| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- แก้ไขข้อมูลสมาชิก | เข้าระบบผู้ดูแล | ตั้งกระทู้ใหม่ -



ขุดคุ้ยข่าวการเมือง ..!!


สนธิ เตือนนายกฯ
เคลียร์ปัญหา ป. กับ ส. ก่อนใช้ ปปง. เช็คบิล เอกยุทธ



สนธิ เตือนสตินายกฯ เคลียร์ปัญหา ป. กับ ส. ก่อนใช้ปปง. เช็คบิล “เอกยุทธ” ทีหลัง ชี้หากบุชขึ้นแท่นผู้นำสหรัฐอีกสมัย อิหร่านคือเป้าหมายต่อไปในการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย

สโรชา ..... สวัสดีค่ะคุณผู้ชมขอต้อนรับเข้าสู่รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ อาหารสมองก่อนเข้านอน ในทุกคืนวันศุกร์ค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่งนะคะ กับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล กับดิฉัน สโรชา พรอุดมศักดิ์ค่ะ สัปดาห์นี้มีเรื่องเด่นๆ เพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้นนะคะ ที่เกิดขึ้นมา คุณผู้ชมคงจะเดาใจออกว่าสัปดาห์นี้เราจะคุยกันถึงเรื่องอะไร ในแง่ของข่าวในประเทศ ข่าวต่างประเทศก็มีเด่นๆ เช่นกันค่ะ 2 วัน เพียง 2 วันเท่านั้นนะคะ ก่อนที่จะ ครบ 3 ปีเหตุการณ์ 11 ก.ย. ก็มีเกิดคาร์บอมบ์ที่หน้าสถานทูตออสเตรเลียในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ตรงนี้คงเกิดคำถามค่ะคุณสนธิ ว่าตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สงครามต่อต้านการก่อการร้ายที่หลายๆประเทศร่วมกันประกาศมันดูเหมือนว่าจะแก้ปัญหาไม่ค่อยถูกจุดซักเท่าไหร่นัก

สนธิ ..... ก็คงจะแก้ไม่ได้เบ็ดเสร็จนะครับ อย่างที่เราเคยคุยกันมาหลายต่อหลายครั้งนะครับ ว่าเหตุการณ์ 11 ก.ย.ที่เกิดขึ้นคราวที่แล้ว มันเป็นปัญหาที่ถ้าหากคนซึ่งเข้าไปแก้ปัญหาไม่เข้าใจปัญหาเหมือนอย่างที่แก้ปัญหาภาคใต้ถ้ายังไม่เข้าใจปัญหาภาคใต้ก็จะแก้ไม่ได้ เพราะว่าแก้ไปแก้มาจะทำให้กลุ่มชาวมุสลิมที่รักสันติตลอดจนคนซึ่งยังเป็นกลางๆ เริ่มเอนเอียงเข้าไปเห็นด้วยกับกระบวนการผู้ก่อการร้าย อันนี้จะเห็นได้ชัดจากกรณีที่วัตถุประสงค์ของ 11 ก.ย.ที่เกิดขึ้น 911 ที่เขาเรียกกัน ถ้าเหตุการณ์นั้นเกิดแล้ว ก็ไล่ล่าผู้ก่อการร้ายจริง ๆ นะครับโดยที่ไม่ได้ไปยุ่งเรื่องอื่นนะครับ ผมคิดว่าปัญหาจะน้อยกว่าวันนี้ แต่การเกิดแล้วไปรุกอิรัก มันก็เลยทำให้ชนชาติมุสลิมทั่วโลก เห็นว่าสหรัฐอเมริกานี้ใช้วาระของ 11 ก.ย. เพื่อเป็นการรุกรานเข้าไปสู่ดินแดนที่ตัวคิดว่าจะกอบโกยผลประโยชน์ขึ้นมาได้ ทีนี้ยุคนั้นที่เราเคยสนทนากันเมื่อประมาณปีที่แล้ว ตอนเริ่มรายการใหม่ ๆ ที่เราเป็นคนพูดออกมาเลยบอกว่าประธานาธิบดีบุชจะต้องบุกอิรักแน่นอนและตอนหลังก็บุกมา ตอนนี้กลับเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ในขณะนี้ในการที่ปิดการประชุมรีพับลิกัน คอนเวนชั่น ที่มหานครนิวยอร์ก เมื่อ เร็วๆนี้ สรุปแล้ววาระที่นายบุชนำไปสู่ประชาชนเขากำลังอ้างว่า พระผู้เป็นเจ้ากำลังมอบภาระอันนี้ให้กับเขาเพื่อให้เขานำภาระอันนี้ไปปลดแอกและนำเสรีภาพเข้าไปสู่ทั่วทุกมุมโลกด้วยการปราบปรามผู้ก่อการร้าย คือกลายเป็นในเรื่องจิต วิญญาณทางศาสนาไปแล้ว เหมือนกับคล้ายๆ นายบุชกำลังประกาศสงครามครูเสดเป็นทางการ ซึ่งเรื่องที่น่ากลัวที่สุดคือว่าพ.ย. นี้ถ้ามีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาขึ้นมา ถ้านายบุชได้รับเลือกเข้าไปซึ่งโพลล่าสุดแสดงว่านายบุชนำ เหตุผลที่โพลล่าสุดนายบุชได้แสดงว่านายบุชนำ ไม่ได้แสดงว่านายบุชเป็นคนไม่ดี แต่แคร์รีอยู่ในสภาที่กระอักกระอ่วนใจ ไม่รู้จะมีจุดยืนตรงไหนที่ชัดเจน เพราะไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ ด้วยว่าตัวเองไม่เห็นด้วยกับวิธีการปราบปรามก่อการร้ายแบบนี้ ตัวเองจะถอนทหารอเมริกันกลับไปอิรัก อันนั้นอาจจะกล้าพูดแต่ว่าแนวนโยบายการป้องกันประเทศ ถ้าจะยึดถือตรงนั้นมันต้องขวาจัด กลางๆ ไม่ได้ แต่นายบุชกลับแสดงออกอย่างเห็นได้ชัดเจน ว่าถ้าผมเป็นประธานาธิบดีนะคุณไม่ต้องห่วงไปอยู่ที่ไหนผมจะตามไปที่นั่นตลอดเวลา เพราะฉะนั้นนายบุชจะขายตรงนี้ตลอดเวลา และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้นายแคร์รีคะแนนเริ่มแพ้นายบุชที่น่ากลัว

ผมจะทำนายไว้ก่อนล่วงหน้าว่าถ้านายบุชได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีและไม่ได้ชนะแบบสูสี ชนะแบบพอสมควรนะ อิหร่านคือประเทศต่อไปที่สหรัฐอเมริกาจะหาเรื่องบุกเข้าไปอย่างแน่นอน นั่นคือคำทำนายของผม อย่างน้อยที่สุดถ้าไม่มีอะไรที่เป็นเหตุที่จะทำให้เกิดการรุกรานเข้าไป อย่างน้อยที่สุดความขัดแย้งระหว่างอเมริกากับอิหร่านจะเริ่มรุนแรงขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะว่านายบุชจะต้องหาเหตุว่าอิหร่านคือตัวการสำคัญที่หนุนหลังให้เหตุการณ์ในอิรักนั้นไม่สงบหลังจากที่ได้ตั้งรัฐบาลพลเรือนภายใต้การบังคับบัญชาของสหรัฐอเมริกาแล้ว คือนายอาลาวี ซึ่งคนอิรักมองว่านายอาลาวี คือซัดดัม ฮุสเซนคนที่สอง ที่ไม่มีหนวด เขาบอกว่าซัดดัม ฮุสเซนที่ไม่มีหนวด เพราะฉะนั้นผมทำนายได้ว่าความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอเมริกาจะรุนแรงมากขึ้น ส่วนรุนแรงมากขึ้นนั้นจะไปตกอยู่กับยุทธศาสตร์รวมทางผลประโยชน์พลังงานและน้ำมันของอเมริกาอย่างไรนั้นต้องคอยดูต่อไปถ้าสมมติว่าพลังงานในอนาคตยิ่งหายาก ราคายิ่งแพงขึ้น ผมเชื่อว่ามีเหตุที่ต้องเข้าไปสู้รบในอิหร่านอีกต่อไป หรือบางครั้งอาจจะจำเป็นต้องทำสงครามต่อเนื่องเพื่อที่จะทำให้เศรษฐกิจอเมริกาคงอยู่ เพราะว่าเศรษฐกิจในยามสงครามนั้นเป็นเศรษฐกิจที่พอไปได้

สโรชา ..... เหมือนมีข้ออ้าง นั่นคือประเด็นของข่าวต่างประเทศนะคะ สัปดาห์ที่ผ่านมาค่อนข้างจะเห็นชัดพอสมควรแต่แน่นอนค่ะว่าประเด็นของในประเทศจะไม่พ้นเรื่องราวของคุณเอกยุทธ อัญชันบุตร ฮือฮากันพอสมควรนะคะสำหรับประเด็นนี้ ดิฉันขออนุญาตชูหนังสือซึ่งคุณสนธิได้เขียนไว้ พิมพ์เมื่อปี 2545 แต่ว่าข้างในหนังสือเล่มนี้จะมีคอลัมน์หนึ่งซึ่งรวมเล่มคอลัมน์นี้

สนธิ ..... เป็นข่าวเจาะชุดหนึ่ง ที่จริงเป็นข่าวเจาะหมดทั้งเล่ม

สโรชา ..... หน้า 173 มีรูปคุณเอกยุทธและค่อนข้างชัดเจนเห็นได้นะคะตรงนี้ นี่คือเขียนไว้ตั้งแต่ 2528

สนธิ ..... วันที่ 22 มิ.ย.

สโรชา ..... จำได้ด้วยแสดงว่ารู้ดี

สนธิ ..... ผมใช้เวลา จริงๆ ผมไม่รู้จักคุณเอกยุทธเขาหรอกนะครับ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2528 เป็นเวลา 19 ปีที่แล้วเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก และผมก็เข้าไปทำข่าวเจาะและผมเข้าไปทำข่าวชิ้นนื้ใช้เวลาทำประมาณ 2เดือน ไปค้นคว้าไปนั่งเฝ้า ไปพูดคุยกับคนรู้จนกระทั่งรู้ประวัติความเป็นมาของคุณเอกยุทธ จนวันนี้ผมยังไม่เคยเจอหน้าคุณเอกยุทธเลย ไม่เคยเจอตัวจริงและผมได้ข่าวว่าเวลาคุณเอกยุทธเอ่ยชื่อผม ใครเอ่ยชื่อผมมาก็จะมีคำสบถสาบานเต็มไปหมดใส่ตัวผม แต่ไม่เป็นไร ผมคิดว่าสังคมไทยในขณะนี้มีความจำเป็นต้องรับรู้ 2 เรื่อง

เรื่องแรกคือคุณเอกยุทธ อัญชันบุตรเป็นใครมาจากไหน พื้นฐานคืออะไรและปัจจุบันคืออะไร เรื่องที่สองคือสิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตอบโต้นายเอกยุทธ อัญชันบุตร นั่นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งจะต้อง แยกให้ชัดเจนกันซะก่อนนะครับ ถ้าเราไม่อธิบายที่มาที่ไปของคนคนนี้และในขณะเดียวกัน เราไม่วิเคราะห์การกระทำ ของรัฐบาลชุดนี้แล้วเราจะไม่เข้าใจเหตุการณ์นี้ทั้งหมด งานนี้ไม่ได้พูดเพื่อชะเลียใครหรือไม่ได้พูดเพื่อเอาใจใคร แต่ว่าจะวิเคราะห์ฟันธงกันอย่างตรงไปตรงมา อย่างไม่เข้าข้างใครเลย ใครดีก็ว่าดี ใครเลวก็ว่าเลว ใครทำไม่เหมาะสมก็ต้องว่าไม่เหมาะสม เพราะอะไร

สโรชา ..... เอาละคะ เมืองไทยรายสัปดาห์วันนี้ว่าด้วยเรื่องคุณเอกยุทธ อัญชันบุตรค่ะ นั่นคือที่มาของคำถาม หรือมีส่วนเกี่ยวกับคำถามของเราในค่ำคืนนี้นะคะ พักซักครู่กลับมาคุยกันค่ะ

สโรชา ..... กลับมาสู่เมืองไทยรายสัปดาห์นะคะ วันนี้เราคงต้องเริ่มกันย้อนกลับไปปี 2520 กว่า ๆ หลายท่านคงมีคำถามว่าคุณเอกยุทธตอนนั้นอายุประมาณ 28-29 ปี

สนธิ ..... คือเรื่องคุณเอกยุทธขึ้นมาผมคิดว่าช่วงนั้นเกิดขึ้นมา 19-20 ปีที่แล้ว คุณสโรชาเองก็ยังเด็กอยู่ตอนนั้น เท่าไหร่ 12 ขวบ

สโรชา ..... 10 ขวบค่ะ

สนธิ ..... หลายคนอายุ 30 กว่าหรือ 40 กว่าปีคงจะจำอะไรไม่ค่อยได้ 30 ปลายๆ คงยังไม่ค่อยรู้เรื่อง ยุคนั้นเป็นยุคแชร์แม่ชม้อย ก็คือในลักษณะของแชร์ปิรามิด ก็คือว่าเอาเงินชาวบ้านมาและให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าธนาคารแชร์แม่ชม้อยรู้สึกให้ 6 เปอร์เซ็นต์ ต่อเดือน ปีละ 72 เปอร์เซ็นต์ วิธีการคือเอาเงินใหม่มาถม และเอาเงินใหม่ ไปจ่ายดอกเบี้ยเงินเก่า เพราะฉะนั้นแล้วเงินใหม่ที่เข้ามา ปริมาณเงินใหม่ที่เข้ามาต้องสูงกว่าเงินเก่า

สมมติว่า เดือนนี้เอาเงินของคุณสโรชาเข้ามาได้ 1 คน เดือนหน้าเอาเข้ามา 3 คน เพื่อคอฟเวอร์ และยังเหลือส่วนกำไรไว้ต่างหาก นั่นคือการหมุนเงินครับ ทีนี้แชร์แม่ชม้อยสมัยก่อน เนื่องจากคุณชม้อย ทิพย์โส ทำงานบริษัทปตท. อยู่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เขาก็ออกไปซื้อน้ำมันเขาก็อ้างว่า เอาเงินนี้ไปซื้อน้ำมันมา เอาน้ำมันไปขาย มีส่วนลด มีกำไร เขาก็เลยซื้อเป็นล้อ 1 ล้อเท่าไหร่ 2 ล้อเท่าไหร่ 4 ล้อเท่าไหร่คนที่เล่นแชร์แม่ชม้อยเยอะที่สุดคือทหารอากาศทั้งนั้น ทุกคน คุณนึกดู คุณลงทุน 100,000 คุณได้ 5,000 บาท ทุกเดือน ครบปีคุณได้ 60,000 บาท คุณลง 1 ล้านคุณได้ 60,000 บาท ครบปี คุณได้ 720,000 บาท ปีกว่า ๆ 1 ปี 2-3 เดือนคุณได้ทุนคืนแล้ว และแชร์แม่ชม้อยเล่นมา 4-5 ปีแล้ว ฉะนั้นยุคนั้นคนเล่นแชร์ก็มีความรู้สึกว่า ถ้าอย่างนั้น ดีกว่าเอาเงินไปลงทุนที่ไหน มีนักธุรกิจเยอะแยะเลย ซื้อกันที 10-20 ล้าน ทิ้งไว้ 1-2 ปีก็ได้เงินคืนมาหมด

ทีนี้แชร์แม่ชม้อยพอดังขึ้นมาก็เลยเกิดแชร์ชาร์เตอร์ แชร์ชาร์เตอร์เกิดจากมันสมองของคุณเอกยุทธ อัญชันบุตร ตอนนั้นผมเขียนบทความที่ผมให้ชื่อว่า เอกยุทธ อัญชันบุตรดินที่ถูกปั้นให้เป็นดาว และกลายเป็นธุลีในที่สุด คุณเอกยุทธเมื่ออายุ 29 ปี มีเงินอยู่ในมือประมาณ 1000-2000 ล้านบาท หมุนเวียนอยู่ อายุ 29 ปี เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อ 19 ปีที่แล้ว เงิน 1000-2000 ล้านบาท เป็นเงินเหมือนหมื่นล้านสมัยนี้แล้ว หลายหมื่นล้านเลยครับ ประวัติคุณเอกยุทธแกเป็นคนซึ่งเริ่มธุรกิจทางด้านคอมมอดิตี้ก่อน คือซื้อขายพืชผลล่วงหน้า ซื้อขายทองคำ อะไรพวกนี้นะครับ สมัยก่อนปี 2520 มีบริษัทฮ่องกงชื่อบริษัทแฮลเบอร์รี่ ซึ่งคนฮ่องกงเป็นเจ้าของ เปิดซื้อขายคอมมอดิตี้ และคนซื้อขายคอมมอดิตี้และคุณเอกยุทธทำงานที่นั่น เป็นพนักงานบริษัทนั้นก็ไปเชิญชวนให้คนมาลงทุนซื้อคอมมอดิตี้ก็เหมือนตลาดพืชผลซื้อขายอนาคต

ทุกวันนี้ที่ตั้งอยู่ล่วงหน้าซึ่งสมัยก่อนผิดกฎหมาย สมัยนี้กลับถูกกฎหมายเห็นไหมครับ เพราะฉะนั้นอะไรที่ผิดกฎหมาย เมื่อกาลเวลาผ่านไปแล้วย่อมถูกกฎหมายอีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งซึ่งคอมมอดิตี้สมัยก่อนทำถือถว่าผิดกฎหมายแต่ตอนนี้ไม่ผิดไปแล้ว ตอนนั้นคุณเอกยุทธเก่งมากทำงานอยู่แค่ปีเดียว ความสามารถสูงส่งก็เลยได้เลื่อนเป็นผู้จัดการ มีลูกน้อง 10 คน คุณเอกยุทธก็ซื้อมาขายไป เรียกคนมือขาใหญ่มา ขาใหญ่สมัยก่อนมี 2 คน คนหนึ่งคุณเอกยุทธเรียกว่าแม่แดง อีกคนเรียกว่า เจ๊อี๊ด ประภา สองขาใหญ่ ในวงการหุ้นเขาบอกว่านี่ขาใหญ่มาแล้ว คือขาใหญ่มา เล่นหุ้นที 100-200 ล้าน เล่นทีละเยอะๆ ขาใหญ่ แม่แดงตอนหลังก็ตามเอกยุทธ หลังจากที่เอกยุทธออกนะครับ คือบริษัทฮัลเบอร์รี่ นะครับหลังจากตั้งพรรคหนึ่งเจ๊ง เจ๊งคือคนฮ่องกงหอบเงินคนไทยที่ลงในคอมมอดิตี้ 500-600 ล้านและหนีออกไปเลย หนีไปต่างประเทศเลย รูปที่อยู่ในโทรทัศน์นั้น คือคุณเอกยุทธ เมื่ออายุ 29 ปี เอาเงินซื้อปอร์เช่ และเงินนี้เป็นเงินประชาชนนะไม่ใช่เงินของเขา ไม่ใช่เงินหมุนเวียนอยู่ ปอร์เช่ จะสังเกตได้ว่า ป้ายรถปอร์เช่ ที่ติดอยู่เขาเขียนว่าพัทยาพาเลซคอนโดมิเนียม นั่นคือการเอาเงินไปซื้อที่ ซื้อคอนโดที่ตัวพัทยา และก็มาติด คุณเอกยุทธ หลังจากนั้นก็ออกมา

พอหลังจากที่ฮัลเบอร์รี่ เจ๊งแล้วก็ออกมาก็ไปเข้าบริษัทคอมมอดิตี้หลายแห่ง เข้าไปเข้ามาจนกระทั่งในที่สุดคุณเอกยุทธเข้าไปสู่วงการการเมือง โดยไปรู้จักคนหนึ่งชื่อคุณเพิ่มศักดิ์ จริตงาม ซึ่งคุณเอกยุทธเรียกว่าอาเพิ่ม คุณเพิ่มศักดิ์เคยเป็นส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อยู่ทางภาคใต้ แต่ตอนหลังลาออกมา สอบตกก็เลยเข้ามาสู่พรรคชาติประชาธิปไตยของพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ คุณเพิ่มศักดิ์เป็นเพื่อนกับพ่อคุณเอกยุทธ พ่อคุณเอกยุทธชื่อ ร.ต.แปลก อัญชันบุตร คุณเพิ่มศักดิ์ก็เลยเข้ามาร่วมกับคุณเอกยุทธ คุณเอกยุทธก็เลยแนะนำคุณเอกยุทธเข้าไปสู่วงการเมือง คุณเอกยุทธก็เลยได้ไอเดียมาว่าถ้าอย่างนั้นทำแบบแชร์แม่ชม้อยก็เลยไปขอยืมเงินมาจากนักการเมืองระดับรัฐมนตรีคนหนึ่งซึ่งให้กู้ยืมมา 10 ล้าน เพื่อที่จะมาตั้งเป็นกองทุนก่อน แล้วก็ใช้ความสามารถในการขายคอมมอดิตี้และใช้กระบวนทัศน์แบบเดียวกับแชร์แม่ชม้อย คือคนเรียกคนมาระดมลงทุนกัน แชร์แม่ชม้อยได้ 6 เปอร์เซ็นต์ของคุณเอกยุทธให้ 9 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ เงินก็ไหลมาเทมา แต่อาทิตย์เดียวก็สามารถคืนเงิน 10 ล้านได้แล้วหลังจากนั้นคุณเอกยุทธไม่เคยหันไปมองข้างหลังเลย ก็คือเอาเงินเก่ามาแทนเงินเก่า

สโรชา ..... ผู้ที่ระดมทุนมาเป็นประชาชน เป็นระดับไหนครับ

สนธิ ..... เขาเรียกว่าเป็นสาย เป็นระดับที่โลภ ทุกวงการทีโลภ เพราะฉะนั้นโลภไม่มีขอบเขตอยู่ในวงการใดวงการหนึ่งขอให้มีความโลภอยู่ในใจพอเขาบอกว่าแชร์แม่ชม้อยให้ 6 เปอร์เซ็นต์ แชร์ชาร์เตอร์ให้ 9 เปอร์เซ็นต์ แชร์แม่ชม้อยต้อง 13 เดือนถึงจะได้เงินคืน แชร์ชาร์เตอร์ 11 เดือนก็ได้ทุนคืนแล้ว เพราวะฉะนั้นแล้วหัวหน้าสายก็จะมีการไปดึงเงินของฝ่ายที่ไปลงชม้อยมา อย่างเช่นแม่แดงนี้ก็เป็นหัวหน้าสายใหญ่ เอาเงิน สมมติว่า คนเขาฝากแม่แดงมาลงแชร์แม่ชม้อย 10 ล้าน แม่แดงก็มาลงแชร์ชาร์เตอร์แทน และจ่ายให้กับคนซึ่งได้จากแชร์ชม้อยไป 6 เปอร์เซ็นต์ คือ 60,000 บาท แต่เขาได้จากคุณเอกยุทธ คือ 9 เปอร์เซ็นต์ 90,000 เขาก็หักไว้ 3 เปอร์เซ็นต์ และเอกยุทธให้คอมมิชชั่นอีก 0.5 เปอร์เซ็นต์ก็ได้ 35,000 เพราะฉะนั้นทุกๆ 1 ล้านหัวหน้าสายในรูปคือคุณเอกยุทธ อัญชันบุตร สมัยที่ยังโด่งดังอยู่ในยุคนั้น ทีนี้ก็มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือว่า แชร์เงินทองก็ไหลเข้ามาเยอะแยะหมดเลย

คุณเอกยุทธก็มีหุ้นส่วนอยู่หลายคน เช่น คุณอภิชาติ ศิริโชติบัณฑิต คุณเสริมชีพ เจริญชน ก็คนรุ่นหนุ่มทั้งนั้น อายุ 26-27 เข้ามาร่วมกันเอาทำแชร์ ดึงเงินเข้ามาตอนนั้นก็เป็นเทพเจ้าเพราะสามารถปันผลได้ 9 เปอร์เซ็นต์ตลอดเวลา เนื่องจากมีเงินเก่ามาแทนเงินใหม่ เงินใหม่มาแทนเงินเก่าตลอดเวลา จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยและรัฐบาลไทยกำลังติดตามในเรื่องแชร์มาก ก็เลยออกพระราชกำหนดว่าด้วยการเล่นแชร์ พอออกมา จริงๆ แล้วเป้าเขาตั้งไว้ที่ชม้อย ทิพย์โส เขาไม่ได้ตั้งไว้ที่แชร์ชาร์เตอร์ คุณเอกยุทธก็เลยเกิดความอหังการ โกรธ เพราะตอนนั้นโด่งดังมาก ขี่รถสปอร์ต มีรถตั้ง 30 กว่าคัน มีแฟนสาวเปิดดิสโก้เธคชื่อชาร์เตอร์เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ดิสโก้ เข้าไปซื้อที่ดินของการรถไฟเข้าไปเช่าที่ของการรถไฟมักกะสัน คือทั้งหมดเพื่อที่จะไปทำธุรกิจและหวังว่าธุรกิจจะดีขึ้นจะได้เอาเงินมาคืนชาวบ้านเขา

คุณศิริโชติก็คือคนซึ่งทำปากจู๋นะครับ ส่วนอีกคนหนึ่งที่แต่งชุดใส่แว่นตาคือคุณเสริมชีพ เจริญชน นี่คือหุ้นส่วนหรือลูกมือคุณเอกยุทธ จนกระทั่งเลยเกิดมีพระราชกำหนดในเรื่องของการควบคุมเรื่องการเล่นแชร์ขึ้นมาแต่เป้าเขาพุ่งไปที่ ไม่ใช่คุณเอกยุทธ แชร์แม่ชม้อย แต่คุณเอกยุทธมีความอหังการ์ ก็ปรากฏว่าไปฟ้องพล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ข้อหาคล้ายๆว่าละเมิดไม่เป็นธรรม ออกพระราชกำหนดแล้วทำให้ธุรกิจเขาต้องลำบาก ก็เลยมีคำสั่งจากเบื้องบนลงมาเลยว่า ให้เอาแชร์ชาร์เตอร์ เป็นไก่ที่ต้องเชือดให้ลิงดูก่อน เขาก็ลงไปถล่มแชร์ชาร์เตอร์กัน ก็เลยทำให้เงินไม่เข้าก็เลยทำให้เงินเริ่มติดขัดหมด

หลายอย่างก็เริ่มมีปัญหาแล้วซิ เงินใหม่ไม่ได้เข้ามาเพื่อมาแทนเงินเก่า คนที่ลงเงินเก่าไปก็จะบอกว่า ดอกเบี้ยผมทำไมยังไม่ได้รับ อยู่ดีๆ ขาดหายไปหมด นะครับ ในที่สุดแล้วสวรรค์ก็ล่ม ก็เลยเกิดการออกหมายจับกันในข้อหาฉ้อโกง ก็มีการหนีออกไปต่างประเทศ คุณเอกยุทธโดนหมายจับไปก็จะต้องยังไม่โดนจับก็เลยหนีออกไปซะก่อน คุณเสริมชีพกับแฟนก็หนีไป คุณศิริโชติก็หนีไป คุณศิริโชติก็หนีไป คุณศิริโชติได้ข่าวว่าหนีไปอยู่ออสเตรเลีย คุณเสริมชีพกับแฟนก็ได้ข่าวว่าหนีไปอยู่ไต้หวันพักหนึ่งและหนีไปต่างประเทศอีกที ส่วนทรัพย์สมบัติที่เหลือนั้นก็ถูกกรมบังคับคดีเอามาประกาศขายทอดตลาดและแบ่งให้กับผู้ถือแชร์แต่ต้องต่อภาคสอง เพราะเวลาหมดแล้วครับ

สโรชา ..... โอเค เบรกนี้เวลาหมดแล้วนะคะ เดี๋ยวพักกันซักครู่ค่ะ และเดี๋ยวมาต่อกันภาคสองเรื่องราวของคุณเอกยุทธค่ะ

สโรชา ..... กลับมาสู่เมืองไทยรายสัปดาห์ค่ะเมื่อซักครู่ทิ้งท้ายกันที่ตอนเริ่มจะมีการดำเนินคดีกันแล้วช่วงนั้น

สนธิ ..... ครับ เมื่อมีการออกหมายจับและในที่สุดแล้วก็มีการจับและประกันตัวออกไป คุณเอกยุทธก็ถูกจับและคนที่จับก็เป็นพ.ต.อ.สมพงษ์ รองผู้การกองปราบ แต่ในขณะเดียวกันผู้บังคับบัญชาคือพล.ต.ท.เสมือน ดามาพงษ์ ซึ่งเป็นบิดาของคุณหญิงพจมาน ชินวัตรและเป็นพ่อตาของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พอประกันตัวออกไปคุณเอกยุทธก็หายไปเลย นั่นคือช่วงประมาณก.ย. ก่อนก.ย.เล็กน้อย มิ.ย. หนังสือเล่มนี้ เขียนประมาณเม.ย. – พ.ค.และคุณเอกยุทธหายไป กลับมาอีกทีในการร่วมปฏิวัติ 9 ก.ย. นัย คือว่ามาร่วม ถ้าปฏิวัติสำเร็จจะได้แก้ข้อกล่าวหาของตัวเองได้ แต่เผอิญปฏิวัติล้มเหลวก็กลับไป นั่นคือประเด็นหลักที่ทางพรรคไทยรักไทยบอกว่าคนคนนี้มาร่วมปฏิวัติประชาธิปไตยได้ยังไง ไม่ควรจะเข้ามาสู่วงการประชาธิปไตยในขณะเดียวกัน

ความจริงที่น่าขมขื่นอีกอันคือ พล.ต.มนูญกฤต สมัยก่อนเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ แต่ในที่สุดก็เป็นประธานสภา เพราะฉะนั้นตรรกะตรงนี้ไม่เวิร์ค คุณเอกยุทธก็เลยไปอยู่อังกฤษ คุณเอกยุทธวันนี้เป็นเจ้าของร้านอาหารกำทอง อยู่ที่ควีนสเวย์ เบฟอร์เตอร์ อยู่ในมหานครลอนดอน เจ้าของร้านกำทองเป็นคนจีน แต่ก่อนและมีภรรยาเป็นคนไทยก็ติดหนี้ติดสิน บ่อนการพนัน คนจีนชอบเล่นการพนันมาก ก็ไม่รู้ทำยังไง ต้องขายร้านทิ้ง คนที่ซื้อร้านไว้คือคุณเอกยุทธ กับภรรยาเจ้าของเก่าก็เข้าใจว่าเป็นแฟนกันและคุณเอกยุทธก็เปิดบ่อนการพนันอันหนึ่งข้างๆ อยู่แถวควีนสเวย์ ชื่อไวท์ ฮอร์ส ม้าขาว

สโรชา ..... ในประเทศเขาคือถูกกฎหมายใช่ไหมค่ะ

สนธิ ..... ครับ บ่อนนั้นจะดูแลคนจีน ใครจะไปเข้าเล่นการพนันก็ได้กำไร และคุณเอกยุทธก็ทำธุรกิจไป นั่นคือประวัติของเขา ถามว่าคุณเอกยุทธ ฉ้อโกงประชาชนหรือเปล่า ต้องตอบว่าฉ้อโกงแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์

สโรชา ..... ขนาดนั้นเลยหรือค่ะ สามารถฟันธงได้ขนาดนั้นเลยหรือ

สนธิ ..... ก็ในเมื่อคุณไปหลอกให้ประชาชนเอาเงินมาซื้อแชร์ ทั้งๆ ที่คุณรู้ว่าเงินนั้นไม่ได้เอาไปลงทุนที่ไหนนอกจากคุณเอาเงินใหม่มาใส่เงินเก่าและก็หมุนไปตลอดเวลา และมาจ่าย และตัวเองก็เอาเงินประชาชนนั้น เอาไปซื้อรถ 30-40 คันไปซื้อคอนโดมิเนียมที่พัทยานะครับ เสร็จเรียบร้อยแล้วไปซื้อแฟลตให้คุณแม่ ชื่อแฟลตเจเน็ต รู้สึกว่าซื้อราคา 20 กว่าล้านไปซื้อที่ดินหมู่บ้านสารภี ที่อ.สารภี เชียงใหม่ เพื่อจะทำหมู่บ้านขึ้นมาทำเป็นรีสอร์ต

สโรชา ..... ข้อกล่าวหาเหล่านี้คงจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่นำมาสู่การตรวจสอบของปปง.ในวันนี้

สนธิ ..... ก็ใช่ แต่ว่าประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น ประเด็นคือว่าถ้าในแง่ทางกฎหมายแล้วคุณเอกยุทธไม่เคยโดนดำเนินคดี ถูกจับแต่ยังไม่ได้ส่งฟ้องศาล เขาหนีไปซะก่อน เมื่อเขาหนีไปซะก่อนแล้ว ตามกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญามันมีอายุความ เมื่อหมดแล้วก็หมดไปเลย หมายความว่า หมดเรียบร้อยแล้วจะกลับมาทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะถือว่าอายุความหมดไปแล้ว นั่นคือกติกาของสังคมซึ่งคุณเอกยุทธก็เล่นตามกติกานี้แต่ปัญหา ณ วันนี้คือว่าการที่คุณเอกยุทธ เป็นคนที่ฉ้อโกงในอดีตและในวันนี้หลุด ไม่ผิดตามกฎหมาย สังคมลงโทษไปเรียบร้อยแล้ว ว่าคนคนนี้เคยฉ้อโกงคนมา ลงความผิดไปเรียบร้อยแล้วนะครับ

ถามว่าเขามาเมืองไทยวันนี้และเขามากล่าวหารัฐบาลชุดนี้ เขากล่าวหาว่ามีนักการเมือง ทั้ง ป.และส. ปั่นหุ้นและยังจะมีอีก ถามว่าเรื่องนี้รัฐบาลควรจะทำยังไง ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ง่ายและง่ายที่สุด ซึ่งรัฐบาลกลับทำเป็นเรื่องยาก เพราะรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยมีหน้าที่บริหารประเทศ นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่กำกับดูแลการบริหารประเทศ การขจัดคนโกง เป็นภารกิจหลักของรัฐบาลทุกรัฐบาลและภารกิจที่จำเป็นของนายกรัฐมนตรี คุณอย่าลืมนะครับ

เมื่อเดือนต.ค. 2546 ในหลวงท่านตรัสไว้ว่ายังไง ในหลวงท่านแช่ง วันที่ 8 ต.ค. 2546 ท่านมีความหนักพระทัยในเรื่องการทุจริตในประเทศไทย ท่านทรงใช้ถ้อยคำที่หนักแน่นและทรงแช่งผู้ที่ทุจริตคดโกงในแผ่นดิน ... พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียว ก็ขอให้แช่งให้มีอันเป็นไปพูดอย่างนี้หยาบคายแต่ต้องให้มีอันเป็นไป แต่ถ้าสุจริต มีความตั้งใจมุ่งมั่น สร้างความเจริญก็ขอต่ออายุ 100 ปี ใครที่มีอยู่มากอยู่แล้วขอให้แข็งแรง

เพราะฉะนั้นแล้วเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องใหญ่มาก เรื่องโกงประเทศ โกงประชาชน คุณเอกยุทธเข้าข่ายโกงประชาชนตรงนี้ แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่คุณเอกยุทธกล่าวหาคนในรัฐบาลนั้น เราต้องเปิดให้เขากล่าวหาผมอยากให้นายกรัฐมนตรีทำตัวให้โปร่งใส ไม่ต้องไปกลัว ไม่มีความจำเป็นต้องไปปกป้องคนของท่านนายกรัฐมนตรีเองเลย ไม่ว่าคุณประยุทธ มหากิจศิริ หรือคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ หรือใครก็ตาม เชิญมาตรวจสอบได้ตามสบาย เพราะนี่คือธรรมาภิบาลที่นายกรัฐมนตรีคนนี้เคยพูดมาตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ ก็ต้องปล่อยให้เขาทำไป ไม่ต้องเกรงใจทั้งสิ้น ไม่มีความจำเป็นจะต้องไปทะเลาะเบาะแว้งกับเขาเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่มีความจำเป็น

ผมคิดว่าตรงนี้ต่างหาก ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ง่ายมาก และง่ายที่สุดแต่ว่าไปทำซะเป็นเรื่องยาก เพราะในขณะนี้ประชาชนกำลังพูดบอกว่า นายเอกยุทธฉ้อโกง เป็นคนที่เลวเป็นคนที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน อันนั้นยอมรับเห็นด้วย ยังไงก็ตามก็ดำเนินไปเลย ถ้าสามารถาดำเนินคดีในวิธีไหนได้ ก็ดำเนินไปไม่เป็นไร แต่ว่า ในขณะเดียวกัน และที่เขาพูดมาจะว่ายังไง คือมันต้อง 2 ด้านไปพร้อมๆ กัน จะอยู่ด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ เพราะว่าถ้าหากเราไปสร้างกระแส เล่นงานนายเอกยุทธ ด้านเดียวโดยที่เราไม่สนใจสิ่งที่เขากล่าวหาเลย เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าเรากำลังสร้างกระแสกลบเกลื่อน เหมือนตอนนั้นที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจจำได้ไหม และมีกระแสว่ารัฐบาลจะไปซื้อทีมฟุตบอลลิเวอร์พูลเหมือนกัน

ปัญหาตอนนี้ยิ่งมากขึ้นต้องระวังทำไมต้องระวัง เพราะโดยพื้นฐานแล้ว ในระยะแรก ตอนที่นายกรัฐมนตรีโดนเรื่องซุกหุ้น แล้วศาลรัฐธรรมนูญให้ประโยชน์กับจำเลยโดยเจตนาบกพร่องโดยสุจริต ประชาชนให้อภัยไปแล้ว คุณประยุทธ มหากิจศิริกลับไม่หลุด เหมือนท่านนายกรัฐมนตรี ศาลห้ามเล่นการเมือง 5 ปี เพราะฉะนั้นแล้วตรงนี้คือปัญหาคาใจประชาชน ถ้าเราจะบริหารประเทศชาติต่อไป เราต้องทำตัวเราให้โปร่งใสให้ประชาชนตรวจสอบได้ เอกยุทธจะพูดอะไรให้พูดไปเลยไม่เป็นไร นิ่งๆ เอาไว้ เพราะเราต้องมีความมั่นใจในตัวของเราเอง และถ้าสมมติคุณประยุทธและคุณสุริยะเกิดมีหลักฐานปั่นหุ้นจริงก็ต้องลงดาบฟัน เพราะเราบริหารโดยเราให้สัตย์ปฏิญาณกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไว้เรียบร้อยแล้ว

อย่าลืมนะครับเมื่อวันที่ 22 ส.ค. พระบาทสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถทรงพระราชเสาวนีย์ว่าอย่างไร พระองค์ท่านทรงพระราชเสาวนีย์ว่าความจนไม่น่าอับอาย แต่การคดโกงเป็นเรื่องที่น่าอับอายมาก ทุกวันนี้ประชาชนกำลังพูดในเรื่องของการคดโกง ประชาชนกำลังเอือมกับการคอร์รัปชั่น ผมอยากให้ท่านนายกฯ พิสูจน์ให้ประชาชนเห็นไปเลย เพื่อดับกระแสทั้งหลายที่บอกตอนนี้เป็นกระแสขาลง ดับไปเลย คุณบอกว่าอยากตรวจสอบเข้ามาตรวจสอบ

สโรชา ..... คือตรวจสอบว่ากันด้วยหลักฐาน

สนธิ ..... พูดง่ายๆ ว่าถ้าตรวจสอบแล้วไม่มี คุณเอกยุทธจะพูดอีกร้อยครั้งก็ไม่มีคนเชื่อ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการที่จะใช้กรณี ปปง.ไปเล่นงานเขา ที่ผมไม่เห็นด้วยไม่ใช่อะไร ผมอยากให้มีการตรวจสอบซะก่อน ก่อนที่จะไปเล่นงานเขา

สโรชา ..... ก่อนที่จะไปเล่นงานโดย ปปง.

สนธิ ..... ตรวจสอบมาเลย คุณเอกยุทธ กี่ข้อคุณว่ามาให้หมด

สโรชา ..... แต่ตอนนี้ก็เหมือนไปควบคู่กันเลยไม่ใช่เลยหรือค่ะว่าจะมีการให้การต่อก.ล.ต. และปปง.ก็ดำเนินไปคู่กันหรือเปล่า

สนธิ ..... ผมอยากเปิดโอกาสให้คุณเอกยุทธเขาพูดให้หมดเลย คุณมีอะไรกี่ข้อคุณเล่ามา 1 2 3 4 5 นะ หนึ่งเดี๋ยวผมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ คุณไม่แฮปปี้ประชาชนไม่แฮปปี้ วุฒิส่วนหนึ่ง สภามาส่วนหนึ่ง ผู้ทรงคุณวุฒิ ตั้งคณะกรรมการมาตรวจมา
ข้อที่สองว่ามาตั้งคณะกรรมการตรวจ ให้จนครบ ให้เวลาไม่เกิน 30 วัน เบ็ดเสร็จ หมดแล้วนะคุณกล่าวหาหมด ผมตั้งคณะกรรมการหมดแล้ว คุณนิ่งๆ รอจนกระทั่งคณะกรรมการตรวจสอบเสร็จ ถ้าเกิดมีสมมติว่ามีรัฐมนตรีคนไหนผิด ก็เอาผิดไป ถ้าไม่มีก็จบ ถ้ามีก็ว่ากันไป คือต้องกล้าพอที่จะดำเนินคดีกับคนจะใกล้ชิดหรือไม่ใกล้ชิด เพราะวันนี้นายกรัฐมนตรีเป็นคนปกครองประเทศไทย ทุกคนที่อยู่ในแผ่นดินไทยนั้น อยู่ภายใต้การบริหารของนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้น ดังนั้นนายกรัฐมนตรีต้องมีเมตตาธรรมทั่วไปหมด และก็ต้องมีเมตตาธรรมกับนายเอกยุทธด้วย ว่าเอาหละตามระบอบประชาธิปไตยคุณต้องการอย่างนี้ ผมจะให้คุณแบบนี้ ไม่เป็นไร คุณตรวจไปเลย นายกรัฐมนตรีต้องเป็นคนใจเย็น ต้องไม่ออกอาการกราดเกรี้ยวใดๆทั้งสิ้น เพราะการออกอาการกราดเกรี้ยวนั้นจะกลายเป็นเรื่องส่วนตัว เพราะการเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นต้องมีศัตรู และใครเป็นศัตรูนายกรัฐมนตรีแล้ว หรือว่าใครไม่เห็นด้วยกับนายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีไปโกรธทุกคนจะหามิตรไม่ได้

ผมพูดในฐานะเป็นกัลยาณมิตร ถ้าท่านนายกฯ ฟังแล้วไม่พอใจก็จะโกรธผมเป็นศัตรู ผมก็ต้องยอม เพราะผมเห็นว่า ในช่วงหลังๆนั้นนายกรัฐมนตรีไม่ฟังใครเลยแม้แต่นิดเดียว ผมไม่อยากให้ท่านใช้อารมณ์ ผมอยากให้ท่านตั้งสตินิดนึง ท่านทำคุณงามความดีให้กับประเทศก็ไม่น้อย แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อบกพร่องหลายๆอย่างที่ท่านต้องแก้ไข และท่านต้องยอมรับ ผมอาจจะเป็นคนเดียวที่กล้าพูดอย่างนี้ เพราะผมไม่กลัวท่านจะโกรธ เพราะผมถือว่าผมเป็นกัลยาณมิตรคนหนึ่ง รัฐมนตรีที่ท่านคบอยู่บริหารอยู่ไม่มีใครกล้าพูดกับท่าน เพราะทุกคนกลัวว่างวดหน้าจะไม่ได้เป็นรัฐมนตรี พวกรัฐมนตรี พอท่านนายกฯสั่งไปแทนที่จะบอกว่า เรื่องนี้ต้องระวังนะครับ อย่าเพิ่ง ชะลอหน่อยจะไม่กล้า เป็นหนุมาน ขันอาสากันทุกคนเพราะอยากจะได้รางวัล เพราะว่าพอทำแล้วชอบที่นายกฯ ชมว่าไอ้นี่เก่งกล้าทำตามที่ผมบอกประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น

ประเด็นมันอยู่ตรงว่าต้องมีคนกล้าเตือนท่านนายกฯ เพราะท่านนายกฯ โดนพื้นฐานเป็นคนดี แต่เป็นคนอารมณ์ร้อน เมื่อเป็นคนอารมณ์ร้อน ก็ตกอยู่ในหลุมพรางที่เขาขุดมาล่อ ที่เราเคยเห็นมากับขาประจำ หลายๆ คน แม้กระทั่งบรรดานักวิชาการที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปทะเลาะกับเขา ผมก็ไม่เห็นด้วย เพราะครูบาอาจารย์นั้น เขาเป็นนักวิชาการถ้าเราไปพูดคุณเป็นดร. นักวิชาการ คุณไม่เคยปฏิบัติคุณจะรู้ได้ยังไง พูดอีกก็ถูกอีก คุณสโรชา ท่านนายกฯ พูดไม่ผิดแต่ท่าน นายกฯต้องมองในมุมกลับ บทบาทของครูบาอาจารย์ และนักวิชาการคืออะไร คือการวิพากษ์วิจารณ์เขาเรียนหนังสือมา เพื่อการวิพากษ์วิจารณ์เพราะฉะนั้นเขาก็ทำหน้าที่ตามบทบาท

สมัยหนึ่งจักรพรรดิจิ๋นซี ฮ่องเต้ ปกครองแผ่นดินใหม่ๆ มีนักปราชญ์อยู่ 400 คนวิพากษ์วิจารณ์จิ๋นซีฮ่องเต้ ไม่พอใจ เอานักปราชญ์ 400 คนฝังดินเลย และเผาตำราทิ้งหมด แต่นั่นคือยุคจิ๋นซี ฮ่องเต้ แต่นี่มันยุครัฐธรรมนูญปี 2540 ผมถึงไม่อยากไง พอตรวจสอบหมดเรียบร้อยแล้ว จบแล้วใช่ไหม พอจบหมดแล้ว เอาละคุณเอกยุทธ คราวนี้ผมขออนุญาตให้ปปง.สอบคุณบ้างนะ คุณเคยทำอะไรไว้ ทางแพ่งว่าไง ผมถือว่าคุณทำไว้ และมีคนมาร้องเรียน ผมจะใช้ปปง.มาตรวจสอบทรัพย์สินคุณ ว่าคุณมีทรัพย์สินที่ไหนยังเหลือหรือเปล่า เพื่อจะมาชดใช้เขา หลังจากทุกอย่างตอบข้อกล่าวหาเขาได้หมดแล้ว ไม่ใช่ตอนนี้ เพราะจะทำให้กลายเป็นว่า รัฐบาลกำลังที่จะไปปิดปากเอกยุทธ เหมือนไปอย่างนั้น ผมไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น ผมว่าเพื่อความยุติธรรมต่อสังคมไทยและเพื่อความยุติธรรมต่อประเทศ เพื่อความยุติธรรมต่อท่านนายกรัฐมนตรี เพราะผมอยากให้ปกครองชาติบ้านเมืองนี้ไปอีกนานแสนนาน เพราะท่านขึ้นมาด้วยความโปร่งใส ท่านต้องยืนด้วยความโปร่งใส ท่านต้องหันไปมองดูคนซึ่งเดินตามท่าน เล่นกอล์ฟพร้อมท่านบ้าง ว่าแต่ละคนในสังคมนั้นมีชื่อเสียงยังไงบ้าง ท่านจะได้ตัดสินใจได้ เพราะท่านอย่าลืมว่า มงคลสูตรข้อที่หนึ่งให้คบคนดี อย่าไปคบคนพาลพระพุทธเจ้าท่านตรัสมานานแล้ว ผมกล้าเตือนท่านเพราะผมไม่มีผลประโยชน์กับท่านและผมอยากให้ท่านไปได้ดี ผมอยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างจบลงได้ด้วยดี ท่านต้องมีศัตรูเพราะท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านไม่มีศัตรูไม่ได้ เมื่อท่านศัตรูแล้ววิธีแก้อย่าไปมองแก้ว่าเขาเป็นศัตรู มองว่าเขาสงสัยอะไรเปิดให้เขาดู ไม่ต้องมาตั้งคำถามถามฉันไม่ต้องมารุกฉัน ฉันให้ดูเลย ผมว่าเมื่อเราทำตัวเราโปร่งใสแล้ว เราจะไปกลัวอะไร ไม่ต้องกลัวอะไรเลยแม้แต่นิดเดียวเพราะฉะนั้นประเด็นเอกยุทธ ตอบได้ว่าเอกยุทธเป็นที่ฉ้อโกงประชาชน มาก่อนหรือเปล่า ใช่ ถูกต้องแต่เราต้องตอบคำถามเขา เพราะเขากล่าวหาเราแต่ละข้อนั้นคือคนรอบตัวเรา การกล่าวหา การปฏิบัติงานของเรา งานของเรา การกล่าวหาการบริหารราชแผ่นดินเรา เราต้องตอบเขา

สโรชา ..... ค่ะ เดี๋ยวซักครู่เราจะกลับมาดูผลของการสำรวจความเห็นขอบคุณผู้ชมค่ะ เราถามไปว่าควรจะตรวจสอบคุณเอกยุทธและคนปั่นหุ้นไปพร้อมๆ ซะทีเดียวกันหรือไม่ เดี๋ยวกลับมาค่ะว่าคุณผู้ชมได้อย่างไรบ้าง

สโรชา ..... กลับมาช่วงสุดท้ายของเมืองไทยรายสัปดาห์ไปดูผลโพลกันนะคะ วันนี้เราถามคุณผู้ชมว่าควรจะมีการตรวจสอบทั้งคุณเอกยุทธ และคนปั่นหุ้นไปพร้อมๆ กัน หรือไม่ คุณผู้ชมตอบกลับมาว่าควร 97 เปอร์เซ็นต์ ไม่ควร 3 เปอร์เซ็นต์ ถ้าดิฉันเป็นประชาชนคนธรรมดาติดตามข่าวสารเรื่องนี้อย่าทางบ้านควรจะบริโภคข่าวเรื่องนี้อย่างไร คือมันมีการตอบโต้กันตลอดเวลา

สนธิ ..... ประการแรก ท่านนายกฯไม่ควรตอบโต้ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ใครก็ตามที่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านทำ หรือว่าไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่รัฐมนตรีทำบางอย่างหรือกล่าวหารัฐมนตรี ถ้าท่านไปนั่งตอบโต้ผมมีความคิดว่าถ้ามีคนกล้าพูดขึ้นมาในแผ่นดินนี้ ทุกลมหายใจท่านต้องตอบโต้ตลอดเวลา เพราะว่าการบริหารชาติบ้านเมืองที่มีขนาดอย่างประเทศไทยมันไม่ใช่บริหารบริษัท คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ มันแน่นอนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแล้วปัญหาคือใช้สติยังไง ต้องเริ่มด้วยสติก่อน พอมีสติแล้วปัญญาก็จะเกิด ว่าเขากล่าวหาเรื่องคอร์รัปชั่นในรัฐบาลเรานะ เราก็ต้องหันมาดูตัวเราซิ ว่าเขากล่าวหาคอร์รัปชั่นตรงไหน ตรงนี้ตรวจสอบหน่อย

ทีนี้มีการตรวจสอบ 2 ประเภท ตรวจสอบแบบขอไปทีหรือว่าตรวจสอบอย่างจริงจัง ถ้าอยากตรวจสอบอย่างจริงจังก็ทำได้ ตรวจสอบอย่างขอไปทีก็ทำได้ แต่ว่าอย่างน้อยที่สุดทัศนคติการแสดงออกของการเต็มใจที่จะให้มีการตรวจสอบ มันเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบของผู้นำที่มีต่อประเทศชาติ และก็จะทำให้ฝ่ายตรงกันข้าม ที่เข้ามากล่าวหานั้น ก็จะเริ่มรู้สึกว่ารัฐบาลชุดนี้ มีการตอบสนองต่อการเรียกร้องเรื่องราวต่างๆได้ดีพอสมควร นะครับ สังคมไทย ประชาชนจะมองเห็นว่าเมื่อใครว่าอะไรรัฐบาลก็ทำ อันนั้นคือดาบหนึ่งแต่ดาบหนึ่งจบแล้ว ดาบสองต้องต่อนะ คือถ้ามีการทุจริตจริง เพราะตอนที่ท่านหาเสียงก่อนที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีท่านพูดเอง ท่านบอกว่าถึงไม่มีใบเสร็จ ถ้ามีเหตุจูงใจเชื่อว่าได้ทำผมจะลงโทษ ท่านก็ต้องทำ เพราะเดี๋ยวนี้ยุคการบริหารข้อมูลข่าวสารคุณสโรชาจำไว้อย่างเดียวนะ ฝ่ายแค้น ฝ่ายค้านคุณเคยพูดอะไร จดไว้หมด มีบันทึกหมด เหมือนกันตอนที่ท่านนายกฯ ยังไม่ได้เป็นนายกฯ ท่านก็จดไว้หมดว่าพรรคประชาธิปัตย์พูดอะไรบ้างและท่านก็เอาคำพูดนั้นมาพูดเช่นกัน

เพราะฉะนั้นแล้วการเมืองยุคใหม่นี้ให้สิทธิ์ของคนซึ่งสามารถได้เสียงข้างมากเข้ามา อาจจะเป็นส่วนหนึ่งก็ได้ที่ เนื่องจากว่าท่านมีเสียงมากจนเกินไป จนไม่มีใครมีสิทธิ์ที่จะไปอภิปรายตัวท่าน ก็เลยทำให้ตัวท่านมีความรู้สึกกังขา ต่อตัวท่านเยอะ ยิ่งมีความรู้สึกเช่นนี้ท่านยิ่งต้องแสดงออกอย่างโปร่งใส และพร้อมจะให้ตรวจสอบ ผมว่าจะสง่างามมาก

สโรชา ..... แต่ตอนนี้ท่านก็บอกแล้วนี่ค่ะว่าท่านจะเลิกพูดแล้วเรื่องนี้ ใครอย่ามาถามนะ

สนธิ ..... ปัญหาไม่ใช่เรื่องเลิกพูดหรือไม่เลิกพูด คือไม่ควรจะพูดตั้งแต่ต้น แต่ควรที่จะมีปฏิบัติการที่ให้เห็นเป็นรูปธรรม ให้สั่งมา ให้เห็นได้ชัดเลย เช่นรองฯวิษณุบอกว่า กฎหมายฟอกเงินนั้นย้อนหลังไปถึงสมัยลิไทยังได้เลย พูดในลักษณะแบบนี้เป็นการพูดข่มขู่นายเอกยุทธซึ่งผมคิดว่าไม่ควรจะทำ ดีที่สุดอย่างที่ผมบอก ณ ขณะนี้ไม่ต้องไปดำเนินคดีอะไรหรอก ตรวจสอบตามข้อกล่าวหาให้หมด พอจบแล้วก็บอกคุณเอกยุทธว่า ตอนนี้มวยชกครบ 5 ยกแล้วนะ ถึงคราวที่ผมจะต้องดำเนินการกับคุณบ้างหละ แต่เมื่อใดเรายังไม่ทำตัวเราให้หายกังขาเมื่อใด พอเราไปทำอะไรเขาปั๊บ สังคมจะตั้งข้อสงสัยกับเรา ผมไม่ต้องการให้เกิดตรงนี้

สโรชา ..... ค่ะ ก็ติดตามกันต่อไปนะคะสำหรับเรื่องราวของคุณเอกยุทธ อัญชันบุตร คิดว่าสัปดาห์คงมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าให้ข้อมูลกับ ทางก.ล.ต.ก็ติดตามกันต่อไปค่ะ หมดเวลาแล้วค่ะสำหรับเมืองไทยรายสัปดาห์ กลับมาพบกันใหม่ในวันศุกร์หน้า เวลาประมาณ 22.05น.นะคะ วันนี้คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ดิฉัน สโรชา พรอุดมศักดิ์ลาไปเพียงเท่านี้ สวัสดีค่ะ


..............................................................................................................
โดย ... หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ คอลัมน์ รายการเมืองไทยรายสัปดาห์
เมื่อ ... วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2547 เวลา 22.00 น.

    โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   เมื่อ : 11/09/2004 02:14 PM

 
 
ความคิดเห็นที่: 1


กรรมเก่าของเอกยุทธ

ถ้าหากเรื่องราวในอดีตจะมีความหมายอะไรบ้าง ... ผมคิดว่าเรื่องในอดีตของ คุณเอกยุทธ อัญชันบุตร ที่ตกเป็นข่าวโด่งดังในขณะนี้ น่าจะเป็นกรณีอุทาหรณ์อะไรบ้าง ... อยากเล่าเรื่องจากความทรงจำในอดีตของผมที่ค่อนข้างจะเลือนรางสักหน่อย เพราะเหตุการณ์มันผ่านมาร่วมยี่สิบปีแล้วเห็นจะได้ ... ผิดตกยกเว้นก็ขออภัยกันล่วงหน้าก็แล้วกัน

ผมเริ่มทำงานข่าวเศรษฐกิจการเงินในปี 2527 ... ปีเดียวกันกับที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ถึงขั้นต้องมีการลดค่าเงินบาทในช่วงเดือนพฤศจิกายนปีนั้นนั่นแหละครับ ... จำได้ว่านอกเหนือจากวิกฤติเศรษฐกิจจนทำให้ต้องลดค่าเงินบาทครั้งนั้นแล้ว เรื่องที่ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจในหมู่ประชาชน ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องแชร์ลูกโซ่ซึ่งเป็นการหมุนเงินด้วยการกู้ยืมเงินมาจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นเป็นทอดๆ ไม่ได้มีการนำเงินไปลงทุนจนให้ผลตอบแทนมากมายอย่างที่ผู้ชักชวนโฆษณาชวนเชื่อแต่อย่างใด

ในบรรดาแชร์ลูกโซ่ที่โด่งดังตอนนั้น ... นอกจากแชร์แม่ชม้อย แชร์แม่นกแก้ว แล้วก็ยังมีแชร์ชาร์เตอร์รวมอยู่ด้วย ... แชร์ชาร์เตอร์ที่อื้อฉาวเมื่อยี่สิบปีก่อนเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณเอกยุทธ อัญชันบุตรครับ ... เพียงแต่ว่าขนาดของวงเงินแชร์ชาร์เตอร์นั้น ย่อมกว่าแชร์แม่ชม้อยและแชร์แม่นกแก้ว และถ้าหากจำไม่ผิด ดูเหมือนจะโดนรัฐบาลจัดการก่อนแชร์แม่ชม้อยและแชร์แม่นกแก้ว

ในยุคนั้นสมัยนั้น ... การทำมาหากินค่อนข้างฝืดเคือง เพราะฉะนั้นเมื่อมีคนมาเสนอผลตอบแทนในการลงทุนสูง ล่อตาล่อใจ ตอบสนองความโลภได้อย่างตรงจุด ผู้คนที่จิตอ่อนจำนวนหนึ่งก็ถูกชักจูงให้นำเงินไปลงทุน (แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นกู้ยืมเงินมากกว่า) โดยหวังผลตอบแทนสูงเป็นแรงจูงใจ

ในระยะแรก ... แชร์ลูกโซ่แต่ละเจ้ามีวงเงินไม่มากนัก รัฐบาลคุณเปรมในสมัยนั้นก็ไม่ได้จัดการอะไรลงไปในทันที ... ส่วนหนึ่งก็คงจะกำลังคลำอยู่ว่าเอาเงินไปลงทุนอะไรได้ผลตอบแทนสูงขนาดนั้น กว่าจะรู้ว่านี่เป็นเกมเงินต่อเงินต้มตุ๋น ขนาดของแชร์ลูกโซ่ก็ใหญ่ขึ้นเป็นหลักร้อยล้านพันล้านบาทแล้ว ... ถึงจะช้าไปหน่อย แต่ในที่สุดรัฐบาลก็ออกพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชนมากำราบ ซึ่งก็ได้ผล เพราะเป็นเครื่องมือที่สามารถตัดตอนวงจรการหมุนเงินจากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวาอย่างได้ผล ... เงินใหม่ไม่เข้าหนี้เก่าต้องจ่ายทำให้แชร์ลูกโซ่ต้องพบกับจุดจบภายในเวลาอันรวดเร็ว

ในตอนนั้น จำได้ว่า ... ก่อนที่รัฐบาลคุณเปรมจะออกพระราชกำหนดฯ ฉบับดังกล่าว ก็ต้องมีการทำความเข้าใจกับผู้คนจำนวนไม่น้อยเพื่อมิให้เข้ามาขัดขวาง และรัฐมนตรีคลังในเวลานั้นคือคุณสมหมาย ฮุนตระกูล ก็ต้องคอยระวังตัวแจ มีการเพิ่มตำรวจอารักขาความปลอดภัยด้วย ... ผมเองทำข่าวเศรษฐกิจอยู่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ในตอนนั้น ยังโดนหางพายุไต้ฝุ่นนั่งทำงานอยู่ดีๆ ที่สำนักงานรับโทรศัพท์ถูกขู่ฆ่า หลังจากเสนอข่าวเปิดโปงแชร์ลูกโซ่เจ้าหนึ่ง

แม้จะเชื่อว่าคงไม่มีการทำร้ายถึงขั้นต้องเสียชีวิตตามคำขู่ ...

แต่บอกตรงๆ ผมก็กลัวเหมือนกัน ... ตอนนั้นผลประโยชน์มันเยอะ ถ้าคนเสียประโยชน์เกิดหน้ามืดใช้กำลังรุนแรงขึ้นมา คนตัวเล็กๆ ไม่มีอะไรคุ้มครองป้องกันแบบผมก็มีสิทธิตายฟรีได้ ... หลังจากเรื่องราวผ่านไปเมื่อทางรัฐบาลเข้าควบคุมจับกุมตรวจสอบและในที่สุดดำเนินคดีกับผู้บริหารและบริษัทที่ทำธุรกิจนี้ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง

ผู้เกี่ยวข้องก็แตกกระเจิงกันไปคนละทางสองทาง ...

สำหรับบริษัทที่ทำธุรกิจดังกล่าว ... ก็ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี จนในท้ายที่สุดก็ฟ้องร้องเป็นคดีล้มละลาย ยึดทรัพย์นำมาขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระให้เจ้าหนี้ที่ต่อคิวขอรับชำระหนี้เป็นจำนวนมาก ... แต่ก็นั่นแหละครับ การยักย้ายถ่ายโอนเงินสดและทรัพย์สินสำคัญอันตรธานหายไปเกือบหมดแล้ว ผลก็คือให้กู้ (หรือที่เขาบอกว่าเอาเงินไปลงทุน) ไปหนึ่งร้อยบาทได้กลับคืนมาเพียงแค่ห้าสลึงหรือมากกว่านั้นนิดหน่อย

ส่วนต่างก็คือความเสียหายที่ไปร้องแรกแหกกระเชอเอากับใครไม่ได้ ...

ถ้าหากผมจำไม่ผิด ... บริษัทชาร์เตอร์อินเตอร์เรคชั่น (หรือแอคชั่น) ก็ถูกฟ้องในคดีล้มละลายและล้มละลายไปในที่สุด ... ส่วนผู้บริหารคนหนึ่งคือคุณเอกยุทธ อัญชันบุตร นั้นผมไม่แน่ใจว่าถูกฟ้องร้องในคดีล้มละลายหรือเปล่า ... รู้แต่ว่าคุณเอกยุทธไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ออกไปก่อนที่จะมีคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบซาไป

เหตุการณ์ผ่านไปประมาณยี่สิบปีเท่ากับอายุความของคดีพอดิบพอดี ... ก็ปรากฏชื่อปรากฏตัวของ คุณเอกยุทธ อัญชันบุตร ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ... ผมไม่รู้ว่าเจตนาของคุณเอกยุทธในการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านท้าทายคุณทักษิณและรัฐบาลพรรคไทยรักไทยในปัจจุบันและในอนาคตมีเหตุปัจจัยและแรงจูงใจอะไร ... ยิ่งการเคลื่อนไหวเปิดโปงกล่าวหาว่าคนใกล้ชิดในรัฐบาลพรรคไทยรักไทยก่อกรรมทำเข็ญร่วมขบวนการปั่นหุ้นเพื่อจะหาเงินไปใช้ในการเลือกตั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ก็ยิ่งเข้าใจได้ยากมากยิ่งขึ้นไปอีกว่าคุณเอกยุทธต้องการอะไรกันแน่

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ กรรมเก่า ... ที่คุณเอกยุทธทำไว้ยังมีวิบากให้ต้องเสวย ไม่จบง่ายๆ อย่างแน่นอนครับ ผมคิดว่าเวลายี่สิบปีนี่นานพอที่จะทำให้การรับรู้ของคนในสังคมเปลี่ยนไปได้มากพอควรทีเดียว ... อย่างน้อยก็มากพอทำให้วัยและรุ่นของผู้คนเปลี่ยนไป ... อันนี้ผมสรุปเอาเอง จากที่ได้เห็นน้องๆ นักข่าวที่มีอายุไม่ถึงสามสิบปีตื่นเต้นกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองและการหุ้นของคุณเอกยุทธ อัญชันบุตร เพราะดูมันมีสีสันโดนใจหรือที่ชอบพูดกันว่าขายได้

นี่คงไม่ต่างจากการเคลื่อนไหวเปิดโปงส่วยธุรกิจอาบ อบ นวด ... ตัวของคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าเป็นการเปิดตัวเคลื่อนไหวหลังจากมีคดีความใหญ่โตกลางเมืองหลวงเกิดขึ้นแล้วด้วย

กรณีของคุณเอกยุทธแตกต่างออกไป ... เพราะมันมีที่มาที่ไปที่ไปโยงกับคดีความอดีตซึ่งเผอิญว่าอายุความของคดีหมดไปแล้ว (เข้าใจว่าคดีความทางอาญาตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมอันเป็นการฉ้อโกงประชาชนจะมีอายุความ 15 ปี) ไม่สามารถฟ้องร้องเอาผิดกับผู้กระทำผิดได้ ... แต่ด้วยเหตุที่นักข่าวคนข่าวรุ่นใหม่ไม่รู้ภูมิหลังความเป็นมาเป็นไปของคุณเอกยุทธ ก็น่าเห็นใจที่ต้องใช้ข้อมูลจริงที่มีอยู่ในปัจจุบันว่า เป็นนักธุรกิจไทยที่ไปทำธุรกิจในอังกฤษประสบความสำเร็จบวกกับข้อมูลที่พูดต่อๆ กันว่า เป็นคนเดียวกับจอร์จ ตันนักลงทุนที่ป้วนเปี้ยนอยู่แถวมาเลเซีย โดยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลูกชายคนหนึ่งของอดีตผู้นำมาเลเซีย

เรื่องแรกจริงเท็จเป็นประการใดต้องให้คนไทยที่อยู่ในอังกฤษเล่าให้ฟัง ...

ส่วนเรื่องหลังนั้นจริงเท็จเป็นอย่างไรหาข้อมูลมาสนับสนุนอ้างอิงได้ยากครับ ...

แต่ถ้าหากถามผมซึ่งเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวเมื่อยี่สิบปีก่อน ... ของแชร์ชาร์เตอร์และคุณเอกยุทธ อัญชันบุตร มาก่อน (ไม่รวมข่าวที่ว่าพัวพันกับการเคลื่อนไหวทำรัฐประหารในเดือนกันยายน ปี 2528) ผมต้องเรียนตรงไปตรงมาว่า ผมไม่ให้น้ำหนักอะไรกับคุณเอกยุทธมากนัก ... ยิ่งคุณเอกยุทธมาเคลื่อนไหวเรื่องการหุ้น ทำนองชี้ช่องว่ามีผู้คนและกระบวนการที่อาศัยประโยชน์ปั่นหุ้นสร้างราคาทำกำไรจากตลาดหุ้นโดยโยงใยกับการระดมเงินไปใช้ในทางการเมือง การเลือกตั้งที่จะมีในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

น้ำหนักที่ผมจะให้คุณเอกยุทธยิ่งน้อยลงไปอีก ...

อันที่จริงถ้าหากมองย้อนไป ... ดูเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน เริ่มจากการเคลื่อนไหวของคุณเอกยุทธพร้อมกับบุคคลอื่นอีกสองคนคือ คุณอัมรินทร์ คอมันตร์ และคุณประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ที่ไปพบปะกับผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ ก็น่าจะมองไปว่าเป้าหมายของคุณเอกยุทธนั้นน่าจะเป็นเรื่องการเมืองและการเลือกตั้งเป็นสำคัญ


การเคลื่อนไหวเกิดขึ้น ... ในห้วงเวลาที่พรรคมหาชนก่อกำเนิดและอาจจะมีพรรคการเมืองตั้งใหม่ เพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านคัดค้านคุณทักษิณและพรรคไทยรักไทยเป็นสำคัญจึงเกี่ยวโยงกันชนิดมองข้ามไปไม่ได้ ... เป้าหมายหักล้างคุณทักษิณและพรรคไทยรักไทยน่าจะเป็นเป้าหมายหลักของคุณเอกยุทธ ... แต่ก็คงไม่มีใครเชื่อว่าคุณเอกยุทธฉายเดี่ยวดำเนินการโดดๆ

ใครไม่รู้บอกกับผมว่า ... เมื่อพูดถึงการต่อสู้ทางการเมืองกันแล้ว ความจริงไม่สำคัญเท่ากับความเชื่อ ครับ ... จะจริงอย่างนั้นหรือไม่ไม่สำคัญเท่ากับเชื่อแบบนั้นหรือเปล่า ... ผมคิดว่าถ้าหากการเคลื่อนไหวในลักษณะให้เฉียดๆ ตัวคุณทักษิณดำเนินไปอย่างมีการหนุนเนื่อง ... ในท้ายที่สุดก็ต้องมีการเคลื่อนไหวในเรื่องการหุ้น โดยโยงกับตัวคุณทักษิณ คุณหญิงพจมานและลูกๆ อีกสามคนของคุณทักษิณอย่างไม่มีข้อสงสัย

ขุดเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ ... เมื่อสี่ปีก่อนความรวยของคุณทักษิณเป็นเกราะกำบังตัวให้สามารถทำอะไรผ่าเหล่าผ่ากอและสยบคนค้านได้ เพราะคนค้านคุณทักษิณก็กลัวคนชอบคุณทักษิณที่มีจำนวนมากกว่าเหมือนกัน ... แต่มาถึงวันนี้เมื่อเหตุการณ์ผ่านไป ได้ยินได้ฟังเรื่องคนรู้ทันทักษิณและบรรดาขาจร ขาประจำ พูดย้ำกันบ่อยๆ เข้า เมื่อประจวบเหมาะเข้ากับการเคลื่อนไหวแบบตรงเป้าได้ผลและคนสนใจอย่างกรณีคุณเอกยุทธ

ผมเชื่อว่า ... การโยงความไม่ชอบมาพากล หรือขนาดระบุว่าเป็นคนปั่นหุ้นได้เงินได้ทองไปแบบไม่ถูกต้องของคุณทักษิณกับคณะและบริวารรวมตลอดไปถึงผู้คนในครอบครัวและญาติสนิท จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน ... คุณเอกยุทธจะต้องหยิบเอาการเคลื่อนไหวผิดปกติของราคาหุ้นในกลุ่มชินคอร์ป มาบรรเลงอย่างแน่นอน

ไม่ว่าจะเป็น ชินคอร์ป (SHIN) แอดวานซ์ อินโฟร์ฯ (AIS)
ชินแซท (SATTLE) ไอทีวี (ITV) และเอสซี แอสเสท (SC) ...


ในที่สุด ... คุณทักษิณซึ่งมีตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคไทยรักไทยก็จะเป็นเพียงนักธุรกิจที่ร่ำรวยขึ้นมาจากการฉ้อโกงปั่นหุ้นทำกำไร แต่ที่ไม่มีใครกล้าเล่นงานเพราะมีอำนาจทางการเมือง และถ้ายังขืนปล่อยเอาไว้จะต้องโกงชาติโกงบ้านโกงเมืองอย่างแนบเนียนและเอาผิดไม่ได้มากขึ้นไปอีก

ต้องการโค่นทักษิณ คว่ำพรรคไทยรักไทย
ให้ลงจากเวทีการเมือง น่าจะเป็นบทสรุปที่คุณเอกยุทธหวังผลให้เกิดขึ้น


แต่ผมคิดว่าความเป็นไปได้มีน้อยมากครับ..!!


..................................................................................................................
อ้างอิงจาก ..... หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ... คอลัมน์หอมปากหอมคอ ... โดย วีระ
- http://www.komchadluek.net/column/think/2004/09/weera09.php
- http://www.komchadluek.net/column/think/2004/09/weera10.php

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 11/09/2004 03:16 PM


ความคิดเห็นที่: 3


ศัตรูหมายเลข 1
เอกยุทธ อัญชันบุตร คนสุขนิยม-ทิ้งบอมบ์ ทักษิณ



วันนี้ "เอกยุทธ อัญชันบุตร" ... เจ้าของธุรกิจค้าปลีกกลุ่มโอเรียนเต็ล ซิตี้ ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ อดีตเจ้าของ "แชร์ชาร์เตอร์" อันโด่งดังเมื่อ 20 ปีก่อน กลายเป็น "ศัตรูหมายเลข 1" ของรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ไปแล้ว

เมื่อออกมา "เปิดโปง" ... พฤติกรรมนักการเมืองในซีกรัฐบาล ร่วมกันปั่นใบแสดงสิทธิอนุพันธ์ธนาคาร (SCIB-C1) ในวันที่ 11-13-16 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันที่ถูกระบุว่าสามารถทำกำไรให้กับนักการเมืองอักษรย่อ "ป." และรัฐมนตรีอักษรย่อ "ส." มากถึง 400-500 ล้านบาท

โดยเงินจำนวนดังกล่าว เตรียมนำไปใช้ในการเลือกตั้งทั่วไปในต้นปี 2548 ...

"เอกยุทธ" ... กำลังถูกสังคมส่วนใหญ่ตั้งคำถามว่า การกระทำของเขาทำ "เพื่ออะไร" และมี "ใคร" ชักใยอยู่เบื้องหลังหรือไม่

คำตอบที่ได้จากการสนทนา ... ที่คอฟฟี่ชอปเล็กๆ ในโรงแรมเซ็นทรัล โซฟิเทล ในค่ำคืนที่หลังตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดตัวลดลงที่ 631.40 จุด เพิ่มขึ้น 0.53 จุด

"ผมต้องการชี้ให้เห็นว่า ... มันมีพฤติกรรมของกลุ่มนักธุรกิจการเมือง ที่มาหากินด้วยวิธีการผิดๆ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ และขอให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตรวจสอบและเปิดเผยรายชื่อนักการเมืองที่ปั่นหุ้นคนนั้นออกมา ต้องเปิดเผยและจับกุมด้วย เพราะเข้าข่ายของอินไซด์เอสเซส ชัดเจนเพราะมันตรวจสอบง่ายมากจากผู้ที่ขายลงมา และลงมาที่ผู้ซื้อข้างล่าง จับชื่อมาแมตช์กันก็ได้แล้ว ไม่ต้องอธิบายอะไรแล้ว เพราะนั่นคือการปั่นหุ้น"

เขาบอกเล่าจุดประสงค์ ... ของการออกมาเปิดโปงคือถ้าผิดก็ให้ลาออกไป "อย่าทำตัวเป็นผู้วิเศษวิโส คนดี นั่งหน้าสลอนในสังคม อวดร่ำอวดรวยแต่ว่าเงินสกปรกออกมาอย่างนี้ ผมพยายามชี้ให้เห็นอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับคนในสังคมไทย"

พฤติกรรมการปั่นหุ้นของนักการเมือง ... "เอกยุทธ" เล่าว่า เขารู้มาตั้งแต่ปลายปี 2546 เพราะเพื่อนทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ "เจ๊ง" กันระนาว

"เพื่อนผมเจ๊งเกือบทุกคน ... จนต้องสั่งขายเกือบหมดในช่วงคริสต์มาสปีที่แล้ว และหลังปีใหม่อีกจำนวนมาก"

การออกมาของ "อดีตเจ้าพ่อแชร์ชาร์เตอร์" คนนี้ ... ถูก พ.ต.ท.ทักษิณ ตอกกลับว่า "เลอะเทอะ" และมีเสียงขู่แถมท้ายว่า "ถ้าปล่อยข่าวเลอะเทอะทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เสียหาย อาจจะต้องโดนจับกุมด้วยเช่นกัน" และยังสำทับในวันรุ่งขึ้นว่า แม้ว่าคดีอาญาจะหมดไปแล้ว แต่ในทางแพ่ง ผู้ที่เคยเสียหายจากกรณี "แชร์ชาร์เตอร์" อาจจะแจ้งความร้องทุกข์ได้

"ผมไม่กลัว ... แม้จะพยายามเอากฎหมาย ปปง. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) มาเล่นงานผม ผมไม่สน เพราะเรื่องของผมมันจบไปแล้วเมื่อ 20 ปีก่อน ผีกลายเป็นผงไปแล้ว ยังจะขุดผีขึ้นมาฟ้องอีกหรือ คนพูดมันไม่มีสมอง กฎหมาย ปปง. ไม่สามารถย้อนหลังได้ เพราะกฎหมายนี้เพิ่งคลอด ผมว่าคนที่ยอมให้ตรวจสอบถือว่าเป็นพวกหน้าโง่"

"ที่สำคัญสิ่งที่ผมสร้างขึ้นมา ... เมื่อเทียบกับสิ่งที่ต้องเสียไปเมื่อในอดีต ผมถือว่ามันแฟร์ที่สุดแล้ว"

อย่างไรก็ตาม ... หากจะดำเนินการตามขั้นตอนเอาผิด "เอกยุทธ" ก็ต้องมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับตำรวจ ก่อนจะมีการสืบสวนสอบสวน ซึ่งเขาเองเชื่อว่าจะต้องมีอย่างแน่นอน และหากพบว่า "มีมูล" ก็ส่งให้ ปปง. ดำเนินการ

แต่สำหรับ "เอกยุทธ" ... เขาไม่เชื่อว่าจะทำได้ พร้อมอธิบายเสริมว่ากฎหมายฟอกเงินในอังกฤษ รุนแรงกว่าเมืองไทยมากนัก แค่โอนเงิน 1 หมื่นปอนด์ ก็จะต้องมีการแจ้งที่มาที่ไปที่ชัดเจน เพื่อยืนยันว่าการดำเนินธุรกิจของเขาในอังกฤษทุกอย่างโปร่งใส ที่สำคัญเวลานี้เขาไม่มีธุรกิจใดๆ ในเมืองไทยเลย

"เพราะอย่างนี้ ... ผู้มีอำนาจในรัฐบาลถึงทำอะไรผมไม่ได้ ทำได้ก็เพียงโกรธหน้าดำหน้าแดง และก็ด่าผมออกทีวี ผมเห็นแล้วน่าอนาถ คนระดับผู้พูดจะต้องไตร่ตรองให้ดี เพราะหากสื่อต่างชาติเอาไปแปลและตีพิมพ์ไปทั่วโลก ผมว่ามันเป็นเรื่องน่าอาย ที่เขาไม่ได้พูดด้วยสติแต่พูดด้วยอารมณ์"

แม้ "เอกยุทธ" ... จะพยายามบอกว่าสาธารณชนว่า ทำเพื่อชาติ เพื่อคนไทย ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้มีอำนาจ กำจัดเผ็จการ แต่เบื้องหลังลึกๆ แล้วสังคมยังเชื่อว่าเขา "รับงาน" มาเพื่อล้มรัฐบาลทักษิณ

"ผมไม่ได้รับจ๊อบใคร ... แต่คนที่หนุนหลังผมมี เพื่อนผมเยอะ และเชื่อว่าผมและกลุ่มเพื่อนๆ มีศักยภาพเพียงพอในการสร้างความสั่นสะเทือนให้รัฐบาลทักษิณได้ อีกทั้งเวลานี้ผู้มีอำนาจมีศัตรูเต็มบ้านเต็มเมือง แค่เป่านกหวีดปี๊ดเดียวก็วิ่งออกมากันเต็มไปหมดแล้ว"

กลุ่มเพื่อน ... ที่มีศักยภาพเพียงพอที่กล่าวอ้าง "เอกยุทธ" ไม่ได้ขยายความว่าเป็นใคร กลุ่มไหน แต่เมื่อย้อนรำลึกไปถึงความสัมพันธ์กับ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ส.ว.สระบุรี ที่เคยร่วมขบวนการกบฏ 9 กันยาฯ มาด้วยกัน เขากลับตอบแบบเลี่ยงๆ ว่า "กับท่านมนูญก็คุยกันอยู่ แต่จะไม่ติดต่อถ้าไม่จำเป็น เมื่อชาติต้องการค่อยมาเจอกัน"

จึงรุกถามต่อว่า ... เวลานี้ชาติต้องการแล้ว "เอกยุทธ" ยิ้มๆ ก่อนจะพยักหน้าตอบรับ "คุณมนูญโทร.มาบอก มาเตือนให้ระวังว่า ทำอะไรก็ทำอย่างรอบคอบ และบางครั้งท่านก็ฝากบอกผ่านเพื่อนผมมาเพื่อเป็นกำลังใจ แต่ก็ย้ำว่าอย่าให้ชาติเสียหาย"

อย่างไรก็ตาม ... "เอกยุทธ" ยอมรับว่าการออกมาเปิดโปง หุ้น SCIB-C1 เป็นเพียงการ "โหมโรง" เท่านั้น นับจากนี้ไปจะมีการเปิดเผยพฤติกรรมการโกงของคนในรัฐบาลออกมาอีกระลอก

แต่ "ระเบิดลูกใหญ่" จะอุบไว้เปิดโปงในช่วงใกล้เลือกตั้งใหญ่ ปี 2548 ...

"ผมจะเปิดโปงให้หมดว่า ... คุณรวยมาอย่างไร เมื่อก่อนล้มละลาย แต่วันนี้ทำไมยังรวยเป็นหมื่นล้าน ภาษีก็ไม่เสีย ขับรถหรู มีหน้ามีตาในสังคม คุณเชื่อหรือเปล่าว่า วันนี้ที่อังกฤษมีนักการเมืองไทยหลายคน ไปซื้อบ้านพักเอาไว้เป็นจำนวนมาก ไม่ใช่ราคาแค่แสนปอนด์นะครับ แต่ราคาเป็นล้านปอนด์ (1 ปอนด์ เท่ากับ 75 บาท) ผมถามว่าพวกนี้เอาเงินมากจากไหน แต่ละคนมีทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก แต่ทรัพย์สินเหล่านี้เป็นนอมินี (คนถือแทน) ทั้งหมด"

เขายังเปิดเผยกลเม็ดความชาญฉลาด ... ของนักการเมืองให้ฟังด้วยว่า "แต่ก่อนนักการเมืองที่ชอบโกงก็จะเอาเงินสดหรือซื้อทองคำไปฝากไว้ที่ธนาคารในสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อมีการตรวจสอบก็ง่ายต่อการถูกจับเพราะสามารถเช็คเส้นทางของเงินได้ แต่ปัจจุบันนักการเมืองไทยเก่ง เขาใช้วิธีซื้อพันธบัตรของอเมริกัน และขายต่อไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถเช็กที่มาที่ไปหรือเส้นทางของเงินได้ ตอนนี้กำลังฮิตมาก"

แต่การ "หงายไพ่" ในช่วงโค้งสุดท้าย ... ของการเลือกตั้ง เพื่อฟ้องประชาชน เขาก็หวั่นๆ อยู่เหมือนกัน เพราะพรรคการเมืองในเมืองไทยมีให้เลือกน้อย

"ผมก็กลัวนะ ... เพราะหากเราจะหันกลับไปเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก็เคยทำเจ็บปวดมาแล้วเมื่อ 4 ปีก่อนก็ยังแสลงใจอยู่ แต่สำคัญกว่านั้นสิ่งที่ผมอยากเห็นก็คือ อยากให้ประชาชนตื่นตัว ในการปกป้องสิทธิของตัวเอง เมื่อสังคมมันไม่มีความยุติธรรม คุณก็อยู่ในสังคมไม่ได้"

สงสัยอยู่เหมือนกันว่า ... การอยู่เมืองผู้ดีอย่างอังกฤษ ก็น่าจะมีความสุขไม่น้อย แล้ว "เอกยุทธ" จะกลับมาให้เปลืองตัวทำไม หากไม่มีวาระซ่อนเร้น

"ความจริงผมเป็นคนสุขนิยมนะ ... นอนตื่นสาย มีความสุขกับลูกๆ 3 คน และภรรยา ซึ่งภรรยาผมก็บอกว่าจะกลับมาทำไม เปลืองตัว เปลืองเงินเปล่าๆ ผมบอกเขาไปว่า เพราะผมเป็นคนไทย ยังไงวันหนึ่งผมต้องกลับมาใช้ชีวิตในเมืองไทย แต่คงอีกสัก 3-5 ปี"

นั่นคือเป้าหมายในบั้นปลายในชีวิต ที่เขาให้คำจำกัดความว่า "ชีวิตมีแค่รอบเดียว" ...

แต่การกลับมาของ "เอกยุทธ" ... มีการยืนยันจากปากว่า จะไม่เข้าไปมีบทบาททางการเมือง แต่อาจจะสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ส่วนบทบาททางธุรกิจ หากเมืองไทยยังเป็นลักษณะไปขอสัมปทานเขาจะไม่กลับมาลงทุน เพราะการขอสัมปทานจะต้องเจอพฤติกรรม 2 ข้อใหญ่ๆ คือ ...คุณรู้จักใคร ...และคุณมีเงินเท่าไหร่

"นี่คือรูปแบบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ... ที่วันนี้ยังไม่เปลี่ยน ผมจำได้เมื่อ 20 ปีก่อนที่ผมจากเมืองไทยไป สิงคโปร์ มาเลเซีย ยังไม่เจริญเท่าบ้านเรา แต่วันนี้กลับมาเขาไปไกลกว่าเราแล้ว"

"คำตอบ" ที่ได้รับจากปาก "เอกยุทธ อัญชันบุตร" ... แม้จะยังไม่สามารถไขข้อข้องใจให้เห็นทางสว่างได้ทั้งหมด แต่ก็พอจะเห็น "เค้าลาง" ของการเคลื่อนไหวที่มีรูปแบบเป็น "กระบวนการ" ที่จะยังไม่หยุดเพียงแค่นี้ แต่จะต่อยอดไปจนถึงการเลือกตั้งทั่วไปในต้นปี 2548

นี่อาจจะเป็น "ระเบิดเวลา" ... ที่รอให้รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาถอดสลัก เพราะคำตอบสุดท้ายที่เอ่ยก่อนจากว่า "ผมไม่ได้เกลียดนายกฯ แต่เกลียดพฤติกรรม" สะท้อนความรู้สึกภายในได้ชัดเจน

ก่อนโบกไม้โบกมืออำลากัน...โดยมี "บอดี้การ์ด" 2 คน เดินขนาบข้าง...!! ...


..............................................................................................................
- http://www.matichon.co.th/weekly/weekly.php?srctag=0403100947&srcday=2004/09/10&search=no

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 11/09/2004 04:11 PM


ความคิดเห็นที่: 4


http://www.akeyuth.com


บทความพิเศษ
ชูวิทย์ (2) มาแล้ว ขว้างระเบิดสังหาร นักการเมืองปั่นหุ้น

จากเว็บไซต์ หนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 10 กันยายน 2547



ชูวิทย์ (2) มาแล้ว
ขว้างระเบิดสังหาร นักการเมืองปั่นหุ้น


การคืนสังเวียนของ "เอกยุทธ อัญชันบุตร" ... อดีตเจ้าพ่อแชร์ชาร์เตอร์ในหมาดของหนุ่มนักธุรกิจ ประธานกรรมการบริหาร เครือโอเรียลเต็ล มาร์ท กรุ๊ป นั้นไม่ธรรมดาเสียแล้ว

ชั่วโมงนี้ "เอกยุทธ อัญชันบุตร" ... เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ที่มีเป้าหมายที่จะล้มระบอบ "ทักษิโณมิก" อย่างจริงจัง มิใช่แค่ค้านหรือต้านเท่านั้น แต่พร้อมที่จะยืนประจันหน้าสู้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟันทีเดียว

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ... "เอกยุทธ" เรียกน้ำย่อยบรรดาคนรู้ทันทักษิณ ในรายการวิทยุ "สุดสัปดาห์สาระ" ทาง FM 96.5 เมกะเฮิร์ตซ์ ด้วยการเปิดข้อมูลการปั่นหุ้นวอร์แรนต์ SCIB-C1 ที่มีการเทขายหุ้นล็อตใหญ่และไล่ซื้อภายในช่วง 3 วันคือ 11-13 สิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนรายย่อยเสียหาย 4-5 พันล้านบาท

แล้วยังทิ้งบอมม์ด้วยการแฉว่า ... มีนักการเมืองพันธุ์ใหม่ เข้าไปหากินในตลาดหุ้น หวังโกยเงินไปใช้ในช่วงเลือกตั้ง โดยมีนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลประมาณ 30 คนที่เข้าร่วมขบวนการปั่นหุ้นในครั้งนี้ด้วย และยังระบุอักษรย่อนักการเมือง ป. และรัฐมนตรี ส. ร่วมขบวนการด้วย

เท่านั้นเองคนใน "รัฐบาล" ถึงกับวิ่งพล่านนั่งไม่ติด ... นายกฯ ทักษิณเปิดฉากโต้พัลวัน บอกปัดทันทีว่าไม่มีนักการเมืองเข้าไปปั่นหุ้นหวังตุนเงินเพื่อใช้ในการเลือกตั้ง และยังกล่าวหาว่าคนพูดไม่น่าเชื่อถือ พูดจาเลอะเทอะ แถมยังขู่กลายๆ อีกว่าหากปล่อยข่าวเช่นนี้อาจจะโดนข้อหาทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เสียหาย ทาง ก.ล.ต. มีกฎหมายอยู่ สามารถจับกุมได้เหมือนกัน

แต่ยังไม่ทันที่รัฐบาลจะเคลื่อนไหวอะไร ... เช้าวันที่ 6 กันยายน "เอกยุทธ" ปฏิบัติการเจาะกล่องดวงใจของรัฐบาลต่อ ลุยไปยังตลาดหลักทรัพย์ฯ ยื่นหนังสือให้ตลาดตรวจสอบการซื้อขาย SCIB-C1 เพื่อเอาผิดกับผู้ที่ปั่นหุ้น

และยังทิ้งท้าย ... ในการให้สัมภาษณ์วันเดียวกันอีกว่า ขณะนี้กำลังตรวจสอบการกระจายหุ้นในต่างประเทศของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ว่าใครได้สิทธิจองบ้าง และระหว่างนี้ยังได้รวบรวมข้อมูลการปั่นหุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์อีก 3-4 ตัว ธุรกิจสื่อสาร 3 ตัว ซึ่งล้วนแต่เป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองทั้งสิ้น ส่วนนายกรัฐมนตรีไม่ต้องกลัว โดนตรวจสอบด้วยเหมือนกัน

พร้อมกันนั้น ... "เอกยุทธ" ยังนำเอกสารเกี่ยวกับวิธีการจับนักปั่นหุ้น กลโกงของนักปั่นหุ้นไปแจกที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วย ซึ่งเป็นข้อมูลชิ้นเดียวกับที่ "บรรยง วิทยวีรศักดิ์" จากเครือเดอะเนชั่นเขียนวิเคราะห์ไว้

วินาทีนี้จึงยังไม่รู้ว่าใครคือของจริง ? ...

แต่หากดูท่าที ... ของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ที่พยายามออกมาดิสเครดิตอดีตเจ้าพ่อแชร์ชาร์เตอร์ว่า เป็นบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ เคยถูกสังคมตั้งข้อหาว่าขี้ฉ้อ หลีกหนีกฎหมาย หลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ไทย จนหมดอายุความแล้วจึงกลับเข้าประเทศ และไม่เคยได้รับการพิสูจน์ตัวเองจากกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น อย่าไปให้ความสำคัญกับคนประเภทนี้มาก โดยไม่ตอบคำถามสังคมว่าสิ่งที่เอกยุทธพูดนั้นข้อเท็จจริงเป็นเช่นไหร่ และมิได้สั่งการให้ ก.ล.ต. ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้แต่ประการใด แต่กลับสรุปว่า "เอกยุทธ" มั่ว แล้วใช้วาทะในเชิงส่งสัญญาณให้ ก.ล.ต. ใช้กฎหมายเล่นงานนักธุรกิจใหญ่คนนี้

นายกฯ ยังประกาศต่อหน้าสาธารณชนด้วยว่า ... ใครที่เดือดร้อนจากแชร์ชาเตอร์ให้มาร้องเรียนได้เลย จะช่วยดำเนินการให้ มีทรัพย์เท่าไหร่จะยึดให้หมดเพื่อเอามาคืนประชาชนที่ถูกโกงไป ดูจะมีนัยยะอะไรแฝงอยู่พอสมควร

ด้าน "เอกยุทธ" ... มิได้ลดราวาศอกเช่นกัน เมื่อแรงมาก็แรงกลับ ระดมมือกฎหมายเตรียมฟ้องกลับนายกรัฐมนตรี พร้อมเตรียมข้อมูลเชิงลึกแฉต่อ เรียกว่างานนี้สาวไม่ถึงหัวโจกไม่เลิก

ทำไม "เอกยุทธ" จึงกล้าสู้กับอำนาจรัฐ ...

ทำไม "เอกยุทธ" จึงมุ่งมั่นจะล้มระบอบทักษิณ โดยไม่เกรงกลัวอันตรายใดๆ ...

หากย้อนกลับไป ... ประวัติของ "เอกยุทธ อัญชันบุตร" และเจตนารมณ์ของเขาในการกลับมาประเทศไทยในครั้งนี้จะเห็นชัดเจนว่า เป้าหมายหลักคือการหยุดยั้งระบอบทักษิณ โดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม

"เอกยุทธ" เคยกล่าวไว้ว่า ... การต่อสู้กับอำนาจรัฐรู้ว่ายาก แต่สิ่งที่ผมทำ ผมคิดว่าทำเพื่อชี้ให้ประชาชนเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยขณะนี้ว่าไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง

"ผมไม่เข้าใจคนไทยในหลายๆ สิ่ง ... ทำไมถึงยอม หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเคยชินกับความไม่ยุติธรรม ในต่างประเทศบอกว่าคนไทยยอมได้อย่างไร ให้คนไม่กี่คนมาเอาเปรียบ อ้างความเป็นผู้นำ อ้างความชอบธรรมที่มาจากการเลือกตั้ง อันนี้ผมไม่เข้าใจว่าเขายอมกันได้อย่างไร ผมคนหนึ่งที่ไม่ยอม"

เอกยุทธบอกว่า ทุกวันนี้ต้องมีบอดี้การ์ด เพราะว่าเป็นเรื่องจำเป็น ...

"ผมไม่เคยกลัวเลย ... ถ้าจะมีพวกปองร้าย คือพวกที่ชั่วร้ายเท่านั้น สังคมไทยเป็นสังคมที่ลอบทำร้ายกัน คนไทยต้องการเห็นคนดีปกครองบ้านเมือง แต่คนไทยไม่รู้ว่าคนดีที่แท้จริงคืออะไร คนไทยไปมองว่าการที่มีเงินแล้วจะเป็นคนดี นับถือคนที่มีตำแหน่งหน้าที่การทำงานใหญ่โต ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วไม่ใช่ โจรนั่งอยู่ข้างในเยอะแยะไปหมด ธนาคารล้ม ไม่รู้กี่ธนาคาร พวกนี้นั่งอยู่ข้างในทั้งนั้นแหละ ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ แล้วก็ยังทำตัวว่าเป็นคนดี คนไทยก็ยังกราบไหว้กันอยู่ สิ่งเหล่านี้แหละที่ต้องแก้ไข แล้วคิดว่าสังคมต้องเปลี่ยน อย่าไปไหว้ อย่าไปนับถือมัน สักวันหนึ่งมันก็เป็นหมาตัวหนึ่ง

หากวันหนึ่งมีคนมาตีหัวผม ... เชื่อได้เลยว่า ถูกจ้างมาจากผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์จากสิ่งที่ผมออกมากระทำ เพราะผมเกิดมาจนบัดนี้ไม่เคยทำอะไรใคร"

คำต่อคำ ... ช็อตต่อช็อต หากเป็นนักมวยคู่ชกคู่นี้ฝีมือน่าจะสูสีกัน แต่ทว่า เอกยุทธ ย้อนวันคืนเก่าๆ เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วว่า ครั้งนั้น เขานั่งอยู่ในห้อง แต่นายกฯ ทักษิณนั้นยังนั่งอยู่หน้าห้อง ยังเดินตามผู้ใหญ่อยู่เลย การที่ก้าวมาถึงขนาดนี้เพราะสังคมให้โอกาส และอย่าสำคัญตนผิด เพราะการทำธุรกิจวิ่งไปซื้อเทคโนโลยี ซื้อลิขสิทธิ์แล้วใช้ระบบผูกขาดนั้นไม่ได้ใช้ฝีมือหรอก

นี่คือ การออกหมัดสวน ระหว่าง .....
เอกยุทธกับนายกฯ ทักษิณ ซึ่งดูเหมือนว่า เสียงเชียร์เอกยุทธกำลังมาแรงพอๆ กับชูวิทย์


    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 11/09/2004 04:29 PM


ความคิดเห็นที่: 5


เอกยุทธ กับ นายกฯทักษิณ

วัดกันระดับมวยเอกในรอบสัปดาห์ ... ไปหลายยกแล้ว ระหว่าง นายเอกยุทธ อัญชันบุตร อดีตผู้ต้องหาฉ้อโกงประชาชนในคดีแชร์ชาร์เตอร์เมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งหมดอายุความทางอาญาไปแล้ว หลังจากไปก่อร่างสร้างตัวจนร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีที่ประเทศอังกฤษ ประธานกรรมการบริหารเครือโอเรียนเต็ล มาร์ท กรุ๊ป ประกาศตัวเป็นผู้ต่อต้านรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชนิดที่ประกาศเห็นตัวเห็นตนกันว่ามีใครมั่งที่อยู่ในกลุ่ม เพราะเมื่อเห็นแล้วก็ต้องยอมรับว่าไม่ธรรมดา

ที่ไม่ธรรมดา ... ดูเหมือนจะเป็นตัวนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เองนั่นแหละ เมื่อต้องออกมาตอบโต้ในทุกกระบวนท่า หากจะเปรียบกันแล้วระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ กับ นายเอกยุทธ ดูได้ว่าเป็นมวยคนละชั้น เมื่อนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นมวยรุ่นใหญ่ประกาศลดน้ำหนักลงมาวัดกับมวยต่ำชั้น ที่วันนี้ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ธรรมดาเหมือนเมื่อในอดีตอีกแล้ว เพราะดูจากเหตุและผลที่กลุ่มของนายเอกยุทธขุดออกมาตีแผ่ กล่าวหาว่ามีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลคนหนึ่งร่วมกับนักการเมืองปั่นหุ้น

ข้อหาปั่นหุ้น ... ถ้าเป็นจริงอย่างที่นายเอกยุทธนำออกมากล่าวหา รัฐมนตรีคนนั้นและนักการเมืองอยู่ไม่ได้เด็ดขาด เรื่องพรรค์อย่างนี้จะมากล่าวหากันลอยๆ คงไม่ได้ และเชื่อว่าเรื่องนี้นายเอกยุทธก็จะต้องเตรียมข้อมูลไว้ป้องกันตัวเช่นเดียวกัน ที่น่าสนใจก็คือนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำประเทศไม่น่าจะออกอาการอะไรให้มาก ยิ่งออกอาการมากเท่าไหร่ยิ่งเสียมาก การกล่าวหาเช่นนี้ ทางที่ดีรัฐบาลต้องขอหลักฐานมาจัดการ เพื่อสร้างความถูกผิดให้ปรากฏ ไม่ใช่มาด่าทอกันทางทีวี วิทยุ และหน้าหนังสือพิมพ์

สื่อเองก็ต้องการสร้างความจริงให้ปรากฏ ... ไม่ใช่ไปให้ความสำคัญกับอดีตคนที่เคยสร้างความเจ็บปวดให้กับประชาชนคนเล่นแชร์ แต่ในเมื่อคนใหญ่คนโตบางคนในบ้านเมืองถูกกล่าวหาเช่นนี้ ในฐานะผู้เสียภาษีคนหนึ่งทำไมจะไม่อยากรู้มือใครยาวสาวได้สาวเอา ในเมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินก็มี หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติก็มีอยู่ในบ้านเมือง ซ้ำยังเป็นหน่วยงานอิสระของรัฐที่พร้อมจะทำความจริงให้ปรากฏ

ถึงแม้ว่า ... การที่นายเอกยุทธออกมาปูดเรื่องอะไรต่อมิอะไร ทั้งเรื่องรัฐมนตรีมีบ้าน 100 ล้านบาท อยู่ในประเทศอังกฤษแล้วไม่แจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ถ้าจริงรัฐมนตรีคนนั้นก็ต้องถูกถอดถอน แต่ถ้าหากว่านายเอกยุทธไม่สามารถพิสูจน์ข้อกล่าวหาที่โยนความผิดให้คนในคณะรัฐบาลนี้บางคน คนที่จะเสียไม่ใช่รัฐบาล หากแต่จะเป็นนายเอกยุทธ และกลุ่มคนที่หนุนหลังนายเอกยุทธ เพราะฉะนั้นทางที่ถูกที่ควรคือต้องรีบหาความจริงออกมาจะได้รู้ว่าใครโกหก

เพราะถ้ามองว่า ... เหลือเวลาอีก 4 เดือน ประเทศไทยจะจัดให้มีการเลือกตั้งใหญ่ ก็อาจจะมองได้แต่ถ้าติดจะออกมาดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม ด้วยการนำเรื่องไม่จริงมากล่าวหากัน ประชาชนคนไทย 60 ล้านคน คงไม่ได้กินแกลบหรือกินรำจนไม่รู้ว่าควรจะเลือกใครให้มาช่วยดูแลและบริหารประเทศแทน ขออย่างเดียวอย่าใช้อำนาจไปปิดบังความไม่ถูกไม่ต้อง ปล่อยให้เขาได้แฉความจริงออกมาว่ามีความจริงอยู่มากน้อยแค่ไหน จำไม่ได้หรือที่โบราณว่าไว้ปลาหมอตายเพราะปาก

ยิ่งมีการท้าออกทีวี ... เพื่อจะได้แฉกันต่อหน้าประชาชนทั้งประเทศ ถ้าเขาเอาข้อมูลที่เป็นเท็จมาพูด เขาก็หนีไม่พ้นถูกตราหน้าว่าแกะดำ หรือไม่ก็เด็กเลี้ยงแกะ ต่อให้รวยล้นฟ้าก็คงไม่มีใครไปหลงเชื่อ ยิ่งเห็น น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ รวมทั้งนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ออกมาเป็นกองเชียร์ชาวบ้านยิ่งอยากรู้ความจริงว่ามีขนาดไหน และการที่เขาประกาศตัวออกมาเป็นฝ่ายตรงข้ามอย่างชัดเจนนี้ยิ่งดี จะได้รู้ว่าใครมั่งที่เป็นศัตรูทางการเมือง เพราะการเมืองมีแค่ 2 ขั้ว ขั้วหนึ่งเป็นรัฐบาล อีกขั้วหนึ่งเป็นฝ่ายค้าน


.........................................................................................
โดย ..... บ้านเมืองออนไลน์ เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2547
- http://www.banmuang.co.th/editor.asp?id=32083

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 11/09/2004 05:17 PM


ความคิดเห็นที่: 6

บทความนับว่า ยังมีความอ่อนด้อยทางการเมือง ของประเทศด้อยพัฒนาทางสังคมประชาธิปไตยเช่นประเทศนี้มาก เอกยุทธจอมชั่วได้พูดไว้ต่างกรรมต่างวาระกันหลายครั้งในหลายสถานที่ว่า เขาเป็นหมากหรือเบี้ยตัวหนึ่งที่จะเข้ามาถล่มรับบาลชุดนี้ให้เละ พฤติกรรมที่จอมชั่วรายนี้แสดงออกมันไม่คยแตกต่างไปจากพฤติกรรมของกลุมชั่วในอดีต ที่ทำลายกันทางการเมืองเลย เพียงแต่มันเปลี่ยนวิธีการและลูกเล่นเท่านั้น กลุ่มชั่วที่ยืนยงคงกระพันมานานร่วมค่อนศตวรรษที่คอยกัดกินประเทศชาติจนเหลือแต่กระดูก เมื่อถึงโอกาสและเมื่อยามหมดโอกาส ก็จะพยายามสร้างโอกาสขึ้นมาใหม่ โดยการก่อความวุ่นวายให้เกิดขึ้นมันทุกครั้ง เพื่อที่กลุ่มชั่วของตนจะได้กลับไปเสวยสุขอีก กลุ่มชั่วเหล่านี้ไม่เคยคิดว่า ประเทศชาติจะบรรลัย ประชาชนจะเดือดร้อนยากจนหมดตูดกลายเป็นพวกเปิดท้ายรถขายของ พวกนี้ไม่สนพวกนี้ สนใจอย่างเดียวนั่นคือไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องด้วยกล บ้านเมืองนี้ ที่ค่าเงินบาทมันลดลงมาเรื่อยๆ ไม่ต้องไปโทษใครแต่ ต้องชี้นิ้วไปโทษไอ้พวกชั่วรายัมนี้ อย่างเดียวเท่านั้น

รัฐบาลชุดนี้ เมื่อพยายามที่จะเอาคนชั่วมาลงโทษ ก็มักจะต้องถูกพวกรายัมชั่ว ที่อยู่ในหลายรูปแบบไม่ว่าจะในรูปของสวนักวิชาเกินพวกฝ่ายค้าน พวกทะแนะกระดาษเปื้อนหมึก พวกก่อมลพิษทางคลื่นออกอากาศ 9ล9 ซึ่งล้วนเป็นพวกที่ได้เสวยสุข จากสังคมคอรับชั่น ต่างออกมาประสานต่อต้านด่าว่ารัฐบาล มันเป็นแบบนี้ทุกครั้ง แต่ก็แหกปากบอกว่า ทำไมรัฐบาลไม่จัดการกลับสิ่งเหล่านี้เสียที นี่มันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในประเทศนี้หรือใครจะเถียงว่ามันไม่จริง

ถ้าเราต้องการประเทศให้มันเจริญก้าวหน้า เราก็ควรที่จะสนับสนุนรัฐบาลให้กระทำในสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งรัฐบาลชุดนี้มาถูกทางแล้ว และควรที่จะทัดทานหรือตำหนิติติงในสิ่งที่รัฐบาลทำผิด แต่ไม่ใช่ไปเข้าข้างคนชั่ว คนผิด แบบนายเอกยุทธจอมชั่วรายนี้ โดยอ้างว่าทำไมไม่ปล่อยให้คนชั่วอย่างนายเอกยุทธเปิดโปง หรือ ทำไมไม่ตรวจสอบสิ่งที่นายเอกยุทธพูด ทั้งๆ ที่รัฐบาลก็บอกออกมาแล้วว่าตรวจสอบแล้วว่า ที่นายเอกยุทธพูดน่ะ มันเท็จ กลับไม่ยอมเชื่อ

ดันไพล่ไปอีกทางหนึ่ง หาว่ารัฐบาลจะปิดปากนายเอกยุทธ ด้วยการยึดทรัพย์ นี่มันบ้าไปใหญ่แล้วอย่างที่บอก ก็ไอ้นี่มันชั่วโกงเขา พอ ปปง. จะไปยึดทรัพย์เข้าหลวง ก็ดันหาว่ารัฐบาลไปแกล้ง นี่จะเอาไงกันแน่ ต้องการให้คนชั่วลอยนวลใช่ไหม เพื่อที่จะได้ยกเป็นกรณีเอาไว้ด่ารัฐบาลใช่ไหม หากจอมชั่วรายนี้ลอยนวลไปได้ถามจริงๆ มันไม่เบื่อบ้างหรือ บอกตรงๆ ผมเบื่อสุดขีดกับแนวความคิดที่เส็งเคร็งแบบนี้ หรือว่าประเทศนี้มันจะเอาดีไม่ได้ ทั้งๆ ที่ ได้รัฐบาลที่นับว่าดีที่สุดเท่าที่ประเทศนี้ตั้งมาก็ว่าได้ ในเรื่องของความมีวิสัยทัศน์และความตั้งใจในการทำงาน

    โดย : คนไทยคนที่2     เมื่อ : 11/09/2004 05:56 PM


ความคิดเห็นที่: 7

น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ
คราวนี้เราคงจะได้เห็นแล้วว่าใครรักชาติจริง ใครบริสุทธิ์จริง เกิดครั้งเดียว ตายครั้งเดียวทำประโยชน์ให้ชาติดีกว่า ถ้าท่านมีสมบัติมากเพียงพอแล้ว คนที่โกงแล้วไปซื้อสมบัติไว้ที่ต่างประเทศ ท่านเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า จิตใจท่าน มีความสุขไหม กับความร่ำรวยที่มันมาได้ง่ายๆ บางคนอาบเหงื่อต่างน้ำกว่าจะได้เงินมาซื้ออาหารกินแต่ละมื้อ
คนที่เคยทำชั่วแล้วกลับตัวช่วยชาติเราน่าติดตามว่าเขาจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์อีกบ้าง
คนไทยทุกคนที่เกิดในเมืองไทยรัฐบาลน่าจะช่วยให้ได้รับประกันสังคมทุกคน เท่าที่เห็นต่างสร้างฐานให้ตัวเองทั้งนั้น เช่น ชื่อโรงเรียน ชื่อมหาวิทยาลัยใช้ชื่อของท่านทั้งนั้น แล้วท่านส่งเด็กไปเมืองนอกทำไม ของดีในเมืองไทยเยอะแยะแต่รัฐไม่ช่วย ท่านทำเพียงแค่เอาหน้า เด็กเรียนเก่งแต่จนไม่มีโอกาสได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนของท่านหรอก ท่านก็เอาเงินขายหวยส่งเด็กไปเมืองนอกก็ได้แค่หนึ่งตำบลหนึ่งคน รัฐบาลที่ดีเด็กต้องได้เรียนฟรี โรงเรียนของท่านปรับให้เป็นของรัฐให้หมด นั้นคือรัฐบาลที่เก่งจริง หรือไม่ ภาษีของประชาชน เด็กควรได้เรียนฟรี
เพราะระดับของท่านทั้งหลายที่มีมันสมอง เก่งๆ มักจะคิดแต่เรื่องความร่ำรวย คิดเรื่องการโกงอย่างไรถึงจะไม่ผิด น่าสลดใจจริงๆ
คนจนไม่รู้เรื่องว่ารัฐเขาคุยกันทำไมเรื่องโกง มีด้วยรึ รวยแล้วไม่น่าเลยนะ น่าจะอายคน จนๆ ที่ทำงานอย่างบริสุทธิ์
ก็สมควรแล้วที่ในหลวงท่านให้แช่ง คนที่โกง เพราะอย่างไรคนหน้ามืด ย่อมไม่ฟังใคร
ขออนุญาตน้ำตาลระบายความในใจนะคะ

    โดย : จันทรา     เมื่อ : 11/09/2004 06:48 PM


ความคิดเห็นที่: 8



กบฏทหารนอกราชการ
9 กันยายน 2528



ความพยายามที่จะทำการปฏิวัติ ...ในวันที่ 9 กันยายน 2528 เกิดขึ้นในขณะที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี และพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารบก กำลังอยู่ในต่างประเทศกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า คณะปฏิวัติ ได้เข้ายึดกองบัญชาการทหารสูงสุดเป็นสถานที่บัญชาการ โดยมีพลเอกเสริม ณ นคร อดีตทหารประการเป็นหัวหน้าคณะ (พลเอกเสริม อ้างว่าถูกบังคับ) มีนายพลนอกประจำการอีกหลายท่านรวมอยู่ด้วย และ พ.อ.มนูญ รูปขจร อดีตผู้นำกบฏยังเตอร์กเป็นแกนสำคัญ การปฏิวัติครั้งนี้ทำไม่สำเร็จ เพราะได้รับการต่อต้านในทันทีโดยนายทหารประจำการภายใต้การนำของพลเอกเทียนชัย ศิริสัมพันธ์ รองผบ.ทบ. ภายหลังการประทะกันด้วยกำลังอาวุธในบางพื้นที่จนทำให้มีการบาดเจ็บล้มตาย คณะปฏิวัติยอมแพ้ในตอนเย็นของวันนั้นเอง

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ... ใช้วิธีการยุบสภาเป็นการแก้ปัญหาทางการเมืองตลอดมา จนกระทั่งครั้งหลังสุดภายหลังการยุบสภา เมื่อ 29 เมษายน 2531 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ก็ปฏิเสธตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่พรรคการเมืองใหญ่ 4 พรรค มอบให้ภายหลังการเลือกตั้ง 24 กรกฎาคม 2531 ทำให้พลตรีชาติชาย ชุณหะวัน หัวหน้าพรรคชาติไทย และ ส.ส.จังหวัดนครราชสีมาได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเท่ากับเปิดยุคสมัยของรัฐบาลประชาธิปไตยที่กลุ่มทหารไม่ได้เข้ามามีส่วนในการจัดตั้งรัฐบาล


....................................................

สนธิ .....
เมื่อมีการออกหมายจับและในที่สุดแล้วก็มีการจับและประกันตัวออกไป คุณเอกยุทธก็ถูกจับและคนที่จับก็เป็นพ.ต.อ.สมพงษ์ รองผู้การกองปราบ แต่ในขณะเดียวกันผู้บังคับบัญชาคือพล.ต.ท.เสมือน ดามาพงษ์ ซึ่งเป็นบิดาของคุณหญิงพจมาน ชินวัตรและเป็นพ่อตาของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พอประกันตัวออกไปคุณเอกยุทธก็หายไปเลย นั่นคือช่วงประมาณก.ย. ก่อนก.ย.เล็กน้อย มิ.ย. หนังสือเล่มนี้ เขียนประมาณ เม.ย. พ.ค. และคุณเอกยุทธหายไป กลับมาอีกทีในการร่วมปฏิวัติ 9 ก.ย. นัย คือว่ามาร่วม ถ้าปฏิวัติสำเร็จจะได้แก้ข้อกล่าวหาของตัวเองได้ แต่เผอิญปฏิวัติล้มเหลวก็กลับไป นั่นคือประเด็นหลักที่ทางพรรคไทยรักไทยบอกว่าคนคนนี้มาร่วมปฏิวัติประชาธิปไตยได้ยังไง ไม่ควรจะเข้ามาสู่วงการประชาธิปไตยในขณะเดียวกัน

ความจริงที่น่าขมขื่นอีกอันคือ พล.ต.มนูญกฤต สมัยก่อนเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ แต่ในที่สุดก็เป็นประธานสภา เพราะฉะนั้นตรรกะตรงนี้ไม่เวิร์ค คุณเอกยุทธก็เลยไปอยู่อังกฤษ คุณเอกยุทธวันนี้เป็นเจ้าของร้านอาหารกำทอง อยู่ที่ควีนสเวย์ เบฟอร์เตอร์ อยู่ในมหานครลอนดอน เจ้าของร้านกำทองเป็นคนจีน แต่ก่อนและมีภรรยาเป็นคนไทยก็ติดหนี้ติดสิน บ่อนการพนัน คนจีนชอบเล่นการพนันมาก ก็ไม่รู้ทำยังไง ต้องขายร้านทิ้ง คนที่ซื้อร้านไว้คือคุณเอกยุทธ กับภรรยาเจ้าของเก่าก็เข้าใจว่าเป็นแฟนกันและคุณเอกยุทธก็เปิดบ่อนการพนันอันหนึ่งข้างๆ อยู่แถวควีนสเวย์ ชื่อไวท์ ฮอร์ส ม้าขาว


....................................................

http://www.rakbankerd.com

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 11/09/2004 09:45 PM


ความคิดเห็นที่: 9

รักบ้านเกิดดีมาก ขอบคุณนะคะ ที่โพสต์มาให้อ่าน
คำสาปแช่งของคนหมู่มากน่าเป็นจริงนะ
ใครที่ทำกรรมไม่ดีเอาไว้ และถูกสาปแช่งจากหลายปาก หรือจากกระแสจิตที่มีอำนาจลึกลับของคนที่บริสุทธิ์ มักจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาจากขาขึ้นแล้วกลายเป็นลงอย่างเห็นได้ชัดหรือบางท่านอาจจะไม่ทราบ แต่ท่านผู้นั้น ก็คงจะทราบด้วยตัวท่านเองว่าเป็นเพราะกรรม แต่จะแรง หรือขนาดเบาๆ ก็ติดตามดูกันเอง

    โดย : จันทรา     เมื่อ : 12/09/2004 06:32 PM


ความคิดเห็นที่: 10

เขาฉ้อโกงประชาชนไปเต็มๆ โกงไปแน่นอน

ข้อกล่าวหาตามที่สื่อมวลชนได้รายงานมาเหล่านั้น คงจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่นำมาสู่การตรวจสอบของ ปปง. ได้ และ แน่นอนว่าควรจะมีการตรวจสอบทั้ง คนให้ข่าวและคนปั่นหุ้นไปพร้อมๆ กัน ตรวจสอบตามข้อกล่าวหาให้หมด

แต่ ณ วันนี้ เรื่องมีอยู่ว่า คนให้ข่าวทำตัวแบบมีเงื่อนไขตลอดเวลา

ผมเข้าใจว่า รัฐบาลดำเนินการผิดวิธี ท่านนายกฯไม่ควรตอบโต้ เมื่อเขากล่าวหามา ท่านก็ควรดำเนินการตรวจสอบให้เขา แต่คนให้ข่าวก็มาเล่นบอกแต่ อักษรตัวย่อๆ อย่างงี้ ใครเขาจะไปตรวจสอบอะไรกับใครได้อย่างจริงจัง ล่ะครับ

แต่พอมองไปทางตัวของคนให้ข่าวบ้าง ก็ยังมีข้อสงสัยต่อสังคมอยู่อีกมาก

ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือ นักวิชาการต่างๆ ก็ออกมาสวมรอยความไม่ชอบรัฐบาล ทั้งเหยียบ ทั้งรอกระทืบกันเลย การเมืองของประเทศไทยเรายังด้อยพัฒนาทางประชาธิปไตยอยู่มาก

คนให้ข่าว เขาออกมาพูดไว้หลายครั้ง ว่าเขาเจตนาจะเข้ามาโค่นล้มรัฐบาลชุดนี้ การกระทำแบบนี้ ก็แสดงออกมาไม่ต่างไปจากกลุ่มคนที่เคยโกงกินบ้านเมืองมาแล้วในอดีต ชอบทำลายกันในทางการเมือง กลุ่มคนพวกนี้ คอยฉวยโอกาสสูบเลือดสูบเนื้อประเทศชาติ พอหมดหนทางหากินที่อื่น ก็กลับมาใหม่ มาก่อความวุ่นวายให้เกิดขึ้นกับบ้านเมืองทุกครั้ง เพื่อที่กลุ่มของตนจะได้กลับมายิ่งใหญ่อีก กลุ่มคนเหล่านี้ไม่เคยคิดว่า ประเทศชาติจะเสียหาย ประชาชนจะเดือดร้อนยากจนหมดตัว คนพวกนี้ไม่เคยนึกถึงความลำบากของผู้อื่น

ผมไม่ได้เชียร์หรือเข้าข้างรัฐบาลชุดนี้ ผมก็อยากรู้ความจริงเช่นกัน ถ้าคนให้ข่าว เขาบอกว่า เขามีข้อมูลจริง ก็ควรพูดๆ ออกมาให้มันรู้เรื่อง ไม่ใช่มาบอกว่าจะต้องพูด เวลานั้น เวลานี้ โยกโย้ ทำเกม เล่นเกมกับบ้านเมืองแบบนี้ ผมก็ว่าไม่สมควรเห็นด้วยหรอกครับ มันล้าสมัยเกินกว่าจะรับได้ครับ

    โดย : ขาประจำ     เมื่อ : 12/09/2004 09:31 PM


ความคิดเห็นที่: 11

คุณเอกยุทธอยู่เมืองนอก กินดีอยู่ดีแล้ว จะกลับมาสร้างความปั่นป่วนให้บ้านเกิดทำไม ถ้าเจ้าตัวยืนยันว่าไม่ต้องการลงมาเล่นการเมือง แต่ยอมรับเป็นแค่เบี้ยตัวหนึ่งบนกระดาน
หรือว่ากลับมาเพื่อชดใช้หนี้บุญคุณให้ใครหรือเปล่า?

    โดย : ขาจร     เมื่อ : 12/09/2004 09:52 PM


ความคิดเห็นที่: 12



จิ๊กซอว์ตัวใหม่

ทักษิณ เจอ เอกยุทธ มวยเอกประจำสัปดาห์ ใครจริงใครเท็จ อีกไม่นาน บานปลายแน่มาคนเดียวไม่ว่า ดาหน้าไปด้วยขบวนการ ขาประจำ พร้อมถล่ม .. ข่าว เขย่าขวด สุดสัปดาห์นี้ ยิ่งใกล้ครบเทอม 4 ปี ของรัฐบาลทักษิณ การเมืองดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นตามลำดับ อะไรที่ว่าง่ายก็ชักจะไม่ง่ายเสียแล้ว ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ก็ยิ่งมีตัวแปรที่มีผลต่อคะแนนนิยม ของไทยรักไทยพอสมควร ถึงขนาดมีการระบุเอาไว้ด้วย 15 วันอันตราย

เอกยุทธ ไม่รู้ไปกินดีหมีมาจากไหน ประกาศเอาไว้อย่างนั้นว่า จะแฉแหลกข้อมูลเรื่องปั่นหุ้น ไซฟ่อนเงิน ฯลฯ .. หมายหัวไปที่นักการเมืองซึ่งเกี่ยวข้อง รัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหาปั่นหุ้น ก็อยู่ในข่ายด้วย เล่นเอาเสียวสันหลังกันไปตามๆ .. เอกยุทธ คือตัวแปรใหม่ทางการเมืองที่ต้องการ ล้มทักษิณ พร้อมเสียงขานรับจาก ขาประจำ ทั้งหลาย ... เพราะมีเป้าหมายเดียวกัน

พลิกปูมประวัติคนชื่อเอกยุทธ นั้นไม่ใช่ธรรมดาเหมือนกัน แชร์ชาร์เตอร์ก็โด่งดังไม่แพ้แชร์ชะม้อย .. 9 ก.ย. 2528 ก็เป็นหนึ่งในกบฏที่จะโค่นล้ม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ .. แต่เมื่อไม่มาตามนัดก็เรียบร้อยต้องเผ่นไปกบดานอยู่ที่ลอนดอน ขณะที่หัวหน้าตัวจริง พล.ต.มนูญกฤต รูปขจรต้องเผ่นไปเยอรมนี .. แต่เมื่อมีนิรโทษกรรมทุกคนกลับเมืองไทยหมด .. เอกยุทธ ไม่กลับ แต่ไปดำเนินธุรกิจจนร่ำรวยที่อังกฤษ เรียกว่าหายวับจนผู้คนนึกว่าสาบสูญไปแล้ว โผล่มาอีกทีก็ดังคับจอ แถมฝากแค้นลึกๆให้คนชื่อ ทักษิณ เข้าอีก

ถามว่างานนี้ปกติธรรมดาหรือไม่?
ตอบได้ว่าไม่ใช่ธรรมดาแน่ ...!!!

ลำพังนายเอกยุทธเอง คงไม่กล้าหาญชาญชัยพอที่จะออกมาเล่นเกมนี้ หากไม่มีแบ็กหนุนหลัง เพราะคงกลัวคดีเก่าย้อนเกล็ดเหมือนกัน .. แต่เมื่อมีทีมหนุนหลังชั้นดี เลยเปิดฉากลุยทันที .. ว่ากันว่า เอกยุทธ คือจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งที่จะมาเติมความสมบูรณ์ เพื่อให้เห็นภาพทักษิณ ชัดเจนยิ่งขึ้น .. เพราะ มันคือข้อมูลที่จะเจาะลึก ถึงเครือข่ายผลประโยชน์ที่เกี่ยวพันกับคนในรัฐบาล โดยเฉพาะในตลาดหุ้น .. อยู่ที่ว่าจะกล้าแค่ไหน หรือแค่เกทับหาคะแนนนิยมเท่านั้น

แม้ภาพพจน์นายเอกยุทธจะไม่ค่อยสกาวนัก แต่ถือว่าเป็นหัวหอก ที่เล่นได้ถึงลูกถึงคนที่สุด .. นายกฯ ทักษิณ คงอ่านเกมออก และ น่าจะรู้เบื้องลึกเป็นอย่างดี จึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อ ปิดปาก สกัดทุกรูปแบบ .. ก.ล.ต.-ปปง.-คลัง-ตำรวจจึงต้องรวมหัวกันลุย ก่อนที่จะถูกแฉเข้าเนื้อไปมากกว่านี้ ผู้สันทัดกรณีบอกว่า นายกฯทักษิณคงจะเล่นเกมนี้ลำบากไม่ใช่น้อย .. เพราะเมื่อสั่งเล่นงานนายเอกยุทธ .. แต่ก็ต้องเจอคำถามที่ว่า แล้วทำไมไม่เล่นงานพวกปั่นหุ้นด้วย .. ทั้งๆ ที่ 2 เรื่องนี้ สร้างความเสียหายไม่ต่างกัน มีความผิดไม่ต่างกัน

งานนี้ไม่มี เด็กเลี้ยงแกะ แน่...
ไม่ใครก็ใครต้องเละไปข้างหนึ่งแน่ ...!!!



.....................................................................................
อ้างอิงจาก ... หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ คอลัมน์ของ ลิขิต จงสกุล
เมื่อ ... วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2547

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 12/09/2004 10:49 PM


ความคิดเห็นที่: 13


จับกระแสปั่นหุ้น

ต้องยอมรับว่า ... ข่าวคราวเกี่ยวกับการกล่าวหาว่า มีคนสำคัญของรัฐบาลนี้ ลงไปปั่นหุ้นได้เงินไปก้อนใหญ่ของนายเอกยุทธ อัญชันบุตร...กลายเป็นข่าวที่มาแรงที่สุดขณะนี้ .. แรงถึงขนาดเบียดเอาข่าวฮีโร่นักกีฬาไทยของเราหลุดไปอยู่หน้ากีฬาเร็วกว่าเวลาอันสมควร ว่าอย่างนั้นเถิด

เหตุที่ข่าวนี้โด่งดังอย่างรวดเร็ว ... ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ การสวนหมัดอย่างทันทีทันควันของรัฐบาล .. มีการเปิดโปงนายเอกยุทธไปพร้อมๆกับการขานรับของสำนักงาน ปปง. ที่มีมติว่าจะยึดทรัพย์ราชาแชร์ชาร์เตอร์ย้อนหลัง .. ขณะเดียวกัน ก็อาจเป็นเพราะการให้สัมภาษณ์อย่างดุเดือดของนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ส่งผลให้คอการเมืองและประชาชนทั่วไปต้องหันมาติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิด

เรื่องราวจะจบลงอย่างไร ยังจะต้องติดตามกันต่อไป ...

หลายๆ ฝ่ายเชื่อว่า ... เรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ เพราะนายเอกยุทธก็มีกองเชียร์ค่อยๆ ปรากฏตัวออกมาทีละรายสองราย .. รัฐบาลอาจจะมองว่ากองเชียร์ที่ว่านี้ ไม่มีราคาค่างวดนัก...แต่ สื่อมวลชนและประชาชนไม่คิดเช่นนั้น .. ส่วนใหญ่มองว่าเป็นคู่ต่อกรที่มีเครือข่าย มีโยงใย และบางรายหากใช้ภาษามวยก็ต้องเรียกว่าเป็น มวยตื๊อ ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ .. ทำให้คาดการณ์ว่าการต่อกรของทั้ง 2 ฝ่ายในครั้งนี้ คงจะยืดเยื้อพอสมควร

สำหรับความคิดความเห็นของประชาชน ... หรือสื่อมวลชนที่เปรียบเสมือน "คนดู" การต่อกรครั้งนี้ จะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ขณะที่ผมเขียน ยังไม่มีโพลหรือการสำรวจที่ให้ผลชัดแจ้ง .. แต่จากการที่ผมอ่านข่าว อ่านบทความ ฟังรายการวิทยุ และสุ่มตัวอย่างพูดคุยกับพรรคพวกเพื่อนฝูงเท่าที่จะคุยได้...

พอจะสรุปได้ว่า ... ความเห็นส่วนใหญ่ให้ความเป็นธรรมและวางตัวเป็นกลางดีมากทีเดียว .. สื่อต่างๆ จะแยกประเด็นออกเป็น 2 ประเด็น อย่างแจ้งชัด

กรณีแรก ... หรือความไม่ดีงามที่นายเอกยุทธเคยทำไว้ในอดีต และกำลังจะโดนรัฐบาลเล่นงานนั้น ความเห็นส่วนใหญ่บอกว่าก็โอเค จะทำจะลุยอย่างไรก็ว่ากันไป .. ขอให้ดูจังหวะจะโคน ขอให้ระมัดระวัง อย่าให้กลายเป็นการรังแกไปเสียก็แล้วกัน

ส่วนในกรณี ... ที่นายเอกยุทธกล่าวหาว่าฝ่ายรัฐบาลมีการปั่นหุ้นนั้น ส่วนใหญ่จะมีความเห็นว่า รัฐบาลควรจะต้องตรวจสอบ และทำความกระจ่างในเรื่องนี้ด้วย

จะสรุปง่ายๆว่า ... เพราะนายเอกยุทธมีประวัติไม่งดงาม ดังนั้น ข้อกล่าวหาจึงฟังไม่ขึ้น...เห็นจะไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน .. แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นายเอกยุทธก็ควรจะนำหลักฐานมาชี้แจง มาเปิดเผยให้มากกว่านี้ ไม่ใช่กล่าวหาเพียงลอยๆ หรือแค่เอาข้อมูลกว้างๆ ที่ประชาชนเข้าใจยาก มาเปิดเผยอย่างที่ทำอยู่ .. หากว่านายเอกยุทธสามารถนำหลักฐานที่ชัดเจนมาเปิดเผยเมื่อใด รัฐบาลจะต้องชี้แจงให้กระจ่างแจ้งในทุกกระทง .. ครับ! ก็เป็นการประมวลข้อคิดเห็นเท่าที่ผมลองสำรวจตรวจตราดูในช่วง 2-3 วันมานี้ ด้วยวิธีที่กล่าวไว้ข้างต้น .. แม้จะไม่ใช่ความเห็นของคนไทยทั้งประเทศ แต่ผมก็คิดว่ามีประเด็นที่น่ารับฟังทีเดียว .. หลายๆ ท่านฝากข้อคิดเห็นเพิ่มเติมมาที่นายกรัฐมนตรีเป็นพิเศษว่า น่าจะส่งมือระดับโฆษกพรรค หรือ มวยรองอื่นๆ ลงมาชกเสียแต่แรก ไม่น่าจะเผลอตัวลงมาต่อยเอง ทำให้ตัวนายเอกยุทธ และข้อกล่าวหาของเขามีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาทันที

แต่ไหนๆ ก็ลงมาคลุกวงในเช่นนี้แล้ว ... จะต้องต่อยอย่างเยือกเย็น และเน้นๆ ดังที่ภาษามวยเขาเรียกว่า ต่อยอย่างละเอียด .. ชนะก็แค่เสมอตัว และถ้าแพ้จะยุ่งทันที .. ชกบุ่มบ่ามไม่ได้เลยครับงานนี้ จะต้องใจเย็นและชกละเอียดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพื่อชัยชนะและเพื่อให้เสมอตัว อย่างที่ว่า.


...................................................................................
อ้างอิงจาก ... หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ คอลัมน์ของ ซูม
ภาพประกอบ ... หนังสือพิมพ์ผู้จัดการฯ คอลัมน์ ผู้จัดกวน
เมื่อ ... วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2547

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 13/09/2004 12:42 PM


ความคิดเห็นที่: 14



ปั่นหุ้นจริงไหม .. ใครปั่น

เรื่องที่กำลังเป็นข่าวโด่งดัง ... อยู่ในขณะนี้ จะต้องแยกออกเป็น 2 เรื่อง ไม่ควรนำไปปะปนกันให้สับสน เรื่องแรก นายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจชื่อดัง กล่าวหาว่ามีนักการเมืองแสวงความรํ่ารวยด้วยการปั่นหุ้น โกยเงินไปหลายพันล้านบาท เพื่อเป็นทุนการเลือกตั้ง โดยมีรัฐมนตรี ส. กับนักการเมือง ป. อยู่เบื้องหลัง พร้อมทั้งยกตัวอย่างการปั่นหุ้นธนาคารพาณิชย์รายหนึ่ง เมื่อเร็วๆ นี้

เรื่องที่สอง ... นายกรัฐมนตรี แทนที่จะสั่งให้สอบสวนข้อกล่าวหาอย่างโปร่งใส และตรงไปตรงมา กลับตอบโต้ว่า นายเอกยุทธเคยเป็นผู้ต้องหาในคดีฉ้อโกงประชาชน จึงเป็นบุคคลผู้ไม่น่าเชื่อถือ พร้อมทั้งเรียกร้องให้คืนเงินประชาชน ให้หน่วยงานของรัฐตรวจสอบภาษี และพิจารณายึดทรัพย์ตามกฎหมาย ปปง. และ ปปง. ก็รีบตอบสนองทันที ด้วยมติเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินและตามยึดทรัพย์ทั่วโลก

สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นก็คือ ... จะต้องมีการตรวจสอบอย่างโปร่งใส และตรงไปตรงมาต่อข้อกล่าวหาที่ว่า มีนักการเมืองและรัฐมนตรีเป็นตัวการสำคัญในการปั่นหุ้น ซึ่งนอกจากจะโกยกำไรไปมหาศาลแล้ว ยังทำให้ นักลงทุนรายย่อย หรือแมลงเม่าได้รับความเสียหาย จึงเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน ผู้กล่าวหาเป็นนักธุรกิจชื่อดัง และยืนยันว่า พร้อมที่จะพิสูจน์ความจริงด้วยพยานหลักฐาน

ส่วนการที่จะกล่าวหาผู้กล่าวหา ... ด้วยข้อกล่าวหาอะไร ก็จะต้องเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และจะต้องปฏิบัติต่อทุกคนโดยเสมอหน้า โดยเฉพาะบรรดาผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ถูกกล่าวหาล้มบนฟูกและทำให้เศรษฐกิจของชาติพัง ส่วนนายเอกยุทธก็ควรจะเปิดเผยชื่อนักการเมืองปั่นหุ้นโดยเร็ว ถ้าหากมั่นใจในหลักฐานที่ยืนยันความผิดได้ ไม่ควรกล่าวหาลอยๆ ทำให้ผู้อื่นเสียหาย

นายกรัฐมนตรีไม่ควรโทษ สื่อมวลชนว่า ... ทำไมจึงให้ความสำคัญผู้กล่าวหา จนอาจทำให้เขากลายเป็นฮีโร่ นายกรัฐมนตรีเคยประกาศเมื่อเร็วๆนี้ว่า เคารพความอิสระของสื่อ สื่อในสังคมประชาธิปไตยย่อมตัดสินใจได้เองว่า การที่รัฐมนตรีถูกกล่าวหาปั่นหุ้น "คือข่าว" โดยไม่ต้องรอให้ผู้นำประเทศมาสั่งว่าอะไรคือข่าว อะไรคือประโยชน์ของชาติ ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติในประเทศเผด็จการ

จากเรื่องราวที่เกิดขึ้น ... สิ่งที่ น่าเป็นห่วงก็คือ หน่วยงานของรัฐไม่ได้แสดงความกระตือรือร้นที่จะตรวจสอบข้อกล่าวหาที่ว่า รัฐมนตรีปั่นหุ้นจริงหรือไม่ แต่กลับกระเหี้ยนกระหือรือ ที่จะเล่นงานผู้กล่าวหาด้วยการรีบพลิกกฎหมาย แม้กระทั่งมีข่าวว่า อาจจะต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อไม่ให้ความผิดบางอย่างมีอายุความ และกฎหมายที่งัดออกมาใช้ยึดทรัพย์ก็ไม่ชัดเจน ยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่

นั่นก็คือ กฎหมาย ปปง. ... ซึ่งนักกฎหมายยังโต้เถียงกันอยู่ ว่าจะสามารถนำมาใช้กับกรณีนี้ได้หรือไม่ และจะต้องมีการโต้แย้งกันในศาลอย่างแน่นอน เพราะเป็นการใช้กฎหมายให้มีผลย้อนหลัง ส่วนการปั่นหุ้นกลับไม่มีใครสนใจ จึงอาจจะต้องเป็นหน้าที่ขององค์กรอิสระ ฝ่ายค้านในสภา หรือคณะกรรมาธิการของสภาทั้งสอง ในการตรวจสอบว่า มีการปั่นหุ้นจริงหรือไม่ และฉ้อโกงประชาชนหรือไม่?


........................................................................
อ้างอิงจาก ... หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ บทบรรณาธิการ
เมื่อ ... วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2547

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 13/09/2004 01:00 PM


ความคิดเห็นที่: 15


โจรปล้นโจร

กาละ...ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีคนเปรียบเปรยนักการเมืองคอรัปชั่น แบบให้ใบเสร็จว่า เหมือนโจรเสื้อแดง แขวนกระดิ่ง วิ่งราวกลางวัน .. ยุคโจรเสื้อแดง ก็ให้บังเอิญเป็นยุคยี่สิบปีที่แล้ว 4-5 ปีที่แชร์น้ำมันเฟื่องฟู .. สำหรับคนที่พอมีสติปัญญา มีปกตินิสัยไม่โลภ ดอกเบี้ยร้อยละ 7 ที่มีคนเอามาประเคนให้ตรงเวลา ตรงหน้า...ก็พอทำให้คิดได้ จะยาวนานสักกี่มากน้อย

แต่กับบางคน ...
ซื้อเวลา วัดดวง รีบเข้า เอากำไรไว้ก่อน แล้วก็รีบออก

แต่คนที่เห็นอยู่กับตา ...
เป็นเกมต้มตุ๋น 18 มงกุฎ...รู้จังหวะเวลา เข้าไปต่อยอด
เบนกระแสเงินแชร์น้ำมันเข้ามาหาตัว...หากจะเรียกคนในขบวนการแชร์น้ำมันว่าโจร

คนแบบนี้ คือ โจรปล้นโจร

ถึงอย่างไรโจรปล้นโจร ก็คือโจร หนีคดีปล้นไปแล้ว ยังมีประวัติหิ้วกระเป๋าเงินกลับมาเล่นบทนายทุนหนุนการปฏิวัติ ใช้เงินที่ปล้นมาได้จ่ายให้นักปฏิวัติรับจ้างไปกี่มากน้อย ไม่มีใครรู้ .. รู้แต่ตัวเลขร่ำลือว่า 200 ล้าน ..

หมุนเข็มนาฬิกาย้อนอดีตทบทวนดู
ก็จะรู้ว่า โจรพวกนี้ไม่มีบทแปลกใหม่ เล่นแต่บทเก่าซ้ำซาก


เมื่อ 20 ปีที่แล้ว หิ้วกระเป๋า 200 ล้าน ปีสองปีนี้ ก็ยังหิ้วกระเป๋าใบเก่า บอกว่า มีเงิน 300 ล้าน 1,000 ล้าน แต่เงินในกระเป๋า จะมีหรือน้อยกว่าหรือมากกว่า หรือว่าจะเป็นกระเป๋าเปล่าๆ คนหิ้วกระเป๋าเท่านั้นที่รู้ .. ใครอื่น อาจตื่นเต้นเวลาคุยถึงเงินก้อนใหญ่

แต่กับนักข่าวที่ ผ่านประสบการณ์ผู้หญิงที่เป็นข่าว มีสัมพันธ์พิเศษกับนายตำรวจใหญ่ ...นี่ไม่ใช่มุกทีเด็ดพิเศษ .. จำได้หรือเปล่า ผู้หญิงคนหนึ่งแจ้งความผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ยักยอกเงินที่ฝากไปบริจาค 3 ล้าน กลายเป็นเรื่องราวเสียหายใหญ่โต ในวงการศาสนา ระบบราชการ

เนื้อแท้...ประเด็นนั้น
อยู่ที่พี่น้องสองคนสมคบกันวางกับดักล่อ...เหยื่อหน้าโง่

สังคมไทยเห็นคนมีเงินแล้วตาโต ลองคิดดู ถ้าน้องหนูมีเงินบริจาคตั้ง 3 ล้าน แล้วเงินในแบงก์ ทรัพย์สินรวมธุรกิจของ น้องหนู จะมีซักเท่าไหร่ .. น้องหนูใช้บทนี้บทเดียวตลอดชีวิต ลากเหยื่อตั้งแต่ปลาตัวเล็กๆ ระดับไปนั่งกินอาหารร้านราคาแพง แล้วก็ขอเข้าห้องน้ำ หายหน้าไป ไปถึงปลาตัวใหญ่อีกหลายต่อหลายตัว ..

ปลาใหญ่ตัวล่า เป็นนายตำรวจมือปราบ ประวัติขาวสะอาด
เงินนอกเงินในไม่เคยรับ น่าเสียดาย ... มาตายน้ำตื้นกับมุกแบล็กเมล์ง่ายๆ


แต่ก็นั่นแหละ เด็กหนุ่มที่เริ่มฝึกปรือวิชาพื้นฐานวิชา โจรปล้นโจร ยุคโจรเสื้อแดง เวลายี่สิบปี ฝีมือก็พัฒนา ถึงระดับน่าเลื่อมใส หรือน่าขนหัวลุกก็ตามที

ถ้าวันนี้ผมมีอำนาจ และ บังเอิญบ้านเมืองมีปัญหาขี้ฉ้อคอรัปชั่นมากมายให้สะสาง จับไม่ค่อยได้ ไล่ไม่ค่อยทัน แทนที่จะผลักไส ผมจะเลือกเอาคนแบบนี้ไว้ใช้ .. บางยุคบางสมัย สถานการณ์มันอาจต้องใช้โจรไล่จับโจร .. ยังไงๆ ผมก็ไม่กล้าฆ่าโจรทิ้ง กลัวผู้คนสงสัย?

โจรปล้นโจร มีล้นทีมอยู่แล้ว


...................................................................................
อ้างอิงจาก ... หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ของ กิเลน ประลองเชิง
เมื่อ ... วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2547

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 13/09/2004 01:35 PM


ความคิดเห็นที่: 16


ทำไมถึงเก็บอาการไว้ไม่อยู่


เป็นเรื่องที่น่าสังเกตอย่างยิ่ง ... ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เก็บอาการไว้ไม่อยู่ ต้องออกมาตอบโต้ นายเอกยุทธ อัญชันบุตร เป็นรายวัน ทั้งๆ ที่นายกรัฐมนตรีบอกสื่อมวลชนว่าคน ๆ นี้ไม่มีราคา ไม่ควรให้ความสนใจในสิ่งที่เขาพูด ล่าสุดนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคนมีความรู้และสมาชิกสปอร์ตคลับให้การสนับสนุนนายเอกยุทธว่า ไม่มีหรอก ถ้ามีก็เป็นพวกรู้ไม่จริง ฉลาดน้อยจึงเชื่อนายเอกยุทธ ส่วนกรณีที่ว่าคนที่ออกมาเป็นแนวร่วมล้วนเป็นคนมีการศึกษาและนักธุรกิจ นายกรัฐมนตรีก็บอกว่ามีแนวร่วมคนไหนลองบอกมาหน่อย จะได้บอกได้ว่ามีคนกี่คน มีความกี่คน

นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึง ... การที่มีคนดังบางคนและคนสนิทของอดีตประธานวุฒิสภาออกมาสนับสนุนนายเอกยุทธ โดยชี้ว่ามีนัยบางประการ แต่ขอให้ใจเย็น ๆ ทุกอย่างต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ถ้ากฎหมายทำอะไรไม่ได้ก็ปล่อยให้มันบ้ากันไป และถ้าสื่ออยากเขียนก็เขียนกันให้สนุก ไม่ เป็นไร ขอให้สื่อคิดกันเอาเอง ส่วนที่นายเอกยุทธประกาศว่าต้องการล้มรัฐบาลนั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวท้าทายว่าช่วยล้มทีเถอะ ถ้าล้มไม่ได้จะได้กระทืบกันถูกตัว พร้อมกล่าวขอร้องสื่อมวลชนว่าขอให้เลิกถามเรื่องนี้ได้แล้ว ต่อไปถ้าถามเรื่องไอ้นี่อีก จะไม่พูดอีกแล้ว นายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่าวันนี้สื่อต้องมานั่งคุยกันเองว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับระบบ ซึ่งสื่อจะต้องทบทวนเหมือนกันว่า สื่อควรจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม ต้องคิดว่าสื่อกำลังจะสร้างผู้ร้ายให้ เป็นพระเอกหรือเปล่า

เมื่อผู้สื่อข่าวบอกว่า ... ข่าวก็ต้องเป็นข่าว นายกรัฐมนตรีก็กล่าวว่า ข่าวก็ต้องเป็นข่าวแต่เขียนดี ๆ ก็แล้วกัน ไม่ เช่นนั้นอนาคตก็จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้เรื่อย ๆ ใครออกมาด่ารัฐบาล ก็เป็นข่าวเร็วดี รัฐบาลก็เสียหาย มันเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้วว่าเบื้องหลังของนายคนนี้คืออะไร ข้อมูลที่เปิดออกมาไม่เห็นจะมีอะไร แต่ถ้า

อยากแฉอะไรก็ให้รีบแฉออกมา อย่าไปทำเท่
บอกว่าจะพูดวันนั้นวันนี้ จะอมพะนำอยู่ทำไม บอกไปเลยว่าใครที่ปั่นหุ้นจะได้จับตัวได้ถูก


การเก็บอาการไม่อยู่ของนายกรัฐมนตรี ... ยิ่งทำให้ผู้คนเกิดความกังขาว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับนายกรัฐมนตรี ทำไมนายกรัฐมนตรีถึงแสดงอาการร้อนรน ทำไมก่อนหน้านี้จึงไม่คิดรื้อฟื้นความผิดของนายเอกยุทธ ทั้ง ๆ ที่เขาเข้ามาปรากฏตัวตั้งนานแล้ว แต่เมื่อเขาออกมาเปิดโปงเรื่องปั่นหุ้นก็โมโหโกรธา สั่งรื้อฟื้นคดีเก่าเพื่อเอาความผิด หรือแม้แต่คิดจะยึดทรัพย์ ยิ่งที่นายกรัฐ มนตรีขอให้นายเอกยุทธระบุตัวมาให้ชัดว่าใครเป็นคนปั่นหุ้น ก็ยิ่งทำให้คนมองกันว่านายกรัฐมนตรีนั่นแหละที่น่าจะรู้ดีกว่าใคร กินอยู่ กับปากอยากอยู่กับท้องแท้ ๆ ไม่เห็นจะต้องไปถามคนอื่น.


..........................................................................
อ้างอิงจาก ... หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ คอลัมน์บทนำ
เมื่อ ... วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2547

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 13/09/2004 02:21 PM


ความคิดเห็นที่: 17


แชร์ชาร์เตอร์ บทเรียนแมงเม่าเข้ากองไฟ

หายเงียบไปนานร่วม 20 ปี สำหรับอดีต ผู้ต้องหาคดีแชร์ชาร์เตอร์อย่าง เอกยุทธ อัญชันบุตร แต่พอโผล่มาอีกรอบก็สร้าง ความฮือฮาทันทีด้วยข่าวลือเตรียมขนเงินกว่า 1,000 ล้านบาทตั้งวงแชร์รอบใหม่เพื่อ "ล้มทักษิณ" ซ้ำยังออกมาแฉด้วยว่ามีนักการเมือง ป. และ ส. มีส่วนพัวพันการปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ กระทั่ง ฯพณฯ ทักษิณต้องออกมาสวนหมัดแลกอย่างดุเดือด โดยบอกว่าอย่าไปเชื่อถือคนที่มี "ชนักปักหลัง" แบบนี้ และเตรียมใช้กฎหมายยึดทรัพย์เล่นงานย้อนหลัง จึงเกิดคำถามขึ้นว่า นายเอกยุทธคนนี้เป็นใคร ถึงกล้า "ดับเครื่องชน" ท่านผู้นำ และ "แชร์ชาร์เตอร์" ที่เป็นรอยด่างในชีวิตเขามีที่มาอย่างไร

ทีมข่าว "คม ชัด ลึก" จึงเก็บรายละเอียดคดีดัง ในครั้งนั้นมานำเสนอ
โดยได้รับการถ่ายทอด ข้อมูลจาก พล.ต.ต.อดิศร จินตนะพัฒน์ อดีต ผช.ผบช.ภ.1
และหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดี "แชร์ชาร์เตอร์"

พล.ต.ต.อดิศรย้อนที่มาของคดีนี้ว่า ตอนนั้นราวๆ ปี 2527 ได้ดำรงตำแหน่ง ผกก.ประจำกองปราบปราม มีหน้าที่ดูแลหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งช่วงนั้นมีคดีเกี่ยวกับการตั้งวงแชร์ต่างๆ หลายวง .. ที่ดังมาก คือ "แชร์แม่ชม้อย" ซึ่งอ้างว่าจะระดมทุน เพื่อเก็งกำไรการซื้อขายน้ำมัน ซึ่งเงินขั้นต่ำในการลงทุน คือ 80,000 บาท และจะได้รับผลตอบแทนร้อยละ 6 ต่อเดือน แต่ภายหลังแม่ชม้อย ก็ล้มวงแชร์และหอบเงินกว่า 5 พันล้านบาทหลบหนี แต่ก็ถูกจับได้ในเวลาต่อมา

ช่วงนั้นอยู่ในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ท่านมีความเป็นห่วงประชาชนมาก เพราะการเล่นแชร์แพร่หลายไปสู่ชาวไร่ชาวนา ถึงขนาดต้องขายที่ดินมาเล่นแชร์ ผมเคยเห็นคนมาเข้าคิวเพื่อหอบเงินสดไปจ่ายเจ้ามือ แต่สุดท้ายก็ได้กระดาษเปล่าที่อ้างว่าเป็นหนังสือสัญญาร่วมลงทุน

พล.ต.ต.อดิศร ลำดับวิวัฒนาการ ของวงแชร์เหล่านี้ว่า หลังจากแชร์แม่ชม้อยแล้ว ยังมีวงแชร์เกิดขึ้นอีกหลายวง ที่ดังๆ ก็เช่น แชร์นกแก้ว ซึ่งเจ้ามือแชร์อ้างว่าจะระดมเงินไปลงทุนในธุรกิจสร้างบ้านจัดสรร รวมทั้ง "แชร์ชาร์เตอร์" ที่อ้างว่าจะระดมทุนเพื่อสร้างศูนย์การค้า โดยขอเช่าที่ดินของการรถไฟ และให้ดอกเบี้ยล่อใจสูงร้อยละ 8 ต่อเดือน! .. ต่อมา รัฐบาลจึงออกพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้มีการมอมเมาประชาชน ดังนั้น พล.ต.อ.ณรงค์ มหานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ (ในขณะนั้น) และ พล.ต.ท.เสมอ ดามาพงศ์ ผู้บัญาการตำรวจสอบสวนกลาง จึงรับนโยบายมาปฏิบัติ

พล.ต.ต.อดิศรเล่าว่า ทางผู้บังคับบัญชา ให้ทางหน่วยเริ่มสืบหา ความผิดปกติตั้งแต่แชร์แม่ชม้อย แต่ช่วงแรกยังไม่มีกฎหมายบังคับใช้ และยังไม่มีผู้เสียหายมาร้องทุกข์ จึงทำอะไรไม่ได้ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าลูกค้าที่มาเล่นแชร์ส่วนใหญ่มีแต่ชาวบ้านกับข้าราชการ ส่วนนักธุรกิจจริงๆ ไม่มีใครมาเล่นเลย ..

จากการสอบถามนักเศรษฐศาสตร์ จึงทราบว่า การตั้งวงแชร์แบบนี้คนเล่น จะต้องเอาเงินสดมากองไว้ ทำให้ฐานของวงแชร์ขยายขึ้นเรื่อยๆ โดยเจ้ามือจะเอาเงินของลูกค้ารายใหม่ไปจ่ายดอกเบี้ยให้กับลูกค้ารายเก่า โดยไม่มีการลงทุนในธุรกิจตามที่กล่าวอ้าง แต่เมื่อใดที่ลูกค้าเริ่มน้อยลง เงินกองกลางก็จะค่อยๆ หมดไป กระทั่งต้องล้มวงแชร์ในที่สุด

หลังจากพระราชกำหนดดังกล่าวมีผลบังคับใช้ พล.ต.ต.อดิศรได้เรียกนายเอกยุทธ ผู้บริหารบริษัท ชาร์เตอร์ อินเตอร์เร็คชั่น จำกัด มาสอบปากคำ ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เนื่องจากตรวจสอบพบความผิดปกติของ การระดมทุนในธุรกรรมของบริษัทในเครือทั้ง 7 บริษัท .. ต่อมาจึงได้มีการออกหมายจับ นายเอกยุทธพร้อมพวกอีก 4 คน คือ นายเพิ่มศักดิ์ จริตงาม นายอภิชาติ ศิริโชติบัณฑิต นายเสริมชีพ เจริญชน และนายอัครเดช อัญชันบุตร ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน และความผิดฐานกู้ยืมอันเป็นการฉ้อโกงตามพระราชกำหนดช่วงนั้น มีเหยื่อแชร์ชาร์เตอร์มาร้องเรียนที่กองปราบปรามเยอะมาก วันหนึ่งๆ มีคนเข้าแจ้งความเป็นร้อยคน เพราะผู้เสียหายมีหลายพันคน"

พล.ต.ต.อดิศรใช้เวลาทำสำนวน คดีนี้นานกว่าครึ่งปี กระทั่งศาลมีคำสั่งให้บริษัทชาร์เตอร์ล้มละลาย แต่ระหว่างช่วงนั้น นายเอกยุทธได้หลบหนีไปแล้ว แต่จู่ๆ ก็โผล่มาพร้อมคณะปฏิวัติเมื่อปี 2528 ซึ่งขณะนั้นบ้านเมืองกำลังวุ่นวายจึงจับตัวไม่ได้ จากนั้นก็หายไปอีก และมาโผล่เป็นข่าวอีกครั้งในปัจจุบัน

สำหรับสิ่งที่ทำให้แชร์ชาร์เตอร์ .....
ได้รับความนิยม จากประชนชนมาก ก็คือ รูปแบบทางธุรกิจ
ที่น่าเชื่อถือของนายเอกยุทธ และดอกเบี้ยที่สูงกว่าทุกแชร์ แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอดเช่นกัน


พล.ต.ต.อดิศรจึงฝากเตือนว่า เมื่อใดก็ตามที่ความโลภบังตา ความพินาศจะตามมาทันที เพราะไม่มีการลงทุนแบบไหนที่จะได้ผลตอบแทนเกินคุ้ม นอกจากกลลวงของโจรใส่สูท และ แชร์ชาร์เตอร์คงไม่ใช่คดีสุดท้าย หากคนยังหลงกับการได้ผลตอบแทนสูงโดยไม่ออกแรงทำงาน


ประวัติเจ้ามือแชร์ชาร์เตอร์

เอกยุทธ อัญชันบุตร จบการศึกษาด้านการบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อจบการศึกษาได้ออกมาทำบริษัทรับเหมาก่อสร้างของตนเอง ก่อนจะเข้าหุ้นกับเพื่อนจัดตั้งบริษัทชาร์เตอร์ อินเวสเมนต์ จำกัด โดยมีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ... ว่ากันว่า เงินทุนดังกล่าวได้หยิบยืมมาจาก "แม่ชม้อย" เจ้ามือแชร์ผู้โด่งดัง โดยได้เปิดให้ประชาชน เข้าร่วมลงทุนในธุรกิจด้าน อสังหาริมทรัพย์ในหัวเมืองใหญ่ๆ เช่น เชียงใหม่ พัทยา ทั้งยังได้เปิดบริษัทชาร์เตอร์ เอนเตอร์เทนเมนต์ เพื่อทำธุรกิจด้านบันเทิง

ต่อมาได้ตกเป็นจำเลยในคดีกระทำผิด พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มียอดลูกหนี้รวม 2,944 คน มีมูลหนี้รวม 849 ล้านบาท แต่ต่อมาได้หลบหนีออกนอกประเทศ ทิ้งทรัพย์สินที่ขายทอดตลาดได้เพียง 16 ล้านบาทคืนให้กับลูกแชร์กว่า 3 พันราย เมื่อเดือน พ.ย. 2533 เฉลี่ยแล้วลูกแชร์แต่ละคนได้รับส่วนแบ่งเพียงคนละ 2.7% จากยอดหนี้ทั้งหมด ก่อนที่คดีจะหมดอายุความในเวลาต่อมา

กระทั่งมาเป็นที่ฮือฮาอีกครั้ง .....
ในข่าวลือว่าเตรียม ระดมเงินเป็นพันล้านเพื่อ บริจาคให้พรรคประชาธิปัตย์
รับศึกเลือกตั้งปี 2548 และ ออกมาแฉว่ามีนักการเมือง ป. และ ส. ปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์


หัวอกเหยื่อแชร์ชาร์เตอร์
วอนขอเศษเงิน และ เชื่อว่าเวรกรรมมีจริง


นางอัจฉรี อิ่มสมัย เหยื่อชาร์เตอร์รายหนึ่ง เผยความรู้สึกหลังเข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่กองปราบปรามว่า เห็นนายกฯออกทีวีแล้วบอกว่าให้ผู้เสียหายมาแจ้งความไว้ก็เลยมา แต่ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เงินคืน .. นางอัจฉรีย้อนที่มาของการเล่นแชร์ชาร์เตอร์ว่า "ช่วงนั้นมีอาชีพเป็นครู แต่มีเงินเดือนน้อย พอดีมีเพื่อนที่เล่นแชร์ชาร์เตอร์อยู่มาชวนว่า เอาเงินไปลงทุนที่นี่จะได้กำไรเกินคุ้มเลยลองเล่น ตอนนั้นแอบสามีเล่นด้วยซ้ำ เพราะพอมีเงินส่วนตัวอยู่บ้าง .. "ฉันลงทุนไปครั้งละหุ้น หุ้นละ 5 หมื่นบาท รวม 2 ครั้งก็ตก 1 แสนบาท ถ้าใครมีไม่ถึงก็พยายามขอเข้าหุ้นกับเพื่อนให้ยอดถึง 5 หมื่นบาท โดยจะได้ถือแค่ 1 หุ้น ทุกคนต่างหวังว่าจะได้ดอกเต็มที่ ช่วงแรกได้ดอกมาเดือนละ 3,500 บาท ได้มาอยู่ 4 เดือน แต่หลังจากนั้นไม่นานแชร์ก็ล้ม"

เหยื่อแชร์ชาร์เตอร์บอกว่า "ตอนแรกทุกคนเชื่อถือเขา เพราะเห็นเป็นบริษัทใหญ่โต แต่พอแชร์ล้มขึ้นมา ต่างคนต่างก็พยายามไปเอาเงินคืนจากสายของตัวเอง จำได้ว่าสายที่ฉันเล่นเป็นสายของคุณนายแดง ซึ่งเป็นเมียนายทหารอากาศท่านหนึ่ง แต่คุณนายก็ผัดผ่อนว่าให้รอไปก่อน เงินไม่หายไปไหน แต่หลังจากรอแล้วรออีกกว่า 20 ปี ก็ยังไม่ได้เงินคืนเลยสักบาท" ... หลังจากนั้นนางอัจฉรี จึงสาปส่งกับการเล่นแชร์แบบนี้ และตั้งปณิธานว่า จะตั้งใจเก็บหอมรอมริบทีละเล็กละน้อยดีกว่า ส่วนเงินที่เสียไปก็ถือเสียว่าเป็น "ค่าโง่" ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในชีวิต ...

ก่อนจะฝากไปถึงนายเอกยุทธด้วยว่า
ถ้ายังมีสามัญสำนึกความเป็นคนอยู่ ก็ช่วยเอาเศษเงินมาคืนให้เราบ้าง
เพราะเห็นคุยว่า รวยถึงขนาดจะเอาเงินเป็นพันล้านไปอุดหนุนพรรคการเมือง



ขณะที่นางสุนีย์ เหมหอม ชาวลพบุรี เหยื่อแชร์ชาร์เตอร์อีกราย เล่าว่า ตนเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งที่สามีตาย และมีภาระต้องเลี้ยงลูกอีก 3 คน ตอนนั้นขายที่ดินได้ 6 หมื่นบาท กะว่าจะเอาไว้เป็นทุนเลี้ยงลูกแต่ถูกเพื่อนชักชวนให้เอาเงินไปเล่นแชร์เพราะได้ดอกเบี้ยเยอะ ... พอได้ยินว่าจะได้ดอกเบี้ยเยอะฉันก็เชื่อ ตอนนั้นได้ดอกเบี้ยเดือนละ 3 พันบาท อยู่ 4 เดือน ต่อมาไม่นานแชร์ก็ล้ม ครั้งนั้นรู้สึกเสียใจมากที่เอาอนาคตของลูกไปทิ้งจนเป็นโรคนอนไม่หลับไปร่วมปี ... จากนั้นมาก็ตกระกำลำบาก ต้องขายของประทังชีวิตอยู่นาน แต่ลึกๆ ก็เชื่อว่าเวรกรรมคงมีจริง แม้นายเอกยุทธ จะร่ำรวยจากการโกง แต่วันนี้เขาก็โดนรัฐบาลจองเวรกลับแล้ว


...................................................................................................
อ้างอิงจาก ... หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก คอลัมน์ของ ปริยากร โพธิ์ทอง
เมื่อ ... วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2547

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 13/09/2004 05:43 PM


ความคิดเห็นที่: 18


เอกยุทธ

เอกยุทธ อัญชันบุตร อดีตเถ้าแชร์ผู้อื้อฉาวที่หนีไปทำมาค้าขึ้นด้วยเงินใครไม่รู้ที่ประเทศอังกฤษแล้วกลับมาท้าอำนาจกับดร.ทักษิณโดยประกาศชัดว่าจะล้มรัฐบาลด้วยการประกาศจะให้ก.ล.ต.จัดการกับพวกใกล้ชิดรัฐบาลที่ปั่นหุ้น เวลานี้ก็สร้างข่าวทุกวันครับ ... ไม่ธรรมดาละครับนายคนนี้ เพราะเปิดข่าวว่า ตัวเขาถูกข่มขู่คุกคามหนัก ถึงขั้นมีคนจะเอาชีวิต ... เรียกว่าตัวเองเวลานี้เป็นคนมีความสำคัญเข้าให้แล้วละครับ ไม่สำคัญได้อย่างไร ถึงขั้นมีนายกรัฐมนตรีต้องออกมาต่อปากต่อคำด้วย

แต่สำหรับเรื่องที่จะไปให้ข้อมูล กับทางตลาดหลักทรัพย์และทางก.ล.ต.นั้น มันยึกยักอย่างไรไม่ทราบได้ และก็เบี่ยงมาหลายครั้งแล้ว แต่ว่าวันนี้แหละครับที่น่ายเอกยุทธบอกว่าจะให้ทนายความเอาข้อมูลไปให้ ซึ่งเข้าใจว่า คงจะเป็นข้อมูลแบบที่เคยแจกไปแล้วนั่นแหละ ส่วนจะให้รายชื่อบุคคลหรือไม่นั้น ไม่ทราบได้ เพราะดูเหมือนว่าตัวนายเอกยุทธจะขยักข้อมูลบางส่วนไว้เพื่อหวังจะถล่มรัฐบาลอีกครั้งใกล้ๆเลือกตั้ง

วันนี้นายเอกยุทธจะหายจ้อย ไม่ไปพบก.ล.ต.จะให้ทนายไปแทนซึ่งเท่ากับว่าเป็นการเลี่ยงที่จะใหเปากคำหรือไม่ต้องไปถูกซักไซ้ที่มาของข้อมูล โดยนายเอกยุทธแกว่า แกไม่ได้เป็นผู้ต้องหาเสียหน่อย เรื่องอะไรต้องไป แค่ให้ทนายไปเป็นพอแล้ว ... ทนายของนายเอกยุทธยืนยันว่าเอกสารที่จะไปยื่นนั้น มีข้อมูลจริงๆ ส่วนกรณีที่คณะกรรมการฟอกเงินจะเอาผิดกับนายเอกยุทธนั้น หากพบว่าไม่มีความผิดแล้ว นายเอกยุทธก็จะฟ้องกลับแน่ๆ

นายเอกยุทธยังบอกด้วยว่า เมื่อเขาออกมาให้เบาะแสเรื่องการปั่นหุ้นแล้ว แทนที่ทางก.ล.ต.จะทำการตรวจสอบเสียเลย กลับชักช้าไม่ตรวจสอบ ... ความจริงเรื่องนี้ก.ล.ต.เขาก็เคยออกมาแถลงว่าเขาตรวจสอบแล้วว่า ที่เขาตรวจสอบแล้ว ว่ามันไม่มีตามที่นายเอกยุทธอ้าง นอกจากนั้นการที่จะจะตรวจสอบข้อมูล ก็เพราะเขารอข้อมูลที่นายเอกยุทธยึกยักที่จะมามอบให้นี้แหละ..เฮ้อ ..!!

เพื่อให้เป็นข่าวได้อย่างต่อเนื่อง คราวนี้มาวิธีการใหม่
และดูเหมือนว่า ข่าวของนายเอกยุทธงวดนี้มาแปลกจริงๆ ครับ



นายเอกยุทธออกมาว่า รัฐบาลได้สั่งให้ทหารต่างจังหวัดเตรียมพร้อม ๒๔ ชั่วโมงครับ ... ข่าวนี้จะถือว่าเป็นข่าวประเภทฮาก็ว่าได้ เพราะถ้าเป็นจริงป่านนี้ไม่ต้องรอให้นายเอกยุทธมาให้ข่าวหรอกครับ สื่อมวลชนคงได้ข่าวไปก่อนแล้ว และตัวนายเอกยุทธคงสำคัญผิดว่าตัวเองนั้นยิ่งใหญ่หรือยังไงไม่ทราบถึงขั้นที่ว่ารัฐบาลต้องสั่งทหารเตรียมพร้อมเชียวหรือครับ หรือว่านายเอกยุทธยังคงหลงยุคคิดว่าตนยังอยู่ในยุคที่เคยร่วมก่อรัฐประหารสมัยที่ร่วมกับพวกยังเติร์กที่ต่อต้านป๋าเปรมอยู่มิทราบได้

ใครที่สนใจ ลีลาในมาดแบบนายเอกยุทธจะหาอ่านสำนวนของนายเอกยุทธได้เลยครับ เพราะนายเอกยุทธแกมีเว็บไซด์ส่วนตัวของแกที่ http://www.akeyuth.com เป็นแหล่งข้อมูล แถมยังเป็นที่ระบายอารมณ์ของแกด้วยละครับ

ส่วนทางพรรคไทยรักไทยนั้น ก็ออกมาถล่มนายเอกยุทธเป็นรายวันเหมือนกันครับคือมองว่านายเอกยุทธนั้นมีเบื้องหลัง และมีลับลมคมในมาโดยตลอด มีพรรคการเมืองหลบอยู่ข้างหลัง และตั้งข้อสังเกตว่าเดิมนั้น นายเอกยุทธมาเปิดตัวว่าจะบริจาคเงินให้กับพรรคประชาธิปัตย์ถึงหนึ่งพันล้านบาท แล้วระยะหลังจึงมาเปิดเผยเรื่องการปั่นหุ้น แล้วก็มาว่าจะล้มรัฐบาลอีก

ทำให้มองว่า นี่น่ะ เป็นเกมการเมือง ถ้าไม่ใช่การเมืองเพื่อป่วนกันแล้ว และหากต้องการให้สังคมได้ประโยชน์ ทำไมจะต้องมาขู่ว่าจะเปิดเผยบุคคลที่ปั่นหุ้นก่อนเลือกตั้ง ๑๕วัน แต่ควรเปิดเผยเสียเลยในเวลานี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลและได้ตรวจสอบเสียเลย จะได้รู้ทันเกมการเมืองของฝ่ายรัฐบาล

พรรคประชาธิปัตย์ก็ไวทันกัน รีบออกมาแก้ว่ารัฐบาลอย่ามากล่าวหาว่าพรรคทำอะไรลับหลัง เพราะเรื่องนายเอกยุทธมาพบที่พรรคก็ทำอย่างเปิดเผยและมาหารือเรื่องกฏหมาย ๑๑ฉบับ และเรื่องรัฐบาลมีผลประโยชน์ทับซ้อนและเรื่องทุจริตเชิงนโยบาย นอกจากนั้นก็ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะไปข่มขู่คุกคามกับนายเอกยุทธด้วย

ส่วนทางวุฒิสมาชิก ก็มีการเคลื่อนไหวเหมือนกันเกี่ยวกับการฟอกเงิน เพียงแต่ท้วงติงว่า ทางรัฐบาลควรพิจารณาเอาผิดพวกกลุ่ม๑๖ ว่ามีการฉ้อโกงธนาคารกรุงเทพฯพาณิชยการหรือแบงค์บีบีซี โดยกลุ่มนักการเมืองพวกนี้ ควรได้รับการลงโทษด้วย และ รัฐบาลไม่ควรปกป้องคนพวกนี้ซึ่งก็ไปอยู่กับฝ่ายรัฐบาลกันหมด

สวนดุสิตโพลเขาทำโพลครับ โดยโพลถามความน่าเชื่อถือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายเอกยุทธ ปรากฏผลสำรวจเฉพาะคนกรุงเทพฯนะครับ ว่าเชื่อถือพอๆกันร้อยละ ๓๐.๓๙ ไม่เชื่อทั้งคู่ ๒๙.๒๕ เชื่อนายกฯมากกว่านายเอกยุทธ ๒๒.๑๓ และ เชื่อนายเอกยุทธมากกว่า ๑๘.๒๓

สวนดุสิตเขาก็เลยสรุปว่า คนยังเชื่อนายกฯมากกว่าครับ และประชาชนก็ให้เหตุผลว่า นายเอกยุทธนั้นแกมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์นั่นแหละครับ ... นอกจากนี้ ประชาชนยังเชื่อว่า เหตุการณ์นี้ มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องถึง ๕๙.๗๑ และ ๖๒.๔๘ ยังเห็นว่า เครดิตและความน่าเชื่อถือของนายกรัฐมนตรียังไม่ลดลงครับ

เวลานี้ เมื่อยิ่งใกล้เลือกตั้งมากเท่าไร ขบวนการดิสเครดิตรัฐบาลและตัวนายกรัฐมนตรีก็จะเข้มแข็งคึกคักมากขึ้น ... กรณีนายเอกยุทธนั้นออกจะโฉ่งฉ่างมากไป แถมแกยังใช้เวทีที่มีพรรคการเมืองเป็นแบ๊คสนับสนุน คนก็เลยมองออกว่า นี่เป็นการเล่นการเมือง แถมวิธีการของแกดูมีเจตนาลับลมคมใน ไหนตัวแกดูจะใช้เงินมาฟอกตัวจากอดีตที่เคยลักทรัพย์ลูกแชร์ไปนาน ทำให้ประชาชนสูญเสียผลประโยชน์ไปจำนวนมากจากการฉ้อฉล

ครั้นกลับมาอ้างว่า .....
เป็นนักประชาธิปไตยทั้งที่เคยก่อรัฐประหาร
อ้างทำเพื่อประชาชน ทั้งที่เคยยักยอกประชาชน
ของแบบนี้ ถ้าจะหลอกคนโง่ ผมว่ายังหลอกได้ยากเลยครับ..!!



........................................................................................
อ้างอิงจาก ... หนังสือพิมพ์ผู้จัดการฯ โดย พระบาท นามเมือง
เมื่อ ... วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2547

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 14/09/2004 01:49 PM


ความคิดเห็นที่: 19


ขอดเกล็ดการเมือง

เหนื่อยทั้งกาย เหนื่อยทั้งใจ ... นาทีนี้ไม่มีใครเกิน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ที่กำลังเจอศึกหนักเล่นงานเอาจนท่านผู้นำแทบน่วม ... หากเป็นผู้นำท่านอื่น ป่านนี้ ซี้แหง ย่ำแย่ ไปนานแล้ว ... ดีที่ผู้นำท่านนี้ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรื่องหัวจิตหัวใจ ไม่ต้องพูดถึง แม้จะโดนคลื่นลมกระหน่ำซ้ำซัด ก็ไม่ได้ทำให้ระคายผิวกาย

เพราะ ... ผลงานที่สร้างสมมีมากมายกายกอง เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชี เรื่องพัลนี้ เข้าทำนอง คนดี ผีคุ้ม ... อยากให้กำลังใจ นายกฯ ทักษิณ บางเรื่องควรเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ขืนใส่ใจเรื่องไม่เป็นเรื่อง อาจกระทบบทบาทการบริหารจัดการแผ่นดิน ... อย่างเรื่องที่ อดีตพ่อมดแชร์ชาเตอร์ เอกยุทธ อัญชันบุตร ที่ยังไม่หยุดตามล้างตามผลาญ กะเล่นงานรัฐบาลให้จมธรณีกันประมาณนั้น ดีที่ นายกฯทักษิณ ไหวตัวทัน หยุดโต้ หยุดตอบ ไม่โผงผางตามกระแส ปล่อยเวลาผ่านพ้นไป ไม่นานคลื่นลมคงสงบ ถึงวันนั้น จะได้รู้กัน ใครของจริง ใครของปลอม ...

แย้มออกมา ... จากปากอดีตรองนายกรัฐมนตรี พิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ ที่เคยสร้างตำนาน สีลม ปลอดมลพิษ ถึงการหวลกลับเวทีการเมือง ความจริง เรื่องนี้ พอรู้ระแคะระคาย ... แม้ภาพ รองฯพิทักษ์ จะห่างหายไปจากเวทีนี้ ชนิดแทบไม่เห็นหน้าคร่าตา จนทำให้หลายคนมองว่า คงเลิกลาการเมืองไปซะแล้ว ... แต่ความจริง ไม่ใช่ รองฯพิทักษ์ ในวันนี้ ยังคงวนเวียนสนุกสนานอยู่กับการทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง จะเรียกว่า ซุ้มเงียบ เพื่อเตรียมตัวกลับมาผงาดในยุทธจักรการเมืองอีกครั้งก็ไม่ผิด

เพียงแต่ ... ไม่ค่อยมีข่าวคราวปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์เท่านั้น ไม่อยากเดาว่าเลือกตั้งสมัยหน้าจะมีชื่อ พิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ ติดโผอยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคหนึ่งพรรคใดหรือไม่ เพราะไม่ทันรัฐบาลจะครบเทอมก็มีหลายพรรคการเมืองรุมจีบรุมตอมกันอุตลุด ... ก็ต้องขึ้นอยู่กับ รองฯพิทักษ์ จะตัดสินใจยังไงกับอนาคตตัวเองว่าจะกลับคืนสนามการเมืองสภาล่าง หรือ จะขยับขึ้นไปมีบทบาทบนเวทีการเมืองสภาสูง


..............................................................................................
อ้างอิงจาก ... หนังสือพิมพ์สยามรัฐ คอมลัมน์ ขอดเกล็ดการเมือง
เมื่อ ... วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2547

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 14/09/2004 07:07 PM


ความคิดเห็นที่: 20


ชูวิทย์สงสัยเบื้องหลังเอกยุทธ

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ให้สัมภาษณ์ ว่า .....
กรณีที่มีคนนำเอาเรื่องนายเอกยุทธมาเปรียบเทียบกับตน
ว่าเหมือนกันนั้น ยืนยันว่าไม่เหมือนกัน ธุรกิจอาบ อบ นวด
ไม่ได้รังแกใคร คนที่เข้ามาล้วนหน้ามืด แต่ออกไปแล้วหน้าสว่าง

ส่วนธุรกิจของนายเอกยุทธ .....
เข้ามาหน้ามืด ออกไปยิ่งมืดกว่าเก่า เพราะเงินสูญ
ตนถูกรังแกถึงออกมาพูด แต่นายเอกยุทธโดนรังแกอะไร ถึงได้ออกมาสู้
หลังจากหายไป 20 ปี ซึ่งน่าสงสัย มีวาระซ่อนเร้นอะไรหรือเปล่า
พอพูดก็มีคนโผล่ออกมาหนุน ทีละคนสองคน

อยากให้ไปลง ส.ส. .....
แล้วมาสู้กันทางการเมือง จะได้เห็นว่า ไอ้พวกปั่นหุ้นมันเป็นยังไง

วันนี้ ... รู้สึกสงสารคนเป็นนายกฯ เครดิตยังสู้คนเป็นเจ้ามือแชร์ไม่ได้
มีทั้งชมรมคนรู้ทัน นักวิชาการ ไฮโซ ไฮซ้อสนับสนุน แต่ตนอยากให้ฟังหูไว้หู
นายเอกยุทธจะพูดอะไรก็พูดได้ แต่หลักฐานอยู่ที่ไหน น่าจะไปถามนายกฯ
ว่าไปทำอะไรให้ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ไม่พอใจหรือเปล่า ..?


....................................................................
อ้างอิงจาก ..... หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
เมื่อ ..... ฉบับ วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2547

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 15/09/2004 04:07 PM


ความคิดเห็นที่: 21



สนธิแจงสำนักข่าวกรองประกบเอกยุทธแค่หาข่าวไม่ได้อุ้ม

สโรชา ..... สวัสดีค่ะ คุณผู้ชม ขอต้อนรับเข้าสู่รายการเมืองไทยรายสัปดาห์อาหารสมองก่อนเข้านอนในทุกคืนวันศุกร์ค่ะ กลับมาพบกันเป็นประจำนะคะกับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ดิฉัน สโรชา พรอุดมศักดิ์ค่ะ ร้อนแรงแบบไม่เลิกราค่ะ สำหรับคุณเอกยุทธ อัญชันบุตรนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มีการเปิดเผยหรือว่ายอมรับว่ามีการส่งเจ้าหน้าที่ของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ไปติดตาม อารักขาคุณสนธิ ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันค่อนข้างจะหนัก ถึงความเหมาะสม ถึงอำนาจหน้าที่ของสำนักงานข่าวกรองไทย วันนี้เราคงต้องคุยกันเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปรียบกับต่างชาติด้วยว่าเขาเป็นยังไง

สนธิ ..... คงต้องอธิบายให้ฟังนะครับผมคิดว่าคนทางบ้านตลอดจนสื่อมวลชนหลายๆ ท่านคงจะเข้าใจผิดถึงบทบาทของสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ เพราะว่าพูดกันไปถึงขนาดที่เรียกว่าถ้าคุณเอกยุทธไม่ระวังตัวจะถูกสำนักข่าวกรองแห่งชาติอุ้มไป ซึ่งอันนี้คงต้องชี้แจงกันนิดนึง เพื่อความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เพราะว่าบทบาทและวิวัฒนาการของสำนักข่าวกรองแห่งชาตินั้น เป็นเรื่องอะไรที่น่าสนใจมากที่จะต้องมาเล่าให้ฟัง

สโรชา ..... คุณเอกยุทธว่าดังแล้วตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีท่านหนึ่งที่มาแรงแซงโค้งในช่วงปลายๆ สัปดาห์ คุณชูวิทย์เจ้าเก่า คือจะได้เป็นพิธีกรทีวีอยู่วันสองวันนี้แล้ว ก็เกิดความผิดพลาดทางเทคนิค เกิดอดเป็นในนาทีสุดท้าย คงต้องคุยกันเรื่องนี้ด้วย ค่อนข้างฮอทฮิต

สนธิ ..... ต้องคุยครับ เพราะเรื่องของคุณชูวิทย์ ที่ห้ามออกช่อง 7 หรือถูกยกเลิกรายการ จริงๆ แล้วเป็นปรัชญาขั้นพื้นฐานของความขัดแย้งระหว่างสื่อมวลชนกับผู้ที่กุมอำนาจรัฐที่มีมาทุกยุคทุกสมัยซึ่งความสัมพันธ์ตรงนี้ ถ้าพูดเฉพาะกรณีของคุณชูวิทย์อย่างเดียวจะไม่เข้าใจ คงต้องเล่าย้อนยุคกลับไปถึงยุคที่ประเทศไทยเริ่มมีสื่อมวลชนมา จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้และจะได้อธิบายถึงบทบาทของรัฐ และบทบาทสื่อมวลชน และบทบาทการเมืองในระบอบประชาธิปไตยกับสื่อมวลชน การเมืองในระบอบเผด็จการกับสื่อมวลชน ซึ่งจะมีเยอะพอสมควร จริงๆ แล้วจะมีเรื่องของคุณชูวิทย์เป็นเรื่องที่จุดประกายเฉย ๆ ผมคิดว่าโดยภาพรวมแล้วผมอยากจะพูดให้ผู้ชมทางบ้านได้ฟังซักนิดนึง จะได้เข้าใจ และอีกหน่อยจะได้ไม่ต้องมาใส่ใจกับคำว่ารัฐนั้นก้าวก่ายเสรีภาพหรือเปล่า เพราะว่าโดยบทสรุปคือว่า ผู้ใดมีอำนาจรัฐผู้นั้นย่อมมีสิทธิ์ที่จะก้าวก่าย

สโรชา ..... ค่ะ แต่ว่าว่าด้วยเรื่องของคุณชูวิทย์ ละคะ เรานำมาถามคุณผู้ชม สำรวจความคิดเห็นกันซักนิดนึงว่าคุณผู้ชมอยากจะเห็นคุณชูวิทย์เป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์หรือไม่ ถ้าอยากกด 91 ไม่อยาก กด 92 ค่ะ ส่งมาที่ 84820 หรือโทร.มาที่ 02-201-6055-60 ค่ะ ขอบคุณฟรีอินเตอร์เน็ตที่เอื้อเฟื้อเอสเอ็มเอสให้กับเราค่ะ ก่อนจะไปพักโฆษณามีข่าวประชาสัมพันธ์ซักนิดนึงค่ะ อยากจะเรียนเชิญคุณผู้ชมมาเที่ยวงานอุทยานอนุรักษ์สุขภาพครั้งที่ 4 นะคะ มาพบกับธรรมเทศนาขององค์หลวงปู่พุทธะอิสระ ในหัวข้อ ฝึกสติด้วยการบริหารกายวิถีพุทธค่ะ ในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้นะคะในเวลา 09.00-18.00 น. ที่บ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ สามารถสอบถามได้ที่ 02-629-2211 ต่อ 1117 และ 1152 ค่ะ พักซักครู่เดี๋ยวกลับมาคุยกันค่ะ

สโรชา ..... กลับมาถึงเมืองไทยรายสัปดาห์ค่ะ ก่อนที่จะไปถึงเรื่องของคุณชูวิทย์คุยกันเรื่องคุยกันเรื่องคุณเอกยุทธก่อน มีการวิพากษ์วิจารณ์กันค่อนข้างจะเยอะ ตกลงอำนาจหน้าที่ของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ สามารถที่จะส่งคนไปติดตามอารักขาคุณเอกยุทธหรือไม่

สนธิ ..... อย่าว่าอารักขาอีกว่า เอาเป็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมคิดว่าต้องพูดกันนิดนึง คือตั้งแต่ท่านนายกฯ เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน สิ่งหนึ่งที่ท่านนายกฯได้ตำหนิและบ่นตลอดเวลาคือว่าระบบข้อมูลข่าวสารและข่าวกรองในประเทศไทยนั้นล้มเหลวหมด ไม่ว่าจะเป็นหน่วยข่าวกรองของตำรวจ หน่วยข่าวกรองของทหาร สำนักข่าวกรองแห่งชาติ หลายๆ หน่วยข่าวกรอง ไม่สามารถที่จะบอกให้ทราบถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น คือการซึ่งไม่สามารถจะเข้าไปสู่แหล่งข่าวได้ที่แท้จริง หลายต่อหลายครั้งที่ท่านนายกฯ ได้บ่นออกมาว่าทางภาคใต้นั้นเกิดเหตุแล้วก็ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดมาจากไหน ใครเป็นผู้กระทำ ตรงนั้นเลยเกิดกระบวนการ

ถ้าคุณสโรชาและท่านผู้ชมที่บ้านจำได้ ท่านนายกฯ เองเป็นคนที่พูดตลอดเวลาว่าต้องมารื้อระบบข่าวกรองใหม่ และจะต้องมาจัดสรรกันใหม่หาคนที่มีคุณภาพลงไป ท่านถึงกับย้ายเพื่อนของท่าน คือพล.ต.ท.จุมพล มั่นหมายให้ไปนั่งเป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เพราะฉะนั้นแล้วด้วยเหตุผลตรงนี้ก็เลยทำให้กระบวนการข่าวกรองนั้น จะต้องฟิตตัวเองขึ้นมามาก ในการฟิตตัวเองขึ้นมามากนั้น ก็มีความรู้สึกว่า ถ้ามันเกิดเหตุอะไรแล้ว และถ้าถูกนายกฯเรียกเข้าไปพบและถามว่าคุณรู้เรื่องไหม เรื่องนี้หรือว่านายเอกยุทธไปพบกับใครมาบ้าง หรือว่าไปดำเนินการที่จะซ่องสุมผู้คนที่ไหน ถ้าไม่สามารถตอบได้เดี๋ยวโดนเฉ่งอีก ต้องสามารถตอบได้ นั่นคือที่มาของการติดตาม

สโรชา ..... จึงไม่ต้องเรียกว่าอารักขา ติดตามเฉยๆ

สนธิ ..... ติดตามเฉยๆ ดูว่าไปพบใครบ้าง ถ่ายวิดีโอทิ้งไว้ เขามีกล้องวิดีโอเทปด้วย

สโรชา ..... หรือว่าคุณเอกยุทธไปไหนสามารถที่จะตอบได้

สนธิ ..... ถ้าสมมติหายไป สมมติจงใจหายไปเพื่อสร้างเหตุว่าถูกอุ้ม สำนักข่าวกรองก็สามารถบอกว่าถูกอุ้มที่ไหน ผมติดตามไปถ่ายวิดีโอ เข้าบ้านหลังนี้ พอเช็คไปแล้วเพื่อเขาเอง และเขาก็หลบซ่อนในบ้านหลังนี้ ตรงนี้เป็นประเด็นซึ่งถ้าคุณสโรชาชมและสังเกตข่าวโทรทัศน์ที่คุณเอกยุทธเข้าไปแจ้งความที่โรงพัก และตำรวจก็เรียกเจ้าที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติมา ก็ปรากฏว่าหน้าซีดตัวสั่นซักถามไม่ถึง 5 คำ ก็บอกว่ามาจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผมยังนึกในใจเลยว่าเป็นสายลับประเทศไหนกันแน่ทำไมสารภาพง่ายนัก

สโรชา ..... เร็วเกินไป

สนธิ ..... โดยสรุปแล้วเขาไม่ได้มีเจตนาร้าย เพียงแต่ทำตามหน้าที่เพื่อไม่ให้นายด่าเท่านั้นเอง แต่ว่าคุณเอกยุทธอาจจะพูดจาเกินไปนิดนึงว่านี่ถ้าไม่มาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจคงโดนอุ้มไปแล้ว หลายๆ คนพวกเราตลอดจนคนที่อยู่ทางบ้าน หรือหลายๆ ท่านซึ่งยังไม่เข้าใจระบบของสำนักข่าวกรองของที่โลกนี้เขาทำกัน ก็จะเข้าใจ เพราะเราดูหนังมากเกินไป เราดูหนังฮอลลิวูดเยอะมาก เราจะเห็นเจมส์ บอนด์ เอ็มไอไฟว์ หรือหน่วยงานโมสาท ของอิสราเอลหรืออดีตเคจีบีของรัสเซีย เลยทำให้ซีไอเอไปตีความครับ ว่าพวกนี้พวกที่สารภาพเร็วจังเลย ที่ถูกจับ มีโอกาสที่จะอุ้มหรือทำให้หายตัวไป

สโรชา ..... พูดง่ายๆ ว่าเป็นสายลับในหนังว่าเที่ยวไปเก็บคนโน้นไปทำคนนี้ตลอดเวลา

สนธิ ..... จริงๆ แล้วระบบการสืบหาข่าวทั้งคุณสโรชา และผู้ชมที่บ้านก็รู้ว่ามีมานานแล้วตั้งแต่สมัยองค์จักรพรรดิ จิ๋นซีฮ่องเต้ เข้าใจไหมครับก่อนที่ท่านจะรวมแคว้นต่างๆได้ ท่านเป็นผู้ปกครองแคว้นจิ๋น แคว้นแต่ละแคว้นจะรบกันเขาต้องส่งสายลับไป สมัยก่อนเขาใช้สายลับคือส่งพ่อค้าไปค้าต่างแดน พอไปถึงแคว้นหวู หรือไปแคว้นอะไรก็ตามที่ผ่านไป ก็จะไปสังเกตสังกาว่าทหารเป็นยังไง ประชาชนกินดีอยู่ดีไหม และไปเที่ยวตีโมงคลุกสนิทกับบรรดาผู้ที่อยู่ในชนชั้นสูงของแคว้นนั้น และก็ถามว่าในแคว้นนั้นเจ้าแคว้นกับน้องเขยหรือน้องเมียทะเลาะกันหรือเปล่า และก็เดินทางกลับมารายงานนั่นคือลักษณะข่าวกรองประเภทหนึ่ง

พอเริ่มเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 พอจบสงครามโลกครั้งที่ 2 มันก็เลยเกิดภาวการณ์ขัดแย้งในโลกมากขึ้น ระหว่างโลกทางตะวันตกเป็นผู้ปกครองอยู่ที่เขาพยายามเรียกตัวเขาเองว่าโลกเสรี ส่วนโลกอีกโลกหนึ่งคือโลกที่นับถือลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่มีรัสเซียเป็นหัวหอก และนอกจากนั้นแล้วยังมีความขัดแย้งทางศาสนา ระหว่างอิสราเอลกับพวกกลุ่มประเทศอาหรับ ช่วงหลังต่อมากลายเป็นความขัดแย้งทางด้านผู้ก่อการร้าย ระบบทุนต่างๆ ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะสิ้นมีหน่วยข่าวกรองอันหนึ่ง เรียกว่า หน่วยโอเอสเอส จริงๆ คือหน่วยซีไอเอนั่นเอง สมัยก่อนยังไม่ได้เป็นซีไอเอ ตั้งขึ้นมาโดยประธานาธิบดีรูสเวลต์เป็นคนตั้ง เพื่อทำหน้าที่สืบราชการลับอย่างเดียวว่าข้าศึกศัตรูมีกองกำลังเท่าไหร่ ส่งคนไปแนวหลัง ไปขโมยโน่นนี่มา ไปใช้เสน่ห์ชายงามเพื่อหลอกสาวประเทศนั้น หรือใช้เสน่ห์สาวเพื่อหลอกชายประเทศนั้น ตามที่เราเคยเห็นในภาพยนตร์นะครับ

พอหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โอเอสเอสก็เริ่มสลายตัวไป ก็เลยกลายเป็นหน่วยงานซีไอเอขึ้นมา ทีนี้หน่วยงานซีไอเอ เผอิญขอบเขตซีไอเอกว้างมาก และก็มีแผนกหนึ่งเรียกว่าแผนกปฏิบัติการ ตรงนี้แหละครับที่เราเห็นในภาพยนตร์ ถ้าทำตามอย่างที่เราเห็นในภาพยนตร์ ซีไอเอล้มล้างรัฐบาลมาไม่รู้กี่รัฐบาลแล้ว ล้มล้างรัฐบาลของนายอาจันเด ซึ่งเป็นอดีตประธานาธิบดีชิลีที่นับถือลัทธิมาร์กซิสต์ และตั้งนายพลออกุสโต ปิโนเช่ ขึ้นมาเป็นเผด็จการทหารซึ่งขึ้นอยู่กับอเมริกา ล้มล้างรัฐบาลนายโมซาเดห์ ประเทศอิหร่าน เหตุผลก็เพราะว่านายโมซาเดห์ นั้นไม่ยอมให้สัมปทานน้ำมันกับบริษัทน้ำมันฝรั่ง แต่ยึดสัมปทานมาหมด แปรรูปเป็นของชาติหมด แล้วขับไล่บริษัทน้ำมันออก

พอล้มเสร็จแล้วก็ตั้งพระเจ้าชาห์ปาเลวี ขึ้นมาเป็นกษัตริย์และยังล้มล้างอีกหลายต่อหลายประเทศ นั่นคือผลงานของซีไอเอที่ทำออกมา และในกระบวนการล้มล้างจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการล่าคนบ้าง ใช้เทคนิคทางด้านการสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ ทำให้คนหลงไปบ้าง ว่าไอ้นี่เป็นเผด็จการ หรือไอ้นี่เป็นคนซึ่งนิยมพรรคคอมมิวนิสต์ นั่นคือบทบาทซีไอเอที่เราเห็น ทีนี้ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การต่อต้านคอมมิวนิสต์แพร่กระจายไปทั่วโลก ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งซึ่งได้รับผลกระทบตรงนี้ ในสมัยนั้น สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ก็ได้ถูกตั้งขึ้นมา เขาเรียกว่ากรมประมวลราชการแห่งชาติ ก็คือพูดง่ายๆว่าทำหน้าที่ประมวลข่าวสารในวงการราชการ ว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่ไหนเป็นอย่างไรและมารายงานกัน

ตั้งเมื่อ 1 ม.ค. 2497 กรมประมวลราชการแผ่นดินนะครับ อธิบดีคนแรกน่าสนใจมาก ท่านพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ สมัยนั้นท่านเป็นถึงรัฐมนตรีมหาดไทย รัฐมนตรีช่วยคลัง และอธิบดีกรมตำรวจ ต่อมาพ.ศ. 2502 ก็เลยเปลี่ยนชื่อมาเป็นกรมประมวลข่าวกลาง คือพูดง่ายๆ ว่าทุกข่าวทั่วประเทศไทยจะมาวางไว้ตรงกลางตรงนี้ จะประมวลและมอบให้ผู้ซึ่งต้องรับทราบ ทีนี้ก่อน 2502 ประมาณปี 2493 ก็เป็นยุคที่อเมริกาเริ่มที่จะเอาหน่วยงานข่าวกรองของตัวเองเพื่อที่จะเข้ามาเพื่อตั้ง เพื่อต่อต้านกับพรรคคอมมิวนิสต์ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม คอมมิวนิสต์ในจีน คอมมิวนิสต์ในลาว ในเขมรทั้งหมดนะครับ

คนที่มีส่วนสำคัญในการสร้างสำนักข่าวกรองแห่งชาติ หรือกรมประมวลข่าวกลาง คือพล.อ.อ.สิทธิเศวตศิลา ซึ่งปัจจุบันท่านเป็นองคมนตรี ในอดีตท่านเป็นเสรีไทย และคนซึ่งเข้ามาประสานงานในการทำให้สำนักข่าวกรองนี้ประสบผลสำเร็จ ร่วมมือกับทางฝรั่ง ก็ชื่อนายโดโนแวล ซึ่งคือคนที่ตั้งโอเอสเอส เป็นมือขวาของประธานาธิบดีรูสเวลต์ นายโดโนแวล คือทูตประจำประเทศไทยที่เข้ามาเพื่อทำงานประสานงานมา หลังจากนั้นแล้วก็พัฒนามาเรื่อยๆ แต่ตั้งต้นจนถึงปัจจุบัน สำนักข่าวกรองแห่งชาติ หรือสมัยก่อน กรมประมวลข่าวกลางนะครับ ไม่ได้มีหน้าที่อุ้มใคร มีหน้าที่เสาะและสืบหาข่าวแต่เพียงอย่างเดียว

สโรชา ..... คือเราแตกต่างจากซีไอเอ หรือโอเอสเอสในสมัยนั้น

สนธิ ..... ถ้าจะอุ้มคือตำรวจอุ้ม คนที่อุ้มเยอะที่สุดคือตำรวจอุ้มกันเอง อันนี้เรื่องจริงหรือว่าทหาร ในสมัยหนึ่ง เขาเรียกว่าถีบลงถังแดง คุณยังโตไม่ทัน สมัยก่อนทางภาคใต้ ที่จ.พัทลุง บนภูเขา เขาปราบปรามผู้ก่อการร้ายด้วยการจับผู้ต้องสงสัย มาเผาในถังแดงและถีบลงไป เขาเรียกว่าถีบลงถังแดง ยุคนั้นเป็นยุคที่โหดเหี้ยมมากนะครับ แต่เผอิญยุคนั้นเป็นยุคตาต่อตา ฟันต่อฟันนะครับ กรมประมวลข่าวกลางหรือสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

ตอนหลังมาเปลี่ยนชื่อเมื่อประมาณวันที่ 28 ส.ค. 2528 กลายมาเป็นสำนักข่าวกรองแห่งชาติ คือถ้าพูดง่ายๆ คือว่า สืบเสาะหาข่าวทำหน้าที่เป็นคนซึ่งไปแอบฟังชาวบ้านเขา ไปจับตาดูอยู่ว่าไอ้นี่พบใครบ้าง เพื่อที่จะมาประมวลเหตุการณ์ หรือว่าผมจำได้สมัยหนึ่ง ตอนนั้นผมเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย เมื่อประมาณ 20 กว่าปี เกือบ 30 ปีที่แล้ว ผมจำได้ว่ามีคนคนหนึ่ง ตอนนั้นหนังสือพิมพ์ที่ผมทำ ผมเป็นบรรณาธิการ มีความคิดก้าวหน้า แต่เราถูกมองว่าเป็นฝ่ายซ้ายหรือคอมมิวนิสต์ เพราะฉะนั้นแล้ว ฝ่ายตรงกันข้ามคือฝ่ายขวา เขาอยากจะรู้ว่าพวกผมคิดยังไง คุณเชื่อไหม เขาให้คนคนหนึ่งจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติมาสมัครเป็นคนแปลข่าวภาษาอังกฤษ แปลข่าวต่างประเทศ แต่เรารู้อยู่แล้วผมก็ไม่ว่าอะไร

สโรชา ..... แล้วคุณสนธิทราบได้ยังไง

สนธิ ..... ผมมีวิธีทราบแล้วกันนะครับ เราก็ไม่ว่าอะไร เพราะเราไม่มีอะไรจะปิด เมื่อไม่มีอะไรจะปิด เราก็ให้เขาทำ เขาก็นั่งแปลข่าวไป

สโรชา ..... แปลไปหูผึ่งไป

สนธิ ..... จนที่หนึ่งสุดท้ายไปได้นักข่าวสาวของเราเป็นภรรยา เรียบร้อย หลังจากนั้นก็ลาออกอย่างเป็นทางการจากกรมประมวลข่าวกลางตอนนั้นและตอนหลังมาสารภาพบาปว่าเขามาจากกรมประมวลข่าวกลาง นี่เป็นเรื่องที่ขบขันกัน ผมว่าเป็นเรื่องที่ชี้ให้เห็นว่า คนของสำนักข่าวกรองแห่งชาตินั้นเป็นคนหาข่าวไม่ได้เป็นคนที่อุ้มใคร เพราะฉะนั้นแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอกและผมไม่ตำหนิเขา เพราะผมเองก็เคยโดนกรมประมวลข่าวกลางตามมาบ่อย สมัยก่อน ผมรู้ครับ ผมเป็นคนขับรถแล้วระวังจะมองซ้ายมองขวา มองหน้ามองหลัง ผมเห็นแล้วมีรถตาม เป็นเพียงแต่ผมไม่ต้องการให้เขาตามในที่เปลี่ยวเท่านั้นเอง และผมก็รู้ว่าผมเข้าบ้าน เขาจะจอดรถหน้าปากซอยดูผมออกกี่โมง ผมก็เฉยๆ อยากตามก็ตามไป ไม่มีอะไรจะปิด ผมก็เลยอยากจะฝากบอกว่า ข่าวที่บอกจะอุ้มนายเอกยุทธ เป็นเรื่องที่เกินความจริงแต่ถ้าเกิดติดตามข่าวเพื่อรู้ว่าไปพบใครบ้าง จริง

สโรชา ..... ถ้าจะมองในเรื่องสิทธิมนุษยชน เขาไปไหนมาไหนเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา เราจะมองอย่างไรค่ะตรงนั้น

สนธิ ..... มันช่วยไม่ได้ครับ อันนี้ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า คอแลทเทอรัล แดมเมจ

สโรชา ..... นำตัวเองมาอยู่ตรงนั้นซะ ก็ทำความเข้าใจนะคะกับเรื่องราวของหน่วยข่าวกรองอย่างที่เป็นข่าวมาตลอดสัปดาห์นี้ เรื่องราวของความเป็นไปได้ที่คุณเอกยุทธ จะถูกอุ้มนำมาอธิบายความกันในรายการคืนนี้เพื่อที่จะได้เห็นชัดว่า หน่วยข่าวกรองของบ้านเราจริงๆแล้วอย่าไปดูตามในหนัง ว่าเขาจะเป็นเหมือนในหนังไม่ใช่เสมอไปค่ะ พักซักครู่เดี๋ยวกลับมาคุยเรื่องคุณชูวิทย์ต่อค่ะ

สโรชา ..... กลับมาสู่เมืองไทยรายสัปดาห์นะคะ ก่อนจะไปคุยเรื่องคุณชูวิทย์ ขออนุญาตพูดถึงคุณแบ๋วจากกรุงเทพฯนะคะ บอกว่าคุณสนธิมีความเป็นกลางจริงๆ ไม่เข้าข้างฝ่ายรัฐบาลจนน่ามืดมัว รายการนี้จะน่าดูอีกเยอะ

สนธิ ..... โดยสรุปกำลังบอกว่าผมไปเชียร์รัฐบาลมาก ใช่ไหมครับ คุณแบ๋ว หรือคุณอะไรผมไม่รู้นะครับ ในข้อเท็จจริงเขาเป็นอย่างนั้นจริงๆ คือการที่ผมออกมาปกป้องสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผมไม่ได้ปกป้องว่าเขาไปกระทำการตามคุณเอกยุทธแล้วถูก แต่ผมกำลังจะบอกว่าตามที่เข้าใจว่าเขาจะไปอุ้มคุณเอกยุทธไม่น่าจะใช่ เพราะเท่าที่ผมเข้าใจและผมคิดว่าผมเข้าใจไม่ผิด ผมคิดว่าผมต้องให้โอกาสสำนักข่าวกรองแห่งชาติบ้าน เพราะว่าจริงๆแล้วเขาไม่ได้มีความรุนแรงกับใคร เขาทำตามหน้าที่ ส่วนถ้าคุณถามว่าเขาควรไปตามไหม หน้าที่เขาเป็นหน้าที่ที่เขาต้องตาม แต่เมื่อถูกจับได้ก็ต้องถามว่าสมควรไหม ก็ไม่สมควรแน่นอน แต่ถ้าไม่ถูกจับได้ก็เป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว แต่กำลังบอกว่าเขาไม่ได้เป็นคนมุ่งร้าย เขาเป็นเพียงแต่อยากจะรู้ว่าคุณไปไหนมาไหนเท่านั้นเอง

สโรชา ..... คือเกิดไปพูดว่าจะถูกอุ้มถูกอะไรอาจจะเกินหน่อย

สนธิ ..... เรื่องที่คุณแบ๋วพูดอาจจะเป็นเรื่องที่เราต้องพูดกันตอนนี้ด้วย วันศุกร์ที่แล้วผมได้อนุญาตใช้ความเป็นกัลยาณมิตรเตือนท่านนายกฯ ไปเรื่องคุณเอกยุทธ อัญชันบุตร คุณแบ๋วที่บอกว่าผมพูดเข้าข้างรัฐบาลมากจนเกินไป คุณแบ๋วคงไม่รู้ว่าศุกร์ที่แล้วที่ผมพูด คนรอบด้านท่านนายกฯ แทบจะเอาผมเคี้ยวเป็นอาหารกลางวันเลย ขนาดนั้นเลย กราดเกรี้ยวแทนท่านนายกฯ หาว่าผมบังอาจยังไงมาวิพากษ์วิจารณ์ท่าน

เพราะฉะนั้นแล้วเหรียญมันมี 2 ด้าน คนทำอาชีพอย่างพวกเรามันลำบาก ในบางครั้งเขาบอกว่าทำไมผมกินดีหมีดีเสือมาจากไหน ถึงกล้าวิจารณ์ท่านนายกฯ ทั้งๆ ที่ไม่มีใครกล้าวิจารณ์ ผมบอกว่าผมไม่ได้วิจารณ์ ผมพูดในฐานะที่ผมเป็นเพื่อนท่าน กัลยาณมิตร ผมเห็นอะไรที่ผมคิดว่า ท่านทำไปแล้วไม่เหมาะสม เพราะอารมณ์กำลังโกรธ ผมบอกว่าให้ระงับอารมณ์บ้าง ถ้าท่านจะโกรธผม ผมจนด้วยปัญญา แต่ถ้าพรรคพวกท่านหรือคนซึ่งแวดล้อมท่าน ที่มีแต่คำว่าได้ครับท่าน ดีครับท่าน และมาฟาดฟันกับผม ผมก็จนปัญญาเช่นกัน เหมือนอย่างกรณีคุณชูวิทย์ คุยเผาขน ถ้าถามผม ผมพูดไปอีกก็หาว่าผมเชียร์รัฐบาลอีก คือถ้าจะเข้าใจเรื่องนี้ ต้องโยงไปถึงบทบาทของสื่อมวลชน ความสัมพันธ์ระหว่างสื่อมวลชนกับรัฐ ลิ้นกับฟันมาตลอด ที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คุณสโรชาไปดูตามประวัติศาสตร์ได้ เมื่อใดก็ตามที่ฝ่ายค้านยังไม่เป็นรัฐบาล คนนั้นกลุ่มนั้นจะรักสื่อมวลชนมาก

สโรชา ..... ฝ่ายค้านยังไม่เป็นรัฐบาลจะสนิทสื่อมวลชนก็จะบอกว่ารัฐบาลไม่ให้สิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน รังแกสื่อมวลชน ไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านหรือไม่เปิดโอกาสให้คนซึ่งไม่เห็นด้วยวิพากษ์วิจารณ์แต่พอฝ่ายค้านมาเป็นรัฐบาลทีไรนะครับ พวกนี้จะบอกว่าสื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์เกินไป เกินกว่าเหตุ สิ่งที่พูดนั้นมันเท็จหมด กลุ่มเดียวกันทำร้าย ทำลายบรรยากาศการลงทุน ทุกยุคทุกสมัยจะเป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว วิธีการแก้ในบางครั้งมีหลายวิธี ถ้าจะเอาวิธีอย่างจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นานมาแล้วครั้งหนึ่งมีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ประมาณปี 2500 คุณสโรชาเกิดหรือยัง เกิดแล้วกี่ขวบ

สโรชา ..... หลอกถามอายุอยู่เรื่อยเลย

สนธิ ..... มีหนังสือพิมพ์ชื่อหนังสือพิมพ์อิสระในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทุกวันพาดหัวข่าว ไอ้ม้ามโต บ้ากาม เพราะจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ตอนนั้นเป็นคนมีปัญหาทางม้าม รักษาม้าม และจอมพลสฤษดิ์ ท่านมีฮาเร็มของท่าน ท่านมีวิมานสีชมพู ท่านมีอีหนูประมาณ 80-100 คน อันนี้เป็นเรื่องจริง คุณสโรชาเกิดไม่ทัน คุณต้องไปดูประวัติหนังสือพิมพ์ ในที่สุดแล้ว จอมพลสฤษดิ์ก็เลยสั่งปิดหนังสือพิมพ์อิสระ ท่านปิดด้วยค้อนปอน ท่านเอารถทหาร รถจีเอ็มซี บรรทุกทหารไป และจอดหน้าโรงพิมพ์และเอาค้อนปอนทุบแท่นพิมพ์จนพังทลายหมด นั่นวิธีปิด

ก่อนหน้านั้นยุคพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เจ้าของพิมพ์ไทย คุณอารี ลีวิริยะ ทำหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล วันดีคืนดีคุณอารี โดนอุ้มจากโรงพิมพ์ไป ตายที่ต่างจังหวัด หรือส.ส.ทางอีสาน ถูกอุ้มไปฆ่าตาย เพราะรายงานเรื่องพวกนี้ นั่นคือวิธีปิดหนังสือพิมพ์อีกแบบหนึ่ง ยุคสมัยพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ น้าชาติที่เสียชีวิตไปแล้ว ตอนที่ท่านเป็นนายกฯ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มีคอลัมน์ส่วนตัวคอลัมน์หนึ่ง เขียนถึงผู้หญิงคนหนึ่งทำให้พล.อ.ชาติชายท่านหงุดหงิด ท่านทะเลาะกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐยังไง ท่านไม่ปิดหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ แต่ท่านทราบว่าตอนนั้นหนังสือไทยรัฐมีกิจการดิสโก้เธค ชื่อเดอะ พาเลซ ตอนนั้นขายดิบขายดีร่ำรวยมาก ท่านก็มอบให้ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นตำรวจเฉพาะกิจ เพื่อปราบปรามดิสโก้เธคที่เปิดเกินเวลาเจ้ากรรมก็ปราบปรามเฉพาะเดอะ พาเลซ ปราบอยู่นั่นแหละ จนกระทั่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐกับรัฐบาลชุดพล.อ.ชาติชายก็ระหองระแหงกัน

นั่นคือวิธีการแต่ละยุคแต่ละสมัยจะไม่เหมือนกัน ใช่ไหมครับ มาสมัยยุคพรรคประชาธิปัตย์ ผมทำวิทยุเอฟเอ็มอยู่ที่ 99.5 ของกองบัญชาการทหารสูงสุด ผมทำรายการวิทยุออกมา ก็ปรากฏว่ามีความไม่พอใจในรายการที่ผมทำ มีชายฉกรรจ์ไม่ทราบจำนวน ไม่ทราบถิ่นที่มา รู้แต่ว่าใส่กางเกงสีเขียวและเสื้อยืดคอกลมสีขี้ม้า นั่งรถเก๋งมา 5-6 คันและเอาเก้าอี้ เอาไม้มาไล่ทุบออฟฟิศที่ถนนพระอาทิตย์และวันดีคืนดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดตอนนั้น คือท่านสำเภา ชูศรี ท่านก็ออกคำสั่งให้ผมทำรายการวิทยุในยุคนั้นให้หยุดทำซะ นั่นเป็นยุคที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล พอมายุคนี้ก็ยุคที่ไทยรักไทยคุณเจิมศักดิ์ก็ออกไม่ได้ คุณสุทธิชัย หยุ่นก็ออกไม่ได้ เราก็ไม่รู้ว่าเราสองคนซักวันหนึ่ง ไม่แน่นะ กำลังจะชี้ว่าความสัมพันธ์อันนี้เป็นความสัมพันธ์ ...

สโรชา ..... ชี้ให้เห็นว่าเป็นมาในทุกยุคทุกสมัย

สนธิ ..... ถามว่ามีรัฐบาลยุคไหนที่เขาอยากให้นักจัดรายการมานั่งด่าเขา เป็นเรื่องปกติ เขาก็ต้องไม่ให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโทรทัศน์ เพราะว่าวิทยุและโทรทัศน์เขาเป็นคนคุม หนังสือพิมพ์เขายังคุมไม่ได้ อย่างมากก็ใช้ความกดดันทางด้านอื่นเช่นตัดโฆษณาบ้าง แต่สำหรับวิทยุและโทรทัศน์อยู่ในอำนาจเขาเต็มที่ เพราะฉะนั้นแล้ววิธีสั่งให้เลิกมีเยอะแยะไปหมด เพราะฉะนั้นถ้าดูตามหลักธรรมชาติแล้ว ไม่มีใครมีความสุขหรอก เพราะตัวเองกุมอำนาจรัฐอยู่ แล้วแกมานั่งด่าฉันเช้าเย็น มันเกิดอะไรขึ้น ทั้งๆ ที่บางครั้งการวิพากษ์วิจารณ์ถูกต้อง ไม่ผิด แต่บอกว่าไม่มีสิทธิ์ เพราะแต่ละจุดมีอำนาจอยู่ในมือ

เพราะฉะนั้นแล้วตรงนี้ผมทำใจได้ ผมยอมรับกติกานี้ สมมติว่าวันดีคืนดี ผมเกิดวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเจตนาที่ดี ด้วยความเป็นกัลยาณมิตรไม่เห็นด้วยบางเรื่อง อธิบายให้ฟัง แต่ถ้าคนรอบด้านท่านนายกฯ หรือใครก็ตามเกิดไม่พอใจ ก็โทรศัพท์มาบอกว่ารายการนี้ยกเลิกซะทีได้ไหม ผู้อำนวยการอ.ส.ม.ท. คือข้าราชการรัฐวิสาหกิจคนหนึ่ง หรืออธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ก็เป็นข้าราชการคนหนึ่งเขาก็บอกว่าทำยังไงดี วิธีหยุดก็มีหลายวิธี ประการแรกก็บอกว่า เลื่อนเวลานะ จาก 22.00 น. กลายเป็น 00.00 น. คุณกับผมก็บอกว่าไม่เอา ขี้เกียจทำ ก็เลิกไปโดยปริยาย หรือว่าสอง ก็บอกว่าจัดผังใหม่ เนื่องจากว่าเวลาขณะนี้ต้องการเป็นกีฬาหมด เพราะฉะนั้นไม่มีเวลาให้คุณ ก็ถอยไป หรือว่าสาม บอกว่า ถ่ายทอดสดแล้วกัน ตอน 22.00-23.00 น. หาเรื่องถ่ายทอดสด และก็แจ้งมาทางเราว่าเนื่องจากมีรายการต้องถ่ายทอดสดตลอดทุกอาทิตย์

เพราะฉะนั้นแล้ววิธีการมีหมด อย่าไปโวยวาย ผมคิดว่าคุณชูวิทย์โวยวายไม่ถูกต้องยอมรับสถานภาพไป สิทธิเสรีภาพผมเห็นด้วย แต่ในข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างนั้นไม่มีใครและอีกอย่างคุณชูวิทย์เอง ก็เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง การที่จะให้หัวหน้าพรรคการเมืองมาใช้เวทีโทรทัศน์มากระแนะกระแหนเขา แต่โอกาสที่จะโดนกระแนะกระแหนมีสูงมาก ในขณะเดียวกันเป็นการส่งเสริมโปรโมตคุณชูวิทย์ ให้คนทั่วประเทศไทยได้เห็น และก็อาจจะมองยาวไปว่าอีกหน่อยคุณชูวิทย์ ลงปาร์ตี้ลิสต์ คุณชูวิทย์โปรโมตตัวเองถึงวันเลือกตั้ง เขาก็บอกว่าเลือกให้เลือกพรรคชูวิทย์นะครับ คนก็จะใช้กระแสจากสื่อที่รู้จักคุณชูวิทย์มาเลือก เขาก็มองว่าอันนี้ก็เป็นอันตรายต่อเขา แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นโดยสรุปพวกเราก็ทำธุรกิจในทางด้านนี้ เราต้องทำใจ ต้องยอมรับกติกาตรงนี้และไม่ต้องห่วง ถ้าเลิก ผมไม่โวยวายหรอก อย่างมากที่สุด พวกเราสองคนก็อาจจะทำเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรไปตามจังหวัดต่างๆ

สโรชา ..... คุณสนธิพูดอย่างนี้คนดูตกใจนะครับ

สนธิ ..... เล่าให้ฟังว่ากติกาทางสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโทรทัศน์และวิทยุนั้นเป็นกติกาที่รัฐบาลเขาต้องคุมและถ้ามีการเลิกรายการอย่าไปโวยวาย ต้องยอมรับกติกาตรงนี้ แต่ที่กำลังจะพูดให้ฟังว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องสมมติทั้งนั้น สมมติยังไง เพราะไทยรักไทยวันนี้เป็นพรรคฝ่ายค้าน ยังไม่ใช่ฝ่ายค้าน คือฝ่ายที่ต้องการโค่นล้มประชาธิปัตย์ ตอนประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ไทยรักไทยกับสื่อมวลชน ก็ดีกันมาก แต่มาวันนี้ไทยรักไทยก็ไม่ชอบสื่อมวลชน

ฉันใดฉันนั้น ตอนประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ประชาธิปัตย์ก็ไม่ชอบสื่อมวลชนแต่วันนี้ประชาธิปัตย์ก็โอ๋สื่อมวลชน เป็นเพื่อนสนิท เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องสมมติทั้งนั้น อีกไม่กี่ปีก็ตายกันแล้ว หัวโขนก็หลุดมาแล้ว ไปจริงจังอะไรกับมันหนักหนา สิ่งที่สำคัญที่สุดว่าจะทำอย่างไรถึงจะเอาความดีความจริง ความที่เป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดที่จะทำให้กับประชาชน ทำตัวเองให้โปร่งใส ไม่ให้เป็นที่ครหานินทา และก็เมื่อทำตัวโปร่งใสได้เมื่อไหร่ตอบคำถามได้ทุกคำถามผมว่าสื่อมวลชนเองทำรัฐบาลชุดไหนก็ทำไม่ได้

ผมจะยกตัวอย่าง กรณีหวัดนก คุณสโรชาจำได้ไหมตอนที่มีหวัดนกใหม่ ๆ คนที่อยู่แวดล้อมท่านนายกรัฐมนตรีท่านจะพูดตลอดเวลาว่าไม่ใช่หวัดนก เป็นอหิวา คุณลงไปทำให้ประชาชนแตกตื่น สื่อมวลชนก็นิ่ง อึดอัดใจ เพราะว่าไก่มันตายเป็นเล้าๆ ตายเป็นจังหวัด มันไม่ใช่ได้ยังไง ก็กัดฟันไม่ใช่ก็ไม่ใช่ แต่พอท่านนายกฯ ไปยอมรับว่าเป็นหวัดนกในที่ประชุมนานาชาติ เท่านั้นเอง ความอัดอั้นตันใจที่สื่อมวลชนทั้งหลายมีก็เลยลงมาถล่มทลาย จากที่จะลงตามข้อเท็จจริงกลับเลยเถิด เป็นจริงบ้างไม่จริงบ้าง ถึงขนาดหวัดติดถึงหมู ถึงปลา ถึงนก

นั่นคืออะไร คือการซึ่งเราไม่ยอมรับธรรมาภิบาลในเรื่องของข่าวสาร ผมคิดว่าอะไรถ้ามันเป็นความจริง ยอมรับมันไปซะ ถ้าอะไรไม่ใช่ความจริง ว่ากันด้วยเหตุผล นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังจะพูด

สโรชา ..... ค่ะ ค่อนข้างชัดเจนนะคะว่านั่นคือสิ่งที่คุณสนธิพยายามจะพูด ก็คือว่า รัฐบาลกับสื่อมวลชน ทุกสมัยก็เป็นอย่างนี้ คนที่อยู่ในวงการนี้ก็ทำใจกับกติกาที่เป็นอยู่และคงทำงานร่วมกันต่อไปได้อย่างสบายใจ กันทั้งสองฝ่าย ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างเข้าใจกติกาที่เป็นอยู่ พักซักครู่ค่ะ เดี๋ยวกลับมาดูผลโพล คุณผู้ชมอยากเห็นคุณชูวิทย์พิธีกรทีวีหรือไม่เดี๋ยวกลับมาดูค่ะ

สโรชา ..... กลับมาช่วงสุดท้ายของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์นะคะ ไปดูผลโพลค่ะ เราเรียนถามคุณผู้ชมว่าอยากจะเห็นคุณชูวิทย์ เป็นพิธีกรทีวีหรือไม่ อยากเห็น 84 ไม่อยาก 16 ค่ะ คุณชูวิทย์ฟังแล้วคงชื่นใจนะ

สนธิ ..... แต่ถ้าคุณชูวิทย์เป็นได้นะ ในฐานะเป็นหัวหน้าพรรคต้นตระกูลไทย ถ้าคุณบัญญัติ บรรทัดฐานบอกว่าผมขอเป็นบ้างจะว่ายังไง

สโรชา ..... ถ้ามีคนจัดให้ก็คงโอเคมั้งค่ะ คือถ้าเกิดทุกคนเสมอภาคว่าได้

สนธิ ..... ตอนนี้มีคนมองว่าทำไมนายกฯออกรายการนายกฯพบประชาชนได้ แล้วทำไมพวกเขาจะออกไม่ได้บ้าง ใช่ไหมครับ ผมคิดว่าน่าจะอยู่ในประเด็นนั้นมากกว่า แต่จริงๆแล้ว ผมคิดว่ารัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนก็ตาม เท่าที่ประสบการณ์ที่ผมผ่านมา ไม่เคยมีการนั่งเผชิญหน้ากับสื่อมวลชน โดยเฉพาะกับสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ องค์กรอาชีพของวงการนี้ และก็ตั้งคำถามและตอบซึ่งกันและกันว่า วันที่มีไทยแลนด์เพรสแฟร์ ถ้าคุณสโรชาจำได้ วันนั้นถ้าคุณสโรชาจำได้ วันนั้นเป็นวันที่นายกฯ ให้สัมภาษณ์ ว่าท่านให้สิทธิเสรีภาพกับสื่อมวลชนเต็มที่ท่านไม่ก้าวก่าย ผมก็เจอคุณประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ซึ่งท่านเป็นเลขาธิการสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ ผมก็บอกว่าพวกเราทำไมไม่หาทางนั่งคุยกับท่านนายกฯ ซักนิดนึง ถามท่านนายกฯว่ากติกาอะไรบ้าง ที่ท่านคิดว่าท่านจะขอ และอะไรบ้างที่ท่านคิดว่า ร้อยวันพันปีท่านจะไม่ให้ใครมาก้าวก่ายเรื่องนี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้ตกลงกรอบกันเลย เพราะไม่งั้นแล้วจะเกิดการเข้าใจผิดกันตลอดเวลาเมื่อเวลาทำงานต่อไป ตรงนี้เราไม่เคยมีการคุยกัน ผมคิดว่าอยากให้มี ทำความเข้าใจซะ

สโรชา ..... ทำความเข้าใจว่าอะไรที่เกินขอบเขตไม่ควร

สนธิ ..... อะไรที่ควร ไม่ควร หรืออะไรที่มีสิทธิ์ทำได้ ตรงนี้จริงๆ พูดง่ายก็ทำยากเหมือนกันนะ เพราะเกิดสมมติว่ามีอะไรไม่โปร่งใสขึ้นมาแล้วเกิดกระเทือน ต่อสถานภาพของรัฐบาล ถ้ารายงานไป บางครั้งอาจจะถูกมองว่าเป็นบ่อนทำลายเหมือน อย่างกรณีของเอกยุทธ อัญชันบุตร รัฐบาลบอกว่า สื่อมวลชนไปให้ความสำคัญกับเอกยุทธ อัญชันบุตรมากเกินไป ประเด็นไม่ใช่ให้ความสำคัญนะครับ ประเด็นคือหมอนี่มากล่าวหารัฐบาล สื่อมวลชนต้องการให้รัฐบาลตอบ แต่นั้นเอง ซึ่งพอรัฐบาลตอบเมื่อประมาณเร็วๆ นี้ที่บอกว่าให้ก.ล.ต.ตรวจสอบ เรื่องก็เงียบไป และพอท่านนายกฯไม่พูดแล้ว เอกยุทธ อัญชันบุตรก็จบไปแล้ว

มาฟื้นคืนชีพ มาเป็นผีดิบอีกครั้งหนึ่ง ก็เป็นกรณีของสำนักข่าวกรองแห่งชาติใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นแล้วในต่างประเทศ ในยุคเผด็จการก็มี อย่างเช่น ในยุคหนึ่งก่อน 14 ตุลา เนื่องจากสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนไม่มีเหลือเลย ไม่ให้เลยนะ เพราะฉะนั้นช่วงนั้นก็เป็นสื่อมวลชนที่น้ำเน่ามาก จะเล่นเรื่องดารา บันเทิง เรื่องชีวิตหรรษา ตลอดเวลา เล่นเรื่องกามารมณ์ทำมาตลอดจน

กระทั่งระบอบเผด็จการมันผูกขาดมานาน จนกระทั่งคนเริ่มทนไม่ไหว นั่นคือเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา ก่อนเกิดเหตุการณ์ทุ่งใหญ่นเรศวร คุณสโรชาโตไม่ทัน ทุ่งใหญ่นเรศวรคือการเข้าไปล่าสัตว์ป่าในป่าสงวน โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ทหาร และท่านพ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ไปกับดาราภาพยนตร์คนหนึ่งคือคุณเมตตา รุ่งรัตน์ ตอนนั้น และอีก 2-3 คน เข้าไปและไปยิงสัตว์ป่าและมีคนเอารูปออกมา ก็เลยเกิดการประท้วงอภิสิทธิ์ตรงนี้ ก็เลยทำให้เกิดหนังสือพิมพ์ที่มีคุณภาพขึ้นมา คือหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย และหลังจากนั้นก็มีหนังสือพิมพ์ประชาชาติเกิดขึ้น

หนังสือพวกนี้กลายเป็นแหล่งรวมความคิดใหม่ ๆ ให้กับคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในมหาวิทยาลัย ให้อยู่ในมหาวิทยาลัย ที่เป็นอาจารย์ตามมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์นพพร สุวรรณพานิช คุณวิทยากร เชียงกูล ก็มาเขียนหนังสือเรื่องแล้วแล้วจึงเดินมาหาความหมาย คือจะหาว่าตัวเองต้องการอะไร เกิดคนอย่างคุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุลขึ้นมา ยุคนั้นหนังสือพิมพ์ก็เลยมีสีสันขึ้นมา พอผ่านยุคประชาธิปไตยมาเรื่อย ๆ มาถึงยุคเผด็จการในช่วงรัฐบาลชุดคุณธานินทร์ กรัยวิเชียร เขาเรียกชุดรัฐบาลหอย ที่พล.ร.อ.สงัด ชะลออยู่ เป็นประธานสภาคณะปฏิรูป

ยุคนั้นหนังสือพิมพ์ก็ถูกกีดกัน ถูกปิดกั้นเสรีภาพ และยุคนั้นคุณสมัคร สุนทรเวช ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านก็ออกมาพูดจาฉะฉานตอบโต้หนังสือพิมพ์คือด่ากันรายวันเลย ตอนนั้น เรียกว่าปะ ฉะ ดะเลยงานนั้น และมาจนถึงยุครสช. ที่ยึดอำนาจพล.อ.ชาติชายไป ยุคนั้นตอนนั้นรสช. กำลังที่จะดำเนินการจัดการกับคนซึ่งประท้วงรสช.คือมีพล.ต.จำลอง ศรีเมืองและเจ้าเก่าขาประจำคือน.ต.ประสงค์ สุ่นศิริตอนนั้น ซึ่งกำลังเรียกร้องประชาธิปไตยอยู่ที่สนามหลวง รสช.บอกว่าให้สั่งปิดข่าวหมด ไม่ให้หนังสือพิมพ์ ไม่ให้โทรทัศน์ไม่ให้อะไรทั้งสิ้นออกเลยแม้แต่นิดเดียวว่ามีการชุมนุม

มีผมมีลูกบ้าคนเดียวที่ไม่ยอมในหลักการอันนี้ผมก็เลยพิมพ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง หนังสือพิมพ์ผู้จัดการนะครับ ไซส์เล็ก ไซส์บางกอกทูเดย์ แทบลอยด์และไปถ่ายรูปลงข่าวคนที่ชุมนุมที่สนามหลวง ออกเป็นฉบับบ่าย 200,000 ฉบับ เอาไปทั้งขายทั้งแจกให้กับคนแถวสีลม สุรวงศ์ได้อ่านกัน เขาอ่านก็ตกใจ เขาก็บอกว่ามีด้วยหรือคนที่ชุมนุมที่สนามหลวง สมัยนั้นไม่มีข่าวโทรทัศน์ก็ไม่ออก หนังสือพิมพ์ก็ไม่ตีพิมพ์ แต่มีฉบับบ่ายฉบับนั้นออก ประชาชนตอนนั้นหยุดทำงานกันที่สีลมเลิกเลย เดินกันเป็นแถวไปรวมกันตัวกันที่สนามหลวง และเริ่มใช้โทรศัพท์มือถือตรงนั้นเลยเรียกว่า ม็อบมือถือ นั่นคือที่เกิดเหตุของมัน

สโรชา ..... สั้นๆ ค่ะ ก่อนจะจบ 1 นาที คุณเอกยุทธกลับมาแล้วคุณราเกซ จะไม่กลับมาบ้างหรือ ถามมาจากกทม.

สนธิ ..... เอาไว้อาทิตย์หน้าคุยกันดีไหมเรื่องนี้ เพราะถ้าคุณราเกซกลับมาผมคิดว่าวงแตกมากกว่าคุณเอกยุทธเยอะ วงกว้างกว่านี้เยอะมาก

สโรชา ..... หมดเวลาแล้วค่ะสำหรับเมืองไทยรายสัปดาห์กลับมาพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้านะคะ 22.00 น. ค่ะ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ดิฉัน สโรชา พรอุดมศักดิ์ ลาไปเพียงเท่านี้สวัสดีค่ะ


..............................................................................................................
โดย ... หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ คอลัมน์ รายการเมืองไทยรายสัปดาห์
เมื่อ ... วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2547 เวลา 22.00 น.

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 18/09/2004 06:36 AM


ความคิดเห็นที่: 22


คุณเอกยุทธสัญญาว่า .....
จะกลับมาแฉ 15 วัน ก่อนการเลือกตั้ง
ใกล้จะถึงเวลาแล้ว ไม่เห็นมีความเคลื่อนไหวอะไรเลย
หรือ ที่แล้วๆ มา ก็แค่ล้อ ..... เล่นการเมือง ..!!




    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 18/01/2005 06:37 PM


ความคิดเห็นที่: 23

สงสัยลืมมั้ง
เหมือนแต่ก่อนก็ลืมว่ายืมเงินประชาชนมา

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 21/01/2005 01:07 PM



ชื่อ ::
  *
  รหัส ::   (เฉพาะสมาชิก)
 
อีเมล์ ::
  (สมาชิกไม่ต้องกรอก)
 
รูปประกอบ ::
  ไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
รายละเอียด ::
  *
  ใส่รูปแสดงอาการ ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ

Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.