือ แม่โขง แม่น้ำแม่โขง ทำบุญบั้งไฟพญานาค คือหลายวังครับ แต่ทุกวังไปตายที่บ้านทรายทอง คือของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร เพราะฉะนั้นแล้วในที่สุดแล้ว บ้านทรายทองใหญ่ที่สุด วังไหนก็ไม่สำคัญ เพราะฉะนั้นแล้วต้องดูให้ดีๆ แต่ว่าผมจะชี้ให้เห็นอย่างหนึ่ง วันนี้วังบัวบานเปลี่ยนไปแล้ว กลายเป็นวังน้ำปิงแทนและก็วังน้ำยม คุณสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นคนสุโขทัย จังหวัดเดียวกับผม ผมเป็นคนทุ่งหลวง ต.ทุ่งหลวง อ. คีรีมาศ จ.สุโขทัย ผมเป็นคนบ้านนอกแท้ๆ เลย คุณสมศักดิ์ เทพสุทิน ตอนนี้ สร้างวังน้ำยมขึ้นมา คือปิง วัง ยม น่าน น้ำยมผ่านสุโขทัย ปิงผ่านเชียงใหม่ วังบัวบานก็เลยถูกแยกออกเป็นวังน้ำปิง คือคุณเยาวภาก็อยู่ทางโน้นไป คุณสมศักดิ์ก็อยู่ทางนี้ไป เพราะฉะนั้นแล้วมีวังน้ำยมขึ้นมาแล้ว วังบัวบานเปลี่ยนไปแล้ว กลายเป็นวังน้ำยม วังน้ำปิง วังพญาเย็น วังพญานาค ก็กลายเป็น 5 วัง ก็เลยเป็นการเมืองไทยเป็นการเมืองแบบแฟคชั่น ซึ่งไม่มีอะไรเสียหาย เพราะแอลดีพี หรือเดโมแครต ปาร์ตี้ของญี่ปุ่น ก็เป็นแฟคชั่นเหมือนกัน แฟคชั่นของนายคนนี้ แฟคชั่นของคนนั้น นาทีนี้แฟคชั่นนี้เป็นนายกฯ แฟคชั่นตรงนี้จะแบคเอา แอลดีพีกับอัมโนคล้ายกัน อัมโนก็แฟคชั่นเหมือนกัน แอลดีพี อัมโน ต่างกับไทยรักไทย ตรงที่ว่าแอลดีพีกับอัมโนไม่มีผู้นำที่ตายตัว สามารถสลับสับเปลี่ยนกันได้ อย่างเช่นมหาเธร์ลง มหาเธร์ก็ตั้งบาดาวีขึ้นมา ถึงแม้มหาเธร์จะอยู่เบื้องหลังบาดาวีพอสมควร แต่ว่ามหาเธร์ อิทธิพลก็ค่อยถดถอยลง ถ้าจะเทียบไทยรักไทย ไทยรักไทยก็คือ พีเพิลแอคชั่นปาร์ตี้ของสิงคโปร์

สโรชา ..... ค่ะ คือไม่มีนัมเบอร์ทู

สนธิ ..... ถ้าจะเทียบไทยรักไทย นายกฯ ทักษิณ คือลี กวน ยู ในอนาคตถ้านายกฯ ทักษิณ ไม่เล่นการเมือง ตั้งทายาทมาก็จะอยู่เบื้องหลังทายาทคนนี้ ฉะนั้นคนที่ถืออำนาจจริงก็ยังเป็นนายกฯ ทักษิณ อยู่ ถ้าจะวิเคราะห์เหมือนปัจจุบัน นายลี เซียน ลุง ตั้งแต่นายลี กวน ยู ลงมา นายโก๊ะ จ๊ก ตงขึ้นมา ก็นายลี กวน ยู สั่งการ นายลี เซียน ลุง ก็เป็นลูกนายลี กวน ยู เพราะฉะนั้นแล้วท่านนายกฯ ทักษิณจะหาทายาทที่ไหน ไม่มีความหมาย เพราะนายกฯ ตัวจริงก็ยังคงเป็นพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอยู่ ทีนี้ปัญหาคือการที่จะบาลานซ์คนพวกนี้จะบาลานซ์ยังไง เพราะว่า วงของไทยรักไทยจะแบ่งเป็น วงในสุด คือวงเด็กในบ้าน รัฐมนตรีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นี่วงเด็กในบ้าน นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ในบ้าน หมอเลี้ยบก็เด็กในบ้าน คำว่าเด็กในบ้านหมายความว่าจะให้เป็นรัฐมนตรีก็เป็น จะไม่ให้เป็นก็ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น เอาไปนั่งที่ไหนก็ไม่มีอะไรบ่น เลื่อนจากรัฐมนตรีเป็นรองนายกฯ ก็ไม่ว่ากัน เสร็จเรียบร้อยจากรองนายกฯ มาที่เก่าก็ไม่ว่ากัน แต่เด็กในบ้านนั้นจะเป็นหัวใจ จะนั่งกุมหัวใจที่สำคัญ จะกุมไอซีที จะกุมพลังงานและจะกุมคลัง 3 กระทรวงนี้จะไม่ให้ใครเลย นอกจากคนซึ่งเป็นคนซึ่งไว้เนื้อเชื่อใจอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ รอบนอกออกมาคือพวกสัมปทาน พวกเสียค่าต๋ง คืออุดหนุนพรรคด้วยเงินทอง และก็สามารถที่จะได้ตำแหน่งไป ไม่ว่าจะเป็นท่านรัฐมนตรีอดิศัย คุณประชา มาลีนนท์ หรือว่าคุณวัฒนา เมืองสุข พวกนี้จะมีกลุ่มธุรกิจคอยแบ็ค พอแบ็คเสร็จเรียบร้อยแล้วก็สามารถที่จะเป็นรัฐมนตรีได้ วงนอกสุด คือสัมปทาน สัมปทานแปลว่าอะไร แปลว่าคุณพินิจ วังพญานาคใช่ไหม รับผิดชอบอีสานเหนือ กี่เสียงไปหามา ทำให้ได้ตามรับปาก แต่ละคนจะมีสัมปทานต้องทำให้ได้ เมื่อทำได้แล้วมารวม รวมทั้งคุณเนวิน ชิดชอบ

สโรชา ..... นี่ก็อยู่ในกลุ่ม

สนธิ ..... อยู่ในกลุ่มสัมปทานเหมือนกัน แต่เผอิญคุณเนวินต่าง พิเศษนิดนึง คุณเนวิน พึ่งพาหมอพรหมินทร์ ซึ่งเป็นนักเรียนสวนกุหลาบรุ่นพี่ พาไปแนะนำให้รู้จักกับบ้านทรายทอง ก็เข้าไปทำงานให้บ้านทรายทอง แสดงฝีมือ คุณเนวิน ก็ถือว่าเป็นเด็กที่เกาะริมรั้ว ยังไม่อยู่ข้างใน แต่ก็ยังมีสิทธิ์ที่จะยืนริมรั้วได้ คุณเนวิน กับคุณสมศักดิ์ ไม่ถูกกัน เรื่องลำไย คุณจะฟังการเมืองไม่ใช่เหรอ จะฟังการเมืองคุณต้องฟัง ต้องรู้หมด ความขัดแย้งคุณเนวิน คุณสมศักดิ์ ภายในรู้กันอยู่แล้ว ถ้าคุณสมศักดิ์มีส.ส.ในมือ 80 คน เอาเข้ามา ถามว่านายกฯจะไม่ให้ตำแหน่งคุณสมศักดิ์เหรอ ใช่ไม่ใช่ ถ้าไม่ให้ตำแหน่งคุณสมศักดิ์ 80 เสียงจะอยู่ที่ไหน คุณสโรชา อย่าลืมนะว่าวันที่เลือกนายกฯ นั้นเป็นวันฟรีโหวต

สโรชา ..... คือไม่มีสังกัดพรรคทั้งสิ้น

สนธิ ..... เพราะฉะนั้นแล้ว ผมถึงบอกว่า นายกฯ ทักษิณ จะเหนื่อยใจที่สุดและหนักอกที่สุด ว่าจะบริหารกลุ่มนี้ยังไง

สโรชา ..... คือจะให้อะไรกับใครเพื่ออะไร

สนธิ ..... นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ได้อำนาจมาแล้ว แต่จะบริหารอำนาจ อย่างไรเพื่อให้ลงตัว ตรงนี้ซิยาก และเมื่อท่านนายกฯ ท่านกำหนดเป็นกติกาไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่เชิงกติกา ท่านประกาศเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้ว่างวดหน้าจะเอาคนใหม่ๆ มาเป็นรัฐมนตรี และจะทิ้งคนอย่างสมศักดิ์ เทพสุทิน ไว้ที่ไหน ถ้าเอาคุณเนวิน ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี ชาวบ้านจะว่าหรือเปล่า ถ้าเอาคุณเนวิน ที่มี 20 เสียงที่บุรีรัมย์และแถวๆ ยโสธร มาเป็นรัฐมนตรี และไม่เอาสมศักดิ์มา ไม่เอาพินิจมาจะว่ายังไง และยังมีน้องสาวตัวเอง คุณเยาวภา ซึ่งทำงานมาตลอด คุณเยาวภาไม่ได้เป็นหรือไง คือผมคิดว่าการบริหารภายในจะปวดหัวมาก

สโรชา ..... เป็นคำถามซึ่งวนเวียนตลอดเวลา

สนธิ ..... นี่คือวันที่เราพูดถึงการเมืองที่เป็นจริงนะ เมื่อเราพูดถึงการเมืองที่เป็นจริงมันจะเป็นเช่นนี้ เสร็จเรียบร้อยถ้านายกฯ กลับมาเล่นแบบนี้อีก คำถามก็ถามต่อ ก็ไหนบอกว่า จะเล่นการเมืองแบบใหม่ไง

สโรชา ..... มันจะเป็นจริงได้มากน้อยขนาดไหน

สนธิ ..... นั่นแหละ ผมคิดว่าลักษณะกิ้งกือหกคะเมนอาจจะเกิดขึ้น ต้องบริหารให้ดี ๆ

สโรชา ..... ค่ะ เพราะฉะนั้นนะคะ คุณผู้ชม รายการนี้ถือว่าเป็นรายการทิ้งท้ายปีเก่า ดุเด็ดเผ็ดมันสมกับที่เป็นคุณสนธิ ลิ้มทองกุลจริงๆ ค่ะ พักซักครู่ เดี๋ยวกลับมาคุยกันในช่วงสุดท้ายค่ะ

สโรชา ..... กลับมาช่วงสุดท้ายของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ค่ะ มองย้อนซักนิดนึงไหมค่ะว่าปี 2547 ที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง

สนธิ ..... คุณมองว่าไง

สโรชา ..... ดิฉันยังหวาดผวาเรื่องเด็กเมื่อซักครู่นี้อยู่

สนธิ ..... คุณสโรชา ถือว่าเป็นของขวัญวันปีใหม่ให้ท่านผู้ชมแล้ว ถ้าอยากฟังการเมืองเราต้องรู้ความขัดแย้งภายในพรรค ที่พูดออกมานี่ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องที่ผมกำลังไปต่อว่าพรรคไทยรักไทย ไม่ใช่ ผมกำลังเล่าข้อเท็จจริง พรรคประชาธิปัตย์ สมัยก่อนก็ขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคุณประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ไม่ถูกกับทางกลุ่มคุณชวน หลีกภัย ไม่ถูกกันเพราะอะไร มันมีมาตลอด เป็นเพียงแต่ว่านักการเมืองชอบปกปิด ทีนี้ถ้าเราเป็นนักวิเคราะห์ข่าว เราต้องเอาความขัดแย้งให้ประชาชนฟัง ประชาชนก็จะได้รู้ว่า พอถึงวันนั้นแล้ว ถ้าหากเกิดท่านนายกฯ ท่านไม่ตั้งสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นรัฐมนตรีแล้วเกิดมีการเบี้ยวกันในสภา

อ๋อ จำได้ก็เพราะเหตุนี้ คือผมอยากให้คนไทยดูการเมืองในสถานภาพด้วยความเป็นจริง มากกว่าจะไปดูและฟังทุกคนพูดว่า ไม่จริง ไม่มีความขัดแย้ง สังเกต เมื่อใดก็ตามที่หนังสือพิมพ์ สื่อมวลชนรายงานความขัดแย้ง ทุกคนจะบอกว่าไม่จริง เรื่องนี้ พูดไร้สาระ แต่ว่าในที่สุดแล้วก็เป็นอย่างนี้ทุกที ชีวิตพวกเราที่ทำงานด้านสื่อมวลชน เป็นอย่างนี้ทุกที จริงๆ แล้วถ้าฟังด้วยจิตใจที่เป็นธรรม กลับจะเป็นเรื่องที่ประเทืองปัญญา และในขณะเดียวกัน คนซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ก็สามารถที่จะใช้เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้มาแก้ไขได้ ถ้าอย่างนั้นแล้วจะทำยังไงดี ยังมีเรื่องประธานสภาอีก

สโรชา ..... ทำไมค่ะ ประธานสภา

สนธิ ..... ประธานสภา เดิมทีตั้งเอาไว้ ให้คุณสุชาติ ตันเจริญ พอคุณสุชาติ ตันเจริญ ไทยรักไทย เดิมทีเป็นรองประธานสภา งวดนี้ก็หวังเป็นประธานสภา แต่มาล่าสุดก็มีการคิดที่จะวางตัวคุณสมชาย สุนทรวัฒน์ เหตุผลของคุณสมชาย สุนทรวัฒน์นั้นเป็นคู่เขยคุณบุญคลี ปลั่งศิริ คุณสมชาย สุนทรวัฒน์ก็เป็นนักการเมืองเก่า พรรคไทยรักไทยเหมือนกัน ถ้ามองในลักษณะผู้บริหาร ก็อยากเอาคนซึ่งตัวเองไว้ใจที่สุด ระหว่างคุณสมชาย สุนทรวัฒน์กับคุณสุชาติ ตันเจริญ ทางบ้านทรายทองหรือทางคุณบุญคลี หรือทางพรรคไทยรักไทยที่อยู่วงใน ย่อมไว้ใจคุณสมชาย สุนทรวัฒน์มากกว่าคุณสุชาติ ตันเจริญ คำถามคือตกลงกันได้หรือเปล่า ถ้าตกลงกันได้ก็จบ

ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็จะหักทางนี้ และเกิดคุณสุชาติ ไม่ยอม ถ้าไม่ยอมก็หมายความว่า ทางฝ่ายคุณสุชาติ ก็มีเสียงอยู่บ้าง จะทำยังไงตอนนี้ ในขณะเดียวกัน ถ้าหากคุณสุชาติยอม คุณสุชาติ บอกว่าผมขอรัฐมนตรีซักตำแหน่งได้ไหม แล้วจะทำยังไง คุณสโรชา มันไม่หมูหรอก เรื่องพวกนี้ เชื่อผมซิ การตั้งรัฐบาลปวดหัวที่สุด เพราะว่าในที่สุดแล้ว ประสานความขัดแย้งเสร็จแล้ว ยังจะต้องมาอธิบายให้ประชาชนฟังอีกนะ ว่าทำไม บางทีพูดจา ไม่อยากจะพูดแต่ต้องพูด พูดแล้วอึดอัดใจ ลำบาก คือประชาชนมองการเมืองที่ควรจะเป็น แต่ว่าคนที่เป็นนายกฯ หรือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังทำการเมืองที่เป็นจริง คือไปเจอของจริง ความจริงที่เป็นอย่างนี้ ถึงใจอยากจะทำ บางครั้งก็ติดอุปสรรคอะไรหลายอย่าง

สโรชา ..... ค่ะ ก็เป็นที่น่าเข้าใจได้

สนธิ ..... แล้วปีใหม่ คุณจะมีอะไรบอกท่านผู้ชมที่บ้านบ้าง

สโรชา ..... ได้ค่ะ โอเค ก่อนอื่นเลยดีกว่านะคะ อยากจะขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เสียงตอบรับที่ได้มาน่าปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่งนะคะ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงทีเดียว อยากจะอวยพรให้ทุกท่านๆ มีความสุข สุขภาพกาย และใจแข็งแรง และก็ฝ่าฟันอุปสรรคที่จะอาจจะเกิดขึ้นด้วยสติ ด้วยปัญญาอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อที่จะฝ่าฟันปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตได้

สนธิ ..... คุณแย่งคำว่าสติกับปัญญาผมไปซะแล้ว

สโรชา ..... ก็แอ้มจัดกับคุณสนธิมาเป็นปีๆ แล้วเนี่ยจะไม่ซึมซับบ้างหรอกหรือค่ะ

สนธิ ..... ก็ปีใหม่นี้นะครับท่านผู้ชม พวกเราทำรายการนี้มาก็ตั้งแต่เดือน ก.ค. ปี 2546 ถ้านับปี 2547 ปีนี้ก็ทำมาตั้งแต่ต้นปีจนกระทั่งสิ้นปีแล้ว สิ่งหนึ่งซึ่งผมไม่ได้ภูมิใจหรือไม่ภูมิใจ แต่สิ่งหนึ่งผมได้พิสูจน์ ให้ท่านผู้ชมและสังคมได้เห็น ว่ารายการที่มีสาระให้ปัญญากับประชาชนนั้นอยู่ได้ ผมพูดตลอดเวลา และผมไปกล่าวสุนทรพจน์ที่ไหน ผมก็จะพูดตลอดเวลา ว่าโทรทัศน์เมืองไทยนั้นน้ำเน่า ไม่ได้ให้ปัญญากับประชาชน ทุกคนเน้นไปเรื่องการตลาด เพื่อหวังกำไรอย่างเดียว

เมื่อหวังกำไรแล้ว การเสนอองค์ความรู้ หรือให้ปัญญากับเด็กเล็ก เด็กวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ไม่ใช่ว่าผู้ใหญ่ทุกคนอยากจะดูละคร หรืออยากจะดูเกมโชว์ ก็ยังมีคนอีกไม่น้อย ที่อยากจะได้องค์ความรู้บ้าง ผมฝากเอาไว้ว่า รายการนี้ได้พิสูจน์ออกมาให้เห็นชัด อย่างแน่เลย ว่าถ้าเป็นรายการที่ให้องค์ความรู้และให้องค์ความรู้ได้จริงๆ ประชาชนจะดู นั่นอันแรก อันที่สอง รายการนี้เป็นรายการที่พูดและวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง เป็นการวิเคราะห์อย่างมืออาชีพที่สุด

ผมไม่แน่ใจว่ารายการนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน แต่เอาเป็นว่า อยู่ได้นานแค่ไหนก็แค่นั้น ถ้ารายการนี้มีอันเป็นไปต้องเลิกไปก็จะไม่มีการร้องโวยวาย หรือทำอะไรที่จะออกมาเสียอกเสียใจ ไม่ได้เสียใจ เพราะว่าทำหน้าที่ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ที่รักชาติ รักแผ่นดินจริงๆ และที่สำคัญที่สุด อย่างที่คุณสโรชาได้พูดไป ปีใหม่นี้อยากให้คนไทยและสังคมไทยมีสติ สตินั้นเหมือนประตู หน้าต่าง ถ้าเราไม่มีสติ เราก็ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่างๆ สิ่งเลวร้าย สิ่งเหม็น ๆ อะไร พัดผ่านเข้ามา เราก็รับไปหมด แต่ถ้าเรามีสติ อะไรที่ไม่ดี เราก็ปิดประตู ปิดหน้าต่าง เราก็ไม่ต้องเจอมัน เมื่อไม่ได้เจอแล้ว เราก็จะก่อให้เกิดปัญญา เมื่อปัญญาเกิดขึ้นแล้ว เราก็จะทำสิ่งที่ถูกต้อง เราก็จะไม่ทำสิ่งที่ผิด

เราก็จะไม่ไปหมกมุ่นกับสิ่งที่ชั่วร้ายและในที่สุดเมื่อเรามีปัญญา เราทำสิ่งที่ถูกต้อง เราก็จะเริ่มเข้าใจในหลักธรรมของคำว่าสันโดษ ก็คือการมีเท่าไหร่ ใช้เท่านั้น เมื่อเราเข้าใจคำว่าสันโดษ เราก็จะเข้าใจพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง ก็คือว่าอยู่กันอย่างพอเพียง อย่าอยู่กันอย่างฟุ่มเฟือย อย่าอยู่กันอย่างบริโภคนิยม ทั้งหมดนี้ ผมก็ขอฝากท่านผู้ชมที่บ้านและสุดท้ายนี้ ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกนี้ ตลอดจนองค์พระสยามเทวาธิราช จงช่วยดลบันดาลและก็ประทานพรให้ท่านผู้ชมและคนไทยทุกคนในสังคมไทย จงมีความสุขสวัสดี มีสุขภาพพลานามัยที่ดี มีสติที่สมบูรณ์ และก็ก่อให้เกิดปัญญา สวัสดีครับ

สโรชา ..... ค่ะ หมดเวลาแล้วค่ะสำหรับเมืองไทยรายสัปดาห์ กลับมาพบกันใหม่ปีหน้านะคะ ขอบพระคุณสำหรับการติดตามค่ะ สวัสดีค่ะ

สนธิ ..... สวัสดีครับ

    โดย : นสพ. ผู้จัดการออนไลน์     เมื่อ : 25/12/2004 05:57 PM


ความคิดเห็นที่: 26


4 พรรคสงบศึกชั่วคราว ไว้อาลัยเหยื่อสึนามิ
โดย ... นสพ.มติชน วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2547



เหตุการณ์คลื่นยักษ์ "สึนามิ" ..... ถล่ม 6 จังหวัดภาคใต้ชายฝั่งทะเลอันดามัน สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างประเมินค่าไม่ได้ โดยเฉพาะผู้เสียชีวิตในประเทศไทยมียอดพุ่งไปกว่า 1,500 คนและไม่มีทีท่าว่าตัวเลขจะยุติลงง่ายๆ กับสถานการณ์ความทุกข์ระทมของชีวิตผู้คน บรรดาพรรคการเมืองที่อยู่ในช่วงออกปราศรัยหาเสียง เนื่องจากใกล้เลือกตั้งในต้นเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ต้องหันมาทบทวนการดำเนินการทางการเมือง เพราะช่วงนี้คงไม่มีผู้คนจะให้ความสนใจการเมืองเรื่องการเลือกตั้งอีกแล้ว ทำให้พรรคการเมืองต่างยุติกิจกรรมทางการเมืองทุกรูปแบบ หันมาช่วยเหลือผู้คนที่ประสบภัยตามแต่ที่จะทำได้

4 พรรคการเมืองใหญ่ .....
มีลักษณะคล้ายๆ ขอสงบศึกชั่วคราว เพื่อให้เวลาได้เยียวยาความรู้สึกของผู้คนไปก่อน

ซึ่งเรื่องนี้ ..... "นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ" โฆษกพรรคไทยรักไทย ประกาศว่า ทางพรรคคงยุติกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ ไปจนถึงช่วงหลังเทศกาลปีใหม่ การเดินสายจัดเวทีปราศรัยในช่วงนี้จะไม่มี ซึ่ง ส.ส.ทุกคนเข้าใจ ส่วนการพบปะประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ก็คงจะมีบ้างตามธรรมเนียม แต่ไม่ใช่เพื่อหาเสียง ซึ่งอาจจะเป็นการไปประสานงานเพื่อระดมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้มากกว่า โดยตอนนี้บุคลากรของพรรคส่วนหนึ่งก็ได้ไปช่วยงาน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรค เพื่อช่วยฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยในภาคใต้ เราไม่ได้ถือว่าเป็นงานทางการเมือง แต่ถือว่าเป็นหน้าที่ของชาวไทยทุกคน ... หลังปีใหม่ไปแล้ว ปฏิทินทางการเมืองต่างๆ ก็ต้องเดินหน้าต่อไป แต่เราจะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง แต่เชื่อว่าตั้งแต่วันที่ 7 มกราคมปีหน้าไปทุกอย่างคงเข้าที่เข้าทางแล้ว ซึ่งในวันนั้นจะเป็นวันแรกของการรับสมัคร ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ ทางพรรคอาจจะเอาจุดนี้เป็นเริ่มต้นการสตาร์ตงานทางการเมือง โดยตามแผนเดิมวางไว้ว่าหลังการสมัครเสร็จจะมีการเปิดปราศรัยใหญ่ใน กทม.ทันที และได้มีการขอใช้พื้นที่บริเวณวงเวียนใหญ่ไว้ แต่ กทม.ยังไม่ได้ตอบมาว่าอนุญาตหรือไม่ อย่างไรก็ตามทางพรรคได้เตรียมสถานที่สำรองไว้อีก 2-3 แห่ง

ด้าน "นายองอาจ คล้ามไพบูลย์" ..... โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ทางพรรคได้แจ้งสมาชิกพรรคทุกคนให้งดกิจกรรมทางการเมืองทั้งหมดในช่วงนี้ แล้วให้มาช่วยทำหน้าที่ในการประสานงานพื้นที่เพื่อรับบริจาคสิ่งของต่างๆ ไปช่วยผู้ประสบภัยในภาคใต้ โดยในต่างจังหวัดให้แต่ละพื้นที่เป็นคนกลางรวบรวมไปไว้ที่ศาลากลางจังหวัด ส่วนใน กทม.ให้มารวมที่พรรค และทางพรรคจะนำไปให้มูลนิธิต่างๆ ต่อไป ส่วนงานเทศกาลปีใหม่นั้นทางพรรคให้ทุกคนไปร่วมได้ตามปกติ ... ทางพรรคจะรอดูสถานการณ์ต่างๆ ก่อน ยังไม่มีการกำหนดว่าจะเริ่มเดินหน้าทางการเมืองเมื่อไหร่ ซึ่งในระดับแกนนำจะมีการโทรศัพท์ติดต่อพูดคุยกันตลอดและหากจะมีมติในเรื่องใดก็จะเรียกสมาชิกมาประชุมกันอีกครั้ง แต่ขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดว่าหลังปีใหม่ต้องเริ่มเดินหน้าทันที ต้องดูเหตุการณ์บ้านเมืองก่อน

ส่วน "น.ส.จณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์" ..... โฆษกพรรคชาติไทย กล่าวว่า พรรคชาติไทยให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ได้แจ้งให้ว่าที่ผู้สมัครของพรรคช่วยรณรงค์ในเรื่องของการบริจาคสิ่งของไปช่วยผู้ประสบภัยในภาคใต้ แต่ให้ทำในลักษณะที่ไม่ใช่การหาเสียง ... ตามกำหนดการเดิมในวันที่ 5 มกราคม ทางพรรคจะมีการปฐมนิเทศว่าที่ผู้สมัครของพรรคทั่วประเทศ เพื่อลุยหาเสียงในช่วงเดือนสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น ในวันที่ 30 ธันวาคมนี้ในพรรคจะหารือกันอีกครั้งว่าจะยืนยันกำหนดการเดิมหรือไม่ นอกจากนี้ตามที่รัฐบาลให้ทุกฝ่ายช่วยกันจัดกิจกรรมบำเพ็ญกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิต ในเวลา 19.00 น.วันที่ 30 ธันวาคมนี้นั้น ทางพรรคได้แจ้งแก่ผู้สมัครทุกคนแล้วว่าให้จัดกิจกรรมในพื้นที่ โดยเชิญชวนประชาชนมาร่วมกันบำเพ็ญกุศลบริเวณศาสนสถานในพื้นที่นั้นๆ

"นายอภิชาติ ทองอยู่" ..... โฆษกพรรคมหาชน มองว่า พรรคได้งดกิจกรรมทางการเมืองทั้งหมดแล้วให้สมาชิกพรรคระดมกันไปช่วยผู้ประสบภัย โดยทำร่วมกับชุมชนและมีการจัดศูนย์รับบริจาคในทุกพื้นที่ แต่ไม่ให้ทำในนามพรรค แต่ให้ทำในฐานะประชาชนไทยคนหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีการจัดทีมงานลงไปช่วยฟื้นฟูพื้นที่ประสบเหตุ โดยให้ลงไปศึกษาดูความเสียหายและวางแผนในการฟื้นฟู เพื่อเสนอแผนแก่รัฐบาลและชุมชนต่อไป ... ช่วงนี้เราก็ยังมีการประชุมภายในอยู่ เพื่อวางแผนยุทธศาสตร์ในการหาเสียงเลือกตั้งช่วงโค้งสุดท้าย โดยจะเริ่มหาเสียงตั้งแต่วันที่ 4 มกราคมเป็นต้นไป และจะเริ่มในพื้นที่ภาคใต้เป็นพื้นที่แรก


เกาะติดเหตุการณ์ แผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์ ได้ที่นี่ นะคะ




    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 30/12/2004 10:34 AM


ความคิดเห็นที่: 27


ภัยร้าย สึนามิ ฉายสะท้อน ภาพงาม การเมืองไทย
โดย ... เชิงอรรถ ดรรชนี .. คอลัมน์ จับกระแส .. นสพ.มติชน 30 ธ.ค. 2547



ไม่ว่าจะเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ..... หรือ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน หรือ นายบรรหาร ศิลปอาชา ตลอดจน นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ล้วนเห็นตรงกัน

พลันที่คลื่นยักษ์สึนามิปรากฏขึ้น .....
ในพื้นที่ของ กระบี่ ภูเก็ต ตรัง ระนอง พังงา สตูล เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547

ก่อความสูญเสียทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างใหญ่หลวง ..... ทุกหัวหน้าพรรคการเมืองประกาศตรงกัน ของดกิจกรรมหาเสียงลงชั่วคราว และทุกพรรคก็พร้อมรวมศูนย์กำลังเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยจากคลื่นยักษ์

นี่ย่อมเป็นภาพอันงดงามทางการเมือง ..... เป็นวุฒิภาวะที่สะท้อนให้เห็นว่า นักการเมือง พรรคการเมือง ของไทยพร้อมจะละวางในเรื่องการแข่งขันเมื่อเผชิญกับภัยที่คุกคามและทำความเดือดร้อนให้กับประชาชน วุฒิภาวะนี้เป็นสำนึกร่วมที่ควรยกย่อง

อย่างน้อยที่สุดก็เป็นสำนึกร่วมที่ร่วมกันรับผิดชอบต่อปัญหาของชาติ .....

สำหรับรัฐบาล ..... ไม่เพียงแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปยังจุดที่เกิดเหตุเท่านั้น หากแต่ในที่ประชุม ครม.ก็มีมาตรการต่างๆ ออกมา ทั้งมาตรการช่วยเหลือในทางวัตถุและมาตรการช่วยเหลือในทางจิตใจ

มติ ครม.ให้ลดธงลงครึ่งเสา ..... แสดงความคารวะนอกเหนือจากแด่ คุณพุ่ม อันเป็นที่รักแล้วยังแด่ทุกชีวิตที่เสียไปในโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ... ขณะเดียวกัน แม้รัฐบาลไม่สามารถออกคำสั่งได้ แต่ก็ได้ขอร้องอย่างนุ่มนวลไปยังสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ให้งดรายการบันเทิง และรวมศูนย์ในการรายงานข่าวการช่วยเหลือและแสดงน้ำใจไมตรีของคนไทย

เพราะว่า ..... โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นเป็นโศกนาฏกรรมร่วมของคนไทยทั้งประเทศ ... เข็มนาฬิกาจึงหยุดในเรื่องนี้อย่างเป็นการเฉพาะ ทุกองคาพยพในทางสังคมก็รวมศูนย์ไปยังเรื่องนี้เพื่อสร้างสำนึกร่วม สำนึกร่วมแห่งความเป็นไทย สำนึกร่วมแห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว

แน่นอน ..... เมื่อทุกพรรคการเมืองให้ความเห็นชอบกับมาตรการของรัฐบาลจึงไม่ยากที่จะขับเคลื่อนสำนึกร่วมนี้ให้ก้าวเดินไปข้างหน้า.....สำนึกร่วมนี้เองคือสำนึกร่วมแห่งความเป็นชาติ

เบื้องหน้าสถานการณ์เช่นนี้ ..... คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ก็มีมติอันสะท้อนลักษณะยืดหยุ่นให้เป็นที่ปรากฏ ... ถ้อยแถลงอันเป็นมติของ กกต.งดงามอย่างยิ่งในความรู้สึก

ประการ 1 ..... กกต.เห็นว่า กรณีที่เกิดขึ้นเป็นภัยพิบัติของมวลมนุษยชาติ เพราะไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะไทยประเทศเดียว แต่เกิดขึ้นกับอีกหลายประเทศ

ประการ 1 ..... กกต.อนุโลมให้พรรคการเมืองสามารถแสดงบทบาทช่วยเหลือได้

ประการ 1 ..... กกต.เห็นว่า การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในส่วนของรัฐบาลไม่มีกำหนดระยะเวลาห้ามเพราะถือว่าเป็นหน้าที่บริหารประเทศ

คนที่เป็นรัฐมนตรีตอนนี้ .....
สามารถทำหน้าที่ได้เต็มที่ เพราะยังไม่เป็นผู้สมัคร ส.ส.

ประการ 1 ..... กกต.เน้นด้วยว่า "ขอว่าในยามภัยพิบัติเช่นนี้ที่ทุกคนต้องการความช่วยเหลืออย่าได้เอาเหตุนี้ไปเป็นข้อได้เปรียบเสียเปรียบ มาร้องเรียนกล่าวหาเอาโทษกัน"

ตรงนี้แหละที่สำคัญ เบื้องหน้าโศกนาฏกรรม
ทุกองคาพยพของสังคมไทยล้วนมีจิต 1 ใจเดียว เพื่อช่วยเหลือและเยียวยา ...!!!



เกาะติดเหตุการณ์ แผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์ ได้ที่นี่ นะคะ



    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 30/12/2004 01:15 PM


ความคิดเห็นที่: 28


ขอชื่นชม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร .....
ผู้สวมเสื้อเชิ้ต สวมบู๊ตยางย่ำโคลนตมเยี่ยมเยียนผู้ประสบภัยพิบัติ
เข้าถึงทุกปัญหาอย่างเข้มแข็ง ฉับไว ทันเหตุการณ์
เป็นการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของคนไทยอย่างแท้จริง ..........!!!!!!!


    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 1/01/2005 09:10 AM


ความคิดเห็นที่: 29


โพลชี้ผลจากสึนามิ “ทักษิณ” ได้รับความนิยมเพิ่ม เทใจให้หมอพรทิพย์เกินร้อย
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 3 มกราคม 2548 12:01 น.

เอแบคโพลเผยผลสำรวจ ..... พบคนไทยร้อยละ 67.2 ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับคลื่นยักษ์ทุกวัน และทั้งหมดเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ร้อยละ 82.1ระบุต้องการให้สร้างระบบเตือนภัย ชี้ชัดศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นทำให้รัฐบาลและคะแนนนิยมในตัวของนายกรัฐมนตรีเพิ่มสูงกว่าที่ผ่านมา ส่วนคนที่ประชาชนพอใจในการทำงานมากสุดคือ “พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์”


คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่นะคะ...!!

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 3/01/2005 06:10 PM


ความคิดเห็นที่: 30


คลิกชมรายการถึงลูกถึงคนย้อนหลัง ได้ที่นี่นะคะ

6 ม.ค.48 ..... ฟื้นฟู อันดามัน
5 ม.ค.48 ..... สัมภาษณ์พิเศษ นายกฯ ทักษิณ
4 ม.ค.48 ..... ภารกิจพวกเรา พาพวกเขากลับบ้าน
3 ม.ค.48 ..... พลิกฟื้นหลังคลื่นยักษ์ถล่มภาคใต้ บ้านน้ำเค็ม จ.พังงา
31 ธ.ค.47 ..... เกาะติดการพลิกฟื้นหลัง คลื่นยักษ์ถล่มภาคใต้
30 ธ.ค.47 ..... พลิกฟื้นหลัง คลื่นยักษ์ถล่มภาคใต้ ช่วงที่ 2
30 ธ.ค.47 ..... พลิกฟื้นหลัง คลื่นยักษ์ถล่มภาคใต้ ช่วงที่ 1
29 ธ.ค.47 ..... มหันตภัยคลื่นยักษ์ถล่มภาคใต้ ช่วง 2
29 ธ.ค.47 ..... มหันตภัยคลื่นยักษ์ถล่มภาคใต้ ช่วง 1
28 ธ.ค.47 ..... ภัยพิบัติ สึนามิ ถล่มภาคใต้ ช่วงที่ 2
27 ธ.ค.47 ..... รายงานเกาะติดคลื่นยักษ์ถล่มภาคใต้





    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 7/01/2005 03:56 AM


ความคิดเห็นที่: 31


ผลจับเบอร์สส.ปชป.=4 : ทรท.= 9: มหาชน= 11:ชท.= 1
โดย ..... นสพ.ผู้จัดการรายวัน วันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2548

จับแล้ว เบอร์พรรคการเมือง บรรดาพรรคใหญ่ต่างสมหวัง ได้เลขเดี่ยว เลขโดด โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้หมายเลข 4 ไทยรักไทย หมายเลข 9 มหาชน หมายเลข 11 และพรรคชาติไทย คว้าหมายเลข 1 ไปครอง

วันนี้ (7 ม.ค.) เมื่อเวลา 08.30 น. การเริ่มรับสมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เริ่มขึ้นโดยพล.ต.ต.เอกชัย วารุณประภา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวรายงานว่า มีพรรคการเมืองลงเวลาทั้งสิ้น 13 พรรค ซึ่งถือว่ามาถึงพร้อมกัน ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดี โดยเชื่อว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยแน่นอน และจากการที่พรรคการเมืองมายื่นบัญชีก่อนเวลา 08.30 น. ซึ่งถือว่ามาพร้อมกัน และหากพรรคการเมืองไม่สามารถตกลงเลือกเบอร์กันได้ ก็จะต้องดำเนินการจับสลากต่อไป

จากนั้นพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธานกกต.กล่าวว่า ทุกพรรคมาถึงก่อน 08.30 น. ถือว่ามาถึงพร้อมกัน ซึ่งจะขอให้หน.พรรคหรือผู้แทนพรรค หารือกัน ว่าจะตกลงเลือกเบอร์ หรือจับสลาก

ปรากฏว่า หัวหน้าพรรคต่างๆได้ตกลงที่จะให้มีการจับสลาก โดยพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธานกกต. เป็นผู้จับสลากพรรคต่างๆที่จะให้หัวหน้าพรรคขึ้นมาจับเบอร์ตามลำดับ ซึ่งปรากกฏว่า หน.พรรคการเมืองต่างๆ จับได้เบอร์ประจำพรรค ซึ่งจะนำไปใช้มในการเลือกตั้งทั้งระบบบัญชีรายชื่อ และส.สงเขตดังนี้

1 ..... พรรคชาติไทย ได้หมายเลข
2 ..... พรรคกิจสังคม ได้หมายเลข
3 ..... พรรคพัฒนาชาติไทย ได้หมายเลข
4 ..... พรรคประชาธิปัตย์ ได้หมายเลข
5 ..... พรรคประชาชนไทย ได้หมายเลข
6 ..... พรรคคนขอปลดหนี้ ได้หมายเลข
7 ..... พรรคธรรมชาติไทย ได้หมายเลข
8 ..... พรรคแผ่นดินไทย ได้หมายเลข
9 ..... พรรคไทยรักไทย ได้หมายเลข
10 ..... พรรคความหวังใหม่ ได้หมายเลข
11 ..... พรรคมหาชน ได้หมายเลข
12 ..... พรรคประชากรไทย ได้หมายเลข
13 ..... พรรคไทยช่วยไทย ได้หมายเลข

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 7/01/2005 01:56 PM


ความคิดเห็นที่: 32


นายกฯโชว์สปิริตหยุด นายกฯทักษิณคุยกับประชาชน แล้ว!
โดย ..... นสพ.ผู้จัดการออนไลน์ 8 มกราคม 2548 09:07 น.



นายกฯสั่งหยุดรายการ "นายกฯทักษิณคุยกับประชาชน"อ้างเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ส่วนความคืบหน้าช่วยเหลือเหยื่อ "สึนามิ"คณะกรรมการทั้ง 9 คณะจะนำเข้าการประชุมครม.ในวันอังคารนี้

วันนี้ (8ม.ค.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกล่าวในรายการ "นายกฯทักษิณคุยกับประชาชน"ว่าวันนี้เป็นเทปที่อัดในคืนวันศุกร์เพราะว่าวันนี้ในเวลา08.00น.ต้องไปเป็นประธานเปิดงานวันเด็กที่สนามศุภชลาศัย ซึ่งคำขวัญวันเด็กปีนี้คือ "ขยันเรียน ขยันอ่าน กล้าคิด กล้าพูด" เพราะต้องการพยายามปลูกฝังให้ขยันอ่าน ขยันเรียนซึ่งในโลกการบริหารต้องกล้าคิดกล้าพูดด้วย เพื่อจะได้ปลดปล่อยทางสมองจึงเป็นการปูพื้นฐานให้เด็กในอนาคต

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า ช่วงนี้จะเป็นการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่าง ซึ่งวานนี้ก็ได้จับสลากเบอร์เลือกตั้งกันไปแล้ว และในวันที่ 6ก.พ.2548นี้ จะเป็นการเลือกตั้งใหญ่และก็มีพ.ร.ฏ.เลือกตั้งออกมาแล้ว

วันนี้ จะเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะมาเล่ารายละเอียดเรื่องต่างๆให้พี่น้องประชาชนทราบ และเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ผมจึงเห็นว่าควรหยุด แต่ขอให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่าจะพยายามหาอธิบายทางอื่นแทน หรืออาจจะทางสื่อมวลชน ขออนุญาติอำลาตำแหน่งดีเจ

4 สัปดาห์ หลังจากเลือกตั้งเสร็จ จะมาทำหน้าที่ใหม่นะครับ


ส่วนเรื่องธรณีพิบัตินายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คือตนเองเพิ่งขึ้นมาและมาอัดเทปรายการนี้ เห็นความคืบหน้าหลายอย่างไม่ว่าจะทางทหารที่ช่วยเหลือ กระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานทางปกครอง มูลนิธิต่างๆ รวมทั้งองกรค์ภาคเอกชน และประชาชนชาวไทยด้วย เป็นการรวมใจครั้งมโหฬาร และทุกอย่างเป็นไปโดยเรียบร้อยดี

ผมได้มอบหมายให้ 9 คณะไปศึกษาผลกระทบเกี่ยวกับผลกระทบคลื่น"สึนามิ"หลายเรื่องเมื่อได้ผลสรุปอย่างไรจะนำเข้าที่ประชุมครม.วันอังคารนี้ในการประชุมครม.สัญจรที่เชียงราย ใครที่เดือดร้อนก็ให้รายงานตัวที่อำเภอนะครับ เพราะจะได้ช่วยเหลือกันโดยฝ่ายปกครองจะเป็นคนตรวจสอบหลักฐานต่างๆ จะพยายามให้เร็วที่สุด สำหรับการค้นหาศพนั้น ก็ยังมีการหากันอยู่ในบางจุด โดยเฉพาะบริเวณป่าชายเลนก็หากันอยู่

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวต่อไปว่า ต่างประเทศก็ส่งตัวแทนมาช่วยเหลือกันเยอะ ก็มีอังกฤษ ที่เจอกันที่จ.ภูเก็ต สวีเดนเจอกันที่จ.พังงา และในวันนี้ก็จะมีจากสหรัฐฯและเยอรมันก็ให้ความสนใจช่วยเหลือ

มีหลายประเทศโทรมาช่วยเหลือด้านเงิน
แต่ผมบอกไปว่า ไม่ต้องการเงินนะ แต่ต้องการความรู้ทางด้านวิชาการ


อย่างอังกฤษก็บอกไปว่า จะมาช่วยเหลือทางด้านการเงินไม่เอา
ขอสิทธิพิเศษในการขายกุ้งคืนดีกว่า เพราะเราจะได้ส่งออกกุ้งไปยุโรปได้
ซึ่งอังกฤษก็รีบตอบรับว่า จะคืนให้เราทำให้ราคากุ้งในประเทศดีขึ้นด้วย


นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ในปัญหาคื่น "สึนามิ"นั้นพยายามทำงานเต็มที่ขอให้อดใจรอสักนิด กระทรวงวัฒนธรรมเขาเสนอจะสร้างอนุสรณ์สถานไว้ใน3จังหวัดก็มีจ.กระบี่,พังงา,ภูเก็ต เชื่อต่างประเทศจะให้ความสนใจโดยเฉพาะสวีเดนเพราะเขาสูญเสียเยอะ

ขอกราบลาพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่ง เลือกตั้งเสร็จแล้วมาเจอกันใหม่นะครับ

ซึ่งในวันนี้ นายกรัฐมนตรี
ใช้เวลาในรายการ นายกฯทักษิณคุยกับประชาชน เพียง15นาทีเท่านั้น



คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 8/01/2005 05:41 PM


ความคิดเห็นที่: 33


ทักษิณยันไม่เอาเงินต่างชาติ-หวั่นตกเป็นลูกไล่ในเวทีโลก
โดย ... ผู้จัดการออนไลน์ 10 มกราคม 2548 13:20 น.



“นายกรัฐมนตรี” ยืนยันไม่แบมือขอรับเงินจาก “ต่างประเทศ” ช่วยผู้ประสบภัย “สึนามิ” หวั่นตกเป็นลูกไล่ในเวทีการเมืองโลก-ความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจะลดลง เผยหากมีความเท่าเทียมกันอาจได้เรื่องสิทธิทางภาษีที่เสียหายกลับคืนมา พร้อมยื่นมือช่วย “อินโดฯ” ที่ย่ำแย่กว่าไทย

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการสงสัยว่ารัฐบาลไม่ยอมรับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ แต่กลับมีการเรี่ยไรเงินภายในประเทศว่า ในประเทศที่ไม่ได้เรียกร้องนั้นหมายความว่าใครอยากมีน้ำใจก็ได้ เพราะภาคธุรกิจก็ได้รับลดหย่อนภาษีด้วย ภาคประชาชนบางครั้งอยากแสดงน้ำใจเพื่อแสดงพลังแห่งความสามัคคีกันมากกว่า คงไม่ได้เป็นการเรียกร้อง ส่วนเรื่องเงินบริจาคจากต่างประเทศนั้น สมมติถ้าได้มาอย่างมากก็ 5 พันล้านบาท แต่การที่เรากับต่างประเทศคุยกันในฐานะที่เท่าเทียมกัน ประโยชน์ที่ได้กับประเทศในระยะยาวมันดีกว่ามาก เช่น เรื่องสิทธิทางภาษีที่เสียหายไป ซึ่งพอได้คืนกลับมาก็ขายของได้ปีละ 6 หมื่นล้านบาท มันคนละเรื่องกันเลยกับการที่จะไปนั่งแบมือขอ

“แต่ไม่ได้ปฏิเสธว่าจะไม่รับการช่วยเหลือจากเขา เพราะเรารับการช่วยเหลือทางด้านเทคนิค เครื่องไม้เครื่องมือ และการฝึกพัฒนาบุคลากร หรือว่าอยากจะช่วยประชาชนคนจนก็ไปสร้างโรงเรียนให้เด็กกำพร้า สร้างโรงพยาบาลให้เด็กยากจน หรือจะสร้างหมู่บ้านให้คนจนที่ไม่มีที่อยู่อาศัยให้ไปอยู่ อย่างนี้ผมไม่ปฏิเสธเลย แต่อย่าเอาเงินมาให้รัฐบาล และผมจะไม่ปฏิเสธถ้าเขาจะสร้างหมู่บ้านนี้ให้คนจนอยู่แล้วขึ้นป้ายระบุว่าหมู่บ้านนี้สร้างโดยรัฐบาลนี้ เราไม่ขัดข้องเลย ซึ่งเป็นเรื่องดีเสียอีก เพราะรัฐบาลไม่ต้องการเอาเงินมาบริหารประเทศ ซึ่งถ้าเขาจะให้ประชาชนคนจนโดยตรง เราก็ไม่ปฏิเสธ แต่ขอให้ทำกับประชาชนเท่านั้นเอง” นายกฯ กล่าว

ชี้แบมือขอ-จะกลายเป็นลูกไล่ในเวทีโลก

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวต่อว่า เราต้องการความเท่าเทียมในการทำงานร่วมกันในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ถ้าไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าเราเป็นลูกไล่ ไปนั่งแบมือขอคนเขาทั่วไปหมด ทำให้ความน่าเชื่อถือมันลดลงไปเยอะ ส่วนต่างประเทศก็มีวิธีช่วยเหลืออย่างอื่น ซึ่งวันนี้เราก็ขอบคุณ ไม่ใช่ว่าเขาเอาหมอมาช่วยแล้วเราไม่ขอบคุณ เราขอบคุณหมด เอาตังค์มาช่วยกับเอาหมอมาช่วยก็ขอบคุณเท่ากัน แต่สิ่งสำคัญคือประเทศที่แย่กว่าเราเขาเสียหายมากกว่า ฉะนั้น ควรจะให้ความช่วยเหลือเขาดีกว่า คือเงินไม่ใช่มีเยอะแยะ อย่างอินโดนีเซีย คนตายแสนกว่าคน เกาะทั้งเกาะเสียหายมาก และประเทศอินโดนีเซียมีประชากรมาก ถ้าเขาจะไปช่วยก็เป็นเรื่องที่ดี หากอินโดนีเซียมีฐานะเศรษฐกิจที่ดี ฟื้นตัวเร็ว และคนไม่จนเขาก็จะเป็นลูกค้าซื้อของประเทศไทย มันไม่น่าเสียหายอะไร

เมื่อถามว่า มีข่าวว่ากองทัพบกจะเข้าไปช่วยประเทศศรีลังกา และอินโดนีเซีย นายกฯ กล่าวว่า คงไปช่วยในเรื่องของบริจาค เพราะพี่น้องประชาชนบริจาคมามาก เราก็จะแบ่งส่วนหนึ่งไปช่วยเขา เพราะเขาลำบากกว่าเรา อันนี้เป็นเรื่องที่ดี เป็นความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพ และระหว่างประเทศ ส่วนที่มีข่าวว่าบางพื้นที่ยักยอกเงินบริจาค นายกฯ กล่าวว่า ใครอม คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอก คงไม่มีหรอก เว้นแต่มีบางหน่วยบางแห่งไปอ้างรับบริจาคแล้วไม่ไปดำเนินการต่อ อย่างนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การมาบริจาคให้รัฐบาลเรามีระบบรัดกุมอยู่แล้ว และจะต้องมีการทำบัญชีชี้แจงประชาชน แต่พวกมิจฉาชีพคงจะมีอยู่บ้าง คงต้องช่วยจับตามอง ซึ่งเวลานี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับคำสั่งให้ไปจับตามองอยู่แล้ว


คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 10/01/2005 09:49 PM


ความคิดเห็นที่: 34

เบอร์หนึ่ง โดดเดี่ยว และเดียวดาย
เบอร์สี่ ซี้แน่
เบอร์เก้า ก้าวลง
เบอร์สิบเอ็ด เสร็จแหง

เลขก็คือเลข
ความดีอยู่ที่การกระทำของคนในพรรคต่างหาก
อยากได้เลขดีๆ หลอกได้เฉพาะคนไทยโง่ๆ เท่านั้น
นั่นนะสิ ถึงไม่พัฒนาการศึกษาไทยให้ดีๆเสียที
เพื่อจะได้มีคนไทยโง่ๆให้หลอกต่อไป

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 11/01/2005 08:38 AM


ความคิดเห็นที่: 35


๏ ๏ ๏ ขอให้..........ไทย รัก ไทย..........มีอนาคตงดงาม..........ตามที่ฝัน
ขอให้..........ไทย รัก ไทย..........มีทุกวัน..........เป็นวันอันสดใส
ขอให้..........ไทย รัก ไทย..........มีทุกก้าว..........คือก้าวที่มั่นใจ
ขอให้..........ไทย รัก ไทย นัมเบอร์. 9..........ก้าวไกล..........ไปกว่าเดิม ... ฯลฯ




    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 14/01/2005 01:34 AM


ความคิดเห็นที่: 36

Text Orangeการเมืองเป็นเรื่องของอำนาจครับพอได้โอกาสก็ลืมไปว่าแท้ที่จริงอำนาจอยู่ที่ประชาชนก็อยากให้ท่านที่มีอำนาจทั้งหลายหัดทำการบ้านกันบ้างว่าคุณงามความดีที่มีเหมาะสมหรือเปล่าที่จะได้มีโอกาสเชิดหน้าชูตาในสังคมเป็นแสงสว่างเป็นที่พึ่งพาช่วยแก้ปัญหาอุปสรรคความยากจนเข้าใจหรือเปล่าว่ามวลชนต้องการอะไรความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ 5 อย่าง พรหมวิหาร 4 และวิถีผู้นำคือการเสียสละ

    โดย : วิษุวัติ   Mail to วิษุวัติ  เมื่อ : 14/01/2005 11:46 PM


ความคิดเห็นที่: 37

...พรรคเบอร์เก้างี่เง่าโฉดเขลานัก
ชื่อนายทัก ชอบคุยโว อวดโง่เขลา
ก้าวก่ายงาน สู่รู้ และหูเบา
ก้าวร้าวเขา ผู้ใหญ่เตือน ยังเชือนแช

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 15/01/2005 11:47 AM


ความคิดเห็นที่: 39


๏ ๏ ๏ พรรคเบอร์สี่ดีนักหนา
คาดกันว่าน่าถูกใจ
รวมเหล่าชาวเจ้านาย
น่ามีชัยในกรีฑา
หล่อใหญ่นำพรรคพวก
จักผนวกกลุ่มแน่นหนา
ประชาธิปัตย์คืนกลับมา
สร้างคุณค่าสังคมไทย

๏ ๏ ๏ เบอร์สิบเอ็ดพรรคหน้าใหม่
เข้าชิงชัยการเลือกตั้ง
มหาชนสู้จริงจัง
ดูขึงขังน่ายินดี
เสธหนั่นมาปั้นแต่ง
วิ่งมาแรงตามไล่จี้
ชาวประชาสดุดี
พรรคๆนี้น่าติดตาม

๏ ๏ ๏ เบอร์หนึ่ง พึงระวัง
อาจจะพังกันคราวนี้
ปาร์ตี้ลิสล์ดูแปลกดี
ไม่เห็นมีหัวหน้าลง
จะเป็นรัฐหรือเป็นค้าน
ปวดกบาลกาหรือหงส์
ท่าทางไม่มั่นคง
เห็นแล้วปลงอนาถใจ

๏ ๏ ๏ บ่นไปก็เสียเปล่า
ดูแล้วเศร้าบ้านเมืองฉัน
กอบโกยกันทั้งนั้น
ไม่เห็นใครรักไทยจริง
จะเลือกใครก็เลือกเถิด
คนประเสริฐไร้ติติง
อย่าเลือกคนเหมือนปลิง
ที่คอยสิงดูดเลือดไทย

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 17/01/2005 01:17 AM


ความคิดเห็นที่: 40

ดีมากสุดยอด

    โดย : มนตรี   Mail to มนตรี  เมื่อ : 17/01/2005 09:14 AM


ความคิดเห็นที่: 41


๏ ๏ ๏ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร...............เป็น นายกรัฐมนตรี มีชื่อ ระบือขาน
ท่านมีใจ เป็นนักสู้ รู้ทันการณ์...............ฝากผลงาน คณานับ ไม่กลับกลาย

เป็น นักพูด นักเขียน เพียรทุกอย่าง...............เป็น นักสร้าง ตรงหน้าที่ ไม่หนีหาย
เป็น ผู้นำ คนจริง ทั้งหญิงชาย...............แสนเสียดาย พรรคอื่นๆ จะมา ลาลับไป

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร..............เป็น นายกรัฐมนตรี ที่สุกใส
ปกครองบ้าน วงศ์วาน แม้ห่างไกล...............เป็นธงชัย ให้ประเทศไทย สถาพร..!!





    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 17/01/2005 02:42 PM


ความคิดเห็นที่: 42


พรรคประชาธิปัตย์ ทำแบบนั้น
เรียกว่า ฉวยโอกาส หรือเปล่า ...?

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 17/01/2005 11:01 PM


ความคิดเห็นที่: 43


นิสัยนักการเมืองบางท่าน
เป็นแบบนี้ จริงๆ หรือ ...?

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 18/01/2005 03:59 PM


ความคิดเห็นที่: 44

สัญญลักษณ์พรรค

ข้าพเจ้าขอประกาศตัวเองเป็นหัวหน้าพรรค

พักผ่อนนอนหลับ

มีน้ำตาล เป็นรองหัวหน้าพรรค
เพราะช่วงนี้นอนหลับกลางวันบ่อยจีงเหมาะสมมาก

ใครจะสมัครบ้างเอ่ย???

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 19/01/2005 12:03 AM


ความคิดเห็นที่: 45


อย่ามาอิจฉากันดีกว่า
ตาลไม่ได้ทำงาน เช้าชาม..เย็นชาม นี่จ๊ะ
จะได้ต้องนอนตรงเวลาแบบพี่เก่ง :-)

..................................................................
..................................................................

พี่เก่ง...เก่งสมชื่อ จริงๆ นะ
แต่เอ๊ะ..!! คล้ายๆ คุ้นๆ เหมือนอดีตหัวหน้าพรรคคนหนึ่งเลย
ที่ชอบโยง เรื่องโน้น เรื่องนี้ มาเป็นเรื่องเดียวกันได้เสมอๆ

แบบนั้น...ใครเก่งกว่ากันดีจ๊ะ พี่จ๋า :-)




    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 19/01/2005 02:22 AM


ความคิดเห็นที่: 46

น้ำตาล...ร...เก่งที่ซู๊ด

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 19/01/2005 08:34 PM


ความคิดเห็นที่: 47

พี่เก่ง รู้ได้ไงคะ
ว่า น้ำตาล รำ เก่งที่ซู๊ด

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 19/01/2005 10:23 PM


ความคิดเห็นที่: 48


คำต่อคำ ซีดี ลับ ศูนย์วิจัยยางในมือ ปชป. หลักฐานขย่ม ทรท.ที่รอพิสูจน์
โดย ... นสพ.มติชน ... วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2548


หมายเหตุ : รายละเอียดทั้งหมดถอดจากซีดีบันทึกเสียงที่พรรคประชาธิปัตย์กล่าวอ้างว่า เป็นเสียงของบุคคล 4 คนที่อยู่ในห้องประชุมศูนย์วิจัยยาง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2548 ในห้องนั้นมีนักการเมืองพรรคไทยรักไทย ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทยบางคนใน จ.สตูลและพัทลุง ข้าราชการระดับสูง หัวคะแนน และนักการเมืองท้องถิ่น ร่วมประชุมอยู่ด้วย

ซีดีดังกล่าว เป็น 1 ใน 3 ชิ้นที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า จะให้ทนายประจำพรรคนำไปยื่นเป็นหลักฐานร้องเรียนคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ว่า รัฐมนตรีพรรคไทยรักไทยและผู้สมัครพรรคไทยรักไทยบางคนใน จ.สตูลและพัทลุง มีพฤติการณ์ส่อไปในทางกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ข้าราชการระดับสูงส่อวางตัวไม่เป็นกลาง แต่จนถึงขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้นำหลักฐานไปยื่นให้ กกต.พิสูจน์แต่อย่างใด

สำหรับหลักฐาน ทั้งสามชิ้น ประกอบด้วย 1.ซีดีบันทึกเสียงในห้องประชุม 2.ซีดีภาพเคลื่อนไหวที่ถ่ายจากบนรถ โดยพรรคประชาธิปัตย์อ้างว่าเป็นบรรยากาศภายในศูนย์วิจัยยางในวันดังกล่าว ซึ่งมีผู้คนมาร่วมประชุมกันจำนวนมาก 3.ซีดีภาพนิ่งซึ่งก๊อปมาจากภาพเคลื่อนไหว

บุคคลที่หนึ่ง : ระหว่างนายก อบต.ที่ว่าพันธุ์แท้ของไทยรักไทย ตอนนี้นายก อบต.รับเท่าไหร่ อยู่ไม่อยู่ นายกฯบอกขอ 2 แสนในทีมของผม รวมแล้วประมาณ 2 แสน 25 ทับ รวมแล้ว 4 ล้านบาท ผู้ใหญ่ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเอาอยู่ เท่าไหร่..ทำงานเขาก็มีลูกน้อง อย่างน้อยผู้ใหญ่บ้านประมาณ 7 คน รวมกันเป็น 13 คน ผู้ใหญ่ กำนัน สมาชิก อบต. นายก อบต. แต่ที่บอกวันนี้ว่า 3% บอกเลยว่า ดีแต่แพ้

วันนี้ผู้สมัครเองก็บอกแล้ว บอกกันตรงๆ บอกแล้วผมก็อึดอัด แต่ผมไม่กล้าพูด เพราะผมรู้ว่าการทำงานที่นั่งบริหาร หรือจัดเวทีปราศรัยอยู่ วันนี้ผมอยากจะมาดูว่าการขับเคลื่อนองค์กรในช่วงเวลาที่เหลือ ผมขอเสนอว่า 3% วันนี้เพิ่มขึ้นเลย ซื้อหมดนะทุกแห่ง ซื้อหมด

วันนี้เราต้องเอาข้อเท็จจริงมาคุยกัน แบบเปิดใจ วันนี้เรามากันหมด นายก อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต.มาทำความเข้าใจกัน ทั้งหมดที่เกิดปัญหาก็เพราะไม่ได้มาคุยพร้อมกัน วันนี้เรามาคุยพร้อมกันและมาดูว่า พวกเราจะขับเคลื่อนกันอย่างไร นี่คือความคิดที่ผมมาพบท่านรัฐมนตรี...เอา 2 หรือ 3 นายก อบต.ส่วนหนึ่ง ฝ่ายปกครองส่วนหนึ่ง จบ

บุคคลที่สอง : กราบเรียนท่านรัฐมนตรี ครับ ผมขอพูดในนามกิ่งอำเภอศรีนครินทร์(จ.พัทลุง) ตามที่ท่าน 2 ท่านที่พูดก่อนผม ก็เพื่อนำไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือชัยชนะในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ แต่ในส่วนของกิ่งอำเภอศรีนครินทร์ ขอเรียนกับท่านว่าตอนนี้ฐานเสียงของท่าน ส.จ.(ขอสงวนชื่อ) เลือกตั้งที่ผ่านมา 7,700 กว่าคะแนน ตอนนี้เฉพาะฐานเสียงของท่านทั้งหมดที่มีอยู่ต้องเทให้กับกำนัน(ขอสงวนชื่อ) 7,003 คะแนน ผมดูแล้วเอาแค่ 80% เผื่อเป็นรากเหง้าของประชาธิปัตย์ยังฝังอยู่ แต่ในส่วนผม ท่านอดีต ส.จ.(ขอสงวนชื่อ) ที่ทางพิธีกรได้แนะนำคือท่าน ส.จ. ท่านเคยลงแข่งกับ ส.จ.... ท่านได้ 4,000 กว่าคะแนน ก่อนหน้านี้ท่านเคยเป็นหัวคะแนนให้กับพรรคประชาธิปัตย์ด้วย ตอนนี้ท่านก็ลงมาสู้เต็มตัว สู้กับพวกผมเพื่อที่จะให้กำนัน...ได้เป็น ส.ส.ในเขตนี้ ก็ยังมีอีกท่านหนึ่งที่แข่งกับ ส.จ.(ขอสงวนชื่อ) คือท่าน(ขอสงวนชื่อ) คะแนนกว่า 3,000 คะแนน เรื่องนี้ยืนยันได้ว่าฐานเสียง ส.จ.... กับ ส.จ.... ถ้าท่านไม่เชื่อก็ให้ท่านผู้ว่าฯยืนยันก็ได้ นี่เป็นเรื่องจริง

ในตอนนี้ ทั้งหมดที่ได้ดำเนินการในส่วนของอำเภอ ตามที่ท่านได้วางแผนเอ บี ซี ดี ตอนนี้เราทำได้หมดแล้ว เพราะการที่ท่านพูดว่าตอนนี้แพ้อยู่ 3% แต่กิ่งอำเภอศรีนครินทร์เราไม่แพ้ เพราะพวกเราได้ดำเนินการมาทั้งหมด แต่ในตอนนี้หลักๆ ทั้งหมดที่ยังเหลือไม่ใช่แกนหรอกครับ แต่มีกำนัน นายก อบต. สมาชิก อบต. ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการทั้งหมดที่อยู่ในอำเภอ ตอนนี้เราเตรียมข้อมูลทั้งหมดนำเสนอท่านอยู่ในเอกสารนี้ ท่านดูได้

บุคคลที่สาม : ผมเปิดเวทีปราศรัยในเขต 2 ท่านนายกรัฐมนตรีมาปราศรัย ผมเอานายกฯมานี่ ถ้านายกฯมาแล้ว ผมสู้ไม่จริง ผมก็ตาย แต่ว่าวิธีการปราศรัยของพวกผมอาจไม่เหมือนวิธีปราศรัยของประชาธิปัตย์ เป็นเรื่องของการให้ชาวบ้านมาฟังว่า นายกฯจะทำอะไร ผมจะทำอะไร ขอให้แนวทางการหาเสียงสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ ประเด็นเลือกไทยรักไทยเป็นรัฐบาลดีกว่าประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลอย่างไร ชาวบ้านจะได้อะไรบ้าง

เรื่องที่สอง ทำอย่างไรชาวบ้านจะมาลงคะแนนให้ ผมเข้าใจครับ ขนาดญาติพี่น้องตัวเองแท้ๆ ยังไปกินของฟรีเลย หรือญาติตัวเองแท้ๆ ยังซื้อไม่ได้เลย ผมดูว่าข้างล่างมันไม่เกิดร่วม เพราะหัวขบวนทั้งหลายยังไม่ขยับ ถ้าหัวขยับ ข้างล่างก็จะตาม ถามว่า ท่านทั้งหลายจะเคลื่อนไหวจะต้องดูจังหวะใด ถ้าขับเคลื่อนปั๊บมันจะไปเลย แต่ที่ผ่านมาผมเข้าใจว่าที่วางลงไปๆ เพราะทุกคนก็อยากช่วย

ในการปราศรัยหาเสียง ผมยังไม่เห็นเลยว่าประชาธิปัตย์จะทำอะไรได้บ้าง บอกตรงๆ นะครับ ไปมาทั่วประเทศยังไม่เห็นจะทำอะไรให้ชาวบ้าน แต่ในแง่การเมือง เราต้องพูดตรงๆ ว่า มันเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในประเทศไทยที่คนไทยรู้แล้วว่าใครจะเป็นรัฐบาล ถูกมั้ยครับ ก็ไม่มีคู่แข่งอยู่แล้วว่าใครจะเป็นนายกฯ ตอนนี้พูดได้อย่างเดียวว่า เขาเปิดให้แทงเบอร์ 7 แต่ออก 9 ไม่แน่นะ แล้วจะออก 9 แน่ๆ แต่หลับหูหลับตาไปแทงเบอร์ 4 ถูกมั้ยครับ

วันนี้ ถ้าเหตุผลว่าเราจะเลือกประชาธิปัตย์ต่อไปก็ให้เหตุผลเดียวว่า ประชาธิปัตย์พูดหาเสียงจะเป็นรัฐบาล แต่ถ้าเห็นว่าประชาธิปัตย์ไม่มีโอกาสเป็นรัฐบาล และเห็นแล้วว่าไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ทำไมไม่แทงไทยรักไทย ดังนั้นก็ต้องอยู่ข้างรัฐบาล ไม่มีใครอยากอยู่ข้างฝ่ายค้านหรอกครับ คราวที่แล้วประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แล้วลงเลือกตั้งใหม่โอกาสกลับมาเป็นรัฐบาลก็มี แต่คราวนี้ไม่มีเลย ผมคิดว่าเราควรจะมีการขับเคลื่อนโดยอธิบายชาวบ้านให้ฟังว่าวันนี้ท่านทั้งหลายกำลังนำพาชาวบ้านไปสู่การได้รับการดูแล ถ้าไม่มีสิ่งนี้เลยชาวบ้านตายอีก 4 ปี งบประมาณ ความช่วยเหลืออะไรต่างๆ นี่คือวิธีการนำเสนอ

แต่ว่าทั้งหมดเนี่ย ค่าใช้จ่ายผมรับครับ ให้พวกเราไปขับเคลื่อนทำให้เป็นรูปธรรม ของฟรีมันไม่มีในโลก แต่ว่าเราจะทำวิธีใดที่มันจะทำให้เราปลอดภัยเท่านั้นเอง ถูกมั้ยครับ อย่าไปตายน้ำตื้น มันต้องช่วยกันคิดวิธีการว่าจะรอดพ้นจากความพ่ายแพ้จะต้องทำอย่างไร ทำอย่างไรไม่ให้โดนใบแดงหงายท้อง เป็นเรื่องที่เราต้องระวังกันครับ

ท่านต้องไปจัดการแยกว่า อันไหนของเรา อันไหนของเขา แล้วทำอย่างไรที่มันไม่มีหลักฐาน

ผมท้าเดิมพันเลยเนี่ย 25 ตำบล ถ้าไทยรักไทยชนะผมให้เงินตำบลละแสน มีปัญญาเอาตังค์ผมหรือเปล่า ผมจะวางไว้ที่ผู้ว่าฯเลย นับคะแนนคืนวันที่ 6 เช้าวันที่ 7 มาเองตังค์ไปเลยถ้าชนะ ใบเหลืองใบแดงว่ากันทีหลังไม่เกี่ยว มีปัญญาเอาตังค์ผมก็ตำบลละแสน ผมก็อยากเดิมพันเหมือนกันกับลูกพี่ทั้งหลาย ที่ผ่านมานั้นไม่เกี่ยว ใบเหลืองแดงไม่เกี่ยว รับรองไม่รับรองไม่เกี่ยว เอาคะแนนชนะก่อน มาเอาตังค์ที่ผู้ว่าฯไปฉลองกัน เช้ามานั่นแหละ ผมท้าอย่างนี้แหละ ตรงๆ นี่แหละ

ไม่มีเดิมพันมันไม่มันหรอก มีเดิมพันค่อยมันกว่า แต่นี่เป็นเรื่องระหว่างแกนนะ เป็นเรื่องระหว่างห้องนี้นะ ลูกพี่จะเอาไปทำอะไรก็แล้วแต่แต่ละตำบล ลูกพี่ก็ว่ากันไปเองนะ ผมเชื่อมั่นว่าลูกพี่ไม่ต้องการให้มันเอาเปรียบกันมาก เป็นเรื่องระหว่างหัวหน้าแก๊งจะไปตกลงกันเองว่าจะทำอะไร ผมพูดตรงๆ อย่างนี้แหละ ส่วนกระบวนการทำงานเราจะเริ่มต้นทำกันตั้งแต่ตอนนี้ไป จะจัดระบบอย่างไร ใครมีอะไรเชิญเลยครับ

จากนั้นในซีดีมีผู้พูดอีก 2 คน เกี่ยวกับกลยุทธ์ในการหาเสียง การขอคะแนนจากชาวบ้านในด้านต่างๆ เช่น การติดโปสเตอร์ในบ้านประชาชน การลงคลุกกับชาวบ้าน)

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 21/01/2005 09:24 AM


ความคิดเห็นที่: 50


ระวัง..ศรัทธาหักเห / คอมลัมน์ เหะหะพาที
โดย ..... ซูม .. นสพ.ไทยรัฐ .. วันศุกร์ที่ 21 มกราคม 2548


ก็กลับมาพูดถึง บรรยากาศการเลือกตั้งกันต่อไปครับ เพื่อเป็นการสร้างความคึกคัก และเพื่อกระตุ้นให้พี่น้องประชาชน ออกไปใช้สิทธิใช้เสียงตามเป้าหมาย 70 เปอร์เซ็นต์ ที่ กกต.ตั้งไว้

ข่าวที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่ฮือฮาที่สุดช่วงนี้ เห็นจะไม่มีข่าวไหนดังเท่าข่าวรัฐมนตรีบางท่านพยายาม จะใช้ความได้เปรียบในฐานะที่ทำหน้าที่รักษาการ หว่านล้อม จูงใจ และชักนำข้าราชการต่างๆให้ช่วยเหลือผู้สมัครสังกัดพรรครัฐบาล

มีการยื่นหลักฐานให้ กกต. และมีการกล่าวหาทั้งในการปราศรัยและ ในการให้สัมภาษณ์ของพรรคฝ่ายค้านหลายต่อหลายครั้ง

แม้แต่ พรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคชาติไทย ยังออกมาโอดครวญว่ามีการใช้อำนาจรัฐมากผิดปกติ ไม่เหมือนสมัยที่พรรคชาติไทยเคยเป็นรัฐบาลที่ไม่ใช้อำนาจเลยสักนิดเดียว

เหตุการณ์จะจบลงอย่างไร คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ กกต. ในฐานะผู้ควบคุมกฎกติกา จะดำเนินการวินิจฉัยชี้ขาดต่อไป

พวกเราในฐานะคนดู ก็คงต้องฟังหูไว้หูไปพลางๆก่อน

เพราะในช่วงเวลาเข้าด้ายเข้าเข็มอย่างทุกวันนี้ ต่างฝ่ายต่างก็มุ่งหวังชัยชนะ จึงอาจจะงัดเคล็ดวิชาออกมาใช้ทุกรูปแบบ

อาจจริงหรืออาจไม่จริง เป็นไปได้ทั้งนั้น

ที่ผมจะขอฝากข้อคิดเอาไว้วันนี้ ก็ยังไม่ได้บอกว่าใครถูกใครผิด เพียงแต่จะบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ฝ่ายรัฐบาลจะต้องโดนหนักหน่อย ฉะนั้น จะต้องระวังตัวเอาไว้ทุกฝีก้าว .. โดยเฉพาะประเด็นเรื่องฉวยโอกาสใช้อำนาจรัฐ หรือการช่วงชิงความได้เปรียบในฐานะที่เป็นรัฐบาล จะต้องระวังมากๆ .. เพราะอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนได้เหมือนกัน หากฝ่ายรัฐบาลเผลอไผลไปกระทำเช่นว่านี้เข้าจริงๆ

เท่าที่ผมนั่งสังเกตการณ์อยู่ตรงนี้มานาน พอจะอ่านอุปนิสัยของพี่น้องชาวไทยได้อยู่เรื่องหนึ่ง .. เป็นอุปนิสัยที่น่าชื่นชม น่าเคารพยกย่องอย่างยิ่ง

นั่นก็คือ คนไทยเป็นคนรักความเป็นธรรม ไม่ชอบการเอารัดเอาเปรียบ ไม่ชอบการใช้อำนาจบาตรใหญ่ และไม่ชอบให้ใครเอาอำนาจรัฐ อันเป็นอำนาจเพื่อส่วนรวม ไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือพวกพ้อง .. ใครกระทำเช่นว่านี้ คนไทยจะคัดค้าน จะไม่เห็นด้วย และถ้าบอกแล้วเตือนแล้วยังไม่ฟัง ก็จะประท้วงโดยการแสดงพลังออกมาให้เห็น .. แม้แต่ในยุคเผด็จการครองอำนาจร้อยเปอร์เซ็นต์ ประชาชนยังไม่กลัวและออกมาแสดงพลัง จนเผด็จการที่ใช้อำนาจเพื่อส่วนตัวอยู่ไม่ได้ในที่สุด

ดังนั้น ใครก็ตามที่เป็นรัฐบาลจะต้องระมัดระวัง และจะต้องไม่ดำเนินการใดๆ ให้ประชาชนสงสัยว่ากำลังจะใช้อำนาจเพื่อตนเองและพวกพ้องอย่างเด็ดขาด

โดยเฉพาะในการเลือกตั้ง ที่ประชาชนทุกคนอยากเห็นความบริสุทธิ์ยุติธรรมเกิดขึ้นแก่ทุกๆฝ่าย .. ต้องยอมรับว่า รัฐบาลปัจจุบันมีความมุ่งมาดปรารถนาที่จะคว้าชัยชนะให้มากที่สุด และหวังว่าจะได้คะแนนเสียงอย่างชนิดท่วมท้นเพื่อคุมอำนาจเต็มที่ในสภา .. บ่อยครั้งจึงได้เผลอดำเนินการในลักษณะที่จะชวนให้คิดได้ว่า กำลังใช้อำนาจรัฐเพื่อสนองเจตนารมณ์ข้างต้น .. นับตั้งแต่การจัดงานแสดงผลงานของรัฐบาลครั้งใหญ่ และการขอให้ฝ่ายข้าราชการช่วยเหลือทั้งทางตรงทางอ้อม

ต่อไปนี้ จะต้องสงบเสงี่ยมนะครับ อย่าเผลอไปทำอะไรให้เป็นที่สงสัยเป็นอันขาด เพราะเวลาเหลือน้อย เดี๋ยวจะกลับตัวไม่ทัน .. ความจริงอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรก็ชนะอยู่แล้ว เพียงแต่เตะถ่วงเวลา เล่นฟุตบอลแบบติ๊กต๊อก ส่งลูกไปส่งลูกมา อย่าไปทำอะไรผิดกติกา ยังไงๆ ก็ชนะท่วมท้น .. แต่ถ้าไปคิดมาก และหวังมากจนเกิดโลภมาก จะเอาชนะแบบไม่ให้ คู่ต่อสู้มีที่ยืนกันเลยละก็ .. อาจจะหันมาเล่นแบบลุยแหลก จนเผลอทำผิดกติกา โดนใบแดงบ้าง โดนคนดูโห่บ้าง...แทนที่จะชนะใสๆ ก็จะกลายเป็นชนะแบบไม่ประทับใจไปเสียเปล่าๆ .. มวยหรือฟุตบอลที่ชนะแบบไม่ประทับใจคนดู มักครองแชมป์ไปได้ไม่ได้นานหรอกครับ

บทเรียนจากวงการกีฬา พิสูจน์ให้เห็นหลายครั้งหลายหนแล้วว่าทีมที่ชนะ ทั้งเกมการแข่งขัน และชนะใจคนดูด้วยต่างหากที่จะอยู่ได้ นานแสนนาน.

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 21/01/2005 10:59 AM


ความคิดเห็นที่: 51


จะเหมือนกับตอนที่ คุณเอกยุทธ ..........
ออกมาโหมโรงบอกว่า .......... จะ แฉโน่น แฉนี่
แล้วก็เงียบหายไป.........................หรือเปล่า?

แบบนี้ก็ เล่นการเมือง ไม่สร้างสรรค์เลย..........ใช่มั้ย?

แข่งกันในด้านฝีมือและนโยบายกับเขาไม่ไหว
ก็เล่นวิชามารแบบ ตัวผู้ร้ายลูกผู้ดี ใน ละคร ที.วี.เรื่อง ลูกผู้ชาย เลยเนอะ ..!!

แต่ยังไงๆ ก็จะพยายามทำใจเป็นกลาง รอดูการพิสูจน์ต่อไป
ว่าคนระดับที่นายกทักษิณฯ เรียกมาช่วยงานอย่างออกหน้าออกตาเสมอๆ
จะฉลาดน้อยๆ ทำได้อย่างที่เค้าว่าๆ มา....................................จริงหรือ?

ยังไงๆ ก็ชื่นชมนายกทักษิณฯ ......................................เลือก No.9

เพราะ ดูจากข้อมูลในอดีต .....
นักการเมืองรุ่นเก่าๆ ชอบสร้างหลักฐานเท็จ เป็นกิจวัตรอยู่แล้ว
เพื่อให้คนอื่นๆ เข้าใจผิด หวังจะดิสเครดิตพรรคฝ่ายตรงข้าม
แต่งานนี้ เกรงว่าผลออกมา น่าจะดิสเครดิตให้กับตัวเองมากกว่า ..!!

เห็นแต่คอยจับผิดเค้าอยู่เรื่อยๆ
พอสาวๆ ไปลึกๆ ก็ไม่มีหลักฐานจริงๆ สักเรื่อง

เผลอๆ งานนี้ พรรคไทยรักไทย .....
อาจตั้งใจสร้างเหตุการณ์จริง ให้คุณเนวินเป็นพระเอกผู้อาภัพ
หัวหน้าพรรคฯ เป็นผู้กำกับ โชว์ความเป็นจอมวางแผน นักจัดการมืออาชีพ
เพื่อให้คนที่ไม่มีนโยบายใดๆ ที่สร้างสรรค์ แต่ชอบสร้างเรื่องโวยวายอยู่เสมอ

คราวนี้ คงได้เข้าใจผิด อย่างเจตนา .....
คนที่ไปคอยจ้องจับผิดเค้า ก็คงหน้าแตกจังๆ เลย
มือต่างระดับ ความคิดก็ต่างกันไกล.........................น่าคิด นะท่าน ....!!!





    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 21/01/2005 12:55 PM


ความคิดเห็นที่: 52

ขอเชิญชวน ชาวสาทร เลือกเบอร์ 4

กรณ์ จาติกวณิช

พี่จอห์นสู้ๆ

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 21/01/2005 01:40 PM


ความคิดเห็นที่: 53


พี่เก่งจะเชียร์ใครก็เชียร์ไป
ไม่มีใครว่าอะไรพี่เก่งหรอก นะคะ
รู้สึก ชื่อ-สกุล ของบุคคล ที่พี่สนับสนุนอยู่นั้น
ดูออกจะผู้ดีนะคะ แต่ทำไมกองเชียรพูดจาไม่ค่อยมีวัฒนธรรมเลยล่ะคะ

มีน้ำใจนักกีฬาหน่อยสิคะ ...!!!




    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 21/01/2005 03:12 PM


ความคิดเห็นที่: 54


เลือกตั้งสกปรกวิกฤติการเมือง
โดย ... ทีมการเมือง .. นสพ.ไทยรัฐ .. วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม 2548



ถ้าเปรียบวันเปิดรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส. เป็นเหมือนการปล่อยตัวนักวิ่งออกจากจุดสตาร์ต มาถึงวันนี้ บรรดาผู้สมัคร ส.ส.จากทุกเขต ทุกพรรค การเมือง ต่างก็วิ่งแข่งกันมาถึงครึ่งทางแล้ว เหลืออีกครึ่งทางเท่านั้น ก็จะเข้าป้ายรู้ผลแพ้ชนะ

บรรยากาศ การหาเสียงเลือกตั้งในช่วงที่ผ่านมา เต็มไปด้วยความดุเดือดเข้มข้นแทบทุกพื้นที่ ต่อสู้กันทุกรูปแบบ หลากหลายรสชาติ บางเขตบางพื้นที่ก็มีกลิ่นคาวเลือดผสม หัวคะแนนของผู้สมัคร ส.ส.ถูกยิงถูกฆ่าไปแล้วหลายราย ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นทุกครั้ง ที่มีการเลือกตั้ง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการต่อสู้ดุเดือดสูสี เพราะต่างฝ่ายต่างก็ต้องการเป็นผู้ชนะ จึงต้องพยายามทำทุกวิถีทางที่จะสกัดคู่แข่ง ไม่เว้นแม้แต่การใช้ความรุนแรงถึงขั้นประหัตประหารหัวคะแนน ผู้สนับสนุนฝ่ายตรงข้ามอย่างโหดเหี้ยม เหมือนเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ไร้กฎหมายขื่อแป

อย่างไรก็ตาม เมื่อหันมาสำรวจสถานการณ์ภาพรวมในการหาเสียงเลือกตั้ง ที่ผ่านมาแล้วครึ่งทาง มาถึงวันนี้ ปรากฏว่าพรรคการเมืองที่กุมอำนาจรัฐ และเป็นฝ่ายรุกในการหาเสียงเลือกตั้งมาตลอด กำลังตกเป็นฝ่ายตั้งรับ

ทั้งนี้ ก็อย่างที่เห็นๆกัน พรรคการเมืองที่กุมอำนาจรัฐพยายาม อาศัยสถานะของการเป็นรัฐบาลรักษาการ ซึ่งเป็นช่วงที่สถานภาพของการเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี แยกออกจากสถานภาพนักการเมืองในการหาเสียงเลือกตั้งได้ลำบาก ใช้อำนาจรัฐลักษณะคาบลูกคาบดอก สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งเป็นระยะ

ไล่ตั้งแต่ในช่วงที่รัฐบาลครบวาระใหม่ๆ ก็มีการจัดประชุมครม.สัญจรที่จังหวัดเชียงราย ใส่เสื้อพรรคถ่ายทอดสดการประชุมกว่า 5 ชั่วโมง จัดโปรแกรมให้บรรดารัฐมนตรีออกไปนอนที่บ้านกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน หัวคะแนนใหญ่ในพื้นที่ รวมทั้งยังมีข่าวคราวว่า รัฐมนตรีและแกนนำพรรคคุมพื้นที่เลือกตั้ง ใช้เฮลิคอปเตอร์ เครื่องไม้เครื่องมือของรัฐในการลงพื้นที่ เรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการกันให้มั่วไปหมด

จนกระทั่งล่าสุด เกิดเหตุกรณีนายเนวิน ชิดชอบ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงและสตูล รวมทั้งผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักไทย และบรรดาหัวคะแนน ที่ศูนย์วิจัยยาง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นหลักฐานเป็นภาพถ่าย วีดิโอ เทปบันทึกเสียง ร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้พิจารณาสอบสวนว่า กรณีดังกล่าวเป็นการใช้ ตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ กระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ กลายเป็นจุดอ่อนให้พรรคไทยรักไทย โดนโจมตีวิพากษ์ วิจารณ์อย่างหนัก เสียศูนย์เสียรังวัดอย่างแรง

ขณะเดียวกัน อานิสงส์จากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ ที่ทำให้รัฐบาลพรรคไทยรักไทยได้เครดิต เรียกความนิยมกลับคืนมาในช่วงกระแสขาลง ปรากฏว่า กระแสที่กระเตื้องขึ้น กลับต้องมาสะดุด เมื่อเกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญรถไฟฟ้าใต้ดินชนประสานงา เป็นเหตุให้ผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บกว่า 200 คน เพราะต้องไม่ลืมว่า รถไฟใต้ดินเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาของพรรคไทยรักไทย ในการแก้ไขปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ มีโครงการจะขยายเส้นทางออกไปอีก 5 เส้นทาง ส่งผลให้แผนหาเสียงจากโครงการนี้ กระเทือนไปด้วย

ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ ขอชี้ว่า เมื่อการหาเสียงเลือกตั้งเดินมาถึงครึ่งทาง ทำ ให้เห็นชัดขึ้น เรื่อยๆว่า พรรคการเมืองที่ต้องต่อสู้แข่งขันกันอย่างหนัก ก็คือ 2 ขั้วการเมืองใหญ่ พรรคไทยรักไทย กับพรรคประชาธิปัตย์

มาถึงวันนี้ ทางพรรคประชาธิปัตย์ งัดแคมเปญ 201 เสียง ขอคะแนนจากประชาชน ขึ้นป้ายคัตเอาต์ทั่วกรุงเทพฯ 201 เลขดีของคนไทยเพื่อวันนี้ และอีก 4 ปีข้างหน้า เลือกให้ถึง 201 ประเทศนี้ประชาชนไม่ใช่แค่คนอาศัย ยืนยันสิทธิเจ้าของประเทศ เลือกพรรคประชาธิปัตย์ให้ถึง 201 เสียง เพื่อจะเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล

ขณะเดียวกัน ทางพรรคไทยรักไทยก็เข็นแคมเปญออกมาประชัน ขอเสียงจากประชาชนให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานบริหารประเทศต่อไปในอีก 4 ปีข้างหน้า มีเหตุมีผลด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประชาชน จะใช้ดุลพินิจพิจารณาในแง่ มุมไหน ก่อนจะตัดสินใจกาบัตรเลือกตั้งในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม จากการที่พรรคการเมือง 2 ขั้วใหญ่ ต่างก็เปิดแคมเปญใหม่ ออกมาสู้กันในช่วงโค้งสุดท้าย ถือเป็นการสะท้อนสถานการณ์และเป้าหมายของทั้ง 2 พรรค ในการเลือกตั้ง ครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี

โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ ที่งัดแคมเปญ 201 เสียง ออกมาใช้ในครั้งนี้ ก็เท่ากับเป็นการยอมรับว่า จุดขายในการทำงานด้านบริหาร สู้พรรคไทยรักไทยไม่ได้ จึงต้องขอทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อคานอำนาจ ตรงนี้ ถือเป็นการเอาประสบการณ์ในการเป็นฝ่ายค้าน มาเป็นตัวกระตุ้น ขอคะแนนจากประชาชน

ต้องการสื่อให้รู้ว่า 4 ปีที่ผ่านมา ฝ่ายค้านมีเสียงไม่ถึง 201 เสียง จึงไม่สามารถใช้กติกาตรวจสอบในสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างครบวงจร การตรวจสอบฝ่ายบริหารทำได้แค่ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้ วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ไม่สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ เพราะมีเสียง ส.ส.ไม่ถึงตามเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนด การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงต้องการคะแนนเสียงสนับสนุนจากประชาชน ให้ได้ ส.ส.ในสภาฯ 201 เสียงขึ้นไป เพื่อให้สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้

ส่วนพรรคไทยรักไทย ดันแคมเปญขอเสียงสนับสนุนให้มากที่สุด ก็เพื่อเดินไปสู่เป้าหมายในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว และทำให้การทำงานบริหารประเทศรวดเร็ว คล่องตัวมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของพรรค ไทยรักไทย เป็นรัฐบาลที่มีเสียงสนับสนุนในสภาฯมาก มากจนฝ่ายค้านอภิปรายนายกฯไม่ได้ การทำงานคล่องตัว ทะลุทะลวงแค่ไหน มีความซื่อตรง โปร่งใส มากน้อยเพียงใด ผู้คนในสังคมก็เห็นๆกันอยู่แล้ว

ปรากฏการณ์ทั้งหมดเหล่านี้ ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจในวันเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ ขอบอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ออกแบบมาเพื่อทำให้รัฐบาลมีความมั่นคง การแตะต้องนายกรัฐมนตรี ทำได้ยาก ทั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการเมืองในอดีต ที่รัฐบาลเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค มักมีปัญหาขัดแย้งทำให้รัฐบาลล้มลุกคลุกคลานมาตลอด

ขณะเดียวกัน รัฐธรรม-นูญก็ให้กำเนิด องค์กรอิสระหลายองค์กร เพราะเกรงว่ารัฐบาลที่ได้รับการคุ้มครองให้มีความมั่นคงมาก อาจเหลิงอำนาจ การถ่วงดุลในระบบรัฐสภาอาจไม่เพียงพอ จึงให้มีองค์กร อิสระมาช่วยตรวจสอบถ่วงดุลอีกชั้น แต่ 4 ปีที่ผ่านมา มีปรากฏการณ์ให้เห็นชัดเจนว่า ตัว บุคคลในองค์กรอิสระ ถูกครอบงำจากฝ่ายการเมืองเสียงข้างมากไปหมดแล้ว

ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับประชาชนเจ้าของประเทศว่า ในสถานการณ์เช่นนี้จะให้ความสำคัญกับการตรวจ สอบถ่วงดุลในสภาฯ หรือความคล่องตัวของฝ่ายบริหารมากกว่ากัน

หันมาทางด้านผู้คุมกฎในการเลือกตั้ง การหาเสียงอย่างเข้มข้นดุเดือดผ่านมาแล้วครึ่งทาง มีการร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมการหาเสียงที่ขัดต่อกฎหมายเลือกตั้ง มากมายสารพัดเรื่อง โวยกันทุกพรรค โวยกันทุกเขตทั่วประเทศ หากคณะกรรมการ กกต.ยังเงอะๆงะๆ ไม่แสดงศักยภาพในความเป็นองค์กรอิสระที่มีหน้าที่โดยตรง ในการควบคุมดูแลการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์เที่ยงธรรมได้ ปล่อยให้ความรู้สึกของผู้คนมองว่า การเลือกตั้งสกปรก กฎหมายทำอะไรไม่ได้ ผู้คุมกฎหมดความน่าเชื่อถือ ถ้าสิ่งเหล่านี้ลุกลามขยายกลายเป็นความรู้สึกร่วม ของคนจำนวนมากในสังคม

ระวัง..!!
มันจะเกิดวิกฤติเลือกตั้งครั้งใหญ่



คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 23/01/2005 09:49 AM


ความคิดเห็นที่: 55


เรา เลือก ............. No. 9
เพราะ เหตุและผลที่เห็นว่า สังคมส่วนรวมจะได้รับประโยชน์นั้น จริงๆ

แต่ พรรคการเมืองบางพรรค เราจะแน่ใจได้อย่างไร ...
ว่า พรรคพวกของเค้าทุกๆ ท่าน จะจริงใจต่อสังคมโดยรวม

เพราะ ปัญหามากมายหลายๆ เรื่อง ..........
ที่กำลังได้รับการแก้ไขอยู่ในปัจจุบัน ก็สืบเนื่องมาจากรัฐบาลที่ผ่านๆ มา เช่นกัน

ถ้าพวกเค้ามีความจริงใจ ที่จะกระทำให้กับสังคมจริงๆ
เรื่องราว และ ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมา ตั้งแต่ในอดีต
คงไม่ถูก ดองเปรี้ยว..ดองเค็ม..มานานแสนนานขนาดนั้น.....กระมัง ?





    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 23/01/2005 10:08 AM


ความคิดเห็นที่: 56

การปลอมเสียง

วิธีการ
1. เอาเทปที่มีคนแอบอัดมา (เสียงไม่ชัด) ถอดคำพูด
2. จัดเนื้อหาใหม่ให้คำใกล้เคียงกัน
3. ใช้เจ้าของเสียงจริงอัดใหม่ ด้วยเนื้อหาใหม่ (เสียงชัด)
4. อ้างว่า เทปเสียงไม่ชัดเป็นของปลอม

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 24/01/2005 03:50 PM


ความคิดเห็นที่: 57


การทำงานเพื่อสังคมส่วนรวม ด้วยความจริงใจ จริงๆ นั้น
คงไม่จำเป็นต้องแข่งขัน หรือ คอยป่าวประกาศให้ทุกๆ คน ได้รับรู้อยู่ตลอดเวลา

รัฐบาล คือ ..... ตัวแทนและคณะบุคคล ที่เข้ามาทำงาน พอให้ประเทศชาติ มีชีวิตอยู่ได้ในสังคมของโลก และ ประเทศไทยของเราก็มีปัญหามากมาย เกินกว่าที่ คณะบุคคลใด บุคคลหนึ่ง จะสามารถแก้ไขได้โดยลำพัง ..!!!!!!!

ถ้าท่านรับรู้ว่า ..... รัฐบาลมีผลงานขนาดนำหน้าองค์กรอื่นๆ ไปไกล ไม่ว่าท่านจะมีเจตนาชี้นำไปในทางใด อย่างไร ท่านก็ไม่ควรลำเอียง เลือกพูด ชม หรือ ตำหนิ เฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น

เพราะ ..... ปัญหาต่างๆ ของสังคมโดยรวม ที่นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี บทสรุปมากมายมาจาก นักวิชาการและองค์กรต่างๆ เช่นกัน แล้วถ้าท่านติดตาม ข่าวรายงาน ถ่ายทอดสด การประชุมของ ค.ร.ม. หรือ แม้แต่การให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการของตัวนายกฯ เอง ท่านก็น่าจะรับรู้ได้ว่า นายกฯให้เครดิตกับ นักวิชาการ และ องค์กรต่างๆ ที่ให้ข้อมูลในการทำงานของรัฐอย่างได้ผลและจริงจัง อยู่เสมอๆ

เราว่า ..... การทำงานเพื่อสังคม ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด การไม่เอาเปรียบประชาชน น่าจะขึ้นอยู่ที่ ท่านต้องยอมรับกับตัวเองว่า ท่านตั้งใจจะรับใช้สังคมด้วยวิธีการและมีนโยบายใด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อแผ่นดินและต่อคนส่วนมากของประเทศเรา ได้อย่างไร..?

แต่ คงไม่ใช่มาเอาเปรียบคู่ต่อสู้ ..... ด้วยการ ตำหนิ..ให้ร้าย..ตัดทอนกำลังใจ ในการทำงาน หรือพยายามดิสเครดิตผู้อื่น เพื่อให้ท่าน และ กลุ่มคนของท่าน ดูดีอยู่คนเดียว และ บุคคลอื่นๆ ดูขาดความสามารถและบกพร่องไปหมด ...!!!





    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 24/01/2005 04:26 PM


ความคิดเห็นที่: 58


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร...............เป็น นายกรัฐมนตรี มีชื่อ ระบือขาน
ท่านมีใจ เป็นนักสู้ รู้ทันการณ์...............ฝากผลงาน คณานับ ไม่กลับกลาย

เป็น นักพูด นักเขียน เพียรทุกอย่าง...............เป็น นักสร้าง ตรงหน้าที่ ไม่หนีหาย
เป็น ผู้นำ คนจริง ทั้งหญิงชาย...............แสนเสียดาย พรรคอื่นๆ จะมา ลาลับไป

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร..............เป็น นายกรัฐมนตรี ที่สุกใส
ปกครองบ้าน วงศ์วาน แม้ห่างไกล...............เป็นธงชัย ให้ประเทศไทย สถาพร..!!





ขอให้ ... ไ ท ย รั ก ไ ท ย ... มีอนาคตงดงาม ตามที่ฝัน
ขอให้ ... ไ ท ย รั ก ไ ท ย ... มีทุกวัน เป็นวันอันสดใส
ขอให้ ... ไ ท ย รั ก ไ ท ย ... มีทุกก้าว คือก้าวที่มั่นใจ
ขอให้ ... ไ ท ย รั ก ไ ท ย No. 9 ... ก้าวไกล ไปกว่าเดิม ...!!





ยังไงๆ ก็เลือก No. 9



    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 24/01/2005 09:01 PM


ความคิดเห็นที่: 59


จิ๋ว แฉเงื่อนงำลอยตัวเงินบาท
โดย ... ผู้จัดการออนไลน์ 26 มกราคม 2548 00:29 น.



"บิ๊กจิ๋ว" กู้ชื่อที่ถูกกล่าวหา เป็นต้นเหตุทำเศรษฐกิจพัง แฉหมดเปลือกเบื้องหลังวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ปี2540 ลงหนังสือชื่อ "บันทึกลับ 2540 ความจริงที่ถูกปกปิดมานาน" เผยเนื้อหาแฉเงื่อนงำ ความขัดแย้งก่อนประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ความพยายามขอกู้เงินลับจากจีน แต่ถูกหักหลังสุดท้ายต้องเข้าโปรแกรมไอเอ็มเอฟ พร้อมระบุตัวละครสำคัญอยู่เบื้องหลังสงครามค่าเงินบาท ใครได้-ใครเสีย

รายงานข่าวแจ้งว่า นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ทีมงานพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียบเรียงประวัติศาสตร์ตามคำบอกเล่าของ “บิ๊กจิ๋ว” บุคคลที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลประวัติศาสตร์การเงิน การคลัง ปี 2540 ออกมาเป็นพอกเก็ตบุ๊ค ขนาด 396 หน้า จำนวน 20 บท เรื่อง “บันทึกลับ 2540 ความจริงที่ถูกปกปิดมาเป็นเวลานาน”โดยเนื้อหาทั้งหมดต้องการบ่งบอกถึง “เงื่อนงำ” ก่อนเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ทั้งที่มาและที่ไป...ใครได้ประโยชน์ ซึ่งเป็นเรื่องก่อนเกิดวิกฤตและหลังวิกฤตว่าใครเป็นละครร่วมอยู่ในเหตุการณ์บ้าง โดยมีกำหนดจะวางแผงจำหน่ายประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้

นายปานเทพ ระบุไว้ในคำนำของผู้เขียนว่า หลายเรื่องในหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องที่ลับมากแต่เป็นสิ่งที่คนไทยควรรู้ เพื่อทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงเวลาที่ผ่านมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของภาคการเงิน การกู้ลับจากต่างประเทศ และรวมถึงระบบอัตราแลกเปลี่ยนและการลอยตัวค่าเงินบาทว่า มีคนรู้ไส้เรื่องค่าเงินบาทหรือไม่ อย่างไร

**ยกหลักฐาน หนี้ท่วมก่อนเป็นนายกฯ

ขณะเดียวกัน พล.อ.ชวลิต บอกไว้ในคำนิยม ตอนหนึ่งว่า ปี 2540 เป็นปีที่ประเทศไทยประสบภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตกจากปัญหาที่สะสมมานาน และได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงเป็นลูกโซ่ไปทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย และทั่วโลกในเวลาต่อมานับเป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่ควรค่าแก่การบันทึกเพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบข้อเท็จจริงและความเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำมาเป็นบทเรียนให้ประเทศไทยได้มีความระวัง หาแนวทางป้องกันวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเช่นนี้ มิให้เกิดขึ้นมาอีก เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้มีบทเรียน มีจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบ และมีความกล้าหาญที่พร้อมจะรับผิดชอบ

สำหรับหนังสือดังกล่าวมีทั้งหมด 20 บท ยกตัวอย่างบทที่ 1 เป็นเรื่องเศรษฐกิจไทยล่มสลายก่อนรัฐบาลพล.อ.ชวลิต บทนี้ได้อธิบายว่ารัฐบาลจิ๋ว 1 ที่มีระยะเวลาบริหารเพียง 11 เดือน 9 วัน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังถึง 3 คน และเปลี่ยนรัฐมนตรีช่วย 5 คน และมีอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย 2 คนโดยภาวะเศรษฐกิจปี 2539 ไทยมีหนี้ต่างประเทศสูงกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศเมื่อไม่มีเงินตราไปชำระหนี้คืน หมายความว่าการล้มละลายเกิดขึ้นก่อนพล.อ.ชวลิตจะเข้ามาเป็นนายกฯ

บทนี้เนื้อหาถูกทิ้งท้ายไว้ว่า อะไรที่ทำให้ประเทศไทยต้องล้มละลายทางการเงินระหว่างประเทศ แล้วใครเป็นคนก่อปัญหาที่แท้จริง เมื่อปัญหาได้ถูกก่อขึ้นแล้ว เหตุใดจึงไม่มีใครแก้ไข แล้วใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ

**แฉถูกหลอกให้โกหกออกทีวี

สำหรับบทที่ 9 ได้มีการเรียบเรียงย้อนไปให้เห็น กลุ่มบุคคลที่เสนอให้ลดค่าเงิน และอีกกลุ่มที่คัดค้าน กล่าวคือ นายสุรศักดิ์ นานานุกูล ที่ปรึกษานายกฯ เสนอว่านอกจากควรลดค่าเงินบาทแล้ว ยังเสนอให้เตรียมวงเงินกู้ต่างประเทศ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อยับยั้งการไหลของเงินและผู้ที่เห็นด้วยว่าควรลดค่าเงินได้แก่ นายชาตรี โสภณพนิช นายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ นายนิมิตร นนทพันธาวาทย์ นายวีระพงษ์ รามางกูร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ขณะนั้นเป็นรองนายกฯ) นายวรากรณ์ สามโกเศส นายนิพนธ์ พัวพงศกร จากทีดีอาร์ไอ นายไพศาล พืชมงคล ม.ร.ว.จตุมงคล โสณกุล และนายศุภชัย พานิชภักดิ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น

ขณะที่ฝ่ายคัดค้านการลอยตัวค่าเงิน ได้แก่ นายอำนวย วีรวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายโอฬาร ไชยประวัติ นายกสมาคมธนาคารพาณิชย์แห่งประเทศไทย และนายธนาคารยอดเยี่ยมปี 2539 แม้กระทั่งนายธนินท์ เจียรวนนท์ กลุ่มหลังนี้เห็นว่าหากลอยตัวค่าเงินจะกระทบต่อหนี้เอกชนที่สูงถึง 90,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนั้นอีกฝ่ายของภาครัฐ ที่พร้อมจะปกป้องค่าเงิน ได้แก่ นายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าฯ ธปท. นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ รองผู้ว่าฯ ธปท. ที่ดำรงตำแหน่งผู้จัดการกองทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงสำนักทำนายเศรษฐกิจต่างประเทศก็อยู่กลุ่มนี้ด้วยหนังสือตั้งคำถามว่า แล้ว พล.อ.ชวลิตจะเชื่อใคร

หนังสือ ระบุอีกว่า ระหว่างนั้น นายอำนวยได้ลาออกจากรัฐมนตรีคลัง เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่ ธปท.ขอให้พล.อ.ชวลิต ออกโทรทัศน์เพื่อยืนยันว่าจะไม่มีการลดค่าเงินบาท แต่วันที่ 21 มิถุนายน ธปท.กลับมีมติว่าจะลอยตัวค่าเงินบาท วันเดียวกันนี้นายทนง พิทยะ ก็ลุกจากเก้าอี้กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทย เข้ามาเสียบเป็นรัฐมนตรีคลังแทนทันทีวันนี้เป็นวันที่พล.อ.ชวลิตหน้าแตก เพราะถูก ธปท.หลอก

ระหว่างนั้น พล.อ.ชวลิตไม่อยากเข้าโครงการกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ ไอเอ็มเอฟ จึงคิดหาแหล่งเงินกู้จากจีน ตามข้อเสนอของนายสุรศักดิ์ นานานุกูล ที่ปรึกษานายกฯโดยมีคำสั่งลับไปเจรจากับจีนเพื่อขอเงินกู้ จดหมายลับฉบับนี้ซึ่งมีถึงผู้นำจีนขึ้นต้นว่า พี่ใหญ่ทั้งหลาย..และลงท้ายว่าจากนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย น้องชายของพี่

**เจรจาจีนกู้เงินลับแต่ถูกหักหลัง

ขณะที่บทที่ 10 บอกความลับของทูตลับไปเมืองจีน โดย พล.อ.ชวลิตได้ประสานในทางลับให้ไปเจรจา โดยมีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ประกอบด้วย พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดขณะนั้นเป็นหัวหน้าคณะ รัฐมนตรีคลัง เป็นรองหัวหน้า คณะทำงานประกอบด้วย นายสุรศักดิ์ นานานุกูล พล.ท.วิชิต ยาทิพย์ นายไพศาล พืชมงคล แต่รัฐมนตรีตรีคลังคือนายทนงไม่อาจร่วมเดินทางไปได้ จึงได้แต่งตั้งนายนิพัทธ พุกกะณะสุต อธิบดีกรมบัญชีกลาง และนายศิริ การเจริญดี ผู้ช่วยผู้ว่าฯ ธปท.เดินทางร่วมคณะ พร้อมเจ้าหน้าที่อีก 3 คน ในจำนวน 7 คนนี้ ผู้เรียบเรียงระบุว่ามีการหักหลัง

โดยกล่าวไว้ว่า ระหว่างเดินทางมีคำสั่งให้นายไพศาลถือคำสั่งลับและให้เปิดซองเมื่อเดินทางถึงจีนเท่านั้นก่อนเดินทางจึงไม่มีใครรู้ว่าต้องไปทำอะไร นอกจากนายไพศาลที่ได้ประสานงานกับคณะกรรมการการทหาร กองทัพปลดแอกประชาชนจีนไว้ล่วงหน้า เมื่อถึงจีน หัวหน้าคณะถึงได้แจ้งภารกิจให้ทราบ

ทันทีที่เปิดซอง ได้มีการโต้เถียงกันระหว่างผู้แทนกระทรวงคลังกับ ธปท. แต่ละฝ่ายอ้างอำนาจว่าการกู้เงินในนามรัฐบาลไทยเป็นอำนาจหน้าที่ของตนเอง รวมถึงพูดถึงเงินสำรองว่าพอไม่พอ เมื่อการโต้เถียงโดยไม่ยอมลดราวาศอก ทำให้ บิ๊กหมง (พล.อ.มงคล) ต้องทุบโต๊ะ พร้อมกล่าวว่าเมื่อผู้บังคับบัญชามีคำสั่งแล้วขัดขืนไม่ได้ คณะทูตลับได้เข้าเจรจากับพล.อ.หลิวหัวชิง รองประธานกรรมาธิการทหาร กองทัพปลดแอก ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดของผู้นำสูงสุดของจีนขณะนั้น คุยกันที่เรือนรับรองเตี้ยวหยูไถ่

ผลการหารือ ทางพล.อ.มงคลได้กล่าวทำนองว่าหากจีนช่วยจะเป็นบุญคุณใหญ่หลวง ในที่สุดวันรุ่งขึ้น คณะทูตไทยจึงได้เข้าเจรจากับธนาคารกลางจีน โดยสรุปว่าพร้อมให้การช่วยเหลือแต่จะรายงานผู้นำก่อนและจะแจ้งให้ทราบวันรุ่งขึ้น แต่เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นระหว่างก่อนกลับเนื่องจาก หนึ่งในคณะทูตได้ขอเวลานอกเพื่อไปคุยกับธนาคารกลางของจีน โดยทราบภายหลังว่าเป็นการแจ้งข้อมูลเรื่องเงินทุนสำรองให้ฝ่ายจีนทราบว่าไม่จำเป็นต้องให้กู้เงินถึง 20,000 ล้านเหรียญ วันรุ่งขึ้นก่อนเดินทางกลับ ธนาคารกลางของจีนจึงได้แจ้งแก่หัวหน้าคณะว่าทางการจีนตกลงให้ความช่วยเหลือจำนวน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐตามที่ฝ่ายไทยร้องขอ บิ๊กหมงได้ฟังก็ตกใจ แต่แก้ไขอะไรไม่ทันแล้วเพราะกำลังจะกลับ...และมาทราบเอาภายหลังว่าทำไมจีนถึงให้ความช่วยเหลือแค่ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ พล.อ.มงคล ถึงกับกล่าวว่าไอ้คนที่ทำลายประเทศเช่นนี้ หากเป็นสมัยโบราณก็ต้องถูกยิงเป้า ?

**แฉเงื่อนงำลดค่าเงินบาท

ในบทที่ 13 ลับ(ไม่)ที่สุด วันลอยค่าเงิน (ตอน1) เปิดปมความขัดแย้งในการลอยค่าเงินไว้น่าสนใจว่า มีการดำเนินการจนกว่าจะมีการประกาศลอยตัวในวันที่ 2 กรกฎาคมมีการดำเนินการมาก่อน 11 วัน โดยอธิบายไว้ว่า ธปท.มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ในระดับผู้บริหารว่าต้องลอยตัวค่าเงินบาทตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2540 โดยในวันนั้นผู้บริหารของธปท.รู้มตินี้ 7 คนโดยที่ฝ่ายการเมืองไม่มีใครรู้ แต่ไม่มีใครทราบว่าเป็นเพราะเหตุใดวันที่ 25-26 มิถุนายน 2540 มีการเทขายเงินบาทและซื้อดอลลาร์สหรัฐแรงมากขึ้น จากนั้นเงินทุนสำรองสุทธิลดลงอย่างมากทันที

ย้อนกลับไปหลังธปท. มีมติลดค่าเงินบาท โดย ธปท.จะต้องรายงานให้นายทนงทราบทันที แต่นายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าฯ ธปท.กลับบอกว่าขอไปหารือกับเจ้าหน้าที่ก่อน จนวันที่ 29 มิถุนายน นายทนง นายเริงชัยและนายชัยวัฒน์ ตกลงจะไปรายงานให้นายกฯทราบ

โดยมีนายโภคิน พลกุล ร่วมประชุมด้วย และวันที่ 30 มิถุนายน นายเริงชัย นำเอกสารการลดค่าเงินบาทให้พล.อ.ชวลิตเซ็น ก่อนที่ ธปท.จะประกาศลดค่าเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ซึ่งในหนังสือโลกสีขาวของบิ๊กจิ๋ว ระบุเหตุการณ์ช่วงนี้ไว้ว่า พล.อ.ชวลิตได้ต่อว่านายเริงชัยว่า “คุณทำอย่างนี้ได้อย่างไร ผมถามคุณแล้วว่าไม่ลด เสร็จแล้วคุณมาลดได้อย่างไร อย่างนี้ก็มีเจตนาทำลายเกียรติยศชื่อเสียงผม”และก่อนประกาศในตอนเช้า เวลา 4.00 น. ธปท.ได้เรียกผู้บริหารธนาคารพาณิชย์เข้าประชุมที่วังขุนพรมว่าจะประกาศลอยตัว รวมแล้วใช้เวลาตัดสินใจเป็นเวลา 11 วัน ตรงนี้เองที่ผู้เรียบเรียงพยายามระบุว่ามีคนรู้ข้อมูลวงใน(Insider)ล่วงหน้าหรือไม่

ผู้เขียนบอกด้วยว่า ไม่ว่าตลาดหุ้นหรือตลาดเงิน หากใครรู้ข่าวสารก่อนเพราะเป็นคนรู้ไส้(Insider)แล้ว ขาดจรรยาบรรณในวิชาชีพ ก็สามารถที่จะนำข่าวสารที่รู้ก่อนไปแสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเองหรือพวกพ้องและทำกำไรได้มหาศาล สามารถทำให้เศรษฐีกลายเป็นมหาเศรษฐี และมหาเศรษฐีกลายเป็นมหาเศรษฐีได้เพียงชั่วข้ามคืน

ในบทที่ 14 กล่าวถึงเรื่องวันลอยค่าเงินต่อ โดยมีการทำตารางเวลาตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน ที่ผู้บริหาร ธปท.ยืนยันว่าไม่ลดค่าเงิน ซึ่งในวันที่ 29 มิถุนายน พล.อ.ชวลิตได้ให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่ลดค่าเงินเพราะจะเกิดความเสียหาย แต่ในที่สุด ธปท.ก็ได้เสนอให้ลดค่าเงินบาท เพราะแบกรับเรื่องเงินทุนสำรองไม่ไหว โดยวันที่ 30 มิถุนายน เงินทุนสำรองลดเหลือ 32,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เรื่องนี้ทำให้พล.อ.ชวลิตได้รับความเสียหายเพราะต้องโกหกประชาชน และจะขอลาออกตั้งแต่ตอนนั้น แต่ต้องอยู่ต่อเพื่อไม่ให้เหตุการณ์เลวร้ายไปกว่านั้น การณ์กลับตรงกันข้ามเพราะค่าเงินไปอยู่ในระดับ 36 บาท ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งสร้างกระแสทำให้เกิดความเกลียดชังพล.อ.ชวลิตขยายวงออกไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ช่วงนั้นดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดดีขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากปรับ ครม.แค่ 12 วัน วันที่ 6 พฤศจิกายน พล.อ.ชวลิตก็ลาออก

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ผู้เรียบเรียงหนังสือเล่มนี้เปิดเผยกับ"ผู้จัดการ"ว่า พลเอกชวลิตต้องการเคลียร์ตัวเอง เพราะมีข้อเท็จจริงบางอย่างที่ยังไม่เคยถูกเปิดเผยออกมา หนังสือเล่มนี้นับเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ขณะนี้มีผู้สนใจนำไปแปลเป็นภาษาอังกฤษต่อ โดยหวังว่าจะเป็นบทเรียนสำหรับประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้ด้วย โดยจะมีการแปลทันทีที่หนังสือฉบับภาษาไทยวางจำหน่ายต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้

นายปานเทพกล่าวด้วยว่า หลังจากนั้น พลเอกชวลิตจะออกหนังสืออีกเล่ม ชื่อ My Last War หรือสงครามครั้งสุดท้ายของพลเอกชวลิต ซึ่งจะมีการเปิดเผยเรื่องลับๆที่สำคัญอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ไม่สงบทางภาคใต้



คลิกอ่านรายละเอียด ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 26/01/2005 12:17 PM


ความคิดเห็นที่: 60


ลับ..ไม่..ที่สุด..วันลอยค่าเงิน.....ตอนที่ 1
โดย ..... ผู้จัดการออนไลน์ 27 มกราคม 2548 06:46 น.



"บันทึกลับ 2540 ความจริงที่ถูกปกปิดมาเป็นเวลานาน" ซึ่งเขียนโดย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เป็นหนังสือที่ต้องการนำเสนอข้อมูลเหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยนั่นคือ การลดค่าเงินบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ว่า ใครคือต้นเหตุ และใครบ้างที่มีส่วนรับรู้ล่วงหน้าว่า จะมีการลดค่าเงินบาท "ผู้จัดการ"นำเนื้อหาบทที่ 13 และ 14 ซึ่งเป็นการลำดับเหตุการณ์และบุคคลที่เกี่ยวข้องในการตัดสินใจลดค่าเงินบาท มานำเสนอ

บทที่ 13
"ลับ (ไม่) ที่สุด" วันลอยค่าเงิน (ตอนที่ 1)

สำหรับการลงทุนและการเก็งกำไรแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น ตลาดเงิน หากใครก็ตามได้มีโอกาสรู้ข่าวสารก่อนเพราะเป็นคนรู้ไส้ (Inside) แล้ว หากคนผู้นั้นขาดจรรยาบรรณในวิชาชีพก็สามารถที่จะนำข่าวสารที่รู้ก่อนคนอื่นไปแสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเองหรือพวกพ้อง และทำกำไรได้อย่างมหาศาล สามารถทำให้เศรษฐีกลายเป็นมหาเศรษฐี และมหาเศรษฐีก็กลายเป็นอภิมหาเศรษฐีได้เพียงชั่วข้ามคืน ... ว่ากันว่าเรื่องที่ว่าลับที่สุดในวงราชการ บ่อยครั้งก็สามารถที่จะรั่วไหลออกมาสู่สื่อสารมวลชนได้อย่างไม่ยากเย็น บางครั้งข่าวสารมาจากคนส่งหนังสือ คนพิมพ์เอกสาร ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งการถูกดักฟังการสนทนาทางโทรศัพท์ข่าวสารลับจึงมีโอกาสรั่วได้เสมอ หากไม่มีความระมัดระวังพูดเรื่องสำคัญๆ ว่า หน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง

เพราะ โดยธรรมชาติหากมีคนวงในที่รู้ข่าวสาร (Inside) ไปทำให้คนนอกวงกลายเป็นคนรู้ไส้เพิ่มขึ้นไปอีก คนนอกวงที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับข่าวสารนั้น ก็ย่อมต้องรักษาผลประโยชน์ส่วนตนหรือแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนให้ได้มากที่สุดตามสัญชาตญาณของปุถุชนและนักธุรกิจทั่วไป ... ประชาชนจำนวนไม่น้อยเมื่อรู้ว่า ราคาน้ำมันวันพรุ่งนี้จะเพิ่มขึ้นก็คงจะรีบเติมน้ำมันเสียตั้งแต่วันนี้ให้เต็มถัง ในทางกลับกันหากประชาชนกลุ่มเดียวกันเมื่อรู้ว่าราคาน้ำมันจะลดลงในวันพรุ่งนี้ก็คงจะอดใจเอาไว้เติมในวันรุ่งขึ้น แม้ว่าในบางครั้งน้ำมันใกล้จะหมดถังเต็มทีแล้วก็ตาม

แต่ถ้า เป็นเรื่องค่าเงินจะเป็นคนละเรื่อง เพราะหากประชาชนรู้ก่อนก็จะทำให้ซื้อเงินเหรียญสหรัฐกันยกใหญ่จนหมดทุนสำรองระหว่างประเทศที่จะมาหนุนมูลค่าของเงินบาท และเงินบาทก็จะไร้ค่าไปโดยปริยาย ... การลดค่าเงินบาทจึงให้คนทั่วไปรู้ไม่ได้ แต่ก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะสามารถควบคุมจนทำให้คนทั้งประเทศไม่รู้เรื่องลดค่าเงินบาทก่อนแม้แต่คนเดียว ..!!

อันที่จริงแล้ว ในวันลดค่าเงินในสมัยนายสมหมาย ฮุนตระกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อปี 2527 แม้ดูเหมือนว่าจะมีความสามารถในการเก็บความลับได้ดีเยี่ยมแล้วก็ตาม แต่ในยุคนั้นก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งได้กว้านซื้อเงินเหรียญสหรัฐเก็งกำไรล่วงหน้าก่อนมีการลดค่าเงินเพียง 1 วันเท่านั้น

ค่าเงินที่แข็งและไม่สะท้อนความเป็นจริงย่อมมีการเก็งกำไรเสมอ!!

เพราะ นอกจากการรั่วไหล ข่าวเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนจากคนภายในที่อาจทำให้คนบางกลุ่มรู้เป็นการล่วงหน้าจะสามารถเกิดขึ้นได้แล้ว การประเมินจากตัวเลขทางเศรษฐกิจจากผู้รู้และมีความเข้าใจก็สามารถที่จะทำให้วิเคราะห์ได้ว่า สุดท้ายค่าเงินบาทจะเป็นไปในทิศทางใด ใครอ่านเกมนี้ออกบ้างก็สามารถอ่านได้ในบทที่ 9 เรื่อง ใครหนุน ใครต้าน ลดค่าเงิน?

กรณีอย่าง ปี พ.ศ. 2539 และปี พ.ศ. 2540 ก็มีผู้ที่รู้ว่าค่าเงินบาทต้องลดค่าเงินอย่างแน่นอน เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดติดต่อกันมาเป็นเวลานานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 จึงไม่มีศักยภาพไปคืนหนี้ต่างประเทศที่มีอยู่สูงกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีผลมาจากความผิดพลาดการเปิดเสรีการเงิน ระบบอัตราแลกเปลี่ยน และการเปิดสินเชื่อวิเทศธนกิจกรุงเทพ BIBF มาตั้งแต่ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ชุดที่ 1 และที่สำคัญหนี้ต่างประเทศระยะสั้นต้องคืนในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปียังมีสูงกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศเสียอีกด้วย

เพราะรู้ว่า ฐานะการเงินระหว่างประเทศของไทยอ่อนแอมาก ทุนสำรองอาจจะหมดประเทศไปเพราะถูกทวงหนี้ระยะสั้นจนหมด เมื่อเป็นเช่นนี้ค่าเงินบาทต้องอ่อนลง และเป็นที่มาของการเก็งกำไรโจมตีค่าเงินบาท ... เมื่อรู้ว่าค่าเงินบาทจะต้องอ่อนลง ก็อาจจะทำให้มีนักธุรกิจภาคเอกชนเทขายเงินบาทซื้อเงินเหรียญสหรัฐ หรืออาจจะเลือกคืนหนี้ต่างประเทศก่อนกำหนด ก็ยิ่งทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว ยังไม่นับประชาชนทั่วไปที่มีความตื่นตระหนกอยู่แล้วท่ามกลางกระแสข่าวว่าประเทศไทยถูกโจมตีค่าเงินบาทหรือจะมีการลดค่าเงินบาทในอนาคต

ยิ่งถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ของ ธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีการประชุมกันอยู่เป็นประจำเพื่อทำหน้าที่ดูแลเรื่องการปกป้องค่าเงินบาท ฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศและฐานะทุนสำรองสุทธิ (ที่ปิดเป็นความลับในเวลานั้น) ก็ยิ่งสมควรจะต้องรู้ก่อนคนอื่นเสียด้วยซ้ำ ... เพียงแต่ประชาชนและนักธุรกิจทั่วไปไม่ควรจะทราบก่อนว่า เมื่อไหร่และเวลาใดจะลดค่าเงิน? ดังนั้น เมื่อคิดจะลดค่าเงินหรือลอยค่าเงินบาทต้องทำให้เร็วและต้องประกาศให้เร็วที่สุด เมื่อมีการตัดสินใจเพื่อไม่ให้ข่าวสารรั่วออกไปได้

เกริ่นมาพอสมควร เพื่อจะมาตั้งคำถามที่หลายคนอาจเคยเข้าใจว่า การที่ประเทศไทยได้ประกาศลอยค่าเงินบาทตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นมานั้น เป็นการประกาศโดยฉับพลันหลังจากตัดสินใจว่าจะลอยค่าเงินเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดยไม่มีใครแม้แต่คนเดียวได้รับรู้ข่าวสารมาก่อนเลยใช่หรือไม่?

และ คำตอบคือ ไม่ใช่!!

ขอให้ท่านผู้อ่าน ทั้งหลายสังเกตช่วงระยะเวลาต่อไปนี้ให้ดีๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น?
และมีคนที่รู้ว่าค่าเงินบาทจะลดลงเป็นการล่วงหน้ากี่คน? และมีอะไรผิดปกติหรือไม่?

วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน 2540
นายอำนวย วีรวรรณ ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ตามที่ปรากฏเป็นข่าว ในสื่อสารมวลชนโดยทั่วไปว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน 2540 วันเดียวกันนั้นเองท่ามกลางกระแสที่มีความสับสนว่าใครจะเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ปรากฏว่า นายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และนายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เข้าพบ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี เพื่อยืนยันว่าจะไม่ลาออก และธนาคารแห่งประเทศไทยจะไม่ลดค่าเงินบาทอย่างแน่นอน และประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศที่มากเพียงพอ และขอให้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ออกแถลงข่าวยืนยันในประเด็นดังกล่าวด้วย

พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีที่เหลือ และพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศ ได้ออกแถลงข้อเท็จจริง โดยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้พูดถึงสาเหตุการลาออกของ นายอำนวย วีรวรรณ และนายณรงค์ชัย อัครเศรณี ว่า ...

"ไม่ได้มาจาก ความขัดแย้งแต่อย่างใด เป็นการแสดงสปิริตของ ดร.อำนวยและทีมงานเพื่อเปิดโอกาสให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ตามความเหมาะสม และภายหลังที่ทีมของ ดร.อำนวยลาออกแล้ว สิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการไปก็คือ ตั้งผู้รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผมเองได้เข้าไปดูแลงานกระทรวงการคลังอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ในเมื่อยังไม่มีรองนายกเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังจึงต้องรายงานต่อผมโดยตรง"

"และ ที่สำคัญ การดำเนินนโยบายต่างๆ ของหน่วยงานสำคัญๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังคงดำเนินต่อไป ไม่มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งผมได้หารือกับผู้ว่าการฯ และรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยแล้วย้ำว่า จะรักษามาตรการที่ดำเนินไปแล้วไม่ปรับเปลี่ยนแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องของการรักษาค่าเงิน"

และนี่เป็นเรื่องที่สำคัญมากว่า เป็นการยืนยันจากนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยว่า จะรักษาค่าเงินบาทต่อไปโดยการยืนยันจากผู้ว่าการฯ และรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ... ต่อมาวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2540 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ นายทนง พิทยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

จากรายงานของ ศปร.ระบุว่า วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2540 วันเดียวกันที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ นายทนง พิทยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีการประชุมเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย 6 คน (โดยไม่มีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย) ซึ่งประกอบไปด้วย

1. นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ รองผู้ว่าการฯ

2. นางธัญญา ศิริเวคิน ผู้ช่วยผู้ว่าการฯ

3. นายศิริ การเจริญดี ผู้ช่วยผู้ว่าการฯ

4. นายบัณฑิต นิจถาวร ผู้อำนวยการฝ่ายการธนาคาร

5. นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน หัวหน้าส่วนวิเคราะห์และธุรกิจตลาดเงิน

6. นางเกลียวทอง เหตระกูล ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ

มีการประชุมเรื่องระบบค่าเงิน ที่ประชุมได้มีความเห็นว่าระบบที่ดำเนินการอยู่นี้คงอยู่ไม่ได้ เนื่องจากทุนสำรองสุทธิเหลืออยู่น้อยมาก ที่ประชุมทั้งหมดจึงเห็นพ้องต้องกันอย่างเป็นเอกฉันท์เปลี่ยนระบบค่าเงินเป็นแบบลอยตัว (การแลกเปลี่ยนเงินตราปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งดำเนินการกันเองตามกลไกของตลาดแทนธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเดิมเป็นผู้ดูแลอยู่) ซึ่งก่อนหน้านี้มีการหารือกันกับ นายสแตนลีย์ ฟิชเชอร์ แห่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศก็เห็นชอบกับแนวทางดังกล่าวนี้เช่นกัน

หลังจากประชุมกันทั้งวัน นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ได้โทรศัพท์ไปเรียกนายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการฯ ว่าที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเป็นระบบลอยค่าเงินและได้มีการเตรียมการกันอยู่แล้ว ในวันเดียวกันนั้นเองที่ นายทนง พิทยะ ได้รับเข้าตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ก็ยังได้ย้ำอีกครั้งตามคำยืนยันของธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าจะไม่ลดค่าเงินบาท โดยธนาคารแห่งประเทศไทยก็ยังไม่ได้แจ้งให้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ทราบอยู่ดี

2 วันเท่านั้น หลังจากที่ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้แถลงข้อเท็จจริงผ่านสื่อสารมวลชน ธนาคารแห่งประเทศไทยก็มาประชุมแล้วมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดค่าเงินบาท ทั้งๆ ที่เป็นคนยืนยันว่าจะไม่ลดค่าเงินและยังให้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ออกไปแถลงข่าวอีก

น่าสังเกตมากขึ้นไปอีก เมื่อมีการหารือกันก่อนหน้านี้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศมาเป็นเวลาพอสมควรแล้วว่า การลอยค่าเงินบาทคือทางเลือกที่ดีที่สุด แล้วเหตุใดผู้บริหารสูงสุดทั้งสองคนจึงยังให้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ไปยืนยันว่าจะไม่ลดค่าเงินบาทอีก?

ในวันนั้น ผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทย รู้มตินี้ 7 คน!! โดยที่ฝ่ายการเมืองยังไม่มีใครรู้ทั้ง 7 คนรู้ว่า ระบบอัตราแลกเปลี่ยนจะต้องเป็นแบบลอยค่าเงินบาทอย่างไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่นแล้ว เพราะเป็นมติเอกฉันท์ไปแล้ว ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2540

ทิ้งช่วงไปอีก 3 วัน (วันเสาร์ที่ 31 ถึงวันพุธที่ 25 มิถุนายน 2540) ฝ่ายการเมืองยังคงไม่มีใครทราบแม้แต่คนเดียว โดยธนาคารแห่งประเทศไทยชี้แจงกับ ศปร.ว่าในช่วงที่นายทนง พิทยะ เข้ามารับตำแหน่งได้ใช้เวลา 3 ถึง 4 วันแรก ทำหน้าที่ดูแลให้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณผ่านสภาผู้แทนราษฎร และไม่มีโอกาสพบกับเจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย

ไม่มีใครทราบว่า เป็นเพราะเหตุใด วันพุธที่ 25 มิถุนายน 2540 และวันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน 2540 มีกระแสการเทขายเงินบาทและซื้อเงินเหรียญสหรัฐแรงมากขึ้น และหลังจากนั้นเงินทุนสำรองสุทธิลดลงอย่างมากทันที คงไม่มีใครตอบแทนผู้ซื้อเงินเหรียญสหรัฐทุกคนได้ว่าเกิดจากความตื่นตระหนกเพราะนายอำนวย วีรวรรณ ลาออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือเกิดจากการปล่อยข่าวลือ หรือมีคนคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าว่าจะมีการลดหรือลอยค่าเงินบาท หรือเป็นเพราะข่าวรั่ว!!

จากรายงานของ ศปร.ระบุว่าวันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน 2540 ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยมี นายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการฯ และนายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ รองผู้ว่าการฯ ได้มีโอกาสประชุมร่วมกับ นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายทนง พิทยะ ได้ขอให้ฝ่ายธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานสถานะของเงินสุทธิ เมื่อทราบสถานะแล้ว นายทนง ก็ตัดสินใจในการประชุมครั้งนั้นเลยว่า "จะต้องเปลี่ยนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน"

ตามหลักแล้ว เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยได้รู้สถานภาพเป็นอย่างดี และได้มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ในระดับผู้บริหารแล้วว่า ต้องลอยค่าเงินบาทตั้งแต่วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2540 และรู้ดีอยู่ว่าไม่ได้มีทางเลือกอื่นที่ดีว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ควรจะสนองแนวคิดของนายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยทันทีไม่ชักช้า เพราะหากต้องการมีการเปลี่ยนแปลงค่าเงินต้องรีบดำเนินการโดยทันที อย่างน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวรั่วออกไป

แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น !!

นายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการฯ กลับตอบ นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า จะขอไปปรึกษาหารือกับเจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยก่อน (นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเคยชี้แจงต่อ ศปร.เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2541)

จึงนับว่าเป็นเรื่องที่แปลกมาก ที่ปล่อยเวลาทอดออกไปอีก!!

หลังจากวันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน 2540 เงินสำรองสุทธิลดลงมากกว่าเดิมจาก 4-5 พันล้านเหรียญสหรัฐ มาเหลือเพียง 2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในวันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน 2540

จากวันพฤหัสบดีผ่านมาอีกประมาณ 2 วัน นายทนง พิทยะ ได้ตกลงกับ นายเริงชัย มะระกานนท์ และนายชัยวัฒน์ ว่าจะไปเรียนนายกรัฐมนตรีใช้เช้าวันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2540 ซึ่งเมื่อถึงวันดังกล่าวปรากฏว่า มีนายโภคิน พลกุล ร่วมประชุมอยู่ด้วย

นายเริงชัย มะระกานนท์ ได้เคยชี้แจงต่อ ศปร.ว่า นายเริงชัย ได้กราบเรียนนายกรัฐมนตรีในเช้าวันนั้นว่า .... "จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นระบบ managed float โดยเร็วที่สุด โดยขอเสนอให้เปลี่ยนทันทีเมื่อปิดงวดบัญชี 30 มิถุนายน 2540 และกระผมได้นำมติดังกล่าวมาแจ้งให้ท่านรองผู้ว่าการฯ (ดร.ชัยวัฒน์) ที่มาทำงานล่วงเวลาร่วมกับผู้บริหารอื่นๆ ในวันนั้น โดยขอให้เตรียมการทุกอย่างให้พร้อมโดยเร็วที่สุด"

แต่นายเริงชัย มะระกานนท์ ได้ให้สัมภาษณ์อยู่ในหนังสือโลกสีขาวของ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ว่า "ท่านก็ตัดสินใจให้ดำเนินการเลย ทั้งๆ ที่ก็บอกว่าคืนนี้จะต้องไปออกทีวี ผมบอกว่าไม่มีทางเลือกเลย ท่านต้องยืนยันเพราะเรื่องระบบอัตราแลกเปลี่ยนจนนาทีสุดท้ายก็ต้องยืนยัน ถามผมก็ต้องยืนยันว่าเรารักษาระบบเดิม"

นายเริงชัย มะระกานนท์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ยกตัวอย่างว่า นายกรัฐมนตรีวิลสัน (Harold Wilson) ของอังกฤษก็ยืนยันจนคืนสุดท้ายพอวันรุ่งขึ้นก็ประกาศลดค่าเงินปอนด์ (ปี ค.ศ. 1967) ไม่มีประเทศไหนที่ไปออกทีวีแล้วบอกผมกำลังพิจารณาเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งหากพูดอย่างนั้นคนนั้นก็จะถูกข้อหาประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้ประเทศเสียหายแน่นอน

วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2540 นั้นเอง พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ต้องออกอากาศทางโทรทัศน์เพื่อยืนยันหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปิดสถาบันการเงิน 16 แห่งว่า จะไม่มีการปิดเพิ่มเติม รัฐบาลจะรับประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศของบริษัทเงินทุนทุกแห่งที่ไม่ได้สั่งให้หยุดดำเนินการ และย้ำว่าจะดูแลสภาพคล่องในระบบการเงินให้ดีขึ้น ตลอดจนแจ้งต่อประชาชนว่าการลดค่าเงินบาทเป็นเรื่องง่าย แต่จะมีผลกระทบตามมาอย่างมากเพราะประเทศมีหนี้สินอยู่ถึง 9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ดี มีข้อน่าสังเกตว่า ทำไมธนาคารแห่งประเทศไทยจึงต้องให้เปลี่ยนระบบเป็นการลอยค่าเงินบาทในวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ทำไมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้นไม่แนะนำให้ประกาศลอยค่าเงินบาทเสียตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2540 แทนที่จะประกาศว่า ไม่ลดค่าเงินบาทซึ่งน่าจะอยู่ในวิสัยที่จะทำได้!!?

วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน 2540 นายเริงชัย มะระกานนท์ ก็เอาเอกสารรายละเอียดการลดค่าเงินบาทไปมอบให้ท่านที่ตึกบัญชาการ เพื่อให้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ลงนาม พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เห็นนายเริงชัย มะระกานนท์ เดินเข้ามาถือกระดาษใบหนึ่งจึงถามว่า กระดาษอะไร ก็บอกว่ามาให้ท่านนายกฯ เซ็นลดค่าเงินบาทที พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ จึงกล่าวเอาไว้ในหนังสือโลกสีขาวของ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ว่า

"คุณทำอย่างนี้ได้อย่างไร? ผมถามคุณแล้วนะไม่ลด เสร็จแล้วคุณก็มาลด นั่นแสดงว่าคุณมีเจตนาจะทำลายเกียรติยศชื่อเสียงผม"

และจุดนี้เองคือเหตุผลอันสำคัญ ที่ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้ตัดสินใจลาออกในเวลาต่อมา หลังจากที่ได้คลี่คลายสถานภาพความปั่นป่วนจนอยู่นิ่งได้ระดับหนึ่งแล้ว ... แต่เรื่องนี้ยังไม่จบเพียงแค่นี้เพราะแทนที่จะประกาศวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2540 ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ยังไม่ได้ประกาศลอยค่าเงินบาทในวันนั้น หรือแม้ในคืนนั้นโดยทันที

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ยังไม่ประกาศอีก โดยให้เหตุผลว่า วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 เป็นวันหยุดของธนาคารแห่งประเทศไทย

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นวันทำงานแรกหลังปิดงวดบัญชี

03.00 น. ที่ตั้งของธนาคารแห่งประเทศไทย สี่แยกวังบางขุนพรหม เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเปิดประตูสำนักงานใหญ่รับผู้มาเยือนก่อนเวลาทำงานปกติ เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบสถาบันการเงินที่ถูกสั่งให้เข้ามาประจำการในเวลาดังกล่าว โดยที่เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ทราบว่า ถูกเรียกตัวมาด้วยเรื่องใด

04.00 น. ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารพาณิชย์ได้รับการติดต่อสายตรงจากเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย และเป็นการเรียกตัวผู้บริหารอย่างเร่งด่วนอย่างที่ไม่เคยปรากฏว่า ทางธนาคารแห่งประเทศไทยเรียกตัวประชุมด่วนในเวลา 06.00 น. เป็นเรื่องสำคัญมากพลาดไม่ได้

การเรียกตัวครั้งนี้ ต้องเป็นผู้บริหารหมายเลขหนึ่งคือ กรรมการผู้จัดการธนาคารพาณิชย์เท่านั้น ถ้าไม่มีต้องเป็นเบอร์สองรองลงมา เพื่อไม่ให้ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์เหล่านั้นตื่นตระหนกกับการเรียกประชุมอย่างกะทันหัน ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงต้องใช้เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบที่มีความคุ้นเคยกับผู้บริหารธนาคารพาณิชย์เหล่านั้นเป็นคนสายตรงเข้าไปเรียก

ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ทั้งในประเทศ และต่างประเทศกว่า 70 ชีวิต ได้รับการชี้แจงจากนายเริงชัย และผู้บริหารระดับสูงของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยเปลี่ยนระบบแลกเปลี่ยนเงินตราจากระบบตะกร้ามาเป็นระบบค่าเงินบาทแบบลอยตัว

จึงได้มีการประกาศ ให้ค่าเงินบาทลอยตัวเป็นครั้งแรก เช้าวันนั้นทุนสำรองระหว่างประเทศมีอยู่ประมาณ 32,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีทุนสำรองสุทธิที่ไม่ติดภาระผูกพันในการส่งมอบเงินตราต่างประเทศในอนาคตอยู่เพียง 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ

รวมเวลา นับแต่วันที่ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ลงนามให้ลอยค่าเงินบาทจนถึงวันประกาศจริงใช้เวลาประมาณ 2 วันหรือ 48 ชั่วโมง แต่หากนับเวลาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายทนง พิทยะ ได้ประชุมกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และเห็นว่าต้องเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ 26 มิถุนายน 2540 จนถึงวันลอยค่าเงินบาทรวม 6 วัน หรือประมาณ 144 ชั่วโมง และหากนับวันที่ผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทยมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าต้องลอยค่าเงินบาทตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2540 จนถึงวันที่ลอยค่าเงินบาทจริงใช้เวลารวม 11 วัน หรือ 264 ชั่วโมง

ถ้าใครอยากรู้ว่า อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคิดอย่างไรกับเรื่องของเวลากับอัตราแลกเปลี่ยน ต้องมาดูคำสัมภาษณ์ของนายเริงชัย มะระกานนท์ ในหนังสือโลกสีขาว ของ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ในหน้าที่ 313 ว่า

"การทำงานในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนต้องเป็นความลับสุดยอด เพราะหากใครรู้เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเพียง 1-2 ชั่วโมง ก็สามารถหาผลประโยชน์ได้แล้ว เพราะซื้อขายผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งนั้น ในเรื่องนี้เราได้ศึกษาและกำหนดเลยว่าเจ้าหน้าที่ที่จะศึกษาวางระบบนี้ต้องเป็นความลับสุดยอด ต้องรู้เลยว่ามีใครบ้างและหากรั่วไหลมีกี่คนที่จะต้องรับผิดชอบ"

นายเริงชัย มะระกานนท์ มีความเข้าใจในเรื่องเวลากับการประกาศการลอยค่าเงิน และการเก็บรักษาความลับเป็นอย่างดีว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร!!?

ติดตามอ่าน บทที่ 14
"ลับ ( ไม่ ) ที่สุด" วันลอยค่าเงิน ตอนที่ 2 วันพรุ่งนี้



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 27/01/2005 10:41 AM


ความคิดเห็นที่: 61


ปัจจุบันอยู่ในเทศกาลของการหาเสียงเลือกตั้ง

การจับเอาบางประเด็นมาให้ข่าว ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ ลึกซึ่งกว่านั้น
และ มีเนื้อหากล่าวถึง บุคคลและบริษัทฯ ต่างๆ อีกมากมาย
ควรระบุชื่อ บุคคลและบริษัทฯ ให้ชัดเจนว่า ใครเป็นต้นเหตุ
และ ใครมีเจตนาให้ปกปิดเอกสารเหล่านั้น เป็น ..... ความลับของทางราชการ
เพราะ ในข่าวนั้น ยังไม่ได้เปิดเผยชื่อของบุคคลและบริษัทฯ ที่เป็นต้นเรื่องจริงๆ

ถ้ามีความตั้งใจที่จะเปิดเผยข้อมูลเหล่านั้น ด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ
ต้องกระทำให้ถูกต้อง มิใช่หยิบยกเพียงบางส่วนมากล่าวอ้าง
แล้วทิ้งค้างไว้ ให้ผู้อ่านเดามั่วๆ วิจารณ์กันไปเรื่อยเปื่อย ต่อๆ ไปอย่างไร้ข้อมูลจริงของต้นตอ

อย่าลืม นะคะ .....
ต้องถามใจของผู้เจตนาให้ข่าวนี้ก่อน ... ว่าจริงใจกับสังคมจริงๆ หรือเปล่า..?


ตอบหน่อย ได้มั้ย...?



    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 27/01/2005 10:46 AM


ความคิดเห็นที่: 62

ตอบหน่อยได้ไหม ตอบฉันหน่อย ว่าเธอคิดถึงกัน
ไม่ต้องหวานต้องแหววหรอก
อยากถามแค่ให้เธอ ตอบหน่อยได้ไหม ตอบฉันก่อน ว่าเธอคิดถึงฉัน
อย่างที่ฉัน มันคิดถึง คอยเธอกลับมา

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 27/01/2005 04:13 PM


ความคิดเห็นที่: 63


รัฐบาลพรรค ปชป.
สร้างตราบาปมหาศาลให้กับประเทศไทย


ทศวรรษที่ 2530 ..... เป็นทศวรรษแห่งการขยายตัวที่รวดเร็วของไทย คือ มากกว่า 8% เกือบทุกปี ประเทศไทยมีเงินไหลเข้าจากต่างประเทศ อย่างมหาศาลทั้งในรูปเงินกู้และเงินลงทุน ในขณะที่มีเงินไหลเข้าอย่างรุนแรงนั้น นโยบายของประเทศมิได้มีการปรับตัวเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น การวางกฎเกณฑ์ ควบคุมสถาบันการเงินเป็นไปด้วยความหละหลวม และความผิดพลาดที่สำคัญก็คือ การดำเนินนโยบายตรึงค่าเงินบาทไว้กับดอลลาร์เป็นเวลานานทำให้ขาดกลไกสำคัญที่จะช่วยลดแรงกดดันจากการไหลเข้าของเงิน และยังเท่ากับเป็นการค้ำประกันและส่งเสริมการกู้เงินระยะสั้นจากต่างประเทศ เมื่อรวมเข้ากับการเปิดเสรีทางการเงิน และ การที่ดอกเบี้ยภายในประเทศสูงกว่าภายนอกมาก ก็ยิ่งทำให้การกู้ยืมเงินจากต่างประเทศเติบโตจนเกินควบคุม สภาพคล่องที่ล้น

เพราะ ..... เงินไหลเข้าได้ทำให้เกิดฟองสบู่ในราคาอสังหาริมทรัพย์ และ ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่พุ่งสูงขึ้นจนเกินเหตุผล ภาคสถาบันการเงิน เมื่อมีสภาพคล่องมากก็ปล่อยกู้อย่าง หละหลวม มีการทุจริต และ การลงทุนในโครงการที่ไม่คุ้มค่าเป็นจำนวนมาก ในที่สุดเมื่อสถานการณ์สุกงอม อสังหาริมทรัพย์เริ่มขายไม่ออกอย่างรุนแรง สถาบันการเงินหลายแห่งเริ่มประสบปัญหาหนี้เสีย หนี้สินต่างประเทศเพิ่มขึ้น จนเข้าใกล้ 60%ของ GDP และดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศที่ขาดดุลมาโดยตลอด ก็เพิ่มขึ้นจนถึงขีดอันตราย กองทุนต่างประเทศก็เข้ามาฉวยโอกาสหากำไร

โดยการเข้าโจมตีค่าเงิน ..... ผสมโรงกับนักลงทุนในประเทศที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงของตัวเอง กดดันให้รัฐบาลต้องยอมลดค่าเงินบาท การลดค่าเงินทำให้เกิดการขาดทุน และ มีหนี้สินเพิ่มขึ้นทั้งในภาครัฐ และ ภาคเอกชน ตลอดจนนักลงทุนต่างประเทศบางกลุ่มก็ขาดทุนกันอย่างรุนแรง ในขณะที่เกิดวิกฤติทางการเงิน ก็มีเงินไหลออกนอกประเทศอย่างฉับพลัน เจ้าหนี้ต่างประเทศเรียกหนี้คืน และ ไม่ยอมต่อสัญญาเงินกู้ เกิดเป็นปรากฎการณ์สภาพคล่องเหือด ฟองสบู่แตก

รัฐบาล ชาติชาย
ระหว่าง สิงหา 2531-กุมภา 2534


เป็นยุคของการเปิดเสรีทางการลงทุน ชักชวนต่างชาติมาลงทุน
เศรษฐกิจขยายตัวรวดเร็ว และ เริ่มมีการสะสมฟองสบู่ โดยเฉพาะที่ดินที่มีการเก็งกำไรกันมาก

อัตราการขยายตัวประมาณ 11~13%ของ GDP
ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบประมาณ 3~ 8% ของ GD P
หนี้ต่างประเทศรวม (ปี 2533) 29600 ล้านดอลลาร์

รัฐบาล อานันท์ 1 และ 2
ระหว่าง มี.ค. 2534 - เม.ย. 2535 และ ระหว่าง มิ.ย 2535 - ก.ย.2535


รัฐบาลได้สร้างภาพพจน์ต่อต่างประเทศด้วยการเปิดเสรีทางการค้า
มีการลดภาษีนำเข้าหลายรายการเช่น รถยนต์ ไทยขาดดุลการค้ามากขึ้น

อัตราการขยายตัวประมา ณ 8.5 %ของ GDP
ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบประมาณ 5.5~ 7.5% ของ GDP
หนี้ต่างประเทศรวม (ปี 2535) 43621 ล้านดอลลาร์

รัฐบาล ชวน 1
ระหว่าง ก.ย.2535 - พ.ค. 2538


นโยบายเปิดเสรีทางการเงิน โดยหวังให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินในภูมิภาค อนุญาติให้มีการปล่อยสินเชื่อวิเทศธนกิจ BIBF แต่ได้คงนโยบายค่าเงินตายตัวโดยผูกติดไว้กับดอลลาร์ ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถปรับตัวได้ อีกทั้งการกู้เงินต่างประเทศประเภท BIBF นั้นก็ได้มีการผ่อนคลายมาตรการกำกับที่มีอยู่เดิมให้ ไม่ต้องมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามมาตรฐาน BIS

นโยบายเปิดเสรีทางสาธารณูปโภค รัฐบาลขณะนั้นมีนโยบายจำกัด บทบาทของภาครัฐ โดยให้สัมปทานกับเอกชน และ เรียกเก็บค่าสัมปทานล่วงหน้า เช่น โทรคมนาคม ทางด่วน ...สบายครับ นอกจากไม่เปลืองงบแล้ว ยังได้เงินเข้ารัฐ ทั้งไม่ต้องเสี่ยงโดนด่าว่าขายสมบัติชาติ หรือ มีผลประโยชน์ทับซ้อนเหมือนระดมทุนจากตลาดทุน

การเพิ่มบทบาทของภาคเอกชน ..... ในการลงทุนในสาธารณูปโภคและการเปิดเสรีภาคการเงิน เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดการกู้ยืมเงินจากนอกประเทศ โดยภาคเอกชนเพิ่มขึ้นมาก มีการกู้เงินจากนอกประเทศเข้ามาฝากกินส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย เก็งกำไรในที่ดิน และในตลาดหุ้น สถาบันการเงิน ก็กู้เงินเข้ามาปล่อยกู้อย่างหละหลวม มีการใช้เงินกู้ไปในการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า ในเวลาไม่กี่ปีหนี้สินต่างประเทศของไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปี 2537 IMF ได้เริ่มเตือนประเทศไทยให้เปลี่ยนนโยบายการเงิน และ ได้เตือนซ้ำอีกในปี 2538 แต่ไม่ได้รับความสนใจ ระยะนี้อัตราการขยายตัวของไทยยังคงอยู่ ในระดับสูงคือประมาณ 8~9% ของ GDP แต่ช่วงนี้ ก็มีดุลบัญชีเดินสะพัดที่ติดลบรุนแรงทุกปีเช่นกัน (-5~ -5.5 %ของ GDP )

ส่วนหนี้ต่างประเทศก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก ปี 2538 ไทยมีหนี้ต่างประเทศ 82,568 ล้านดอลลาร์ หรือ เพิ่มขึ้นประมาณ หนึ่งเท่าตัวในช่วงเวลา 3 ปีของรัฐบาล

รัฐบาลบรรหาร
ระหว่าง ก.ค.2538 - ก.ย. 2539


ช่วงรัฐบาลบรรหาร เริ่มมีการเสื่อมลงของอสังหาริมทรัพย์ และ หนี้สินในสถาบันการเงิน ตลาดหุ้นตกต่ำลง การส่งออกกุ้งถูกกีดกันจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ ประจวบกับค่าเงินดอลลาร์ได้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เงินบาทที่ผูกติดไว้กับดอลลาร์ก็สูงตามไปด้วย ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงไปอีก

ปี 2538 และ 2539 ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยตกต่ำเข้าขั้นวิกฤต สองปีติดต่อกัน คือ -8.2 และ -8.1 ตามลำดับทำให้เงินบาทอยู่ในฐานะที่ล่อแหลมต่อการถูกโจมตี ...

มี.ค. 2539 สถาบันจัดอันดับ Moody’s ได้เตือนว่า จะลดอันดับหนี้ระยะสั้นของไทย และการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแก้ไขปัญหา BBC โดยเพิ่มทุนใหม่โดยไม่ได้ลดทุนเก่าเสียก่อน ยิ่งซ้ำเติมให้ต่างชาติขาดความเชื่อมั่น และ กระบวนการขนเงินกลับก็ได้เริ่มต้นขึ้น

ก.ย. 2539 สถาบันจัดอันดับ Moody’s ได้ลดอันดับ พันธบัตรระยะสั้นของไทย ในช่วงรัฐบาลบรรหาร นักเก็งกำไรต่างชาติได้เข้ามาโจมตีค่าเงินหลายครั้งแต่ยังไม่รุนแรงนักเป็นการหยั่งเชิงว่า ธปท. จะเปลี่ยนนโยบายค่าเงินหรือไม่

ถึงตรงนี้คงจะกล่าวได้ว่า มีนโยบายทางการเงินการคลัง ที่ควรได้รับการแก้ไข แต่รัฐบาลไทยในอดีต ไม่ได้มีการตัดสินใจใดๆ คือ

1. ไม่ได้ดำเนินนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดพอ
2. ไม่ได้ดำเนินนโยบายทางการคลังที่เข้มงวดและเกินดุลมากพอ

3. ไม่ได้เตรียมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศให้เพียงพอ ต่อการไหลออกของเงินกู้และใช้ในยามวิกฤติ ขณะนั้นทุนสำรองของชาติมีเพียงพอสำหรับชำระสินค้าขาเข้าราว 4 เดือนเท่านั้น และยังเป็นเงินที่กู้มาเกือบทั้งหมด

4. ไม่ได้เปลี่ยนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนทั้งๆ ที่ IMF ได้เคยเตือน ในปี 2537 2538 (ชวน1) และ 2539(บรรหาร)

5. ไม่ได้มีนโยบายสะกัดกั้นการกู้เงินระยะสั้น (ในระยะหลังการกู้เงินจากต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นการกู้ระยะสั้น)

รัฐบาลชวลิต
ระหว่าง พย. 2539 - พ.ย. 2540


ต้นปี 2540 รัฐบาลได้ตัดงบประมาณแผ่นดินลงอย่างรุนแรงถึง 2 ครั้ง เพื่อชะลอเศรษฐกิจและเพื่อลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

ในปี 2540 ธุรกิจอสังหาริมทรัย์ก็ได้กลายเป็นหนี้เสีย ในสถาบันการเงินมากขึ้น ... อุตสาหกรรมบางอย่างก็แสดงอาการเป็นฟองสบู่ เกิดเป็นหนี้เสียเช่นกัน ... ในเดือน มี.ค. ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศว่ามีบริษัทเงินทุน 10 แห่งต้องเพิ่มทุนด่วน ... ประชาชนที่ได้ข่าวหนี้เสีย ก็แห่กันมาถอนเงินฝาก บ. เงินทุนขาดสภาพคล่อง ... จึงหันไปขอความช่วยเหลือจากกองทุนฟื้นฟู ... เดือน ก.ค. บริษัทเงินทุน 16 แห่งถูกระงับกิจการเป็นการชั่วคราว ... และอีก 42 แห่งในเดือน สิงหา เพื่อให้ ธ.ป.ท. เข้าไปตรวจสอบ

การโจมตี ค่าเงินของต่างชาติ

14 ก.พ. 2540 เดือนที่ 3 ของรัฐบาลชวลิต มีการโจมตีค่าเงิน โดยกองทุนต่างชาติอย่างรุนแรง ด้วยความกลัวว่าระบบการเงินจะพัง ... ธปท.ได้ทำสัญญา swap เพื่อปกป้องค่าเงินบาทไปถึง 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ... ขณะนั้นไทยมีหนี้ต่างประเทศ 91000 ล้านดอลลาร์ ... ครั้งนั้นแม้ ธปท. จะแกล้งสั่งจำกัดการแลกเปลี่ยนเงินบาทของธนาคารในประเทศ จนทำให้กองทุนต่างชาติต้องไปตั้งโต๊ะขอซื้อเงินบาทที่สิงคโปร์ในราคาแพง และขาดทุนไปตามกัน ... แต่กองทุนต่างชาติมิได้ล่าถอยแต่กลับไปเตรียมเงินบาทเพื่อกลับมาใหม่

14 พ.ค. 2540 ได้มีการโจมตีค่าเงินบาทครั้งใหญ่อีกครั้ง ... ธปท.ได้ต่อสู้โดยทำสัญญา swap ไปกว่าหมื่นล้านดอลลาร์ จนทำให้ทุนสำรองสุทธิ เหลือเพียง 2.5 พันล้านดอลลาร์ ... ทุนสำรองสุทธิ คือทุนสำรอง หักด้วยภาระ swap ... แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุนสำรองจริงๆเหลือเท่านั้น ... เพราะการส่งมอบภาระ swap ทำที่เวลาต่างๆ กันในอนาคต ส่วนจะเสียหายเท่าไร ก็อยู่ที่อัตราแลกเปลี่ยนเมื่อถึงกำหนดส่งมอบ

ตามรายงาน ศ.ป.ร.ที่ตั้งโดย ป.ช.ป. การต่อสู้ครั้งใหญ่ทั้งสองครั้ง ธ.ป.ท รายงานแต่ชัยชนะ แต่ไม่ได้รายงานยอด swap ให้ ร.ม.ต. คลังทราบ เพราะถือว่าเป็นบัญชีซื้อขายของฝ่ายการธนาคาร และ ไม่ได้กระทบกับเงินสำรองในทันที อีกทั้งต้องการซ่อนไม่ให้ ตลาดเงินและประชาชนรู้ ... จริงๆ แล้ว ร.ม.ต. คลังกับพลเอกชวลิตจะทราบหรือไม่ กระผมไม่อาจรู้ได้

25 มิ.ย. ดร.ทนง ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง ร.ม.ต. คลัง แทน ดร. อำนวย ได้สั่งให้ ธ.ป.ท. รายงานสถานะเงินสำรองสุทธิ และ เข้ารายงาน พลเอกชวลิต ในวันที่ 29 มิ.ย. จากนั้น พลเอกชวลิต ได้ตัดสินใจลดค่าเงินบาทโดยการปล่อยลอยตัว ในวันที่ 2 ก.ค. 40 ... เหตุผลคือเงินสำรองสุทธิลดลงมากจนไม่อยู่ในสถานะที่จะปกป้องค่าเงินได้อีก และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

เป็นอันสรุปว่า ธปท. ได้ทำให้เกิดความเสียหายจากการที่พยายามตั้งค่าเงินไว้สูงเกินไป และได้ทำสัญญา swap เพื่อต่อสู้กับการโจมตีค่าเงินบาท เป็นวงเงินรวมทั้งหมดเกือบ 30,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งภายหลังเมื่อ ธปท. ได้ชำระภาระ swap หมดแล้ว ... พบว่ามีขนาดความเสียหาย 188,760 ล้านบาท หรือทำสัญญา swap 30,000 ล้านเหรียญแล้วขาดทุนเฉลี่ยเหรียญละ 6.3 บาท ... ไม่ใช่เสียหาย ทั้งจำนวนสัญญาสามหมื่นล้านเหรียญ หรือ แปดแสนกว่าล้านอย่างที่มีคนบางกลุ่มพยายามทำให้ประชาชนเข้าใจอย่างนั้น ... การลดค่าเงินโดยการปล่อยลอยตัว แม้จะทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเป็นบวก ... นับจากเดือนกันยายน 2540 ไทยมีดุลการค้าเป็นบวก 800~ 1000 ล้านดอลลาร์ต่อเนื่องทุกเดือน ... แต่ก็ทำให้ธุรกิจที่กู้เงินต่างประเทศและธนาคารต่างๆ มีหนี้สินสูงขึ้นทันที

เมื่อเงินสำรองสุทธิลดต่ำลงมาก ทำให้รัฐบาลต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF เพื่อขอวงเงินสำรองไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน ... IMF ได้ตั้งวงเงินกู้ให้ไทยเพียง 17.2 พันล้านดอลลาร์ ... ให้เป็นงวดๆ หาก LOT ไม่ถูกใจเมื่อไหร่ก็ไม่ให้ ... ซึ่งทำให้เจ้าหนี้ต่างประเทศคาดว่าวงเงินเพียงเท่านั้น แม้จะเพียงพอต่อรัฐบาล แต่จะไม่เพียงพอต่อการคุ้มกันการทวงหนี้ของภาคเอกชน เมื่อวงเงินคุ้มกันไม่มากพอ การทวงหนี้ในภาคเอกชนจึงดำเนินต่อไปอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดการลดค่าเงินอย่างรุนแรง และ ปัญหาการขาดสภาพคล่อง ที่นำไปสู่การล้มละลายของธุรกิจจำนวนมากตามมา

ช่วงเดือน สิงหา ถึงตุลา 2540 ได้มีการปลุกกระแสสังคมอย่างหนักว่าประเทศไทยกำลังจะล้มละลาย เพราะรัฐบาลชวลิต จากกระแสต่อต้าน ... พลเอกชวลิตได้ตัดสินใจลาออก ขณะนั้นเงินบาทอยู่ที่ 36.85 บาท

รัฐบาล ชวน 2
ระหว่าง พ.ย. 2540 - ก.พ. 2544


หลังจาก ที่ได้เข้ามาบริหารประเทศด้วยเสียงเชียร์อันดังกระหึ่มของบรรดานักวิชาการ และ สื่อแล้ว รัฐบาลก็ได้พยายามหยุดยั้งการไหลออกของเงิน ด้วยการขึ้นดอกเบี้ย แต่เนื่องจากขาดความเชื่อมั่น แม้จะขึ้นดอกเบี้ยการไหลออกของเงินก็ยังไม่ลดลง ยังคงมีการเรียกหนี้คืนอย่างหนักจากต่างประเทศ ค่าเงินบาทได้ไหลลงต่อเนื่องและทำจุดต่ำสุดที่ 57.5 บาทต่อดอลลาร์ ในเดือน มกราคม 2541 ก่อนจะกลับขึ้นมาอยู่ในระดับประมาณ 40 บาท เมื่อสิ้นไตรมาสที่ 1 แต่รัฐบาลก็ยังคงตั้งเป้าที่จะทำให้ค่าเงินเข็งขึ้นไปอีก และ คงนโยบายดอกเบี้ยสูงต่อไป ทั้งๆที่เงินบาทได้เข้าสู่ระดับสมดุลและเศรษกิจชะลอลงอย่างรุนแรงแล้ว

ความพยายาม ที่จะทำให้เงินแข็งขึ้นโดยใช้นโยบายดอกเบี้ยสูง และ ควบคุมฐานเงินทำให้เงินฝืดเป็นเวลานาน เพื่อช่วยธุรกิจขนาดใหญ่ และ สถาบันการเงินที่กู้เงินต่างประเทศมาก และทำให้ธนาคารสามารถหากำไรจากการไม่ปล่อยสินเชื่อได้ โดยนำเงินมาฝากกับ ธ.ป.ท. แต่การใช้นโยบายนี้เป็นเวลานานเกินไปก็มีผลข้างเคียงคือ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง และ ปัญหาการขาดสภาพคล่องในธุรกิจขนาดเล็กรุนแรงมากขึ้น ช่วงนั้นมีธุรกิจล้มละลายเดือนหนึ่งๆ นับพันราย

ช่วงปลายเดือน ก.ค. ปี 2541 รัฐบาลได้เริ่มลดอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารลงเรื่อยๆ ธนาคารเองก็ลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน และยังไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยเงินกู้เข้าสู่ระบบเศรษกิจเพิ่มขึ้นแต่อย่างไร เนื่องจากธนาคารถูกบังคับให้ต้องกันสำรองให้ได้ ตามเกณฑ์ 8.5% ต่อสินทรัพย์เสี่ยง

สำหรับสถาบันทางการเงิน ที่ถูกปิดกิจการชั่วคราวและอยู่ในการดูแลของ ป.ร.ส. นั้น มี 56 แห่งไม่สามารถสำรองตามเกณฑ์ 15 % ... หลังจากถูกตรวจสอบบัญชีและประเมินราคาสินทรัพย์โดย บ.สอบบัญชีต่างชาติแล้ว ... จึงถูกปิดกิจการถาวร ปล่อยรอดมาเพียง BIC และ KK ซึ่งแข็งแรงถึงขนาดเข้าประมูลสินทรัพย์ ป.ร.ส. แข่งกับต่างชาติได้ ... กรณีที่ใช้เกณฑ์การสำรองหนี้เสียที่เข้มงวดกว่าปกตินี้รัฐบาลอธิบายว่า เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่กลับมาเป็นปัญหาอีก ... จากนั้นรัฐได้รีบจัดให้ประมูลขายสินทรัพย์ และ หนี้ที่ติดอยู่กับ ป.ร.ส. ออกไปทั้งหมด ตามคำแนะนำของที่ปรึกษาชาวต่างชาติ โดยไม่มีการประนอมหนี้แต่อย่างไร ... ด้วยผลประโยชน์ที่ขัดแย้ง ที่ปรึกษาต่างชาติได้ตั้งกฎเกณฑ์ที่เอื้อให้พวกตัวเองและกีดกันคู่แข่งขัน ในการประมูลปี 2541 ได้ราคาต่ำเพียง 20% เท่านั้น ... รัฐบาลให้เหตุผลว่าที่รีบขายออกไปเพราะต้องการขายก่อนประเทศอื่นที่มี ปัญหาเช่นกัน เช่นเกาหลี อินโด และจะทำให้ได้เงินเข้าประเทศ

การปิดสถาบันการเงิน ทำให้ธุรกิจที่กู้เงิน ถูกปิดวงเงิน ทรัพย์สินถูกยึดติดไปกับหนี้ ไม่มีเงินหมุนเวียน กลายเป็นหนี้เสีย ลุกลามไปยังสถาบันการเงินอื่น ทั้งสินทรัพย์ที่ได้ถูกประมูลไป แล้วขายออกมาในราคาถูกกว่าท้องตลาด ก็มีส่วนทำให้สินทรัพย์ที่ตกต่ำอยู่แล้วตกต่ำลงไปอีก และ ย้อนกลับมาเป็นภาระให้ธนาคารต้องกันสำรองมากขึ้น ... สินทรัพย์ที่ราคาต่ำลง ทำให้หลักประกันไม่คุ้มมูลหนี้ หนี้สินที่ให้กู้จึงจัดเป็นหนี้เสีย ต้องตั้งสำรอง นำไปสู่การลดลงของกองทุน ซึ่งธนาคารเกือบทุกแห่งต้องลดทุนลงจนสูญเสียความเป็นเจ้าของ

ความเสียหายจากฟองสบู่แตก ในครั้งนั้นมีความเสียหายเท่าไรไม่อาจประเมินได้แน่ชัด เฉพาะความเสียหายในภาคสถาบันการเงินก็มีมูลค่านับล้านล้านบาท ยังไม่รวมการที่รัฐต้องยอมลดค่าสัมปทานให้กับธุรกิจเอกชน การล้มละลายของธุรกิจนับหมื่นแห่ง รวมถึงธุรกิจไทยที่ต้องตกไปอยู่ในมือต่างชาติ

คำศัพท์

เงินสำรองระหว่างประเทศ
คือเงินที่มีสำรองไว้ใช้จ่ายกับต่างประเทศ ประกอบไปด้วย เงินเหลือใช้ และเงินที่กู้เขามา

ดุลบัญชีเดินสะพัด
คือ ดุลการค้าบวก ดุลบริการ เป็นตัววัดว่าการค้าขายทุกชนิดของประเทศมีกำไรหรือขาดทุนเท่าใด เสมือนเป็นงบกำไรขาดทุนของประเทศ ถ้าบัญชีเดินสะพัดขาดดุล ส่วนที่ขาดดุลจะถูกปิดด้วยทุนสำรองของประเทศ หรือด้วยการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ ... ทั้ง เงินกู้และเงินลงทุน

ดุลการชำระเงิน
เป็นตัวเลขแสดงเงินไหลเข้าออกสุทธิในช่วงเวลาหนึ่งๆ ซึ่งก็คือ ดุลบัญชีเดินสะพัด บวกด้วยเงินไหลเข้าจากการกู้เงิน หรือนำมาลงทุน หักด้วยเงินไหลออก เพื่อนำไปชำระหนี้ หรือเงินทุนไหลกลับในรูปเงินปันผลหรือขายหุ้นแล้วเอาคืนไป ดุลการชำระเงินจึงเป็นเหมือนกระแสเงิน Cash Flow ของประเทศ กรณีของประเทศไทยรัฐบาลในอดีต ได้ให้ความสำคัญกับดุลการชำระเงินมากเกินไป เมื่อดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบจึงไม่ได้มีความพยายามที่จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศหรือยอมลดค่าเงิน แต่ได้ทำการกู้เพิ่มซึ่งเป็นการกลบเกลื่อนปัญหาของประเทศ


คำถามที่น่าจะมีคำตอบ

1. หากรัฐบาลไทยในอดีตได้ตัดสินใจเปลี่ยนนโยบายค่าเงิน หรือได้ทำการชะลอเศรษฐกิจลงบ้าง เมื่อเห็นว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศติดลบมากเกินไป โดยเฉพาะหากกระทำก่อนที่หนี้ต่างประเทศจะอยู่ในระดับสูง สถานการณ์จะเปลี่ยนไปอย่างไร และการโจมตีค่าเงินจะเกิดขึ้นหรือไม่

2. เมื่อมีการโจมตีค่าเงิน หาก ธ.ป.ท. ตัดสินใจไม่ปกป้องค่าเงินแต่ยอมให้ค่าเงินลดลงในทันที ปัญหาการไหลออกของเงินกู้การล้มละลายของธุรกิจอันเนื่อง มาจากการขาดสภาพคล่องที่รุนแรงและภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น การตกต่ำของสินทรัพย์ หนี้เน่าใน ภาคสถาบันการเงินจะเกิดขึ้นหรือไม่ หรือเปลี่ยนไปอย่างไร

3. การโจมตีค่าเงินอย่างรุนแรงทั้งสองครั้ง หากรัฐบาลในขณะนั้นไม่ใช่ รัฐบาลพลเอกชวลิต แต่เป็นรัฐบาลอื่น เช่นรัฐบาลชวน ท่านคาดว่าจะมีการตัดสินใจต่อสู้กับการโจมตีค่าเงินหรือไม่

4. หากกล่าวว่าการตัดสินใจลดค่าเงินด้วยการ เปลี่ยนระบบ การเงินของประทศ ไปเป็น Managed Float System หรือ ลอยตัวภายใต้การจัดการ ... ในสถานการณ์ขณะนั้น โดยรัฐบาล พลเอกชวลิต เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด ฉะนั้นทางเลือกอื่นคืออะไร ในแนวทางนั้นจะสามารถแก้ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงเกินไปได้หรือไม่ รวมถึงจะต่อสู้กับการโจมตีค่าเงินของต่างชาติต่อไปอย่างไร

5. การใช้ข้อมูลเท็จ ปลุกกระดม สร้างกระแสให้เกิดความหวาดกลัว เพื่อโค่นล้มรัฐบาล พลเอกชวลิต รวมถึงการไปพูดโจมตีถึงต่างประเทศ มีส่วนทำให้ค่าเงินบาทรูดลงไปที่ 57.5 บาทต่อ ดอลลาร์หรือไม่

สรุป ..... มีพรรคเดียวเท่านั้น ที่ทำเช่นนี้ ให้เกิดกับประเทศชาติได้ คือ พรรค ปชป. นี้เท่านั้น และ ตอนนี้ พรรคนี้ ก็กำลังใช้คารม กลับขาวเป็นดำ กลับดำเป็นขาว เพื่อสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติอีก ไม่มีพรรคการเมืองใดจะทำได้เท่าพรรคนี้อีกแล้ว เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ พวกนี้ก็จะทำได้ทุกอย่าง ร่วมมือกับโจรโกงเงินชาวบ้าน เช่น ..... นายเอกยุทธ พรรคนี้ก็ทำ



อ้างอิงจาก ... ความคิดเห็นที่: 8 โดย ใต้โว้ย เมื่อ : 27/01/2005 12:24 PM
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเต็ม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 27/01/2005 06:30 PM


ความคิดเห็นที่: 64


เบื้องหลังที่มาของ บันทึกลับ 2540
โดย ..... เซี่ยงเส้าหลง .. ผู้จัดการฯ วันที่ 27 มกราคม 2548 00:45 น.



กลายเป็น หนังสือดัง ไปแล้ว เพียงแค่ชั่วข้ามคืน บันทึกลับ 2540 ความจริงที่ถูกปกปิดมาเป็นเวลานาน เขียนโดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อาจจะเพราะ ใกล้วันเลือกตั้งทั่วไป เลยถูกตีความว่าอาจจะเป็น หมัดเด็ด, อาวุธลับ ของขุนพลเฒ่าผู้มีชั้นเชิงการเมืองแพรวพราว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

จริง ๆ แล้วเรื่องนี้น่ะ ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนมากไปกว่าเพื่อ ตอบโต้ ถ้อยคำรุนแรงของ ชวน หลีกภัย ที่ ตอบโต้กันไปมา กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในประเด็นต่อปากต่อคำเรื่อง สัปเหร่อ ในช่วง วันที่ 20 – 22 ธันวาคม 2547 ทั้งนี้โดยเริ่มต้นจากนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ไปปาฐกถาเนื่องในโอกาส 3 ปี TAMC ภายใต้ชื่องาน60 ล้านไทยพ้นภัยเศรษฐกิจ ย่อวิกฤต ต่อโอกาส โดยบสท. โดยกล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลชุดที่แล้วว่า

..........ดำเนินการผิดพลาด แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยมีการตั้งกู๊ดแบงก์ขึ้นมา แต่ไม่มีแบดแบงก์ และขายธนาคารต่าง ๆ ให้ฝรั่งในราคาถูก จนรัฐบาลผมต้องเข้ามาแก้ไข้ปัญหา ซื้อคืนในราคาแพง..........

ไฮไลท์สำคัญคือ การเปรียบเทียบว่ารัฐบาลชุดนี้เป็น หมอรักษาคนไข้ แต่รัฐบาลชุดก่อนหน้าทำงานในลักษณะเดียวกับ สัปเหร่อ ตรงที่ ... ไม่มีการรักษาคนไข้ให้ถึงที่สุด แต่กลับส่งคนไข้ที่อาการหนักเข้าห้องดับจิต

เล่นเอานายกรัฐมนตรีคนที่ 20 โกรธจนแทบจะเห็นควันออกหู ออกมาตอบโต้ในวันต่อมาในทำนองว่า ก็จริงอยู่ที่เมื่อปลายปี 2540 โน่นต้องเป็น สัปเหร่อ แต่ก็เพราะรัฐบาลก่อนหน้านั้นภายใต้การนำของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่มีรองนายกรัฐมนตรีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่างหากที่ ทำให้ประเทศไทยเป็นศพ โดยเน้นที่การปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อ วันที่ 2 กรกฎาคม 2540

ดังประโยคต่อไปนี้ ..... พรรคประชาธิปัตย์เข้าไปแก้ปัญหาเรื่องหนี้เสียที่เกิดขึ้นในรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่เปลี่ยนระบบค่าเงินบาท ทำให้ค่าเงินอ่อนลงมากเกินกว่าที่รัฐบาลคาดหมาย ทำให้ธุรกิจสถาบันการเงินมีปัญหา เพราะกู้เงินจากต่างประเทศ ในที่สุดเงินสำรองระหว่างประเทศก็หมดไปเกือบเกลี้ยง เหลือเพียงแค่ 800 ล้านเหรียญ จนรัฐบาลขอความช่วยเหลือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และในที่สุดก็ไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้ จึงยกรัฐบาลลาออก

แต่ก่อนที่จะออก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธบอกว่า เศรษฐกิจไทยเหมือนคนไข้ ตายแน่นอนแล้ว เพราะเงินสำรองระหว่างประเทศหมดเกลี้ยง ..........

เอาเรื่องเก่ามาตัดตอนพูด เช่นนี้
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่อยู่ในช่วง บั้นปลายของชีวิตทางการเมือง
มีหรือจะ นิ่งเฉย ต้อง ตอบโต้ ชี้แจง และ นี่คือที่มาของหนังสือเล่มนี้


อ่านดูทั้งหมดแล้ว คนที่น่าจะ เดือดร้อน
คือ พรรคประชาธิปัตย์ และ ผู้บริหารระดับสูงของแบงก์ชาติในขณะนั้น
โดยเฉพาะ ศิริ การเจริญดี


จริง ๆ แล้ว ออกจะ เป็นประโยชน์กับ ทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ พรรคไทยรักไทย แต่เหตุไฉน สมัคร สุนทรเวช – ดุสิต ศิริวรรณ ถึงได้ ตีความไปอีกทางหนึ่ง ทางหน้าจอ โมเดิร์นไนน์ 9 วานนี้ ...

เซี่ยงเส้าหลงว่า ..........
ก่อนจะ ด่วนวิพากษ์ น่าจะ อ่าน หรืออย่างน้อยที่สุด อ่านผ่าน ๆ เสียก่อน

เพราะ ถ้าได้ อ่านผ่านๆ อย่างน้อย ดุสิต ศิริวรรณ ก็จะได้รู้ว่า ข้อมูลส่วนใหญ่ อยู่ใน ทิศทางเดียวกัน กับที่ท่านต่อสู้มาในกรณี ปรส. การด่วนออกมาวิพากษ์อาจจะทำให้กระแสสังคมเชื่อว่างานนี้มี ใครบางคน กำลัง กริ่งเกรง ร้อนตัว ว่า มีส่วนได้-เสียจากการได้รู้เห็นนโยบายลดค่าเงินบาท ก็ได้นะ

เนื้อหาที่น่าสนใจที่สุดคือ
บทที่ 9 ..... ใครหนุน ใครต้าน ลดค่าเงิน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
บทที่ 10 ..... ความลับของทูตลับไปเมืองจีน

ที่ ไม่อ่านไม่ได้ เพาะ เป็นกรณีคลาสิคกรณีหนึ่งว่าด้วย การเมืองระหว่างประเทศ จริงๆ แล้วเรื่องนี้ พายัพ วนาสุวรรณ เปิดเผยในการตอบคำถามของเขาตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546 ในหัวข้อ จีนกับวิกฤตของไทยปี 2540 เพียงแต่ในหนังสือเล่มของ ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เล่มนี้ มีการตีพิมพ์ จดหมายลับ 2 ฉบับถึงผู้นำจีน ที่เขียนด้วย สำนวนโวหารระดับปรมาจารย์ และ ให้รายละเอียดอ้างอิงคำกล่าวของ พล.อ.มงคล อัมพรพิฎฐ์ ที่มีต่อพฤติกรรมทรยศของหนึ่งในทูตลับ ออกมาว่า .....

ไอ้คนที่ทำลายประเทศไทยเช่นนี้ หากเป็นสมัยโบราณก็ต้องถูกยิงเป้า

ประวัติศาสตร์ช่วงนั้นอยู่ระหว่าง วันที่ 13 – 15 กรกฎาคม 2540 คณะทูตลับที่ร่วมเดินทางไป จีน เพื่อขอกู้เงิน 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีจำนวน 6 คน ไม่รวมพนักงานข้อมูลอีก 3 คน

... พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์
... พล.อ.วิชิต ยาทิพย์
... สุรศักดิ์ นานานุกูล
... ไพศาล พืชมงคล
... นิพัทธ พุกกะณะสุต
... และ ศิริ การเจริญดี ...................... ฯลฯ

ผลการเจรจาในชั้นต้น ทำท่าว่าจะ เรียบร้อย แต่แล้วกลับมี หนึ่งในคณะทูตลับ ขอเวลานอกออกไปสนทนากับฝ่ายธนาคารกลางของจีน แล้วไปแจ้งข้อมูลเท็จว่า ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงิน 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ... พวกที่เดินทางมาเป็นพวกไม่รู้เรื่องไม่รู้ราว ในที่สุดจีนก็เลยให้กู้เพียง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะเชื่อว่า ไทยต้องการเพียงเท่านั้น หนึ่งในคณะทูตลับคือ ใคร หากันไม่ยาก

ขอพักเรื่อง บันทึกลับ 2540 ความจริงที่ถูกปกปิดมาเป็นเวลานาน ไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน เพราะพอเขียนถึง หัวหน้าคณะทูตลับ เมื่อ 8 ปีก่อน พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ ก็เผอิญได้อ่าน คำร้อง ต่อ ศาลล้มละลายกลาง ของ ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ฉบับลงวันที่เมื่อ 2 วันก่อนพอดีจึงเห็นว่าท่านผู้นี้ เฮง จริง ๆ

จะไม่ เฮง ได้อย่างไร พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ นอกจากมีตำแหน่งแห่งที่เป็น ประธานคณะกรรมการธนาคารกรุงไทยจำกัด(มหาชน) กินเงินเดือนอยู่แล้วประมาณ 400,000 บาท ในฐานะ พนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ ที่ต้องปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 ที่กำหนดให้ต้องทำงานเต็มเวลา แต่ก็ยังเข้ามาเป็น 1 ใน 5 คณะผู้บริหารแผน ของ ทีพีไอ ตามการมอบหมายของ กระทรวงการคลัง

นั่นไม่สำคัญ เท่ากับว่ายังมากินเงินเดือนจาก ทีพีไอ อีก 1,000,000 บาท เท่านั้นยังไม่พอยังมี เบี้ยประชุม อีก ครั้งละ 25,000 บาท เรื่องนี้ ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ร้องต่อศาลโดยกล่าวหาว่าผิดกฎหมายดังกล่าว มาตรา 6 ประกอบมาตรา 3 หากมีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้อง รับเงินเดือนเพิ่ม ก็ควรจะต้องไป รับจากกระทรวงการคลัง – ไม่ใช่รับจากทีพีไอที่อยู่ระหว่าฟื้นฟูกิจการ

เหตุผลที่ยกขึ้นมา ขอความกรุณาจากศาลก็คือ เปรียบได้กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งศาลเคยแต่งตั้งให้ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารแผนชั่วคราว ก็หาได้เรียกหรือรับเงินจากลูกหนี้แต่อย่างใดไม่

และ ที่สำคัญก็คือ บริษัทลูกหนี้อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ การที่ผู้บริหารแผนคนใหม่ใช้จ่ายเงินของลูกหนี้จำนวนสูงมาก จึงไม่โปร่งใส ขัดต่อหลักธรรมาภิบาล ไม่รู้เหมือนกันว่า การที่ พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ ปฏิเสธไม่รับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุดนั้น นอกจากเหตุผล เกรงใจเพื่อนร่วมรุ่นจปร. 9 พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร แล้วยังมีเหตุผลความจำเป็นใน การปฏิบัติภารกิจอันใหญ่หลวงเพื่อชาติที่แบงก์กรุงไทยและทีพีไอ ด้วยหรือเปล่า

ไม่เพียงแต่ พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ อีก 4 ผู้บริหารแผนคือ พละ สุขเวช ... ทะนง พิทยะ ... ปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ... และ อารีย์ วงศ์อารยะ ยังร่วมขบวนการ เฮง เพราะต่างก็ได้รับเงินเดือนจาก ทีพีไอ อีกคนละ 750,000 บาท ทั้ง ๆ ที่แต่ละคนล้วนมี งานประจำ เป็น พนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ ในระดับ ประธาน ด้วยกันทุกคน

ผู้บริหารแผนทั้ง 5 ท่าน พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ ... พละ สุขเวช ... ทะนง พิทยะ ... ปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ... และ อารีย์ วงศ์อารยะ ถูกกล่าวโทษโดยรวมจาก ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ว่า

..........คณะบุคคลซึ่งเป็นตัวแทนกระทรวงการคลังทั้ง 5 คน ทำงานในหลายตำแหน่ง และเข้ามาทำงานกับลูกหนี้เพียงบางครั้งคราว มิได้ทำงานเต็มเวลา นอกจากจะไม่มีเวลาจะทำงานให้ลูกหนี้อย่างเต็มที่แล้ว ยังเป็นการเบียดบังเวลาราชการ ซึ่งทั้ง 5 คนเป็นเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 4 แห่งพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และมีงานประจำได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนเต็มที่จากหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่..........

งานนี้ก็ขึ้นอยู่กับ ศาลล้มละลายกลาง ว่าจะ วินิจฉัย อย่างไร

..........เฉพาะ พละ สุขเวช นั้นยังถูกกล่าวหาในเชิง ขัดหลักแห่งการขัดกันซึ่งผลประโยชน์ เพราะไม่เพียงแต่เป็น พนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ แต่ยังเป็นองค์การและหน่วยงานที่เป็น คู่แข่งทางการค้า ของ ทีพีไอ คือ ปตท. ... ไทยออยล์ ... ไทยโอเลฟินส์ ... และ ไทยอะโรเมติกส์ อีกต่างหาก..........



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 28/01/2005 08:24 AM


ความคิดเห็นที่: 65


ลับ..ไม่..ที่สุด..วันลอยค่าเงิน.....ตอนที่ 2
โดย ..... ผู้จัดการออนไลน์ 27 มกราคม 2548 23:56 น.



บันทึกลับ 2540 ความจริงที่ถูกปกปิดมาเป็นเวลานาน ซึ่งเขียนโดย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เป็นหนังสือที่ต้องการนำเสนอข้อมูลเหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยนั่นคือ การลดค่าเงินบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ว่า ใครคือต้นเหตุ และใครบ้างที่มีส่วนรับรู้ล่วงหน้าว่า จะมีการลดค่าเงินบาท "ผู้จัดการ"นำเนื้อหาบทที่ 13 และ 14 ซึ่งเป็นการลำดับเหตุการณ์และบุคคลที่เกี่ยวข้องในการตัดสินใจลดค่าเงินบาท มานำเสนอ

บทที่ 14
"ลับ (ไม่) ที่สุด" วันลอยค่าเงิน (ตอนที่ 2)

หลังจากวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ลงนามให้ประกาศลอยค่าเงินบาท ก็ได้ตัดสินใจคิดที่จะต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะได้ถูกเจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยหลอกให้ทำงานให้กับประเทศชาติ โดยการโกหกออกอากาศทางโทรทัศน์ว่า จะไม่ลดค่าเงินตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน 2540 แต่ต้องมาเป็นผู้ลงนามให้ลอยค่าเงินบาทเสียเองในเวลาเพียง 11 วันต่อมา

ยังมีคำถามค้างคาใจอีกหลายคนว่า เหตุใดธนาคารแห่งประเทศไทย ที่รู้ดีอยู่แล้วว่าสุดท้าย ในอีก 2 วันข้างหน้า จะต้องประกาศลอยตัวค่าเงินจึงไม่ให้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลอยตัวค่าเงินเสีย ตั้งแต่คืนวันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2540 .............ซึ่งอยู่ในวิสัยที่น่าจะทำได้หรือไม่?

จะยิ่งผิดสังเกตมากกว่านี้ หากย้อนเวลาดู เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน 2540 ผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้เข้าพบ นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ซึ่งได้เห็นสถานภาพของเงินทุนสำรองสุทธิที่เหลือน้อยมาก และ ไม่มีความสามารถจะปกป้องค่าเงินได้ต่อไปแล้ว จึงได้ให้นโยบายกับผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทยไปเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเหตุใดจึงไม่ตอบสนองโดยทันที? ทั้งๆ ที่ผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทย 7 คน ได้มีมติเอกฉันท์แล้ว ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน 2540 ว่า ..........

ต้องลอยค่าเงินบาทเท่านั้น และ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ดังนั้น ถ้าได้มีโอกาสเห็นแผนภูมิว่า เกิดอะไรขึ้น ก็คงจะทำให้เกิดความเข้าใจขึ้นว่า เงินตราต่างประเทศเข้าออกอย่างไร ในช่วงสุดท้ายของเดือนมิถุนายน 2540 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2540 จึงขอนำแผนภูมิที่ได้มาจากรายงานของ ศปร.มาเพ่งรายละเอียดกันดูบ้างว่าเป็นอย่างไร?

เหตุใดหลังจากวันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2540 ในเมื่อตัวแทนธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลังได้เข้าพบกับ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เพื่อแจ้งว่าจะต้องเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัวแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยกลับยังไปทำสัญญา SWAP ผูกพันภาระล่วงหน้าที่จะส่งมอบเงินเหรียญสหรัฐ ในอนาคตเพิ่มเติมมากขึ้นไปอีก ในวันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน 2540 ถึงประมาณเกือบ 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้นประมาณ 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก็คิดเป็นเงิน 85,000 ล้านบาท ในเวลาเพียงแค่ 1 วันเท่านั้น

SWAP มีกลไกการทำงานอย่างไรนั้น ได้เคยกล่าวเอาไว้ในรายละเอียดก่อนหน้านี้แล้ว ในบทที่ 11 เรื่องสงครามโจมตี-สงครามปกป้องค่าเงินบาทว่า ทำไปด้วยเหตุผลใด โดยจะขอทบทวนเฉพาะหลักการได้ดังนี้

...............ด้วยระบบตะกร้าเงินของประเทศไทย ที่มีอัตราแลกเปลี่ยนค่อนข้างคงที่ เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ถ้าใครนำเงินบาทมาแลกเงินเหรียญสหรัฐ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีหน้าที่แลกให้ไป โดยนำเงินตราต่างประเทศจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปแลกเปลี่ยน หากมีความต้องการเงินเหรียญสหรัฐอเมริกามากขึ้น เงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็จะลดลง...............

เมื่อแลกเปลี่ยนขายเงินเหรียญสหรัฐ ออกไปมากก็ต้องได้เงินบาทกลับมามาก เมื่อเงินบาทอยู่กับบัญชีของธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ได้ไปสู่ตลาดของธนาคารพาณิชย์ ก็ทำให้เงินบาทในตลาดธนาคารพาณิชย์ลดน้อยลง เมื่อเงินบาทในตลาดธนาคารพาณิชย์ลดน้อยลง ก็ทำให้มีความต้องการเงินบาทก็มากขึ้น และ เมื่อมีความต้องการเงินบาทมากขึ้น อัตราดอกเบี้ยเงินบาทก็ต้องสูงขึ้นอย่างแน่นอน

หากปล่อยไว้เช่นนี้ ดอกเบี้ยเงินบาทในประเทศย่อมสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนต้องประสบปัญหาแน่นอน ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงต้องหาทางทำให้เงินบาทกระจายกลับเข้าไปสู่ตลาดธนาคารพาณิชย์ ในขณะเดียวกันก็ดำเนินการหาเงินเหรียญสหรัฐกลับเข้ามาให้ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อมาช่วยทุนสำรองระหว่างประเทศที่ลดน้อยลงในปัจจุบัน จึงเป็นที่มาของธนาคารแห่งประเทศไทยในการทำธุรกรรมสัญญาขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า ที่เรียกว่า SWAP นั่นเอง โดยมีหลักการอธิบายให้ง่ายขึ้นก็คือ

...............ธนาคารแห่งประเทศไทยนำเงินบาทที่มีอยู่ในวันนี้ไปแลกเป็นเงินเหรียญสหรัฐ กับคู่สัญญากลับมาในวันนี้ก่อน ด้านหนึ่งเพื่อให้มีเงินเหรียญสหรัฐกลับมาเสริมทุนสำรองระหว่างประเทศที่ลดลง และในอีกด้านหนึ่งก็เท่ากับเป็นการระบายเงินบาทไปสู่ตลาดเพื่อป้องกันไม่ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินบาททะยานสูงขึ้น แต่มีสัญญากันว่าเมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งในอนาคตที่ได้ตกลงกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะต้องส่งมอบเงินเหรียญสหรัฐ คืนให้คู่สัญญา และคู่สัญญาก็จะหาเงินบาทมาส่งมอบคืนให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ตามอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยที่ได้ตกลงกัน เช่นกัน...............

นั่นหมายความว่า
เงินเหรียญสหรัฐ ที่ได้มาในวันนี้ มีภาระผูกพันที่จะต้องส่งมอบคืนในอนาคตนั่นเอง

การทำ SWAP ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะมีเหตุผลตามที่กล่าวมาข้างต้น การทำธุรกรรม SWAP วันไหนๆ ก็อาจจะไม่น่าตั้งข้อสังเกตมากเท่ากับ วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน 2540 เป็นวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบดีอยู่แล้วว่า จะต้องมีการลดค่าเงินบาทแล้วอย่างแน่นอนแล้ว แต่ทำไมจึงกลับไปทำธุรกรรม SWAP ถึงประมาณเกือบ 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐ...............ในเวลาเพียงแค่ 1 วันเท่านั้น?

ไม่กลัวว่าจะขาดทุนหรืออย่างไร..? ทั้งๆ ที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รู้แล้วว่าจะต้องลอยค่าเงินบาทอย่างแน่นอนแล้ว หากไปทำสัญญา SWAP ผูกพันส่งมอบเงินเหรียญสหรัฐ ให้คู่สัญญาในอนาคตเพิ่มเติมอีกเช่นนี้ เงินเหรียญสหรัฐ ที่ได้มาเป็นการชั่วคราวจากการทำธุรกรรม SWAP นั้น เมื่อถึงเวลาส่งมอบหาเงินเหรียญสหรัฐ คืนกลับไปในอนาคต ราคาของเงินเหรียญสหรัฐ ต้องแพงขึ้นอย่างแน่นอนเมื่อเทียบกับเงินบาทไทย

นั่นหมายความว่า
ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยที่น่าจะรู้อยู่แล้ว ใช่หรือไม่?

...............อุปมาเหมือนนักธุรกิจเมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้จะลดค่าเงินบาท ก็คงไม่ไปทำการกู้เงินต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อให้ตัวเองขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น บางทีหากรู้เป็นการล่วงหน้าก่อนว่าจะมีการลดค่าเงินอย่างแน่นอนแล้ว ก็ควรจะคืนหนี้ต่างประเทศก่อนกำหนดเสียด้วยซ้ำไป...............

หากย้อนเวลาไปไกลกว่านี้ อีกไม่กี่วันคือ วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่ผู้บริหารสูงสุดของธนาคารแห่งประเทศไทยทั้ง 6 คน ได้มีมติเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า ต้องเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา โดยที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยได้รับทราบมติแล้ว นับตั้งแต่นั้นวันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน 2540 ธนาคารแห่งประเทศไทยก็กลับยังมีการทำสัญญา SWAP ผูกพันส่งมอบเงินเหรียญสหรัฐ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากแผนภูมิจาก ศปร.แสดงให้เห็นว่า ภาระล่วงหน้าที่มีการทำสัญญากันว่า จะส่งมอบเงินเหรียญสหรัฐ มีการเพิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2540 จนถึง 30 มิถุนายน 2540 รวมทั้งสิ้นประมาณ 6,670 ล้านเหรียญสหรัฐ

เรื่องนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย ควรจะทำให้เกิดความกระจ่างชัดต่อสังคมไทยว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวเหตุใดต้องทำสัญญา SWAP ผูกพันการส่งมอบเงินเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น ทั้งที่เรื่องนี้ได้รับทราบกันอยู่แล้วว่า จะต้องมีการลอยค่าเงินบาทในที่สุด

มีการทำสัญญาไปกับใคร? และ จำนวนเท่าใด?

ธนาคารแห่งประเทศไทย ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนในสัญญาเหล่านั้นหรือไม่ และเป็นจำนวนเท่าไร?

และหากธนาคารแห่งประเทศไทยขาดทุน ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจะต้องขาดทุน ก็ต้องมีคำถามตามมาเช่นกันว่า การขาดทุนเหล่านั้นทำไปเพื่อสิ่งใด?

แล้วใครเป็นคนที่ได้กำไรจากการขาดทุนของธนาคารแห่งประเทศไทยกันบ้าง?

และ ได้กำไรกันไปรายละเท่าไร?

อย่างไรก็ดี ในเรื่องนี้หากมองอีกด้านหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยบางคนได้ให้เหตุผลในทำ SWAP ช่วงสุดท้าย และการไม่ประกาศลอยค่าเงินบาทก่อนวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ดังต่อไปนี้

1..... ธนาคารแห่งประเทศไทยพยายามหลีกเลี่ยงผลกระทบทางบัญชีต่อฐานะการเงินของธุรกิจเอกชนในวันปิดงวดกลางปี 30 มิถุนายน 2540 ... ซึ่งยังใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามระบบเดิมอยู่

2..... ที่ทำ SWAP กันมากอย่างผิดปกติในวันเดียวถึงประมาณ 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ในวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ก็เพื่อทำให้ทุนสำรองทางการเพิ่มขึ้นโดยทันที และอาจให้เหตุผลว่าเพราะวันที่ 30 มิถุนายน 2540 เป็นวันสิ้นเดือน เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศตัวเลขในทุกสิ้นเดือนตัวเลขทุนสำรองระหว่างประเทศจะได้เพิ่มมากขึ้นบัญชีจะได้ดูดี ... แม้ว่าจะมีภาระส่งมอบเงินเหรียญสหรัฐ ล่วงหน้าที่อาจจะต้องขาดทุนในอนาคตก็ตาม

หากเป็นไปตามข้อ 1 ก็ไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอเท่าไรนัก เพราะหากห่วงฐานะการเงินของเอกชนคนอื่นเพียงแค่ในวันปิดงวดกลางปี 30 มิถุนายน 2540 ผ่านไปเพียงอีก 2 วัน เอกชนเหล่านั้นก็ต้องเริ่มรับรู้ผลขาดทุนในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ดี และคงไม่น่าจะใช่เรื่องของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะต้องเอาความเสี่ยงเรื่องเงื่อนไขเวลาที่ทอดยาวออกไป อันอาจทำให้ข่าวรั่วในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเพียงเพื่อไปช่วยงวดบัญชีกลางปี 30 มิถุนายน 2540 ของฐานะของเอกชนบางกลุ่มให้ดูดีเป็นการชั่วคราว ... โดยเฉพาะคนกู้เงินต่างประเทศ

หากเป็นไปตามข้อ 2 ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะถ้าหากธนาคารแห่งประเทศไทยมีเหตุอ้างว่าต้องทำ SWAP อย่างผิดปกติทุกสิ้นเดือน บัญชีจะได้มีทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นตอนสิ้นเดือน ... แม้ว่าจะต้องมีภาระส่งมอบเงินเหรียญสหรัฐ ในอนาคตที่รู้อยู่ว่าจะต้องมีความเสี่ยงในการขาดทุนก็ตาม ... แต่ก็ไม่ปรากฏการทำ SWAP อย่างผิดปกติในวันสิ้นเดือนพฤษภาคม 2540 ในจำนวนมากๆ เหมือนกับที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2540 แต่อย่างใด

คำถามที่ตามมา ที่น่าจะชวนให้คิดว่า หากธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศลอยค่าเงินบาทเสีย ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2540 หรือเช้าตรู่ในวันที่ 30 มิถุนายน 2540

ธนาคารแห่งประเทศไทย
จะยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องทำธุรกรรม SWAP ต่อไปหรือไม่?


หากจำเป็นต้องทำธุรกรรม SWAP จริงๆ ถ้าให้เลือกระหว่างการรู้อยู่แล้วว่า ค่าเงินบาทลดอย่างแน่นอน และยังทำ SWAP ต่อไปโดยที่รู้ว่าจะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะต้องขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เปรียบเทียบกับการที่ปล่อยให้ค่าเงินบาทลอยตัว โดยที่เงินบาทลดลงไปก่อนแล้ว จึงค่อยไปทำ SWAP ในภายหลัง ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง อะไรจะดีกว่ากัน?

แต่บางทีการทำ SWAP ที่ไปเพิ่มทุนสำรองระหว่างประเทศ โดยรู้อยู่ว่าจะมีความเสี่ยงในการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจากภาระที่ส่งมอบเงินเหรียญสหรัฐ คืนกลับในอนาคตตามสัญญา อาจจะไม่จำเป็นเลยก็ได้ เพราะทันทีที่ประกาศลอยค่าเงินบาทแล้ว เงินตราต่างประเทศที่ไหลออกนอกประเทศเพื่อการเก็งกำไรก็น่าจะลดลงโดยปริยาย ในทางตรงกันข้ามเงินตราต่างประเทศก็น่าจะไหลกลับเข้าในประเทศในภาคตลาดหุ้นที่มีราคาถูกลงโดยทันที อันมีส่วนสำคัญทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศสูงขึ้นได้ในวันที่ 30 มิถุนายน 2540

แม้ว่าการทำธุรกรรม SWAP ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีศักยภาพที่จะสามารถนำเงินเหรียญสหรัฐ ไปแลกให้กับผู้ต้องการเงินเหรียญสหรัฐ ได้มากขึ้น ... แม้ว่าอาจจะต้องมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนในการส่งมอบเงินเหรียญสหรัฐ ในอนาคตก็ตาม ... แต่มีข้อน่าสังเกตตารางเวลาและเหตุการณ์ ประมาณการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2541 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน มีเงินสำรองสุทธิลดลงรวมทั้งสิ้น 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 50,000 ล้านบาท ทั้งที่ประเทศไทยในเวลานั้นขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเฉลี่ยเดือนละประมาณ 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เฉพาะเดือนนั้นเพียงเดือนเดียวเงินสำรองสุทธิกลับลดลงไปประมาณ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ตัวเลขเงินสำรองสุทธิที่ลดลง
ไม่ได้เป็นตัวเลขสุดท้ายที่พิสูจน์ได้ว่า มีเงินไหลออกผิดปกติเท่าไรหรือไม่?


เพราะ เงินสำรองสุทธิที่ลดลงก็เพียงแค่บอกว่าส่วนต่างที่เงินไหลออกมากกว่าเงินไหลเข้านั้น เป็นจำนวนเงินเท่าไร ... โดยเฉพาะช่วงสุดท้ายที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตัดสินใจแล้วว่า จะลอยค่าเงินบาท ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยก็น่าจะสืบค้นหาต่อกันไปว่า...............

ใครซื้อเงินเหรียญสหรัฐ กันมากๆ ในช่วงเวลานั้นบ้าง?
บางทีอาจจะทำให้ต่อภาพทั้งหมดชัดเจนได้มากขึ้นว่า เกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา


และที่สำคัญยังมีระบบการเงินนอกระบบโอนเงินใต้ดินอีกต่างหากที่ยังมีอยู่ในนาม โพยก๊วน ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะไม่สามารถรับรู้ได้เลยด้วยซ้ำไป ไม่มีใครรู้ได้ว่ามีใครได้ประโยชน์จากสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่? และคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพิสูจน์ได้ว่า มีใครได้ประโยชน์จากการรั่วไหลของข้อมูลจริงๆ หรือไม่ ซึ่งหวังไว้ว่าจะไม่มี แต่หากสมมติว่ามีใครได้ประโยชน์จากตรงนี้ด้วยการทำงานร่วมกับคนรู้ไส้แล้ว ขออนุญาตฝากความระลึกตามประสาคนขี้สงสัยว่า

...............คนรู้ไส้...............อยู่ที่ใด?...............ใครรู้บ้าง?
อยู่ว่างว่าง...............ก็รู้ไส้...............ได้จากไหน?
กำไรมั้ย?...............มากมั้ย?...............ใครได้ไป?
อยู่ที่ไหน?...............ใครตอบได้?...............ช่วยตอบที...............


...............ใครหนอใคร...............ใช้บิ๊กจิ๋ว...............ไปพูดปด?
บาทไม่ลด...............หนึ่งสัปดาห์...............หมดศักดิ์ศรี
สะสมมา...............คุณความดี...............ถูกย่ำยี
ใครได้ดี...............จากตรงนี้...............มีไหมเอย?...............



โปรดติดตามอ่าน ...............
บันทึกลับ 2540 ฯ ฉบับเต็ม ทาง http://www.manager.co.th เร็วๆนี้



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 28/01/2005 11:09 AM


ความคิดเห็นที่: 66



สนธิเผยหมดเปลือกเบื้องหลังค่าเงินบาทลอยตัว
โดย ..... ผู้จัดการออนไลน์ 29 มกราคม 2548 08:14 น.



เปิดเผยหมดเปลือกถึงเบื้องหลังค่าเงินบาทลอยตัว ปี 2540 ยันไม่ใช่ รัฐบาลพล.อ.ชวลิต ทำให้ประเทศไทยเป็นซากศพ แต่เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย เตือนพวกเก็งกำไรค่าเงินขณะนั้นกำลังถูกกรรมตามหลอน และ เตรียมออกหนังสือแฉเรื่องนี้เช่นกัน

สโรชา – สวัสดีค่ะ คุณผู้ชม ขอต้อนรับเข้าสู่รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ .............. กลับมาพบกันอีกครั้งนึงค่ะ กับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ดิฉัน สโรชา พรอุดมศักดิ์ค่ะ วันนี้มีเรื่องใหญ่หนึ่งเรื่องค่ะ ที่เราต้องพูดคุยกันอย่างลึกซึ้ง หนังสือเล่มนี้นะคะ หนังสือบันทึกลับ 2540 ความจริงที่ถูกปกปิดมาเป็นเวลานาน เชื่อว่าคุณผู้ชมคงจะได้เห็นหรือได้ยินข่าวเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้มาพอสมควรแล้วนะคะ แต่เชื่อว่าหลายๆ ท่านฟังแล้วอาจจะไม่ค่อยเข้าใจ ตกลงแล้ว เรื่องราวการตัดสินใจลดค่าเงินบาท ในปี 2540 เป็นอย่างไร ตัวละครที่มีบทบาทในการตัดสินใจครั้งนั้นคือใครบ้างและการดำเนินการทั้งหมดที่ว่าข้อสงสัย หนังสือเล่มนี้ถูกนำมาพิมพ์ในช่วงนี้จะใช้เป็นเครื่องมือในการหาเสียงหรือในการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่ค่ะ คุณสนธิ คุยกันยาวใช่ไหมค่ะ

สนธิ – ต้องคุยกันยาว จริงๆ แล้วที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนี้ก็มีพอสมควร และทำไมถึงออกในช่วงนี้ก็มีเหตุผลเหมือนกัน ..............

สโรชา – ใช่ค่ะ เพราะฉะนั้นพักกันซักครู่หนึ่งค่ะ เดี๋ยวกลับมาคุยกันในประเด็นของการตัดสินใจลดค่าเงินบาท ในปี 2540 ซักครู่เดียวค่ะ

****************************************

สโรชา – กลับมาสู่เมืองไทยรายสัปดาห์ วันนี้มีเรื่องต้องคุยกันเรื่องใหญ่ ซึ่งเป็นข่าวฮือฮาในสัปดาห์นี้นะคะ หนังสือซึ่งออกมาโดยคุณปานเทพ คิดว่ายังไงค่ะ คุณสนธิเล่า คงจะทราบดีละ ตั้งแต่ไล่กลับไป

สนธิ – หนังสือเล่มนี้ ท่านพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ท่านตั้งใจทำ คือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นคนพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง พูดจาแล้วต้องแปล บางทีพูดแล้วไม่เข้าใจ แต่ว่า ความที่พูดไม่รู้เรื่อง แต่พล.อ.ชวลิต เป็นคนที่มีน้ำใจเป็นสุภาพบุรุษสุดๆ โดนวิพากษ์วิจารณ์อะไรก็ไม่ว่าอะไร นั่งเฉย ปิดปากเงียบ เพราะว่าพล.อ.ชวลิตนั้นทำงานเบื้องหลังมามาก ก็มีความเคยชินกับการวิพากษ์วิจารณ์ แต่เหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ. 2540 นั้น จนกระทั่งปัจจุบัน พล.อ.ชวลิต ถูกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหามาตลอด ว่าเป็นคนที่ทำให้เศรษฐกิจพัง นะครับ ท่านอดทนมาตลอด ไม่พูดอะไร ไม่รู้จะพูดอะไร นานๆ พูดที เบรกมาแตกตอนช่วงนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ที่ท่านนายกฯ ทักษิณ ไปปาฐกถา ครบรอบ 3 ปี ของ บสท. คือ หัวข้อ 60 ล้านไทย พ้นภัยเศรษฐกิจ ย่อวิกฤติต่อโอกาส โดยบสท. เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2547

เผอิญท่านนายกฯ ทักษิณ ท่านไปแขวะรัฐบาลชุดพรรคประชาธิปัตย์ ท่านไปบอกว่า ได้มีการดำเนินการผิดพลาด แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยตั้งกู้ด แบงก์ขึ้นมา แต่ไม่มีแบด แบงก์ ขายธนาคารต่างๆ ให้ฝรั่งในราคาถูก จนรัฐบาลผมต้องเข้ามาแก้ปัญหา ซื้อคืนในราคาแพง เท่านั้น นอกนั้นแล้ว ไฮไลท์สำคัญ คือท่านนายกฯ ทักษิณ เปรียบเทียบว่า รัฐบาลชุดนี้เป็นหมอรักษาคนไข้ แต่รัฐบาลชุดก่อนทำหน้าที่แบบสัปเหร่อ ตรงนี้อดีตนายกฯ ชวนก็ฟิวส์ขาดนะครับ ก็คือว่าท่านก็เลยพูดบอกว่า ออกมาตอบโต้ ก็บอกว่าจริงอยู่เมื่อปลายปี 2540 ต้องเป็นสัปเหร่อ เพราะรัฐบาลก่อนหน้านั้น ภายใต้รัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่มีรองนายกฯ ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่างหากที่ทำให้ประเทศไทย เป็นศพ โดยเน้นที่การปรับอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2540 เท่านั้นเอง พี่จิ๋ว ของผมฟิวส์ไม่ขาด หม้อไฟระเบิด

สโรชา – ไม่ใช่แค่ฟิวส์ขาดแล้ว

สนธิ – ก็เลยตัดสินใจที่จะผลักดันหนังสือเล่มนี้ออกมาทันที

สโรชา – นี่คือเหตุการณ์เมื่อเดือนธ.ค. นี้เอง

สนธิ – ก็เลยเร่งทันทีเลย เอาหละ ไหนๆ พูดกันแล้วจะได้มาหงายไพ่ซักที ว่าใครบ้างที่จะรับผิดชอบ เรื่องนี้ก่อนที่ผมจะพูดต่อไป ผมอยากจะเตือนคนซึ่งฟังเรื่องนี้ และเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นมิสเตอร์เอ็กซ์ มิสเตอร์วาย มิสเตอร์แซด หรือว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนที่เกี่ยวข้องกัน และเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น หรืออะไรก็ตามให้รู้ว่า ณ วันนี้ อดีตเริ่มกลับมาหลอกหลอนตัวเองแล้ว ในทางพุทธเขาเรียกว่า กรรมกำลังเริ่มตามสนอง คุณสโรชา จำได้ไหม อาทิตย์ที่แล้ว ผมพูดถึงเรื่องนายโรเบิร์ต เอส แมคนามารา ปัจจุบันนี้ นายโรเบิร์ต เอส แมคนามารา กินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะช้ำใจกับการกระทำของตัวเอง เมื่อนานมาแล้วครั้งหนึ่งสมัยสงครามเวียดนาม แต่ก่อนที่จะพูดเรื่องนี้ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเทคนิเคิล ซับซ้อน เป็นเรื่องการเงิน การทอง

ก็ขออนุญาต คุณสโรชาและท่านผู้ชมทางบ้านหลายๆ ท่านที่ท่านชำนาญ เรื่องเศรษฐกิจและการเงิน ขอให้อดทนกับผมนิดนึง เพราะว่ายังมีพ่อแม่พี่น้องที่เป็นแฟนประจำรายการนี้ ที่ท่านไม่ค่อยรู้เรื่องนี้ ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง ประเทศประเทศหนึ่ง จำเป็นต้องมีเงินตราต่างประเทศสำรองเอาไว้ เงินตราต่างประเทศนี้ สำรองไว้ในลักษณะไหน สำรองเอาไว้โดยที่เงินนี้เอามาจากไหน ก็คือเงินซึ่งส่งออก ขายของออกไป ต่างประเทศ เขาจ่ายเงินมาเป็นดอลลาร์ เมื่อจ่ายเป็นดอลลาร์แล้ว พ่อค้าถือดอลลาร์ไว้ ไม่ได้ ต้องเอาดอลลาร์มาขายคืนให้กับธนาคารชาติ คุณสโรชาขายของไปเมืองนอกได้ 100 ดอลลาร์ เอากลับมาคุณสโรชาก็เอา 100 ดอลลาร์ ขายคืนให้กับแบงก์ชาติ ในอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกำหนดเอาไว้ว่าจะต้องเป็นเท่าไหร่ คุณสโรชาก็เอาเงินบาทซึ่งแบงก์ชาติมอบให้ เอามา แบงก์ชาติก็เก็บดอลลาร์ไว้ แบงก์ชาติเก็บไว้เยอะขึ้น เมื่อมีมากก็เอาไปซื้อพันธบัตรที่สหรัฐอเมริกา แต่ก็ถือว่าเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ

คือพูดง่ายๆ ว่า อีกหน่อยคุณสโรชา จะไปซื้อของจากเมืองนอกบ้าง เขาขายเป็นดอลลาร์ คุณสโรชาไม่มีดอลลาร์ แต่มีเงินบาท ก็เอาเงินบาทไปซื้อเงินดอลลาร์จากแบงก์ชาติ ซึ่งแบงก์ชาติเพิ่งซื้อจากคุณสโรชามา แบงก์ชาติก็ขายคืนดอลลาร์ให้คุณสโรชา ในอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันนั้นเวลานั้นที่ซื้อ เมื่อเสร็จแล้ว แบงก์ชาติก็ส่งดอลลาร์นี้ สั่งให้แบงก์พาณิชย์ ออกเงินดอลลาร์ผ่านแบงก์ชาติ เอาไปจ่ายให้ผู้ที่คุณสโรชาไปซื้อของ เข้าใจแล้วใช่ไหมครับ

สโรชา – พูดง่ายๆ ดิฉันไม่ต้องเอาเงินดอลลาร์ส่งไปให้กับทางปลายทาง

สนธิ – ไม่ต้องครับ เพราะฉะนั้นแล้วเงินตราต่างประเทศไม่ใช่มีเฉพาะดอลลาร์ ก็มีเงินเยน เงินปอนด์ เงินสวิส แต่ว่าสกุลดอลลาร์เป็นสกุลหลัก ที่เราใช้อยู่ นี่คือที่มาว่าทำไมธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงมีเงินสำรอง การมีเงินสำรอง ก็แปลว่าเราขายของมากกว่าที่เราซื้อของ เราถึงมีเงินสำรอง มีส่วนต่างตรงนั้นไว้ ทีนี้เงินสำรองตรงนี้ เมื่อปี 2527 ในสมัยที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีและคุณสมหมาย ฮุนตระกูล อดีตรมว.คลังซึ่งท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านได้ปรับเงินบาทให้ลอยตัว คำว่าลอยตัว หมายความว่าไม่กำหนดว่า เงินบาท จะต้องไปผูกกับเงินดอลลาร์ เป็นจำนวนเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นแล้วได้ปรับไปแล้ว ครั้งหนึ่ง เมื่อปี 2527 ตอนนั้นเศรษฐกิจก็วุ่นวายพอสมควร แต่ว่าหลังจากนั้นผ่านไปซักปีกว่าๆ ทุกอย่างก็เข้าเป็นไปตามระบบนะครับ

หลังจากนั้นมา ก็ได้มีการพูดกันว่า จากนี้ไป คุณสมหมายพูดเอง ว่าจะไม่มีการลอยตัว คือราคาค่าเงินบาทต่อดอลลาร์จะไม่ลดไปมากกว่านี้อีกแล้ว เพราะท่านปรับให้ลอยตัวแล้ว ลอยตัวหมายความว่าเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี บาทก็อ่อน ตามภาวะการตลาดที่แท้จริง บาทก็ราคาสูง ต่อดอลลาร์ ถ้าเศรษฐกิจแข็ง บาทก็ลดลงมาต่อดอลลาร์ ใช่ไหมครับ เข้าใจนะครับ ทีนี้มาดูเหตุการณ์นิดนึง คือวันนี้ท่านนายกฯ ทักษิณ ท่านชี้ไปที่คุณชวน คุณชวน ท่านชี้ไปที่คุณชวลิต คุณชวลิต ท่านก็เลยโบ้ยต่อ ไปที่คุณชวนอีกทีเหมือนกัน คือต้องเล่าเหตุการณ์ให้ฟังนิดนึง หลังจากที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ท่านลงจากเวทีในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณท่านขึ้นมาและต่อด้วยคุณชวน หลีกภัย พล.อ.ชาติชาย 2 ยุคนั้นและคุณอานันท์ ปันยารชุน และคุณชวน 2-3 ยุคนั้นเป็นยุคซึ่งเขาต้องการจะเปิดเสรีประเทศ

คำว่าเปิดเสรีหมายความว่า เขาไม่ต้องการให้มีการควบคุมอัตรา เงินตราต่างประเทศ ในลักษณะที่เป็นการควบคุมในอดีต คือว่าสมัยก่อนนั้น คุณสโรชาตั้งบริษัท จะกู้เงินเมืองนอกมา ต้องผ่านธนาคารแห่งประเทศไทย กู้ตรงไม่ได้ ทีนี้เผอิญช่วงนั้นเป็นช่วงซึ่งอเมริกาเริ่มจะรุก ใช้นโยบายการเงินรุกออกมานอกโลก คือใช้ดอลลาร์ รุกออกมาเพื่อให้คนกู้ดอลลาร์มากๆ เพื่อเป็นหนี้อเมริกมาก อเมริกาจะได้เข้ามาทำธุรกรรมทางการเงินได้ ก็เลยมีการเสนอให้เปิดประเทศ โดยใช้กฎบีไอบีเอฟ

สโรชา – คือเปิดเสรีทางด้านการเงิน

สนธิ – คือว่าคุณสโรชาสามารถจะไปติดต่อธนาคารกรุงเทพ บอกว่า ผมขอกู้เงินต่างประเทศนะ และธนาคารกรุงเทพก็เป็นคนกู้ให้ ธนาคารกรุงเทพกู้ให้ สมมติว่าดอกเบี้ยในประเทศตอนนั้น 15 เปอร์เซ็นต์ แต่เงินต่างประเทศ มันประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ มันมีส่วนต่างตั้ง 9 เปอร์เซ็นต์ ธนาคารกรุงเทพ อาจจะกิน 2 เปอร์เซ็นต์ เป็นค่าบริการ ก็ยังมีส่วนต่างเหลือ 7 เปอร์เซ็นต์ 7 เปอร์เซ็นต์ก็มีกำไรตรงนี้มาก หลายคนก็กู้มาเพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตถูก แต่หลายคนกู้มาเพื่อมาเล่นเงิน แน่นอน เพราะว่ากู้มาต้นทุน 7 เปอร์เซ็นต์ และคุณก็ไปลงทุนทางอื่น ปล่อยกู้ทางอื่น ไปปล่อยให้ไฟแนนซ์กู้ เพื่อไฟแนนซ์ปล่อยกู้ต่อ เลยทำให้ดอกเบี้ยหลายๆ ยุคในช่วงนั้น เป็นดอกเบี้ยราคาที่สูง นะครับ

สโรชา – และทำอย่างนี้กันเยอะมาก

สนธิ – พูดง่ายๆ ว่า ภาคเอกชนก็เลยเริ่มเป็นหนี้กันอย่างมหาศาล จากการซึ่งเปิดเสรีโดยการเปิดเสรีครั้งนั้นเป็นการเปิดเสรีที่ไม่ได้มองดูตาม้าตาเรือ ให้พร้อม คำว่า ตาม้าตาเรือหมายความว่าไม่ได้พิจารณาว่า พื้นฐานทางเศรษฐกิจ ธรรมรัฐ ธรรมาภิบาลของบ้านเรามีพร้อมหรือยัง ในเรื่องพวกนี้เหมาะสมหรือไม่ เอาเป็นว่า เพื่อจะช่วยพวกพ้อง ธุรกิจของตัวเอง ให้มีความเจริญเติบโตขึ้นมาได้และให้กู้เงินราคาถูกมา ก็ทำกันแหลกลาญเลย เพราะฉะนั้นธนาคารพาณิชย์ตัวดี ก็ไปกู้เงินต่างประเทศมาในอัตรา 7 เปอร์เซ็นต์ และมาปล่อยกู้ บวกๆ เข้าไปอีก เป็น 18 19 20 21 เปอร์เซ็นต์ให้กับพวกคุณ พวกผม เพราะว่าเงินฝากในประเทศตอนนั้นมันสูง สมมติว่าเงินฝาก 12 เปอร์เซ็นต์ มีอยู่ครั้งหนึ่ง 10 เปอร์เซ็นต์ เงินกู้ก็สูงตาม แต่ถ้าเงินที่ได้มาเพื่อปล่อยมันต่ำ มันก็มีส่วนต่างเยอะ

ตรงนี้ไม่มีใครพูด ตรงนี้บีไอบีเอฟ เกิดขึ้นในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ คุณชวน หลีกภัย อันนี้เราพูดตามเนื้อผ้าเลยนะครับ ความเป็นจริงนะครับ เมื่อเกิดแบบนี้ เศรษฐกิจฟองสบู่ก็เริ่มแล้ว เริ่มเจริญเติบโต คนก็ใช้เงินเละเทะหมดเลยนะครับ ปรากฏว่า เรามีหนี้ภาคเอกชนบวกหนี้รัฐบาล มากกว่าเงินสำรองที่เรามีอยู่ ข้อมูลอันนี้ใครรู้ ธนาคารแห่งประเทศไทยรู้คนเดียว คนอื่นไม่มีใครรู้ ธนาคารแห่งประเทศไทยเขาจะมีฝ่ายกองทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งจะมีผู้จัดการกองทุนอยู่ ซึ่งผู้จัดการกองทุนในยุคนั้นชื่อคุณ ชัยวัฒน์ วิบูลสวัสดิ์ นะครับ

เพราะฉะนั้นแล้ว ธนาคารชาติจะเป็นผู้เดียวเท่านั้นเองที่รู้ ว่าเงินในเก๊ะ เรามีเท่าไหร่ เงินดอลลาร์ในเก๊ะเรามีเท่าไหร่และเราเป็นหนี้เท่าไหร่ แต่ไม่ยอมพูด แต่ว่าต่างชาตินั้นดูออกว่าเรา เขาเรียกว่าเราบลัฟ เราเล่นเผ เราหน้าสเตท เราหน้าเห่า แต่เรากบ 2 คู่เท่านั้นเอง สรุปง่ายๆ ว่า ฝรั่งดูออก ก็เลยเริ่มมีการสงสัย จนกระทั่ง พูดง่ายๆ ว่าทุกอย่างอยู่ในสภาพที่โซซัดโซเซมาตลอด เราติดลบมาตลอด ตั้งแต่ยุครัฐบาลคุณชวน หลีกภัยมา คือสถานการณ์เลวร้ายมาตลอด จนกระทั่งมาถึงคุณชวลิต ยงใจยุทธ อุปมาอุปมัย เหมือนกับประเทศไทย ใกล้ตายแล้วตอนนั้น

สโรชา – คุณสนธิ หมายความว่าตั้งแต่บีไอบีเอฟมา หนี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เงินเก็บเรามีอยู่จำนวนหนึ่ง

สนธิ – มีอยู่จำนวนหนึ่งและน้อยลงไปเรื่อยๆ ทีนี้พอมาถึงยุคพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อยู่เพียง 9 เดือน จริงๆ แล้ว 9 เดือน แกทำให้ประเทศไทย เป็นศพแกทำไม่ได้หรอก คือประเทศไทยนั้น เริ่มบาดเจ็บมาทีละนิด ๆ จนกระทั่งสาหัสมาก่อนที่แกจะเข้า พอแกเข้าก็เจียนตายแล้ว นั่นคือเหตุผล ซึ่งแกน้ำท่วมปาก แกพูดไม่ได้ เพราะว่าเผอิญมาพังในยุคแก แต่เดี๋ยวเราจะมาคุยกันว่าทำไมถึงพัง เพราะเบรกนี้หมดแล้ว

สโรชา – ไปพักโฆษณากันก่อนนะคะ เดี๋ยวกลับมาดูว่า สรุปแล้วที่สะสมมาทั้งหมด ตลอดระยะเวลาหลายๆ รัฐบาลมาจนถึงยุคของท่านบิ๊กจิ๋ว ของเรา เกิดอะไรขึ้นและเพราะเหตุใด มีใครอยู่เบื้องหลัง มีใครเป็นคนรู้ เป็นคนเห็นบ้าง ซักครู่เดียวกลับมาค่ะ

****************************************

สโรชา – กลับมาสู่เมืองไทยรายสัปดาห์นะคะ เมื่อซักครู่คุยกันได้ถึงตอนที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธเข้ามาบริหารประเทศได้ พอเข้ามาไม่นานก็เจอกับปัญหาซึ่งต้องแก้ไข

สนธิ – ปัญหาคือว่า ต่างชาติเริ่มรู้แล้วว่าสถานะของประเทศไทย ไม่ดี เพราะว่ามีการขาดดุลการค้าตลอด ฝรั่งจะรู้ข้อมูลมากกว่าเรา เพราะเขาสามารถจะเช็คยอดส่งออก เมื่อยอดส่งออกตกลง ก็หมายความว่า ความสามารถที่จะทำรายได้ ซึ่งเป็นเงินตราต่างประเทศน้อยลง ทีนี้ต้องทบทวนความจำนิดนึง ช่วงที่ท่านรัฐมนตรีสมหมาย ฮุนตระกูล ท่านลดค่า ท่านปล่อยให้เงินบาทลอยตัว เมื่อปี 2527 เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ครั้งนั้นท่านกำหนดเลย ให้ธนาคารแห่งประเทศให้คง เขาเรียกว่า แบนด์วิธ ให้คงช่องที่เงินบาทจะเคลื่อนไหวได้เต็มที่

สโรชา – สูงสุดเท่าไหร่ ต่ำสุดเท่าไหร่

สนธิ – แต่ว่ากว้างให้กว้าง แต่พอหลังจากที่ท่านไม่อยู่แล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยตัวดี ลดแบนด์วิธ *** ตรงนี้ลงมาให้แคบลง คือให้เคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ เหตุผลที่ทำเช่นนั้นมีอยู่ 2 เหตุผล เหตุผลแรกคือว่า หนึ่ง การที่ให้ความกว้าง ให้ความยืดหยุ่นของเงินบาทสูง เคลื่อนไหวได้เยอะ ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องมีสติปัญญามากพอสมควรในการที่จะคำนวณได้ จะต้อง ระวัง ต้องใช้ปัญญาเป็น ในการที่จะขายบาท ซื้อดอลลาร์ คือพูดง่ายๆ ว่า ต้องมีความเป็นมืออาชีพมาก วิธีเดียวที่ไม่ต้องทำงานเหนื่อย ไม่ต้องใช้ปัญญาเยอะ คือว่า ให้แคบลง ก็คือว่าจะเคลื่อนแค่ไหน แค่นั้น ถ้ามันจะสูงเกินไป ก็ขายดอลลาร์คืน ถ้ามันจะต่ำเกินไป ก็ซื้อดอลลาร์เข้ามา เท่านั้นเอง แทนที่จะให้เงินบาทนั้น สะท้อนภาพที่แท้จริง

ถ้ามันเป็นอย่างที่ท่านรัฐมนตรีสมหมายพูดตั้งแต่ต้น ปัญหามันไม่มีแล้ว เอาละ ตรงนี้เข้าใจนะครับ เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อกลไกในการทำให้เงินบาท มีความยืดหยุ่นได้เต็มที่ ถูกบีบโดยที่พวกเราไม่รู้เลย ถ้าคุณจะถามแดนสนธยา อยู่ที่ไหน ไม่ใช่อ.ส.ม.ท.นะ ธนาคารแห่งประเทศไทย ผมจะบอกให้ อ.ส.ม.ท. ถือว่าเป็นลูกหลานแดนสนธยา แต่ว่าธนาคารแห่งประเทศนี่แดนสนธยา ตัวจริง เสียงจริงและของจริง ให้รู้ไว้ด้วย อันนี้ยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ ทีนี้เหตุการณ์เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ต่างประเทศพวกเฮดจ์ ฟันด์ ก็คือพวกอีแร้ง ทีมีเงินทุนอยู่ และก็ไปเก็งค่าเงิน เงินเปโซ เม็กซิโก จะตกแล้วนะ สงสัยมันจะอ่อนนะ เราไปซื้อ เราขายเป็นเงินเปโซออกไป มันก็ยิ่งตกไป พวกนี้ก็มาเล่นเงินบาทตลอด ทีนี้พอมาเล่นเงินบาทตลอด

โดยนัยแล้ว เขามีผู้จัดการกองทุนรักษาระดับ เขาก็ต้องดูว่า ตายแล้ว มีคนมาเล่นเงินบาท เขาก็อาจจะปกป้องเงินบาทชั่วคราว ในช่วงรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ก็เริ่มมีการปกป้องเงินบาท จนกระทั่งมีการประชุมกันหลายครั้ง นะครับ ระหว่างดร.อำนวย วีรวรรณ ซึ่งตอนนั้นเป็นรมว.คลัง หลายๆ คนก็บอกตลอดเวลา ว่าเงินบาทนั้น ในลักษณะการเคลื่อนไหวที่แคบๆ นั้นจะอยู่ไม่ได้นะ ต้องปล่อยให้ลอยตัว คนที่ค้านเสียงแข็ง คนเดียวและตลอดเวลา ชื่อคุณชัยวัฒน์ วิบูลสวัสดิ์ ผู้จัดการรักษากองทุน คุณชัยวัฒน์ จะเป็นคนบอกว่าไม่ได้ บาทจะลอยไม่ได้ บาทจะต้องแข็ง จะต้องเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ คนที่ใช้เงินเพื่อไปซื้อและไปปกป้องเงินบาท ผู้จัดการตัวจริงคือ คุณชัยวัฒน์ วิบูลสวัสดิ์ แต่ไม่เคยมีใครพูดถึง และวันนี้คุณชัยวัฒน์ วิบูลสวัสดิ์ มาเป็นประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย เป็นเรื่องซึ่งน่าสนใจมาก ถ้าไม่เชื่อให้ไปดูคำพิพากษาของศาล ที่เขาฟ้องคุณเริงชัย มะระกานนท์ ว่ารับผิดชอบเรื่องนี้ คุณเริงชัย ให้การหมดทุกอย่าง

สโรชา – คือตอนนั้นท่านเป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติ

สนธิ – พร้อมหลักฐาน คือคุณเริงชัยไม่ได้รับรายงานจากคุณชัยวัฒน์ คุณชัยวัฒน์เก็บเอาไว้ และคุณเริงชัยท่านพูดตรงๆ ท่านก็ไม่ได้เป็นผู้ว่าฯแบงก์ชาติที่เก่งกาจอะไร เป็นพิเศษ แต่ว่าท่านเป็นคนซึ่งโอเคนะ เข้าใจไหม คือต้องมีคนรายงานให้ข้อมูลที่แท้จริงท่าน ในที่สุดคุณอำนวย วีรวรรณ ท่านรู้สึกว่าชักไม่ไหวแล้ว ท่านเลยลาออกวันที่ 19 มิ.ย. 2540 คุณสโรชาและท่านผู้ชมที่บ้านจำวันที่ดีๆ นะครับ ดร.อำนวย วีรวรรณ ลาออกเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. วันที่ 21 มิ.ย. วันเสาร์ ท่านลาออกวันพฤหัสบดี ที่ 19 มิ.ย. 2540 วันเสาร์ ที่ 21 มิ.ย. 2540 ได้มีการประชุมกันในระดับผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย 6 คน

สโรชา – แต่ท่านนายกฯ ตอนนั้นคือท่านบิ๊กจิ๋ว ออกทีวีในวันเดียวกันใช่ไหมค่ะ ที่ท่านอำนวยลาออกไป คือ ยืนยันว่า จะไม่มีการลอยตัวค่าเงินบาท

สนธิ – ถูกต้องครับ แต่หลังจากนั้น วันเสาร์ มีประชุม โดยคุณชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ตอนนั้นท่านเป็นรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คุณธัญญา ศิริเวทิน ท่านผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ คุณศิริ การเจริญดี ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ คุณบัณฑิต นิจถาวรซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการธนาคาร คุณไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ซึ่งท่านเป็นหัวหน้าส่วนวิเคราะห์ ภาคธุรกิจการเงินและคุณเกลียวทอง เหตระกูล ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ทั้ง 6 คนนี้ประชุมและค่อยมีมติเป็นเอกฉันท์ ว่าไม่ไหวแล้ว ต้องปล่อยให้ลอยตัว วันที่ 21 นะครับ ถึงแจ้งคุณเริงชัย มะระกานนท์ ว่าต้องลอยตัว นะครับ พวกแบงก์ชาติรู้แล้วต้องลอยตัว ก็ยังไปหลอกพี่จิ๋วผมอีก นะครับ ว่ายังแข็งอยู่ ไม่มีอะไร คือสิ่งที่พี่จิ๋ว ของผม พี่จิ๋ว เป็นคนน่าสงสารมาก คือหนึ่งนอกจากพูดไม่รู้เรื่องแล้วยังถูกหลอกง่ายๆ ด้วย

สโรชา – คือท่านก็ต้องฟังคนที่ให้คำปรึกษา

สนธิ – ใช่ครับ วันเสาร์ 21 นะครับ อาทิตย์ที่ 22 มิ.ย. จันทร์ ที่ 23 อังคารที่ 24 พุธ ที่ 25 ช่วงนั้นวันที่ 19 รู้สึกว่าคุณทนง พิทยะ เข้ามาแล้ว ผมจำได้ บินกลับจากต่างประเทศมาได้รับการโปรดเกล้า ฯ ทันที เพื่อมาแทนดร.อำนวย วีรวรรณ คือถ้ามองดูด้วยเหตุผลนะคุณสโรชา เขาถามว่าทำไมพวกธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงไม่แจ้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าพวกเขาเห็นว่า ไม่ไหวแล้วจะต้องปล่อยลอยตัว เขาให้การในศปร. 3 น่าสนใจมาก เขาบอกว่า เนื่องจากว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำลังยุ่งเกี่ยวกับพระราชบัญญัติงบประมาณในสภาอยู่ คือเรื่องของประเทศชาติ ประเทศจะเจ๊ง พังพินาศทลายลงไป ยังบอกว่าอย่าเพิ่งไปรบกวนท่านรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรียุ่งอยู่

ถ้าคนที่มีสติปัญญานะครับ แล้วก็ไม่ฉลาดน้อยนัก ก็จะบอกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ท่านเลิกจากงบประมาณเมื่อไหร่ ไปดักที่สภา แล้วบอกท่านครับ มีเรื่องสำคัญขอพบหน่อยและบอกว่า ต้องรีบตัดสินใจทันที เก็บเงียบเลยนะครับ พฤหัสบดี ที่ 26 มิ.ย. ทวนอีกที 19 อำนวยลาออก 20 ทนง เป็น 21 พวกขุนพลแบงก์ชาติประชุมว่าไม่ไหวแล้วต้องลอยตัว แต่ก็ยังหลอกพี่จิ๋วของผมอีก 22 23 24 25 ไม่มีใครบอกใครเลยทั้งสิ้น เพิ่งมาบอกทนง พิทยะ วันที่ 26 ว่าต้องอย่างนี้แล้ว คุณทนง พิทยะ ก็เลยบอกว่า งั้นลอยตัวไป 26 แต่ก็แปลก ก็ไม่ลอย 26 คือ เรื่องนี้ละเอียดอ่อนนะครับ มันเป็นการได้เสียของประเทศชาติ เป็นการได้เสีย คือเรื่องเงินทอง เราจะลอยตัวค่าเงินบาท จาก 25 เป็น 27 บาทเท่านั้นเอง รู้ช้าไปวันหนึ่ง รู้เร็วไปวันหนึ่ง กำไรเป็นหมื่นเป็นพันล้าน เป็นแสนล้าน ประเทศชาติพินาศชิบหายเป็นหมื่นเป็นแสนล้านเช่นกัน

แต่พวกนี้ .......... นั่งทองไม่รู้ร้อน แล้วยังมีหน้ามาบอกว่า เนื่องจากรัฐมนตรีนั้นกำลังประชุมงบประมาณอยู่ และคุณสโรชา คุณจะไม่ให้ผมวิพากษ์วิจารณ์พวกแบงก์ชาติได้ไง คุณดูพฤติกรรมแบบนี้ซิ ให้อภัยกันไม่ได้เลย เสร็จแล้วมาบอกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในยุคนั้น วันพฤหัสบดีที่ 26 เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี 6 วันนี้ ผมไม่รู้ว่ามีข่าวรั่วไปถึงใคร มีการเก็งกำไรไปมากน้อยแค่ไหน นะครับ เสร็จเรียบร้อยแล้ว 26 คุณทนงก็น่ารัก ก็ยังเก็บไว้อีก วันที่ 26 ผมก็ไม่รู้ว่าเก็บเอาไว้ทำไม คือคุณทนง ให้การกับศปร. ว่า ทางผู้ว่าแบงก์ชาติ คือคุณเริงชัย มะระกานนท์ บอกว่า เอาละผมขอกลับไปปรึกษาเจ้าหน้าที่แบงก์ชาติ คุณทนง ในฐานะเป็นรัฐมนตรีคลัง ต้องบอกว่าคุณไม่ต้องปรึกษาแล้ว คุณไปพบกับท่านนายกฯ ชวลิต เลยประกาศลอยตัวเดี๋ยวนี้ ต้องทันทีเลยนะครับ ก็ไม่

ก็ยังปล่อยไปถึง 26 คือวันพฤหัสบดี วันที่ 27 วันศุกร์ 28 วันเสาร์ 29 ก็เลยยกพลพรรค ตอนเช้า ไปหาคุณชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งในบ้านหลังนั้นก็มีรัฐมนตรีโภคิน พลกุล นั่งอยู่ด้วย ก็ไปพูดบอกว่า อย่างนี้แล้ว แต่ว่าก็บอกว่าให้พล.อ.ชวลิต ให้มายืนยันว่า ไม่ลด ท่านพล.อ.ชวลิต วันจันทร์ ท่านก็ยังยืนยันว่าไม่ลด วันที่ 29 ทำนองนี้ ปรากฏว่า วันจันทร์คุณเริงชัยเดินเข้าไปที่ทำเนียบ พร้อมกระดาษแผ่นหนึ่ง บอกพล.อ.ชวลิตว่า จำเป็นต้องลดแล้ว วันจันทร์ที่ 30 แต่ก็ไม่ประกาศ

มาประกาศวันที่ 2 ก.ค. โดยอ้างว่า วันที่ 1 เป็นวันหยุดธนาคาร
คือความพังพินาศของประเทศไทย นี่จะต้องติดด้วยวันหยุดใช่ไหม ผมรับไม่ได้ตรงนี้


เพราะฉะนั้นแล้ว จาก 21 มิ.ย. จนถึง 2 ก.ค. คือ 11 วัน ตรงนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่ใครทำเวรทำกรรมเอา มีวาระซ่อนเร้นอะไรไว้ ใครรู้อะไรบ้าง ใครข่าวรั่วไปถึงใคร ใครไปแอบซื้อเงินดอลลาร์ไว้ ไปสวอปเอาไว้ นะครับ มีการสวอปอย่างมหาศาล ในช่วงเวลานั้น อย่างมหาศาล ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่กล้าเปิดเผยข้อมูลตรงนี้ ผมวิงวอน อยากจะให้เปิดเผย ตรงนี้ 11 วัน คุณสโรชา ไอ้ตัวร้ายซึ่งเก็งกำไร มันรู้กันหมดแล้วว่ายังไงก็ต้องลด ธรรมดา คุณเอ๊ย แค่ชั่วโมงเดียวเขาก็รู้กันเลย เขาก็ยังไล่ซื้อ นี่ 11 วัน มีการเตรียมตัว

ผมภาวนาต่อพระสยามเทวาธิราช สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่มีอยู่ในสากลโลก พ่อบ้าน พ่อเมือง ขอให้จงสาปแช่ง พวกซึ่งมีเจตนาร้าย หรือว่าเอาประโยชน์ของที่มันเกิดขึ้นพวกนี้และมาทำให้ประเทศชาติพังพินาศ ส่วนหนึ่งของการพังพินาศ ซึ่งไม่ควรจะพังพินาศมากแบบนี้ เพราะ 11 วันตรงนี้แหละที่เป็นเหตุการณ์ ตรงนี้ก็มีคนพูดกัน ไม่พูดไม่ได้ เป็นไงเป็นกันต้องพูดกัน ชาติไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ชาติไม่ใช่ของผู้ว่าแบงก์ชาติ ไม่ใช่ของเจ้าหน้าที่แบงก์ชาติ แต่ชาติเป็นของทุกคน เราให้ความเชื่อมั่นให้ความศรัทธา ในสติปัญญาที่เขามีอยู่ เพื่อจะให้เขาปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน แต่เขากลับมีความคิดอะไร ผมก็ไม่รู้ มีวาระซ่อนเร้นอะไร ก็ไม่รู้ ปล่อยให้เหตุการณ์ซึ่งควรจะกระทำเมื่อ 11 วันที่แล้ว มาทำเอา ล่วงเลยมา ตรงนี้ที่ผมรับไม่ได้เลย

สโรชา – ค่ะ คุณผู้ชมค่ะ เดี๋ยวเราจะพักกันซักครู่นะคะ เดี๋ยวเรามาดูผลโพล และมาสรุปเรื่องนี้ ในช่วงสุดท้ายของรายการซักครู่เดียวค่ะ

****************************************

สโรชา – กลับมาช่วงสุดท้ายของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์นะคะ ................................ กลับมา เรื่องนี้ต่อค่ะ ยังไม่จบ

สนธิ – ยังไม่จบ คุณสโรชา พอพล.อ.ชวลิต ด้วยความโกรธ ท่านก็เลยลาออก นี่คือเหตุผลที่สำคัญที่สุดที่ท่านลาออก บนเวทีวันนั้น บนเวทีการเมือง คนสงสัยทำไมท่านลาออก เพราะท่านโดนหลอก คือพวกนี้เป็นตัวการและโกรธอีกเรื่องคือว่า พล.อ.ชวลิต เป็นคนที่น่าสงสาร คนรอบด้านท่าน ใช้ไม่ได้เลย ที่เกาะทำมาหากินกับท่านมาตลอด ที่นอบน้อมเวลาท่านเป็นใหญ่ขึ้นมา ไปตั้งห้อง ไปนั่งหน้าห้องท่าน ไปเดินเข้าห้องท่าน พวกนี้เป็นพวกที่ขอยืมมือพล.อ.ชวลิต ทำมาหากิน และพล.อ.ชวลิต ท่านก็เป็นคนซึ่งเลอะเทอะมากๆ นี่ก็พูดต่อหน้า ผมรักท่านมาก พี่จิ๋ว สนิทกัน พูดได้ ท่านเป็นคนใจดี ท่านเป็นสุภาพบุรุษ พอมารัฐบาลชวน 2 ข้อเท็จจริงอันหนึ่งซึ่งท่านผู้ชมทางบ้าน และคุณสโรชายังไม่รู้นะ 56 ไฟแนนซ์ที่ถูกปิด ถูกปิดโดยคุณธารินท์ นิมมานเหมินทร์ ปิดตายเลย

การปิด 56 ไฟแนนซ์ ก็เลยมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อลูกหนี้ แต่สมัยพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ท่านสั่งให้หยุดชั่วคราว ไม่เหมือนกันนะ เรื่องที่สอง ซึ่งไม่เคยมีใครพูด วันหลังผมรับปากคุณสโรชาและคุณผู้ชมทางบ้าน ผมจะเขียนหนังสือต้องแพ้เสียก่อนถึงชนะได้ ภาค 2 และจะมีรายละเอียดเรื่องพวกนี้ นะครับ คือในการปกป้องค่าเงินบาทนั้น มันมีสัญญาว่า ต่างชาติจะต้องส่งมอบเงินบาทให้เราภายใน 6 เดือน คือเมื่อถึงกำหนดหลังจากรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ลาออกแล้ว ถึงกำหนดสมัยรัฐบาล ชวน 2 เขาจะต้องส่งเงินมา ฝรั่งมันไม่มีเงินบาทจะมาส่ง ปรากฏอะไรรู้ไหม คุณธารินท์ นิมมานเหมินทร์ สั่งให้ยกเลิกที่เราสร้างรั้วเอาไว้ ครั้งแรก คือว่า ระยะเวลาที่ต้องส่งมอบเงินบาท เพื่อรับเงินดอลลาร์ซึ่ง เมื่อถึงกำหนดแล้ว แต่ได้มีการขยายให้กับนักโจมตีค่าเงิน ถึง 2 ครั้ง ขยายเวลาให้เขา เขาบอกว่าเขาไม่มีปัญญาส่ง เราก็ให้เวลาอีก 3 เดือน เขาบอกว่าไม่มีปัญญาส่ง ให้เวลาอีก 3 เดือนซึ่งในข้อเท็จจริงคุณขยายไม่ได้ คุณต้องบอกว่าคุณต้องส่ง เขาบอกว่าไม่มีให้ส่ง งั้นผมก็ไม่มีดอลลาร์ให้คุณ คุณไม่มีบาทให้ผม ผมไม่มีดอลลาร์ให้คุณ เรามานั่งคุยกันหน่อย ตกลงในแง่ดีว่า ราคาเท่าไหร่ แทนที่จะเลิกสัญญาเขาและเรียกค่าเสียหายกลับไม่ทำ นี่คือส่งเสริมให้โจร

สโรชา – คือคนที่มาถล่มค่าเงินบ้านเรา

สนธิ – ถล่มค่าเงินบาทเรา และเราไปรื้อรั้วซะ ชั้นที่สอง เราก็ดันไปเปิดตลาดเงินบาท ให้นักโจมตีเงินบาทมาหาเงินบาทในประเทศไทยได้ เข้าใจหรือยัง เห็นหรือยัง ตรงนี้ ไม่เคยมีใครพูด .......... ผมใฝ่ฝันให้มีคนฟ้องร้องผมซะหน่อยในเรื่องนี้ จริงๆ

สโรชา – ฟ้อง ยังไงค่ะ จะได้สามารถเรียกพยานมา

สนธิ – ผมจะพิสูจน์ได้เลย เพราะว่ามีหลักฐานพิสูจน์ได้ เมื่อถึงเวลาที่คุณต้องส่งเงินบาท หมดสัญญา ต้องส่ง คุณกลับไปต่อสัญญาให้เขา เสร็จแล้วคุณไปเปิดตลาดเงินบาท ให้เขามาซื้อเงินบาทในประเทศไทย เพื่อมาคืนผม ตรงนี้ใครทำผิดละ ผมถึงบอกคุณสโรชา เวรกรรมนั้นมันมีจริง วันนี้เรื่องทั้งหมด ที่เกิดขึ้น คือเหตุการณ์ในอดีตกำลังตามมาหลอกหลอน คุณจะร่ำรวยจากการเล่นเงินบาท จะรู้ข้อมูลที่รั่ว หรือว่าคุณจะมีส่วนสมรู้ร่วมคิด ในการให้คนร่ำรวยและคุณได้ส่วนแบ่ง หรือคุณจะมีส่วนกับต่างชาติ ในการให้ต่างชาติ สามารถที่จะคืนเงินบาทให้ได้ หรือคุณจะมีส่วนอะไรก็ตาม แผ่นดินไทยเป็นแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีอยู่ ตราบใดถ้าคุณไม่มีหิริโอตัปปะ วันหนึ่งจะต้องมาถึงคุณ วันนี้หนังสือเล่มนี้เริ่มออกมาหลอนแล้ว

สโรชา – ยอดขายสูงมากเลยนะคะ มีคนจองแล้วเป็นพันๆ เล่ม

สนธิ – ครับและเขาจะมีบันทึกเล่มสองออกมาอีก ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่รัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธจะดี รัฐมนตรียุคท่านใช้ไม่ได้ ไม่ว่าจะไอคิวต่ำ อีคิวต่ำ เอ็มคิว มอรัล ควอเชียน ก็ต่ำ ใช้ไม่ได้ ยุคพี่จิ๋วเป็นยุครวบรวมเสือสิงห์กระทิงแรดทั้งหลายเข้ามา และประเทศชาติส่วนหนึ่งแย่เพราะว่ารัฐมนตรีของพี่จิ๋วเขา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พี่จิ๋วไม่ได้เป็นคนทำประเทศไทยเป็นซากศพ ต้องเคลียร์ตรงนี้ก่อน

สโรชา – ค่ะ หลังจากที่เข้าใจผิดมาหลายต่อหลายปีทั้งหมด คุณปานเทพ บอกว่า 8 ปีแล้วที่ผมฟังเรื่องราวต่างๆ คนต่าง ๆมาโจมตีพล.อ.ชวลิต ว่า ทำอย่างโน้นอย่างนี้ ทำให้เศรษฐกิจไทยย่ำแย่ ก็ได้อธิบายกันแล้วนะคะ สำหรับบันทึกลับ 2540 ความจริงที่ถูกปกปิดมาเป็นเวลานาน เป็นที่ถกเถียงกัน เป็นเรื่องที่นำมาวิพากษ์วิจารณ์กันพอสมควรในสัปดาห์นี้ นำมาพูดคุยและสนทนากันในเมืองไทยรายสัปดาห์ค่ะคืนนี้ค่ะ คิดว่าคุณผู้ชมคงจะได้รับข้อมูลไปมากพอสมควรนะคะ ก็นำไปประกอบกับข้อมูลอื่นๆ ที่ได้รับชมและคุณผู้ชมคิดเอาเองแล้วกัน ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น เป็นอย่างไร และเราควรจะชี้นิ้วไปที่ใครดี สำหรับพินาศทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี 2540 หมดเวลาแล้วค่ะสำหรับ เมืองไทยรายสัปดาห์กลับมาพบกันใหม่ในคืนวันศุกร์หน้านะคะ วันนี้ ลาไปเพียงเท่านี้ สวัสดีค่ะ


****************************************



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 29/01/2005 03:57 PM


ความคิดเห็นที่: 67

Select any number but 4....to protect the dictator returns...

    โดย : Pengy     เมื่อ : 29/01/2005 09:18 PM


ความคิดเห็นที่: 68


เปิดบันทึกลับ 2540 ... ศิริ การเจริญดี
โดย ... นสพ.มติชน วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2548



เปิดบันทึกลับ 2540 ... ศิริ การเจริญดี ไขปริศนา ปมกู้จีน 2 หมื่นล้าน

หมายเหตุ ..... กรณีหนังสือ บันทึกลับ 2540 ความจริงที่ถูกปกปิดมาเป็นเวลานาน เขียนโดยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตทีมเศรษฐกิจ พรรคความหวังใหม่ ระบุในบทที่ 10 ความลับของทูตลับไปเมืองจีน ถึงกลุ่มบุคคลที่ได้รับคำสั่งจาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นให้ไปเจรจาขอกู้เงินจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเป็นวงเงินสำรองในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปรากฏว่าทางการจีนให้เงินกู้มาเพียง 1 พันล้านเหรียญ

สาเหตุที่จีนให้เงินกู้มาเพียง 1 พันล้านเหรียญ นายปานเทพอ้างว่า เป็นผลมาจากหนึ่งในคณะทูตลับขอเวลานอกเพื่อสนทนากับฝ่ายของธนาคารกลางจีน ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับ พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด...ตำแหน่งเมื่อปี 2540...เป็นประธานคณะเจรจาลับ

นายศิริ การเจริญดี
อดีตผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ร่วมเดินทางไปกับคณะด้วยได้แจกแจงเป็นประเด็นๆ ดังต่อไปนี้

1..... บันทึกลับระบุว่า คณะทูตลับที่เดินทางไปจีน มี พล.ท.วิชิต ยาทิพย์ ด้วย
.........................................................................................ข้อเท็จจริง ไม่มี

2..... ในประเด็นเรื่องการโต้เถียงกันระหว่างผู้แทนกระทรวงการคลัง และผู้แทน ธปท. นั้น โดยข้อเท็จจริงไม่มีการโต้เถียงรุนแรงอย่างที่กล่าวอ้าง และไม่รู้ว่าจะโต้แย้งกันไปทำไม เพราะการเดินทางมาครั้งนี้อยู่ในขั้นตอนของการเจรจาในหลักการ เป็นการเจรจาปูทางเพื่อขอกู้เงินยังไม่รู้ว่าทางการจีนจะให้กู้หรือไม่ เหมือนการเจรจาของกู้เงินกับแบงก์ ยังไม่รู้ว่าแบงก์ให้กู้หรือเปล่า แล้วจะเถียงกันทำไม กลายเป็นเรื่องตลกไป

3..... ในการเจรจากับธนาคารกลางประเทศจีน เราไม่ได้เจรจากับระดับผู้ว่าการธนาคารกลางจีน แต่เป็นระดับรองผู้ว่าการซึ่งมีการซักถามข้อมูลจากไทยมากมาย คือ ฐานะคนที่มาเจรจา ไม่ใช่ผู้ว่าการธนาคารกลาง แต่เป็นรองผู้ว่าการ ทำหน้าที่ซักถามข้อมูลเยอะแยะ

ธนาคารกลางจีนตอนที่คุยไม่ให้คำมั่นสัญญาใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่การสอบถามข้อเท็จจริงเท่านั้น ข้อเท็จจริงที่ถามคือฐานะการเงินของประเทศ ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การส่งออกที่ตกต่ำว่ารุนแรงแค่ไหน รวมทั้งสถาบันการเงินขณะนั้นเพราะเขาติดตามข่าวพบว่ากำลังมีปัญหาอยู่ ฐานะหนี้สินต่างประเทศของไทย การไหลเข้าออกของเงินทุน และตลาดเงินตราต่างประเทศ อัตราแลกเปลี่ยน การเก็งกำไรในตลาดเงินตราต่างประเทศ การโจมตีค่าเงินบาท รวมทั้งพูดถึงพฤติกรรมของเฮดจ์ฟันด์

ทางจีนยังถามถึงฐานะทุนสำรองของประเทศไทย เขาพูดคล้ายๆ กับว่าในวงการมีการพูดกันว่าไทยไปทำสว็อปไว้ ก็ถามเราว่าเปิดเผยได้หรือไม่ว่าทำสว็อปไปปริมาณเท่าไหร่ รวมทั้งถามด้วยว่าไทยต้องการกู้จากเขา เอาเงินไปทำอะไร

ในส่วนของการทำสว็อปนั้น เราบอกว่า .....
เป็นข้อมูลลับไม่อยากบอกไปให้ตลาดเงินรู้ จึงบอกว่าสุดวิสัยจะเปิดเผยได้


ส่วนกู้ไปทำอะไรนั้น ในส่วนของผมบอกว่าเอาไปเพื่อเสริมฐานะทุนสำรองของประเทศ เพื่อให้ตลาดเงินเชื่อมั่นต่อฐานะการเงินของประเทศไทย ขณะเดียวกันเป็นการแสดงต่อนักเก็งกำไรว่าเรามีหน้าตักเพียงพอ

ส่วนผู้แทนกระทรวงการคลังบอกว่า ต้องการกู้เพื่อเอาไปสู้กับพวกนักเก็งกำไร เฮดจ์ฟันด์ทั้งหลาย ถ้าจะเห็นไม่ตรงกัน เป็นเรื่องเหตุผลของการกู้ในจุดนี้ แต่ไม่เคยโต้เถียงกันในเรื่องการเจรจา

นอกจากนี้ รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีนยังถามด้วยว่า แล้วทำไมไทยไม่กู้เงินไอเอ็มเอฟล่ะ เพราะถ้าเอาประเด็นดุลบัญชีเดินสะพัด เงินทุนสำรองไม่พอ ก็ควรจะกู้ไอเอ็มเอฟ

ผมก็ตอบว่า ปัญหาของไทยยังไม่ถึงขั้นที่จะต้องกู้ไอเอ็มเอฟ เราคิดว่ายังช่วยเหลือตัวเองได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ทางจีนพิจารณาว่า เรายังสามารถกู้นอกกรอบไอเอ็มเอฟได้ และอยู่ในวิสัยแก้ไขปัญหาได้

ระหว่างการพูดคุย ไม่มีเครื่องชี้วัดหรือสัญญาณะอะไรเลยว่า เขาจะให้เรากู้เงิน เพียงแต่รับข้อมูลไปเพื่อเอาไปพิจารณา ไม่มีแม้แต่คำมั่นสัญญาว่าจะให้กู้

4..... ในหนังสือระบุว่าหนึ่งในคณะเจรจาขอเวลานอกคุยกับธนาคารกลางจีน
...............................................................................................ข้อเท็จจริง

อ่านแล้วจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากผม แต่ผมขอยืนยันว่า ไม่เคยขอเวลานอกไปคุยกับใคร และไม่เคยเจอกับทางธนาคารกลางเลย นอกจากวันที่คณะทูตลับได้เข้าพบอย่างเป็นทางการเท่านั้น เมื่อไม่เคยเจอกันจะไปแจ้งให้ธนาคารกลางว่าจะขอกู้เท่านั้นเท่านี้จึงเป็นไปไม่ได้ และหลังจากกลับมาไทยผมก็ไม่เคยติดต่อกับธนาคารกลางจีนอีกเลย ไม่เคยพูดว่าทุนสำรองประเทศพอแล้ว ไม่ต้องกู้ หรือกู้ไม่ถึง 2 หมื่นล้านเหรียญ

ผมอยู่ ธปท. ผมรู้ฐานะของประเทศดี ผมจะพูดทำไม พูดไปก็บ้าเต็มทน

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏในหนังสือ ไม่รู้ว่าเอาข้อมูลมาอย่างไร ปะติดปะต่ออย่างไร เพื่อวัตถุประสงค์อะไร แต่ยืนยันด้วยเกียรติผมเองว่าเป็น...................................................ข้อเท็จจริง

และในการเดินทางไปครั้งนี้ ทางการจีนไม่ได้แจ้งเลยว่า จะให้กู้หรือไม่กู้ ไม่มีสัญญาณบ่งชี้หรือมีการรับปากว่า จะให้เรากู้ เพียงแต่สอบถามข้อมูลมากมายจากเราอย่างที่เล่าข้างต้น จะมีก็ก่อนกลับไทย พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ ได้คุยกับทางการจีนเพียงคนเดียว ซึ่งผมไม่รู้ว่าคุยอะไรกัน เพราะ พล.อ.มงคลก็ไม่ได้แจ้ง

เปิดเบื้องหลังคณะเจรจา(ลับ)

ประมาณวันที่ 26 มิถุนายน 2540 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีได้ประสานในทางลับไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อกู้เงินมาเป็นวงเงินสำรองในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ จำนวน 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเข้าโครงการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศให้ถูกกดขี่ข่มเหง

หลังจากที่ประเทศไทยประกาศลอยค่าเงินบาทได้ไม่นานนัก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทูตลับไปสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อทำภารกิจลับที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากเรื่องนี้เป็นความลับ ดังนั้น คนที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้ได้ดีที่สุดก็ต้องเป็นคนใดคนหนึ่งในคณะทูตลับเท่านั้น คุณไพศาล พืชมงคล หนึ่งในคณะทูตลับในชุดนั้นได้ เล่าให้ฟังถึงภารกิจที่สำคัญนี้เอาไว้อย่างน่าสนใจ

เหตุที่ต้องตั้งเป็นคณะทูลลับก็เพราะ การข่าวในขณะนั้นระบุชัดเจนแล้วว่า มีแผนการที่จะเปลี่ยนรัฐบาล และมีแผนการที่จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นอาณานิคมแผนใหม่ในทางเศรษฐกิจ หากความลับรั่วไหลก็จะถูกขวาง

ปรากฏว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังติดภารกิจและได้มอบหมายให้ นายนิพัทธ พุกกะณะสุต อธิบดีกรมบัญชีกลางและ นายศิริ การเจริญดี ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับทุนรักษาระดับหรือการนำเงินเข้าออกประเทศเป็นผู้แทนเดินทางไปประเทศจีน นอกนั้นเป็นข้าราชการและผู้ประสานงานที่ติดตามสนับสนุนในส่วนของข้อมูลอีกประมาณ 3 คน

คณะทูตลับแยกย้ายกันเดินทาง และไปรวมตัวกันบนเครื่องบินโดยที่ไม่รู้รายละเอียดของแผนการเดินทางเพราะมีคำสั่งลับให้นายไพศาล พืชมงคล เป็นผู้ถือคำสั่งลับและให้เปิดซองคำสั่งกำหนดภารกิจเมื่อเดินทางถึงประเทศจีนแล้วเท่านั้น

ก่อนเดินทางจึงยังไม่มีใครรู้ว่า ต้องไปทำอะไรที่ประเทศจีน นอกจากนายไพศาล พืชมงคล ซึ่งได้รับมอบหมายให้ประสานงานกับคณะกรรมการการทหาร กองทัพปลดแอกประชาชนจีนไว้ล่วงหน้าแล้ว คณะเดินทางถึงประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว ผู้บังคับบัญชาการทหารสูงสุดสั่งให้เปิดซองคำสั่งลับ แจ้งภาระหน้าที่ให้ทุกคนทราบว่า การเดินทางมาครั้งนี้ เพื่อยืมเงินจากประเทศจีนจำนวน 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ การเปิดซองคำสั่งดังกล่าวกระทำที่โรงแรมที่ทางจีนจัดให้

ทันทีที่ทราบคำสั่งลับก็ได้มีการโต้เถียงกัน ระหว่างผู้แทนของกระทรวงการคลังและผู้แทนของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ละฝ่ายต่างอ้างอำนาจว่า การกู้เงินในนามรัฐบาลไทยเป็นอำนาจหน้าที่ของตนที่จะต้องเจรจาอย่างหนึ่ง และ อ้างว่าเงินสำรองต่างประเทศมีพอเพียงหรือไม่พอเพียงอีกอย่างหนึ่ง ... ทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันอย่างหน้าดำหน้าแดงไม่ยอมลดราวาศอกให้แก่กัน

ในที่สุด พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ ต้องทุบโต๊ะ แล้วกล่าวว่าผู้บังคับบัญชามีคำสั่งให้ปฏิบัติชัดเจนแล้ว ผู้ใดจะขัดขืนฝ่าฝืนไม่ได้ ให้ปฏิบัติไปตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด ทั้งสองฝ่ายจึงค่อยเงียบลง ... อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมในวันนั้ตกลงกันว่า ให้คณะทูตลับไปเจรจาความกับผู้ว่าการธนาคารประชาชนจีนหรือนัยหนึ่ง ก็คือธนาคารกลางของประเทศจีน ณ ที่ทำการของธนาคารประชาชนจีนในวันรุ่งขึ้น

ในวันรุ่งขึ้น คณะทูตลับก็ได้ไปเจรจาความกับธนาคารกลางของประเทศจีน และได้รับคำรับรองว่าจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามที่ ชวลิต เจียงกุนจงหลี่ ได้ร้องขอแต่เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญจะต้องขออนุมัติฝ่ายนำของจีนและจะแจ้งผลให้ทราบในวันรุ่งขึ้นก่อนคณะทูตลับเดินทางกลับประเทศไทย

เมื่อเจรจาความเสร็จ คณะทูตลับคนหนึ่งได้ขอเวลานอก เพื่อสนทนากับฝ่ายของธนาคารกลางของประเทศจีน โดยที่คณะส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าได้เจรจากันว่าประการใด ... แต่ได้ทราบในภายหลังว่า เป็นการแจ้งข้อมูลให้แก่ธนาคารกลางของจีน ว่าประเทศไทยยังมีเงินสำรองต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงินจากธนาคารของจีนถึง 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ พวกที่เดินทางมานี้ไม่รู้เรื่องรู้ราว ... วันรุ่งขึ้นก่อนออกเดินทางกลับ ธนาคารกลางของจีนได้แจ้งแก่หัวหน้าคณะว่า ทางการจีนตกลงให้ความช่วยเหลือจำนวน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามที่ฝ่ายไทยร้องขอ

หัวหน้าคณะได้ฟังก็ตกใจ แต่แก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว เพราะกำลังจะเดินทางกลับ เมื่อทราบความจริงภายหลังอีกหลายเดือนว่า เหตุผลกลใดการขอความช่วยเหลือ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐจึงลดเหลือเพียง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ ถึงกับกล่าวว่า .........

ไอ้คนที่ทำลายประเทศไทยเช่นนี้ หากเป็นสมัยโบราณก็ต้องถูกยิงเป้า ....!!!

11 รายชื่อคณะเจรจาลับ
ที่ไปเจรจาขอกู้เงินจากจีน 2 หมื่นล้าน เมื่อวันทื่ 13-15 กรกฎาคม พ.ศ.2540


1. พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ .......... ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะ

2. นายนิพัทธ พุกกะณสุต .......... อธิบดีกรมบัญชีกลาง

3. นางพรรณี สภาวโรดม .......... ผู้เชี่ยวด้านการคลังและภาษี

4. นายศิริ การเจริญดี .......... ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.

5. นายไพศาล พืชมงคล .......... สมาชิกวุฒิสภา

6. พล.ท.วิชิต ยาทิพย์ .......... ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก

7. นายสุรศักดิ์ นานานุกูล .......... ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

8. นายสุรินทร์ ตุลย์วัฒนจิต .......... ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

9. น.อ.วินศักดิ์ วิจิตรานุช .......... ทส.ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

10. นายโจว หมิง .......... เจ้าหน้าที่สมาคมวัฒนาธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน

11. ..................................................................ไม่ได้ระบุชื่อ




>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 29/01/2005 09:41 PM


ความคิดเห็นที่: 69



จักรภพ เพ็ญแข
โฆษกรัฐบาล ว่าที่ผู้สมัครเขตบางกอกน้อย พรรคไทยรักไทย


จักรภพ ... มาแรง ลุ้นตัวโก่งทิ้งโค้งแซง ... องอาจ
โดย .... ข่าวการเมือง .. ผู้จัดการออนไลน์ .. วันที่ 28 มกราคม 2548



7 วันสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ดูเหมือนแทบทุกสำนักจะยอมรับกันโดยอัตโนมัติแล้วว่า พรรคไทยรักไทยจะคว้าแชมป์เลือกตั้งด้วยคะแนน 300 ที่นั่งขึ้นไป..ขณะที่ “เดอะป๊อก”-ปองพล อดิเรกสาร ผอ.เลือกตั้ง..คนไม่เว่อร์..ประเมินว่าน่าจะ 315 ขึ้นไป...

สะดุดขากันเล็กน้อย สำหรับชาวประชาธิปัตย์ เมื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปราศรัยหาเสียงดังๆ ที่โคราชว่า ถ้า บัญญัติ บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรคไม่พร้อมเป็นนายกฯ เขาก็พร้อมที่จะรับ...ขณะที่ “บัญญัติ” พูดชัดๆ ที่เวทีสุราษฎร์ธานีว่า..พร้อมเป็นนายกฯ ข้างฝ่ายคนชื่อ “แม้ว” ได้ที แนะนำให้ไปเป่ายิ้งฉุบกันให้เรียบร้อย...........

แม้จะมีสัญญาใจว่า จะเป็นพันธมิตรกัน แต่เชื่อกันว่าถ้าไทยรักไทยได้ที่นั่งมากถึง 350 เสียง พรรคชาติไทยจะกลายเป็นฝ่ายค้าน... นี่เองเป็นเหตุทำให้ บรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค สู้ยิบตาในโค้งสุดท้าย..สู้เพื่อให้ไทยรักไทยไปไม่ถึง 350 เสียง...

ออกมาแล้ว แคมเปญย่อยของไทยรักไทย เป็นแคมเปญชุด “กรุงเทพฯ แข็งแรง” ว่าด้วย โครงการรถไฟฟ้า ส่วนต่อขยายและสายใหม่-ครอบคลุมทุกพื้นที่เพื่อความสุขของคนกรุงเทพฯ ซึ่งจะใช้งบประมาณ 5 แสนล้านบาท เริ่มใช้ได้ใน 3 ปีข้างหน้า แต่จะเสร็จสมบูรณ์ใน 6 ปี... สายข่าวตะแล็ปแก๊บบอกว่าเหตุที่แคมเปญเพิ่งออกมาก็เพราะ รถไฟฟ้าใต้ดินชนกัน “เจ๊หน่อย” สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ แม่ทัพไทยรักไทยกรุงเทพฯ สั่งเบรก...เพื่อรอวันนี้...ก็ว่ากันไป..

ไม่เพียงเท่านั้นเสาร์-อาทิตย์นี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเดินสายเก็บตกในอีกหลายพื้นที่ ของ 5 จังหวัดภาคเหนือ 6 จังหวัดอีสาน โดยเฉพาะในวันอาทิตย์จะขึ้นขบวนรถไฟหมายเลข 9 ปราศรัยดะมาตั้งแต่ อุบลราชธานี เขตเลือกตั้งของ สุพล ฟองงาม ยันเขตเลือกตั้งเมือง นครราชสีมา ของ เทวัญ ลิปตพัลลภ...

พูดถึงพื้นที่นครราชสีมา เมืองย่าโมเขตเลือกตั้งที่ไทยรักไทยยังปิดบัญชีไม่ลงก็คือเขต 5 ที่ พิชย์สินี มุ่งฝากกลาง เจ้าของแชมป์ถูก ทัศนียา รัตนเศรษฐ ภรรยาของ วิรัช รัตนเศรษฐ แห่งพรรคมหาชน ท้าชิงและตะลุยสู้ทุกรูปแบบ..แบบว่าแพ้ไม่ได้..!!

แม้จะยังเป็นรอง องอาจ คล้ามไพบูลย์ แห่งประชาธิปัตย์ อยู่พอประมาณ แต่ จักรภพ เพ็ญแข โฆษกรัฐบาล ที่ลงสู้เขต 30 แทน จักรพันธ์ ยมจินดา ก็ทำเอาทีมขององอาจยอมรับว่า จักรภพ..แรงกว่าจักรพันธ์ ..แบบนี้เห็นทีสูงยาวเข่าดีอย่างองอาจจะต้องลดการออกทีวี หันมาเฝ้าพื้นที่เหมียนเดิม...

.....................................................

โปรดอ่านด่วน!!! .....
มาช่วยกันเลือกเบอร์ 9 ให้ได้ 400 เสียงกันเถอะ มิฉะนั้น บ้านเมืองเราแย่แน่ๆ!!!!!!

ทำไม? ทักษิณต้องรวบรวมเสียงตุนให้มากเข้าไว้เพื่ออะไร?

จริงจริงแล้วมันไม่เกี่ยวกับกลัวถูกอภิปรายเลย แต่การมีเสียง 300 up ย่อมจะช่วยให้การบริหารลูกน้องจากหลายมุ้งประสบความสำเร็จ เป็นการบริหารแบบแบ่งแยกแล้วปกครอง หรือ Divide and conquer ... หากไม่ชักชวนความหวังใหม่มาร่วม เฮียเหนาะแกก็กร้างน่าดูซิ เพราะในตอนแรกในมุ้งมีเกือบ 50-60 คน อะไรที่ไม่ได้ดังใจเฮียเหนาะแกก็พยศ เข้าจ๋าย???

ทีแรกก็ไม่เข้าใจ ไม่เห็นด้วยกับการรวม แต่ในที่สุด ได้รู้แจ้งเห็นจริงว่า ได้ผลช่วยให้ท่านนายกฯ สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและไม่ติดขัด เพราะไม่ต้องไปขออนุมัติจากป่าเหนาะ มีความอิสระที่จะตัดสินใจ เฮียเหนาะก็เลยหมดพิษสง แล้วท่านนายกทักษิณก็มาจัดการ Balance Power ของแต่ละกลุ่มให้ไม่มีอำนาจต่อรอง เช่น กลุ่มสมศักดิ์ กลุ่มพยานาค กลุ่มสุวัจ นายกท่านนี้เก่งมากมาก สามารถเอาพวกน้ำเน่ามาเป็นพวก แล้วคอยยันไม่ให้มีพิษสง ท่านนายกจะได้แก้ปัญหาของชาติ โดยไม่ต้องมาเกรงอกเกรงใจกลุ่มก๊วนเหล่านี้ ไม่ต้องมาห่วงกับเสียงยกมือ การตัดสินใจเพื่อชาติ ก็สามารถทำได้รวดเร็ว ผลงานจึงออกมามากมายโดยไม่ต้องห่วงหน้าห่วงหลัง ไม่ถูกบีบโดยพวกน้ำเน่าเหล่านี้

นี่แหละคือผู้นำที่เก่งกาจ สามารถวางแผนได้ลึกล้ำ เซียนเหยียบเมฆ บางคนอาจค้านว่า แล้วไปเอา สส. น้ำเน่าเหล่านี้มาเป็นพวกได้ไง คุณก็รู้ สส.เหล่านี้เป็นสส. ต่างจังหวัด ชาวบ้านเลือก คนกรุงเทพยี้ สอนชาวบ้านเท่าไรเขาไม่ฟัง แล้วคุณจะทำไง แน่นอนเราไม่สามารถเปลี่ยนจากดำเป็นขาวได้ในการเลือกตั้งครั้งเดียว

แต่เชื่อมั่นว่า มันจะค่อยค่อยดีขึ้นทุกครั้งของการเลือกตั้ง โดยเฉพาะหากยังมีทักษิณเป็นนายก ต้องค่อยค่อยเปลี่ยนจากดำเป็นเทาก่อน แล้วค่อยค่อยเปลี่ยนเป็นเทาที่จางลงเรื่อยๆ ในที่สุดก็จะขาวเอง เห็นไหม

รัชกาลที่ 5 ใช้วิธีการเลิกทาสแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยค่อยทำ จนในที่สุดก็หมดไป แต่สมัย Abbrahim Lincoln เลิกทาสทันที ซึ่งเป็นการหักด้ามพร้าด้วยเข่า ก็เลยเกิดความวุ่นวาย มีการสุ้รบระหว่างเหนือ-ใต้ ผู้คนล้มตายไปมาก ชื่นชมท่านนายก ท่านเก่งมาก สามารถจัดการให้เสือเป็นแมวเชื่องได้ เก่งจริงจริง!!!

นี่แหละที่ทำให้ใคร่ขอร้องให้ทุกท่านโปรดอย่าไปเชื่อเรื่องที่ปชป. ขอ 201 เสียง

เพราะ จะทำให้ท่านทักษิณแพ้เลือกตั้ง หรือหากชนะก็จะทำให้เสถียรภาพง่อนแง่น จะทำให้คนชั่วมามีอำนาจต่อรอง คอยขัดแข้งขัดขา แล้วทักษิณจะบริหารให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ขอร้องเถอะ ประเทศชาติเสียหายมามากแล้ว พวกเราต้องให้กำลังใจท่านนายกทักษิณ ขอให้เลือกท่านอย่างถล่มทลาย

โปรดช่วยกันเลือกเบอร์ 9 อย่างถล่มทลายเถอะ เป็นการสั่งสอนปชป. ด้วย ถึงเวลาที่ต้องปรับปรุงพรรค ให้ทันสมัย ไม่ใช่เอาแต่เล่นเกมการเมือง โวยมันทุกเรื่อง คิดนโยบายไม่เป็น ทักษิณทำอะไรก็ไม่ดีไปหมด แล้วตอนนี้ก็มาเลียนแบบนโยบายเขา พอถูกต่อว่าหน้าไม่อายที่ไปเลียนแบบเขา เช่น รักษาฟรี ก็มาใช้นโยบายเติมคำว่า ไม่ ในทุกนโยบายที่ทรท. ทำ ปชป. คิดนโยบายไม่ได้เองเลยหรือ

ถึงเวลาให้คนรุ่นใหม่ในปชป. มาบริหารแล้ว เลิกเถอะกลุ่มสะตอทั้งหลาย

แม้แต่อภิสิทธิ์เอง เสียดายมาก แรกเริ่มเดิมทีเคยลุ้นขอให้ในอนาคตมีโอกาสได้เป็นนายก แต่ยิ่งนับวันยิ่งเหมือนกลุ่มสะตอเข้าไปทุกที จนเดี๋ยวนี้หมดศรัทธา ปชป. ต้อง Re-organize พรรคครั้งใหญ่ หลังเลือกตั้งหากยังต้องการทำการเมืองไม่ให้พรรคเสื่อมต้องมา Brainstorm ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในพรรคมากขึ้น อย่าเก่งแต่โวหาร พริ้วทุกเรื่อง น่าเบื่อ!!!

กล่าวโดยสรุป การเลือกตั้งครั้งนี้ดูดูแล้วทักษิณเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด โปรดเลือเบอร์ 9 ทรท ให้ได้ 400 เสียง เพื่อช่วยให้ทักษิณทำงานได้รวดเร็ว ไม่ถูกปัดแข้งปัดขา!

Of all our Thai prime ministers, Thaksin is the best! He is so smart. He thinks globe, thinks progress, thinks out of the box!! My dear Thaksin, you are my beloved leader!!!



โดย ..... คุณ me
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 29/01/2005 11:04 PM


ความคิดเห็นที่: 70

พรรคประชาธิปัตย์ ขอ 201 เสียง เพื่อถ่วงดุล จริงหรือ ??
พรรคมหาชน ขอ 101 เสียง เพื่อถ่วงดุล จริง หรือ??
พรรคชาติไทย ขอ 20 เสียง เพื่อทำงานนิติบัญญัต จริง หรือ ??
(ถ้าได้) 3 พรรค ที่ขอถ่วงดุล เสียงรวมกันแล้ว คือ 322 เสียง

ก็ จะเป็นพรรคที่จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้
แล้วจะทำให้ พรรคไทยรักไทย (ถ้าเป็นฝ่ายค้าน)
จะไม่สามารถ เปิดอภิปราย นายกรัฐมนตรี ได้เช่นกัน

หากเป็นแบบนี้ สิ่งที่ 3 พรรค นี้ หาเสียงอยู่ เป็นความจริงใจ
ที่ เสนอประชาชน หรือ เป็นเพียง กลการเมือง ของ พรรคการเมือง เท่านั้นเอง ??

    โดย : กลการเมือง     เมื่อ : 29/01/2005 11:07 PM


ความคิดเห็นที่: 71

สรุปว่า บันทึกลีบมาก ขนาด วิทิต ยาทิพย์ แอบไปร่วมคณะด้วย โดยที่คณะที่ไปยังไม่รู้เลยว่าไปด้วย
หรือว่า
คนเขียนนั่งเทียนเขียนกีนล่ะ

จะเชื่อดีมั้ยเนี่ย

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 29/01/2005 11:24 PM


ความคิดเห็นที่: 72


นั่นสิ..!!
อ่านเล่นๆ นึกว่าเค้าขายนิยายอีกเล่ม.................................ดีมั้ยจ๊ะ พี่จ๋า

ได้ยินคุณสมัครกับคุณดุสิต บอกเล่าใน T.V. ว่า .....
ทางการได้ตั้งคณะทำงาน พิสูจน์ทราบเรื่องเงินบาทลอยตัวไปเรียบร้อยแล้ว
มีรายละเอียดเห็นเด่นชัด ว่าคณะบุคคลใดหรือใคร ได้กระทำผิดไว้บ้าง
มี ชื่อ-สกุล ของคณะบุคคล และ บริษัทฯ ที่มีส่วนได้เสียในการนี้ ทั้งหมด

แต่พอรัฐมนตรีการคลังในรัฐบาลชวน 2 เรียกขอดู
เสร็จแล้ว ก็ยับยั้งไว้ให้เป็นเอกสารลับทางราชการฯ ต่อไป
และ ไม่มีคำอธิบายต่อว่า เพราะเหตุใด ทำไมจึงไม่ยอมเปิดเผย ..?

เหตุการณ์นี้ คงมีผลกระทบต่อกันและกัน .....
เป็นใยแมงมุมเลยเนอะ จึงไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรงๆ สักที ..!!




    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 30/01/2005 01:30 AM


ความคิดเห็นที่: 73


ทัวร์รถไฟ .. ทักษิณ ย้ำนโยบายแก้จน ทุ่มอีกแสนล้าน เพิ่มหมอบริการ 30 บาท
โดย ...... ผู้จัดการออนไลน์ 30 มกราคม 2548 15:24 น.



อุบลราชธานี ..... ทักษิณนั่งรถไฟเดินสายหาเสียงช่วยลูกพรรคอีสานล่างตั้งแต่เช้าประเดิมที่ศรีสะเกษ-สุรินทร์-บุรีรัมย์ และสิ้นสุดขบวนที่โคราช ย้ำนโยบายแก้ไขปัญหาความยากจน ลั่นพร้อมทุ่มงบแสนล้านเพิ่มหมอในโรงพยาบาลรองรับบริการนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค และอีก 1 แสนล้านบาทพัฒนาระบบการศึกษา เพิ่มทั้งครูและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ใช้ทุกโรงเรียนในอีก 2 ปีข้างหน้า

เช้าวันนี้ (30 ม.ค. ) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย พร้อมด้วยแกนนำพรรคไทยรักไทย ได้เดินสายหาเสียงช่วยลูกพรรคที่อีสานโดยจุดแรกมีขึ้นที่ อ.พนา จ.อำนาจเจริญ ก่อนที่จะเดินทางต่อมาที่ ร.ร.เขื่องในพิทยาคาร อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี โดยได้ปราศรัยหาเสียงช่วยนายโกวิทย์ ธรรมานุชิต ผู้สมัครพรรคไทยรักไทย เขต 3 จ.อุบลราชธานี ท่ามกลางประชาชนกว่า 30,000 คน

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวปราศรัย ต่อประชาชนโดยมุ่งเน้นไปที่นโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยระบุจะทุ่มงบแสนล้านบาทในการเพิ่มหมอในโรงพยาบาลเพื่อรองรับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค และจะทุ่มงบอีก 1 แสนล้านบาท ในการพัฒนาระบบการศึกษาทั้งการเพิ่มครูและให้ทุกโรงเรียนมีคอมพิวเตอร์ใช้ในอีก 2 ปีข้างหน้า .. ขณะเดียวกันจะให้คนมีบ้านเป็นของตัวเองทุกครอบครัวเพื่อแก้ปัญหาสลัม พร้อมกับจะให้ทุกอำเภอมีโรงงานทำปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้ในพื้นที่และให้ทุนเรียนแพทย์ฟรี 1 อำเภอต่อ 1 ทุน เช่นเดียวกับพยาบาลให้ทุนฟรี 1 ตำบลต่อ 1 ทุน

นอกจากนี้ รัฐบาลจะทุ่มเงิน 2 แสนล้านบาท ในการทำระบบน้ำประปาหมู่บ้านเพื่อช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม และน้ำแล้งในภาคอีสานให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

ขณะที่ทางด้านนายอดิศร เพียงเกษ แกนนำพรรคไทยรักไทยได้ปราศรัยหาเสียงช่วยผู้สมัครเขต 3 โดยได้โจมตีพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นคู่แข่งคนสำคัญในเขตนี้ ระบุจะให้พรรคประชาธิปัตย์สูญพันธุ์จากภาคอีสานให้ได้

จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ และแกนนำพรรคได้เดินทางต่อโดยขึ้นขบวนรถไฟจำนวน 9 ตู้ ที่สถานีรถไฟ อ.วารินชำราบ จ.อุบลฯ เพื่อต่อไปช่วยผู้สมัครของพรรคไทยรักไทยหาเสียงที่ จ.ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และจะสิ้นสุดขบวนที่จังหวัดนครราชสีมา โดยเปิดเวทีปราศรัยใหญ่บริเวณด้านหน้าศาลากลางจังหวัดในค่ำวันนี้ (30 ม.ค.)

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
และหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เช่ารถไฟช่วยลูกพรรคหาเสียงที่ จ.อุบลราชธานี

ทักษิณ เย้ยพรรคประชาธิปัตย์ ขอ 201 เสียงมากกว่าคนฟังมาร์ค อภิปรายหาเสียงที่เชียงใหม่ เหน็บคิดได้ทีหลังแต่กลับโบ้ยว่าใช้อำนาจรัฐเช่ารถไฟหาเสียง อัดซ้ำหากเลือก “เถ้าแก่โรงน้ำแข็ง” หวั่นสภาฯ ป่วน

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้ให้สัมภาษณ์บนโบกี้รถไฟระหว่างการเดินทางจากอุบลฯ มายัง จ.ศรีสะเกษว่า การที่หาเสียงบนรถไฟเป็นการหาเสียงที่คุ้มค่า เนื่องจากเป็นโค้งสุดท้ายซึ่งมีเวลาเหลือน้อย ซึ่งการเดินทางแบบนี้ผ่านหลายที่ ไม่เหนื่อย และประชาชนให้ความสนใจดี เราจึงตัดสินใจเช่ารถไฟ ซึ่งก็ใช้ไม่กี่โบกี้ และคิดว่าน่าจะได้ผลเพราะที่ จ.ศรีสะเกษ คนรอเต็มสถานี เมื่อถามว่า ในช่วงสุดท้ายจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ปัจจุบันคิดว่าไม่มีปัญหาอะไร เพราะทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี และเหลือเวลาหาเสียงอีก 6 วัน

เหน็บ ปชป.หากเช่ารถไฟอย่าใช้รางคู่ เมื่อถามต่อว่า ขณะนี้พรรคคู่แข่งออกมาโจมตีค่อนข้างรุนแรงว่าไทยรักไทยใช้อำนาจรัฐมาเช่ารถไฟ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ก็เช่าได้ คิดได้ทีหลังก็อย่าลนว่าใช้อำนาจรัฐเพราะจริงๆ แล้วเช่าได้ทุกคน และทุกพรรค ขอเชิญมาเช่าได้เลย การรถไฟก็จะได้มีรายได้ แต่ถ้าจะเช่าต้องวิ่งรางเดียว อย่าวิ่งรางคู่ เดี๋ยวยุ่ง เดี๋ยวตกราง เมื่อถามกรณีที่นายบัญญัติ บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุเรื่องสติกเกอร์เป็นการโจมตีของคนขี้แพ้ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว่า ต้องถามก่อนว่าเรื่องจริงคืออะไร ประชาธิปัตย์ต้องกล้าพูด ความจริงคืออะไร ไปบิดเบือนพระราชดำรัสแล้วใช้ในทางไม่เหมาะสมทางการเมือง เป็นเรื่องที่ไม่ดี และไม่สมควร

ควรแข่งขันกันทางนโยบายอย่างสร้างสรรค์ดีกว่า เพราะประชาชนจะได้เลือกพรรคที่เขาคิดว่าเป็นประโยชน์กับเขา และประเทศมากที่สุด ตรงนั้นน่าจะเป็นการแข่งขันที่ถูกต้องเหมาะสมมากกว่า ต้องเล่นอย่างนี้ ไม่ใช่ไปเล่นใต้ดิน ทำอะไรที่ไม่ตรงไปตรงมามันไม่ดี ไม่สร้างสรรค์เลย เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีด้วย อยากขอร้องให้ทุกฝ่ายให้ตรงไปตรงมาดีกว่า เล่นตรงนี้ ขึ้นเวทีปราศรัยไปก็แนะนำอะไรดีๆ ที่จะบอกกับประชาชนว่าจะทำแนวทางนี้ถ้าประชาชนเลือก ก็แสดงว่าประชาชนไว้วางใจ เอาอย่างนี้ไม่ดีกว่าหรือ......................................พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

คุยเลือกตั้งครั้งนี้ดีกว่า 4 ปีที่แล้ว ส่วนในช่วงโค้งสุดท้าย ได้มีการสำรวจคะแนนนิยมของไทยรักไทยในพื้นที่ต่างๆ หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า เท่าที่ดูในปัจจุบันแล้ว รู้สึกว่าดีกว่าการเลือกตั้งเมื่อปี 2544 เพราะตอนนั้นกระแสก็ดี แต่วันนี้กระแสดีกว่า ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเราทำงานให้ประชาชนมา 4 ปีเต็มอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ประชาชนก็อยากจะเห็นเราทำงานต่อ กระแสตอบรับดี เมื่อถามต่อว่า แสดงว่า 350 เสียงมีความเป็นไปได้ใช่หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว่า วันนี้มันเดาอยาก เพราะเหลืออีก 6 วัน แต่เท่าที่ดูกระแสคาดว่าดีกว่าครั้งที่แล้วแน่นอน คิดว่าครั้งนี้น่าจะได้เกินครึ่ง แต่จะเกินมากน้อยเท่าไหร่นั้น เหลืออีก 6 วันคงยังพูดไม่ได้

เมื่อถามอีกว่า 6 วันสุดท้ายนี้ จะมีอะไรเด็ดๆ หรือไม่ หัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ก็ทำงานต่อเนื่อง ใครจะมีอะไรพิเศษในช่วง 5-6 วันมันยาก ต้องขับเคลื่อนต่อเนื่องเรื่อยๆ เพื่อให้เกิดน้ำหนักมากขึ้น ซึ่งจะเป็นแบบนี้มากกว่า เมื่อถามถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่เรียกร้องให้ประชาชนเลือกให้ได้ 201 เสียง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ต้องถามก่อนว่าประชาธิปัตย์มีฐานเดิม 228 เสียง และ 4 ปีที่ผ่านก็ไม่ได้ทำงานให้ประชาชนยอมรับเลย นอกจากการกล่าวหาเลื่อนลอย เมื่อมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็อภิปรายนายกฯ ทุกครั้ง ทั้งที่เป็นการอภิปรายรัฐมนตรี แล้วอยู่ๆ จะมาขอ 128 เพื่อเพิ่มเป็น 201 เสียงได้อย่างไร มันไม่เป็นการขอประชาชนมากไปหน่อยหรือ อันนี้ต้องถามตัวเอง ส่วนในภาคอีกสานมีการสร้างกระแสให้ประชาชนเลือกผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อของไทยรักไทย แต่ ส.ส.ระบบเขตให้เลือกพรรคอื่น

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า คงจะยาก เพราะประชาชนเข้าใจ ถ้าเหลือกพรรคเขาก็ไปยกมือให้หัวหน้าพรรคอื่นเป็นนายกฯ แต่ถ้าเขาอยากให้ทำหน้าที่นายกฯ ต่อ เขาก็เลือกไทยรักไทยทั้ง 2 บัตร

หยันคนฟังปราศรัยน้อยกว่าขอ 201 เสียง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวต่อว่า พรรคไทยรักไทยใช้หัวหน้าพรรคเปลืองมาก วันเดียวให้หัวหน้าพรรคหาเสียงถึง 7 จังหวัด วันนี้ถ้าเหาะได้ ก็จะเหาะไปทุกที่เลย ซึ่งเหมือนกับที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ระบุว่า แทะไก่ แทะทั้งกระดูกไม่เหลือไว้ให้ใครเลย ก็แหม ของอย่างนี้จะให้เหลือได้อย่างไร แต่อย่างไรก็ต้องพยายามให้เหลือเจ้าของโรงน้ำแข็งน้อยๆ หน่อย ไม่งั้นเจ้าของโรงน้ำแข็งเต็มสภาจะยุ่ง แต่ละคนเป็นเถ้าแก่โรงน้ำแข็งทั้งนั้น ไม่ไหว เหนื่อย

และ จากการไปช่วยปราศรัยที่ จ.พิจิตร ซึ่งมีประชาชนที่มาฟัง 2 หมื่นกว่าคน เขาไม่ได้มาอย่างเดียว แต่เขามีอารมณ์ร่วมด้วย รับรองเขตนี้ชนะแน่ และวันก่อนพี่บรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ไปเขตกิ่งเต้า จ.สกลนคร มีคนไปฟังแค่ 150 คน หัวหน้าพรรคขึ้นเวทีไปด่าลูกพรรค เสร็จแล้วพอหัวหน้าพรรคลง ลูกพรรคก็ด่าหัวหน้าบ้าง ส่วนนายอภิสิทธิไปที่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ มีคนมาฟัง 150 คน นายอภิสิทธิ์ ไม่กล้าขึ้นเวที ผมว่าคนไทยรักไทยฟังผิด จริงๆ แล้วอภิสิทธิ์ต้องการ 201 เสียง สงสัยต้องการคนฟังแค่ 201 คนมั๊ง ได้คนฟังยังไม่ถึง 201 คนเลย แล้วผู้แทนจะเอา 201 คนได้อย่างไร................................................................”พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 30/01/2005 10:39 PM


ความคิดเห็นที่: 74


ทัวร์รถไฟ No. 9 เดินสายหาเสียง ..........
ครีเอทีฟของไทยรักไทยมีความคิดสร้างสรรค์ดีนะ
ปกติเวลารถไฟธรรมดาๆ แล่นผ่านมา ก็น่ามอง น่าสนใจอยู่แล้ว
นี่ มีป้าย .. มีเบอร์ .. มีเสียงโทรโข่ง .. แบบนั้น ก็เท่สุดยอด..!!




    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 30/01/2005 11:49 PM


ความคิดเห็นที่: 75

เฮ้อ เบื่อนักการเมืองขี้โม้ จมูกชมพู่

เมื่อปี 43 บอกว่า ขอให้ช่วยเลือกมาทำการเมืองเป็นครั้งสุดท้ายก่อนวางมือ

พอเลือกมัน มันก็ทำตัวกร่างไปเรื่อย เดินสายทำอาหาร แทนที่จะทำงานให้คุ้มค่า อ้างแต่ทำไม่ได้

พอครบวาระ มันก็มาทำตัวเป็นนักวิจารณ์คอยด่าคนอื่น เพื่อกรุยทางจะเป็น ประธานสว. ตามประจบหัวหน้าพรรคใหญ่

ขออย่าให้ หัวหน้าพรรคใหญ่ อย่าไปหลงคารมมันเลย บ้านเมืองจะพินาศ

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 31/01/2005 11:35 AM


ความคิดเห็นที่: 76

ตกลงพี่เก่ง จะเลือก No.9 แล้ว
.....................................ใช่มั้ยคะ :-)

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 31/01/2005 12:45 PM


ความคิดเห็นที่: 77


พรรคการเมืองไทย - เลือกตั้งปี 2548



1. พรรคชาติไทย http://www.chatthai..or.th
คําขวัญ สัจจะนิยม สร้างสังคมให้สมดุล
หัวหน้าพรรค นายบรรหาร ศิลปอาชา เลขาธิการพรรค นายประภัตร โพธสุธน

นโยบายพรรค
มุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน
ทุกคนต้องได้รับการศึกษา
พัฒนาการเมืองภาคประชา
ยกระดับราคาพืชผล
คนจนรักษาฟรี คนมีร่วมจ่าย
มีบ้านเมืองน่าอยู่อาศัย ใส่ใจผู้ด้อยโอกาส
เสริมระบบราชการให้มั่นคง ดํารงสถาบันครอบครัว
ยาเสพติดสิ้นไปทั่วทั้งแผ่นดิน



2. พรรคกิจสังคม http://www.sap.or.th
คําขวัญ
“เงินผัน ประกันราคาพืชผล ส่งเสริมสภาตําบล คนยากจนรักษาฟรี”
“เราทําได้ ได้ทําแล้ว และจะทําต่อไป”
“กองทุนหมู่บ้าน ชลประทานระบบท่อ เกิดก่อธรรมสังคม”

หัวหน้าพรรค นายเจษฎา ตันติบัญชาชัย เลขาธิการพรรค นายปราโมทย์ ตามควร

นโยบายพรรค
การดําเนินการทางการเมือง เพื่อสร้างสังคมให้เป็นสังคมที่มีความเป็นธรรมและผาสุกตามแนวปรัชญามูลฐานและอุดมการณ์ของพรรค โดยการสร้างเสถียรภาพทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การพัฒนาสังคมให้มีความสามารถพึ่งตนเองได้ และ สามารถบรรลุศักยภาพสูงสุดในการแข่งขันกับประชาคมโลก



3. พรรคพัฒนาชาติไทย
คําขวัญ
หัวหน้าพรรค นายประสาท เผ่าไทย เลขาธิการพรรค นายบุญทวีศักดิ์ อมรสินธุ



4. พรรคประชาธิปปัตย์ http://www.democrat.or.th
คําขวัญ สร้างคน สร้างอนาคต
หัวหน้าพรรค นายบัญญัติ บรรทัดฐาน เลขาธิการพรรค นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์

นโยบายพรรค

1.ด้านเศรษฐกิจ กระจายรายได้ด้วยความเป็นธรรม ล้างหนี้ประชาชน สร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนและชุมชน เพื่อให้สามารถพึ่งตนเองได้ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและสามารถแข่งขันกับนานาชาติได้

2. ด้านการศึกษา สร้างคนไทยให้สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ สติปัญญาความรู้ และคุณธรรมตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น จัดการศึกษาฟรีตั้งแต่อนุบาลถึงม.6 ขยายกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาให้ทั่วถึง

3. ด้านสุขภาพ ดูแลคนตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงสูงอายุ ดูแลสตรีมีครรภ์ในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอด 1 ปี รักษาฟรีมีคุณภาพ ตรวจสุขภาพประจําปีฟรี ปีละ 1 ครั้ง อายุ 60 ปี รายได้ไม่เพียงพอมีเบี้ยเลี้ยง เดือนละพัน

4. ด้านการเมือง ประชาชนมีส่วนร่วมทุกระดับต่อต้านเผด็จการรัฐสภา ปฏิบัติการ "รื้อ-แก้ไข-ลงโทษ-ทวงคืน" โครงการทุจริตคอรัปชั่น แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันการครอบงําองค์กรอิสระจากฝ่ายการเมือง



5. พรรคประชาชนไทย
คําขวัญ ชาติก้าวหน้า พุทธศาสนามั่นคง
หัวหน้าพรรค นายไทกร พลสุวรรณ เลขาธิการพรรค นางมยุรา อุรเคนทร์

นโยบายพรรค
1.ด้านเศรษฐกิจ ตามพระราชดํารัสในหลวงคือ เศรษฐกิจแบบพอเพียง
2. ด้านสังคม ส่งเสริมเกื้อกูลคนทําดี ล้างหนี้ให้ประชาชน
3. ด้านการเมือง ศาสนา วัฒนธรรม นําการเมือง
4. ด้านอื่นๆ เน้นด้านพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจําชาติโดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ



6. พรรคคนขอปลดหนี้
คําขวัญ “ปลดหนี้ 5 แสน มีคำตอบแทนสมาชิก 9 หมื่นบาท” ไม่เอาคืน
หัวหน้าพรรค นายดารัณ หมีเทศ เลขาธิการพรรค นายพัฒฐณชัย มาตรสุรีย์

นโยบายพรรค

1.ด้านเศรษฐกิจ กระจายเงินด้วยการออกกฎหมายปลดหนี้ให้คนไทยรายละ 5 แสนบาท ไม่เอาคืนเพื่อกู้แผ่นดินคืนจากต่างชาติและนายทุน มีเงินกองทุน หรือธนาคารหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 5 ล้านบาท, จัดสรรเงินตั้งกองทุนฟื้นฟูคนไทย 10 แสนล้านบาท, แก้กฎหมาย พ.ร.บ.เงินตราปี 2501 เรื่องเงินทุนสํารอง เพื่อพิมพ์เงินบาทเพิ่มอีก 4 ล้านล้านบาท และประกาศเพิ่มอัตราแลกเปลี่ยนเป็น 20 บาทต่อ 1 ดอลลาร์, จะทําให้ราคาน้ำมัน แก๊ส ปุ่ย มีราคาถูกลงอีกไม่น้อยกว่าลิตรละ 5 บาท ออกกฎหมายประกันราคาผลผลิตการเกษตร

2. ด้านสังคม เจ็บป่วยรักษาฟรี มีรถยนต์บริการฟรีทุกหมู่บ้าน เวลามีธุระ หรือเจ็บป่วย ให้เรียนฟรีถึงปริญญาตรี คนพิการหรือผู้สูงอายุมีเงินเลี้ยงชีพ ตายมีเงินทําศพละ 1 แสนบาท

3. ด้านการเมือง แก้ไขยกเลิกกฎหมาย 11 ฉบับทันที กระจายงาน กระจายอํานาจ ด้วยการแต่งตั้งตัวแทนพรรคระดับหัวหน้าจังหวัด อําเภอ ตําบล หมู่บ้าน หัวหน้าคุม มีคำตอบแทน มีเงินเดือน

4. ด้านอื่น ๆ พรรคขอปลดหนี้ มีนโยบายปลดหนี้ เพื่อกู้แผ่นดิน กู้อาชีพ กู้ทรัพย์สิน กู้ชาติ กู้ศาสนา กู้คนไทย เชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดํารงอยู่คงคู่ไว้กับประเทศไทยตลอดไป



7. พรรคธรรมชาติไทย
คําขวัญ เกษตรกรรมนํา อุตสาหกรรมหนุน บริการเสริม
หัวหน้าพรรค พลเรือเอกชัย สุวรรณภาพ เลขาธิการพรรค นาวาเอกประจักษ์ วังกานนท์

นโยบายพรรค

1.ด้านเศรษฐกิจ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดําริ ลดการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ปลดหนี้สินภาคครัวเรือน ส่งเสริมการค้าขายอย่างเป็นธรรม

2. ด้านสังคม ให้การดูแลชีวิตมนุษย์ตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงบั้นปลายชีวิต สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จัดระเบียบสังคมโดยเน้นเด็ก เยาวชน ดูแลเอาใจใส่คนชราและคนพิการ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มีความเสมอภาค

3. ด้านการเมือง การบริหารอย่างโปร่งใส ซื่อสัตย์ ตรวจสอบได้ กระจายอํานาจสู่ท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง โดยใช้หลักธรรมาภิบาลในการปกครอง มุ่งให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข

4. ด้านอื่น ๆ ด้านการศึกษารัฐรับผิดชอบค่าใช้จ่ายการศึกษาถึงระดับปริญญาตรี ด้านการเกษตรให้แปลงผลผลิตเป็นทุน แก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ศัตรูพืชอย่างถาวร ด้านการสาธารณสุข ประกันสุขภาพอย่างทั่วถึงที่ดีกว่าปัจจุบัน



8. พรรคแผ่นดินไทย
คําขวัญ “พลีชีพเพื่อแผ่นดิน ปราบให้สิ้นทรราช สร้างชาติให้เป็นไท”
หัวหน้าพรรค นายบุญอิทธิพล ชิณราช เลขาธิการพรรค นายศุภกิจ ดุลยเกียรติ

นโยบายพรรค

นโยบายหลัก 4 ต้อง
1.ต้องตั้งกองทุนปลดหนี้
2. ต้องตั้งกองทุนประกันชีวิตฟรี
3. ต้องสร้างการเกษตรให้พอเพียง
4. ต้องสร้างพรรคการเมืองเป็นของประชาชน

นโยบายหลัก 4 ไม่
1.ไม่ขายเสียง ไม่ซื้อสิทธิ์ ไม่ทุจริตการเลือกตั้ง
2. ไม่โกงกิน ไม่ผูกขาด ไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง
3. ไม่ขายชาติ ไม่ขายแผ่นดิน ไม่สูญสิ้นความเป้นไทย
4. ไม่ชักช้าการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชนในชาติ



9. พรรคไทยรักไทย http://www.thairakthai.or.th
คําขวัญ คิดใหม่ ทําใหม่ เพื่อไทยทุกคน
หัวหน้าพรรค พันตํารวจโททักษิณ ชินวัตร เลขาธิการพรรค นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

นโยบายพรรค

1.แปลงกองทุนหมู่บ้านที่มีความพร้อมให้เป็นธนาคารหมู่บ้าน
2. จัดสรรงบประมาณ 1 ล้านบาท เพื่อสร้างระบบรถไฟฟ้า และใต้ดินเพื่อเชื่อมกรุงเทพฯ และปริมณฑล

3. จัดสรรวัว 2 ล้านตัว กระจายสู่เกษตรกรที่อยากจะเลี้ยงวัวทั่วประเทศ
4. ประชาชนที่มีรายได้จะต้องมีบ้านของตนเอง และบ้านในชุมชนแออัดจะถูกเปลี่ยนเป็นบ้านที่มั่นคง

5. ลดภาษีให้ลูกกตัญญ ูที่เลี้ยงดูพ่อแม่ รวมทั้งพ่อตาและแม่ยาย
6. ทําสงครามกับยาเสพติดอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสังคมเยาวชนไทยปลอดภัยจากยาเสพติด
7. จัดกองทุนยืมเรียนเพื่อการศึกษาให้แก่เด็ก เมื่อเรียนจบมีงานทําแล้วค่อยผ่อนใช้คืน
8. โครงการเอส วี พี เกษตรกรกู่สร้างอาชีพ โดยใช้หนี้คืนด้วยผลผลิต แต่ได้กําไรเป็นเงิน



10. พรรคความหวังใหม่
คําขวัญ อตฺตาหิ หิ อตฺตโน นาโถ
หัวหน้าพรรค นายชิงชัย มงคลธรรม เลขาธิการพรรค พลตรีพีรพงษ์ สรรพากษ์พิสุทธิ์

นโยบายพรรค

1.ด้านเศรษฐกิจ พัฒนาชาติด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ สร้างชีวิตครอบครัวด้วยเงินออม ไม่ส่งเสริมการก่อหนี้ สร้างสังคมชนบทไทยให้เป็นสังคมอุดมโภคา ส่งเสริมให้ป่าชุมชนเป็นซุปเปอร์มาเก็ตธรรมชาติ ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์

2. ด้านสังคม ทําบ้านให้เป็นวัด ใช้ “ธรรม” พัฒนาจิตใจเยาวชนให้มีจริยธรรม คุณธรรม มีหิริโอตัปปะ ส่งเสริมให้ประเทศไทยเป้นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาของโลก

3. ด้านการเมือง ปฏิวัติประชาธิปไตย คือ ความหวังใหม่ของประชาชน โดยรณรงค์ให้ปวงชนชาวไทย เกิดจิตสํานึกประชาธิปไตย เข้าใจในสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ สร้างพรรคการเมืองที่ เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

4. ด้านอื่นๆ คนไทยต้องมีที่กินโดยสร้างชุมชนคนรักษ์ป่า จัดสรรป่าสงวนแห่งชาติที่เลื่อมโทรมแล้วให้ คนเข้าไปอยู่อาศัยเพื่อฟื้นฟูป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์เหมือนเดิม คนไทยไม่ควรไร้ที่พักพิง ทําให้ทุกคน มีบ้านพักอาศัยตามศักยภาพของแต่ละสาขาอาชีพ จัดตั้งมหาวิทยาลัยชุมชนเรียนรู้ ดิน ฟ้า ป่า น้ำ



11. พรรคมหาชน http://www.mahachonparty.net
คําขวัญ ทางเลือกใหม่ของคนไทย...ทั้งชาติ
หัวหน้าพรรค นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เลขาธิการพรรค นายจเด็จ อินสว่าง

นโยบายพรรค

1.ด้านเศรษฐกิจ มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืนเพื่อสร้างความเจริญเติบโตและกระจายผลประโยชน์ อย่างแท้จริง โดยยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และเน้นการพัฒนาทักษะและความสามารถในการ บริหารจัดการเศรษฐกิจทุกระดับ

2. ด้านสังคม ส่งเสริมการพัฒนาประชาสังคม ส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างวัฒนธรรมชุมชนและ ส่งเสริมการพัฒนาศิลปะทั้งประเพณีระดับท้องถิ่นและระดับชาติ

3. ด้านการเมือง ยึดหลักการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมที่ต้องรักษาไว้ซึ่งสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รวมทั้งให้ความสําคัญกับรัฐธรรมนูญเพื่อพัฒนาความเท่าเทียม ความยุติธรรม และความสงบเรียบร้อย ของประชาชนชาวไทยทุกคน

4. ด้านอื่นๆ มุ่งเน้นปฏิรูปการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา มุ่งสร้างความเข้มแข็งของท้องถิ่นโดยอาศัยการกระจายอํานาจ มุ่งพัฒนาสาธารณูปโภคให้ครอบคลุมทั่วถึงทุก พื้นที่ มุ่งพัฒนาความร่วมมือกับต่างประเทศในทุกภูมิภาคของโลก



12. พรรคประชากรไทย http://www.thaicitizen.or.th
คําขวัญ เข้าใจปัญหา กล้าตัดสินใจ เลือกประชากรไทย รับใช้บ้านเมือง
หัวหน้าพรรค นายสุมิตร สุนทรเวช เลขาธิการพรรค นายวิเชียร อิศรานุวัตร

นโยบายพรรค
1.ด้านเศรษฐกิจ สะสมวันละนิ ด ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง
2. ด้านการสังคม เข้าใจปัญหา กล้าตัดสินใจ เลือกประชากรไทย รับใช้บ้านเมือง
3. ด้านสุขภาพ บ้านเมืองมีปัญหาประชากรไทยรับอาสาแก้ไข
4. ด้านการเมือง เรื่องของส่วนรวม มาก่อนเรื่องส่วนตัว เรื่องของบ้านเมือง มาก่อนเรื่องพรรค



13. พรรคไทยช่วยไทย
คําขวัญ หลอมรวมภูมิพลัง ให้มั่งคั่งและมั่นคง
หัวหน้าพรรค นางสุวรรณทิพย์ ทับทิมเทศ เลขาธิการพรรค รศ.ดร.เสนีย์ ส่งศรี

นโยบายพรรค

1.ด้านเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการขยายการลงทุนสู่รายย่อยเพื่อการส่งออก
2. ด้านการศึกษา ขยายโอกาสการศึกษาด้วยการเรียนฟรีสู่ชุมชน
3. ด้านการสาธารณสุข เน้นประกันสุขภาพผู้มีรายได้น้อยและผู้ใช่แรงงาน
4. ด้านการเกษตร มุ่งปรับโครงสร้างการผลิตและเพิ่มมูลค่าผลผลิต ด้านการเกษตรด้วยการถ่ายทอด เทคโนโลยีสู่ชุมชน

5. ด้านการอุตสาหกรรม เน้นอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิต
6. ด้านสังคมและชุมชน ขจัดยาเสพติดและมิจฉาชีพเพื่อชุมชนอยู่สุข
7. ด้านการพลังงาน มุ่งหาพลังงานทดแทนราคาถูกเพื่อลดค่าใช้จ่ายภาคประชาชนผู้ใช้ รถยนต์ การประมง และการเกษตร



14. พรรคแรงงาน
คําขวัญ เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยืนหยัดเพื่อชนชาติไทย
หัวหน้าพรรค พันจ่าเอกชิน ทับพลี เลขาธิการพรรค นายบรรจง บุญรัตน์

นโยบายพรรค
ตั้งเขตเศรษฐกิจการค่าเสรี ตั้ง”ตลาดการค่าแห่งเอเชีย” ลดภาษี ล้างหนี้เงินกู้นิสิตนักศึกษา ปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 200 บาททั่วประเทศ และปรับเงินเดือนของลูกจ้างทั้งภาครัฐและเอกชน เพิ่มขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจ บรรจุลูกจ้างรับเหมาเป็นลูกจ้างประจํา และลูกจ้างชั่วคราวของรัฐเป็น ข้าราชการ ควบคุมราคาสินค้า ประกันราคาพืชผลทางการเกษตร สร้างระบบชลประทาน ปฏิรูปที่ดิน สร้างระบบสาธารณูปโภค จัดสวัสดิการประกันสังคมให้แก่คนไทยทุกคน เช่น คลอดบุตร ได้รับค่าเลี้ยงดู บุตรคนละ 1,000 บาทต่อเดือน มารดาลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้ 4 เดือน เงินเดือนคนชราอายุ 60 ปีขึ้น ไปได้รับไม่ต่ำกว่าเดือนละ 3,000 บาท เด็กและเยาวชนเรียนฟรี จบปริญญาตรีมีงานทําโดยรัฐเป้นผู้ จัดหางานให้ทั้งในและต่างประเทศฟรี รักษาพยาบาลฟรี ที่มีคุณภาพ สร้างบ้านที่อยู่อาศัย คุณภาพดี ราคาถูก ผ่อนส่งระยะยาวโดยไม่มีดอกเบี้ย ส่งเสริมการกีฬา เพื่อสุขภาพของประชาชนทั้งประเทศ



15. พรรคชาติประชาธิปไตย
คําขวัญ การเมืองก้าวไกล เศรษฐกิจไทยมั่นคง
หัวหน้าพรรค พ.อ.สุบรรณ แสงพันธุ์ เลขาธิการพรรค พล.ต.สมศักดิ์ พันธุ์เอี่ยม

นโยบายพรรค

1.ด้านเศรษฐกิจ จะกระจายปัจจัยผลผลิตของระบบเศรษฐกิจทั้งระบบได้แก่กระจายที่ดินทำกิน, กระจายด้าน อุตสาหกรรม, ด้านพานิชกรรม, ด้านการขนส่ง, ด้านการบริการ, ด้านการเงินการคลัง

2. ด้านสังคม ให้มีหลักประกันการศึกษา, สาธารณะสุข, ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ให้อยู่ในระดับที่ดี ด้วยระบบสหกรณ์เบ็ดเสร็จของชาติ

3. ด้านการเมือง จะพัฒนาการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ด้วยการกําหนดนโยบายของสังคมไทยทุก ด้านให้เป็นประชาธิปไตยตามหลักการที่ถูกต้องเป็นสากล

4. ด้านอื่นๆ ด้านการค้ากับต่างประเทศ จะให้เป็นลักษณะพึ่งพาซึ่งกันและกัน ตลอดจนร่วมมือทางด้านความ มั่นคง ยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด



16. พรรคกสิกรไทย
คําขวัญ เราอาสา...ประชาอาศัย
หัวหน้าพรรค นายจําลอง ดําสิม เลขาธิการพรรค นายบุญเลิศ ดําสิม

นโยบายพรรค
พัฒนาเศรษฐกิจชนบท ลดความแออัดของคนเมือง
กระจายคนรวยที่กระจุก ขจัดทุกข์คนจนที่กระจาย



17. พรรคทางเลือกที่สาม
คําขวัญ
หัวหน้าพรรค นายอรุณ คงมั่น เลขาธิการพรรค นายกาลสมัย มะณีแสง

นโยบายพรรค

1.มุ่งปฏิรูปการเมือง ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ให้เป็นประชาธิปไตย ยิ่งขึ้นโดยให้ประชาชนมี ส่วนร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ

2. เสนอให้มีการปฏิรูประบบบริหารงานของรัฐ ด้วยการกําหนดการใช้อํานาจโดยเจ้าหน้าที่รัฐอย่าง โปร่งใส มีหลักเกณฑ์ตามระบบนิติรัฐ

3. เสนอทบทวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
4. เสนอการขจัดทุจริตคอรัปชั่น และแสวงหาผลประโยชน์ อันมิชอบด้วยการตรากฎหมาย และการ ตรวจสอบโดยรัฐสภา



18. พรรครักษ์ถิ่นไทย
คําขวัญ เลือดใหม่...เพื่อไทยวันนี้
หัวหน้าพรรค ว่าที่ร้อยตรีวิทวัส ต.แสงจันทร์ เลขาธิการพรรค นายสัญญา ศุกระศร

นโยบายพรรค

1.ด้านเศรษฐกิจ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ยึดติดกับ GDP ลดการพึ่งพาต่างชาติ กระตุ้นการใช้จ่ายภาย ประเทศ รัฐวิสาหกิจไม่แปรรูป ตั้งธนาคารชุมชน ช่วยเกษตรกรแก้ปัญหาหนี้

2. ด้านสังคม ชูจริยธรรม เน้นความสัมพันธ์ ภายในครอบครัว สร้างคุณธรรมในสังคม รักษาวิถีไทย ส่งเสริมศาสนธรรมพื้นฐานอุปถัมภ์ เท่าเทียมกันทุกศาสนา ฟรีศาสนพิธีงานศพ

3. ด้านการเมือง รัฐธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ ด้านคอรัปชั่นทุกรูปแบบ ยกระดับท้องถิ่น และ ส่งเสริมการปกครองระดับชุมชนในเมือง กระจายอํานาจกระจายงบประมาณ

4. ด้านอื่น ๆ สร้างป่าไม้ ชุมชนแก้ไขปัญหาที่ทํากินและบุกรุกทําลายป่า สร้างมาตรฐานความเป็นคน ล้ำสมัย เทคโนโลยี สนใจพลังงานทางเลือกให้คนไทยรักษาฟรี เรียนฟรีถึงปริญญาตรี



19. พรรคพลังเกษตรกร
คําขวัญ เกษตรกรเลี้ยงชาติ ต้องได้อํานาจการเมือง
หัวหน้าพรรค นายอนันต์ กาญจนสุวรรณ เลขาธิการพรรค นายผวน เส้งนนท์

นโยบายพรรค

1.ด้านเศรษฐกิจ เน้นมุ่งมั่นปฏิบัติตามพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” มาสู่การปฏิบัติให้เป็นจริง ให้เกิดผลสําเร็จให้ได้ทั้งประเทศ โดยเกษตรกรต้อง รวมพลัง

2. ด้านสังคม ประเทศชาติต้องปราศจากอบายมุข ทุกชุมชนต้องปลอดภัยให้ความเป็นใหญ่ในประเพณี วัฒนธรรม หนุนนําคนทําดี มีสวัสดิการจากรัฐบาลสู่ประชาชนทุกชนชั้นโดยความเป็นธรรมให้สมบูรณ์ทั้ง แผ่นดิน

3. ด้านการเมือง ต้องนําหลักการของประชาธิปไตยทั้ง 5 ข้อมาปฏิบัติให้ครบถ้วน คือ อธิปไตยเป็น ของปวงชน เสรีภาพของบุคคลต้องสมบูรณ์ มีความเสมอภาค กฎหมายต้องเป็นนิติธรรม รัฐบาลต้องมา จากการเลือกตั้ง

4. ด้านอื่น ๆ ตั้งสภาเกษตรกร ระดับตําบล อําเภอ จังหวัด และระดับชาติ โดยเกษตรกรเพื่อ แก้ปัญหาและพัฒนาเกษตรโดยรัฐบาล เพราะถ้าเกษตรกรไม่มีปัญหา ประชาชนทุกชั้นชนในชาติ ปราศจากความเดือดร้อน



20. พรรคพลังประชาชน
คําขวัญ ศูนย์ผลิตนักการเมืองคุณภาพรับใช้ประชาชน
หัวหน้าพรรค นางสาวสุภาพร เทียนแก้ว เลขาธิการพรรค นางสาวปิยะรัตน์ เทียนแก้ว

นโยบายพรรค

1.ด้านเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้ทุกคนด้วยการเสนอออกกฎหมายจ่ายเงินเดือนให้ประชาชน จัดตั้ง กองทุนสร้างงานใหม่ ให้จัดจ้างเพิ่ม จัดตั้งกองทุนปลดหนี้ให้ประชาชนทุกครอบครัว ให้ข้าราชการและทุก หน่วยงานได้รับเงินเดือนทุก 15 วัน

2. ด้านสังคม แก้ไขปัญหายาเสพติด ยืนหยัดในความยุติธรรมให้สังคม เพิ่มความเข้มข้นในรักษาความ ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชน แก้ปัญหาการจราจรให้คล่องตัว แก้ปัญหาทุจริต คอรัปชั่นให้ หมดไปจากประเทศไทย

3. ด้านการเมือง สร้างนักการเมืองอาชีพที่มีคุณภาพสูง มีอุดมการณ์มั่นคง มีความยุติธรรม เสียสละ เพื่อแผ่นดิน มีความจริงใจต่อประเทศชาติและประชาชน สร้างเวทีประชาธิปไตยทางความคิด ประกาศ สงครามจากความยากจนและกู้ภัยแล้ง

4. ด้านการศึกษา ออกกฎหมายบังคับให้มีความเสมอภาคทางการศึกษาด้วยการกําหนดตําราเรียน วิธีการเรียนการสอน และการออกข้อสอบให้เหมือนกันทั่วประเทศ ให้เด็กและเยาวชนเรียนฟรีอย่างมี ประสิทธิภาพเต็มร้อยจนถึงปริญญาตรี



สำเนาจาก thaingo...9431 โดย : รัตติกาล เมื่อ : 31/01/2005 06:29 PM
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 1/02/2005 04:49 AM


ความคิดเห็นที่: 78



พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร...............เป็น นายกรัฐมนตรี มีชื่อ ระบือขาน
ท่านมีใจ เป็นนักสู้ รู้ทันการณ์...............ฝากผลงาน คณานับ ไม่กลับกลาย

เป็น นักพูด นักเขียน เพียรทุกอย่าง...............เป็น นักสร้าง ตรงหน้าที่ ไม่หนีหาย
เป็น ผู้นำ คนจริง ทั้งหญิงชาย...............
แสนเสียดาย พรรคอื่นๆ จะมา ลาลับไป

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร..............เป็น นายกรัฐมนตรี ที่สุกใส
ปกครองบ้าน วงศ์วาน แม้ห่างไกล...............เป็นธงชัย ให้ประเทศไทย สถาพร..!!




ขอให้ ... ไ ท ย รั ก ไ ท ย ... มีอนาคตงดงาม ตามที่ฝัน
ขอให้ ... ไ ท ย รั ก ไ ท ย ... มีทุกวัน เป็นวันอันสดใส
ขอให้ ... ไ ท ย รั ก ไ ท ย ... มีทุกก้าว คือก้าวที่มั่นใจ
ขอให้ ... ไ ท ย รั ก ไ ท ย No. 9 ... ก้าวไกล ไปกว่าเดิม ...!!




ยังไงๆ ก็เลือก No. 9

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 1/02/2005 09:29 AM


ความคิดเห็นที่: 79

เก้าอี้ดนตรีปีนี้ ยังไงก็ไม่พ้น 9 อยู่ดีแหละ อยู่ที จะพาพรรคพวกเข้าไปได้แค่ไหน

ทุกพรรคมีข้อดีข้อเสีย ทำไมไม่ร่วมมือกันแก้ปัญหาของชาติกันน้า โตๆกันแล้ว เรียนก็สูง

    โดย : คนผ่านไปมา     เมื่อ : 1/02/2005 09:45 AM


ความคิดเห็นที่: 80

อย่าคิดมากๆ เลยนะคะ .....
แค่ดูข่าวของ คุณการุณ ก็ขำจะแย่
ปกติคุณการุณ เป็น สส.ในนามของพรรคชาติไทย อยู่เป็นนาน
ไม่ยักกะคิดตรวจสอบหรือมีปัญหาเรื่องการศึกษา แต่พอย้ายพรรค กลับมีปัญหา ...?




    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 1/02/2005 01:29 PM


ความคิดเห็นที่: 81

อย่าลืมเบอร์ 108-1009

พักผ่อนนอนหลับ

คําขวัญ คิดดี ทำดี นอนหลับเยอะๆ
หัวหน้าพรรค นางสาวน้ำตาล ดอทคอม
เลขาธิการพรรค นายเพ่งกี่ ลานน่ำตั๊ก

นโยบายพรรค

1.ด้านเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้ทุกคน โดยการใช้จ่ายไม่สุร่ยสุร่าย เวลาไม่มีก็ขอพ่อกับแม่เพิ่ม แต่พอได้มาไม่ต้องใช้คืน

2. ด้านสังคม รับบอกบุญทั่วราชอาณาจักร

3. ด้านการเมือง สักวันหนึ่งจะเป็นนายกฯ

4. ด้านการศึกษา ทำเว็บเผยแพร่ความรู้ ชูปัญญา ไม่เชื่อไปดูที่ ปลาวาฬดอทคอมสิ ใครได้ที่หนึ่ง

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 2/02/2005 08:23 AM


ความคิดเห็นที่: 82

ขยันคิดจริงๆ นะคะ :-)

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 2/02/2005 12:42 PM


ความคิดเห็นที่: 83


กรรมเก่า ปชป.เคยปลุกกระแสทำลายคู่แข่ง...!?
โดย ..... เซี่ยงเส้าหลง 1 กุมภาพันธ์ 2548 00:44 น.



สุดแสนจะคลาสสิกจริง ๆ สำหรับการ์ตูนฝีมือ บัญชา/คามิน เมื่อวานนี้ใน ผู้จัดการรายวัน คนรุ่นหลังที่ไม่มีพื้นฐานประวัติศาสตร์การเมืองไทยอาจจะ งง ขออนุญาตให้ “เซี่ยงเส้าหลง” นำมาลงอีกครั้งหนึ่งและขยายความสักนิดหนึ่งเถอะว่าเป็นการจำลอง ภาพเหตุการณ์เมื่อปี 2489 ที่มี ไอ้โม่ง – ปรปักษ์ทางการเมืองของท่านปรีดี พนมยงค์ เข้าไปปล่อยข่าวสร้างกระแสด้วย การตะโกน ใน โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง ว่า ......... ปรีดีฆ่าในหลวง

เพื่อโยงให้ประชาชนหลงเชื่อว่า รัฐบุรุษอาวุโสมันสมองของคณะราษฎรท่านนี้มีส่วนเกี่ยวข้องใน กรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 เมื่อ วันที่ 9 มิถุนายน 2489 กระบวนการสร้างกระแสความเชื่อที่ผิด ๆ เช่นนั้นดำเนินไป อย่างเป็นระบบ นอกจากจะมีผลให้สุภาพบุรุษทางการเมืองอย่างท่านต้อง ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากเพิ่งได้รับแต่งตั้งเมื่อ วันที่ 8 มิถุนายน 2489 แล้ว เดินทางไปต่างประเทศชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วยังเป็นผลต่อเนื่องให้เกิด รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ที่ตามมาด้วย การไล่ล่าสังหารกลุ่มบุคคลที่สนับสนุนท่านปรีดี พนมยงค์ ชนิดที่แม้กระทั่งตัวท่าน ก็แทบเอาชีวิตไม่รอด

แน่นอนว่าไม่มีใครยอมรับว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการตะโกนปล่อยข่าวในโรงภาพยนตร์ รู้แต่เพียงว่า พรรคประชาธิ ปัตย์ หันมาร่วมมือกับ คณะทหาร และหัวหน้าได้ขึ้นเป็น นายกรัฐมนตรีขัดตาทัพ อยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อนที่คณะทหารจะ เชิญออกจากตำแหน่งไป แล้ว ขึ้นเถลิงอำนาจเอง อันถือเป็น จุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งสำคัญ ของบ้านนี้เมืองนี้ กรรมเก่า จะย้อนมาสนอง พรรคประชาธิปัตย์ ดังจินตนาการของ บัญชา/คามิน หรือไม่ “เซี่ยงเส้าหลง” ว่ามีแต่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เท่านั้นที่จะ รู้ชัด เพราะถึงอย่างไร พรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องยืนกระต่ายสามขาว่า ไม่รู้ไม่เห็น กับการสั่งพิมพ์ สติ๊กเกอร์พระราชดำรัส ที่ถูกจับได้ที่บริเวณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์เขตคลองเตย งานนี้ก็หนักหน้า ก.ก.ต. อีกเช่นเคยเพราะถ้าวินิจฉัยออกมาว่าเป็นการกระทำโดยที่ ผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ร่วมรู้เห็น นั้น โทษหนัก ถึงขั้น ยุบพรรค ทีเดียวเชียวแหละ

ที่สำคัญก็คืองานนี้ เสียท่า ..........
ปล่อยให้มีการบันทึกเทปเสียงสนทนา
แนวทางการแก้เกม แสดงให้เห็นว่า เกลือเป็นหนอน แล้ว


จริงอยู่ การเผยแพร่พระราชดำรัส นั้น แม้จะ ไม่ผิด แต่นี่เป็นประเด็นที่ ละเอียดอ่อน การกระทำที่มีแนวโน้มส่อไปในทาง เพื่อประโยชน์ในการต่อสู้ทางการเมือง นั้นจะผิดหรือไม่ผิดไม่สำคัญเท่ากับว่า ไม่เหมาะสม .. ไม่สมควรกระทำ เป็น มุกเก่า .. มุกเดิม ที่พูดตามตรงว่าฝ่ายตรงกันข้ามเขา จับทางได้แล้ว จึงไม่ยากที่เขาจะ ย้อนรอย เอาอย่าง เจ็บปวด เช่นครั้งนี้

เพราะก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ ปลายปี 2544 โดยเฉพาะช่วง ต้นปี 2545 บรรดาพันธมิตรปรปักษ์ทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่รู้ตัวดีหากจะ โค่มล้ม คน ๆ นี้ลงได้ เร็ว .. เบ็ดเสร็จ มีอยู่ทางเดียวเท่านั้นคือหันไปใช้ ยุทธการดั้งเดิม ที่เคยกระทำต่อ ท่านปรีดี พนมยงค์ เมื่อครั้ง ปี 2489 - 2490 ด้วยกระบวนการปล่อยข่าวแพร่ข่าวสร้างภาพให้คน ๆ นี้เป็น บุคคลผู้มักใหญ่ใฝ่สูงเกินศักดิ์ – เห่อเหิมไม่เจียมตน โดยพัฒนารูปแบบวิธีการขึ้นจากระดับ การตะโกนในโรงภาพยนตร์ มาเป็นการใช้ สื่อมวลชน รวมทั้ง สื่อมวลชนต่างประเทศ คำว่า ..... ระวังจะไม่มีแผ่นดินอยู่

นั้นออกจากปากหนึ่งในคนกลุ่มนี้ ตั้งแต่ช่วง กุมภาพันธ์ - มีนาคม 2545 หลังจาก พลิกเกม จาก รับ ขึ้นมา ยัน ได้ในระดับหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บอกเล่าความในใจของเขาออกมาในการให้สัมภาษณ์ ไมเคิล วิติคิโอติส .. รอดนีย์ ทาสเกอร์ แห่ง ฟาร์อีสเทิร์นอีคอนอมิกรีวิว ในบทความเรื่อง Prickly Premier ตีพิมพ์ในฉบับลง วันที่ 11 เมษายน ค.ศ. 2002 ประโยคตรงไปตรงมามีว่า

...............มีบางคนพยายามทำให้ผมปะทะทางอุดม การณ์กับประชาชน โดยอาศัยสถาบันพระมหากษัตริย์ นั่นเลวร้ายอย่างมาก ผมทุ่มเททั้งหัวใจให้กับพระมหากษัตริย์และประเทศไทย พวกนั้นไม่สามารถโค่นผมโดยอาศัยระบบรัฐสภาได้ เพราะประชา ชนให้ฉันทานุมัติผมมา และเพราะความเข้มแข็งในการเป็นผู้นำของผม...............

ภาษาเดิมจากต้นฉบับก็คือ ..... Someone is trying to make me clash ideologically with the people through the monarchy. That is very bad. I am wholeheartedly for the king and Thailand.” และ “They can’t topple me using the parliamentary system. They can’t do it , because of the people’s mandate and my strong leadership

ในเดือนเดียวกันนั้นเอง ระหว่างการประชุมใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าพรรคในขณะนั้นคือ ชวน หลีกภัย ก็เอ่ยวาจาทำนองว่ารัฐบาลชุดนี้ ..... กำลังบริหารประเทศด้วยระบบกึ่งประธานาธิบดี

เรื่องนี้ที่เซี่ยงเส้าหลง กล่าวว่า เป็น มุกเก่า .. มุกเดิม ไม่เฉพาะพิจารณาในกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น หากลองไปอ่านประวัติศาสตร์ดูเถิด อดีตผู้นำไร้แผ่นดิน ไม่ว่า ท่านปรีดี พนมยงค์ .. จอมพลป. พิบูลสงคราม .. จอมพลถนอม กิตติขจร .. จอมพลประภาส จารุเสถียร และ พันเอกณรงค์ กิตติขจร ล้วนพ่ายแพ้ต่อ วิชามาร ลักษณะนี้มาทั้งสิ้น

จุดเปลี่ยนของสถานการณ์ เมื่อ 3 ปีก่อนเกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 5 พฤษภาคม 2545 เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าวิเศษ โดยพระบรมราชวินิจฉัยส่วนพระองค์ อันถือเป็น มงคลสูงสุด คุ้มหัว ดับข่าวลือ-ข่าวปล่อย ไปได้ชั่วคราว

แต่เซี่ยงเส้าหลง ก็ขอ ท้วง ติง มายัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยเช่นกัน ว่าไม่ควรฉวยโอกาสรุกไล่ปรปักษ์ทางการเมือง ด้วย มุกเก่า .. มุกเดิม หรือนัยหนึ่ง มุกเดียวกัน เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว ตัวท่านก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขา ของพรรค์นี้ ล่อยให้ประชาชนใช้วิจารณญาณ อย่าไป เร่งเกม เลย

เรื่อง พระราชดำรัส ไม่ว่าองค์ใดก็ตาม เซี่ยงเส้าหลงเห็นว่า ศักดิ์สิทธิ์ ไม่จำเป็นต้อง เร่ง ไม่จำเป็นต้อง ขยายความ .. กล่าวอ้าง ให้ดู มากเกินไป .. ผิดธรรมชาติ อีกไม่ช้าไม่นานก็จะ เป็นที่ประจักษ์ เอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระราชดำรัสองค์ วันที่ 8 ตุลาคม 2546 ที่ จับใจพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ ที่เผยแพร่ครั้งแรกผ่าน ข่าวในพระราชสำนัก เมื่อ วันที่ 9 ตุลาคม 2546

ทรงรับสั่งว่า ..... พระองค์เป็น พระราชาซีอีโอ ที่ ไม่มีวันเกษียณ ทรงปฏิบัติภารกิจมาตั้งแต่ ปี 2496 โดยเริ่มโครงการตามพระราชดำริแห่งแรกที่ เขาเต่า .. ประจวบคีรีขันธ์ พระองค์ทรงชี้แนะว่า หน้าที่ ของ ผู้ว่าฯซีอีโอ ไม่เหมือน ซีอีโอบริษัท เพราะ ไม่ต้องทำเงินให้บริษัท แต่จะต้อง สร้างความเจริญให้ประชาชนในพื้นที่ คือ ให้ประชาชนมีความสามารถที่จะทำมาหากินได้ หรือพูดง่าย ๆ คือ ทำให้ประชาชนรวย .. ไม่ใช่ทำให้ตัวเองรวย จากนั้นพระองค์ ทรงเตือน ว่าที่ใคร ๆ ว่า เศรษฐกิจกำลังขึ้น นั้นที่ ขึ้นตาม ไปด้วยคือ การทุจริต พระองค์ท่านทรงเน้นย้ำให้ทุกคนเน้น การประสานงาน .. อย่าประสานงา อีกทั้ง ทรงสั่งห้ามทุจริตเด็ดขาด

โดย ทรงแช่งผู้ทุจริต ไว้ด้วย ..... ท่านต้องห้ามไม่ให้มีการทุจริตขึ้น แล้วท่านจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดซีอีโอที่มีประสิทธิภาพ ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียวก็ขอแช่ง แช่งให้มีอันเป็น พูดอย่างนี้หยาบคาย แต่ว่าขอให้มีอันเป็นไป ถ้าไม่ทุจริต สุจริต และมีความตั้งใจในธรรม ขอให้ต่ออายุได้ถึงร้อยปี หรือถ้าอายุมากแล้วก็แข็งแรง ประเทศไทยจะรอดพ้นอันตรายอย่างมาก

ย้ำอีกครั้งหนึ่ง ณ ที่นี้ว่า .....
ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียวก็ขอแช่ง แช่งให้มีอันเป็น


นี่คือพระราชดำรัสองค์ที่จะ มีผลอย่างยิ่งต่อผู้คอร์รัปชั่นในทุกลักษณะ เพราะถือเป็น ครั้งแรกในรัชกาลปัจจุบัน ที่ ทรงสาปแช่งผู้ทุจริตให้เป็นที่ปรากฏต่อผู้คนทั้งแผ่นดิน เราในฐานะคนไทยที่อยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารพระมหากษัตริยาธิราชมาแต่บรรพบุรุษจะต้องไม่ลืม คตินิยม ที่ว่า พระมหากษัตริย์คือสมมติเทวราช มี พระวาจา เป็น สัตย์ และเป็น สิทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ พระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม เยี่ยง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน พระองค์นี้

ที่ว่า พระวาจา เป็น สัตย์
ก็มาจาก คตินิยม ที่ว่า ..... เป็นกษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ


ส่วนที่ว่า พระวาจา เป็น สิทธิ์
ก็คือ ศักดิ์สิทธิ์ ที่มาจาก คตินิยม ที่เชื่อว่า
พระมหากษัตริย์ตรัสประการใดแล้ว ย่อมให้ผลบังเกิดประการนั้น


เป็นปาฏิหาริย์ ที่เกิดขึ้นจาก พระราชอำนาจ ..
ผลแห่งการปฏิบัติธรรมของพระองค์ และ อำนาจแห่งเทพยดาอารักษ์
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในขอบขัณฑเสมา ที่พร้อมบันดาลทุกสิ่งให้เป็นไป ตามพระราชประสงค์


การเมืองที่เป็น สารัตถะ วันนี้เห็นทีจะต้องเชื่อมั่นใน สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง เสียแล้ว

การเมืองเรื่องการเลือกตั้ง
เต็มไปด้วยตัวแปร เพราะแต่ละพรรคการเมือง
เน้นที่จำนวน หลายครั้งหลายครา ก็เลยหย่อนยานในการตรวจสอบที่มาที่ไป

ในกรณีของพรรคประชาธิปัตย์ เราได้เห็นแล้วว่า ถนอม อ่อนเกตุพล นั้นก็ ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไข เขาคนนี้เป็นเพียงคนที่ สนใจการเมือง .. มีความตั้งใจจริง และ พอมีชื่อเสียงจากการจัดรายการวิทยุ แต่ก่อนหน้านี้ในการเลือกตั้งครั้งเมื่อ 4 ปีก่อน ก็เกือบ ๆ จะลงสมัครมาแล้ว ในนาม พรรคประชากรไทย ล่าสุดในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก็เป็นหนึ่งในคณะทำงาน ของ ปวีณา หงสกุล ที่แม้จะปะยี่ห้ออิสระ แต่ก็สัมผัสใกล้ชิดกับ พรรคไทยรักไทย เมื่อเขามาสมัครในนาม พรรคประชาธิปัตย์ ในขณะที่คนที่เขาเคยสนับสนุนไปอยู่ทาง พรรคไทยรักไทย ผู้คนที่เคย รู้จักกัน .. ใช้ร่วมกัน จึงมีโอกาสสูงที่จะ พาดพันกัน และคู่แข่งขันของเขาในเขตนี้ น.ต.ศิธา ทิวารี ก็ รู้ดี จึงไม่ใช่เรื่องของ สปายสายลับ หรือ ล่อซื้อ

ในอีกทางหนึ่ง เราก็จะเห็นจุดอ่อนปรากฏขึ้น กับ พรรคไทยรักไทย ในกรณีของ การุณ โหสกุล ที่มีแนวโน้มจะ ขาดคุณสมบัติ เพราะมีแนวโน้มว่าจะ ถูกเพิกถอนปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ข้อเท็จจริงก็ปรากฏชัดว่า เขาคนนี้ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไข เพียงแต่ กว้างขวาง .. คะแนนนิยมดี และ ตีตั๋วผ่านเข้าพรรคทางคนบางคนในราคาผู้ใหญ่ ตราบใดที่หลักเกณฑ์การคัดคนลงสมัครยังวัดกันด้วย คะแนนนิยม .. โอกาสที่จะได้รับเลือก เรื่องราวทำนองนี้จึงจะยัง มีอีก เสมอ ๆ

กรณี การุณ โหสกุล นั้น ไม่รู้ว่างานนี้ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ในฐานะ แม่ทัพ กทม. จะ เอาหน้าไปไว้ที่ไหน ยิ่งมีข่าวลือว่า คนใกล้ตัวคนบางคน นั้นคือคนที่เก็บค่าตั๋วผ่านเข้าพรรคไทยรักไทย ไว้ ตรวจสอบให้ดีเถอะ “เซี่ยงเส้าหลง” ได้ยินมาว่า โรงเรียนเทคนิคธุรกิจบัณฑิต ที่ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 50/10 ถนนกะโรม ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช นั้น เป็นโรงเรียนที่ นักการเมือง .. ชนชั้นนำหลายคน แอบไปเรียนจนได้ ประกาศนียบัตรชั้นวิชาชีพ ก่อนมาศึกษาต่อในชั้น ปริญญาตรี ไม่ใช่เฉพาะ การุณ โหสกุล คนเดียวหรอก

ถ้า พรรคไทยรักไทย จะได้เลือกเข้ามา 300 เสียง หรือ 320 – 350 เสียง ก็ไม่ควรไปขวาง ด้วยวิธีการนอกระบบ ปล่อยให้เขาได้ไปเถิด “เซี่ยงเส้าหลง” ว่า เทอมที่ 2 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะไม่ง่าย หากได้ที่นั่งเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้วจะทำให้ กล้าผลักดันในนโยบายที่ทำไม่สำเร็จในเทอมที่ 1 เช่น แปรรูปกฟผ. .. กระชับฐานที่มั่นทางธุรกิจ และ ฯลฯ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องเผชิญหน้าของจริง ในสงครามทุนเอง ทุนเก่าจะตั้งขบวนรับอย่างไรก็ควรปล่อยให้พวกเขาเล่นเอง .. ออกหน้าก่อน ไม่ใช่ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ แล้วรอฉกฉวยผลในบั้นปลาย เหมือนที่เคยเป็น ๆ มา

เคยเขียนไปในลักษณะ เล่าเรื่อง ประวัติศาสตร์การเมืองไทย 4 ปีที่ผ่านมาแล้วว่า ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ สงครามทุนขั้นแตกหัก ระหว่าง ทุนใหม่ กับ ทุนเก่า แต่ในสงครามครั้งนี้ ทั้ง 2 ฟากฝ่ายต่างก็ อ้างอิงประชาชน .. ดึงประชาชนเป็นพวก ความเห็นของ “เซี่ยงเส้าหลง” ที่เสนอไปก็คือ “....ในท่ามกลางสมรภูมิที่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างชู ประชาชน

แต่พูดก็พูดเถอะ ประชาชนเป็นนามธรรมที่ยากจะจับต้องเป็นรูปธรรม ต้องจำแนกลงไปว่าเป็นกลุ่มทุน .. ชนชั้นกลาง หรือชนชั้นรากหญ้า เป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์กันให้ดี มิเช่นนั้นจะตกหลุมพรางทางวาทกรรมได้.” ขอยืนยันอีกครั้งว่า ประชาชน น่าจะเฝ้า ชมเรื่องราว ในฐานะ ประจักษ์พยานของการเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย หากคิดจะกระโดดเข้าร่วมวง ควรศึกษา .. พิจารณา ให้ดี

ในกรณี นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ ออกมาเสนอ ยุทธศาสตร์หมากัดกัน นั้น เซี่ยงเส้าหลง ออกจะ เห็นด้วย แต่ไม่ได้เห็นด้วยในเรื่องของการเลือกตั้ง หากแต่เห็นด้วยใน บริบทภาพรวมของสงครามทุน ในส่วนของการเลือกตั้งนั้นไม่เสียหายอะไรที่จะ เลือกพรรคไทยรักไทย เลือกให้ได้ 350 – 400 เสียง เลย ยิ่งดี จะได้ทำให้พวกเขามั่นใจยิ่งขึ้นในการเผชิญหน้ากับ ทุนเก่า .. อำนาจเก่า เป็นเรื่องของประชาชนที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรมากมายนัก จะได้ชั่งน้ำหนักผลประโยชน์ ที่ทั้ง 2 ฟากฝ่าย จะเสนอในระยะแตกหักของสงครามทุน ไม่ใช่ออกหน้าออกตาไป เลือกข้างให้ฟากฝ่ายใดฟากฝ่ายหนึ่ง เหยียบศพประชาชนขึ้นไปเสวยอำนาจ เหมือนที่เคยเป็น ๆ มา



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 2/02/2005 07:00 PM


ความคิดเห็นที่: 84

ผมว่าทักษิณ เป็นผู้นำที่เข้มแข็ง มีความคิดของตนเอง ไม่โดนจูงจมูกง่ายๆ แล้วไม่ใช่เขาจะไม่ฟังใครเลย เขาอาจจะไม่ฟังบางคน แต่ไม่ใช่ว่าไม่ฟังทั้งหมด

เขาอาจจะไม่ฟัง นักวิชาการบางคน แต่เขาก็ฟังนักวิชาการบางคน เช่นในเรื่องของการเสนอให้พับนกส่งแรงใจไปให้ทาง3จังหวัดภาคใต้ หรือแม้แต่การไม่ใช้เงินจากสลากกินแบ่งรัฐบาล มาซื้อหุ้นลิเวอร์พูล

เชื่อเถอะ ประเทศเรามีนายกที่ค่อนข้างเหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบันนี้แล้ว อย่าลืมว่าไทยเรายังคงมีปัญหาเยอะมาก ทั้งในเรื่องการแข่งขันกันทางด้านเศรษฐกิจ และในเรื่องของสังคม หรือแม้แต่ในเรื่องของพฤติกรรมที่ไม่ดีของคนไทย ที่ขัดต่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศ

ดังนั้น ผมจึงต้องการนายกทักษิณ ที่เข้มแข็งอย่างนี้ มาเป็นผู้นำของประเทศไทย

    โดย : คนปอน     เมื่อ : 2/02/2005 07:27 PM


ความคิดเห็นที่: 85


ไทม์แนะสานสัมพันธ์ใต้
โดย ... นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2548



ไทม์แนะสานสัมพันธ์ใต้ กรุยทางสู่ผู้นำเอเชียอาคเนย์

ไทม์ แนะ ทักษิณ หากปรารถนาเป็นผู้นำในภูมิภาค ควรสร้างสมดุลสายสัมพันธ์กับสหรัฐ ด้วยการมีส่วนร่วมมากขึ้นกับประเทศในเอเชียอาคเนย์ ระบุวิธีที่ "ทักษิณ" ปฏิบัติต่อมุสลิมในไทย ถือเป็นบททดสอบความน่าเชื่อถือในฐานะผู้นำภูมิภาค

นิตยสารไทม์ฉบับวันที่ 7 ก.พ. ขึ้นปก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมบทความ 2 ชิ้น ชิ้นหนึ่งเป็นความเห็นของนายดันแคน แมคคาร์โก ศาสตราจารย์ด้านการเมืองเอเชียอาคเนย์ มหาวิทยาลัยลีดส์ในอังกฤษ ซึ่งตั้งคำถามว่า "ทักษิณ" จะเป็นผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้หรือไม่ โดยบทความระบุว่า หากทักษิณปรารถนาจะเป็นผู้นำในภูมิภาค หนทางข้างหน้าไม่ได้อยู่ที่เวทีประชุมอย่างเอเปค หรืออาเซียน แต่ทักษิณต้องติดต่อสัมพันธ์กับประเทศมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย

ไทม์ ระบุว่า ทักษิณกระชับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับสหรัฐ มากกว่าผู้นำไทยคนไหนหลังยุคสงครามเวียดนาม สหรัฐมอบสถานภาพพันธมิตรนอกนาโตมาให้ ขณะที่ไทยจับตัวนายฮัมบาลีได้เมื่อปี 2546 แต่พันธมิตรระหว่างกันนี้ก็ส่งทั้งผลดีและเสียแก่ความปรารถนาเป็นผู้นำระดับภูมิภาคของทักษิณ

บทความระบุว่า การรับมือปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ของไทย ถือเป็นจุดเปราะบางของทักษิณ เพราะสำหรับประเทศมุสลิมในเอเชียอาคเนย์แล้ว วิธีที่ทักษิณปฏิบัติต่อมุสลิมในไทยถือเป็นบททดสอบดีที่สุดสำหรับความน่าเชื่อถือของเขาในฐานะผู้นำภูมิภาค

ไทม์ แนะว่า หากทักษิณปรารถนาจะเป็นผู้นำในภูมิภาคจริงๆ ก็ต้องเคลื่อนไหวอย่างกล้าหาญในการสร้างความสงบให้ชายแดนภาคใต้ พร้อมแก้ปัญหาการเมืองในแบบที่ไม่เคยคิดมาก่อน อาจเป็นในรูปของการให้สิทธิปกครองตนเอง ขณะเดียวกัน ทักษิณควรทุ่มเททรัพยากรลงไปมากๆ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาและวัฒนธรรมกับประเทศอื่นในเอเชียอาคเนย์ โดยเฉพาะกับอินโดนีเซีย

นอกจากนั้น ไทยยังต้องแสดงความนอบน้อมและเรียนรู้จากเพื่อนบ้านมากขึ้น นักเรียนไทยควรศึกษาภาษาในภูมิภาคให้มากขึ้น ขณะที่นักการทูตไทยที่ปราดเปรื่องที่สุดควรถูกส่งไปประจำตามสถานทูตใกล้บ้าน ท้ายสุดไทยควรสร้างสมดุลในสายสัมพันธ์กับสหรัฐ ด้วยการมีส่วนร่วมมากขึ้นกับประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไทม์ ระบุว่า หากทักษิณชนะการเลือกตั้งอีกสมัย เขาควรสรรค์สร้างตัวเองและอาจขอให้คนไทย "มองลงไปทางใต้" เหมือนที่อดีตนายกรัฐมนตรีมหาธีร์ โมฮัมหมัด เคยขอให้ชาวมาเลเซีย "มองตะวันออก" หรือมองไปที่ญี่ปุ่นในฐานะแบบอย่างทางเศรษฐกิจและสังคม

ประชานิยมทำรุ่ง

สำหรับบทความอีกชิ้นของไทม์ ได้เริ่มต้นด้วยการยกตัวอย่างคนเลี้ยงวัวคนหนึ่งในภาคอีสาน ซึ่งเมื่อ 3 ปีที่แล้วแทบชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่ปัจจุบันเป็นเจ้าของกิจการขายไก่ย่างที่ประสบความสำเร็จพอตัว หลังกู้ยืมเงินจากกองทุนหมู่บ้าน เพื่อไปซื้อไก่และรถสามล้อขายไก่ย่าง จากนั้นก็เริ่มตระเวนไปตามหมู่บ้านต่างๆ จนค้าขายมีกำไรและสามารถซื้อรถกระบะรวมถึงซื้อวัวเพิ่มได้

ชาวบ้านคนนี้เป็นเพียงตัวอย่างของคนจน หลายหมื่นคนที่กู้ยืมและสามารถใช้เงินคืนกองทุนหมู่บ้านได้ และในช่วงที่เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะถึงการเลือกตั้ง คนไทยเหล่านี้อาจไปลงคะแนนเลือกนายกฯคนเดิมที่ช่วยให้พวกเขาลืมตาอ้าปากได้ โดยผลการสำรวจความเห็นหลายครั้ง ระบุว่า พรรคไทยรักไทย อาจกวาดที่นั่งได้ถึง 350 ที่นั่งจาก 500 ที่นั่ง ซึ่งหมายความว่าทักษิณจะได้เป็นผู้นำอีกสมัย

นโยบายเศรษฐกิจของทักษิณ หรือที่เรียกกันว่า "ทักษิโนมิกส์" เป็นกุญแจสำคัญในการเรียกคะแนนเสียง และทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างน่าประทับใจ แต่ก็ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย บางคนอ้างว่านโยบายเศรษฐกิจของทักษิณไม่แตกต่างจากนโยบายประชานิยมและโครงการปล่อยสินเชื่อง่ายๆ ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดผลดีในระยะยาว

รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นว่า หากมีการดำเนินนโยบายทำนองนี้ต่อไป จะบิดเบือนเศรษฐกิจมากขึ้น และอาจกระทบถึงการพัฒนาในอนาคต

แต่ไม่ว่าทักษิณจะถูกวิพากษ์วิจารณ์มากมายเพียงใด รวมถึงเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน คะแนนนิยมในตัวทักษิณแทบไม่ตกลงไปต่ำกว่า 50% ดร.ปณิธาน วัฒนายากรณ์ นักวิเคราะห์การเมืองแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองเห็นความคล้ายคลึงกันระหว่างทักษิณและประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ของสหรัฐ ซึ่งได้เป็นผู้นำอีกสมัยทั้งที่มีผู้คนคัดค้านและไม่พอใจเขามากมาย

ดร.ปณิธาน ชี้ว่า ทักษิณเหมือนบุช ตรงที่เก่งในเรื่องทำการเมืองให้เป็นเรื่องง่ายจนคนทั่วไปสามารถเข้าใจได้

ทักษิณ มีความสามารถในการทำตัวให้ดูธรรมดา
หรือเป็นนักการเมืองของประชาชน จนประชาชนเกิดความรู้สึกว่าเขาสามารถแก้ไขทุกอย่างได้


อย่างไรก็ตาม ไทม์ ระบุว่า นโยบายที่ไทยใช้อยู่ในการพยายามกระตุ้นความต้องการในประเทศ ด้วยการสนับสนุนให้ประชาชนกู้ยืมนั้น เคยส่งผลเสียมาแล้วพร้อมยกตัวอย่างเกาหลีใต้ ซึ่งเมื่อหลายปีที่แล้วกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคด้วยการเสนอแรงจูงใจต่างๆ และใช้ได้ผลระยะหนึ่ง แต่การกู้ยืมส่งผลให้ชาวเกาหลีใต้หลายหมื่นคนจมอยู่กับหนี้ ขณะที่รัฐบาลต้องประสบกับการใช้จ่ายในประเทศที่ซบเซาในขณะนี้ ส่วนการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ชะลอตัว


แม้วโต้ไทม์ เข้าใจผิดโบ้ยรัฐเพิ่มหนี้ประชาชน
โดย ..... ผู้จัดการออนไลน์ 2 กุมภาพันธ์ 2548 18:24 น.



นิตยสารไทม์ ฉบับจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ แต่ระบุวันที่ล่วงหน้าเป็นฉบับประจำวันที่ 7 กุมภาพันธ์ นำภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคไทยรักไทยขึ้นปกพร้อมเสนอเรื่องประจำฉบับเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในไทย

“ทักษิณ” โต้นิตยสาร “ไทม์” เข้าใจผิด หลังวิจารณ์รัฐบาลเพิ่มหนี้ให้ประชาชนเหมือน “คาเฟอีน” เผยสื่อต่างประเทศในไทยไม่ค่อยชอบหน้า-ทำสื่อต่างประเทศเขียนตาม ย้ำชัดเป็นคนตรงไปตรงมา-หวานไม่เป็น

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกองบิน 6 ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นิตยสารไทม์ วิพากษ์วิจารณ์บทบาทของนายกฯ ในเรื่องแง่มุมต่างๆ จะทำให้ส่งผลต่อการเลือกตั้งหรือไม่นั้น คนไทยเห็นมา 4 ปีแล้ว ใครจะวิจารณ์ก็วิจารณ์มาตลอด ไม่มีปัญหา ผลสุดท้ายประชาชนจะด่าว่าประเทศชาติต้องการอะไร และประชาชนต้องการอะไร รวมทั้งสิ่งที่ประชาชนจะได้รับภายใต้การบริหารจะเป็นอย่างไร ประชาชนจะตัดสินใจตรงนั้น เมื่อถามว่า มีการระบุไปถึงเชิงนโยบายของรัฐบาลด้วยว่าเหมือนคาเฟอีน ทำให้คนสดชื่นเพียงชั่วครู่ แต่ประชาชนจะมีหนี้พอกพูน นายกฯ กล่าวว่า นั่นยิ่งเป็นการเข้าใจผิด คนที่ไม่เคยทำมาหากินจะไม่รู้หรอก เพราะคนที่ทำมาหากินถ้ามีไม่ทุน มันก็ทำมาหากินไม่ได้ และพวกนี้ก็ไม่เข้าใจคนจน กำลังปล่อยให้คนจนไปดิ้นรน ไปกระเสือกกระสนชีวิตของตัวเองด้วยหนี้นอกระบบ

เมื่อถามต่อว่า 4 ปีที่ผ่านมา
รู้สึกว่าสื่อต่างประเทศจะมองพรรคไทยรักไทยในลักษณะนี้มาตลอด

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า สื่อต่างประเทศก็มีบางกอกโพสต์กับเนชั่น ที่เขาไม่ค่อยจะชอบหน้า ซึ่งพอเขียนออกไป สื่อต่างประเทศก็เลยเอาไปเขียนตาม ส่วนกรณีที่มีการวิจารณ์ว่าอยากให้ลดความกร้าวลงนั้น นายกฯ กล่าวว่า ไม่เป็นไร ตรงไปตรงมา คนไทยชอบตรงไปตรงมา หวานไม่เป็น หวานเป็นลม ขมเป็นยา ส่วนนิตยสารไทม์ระบุว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคไทยรักไทยจะได้ถึง 350 เสียง นายกฯ กล่าวว่า ไม่ทราบ แล้วแต่ประชาชน ประชาชนจะให้เท่าไหร่ก็ทำงานเต็มที่ การเลือกตั้งถึงวันนี้ยังไม่อยากพูดอะไร เอาไว้ค่อยพูดในคืนวันที่ 6 ก.พ. ส่วนแนวโน้มจะได้ตั้งรัฐบาลพรรคเดียวหรือไม่นั้นคงไม่ทราบ เพราะต้องรอดูผลการเลือกตั้งก่อน วันนี้เราไปเดาใจประชาชนเร็ว หรือล่วงหน้า ไปตัดสินใจแทนเขาไม่ได้ ต้องปล่อยให้ 2-3 วันนี้ ประชาชนได้มีเวลาคิดก่อนว่าควรจะเลือกใครที่จะฝากอนาคตประเทศไว้ได้



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 2/02/2005 08:27 PM


ความคิดเห็นที่: 86



รายการ ถึงลูกถึงคน
ดำเนินรายการโดย ..... คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา

เป็นรายการน่าสนใจของเมืองไทย
ที่ให้ความสำคัญกับสังคมโดยรวม อย่างตรงประเด็น
ตอนนี้ มีการเชิญนักการเมืองหลายๆ พรรค มาพูดถึงนโยบาย
และ ทุกอย่างที่นักการเมืองแต่ละท่าน ต้องการนำเสนอ...!!


>>> คลิกชมรายการถึงลูกถึงคนย้อนหลัง ได้ที่นี่นะคะ



    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 3/02/2005 09:46 AM


ความคิดเห็นที่: 87


--------------------------------------------------------------------------------
>>> แล้วที่บอกว่า..........
งบของกองทัพอากาศนะ ผมอยากรู้ว่าเอางบมาจากไหน
>>> ถ้ารู้ราคาที่แน่นอน..........
เอามาบอกพวกเราด้วย อยากรู้ว่าจริงหรือเปล่า
--------------------------------------------------------------------------------




มีเครื่องบินลำนี้ลำเดียว ที่แสดงว่า .....
นี่คือตัวแทนของ ... ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ... พาดตลอดลำ แบบนี้


รัฐบาลอนุมัติงบประมาณ .....
เพื่อการจัดซื้อเครื่องบิน ลำดังกล่าว
โดยใช้งบประมาณต่อเนื่องของกองทัพอากาศ
จากการ .......... ขายคืนเฮลิคอปเตอร์ซูเปอร์พูม่า 2 ลำ


เครื่องบินลำเลียงแอร์บัส A 319 ..... เครื่องบินแอร์บัสลำนั้น ส่งมอบให้กับกองทัพอากาศไทย เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2547 ที่ผ่านมานี้ ... ตกแต่งและติดตั้งที่นั่ง 36 ที่นั่ง ... ติดป้ายสิงห์สัญลักษณ์สำนักนายกรัฐมนตรี ... และ ลงหมายเลขทะเบียนเครื่อง 60221 ซึ่งแสดงถึงฝูงบิน 602 ซึ่งเป็นฝูงบินส่งกำลังบำรุง ... และ หมายเลข 21 ถือเป็นเลขสัญลักษณ์เรียกขานประจำตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ 21

เครื่องบินลำเลียงแอร์บัส A 319 .....
หรือ ที่นักข่าวชอบเรียกขานกันในนาม แอร์ ฟอร์ซ วัน


มีงบประมาณ...............1117.82 ล้านบาท
- โดยเป็นค่าเครื่องบิน...............1100 ล้านบาท
- เป็นงบให้สำหรับเจ้าหน้าที่ตรวจรับและฝึกอบรมจำนวน...............17.82 ล้านบาท


ซึ่งภายหลังการอนุมัติงบประมาณแล้ว ..... พรรคฝ่ายค้าน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าไม่เหมาะสม โดยเฉพาะ นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีระบุว่า ไม่เห็นด้วย เนื่องจากภารกิจของนายกรัฐมนตรี สามารถใช้เครื่องบินพาณิชย์ที่มีอยู่ได้ แม้จะเสียเวลาในการเดินทางบ้าง แต่ก็สามารถประหยัดงบประมาณของประเทศได้

แต่งบประมาณนั้น มีความโปร่งใส ..... ไม่ได้เป็นงบผี เหมือนอย่างที่ฝ่ายค้านชอบกล่าวอ้างให้ร้ายถึงแต่อย่างใด ซึ่งเครื่องบินลำนั้น ก็ไม่ใช่เครื่องบินส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี แต่เพื่อรองรับภารกิจต่างๆ ของคณะรัฐบาล รวมทั้งเป็นเครื่องบิน V I P ที่ใช้ต้อนรับบุคคลสำคัญ และแขกบ้านแขกเมือง อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการดูแลความปลอดภัยของผู้นำของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นที่รับทราบกันอยู่ทั่วไปแล้วว่า สังคมโลกอยู่ในภาวะที่ผู้ก่อการร้ายข้ามชาติสามารถก่อการได้ทุกเมื่อ และ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ และ ความคล่องตัวในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งถือเป็นเครดิตของประเทศ



>>> อ้างอิงจาก ตัวเลขและข่าวประชาสัมพันธ์ของกองทัพอากาศ .../ 29 ก.ค. 2547



    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 3/02/2005 11:35 PM


ความคิดเห็นที่: 88

อย่าไปฟัง เซี่ยงเส้าหลง หรือ นายสนธิ ในความเห็นที่ 83 มากนัก
สาเหตุ เพราะ เขาค่อนข้างนำเรื่องส่วนตัวมารวมกับงานข่าว

ด้วยเหตุที่ สมัย ปชป. เป็นรัฐบาล เขาไม่ลงรอยกับ รมต.คลัง และฉวยโอกาสที่มีปากกาในมือโจมตีผ่านสื่อในมือตนเองอย่างมีอคติทุกครั้ง
และ ด้วยบุญคุญต้องทดแทนที่เขาเคยพูดออกจากปากไว้ จึงทำการเชลียร์ รัฐบาลทักษิณทุกรูปแบบ
รวมทั้งใช้วิธีแบบเผด็จการ ครอบงำความคิด โดยเฉพาะการออกความเห็นในเว็บผู้จัดการ (ยกเว้น คอลัมน์ซ้อเจ็ด)

    โดย : พี่เก่ง (มาทำงานเช้าๆ)     เมื่อ : 4/02/2005 07:03 AM


ความคิดเห็นที่: 89

พี่เก่งมีอคติ หรือเปล่าคะ ?
เมื่อศุกร์ที่แล้ว ตาลยังได้ยินเค้าพูดตำหนิรวมๆ
กับพวกรัฐบาลชุดของชวลิตเลยนะ พี่เก่งลองอ่านดูสิ .....


ความคิดเห็นที่: 66
สนธิ – ครับและเขาจะมีบันทึกเล่มสองออกมาอีก ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่รัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธจะดี รัฐมนตรียุคท่านใช้ไม่ได้ ไม่ว่าจะไอคิวต่ำ อีคิวต่ำ เอ็มคิว มอรัล ควอเชียน ก็ต่ำ ใช้ไม่ได้ ยุคพี่จิ๋วเป็นยุครวบรวมเสือสิงห์กระทิงแรดทั้งหลายเข้ามา และประเทศชาติส่วนหนึ่งแย่เพราะว่ารัฐมนตรีของพี่จิ๋วเขา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พี่จิ๋วไม่ได้เป็นคนทำประเทศไทยเป็นซากศพ ต้องเคลียร์ตรงนี้ก่อน


ตกลงชื่อที่พี่เก่งเอ่ยมา .....
เซี่ยงเส้าหลง หรือ ซ้อเจ็ด คือคนเดียวกับ คุณสนธิ เหรอคะ..?

ตาลว่า ..... บางครั้งคุณสนธิ ก็เล่าเรื่องเก่าๆ โบราณๆ สนุกดี ตาลชอบฟัง
แต่บางทีเค้าก็ดูเหมือนชอบชี้นำและให้ร้ายผู้อื่นแบบมีอคติ คล้ายๆ พี่เก่งเลยเนอะ :-)





    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 4/02/2005 04:29 PM


ความคิดเห็นที่: 90

...............ด่วนที่สุด!!!!!

อีกไม่กี่วันเมืองไทยจะก้าวเข้าสู่ความวิบัติครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้ง หากพี่น้องชาวไทยทั้งหลาย หลงกระแสสกปรกที่ปชป สร้างขึ้น ผมอยู่ต่างประเทศ แต่อดเป็นห่วงประเทศไทยมากๆในยามนี้ เพราะตอนนี้ปชปกำลังจะสร้างกระแส ๒๐๑ ใด้สำเหร็จ ผมไม่เข้าใจว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับชาติบ้านเมืองอันเป็นที่รักยิ่งของเราทุกคน โดยปกติการเลือกผู้แทนนั้น ทุกประเทศทั่วโลก เขาจะเลือกผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่บริหารประเทศให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า ไม่เคยมีประเทศไหนเลยที่ประชาชนจะหลงผิดเลือกผู้แทนไปเป็นฝ่ายค้าน ผมเห็นว่า ปชป ใช้เกมส์การเมืองที่สกปรกมากๆ ที่ไปหลอกประชาชนให้เลือกตนไปเป็นฝ่านค้าน เพื่อคานอำนาจ แต่โดยอุบายที่ซ่อนเร้นแล้ว เขาต้องการเข้าไปจัดตั้งรัฐบาลเองต่างหาก ซึ่งอุบายซ่อนเร้นนี้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ใด้เฉลียวใจเลย เพราะโดยนิสัยคนไทยนั้น เป็นคนที่ไม่ค่อยมีเหลี่ยมมีคูอะไร มีจิตใจที่เมตตาและซื่อๆ ซึ่งสิ่งดีๆเหล่านี้กลับถูกพวกนักการเมืองน้ำเน่า นำเอาไปใช้สร้างประโยชน์ให้กับตนเองอย่างน่าละอาย ตอนนี้ผมรู้สึกอัดอั้นตันใจ และเป็นห่วงประเทศไทยมากๆ หากเราปล่อยให้กระแส อุบายสกปรกนี้ขยายไปมากเท่าไหร่ นั่นหมายถึง ความวิบัติอันใหญ่หลวงจะกลับมาเยือนไทยอีกรอบ

ผมจำใด้ว่าเมื่อหลายปีก่อน คนไทยมากมาย ที่ต้องสิ้นเนื้อประดาตัว หลายคนธุรกิจต้องล้มละลาย หลายคนมที่ฆ่าตัวตายหนีชีวิตที่วิกฤตในยามนั้น น้ำตาของมหาชนมากมายที่ไหลนองออกมา ชีวิตที่เคยสะดวกสะบายกลับต้องมาพังพินาศในชั่วข้ามคืน ครอบครัวแตกสลาย ชาติไทยของเราต้องเป็นหนีไอเอ็มเอฟมากมายมโหฬาร ผมนึกว่าพี่น้องทั้งหลายจะเข็ดขยาดกับเหตุการณ์เหล่านี้ แต่ตอนนี้หลายๆท่านกำลังหลงไปกับกระแสการเมืองที่ผิดๆ ที่เกิดจากความพยายามของใครบางคนที่เขาเห็นแก่ประโยชน์ตน และพรรคของตนที่จะใด้เข้าไปนั่งในสภา เขาอยากจะเป็นรัฐบาลใจจะขาด แต่แกล้งทำเป็นขอคะแนนเข้าไปถ่วงอำนาจ เขาไม่สนใจหรอกว่าวิธีการมันจะสกปรกยังไง ความจริงจากผลงานอันมากมายที่รัฐบาลของดร.ทักษิณทำให้กำประเทศชาติ ในยามที่ประเทศชาติกำลังจะพังพินาส เป็นหนี้เป็นสินไอเอ็มเอฟ ถูกต่างชาติกดขี่ข่มเหงเราใว้มากมาย ผมเชื่อมั่นว่าหากประเทศไทยของเราไม่ใด้ ดร.ทักษิณมาช่วยแก้ไขวิกฤตการณ์นั้นให้ ณ.เวลานี้เราก็คงยังต้องเป็นขี้ข้าไอเอ็มเอฟมันอยู่ พ่อแม่พี่น้องครับ โปรดตั้งสติดีๆ และพิจารณาให้รอบคอบว่า เราจะเลือกผู้แทนเพื่อเข้าไปพัฒนาประเทศชาติ หรือเราจะเลือกผู้แทนเพื่อไปพูดพล่าม ขัดขวางการทำงานที่จะพัฒนาประเทศชาติครับ

เราจะเอาประเทศไทยอันป็นที่รักของเราไปมอบให้กับคนที่วันๆไม่ทำอะไร เอาแต่ปั้นน้ำเป้นตัว ทำดำเป็นขาว ทำขาวเป็นดำ แล้วค้านแหลกลาน โดยไม่สนใจว่าชาติจะเสียหายอย่างไร หรือครับ เราอย่าไปหลงตามกระแสอุบายอันชั่วร้ายที่ปชป ทำขึ้นมาแล้วไปกลบคุณงามความดีที่รัฐบาลของดร.ทักษิณ เคยทำไว้ให้กับประเทศไทย โดยที่ไม่เคยมีรัฐบาลชุดไหนที่มีความสามารถพอที่จะทำใด้อย่างนี้เลย ตอนนี้กระแส ๒๐๑ มันมาแรงมาก มากจนผมอดเป็นห่วงอนาคตของชาติไม่ใด้ เราทั้งหลายกำลังถูกปชป หลอกลวงด้วยกลอุบายอันชั่วร้ายนี้

ขอทุกท่านโปรดตั้งสติและทบทวนเหตุการณ์ต่างๆให้ดี ก่อนที่จะไปกาคะแนนให้ปชปนะครับ หากเราทั้งหลายปราถนาที่จะเห็นความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติบ้านเมือง เราควรที่จะเลือกผู้แทนที่มีความรู้ ความสามารถ เข้าไปบริหารประเทศ และในยามนี้ผมเองก็ยังไม่เห็นวี่แววอะไรเลยว่าจะมีไครมีความสามารถมากพอที่จะนำพาประเทศไทยของเราให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์เลวร้ายต่างๆ พร้อมทั้งพัฒนาชาติไทนให้เจริญก้าวหน้า พ้นจากวังวนแห่งความเป็นประเทศที่นานาชาติตราหน้าว่าล้าหลังและไร้ความเจริญ ประชาชนพ้นจากความยากจน เศษฐกิจเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง นอกจาก รัฐบาลดร.ทักษิณ ผมอยู่ต่างประเทศทำให้ใด้ทราบข้อมูลมากมาย ว่านักธุรกิจต่างประเทศจำนวนมากต่างพากันชื่นชมในความสามารถและวิสัยทัศน์ในการบริหารประเทศของ ดร.ทักษิณ หลายๆคนที่เคยดูถูกประเทศไทยไว้ก็พากันแปลกใจ นึกไม่ถึงว่าดร.ทักษิณจะสามารถบริหารและนำพาประเทศไทยให้พ้นวิกฤตใด้เร็วขนาดนั้น

ยุคนี้ประเทศไทยของเราควรที่จะมีนักการเมืองที่มีความรู้ความสามรถมาบริหารและพัฒนาประเทศ มากกว่าที่จะสนับสนุน พวก บ้าวาทะกรรม วันๆเอาแต่วางฟอร์ม ปั้นน้ำเป็นตัว ทาสีชาวบ้าน ตลบตะแลง ปลิ้นปล้อน บริหารไม่เป็นแล้วยังไปขวางคนดีๆที่จะพัฒนาประเทศ ถึงเวลาแล้วครับที่เราจะสนับสนุนคนดีๆมีความสามารถที่จะเข้าไปพัฒนาประเทศชาติต่อไป อนาคตประเทศชาติจะรุ่งเรืองหรือกลับมาตกต่ำอีกครั้ง ก็อยู่ที่พลังเสียงของชาวไทยทุกท่านแล้วครับ คนบางคนพรรคบางพรรคไม่มีคุณค่าพอที่เราจะนำไปเสี่ยงกับความวิบัติที่จะเกิดกับประเทศชาติบ้านเมืองของเราในยามนี้

สำหรับผม ผมมั่นใจว่ารัฐบาลดร.ทักษิณมีความสามารถพอที่จะรับใช่ชาติอีกวาระหนึ่ง ผมไม่อยากให้ลูกหลานผมต้องนองน้ำตาเพราะการเลือกคนผิดเข้าไปอีกแล้วครับ

กราบขอบพระคุณที่อ่านจนจบครับ

    โดย : AC ต่างแดน     เมื่อ : 4/02/2005 09:04 PM


ความคิดเห็นที่: 91


อย่าดึงฟ้าต่ำ…อย่าย่ำศรัทธา
โดย ..... สิริอัญญา 3 กุมภาพันธ์ 2548 18:46 น.



ปัญหาการจัดพิมพ์สติกเกอร์ พระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชเสาวนีย์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ กำลังจะบานปลายและจะไม่เป็นผลดีต่อใครเลย ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องตั้งสติยั้งคิดเพื่อยุติการกระทำอันไม่บังควรทั้งปวง อย่าดึงฟ้าต่ำ อย่าเหยียบย่ำศรัทธาประชาชน อย่าทำลายฉัตรชัยและธงชัยของแผ่นดิน เพียงเพื่อช่วงชิงอำนาจทางการเมือง และต้องเลิกพฤติกรรมชั่วร้ายนี้เสียในทันที

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ซึ่งรู้กันทั่วไปว่าเป็นผู้นำทางความคิดคนหนึ่งของประเทศ ได้ออกมากล่าวอย่างสั้น ๆ เป็นการเตือนสติเช่นเดียวกันว่าการอัญเชิญพระบรมราโชวาท ย่อมหมายความรวมถึงการอัญเชิญพระราชเสาวนีย์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มาเผยแพร่แก่ปวงชนนั้นไม่ใช่ความผิด แต่หากนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองก็เป็นสิ่งที่ไม่บังควร

ยิ่งเที่ยวฟ้องร้องกัน ให้บานปลายใหญ่โตก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าไม่ฟังความคิดความเห็นของผู้เป็นบัณฑิต ยังคิดที่จะเหยียบย่ำน้ำใจประชาชนคนไทยอีกต่อไป คนจำพวกนี้เป็นพวกบ้าคลั่งในอำนาจ ทั้ง ๆ ที่ด่าว่าคนอื่นว่าเหลิงอำนาจ จึงถึงเวลาแล้วที่คนไทยทั้งประเทศจะได้ลงโทษคนจำพวกนี้ให้สาสม จะได้เลิกพฤติกรรมแบบนี้ จะได้เลิกเอาอย่างบรรพบุรุษของพวกเขาที่ใช้วิธีการและพฤติกรรมแบบนี้ในทางการเมืองตลอดมาเสียที แผ่นดินไทยจะได้สูงขึ้น

โดยรัฐธรรมนูญที่มีมาทุกฉบับ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดในทางใด ๆ ไม่ได้ ซึ่งหมายความว่าจะละเมิดด้วยการฟ้องร้อง การกระทำให้กระทบกระเทือนต่อพระบรมเดชานุภาพ การกระทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท หรือกระทั่งการอ้างอิงอาศัยพระบารมีมาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนนั้นเป็นสิ่งที่กระทำไม่ได้โดยเด็ดขาด

โดยวัฒนธรรมประเพณี และความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนเล่า? พระมหากษัตริย์ก็ทรงสถิตเป็นมิ่งขวัญ เป็นฉัตรชัย เป็นธงชัย เป็นประทีปชัย ของประเทศชาติและประชาชน ทรงเป็นศูนย์รวมของความศรัทธา ความเคารพนับถือ ความเชื่อมั่น ความอบอุ่นใจ ความวางใจ และความอิ่มใจของปวงชนชาวไทยมาแต่บรรพกาล การใด ๆ เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์จึงเป็นการที่เกี่ยวกับจิตใจของปวงชน หากกระทบกระทั่งในทางใด ๆ แล้ว ย่อมกระทบกระเทือนต่อจิตใจคนไทยทั้งประเทศ

พระมหากษัตริย์ไทยมีความเป็นพิเศษ ยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ใดในโลก เพราะทรงสถิตอยู่ในฐานะที่เป็นสมมติเทวราช กระทั่งบางครั้งก็ถือกันว่าพระมหากษัตริย์คือพระสยามเทวาธิราชที่ยังมีชีวิต ทรงมีความใกล้ชิดกับอาณาประชาราษฎร์ ทรงห่วงใยพสกนิกรประดุจดั่งบุตรในอุทร ยามร้อนก็ทรงผ่อนคลายให้กลายเป็นเย็น ยามทุกข์เข็ญก็ทรงแผ่พระบารมีมาขจัดปัดเป่าให้อาณาประชาราษฎร์ได้ปราศจากทุกข์ ยามแผ่นดินรุ่มร้อนด้วยปัญหาและความขัดแย้งก็ทรงแผ่พระบารมีมาปัดเป่าระงับยับยั้งให้เกิดความสามัคคีสมานฉันท์ เพื่อความดำรงคงมั่นเป็นนิรันดร์ของแผ่นดิน

พระมหากษัตริย์ไทย ทรงดำรงพระองค์อยู่ในทศพิธราชธรรมอย่างสมบูรณ์ตลอดระยะเวลาอันยาวนานแห่งประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบันนั้น ทรงประพฤติปฏิบัติพระองค์อยู่ในพรต อยู่ในธรรมอย่างสม่ำเสมอ ดังที่ทรงประกาศเป็นพระปฐมบรมราชโองการเมื่อครั้งเสด็จขึ้นเสวยสิริราชสมบัติว่า ..... เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม

ด้วยทศพิธราชธรรมนี้ พระมหากษัตริย์ไทยจึงไม่เพียงแต่จะเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทยเท่านั้น หากยังทรงเป็นที่เคารพสักการะของบรรดาประชาชาติมากหลายในโลกนี้ และทรงเป็นที่ยอมรับนับถือของบรรดาประมุขและผู้นำรัฐบาลทั่วโลกอีกด้วย ... ตลอดระยะเวลาอันยาวนานแห่งรัชกาล เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่ปวงชนว่าทรงยึดมั่นและทรงปฏิบัติตามที่ทรงปฏิญญาตามพระปฐมบรมราชโองการนั้น ทรงตั้งพระองค์อยู่ในธรรม ทรงเคารพธรรม ทรงปฏิบัติธรรม ทั้งหมดนี้มีความเป็นไปเพื่อประโยชน์และเพื่อความสุขแห่งมหาชนชาวสยามทั้งสิ้น

แต่ก็มีคนใจชั่ว บางกลุ่มบางพวกที่บ้าคลั่งในอำนาจ คิดแต่จะแสวงหาอำนาจส่วนตนและพวก โดยไม่คำนึงถึงศักดิ์และสิทธิ์อันสูงยิ่งของพระมหากษัตริย์ ไม่คำนึงถึงจิตใจของคนไทยทั้งประเทศ ได้ก่อพฤติกรรมที่บิดเบือนเบี่ยงเบนและใช้ศรัทธาความเชื่อถือของประชาชนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้เป็นอาวุธในทางการเมืองเพื่อทำลายล้างปรปักษ์ทางการเมืองของตน จนประเทศชาติต้องเสียคนดีมีฝีมือไปเป็นจำนวนมาก

เมื่อกลางศตวรรษ ก่อนก็กระทำกรรมในเรื่องนี้โดยการให้ผู้คนไปร้องตะโกนในโรงหนังว่า ปรีดีฆ่าในหลวง บิดเบือนเหตุการณ์สวรรคตในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลให้กลายเป็นเรื่องการเมือง เป็นผลให้ยอดคนของแผ่นดินต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และต้องระหกระเหินไปเผชิญชะตากรรมอันยากเข็ญในต่างประเทศ จนกระทั่งถึงแก่อนิจกรรม

หลังจากนั้น มาก็ยังกระทำกรรมชนิดเดียวกันนี้กับปรปักษ์ทางการเมืองของตัวอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย เอากันในระยะใกล้ ๆ ก็ใช้พฤติกรรมอย่างเดียวกันนี้ทำลายพล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ด้วยการปล่อยข่าวว่าบุคคลสำคัญระดับสูงตบหน้าพล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งเป็นเรื่องโกหกและใส่ร้ายทั้งเพ เพราะคนระดับพล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ นั้นไม่ใช่ขี้ไก่ หากถือได้ว่าเป็นอัศวินคนสำคัญของแผ่นดิน ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มีศักดิ์รามาธิบดีชั้นมหาโยธิน ซึ่งแผ่นดินนี้ปัจจุบันนี้ไม่มีนักการเมืองคนไหนที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเยี่ยงนั้นเพราะการส่วนพระองค์โดยแท้

ถัดมาก็ยังมีการปล่อยข่าวเพื่อทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถึงขนาดปล่อยข่าวกล่าวหาว่าริอ่านจะเป็นประธานาธิบดีบ้าง คิดจะทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์บ้าง การกระทำกรรมในลักษณะนี้คงหวังในผลว่าจะเกิดผลเหมือนกับที่เคยเป็นมาในอดีต แต่คราวนี้ทำการไม่สำเร็จ เพราะฟ้ามีตา ฟ้าทรงธรรม ฟ้ารู้การอันเป็นไปในแผ่นดิน วิชามารอันชั่วร้ายจึงถูกทำลายลงอย่างยับเยิน เพราะหลังจากที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว ข่าวอัปมงคลนั้นก็มลายหายไป

มาถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ พฤติกรรมแบบนี้ก็ไม่เคยหมดไปจากความคิดของนักการเมืองสิ้นคิดบางจำพวก วางแผนกันจัดทำสติกเกอร์อัญเชิญพระบรมราโชวาทและพระราชเสาวนีย์เพื่อนำมาใช้ในการรณรงค์ทางการเมือง พระบรมราโชวาทในเรื่องนี้ทรงพระราชทานเนื่องในโอกาสที่พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ นำคณะผู้ว่าราชการจังหวัดซีอีโอเข้าเฝ้าถวายสัตย์ ทรงมีพระบรมราโชวาทว่าผู้ว่าฯซีอีโอจะต้องทำการทั้งปวงด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จะทุจริตสักนิดเดียวก็ไม่ได้ ถ้าใครทุจริตขอแช่งให้มีอันเป็นไป แต่ถ้าใครทำการโดยสุจริตก็ทรงอวยชัยให้พร ให้มีอายุยืนถึงร้อยปี

พระบรมราโชวาท ที่มีลักษณะเป็นการแสดงธรรมอันเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์อย่างหนึ่งในรัชกาลนี้ทรงกระทำทุกครั้งทุกโอกาสที่ทรงสามารถประกาศพระธรรมได้ มิได้ทรงมุ่งร้ายต่อผู้หนึ่งผู้ใด แต่ก็มีนักการเมืองชั่วอัญเชิญพระบรมราโชวาทนี้เพียงเพื่อให้ประชาชนหลงผิดว่าเป็นเรื่องที่ทรงตำหนินายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคนละเรื่อง และไม่เกี่ยวข้องกันเลย

ในส่วนของกระแสพระราชเสาวนีย์ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถนั้น เป็นเรื่องที่ทรงพระราชทานแก่พสกนิกรเพื่อบำรุงขวัญอาณาประชาราษฎร์และเพื่อเป็นกำลังใจแก่พสกนิกรไม่ให้ท้อแท้ต่อความลำบากยากจน โดยทรงมีพระราชเสาวนีย์ว่าความยากจนไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจ การทุจริตและการกระทำที่ไม่ชอบต่างหากเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ คนโลภที่ไม่รู้จักพอต่างหากเป็นที่น่ารังเกียจ

ซึ่งเป็นการประกาศพระธรรม โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั่นเอง มิได้ทรงมุ่งร้ายหมายทำลายผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการเฉพาะ หากเป็นไปเพื่อให้อนุสาสน์เป็นคติในการดำเนินชีวิตของปวงชน ให้รู้จักสิ่งพึงรังเกียจและสิ่งไม่พึงรังเกียจนั่นเอง แต่ก็มีนักการเมืองชั่วอัญเชิญพระราชเสาวนีย์นี้เพียงเพื่อให้ประชาชนหลงผิดว่าเป็นเรื่องที่ทรงตำหนินายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคนละเรื่องและไม่เกี่ยวข้องกันเลย

พระบรมราโชวาทและพระราชเสาวนีย์นั้นเป็นของสูง และควรเทิดทูนไว้เหนือเกล้าของปวงชนชาวไทย การจารึกไว้ก็ดี การเขียนไว้บูชาในบ้านช่องของตนเองก็ดี การพิมพ์เผยแพร่ก็ดี เป็นสิ่งที่พึงกระทำ พึงปฏิบัติให้เป็นไปตามพระบรมราโชวาทและพระราชเสาวนีย์สั้น ก็จะมีอานิสงส์ให้ผู้ประพฤติปฏิบัติพ้นหายคลายทุกข์ ประสบแต่ความสุขความเจริญ และเป็นกำลังของชีวิตในการดำรงชีวิตให้เป็นปกติสุขภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารนั้น

แต่การนำมาใช้จะต้องนำมาใช้ด้วยความเคารพ ด้วยความเทิดทูนบูชา ด้วยความปรารถนาในความร่มเย็นเป็นสุขของบ้านเมืองและราษฎรเป็นที่ตั้ง จะอ้างอิงอาศัยหรือนำมาใช้เพื่อประโยชน์ใด ๆ ในส่วนตนไม่ได้เป็นอันขาด ยิ่งการนำมาใช้ทำลายล้างกันในทางการเมืองแล้วเป็นสิ่งที่ประชาชนชาวไทยจะไม่มีวันให้อภัยโดยเด็ดขาด

พระพุทธรูปเป็นของสูง เป็นที่เคารพบูชาของชาวพุทธ จะกระทำย่ำยีหรือนำไปใช้ในทางต่ำไม่ได้ฉันใด พระบรมราโชวาทและพระราชเสาวนีย์ก็ฉันนั้น การอ้างอย่างหน้าด้าน ๆ ว่าการพิมพ์สติ๊กเกอร์พระบรมราโชวาทและพระราชเสาวนีย์นั้นผิดที่ตรงไหน คือการกระทำที่เหยียบย่ำน้ำใจคนไทยชนิดที่ให้อภัยกันไม่ได้ ก็เหมือนกับการเอาพระพุทธรูปไปตีหัวคนนั่นแหละ เป็นคนละเรื่องกับการมีพระพุทธรูป คือการมีพระพุทธรูปไว้บูชาไม่ผิด แต่การใช้พระพุทธรูปไปตีหัวคนเป็นการทำให้พระพุทธรูปนั้นกลายเป็นอาวุธที่ใช้ในการทำร้ายทำลาย เป็นสิ่งที่ผิดบาปมหันต์นัก

รู้จักสำนึกผิดกันเสียบ้าง แต่คงจะยาก เว้นแต่ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศจะได้สั่งสอนบทเรียนที่สาสมแก่นักการเมืองที่ไม่รู้จักฟ้าสูงดินต่ำ และไม่คำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดจิตใจประชาชน และเวลาการให้บทเรียนที่สาสมกำลังมาถึงแล้วในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 นี้



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 5/02/2005 04:36 AM


ความคิดเห็นที่: 92

เขามีส่วนเลวบ้าง...............ช่างหัวเขา
จงเลือกเอาส่วนที่ดี...............เขามีอยู่
เป็นประโยชน์โลกบ้าง...............ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้...............ของเขาเลย
จะหาคนมีดี...............โดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยวค้นหา...............สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่า...............ตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคยมองแต่ดี...............มีคุณจริง ฯลฯ

    โดย : มองโลกในแง่ดี..!!     เมื่อ : 5/02/2005 04:59 AM


ความคิดเห็นที่: 93



ประชาธิปไตย และการเลือกตั้ง เป็นของไทยทุกคน
โดย ..... นรนิติ เศรษฐบุตร นสพ.มติชน วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548



บานเต็มเมืองจริงๆ มองซ้าย มองขวา มองหน้ามองหลังได้เห็นหมด นั่นก็คือป้ายโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง ทั้งของผู้สมัครแต่ละรายในเขตเลือกตั้งต่างๆ และของพรรคการเมือง เพราะตอนนี้เป็นฤดูหาเสียงเลือกตั้ง นานๆ ทีรกป้ายหาเสียงผมก็ว่าดีเหมือนกัน

ที่จริงระยะเวลาหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้มีอยู่สั้นมาก เพียง 32 วันนับตั้งแต่สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ผ่านมาสิ้นอายุ เพราะครบวาระสี่ปี เป็นการอยู่ครบวาระของสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ไม่กี่ครั้งในประเทศไทย แต่ก็ไม่จำเป็นนักที่สภาผู้แทนราษฎรต้องอยู่ครบวาระเท่านั้นจึงจะแสดงว่าการเมืองมีเสถียรภาพ

นับตั้งแต่วันที่ มีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง จนถึงวันเลือกตั้งจริงๆ ที่มีระยะเวลากระชั้นชิดและสั้นนั้น น่าจะทำให้การหาเสียงมีน้อยลง ซึ่งก็อาจไม่เป็นความจริง ด้วยเป็นที่เห็นกันทั่วว่าการเริ่มหาเสียงนั้นได้มีมาก่อนวันที่ 6 มกราคมปีนี้ เพราะมีป้ายรูปและชื่อผู้สมัคร ตลอดจนชื่อพรรค บางรูปก็มีรูปหัวหน้าและผู้นำพรรคติดอยู่ด้วยแล้ว ขาดแต่หมายเลขของผู้สมัคร ซึ่งต้องรอหลังวันสมัครรับเลือกตั้งวันแรกของพรรคการเมือง

วันที่ 7 มกราคม อันเป็นวันแรกของการสมัครเข้ารับเลือกตั้งที่พรรคการเมืองทั้งหลายต้องสมัครประเภทบัญชีรายชื่อ เราก็ได้เห็นพิธีกรรม ที่ไม่กำหนดตามกฎหมายที่น่าสนใจในการสมัครเข้ารับเลือกตั้งของพรรคการเมืองและผู้สมัครบัญชีรายชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวหน้าพรรคการเมือง

พรรคการเมืองไทย อาจไม่มีการประชุมใหญ่ในการเสนอชื่อผู้สมัครของพรรค ที่มีขั้นตอนและกระบวนการหาตัวผู้สมัครที่เอิกเกริกแบบพรรคการเมืองของสหรัฐอเมริกา แต่พิธีกรรมในระยะเวลาตั้งแต่เช้ามากคือตั้งแต่ประมาณ 6 โมงเช้ากว่าๆ ไปจนสิ้นสุดกระบวนการจับสลากหมายเลขสองครั้งเพื่อให้ได้หมายเลขพรรคและผู้สมัครของพรรคที่ต้องเป็นหมายเลขเดียวกันนั้น ก็กินเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง เป็นเวลาที่สถานีโทรทัศน์ได้ถ่ายทอดให้เห็นภาพ และทำให้การเลือกตั้งป็นมหกรรมที่น่าสนใจขึ้นมามากพร้อมกับเป็นการให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตยที่ว่าด้วยการเลือกตั้งด้วย

รวมทั้งปลุกใจให้รู้ว่า การเลือกตั้งมาถึงแล้ว การเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้นับว่ามีความสำคัญเพราะเป็นการเลือกตั้งที่ผู้เลือกตั้งไม่เพียงแต่เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่เป็นการเลือกรัฐบาลที่จะไปทำหน้าที่ผู้ปกครองประเทศและเลือกนโยบายการปกครองแผ่นดินด้วย

เมืองไทยมีการเลือกตั้งทั่วไปมามากมายหลายหน และก็หลายหนทีเดียวที่เป็นการเลือกได้เพียงผู้แทนราษฎร เพราะกติกาของแผ่นดินที่กำหนดความชอบธรรมแห่งอำนาจในการปกครองไม่เป็นประชาธิปไตย และผู้ปกครองก็เป็นผู้มีอำนาจอยู่เดิมที่จะอยู่ต่อ ทั้งประชาชนก็ไม่อาจแสดงเจตจำนงเลือกผู้แทนราษฎรที่ไปทำหน้าที่เลือกรัฐบาลให้เป็นผู้ปกครองได้จริง

ครั้งนี้ก็เป็นการเลือกตั้งทั่วไปที่ให้โอกาสทั้ง 2 อย่าง แต่ไม่ใช่ทั้งสองอย่างที่เป็นการเลือกผู้แทนจากเขตและเลือกผู้แทนจากบัญชีรายชื่อพรรคเท่านั้น ทั้งสองชนิดนั้นก็คือผู้แทน แต่อีกอย่างคือรัฐบาล

มีคนบอกว่า ประชาชนคือเจ้าของประเทศ มีอีกบางคนว่าประชาชนคือผู้ตัดสินใจเป็นทั้งเจ้าของประเทศ เป็นทั้งผู้ตัดสินใจ แต่เป็นเจ้าของที่ไม่ตัดสินใจเมื่อใด แล้วได้ลูกน้องคือรัฐบาลไม่ถูกใจ ก็อย่าบ่นก็แล้วกัน

โอกาส ในการที่นักการเมืองจะให้ประชาชนได้ตัดสินใจอย่างนี้ไม่ได้มีบ่อยนักที่ได้เลือกตั้งใหม่ครั้งนี้ต้องรอนานถึง 4 ปี ชอบใจอะไร ไม่ชอบใจอะไรก็น่าจะแสดงให้ประจักษ์ คุณชินกร ไกรลาศ นักร้องเพลงลูกทุ่งและแหล่ต่างๆ ได้ร้องเพลงบันทึกเสียงออกมาตอนนี้ มีความท่อนหนึ่งที่เน้นว่า

ประชาธิปไตย จะเป็นเช่นไร อยู่ที่ไทยทุกคน จึงเป็นความจริงที่น่าคิดมาก ประชาธิปไตยในเมืองไทยนั้นสำคัญที่คนไทยทั้งหลายจริงๆ ไม่ได้อยู่ที่ใครคนหนึ่ง สองคน หรือเพียงนักการเมืองเท่านั้น ประชาชนทั่วๆ ไปก็มีบทบาทที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยกันทุกคน

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 5/02/2005 06:19 AM


ความคิดเห็นที่: 94



สนธิแนะ 6 ก.พ.นี้ใช้ 4 วินาทีแห่งประชาธิปไตยให้คุ้มค่า
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 5 กุมภาพันธ์ 2548 07:35 น.



สนธิ ระบุประชาธิปไตยไทยมีแค่ 4 วินาที แนะควรให้การศึกษาประชาธิปไตยประชาชนและส.ส.ต้องมีสำนึกรู้หน้าที่ด้วยการเข้าประชุมสภาฯ พร้อมเสนอให้มีส.ส.อิสระ เพราะเป็นการช่วยส่งเสริมประชาธิปไตยให้มีการเช็คและบาลานซ์ นอกจากนี้ได้วิงวอนเจ้าหน้าที่ให้ช่วยเหลือแรงงานพม่าที่ได้รับผลกระทบจากสึนามิโดยไม่แบ่งแยก

สโรชา ..... สวัสดีค่ะคุณผู้ชม ขอต้อนรับเข้าสู่รายการเมืองไทยรายสัปดาห์อาหารสมองก่อนเข้านอนในทุกคืนวันศุกร์ค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้งค่ะ กับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ดิฉัน สโรชา พรอุดมศักดิ์ ค่ะ วันนี้วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 อีก 2 วันเท่านั้นค่ะ ก็จะถึงวันเลือกตั้งแล้วนะคะ คิดว่าการเมืองในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เทศกาลหาเสียง ว่ากันอย่างนั้นนะคะ ค่อนข้างจะคึกคักในปีนี้ คุณสนธิ เห็นด้วยไหมค่ะ มีสีสันค่อนข้างเยอะ

สนธิ ..... เพราะว่าเวลามันสั้น ทุกคนก็เลยต้องทุ่มเทกันหมด

สโรชา ..... แคมเปญ แต่ละแคมเปญที่ออกมาจะเห็นได้ว่าวางกลยุทธ์กันแบบเรียกได้ว่าไม่มีพรรคไหนแพ้ใคร หรือยอมแพ้คู่แข่งเลย

สนธิ ..... รู้สึกจะวางกันอาทิตย์ต่ออาทิตย์นะ ไม่ว่าจะเป็นสโลแกนการหาเสียง ป้ายก็ตาม ตลอดจนยุทธวิธี คุณสโรชาสังเกตให้ดีๆ นะครับ แต่ทั้งหมดนี้ต้องชมพรรคไทยรักไทย ยุทธวิธีเขาเด็ดขาดมาก

สโรชา ..... โดยเฉพาะเรื่องของรถไฟหรือเปล่าค่ะ ขบวนหมายเลข 9

สนธิ ..... หลายเรื่อง รถไฟ คือก็ไปเลียนแบบของอเมริกา ผมเข้าใจว่าไทยรักไทยกำลังใช้ลักษณะพิเศษของการหาเสียงในเชิงการสร้างภาพ การตลาด คือเขามองการเมืองเป็นการตลาด เป็นมาร์เก็ตติ้งนำ เรื่องรถไฟนี่เป็นกระบวนทัศน์ของอเมริกาถ้าเราจำได้

สโรชา ..... ใช่ เราจะเห็นกันประจำนะคะ ทุก 4 ปี

สนธิ ..... ครับ คือเหมารถไฟลำหนึ่ง และแวะไปตามเมืองต่างๆ ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ... เรื่องที่สอง ผมคิดว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะพ่ายแพ้พรรคไทยรักไทยในเชิงจิตวิทยา

สโรชา ..... ยังไง

สนธิ ..... คุณสโรชาไม่สังเกตหรือว่า การที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศจะตั้งครม. ก่อนล่วงหน้า นึกออกไหมครับ

สโรชา ..... เขาเรียกว่า ครม.ไก่โห่เหรอ

สนธิ ..... ครม.ไก่โห่ โดยที่ยังไม่รู้ผลการเลือกตั้ง อย่างน้อยที่สุดเป็นเชิงจิตวิทยาที่ทำให้คู่ต่อสู้หลายๆ เขต คือการเลือกตั้งต้องใช้เงิน บางทีเขาเรียกว่ายิงกระสุน กระสุนเขาเก็บไว้ยิงกัน 2 วันสุดท้าย แต่ไทยรักไทยมา ช่วงหลังคุณสโรชา เห็นไหมเมื่อวาน วันพฤหัสบดี หนังสือพิมพ์ลงเละเทะหมดเลย โพลธรรมศาสตร์ โพลไทยรักไทย โพลเนชั่น โพลอันโน้นอันนี้ ระบุว่า ไทยรักไทย 300 อัพ 340 .. 350 มติชน ลงว่า 349 เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว รวมทั้งในกรุงเทพฯ ก็บอกว่าโพลไทยรักไทยอย่างน้อยที่สุดได้ตั้ง 30 กว่าที่นั่ง เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วคุณสโรชา พวกฝ่ายตรงข้ามที่เก็บกระสุนไว้ยิง 2 วันสุดท้าย ผมถามคุณว่าโดยจิตวิทยาจะยิงไหม ไม่ยิง ใช่ไหมครับ คือเรื่องโพล เป็นเรื่องอะไรบางอย่างซึ่ง วันหลังคุยกันซักวันหนึ่ง ซึ่งผมไม่เห็นด้วย

สโรชา ..... ในการทำโพล หรือการเผยแพร่

สนธิ ..... ในการทำโพล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องหน้าสิ่วหน้าขวานในการเลือกตั้ง เพราะว่าโพล เวลามันออกมาแล้ว มันมีผลกระทบต่อภาพรวมหลายๆ อย่าง มันทำให้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น มีโอกาสบิดเบือนได้ ยกตัวอย่าง สมมติผมอยู่จังหวัดอะไรก็ตามที่จำเป็นต้องใช้กระสุนยิง อีก 2 วันจะหมดแล้ว พอผมเห็นโพลอย่างนี้แล้ว ทางพรรคก็ส่งเงินมาให้ สมมติ 5 ล้านบาท ผมบอกว่าผมเก็บไว้ดีกว่า 5 ล้านบาท เอาไว้ใช้

นึกออกไหม ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว อย่าไปใช้เลยดีกว่า นี่คือลักษณะของการเมืองไทย ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่เขาทำมาประจำ แต่เรื่องการให้การศึกษากับประชาชนในเรื่องประชาธิปไตย เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะพูด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเบรกที่ 2 ผมอยากจะพูด แต่ผมอยากจะเรียนคุณสโรชาและก็ท่านผู้ชมทางบ้านว่า จริงๆ แล้วคุณสโรชา ประชาธิปไตยของเรามันมีแค่ 4 วินาทีเองนะ ช่วงที่คุณสโรชากรอกบัตรเสร็จ แล้วเดินไปหยอด คุณสโรชา นับ 1 2 3 4 นั่นก็จบแล้ว สิทธิ์ของเราหมดแล้วนะ เพราะว่าหลังจากนั้นแล้ว เท่าที่เป็นไปในอดีต รัฐบาลส่วนใหญ่ทำอะไร เวลาเราไม่เห็นด้วย เขาไม่เคยฟังแล้ว

สโรชา ..... เราก็ไม่ค่อยมีเสียงเท่าไหร่

สนธิ ..... ไม่มีครับ เพราะฉะนั้นแล้วประชาธิปไตยเมืองไทยมีแค่ 4 วินาทีและก็จบ และเราต้องรออีก 4 ปี เพื่อใช้อีก 4 วินาที มันเป็นอย่างนี้จริงๆ นะครับคุณสโรชา เพราะถ้าหากเราไม่สร้างภาคประชาชนให้เข้มแข็ง และเข้าไปมีส่วนร่วมในการเมืองตามกระบวนการประชาธิปไตยแล้ว สังคมไทยหรือสังคมทุกๆ สังคม ก็จะมีเวลาแสดงออกทางประชาธิปไตยแค่ 4 วินาที และก็จบ เพราะฉะนั้นแล้วเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าไม่น่าที่จะเกิดไปตลอดแบบนี้ คือเราต้องหาทางให้ประชาชนมาร่วมกัน มีส่วนร่วมกัน วิธีการส่วนร่วมหลายอย่างซึ่งผมคิดว่า ประเดี๋ยวเบรกที่สอง เราค่อยคุยกันเรื่องนี้

สโรชา ..... โอเคค่ะ ที่สำคัญต้องคุยกันเรื่องของคุณการุณ ด้วย เมื่อวานนี้ก็ตัดสินกันไปเรียบร้อยแล้ว นะคะ เพิกสิทธิ์ของคุณการุณ โหสกุล พรรคไทยรักไทย เขต 14 ดอนเมือง ทั้งหมดนี้เรื่องราวของการเมืองติดตามได้ในรายการค่ำคืนนี้ค่ะ เมืองไทยรายสัปดาห์ พักซักครู่เดี๋ยวกลับมาคุยกันค่ะ

*************************************

สโรชา ..... กลับมาสู่เมืองไทยรายสัปดาห์นะคะ เมื่อซักครู่นี้คุยกันถึงเรื่องการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับเรื่องของประชาธิปไตย เรื่องของการเลือกตั้ง คุณสนธิพูดน่าสนใจมาก 4 วินาที ที่ทุกคนมีในการหย่อนบัตร 4 วินาทีแห่งประชาธิปไตย ที่ทุกคนมีในทุก 4 ปี แต่จะมีแค่นั้นจริงๆ แล้วจะทำยังไงที่จะเปลี่ยนแปลงตรงนั้นได้

สนธิ ..... ผมคิดว่า สังคมไทยขาดการศึกษาในเรื่องการเมืองอย่างจริงจัง ทุกวันนี้เราบอกว่าประเทศเราเป็นประชาธิปไตย แต่กระบวนการสนับสนุนส่งเสริมให้คนเข้าใจระบบประชาธิปไตย หรือระบบรัฐสภานั้นเราขาดมากๆ คุณสโรชา ลองคิดดูนะ เราพูดตลอดเวลาเลยว่า เราจะได้ยินคำพูดนักการเมืองตลอดเวลา เวลามีเรื่องมีราวอะไร ก็จะบอกว่า ผมไม่อยากให้มาเล่นการเมืองนอกระบบ ให้เข้ามาเล่นในระบบ หรือไม่อีกก็บอกว่า คุณแน่จริง คุณลงมาสมัครรับเลือกตั้งซิ เข้าใจไหมครับ หรือไม่อีกทีก็บอกว่า เรามีอะไรกัน เรามาเถียงกันในสภาดีกว่า เพราะว่านี้คือเวทีที่เขาตั้งมาให้เรา ขจัดและแก้ปัญหากันอย่างสุภาพบุรุษ อย่างกระบวนการประชาธิปไตย แต่พอเราฟังอย่างนี้แล้ว

เรามามองย้อนหลัง หันกลับไปดูกระบวนการต่างๆ ที่จะให้การศึกษาประชาชนตลอดจนนักการเมืองที่เป็นส.ส. เองนั้น ก็ยังไม่รู้ซึ้งและสำนึกในหน้าที่ ของการเป็นนักการเมืองในระบบประชาธิปไตย ไม่รู้คุณสโรชา ทุกวันนี้สิ่งหนึ่งซึ่งพรรคไทยรักไทยทำได้สำเร็จ คือว่า เอานโยบายชูนำหน้า และขายนโยบาย แต่ว่านอกจากนั้นแล้ว ทุกพรรครวมทั้งพรรคไทยรักไทยก็ล้มเหลวหมด ล้มเหลวในเรื่องของการสอนคนไทยหรือว่าสอนส.ส. ให้รู้จักหน้าที่ของตัวเอง ยกตัวอย่าง เราไม่เคยให้การศึกษาประชาชน คนที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง หรือว่า ตัวร้ายที่สุดคือสื่อมวลชนด้วยกันเองนี่แหละ ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ไม่เคยคิดที่จะให้การศึกษาประชาชน ว่าส.ส. ที่ดีนั้น ควรจะเป็นยังไง เขาจะพูดตลอดเวลาว่าเลือกคนดีมาเข้าสภา

สโรชา ..... จะมีแต่การรณรงค์ให้ไปใช้สิทธิ์

สนธิ ..... พอใช้สิทธิ์เข้าสภาแล้ว จากนั้นไปขาดแล้ว เราไม่เคยสอนเขาว่า แล้วส.ส.ที่ดีในสภาต้องดียังไง ดีข้อแรกสำหรับผมนะ ถ้าผมเห็นสภาคือโรงเรียน คือชั้นเรียน ปรากฏว่า ส.ส.เมืองไทยขาดเรียนกันเป็นแถว อันนี้เรื่องจริงนะ ขาดเรียนกันมาก ไม่ให้ความสำคัญกับการประชุมสภาตลอดเวลา ที่ร้ายกว่านั้น รัฐมนตรีของรัฐบาลทุกชุด ทุกสมัย ก็จะไม่ให้ความสำคัญในการประชุมสภา ทั้งๆ ที่ปีหนึ่ง มีสมัยประชุมสภา 2 ครั้ง มีเวลาว่างอีกเยอะแยะ และอาทิตย์หนึ่งจะมีวันประชุมสภาที่ตายตัว ก็ยังขาดกัน ไม่ให้ความสำคัญกัน จะมารวมตัวกันในกรณีวิกฤติ ที่ต้องการเสียงยกมือ เพื่อให้มีการชนะคะคานกัน แค่นั้นเอง

เราก็เลยต้องถามตัวเองกลับมาว่า ประชาชนคนไทยทำไมโชคร้ายอย่างนั้น ทำไมไม่มีการสั่งสอน หรือว่า สื่อมวลชนไม่มีการติดตามว่าในบรรดาส.ส. 500 คน ที่อยู่ในสภา ทั้งส.ส. เขต 400 คน บัญชีรายชื่ออีก 100 คน ตลอดจนรัฐมนตรี แต่ละคนขาดการประชุมสภา สมัยหนึ่ง กี่วัน ปีหนึ่ง 2 สมัย กี่วัน 4 ปีขาดประชุมไปแล้วกี่วัน..............ใช่ไหมคุณสโรชา

สโรชา ..... ใช่ ถ้าถามในลักษณะการเป็นนักเรียนที่เข้าไปในห้องเรียน ควรจะมีสิทธิ์สอบไหม

สนธิ ..... ถูกต้อง ยิ่งกว่าเป็นนักเรียนอีก เพราะว่าคนพวกนี้ได้รับความเชื่อมั่นจากพ่อแม่พี่น้องประชาชน เลือกเขาเข้ามาเป็นตัวแทน รัฐมนตรีอีกเหมือนกัน รัฐมนตรีจะพูดตลอดเวลาว่าไม่ว่าง ติดภารกิจ ทั้งๆ ที่ภารกิจนั้นสามารถกำหนดได้ล่วงหน้าว่าคุณนัดใครก็ได้ อะไรก็ได้ ยกเว้น 2 วันนี้ ห้ามนัด เพราะว่าผมมีหน้าที่จะต้องเข้าไปประชุมสภา การเข้าไปประชุมสภานั้นนอกจากเป็นการให้เกียรติกับสมาชิกผู้ทรงเกียรติแล้ว ให้เกียรติกับสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ยังให้เกียรติกับประชาชน ที่เลือกคุณเข้าไปและก็ให้เกียรติกับสังคมไทย ทั้งสังคม ตลอดจนเป็นการให้เกียรติกับคนที่ต้องการที่จะเข้ามาเล่นการเมือง ให้รู้ว่าการเป็นส.ส.ที่ดีนั้นต้องประพฤติยังไง ถ้ามองอย่างนี้แล้ว ถ้าใช้ตรงนี้เป็นบรรทัดฐานแล้ว ส.ส.ทั้งส.ส.เขต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคทุกพรรค รัฐบาลทุกชุดทุกสมัย สอบตกกันอย่างน้อย 95 เปอร์เซ็นต์

สโรชา ..... จริง เพราะว่าแค่ 4 ปีที่ผ่านมา เราก็เห็นกันค่อนข้างบ่อย

สนธิ ..... เราเห็นชัด ทำไมสื่อมวลชนถึงไม่มารวมตัวกัน และก็กำหนดลงไปเลยว่าเดือนนี้ ส.ส. ขาดประชุมสภามีกี่คน มีใครบ้าง ขาดวันไหน ผมคิดว่ากระบวนการอันนี้ ผมอยากให้รัฐบาลเริ่มทำซะหน่อย ถ้ารัฐบาลรักประชาธิปไตย และก็รักที่จะส่งเสริมเกียรติยศตรงนี้ ให้นักการเมืองเป็นคนที่มีเกียรติยศ อย่างเต็มตัว ไม่ใช่มีเกียรติเพียงเพราะว่าตัวเองเป็นส.ส.และได้นั่งเครื่องบินฟรี

สโรชา ..... สมมติเขาไปแล้ว เหมือนไปเช็คชื่อแล้วออกมา จริงๆ แล้วเราเห็นภาพอยู่บ่อยๆ ว่าสภาว่าง

สนธิ ..... อันนั้นคือตอนสองที่ผมจะพูด คือส.ส.ต้องเรียนรู้ว่า ตัวเองนั้นเข้าไปประชุมสภา เพื่อไปพิจารณากฎหมาย ไปตอบกระทู้ ไปฟังกระทู้ ไปแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ไปสภาเพื่อไปเช็คชื่อ และโดดเรียนเหมือนกับนักเรียนที่เข้าโรงเรียนให้ครูเห็น และข้ามรั้วออกไป ไปเดินเที่ยวแถวสยามสแควร์ นักเรียนข้ามรั้วไปสยามสแควร์ ส.ส.เข้าไปเช็คชื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว เข้าไปที่สโมสรเพื่อไปนั่งคุยกัน หรือไม่ก็ออกไปเลย ไปทำอะไรก็ได้ แต่ว่าจะมีปรากฏชื่ออยู่ในนั้นว่ามา ผมคิดว่า ถ้าพูดในกรณีนี้ การถ่ายทอดสภา หรือการให้สื่อมวลชนเข้าไปถ่ายทอดการประชุมสภาทุกๆ ครั้ง ยังมีความจำเป็นอยู่ และ

ผมอยากจะร้องเรียน และเรียกร้องให้ เพื่อนฝูงสื่อมวลชนทั้งหลาย ตลอดจนพ่อแม่พี่น้อง เทอมนี้เป็นเทอมที่ต้องจับตาดู เรามาเริ่มกันเทอมนี้ได้ไหม ส.ส. คนไหนที่เข้าประชุมสภาแล้วขาด และผมคิดว่า ที่สำคัญที่สุดประธานสภาต้องมีจิตสำนึก ประธานสภาคือหัวหน้าชั้น ถูกไหมครับ จะต้องบอกเลย วันนี้มีส.ส.เข้าประชุมกี่คน ให้ขานชื่อ และผมคิดว่าถ้าเป็นไปได้ดีที่สุด คือว่า สภาเริ่มเปิด 09.00 น. ต้อง เรียกชื่อกันแล้ว ไม่ใช่เลทไป เรียกชื่อใครมาหรือไม่มา เสร็จเรียบร้อยแล้วจะต้องมีวิธีที่จะตรวจสอบเพื่อให้คนพวกนี้นั่งอยู่ในสภา คือประการแรก คุณมีความเห็นหรือ ไม่มีความคิดเห็นยังไม่เท่าไหร่นะ คุณแสดงความคิดเห็นที่ฉลาดน้อยฉลาดมากอีกเรื่องหนึ่ง แต่กระการแรก คุณเสนอหน้าคุณในสภาให้เขาเห็นก่อนได้ไหม ว่าคุณได้มาแล้ว

สโรชา ..... อย่างน้อยให้เห็นหน้าก่อน

สนธิ ..... ส่วนคุณจะเปิดปากออกมาแล้ว ทำให้คนเขารู้ไส้รู้พุงว่าคุณไม่มีอะไรเลย นั่นอีกเรื่องหนึ่ง ถูกไหมครับคุณสโรชา ผมถึงบอกว่าตรงนี้กระบวนการให้การศึกษาประชาชน สังคม ตรงนี้ขาดมากๆ ขาดอย่างยิ่งเลย และผมเป็นคนซึ่งรับไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว ที่ผมทนไม่ไหวเลย ที่ทั้งส.ส. ก็ว่างโหรงเหรง และบนเวทีที่รัฐมนตรีนั่งกัน 2-3 คน และคนที่เหลือก็ออกไปข้างนอกหมด ไปปฏิบัติภารกิจอะไร คือทำเป็นเรื่องเล่นไปหมดเลย แต่มาวันนี้ขยันขันแข็งเหลือเกิน เรียกร้องให้พี่น้องมาลงคะแนนเสียง คำถามคือว่าถ้าพี่น้องบอกว่า ถ้าผมมาลงคะแนนเสียงและคุณยังทำตัวเป็นเด็กเกเร แล้วผมจะลงคะแนนเสียงไปทำไม

เพราะฉะนั้นแล้ว การทำลายกระบวนการประชาธิปไตย นอกเหนือจากคุณไม่ฟังเสียงประชาชน ทุกส่วนของสังคมแล้ว ตัวคุณเองยังประพฤติและปฏิบัติไม่ถูกต้องอีก นอกจากนั้นแล้วมากกว่านั้น ยังไปทำตัวกร่างอยู่ข้างนอก เนื่องจากว่าผม ส.ส.คุณรู้ไหมว่าผมเป็นใคร อะไรทำนองนี้ คุณสโรชา ผมพูดแล้ว ผมช้ำใจ สายการบิน เขาบินลงไปจังหวัดไหน สมมติเขาบินไปลงจังหวัดเชียงใหม่ หรือพิษณุโลก เขาจะเก็บที่นั่งเอาไว้ 1-2 ที่ให้ส.ส.ประจำจังหวัดนั้น ก็เรียกว่าพวกนี้จะเดินทางเมื่อไหร่จะมีที่ให้ตลอดเวลา อภิสิทธิ์แบบนี้เขาให้ นะครับ ให้เดินทางฟรี ทุกอย่าง มีผู้ช่วยส.ส.ได้

อภิสิทธิ์แบบนี้มาจากงบประมาณ มาจากภาษีอากรของพวกเราทั้งนั้น แต่อภิสิทธิ์แบบนี้เมื่อเราให้เขาไปแล้ว เขาน่าจะสำนึกว่าได้มายังไง และวิธีตอบแทนอภิสิทธิ์แบบนี้ เขาต้องตอบแทนยังไงบ้าง ผมว่าสิ่งแรกที่ตอบแทน เหมือนกับเรามีลูกอยู่ในบ้าน สิ่งที่ต้องตอบแทนพระคุณพ่อแม่ คือไปเรียนหนังสือ ทำตัวให้ดี ส.ส. ถ้าจะประพฤติและตอบแทนสังคมไทยคือว่า ทำตัวให้ดี มาให้ตรงเวลา อย่าขาดงาน เพราะฉะนั้นแล้วตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราไม่พูดไม่ได้ ถ้าคุณสโรชาคิดว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญ ผมกลับคิดว่าเรื่องนี้ ถ้าส.ส. มาตรงเวลา ส.ส. เข้าสภาได้พร้อมแล้ว ขั้นต่อไป คือ พูดจามีเหตุมีผล

สโรชา ..... กลับไปย้อนถึงท่านรัฐมนตรีนิดนึงว่า บางท่านปฏิบัติหน้าที่เป็นรัฐมนตรี อาจจะคิดว่าบางครั้งในการพิจารณา กฎหมายในสภาไม่เกี่ยวกับท่าน เป็นเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับกระทรวงของท่าน ท่านอาจจะนำเวลานี้ไปทำอย่างอื่นได้ไหม

สนธิ ..... คุณสโรชา เหตุผลที่เขามีเวลาสมัยประชุมสภาที่ตายตัว และที่เหลือเขาไม่มีประชุมสภา ก็ให้คุณปฏิบัติได้ และเหตุผลที่เขาบอกว่าการประชุมสภานั้น ตกลงกันในมติว่าประชุมกันวันพฤหัสบดี และวันศุกร์ประชุมร่วมกับวุฒิสภา ก็เพื่อเหตุนี้ เขาต้องการให้คุณเข้ามาทำหน้าที่นี้ เข้าใจไหมครับ และเขาไม่ได้ขออะไรมาก เขาขอว่าอาทิตย์หนึ่ง 5 วัน คุณใช้เวลา 2 วันในการประชุมสภา และเขาก็ไม่ได้บอกว่า ประชุมกันทั้งปี เขาก็บอกว่ามีเวลาช่วงหยุด ที่จะให้พวกคุณไปพบประชาชน

แต่พอเวลาปิดสมัยประชุมสภา พวกคุณส่วนใหญ่จะไม่ไปพบปะประชาชน พวกคุณก็ไปทัวร์ต่างประเทศ โดยอ้างว่าเดินทางไปดูงาน เข้าใจหรือยังครับ เพราะฉะนั้นแล้วผมไม่อยากพูด ผมเซ็งกับเรื่องพวกนี้ ผมกำลังพูดว่า นี่คือตัวการทำลายประชาธิปไตย ประชาชนต้องเรียกร้อง ที่สำคัญที่สุดคือว่า นักการเมืองที่ดี ต้องมีจิตสำนึกที่ดี ถ้าจิตสำนึกคุณใช้ไม่ได้แล้ว คุณก็ไม่ได้ดีกว่า พวกคนที่เดินอยู่บบนท้องถนน และคุณก็ไม่มีสิทธิ์ เพราะคุณกำลังกินเงินเดือนของประชาชนเขาและมีอภิสิทธิ์ที่คุณใช้มันจากสิทธิ์ที่พวกเรามอบให้เขา คุณสโรชา เคยขึ้นเครื่องบินเวลาที่พวกส.ส.ขึ้นไหม

สโรชา ..... ไม่เคยค่ะ

สนธิ ..... คุณต้องเคยขึ้นบ้าง คุณจะเห็นว่าพวกเราให้เกียรติเขา ให้เกียรติเขาตรงที่ว่าเขาเป็นส.ส. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือว่าวุฒิสมาชิก เราให้เกียรติเขายังไง เราให้เกียรติที่ว่า เครื่องบินคุณจำไว้นะ คุณจะไปถึงสนามบิน คุณจะไปเช็คอินกี่โมงก็ตาม ก่อนที่ไฟลท์นั้นจะเปิดนะ คุณบอกว่า ขอที่นั่ง 11 เอ ข้างหน้าสุดนะ เขาบอกว่าไม่ได้ เขาล็อคไว้ เขาล็อคให้รัฐมนตรี นายพล เขาล็อคให้ส.ส. วุฒิสมาชิก แถวหน้า เขาจะล็อคให้จนกระทั่งวินาทีสุดท้าย เหลืออีกซัก 5 นาทีเขาจะปิด

แม้กระทั่ง 5 นาทีจะปิด ถ้าส.ส.คนไหนให้ลูกน้องโทรศัพท์มาบอกว่า ท่านกำลังจะเดินทางมาขึ้นเครื่องกลับนะครับ เขาก็ต้องเก็บให้ คือว่า ทุกไฟลท์ที่เต็มจะมีที่นั่งว่างให้คนพวกนี้ และพวกนี้ขึ้นมาจะขึ้นหลังสุด สุดท้ายและมานั่งข้างหน้า ลงก็ลงก่อนเขา มีอภิสิทธิ์ ผมไม่ว่า ผมให้ ผมยินดี รัฐมนตรีไปไหน มาไหน มีตำรวจ มอเตอร์ไซค์ ตำรวจจราจรขี่นำ เปิดไฟเรียบร้อย พอถึงไฟแดงซึ่งเราติดกันเป็นบ้าเป็นหลังก็แซงโค้งขึ้นมา วิทยุบอกให้ตำรวจที่เปิดไฟเขียวฝั่งโน้นให้ห้ามรถ ก็ไป ก็ไม่ว่ากัน เป็นอภิสิทธิ์ คุณเป็นถึงเจ้านายคุณ เป็นรัฐมนตรี ให้กัน

แต่สิ่งที่คุณต้องตอบแทนพวกผม ประการแรก หน้าที่ในสภาคุณทำซะก่อน ยังไม่พูดถึงจิตวิญญาณ จิตสำนึก ที่ต้องรับผิดชอบ ต่อสังคม เรายังไม่พูดถึงนะ เอาเฉพาะเบสิกที่สุด แค่หน้าที่ที่มาประชุมสภาให้ตรงเวลา และก็ทำประโยชน์ให้กับสภาในระหว่างที่มาประชุมสภา ไม่ใช่เดินเข้าไปที่ร้านกาแฟสโมสร นั่งกินกาแฟกัน เจรจากัน วิ่งล็อบบี้กัน ไปพบพ่อค้ากัน หรือว่าไปเจรจาตกลง และพอถึงเวลา เขาเรียกเข้าห้องก็วิ่ง พอเขากดปุ่มก็เข้ามา วิ่งเข้าห้องเพื่อยกมือ ถ้าอย่างนั้นเราอย่ามีส.ส. คุณสโรชา ไหนๆ ก็เป็นศักราชใหม่แล้ว ทำอะไรให้มันถูกต้อง ทำอะไรให้มันมีวินัย ที่สุด ใช่ไหมครับ

สโรชา ..... เรายังไม่ได้พูดเลยนะคะ ว่าถึงแม้ท่านมาแล้ว ยังไม่ได้ยกมือเพื่อพูดเลย ว่าอะไรที่จะออกมา

สนธิ ..... นี่ยังไม่พูดถึงวจี ที่บางครั้งแสดงออกถึงวุฒิภาวะต่ำสุดๆ ของท่าน นะครับ ยังไม่พูดถึงเรื่องนั้น เดี๋ยวเราค่อยหาทางพูดในเบรกต่อไป

สโรชา ..... ค่ะ เพราะฉะนั้นนะคะ เดี๋ยวเราพูดกันถึงหน้าที่ เอาหน้าที่แค่คร่าวๆ ก่อนนะคะ ว่า ในการเป็นส.ส. หน้าที่ในสภาที่ท่านทำกัน คือมาสภา ไม่ใช่มาเช็คชื่อเพียงอย่างเดียวและออกไปข้างนอก เพียงแต่ทำหน้าที่ในสภาให้สมบูรณ์ ช่วงหน้าค่ะ เราจะกลับมาพูดคุยกันถึงเรื่องที่ส.ส. เขาพูดคุยกันในสภา การยกมือการอภิปรายแต่ละครั้งนั้นแสดงให้เห็นอะไรบ้าง ซักครู่เดียวค่ะ

*************************************

สโรชา .....กลับมาสู่เมืองไทยรายสัปดาห์ เมื่อซักครู่นี้ทิ้งท้ายกันถึงท่านส.ส. ที่ท่านไปทำหน้าที่ในสภา เรามาคุยกันถึงการอภิปรายของส.ส.แต่ละท่านที่ผ่านมา คุณสนธิ บอกว่าบางครั้งแค่อ้าปากออกมาก็อาจจะเห็นถึงอะไรหลายๆอย่าง

สนธิ ..... คือการอภิปรายช่วงหลังที่ผมเห็น ไม่ค่อยสร้างสรรค์กัน การอภิปรายช่วงหลังจะเป็นการถือข้างไปแล้ว ปกป้องคนนั้นคนนี้มากกว่า ประการแรก อันนี้คือประเด็นหลักที่ผมเคยคุยกับคุณสโรชาและผู้ชมทางบ้านมานานแล้ว ผมบอกว่านี่แหละคือปัญหาของการที่สังกัดพรรค จำได้ไหม ที่เราเคยพูดบอกว่า ผมอยากให้มีส.ส.อิสระ ที่ไม่ต้องสังกัดใคร ที่พูดตามความรู้สึกของตัวเอง ทีนี้ส.ส.ที่สังกัดพรรคนั้น ถึงจะรู้สึกยังไง ก็ไม่สามารถจะพูดถึงตามความรู้สึกของตัวเอง ไม่สามารถพูดถึงความถูกต้อง ผิด ชอบ ชั่ว ดี แต่จำเป็นต้องพูด เพราะว่าแนวพรรควางไว้อย่างนั้น

ในบางครั้ง ผมยกตัวอย่างให้ฟัง นโยบายอะไรของรัฐบาลอาจจะไม่ดี ส.ส. ซึ่งอยู่ในพื้นที่นั้น รู้ว่ากระทบกระเทือนต่อประชาชนของตัวเอง การจะลุกมาวิพากษ์วิจารณ์เต็มที่ก็ไม่ได้ เพราะเป็นนโยบายของพรรค พอไปพูดออกมาแล้ว เดี๋ยวเขาก็โกรธอีก เขาก็บอกว่าคุณไม่เคารพมติพรรค เพราะฉะนั้นต้องขับคุณออกไป ก็ถามต่อไปว่าถ้าอย่างนั้นแล้ว ประชาชนจะทำอย่างไรถึงจะได้รับฟังเสียงจากจิตวิญญาณที่แท้จริงของส.ส.ตัวเอง ถ้าอย่างนั้นแล้ว ถ้าเรามีส.ส. อิสระ เขาไม่ต้องขึ้นอยู่กับพรรคไหน เขามีความรู้สึกว่านโยบายพรรคนี้ ทำไม่ถูกต้อง เขามีสิทธิ์จะลุกขึ้นมาพูดได้เต็มที่หรือ เขามีความรู้สึกเห็นด้วยว่า พรรคฝ่ายค้านไม่ยุติธรรม เอาแต่โจมตีเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง เขาก็ลุกขึ้นมาแล้วต่อว่าพรรคฝ่ายค้านได้เช่นกัน ว่าทำไมถึงไปว่าอย่างนี้ได้

ผมถึงว่า กระบวนการตรงนี้มันขาดไป มันหายไป เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่สุด และผมอยากจะเรียกร้องให้พ่อแม่พี่น้อง ท่านผู้ชมที่ชมรายการนี้เอาไปคิดให้ดีๆ การมีส.ส.อิสระ ส่วนหนึ่ง จะเป็นส่วนที่เสริมสร้างประชาธิปไตย และจะเป็นส่วนที่เช็คและบาลานซ์ในส่วนที่เหลือ เช็คอะไร เช็คไม่ให้คนที่มีอำนาจมากเหลิง บาลานซ์คือไม่ให้ฝ่ายตรงกันข้าม เอาแต่ยั่วยุและทำลายฝ่ายที่ต้องการทำงาน ใช่ไหมครับ ผมคิดว่าบทบาทส.ส.อิสระจะมีมาก ทีนี้เมื่อไม่มีเช่นนี้แล้ว สิ่งที่เราเห็นคือว่า เมื่อถึงเวลาจะพูดนโยบายหลักๆ อะไร

ก็จะแบ่งเป็น 2 ค่ายชัดเจน พวกรัฐบาลที่กุมนโยบายหลัก ก็เอาแต่เสนอนโยบาย พวกฝ่ายค้านก็ยกมือ ก็เอาแต่ด่านโยบาย ผมก็เลยถามว่าแล้วประชาชนได้อะไร ประชาชนไม่ได้อะไร ในที่สุดก็แบ่งประชาชนออกเป็น 2 พวก พวกหนึ่งคือพวกที่ถือหางกับรัฐบาล อีกพวกหนึ่งคือพวกที่ถือหางกับฝ่ายค้าน จะมีสาวกทั้ง 2 ฝ่าย ส่วนพวกผมที่ยืนตรงกลางไม่มีพวกเลย ก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยเกิดการเบื่อหน่าย นี่ไงคุณสโรชา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากนะ ไม่ใช่เรื่องธรรมดานะ และเรื่องนี้กัดกร่อนเสาประชาธิปไตยไปทุกวัน ๆ

จนกระทั่งเดี๋ยวนี้จะหาสาระในการอภิปรายในรัฐบาลหรือในสภาไม่ได้อีกแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อใดก็ตามที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี เมื่อนั้นแล้วคุณสโรชาจะเห็นได้ชัด นะครับ ว่าฝ่ายนี้ก็จะเทมาปกป้องรัฐมนตรี อีกฝ่ายหนึ่งก็วางตัว คือเป็นศึกสงครามไป เป็นเกมไปหมดแล้ว ไม่ใช่เป็นเรื่องของการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความถูกต้อง ผิดชอบ ชั่วดี

สโรชา ..... เพราะจะเห็นได้ชัดว่า ก่อนอภิปรายทีหนึ่ง จะมีการวางตัวไว้เรียบร้อยแล้วนะคะว่าใครจะอภิปรายก่อนหลัง ยังไง ก็เป็นกลยุทธ์กันไปหมด

สนธิ ..... มาถึงเรื่องของการเลือกตั้ง ถ้าเราไม่พูดซักนิด เดี๋ยวท่านผู้ชมทางบ้านจะว่า คุณสโรชา เราเคยพูดมาก่อนใช่ไหม คุณถามผมบอกว่าเลือกตั้งครั้งนี้ใครจะได้กี่เสียง คุณจำได้ไหมผมตอบว่าไง

สโรชา ..... บอกว่า ถ้าเกิดเทก็เทเลย ถ้าไม่เกิดไม่เทก็ไม่เทเลย ส่วนในกรุงเทพฯ ก็เช่นเดียวกัน

สนธิ ..... ครับ ผมพูดไปนานแล้ว ผมบอกว่า พรรคไทยรักไทยงวดนี้ถ้าชนะ ชนะเยอะเลย 300 ขึ้น ทีนี้ก็ตรงตามที่ผมพูดคือโพลออกมาว่า 349 350 ถ้าไม่ชนะ ก็ชนะปริ่ม 250 เสียงบวกลบเท่านั้นใช่ไหมครับ วันนี้ถามผมนะ ผมอยากให้ไทยรักไทยได้ถึง 400 เสียง

สโรชา ..... ขนาดนั้นเลยหรือค่ะ และที่เขาจะหาว่าเป็น...

สนธิ ..... ไม่ โอกาสถ้าได้ 350 เสียง เป็นโอกาสเอาสถานการณ์สร้างนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ให้เป็นวีบุรุษได้ เป็นตรงที่ว่า ถ้าท่านได้ถึง 300 กว่าเสียง ผมอยากให้ท่านแสดงสปิริตลุกขึ้นมาเลยบอกพรรคฝ่ายค้านว่า คุณไม่ต้องกังวล ผมได้ 300 กว่าเสียง ผมไม่กลัว ผมจะให้คุณอภิปรายไม่ไว้วางใจผม สามารถได้ ไม่ต้องห่วง แต่เผอิญ 300 กว่าเสียงนั้นเป็นฉันทามติของประชาชนทั่วประเทศให้ผม แต่เพื่อความสบายใจในการตรวจสอบตัวผม ว่าคนอย่างผมไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ผมพร้อมจะให้ฝ่ายค้าน ซึ่งมีเสียงไม่ถึงที่จะอภิปรายผม ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ได้ ผมเปิดโอกาสให้คุณอภิปรายได้

สโรชา ..... ได้เหรอคะ ในเมื่อรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่ได้

สนธิ ..... เปล่า แต่ถ้าเขาให้อภิปรายได้ พูดพาดพิงถึงได้ เขายินดี ผมคิดว่า ความใจกว้างตรงนี้คือการเอาสถานการณ์ที่ให้ตัวได้เปรียบนั้น สร้างตัวเอง เป็นรัฐบุรุษไปเลย ผมคิดว่าถ้าท่านนายกฯ ทำอย่างนี้ได้ จะเป็นเรื่องที่วิเศษมาก และจะเป็นสิริมงคลต่อระบอบประชาธิปไตย

สโรชา ..... คือได้ฉันทามติจากประชาชนมาแล้ว แต่ก็ยังสามารถ

สนธิ ..... แต่ไม่ขัดข้อง เพื่อให้ประชาชนที่ลงคะแนนเสียงให้นายกฯ เห็นว่า เรามีนายกฯ ที่ใจนักเลง เพราะไม่อย่างนั้นแล้วนายกฯจะโดนพรรคฝ่ายค้านโจมตีตลอด ที่ตั้งโจทย์ไว้ 300 ก็เพราะว่าตัวเองไม่กล้าให้ถูกอภิปราย เหตุผลเพราะกลัวว่าตัวเองจะอภิปรายแล้วไปโยงใยถึงผลประโยชน์ทับซ้อนที่ฝ่ายค้านกล่าวหา เพราะฉะนั้นแล้ว นายกฯ ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น ไหน ๆ ก็ไหน ๆ มาถึงวันนี้แล้ว เปิดตัวเองไปเลย พูดมาเลย ไม่เป็นไร ถ้าคุณพูดหมิ่นประมาทผม ผมฟ้องคุณ แต่ถ้าคุณพูดมีเหตุผล และผมสามารถตอบโต้คุณได้ ผมจะตอบโต้คุณ ก็ว่ากันในสภาไป ผมคิดว่าผมอยากเห็นบรรยากาศอย่างนี้คุณสโรชา

ถ้าเราได้บรรยากาศอย่างนี้แล้ว การที่นายกฯจะได้ 400 450 เสียง ไม่มีความหมาย เพราะฉะนั้นจะมาโจมตีว่าเป็นเผด็จการสภาไม่ได้ ถูกไหมครับ ท่านนายกฯ พูดว่าการซึ่งท่านตัดสินใจเด็ดขาด เพราะว่าท่านบอกว่า เศรษฐกิจนั้นท่านต้องมาซ่อมแซม ประเทศมีวิกฤติ เพราะฉะนั้นแล้วประเทศต้องการนายกฯ ที่ตัดสินใจเด็ดขาด คำว่า เด็ดขาดในสายตาของนายกฯ รัฐบาลคือเผด็จการในสายตาฝ่ายค้าน ถูกไหม รัฐบาลก็มาแก้ประเด็นนี้บอกว่า ที่เด็ดขาดอย่างนั้น ที่พวกคุณเห็นพวกเราเป็นเผด็จการจริงๆ ไม่ใช่ เราตัดสินใจเด็ดขาด ที่เราตัดสินใจเด็ดขาด เพราะว่าเรามีวิกฤติเราแก้ 4 ปีเราแก้แล้ว พรรคไทยรักไทยพูด 4 ปีซ่อม ปีนี้ 4 ปีจะมาสร้างแล้ว เมื่อ 4 ปีจะมาสร้าง เราต้องเปิดใจกว้าง บอกว่า เมื่อผมจะสร้างแล้วคุณจะวิพากษ์วิจารณ์อะไร คุณเชิญวิพากษ์วิจารณ์


สโรชา ..... คนละสถานการณ์กับ 4 ปีที่แล้ว

สนธิ ..... คนละสถานการณ์เพราะฉะนั้นคุณวิพากษ์วิจารณ์ผมได้ คุณไม่ต้องไปกังวล คุณไม่ต้องมาสู้เพื่อ 201 เสียง เอาละคุณได้ไม่ถึง 201 เสียง ผมได้ 350 360 370 ผมเปิดโอกาสให้คุณอภิปรายผมได้

สโรชา ..... เป็นใจกว้างไปเลย

สนธิ ..... ผมว่าดี คุณสโรชาว่าไง

สโรชา ..... ก็น่าจะเข้าท่า

สนธิ ..... ผมว่านี่คือมิติใหม่ทางการเมืองที่ผมอยากให้เห็น จริงๆ นะ เพราะถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ขึ้นมาแล้ว ประเด็นนี้เป็นประเด็นท้องอืด

สโรชา ..... ค่ะ อีก 4 ปีเราก็ต้องนั่งทนฟังกันไป

สนธิ ..... และทางฝ่ายรัฐบาลก็บอกว่ารัฐธรรมนูญไม่ให้อภิปราย ผมก็ไม่รู้จะให้คุณอภิปรายได้ยังไงนึกออกไหมครับ และถ้าอภิปรายรัฐมนตรีและพาดพิง ก็จะมีองครักษ์พิทักษ์นายกฯ ลุกขึ้นมาป้องกัน ให้มันจบไปเลย สิ้นเรื่องสิ้นราว อยากนักไม่ใช่เหรอ อยากกันนักก็มาเล่นเลย ให้มันจบไปเลย และผมคิดว่า ...............

ท่านนายกฯ ท่านก็ไม่น่าจะกลัว เพราะท่านยืนยันมาตลอดไม่ใช่หรือ ว่าท่านโปร่งใส ปล่อยไปเลย ผมมองอย่างนี้นะ ผมมองว่านั่น คือสถานการณ์สร้างวีรบุรุษ ทำตัวเองให้เป็นวีรบุรุษ เป็นรัฐบุรุษเลย เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย และยังใจกล้าพอที่จะให้อภิปรายไม่ไว้วางใจตัวเองได้ โดยที่ไม่สนใจในข้อจำกัดหรือข้อบังคับของรัฐธรรมนูญว่าไม่มีสิทธิ์ รัฐธรรมนูญบอกว่าคุณจะมาอภิปรายไม่ได้นะ แต่ผมบอกว่าไม่เป็นไร ผมให้คุณอภิปราย


สโรชา ..... คือไม่ได้เปิดอย่างเป็นทางการ แต่สามารถพูดถึง พาดพิงถึงได้ ผิดกับที่เราเห็นเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา

สนธิ ..... ได้ สวยสุดคุณนัดวันมาเลย และผมจะเป็นจำเลยให้คุณว่ากันไป

สโรชา ..... ก็แก้ตรงนั้นเลยในสภา น่าสนใจ น่าดูด้วย

สนธิ ..... ผมคิดว่าตรงนี้ผมอยากจะฝากให้กับพรรคไทยรักไทย แต่ผมคิดว่าคงลำบาก เพราะว่าคนเราเวลาเป็นใหญ่ลิ่วล้อมันเยอะ หรือว่าพวกองครักษ์พิทักษ์ต่างๆ หรือว่าคนซึ่งหวังดีกับนายกฯ มากจนเกินไป ไปมองว่านายกฯ เป็นเทวดาไปแล้ว แตะต้องไม่ได้ แท้ที่จริงแล้ว ผมคิดว่าตัวนายกฯ อาจจะไม่ได้คิดอะไร แต่กลายเป็นคนซึ่งรอบด้านพยายามที่ทำให้เป็นคนซึ่งสัมผัสไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่ผมเชื่อว่า ตัวท่าน ถ้าท่านลงเรือได้ ท่านนั่งรถไฟได้ ท่านไปนอนตามบ้านกำนันได้ ผมคิดว่า ท่านเจออะไรก็เจอได้แล้ว วันนี้

สโรชา ..... ค่ะ จริงๆ แล้วตัวท่านเอง อาจจะไม่ได้อะไรเลย เพียงแต่ว่าคนอยู่รอบข้างอาจจะปกป้องนาย

สนธิ ..... ผมอยากให้เปลี่ยนมิติความคิดซะใหม่ ตรงนี้ แต่ไม่รู้จะทำสำเร็จหรือเปล่า

สโรชา ..... ก่อนเราจะเบรกกัน เราเหลือเวลาประมาณ 4 นาที คุยเรื่องคุณการุณซักนิดดีไหมค่ะ คุณการุณเมื่อวานนี้ก็ตัดสินกันไปเรียบร้อยแล้ว ศาลฎีกาท่านบอกว่า เพิกถอน และในที่สุดเขต 14 สรุปแล้ว จากที่สูสีกัน ก็กลายเป็นว่า ตอนนี้เหมือนมีคนมาวินซะแล้ว

สนธิ ..... น้องแบมใช่ไหม ผมไม่รู้ว่าน้องแบมจะร้องไห้หรือเปล่า ร้องด้วยความปลื้ม คือผมคิดว่า ผมไม่อยากจะตำหนิใครงานนี้ หลายฝ่ายบอกว่าให้ตำหนิคุณสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ในฐานะแม่ทัพกทม. ว่าทำไมไม่ดูตาม้าตาเรือ แต่ว่าในข้อเท็จจริงแล้ว คุณการุณ โหสกุล มีวุฒิบัตรการจบจริง แต่เผอิญในบริบทของการตัดสินของมสธ. เขาบอกว่าคุณการุณจบจริง

แต่จบด้วยการซื้อหลักฐานมา เพราะว่าตัวเองไม่ได้ไปนั่งเรียน ตรงนี้ถ้ามองด้วยความเป็นธรรมแล้ว คุณสุดารัตน์ไม่รู้หรอก แต่ผมเสียดาย ว่า เรื่องนี้น่าจะจบมาตั้งแต่ต้น จบตรงที่ว่า ถ้าคุณการุณมีปัญหาอย่างนี้ มสธ.ประกาศอย่างนี้ ผมเสียดายที่พรรคไทยรักไทยไม่ประกาศและถอนคุณการุณออกซะ คือไม่ต้องไปถึงศาลฎีกาอะไรทั้งสิ้น ผมคิดว่าลักษณะการทำเช่นนี้จะแสดงถึงความเป็นสุภาพบุรุษออกมา บอกว่าไม่เป็นไร ผิดพลาดกันได้ เพราะเรื่องประเภทนี้ ไม่รู้จะเช็คกันได้ยังไง ถูกไหม คุณสโรชา ในเมื่อเขามีวุฒิบัตรซึ่งถูกต้อง

สโรชา ..... และไปจบอีก 2 ปริญญา

สนธิ ..... วุฒิบัตรที่ถูกต้อง ตรงนี้ผมจะไปทำอะไรได้ ผมก็ต้องเชื่อไว้ก่อน เพราะฉะนั้นแล้วตรงนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำให้คุณสุดารัตน์ต้องอับอายขายหน้าหรือเสียหาย และยิ่งถ้าถอนออกมาทัน ก็จะปรากฏว่าจะทำให้คนยิ่งชื่นชมมากขึ้น บอกว่า มีจิตใจนักกีฬา มีน้ำใจนักกีฬา ผมคิดว่าอะไรต่ออะไรหลายอย่าง ในโลกเราและในชีวิตพวกเรา ถ้าถึงคราวต้องยอมรับว่ามันไม่ใช่ ก็ต้องไม่ใช่ ถอนแล้วยังไง ไม่ถอนแล้วยังไง แพ้แล้วยังไง ชนะแล้วยังไง เพราะเราไปยึดติด เอาชนะคะคานกันเต็มที่ มันก็เลยเกิดอับอายขึ้นมา มันก็เลยจะต้องวุ่นวายไปหมด ทั้ง ๆ ที่เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว มีเรื่องก็ถอนมาทันทีเลย ขอโทษที เรื่องนี้ค่อยว่ากันอีกทีและค่อยสืบสาวราวเรื่องอีกทีหนึ่ง ผมเข้าใจว่า ที่ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา เพราะว่ามีคนไปบอกว่า ท่านครับถูกต้อง เรื่องนี้ถูกต้อง ไม่ผิด เจ้าของเรือมายืนยันแล้ว ศาลฎีกาเขาพิจารณาประเด็นเดียว ประเด็นว่ามสธ. ถอนหรือเปล่า ถ้ามสธ.ถอนแล้วเขาถือว่าจบ

สโรชา ..... ไม่มีปริญญาตรี

สนธิ ..... ไม่มีปริญญาตรีต้องเถียงต่อไปแล้ว ส่วนที่จะไปบอกว่า มสธ. ถอนโดยไม่ให้ความเป็นธรรม เป็นเรื่องคุณการุณต้องไปรบราฆ่าฟันกับมสธ. ผมคิดว่า คนซึ่งเข้าใจกฎหมายซิมเปิลมาก อันนี้สามารถวิสัชนาได้เลย โดยไม่ต้องให้ผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้บริหารพรรคต้องเสียหาย คนที่ไปให้ข้อมูลที่ผิดๆ และไม่ชี้ประเด็นให้เห็นว่า ท่านกรรมการบริหารครับ หรือท่านหัวหน้าพรรคครับ คุณสุดารัตน์ครับ ยังไงก็ตามศาลฎีกา ก็ต้องยึดถือมติของกรรมการมสธ. เพราะฉะนั้นแล้วถอนออกมาดีกว่า นี่ไง ประเทศชาติที่มันวุ่นวายทุกวันนี้ ผู้บริหารที่ถูกเข้าใจผิดทุกวันนี้ เพราะว่า ลิ่วล้อและคนรอบด้านทำให้ปัญหาแบบนี้เกิดขึ้น

สโรชา ..... ค่ะ เดี๋ยวเราจะพักกันซักครู่นะคะ คุณผู้ชมกลับมาช่วงสุดท้ายของรายการ เดี๋ยวจะไปคุยกันเรื่องของสึนามิซักนิดนึงค่ะว่าตอนนี้ภาคใต้ของเราเป็นอย่างไรบ้างแล้ว ซักครู่เดียวค่ะ

*************************************

สโรชา ..... กลับมาช่วงสุดท้ายของเมืองไทยรายสัปดาห์นะคะ ไปคุยกันเรื่องภาคใต้ซักนิดนึงค่ะคุณสนธิ ค่ะ เพราะเราพูดกันหลายครั้งแล้วในรายการนี้ ถึงแม้ว่าบรรยากาศการหาเสียงจะคึกคักขนาดไหน ถึงใกล้วันเลือกตั้งขนาดไหนก็ตามแต่เราไม่สามารถจะลืมผู้ประสบภัยใน 6 จังหวัดได้

สนธิ ..... ลืมไม่ได้หรอกครับ และผมมีเรื่องจะพูดกับคุณสโรชาและท่านผู้ชมที่บ้านนิดนึง คือเราเป็นคนไทย เรามีจิตใจเอื้ออาทร ผมคิดว่า คนไทยเป็นคนซึ่งมีความเมตตากรุณาสูง ผมไม่กล้าพูดว่าสูงกว่าชาติอื่นๆ แต่ผมกล้าพูดว่า สูงมากๆ ตอนนี้คุณสโรชาและท่านผู้ชมที่บ้าน มีวิกฤติอันหนึ่งซึ่งผมอยากให้พวกเราช่วยกัน คือพวกแรงงานพม่า แรงงานเถื่อน ที่ทำงานบนเรือประมง ที่ประสบภัยจากสึนามิ ตอนนี้พวกนี้ที่รอดชีวิตมา ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากทางการ เพราะว่าเป็นแรงงานเถื่อน แรงงานพม่า แต่เขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง

ผมอยากจะวิงวอนผ่านรายการเรา ให้ท่านเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ให้หาทางช่วยเหลือคนพวกนี้หน่อย คนพวกนี้เหมือนทาส เหมือนทาสตรงไหนรู้ไหม ไปเป็นแรงงานรับจ้างเรือประมงทางใต้ มีบางคนมีเรือประมงเป็นสิบๆ ลำ ใช้แรงงานเถื่อนพวกนี้ ราคาถูก ใช้งานทั้งวันทั้งคืน ให้เงินราคาถูกมาก คนพวกนี้ กินก็น้อยกว่า ทำงานก็มากกว่าและคนพวกนี้ไปไหนไม่ได้เลย ถ้าไปไหนร้องโวยวาย บางคนเท่าที่ผมทราบมา ถูกฆ่าตายไปแล้ว ถูกฆ่าตายจากเจ้าของเรือประมงที่มีอยู่ 10-20 ลำ เพราะพวกนี้ร้องเรียน ทำอะไรไม่ได้ ผมคิดว่า เรื่องนี้มันเป็นเรื่องเจ็บปวดหัวใจ และมันเป็นเรื่องที่ทรมานจิตใจมาก คุณนึกไม่ถึงว่าประเทศนี้ คนไทยจะมีแบบนี้ขึ้นมาได้


สโรชา ..... คือจริงๆ แล้วชาวต่างชาติ ที่ประสบภัยเราก็ช่วยเหลือเต็มที่ ส่งเขากลับบ้าน

สนธิ ..... คือพวกนี้ไม่จำเป็นต้องส่งเขากลับบ้านก็ได้ พวกนี้อาจจะต้องการงานทำ แต่ว่าช่วยเหลือเขาซักนิดนึง อย่าไปแบ่งแยก แต่พวกนี้เนื่องจากโดยสถานภาพทางกฎหมายไม่มี จะให้เรียกร้องไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว อาหารการกินก็ไม่มี เสื้อผ้าก็ไม่มี กลับจะต้องไปเป็นทาสของเจ้าของเรือประมงอีกครั้งหนึ่งผมคิดว่าพวกนี้ ลึกๆ ก็อยากจะกลับบ้านกัน ทำยังไงคุณสโรชา ที่เราจะเอาคนพวกนี้ ให้ได้รับความช่วยเหลือ มาลงทะเบียนซะ หรือว่า ผมไม่รู้ว่า เขาจะทำกันยังไงแต่ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ที่ผมทราบเรื่องนี้ขึ้นมา

เพราะว่ามีคนร้องเรียนมา โดยตรง ร้องเรียนมาถึงที่ตัวรายการเราและส่งผ่านมาที่ทำงานของผม และผมอ่านเรื่องอ่านราว คือคนที่เขียนจดหมายให้ผม เขาเป็นประชาชนที่อยู่ในเขตภูเก็ต พังงา เขาบอกว่า เขาเป็นคนที่นั่นเขาทนไม่ไหว เขาบอกว่า เขาทนไม่ไหวจริงๆ เขาสงสารคนพวกนี้ เขาบอกว่าเจ้าหน้าที่มูลนิธิผ่านไปเห็นเข้า สงสารเข้าไปช่วย ปรากฏว่า นายทุน เจ้าของเรือประมง เอานักเลงหัวไม้มาไล่ตืบเจ้าหน้าที่มูลนิธิซะปางตาย

คล้ายๆ ว่า เสือกไม่เข้าเรื่อง ในทำนองนี้ ไม่ใช่เรื่องของคุณอย่ามายุ่ง เจ้าหน้าที่มูลนิธิก็เลยถูกหามเปลออกไป หลังจากนั้นแล้วมูลนิธิก็เลยสั่งถอนคนซึ่งจะเข้ามาช่วยพวกแรงงานพวกนี้ ไม่ได้รับความช่วยเหลือเลย คือเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ พวกเราแสดงน้ำใจ ทุนทางปัญญา ทุนน้ำใจ เราแสดงให้โลกเห็นแล้ว แต่ว่ามีเรื่องนี้อยู่หาทางเข้าไปเถอะ ผมอยากให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ตำรวจ เข้าไปช่วยคนพวกนี้อย่างจริงจัง และทำบุญซะทีเถอะ ไหนๆ ในอดีตก็ทำบาปกันมามากแล้ว ทำบุญซักครั้งหนึ่ง อย่างน้อยที่สุดก็เป็นกุศลแก่ตัวเอง เป็นกุศลกับประเทศชาติ แล้วอย่างน้อยทำให้พวกเราสบายใจด้วย

สโรชา ..... ค่ะ ฝากไปยังเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่มูลนิธิ และผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยนะคะว่า ถึงตรงนี้แล้วควรจะช่วยให้หมด เราไม่ควรแบ่งแยกว่าเราจะช่วยพวกไหน ไม่ช่วยพวกไหน หรือละเลย ที่จะช่วยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งค่ะ

สนธิ ..... เป็นมนุษย์เหมือนกัน

สโรชา ..... ค่ะ ฝากไปถึงคุณผู้ชมด้วยนะคะว่า วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ไปใช้สิทธิ์กันเยอะๆ เชื่อว่าในวันที่ 6 ตอนเย็นและวันที่ 7 จะต้องมีนักวิเคราะห์การเมืองออกมาฟันธง ออกมาคาดการณ์กันว่ารัฐบาลชุดหน้าจะหน้าตาเป็นยังไง แต่ว่าอยากจะให้คุณผู้ชมติดตามรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ เราจะไม่ได้ไปออกที่ไหน จะรอวันศุกร์หน้ามาคุยกันถึงพริกถึงขิงเลยค่ะ

สนธิ ..... เรารักษาเนื้อรักษาตัวให้ท่านผู้ชมในวันที่ 11 ทางช่อง 9 แต่ผู้เดียว

สโรชา ..... ใช่ค่ะ เพราะฉะนั้นกลับมาพบกันในวันศุกร์หน้านะคะ ศุกร์ที่ 11 หลังเลือกตั้งมาคุยกันว่า รัฐบาลชุดต่อไปจะหน้าตาเป็นอย่างไรบ้างนะคะ สำหรับวันนี้หมดเวลาเพียงเท่านี้ค่ะ พบกันใหม่ศุกร์หน้า สวัสดีค่ะ

*************************************


>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 5/02/2005 02:10 PM


ความคิดเห็นที่: 95




พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร...............เป็น นายกรัฐมนตรี มีชื่อ ระบือขาน
ท่านมีใจ เป็นนักสู้ รู้ทันการณ์...............ฝากผลงาน คณานับ ไม่กลับกลาย

เป็น นักพูด นักเขียน เพียรทุกอย่าง...............เป็น นักสร้าง ตรงหน้าที่ ไม่หนีหาย
เป็น ผู้นำ คนจริง ทั้งหญิงชาย...............
แสนเสียดาย พรรคอื่นๆ จะมา ลาลับไป

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร..............เป็น นายกรัฐมนตรี ที่สุกใส
ปกครองบ้าน วงศ์วาน แม้ห่างไกล...............เป็นธงชัย ให้ประเทศไทย สถาพร..!!




ขอให้ ... ไ ท ย รั ก ไ ท ย ... มีอนาคตงดงาม ตามที่ฝัน
ขอให้ ... ไ ท ย รั ก ไ ท ย ... มีทุกวัน เป็นวันอันสดใส
ขอให้ ... ไ ท ย รั ก ไ ท ย ... มีทุกก้าว คือก้าวที่มั่นใจ
ขอให้ ... ไ ท ย รั ก ไ ท ย No. 9 ... ก้าวไกล ไปกว่าเดิม ...!!





ยังไงๆ ก็เลือก No. 9

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 5/02/2005 02:19 PM


ความคิดเห็นที่: 96



กระทู้อันสืบเนื่องมาจากความคิดเห็นขัดแย้งทางการเมือง

บังเอิญเข้ามาอ่านกระทู้ ซึ่งหลายวันนี้ มีการแสดงความคิดเห็นขัดแย้งทางความคิด เกี่ยวกับการสนับสนุนทางการเมืองอย่างดุเดือด และคงจะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น เมื่อใกล้วันเลือกตั้ง …. ดังนั้น .... ผู้เขียนจึงอยากให้ข้อสังเกตบางประการเพิ่มเติม เพื่อเป็นข้อมูลของผู้อ่านเพื่อใช้ในการตัดสินใจอย่างระมัด ระวัง และรอบคอบ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

1..... รัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่มีข้อครหา พัวพันเกี่ยวกับการโกง การคอรัปชั่น หรือพฤติกรรมทำนองเดียวกับการคอรัปชั่นทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาลที่มีหัวหน้าพรรคที่มีภาพลักษณ์ซื่อสัตย์ หรือรัฐบาลที่มีผู้นำทหาร เพียงแต่ มากหรือ น้อย .... กระโตกกระตาก หรือ เงียบ ๆ ….. กรณีการคอรัปชั่นนั้น ไม่ว่าทางใด ๆ ผู้เขียนเชื่อว่า …. ผู้ที่กระทำย่อมต้องได้รับผลของการกระทำอย่างสาสมแน่นอน ไม่มีผู้ใดหลีกหนีพ้น ดังพุทธวจนะที่ว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” เพียงแต่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น มีกรณีตัวอย่างของผู้นำประเทศต่าง ๆ มากมายที่ต้องหลบหนีจากแผ่นดินเกิดของตนเองทั้ง ๆ ที่ยังเรืองอำนาจ หรือตกอับ เมื่อหมดอำนาจ ดังนั้น….. ผู้อ่านทั้งหลาย อย่าหลงประเด็น และเชื่อว่า …… คนเหล่านี้ดี หรือคนพวกนี้ไม่ดี …. เพราะเขาบอกมาหรือได้ยินมา….. ท่านต้องใช้วิจารณญาณ พิจารณา อย่างรอบคอบ

2..... การเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้งในระยะเวลาอันสั้น ….. การมีผู้นำที่ความรู้ ความสามารถไม่เพียงพอ อาจนำมาซึ่งการใช้วิจารณญาณในการบริหารผิดพลาด หรือการไม่ควบคุมคณะผู้บริหารอย่างใกล้ชิด บางกรณีย่อมสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้แก่ประเทศชาติได้เช่นเดียวกันกับการคอรัปชั่น ตัวอย่างอาทิเช่น

…. การที่รัฐบาลบริหารประเทศได้ไม่กี่เดือน และถูกโค่นล้มไป ทำให้นโยบายบริหารประเทศ ไม่ชัดเจนและต่อเนื่อง

..... การต่อสู้เรื่องการโจมตีค่าเงินบาท (อย่างไม่ฉลาด) จนประเทศชาติต้องลดค่าเงินอย่างมาก จนเกิดภาวะเศรษฐกิจตามมา

….. การประกาศขึ้นราคาน้ำมัน และประกาศลดราคาน้ำมันในระยะเวลาอันรวดเร็ว อันเนื่องมาจากม๊อบ

…. การอนุมัติโครงการต่าง ๆ ( เช่น ถนน) ในพื้นที่ฐานเสียงของตัวเอง โดยที่ลำดับความจำเป็นน้อยกว่าพื้นที่อื่น หรือไม่มีความจำเป็นเลย (ผู้เขียนเคยเห็นมาว่าในบางหมู่บ้านเป็นถนนคอนกรีตอย่างดี แต่ถนนระหว่างหมู่บ้านเป็นถนนลูกรังทรายแดง)

….. การไม่กล้าอนุมัติโครงการต่าง ๆ เนื่องจากกลัวคำครหา (หรือเผชิญปัญหา) ทั้ง ๆ ที่บางโครงการเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติ และประชาชนในพื้นที่ – เช่น การสร้างเขื่อน การสร้างท่อก๊าซธรรมชาติ หรือ การไม่ตัดสินใจสร้างสนามบินหนองงูเห่าตั้งแต่ในอดีต 30 กว่าปีก่อน เป็นต้น

..... การขาดความเข้าใจในพื้นฐานทางเศรษฐกิจของผู้นำ จึงเลือกใช้นโยบายบางประการผิดพลาด (เคยมีกรณีความขัดแย้งของผู้ช่วยที่มีความสามารถ (ตัวอย่างกรณีเกาเหลา) ซึ่งผู้นำรัฐบาลต้องเลือกนโยบายใดนโยบายหนึ่ง ในขณะที่ตัวเองไม่มีความรู้เลย โดยเอาอนาคตของประเทศชาติเป็นเดิมพัน)

….. กรณี สปก. 4-01 ซึ่งเจตนาของโครงการเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ และด้อยโอกาส หากแต่มีผู้ใกล้ชิดที่มีฐานะร่ำรวย ได้รับประโยชน์ (และยังปกป้อง โดยเปรียบเทียบกับการสอบชิงทุนการศึกษา ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีผลการเรียนดีแต่มีฐานะด้วย)

….. หรือกรณี ปรส. และอื่น ๆ อีกมากมาย เป็นต้น

ซึ่งกรณีข้างต้นเหล่านี้สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ ไม่ต่างไปจากการคอรัปชั่น

3..... บางคนอยากได้ ทรท. เป็นรัฐบาล …. และ ปชป. เป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง แต่การเลือกตั้งย่อมไม่สามารถกำหนดเฉพาะเจาะจงได้ดังใจ … ดังนั้นการเลือก ปขป. เป็นฝ่ายค้าน ย่อมมีความเสี่ยงที่จะได้ ปชป. เป็นรัฐบาลด้วยเช่นเดียวกัน …. เนื่องจากรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ประชาชนเลือกสส. และสส. เลือกนายกฯ ดังนั้นเท่ากับประชาชนเลือกนายกฯทางอ้อม หาก ปชป. สามารถรวบรวมเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เช่นเดียวกัน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ยังกังวลกับบทเรียนที่ได้รับมา และประเด็นนี้ได้มีการวิพากวิจารณ์กันมาพอสมควรแล้ว

4..... บางส่วนมีความระแวงว่าเลือก ทรท. เข้ามามาก อาจมีความเสี่ยงเรื่อง ขาดการคานอำนาจ การถ่วงดุลในการบริหารประเทศ… การมีพฤติกรรมเหิมเกริมจนไม่ฟังเสียงประชาชน … สายพันธ์ยี้ได้เป็นคณะผู้บริหารประเทศ ….การใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง / กีดกันฝ่ายตรงข้าม หรือการคอรัปชั่นเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นการมองมิติด้านเดียว เนื่องจาก สิ่งเหล่านี้ ได้เคยเกิดขึ้นกับรัฐบาลพรรคอื่นในอดีตทั้งสิ้น เพียงแต่มีการพัฒนารูปแบบการกระทำที่ซับซ้อนขึ้นเท่านั้น ซึ่งจริง ๆ แล้ว ถ้าใช้ภาษาชาวบ้าน ก็เรียกว่า “ทีใคร ทีมัน” การยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมากล่าวอ้าง ในขณะที่ในอดีตพวกเขาเหล่านั้นก็มีพฤติกรรมเช่นนี้เหมือนกัน ทำให้ผู้เขียนเข้าใจถึงคำว่า “การเมือง คือ เกมแห่งการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์” มากยิ่งขึ้น

5..... การเข้ามาสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครทั้งหลาย ส่วนใหญ่แล้ว เพื่อวัตถุประสงค์แห่ง อำนาจ ผลประโยชน์ (ทั้งแสวงหาใหม่ และปกป้องสิ่งที่มีอยู่) และเกียรติยศ ศักดิ์ศรี ทั้งสิ้น …. ส่วนประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน คงใช้กล่าวอ้างถึงในกรณีของการสัมภาษณ์ทางสาธารณะให้ดูน่ายกย่องเท่านั้น แต่การไม่ระแวง หรือระมัดระวังต่อ ทรท. ก็ใช่ที่เพราะพฤติกรรมบางประการก็สร้างความเคลือบแคลงใจ เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ไม่มีคำชี้แจงในเรื่องดังกล่าวจากผู้ที่เกี่ยวข้อง … แต่ระบบการกำกับดูแล และตรวจสอบที่ดีสามารถที่จะลดโอกาสของความเสียหายในความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น (ทั้งโดยเจตนาหรือประมาทเลินเล่อ) ได้

6..... การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน เป็นเพียง หนึ่งในหลาย ๆ วิธีของระบบการตรวจสอบ ที่รัฐธรรมนูญได้วางไว้ เท่านั้น อีกทั้งปริมาณ 201 เสียง มิได้หมายความว่า จะสร้างฝ่ายค้านให้เป็นระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็ง บางครั้งระบบการตรวจสอบที่วางไว้ดีแล้ว ก็ไม่เกิดประสิทธิภาพ อันเนื่องมาจากคุณภาพของผู้ปฏิบัติ

การเข้าใจว่า รัฐบาลที่มั่นคง ต้องมีเสียงถึง 400 เสียง … หรือ ฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง ต้องมีเสียงอย่างน้อย 201 เสียง เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สิ่งที่สำคัญคือคุณภาพของ สส. ต่างหาก แต่เมื่อพิจารณาถึงคุณสมบัติและพฤติกรรมในอดีตผู้สมัคร สส. ในปัจจุบันแล้ว คงต้องรอใน สส. บางกลุ่มสิ้นกรรมไปตามอายุขัยหรือปลดระวางไปตามสภาพกาล โดยภาวนาให้ตัวแทนที่เข้ามาแทนที่อย่าได้มีพฤติกรรมเหมือนพวกเขาเหล่านั้น …..

ซึ่งผู้เขียนเริ่มมีความหวังรำไรขึ้นมาบ้าง เนื่องจาก ลูกหลานของอดีต สส. ที่มาสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ เป็นผู้ที่ได้รับการอบรม และการศึกษามาเป็นอย่างดี อย่างน้อยพอจะอนุมานได้ว่า เขาเหล่านั้นจะมีจิตสำนึกที่ดียิ่งขึ้น และจะมีความละอายใจมากขึ้น หากต้องทำในสิ่งที่ฝืนความรู้สึกของประชาชน

7..... ผู้เขียนมีความรู้สึกไม่สบายใจในการออกมา เคลื่อนไหวของกลุ่มนักวิชาการ และ NGOs บางกลุ่ม ทั้งนี้กระทำเสมือนหนึ่ง ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองเพื่อวัตถุประสงค์บางประการ …. หรือได้รับสัญญาณให้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสร้างสถานะการณ์ …. ซึ่ง ในอดีต พวกเขาเหล่านี้ก็ออกมาเคลื่อนไหวปลุกกระแส ต่าง ๆ กับรัฐบาลทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ซึ่งมีทั้งข้อดี และข้อเสีย ….. ดังนั้นประชาชนต้องพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของพวกเขาเหล่านั้น อย่างถ่องแท้ โดยอย่าพิจารณาเพียงสถานะการณ์เฉพาะหน้า … เพราะผู้เขียนมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า “ไม่มีผู้ใดกระทำการสิ่งใด ๆ โดยไม่หวังผล”

สรุป ..... ภายใต้ข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญ และข้อจำกัดอื่น ๆ อีกหลายด้าน อาทิเช่น การได้รับข้อมูล ข่าวสารไม่เท่าเทียมกัน ประสบการณ์และการศึกษาที่แตกต่างกัน ทำให้ประชาชนตัดสินใจเลือกตัวแทนที่แตกต่างกัน

ดังนั้น ... หากท่านชอบใคร ก็เลือกคนนั้นหรือพรรคนั้นเถิด ….. ขอได้โปรดอย่าไป เยาะเย้ย ถากถาง หรือเสียดสี ผู้สนับสนุนพรรคอื่นเลย และผู้สนับสนุนพรรคใด ๆ ก็ขอได้โปรดอย่าสร้างความรำคาญ และยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งเลย เนื่องจากทุกคนรักประเทศชาติและตัวเองด้วยกันทั้งสิ้น …

ดังนั้น ... การตัดสินใจเลือกของแต่ละบุคคล ย่อมต้องยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติ ของชุมชน และตัวเอง เป็นหลัก อยู่แล้ว ….. เพียงแต่เหตุผลของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างกันไป อันสืบเนื่องมาจาก ประสบการณ์ การศึกษาและการพินิจ วิเคราะห์ประเด็นข้อมูลที่มีอยู่แตกต่างกัน เนื่องจากตัวเลือกมีอย่างจำกัด ดังนั้นขอให้ทุกท่านใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบ ในการตัดสินใจเลือก สิ่งที่ตนเองต้องการ โดยอย่าลืมกรณีที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นอุทธาหรณ์

ผู้เขียนหวังว่า ... ผู้ที่ได้อ่านข้อเขียนนี้ คงจะลดอคติ การยั่วยุ ความคับข้องใจ หรือแรงเชียร์จนเกินงามต่าง ๆ ลงได้บ้าง โดยให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตัดสินใจอย่างอิสระ ตามอัตภาพของแต่ละบุคคล ส่วนผลจะเป็นอย่างไร ก็ต้องยอมรับในสิ่งนั้น เพราะเป็นกติกาที่กำหนดขึ้นโดยสังคม …. (เหมือนนักฟุตบอลที่ต้องยอมรับคำตัดสินของผู้ตัดสิน ผู้ชมหรือผู้ที่พนันติดปลายนวม ก็ควรยอมรับเช่นเดียวกัน) ….

ผู้เขียนเชื่อว่า ... ยังมีผู้คนอีกเป็นจำนวนมาก ยังคงติดตามการทำงานของรัฐบาลที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ ภายหลังการเลือกตั้ง หากมีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจแล้วไซร้ แม้ว่าองค์กรตรวจสอบต่าง ๆ ไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ ….. แต่ประชาชน (ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศอยู่แล้ว) คงไม่ปล่อยให้ท่านเหล่านั้นลอยนวลอยู่ได้หรอก …. เชื่อสิ


-------------------------------------------------------
จากคุณ : ผู้เขียน - [ 25 ม.ค. 48 13:00:14 A:61.91.104.113 X: TicketID:086607 ]
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P3254841/P3254841.html

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 6/02/2005 04:54 PM


ความคิดเห็นที่: 97


ประชาธิปัตย์ 2005 จุดอ่อนที่ต้องแก้ จุดแย่ที่ต้องปรับ
โดย ... นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2548



การย้ำพื้นที่ภาคใต้ ทั้งที่เป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรค ก็เพราะที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ ประมาทพรรคคู่แข่งมากเกินไป ทำให้หลายพื้นที่กลายเป็นพื้นที่เสี่ยง ที่อาจถูกไทยรักไทยเบียดแทรกเข้ามาได้ ... คาราวานประชาธิปไตย ของพรรคประชาธิปัตย์นัดสุดท้าย ได้สัญจรมาทางภาคใต้ โดยเริ่มจังหวัดที่ถูกคลื่นสึนามิถล่ม คือ ภูเก็ต พังงา กระบี่

ซึ่งบรรดาขุนพลของพรรค ได้เร่งชี้แจงให้ประชาชนได้รู้ความว่า แม้จะเป็นฝ่ายค้านแต่ประชาธิปัตย์ก็ปฏิบัติภารกิจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ารัฐบาลไทยรักไทย แต่เหตุที่ไม่มีข่าวผ่านสื่อออกมา เพราะถูกปิดกั้นจากรัฐบาล ... นอกจากนี้แล้ว ยังออกเดินสายย้ำในพื้นที่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ระนอง ชุมพร และประจวบคีรีขันธ์ อีกรอบ

การย้ำพื้นที่ภาคใต้ ทั้งที่เป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรค แทนที่จะเวียนไปในพื้นที่ "จุดอ่อน" อย่างภาคอีสาน ก็เนื่องจาก ผลการประเมินพื้นที่แล้ว พบว่าที่ผ่านมา ประชาธิปัตย์ประมาทพรรคคู่แข่งมากเกินไป จึงทำให้หลายพื้นที่ในภาคใต้ อยู่ในภาวะล่อแหลม เสี่ยงที่จะถูกพรรคไทยรักไทยเบียดแทรกเข้ามาได้ เช่น ภูเก็ต ระนอง ชุมพร นครศรีธรรมราช

อย่างไรก็ตาม ระดับผู้บริหารพรรค ก็ยังมั่นอกมั่นใจว่า "ยุทธการปักษ์ใต้ 51 เสียง" ของพรรค จะสามารถรักษาฐานที่มั่นเอาไว้ได้ทั้งหมด ... และ 51 เสียง ที่ว่า ก็น่าจะเป็นเป้าต่ำสุด ในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยซ้ำ

สำหรับ บัญญัติ บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทุกครั้งที่ขึ้นเวทีปราศรัย ก็ยังประเมินไกลเกินกว่านั้น โดยคิดถึงขั้นที่ว่า จะกวาดเสียงภาคใต้ได้ 100% คือ ทั้งหมด 54 ที่นั่ง เพราะเชื่อว่า ส.ส.ประชาธิปัตย์ ภาคใต้ที่ย้ายออกจากพรรคไปทั้ง 6 คน มีแนวโน้มจะสอบตก

และ หากดูกระแสตอบรับ ที่คาราวานประชาธิปไตย ขับเคลื่อนไปในพื้นที่ภาคใต้ ก็ดูจะไม่ใช่ราคาคุยจนเกินไป เพราะถึงแม้คู่ต่อสู้จะพยายามปลุกกระแสโจมตีว่า ประชาธิปัตย์มี ส.ส.ภาคใต้ มาหลายสมัย แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของคนใต้ ก็ไม่ได้ดีขึ้นก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้ประชาธิปัตย์เสื่อมความนิยมไปได้ง่ายๆ

ทั้งนี้เป็นเพราะ ความที่พรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ ได้หยั่งรากลึกในใจคนใต้มาอย่างยาวนาน และก็ยังคงเป็นจุดแข็ง ที่ทำให้การเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา รวมทั้งครั้งนี้ กระแสคนใต้ ก็ยังมั่นคงต่อประชาธิปัตย์

แต่ในอีก 4-8 ปี ข้างหน้า คงเป็นเรื่องที่ประชาธิปัตย์ต้องขบคิดให้หนักว่า จะรักษาความศรัทธาเอาไว้ให้เหนียวแน่นเช่นนี้ไว้ได้อย่างไร เพราะหากดูจากสถิติแฟนพันธุ์แท้ คนที่มาฟังการปราศรัยนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่อยู่ในวัย 45-50 ปีขึ้นไป ในขณะที่คนรุ่นใหม่ แทบไม่เห็นว่าจะมาปูเสื่อ นั่งหัวเราะไปกับลีลาและฝีปากการปราศรัยหน้าเวทีของขุนพลประชาธิปัตย์

ดังนั้น โจทย์การเมืองข้อใหญ่ ที่ประชาธิปัตย์ต้องตีให้แตก หลังจากการเลือกตั้งครั้งนี้คือ ทำอย่างไร จึงจะดึงให้คนรุ่นใหม่ มีความจงรักภักดีต่อพรรค ทดแทนแฟนพันธุ์แท้ ที่กำลังโรยราไปทุกที นั่นหมายถึงว่า ประชาธิปัตย์จะมองเพียงการเลือกตั้งทีละครั้งทีละคราคงไม่ได้ แต่ต้องวางรากฐาน หลักปักที่มั่นให้ได้ โดยเฉพาะที่ภาคใต้ ซึ่งศรัทธาของประชาชน เข้มข้นแตกต่างไปจากพื้นที่อื่น หากถ้าได้ใจไปแล้ว ก็ยากที่จะปันใจให้พรรคอื่น

อีกประเด็นสำคัญ อย่างหนึ่งที่ประชาธิปัตย์ต้องทบทวน คือ การจัดวางผู้สมัครลงในพื้นที่ ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติหลายครั้งที่ผ่านมา ที่ล้วนแล้วแต่เป็นพรรคพวก ส.ส. โดยที่ชาวบ้านไม่ได้มีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้สมัครที่เขานิยมชมชอบ ซึ่งเรื่องนี้ ถึงกับทำให้ชาวบ้าน และผู้ที่สนับสนุนพรรคคับข้องใจว่า ในปรัชญาของพรรคที่ว่า "พรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค" เพราะสถานการณ์จริงกลับตรงกันข้าม คือ พรรคไม่ได้เลือกคนคุณภาพ ที่ประชาชนต้องการ(เลือกพรรคอีกต่อ)

นอกจากนี้ อีกปัญหาที่ต้องหาทางแก้คือ ความแตกแยกของ ส.ส.ในแต่ละจังหวัด ที่แย่งชิงกันส่งผู้สมัครลงในการเลือกตั้งท้องถิ่น ก็กำลังกลายเป็นจุดอ่อน ที่ทำให้พรรคไทยรักไทยสามารถสอดแทรกเข้ามาได้ในหลายพื้นที่

สำหรับพื้นที่สำคัญ ที่ไม่ได้เป็นฐานที่มั่นของพรรคอื่นใดชัดเจนอย่าง กทม.แม้สนามการเมืองใน กทม.จะขึ้นอยู่กับอารมณ์คนเป็นส่วนใหญ่ แต่หลายพื้นที่ ผู้สมัครของประชาธิปัตย์ ก็ยังแข็งแกร่ง และเหนียวแน่นเพราะตัวผู้สมัครเองไม่เคยทิ้งพื้นที่ ขณะที่กระแสฟีเวอร์ของพรรคคู่แข่งอย่างไทยรักไทย แทบไม่มีผลกระทบ จุดแข็งเช่นนี้ ประชาธิปัตย์ ควรจะรักษาเอาไว้ แต่ก็น่าเสียดายที่หลายพื้นที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญ กลับถูกละเลยไปมาก

ส่วนพื้นที่ภาคอีสานครั้งนี้ ถือได้ว่ากลายเป็นจุดบอดของประชาธิปัตย์โดยสิ้นเชิง เพราะนอกจากปัญหาเรื่องตัวแม่ทัพไม่เข้มแข็งแล้ว หลายพรรคยังทุ่มกระสุนลงไปอย่างหนัก ยากที่กระแสของประชาธิปัตย์จะสู้ได้

ส่วนภาคกลางและภาคตะวันออก ถึงแม้ประชาธิปัตย์ยังมี ส.ส.ที่ฐานเสียงเหนียวแน่นหลงเหลืออยู่ แต่พรรคคู่แข่งก็พยายามที่จะเจาะเข้าไปให้ได้ ซึ่งประชาธิปัตย์ ก็ยังปรับตัวทัน ด้วยการส่งผู้สมัครที่ถือว่าเป็น "ตัวดี" ที่สุดหากเทียบกับพรรคคู่แข่ง ทำให้พอจะมีความหวังอยู่บ้าง

ถึงแม้จะต้องปิดท้าย คาราวานประชาธิปไตย ทวงคืนประเทศไทย ก่อนวันหย่อนบัตร 6 ก.พ.48 นี้ แต่บรรดาขุนพลของประชาธิปัตย์ ก็ยังมีภารกิจสำคัญ ที่จะต้องเดินทาง สร้างเครือข่ายให้เข้มแข็ง บนถนนการเมือง ที่มีผู้ท้าประลอง อย่างไม่เคยขาดสาย

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 6/02/2005 05:35 PM


ความคิดเห็นที่: 98


ดุสิตโพลชี้ ทรท.ทะลุเป้าคว้า 399 ที่นั่ง ปชป. ไม่ถึงดวงดาวจอดแค่ 80
โดย ..... ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 15:28 น.



ภายหลังการปิดหีบการลงคะแนนใช้สิทธิเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสร็จสิ้น เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ผ่านมา บรรดาเอ็กซิต-โพล ได้ออกมาวิเคราะห์ถึงที่นั่งของ ส.ส.ที่คาดว่าจะได้รับของพรรคการเมืองต่างๆ ดังนี้

รั้งแชมป์อีกสมัย ! ดุสิตโพล ชี้

ไทยรักไทย ได้
- ส.ส.เขต 329 ที่นั่ง
- ปาร์ตี้ลิสต์ 70 ที่นั่ง
- รวม 399 ที่นั่ง

ประชาธิปัตย์ ได้
- ส.ส.เขต 55 ที่นั่ง
- ปาร์ตี้ลิสต์ 25 ที่นั่ง
- รวม 80 ที่นั่ง

ชาติไทย ได้
- ส.ส.เขต 15 ที่นั่ง
- ปาร์ตี้ลิสต์ 5 ที่นั่ง
- รวม 20 ที่นั่ง

มหาชน ได้
- ส.ส.เขต 1 ที่นั่ง
- ปาร์ตี้ลิสต์ไม่มีที่นั่ง

-------------------------

เนชั่นโพล ชี้

ไทยรักไทย
- ส.ส.เขต 273 ที่นั่ง
- ปาร์ตี้ลิสต์ 67 ที่นั่ง
- รวม 340 ที่นั่ง

ประชาธิปัตย์
- ส.ส.เขต 77 ที่นั่ง
- ปาร์ตี้ลิสต์ 33 ที่นั่ง
- รวม 110 ที่นั่ง

ชาติไทย
- ส.ส. เขต 41 ที่นั่ง
- ปาร์ตี้ลิสต์ไม่มีที่นั่ง

มหาชน ได้
- ส.ส.เขต 9 ที่นั่ง
- ปาร์ตี้ลิสต์ ไม่มีที่นั่ง



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 6/02/2005 06:51 PM


ความคิดเห็นที่: 99


ผลการนับคะแนนเสียง ณ วันที่ 6 ก.พ. 2548 เวลา 19:03 น.
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ





    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 6/02/2005 07:34 PM


ความคิดเห็นที่: 100

ระบบการนับคะแนนของอยุธยา เขต 1ไม่มีประสิทธิภาพห่วยแตก

    โดย : พี่บิก     เมื่อ : 6/02/2005 08:26 PM


ความคิดเห็นที่: 101


แม้ว ถือสัจจะพร้อมรับ เติ้ง ร่วมหอ
โดย ... ผู้จัดการออนไลน์ 6 กุมภาพันธ์ 2548 20:31 น.


นายกทักษิณฯ ควง คุณหญิงอ้อ
เข้าพรรคชื่นมื่นหลังโพลยก พรรคไทยรักไทย ชนะขาดลอย

ชม บัญญัติ มีสปิริต
ที่น้อมรับคำตัดสินของประชาชน
พร้อมประกาศให้ทุกฝ่ายตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล


เกาะติดเรื่องราวเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ได้ที่นี่นะคะ
- http://www.manager.co.th
- http://www.manager.co.th/Election48/ViewNews.aspx?NewsID=9480000018446
- http://www.cnn.com/2005/WORLD/asiapcf/02/06/thailand.poll/index.html

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 6/02/2005 08:56 PM


ความคิดเห็นที่: 102




ผลการนับคะแนนเสียง ณ วันที่ 7 ก.พ. 2548 ตั้งแต่เวลา 06:25 น.
>>> คลิกอ่านรายละเอียดผลการนับคะแนนรวม ได้ที่นี่นะคะ
>>> คลิกอ่านรายละเอียดผลการนับคะแนนเสียงของกรุงเทพฯ
>>> คลิกอ่านรายละเอียดผลการนับคะแนนเสียงของภาคกลาง
>>> คลิกอ่านรายละเอียดผลการนับคะแนนเสียงของภาคเหนือ
>>> คลิกอ่านรายละเอียดผลการนับคะแนนเสียงของภาคอีสาน
>>> คลิกอ่านรายละเอียดผลการนับคะแนนเสียงของภาคใต้




    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 7/02/2005 06:27 AM


ความคิดเห็นที่: 103


รายการพิเศษสัมภาษณ์นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร
เมื่อ วันที่ 6 ก.พ. 2548 เวลา 22:46:06 กับการเลือกตั้ง 2548



พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ..... ให้สัมภาษณ์รายการ “เลือกตั้ง 48 ” ว่าการได้รับคะแนนจากประชาชนมากขนาดนี้ แสดงว่า 4 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้ประชาชน ประชาชนรู้สึกได้และมั่นใจ เมื่อครั้งนี้บอกว่าจะทำอะไรบ้าง ขอเวลาอีก 4 ปี ประชาชนก็มอบความไว้วางใจให้ก็หนักใจเหมือนกัน คะแนนยิ่งมากเท่าไร เพราะสิ่งที่ตามมาคือความคาดหวัง เราต้องทำมากกว่าเดิม แต่ครั้งนี้เรามีประสบการณ์ มีการปรับเปลี่ยนกลไกราชการ ดังนั้น 4 ปีข้างหน้าจะขับเคลื่อนเร็วกว่าเดิม อุปสรรคต่าง ๆ จะแก้ไขได้เร็วกว่าเดิมเพราะมีประสบการณ์

หัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ..... 4 ปีที่ผ่านมาไม่มีปัญหาเรื่องการทำงานในพรรคหรือในคณะรัฐมนตรี การหาเสียงครั้งนี้เหนื่อยกว่าเดิมแต่ยากน้อยกว่าครั้งที่แล้ว เพราะครั้งที่แล้วไม่ได้เป็นรัฐบาล พรรคการเมืองเพิ่งตั้ง และตนโดนเรื่อง ป.ป.ช. ทำงานยากกว่า ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ 2 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้งทำโพลสำรวจพบว่าจะได้ประมาณ 360 ที่นั่ง แต่สัปดาห์สุดท้ายกระแสดีขึ้น พรรคออกแคมเปญใหม่ ทำให้ได้มากกว่าโพลเล็กน้อย ซึ่งที่ผ่านมาพรรคไทยรักไทยจะทำโพลตลอด บางช่วงความนิยมสูงถึง 400 ที่นั่ง มีตกมากที่สุด ช่วงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่ตกลงเหลือ 310-320 ที่นั่ง ปัจจัยที่ทำให้ความนิยมกลับ คิดว่าเป็นเรื่องของแคมเปญใหม่ที่ได้นำเสนอให้กับประชาชน โดยเฉพาะประโยคที่บอกว่ามีใครที่พูดกับประชาชนแล้วจะไปทำได้จริง ทำให้นโยบายของพรรคการเมืองอื่น ๆ ลดความน่าเชื่อถือลง และเรื่องสึนามิก็มีส่วนทำให้ความนิยมเพิ่ม เนื่องจากการเข้าไปทำงานอย่างจริงจังเมื่อเปรียบเทียบคู่แข่ง ได้เปรียบคู่แข่ง

ส่วนที่พรรคคู่แข่งมองว่า ..... ถูกอำนาจรัฐในการเลือกตั้งครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ครั้งที่แล้วตนก็กล่าวหาเขาแบบนี้ ความจริงเป็นเรื่องที่ข้าราชการทำงานปกติ เวลาฝ่ายค้านไปเขาก็ไม่กล้าเข้าใกล้ แต่รัฐบาลไปก็กล้าเข้าใกล้ และอาจจะเป็นเพราะครั้งนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล ไม่มีรัฐบาลเป็ดง่อย ดูอย่างกรณีสึนามิ ถ้าไม่ใช้ความเด็ดขาด และข้าราชการเชื่อว่าเราจะอยู่ตัว คงทำอะไรไม่ได้

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึง ..... ฐานตัวเลขของพรรคไทยรักไทยที่มีอยู่เดิมไม่ใช่อยู่ดีแล้วพุ่งพรวดว่า บุคลากรทางการเมืองมีจำกัด เช่น 400 เขต มีนักการเมืองเก่ากี่คน ไทยรักไทยมี 300 กว่า พรรคประชาธิปัตย์มี 128 คน ถามว่าความนิยมเพิ่มขึ้นหรือลดลง ถ้าเพิ่มก็ได้ ส.ส.เพิ่ม ถ้าลด ส.ส.ก็ลด เป็นการคิดจากต้นทุน ทุกอย่างมีหลักวิชาหมด ถ้าเราทำอะไรด้วยความรู้สึกจะไม่มีความแม่นยำ

เมื่อถามว่า ..... คะแนนนิยมถล่มทลายความคาดหวังของประชาชนเรื่องคณะรัฐมนตรีมีมาก พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรียังคิดอยู่ในใจ ไม่ได้ลงบนกระดาษ อยากได้คนใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่ม มีคนนอกเข้ามาบ้าง มาช่วยทำงาน ตัวหลัก ๆ ไม่จำเป็นต้องอยู่ตลอด บางคนต้องไปช่วยในสภา โดยคนเก่าของพรรคที่มีความคร่ำหวอดจะคอยเป็นพี่เลี้ยงให้ บางคนไปทำงานให้พรรค เพราะ 4 ปี ข้างหน้า พรรคไทยรักไทยจะเป็นคนละเรื่องกับปัจจุบัน จะมีที่ทำการพรรค มีระบบฐานข้อมูล สมาชิกจะมีความสัมพันธ์กับพรรคมากขึ้น

ต่อข้อถามว่า ..... เปลี่ยนใจที่จะอยู่ต่อหรือเมื่อครบวาระแล้วจะไป พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า 4 ปีที่ผ่านมา โทรมมาก อยากหาคนแทนที่ตนสบายใจได้ก็จะไป พยายามหาอยู่ คนที่จะแทนตนได้ต้องบริหารพรรคได้ เพราะพรรคเป็นตัวหลักสำคัญที่จะทำให้การเมืองอยู่ได้ไม่ได้ ประชาชนต้องศรัทธา แก้ปัญหาของชาติได้ ทุกวันนี้ถ้ามีใครมาแทนได้ เข้ามาเถอะ แต่ดูแล้วคู่แข่งตน มือไม่ถึง นอกสายตาหมด

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึง ..... สิ่งแรกที่จะทำหลังชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้านเศรษฐกิจ ทำเรื่องของคาราวานแก้จน การแก้ปัญหาความยากจน เรื่องการแก้ปัญหาที่ทำกิน ปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน โดยให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทำต่อ แต่ในฐานะอะไรค่อยคุยกัน และจะสำรวจภาคอุตสาหกรรมว่าอะไรที่แข่งได้หรือไม่ได้ อะไรเป็นปัญหาในอนาคต จะปรับแก้อย่างไร เพื่อให้แข่งขันได้ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ต้องใช้เวลาถึง 4 ปี และอีกเรื่องจะดูเรื่องของศาสนา

ต่อข้อถามว่า ..... จะให้คำมั่นอย่างไรว่าจะรับการตรวจสอบ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ยังไม่มีอะไรที่ไม่รับ องค์กรทุกองค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมายตรวจสอบได้อยู่แล้ว ดูเรื่องนายการุณ โหสกุล ตนไม่เคยยื้อ ผิดก็ว่าไปตามผิด คอยดูกันต่อไป แล้วจะรู้จักตัวตนมากกว่านี้ แล้วอย่าร้องว่าตนประชาธิปไตยจ๋า ตนเลือกเกิดทางการเมือง ลง ส.ส. กทม. เพื่อพิสูจน์ตัวเอง ทั้งที่มีเงินลงต่างจังหวัดก็ได้ แต่ไม่ทำ ตนมีอุดมการณ์ อยากทำงานให้บ้านเมือง เกิดแผ่นดินนี้ ก็อยากทำงานให้แผ่นดินนี้ ตนอยากออกจากการเมืองแบบเท่ห์ ๆ ตนรู้ว่าวันใดจะออก ต้องออกอย่างสง่างาม จะไม่ออกแบบถูกถีบออกแน่นอน คนที่ขึ้นมาได้ ต้องคิดถึงวันลงได้ 4 ปีข้างหน้าต้องลงอย่างสง่างาม เพราะฉะนั้นจะไม่เหลิงไปกับอำนาจ

ส่วนเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่า ..... ไม่ฟังใครนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชี้แจงว่า คนบางคนมิติเปลี่ยนไปแล้ว แต่พูดอยู่มิติเดิม ฟังไปก็เข้าป่า เพราะโลกไปถึงไหนแล้ว หลงประวัติศาสตร์ ตนฟังไม่ได้ เรื่องที่ใคร ๆ พูดเข้าสมองตนหมด แต่จะผ่านกระบวนการอะไรที่ฟังได้เก็บได้เป็นข้อมูล อะไรที่ฟังไม่ได้ก็ผ่านหัวออกไป อย่างกลุ่มอาจารย์ที่พูดเรื่องสมานฉันท์ ตนก็ฟังกำลังหาทางตั้งกันอยู่ ไม่ได้ทิ้ง ต่อไปนโยบายจะเอานักวิชาการมาร่วมช่วยให้คำแนะนำ ดึงเข้ามามีส่วนร่วม หรือบางทีจะบุกไปหา รับรองสิ่งที่อึดอัดครั้งที่แล้วจะเปลี่ยนหมด จะสวนกลับคนวิจารณ์ให้น้อยลง

สำหรับตำแหน่งประธานรัฐสภา พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ..... กำลังคิดอยู่ 2-3 คน ที่เป็นแคนดิเดต มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นายจาตุรนต์ ฉายแสง และรองประธานรัฐสภาอีก 2 คน เป็นคนของพรรคไทยรักไทย

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึง นายบรรหาร ศิลปอาชา ..... หัวหน้าพรรคชาติไทย ว่านายบรรหาร กับตนมีอะไรก็พูดกันตลอด แต่ระยะหลังการแข่งขันแรง ไม่ได้พูดกัน ในฐานะเป็นหัวหน้าพรรค แล้วไปซูเอี๋ยกับนายบรรหาร ภาวะความเป็นผู้นำของตนจะอยู่ตรงไหน วันที่ตนขับรถไปส่งก็บอกว่าเขตไหนตนแพ้แน่ ๆ จะไม่ไปยุ่ง แต่เขตไหนเขาแพ้ต้องปล่อย แต่จุดต่างอยู่ที่ต่างคนต่างมองว่าตนเองสู้ได้ ส่วนตัวตนเคารพคนโดยวัยวุฒิ ถ้าคนนั้นไม่ทำให้ตนขาดศรัทธา กรณีนายบรรหาร เป็นคนที่พูดแล้วทำ ตรงไปตรงมา เป็นผู้บังคับบัญชาเก่า ตอนตนเป็นรองนายกรัฐมนตรี ให้อำนาจทำงานเต็มที่ เมื่อวันนี้ตนได้ 350 เสียง มากเกินพอที่จะตั้งรัฐบาลพรรคเดียว แต่เมื่อเคยพูดกันไว้ก็ต้องคุยกันก่อน จึงจะบอกว่าจะตั้งรัฐบาลอย่างไร ไม่ได้หมายความว่าตนอยากได้ ผู้แทนมาก เพียงแต่สิ่งที่เคยคุยกันต้องรักษาสัจจะ ขอคุยแบบพี่น้องก่อน

ท้ายสุด พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวขอบคุณสปิริตของ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ..... หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมายอมรับผลการเลือกตั้ง ท่านเป็นผู้ใหญ่ทางการเมืองที่ถือว่ามีสปิริตสูง ซึ่งตนนับถือมาก และเข้าใจหัวหน้าพรรคมหาชน เมื่อคาดหวังไว้สูงมาก ก็มีสิทธิที่จะไม่เชื่อเอ็กสิทโพล แต่รัฐธรรมนูญใหม่ พรรคการเมืองใหม่ตั้งง่ายแต่อยู่ยาก



>>> >>> คลิกชมรายการพิเศษสัมภาษณ์นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร
เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2548 เวลา 22:46:06 กับการเลือกตั้ง 2548 ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 7/02/2005 07:58 AM


ความคิดเห็นที่: 104

!!! ประกาศจากหัวหน้าพักผ่อนนอนหลับ !!!

สำหรับการเลือกตั้งวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ผมยอมรับว่า ประชาชนยังให้ความไว้วางใจพรรคไทยรักไทย ให้โอกาสจากที่ได้ขอประชาชนไว้ว่า ขอเป็นพรรครัฐบาลเดียวเพื่อความเป็นเสถียรภาพ เนื่องจากครั้งที่ผ่านมามีรัฐมนตรีต่างพรรคที่ไม่สามารถควบคุมได้ จึงอบากขอเสียงให้มากกว่ากึ่งหนึ่ง
จึงหวังว่า เพื่อตอบแทนประชาชน

ขั้นแรก ขอให้ตั้งรัฐบาลพรรคเดียวตามที่ได้กล่าวไว้

ขั้นที่สอง จะเปิดให้มีการตรวจสอบรัฐบาล รัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีได้ ตามขั้นตอน แม้ว่า ฝ่ายค้านจะมีคะแนนเสียงไม่ถึง

ขั้นที่สาม ขอให้ทำหน้าที่รัฐบาลที่ดี มีความยุติธรรม ไม่หาผลประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว และ พวกพ้อง ไม่ใช้อำนาจในทางที่ผิดต่อกฎหมาย และ ศีลธรรม ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ขั้นที่สี มีความจงรักภักดีต่อระบบ การปกครองแบบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ข้าพเจ้าขอให้ผู้ที่ทำตามเจตนารมณ์ของผู้ให้คะแนนเสียง ให้โอกาส จงมีความสุขความเจริญทั้งครอบครัว แต่ถ้าเป็นในทางทรราช ขอให้ไร้แผ่นดินกลบฝัง

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 7/02/2005 10:42 AM


ความคิดเห็นที่: 105


ผู้ใหญ่มักจะสอนว่า .....
เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร และ ประโยคนี้
ถือเป็นสุภาษิตที่สำคัญมากๆ สำหรับมนุษย์ พอๆ กับ ..... ธรรมะย่อมชนะอธรรม

เราเข้าใจสุภาษิตสองประโยคนั่น และ เราก็ให้นิยามกับตัวเองไว้ว่า ...........

..........................................ไม่สำคัญว่า เค้าจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ
แต่เราต้องไม่ทำอย่างที่พวกเค้าทำ เราต้องไม่เป็นอย่างที่พวกเค้าเป็น


และ ทุกอย่างที่ผู้ใหญ่บางท่านชอบกล่าวถึงนั้น ..... เป็นปัญหา ซ้ำๆ ซากๆ ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลก่อนๆ ซึ่งในรัฐบาลปัจจุบัน กำลังกระทำการแก้ไขอยู่ ถ้ารัฐบาลนี้ ได้ดำเนินการบริหารประเทศไทย มาตั้งแต่เมื่อ 700 ปี ก่อน ผู้ใหญ่บางท่านก็คงไม่ต้องมาบ่น หรือเจตนาตั้งใจมาตำหนิใครๆ ให้หงุดหงิดอารมณ์เช่นนั้น อยู่บ่อยๆ

เพราะรัฐบาลนี้ ได้มีโอกาสบริหารประเทศมาแค่ 4 ปี เต็มๆ เอง ..... ก็ยังเห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมอยู่มาก ถ้าประเทศไทยของเรามีคณะบุคคลที่ทำงานอย่างจิรงจัง ได้ทำงานบริหารแผ่นดินมาตั้งแต่ 700 ปีก่อนโน้นนนน...ประเทศไทยก็คงเป็นสวรรค์ดีๆ นี่เอง ...

เพราะ ทุกคนรู้ ..... ว่าอะไรที่เป็นเรื่องที่ดูดี ที่ควรปกป้องรักษาไว้ แต่พวกเค้าบางคนบ้า หลงทำตัวอย่างที่น่าสมเพชมากๆ แถมขยันเปรียบเทียบอีกต่างหาก บางท่านคิดอยู่แต่ในสภาพที่ปลงอนิจจัง มีความคงอยู่ในจิตที่เป็นอคติ และ ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะผสมผสานระหว่างสิ่งเก่าและสิ่งใหม่ให้เป็นจุดต่อเนื่องระหว่างอดีตและปัจจุบันที่เหมาะสม...!!






    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 7/02/2005 12:18 PM


ความคิดเห็นที่: 106

กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา
บุคคลสร้างกรรมใด ย่อมได้รับผลกรรมนั้น

เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ผลของกรรม เพียงแค่ช้าหรือเร็วเท่านั้น

ในอดีต จอมพล ป. มีอำนาจล้นฟ้า ถึงเวลาต้องหนีภัย สิ่งที่กระทำในช่วง 20 ปีที่ครองอำนาจ จนไม่มีใครคิดว่าจะมีว้นลง ก็ถูกเปิดเผย
พล.ต.อ.เผ่า อดีตอธิบดีกรมตำรวจ และบรรดา อัศวินแหวนเพชร ผู้มีอำนาจราชศักดิ์ ก็ต้องระเห็จไปตายต่างแดน
จอมพลถนอม จอมพลประภาส จนถึงปัจจุบันก็มีแต่คนสาปแช่ง

สิ่งเหล่านี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่า

ทรราช ไม่ว่าจะมาในรูปแบบ อำนาจ อิทธิพล หรือ เงินตรา ย่อมมีวันสูญสิ้นไป

ไม่ว่าจะมีการแสดงออกเป็นนักบุญ แต่มีสิ่งมิชอบซ่อนเร้น ก็หลอกคนโง่ๆได้เพียงชั่วคราว ธาตุแท้ย่อมโผล่ออกมาในที่สุด เฉกเช่น สุนัขจิ้งจอกย่อมไม่สามารถซ่อนหางเป็นพวงของตนเองได้ตลอดเวลา เมื่อวันใดที่หางสุนัขโผล่ออกมา วันนั้นประชาชนจะทราบความจริง และจะเป็นผู้ลงโทษอย่างสาสม

"นักบริหารที่ดีย่อมไม่โทษปัญหาว่า สะสมมาจากเมื่อใด หรือผู้ใดเป็นผู้กระทำ แต่จะเรื่มคิดถึงว่า จะแก้ปัญหาอย่างไร เป็นอันดับแรก"

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 7/02/2005 01:38 PM


ความคิดเห็นที่: 107


เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ปัจจัยต้องเปลี่ยนแปลง ..!!

ไม่น่าแปลกใจ ที่มีคนกล่าวว่า ..........
ฝรั่งมีวัฒนธรรมในการเรียนรู้ เป็นพื้นฐาน
ขณะที่คนไทยมีวัฒนธรรมของความบันเทิง เป็นมูลบทพื้นฐานในชีวิตประจำวัน

คนไทยจึง .. เล่นละครเก่ง .. พูดเก่ง .. คุยเก่ง .. ร้องเพลงก็เก่ง .....
และ บางท่านก็ยังเลียนแบบนิสัยอันธพาลจากพวกฝรั่งบางคน บางประเทศ
ที่ชอบ .. ให้ร้าย .. ระราน .. ผู้อื่นอยู่เป็นนิจ แถมยังนำกลับมาใช้ กับ คนไทยอันเป็นที่รัก ได้อีกด้วย :-)

ท่านพี่...อ้างตัวและนำเสนอตัวตนว่า รู้เรื่องต่างๆ ดีไปหมดทุกอย่าง
แต่กับมารยาทเล็กๆ น้อย ที่ควรมีในสังคมของคนไทย กลับทำเป็นไม่ใส่ใจ..?





    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 7/02/2005 04:12 PM


ความคิดเห็นที่: 108

ถูกต้อง
คนไทยเราเล่นละครเก่ง ตีสองหน้าได้เก่ง บางทีต่อหน้ายิ้มแย้มให้กัน แต่ลับหลังก็ตีท้ายครัว บางทีต่อหน้าต่อว่า ลับหลังแอบจับมือกัน โบราณเรียกว่าพวกต่อหน้ามะพลับ ลับหลังตะโก

มีจำพวกที่ทำตัวร่ำรวย แต่ใช่ว่าจะไม่กอบโกย ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องธุรกิจการค้าของตนเอง ทำตัวดับเบิลแสตนดาร์ด ถ้าคนอื่นทำผิดต้องเป็นไปตามกฎหมาย แต่ถ้าพวกตนเอง ก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่

เหมือนรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งที่ไม่ดีจริงตามราคาคุย เจ้าของขอเปลี่ยนก็ไม่ให้ จนเจ้าของหมดความอดทนก็เลยทุบรถยนต์ประจานให้รู้กันทั่วโลก

เช่นกัน รัฐบาลที่มีแต่ราคาคุย เอาตัวรอดไปเรื่อยๆ สร้างภาพฉาบฉวยในระยะสั้น หลอกลวง คนไทยอันเป็นที่รัก ให้หลงใหล แต่เมื่อถึงเวลา ฟองสบู่ฟองใหม่ ที่ใหญ่ยิ่งจะเกิดขึ้นมาอย่างแรง วันนั้น คงไม่อาจหนีรอดการประชาทัณฑ์ จาก คนไทยอันเป็นที่รัก

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 7/02/2005 06:59 PM


ความคิดเห็นที่: 110

ต้องรอดูว่า คนทำงานจริงๆ .....
กะ คนที่ทำงานด้วยปาก .. ช่างว่า .. ช่างตำหนิ .. ผู้อื่นอยู่ตลอด
คนไหนจะไป ก่อนกัน ..?


    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 7/02/2005 08:45 PM


ความคิดเห็นที่: 111

เอาเผด็จการทุนนิยมเข้าไปทำงาน
ตอนนี้ก็ไม่ต่างกับยุคมืดแห่งประชาธิปไตย...

การทำงาน ถ้ามีคนค้าน ก็ทำได้ช้า
ถ้าไม่มีใครค้าน มันก็เร็วสิ แถมตอนนี้ก็ค้านไม่ได้แล้ว

มุมมองการเมือง ไม่อยากยุ่งแฮะ ใครเป็นยังไง รู้ๆกันอยู่

ข่าวสมัยนี้ถูกบิดเบือนทั้งนั้นแหละ เชื่อเถอะ

    โดย : คนผ่านไปมา     เมื่อ : 8/02/2005 08:25 AM


ความคิดเห็นที่: 112

ถ้าพวกเค้าดำเนินการผิดและทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองได้รับความเสียหายจริงๆ บ้านเมืองมีกฎหมายที่จะจัดการ และ ในระบอบประชาธิปไตย ก็มีครรลองอื่นๆ อีกมากมาย ที่จะชี้นำ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ ตัดสินใจใหม่ๆ ได้ทุกๆ 4 ปีอยู่แล้ว ... ว่าแต่ ใครจะโฆษณาชวนเชื่อ ได้มีประสิทธิภาพมากกว่ากัน เท่านั้น ... แถมด้วยประชาคมโลก ... องค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ ... สื่อมวลชนอีกมากมาย ... และ โดยเฉพาะหน่วยงานของ NGOs ที่คอยสอดส่องดูแลกันอยู่อย่างไม่ลดล่ะ ...

อย่ากลัวเลย ถ้าพวกเค้ากระทำผิดจริงๆ รับรองไปไม่รอดแน่ ...!!!

ว่าแต่ อย่าเอาเรื่องไม่จริง หรือเจตนาใส่ร้าย มีอคติส่วนตัวต่อกัน มาพูดเล่น ให้บ้านเมืองเสียหายไปด้วย แบบนั้น คนที่จะรับกรรมก็คงรู้ตัวเองดีว่าจะเป็นใครกันแน่..?

ชาติกับชีวิต เป็นสิ่งเดียวกัน ..........
มีชาติจึงมีชีวิต ไร้ชาติก็ได้ชื่อว่า .......... ไร้ชีวิต เช่นกัน
คนไร้ชาติ ย่อมขาดความภูมิใจ แม้จะมีชีวิตอยู่ ..........ก็ไม่ทะนงองอาจได้




    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 8/02/2005 12:39 PM


ความคิดเห็นที่: 113

บ้านเมืองมีกฎหมายที่จะจัดการ และ ในระบอบประชาธิปไตย ก็มีครรลองอื่นๆ อีกมากมาย ที่จะชี้นำ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ ตัดสินใจใหม่ๆ ได้ทุกๆ 4 ปีอยู่แล้ว
- ชอบนะ แต่ว่า...อีก 4 ปี ก็คนเดิมแหละ สมัยนี้มีเงิน = มีอำนาจ
ขนาดลูกตัวเองโกงข้อสอบ ยังไม่ผิดเลย

    โดย : คนผ่านไปมา     เมื่อ : 8/02/2005 01:22 PM


ความคิดเห็นที่: 114

ถ้าใครโกงกิน ขอให้มีอันเป็นไป

    โดย : น้ามะพร้าว     เมื่อ : 8/02/2005 02:46 PM


ความคิดเห็นที่: 115

คนมีเงิน ก็ย่อมทำอะไรๆ
ได้มากกว่าคนที่ไม่มีเงิน เรารู้ๆ กันอยู่

แต่ คนที่มีอำนาจ .....
แล้วหลงอำนาจ อย่างคนโบราณๆ รุ่นเก่าๆ

กับ คนที่มีเงิน และ ต้องการทำงาน เพื่อชื่อเสียง
คุณงามความดี เอาไว้ประดับบารมีและวงศ์ตระกูล

ความหมาย ต่างกันไกลริบโลกเลย...นะท่าน

แค่คิดง่ายๆ .....
เช่นเดียวกับที่ เราและท่าน มีความคิดที่แตกต่างกัน
เรามองในทางบวก แต่ท่านกลับมองในแง่ลบได้ตลอด ทุกกระทู้เลย :-)





    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 8/02/2005 03:58 PM


ความคิดเห็นที่: 116



ชะตากรรม ปชป. อภิสิทธิ์ นั่งหัวหน้าพรรค ไม่ง่าย..!
โดย ..... เซี่ยงเส้าหลง 9 กุมภาพันธ์ 2548 00:28 น.



•• ด้วย ระบบการเมืองใหม่ ที่ร่วมสร้างสรรค์ร่วมกันโดยบังเอิญระหว่าง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้ “เซี่ยงเส้าหลง” เห็นว่าถ้านายกรัฐมนตรีคนที่ 23 คนนี้ไม่ สะดุดขาตนเองอย่างจัง จน ล้มลงเอง แล้วยากที่จะมีใครกลุ่มใดมา โค่นล้ม ได้ง่าย ๆ

•• ฟัง ๆ ดูแล้ว ก็เหมือนไม่ยาก กับกระบวนการปรับเปลี่ยนระดับยกเครื่องของ พรรคประชาธิปัตย์ นาทีนี้ใคร ๆ ก็เอ่ยชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเริ่มเอ่ยถึงคนใหม่ ๆ อย่าง กรณ์ จาติกวณิช, ม.ล.อภิมงคล โสณกุล และ ฯลฯ แต่จริง ๆ แล้ว ไม่ง่าย ประการแรกสุดคือ ตัวตน – บุคลิกภาพ ที่ยัง ไม่ได้รับการยอมรับภายในพรรคอย่างทั่วถึง ประการต่อมาคือ ลักษณะเฉพาะของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เปรียบแล้วเสมือนเป็น กับดัก, คุกขังตนเอง เพราะพรรคการเมืองพรรคนี้ยังเต็มไปด้วย นักการเมืองลักษณะเก่า (ไม่เกี่ยวกับ อายุ) ในขณะที่ ระบบการเมืองใหม่ ที่ร่วมสร้างสรรค์ร่วมกันโดยบังเอิญระหว่าง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แทบจะ ตัด ส่วนของ นักการเมืองลักษณะเก่า ออกไปจาก ความจำเป็นในการพึ่งพาของประชาชน เสียแล้ว

•• รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทั้ง ส่งเสริมพรรคการเมืองขนาดใหญ่, เพิ่มอำนาจนายกรัฐมนตรี ต้องเข้าใจว่าผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ใช่เพียงแค่ First among equals เหมือน นายกรัฐ มนตรีในระบบรัฐสภาทั่ว ๆ ไป หากแต่เป็นเสมือน Supreme Commander เป้าหมายแท้จริงของการสร้าง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ขึ้นมาก็คือเพื่อ ทำให้การเมืองระดับชาติหลุดพ้นอำนาจครอบงำของผู้แทนท้องถิ่นจากต่างจังหวัด เพราะเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศโดยเฉพาะในต่างจังหวัดมีโอกาสได้พิจารณา ตัวเลือกใหม่ทางการเมือง ที่พ้นออกไปจากกรอบของความเป็น ผู้แทนท้องถิ่น โดยผลที่แท้จริงแล้วไม่ต่างอะไรไปจาก การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง ฐานภาพเช่นนี้ทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเสมือน ถูกกำหนดไว้โดยอัตโนมัติ ว่าต้องมาจาก กลุ่มทุนใหญ่ ที่เมื่อเข้ามาแล้วจะ มีอำนาจต่อรองเหนือหัวหน้ามุ้ง ที่ส่วนใหญ่เป็น กลุ่มทุนท้องถิ่น, กลุ่มทุนใหญ่ระดับรองลงไป สภาพการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นตามภาษาเปรียบเทียบของ เกษียร เตชะพีระ .........

เมื่อปีสองปีที่ผ่านมา ก็คือทำให้ประชาชนทั่วประเทศโดยเฉพาะในต่างจังหวัด เปลี่ยนฐานภาพ จาก ผู้ใช้บริการร้านโชห่วยในชุมชน (หรือก็คือ ผู้รับการอุปถัมภ์ในระบบประชาธิปไตยอุปถัมภ์จากกลุ่มทุนท้องถิ่น) ในลักษณะ ซื้อปลีก มาเป็น ผู้ใช้บริการดิสเคาท์สโตร์ (หรือก็คือเป็น ผู้รับการอุปถัมภ์จากกลุ่มทุนใหญ่โดยตรง) ในลักษณะ ซื้อปลีกครั้งละมากขึ้น – ด้วยรูปแบบไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย หรือภาษาเปรียบเทียบของ ชัยอนันต์ สมุทวณิช ใช้นัยเปรียบเทียบในการปาฐกถาเมื่อ 2 ปีก่อนว่า “...การเมืองไทยกำลังสร้างพรรคเดียวเป็นชุมสายโทรศัพท์ ระบบสายตรงโดยผ่านนโยบายก็เหมือนกับการเชื่อมจุด ๆ หนึ่งโดยสายตรงมากมายหลายสายที่ไปจากจุดกลางแก่นสารในระบบเครือข่ายหรือ net work ของโทรศัพท์ เป็นระบบที่มาแทนที่ระบบสายพาน ที่นักการเมืองในระบบเก่าทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างประชาชนทั่วประเทศกับศูนย์กลางอำนาจรัฐ ระบบสายตรงของพรรคแบบชุมสายก็เป็นลักษณะของการสร้างระบบพรรคเดียวในกรอบของรัฐธรรมนูญ.”

ในระบบใหม่นี้ ขอเพียงแต่ให้ประชาชน ใช้ประชาธิปไตย 4 วินาทีทุก 4 ปี ขอเพียง กาบัตรให้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะ เรียบร้อย เพราะพรรคการเมืองในระบบใหม่ที่เกิดขึ้นจะ ทำแทนให้หมดทุกอย่าง ถูกอัธยาศัยของคนส่วนใหญ่ที่ ไม่ชอบออกแรงทำอะไรเอง อะไรที่ต้อง จ่าย ก็ ทำใจยอมรับได้ เพราะถือเสียว่า แลกกับความสะดวกสบายที่ได้มา นี่คือการเมืองระบบใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นมา 4 ปีแล้วและกำลังเริ่มต้น 4 ปีที่สอง อย่างมั่นคง

•• เราได้เห็นแล้วว่า ยุทธศาสตร์ถ่วงดุลอำนาจ ที่เสนออกมาโดย พรรคประชาธิปัตย์ ถูกตีแตกด้วยประโยค ถ่วงดุลหรือถ่วงความเจริญ ง่าย ๆ ก็เพราะประชาชนทั้งใน ต่างจังหวัด และ กทม. พอใจใน สินค้า ที่ พรรคไทยรักไทย นำมา ขายตรง ทั่วทุกหัวระแหง

•• ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว คือ ประชาชนต่างจังหวัด นั้นเทใจ ซื้อสินค้าขายตรง อย่าง 30 บาทรักษาทุกโรค, กองทุนหมู่บ้าน และ ฯลฯ สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาประชาชนกลุ่มนี้ที่เข้ามาทำมาหากินในเมืองหลวง แห่กลับบ้าน เพื่อไป ลงคะแนนให้พรรคไทยรักไทย ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า “...เดี๋ยวไทยรักไทยแพ้ พ่อแม่ที่บ้านจะอดได้เงินทักษิณ.” นอกจากนั้นการเลือกตั้งครั้งที่เพิ่งผ่านไป ประชาชนชาวกทม. ก็หันมาเทใจ ซื้อสินค้าขายตรง ชุด กรุงเทพทันสมัย แค่ป้ายแผ่นเดียวที่ติดทั่วทุกเขตว่า “...รถไฟฟ้าผ่านที่นี่ นโยบายรถไฟฟ้าใต้ดินใหม่ 10 สาย ค่าโดยสาร 15 บาทตลอดสาย.” ก็เพียงพอที่จะ ได้ใจ อย่าลืมว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้มาในรูปแบบของ เผด็จการทหาร ไม่ว่าจะเป็น ถนอม-ประภาส-ณรงค์ หรือแม้แต่ จปร. 5 แต่มาในรูปแบบของ สามัญชนที่ขอโอกาสทำงานรับใช้บ้านเมือง ภาพยักษ์มารที่ยุทธศาสตร์ถ่วงดุลอำนาจวาดไว้ไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริงไม่สำคัญเท่ากับว่า ประชาชนไม่เชื่อ เมื่อไม่เชื่อก็ ไม่ซื้อ เมื่อไม่ซื้อ ไม่เลือก แม้แต่ 4 จุดที่แพ้นั้นหากไปดู คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ แล้วจะพบว่า พรรคไทยรักไทยชนะ อยู่ดี

•• วันนี้เท่ากับว่า ประชาชนทั่วทั้งประเทศ ซื้อสินค้าขายตรง .....
ที่เสนอขายออกมา เป็นชุดนโยบาย ................... โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว

•• วันนี้ ส.ส.พรรคไทยรักไทย คือ เซลส์แมน
ส่วน หัวหน้ามุ้ง ก็ไม่ต่างอะไรกับ ผู้จัดการสาขา เท่านั้น

•• ประการสำคัญที่สุด อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, กรณ์ จาติกวณิช, ม.ล.อภิมงคล โสณกุล และ ฯลฯ ถึงที่สุดแล้วโดยตนเองก็ไม่ใช่ กลุ่มทุน (ไม่ว่าจะ ใหม่ หรือ เก่า) หากแต่เพียงในสถานการณ์ สงครามทุน พวกเขาเป็นเสมือน ตัวแทนของกลุ่มทุนเก่าในแนวรบระบบรัฐสภา เท่านั้น “เซี่ยงเส้าหลง” เห็นว่ายากที่จะพลิกมาสร้าง ดิสเคาท์สโตร์ ขึ้นมา ขายตรง ไปยัง ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วประเทศ แข่งกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อให้พวกเขาสามารถฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนาม เถลิงอำนาจขึ้นในพรรคประชาธิปัตย์ ก็เชื่อว่ายังคงจะต้องกู่ก้องร้องตะโกนในประเด็น ถ่วงดุลอำนาจ, ตรวจสอบอำนาจบริหาร อยู่ต่อไปและหวังไว้ลึก ๆ ว่าคู่ปรปักษ์จะ เหลิงอำนาจ, พลาดเอง เป็นสำคัญ

•• แต่ก็ยังคง ไม่ง่าย นักหรอก ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะขึ้น เถลิงอำนาจ เพราะวันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ยังคงเป็นพรรคขนาดใหญ่พอสมควรอยู่ได้ก็เพราะแปรสภาพลงไปเป็น พรรคการเมืองท้องถิ่น ของ ภาคใต้ พวกเขาแม้จะเป็น นักการเมืองลักษณะเก่า แต่ก็คือ แก่นแกนของพรรค หากมีกระบวนการใดที่ทำให้พวกเขา หลุดหายไป ชะตากรรมของพรรคเก่าแก่พรรคนี้ก็คงไม่ต่างไปจาก พรรคมหาชน ปัญหาที่ต้องรอดูกันต่อไปก็คือพวกเขาคือ ส.ส.ภาคใต้กว่า 50 คน จะทำใจยอมรับ คณะนักเรียนเก่าออกซฟอร์ด ได้ สนิทใจ แค่ไหนอย่างไร



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 9/02/2005 03:16 PM


ความคิดเห็นที่: 117


นายกรัฐมนตรีไทย

23. พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร
(๑ - ๒) ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ - ปัจจุบัน

22. นายชวน หลีกภัย ๒๓ กันยายน ๒๕๓๕ - ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๓๘
๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ - ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔

21. พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ - ๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๐

20. นายบรรหาร ศิลปอาชา ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๓๘ - ๒๗ กันยายน ๒๕๓๙

19. พลเอก สุจินดา คราประยูร
๗ เมษายน ๒๕๓๕ - ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๓๕

18. นายอานันท์ ปันยารชุน
(๑) ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ - ๒๒ มีนาคม ๒๕๓๕
(๒) ๑๐ มิถุนายน ๒๕๓๕ - ๒๒ กันยายน ๒๕๓๕

17. พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ
(๑) ๔ สิงหาคม ๒๕๓๑ - ๙ ธันวาคม ๒๕๓๓
(๒) ๙ ธันวาคม ๒๕๓๓ - ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔

16. พลเอก เปรม ติณสูลานนท์
(๑) ๑๒ มีนาคม ๒๕๒๓ - ๑๙ มีนาคม ๒๕๒๖
(๒) ๓๐ เมษายน ๒๕๒๖ - ๕ สิงหาคม ๒๕๒๙
(๓) ๕ สิงหาคม ๒๕๒๙ - ๒๘ เมษายน ๒๕๓๑

15. พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์
๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ - ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓

14. นายธานินทร์ กรัยวิเชียร
๘ ตุลาคม ๒๕๑๙ - ๒๐ ตุลาคม ๒๕๒๐

13. ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
๑๗ มีนาคม ๒๕๑๘ - ๑๒ มกราคม ๒๕๑๙

12. นายสัญญา ธรรมศักดิ์
(๑) ๑๕ ตุลาคม ๒๕๑๖ - ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๑๗
(๒) ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๑๗ - ๒๖ มกราคม ๒๕๑๘

11. จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์
๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๒ - ๘ ธันวาคม ๒๕๐๖

10. จอมพล ถนอม กิตติขจร
(๑) ๑ มกราคม ๒๕๐๑ - ๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๑
(๒) ๙ ธันวาคม ๒๕๐๖ - ๗ มีนาคม ๒๕๑๒
(๓) ๗ มีนาคม ๒๕๑๒ - ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๔
(๔) ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ - ๑๗ ธันวาคม ๒๕๑๕
(๕) ๑๘ ธันวาคม ๒๕๑๕ - ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖

9. นายพจน์ สารสิน
๒๑ กันยายน ๒๕๐๐ - ๒๖ ธันวาคม ๒๕๐๐

8. พล.ร.ต. ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
(๑) ๒๓ สิงหาคม ๒๔๘๙ - ๓๐ พฤษภาคม ๒๔๙๐
(๒) ๓๐ พฤษภาคม ๒๔๙๐ - ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐

7. นายปรีดี พนมยงค์
(๑) ๒๔ มีนาคม ๒๔๘๙ - ๘ มิถุนายน ๒๔๘๙
(๒) ๑๑ มิถุนายน ๒๔๘๙ - ๒๑ สิงหาคม ๒๔๘๙

6. ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช
(๑) ๑๗ กันยายน ๒๔๘๘ - ๓๑ มกราคม ๒๔๘๙
(๒) ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๘ - ๑๘ มีนาคม ๒๕๑๘
(๓) ๒๑ เมษายน ๒๕๑๙ - ๒๓ กันยายน ๒๕๑๙
(๔) ๘ ตุลาคม ๒๕๑๙ - ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙

5. นายทวี บุณยเกตุ
๓๑ สิงหาคม ๒๔๘๘ - ๑๗ กันยายน ๒๔๘๘

4. พ.ต. ควง อภัยวงศ์
(๑) ๑ สิงหาคม ๒๔๘๗ - ๓๑ สิงหาคม ๒๔๘๘
(๒) ๓๑ มกราคม ๒๔๘๙ - ๒๔ มีนาคม ๒๔๘๙
(๓) ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ - ๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๑
(๔) ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๑ - ๘ เมษายน ๒๔๙๑

3. จอมพล ป. พิบูลสงคราม
(๑) ๑๖ ธันวาคม ๒๔๘๑ - ๖ มีนาคม ๒๔๘๕
(๒) ๗ มีนาคม ๒๔๘๕ - ๑ สิงหาคม ๒๔๘๗
(๓) ๘ เมษายน ๒๔๙๑ - ๒๔ มิถุนายน ๒๔๙๒
(๔) ๒๕ มิถุนายน ๒๔๙๒ - ๒๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๔
(๕) ๒๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๔ - ๖ ธันวาคม ๒๔๙๔
(๖) ๖ ธันวาคม ๒๔๙๔ - ๒๓ มีนาคม ๒๔๙๕
(๗) ๒๔ มีนาคม ๒๔๙๕ - ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๐
(๘) ๒๑ มีนาคม ๒๕๐๐ - ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐

2. พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา
(๑) ๒๑ มิถุนายน ๒๔๗๖ - ๑๖ ธันวาคม ๒๔๗๖
(๒) ๑๖ ธันวาคม ๒๔๗๖ - ๒๒ กันยายน ๒๔๗๗
(๓) ๒๒ กันยายน ๒๔๗๗ - ๙ สิงหาคม ๒๔๘๐
(๔) ๙ สิงหาคม ๒๔๘๐ - ๒๑ ธันวาคม ๒๔๘๐
(๕) ๒๑ ธันวาคม ๒๔๘๐ - ๑๑ กันยายน ๒๔๘๑

1. พระยามโนปกรณ์นิติธาดา
(๑) ๒๘ มิถุนายน ๒๔๗๕ - ๙ ธันวาคม ๒๔๗๕
(๒) ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ - ๑ เมษายน ๒๔๗๖
(๓) ๑ เมษายน ๒๔๗๖ - ๒๐ มิถุนายน ๒๔๗๖


>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 9/02/2005 03:58 PM


ความคิดเห็นที่: 118

น้ำตาลรายงานผิดแน่นอน

นายชวน หลีกภัย
นายกรัฐมนตรีคนที่ 20

ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง

1 รัฐบาลที่ 50 23 กันยายน 2535 - 24 พฤษภาคม 2538
2 รัฐบาลที่ 53 9 พฤศจิกายน 2540 - 9 กุมภาพันธ์ 2544

นายบรรหาร ศิลปอาชา
นายกรัฐมนตรีคนที่ 21

ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง
1 รัฐบาลที่ 51 3 กรกฎาคม 2538 - 27 พฤศจิกายน 2539

พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
นายกรัฐมนตรีคนที่ 22
ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง
1 รัฐบาลที่ 52 25 พฤศจิกายน 2539 - 6 พฤศจิกายน 2540

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 9/02/2005 07:40 PM


ความคิดเห็นที่: 119

ตาล Copy มาจากเว็บไซต์ของรัฐบาล
และ เติมตัวเลขเข้าไป เพื่อจะลำดับนายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 23
ว่า...ตรงกับที่ เซี่ยงเส้าหลง กล่าวไว้ในบทความหรือไม่ เท่านั้น


เพราะ ข้อมูลของกองทัพอากาศบอกว่า.....
เครื่องบินลำเลียงแอร์บัส A 319 ..... เครื่องบินแอร์บัสลำนั้น ส่งมอบให้กับกองทัพอากาศไทย เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2547 ที่ผ่านมานี้ ... ตกแต่งและติดตั้งที่นั่ง 36 ที่นั่ง ... ติดป้ายสิงห์สัญลักษณ์สำนักนายกรัฐมนตรี ... และ ลงหมายเลขทะเบียนเครื่อง 60221 ซึ่งแสดงถึงฝูงบิน 602 ซึ่งเป็นฝูงบินส่งกำลังบำรุง ... และ หมายเลข 21 ถือเป็นเลขสัญลักษณ์เรียกขานประจำตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ 21

ซึ่งไม่ตรงกันกับที่ของเว็บไซต์รัฐบาล


พี่เก่งลองคลิกเข้าไปดูสิคะ
ถ้าผิดจริงๆ ก็ช่วยบอกให้เค้าแก้ไขด้วยนะคะ

พี่เก่งอย่าลืม มารายงานฉบับที่แก้ไขเรียบร้อยแล้ว ด้วยนะคะ





    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 10/02/2005 08:19 AM


ความคิดเห็นที่: 120



เตรียมสรุปคดีสติ๊กเกอร์พระราชดำรัสเสนอ ผบช.น.
โดย ... ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์ 16 กุมภาพันธ์ 2548 20:46 น.


หัวหน้าชุดสอบสวนข้อเท็จจริง คดีจัดพิมพ์สติกเกอร์พระราชดำรัสเผยความคืบหน้าการรวบรวมพยานหลักฐานว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนรวบรวมข้อมูลในสำนวนคดีเสนอต่อ พล.ต.ท.ปานศิริ ประภาวัต ผบช.น.เพื่อพิจารณาว่า เห็นควรจะฟ้องผู้ต้องหาและผู้เกี่ยวข้องอย่างไรในข้อหาใด

พล.ต.ต.กมล แก้วสุวรรณ รอง ผบช.น. ในฐานะหัวหน้าชุดสอบสวนข้อเท็จจริงคดีจัดพิมพ์สติกเกอร์หาเสียงเปิดเผยความคืบหน้าการรวบรวมพยานหลักฐานว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนรวบรวมข้อมูลในสำนวนคดีเสนอต่อ พล.ต.ท.ปานศิริ ประภาวัต ผบช.น.เพื่อพิจารณาว่า เห็นควรจะฟ้องผู้ต้องหาและผู้เกี่ยวข้องอย่างไรในข้อหาใดบ้าง ภายหลังคณะทำงานสอบสวนได้รวบรวมข้อมูลในส่วนต่าง ๆ พร้อมทั้งเชิญผู้เกี่ยวข้องและผู้ถูกกล่าวหามาให้ถ้อยคำครบถ้วนแล้ว อาทิ น..ต.ศิธา ทิวารี ผู้สมัครพรรคไทยรักไทย มาสอบถามในฐานเป็นผู้ให้ถ้อยคำ เพราะมีแผ่นป้ายสติกเกอร์ไปติดที่ป้ายหาเสียของ น.ต.ศิธา เพื่อดูว่าจะเป็นนำมาเป็นประจักษ์พยานหรือพยานแวดล้อมได้หรือไม่

ส่วน น.ส.ปรารถนา คงนาค
เลขานุการนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเป็นผู้ว่าจ้างพิมพ์

ร่วมกับนายอธิวัฒน์ จันทุมณี ผู้ว่าจ้างให้ติดสติกเกอร์ ก็มาให้ถ้อยคำแล้ว

รวมถึงนายถนอม อ่อนเกตุพล อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์

และคุณหญิงกัลยา โสภณพานิช รองหัวหน้าพรรครองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้วย

ส่วนรายละเอียดทางคดีนั้น
ไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะเป็นความลับในสำนวน
อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวกับใครเพราะยังไม่เป็นคดีความแต่อย่างใด


>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 24/02/2005 09:25 PM


ความคิดเห็นที่: 121

ระเบียบกฎหมาย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐

หมวด ๒ พระมหากษัตริย์
มาตรา ๘ องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้..........................ฯลฯ

>>> หากท่านหยิบยกเอา พระราชดำรัสของพระองค์ทั้งหมด มาอ้างอิงตามจริง เพื่อไปกล่าวต่อ เพราะท่านเห็นด้วยกับพระราชดำรัสนั้นๆ และ ไม่นำไปอ้างอิงปะปน เปรียบเทียบ กับข้อความอื่นๆ ก็ถือว่าเป็นการให้ความเคารพกับพระราชดำรัสของพระองค์อย่างแท้จริง

แต่สำหรับกรณีนี้ ได้นำไปดัดแปลงให้ผิดเพี้ยน เป็นคำพูดของคนปกติสามัญธรรมดาบางคำ และ นำมาอ้างอิงร่วมกัน และ เผยแพร่ต่อสาธารณะ นั่นถือเป็นสิ่งที่ผิดและไม่สมควรกระทำอย่างยิ่ง...!!





    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 24/02/2005 10:39 PM


ความคิดเห็นที่: 122


โภคินนั่งประธานสภา สุชาติ-ลลิตาเป็นรองฯ
โดย ... นสพ.ผู้จัดการรายวัน วันที่ 7 มีนาคม 2548


"ทักษิณ"ปฐมนิเทศส.ส.ไทยรักไทย ให้ทำงานให้สมกับที่ประชาชนให้ความไว้วางใจ อย่าฟอร์มจัด ต้องมีน้ำยา อย่าอยากได้ตำแหน่งเพราะคิดว่าเท่ห์ ต้องทำในสิ่งที่มั่นใจว่าทำได้ หากเกินความสามารถจะเป็นทุกข์ เตรียมสร้างที่ทำการพรรคใหม่ ลั่น 4 ปีไม่ยุบสภาถ้าไม่จำเป็น เลือกตั้งครั้งหน้าให้ประชาชนเลือกผู้สมัครเอง ย้ำห้ามดื้อกับประธานสภา ระบุ"โภคิน"เหมาะนั่งประธานสภาเพราะยุคนี้ต้องประสานนานาชาติ ด้านสองโฆษกแนะส.ส.น้องใหม่ อย่าทำตัวอยากดัง หวังเป็นข่าว แนะรักษาระยะห่างกับสื่อให้พอเหมาะ

เมื่อเวลา 15.00น. วันที่ 6 มี.ค.2548 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวปาฐกถาในการปฐมนิเทศ ส.ส.ของพรรค ในหัวข้อ "รวมพลังสร้างสรรค์การเมืองใหม่" ที่อาคารคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ อิมแพค เมืองทองธานี โดยกล่าวว่าจะสร้างที่ทำการพรรคแห่งใหม่ เพื่อรองรับส.ส.ทั้ง 377 คน โดยจะอยู่ริมถนนวิภาวดีรังสิต บริเวณด้านตรงข้ามหลักสี่พลาซ่า ส่วนหน้าจะเป็นห้องสมุด ข้อมูลของพรรค รวมทั้งหนังสือและนโยบายผลงานต่างๆ เปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ตลอด ส่วนที่เป็นตึกจะเป็นที่ทำการของส.ส. และคณะกรรมการบริหารพรรค ห้องประชุม รวมทั้งสปอร์ตคอมเพล็กซ์ด้วย

.................... ต้องขอขอบคุณสปอนเซอร์ครับ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร คงจะหลายตังค์อยู่ ที่เริ่มต้นพูดตรงนี้ก่อน เพื่อจะบอกให้รู้ว่า พรรคไทยรักไทยที่คนบอกว่าเป็นพรรคเฉพาะกิจ อย่างนี้เขาเรียกเฉพาะกิจหรือ เราเฉพาะกิจเรื่องเดียวคือ เรื่องการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างแท้จริงต่อเนื่องยาวนาน เรื่องชาติบ้านเมืองเรื่องเดียวไม่มีเรื่องอื่น และจะอยู่ต่อเนื่องยาวนาน เพราะฉะนั้นจะบอกว่าเดี๋ยวผมเลิกแล้วพรรคก็จะยุบไป ไม่จริง เพราะตอนนี้กำลังจะมีการสร้างตึกใหม่ก็ไปแปลกันเอาเองแล้วกัน ถ้าใครจะให้ลงชื่อตามบานประตูก็ได้นะ เช่น ศรัทธานายสุวิทย์ คุณกิตติ 500 บาท อะไรอย่างนี้ หรือจะเป็นสปอร์ตคอมเพล็ก ศรัทธานายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ 20 ล้านบาท .................... พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว ติดตลก

เผย 4 อย่างที่ประชาชนต้องการ

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า หลังเลือกตั้งได้ทำโพล เพื่อต้องการรู้ว่า ที่ประชาชนเลือกไทยรักไทยเพราะอะไรไม่เลือกเพราะอะไร พบว่า เขตที่ผู้แทนไทยรักไทยสอบตก ประชาชนบอกว่า อยากเปลี่ยนผู้แทน เป็นเพราะเขตนั้นผู้แทนไม่ขยัน หรือว่าไม่มีจิตจิตวิญญาณแห่งการรับใช้ประชาชน อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องนำมาปรับปรุง แก้ไข

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการ คือ 1. ขจัดความยากจน ซึ่งประชาชนมีความมั่นใจสูงว่าทางพรรคจะช่วยทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้ 2. เรื่องการศึกษา เพราะประชาชนให้ความสำคัญกับการศึกษา ถ้าลูกหลานได้เรียนหนังสือก็จะมีโอกาสมากขึ้นในสังคมไทย 3.การทำให้ประเทศไทยมีการพัฒนาที่ทันสมัยขึ้น นั่นคือ ระบบอี กัฟเวอร์เมนท์ เพื่อนำไปสู่ อีเซอร์วิส ซึ่งทั้ง 4 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คิดไว้แล้ว และทำแล้ว

ต่อไปนี้ห้ามมีปัญหาสภาล่ม

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวด้วยว่า มีคนพูดกันเยอะว่าสภาล่มไม่ได้ กรรมาธิการก็ล่มไม่ได้ เพราะหน้าที่ของ ส.ส.ต่อไปนี้มีหน้าที่ในการออกกฎหมาย ถ้าเป็นกรรมาธิการด้วยก็ต้องทำหน้าที่อย่างเคร่งครัด ถ้าเป็นวิปก็ทำหน้าที่สองส่วน คือการกลั่นกรองกฎหมายและหน้าที่ในการต้อนส.ส.เข้าร่วมประชุมอย่าให้ขาดหาย หน้าที่ ส.ส.ในกรรมาธิการต้องตรวจสอบในสิ่งที่รับผิดชอบว่า ข้าราชการหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องที่ทำไว้ถูกต้องหรือไม่ และดูให้มั่นใจว่าประชาชนได้ประโยชน์จริงในสิ่งที่ทำ

นอกจากนี้ หน้าที่ของส.ส.คือต้องนำสิ่งดีของรัฐบาลไปบอกกับประชาชน ซึ่งประชาชนจะได้ประโยชน์ และสามารถนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ของตัวเองได้ด้วย พร้อมทั้งนำปัญหาจากประชาชน เสนอขึ้นมาสู่การรับรู้ของรัฐบาล นี่คือหน้าที่ของส.ส.ที่ดี

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า ทุกคนคงได้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้กระแสของพรรคมีส่วนสูงมากที่ทำให้ชนะการเลือกตั้ง นายบิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับตนว่า ถ้าเราเป็นรัฐบาลอยู่แล้ว วันที่ประกาศเลือกตั้งประชาชนตัดสินใจไปแล้ว 90 เปอร์เซนต์ว่าจะเลือก ส.ส.ของพรรคเราหรือไม่ เพราะเขารู้ว่า 4 ปีที่ผ่านมา เราทำงานให้เขาแค่ไหน การรณรงค์หาเสียงระหว่างการเลือกตั้งมีส่วนช่วยแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น สรุปคือ ปัจจุบันนี่ยุคโลกาภิวัฒน์ทำอะไรประชาชนรู้หมด การจะล้างสิ่งเหล่านี้ออกจากหัวประชาชนต้องมีสิ่งใหม่ที่ดีกว่าไปแข่ง

ยันไม่ยุบสภาถ้าไม่จำเป็น

พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันว่า ใน 4 ปีข้างหน้าจะไม่มีการยุบสภา นอกจากว่ามีความจำเป็นจริงๆ สิ่งที่อยากให้สมาชิกทำคือ ตั้งตู้ที่หน้าบ้าน ส.ส.เพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์ และประเมินเรื่องราวส่งให้ทางกระทรวงแก้ รับรองเลยว่าจะเป็นส.ส.ในพื้นที่ตลอด เพราะประชาชนมีทางออก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องถูกรังแกหรือกลั่นแกล้ง ตอนนี้ถือว่าเขตเล็กลงแล้ว และหากส.ส.ยังยึดพื้นที่ไม่ได้ยังแพ้การเลือกตั้งอยู่ก็คงไม่ไหวแล้ว ตนเชื่อว่าถ้า 4 ปีนี้ถ้าส.ส.ทำดี คราวหน้าสมาชิกพรรคจะเกิน 20ล้านคน และจะได้ปาร์ตี้ลิสต์สูงกว่าส.ส.เขต แน่นอน

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวด้วยว่า ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ตนจะทำระบบใหม่ ที่ถือเป็นครั้งแรกในประเทศ คือการให้สมาชิกในเขตพื้นที่เป็นคนเลือกตัวแทนว่า จะเอาใครเป็นตัวแทนพรรคไทยรักไทยในพื้นที่นั้น แล้วพรรคถึงจะส่งคนนั้นลง

.................... ทุกกติกาต้องยอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ประธานสภาฯ และรองประธานสภาทั้งสองคนก็เป็นคนของไทยรักไทย เพราะฉะนั้น ส.ส.พรรคไทยรักไทย ต้องไม่ดื้อกับประธานฯ ถ้าประธานสั่งให้นั่งก็นั่ง เพราะถ้าประธานเป็นคนของไทยรักไทย ถ้าไปแสดงความดื้อดึงมันไม่ดี แต่ถ้ามีปัญหาอะไรก็ไปคุยกันหลังบัลลังก์ได้ ที่สำคัญเราต้องไม่ดื้อ ประธานสั่งให้นั่ง สั่งให้หยุดก็ต้องทำตาม เพราะประธานฯ เป็นตัวแทนของเรา ถ้าเราไม่ให้เกียรติแล้วใครจะมาให้เกียรติ .................... พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

สิ่งที่รัฐบาลจะทำต่อไป คือ
1..... แถลงนโยบายในวันที่ 23-25 มี.ค.

2..... เปิดอภิปรายทั่วไปของรัฐสภา วันที่ 30-31 มี.ค.นี้ โดยจะขอให้มีการพูดกัน 2 เรื่องคือ ปัญหา3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจน ซึ่งรัฐบาลจะประมวลข้อเสนอแนะทั้งหมดทำเป็นแนวทางมาปรับเป็นนโยบายของรัฐบาลต่อไป

3..... เสนองบประมาณประจำปี ซึ่งสาเหตุที่ต้องทำงบประมาณกลางปี เพราะบ้านเมืองกำลังเร่งแก้ปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยากจน การศึกษา เพราะฉะนั้น การเก็บภาษีของรัฐในปีนี้ประมาณการณ์ได้ว่า ปีนี้จะเกินดุลไม่น้อยกว่า 7 หมื่นล้าน เมื่อเป็นเช่นนี้ เพื่อให้เกิดความสมดุลรัฐบาลจะขอปาดงบประมาณจาก 7 หมื่น มา 5 หมื่น เพื่อนำมาใช้ในโครงการเอสเอ็มแอล และแก้ไขปัญหาในทุกพื้นที่ จังหวัด

ให้ส.ส.รู้จักประมาณตน

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวต่อว่า นโยบายของรัฐบาลถือเป็นจิ๊กซอว์ แต่ละชิ้นเมื่อนำมารวมกันแล้วจะเห็นชัดว่าเรากำลังเปลี่ยนแปลงประเทศทั้งหมด เรากำลังคิดจะจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งจากภาษีบาป ทั้งภาษีเหล้าและบุหรี่มาสนับสนุนโครงการ 30 บาท ให้แข็งแรงมากขึ้น

.................... ผมขอให้สมาชิกใหม่ทั้งหลายช่วยฟิตหางานทำ ขอให้มีความอยากทำมากกว่าอยากเป็น และอยากจะขอร้องผู้ที่อยากเป็น แต่ไม่อยากทำ อย่าได้เป็นเลย และผมขอปิดท้ายด้วยทฤษฎีของ ดร.ลอเร้นท์ ปีเตอร์ ว่าถ้าองค์กรใดองค์กรหนึ่ง มีชั้นการเจริญเติบโตยาวมากพอ คนคนหนึ่งจะมีความสุขในการได้รับการเลื่อนตำแหน่งมาอย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าเขาถูกเลื่อนไปอยู่ในตำแหน่งที่เกินความสามารถของเขา เขากำลังจะได้รับการโปรโมตไปสู่ความทุกข์ เพราะฉะนั้นจงทำงานในระดับที่ท่านมั่นใจว่าท่านทำได้ แล้วท่านจะมีความสุข ถ้าท่านปีนป่าย อยากมากเกินไป ไปอยู่ในตำแหน่งที่ท่านทำไม่ได้ เพราะความสามารถยังไม่พอ ท่านจะเกิดทุกข์ เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะทำอะไร ขอให้ถามตัวเองให้ดีว่าไหว และพร้อมหรือไม่ ถ้าพร้อมก็ทำ แต่ถ้าไม่พร้อมอย่าทำ เพราะการเมืองนี้มันมีตำแหน่งเยอะ ฝ่ายบริหาร มีตั้งแต่ประจำสำนักนายกฯ ถึงนายกรัฐมนตรี นิติบัญญัติก็มีตั้งแต่ผู้ช่วย ส.ส.ถึงประธานสภา ใครที่อยากเป็นประธานกรรมาธิการ หวังที่จะเข้าไปทำเพื่อเทห์อย่างเดียวนั้นคงไม่ได้ เพราะถ้าเป็นแล้วทำงานไม่ได้ก็ถูกด่า จึงอยากให้ทุกคนอาสาในสิ่งที่ทำได้ ถ้าเป็นแล้วทำไม่ได้ก็ต้องมาบอก อย่าอาย ....................

มติกก.บริหารให้โภคินนั่งปธ.สภา

รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย จะขึ้นปาฐกถาพิเศษ นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เรียกกรรมการบริหารพรรคและผู้บริหารพรรคมาหารือ เรื่องการเสนอชื่อประธานรัฐสภา และรองประธานฯ รวมทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมทั้งสิ้น 4 ตำแหน่ง ซึ่งตามระเบียบของพรรคนั้น กำหนดไว้ว่า จะต้องเสนอรายชื่อ 3 เท่าคือ 12 คน

โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ได้เสนอชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ นายโภคิน พลกุล นาย สุชาติ ตันเจริญ นางลลิตา ฤกษ์สำราญ นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ นายปองพล อดิเรกสาร นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง นายสุธรรม แสงประทุม นายพินิจ จันทรสุรินทร์ นายโสภณ เพชรสว่าง นายวีระกร คำประกอบ นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ซึ่งคณะกรรมการบริหารพรรคได้เลือก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี เลือก นายโภคิน เป็นประธานสภาฯ นายสุชาติ และนางลลิตา เป็นรองประธานสภาฯ

ปธ.สภาต้องระดับนานาชาติยอมรับ

พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์ ถึง เหตุผลที่ตั้งนายโภคิน เป็นประธานสภา ว่า นายโภคิน มีความรู้ความสามารถทาง กฎหมายสูง เป็นดอกเตอร์ มีความรู้ทั้งภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศส ต่อไปต้องทำงานร่วมกับนานาชาติ และที่ผ่านมาก็เคยดำรงตำแหน่งประธานศาลปกครอง ยังหนุ่มแน่น ส่วนนายสุชาติ ที่ผ่านมาก็ทำได้ดี และนางลลิตา ก็ผ่านสภามาหลายสมัย ต่อไปผู้หญิงจะได้มีบทบาทมากยิ่งขึ้น ส่วนที่มีข่าวว่าจะให้ดำรงตำแหน่งคนละสองปีนั้น ไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น ถ้ามีวาระการเปลี่ยนแปลงก็ต้องเข้าที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค

ด้าน นายโภคิน กล่าวถึง การทำหน้าที่ประธานสภา ว่า อยากเห็นสภามีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงซึ่งที่คาดหวังมีอยู่ 2 เรื่อง คือในการประชุมสภา สภาต้องไม่ล่ม และ ส.ส.ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของสภา ต้องเคารพประธาน และรองประธานสภา แต่ในการพัฒนาต้องมีการปรับแก้ข้อบังคับต่างๆ เช่น การเสนอร่างกฎหมาย บางทีในเรื่องหลักการ ในวาระแรกต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก หรือในวาระ 2 ซึ่งเรียงลำดับมาตรา บางครั้งก็มีผู้แปรญัตติมาก ทำให้เสียเวลาค่อนข้างมาก นอกจากนั้นก็มีอีกหลายเรื่องที่ต้องมาดูกัน รวมทั้งระบบการทำงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งมีถึง 31 คณะ ที่ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสม

.................... สิ่งที่ผมอยากเห็นก็คือ การทำงานไม่ใช่เฉพาะหน้าที่ของบุคคลเดียวเท่านั้น แต่ต้องมีการพบปะกันบ่อยๆ เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันได้ คนที่มีหน้าที่ตรวจสอบก็ตรวจสอบไป คนที่มีหน้าที่ให้ความร่วมมือก็ต้องร่วมมือกัน .................... นายโภคิน กล่าว

และว่า ปัญหาเรื่ององค์ประชุมสภาไม่ครบ รวมทั้ง ส.ส.ไม่ให้ความร่วมมือนั้น ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของ ส.ส.ที่ต้องช่วยกันแก้ไข ตนมั่นใจว่าทุกอย่างจะดีขึ้น

นางลลิตา ฤกษ์สำราญ ส.ส.กทม.พรรคไทยรักไทย กล่าวว่า มั่นใจ จะสามารถทำหน้าที่ได้ดี เพราะอยู่การเมืองมา 19 ปี ส่วนการประชุมน่าจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพราะถ้าหากทุกคนเคารพกติกา และข้อบังคับการประชุม อภิปรายให้อยู่ในกรอบข้อบังคับ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

..................... จากประสบการณ์ทางการเมือง 19 ปีที่ผ่านมา ทำให้ดิฉันมีความมั่นใจและมีความคุ้นเคยกับสมาชิกสภาผู้แทนเกือบทุกคน จึงทำให้ดิฉันไม่มีความกลัวผู้แทน แต่จะคุมเกมได้หรือไม่ ยังไม่ทราบ แต่มีความหวังว่า ส.ส.นักการเมืองทุกพรรคที่ต้องการทำการเมืองยุคใหม่ร่วมกัน และทุกคนก็พยายามพูดถึงการเมืองที่สร้างสรรค์ ตรงนี้ทำให้มีความหวังว่า เมื่อมาทำหน้าที่ตรงนี้สภาน่าจะเรียบร้อย .................. นางลลิตา กล่าว

จัดคิวลาแก้ปัญหาสภาล่ม

นายพงศ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งมีข่าวว่าจะได้เป็นประธานวิปรัฐบาลแทนนายเสนาะ เทียนทอง ประธานที่ปรึกษาพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงแนวทางการทำงานของวิปรัฐบาลว่า จากนี้ไปน่าจะมีคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด ที่จะดูในเรื่องของกฎหมาย ตั้งแต่เริ่มต้น จนจบกระบวนการ เพื่อให้กฎหมายออกมาเป็นไปตามแนวทางของรัฐบาลและระบอบประชาธิปไตย

ส่วนการแก้ปัญหาสภาล่มนั้น คิดว่า โอกาสที่เกิดขึ้นคงยากมาก หาก ส.ส.จะลา หรือขาด จะต้องแจ้งให้ทางพรรคทราบล่วงหน้า โดยกำหนดไว้ไม่เกิน 10-15 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนส.ส. ที่มีอยู่ 377 คน ซึ่งถ้าเป็นไปตามที่กำหนด ก็จะไม่เกิดผลกระทบ เพราะจำนวน ส.ส.ที่เข้าร่วมประชุมก็จะเกินครึ่งอยู่ดี และจะมีการจัดคิวว่า ในการประชุมสภาฯแต่ละครั้ง ใครจะลาในช่วงไหนเพื่อให้การประชุมเป็นไปโดยเรียบร้อยและไม่เกิดปัญหา

แนะส.ส.ใหม่รักษาระยะกับสื่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการสัมมนา ช่วงเช้า นายจักรภพ เพ็ญแข โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอภิปรายในหัวข้อ “การสื่อสารของ ส.ส.ผ่านสื่อมวลชน”ว่า สินค้าของสื่อคือ การแข่งขันเรื่องข่าวและข้อมูล ดังนั้นสื่อจึงไม่ต่างจากนักธุรกิจและนักการเมือง โดยเฉพาะสื่อทำเนียบรัฐบาล ที่มีเกมระหว่างกันเหมือนเกมการเมือง มีกลุ่มมีฝ่าย มีการปล่อยข่าว เก็บข้อมูล วางกำลังคน มีดาบ 1 ดาบ 2 สื่ออยากได้ข่าวที่ต่างจากคนอื่น และทำอย่างไรก็ได้เพื่อไม่ให้ตกข่าว

หากนักการเมืองไม่ใช่ที่รักของสื่อ หรือเป็นหลักของบ้านเมืองอย่างนายกรัฐมนตรี พื้นที่ของข่าวจะไม่มาก ระดับของสื่อแบ่งเป็น 3 ระดับคือ ระดับบ.ก. หรือผู้บริหารที่จะนัดเจอกันในร้านอาหาร ระดับสต๊าฟของบ.ก.กลุ่มนี้คือคนที่พาดหัวข่าว ซึ่งเรายังเข้าถึงน้อย และระดับนักข่าว ที่เราเจอมากที่สุด ปัจจุบันภาพข่าวกับเนื้อข่าวของสื่อโทรทัศน์ยังไปกันคนละทาง เรียกได้ว่าสื่อทีวี ทำให้ ประชาชนรับรู้ แต่หนังสือพิมพ์ทำให้ประชาชนคิด ดังนั้น การให้สัมภาษณ์อย่าอ้อมค้อม ระวังคำพูดทิ้งท้ายการให้สัมภาษณ์ การเลี้ยงดูสื่อไม่ควรทำ อย่าเลือกคบสื่อ วางระยะห่างให้เหมาะสม และระวังเรื่องการรับข้อมูลจากสื่อ

ด้านนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ โฆษกพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าการตลาดเป็นเรื่องที่นักการเมืองนำมาใช้ในปัจจุบัน ซึ่งสิ่งที่จะขายความคิดทางการเมือง ถือเป็นสินค้าของนักการเมือง ถ้าไม่มีสาระในตัวสินค้า การตลาดจะไม่ยั่งยืน ได้เป็นข่าวหวือหวาแค่สองสามวัน ถ้าสื่อหรือประชาชนรู้ว่าเรากลวง หรือไม่รู้จริง ประชาชนจะเสื่อมศรัทธา การเข้าสู่สาธารณชนในภาพกว้างจะลำบากและไม่เลือกเรากลับเข้ามาอีก ส.ส.ใหม่ถ้าอยากดังเพียงอย่างเดียวโดยพูดกับสื่อนั้น ขอเตือนว่าอย่าทำ อย่าคิดเพียงแค่มีชื่อ หรือมีภาพออกทีวี มันไม่คุ้ม

.................... เราต้องนำกึ๋น แนวคิดและสาระออกมาพูดกับสื่อ ต้องทำการบ้านจนตกผลึก รู้ในทุกมิติ แต่หลายครั้งมีปัญหาตรงที่ไม่สามารถจับประเด็นออกมาพูดให้สื่อเข้าใจ จึงต้องมีการซักซ้อมก่อน หากเครดิตเราเสีย บางครั้งโอกาสก็จะไม่กลับมาหาเราอีก ส่วนเลขา ส.ส.เมื่อรับโทรศัพท์แทนแล้วส.ส.ไม่ว่างหรือให้ข่าวไม่ได้ ต้องโทรกลับหาสื่อทุกครั้ง ไม่อย่างนั้นเครดิตท่านจะไม่ดี ซึ่งบางครั้งเวลาเราไปกินเหล้ากับสื่อ ก็คุยกันดี แต่พอแถลงข่าวเขาจะไล่ให้จนแต้มให้ได้ อย่าไปโกธร ใจเย็นๆความสัมพันธ์ส่วนตัวกับสื่อดี แต่อย่าหวังว่าเขาจะเชียร์เราตลอด และอย่าไปโกหกสื่อ .................... โฆษกพรรคไทยรักไทย กล่าว

ชี้แจงเลือกส.ส.รัฐบาลดีอย่างไร

ส่วนในการอภิปราย เรื่อง"ส.ส.กับการสร้างพรรคและการเชื่อมต่อระหว่างรัฐบาลกับประชาชน" มีนางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และ นายภูมิธรรม เวชชยชัย รองเลขาธิการพรรค เป็นวิทยากร ซึ่ง นางสุดารัตน์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ระหว่างประชาชนกับรัฐบาล จะมีส.ส.เป็นผู้เชื่อมต่อ ดังนั้นจะต้องจัดระบบการสื่อสารระหว่างรัฐบาล ส.ส.และประชาชนให้ดี เพราะเป้าหมายสูงสุดที่พรรควางเอาไว้คือ 4 ปีข้างจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีก ข่าวสารข้อมูลการทำงานของรัฐบาลจะผ่านส.ส.ไปสู่ประชาชน ต่อไปจะให้กองงานโฆษกของพรรค และทีมโฆษกรัฐบาล ย่อยข้อมูล มติครม.รวมไปถึงนโยบายกระทรวงต่างๆที่คาดว่าจะสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน โดยการสรุปเป็นรายเดือนแล้วส่งให้ส.ส.ทุกคนในการประชุมพรรค เพื่อให้ส.ส.นำไปใช้ในพื้นที่ของตน หลังการตั้งครม.เสร็จภายใน 6 เดือน จะสร้างระบบนี้เสร็จ

นางสุดารัตน์ กล่าวว่า ให้ส.ส.ไปศึกษาว่าจะมีงบประมาณในส่วนใด กำลังจะไปลงในพื้นที่ของตนแล้วให้ส.ส.แจ้งให้ชาวบ้านทราบ หรือขึ้นป้ายให้รู้ก่อนว่างบประมาณนี้ส.ส.ของพรรคเป็นคนนำไปลงในพื้นที่

ด้านนายพงศ์เทพ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2544 การเมืองไทยเริ่มเปลี่ยนแปลง ชาวบ้านไม่สนใจว่าจะเป็นใคร แต่ขอให้อยู่ในพรรคไทยรักไทย จะต้องเลือกหมด และย้ำปรากฎการณ์ดังกล่าวอีกครั้ง คือการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคไทยรักไทยได้คะแนนเสียงท่วมท้น เลือกตั้งครั้งต่อไปมั่นใจว่า พรรคไทยรักไทยจะได้ส.ส.400 คนขึ้นไปถ้าทุกคนทำงานดีๆ รู้จักพูดคุยกับชาวบ้าน นำโครงการต่างๆของรัฐบาลไปประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านรับรู้ ประชาชนจะไว้วางใจ และเลือกท่านกลับเข้ามาทำงานอีก

ด้านนายภูมิธรรม เวชชยชัย รองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ต่อจากนี้ไทยรักไทย ต้องเป็นพรรคที่แข็งแรงเพื่อลบล้างคำปรามาสที่มีการพูดกันมาตลอดว่าไทยรักไทยเป็นพรรคการเมืองชั่วคราว ต้องร่วมกันทำให้ไทยรักไทยคงอยู่ตลอดไป ที่ผ่านมายังมีช่องว่างระหว่างฝ่ายรัฐมนตรีกับ ส.ส.ของพรรค ซึ่งต่อไปอาจจะมีการฟื้นโครงการรัฐมนตรีพบส.ส. ณ ที่ทำการพรรคขึ้นมาอีกครั้ง นอกจากนี้กำลังมีแนวคิดจะทำโครงการให้ที่ประชุมภาคส.ส.ของพรรคไทยรักไทยทั้ง 5 ภาค คือ กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคเหนือ ส่งตัวแทนส.ส.แต่ละภาคไปนั่งทำงานแต่ละกระทรวงกับรัฐมนตรีทุกคน ทุกกระทรวง ในอัตราส่วน ส.ส.5-10 คน ต่อรัฐมนตรีหนึ่งคน เพื่อเป็นการเชื่อมต่อระหว่างรัฐมนตรีกับ ส.ส.โดยผ่านเลขานุการรัฐมนตรี


>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : News     เมื่อ : 7/03/2005 12:04 PM


ความคิดเห็นที่: 123


โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ครม. ทักษิณ2/1 แล้ว !!
โดย ... ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 11 มีนาคม 2548 20:54 น.


ทักษิณ รับสนองพระบรมราชโองการ “โปรดเกล้าฯ” ตั้ง “ครม.ทักษิณ2/1” แล้ว เป็นไปตามคาดหมาย “สมคิด-ชิดชัย” นั่งควบ 2 เก้าอี้ ส่วนคนนอก “สุริยา-ทนง” ผงาดนั่ง “พาณิชย์” ในขณะที่ ชุดเก่าอย่าง “วันนอร์-พงศ์เทพ-พงษ์ศักดิ์-สุธรรม-สนธยา-หมอเลี้ยบ” หลุดโผ

วันที่ 11 มี.ค. 2548 เมื่อเวลา 17.47 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทฯ รับพระราชทานประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งรัฐมนตรีตามที่นายกรัฐมนตรีได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงพิจารณาไว้แล้ว โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ด้วย

หลังจากนั้นได้มีประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี ความว่า

.............................. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2548 แล้วนั้น บัดนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบไปแล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 211 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งรัฐมนตรีดังต่อไปนี้ ..............................


>>>พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี


>>>นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง




>>>พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย



>>>นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี


>>>นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี


>>>นายพินิจ จารุสมบัติ รองนายกรัฐมนตรี


>>>นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี


>>>นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี



>>>พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม



>>>นายวราเทพ รัตนากร
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง



>>>นายไชยยศ สะสมทรัพย์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง



>>>นายกันตธีร์ ศุภมงคล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ



>>>นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ



>>>นายสมศักดิ์ เทพสุทิน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา



>>>นายประชา มาลีนนท์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์



>>>นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์



>>>นายเนวิน ชิดชอบ
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์



>>>นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม



>>>นายอดิศร เพียงเกษ
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม



>>>นายภูมิธรรม เวชยชัย
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม



>>>นายยงยุทธ ติยะไพรัช
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม



>>>นายสุวิทย์ คุณกิตติ
เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร



>>>นายทนง พิทยะ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์



>>>นายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์



>>>นายวิเศษ จูภิบาล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน



>>>นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย



>>>นายสมชาย สุนทรวัฒน์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย



>>>นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม



>>>นายสรอรรถ กลิ่นประทุม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน



>>>นางอุไรวรรณ เทียนทอง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม



>>>นายกร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี



>>>นายอดิศัย โพธารามิก
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ



>>>นายรุ่ง แก้วแดง
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ



>>>น.พ.สุชัย เจริญรัตนกุล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข



>>>นายอนุทิน ชาญวีรกูล
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข



>>>นายวัฒนา เมืองสุข
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม


ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 11 มี.ค.2548 เป็นปีที่ 60 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นี้ ไม่ปรากฏชื่อแกนนำพรรคไทยรักไทยและคนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลายคน อาทิ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสนธยา คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสุธรรม แสงประทุม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นต้น


>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 12/03/2005 08:41 PM


ความคิดเห็นที่: 124

ฟันธง!!! โผ ครม. อายุ 3 เดือน

ตามฝีมือของนายกรัฐมนตรีชื่อทักษิณ รายชื่อครม.ที่ทูลเกล้า ในรัฐบาลทักษิณ 2/1 ไม่เข้าตาประชาชนอย่างที่ควรจะเป็น ก่อให้เกิดความรู้สึกขาดสีสรร ยังมียี้ปะปน และ หลายๆน้ำดี ไม่มีตำแหน่ง มีการวางบุคคลไม่เหมาะกับงานที่ได้รับ

กูรูจึงฟันธงว่า โผนี้ คงเป็นการลองของ และวางกับดักให้ พวกมือไม่ถึงแต่อยากดังมาแสดงความอัปลักษณ์ของฝีมือ เพื่อทำการปลดออกในคราวต่อไปอย่างไม่มีข้อกังขา และเป็นที่ชอบใจของประชาชน โดยคาดว่า รัฐบาล 2/2 จะเริ่มราวปลายเดือนพฤษภาคม

รายชื่อที่คาดว่าจะกลับเข้าโผได้แก่
นพ.สุรพงษ์, วรเดช (รมช.ศึกษาฯ), เยาวภา เป็นต้น

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 13/03/2005 04:02 PM



ชื่อ ::
  *
  รหัส ::   (เฉพาะสมาชิก)
 
อีเมล์ ::
  (สมาชิกไม่ต้องกรอก)
 
รูปประกอบ ::
  ไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
รายละเอียด ::
  *
  ใส่รูปแสดงอาการ ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ

Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.