| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- แก้ไขข้อมูล | - เข้าระบบผู้ดูแล | ตั้งกระทู้ใหม่ - -



ช่วงแรกแก้ปัญหาเฉพาะหน้า .. ช่วงหลังจะแก้ปัญหาพื้นฐาน


สัมภาษณ์ นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ... รายการ ถึงลูกถึงคน ภาคพิเศษ ในการสัญจรไปสัมภาษณ์กันสดๆ ส่งตรงมาจากจังหวัดกระบี่ กับการเจาะลึกเปิดใจ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับทุกประเด็นคำถาม และ ทุกข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในสังคม มาร่วมกันถาม .. มาร่วมกันบอก และ ร่วมกันรับรู้ ได้ที่นี่ ในรายการถึงลูกถึงคน เมื่อเวลา 23.00 น. ทางโมเดิร์นไนน์ ทีวี และ ติดตามรับฟังการถ่ายทอดสดรายการนี้ ผ่านทางคลื่นวิทยุ FM 100.5 MHz ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และในต่างจังหวัด รับฟังผ่านทางคลื่นวิทยุ อ.ส.ม.ท. อีกกว่า 50 สถานีทั่วประเทศ


ล่าสุดรายงานจาก ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทย ... พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวปราศรัย ท่ามกลางประชาชนกว่า 3,000 คน ที่มาร่วมงานในโครงการ “รัฐบาลพบประชาชน” ครั้งที่ 5 ที่สนามกีฬากลางจังหวัดกระบี่ ว่า แม้จะไม่ใช่คนใต้ แหลงใต้ไม่ได้ และปราศรัยไม่ “หรอย” แต่พ่อก็ตั้งชื้อให้ว่า “ทักษิณ” ซึ่งพ่อคงต้องการให้มาช่วยเหลือคนใต้ จึงหวังว่าประชาชนกระบี่ จะให้การต้อนรับ และขอทึกทักว่า ในสมัยหน้าจะได้เป็นรัฐบาลอีก 4 ปี

นายกรัฐมนตรี กล่าว ... ผมจะทำให้คนใต้ไม่ยากจนอีกต่อไป และสามารถใช้เงินได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอให้รัฐบาลส่วนกลางอนุมัติ เพราะจะเข้าไปจัดสรรงบประมาณให้มีโครงการ S M L หมู่บ้านละ 200,000 – 300,000 บาท เพื่อให้บริหารกันเอง 4 ปีที่ผ่านมาคงจะเห็นแล้วว่า นโยบายหลายอย่างของรัฐบาลประสบความสำเร็จ และมีประโยชน์ต่อประเทศ

จากนั้น ... นายกรัฐมนตรี และคณะ เข้าพักที่โรงแรมเชอราตัน กระบี่ ก่อนที่จะออกรายการ “ถึงลูกถึงคน” ทางโมเดิร์นไนน์ คืนนี้ (25 ส.ค.) และในวันพรุ่งนี้ (26 ส.ค.) จะเดินทางไปตรวจราชการต่อ ที่จังหวัดตรัง พัทลุง สตูล และสงขลา


..........................................................................................
อ้างอิงจาก .....http://www.mcot.net/tltk/today.php?id=465

    �� : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   ����� : 27/08/2004 04:04 PM

 
 
�����Դ��繷��: 1


รายการ ถึงลูกถึงคน
วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2547


สัมภาษณ์สดพิเศษ ..... พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ที่ ..... โรงแรมเชอราตัน กระบี่ บี รีสอร์ต จ.กระบี่

.............................................................................................................


สรยุทธ ..... ดูท่านสดชื่นขึ้นไม๊ครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... เมื่อกี้เพิ่งไปอาบน้ำ นอนซักครึ่งชั่วโมง เพราะรู้ว่าจะต้องมาพบคุณสรยุทธ กลัวจะเหนื่อยแล้วตอบไม่ได้

สรยุทธ ..... วันนี้เดินสายมากี่จังหวัดครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... วันนี้ก็ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ 4 จังหวัดครับ

สรยุทธ ..... ทำไปทำไมครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ผมต้องการจะไปเยี่ยมราษฎรและไปรู้ปัญหาต่างๆ ทั้งประเทศ วันนี้เดินทางมาก็ถึงวันศุกร์เย็นนี้ก็ 75 จังหวัด จังหวัดที่ 76 คือกรุงเทพฯ เป็นวันเสาร์นี้

สรยุทธ ..... อ๋อ วันนี้ครบพอดี กี่กิโล คงนับมาแล้วฮะ เพราะนายกฯทำเป็นสถิติอยู่แล้ว

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ครับ ถ้าครบทั้งหมดก็หมื่นกับเจ็ดร้อยกิโลครับ

สรยุทธ ..... รวมกรุงเทพฯ ด้วยนะครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... รวมกรุงเทพฯด้วยครับ แต่ขากลับ ผมบินกลับเลยไม่นับเป็นกิโลนะ ถ้านั่งรถกลับต้องนับ คือสรุปแล้วผมนั่งรถเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศทั้งหมดหมื่นกับเจ็ดร้อยกิโล

สรยุทธ ..... นายกฯบอกว่าต้องลงมาจี้เอง ถูกไม๊ฮะ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... คืออยากจะรู้ปัญหาจริงๆ และจะได้มองภาพรวมว่าปัญหาของแต่ละจังหวัดเป็นอย่างไร และดูแล้วแต่ละภาคเป็นยังไง และดูแล้วทั้งประเทศเป็นยังไง

สรยุทธ ..... ทำไมต้องนายกฯ ลงมาดูเอง ไหนท่านนายกฯเคยบอกว่าแบ่งงานเรียบร้อยแล้ว มีรองนายกฯ ข้าราชการปฏิรูปแล้ว นายกฯต้องลงมาเองเหรอ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... คือผมเป็นคนอยากรู้อะไรด้วยตัวเอง เวลาเราใช้งานใคร ถ้าเรารู้อยู่แล้วว่าภาพจะเป็นยังไง การใช้งาน การติดตามงาน มันง่าย แต่ถ้าเราไม่รู้ คนรายงานมาพูดแต่สิ่งที่ดีๆ มา เราก็จะไม่มีโอกาสรู้สิ่งที่ไม่ดี

สรยุทธ ..... แต่ก็แวะผ่าน แวะผ่าน แล้วจะเห็นอะไรฮะ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... เอ่อ เห็นครับ เพราะว่าอย่างน้อยๆ ที่เขาเอามาพูด และผมจะเชิญประชาชนพูด บางทีบรรดานักการเมืองท้องถิ่นพูด กำนัน-ผู้ใหญ่พูด และผมก็บอกว่าขอเชิญประชาชนราษฎรเต็มขั้นพูดหน่อย เขาก็พูด ซึ่งผมก็จะได้ฟังสภาพลักษณะของปัญหาที่มันยังอยู่ ปัญหาประเภทไหนบ้าง อะไรบ้าง ถึงจะรู้ บางทีผมเดินทักราษฎรที่เขายืนอยู่ ทักไปผมก็ถามโน่นถามนี่ และก็จดหมายร้องเรียนที่ส่งผมโดยตรงเยอะมาก เราก็เอาสิ่งเหล่านั้นไปประมวล ก็จะรู้ลักษณะของปัญหาแต่ละพื้นที่ครับ

สรยุทธ ..... ถ้าจะมีคนบอกว่าท่านนายกฯ สร้างภาพ ?

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ก็ถ้าสร้างภาพเพราะว่าผมทำงาน ก็ไม่รู้จะทำยังไง เพราะทำงานก็ได้ภาพ มันก็ช่วยไม่ได้

สรยุทธ ..... บางคนอาจจะบอกว่านายกฯ ก็บริหารประเทศปกติก็ได้ และมีเรื่องก็ดำเนินการตามขั้นตอน ทำไมต้องออกมาตระเวณ ออกมาเดินสาย ออกมาสร้างภาพไม๊

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ถ้าเราบริหารแบบนั้น ผมว่าใช้ปลัดกระทรวงทุกกระทรวงบริหารได้หมด คือมันไม่ได้เป็นการบริหารแบบชนิดที่เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง ถ้าจะเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง เราต้องรู้ปัญหาของประชาชนจริงๆ

สรยุทธ ..... วันนี้ใกล้เลือกตั้งเต็มที ท่านยืนยันใช่ไม๊ครับว่าจะไม่ยุบสภาฯก่อน

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่ยุบครับ เพราะไม่มีเหตุผลและความจำเป็นที่จะยุบนะครับ และสาเหตุที่ผมออกเดินสาย ก็เพราะว่าผมเริ่มเดินตั้งเมษายน ซึ่งถ้าจะพูดถึงเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ ก็ 1 ปีนะ และผมเดินสิงหาคมจบแล้ว

สรยุทธ ..... มาเดินปีสุดท้าย

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... เพราะว่าปีแรกๆ ชุลมุน ปีแรกเข้ามาถึงหนี้สินประเทศจมไปหมด เยอะมาก ต้องใช้หนี้ IMF ไหนจะปัญหาการขาดดุลงบประมาณ ปัญหาเงินไหลออก ปัญหาพี่น้องประชาชนยังเดือดร้อน คนตกงาน มันต้องไปแก้ปัญหาพวกนั้นก่อน พอแก้เรียบร้อยแล้ว ดูว่าปีนี้เป็นปีที่ค่อนข้างอยู่ตัวแล้ว ก็ไปดูปัญหาต่อไปว่ามีปัญหาอะไรอีก คือสไตล์นิสัยผมเป็นคนชอบเดินปัญหานะ ผมไม่ใช่คนหนีปัญหา คือเดินไปให้รู้ปัญหาเลย บางคนไม่อยากให้คนทั่วไปรู้ว่าเรารู้ปัญหา พอแก้ไม่ได้เดี๋ยวจะเสียหน้า ผมไม่กลัว เพราะปัญหามีให้แก้ ปัญหามีร้อยนึง วันนี้ผมแก้ได้สิบ ผมก็ดีใจแล้ว พรุ่งนี้ผมก็แก้ต่ออีก ไม่ใช่แก้วันนี้แล้วเลิก …

… หลังจากเลือกตั้งเสร็จ ผมต้องเปลี่ยนวิธีแก้ปัญหา คือ 4 ปีแรกของผมเป็น 4 ปีแห่งการแก้ปัญหาเรื่องหนี้สิน แก้ปัญหาสภาพคล่อง แก้ปัญหาอำนาจการซื้อของประชาชน แก้ปัญหาเรื่องตลาด แต่พอ 4 ปีหลังต้องไปแก้ปัญหาเรื่องความมั่นคงในชีวิตของประชาชน นั่นก็คือเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกิน เรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องของเพิ่มผลผลิต ขยายกำลังการผลิต พร้อมกันนั้นเราก็ลงทุนมากขึ้น

สรยุทธ ..... ช่วงแรกแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ช่วงรอบหลังจะแก้ปัญหาพื้นฐาน

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ครับ เพื่อจะให้เกิดความยั่งยืนทั้งภาคประชาชนและภาคประเทศ

สรยุทธ ..... อันนี้มองข้ามช็อตไปถึงอีก 4 ปีข้างหน้าแล้ว มั่นใจขนาดนั้นเลย

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ผมเชื่อว่าประชาชนยังอยากจะเห็นผมทำงานต่อ และผมก็อาสาทำงาน 8 ปี และผมคิดว่าวันนั้นก็คงแก่มากแล้ว ควรจะไปอยู่กับลูกกับเมียแล้ว

สรยุทธ ..... ถามจริงๆ หาเสียงใช่ไม๊ครับ ปีสุดท้าย ก็ทำไปด้วย หาเสียงไปด้วย

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ก็จะว่าหาเสียงถือว่าการทำงาน มันทำงานไป ถ้าประชาชนพอใจ มันก็เป็นที่นิยมของประชาชน เป็นเรื่องธรรมดา

สรยุทธ ..... หมายถึงทัวร์นกขมิ้นมาถึงแจกเงินจริงไม๊ครับ ที่เขาบอกว่าข้างซ้ายก็ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ข้างขวาก็ผู้อำนวยการ สนง.สลากกินแบ่งรัฐบาล เหมือนกับเดินสายแจกเงิน

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... บังเอิญเมื่อปีงบประมาณ 2547 เราตั้งงบกลางปี สาเหตุเพราะเก็บภาษีได้เกินเป้า ทั้งที่รัฐบาลนี้ไม่เคยขึ้นภาษีเลยนะ แต่บังเอิญเศรษฐกิจดี ภาษีมูลค่าเพิ่มมันได้หมด เงินมันเกินเป้า เราคิดว่าปีนี้ควรจะเป็นปีที่เราขาดดุลเป็นปีสุดท้ายแล้ว ก็เลยตั้งงบประมาณขึ้นมากลางปี ผมรู้ว่าหลังวิกฤติเศรษฐกิจ 5-6 ปีที่ผ่านมา แต่ละจังหวัดมีปัญหาเรื่องความต้องการของตัวเองโดยที่ส่วนกลางไม่รู้ หรือรู้ก็จะมองว่าความสำคัญเขายังไม่มี ให้ความสำคัญเขาลำดับหลังๆ ในเมื่อเราสามารถจัดงบประมาณได้ก้อนนึง

สรยุทธ ..... พูดตรงๆ คือเงินเหลือใช่ไม๊ครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... เงินเหลือ ถ้าเป็นผม ถ้าเงินเหลือ ผมอยากจะทำอะไร ผมทำตามใจชอบด้วยตัวเอง โดยไม่สนใจว่าท้องถิ่นเขาคิดยังไง อย่างนี้มันเป็นเงินใช้ไม่เกิดประโยชน์ ผมก็ต้องเดินทางไปดูเขาด้วยตัวเอง และฟังเขาด้วยตัวเอง และไม่ได้ฟังจังหวัดอย่างเดียว ฟังท้องถิ่น ฟังประชาชน แต่ก่อนไปผมศึกษาก่อน ศึกษาเสร็จไปฟัง ฟังเสร็จถ้ามันใช่ ถ้ามีเงินอยู่ก็ให้ มีท่าน ผอ.สำนักงานงบประมาณ หรือทางกองสลากฯ มา เพื่อให้มั่นใจว่าผมไม่ใช้ผิดวินัย ไม่ใช้ผิดวงเงินที่มีอยู่ เขาจะเป็นคนคอยโบกธงว่ายังมีตังค์อยู่หรือเปล่า ให้ได้ไม๊

สรยุทธ ..... มีใช่ไม๊ครับที่ไม่ให้

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... โอ๊ย เยอะแยะ

สรยุทธ ..... เพราะข่าวออกมาเหมือนกับว่าไปที่ไหนก็จ่ายที่นั่น

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่หรอกครับ บางอย่างเราก็ให้ บางอย่างเราขอดูก่อน บางทีงานเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นอาคารเรียนของโรงเรียน ผมไปนั่งดูอยู่ที่โรงเรียนนั้น ผมรู้ว่าอาคารทรุดโทรมมาก และเด็กนักเรียนมีสองพันกว่าคน ผมก็เห็นว่าอาคารอย่างนี้ไม่ไหวแน่ ต้องให้ เพราะเรื่องโรงเรียนเป็นเรื่องสำคัญ ผมก็ให้

สรยุทธ ..... ไปทำให้เกิดความเข้าใจว่าเหมือนนายกฯไปจ่ายเงินไม๊ ชาวบ้านอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเงินนายกฯ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่ใช่ ๆ คือการตั้งงบประมาณ ผมจะตั้งจากส่วนกลางก็ได้ แต่เวลานี้แทนที่จะตั้งจากส่วนกลางโดยคิดกันไม่กี่คนในสำนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ชงเรื่องขึ้นมา

สรยุทธ ..... คือวิธีการงบประมาณปกติ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... แต่ไป Approve on Spot

สรยุทธ ..... อนุมัติ ณ จุดนั้นเลย

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... โดยที่เรารู้อยู่แล้วว่ามีงบอยู่เท่าไหร่ แล้วเราอยากรู้ปัญหาที่แท้จริง ก็ไปคุยกับเขา

สรยุทธ ..... ไม่ต้องทำได้ไม๊

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่ทำก็ได้

สรยุทธ ..... นายกฯไม่ต้องลงมาดู มันก็เดินของมันไป

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ถูก สมมติเงินงบประมาณเหลืออยู่ 4 หมื่นล้าน ผมเก็บไว้ส่วนกลาง กระทรวงนั้นก็ขอมา กระทรวงนี้ก็ขอมา ซึ่งไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมันแก้ปัญหาประชาชนจริงหรือเปล่า แต่อย่างนี้ไปถึงที่ มันแก้ปัญหาประชาชนจริง

สรยุทธ ..... เมื่อก่อนเงินงบประมาณเหลือ ก็ให้หน่วยงานที่ของบมาตามนั้น

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ทุกกระทรวงก็จะทำเรื่องขอมา แต่คราวนี้ผมจะไปดูถึงที่เอง และในที่สุดเงินก็กลับไปที่กระทรวง

สรยุทธ ..... สำนักงบประมาณไม่ได้มาเหมือนถือกระเป๋าเจมส์บอนด์มาแจก

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่ใช่อย่างนั้นเลย เขาจะโบกธงว่าอย่างนั้นไม่ได้ อย่างนี้ไม่ได้

สรยุทธ ..... ประชาคมหมู่บ้านที่ทำเรื่องเอสเอ็มแอล อันนี้คือเปลี่ยนวิธีการงบประมาณลงไปให้ชาวบ้านทำ แต่มาทำในปีสุดท้าย เหมือนเอาเปรียบคนอื่นเขาไม๊

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... รัฐบาลบริหารประเทศก็ทำไปแล้วแต่จะตกปีไหน ก็เท่านั้นเอง บางทีปีแรกคิดไม่ออกนะ เพราะปีแรกเมาหมัดครับ มาถึงก็เจอแต่ละเรื่อง ผมเจอศาลรัฐธรรมนูญเรื่อง 6 เดือน ติดเบ็ดไว้ และมาเรื่องยาเสพติดอีก โอ้โหเต็มบ้านเต็มเมืองกว่าจะเอาอยู่

สรยุทธ ..... ถ้านายกฯไม่เดินสายนกขมิ้น แต่ไม่ต้องมาทำงบประมาณเหล่านี้ เอามาทำเป็นนโยบายแล้วไปหาเสียง จะได้รู้สึกว่าไม่เอาเปรียบเขา

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... โน โน โน อันนี้ยังไม่ทำนะครับนโยบายเอสเอ็มแอล คือเอสเอ็มแอลนำร่องแค่ 200 ล้านเอง นิดเดียว ทำทั่วประเทศ 200 ล้าน คืออำเภอละ 1 หมู่บ้าน

สรยุทธ ..... คือท่านนายกฯจะนำร่อง แล้วประชุมใหญ่ ถ่ายทอดสด

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ทำไปแล้วนะครับ หมู่บ้านเดียว

สรยุทธ ..... แล้วก็ให้คนหมู่บ้านต่างๆ ได้เห็นว่านำร่องเป็นยังไง แต่ถ้ามองในทางการเมืองก็คือหาเสียงเลย อาศัยอำนาจหาเสียงเลย

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... แหม๋ มันยังไม่ถึงฤดูการประกาศกฤษฎีกาเลือกตั้งนะ วันนี้ใครอยากจะทำอะไรก็ทำ แต่บอกให้รู้ก่อนว่าไม่ยุบสภาฯแน่นอน ฉะนั้นจึงมีเวลา เขานึกว่าผมจะยุบสภาฯ ก็เลยตื่นเต้นกัน ผมไม่ยุบหรอก ใจเย็นๆ

สรยุทธ ..... ไม่มีทางยุบเลยใช่ไม๊ฮะ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่รู้จะยุบทำไม การยุบสภาฯ หลักปรัชญาบอกว่าฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเกิดความขัดแย้งกัน ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ แต่ถูกใช้ในการชิงไหวพริบเอาความได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้งมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งไม่ใช่ปรัชญา ปรัชญาจริงๆ คือความขัดแย้ง

สรยุทธ ..... ไม่มีทางจะผิดคำสัญญาเหรอ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่มีทาง ไม่รู้จะไปยุบทำไม ยุบสภาฯเสร็จ แล้วไปบอกประชาชนว่าขอกลับมาเป็นนายกฯอีกรอบ ประชาชนก็บอกว่าอ้าวให้อยู่ 4 ปียังมาอยู่อีกรอบ ใครจะให้มา

สรยุทธ ..... มีคนวิจารณ์ว่านายกฯไม่ทำเรื่องปราบคอร์รัปชั่นเลย ตอนหาเสียงประกาศเอาไว้

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... สงครามคอร์รัปชั่นอยู่กับสังคมไทยมานานมาก ถ้าเราเล่นแรงเกินไป ขบวนการร่วมมือมันจะไม่มี มันจึงต้องมาจัดคิวไว้ทีหลัง

สรยุทธ ..... อันนี้ยอมรับเลยเหรอ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... อันนี้ยอมรับครับ แต่ว่า 3 ตุลาคม ผมจะประกาศชัดเจนถึงขั้นตอน เพราะเป็นการครบรอบ 2 ปีของการปฏิรูปราชการ จึงต้องปรับวิธีการ โครงสร้าง ถ้าจะพูดเอามันส์ พูดเอาเท่ห์ มันง่าย แต่ถ้าจะต้องทำกันจริงๆ มันต้องมีขั้นตอนและวิธีการพอสมควรที่จะประกาศให้ชัดเจน ในวันนี้ผมก็ได้เริ่มบอกรัฐมนตรีไปแล้วว่ารัฐมนตรีทุกคนต้องรับผิดชอบในกระทรวงของตัวเอง วันนี้การคอร์รัปชั่นต่างๆ ในทุกกระทรวงจะต้องลดน้อยลง และจะต้องมีการฟันกันบ้างล่ะ …

… เราต้องยอมรับว่าเรื่องคอร์รัปชั่นในตำรวจมีเยอะ แต่การจะแก้ตำรวจต้องยอมรับความเป็นจริงก่อนว่าตำรวจทำงานโดยไม่มีงบประมาณเพียงพอ เราตั้ง 1 โรงพัก เราไม่รู้ว่าไปช่วยประชาชน หรือเอาภาระไปให้ประชาชน ก็ไม่รู้ เพราะตั้งไป ค่าทำคดีก็ไม่พอ เงินค่าใช้จ่ายประจำโรงพักก็ไม่พอ นี่คือหลักความเป็นจริง ฉะนั้นต้องมาปรับใหม่หมด รวมทั้งเรื่องของกฎหมาย กติกา ระบบคอมพิวเตอร์จะเชื่อมโยงกันหมด และผมพยายามจะพูดให้ง่าย ประกาศชัดเจน และให้ประชาชนฟังแล้วเข้าใจและติดตามได้

สรยุทธ ..... ในระดับรัฐมนตรีมีคอร์รัปชั่นมีไม๊ที่เขาวิพากษ์วิจารณ์ ?

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... มียากมากครับ แต่อาจจะมีได้ แต่ผมไม่รู้ แต่ระดับทั่วไปยังมีอยู่ ซึ่งก็ต้องคอยดู แต่ระบบต้องไม่เอื้ออำนวย ต้องมีระบบที่รัดกุมกว่านี้ วันที่ 3 ตุลาคม ผมกำลังร่างระบบทั้งหลาย เพื่อจะให้เข้มข้นขึ้น และค่าใช้จ่ายการเมืองจะต้องถูกลง นั่นคือระบบการเลือกตั้ง และประชาชนให้คอยดูว่าการซื้อเสียงเลือกตั้งสมัยหน้าจะไม่ได้ผลอะไรเลย เมื่อซื้อเสียงไม่ได้ผล มันก็จะทำให้ระบบการเมืองดีขึ้น

สรยุทธ ..... พรรคไทยรักไทยก็ยังถูกมองว่าก็ใช้เงิน

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... เขาคงเห็นว่าผมมีตังค์ไม๊

สรยุทธ ..... เลยคิดว่าไม่ใช้หรือฮะ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ใช้เงินการเมืองก็ต้องมี แต่ไม่ได้ใช้เงินไปซื้อ แต่ถ้าใช้เงินในเรื่องกิจกรรมทางการเมือง ทำป้าย ทำโปสเตอร์ ไม่จ่ายได้ไง ความจริงต้นทุนการเมืองของทุกคน มีงบ กกต. และมีค่าใช้จ่ายของแกนนำไม่กี่คนที่ไม่เดือดร้อน อย่างนี้การเมืองจะอยู่ได้ คือต้องแข่งทำความดี ให้ประชาชนศรัทธาโดยที่การซื้อเสียงไม่มีผล

สรยุทธ ..... ท่านนายกฯโกรธไม๊ว่าท่านนายกฯก็มีธุรกิจ ถึงเวลาเกิดเรื่อง ทับซ้อนผลประโยชน์ เกิดเรื่องนี้ ทับซ้อนผลประโยชน์ คือมันพันเข้ามาหา

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ผมมีธุรกิจมาก่อนที่จะมาเป็นนักการเมือง บางคนไม่มีอะไรเลยแล้วมาเข้าการเมือง มันไม่เหมือนกัน พอผมเข้าการเมือง ก็เหมือนกับคนที่อยู่ในเรือ และผมเป็นคนพายเรือ เมื่อเรือถึงฝั่ง คนทุกคนต้องถึงฝั่งเหมือนกันหมด คือผมพัฒนาเศรษฐกิจดีขึ้น ธุรกิจทุกอย่างมันก็ได้ดีขึ้น

สรยุทธ ..... นายกฯทิ้งธุรกิจอย่างแท้จริงหรือยัง

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่เคยไปยุ่งกับเขาเลย เพราะเป็นมหาชนไปแล้ว คือผมตั้งใจเข้าสู่การเมืองมานานมากตั้งแต่ปี 2535 ผมบริหารธุรกิจในลักษณะพร้อมจะวางมือ โดยเลือกมืออาชีพเข้ามา สมัยประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว ผมซื้อระบบคอมพิวเตอร์เฉพาะซอฟท์แวร์มา 150 กว่าล้าน เพื่อจะคุมระบบ เพื่อจะให้มีระบบตรวจสอบถ่วงดุล โดยที่ผมจะได้ทิ้งบริษัทโดยไม่ต้องไปเกี่ยวข้องได้ ตอนหลังมาผมเข้าการเมืองรอบนี้ ผมก็โอนให้ลูก ผมไม่ต้องไปยุ่ง เป็นเรื่องของลูกแล้ว ผมไม่ได้บริหารธุรกิจมาตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ

สรยุทธ ..... ทำไมบังเอิญบริษัทในครอบครัวของท่านนายกฯ เดี๋ยวได้โครงการโน้น เดี๋ยวก็ได้โครงการนี้ ทำไมกำไรเพิ่มมโหฬาร

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... กำไรเพิ่ม …

สรยุทธ ..... มากกว่าคนอื่นไม๊ ?

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... มันมี 2 ส่วน ส่วนหนึ่งคือประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ส่วนที่สองก็คือเศรษฐกิจดี ลูกค้าก็เยอะขึ้น อันนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ ผมคิดว่ามีหลายบริษัทมีกำไรในสัดส่วนเป็นเปอร์เซ็นต์สูงกว่ากลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้อง แต่เวลาคนพูดจะนำเสนอข้างเดียว วิธีนำเสนอพูดข้างเดียว อย่างบางทีกล่าวหาหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น แต่ไม่ได้ดูที่บัญชีทรัพย์สิน เวลาจะโจมตีกัน เขาก็เลือกเอามุมที่ไม่ดี มุมที่ไม่ดีบางทีมีนิดเดียว

สรยุทธ ..... แต่หลายครั้งก็เห็นโกรธพอพูดถึงผลประโยชน์ทับซ้อน

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... บางทีเราตั้งใจมาก และคนมาพูดมาอย่างนี้เรารำคาญ ธรรมดาของมนุษย์ ผมยอมรับว่าบางทีเหนื่อยๆ บางทีงานเยอะๆ หลายเรื่อง มันก็มีอารมณ์บ้าง ผมเป็นมนุษย์ วันนี้ยังไงก็เป็นมนุษย์

สรยุทธ ..... ไม่ให้หาวิธีเมื่อไหร่จะเลิกพูดซะที ให้บริษัทอื่นมารับจ้างบริหารไปเลย

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ช่วยหาคนมาซื้อหน่อยสิ พอลูกผมมีตังค์เยอะแล้ว ผมจะได้สบายใจ แต่วันนี้ผมไม่สนใจหรอก เพราะผมไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่ต้องไปห่วง ผมทำงานของผมให้ประชาชน ให้ประเทศ ผมมีความสุขแล้ว เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องเล็ก

สรยุทธ ..... ท่านนายกฯลงมาที่ภาคใต้ ผมรู้สึกว่าท่านนายกฯจะมุ่งเน้นที่ภาคใต้เป็นพิเศษไม๊

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ผมไปทั่วประเทศ อันนี้บังเอิญเป็นทริปสุดท้าย

สรยุทธ ..... เหมือนว่ามุ่งมั่นที่จะลงมาภาคใต้ เหมือนกับว่าต้องการมาเจาะฐานเสียง ต้องการจะได้ ส.ส.เป็นกอบเป็นกำเที่ยวนี้หรือเปล่า ผมถามตรงๆ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ที่ภาคใต้ ผมคงไม่ได้คิดว่าจะได้หรือไม่ได้ แต่สิ่งที่ผมทำงานมาตลอด มันก็เป็นประโยชน์กับคนทางภาคใต้ ซึ่งมีอาชีพหลักคือทำยางพารากับปาล์ม ในช่วงแรกราคายางพาราแย่มาก ปัญหาก็คือราคาตลาดโลกกับราคาที่ไทยขายมันห่างกัน เหมือนกับว่ามีใครเอาราคาตรงกลางไป ผมก็ไปหาทางแก้ คุยกับ ดร.มหาเธร์ และคุยกับท่านประธานาธิบดีเมการ์วาตี ของอินโดนีเซีย ท่านก็ส่งรัฐมนตรีมา ผมนั่งคุยกับรัฐมนตรีทั้งสองคน …

… ผมก็ไปพบกับคนที่ซื้อยางเพื่อผลิตยางรถยนต์ ซึ่งซื้อยางประมาณ 70% ของมูลค่ายางทั้งโลก ผมก็ถามเขาว่าจริงๆ ต้นทุนเท่าไหร่ถึงจะไม่เดือดร้อน เขาก็บอกว่า 1 เหรียญก็ซื้อได้ แต่อย่าให้เกิน 1.50 เหรียญ เราก็จับมือกัน แล้วเริ่มดันราคาขึ้นไปถึง 1 เหรียญ แต่บังเอิญน้ำมันแพง ยางสังเคราะห์ก็แพงตาม ราคายางพาราก็เลยขึ้นไปเกิน 1 เหรียญ ผมมั่นใจว่าราคายางจะไม่ต่ำกว่า 30 บาท ตราบใดที่ผมยังเป็นนายกฯ คือถ้าลงต่ำกว่า 30 บาท รัฐบาลจะซื้อเกลี้ยงหมดเลย ดีไม่ดีซื้อข้ามประเทศด้วย

สรยุทธ ..... ที่ท่านนายกฯบอกว่ามีอะไรอยู่ตรงกลาง

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... มีคนพยายามซื้อแพง แต่ขายถูก สินค้าบางตัวยังเป็นอย่างนี้อยู่ ผมจะต้องดูต่อ มันเป็นกลไกที่ทำไว้เดิมไม่ดี แล้วบางทีมีคอร์รัปชั่นด้วย

สรยุทธ ..... สมมติว่าเลือกตั้งแล้วไม่ได้ ส.ส.ภาคใต้เลย ไทยรักไทยจะเสียหายไม๊ จะน้อยใจไม๊

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... เราต้องเคารพประชาชนครับ เขาไม่เลือกก็คือวันนี้เขายังไม่เข้าใจเรา เราก็ต้องทำงานต่อไป ทำดีต่อไปจนเขาเข้าใจเราแล้วค่อยเลือก ผมเชื่อว่าเราน่าจะมีผู้แทนมากกว่าเดิมในภาคใต้

สรยุทธ ..... เห็นนายกฯบอกว่าซัก 10 คน

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... น่าจะได้

สรยุทธ ..... เปลี่ยนบทบาทมาเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทยบ้าง มีคนบอกว่าถ้าได้ ส.ส.ในซีกรัฐบาลถึง 400 ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ได้เลย

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... วันนี้ฝ่ายค้านอภิปรายนายกฯไม่ได้ แต่ด่านายกฯทุกรอบ อภิปรายรัฐมนตรีเพื่อด่านายกฯตลอด สมมติว่าประชาชนศรัทธาได้เกิน 400 ฝ่ายค้านอยากอภิปรายเมื่อไหร่ บอกมา เดี๋ยวจะช่วยเซ็นให้

สรยุทธ ..... อย่าพูดเล่นครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... เรื่องจริง

สรยุทธ ..... ท่านนายกฯ กลัวการตรวจสอบ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ผมโดนตรวจสอบตั้งแต่ยังไม่เข้าการเมือง คนใช้ที่บ้านตรวจเรียบร้อยหมด จะตรวจอะไรอีก ตรวจทุกอย่าง ผมกลัวอย่างเดียวคือกลัวทำงานไม่สำเร็จ แล้วประชาชนไม่ศรัทธา อย่างอื่นเรื่องเล็กหมด

สรยุทธ ..... 3 ปีกว่า เกือบ 4 ปีทำอะไรผิดพลาดไม๊

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ก็จะมีเรื่องความล่าช้า บางอย่างอยากทำให้ได้ดั่งใจ แต่ทำไม่ได้ดั่งใจบ้าง ก็มีบ้าง อย่างเรื่องการจัดที่ดินทำกินให้ประชาชน มันช้าไปนิดนึง เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่ ตั้งใจไว้แล้วก็ช้า เรื่องการปรับโครงสร้างตำรวจ เพื่อให้ตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชน เพื่อจะใช้เป็นเส้นทางดักในเรื่องของคอร์รัปชั่นทั้งหลาย ก็ทำได้ช้ากว่าที่ตั้งใจ

สรยุทธ ..... อะไรที่พลาดพลั้ง ไม่ควรจะทำแล้วทำไป มีไม๊ครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... …. อะไรที่ทำไป … (นั่งคิด)

สรยุทธ ..... ท่านนายกฯเคยบอกกับผมเมื่อหลายปีก่อนว่า เป็นคนที่ทำผิดแล้วยอมรับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... แน่นอนๆ แต่เรื่องที่ทำแล้วทำ ยังนึกไม่ออก แต่ส่วนใหญ่ทำแล้วมันไม่ได้ผลเท่าที่ควร

สรยุทธ ..... รัฐบาลบอกว่าการให้ประชาชนเป็นหนี้คือการให้โอกาส ให้เขามีทุนไปทำมาหากิน จะแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน ต้องให้เขามีทุน อีกฝ่ายนึงบอกว่านี่คือการสร้างหนี้อย่างยั่งยืน

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... คนที่ว่าผม เป็นคนที่กินเงินเดือนตลอด

สรยุทธ ..... แปลว่าคนกินเงินเดือนไม่เข้าใจ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... คือเขามีรายได้ที่แน่นอนของเขา และพอใช้ ไม่เดือดร้อนอะไร แต่คนที่เป็นชาวนา เป็นเกษตรกร มันเป็นนักธุรกิจนะ แต่เป็นนักธุรกิจที่แย่มากที่ไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าตัวเองได้ ไม่สามารถรู้ต้นทุนของตัวเอง และเข้าหาแหล่งทุนก็ไม่ได้ ซึ่งความเข้าใจของคนมีรายได้ที่แน่นอนจะเข้าใจตรงส่วนนี้จะต่างกัน …

… โลกเสรีคือเศรษฐกิจทุนนิยม ทุนนิยมแปลวว่าอะไร คือไม่มีทุนไม่นิยม สรุปแล้วถ้าไม่มีทุน ไม่รู้จะสร้างความมั่งคั่งได้ยังไง การเข้าหาแหล่งทุนและแหล่งปัญญาทั้งสองอย่างพร้อมกัน คนส่วนใหญ่มีปัญหาเข้าหาแหล่งทุน ตัวผมเองมีปัญญา แต่ไม่มีทุน เมื่อสมัยก่อนผมแทบตาย พอผมได้แหล่งทุน ผมก็สบาย ดังนั้นอย่าไปดูถูกเขา เขาเลือกที่จะเป็นหนี้ เพื่อเขาจะได้เป็นทุนในการไปทำมาหากิน คือทุกคนมองข้ามช็อตไป เขาไปมองว่าผมเอาเงินให้ไปกู้เพื่อใช้จ่าย

สรยุทธ ..... ซื้อรถ ซื้อโทรศัพท์ ไปอย่างนั้นเลย

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... พวกนี้เขาคิดไม่เป็น เขาไปดูถูกชาวบ้าน ทุนที่ผมให้ไปเพื่อไปประกอบอาชีพ แล้วเมื่อมีรายได้ จึงนำรายได้ไปใช้จ่าย ไม่ใช่เอาหนี้ไปใช้จ่าย อันนี้ข้อมูลชัดเจน และเวลานี้ที่ผมทำ อย่ามองสิ่งที่ผมทำเป็นชิ้นๆ นะ ต้องมองภาพรวมนะ ทั้งหมดที่ผมทำก็เพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส ทำทุกอย่างนำไปสู่จุดนี้หมด ลดรายจ่ายก็คือลดหนี้นอกระบบ ให้เป็นหนี้ในระบบ ต้นทุนหนี้ถูกลง ไปลดรายจ่ายเรื่องสุขภาพ ก็ 30 บาท (30 บาทรักษาทุกโรค) ไปพักหนี้เกษตรกร …

… ส่วนเพิ่มรายได้ก็ทำเรื่อง OTOP (1 ตำบล 1ผลิตภัณฑ์) เป็นอาชีพเสริม ไปทำให้ราคาสินค้าเกษตรขึ้น และขยายโอกาสก็คือให้ทุน และให้ความรู้ที่เขาถนัด เรื่อง OTOP ก็เป็นการขยายโอกาสด้วย …

… และถ้าใครจะบอกว่าผมจะทำชาติพัง ช่วยใช้สมองอันน้อยนิดคิดหน่อยเหอะ ตอนที่ผมเข้ามา หนี้ต่างประเทศมี 7 หมื่น 5 พันกว่าล้านเหรียญ เวลานี้หนี้เหลือ 5 หมื่น 1 พันกว่าล้านเหรียญ เงินทุนระหว่างประเทศวันนั้นมีแค่ 3 หมื่น 2 พันล้าน แต่วันนี้มี 4 หมื่น 4 พันล้าน เบ็ดเสร็จแล้วเวลานี้เรามีเงินฝากในต่างประเทศมากกว่ากู้เขามา หนี้ภาครัฐบาลต่อจีดีพีก็ลดลง ภาวะของงบประมาณกำลังเข้าสู่ภาวะสมดุล และเราใช้หนี้ IMF ไปหมดก่อนกำหนด 2 ปี เป็นที่ยอมรับของทั้งโลกว่าประเทศไทยสามารถจัดการได้ แต่ปรากฏว่าขาประจำของผมก็จะต้องด่าอย่างเดียว ไม่ได้ดูตัวเลขเลย

สรยุทธ ..... ตอนนี้ขาประจำเพิ่มขึ้นเป็นดอกเห็ดเลยนะครับ คนที่เคยเชียร์คุณทักษิณ ตอนนี้เปลี่ยนสภาพมาเป็นขาประจำเต็มไปหมดเลย

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ผมขัดใจหลายคนไม่ได้ดั่งใจเขา บางทีอยากให้ผมสนับสนุนอย่างนั้นอย่างนี้ บางทีผมก็ให้ไม่ได้ ผมก็ขัดใจ และบางคนเคยมีความหมายในช่วงการเมืองอ่อนแอ เวลานี้พอการเมืองเข้มแข็ง ประชาชนเชื่อถือรัฐบาล ความหมายก็หมดไป สมัยนี้เขาบอกว่านายหน้าต้องเพิ่มคุณค่า ไม่อย่างนั้นเป็นนายหน้าไม่ได้

สรยุทธ ..... ท่านนายกฯยืนยันว่าเป็นคนฟังคน ใครติติง ใครว่า รับฟัง ยกเว้นขาประจำ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ขาประจำก็ฟัง แต่ผมฟังด้วยความรำคาญบ้าง เอามาเก็บมาคิดบ้าง อย่างเช่นเรื่องแต่งตั้งโยกย้าย ผมตั้งใจว่าจะตั้งคนนี้ แต่ผมเรียกอีกคนนึงมาคุย เขาให้เหตุผลผมเท่านั้น ผมเปลี่ยนใจเลย เพราะผมเป็นคนฟังเหตุผลเลย ทั้งๆ ที่คนนั้นจะเป็นคนที่จะไม่ได้รับการแต่งตั้ง

สรยุทธ ..... ใน ครม. นายกฯ สั่งคนเดียว รัฐมนตรีไม่มีใครกล้าค้านเลย จริงไม๊ครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... รัฐมนตรีของผมขยัน ร้องกันลั่นเลยงานเยอะมาก แต่บางประเด็น ถ้ารัฐมนตรีไม่แม่น

สรยุทธ ..... ก็โดนสวนเลย

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ทุกคนต้องทำการบ้าน

สรยุทธ ..... แต่ไม่ได้ทำงานคนเดียว

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ผมทำอย่างนี้ได้ไง

สรยุทธ ..... เวลาเรามีอำนาจ มีคนรายล้อม คือหลงอำนาจ กลัวไม๊

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... คนมีอำนาจแล้วบ้าอำนาจ อย่างนั้นเรียกว่าใช้อำนาจ แต่ผมมีอำนาจเพื่อทำงาน ไม่มีอำนาจเพื่อใช้

สรยุทธ ..... ไม่มีวันบ้าอำนาจเหรอ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่รู้จะไปมีทำอะไร มนุษย์ก็มีแค่นี้ ใส่ชุดนอนแล้วเข้าไปนอน เราก็คือคนๆนึง ถึงเวลาเราไปอาบน้ำ เราก็คือผู้ชายคนนึง แค่นั้นเอง ไม่เห็นมีอะไรที่มีพิเศษขึ้นมากว่าคนอื่น ตอนผมเป็นนายกฯ กับตอนผมเป็นนักธุรกิจต๊อกต๋อย หรือตอนที่ผมวิ่งแลกเช็ค หรือขึ้นศาลไปผลัดเช็ค ผัดหนี้ ผมดูแล้วก็เป็นคนเดียวกัน

สรยุทธ ..... บางทีอำนาจบางทีทำให้เคลิ้มๆ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ผมไม่ค่อยรู้สึกเรื่องพวกนี้ ผมเป็นคนชอบทำงาน และเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เป็นนักธุรกิจ คือเวลาทำงาน ผมเอาจริงเอาจัง และเด็ดขาด แล้วเอาผลงานเป็นหลัก ทุกวันนี้ผมปิดบ้าน ผมไม่ได้เปิดบ้านให้คนมานั่งเอาใจสอพลอ ไม่มีนะครับ ผมไม่ใช่เป็นคนที่อยู่กับสิ่งเหล่านี้ อยู่กับงานแท้ๆ

สรยุทธ ..... ชีวิตนี้ไม่มีทางเป็นที่เขาบอกว่าติดหนวดฮิตเลอร์

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ผมมีเมียอย่างคุณหญิงพจมาน ผมไม่ต้องห่วง สบายใจได้ เพราะมีคนคอยดูแลผมอย่างดี ไม่ให้ผมไปซ่าส์ ไปทำอะไรที่บ้าอำนาจ ไม่มีทาง

สรยุทธ ..... ช่วยยกตัวอย่างจะจะ ถึงลูกถึงคน

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ก่อนที่ผมจะมาออกรายการ ผมโทรถึงลูกสาว ลูกสาวบอกว่าพ่อใจเย็นๆ นะ อย่าขี้โมโหนะ พ่อพูดช้าๆ หน่อย ยิ้มๆ หน่อยนะพ่อ นี่คือสิ่งที่ครอบครัวผมเป็นกันอย่างนี้ อยู่กันอย่างนี้ พูดกันอย่างนี้ ครอบครัวเราเป็นคนที่สบายๆ ฉะนั้นประชาชนสบายใจได้ ครอบครัวดูแลผมไม่ให้ผมบ้า และผมเองก็ไม่บ้าอยู่แล้ว

สรยุทธ ..... ตั้งรัฐบาลคราวหน้าพรรคเดียวไม๊

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ถ้าประชาชนเลือกมาแล้วเสียงพอ ไม่จำเป็นต้องมีหลายพรรค แต่ถ้าเสียงไม่พอ อาจจะต้องใช้หลายพรรค

สรยุทธ ..... นายกฯ ต้องการตั้งรัฐบาล 400 เสียงไม๊

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่จำเป็น อยู่ที่ประชาชน แต่ถ้าผมจะต้องไปผสมเพื่อให้ได้ 400 เสียง ผมไม่ทำ

สรยุทธ ..... และทั้งหมดนี้ก็คือการพูดจาพิเศษแบบถึงลูกถึงคนกับนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร แล้วพรุ่งนี้จะไปไหนต่อครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไปตรังครับ

สรยุทธ ..... รู้สึกอะไรไม๊ครับ คือมันมีตำนานอยู่ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่รู้ๆ ก็คือผมต้องไปพูดโทรโข่ง แต่ผมก็เลยเฉยๆ เมื่อปี 42 หรือ 43 พรุ่งนี้คงไม่มีอะไรครับ

สรยุทธ ..... คราวที่แล้วจริงๆ ได้ทานหมูย่างไม๊

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ตอนเป็นนายกฯ ได้ทาน

สรยุทธ ..... ไม่ใช่ครับ ตอนก่อนเลือกตั้ง ?

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่ได้ทาน ก็ไปถึงที่นั่นก็พูดโทรโข่งเสร็จแล้วก็กลับ

สรยุทธ ..... มีความรู้สึกอะไรติดค้างไม๊

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... ไม่เป็นไร ผมเป็นคนที่ Let’s by gone be by gone อะไรที่แล้วๆ ไป ก็ที่ร้องเพลงว่า “ให้มันแล้ว แล้วไป”

สรยุทธ ..... ขอบคุณครับท่านนายกฯ ครับ ลาไปก่อน สวัสดีครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ..... สวัสดีครับ.


.............................................................................................................
เรียบเรียงโดย ชาญชัย จิติมา และ ฟังเสียงการสนทนาได้ที่นี่ นะคะ .....
- http://www.mcot.net/tltk/newstalk2004-08-25.htm
- mms://61.19.223.230/modernine/tltk/256k/newstalk2004-08-25.wmv

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 27/08/2004 04:06 PM


�����Դ��繷��: 2


ทักษิณประกาศ .....
ใช้เงินสะอาดล้างประเทศ สู้สงครามคอร์รัปชั่น



ผมขอให้เงินสะอาด ทำความสะอาดประเทศ
ร่วมกับพวกท่านสักครั้งหนึ่งในชีวิต ขอให้คอร์รัปชันหมดจากแผ่นดินไทย...


หมายเหตุ ... พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานและปาฐกถานำในการประชุมเพื่อกำหนดข้อตกลงร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 30 กันยายน

การเมืองในระบอบประชาธิปไตย ... เป็นระบบที่ผูกพันอยู่กับอิทธิพลท้องถิ่น นั่นหมายความว่าจะมีความชั่วร้ายปะปนมาด้วย ซึ่งวงจรอุบาทว์เหล่านี้เป็นสิ่งที่จะต้องเร่งกำจัดให้หมดไป เพราะที่ผ่านมาประชาชนที่เลือกตั้งผู้แทนเข้าไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าผู้แทนเหล่านั้นจะเข้าไปทำอะไร เพียงแต่ว่ามีการให้เงินและผู้แทนพอให้เงินแล้วก็คิดว่าไม่มีบุญคุณต่อกัน และสิ่งเหล่านี้ก็ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะนักการเมืองต่างแข่งกันหาผลประโยชน์และนำมาสู่ต้นทุนทางการเมืองที่สูงขึ้นและมีการถอนทุนคืน เมื่อนักการเมืองโกงได้ ข้าราชการก็โกงได้ เด็กก็โกงได้

คงจำได้ ... ผมเข้ามาการเมืองครั้งแรกเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในนามพรรคพลังธรรม ซึ่งเป็นพรรคแรกที่ให้รัฐมนตรีแสดงบัญชีทรัพย์สิน และตนก็เต็มใจ รัฐธรรมนูญก็มาระบุไว้ภายหลัง เป็นข้อดีที่ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ต้องมาจุกจิก แต่เป็นข้อที่ระบุเอาไว้ว่าถ้าเจตนาร้ายต้องเล่นงาน ดังนั้น การปราบปรามทุจริตต้องมองเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ ดังนั้น ต้องร่วมกันขจัดวงจรอุบาทว์ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ระบบราชการ ท้องถิ่น และภาคเอกชน

นอกจากนี้ ... เรื่องผู้มีอิทธิพลที่เป็นธุรกิจใต้ดินนั้นต้องกำจัด เพราะจะไปกดขี่ข่มเหงประชาชน เพราะธุรกิจเหล่านี้จะมีอำนาจเหนือการเมือง ภาระจะตกอยู่กับประชาชน ดังนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ต้องมีความเด็ดขาดเรื่องการซื้อเสียงของ ส.ส.โดยรัฐจะให้เงินอุดหนุนกกต.เพิ่มเพื่อทำให้ต้นทุนของพรรคการเมืองไม่สูงเกินไป

ดังนั้น ... จึงอยากเสนอแนวคิดเพื่อเป็นการเสริมสร้างองค์กรอิสระ อาทิ รัฐจะสนับสนุนให้สำนักงานคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มีความเข้มแข็งขึ้น โดยการแก้กฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจแก่ป.ป.ช. และพร้อมให้ความร่วมมือในทุกด้านเช่น การลงโทษผู้บังคับบัญชาที่ละเลยไม่ปฏิบัติตามมติของ ป.ป.ช.พร้อมทั้งจะออกมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ให้หน่วยงานรัฐให้ความร่วมมือในการมอบข้อมูล เอกสาร แก่ ป.ป.ช.เมื่อมีการร้องขอ และเพิ่มกำลังคนให้หน่วยงานอื่นเข้ามาช่วยในการทำงาน อาทิ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น เพื่อแก้ปัญหากรณีเรื่องการพิจารณาการทุจริตที่คั่งค้างของ ป.ป.ช.กว่า 5 พันเรื่อง

หาก ป.ป.ช.ร้องมาว่า ... ต้องการให้มีการตรวจสอบทรัพย์สินในส่วนใดอีก ไม่ว่าจะเป็นระดับผู้ช่วยรัฐมนตรีหรือระดับใดก็ตาม รวมทั้งรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลก็ยินดีที่จะสนับสนุน และจะมีการตั้งหน่วยกลางที่สามารถกำหนดความชัดเจน และให้ความกระจ่างแก่หน่วยราชการในเรื่องที่หน่วยราชการมีความสับสนว่าสามารถทำได้หรือไม่ให้ และจะเข้าข่ายการทุจริตหรือไม่ รวมทั้งจะมีการเอกซเรย์หน่วยงานราชการที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตเป็นพิเศษอย่าง เช่น กรมทางหลวง กรมศุลกากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมขนส่งทางบก เป็นต้น

รวมทั้ง ... ให้รางวัลนำจับแก้ผู้ที่แจ้งเบาะแสการทุจริตต่างๆ และจะมีมาตรการคุ้มครองพยานด้วย และจะมีการตั้งหน่วยรับแจ้งเบาะแสการคอร์รัปชั่นของภาครัฐ และสนับสนุนองค์กรภาคประชาชน

คราวที่แล้ว ... ผมเคยให้เงินสนับสนุนองค์กรภาคประชาชนไป 20 ล้าน แต่ปรากฏว่าองค์กรเหล่านี้ก็ไปขึ้นเวทีปราศัยร่วมกับพวกที่ไซฟ่อนเงิน(ผ่องถ่ายเงิน) แต่ก็ไม่เป็นไร รัฐมีหน้าที่ดูแลให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

รัฐบาลจะแก้กฎหมาย ... ที่เอื้อต่อการทุจริตทุกอย่าง ซึ่งขณะนี้ผมได้มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีไปศึกษาอยู่ อย่างไรก็ ตามการแก้จะต้องไม่แก้ไขกันจนทำงานไม่ได้

ต่อไปนี้ ... ระบบการเบิกจ่ายงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ของรัฐจะผ่านระบบคอมพิวเตอร์ หรือระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์(GFMIS) ซึ่งจะสร้างความชัดเจนในการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ โดยตั้งเป้าไว้ว่าในปี 2548 ระบบนี้จะพัฒนาไปสู่ระดับอำเภอ องค์กรส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะเริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ... ตั้งแต่ 1 มกราคม 2548 เป็นต้นไป จะให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) จัดทำเว็บไซต์เพื่อการประมูลโดยเฉพาะ ซึ่งการประกวดราคาทุกอย่างในภาครัฐจะต้องขึ้นอินเตอร์เน็ต หรือแม้เมื่อการประมูลเสร็จสิ้นแล้วก็ให้ขึ้นอินเตอร์เน็ตเช่นกัน เพื่อที่จะได้สามารถตรวจสอบได้ว่ามีใครเกี่ยวของกับการประมูลบ้าง โดยขั้นตอนการประมูลในระบบอินเตอร์เน็ตจะเป็นการประมูลกันแบบสดๆ มีการต่อสู้ราคากันในขณะนั้น เชื่อว่าหากใช้วีธีนี้จะสามารถประหยัดงบประมาณที่ใช้ในการประมูลได้นับหมื่นล้านบาทในปีเดียว

โครงการใหญ่โครงการแรก ... ที่จะมีการประมูลผ่านระบบนี้คือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สายบางซื่อ-บางใหญ่-ราษบูรณะ และต่อไปจะมีการตรวจสอบราคากลางในการประมูลใหม่ โดยจะเชิญสมาคมวิชาชีพมากำหนดร่วมกัน โดยให้สำนักงบประมาณเป็นแกนกลาง และจะมีการติดตามสุ่มตรวจเมื่อมีการประมูล และขณะดำเนินการก่อสร้างโดยจะตั้งทีมอิสระเพื่อติดตามเป็นการเฉพาะ

ปัญหาการทุจริตในข้าราชการ ... เนื่องจากข้าราชการมีค่าใช้จ่ายสูง เพราะบางแห่งหัวหน้าส่วนราชการชอบเรี่ยไรลูกน้อง จึงทำในข้าราชการต้องไปพึงพานักธุรกิจสีเทา เราจะต้องลดค่าใช้จ่ายของข้าราชการให้ได้ และต่อไปนี้หน่วยงานใดมีความต้องการเงินสนับสนุน ก็ให้ทำหนังสือมาถึงผม รัฐบาลจะดูแลให้ไม่ต้องไปเรี่ยไรกันเอง และขณะนี้รัฐก็ได้เริ่มแล้วด้วยการปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการประจำ ใครที่เงินเดือนไม่ถึง 10,000 บาท ก็เพิ่มให้ถึง 10,000 บาท ใครไม่ถึง 7,000 บาท ก็เติมให้ถึง 7,000 บาท

ผมอยากให้มีการ ... ตั้งคณะอนุกรรมการและกรรมการฝ่ายพิทักษ์คุณธรรมขึ้น ในสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) เพื่อทำหน้าที่อบรมเสริมสร้างคุณธรรมแก่ข้าราชการ และให้ขยายไปสู่ข้าราชการส่วนต่างๆ อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และจะนำการปฏิรูประบบราชการมาใช้อย่างจริงจัง ซึ่งเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2546 เราได้ประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ บริหารบ้านเมืองที่ดี ที่เราใช้คำสนธิระหว่าง " ธรรมะ" กับ "ภิบาล" กลายเป็น "ธรรมาภิบาล" คือใช้ธรรมะ อภิบาลรักษา แต่วันนี้มันเผลอไปกลายเป็นการสนธิคำใหม่ระหว่าง "ธรรมะ" กับ "พิการ" กลายเป็น "ธรรมพิการ"ไปแล้ว

รัฐจะสนับสนุนให้มี ... องค์กรภาคประชาชนในทุกระดับ เพื่อเป็นผู้ชี้เบาะแสการทุจริต ซึ่งอาจจะตั้งเป็นมูลนิธิเพื่อทำหน้าที่ป้องกันการทุจริต แต่ทั้งนี้หากการคอร์รัปชั่นในภาครัฐลดลง การคอร์รัปชั่นในภาคเอกชนก็ต้องลดลงด้วย เพราะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา โดยเฉพาะบริษัทมหาชนทั้งหลายที่มีผู้ถือหุ้นเป็นพวกไซฟ่อนเงิน(ผ่องถ่ายเงิน) กู้เงินมาแล้วไปใช้ผิดประเภท ผมจับตาดูแล้วมีการปล่อยกู้อย่างเมามัน แล้วหลายบริษัทก็ล้ม แต่นักธุรกิจเหล่านี้รวยกันหมด เมียของคนเหล่านี้ก็ใส่เครื่องประดับหรูราคาแพง มันเป็นเรื่องที่มากเกินไป เห็นแก่ตัวมาก

"วันก่อนผมเชิญ ... ครม.มาประชุมกันอย่างไม่เป็นทางการ โดยไม่ต้องมีข้าราชการเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมบอกกับรัฐมนตรีว่า อย่าได้พยายามหาเงินมาให้พรรคโดยเอาชื่อผมไปอ้าง ประเภทที่มาให้พรรคแบบไม่ปกตินั้นไม่เอา และต่อไปคนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีไม่ต้องเอาเงินมาให้พรรค เอาแต่สมองมาก็พอ"

เรื่องการดำเนินการต่อผู้ทุจริตนั้น ... ในระดับรัฐมนตรีหากมีหลักฐานก็ให้ส่ง ป.ป.ช.ได้ทันที แต่หากไม่มีหลักฐานตนจะใช้อำนาจทางปกครองจัดการด้วยความเด็ดขาด เพื่อให้ปัญหาการทุจริตหมดไปจากประเทศไทย เพราะถ้าแก้เรื่องนี้ไม่ได้ ต่อไปข้างหน้าจะเหนื่อยอีกมาก และถ้าปัญหาการคอร์รัปชั่นลดลง ความน่าเชื่อถือในสายตาต่างประเทศจะมีมากขึ้น ต่างประเทศจะเข้ามาลงทุนมากขึ้น

เราจะไม่ทำให้ ... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงหนักพระทัย เมื่อรับสั่งออกมา มีพระราชดำรัสออกมา พวกเราก็ต้องน้อมใส่เกล้าฯ และช่วยกันอย่างเต็มที่ ผมขอปวารณาว่าผมไม่ใช่คนรวย แบบไหนๆ ที่อาสาเข้ามา และคิดว่ามีเพียงพอที่จะดูแลลูกแล้ว ขอใช้เงินส่วนเกินของชีวิตทำความสะอาดประเทศ

"ในฐานะผู้มาทำหน้าที่ตรงนี้ ... ร่วมกับพวกท่านทุกคน ขอเอาเงินสะอาดทำความสะอาด เพราะเงินสกปรกทำความสะอาดไม่ได้ มันเหมือนไม้กวาดที่ไปจ้ำไปจุ่มน้ำเน่ามาและมากวาดพื้น พื้นก็ยิ่งเน่าหนักเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นต้องเอาไม้กวาดที่สะอาดกวาดพื้นจึงจะสะอาดได้ ผมขอให้เงินสะอาดทำความสะอาดประเทศร่วมกับพวกท่านสักครั้งหนึ่งในชีวิต ขอให้คอร์รัปชันหมดจากแผ่นดินไทย เบาบางจากแผ่นดินไทยไปให้มากที่สุด เท่าที่ผมยังมีชีวิตอยู่ และขอให้ทุกท่านได้ร่วมมือร่วมใจกัน"


...................................................
โดย ..... หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
เมื่อ ..... วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2547

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 2/10/2004 10:06 AM


�����Դ��繷��: 3

เงินซุกหุ้น สะอาดหรือไม่???
เพิ่มเงินข้าราชการใช่ว่า จะหยุดการคอร์รัปชั่นได้
นักการเมืองมีเงินตั้งหลายร้อยล้านก็ยังโกงกินกันมาตลอด
ราคาคุยมากกว่า
พวกที่โกงๆก็นั่งทานข้าวด้วยกันอยุ๋เรื่อยๆ
โกงที่คลองด่านจะว่าไง หือ
ลองมาดูว่า หลังเลือกตั้งจะทำต่อมั้ย
ไม่มีอะไรใต้ดวงอาทิตย์ ที่(อดีต)ตำรวจไทยจะทำไม่ได้

ช่วงแรกแก้ตัวเอาหน้า .. ช่วงหลังจะแก้ผ้า(ขาวม้า)เอาหน้ารอด

    �� : พี่เก่ง     ����� : 2/10/2004 08:07 PM


�����Դ��繷��: 4


กรุณาติดต่อ .....
เรื่องราวที่ต้องการ และ ร้องเรียนโดยตรงได้ที่ .....


พรรคไทยรักไทย
- http://www.thairakthai.or.th

ทำเนียบรัฐบาล
- http://www.thaigov.go.th

ระฆังห่วงใย ... จากใจนายกรัฐมนตรี
- http://www.rakang.thaigov.go.th

ระบบร้องเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์
- http://www.rakang.thaigov.go.th/epost.asp

quote:

ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร
ทำเนียบรัฐบาล เลขที่ 1 ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต
กรุงเทพฯ 10300

โทรศัพท์ ..... 0-2280-3000
E-Mail ..... thaksinshinawatra@thaigov.go.th






\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 2/10/2004 08:30 PM


�����Դ��繷��: 5

พรรคไทยรักไทย
- ไม่ว่าง กำลังเตรียมลงเลือกตั้ง

ทำเนียบรัฐบาล
- ทำเนียบร้าง อยู่ระหว่างเดินสาย

ระฆังห่วงใย ... จากใจนายกรัฐมนตรี
- ระฆังร้าว ตียังไงก็ไม่ดัง

ระบบร้องเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์
- อุ๊บ Spammail เลยโดนลบ

    �� : พี่เก่ง     ����� : 2/10/2004 10:14 PM


�����Դ��繷��: 6

ฮาาาาาาาาาาาาาาาาา ..!!
เรื่องมากจังนะจ๊ะ :-)

ถ้าไม่ห่วงว่า ตาลจะเข้าเว็บไซต์ของตัวเองไม่ได้ไปด้วย
เพราะ ที่เว็บไซต์นี้ พี่เก่ง ใช้ IP ชุดเดียวกับตาลล่ะก็
มีหวังโดนจับใส่กรงให้ตามไปอยู่ทีมเดียวกับพวกเยอรมัน แน่ๆ นะจ๊ะ พี่จ๋า :-)



\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 2/10/2004 10:31 PM


�����Դ��繷��: 7


นายกฯ ให้คำมั่น ขจัดทุกข์-ปราบโกงเพื่อคนไทย

“นายกรัฐมนตรี” ... ประกาศชัด เดินหน้า “ขจัดความทุกข์” ปราบปราม “ยาเสพติด-คอร์รัปชั่น” เพื่อประชาชนทั้งประเทศ พร้อมสั่งให้ “คณะรัฐมนตรี-ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่” เข้ารับฟังปัญหาจาก "ประชาชน" อย่างใกล้ชิด ชี้หากพบปัญหาสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ... กล่าวเปิดมหกรรมคลายทุกข์ที่ทางรัฐบาลจัดขึ้นว่า วันนี้ทุกคนได้เข้ามาที่ตึกสันติไมตรีแห่งนี้ ซึ่งน้อยครั้งที่จะมีการเชิญให้ประชาชนได้เข้ามา ครั้งแรกที่เข้ามากันมากมายก็คือ คนขับรถแท็กซี่ เพราะเราอยากจะรู้ว่าเขาทุกข์เรื่องอะไรบ้าง และวันนี้ก็เชิญผู้ที่มีทุกข์ และผู้ที่ร้องเรียนเข้ามาทั้งหลายให้เข้ามาที่ห้องแห่งนี้ ซึ่งเป็นห้องที่มีกิจกรรมมากมายระดับประเทศ รวมทั้งเป็นที่ใช้ประชุมเอเปกซึ่งมีผู้นำถึง 21 ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ รัสเซีย หรือจีน ก็มานั่งกันอยู่ที่นี่ แต่คงไม่ใช่เป็นเรื่องสำคัญอะไรเท่ากับว่าวันนี้ที่ท่านมา นอกจากจะมาร้องทุกข์เรื่องของท่านแล้ว แต่สิ่งที่ท่านได้ทำคุณูปการก็คือ ท่านกล้าออกมาบอก นั่นจะทำให้ผม คณะรัฐมนตรี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ได้มีโอกาสรู้ว่า ยังมีทุกข์อีกหลายอย่าง หลายแบบ และหลายประเภท ที่เรายังต้องแก้กันต่อไป

ประกาศลั่น-ความยากจนจะไม่มีใน “รุ่นลูก” ... “ผลพวงจากการเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา หรือยากจนมานานแล้วทำท่าจะดีขึ้น ก็เจอวิกฤติเศรษฐกิจ เลยทำให้ทุกข์เหล่านี้ยังอยู่ในหลายระบบ อยู่ในโครงสร้างของมันเองทางด้านกฎหมาย การบริหารราชการ และทั้งปัญหาสังคม รวมไปถึงเรื่องของความสามารถในการพัฒนาประเทศ งบประมาณในการแก้ปัญหาของประเทศ จึงทำให้คนที่แย่อยู่แล้วก็แย่ต่อไป ซึ่งจะไม่ยอมให้สิ่งเหล่านี้มันฝังอยู่ในประเทศไทย ฉะนั้นต้องเอาออกมาให้ได้ และแก้ให้ได้ อย่างที่เคยพูดตลอดเวลาว่า ไม่อยากให้ลูกคนจนโตขึ้นมาแล้วเป็นคนจนต่อ มันจะต้องแก้ปัญหาให้ได้ ความยากจนนั้นมันควรจะหมดในชั่วรุ่นเรา รุ่นลูกก็คงต้องพ้น รุ่นพ่อแม่ก็ไม่ใช่ว่าจนกันจนถึงวันตาย ดังนั้นถ้ามีอะไรที่เราทำได้ก็คงต้องทำต่อไป”พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า ... ต้องขอบคุณนายยงยุทธ ติยะไพรัช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ได้จัดงานนี้ขึ้นมา และจะให้คณะรัฐมนตรี รวมไปถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ได้สัมผัสกับปัญหาต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะได้รู้ และได้แก้ไขได้ทันท่วงที เพราะความสุขของมนุษย์อยู่ที่ผู้จะให้คำจำกัดความ บางคนก็ไปทำบุญ หรือไปแสวงบุญ ก็เพื่อหวังที่จะมีความสุขทางใจ จึงอยากให้เพื่อนข้าราชการ และคณะรัฐมนตรีได้ให้คำจำกัดความของความสุขคือ การแก้ปัญหาให้เพื่อนร่วมชาติของเรา หากเราให้คำจำกัดความว่า การทำบุญที่ดีที่สุดคือการให้โอกาส และช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติของเราให้พ้นทุกข์ สิ่งนั้นถือเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ และถือว่าอันนี้เมื่อทำแล้วเป็นความสุขส่วนตัว

เหน็บนักวิจารณ์เชื่อไม่ได้-ไม่เคยมีทุกข์ ... “ทุกวันนี้ผมทำงานผมเหนื่อย ผมต้องเผชิญกับสิ่งที่มันไม่ควรเผชิญหลายอย่าง แต่ว่าทำไมผมจึงอยู่ได้ ทำไมผมถึงมีกำลัง เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วสู้ได้ตลอดเวลา เพราะผมถือว่าความสุขของผมคือการได้แก้ปัญหาให้เพื่อนร่วมชาติโดยใช้ตู้รับเรื่องราวร้องทุกข์ ซึ่งผมคิดอยู่ตลอดว่าทำอย่างไรจึงจะรู้ปัญหาที่แท้จริงของประชาชน และผมฟังนักวิจารณ์แล้วมันเชื่อไม่ได้ เพราะนักวิจารณ์ไม่เคยทุกข์ นักวิจารณ์ไม่เคยสัมผัสชีวิตจริงของประชาชน แต่ที่แน่นอนที่สุดก็คือชีวิตจริงของประชาชนนี่แหล่ะที่เราควรจะรู้ และเราจะได้แก้ด้วยระบบการบริหารจัดการ ด้วยทฤษฎีทั้งหลาย”นายกฯ กล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวต่อว่า ... วันนี้ประชาชนได้รับโอกาส ทั้งที่เมื่อก่อนเขาไม่มีโอกาสที่จะบอกความทุกข์ของเขาให้ใครได้ยิน ทำให้ต้องนอนจมอยู่บนกองทุกข์ และตายอยู่บนกองทุกข์ก็หลายคน เมื่อเป็นอย่างนี้จึงอยากรู้ เพราะไม่ว่าจะแก้ได้มาก หรือน้อย ยังไงก็ต้องแก้ แต่ถ้าเราไม่รู้ ก็ไม่มีโอกาสที่จะแก้ได้ถูกจุด และนี่คือสิ่งที่ต้องตั้งตู้รับเรื่องราวร้องทุกข์ เพราะต้องการให้ทีมงาน และฝ่ายวิชาการไปศึกษาแนวทางในการแก้ปัญหาทั้งระบบ ส่วนสิ่งที่ต้องทำต่อหลังจากเลือกตั้งเสร็จก็คือ การเดินไปพบประชาชนทุกหลังคาเรือนที่ได้ลงทะเบียนไว้ เพื่อดูความทุกข์ของเขาอย่างแท้จริง และสร้างโอกาสให้เขาใหม่ โดยจะไปทุกครอบครัวที่มีลูก แล้วลูกไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะต้องการสร้างอนาคตของคนรุ่นใหม่เหล่านี้ให้มีการศึกษา เพื่อจะได้มีงานทำเลี้ยงพ่อแม่ยามแก่ได้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลจะเอาคนแก่มาเลี้ยงได้ทุกคน เพราะคนแก่ทุกคนก็ไม่อยากมาอยู่บ้านสงเคราะห์คนชรา แต่อยากจะมีลูกที่มีกำลังเลี้ยงเขาได้มากกว่า เนื่องจากอบอุ่นกว่า ดังนั้นจึงเอาเรื่องราวทั้งหมดมาดูเอง และถ่ายทอดให้รัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ให้รับรู้ด้วยตัวเอง

ยืนยันข้าราชการส่วนใหญ่เป็นคนดี ... นายกฯ กล่าวอีกว่า ขอยืนยันว่าข้าราชการส่วนใหญ่ของเราเป็นคนดี แต่ก็ยังมีคนส่วนน้อยที่ยังคิดไม่ค่อยดี เพราะวันๆ คิดแต่เรื่องของสิงที่ไม่ดี ซึ่งเราจะต้องขจัดให้หมดไป และแน่นอน สังคมคนไทยเป็นสังคมเอื้ออาทร เกื้อกูลกัน แต่ยังมีบางคนในสังคมที่เอารัดเอาเปรียบผู้อ่อนแอกว่า ข่มเหงทำร้ายเพื่อหวังได้ประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ อย่างกรณีการปล่อยกู้นอกระบบที่ จ.นครสวรรค์ ซึ่งแม่ค้าส่งไม่ไหว แต่มีอีกคนมาขอกู้ เจ้าหนี้จึงบอกให้ไปจัดการกับแม่ค้ารายนี้ที่ไม่ส่งเงินกู้ก่อน เงินแค่ 3 หมื่นบาท ไปฟันมือเขาขาด จึงสั่งให้ไล่ล่าจนสามารถจับได้ นี่คือชีวิตคนจน เพราะคนที่มีฐานะแน่นอนกับเงินนิดหน่อยแค่นี้ไม่มีความหมาย แต่ชีวิตคนจนคนหนึ่งกับเงิน 3 หมื่นบาท ก็ทำให้แขนขาดได้ ฉะนั้นคนที่ไม่ดีมันมีอยู่ เราต้องร่วมกันขจัดให้สิ้นไป

“ผมเป็นคนที่มีเมตตาธรรมกับคนดีสุดๆ ... และผมก็เหี้ยมกับคนเลวสุดๆ เช่นกัน ฉะนั้นรัฐบาลนี้อ่านง่าย ดีมาดีไป 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนสุดๆ ก็คือเป็นคนดีช่วยกันในสังคม โดยรัฐบาลจะดูแลให้โอกาส แต่คนที่เลวเอาเปรียบสังคม ทำร้ายสังคม แน่นอนถ้าไม่เลิกก็ต้องถูกจัดการ ไม่ว่าจะค้ายาเสพติด ข่มเหงรังแกคนอื่น หรือเป็นข้าราชการที่ทุจริตคอรัปชั่น เอารัดเอาเปรียบผู้ใต้บังคับบัญชา หรือเอารัดเอาเปรียบผู้ที่มาติดต่องาน ซึ่งพวกนี้โดนแน่ เพราะปัญหาเหล่านี้มันเกิด และหมักหมมมานาน มันแก้ไขชั่วข้ามคืนไม่ได้ แต่จะแก้ได้เร็วได้ก็ต่อเมื่อได้รับความร่วมมือจากประชาชน ซึ่งข้าราชการที่ดี ที่ไม่เกรงกลัวอะไรนั้น จะเป็นผู้ให้ข้อมูลเอง”นายกฯ กล่าว

รับปากให้โอกาส-สร้างความหวังประชาชนให้เป็นจริง ... นายกฯ ยังกล่าวอีกว่า อยากขออย่างเดียวว่า เมื่อแก้ปัญหาให้พวกท่านแล้ว และเมื่อท่านมีโอกาสก็อยากให้กลับไปเลี้ยงลูกให้ดี เพื่อให้เป็นเยาวชนที่ดีของประเทศ เพราะประเทศต้องการคนดีเหล่านี้ อย่าไปเอาอย่างพวกที่อยากจะเป็นใหญ่ โดยดิ้นรนทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ และเมื่อได้อำนาจมาแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรให้ประชาชน จึงอยากขอให้ช่วยสอนลูกหลานว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่รักสันติ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพระเจ้าอยู่หัว มีสมเด็จพระนางเจ้า ทรงเสียสละทุกอย่างเพื่อคนไทย ทรงทำงานหนัก ทรงกล้าที่จะอยู่ในท่ามกลางความอันตรายทั้งหลายตั้งแต่สมัยยุคคอมมิวนิสต์ หรือแม้กระทั่งปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ปัจจุบัน ทรงรักประชาชน ฉะนั้นพวกเราต้องมีความหวัง และผมมีหน้าที่ ที่จะให้โอกาสเพื่อให้ความหวังของประชาชนเป็นจริง

“ต่อไปนี้ ... ผมจะต้องมีเป้าหมายทุกอย่างสำหรับข้าราชการ เพื่อให้ข้าราชการได้ภูมิใจในการวัดผลสัมฤทธิ์ และวัดความสำเร็จของตัวเองในทุกด้าน จึงขอให้ทุกข์ทั้งหลายของพวกท่านได้รับการแก้ไขในวันนี้ ส่วนคนที่มีปัญหายังแก้ไม่ทัน ก็จะทำต่อไป เพราะงานการแก้ปัญหาเป็นงานที่ไม่เคยจบ ซึ่งเราจะต้องทำต่อไป ซึ่งขอให้พวกท่านเห็นว่าสิ่งที่ผ่านมานั้นเป็นฝันร้ายของชีวิตทุกคน เพราะการเริ่มต้นชีวิตใหม่นั้น ไม่ต้องไปมีอาฆาตมาดร้าย และขอให้ทุกคนถือว่าให้ความเมตตา เวทนากับสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อทำให้ชีวิตดีขึ้น ส่วนรัฐบาล และข้าราชการจะยืนเคียงข้างประชาชน และจะทำให้เต็มที่ที่สุด เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลให้กับพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้า ให้ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน พวกเราจะได้มีความสุขทุกคน”พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว


..................................................................
อ้างอิงจาก ..... หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์
เมื่อ ..... วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2547

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 11/10/2004 09:49 AM


�����Դ��繷��: 8

แล้วเฮียแม้ว เลืกโครงการกำจัดคนไร้ประสิทธิภาพ 5% ไปทำไมล่ะครับ

กลัวคะแนนเสียงตกช่ายม้ายล่ะ

ชนเป็นชนสื ฮี่โธ่ ขี้โม้

    �� : พี่เก่ง     ����� : 11/10/2004 10:33 AM


�����Դ��繷��: 9


บรรยากาศเตรียมงาน
เหลียวหลังแลหน้า จากรากหญ้าสู่รากแก้ว

>>> บรรยากาศที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ที่จะใช้เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการผลงานรัฐบาลในรอบ 4 ปี ระหว่างวันที่ 6 -10 พฤศจิกายนนี้ โดยการจัดงานครั้งนี้ เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ต้องรายงานผลงานรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งมีกำหนดในเดือนมีนาคมปีหน้า แต่เนื่องจากสภาจะครบวาระในเดือนกุมภาพันธ์ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้รายงานผลงานในรูปแบบใหม่ต่อประชาชน ซึ่งจะไม่ใช่การแสดงนิทรรศการที่เต็มไปด้วยบอร์ดและตัวหนังสือ แต่จะแสดงผลงานในมิติใหม่ ที่ให้ประชาชนสัมผัสและเห็นได้อย่างชัดเจน

>>> ขณะนี้เจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยราชการ กำลังจัดเตรียมงานอย่างเต็มที่ มีทั้งตำรวจดับเพลิง ตรวจอาวุธ ควบคุมฝูงชน ตรวจวัตถุระเบิด จราจร และสุนัขตำรวจ มาอำนวยการรักษาความปลอดภัย รวมทั้งมีการสำรวจเส้นทางการจราจรทางอากาศโดยเฮลิคอปเตอร์ เพื่อเตรียม พร้อมอำนวยความสะดวกด้านการจราจร โดยได้เพิ่มกำลังเข้มงวดกว่าทุกครั้ง เนื่องจากมีบุคคลสำคัญระดับนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รวมถึงประชาชนจำนวนมาก

ข่าวประชาสัมพันธ์

รัฐบาลจัดมหกรรม เหลียวหลังแลหน้า จากรากหญ้าสู่รากแก้ว เป็นงานแสดงนิทรรศการผลงานรัฐบาลรอบ 4 ปี ระหว่างวันที่ 6-10 พฤศจิกายนนี้ ณ อิมแพค เมืองทองธานี ใช้พื้นที่เต็ม 47,000 ตารางเมตร คาดว่าจะมีประชาชนมาร่วมงานกว่า 500,000 คน

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มหกรรม เหลียวหลังแลหน้า จากรากหญ้าสู่รากแก้ว จัดขึ้นเพื่อรายงานผลการดำเนินงานของรัฐบาลให้ประชาชนทราบการทำงานทั้งหมด ตามพื้นฐานที่รัฐบาลต้องรายงานผลการทำงานต่อรัฐสภา ในเดือน มีนาคม 2548 แต่เนื่องจากรัฐบาลใกล้หมดวาระดำรงตำแหน่ง 4ปีในเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่มีรัฐสภา เพราะกำลังจะมีเลือกตั้งใหม่ ทำให้รัฐบาลต้องรายงานผลงานของรัฐบาลต่อประชาชนแทน และจะจัดทำผลงานของรัฐบาลในรูปแบบเอกสาร และมีการจัดทำพจนานุกรมที่สรุปผลงานของรัฐบาลตั้งแต่ ก-ฮ แจกให้ประชาชนที่มาร่วมงานด้วย ซึ่งภายในงาน แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักได้แก่ ส่วนแสดงนิทรรศการ ส่วนเวทีเสียงประชาชน และส่วนจำหน่ายสินค้า

>>> โดยในส่วนแสดงนิทรรศการผลงานจะนำเสนอนโยบายรัฐบาล ผลของการดำเนินงานทางนโยบายด้านต่างๆ และปัญหาอุปสรรครวมถึงทิศทางในอนาคตประกอบด้วย 5 ส่วนหลัก ได้แก่

๏ ปฏิรูปการเกษตร ใช้คอนเซ็ปต์ “จากรากหญ้า สู่รากแก้ว จากย่ำแย่ สู่ยั่งยืน”

๏ พัฒนาสังคม ใช้คอนเซ็ปต์ “พลิกสังคมที่สิ้นหวัง ฟื้นพลังสร้างสรรค์ไทย”

๏ ปรับโครงสร้างวิสาหกิจ ใช้คอนเซ็ปต์ “สังคมแห่งโอกาส OTOP-SMEs”

๏ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ใช้คอนเซ็ปต์ “การลงทุนเพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขัน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย” และ

๏ การพัฒนาความสามารถการแข่งขันเชิงธุรกิจของไทย ใช้คอนเซ็ปต์ “ประกาศศักดิ์ศรีไทยในเวทีโลก”

>>> โดยทั้ง 5 ส่วนแสดงนิทรรศการนี้ จะเป็นเรื่องราวการดำเนินงานของรัฐบาลที่มุ่งมั่น และไม่กลัวปัญหา คิดเป็น ทำเป็น จริงจัง ใส่ใจ โดยใช้วิธีการนำเสนอเรื่องราวของชีวิตจริงของประชาชนคนไทย จากที่เคยย่ำแย่ ไร้ทิศทาง ก่อนที่รัฐบาลนายกทักษิณ ชินวัตร จะเข้ามาบริหารประเทศ หลังจากเข้ามาแล้ว 4ปีกับการคิดใหม่ทำใหม่ ด้วยการปรับฐาน ปฏิรูป ปลดพันธนาการ สร้างโอกาส ชูศักดิ์ศรีประเทศในเวทีโลก ส่งผลให้วันนี้ ประเทศไทยดีขึ้น ชนบทดีขึ้น สังคมดีขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น ทุนมี ผลิตได้ ขายเก่ง คนไทยเข้มแข็ง มั่นใจและภูมิใจขึ้น

>>> ส่วนเวทีเสียงประชาชน รูปแบบเป็นการเปิดเวทีให้ประชาชนได้แสดงมุมมองความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมารวมถึงรัฐบาลต้องการฟังปัญหาและนโยบายที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลดำเนินการเร่งด่วน เพื่อนำปัญหาต่างๆมาปรับปรุงและวางนโยบายแนวทางการทำงานให้ดีขึ้นโดยมุ่งผลที่ความเป็นอยู่ของประชาชนที่ดีขึ้น อาทิการจัดเวที “ค.ร.ม.พบประชาชน” โดยรัฐบาลเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทุกกระทรวง ทบวง กรม มาร่วมรับฟังปัญหาของประชาชนอย่างเปิดกว้างมากที่สุด เป็นต้น

>>> ส่วนแสดงและจำหน่ายสินค้า บริเวณอาคาร 1-2 โดยกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ระดมรวมพลผู้ผลิตสินค้า – ผู้ส่งออกไทยและผู้ผลิตสินค้าโอทอป รวมกว่า 400 รายมาร่วมแสดง เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนได้ทราบและเห็นศักยภาพฝีมือคนไทยในการผลิตสินค้า และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าฝีมือคนไทยคุณภาพระดับโลกในราคา คนไทย ได้แก่ สินค้าโอทอปคุณภาพระดับ 3-5ดาวจากทั่วประเทศ อาทิ ผ้าไหม ผ้าฝ้าย เครื่องเงิน เครื่องปั้นดินเผา สินค้าคุณภาพส่งออก อาทิ เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องหนัง รองเท้า อัญมณีเครื่องประดับ ของขวัญ ของแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพความงามเป็นต้น

>>> ภายในงานจะมีกิจกรรมต่างๆจัดไว้บริการประชาชนด้วย เช่น บริการอาหารจากครัว ค.ร.ม.ชื่อดังในราคาย่อมเยาว์ การออกบัตรสมาร์ทการ์ด การรับสมัคงานของหน่วยงานราชการ Job Matching เปิดจองบ้านเอื้ออาทรโครงการพิเศษ รู้ผลทันทีในวันงาน และศูนย์ให้คำปรึกษาครอบคลุมด้านชีวิตของคนไทย อาทิ กู้เงินลงทุน การศึกษา ที่ดินที่อยู่อาศัย และสุขภาพ เป็นต้น นายสุวิทย์ กล่าว

>>> งานแสดงนิทรรศการผลงานรัฐบาล เหลียวหลังแลหน้า จากรากหญ้าสู่รากแก้ว จัดระหว่างวันที่ 6-10 พฤศจิกายนนี้ ณ อาคาร 1 – 8 อิมแพค เมืองทองธานี เวลา 9.00-21.00น. ทุกวันคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 500,000 คน สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางมาร่วมงานสามารถใช้บริการ รถข.ส.ม.ก.NGV ได้ที่จุดจอดรถบริเวณรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีสวนจตุจักร และสถานีรถไฟฟ้าBTS สถานีหมอชิต หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 1111 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นไป

ส่วนแสดงที่ 1 ปฏิรูปเกษตร
จากรากหญ้า สู่รากแก้ว จากย่ำแย่ สู่ยั่งยืน


นายเนวิน ชิดชอบ รัฐมนตรีช่วยการการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานจัดนิทรรศการแสดงผลงานส่วนที่ 1 เปิดเผยว่า สำหรับส่วนแสดงที่ 1 ปฏิรูปเกษตร ใช้คอนเซ็ปต์ “จากรากหญ้าสู่รากแก้ว จากย่ำแย่สู่ยั่งยืน” โดยรูปแบบการแสดงผลงานจะบอกเล่าเรื่องราว4 สภาวะของเกษตรกรตัวจริงผ่านประสบการณ์จริง ซึ่งเริ่มจาก สภาวะย่ำแย่ สิ้นหวัง สู่ 4ปีแห่งการคิดใหม่ ทำใหม่ เพิ่มรายได้สมหวัง และ ยั่งยืน..สร้างทุนด้วยปัญญา ซึ่งคนที่เข้ามาที่ส่วนปฏิรูปเกษตรที่อยู่บริเวณทางเข้าอาคาร 8 จะได้พบกับ

>>> “บริเวณทางเข้า ที่ 1” “เรื่องจริงของชีวิต” เป็นการจำลองบรรยากาศประท้วง ชาวนาหนี้ท่วม ราคาพืชผลตกต่ำ ประชาชนหดหู่ประกอบพาดหัวข่าวจริงที่เกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามา เมื่อผ่านเรื่องจริงของชีวิตเข้ามาแล้ว จะเข้าสู่โรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสภาวะเกษตกรไทยผ่านประสบการณ์จริง 4 สภาวะ ดังนี้


๏ “ย่ำแย่…สิ้นหวัง” ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ , หนี้สิน, ไร้ที่ดินทำกิน,อพยพขายแรงงานในเมือง

๏ “4 ปีแห่งการคิดใหม่ทำใหม่” พักชำระหนี้3ปี และลดภาระหนี้, กองทุนหมู่บ้านละ 1ล้านบาท, ธนาคารประชาชน

๏ “เพิ่มรายได้” โครงการยางพารา, ข้าว,โคเนื้อและนาหญ้า, เลี้ยงปลาในกระชัง,โครงการมันสำปะหลัง,โครงการปลูกผัก ผักกางมุ้งปลอดสารพิษ,โครงการปาล์มน้ำมัน

๏ “ยั่งยืน…สร้างทุนด้วยปัญญา” ด้วยนโยบาย จัดสรรที่ทำกิน ,แปลงสินทรัพย์เป็นทุน, พัฒนาแหล่งน้ำทั่วประเทศ,พัฒนา 5โครงการหลักประกอบด้วย โครงการสวนยางพารา โคแก้จน ประมง ข้าว และ Bio Energy

>>> โดยส่วนแสดงนิทรรศการนี้ จะเป็นเรื่องราวการดำเนินงานของรัฐบาลที่มุ่งมั่น และไม่กลัวปัญหา คิดเป็น ทำเป็น จริงจัง ใส่ใจ โดยใช้วิธีการนำเสนอเรื่องราวของชีวิตจริงของประชาชนคนไทย จากที่เคยย่ำแย่ ไร้ทิศทาง ก่อนที่รัฐบาลนายกทักษิณ ชินวัตร จะเข้ามาบริหารประเทศ หลังจากเข้ามาแล้ว 4ปีกับการคิดใหม่ทำใหม่ ด้วยการปรับฐาน ปฏิรูป ปลดพันธนาการ สร้างโอกาส ชูศักดิ์ศรีประเทศในเวทีโลก ส่งผลให้วันนี้ ประเทศไทยดีขึ้น ชนบทดีขึ้น สังคมดีขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น ทุนมี ผลิตได้ ขายเก่ง คนไทยเข้มแข็ง มั่นใจและภูมิใจขึ้น (จบ)

ส่วนแสดงที่ 2 “พลิกฟื้นพลังสังคม”

นายสรอรรถ กลิ่นประทุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะประธานจัดนิทรรศการแสดงผลงานส่วนที่ 2 เปิดเผยว่า สำหรับนิทรรศการส่วนแสดงที่ 2 ใช้คอนเซ็ปต์ “พลิกฟื้นพลังสังคม” 4 ประเด็นหลัก ที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทย ในด้านการศึกษา แรงงาน ที่อยู่อาศัยและสุขภาพ ประกอบด้วยส่วนแสดงนิทรรศการและส่วนOne Stop Service ปฏิบัติการล่าโอกาส โดยส่วนแสดงนิทรรศการเป็นเรื่องราวการดำเนินงานของรัฐบาลที่มุ่งมั่น และไม่กลัวปัญหา คิดเป็น ทำเป็น จริงจัง ใส่ใจ โดยใช้วิธีการนำเสนอเรื่องราวของชีวิตจริงของประชาชนคนไทย จากที่เคยย่ำแย่ ไร้ทิศทาง ก่อนที่รัฐบาลนายกทักษิณ ชินวัตร จะเข้ามาบริหารประเทศ หลังจากเข้ามาแล้ว 4ปีกับการคิดใหม่ทำใหม่ ด้วยการปรับฐาน ปฏิรูป ปลดพันธนาการ สร้างโอกาส ชูศักดิ์ศรีประเทศในเวทีโลก ส่งผลให้วันนี้ ประเทศไทยดีขึ้น ชนบทดีขึ้น สังคมดีขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น ทุนมี ผลิตได้ ขายเก่ง คนไทยเข้มแข็ง มั่นใจและภูมิใจขึ้น ซึ่งผลการดำเนินนโยบายพลิกฟื้นสังคม ประกอบด้วย

๏ เลิกจน เลิกอดอยาก สร้างโอกาสให้คนไทย ด้วยผลการดำเนินงาน
ลงทะเบียนผู้มีปัญหาสังคมและความยากจน, ปฏิรูปการศึกษา-โรงเรียนในฝัน-1อำเภอ1ทุนการศึกษา, เร่งรัดออกโฉนดที่ดินแก่ประชาชน,ขยายการบริการไฟฟ้าให้ครบทุกครัวเรือน,โครงการน้ำประปาดื่มได้

๏ เจ็บ ป่วย ได้รักษา สังคมล้าร่วมแก้ไข ด้วยผลการดำเนินงาน
โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า,โครงการบัตรประชาชน,โครงการเมืองไทยแข็งแรงและอาหารปลอดภัย,โรคซาร์-ไข้หวัดนก-ประชุมเอดส์โลก,โรงเรียนวิถีพุทธและการพัฒนาแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก

๏ ผูกหลัก ปักรั้งบ้าน ยุติการค้ามนุษย์ ด้วยผลการดำเนินงาน
โครงการบ้านเอื้ออาทร ประกันภัยอุบัติเหตุเอื้ออาทร,โครงการบ้านมั่นคง,การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์และแรงงานในต่างประเทศ,การประกันการว่างงาน,ศักดิ์ศรีพลังคนพิการและการศึกษาเพื่อคนพิการ,

๏ กำจัดยาเสพติด พิชิตผู้มีอิทธิพล ด้วยผลการดำเนินงาน
ทำสงครามล้างอิทธิพลและยาบ้า,คืนความสงบสู่ประชาชนและรวมพลังแผ่นดินขจัดปัญหาอย่างยั่งยืน

>>> ส่วน One Stop Service และปฏิบัติการล่าโอกาส จะเป็นจุดให้บริการและเวทีกิจกรรมการให้ความรู้เชิงปฏิบัติจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ เปิดจองบ้านเอื้ออาทรโครงการพิเศษ รู้ผลในวันงาน วันละ 100ยูนิต การจัดหางานผ่านคอมพิวเตอร์ Job Matching การออกบัตรประชาชนอิเลคโทรนิกส์ ขึ้นทะเบียนบัตรทอง 30บาท อยากเรียนอะไรต้องได้เรียนและการแสดงต่างๆตลอด 4วันที่จัดงาน อาทิ สาธิตการทำอาหารไทยสู่ครัวโลก การแสดงแฟชั่นโชว์โครงการอาชีวะ การสอนภาษาอังกฤษสำหรับผู้ให้บริการ เป็นต้น

ส่วนแสดงที่ 3
ปรับโครงสร้างวิสาหกิจ… สังคมผู้ประกอบการ สังคมแห่งโอกาส”


นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานจัดงานแสดงนิทรรศการส่วนที่ 3 ปรับโครงสร้างวิสาหกิจ เปิดเผยว่า สำหรับส่วนแสดงที่ 3 จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ การสร้างสังคมที่อ่อนแอสู่สังคมที่เข้มแข็งเปี่ยมศรัทธาและทรงพลัง ด้วยผู้ประกอบการ โอทอปและเอสเอ็มอี รูปแบบภายในส่วนนี้ จะประกอบด้วย นิทรรศการ , บริการพิเศษ และ กิจกรรม

>>> ซึ่งเนื้อหานิทรรศการจะจัดรูปแบบเป็นเรื่องราวการดำเนินงานของรัฐบาลที่มุ่งมั่น และไม่กลัวปัญหา คิดเป็น ทำเป็น จริงจัง ใส่ใจ โดยใช้วิธีการนำเสนอเรื่องราวของชีวิตจริงของประชาชนคนไทย จากที่เคยย่ำแย่ ไร้ทิศทาง ก่อนที่รัฐบาลนายกทักษิณ ชินวัตร จะเข้ามาบริหารประเทศ หลังจากเข้ามาแล้ว 4ปีกับการคิดใหม่ทำใหม่ ด้วยการปรับฐาน ปฏิรูป ปลดพันธนาการ สร้างโอกาส ชูศักดิ์ศรีประเทศในเวทีโลก ส่งผลให้วันนี้ ประเทศไทยดีขึ้น ชนบทดีขึ้น สังคมดีขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น ทุนมี ผลิตได้ ขายเก่ง คนไทยเข้มแข็ง มั่นใจและภูมิใจขึ้น ประกอบด้วย

๏ “เรื่องจริงประเทศไทยก่อนปี 2544” ความล้มเหลวของระบบเศรษฐกิจและชีวิตคนเมือง

๏ สู่สังคมแห่งโอกาส ประเทศไทยหลังปี 2544

๏ 4ปีซ่อม 4ปีสร้าง สังคมแห่งโอกาสและความหวัง

๏ SMEs สนับสนุนเงินทุน การร่วมทุน,การให้คำแนะนำที่มีประสิทธิภาพ,ส่งเสริมการส่งออกและหาตลาดในต่างประเทศ

๏ OTOP เสริมสร้างศักยภาพและยกระดับการผลิต,สนับสนุนส่งเสริมเพิ่มช่องทางการตลาด,สนับสนุนพัฒนาเครือข่าย วิสาหกิจชุมชนและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ สู่ความสำเร็จของOTOPในปัจจุบัน ด้าน Better Product Better Life Better Management Marketing Finance

>>> ส่วน บริการพิเศษ ซึ่งจะเป็นศูนย์ให้คำปรึกษาและคำแนะนำ เกี่ยวกับ โอทอปและเอสเอ็มอี แบ่งเป็น 4โซนครอบคลุมด้าน การตลาด การลงทุน การบริหารกิจการ และการออกแบบ

>>> ส่วนกิจกรรม บนเวที จัดให้มีการได้พูดคุยสัมผัสกับดาราเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการโอทอปและเอสเอ็มอีที่ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้จะได้รับคูปองซื้อสินค้าโอทอปภายในงานฟรี ในช่วงนาทีทอง

ส่วนแสดงที่ 4 ประเทศไทยแห่งอนาคต ความภูมิใจของคนไทย

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในฐานะประธานส่วนแสดงนิทรรศการ กลุ่มที่ 4 เปิดเผยว่า คอนเซ็ปต์ของส่วนแสดงนี้ประเทศไทยแห่งอนาคต ความภูมิใจของคนไทย โดยจะสื่อเกี่ยวกับเรื่องราว การลงทุนสร้างศักยภาพเพื่อการแข่งขัน ทั้งด้าน การสื่อสาร การเดินทาง การศึกษา พลังงาน อันจะนำไปประเทศไทยสู่ศักยภาพศูนย์กลางอาเซียน โดยนำเสนอ เป็น ส่วนประกอบด้วย ส่วนแสดงนิทรรศการและ ส่วนเคาน์เตอร์บริการ

>>> โดยส่วนแสดงนิทรรศการเนื้อหาจะจัดรูปแบบเป็นเรื่องราวการดำเนินงานของรัฐบาลที่มุ่งมั่น และไม่กลัวปัญหา คิดเป็น ทำเป็น จริงจัง ใส่ใจ โดยใช้วิธีการนำเสนอเรื่องราวของชีวิตจริงของประชาชนคนไทย จากที่เคยย่ำแย่ ไร้ทิศทาง ก่อนที่รัฐบาลนายกทักษิณ ชินวัตร จะเข้ามาบริหารประเทศ หลังจากเข้ามาแล้ว 4ปีกับการคิดใหม่ทำใหม่ ด้วยการปรับฐาน ปฏิรูป ปลดพันธนาการ สร้างโอกาส ชูศักดิ์ศรีประเทศในเวทีโลก ส่งผลให้วันนี้ ประเทศไทยดีขึ้น ชนบทดีขึ้น สังคมดีขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น ทุนมี ผลิตได้ ขายเก่ง คนไทยเข้มแข็ง มั่นใจและภูมิใจขึ้น ประกอบด้วย

๏ “ประเทศไทย ศักยภาพที่ถูกพันธนาการ”

๏ “4ปีประเทศไทยเปลี่ยนไป” ทั้งด้านปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปตลาดเงินตลาดทุน และปฏิรูปการศึกษา โดยกระจายความแกร่งสู่ชนบท และเพิ่มศักยภาพของสังคมเมือง

๏ “เชื่อมบกโยงน้ำข้ามฟ้า”

๏ “ประเทศไทยแห่งอนาคต ศักยภาพศูนย์กลางอาเซียน”

ส่วนเคาน์เตอร์บริการ จะประกอบไปด้วย บริการขายตั๋ว Low Cost Airline คอมพิวเตอร์ บัตรรถไฟฟ้าใต้ดิน ราคาพิเศษเป็นต้น

ส่วนแสดงที่ 5 ประกาศศักดิ์ศรีไทยในเวทีโลก

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานจัดงานแสดงนิทรรศการ ส่วนที่ 5 เปิดเผยว่า คอนเซ็ปต์ของส่วนแสดงที่ 5 สื่อออกมาทางด้านการประกาศศักดิ์ศรีไทยในเวทีโลก ประกอบด้วย ส่วนแสดงนิทรรศการ บริการประชาชนและ เวทีผู้กล้า ประกอบด้วย

๏ ฟื้นความเชื่อมั่น ด้านชูบทบาทผู้นำในเวทีโลก

๏ การเพิ่มขีดความสามารถ ขยายการลงทุน พัฒนาการผลิต และเปิดทางสร้างโอกาสด้วยFTA

๏ การจัดทัพรุกบุกทุกทวีป ติดปีกผู้ประกอบการ สินค้าไทยทั่วโลกยกนิ้ว เปิดแนวรุกทุกสนาม

๏ ไทย..ศูนย์กลางเอเชีย

๏ การประกาศความเป็นเลิศในการส่งออกสินค้าด้านต่างๆ สู่ความสำเร็จในอนาคต

>>> โดยนิทรรศการงานแสดงจะนำเสนอเนื้อหาเรื่องราวการดำเนินงานของรัฐบาลที่มุ่งมั่น และไม่กลัวปัญหา คิดเป็น ทำเป็น จริงจัง ใส่ใจ โดยใช้วิธีการนำเสนอเรื่องราวของชีวิตจริงของประชาชนคนไทย จากที่เคยย่ำแย่ ไร้ทิศทาง ก่อนที่รัฐบาลนายกทักษิณ ชินวัตร จะเข้ามาบริหารประเทศ หลังจากเข้ามาแล้ว 4ปีกับการคิดใหม่ทำใหม่ ด้วยการปรับฐาน ปฏิรูป ปลดพันธนาการ สร้างโอกาส ชูศักดิ์ศรีประเทศในเวทีโลก ส่งผลให้วันนี้ ประเทศไทยดีขึ้น ชนบทดีขึ้น สังคมดีขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น ทุนมี ผลิตได้ ขายเก่ง คนไทยเข้มแข็ง มั่นใจและภูมิใจขึ้น


..........................................................
อ้างอิงจาก ..... ศูนย์ข่าวทำเนียบรัฐบาล
เมื่อ ..... วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 5/11/2004 01:43 PM


�����Դ��繷��: 10

เหลียวหลังแลหน้า จากรากหญ้าสู่รากแม้ว

ส่วนแสดงที่ 1
ปฏิรูปเกษตร
จากรากหญ้า สู่รากแม้ว จากย่ำแย่ สู่ยอบแยบ



ส่วนแสดงที่ 2
“พลิกฟื้นพลังโสมม”



ส่วนแสดงที่ 3
ปรับโครงสร้างวิสาหกิจ… สังคมผู้ประกอบการ สังคมแห่งโอกาสการโกง”



ส่วนแสดงที่ 4 ประเทศไทยแห่งอนาคต ความเศร้าใจของคนไทย



ส่วนแสดงที่ 5 ประกาศศักดิ์ศรีไทยในเวทีโลก มวยไทยชกได้ทุกสถานที่ แม้แต่ในวุฒิสภา



หลั่งน้ำตาแด่ประเทศไทย
2544 - 2547 ทรราชย์ครองเมือง

    �� : พี่เก่ง     ����� : 5/11/2004 03:52 PM


�����Դ��繷��: 11



สงสารพี่เก่งจัง ..!!
เห็นทำได้ ก็แค่บ่นๆ แอบตำหนิเค้าอยู่นี่แหละ ไม่ชอบเค้า ก็ช่วยไปบอกบุคคลที่พี่เก่ง ชอบและศรัทธา หรือเชียร์อยู่สิคะ รีบๆ หาเวลาไปพบปะประชาชนดีกว่ามั้ยคะ เดี๋ยวใกล้วันเลือกตั้ง ไปเดินๆ ยกมือไหว้เค้า จะมองหน้ากันไม่ติดนะ :-)

มีผู้นำเป็นนักธุรกิจ .....
ช่างคิดช่างสรรหาวิธีการโปรโมทสินค้าได้เก่งจริงๆ ต้องปรบมือให้ดังๆ เลยนะคะ :-)

แต่ตอนนี้ อ.อภิสิทธิ์ .....
นายกฯในฝันของน้ำตาล ก็คงต้องเป็นฝ่ายค้านไปอีกนานเลยสิคะ เนี้ย :-(



\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 5/11/2004 07:37 PM


�����Դ��繷��: 12

ไม่ชอบทั้งฝ่ายรัฐบาล และ ฝ่ายค้าน มีไรมั้ย

ชอบอยู่แค่ท่านเดียวเอง อุอุอุ

    �� : พี่เก่ง     ����� : 5/11/2004 07:51 PM


�����Դ��繷��: 13

แน่ใจเหรอคะ .....
ว่า ชอบอยู่แค่ท่านเดียวเอง คิ๊ก คิ๊กๆๆๆๆๆ :-)

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 5/11/2004 08:48 PM


�����Դ��繷��: 14

หากพรรค ทรท กลับมาเป็นรัฐบาล และนายกทักษิณฯ กลับมาเป็นนายกฯอีก ซึ่งมีโอกาสเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ประเทศไทยจะมีคนมีความสุขหน้าชื่นตาบานอีกหลายร้อยล้านๆ คน

แต่ประเทศไทยก็จะมีคนเป็นโรคจิตอยู่บ้าง เพราะไฟแห่งความอิจฉาริษยาอีกหลายร้อยคน แต่ช่างมันนิดเดียวเอง พวกกลุ่มนั้นมีดังนี้

1. สื่อมวลชนฝ่ายค้าน
2. สมุนฝ่ายแค้น
3. กลุ่มเกลียดทักษิณฯ และ พวกขี้อิจฉา
4. ถ่ายทอดสด ส.ว. กลุ่มสวะรัฐสภา พวกไม่เป็นกลางต่อหน้าประชาชนและดูถูกประชาชน
5. กลุ่มอยากเป็นนักวิชาการ แต่เป็นได้แค่นักวิชาเกิน

    �� : พวกโรคจิตกำลังถามหา     ����� : 9/11/2004 06:39 AM


�����Դ��繷��: 15

มีอีกพวก คือ
พวกที่รู้ความจริง เบื้องหลังทักษิณ

คิดไหมว่า คนหลายๆคนที่เคยทำงานให้ทักษิณ เคยยกย่องทักษิณ ถึงได้ปลีกตัวออกห่างทีละคน
บางคนเป็นองคมนตรี บางคนกลับไปทำงานอิสระ คนดีๆเหล่านั้นคงไม่ได้อืจฉานายกฯ หรือ ทำเลวเลยโดนไล่ไปหรอกกระมัง

เมื่อถึงเวลา คนไทยก็คงรู้อะไรมากขึ้น

    �� : พี่เก่ง     ����� : 9/11/2004 03:40 PM


�����Դ��繷��: 16

อีกความคิดที่แตกต่าง

สงสารเมืองไทยจริงๆ จะกลับไปสู่กลียุคก็ เพราะพวกจังไรเล่นนอกกติกาพวกนี้ อย่างว่าพวกนี้ไม่เคยทำบุญคุณอะไรให้ประเทศชาติเลย อยู่ๆก็มาอ้างประชาชน อ้างประเทศชาติ และลามปามไปอ้างถึงพระราชบัลลังก์ พวกนี้แหละเป็นบุคคลหนักแผ่นดิน

ประเทศเพิ่งหลุดพ้นจากการเป็นหนี้ รัฐปราบผู้มีอิทธิพล ปราบยาเสพติด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมโลก จนได้รับยกย่องไปทั่ว แต่มารร้ายพวกนี้ก็คอยมากัดกร่อนความมั่นคงของประเทศ แล้วยังมีหน้ามาอ้างความชอบธรรม อ้างบุญคุณ ซึ่งไม่เคยมีให้ประเทศเลย

พวกคุณกำลังจะยุยงให้สังคมไทยแตกแยก แบ่งเป็นก๊ก เป็นเหล่า ซึ่งจะต้องประหัดประหารกันไม่สิ้นสุด เพียงเพื่อสนองตัณหาความพอใจอยากใหญ่ อยากดังเท่านั้นเอง

ถ้าพูดกันตามเนื้อผ้า ไม่เคยเห็นมีนายกคนไหนสร้างผลงานมากเท่านายกคนนี้ แม้ว่าจะมีส่วนเสียบ้างในบางเรื่อง ก็ยังดีกว่าพวกที่ดีแต่พูด ดีแต่ใส่ร้ายป้ายสี เพราะพวกนั้น ถ้ากลุ่มของตนเองเสวยผลประโยชน์ก็ปกป้องกันหน้าด้านๆ อ้างว่าเป็นไปตามกติกาบ้าง ชอบด้วยหลักการบ้าง

แต่ถ้าพวกตนไม่ได้ประโยชน์ก็กลายเป็นผิดหลักการไปหมด รัฐบาลนี้ได้สร้างคุณประโยชน์ให้ประเทศหลายอย่าง จะมีใครรวยบ้างก็ไม่เห็นเป็นอะไร เพราะเป็นการแข่งขันตามกติกา ไม่ใช่ขี้โกงอย่างที่กล่าวหากันอย่างเลื่อนลอย

ไอ้รัฐบาลที่แล้วต่างหาก โกง สปก.ชัดๆ โกงโครงการรั้วกินได้ โกงเรื่องบ้าน 3 หลังบุกรุกที่อุทยาน ภาคใต้ก็เผาโรงเรียนทีเดียว 30-40 แห่ง ราคายางก็ไม่เคยเกิน 20 บาท ราคาข้าวก็ไม่เคยลืมหน้าอ้าปาก และอะไรที่ล้มเหลวสารพัด แต่คนของรัฐบาลเก่าๆ ก็รวยเอาๆ เช่นกัน ทำไมไม่เอามาประจานกัน โดยเฉพาะนายธนาคารใหญ่รุ่นนั้น ปกป้องธุรกิจธนาคารของตน แล้วใช้นโยบายทำให้ผู้ประกอบการคนไทยเจ๊งกันทั่วหน้า โดนต่างชาติยึดครองหมด ทีพีไอนั่นแหละตัวอย่างที่ดี

ตอนนั้น ก็ออกมาด่าปาวๆ แต่ไหงกลับมากลับลำเข้ากับนายคนขี้โกงชาติ โกงประชาชน หรือนายนักธุรกิจที่โกงลูกจ้าง โกงประชาชนเช่นกัน

ประเทศไทยเป็นอะไรไปแล้ว วันนี้คนที่เคยหลอกลวงคนอื่น คนที่เคยอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ เพียงเพื่อตัวเองได้เป็นใหญ่ กับเป็นคนที่ดี หรือว่า จะครองเมืองไทยได้ ต้องประท้วง คนที่จัดประท้วงเป็นคนที่น่านับถือ หรือไม่ ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าคนที่ทำให้ประเทศไทยแย่ลง และไม่ค่อยพัฒนานั้น เป็นพวกที่ชอบอ้างประชาธิปไตยหรือปล่าว เห็นแต่หน้าเดิมๆ

เอาเป็นว่าถ้าท่านคิดว่าคนที่เคยหลอกลวงเป็นคนดี งวดหน้าเขาลงสมัคร สส แน่ เลือกเขาเถอะ ถ้าคุณแน่ใจ อย่าเอาแต่มันส์ อย่างเดียว ส่วนผม ๆ ขอเลือกคนที่ทำงาน และไม่ขอเลือกคนที่วัน ๆ เอาแต่สร้างคลื่นใต้น้ำ สร้างกระแส เพื่อที่จะล้มล้างรัฐ เพื่อตัวเอง ประชาธิปไตของผมไม่ใช่แบบนี้ คิดว่าแบบนี้มันจะทำให้ประเทศก้าวหน้าเหรอ บางครั้งก็คิดว่า ทำไมประเทศเราถึงไม่ก้าวไปข้างหน้าซะที เพราะ รัฐ หรือ เพราะนักวิชาการ เอ็นจีโอแอบอ้าง หรือพวกบ้าประท้วง

ถ้าวันนี้รัฐต้องทำตามที่พวกเขาชี้นำตลอดเวลา บอกได้เลย ว่านโยบายของรัฐ จะไม่ได้ถูกทำสักชิ้น เพราะแต่ละอันจะต้องมีคนออกมาบอกว่าไม่ดีทุกเรื่องไป ไม่มีอะไรได้ถูกกระทำแน่ ๆ เพราะคนที่คอยเอาแต่ติคนอื่น และ คิดว่าตัวเองเยี่ยมมีอยู่มากมายดาษดื่น

ทำไมไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเองกันบ้าง เป็นนักวิชาการก็ควรจะพัฒนาเพื่อให้การศึกษาก้าวหน้า แต่การศึกษาบ้านเรากลับแย่ลงๆ ทั้งๆ ที่พวกเขาอยู่ตรงนั้น ยังไม่มีอะไรดีขึ้นเลย แต่กลับมาวุ่นวายกับหน้าที่ของคนอื่นสำหรับผมนักวิชาการที่ดี อยู่ในห้องแล็บครับ ไม่ใช่พวกชอบเสนอหน้าและคิดว่าตัวเองถูก แล้วคนอื่นต้องทำตาม

วันนี้ อ่านบทความของ ส.ศิวรักษ์ ในโพสต์ทูเดย์ อ่านแล้วละเหี่ยใจ ไม่อยากเชื่อว่านี่จะออกมาจากแนวคิดของผู้ทรงคุณวุฒิ มีแต่เพ้อฝันและอุดมาการณ์ อัตตา ที่มากมายถูกนำเสนอออกมา อะไรจะพังไม่สนใจ ขอให้ได้ทำลายบางอย่างก็พอ ทั้ง ๆ ที่เขาผ่านกาลเวลา และประสพการณ์ที่เขาได้สะสม บอกว่าสิ่งที่ผ่านมามันเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่เขาเหมือนกับพยายามสร้างกระแส ให้เกิดเหตุการณ์ประท้วงที่ดูจะทำให้เก็บเป็นประวัติศาสตร์ นี่คือคนที่จะทำให้ประชาธิปไตยก้าวหน้า หรือทำเพื่อสนองอัตตาตัวเอง กันแน่ หรือแก้แค้นแทนเพื่อน สำหรับผม ๆ มองแล้วหดหู่ กับความเลอะเลือน

นึกคิดสิ่งที่เขานำเสนอ เขาทำได้หรือปล่าว อย่างกับเมืองไทยยิ่งใหญ่ ไม่ต้อง รู้จักกับโลกภายนอกก็ได้ สิ่งที่คิดและนำเสนอ แค่สนองความคิดของตัวเอง โดยลืมไปว่าเราเป็นส่วนนึงของโลก เราไม่ได้ยิ่งใหญ่ และ ใครต่อใครต้องมาแคร์เรา แต่เราต้องแคร์ระบบของโลกอีกมากมาย ผมเชื่อถือคนที่การกระทำ ไม่ใช่เชื่อถือคนที่certificate

*** ปล. ตกลงว่า ใครเป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริง ฯ
- ประชาชน
- นักวิชาการ เอ็นจีโอ
- หรือ ฯลฯ

ประชาชน ถึงเวลาก็เลือกตั้งตามกฏหมายที่บังคับไว้ ไม่ทำไม่ได้ บางครั้งก็เป็นเหยื่อ หรือเครื่องมือ ให้กับกลุ่มคน กลุ่มนึง นักวิชาการ เอ็นจีโอ หรือผู้มีหน้ามีตาในสังคม ผู้ที่พยายามจะชี้นำ เมื่อไม่พอใจก็สร้างกระแสคลื่นใต้น้ำ โดยอ้างรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ ถ้าสำเร็จประชาชน ก็จะเหนื่อยอีกรอบ เหนื่อยแล้วเหนื่อยอีก

สรุป ประชาชนก็เป็นได้แค่เครื่องมือ เท่านั้น แล้วใครหละคือผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง ! ผู้ที่ไม่พอใจก็จะทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองสำเร็จกิจ การล้มล้างคือประชาธิปไตยที่แท้จริงหรือไม่?

คุณสามารถที่จะเป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริงได้นะ เพียงแค่ไม่สนับสนุนคนที่คิดแต่ชี้นำ แต่สนับสนุนคนที่ชี้แนะ ไม่สนับสนุนคนที่เอาแต่สร้างกระแส เพื่อสนองอัตตาตัวเอง เพื่อสิ่งที่เหมือนกับเพ้อฝัน ไม่สนับสนุนคนที่คิดแต่การล้มล้าง แล้วเขาจะรู้เองว่า ประชาชนไม่ต้องการแบบนี้แล้ว เมื่อนั้น เขาจะปรับตัว แล้วสปิริต มันก็จะเกิด ทำให้การเมืองมีสปิริต และ มาตรฐาน

แล้วเมื่อนั้นคุณก็จะเป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริง ไม่ใช่เหยื่อหรือเครื่องมือ ทางการเมือง สร้างสปิริตให้เกิดขึ้นกันเถอะ ใครทำงานเอาคะแนนของผมไป ใครคิดแต่จะล้มล้างเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ผมจะประนาม ใครที่ชอบเอาครอบครัวคนอื่นมาด่ากลางสภาฯ ผมจะประนาม เหมือนกับตอนที่คุณบรรหารโดน ผมไม่เลือกคนแบบนี้ ทุกวันนี้ยังมีอยู่ ไม่ยอมเลิกซะที คิดว่าสักวันก็น่าจะคิดได้

ด้วยความเคารพทุกท่าน ทุกวันนี้ เราเหมือนถูกล้างสมอง แค่ก้าวแรกของการจัดตั้งรัฐบาล ใครที่อยู่ตรงนั้น ก็ถูกมองว่าเลวแล้ว ... ไม่ค่อยมีใครอยากเชื่อรัฐ แต่เชื่อคนที่ออกมาด่ารัฐ ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าคนเหล่านั้น อ้างอิงข้อมูลอะไรมาและน่าเชื่อถือหรือปล่าว ... อย่าลืมรัฐก็เป็นส่วนนึงของรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ศัตรูที่ใหน พวกเขามีหน้าที่จัดการนโยบายของประเทศ ให้เขาได้ตัดสินใจในหน้าที่ของพวกเขาบ้างเถอะ ... ไม่ใช่ให้พวกนักวิชาการมาชี้นำและต้องทำตามตลอดเวลา เมื่อไม่พอใจก็สร้างกระแสโน่นกระแสนี่ เหมือนกับว่าต้องการเอาชนะ โดยลืมหน้าที่ตัวเอง เหมือนกับคุณนั่นแหละ เวลาทำอะไร ใครมาวุ่นวายมาก ๆ คุณก็ไม่พอใจเหมือนกัน

อีกอย่างคนที่คอยเอาแต่ชี้นำ ก็ไม่มีอะไรจะเสีย ถ้ารัฐทำตาม พอพังก็โทษรัฐ ทั้งๆ เขาเป็นคนนำเสนอ รัฐเมืองไทย ซวยอย่างเดียว ไม่เคยเห็นดีเลยสักสมัย ไม่มีใครดี มีแต่นักวิชาการ เอ็นจีโอ และผู้มีหน้ามีตาในสังคมที่ดี

เก่งจริงก็น่าจะลงมาทำกันนะ ไม่ใช่คอยแต่ เลีย ๆ อยู่รอบนอก ในต่างประเทศ เอ็นจีโอร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ เพื่อพัฒนาประเทศ แต่คุณจะไม่เห็นสิ่งนี้ในเมืองไทย จงสนับสนุนการตรวจสอบ และอย่าสนับสนุนการจับผิด เพราะอะไรลองพิจารณาดูเอาเถิด ท่านผู้มีวิจาณญาณทุกท่าน

สำหรับผมแค่เป็นผู้ที่รักเมืองไทย รักประเทศที่ผมเกิด และก็ไม่อยากให้ใครเอาประเทศไทยของผมไปเป็นเครื่องมือ หรือ ประจาน โดยการเอาไปฟ้องศาลโลกหรอกนะ ถ้ามันทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ก็ขอสาปแช่งให้จมสนามหลวง ด้วยความสัตย์จริง ผมรำคาญพวกที่ยึดสนามหลวง เพื่อประท้วงสร้างกระแสให้คนหลงเชื่อและเป็นเครื่องมือของตัวเองมาก

พรรคการเมืองบางพรรคคงได้ใจ เคยทำได้ สมัย พล.อ. ชวลิต มาสมัยนี้ก็เลยใช้ไม้เดิม ระวัง คนต่างจังหวัดเขาเดินขบวนเข้ามากรุงเทพฯ บ้าง จะได้ชนกันให้ประเทศไทยเละไปเลย

สังเกตุดูได้ว่า สมัย ปชป. เป็นรัฐบาล พรรคอื่น ๆ เขาก็เล่นการเมืองกันตามกติกา

อย่างกรณีพวกผรั่งต่างชาติมาซื้อทรัพย์สินในราคาถูกๆ แล้วเอามาขายให้คนไทยแพงๆ พรรค ปชป.เป็นรัฐบาลขณะนั้น รู้เห็นเป็นใจหรือเปล่า? ตอบประชาชนให้กระจ่างหน่อยเป็นไร?

หรือ กรณีแจกที่ดิน สปก.4-01 จน พล.ต.จำลอง ทนไม่ได้นำพรรคพลังธรรม ถอนตัวจากการเป็นรัฐบาล จะมีการทุจริตหรือเปล่า? เพราะตามข่าวว่ามีเศรษฐี ภูเก็ต ได้ที่ดินด้วย จะว่าไม่มีการทุจริต ในรัฐบาล ปชป.ได้หรือ ?

นาย โสภณ เพรชสว่าง พูดถูกแล้ว ประเทศชาติจะเสียหายขนาดไหน ถ้าปล่อยให้พวกรู้ทันปลุกระดมอยู่ทุกวันอย่างนี้ ขอให้พี่น้องไทย จับตาดูให้ดี

ขอถามว่า
ถ้า ปชป. + มหาชน เป็นแกนนำรัฐบาลแล้ว จะไม่มีการทุจริตหรือ ?
จะให้ประชาชนเชื่อมั่นได้อย่างไร ?

พลพรรคคนขี้อิจฉาก็น่าจะเป็นพวกทำธุรกิจ และนักวิชาการ คือเห็นเขาสำเร็จกว่า ดีกว่า เก่งกว่าแล้วไม่สบายใจ อ่ะน่า คนเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน จบดอกเตอร์มา ก็ยังมีดอกเตอร์แถวหน้า แถวหลัง

พลพรรคพวกเสียประโยชน์หลักๆ ก็คือพวกนักการเมือง ที่เคยเป็นรัฐบาลมาก่อน พวกนี้เมื่อก่อนอาจไม่มีอาชีพ หรือเป็นคนกินเงินเดือน แต่พอมาสู่การเมือง ได้เป็นรัฐบาล โอ้โฮเฮะ มันอบอุ่น หอมหวาน อิ่มเอม powerful แถมยังได้ทุนรอนมาสร้างธุรกิจใหม่อีก แต่ด้วยความที่ไม่ใช่มืออาชีพในเชิงธุรกิจ พอมาเป็นฝ่ายค้าน ยิ่งนานยิ่งแย่ ชักขาดแคลน ก็เลยตั้งเป้าว่า I shall return แล้วต้องทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะเลวร้ายแค่ไหน

ยกตัวอย่างคนพวกที่กล้าเดินตามหลังนายเอกยุทธ ซึ่งเป็นคนชั่วของแผ่นดิน และ ยกตัวอย่างว่าทำไม พลตรี มนูญกฤต ถึงต้องปฏิวัติ ถึงสองครั้ง ตั้งแต่เป็นพันเอก ก็เพราะว่ามันเป็นทางลัดขึ้นสู่อำนาจ จากผู้การกรม อาจขึ้นเป็น ผบ.ทบ. หรือนายกได้ แล้วทำไมพันโทสนั่น ขอยศนายพลให้ตัวเอง ยศ ตำแหน่ง ดึงดูดใจได้เสมอมา พวกเสียประโยชน์อีกกลุ่มคือพวกกระบวนการค้ายาเสพติด พวกธุรกิจใต้ดิน และพวกทุจริตคอรัปชั่นที่ถูกจับได้ไล่ทัน หรือพวกข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจที่เกรงว่าจะเสียประโยชน์ หรือจะถูกแบ่งอภิสิทธิ์ ไปเผื่อแผ่ ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ด้อยโอกาส .....ฯลฯ

ล้มรัฐบาลต้องล้มทักษิณ
1. ทักษิณบ้าอำนาจ เพราะว่าผมอยากได้อำนาจ

2. ทักษิณเป็นฮิตเลอร์ เพราะว่าเป็นรัฐบาล 8 ปี พวกผมก็ต้องเป็นฝ่ายแค้น 8 ปีเช่นกัน สมบัติผลัดกันชม เล่นชมไป 8 ปีไม่เรียกนาซี จะให้เรียกอะไร

3. ประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย แต่เมื่อเล่นตามกติกาไม่ได้ ก็ใช้วิชามาร เล่นใต้ดิน บนดิน บนสภา นอกสภา เล่นตามสื่อ เล่นตามกระแส เล่นตามน้ำ เล่นตามวิกฤตปัญหา เพื่อหวังว่าส้มจะหล่น เล่นตามกติกาไม่ได้ก็เล่นมันแบบนี้แหละ ใครจะทำไม สู้ไม่ได้นิหว๊า

4. ทำงานไม่ได้เรื่อง แต่เรื่องด่าเนี้ยถนัด ทำการเมืองแบบสร้างความเสียหายให้ประเทศมากเท่าไหร่ ทำให้ภาพรัฐเสียหาย คะแนนเสียงก็จะเทมาอีกฝั่ง เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ก็เพราะความเสียหายของชาติเป็นสะพานเดินสู่อำนาจที่ใครก็อยากได้ และต้องการทวงอำนาจคืน

ในกลุ่มหัวโจก คนรู้ทันทักษิณ ,คนเกลียดทักษิณ ,และคนต้องการล้มทักษิณ แต่ละคนล้วนมีที่มาที่ไปกันทั้งนั้นเช่น.......

-นายสื่อเสี่ย ถูกเขี่ยออกจาก ช่อง 11, ทำให้เสียรายได้ไปมหาศาล แค้นนักจึงต้องหาทาง ล้มทักษิณให้ได้.

- นายกระสือคาบไปร์ คนนี้แค้นส่วนตัวที่ถูกแย่งตำแหน่ง รมต.ต่างประเทศไป.

- เครือ nation โดนย่ายออก itv ก็มีแต่ความลำเอียงจะเอาคืน

- นาย "พระอินทร์ (อมรินทร์) " ลูกหลานแขกศรีลังกา คนเดียวเท่านั้น ที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นเดือดเป็นแค้น ทักษิณเพราะอะไร....... "แต่ความรับไม่มีในโลก "....

ประเทศไทยเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศ ปีละ หลัก 100,000 ล้านบาท ต้นทุนการผลิตสินค้าไทยสู้กับสินค้าประเทศอื่นๆได้ แต่สินค้าไทยขายแข่งขันกับประเทศอื่นๆไม่ได้ เพราะค่าขนส่งสินค้าทางเรืองของไทยแพงกว่าประเทศอื่นๆ สินค้าไทยจะส่งไปขายในตลาดต่างประเทศได้ ต้องขนส่ง สองทอด คือ ขนจากประเทศไทยไปท่าเรือสิงคโปร์ ด้วยเรือ Feeder(เรือเล็ก)แล้วไปขนถ่ายขึ้นเรือใหญ่ที่ท่าเรือสิงค์โปร์ ด้วยระบบการขนส่งแบบนี้พวกFeederจึงเป็นเสือนอนกินกับผู้ส่งออกอยู่ในประเทศไทย

เป็นบริษัทเรือของคนยิว ในประเทศไทย มี "พระอินทร์ เชื้อสายแขกศรีลังกา เป็น เอเย็นท์ ดังนั้น พระอินทร์ คนนี้ จึงเป็น Tiger Sleep eat ตัวหนึ่งที่กอดกินก้อนเนื้อหยาดเหงื่อของผู้ส่งออกสินค้าไทย มูลค่าปีละ 100,000 ล้านบาท ดังที่บอกเอาใว้......

แล้ววันหนึ่ง คนชื่อทักษิณ เดินทางไปเมืองจีนและได้เข้าพบ จูหลงจี ในฐานะมิตรประเทศ ทักษิณขอให้จูหลงจี ช่วยลดต้นทุนสินค้าไทย ด้วยการ ส่งเรือ ขนาดใหญ่ หรือ Container Ocean Goer ช่วยแวะรับสินค้าไทย ที่ท่าเรือแหลมฉบังให้ที จูหลงจีก็ดีใจหาย สั่งให้เรือสินค้าจีนแวะเข้ามารับสินค้าไทยที่ท่าเรือแหลมฉบัง เดือนละ 11เที่ยว ทำให้สินค้าไทยไม่มีการตกค้าง และส่งถึงยุโรปและอเมริกา ได้ตามเวลาแถมค่าใช้จ่ายก็ถูกลง ผู้ส่งออกไม่มีของเสียหาย และไม่ต้องคอยพินอบพิเทาเซ่นไหว้ เหมือนใช้บริการของพวกเสือนอนกินก่อนๆ

พรรคการเมืองบางพรรค คงอกแตกตายแน่ ๆ ถ้า ทรท. ได้เป็นรัฐบาลอีก 4 ปี ข้างหน้า นี่ขนาดออกมาให้ยุบสภา ไล่ และสารพัดวิธีที่จะให้ท่าน นายกฯ ยุบสภาฯ ไม่ยุบ ก็จะให้ยุบ ท่านนายกฯ ทำอะไรก็ขัดไปหมด แม้แต่เรื่องของประเทศชาติ สงสัยทางภาคใต้ที่ไม่สงบรายวันก็คงจะเป็นฝีมือของ....ด้วยหรือไม่? ตอนนี้เริ่มมีใบปลิวออกมาหาว่ารัฐบาลไม่สนใจบ้างแล้ว พอท่านนายกฯ จะลงใต้อีก ก็หาว่าสร้างภาพ สารพัดวิธีที่จะกล่าวหา ชาวบ้านเข้าทุเรศกับพฤติกรรมนี้มากๆ จะทนไม่ไหวแล้ว.....

พวกคุณรู้ไหมว่าทำไมประเทศไทยที่ว่ากันจริงๆ แล้วคิดที่จะเอาระบบรถไฟใต้ดินมาใช้ก่อนฮ่องกง สิงค์โปร์เสียอีก แต่ทำไมเรากลับได้ใช้หลังประเทศที่คิดหลังเราอีก เรื่องเงินเหรอครับ ผมว่าไม่น่าใช่นะ ตอนนั้นจะสร้างรถไฟลอยฟ้ามีคนท้วงว่าน่าจะสร้างใต้ดิน รัฐบาลสมัยนั้นเขาบอกว่าไงครับ แพง พูดยังกะปัจุบันถูกกว่ายังงั้นแหละ

การที่ประเทศเราไม่พัฒนาเท่าที่ควรจะเป็นก็เพราะ เรามีนักการเมืองเลวๆ อยู่เต็มสภาฯ เพราะระบบการเมืองเราเอื้อต่อคนเลวๆ อย่างนี้ และคนไทยก็หูเบา ไร้แก่นสาร โหนกระแสเก่ง แถมความจำสั้นอีกต่างหาก เอาแค่ที่กรุงเทพฯ ที่คนมีการศึกษามากที่สุดในประเทศ ทำเป็นอย่างเดียวครับล้มรัฐบาล วัดจากการเลือกผู้ว่า กทม. ที่ผ่านๆ แล้ว หึ หึ ต้องบอกไหมว่าเลือกผิดหรือถูก กี่คนแล้ว ปัจจุบัน คนกรุงฯ ก็ยังคงตกเป็นเครื่องมือการเมืองโคตรง่ายเหมือนเดิม

ถ้าหนองงูเห่าเสร็จ ไทยได้คนที่เสียคือ สิงคโปร์ครับ มันคงไม่อยากให้เกิด แต่เข้าใจว่าคงมีคนไทยขายชาติบางตัวพยายามหาเรื่องเตะถ่วงโครงการนี้ออกไป อย่างออกมาพูดทำนองตรงโน้นมีปัญหาต้องหยุดไว้ก่อน ดูไปเรื่อยๆ ครับมีออกมาเรื่อยๆ แน่ ถ้าล้มทักษิณได้ผมว่าหนองงูเห่าเลื่อนออกไปแน่ๆ เรื่องนี้ทักษิณดีเลวไม่เกี่ยว แต่ในเมื่อเขาตั้งใจจะสร้างให้เสร็จ เราคนไทยที่รักชาติควรจะสนับสนุนให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด แล้วถึงตอนนั้นคุณก็คอยดูละกันว่าสิงค์โปร์จะเป็นยังไง

ความเชื่อของผม เมื่อตอนที่ ปชป เป็นรัฐบาลครั้งที่แล้ว
- รถไฟฟ้า ในกทม. ไม่มีวันขยายเส้นทางมากไปกว่าปัจจุบัน
- ไม่เคยคิดว่าสุวรรณภูมิ จะมีจริง .....
- อนาคตตอนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ จะมีวันฟื้นได้
- ชาวนาจะมีรายได้ที่ดีขึ้น ข้าวราคา 3000-4000 ก็เป็นเรื่องปกติ
- ราคายาง ยังไงก็ต้องให้ สิงโปรมาดูแล คนใต้กันเองนะเนี่ย
ฯลฯ

ผมคิดว่า พรรคการเมืองบางพรรค ไม่รู้หลักการบริหารการจัดการ โครงการทุกโครงการจะต้องมีเป้าหมายกำหนดเสร็จ ถ้าไม่เสร็จตามเป้าหมายจะต้องมีเหตุผลมารองรับเพราะอะไร ไม่ใช่ปล่อยให้ทำไปเรื่อยๆ กว่า 40 ปีแล้ว ก็ยังไม่เสร็จสักทีปล่อยให้พรรคการเมืองกินไม่รู้จักจบ

ลองถามท่านรัฐมนตรีเก่าๆ ดู ว่ารวยไปเท่าไรแล้ว ถูกต้องแล้วที่รัฐบาลจะต้องกำหนดแล้วเสร็จ ไม่ใช่ปล่อยให้นักการเมืองคอรัปชั่นไปเรื่อยๆ ไม่มีโครงการไหนที่ไม่กำหนดให้แล้วเสร็จ ถ้าไม่เป็นไปตามกำหนดก็ต้องมาพิจารณา เพราะสาเหตุใดและใครจะต้องรับผิดชอบ

คนไทยต้องมองภาพรวมครับอย่าไปมองเป็นการเมืองหมด ไม่เช่นนั้นประเทศไทยก็เสียโอกาส อย่าให้ประเทศข้างเคียงเขาหัวเราะเยาะคนไทยเลยครับ ความจริงประเทศไทยเราดีจริงๆ เสียแต่คนไทยที่ไม่ค่อยเอาไหน สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศก็มาขัดแย้งกันเองเสียอีก

ประเทศสิงคโปร์เล็กนิดเดียว แต่ร่ำรวยกว่าประเทศไทยมาก ถ้าไม่ใช่เพราะคนของประเทศที่มีเหตุมีผลมีประสิทธิภาพใช่ไหม คนไทยควรจะร่วมใจแข่งกับต่างประเทศไม่ใช่มาแตกแยกเพราะการเมือง แล้วเมื่อไหร่จะเจริญ

ดูตัวอย่างรถไฟฟ้าใต้ดินทะเลาะกัน 30-40 ปี ตายไปหลายรุ่น เพิ่งเสร็จ ถ้าไม่ทะเลาะขัดแย้งกันป่านนี้กรุงเทพฯมีรถไฟใต้ดินรอบกรุงแล้ว เรื่องแบบนี้ไม่ใช่มาขัดแย้งทะเลาะกัน ควรให้กำลังใจกันให้แล้วเสร็จ เพื่อจะได้แข่งขันกับต่างชาติได้

นักการเมือง ทำคนชั้นกลาง คนกรุงเทพฯ นักธุรกิจ พ่อค้าแม่ขาย ชาวสถาบันการเงิน ชาวแบงค์ ซึ่งเป็นชนชั้นสำคัญผลักดันประเทศให้ก้าวหน้าเติบโตทันอารยประเทศ ต้องเป็น NPL กันไปกว่าครึ่งในสมัยที่บริหารประเทศปี 2540-43 จากการที่ พรรคการเมืองรัฐบาลในสมัยนั้นๆ ไปปิดแบงค์ ปิดสถาบันการเงินสายเลือดใหญ่ของธุรกิจ

โดยเชื่อฝรั่ง ให้ฝรั่งต้ม จัดตั้งปรส. เป็นหน่วยงานของรัฐ ยึดทรัพย์สินของปชช.คนชั้นกลางของประเทศเข้าเป็นของรัฐ ทำให้เอกชนที่ทำธุรกิจอยู่ดีๆ กลายเป็น NPL กว่า 50% เศรษฐกิจประเทศไทย กลายเป็นอัมพาต เกิดภาวะเงินตึงตัวเศรษฐกิจหดตัวอย่างหนัก ไปหลงเชื่อฝรั่ง ถ้ายึดทรัพย์สินเอกชน เข้าเป็นของรัฐโดยให้ปรส.หน่วยรัฐ ถือครองและบริหารทรัพย์สิน

ฝรั่งจะเชื่อมั่นและขายได้ราคา ปรส.ถือทรัยพ์สินของเอกชนไปดองไว้ 3 ปี เพราะไม่มีความรู้ด้านการจัดการทรัพย์สินเสียเลย อ่อนด้อยกว่าภาคเอกชนหลายสิบเท่า ยึดจากไฟแนนซ์บริหารไม่เป็นปล่อยให้เน่า แฟ้มสินเชื่อปล่อยไว้ 3 ปี ยังอยู่ในกล่อง ไม่เคยเปิดแฟ้ม เวลาล่วงเลยมา 3 ปี เอาทรัพย์สินออกประมูลขาย ขายเหมายกเข่งไม่มีการจัดการ ฝรั่งไม่ต้องใช้เงินซื้อ อาศัยสัญญากระดาษ ชื่อเสียงเครดิตของตัวเองประมูลซื้อไปในราคา 15-20 บาท จากราคาเดิม 100 บาท ทรัพย์สินประเทศไทยลงเหวทันที ลดค่ากันไปเป็นแถบ ประเทศไทยเสียหายจากการจัดการไม่เป็นของ ปชป.ไปกว่า 2.88 ล้านล้านบาท

ประเทศไทยถอยหลังทันทีไป 20 ปี จากการบริหารแบบล้มเหลวของรัฐบาลสมัยนั้น ไม่มีความรู้เท่าทันโลก เท่าทันฝรั่ง ตกเป็นเหยื่อโลกาภิวัฒน์ตลอด หรือ พรรคการเมืองบางพรรคแกล้งโง่เพราะรับผลประโยชน์เข้าไปเยอะ จนลืมนึกประเทศชาติ การบริหารจัดการแต่ละอย่างเสียหายทั้งนั้น กองทุนมิยาซาว่า กว่า 3 หมื่นล้าน ละลายหายไปกับสายน้ำกลายเป็นศูนย์ จากการบริหารจัดการไม่เป็นมัวไปแจกเงินชาวบ้าน

ขาดการให้ความรู้พัฒนาด้านการค้าการขายให้เป็น กลายเป็นการนำเงินไปกินไปใช้ไปบริโภค แทนที่จะนำเงินไปต่อเงิน ไปทำให้กลายเป็นธุรกิจ ได้ผลกำไรแล้วจึงนำไปใช้จ่าย ไปบริโภค เหมือนกับ ที่รัฐบาลนี้ทำอยู่ .. ทำกองทุนหมู่บ้าน .. OTOP จัดการจนกลายเป็นธุรกิจมีเงินหมุนเวียน มีรายได้มากกว่ารายจ่าย เกิดกำไร มีเงินทุนลงทุนต่อเงินหมุนเวียน ชาวบ้านมีเงินรายได้มากขึ้น กองทุนยังเติบโต ทุนไม่หาย กองทุนโตขึ้น ทรัพย์สินกองทุนโต งอกเงยขึ้น

เลือกตั้งครั้งใหม่ พรรคการเมืองบางพรรค คงต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้ได้รับเลือก จะใช้งบประมาณเพื่อการศึกษาฟรี .. ให้การรักษาฟรี .. ยกหนี้ให้แก่เกษตรกร .. แสดงความโง่ชัดเจนของการจัดการเงินไม่เป็น

การให้ฟรีแบบนี้ มีงบประมาณเท่าไหร่ก็ไม่พอ สุดท้ายทำให้เศรษฐกิจพังไปในที่สุด การจัดการแบบรัฐบาลนี้ เป็นการบริหารแบบสมดุล ให้ครบวงจร การเก็บเงิน 30 บาท จากคนส่วนใหญ่มารักษาคนที่มีปัญหาป่วยเจ็บ เป็นการบริหารจัดการที่ถูกหลักสากลเป็นการประกันสุขภาพหมู่ของคนทั้งประเทศ เก็บเงินจากกลุ่มคนส่วนใหญ่ มาให้กับคนที่มีปัญหา

โดยอยู่บนพื้นฐานว่าประชากรของประเทศไทยส่วนใหญ่แข็งแรงกว่า 70 % เป็นผู้แข็งแรง สุขภาพดี รวบรวมเงินจากคนกลุ่มนี้มาใช้แก้ปัญหากับผู้มีปัญหาสุขภาพ หรือเกิดอุบัติเหตุ บาดเจ็บ ทำให้มีเงินหมุนเวียนเพียงพอเกิดความสมดุล ให้สังคมอยู่ได้เนื่องจากผู้เจ็บป่วยก็ได้รักษาจากการจัดการประกันสุขภาพให้ โดยรัฐบาลเพียงแต่อุดหนุนงบประมาณเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

กรณีที่มีผู้ป่วยในเดือนใดมีการป่วยมากกว่า 30 % เกินกว่าค่าเฉลี่ย เป็นการจัดการบนพื้นฐานที่ถูกต้องมีหลักการ ปชป.ส่งขุนพลระดับท็อปเท็นของพรรค ส่งพวกที่มีปัญหาเรื่องคอรัปชั่นมาลงแข่งในกรุงเทพฯ ยังไงก็ไม่ได้รับเลือกแน่นอน เพราะคนชั้นกลาง นักธุรกิจ พ่อค้า กลุ่มคนชั้นมันสมองของประเทศจะต้องลงโทษนักการเมืองบางคนแน่นอน

ในระหว่างที่รัฐบาล เกิดภาวะขาลง จากสื่อมวลชนที่ตีข่าวว่า มหาจำลอง ขัดแย้งแนวคิดกับท่านนายกทักษิณฯ เลยส่งผลให้ข่าวลือสะพัดไม่หยุด ทั้งๆที่มหาจำลองออกมาแก้ข่าวให้นายกฯ แล้วแต่ไม่ทันการณ์ เหตุการณ์มันสุกงอมไปแล้ว แต่ภายหลังมหาจำลองได้พยายามพูดต่อเนื่องว่ายังสนับสนุนท่านนายกฯ ทำให้ภาวะความเป็นหนึ่งเดียวของแนวทางพรรคเหนียวแน่นขึ้น การที่พูดว่ารัฐบาลเป็นช่วงขาลง ย้ำๆ จนเกิดกระแสสอดรับจากสื่อมวลชน

แต่เมื่อถึงเลือกตั้งจริง กระแสจะกลับมาทางฝ่ายรัฐบาล เพราะคนชั้นกลางตั้งสติ นึกขึ้นได้ว่าขืนเลือก พรรคการเมืองเดิมๆ ซึ่งเป็นพรรคขาเลว มันเลวร้ายกว่าพรรคขาลงหลายสิบเท่า บริหารจัดการทางธุรกิจไม่เป็น ไม่ทันฝรั่ง ถูกฝรั่งต้มไม่ทันโลก ขืนไปเลือกประเทศชาติไทยจะลงเหวอีกครั้ง ตอนนี้พรรคเดิมๆ นักการเมืองเดิมๆ พยายามหนีตายเอาคนมาหลอกล่อสร้างภาพเยอะมาก

พรรคการเมืองบางพรรค เป็นพรรคการที่ไม่เคยสร้างประโยชน์ไห้แก่ประชาชน ไม่มีนโยบายอะไรก็ไม่มีอะไรผูกมัดว่าจะทำอะไร เล่นด่า ประณาม กล่าวหา ป้ายสี ก่อความวุ่นวายในสังคม ทำลายความสงบสุข ...แล้วอ้างว่าตรวจสอบ ..พอเจอสวนกลับ ..อ้างกลับว่าฝ่ายตรงข้ามกลัวการตรวจสอบ..

แบบนี้ คุณอยากจะเลือกเด็กสร้างบ้านไหม? ให้มาสร้างบ้านให้คุณอยู่ไหม? คุณเลือกคนทำงานให้คุณ หรือกบเลือกนายหรือเทพเจ้าป้ายสี

พรรคการเมืองบางพรรค เป็นนักสร้าง ใช้เส้นสายสร้างพรรคพวกตัวเองในวงข้าราชการ ให้สูงระดับปกครอง และมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายเอาไว้พิพากษาศัตรูการเมือง และในขณะเดียวกันก็ช่วยหนังสือพิมพ์อย่างน้อย ๓ ฉบับ ให้เกิดมารับใช้พรรคการเมือง ในลักษณะเดียวกันกับนักวิชาการบางคน โดยการสร้างกระเเสก่อน ส่งต่อไห้ศาลพวกเดียวตัดสินเชือด การตีความกฎหมายเอาผิดมันง่าย ถ้าพรรคพวกช่วยกันตัดสินเอง

สังคมกำลังเดินไปบนเส้นทางแห่งการพัฒนา เป็นการพัฒนาทั้งระบบ ทั้งคน และบริบท บนเส้นทางการพัฒนานั้น คนในสังคมเมืองหลวงส่วนน้อย แต่มีอำนาจทางการเงินมาก ได้แก่พวกที่กำลังก่อการอยู่ในขณะนี้ แล้วเหมารวมว่า"ประชาชน" คืนอำนาจให้ประชาชน ระยะเวลาอีกประมาณ 100 วัน อำนาจนั้นก็จะได้รับการตรวจสอบอีกครั้ง และสามารถพิสูจน์ได้ว่าใครของจริง ใครของเก๊

อย่ามัวหลบซ่อนใบบังอยู่เลย แน่จริงไปขึ้นเวทีที่รัฐเขาจัดให้ แบ่งให้ประชาชนที่พวกคุณชอบอ้างถึง ได้รู้ให้ชัดไปเลยว่า "ไผเป็นไผ"

ก็รายชื่อมันฟ้อง พฤติกรรมทั้งในอดีตและปัจจุบันมันฟ้อง และยังสามารถบ่งบอกได้ว่าอนาคตมันก็จะฟ้อง ว่าใครจอมปลอม ซึ่งตอนนี้กำลังซุ่มอยู่ รอคอยจังหวะ

ขออนุญาตใช้วลีของคุณยอดทีเถอะ

กลุ่มพวกป่วนเมืองนี้
"ชุ่ย เพียบพูนด้วยเล่ห์ โง่และแสนทราม"

ประชาชนฉลาดครับ รู้อยู่แล้วครับว่านักการเมืองเข้ามาเพื่อหาผลประโยชน์ เข้ามาโกงกิน แต่รับไม่ได้จริงๆ กับบางพรรคที่ตังหน้าตั้งตาโกงกินอย่างเดียว ไม่เคยห่วงใยประชาชน ผมก็รู้ว่ารัฐบาลปัจจุบันโกงกิน แต่ก็ยังแบ่งให้ประชาชนกิน ก็ยังห่วงใยประชาชน และก็ฉลาดรู้ทันโลก ง่ายๆ นะครับ .................

เงินกู้ที่รัฐบาลก่อนๆ เอามาจากญี่ปุ่น ละลายหายไปกับอากาศ จ้างตัดหญ้าข้างถนน หมู่บ้านละ 2 แสน ตลกมาก เพราะรัฐบาลสมัยนั้นใช้เงินไม่เป็น ประเทศล่มจม

ส่วนตอนนี้กองทุนหมู่บ้าน และ สินค้าโอทอป ถึงสำเร็จไม่ร้อยเปอร์เซ็น แต่คิดดูว่าที่สำเร็จก็มีเยอะมาก อย่างรุ่นพี่ผมตอนนี้ลาออกจากงาน เงินเดือน 16,000 บาท ไปช่วยพี่ที่บ้านขายสินค้า โอทอป และ รัฐบาลยังติดต่อตลาดต่างประเทศให้อีกด้วย ได้ยินว่ารุ่นพี่ผมจะส่งไปขายญี่ปุ่น รึไม่ก็แถวๆ สิงค์โปร์ มาเลย์ นี่หล่ะครับ เป็นไงครับ รัฐบาลรู้จักใช้เงินครับ

ผมว่า พรรคการเมืองบางพรรค และพวกที่ชอบเอาแต่คอยตำหนิ ไม่น่าเป็นกระทั่งฝ่ายค้านด้วยซ้ำไป เพราะไม่เคยสนใจจะพัฒนาตัวเองให้มีประสิทธิภาพ และศักยภาพให้ดีขึ้น มีแต่เกมที่คอยดิสเครดิตคนอื่นให้ต่ำลงมาใกล้ตัวเอง เป็นเหมือนบริษัทที่ไม่รู้จักพัฒนา ฮ่วยแตกตลอดกาล...

40 ปีก่อน ไทยเป็นผู้นำในอาเซียน (IBM / CityBank etc เข้ามากันใหญ่)

25 ปีก่อน ไทยโดน สิงคโปร์ แซงทิ้งห่าง

15 ปีก่อน ไทยโดน มาเลเซีย แซงทิ้งห่าง (บ.computer ย้ายจากไทยไปมาเล เยอะมาก)

เร็วๆนี้ ไทยจะโดน เวียตนาม แซงทิ้งห่าง (เขาผลิตรถยนต์เองได้แล้วนะ เครื่องยนต์หนะ / ไม่ใช่รับจ้างประกอบแบบไทยนะ)

ต้องเลือกผู้นำ เก่งๆหน่อยนะ ชาติจึงจะรอด

ว่างๆเอาเวลาไปทำมาหากินเถอะครับพวกที่ตามด่ารัฐบาล

- ลองถามใจคนที่ไม่ต้องแบกเงินกู้จากนายทุนหน้าเลือด ร้อยละ20 มาเป็น ร้อยละ1บาท กองทุนหมู่บ้านเป็นล้านๆ คน กลัวว่าจะมีการล้มกองทุนจากพรรคการเมืองบางพรรค

- ถามใจคนที่เริ่มเงยหน้าอ้าปากจาก OTOP ดูสิว่า เขาคิดยังไงกับพรรคการเมืองบางพรรค

- ลองถามชาวนาที่ไม่ออกมาประท้วงอีกเลยกับการมีความสุขตามอัตภาพจากราคาข้าวที่พอมีตังเหลือบวชลูก

- ลองถามชาวสวนยางแล้ว มีความสุขมากขึ้นไม่ต้องทนเจ็บปวดเหมือนที่ผ่านมาเอาเงินไปประกัน ให้หัวคะแนนขนยางมาเวียนเทียนเอาเงินไปกิน แล้วอ้างว่าไม่ซื้อเสียง เมื่อกินพอแล้วก็เผาโรงยางทิ้ง หาพวกมาประมูลทำให้กินกันหลายต่อ

เฮ้อคิดได้ไงว่าจะกลับมาทำเลวอีก



ความคิดเห็นที่ 44
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9470000079296&#Comment

    �� : เก็บมาฝาก     ����� : 9/11/2004 05:32 PM


�����Դ��繷��: 17

“มาร์ค”ถล่มซ้ำ!เปิดตัว“20 ที่สุด รัฐบาลทักษิณ”

“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เดินหน้าลุยเปิดตัวหนังสือ “20 ที่สุด รัฐบาลทักษิณ” ระบุเนื้อหาเป็นการตรวจสอบนโยบาย-ถ่วงดุลอำนาจ อัดซ้ำผู้นำประเทศล้าหลัง เหตุเพราะใช้วิธีปิดกั้นไม่ยอมให้ “ผู้มีความเห็นตรงข้าม” กับรัฐบาล ได้สื่อสารกับประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานเปิดตัวหนังสือ “20 ที่สุด รัฐบาลทักษิณ” รวบรวมโดย นายตรีพล เจาะจิตต์ ส.ส.นครศรีธรรมราช และคณะทำงาน 19 คณะ กองงานโฆษกพรรค และศูนย์วิจัยพรรคประชาธิปัตย์ โดยพิมพ์แจกจ่ายทั่วประเทศจำนวน 5 แสนเล่ม โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การเปิดตัวหนังสือเล่มนี้เป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารนโยบายของรัฐบาลตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เพื่อถ่วงดุลและนำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่งประกอบการตัดสินใจของประชาชนตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งผู้มีอำนาจในประเทศไม่ค่อยเข้าใจ และไม่เลื่อมใสในวิถีทางประชาธิปไตย

“ส่วนมากมักพูดว่า การทำงานของพรรคฝ่ายค้านไม่มีประโยชน์ หรือเป็นการขัดขวางการทำงานของรัฐบาล ดังนั้น ผู้นำประเทศที่มีแนวคิดเช่นนี้ถือว่าล้าหลังมากในสังคมประชาธิปไตย และช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ผู้ที่มีความเห็นไม่ตรงกับรัฐบาลไม่ค่อยได้มีโอกาสสื่อสารกับประชาชน เพราะถูกปิดกั้นหลายเวที และหลากหลายรูปแบบ ทั้งนี้ การตรวจสอบรัฐบาลตามแนวทางนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่ครั้งแรก และพรรคไม่ได้พูดรายวัน แต่ได้มีการรวบรวมหลักฐาน และข้อมูล ซึ่งหากใครไม่เห็นด้วยตามนี้ก็สามารถที่จะโต้แย้งได้ตามกระบวนการประชาธิปไตย และเพื่อประโยชน์ของประชาชนที่จะได้รับข้อมูลทั้งสองด้านในการประกอบการตัดสินใจทางการเมืองในอนาคต” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังจากการเปิดตัวหนังสือ นายอภิสิทธิ์ได้แจกหนังสือให้กับประชาชนที่มาร่วมงานกว่า 200 คน ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งขอลายเซ็น และถ่ายรูปเป็นที่ระลึกด้วย

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9470000079379

    �� : พี่เก่ง     ����� : 9/11/2004 06:46 PM


�����Դ��繷��: 18

ชำแหละมหกรรม .....
รากหญ้าฯ เหลียวซ้ายแลขวาผลงานรัฐบาล



ชี้ชะตาอนาคตรากแก้วอีก4ปีข้างหน้า

แม้ว่า มหกรรม "เหลียวหน้าแลหลัง จากรากหญ้าสู่รากแก้ว" ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี จะมีรูปแบบการจัดงานที่ยิ่งใหญ่เต็มไปด้วยความอลังการในการแสดงผลงานของแต่ละกระทรวง แต่ในความอลังการก็ยังคงมีปัญหาที่ซ้อนเร้น และรอคอยการพิสูจน์ความจริงจังในการบริหารของรัฐบาลในอีก 4 ปีข้างหน้า

ในงานมหกรรม "เหลียวหลังแลหน้า จากรากหญ้าสู่รากแก้ว" ที่อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 6-9 พฤศจิกายนนั้น

คงหลีกเลี่ยงไม่พ้นว่าเป็นการนำเสนอผลงานของรัฐบาลภายใต้การบริหารโดยพรรคไทยรักไทย ควบคู่ไปกับการนำเสนอนโยบายของพรรคไทยรักไทยในอีก 4 ปีข้างหน้า หากว่าการเลือกตั้งในต้นปี 2548 เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดหมายกันไว้ว่าพรรคไทยรักไทยจะยังคงได้เสียงข้างมาก เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอีกสมัยหนึ่ง

ดังนั้น จึงเป็นที่น่าสนใจ และน่าติดตามว่าผลงานและนโยบายทั้งหลายที่นำเสนอในงานดังกล่าว จะเป็นเครื่องชี้วัดการทำงานของพรรคไทยรักไทย ทั้งในห้วง 4 ปีที่ผ่านมา และในอนาคตอีก 4 ปีข้างหน้า...

ผลงานด้านคมนาคมขนส่ง โลว์คอสต์แอร์ไลน์ ชัดสุด

เริ่มต้นกับผลงานและนโยบายที่จัดว่ารัฐบาลทุ่มเทงบประมาณในการดำเนินโครงการมากที่สุด นั่นก็คือ นโยบายที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งได้มีการนำเสนอว่าจะสามารถก่อสร้างแล้วเสร็จในรัฐบาลชุดนี้ โดยจะพยายามทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการบิน(ฮับ) ในเอเชียให้ได้ การก่อสร้างระบบรถไฟฟ้าเพื่อเชื่อมโยงการจราจรในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) รวมไปถึงเส้นทางต่างๆ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกัน ที่คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการจัดการประกวดราคา ออกแบบและสามารถเริ่มการก่อสร้างได้ในรัฐบาลสมัยหน้า

นอกจากนี้ ยังได้มีการนำเสนอทางเลือกให้กับประชาชนในการเดินทางให้มากขึ้น โดยเริ่มมีการดำเนินการสายการบินต้นทุนต่ำหรือโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ โดยเริ่มจากสายการบินไทยแอร์เอเชีย สายการบินโอเรียนท์ แอร์ และล่าสุดสายการบินนกแอร์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการบินไทย ซึ่งทำให้ประชาชนสามารถมีทางเลือกในการเดินทางได้มากขึ้น

ส่วนทางด้านการขนส่งทางน้ำ ได้มีการดำเนินการเปิดให้เอกชนเข้าประมูลเป็นผู้ประกอบการในท่าเรือแหลมฉบัง โดยรัฐบาลมีนโยบายว่าผู้ที่ประมูลได้ไม่จำเป็นที่จะต้องเสนอผลตอบแทนสูงสุดให้แก่รัฐบาล แต่จะต้องมีการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มาใช้บริการ ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนในการส่งออกของผู้ประกอบการและจะส่งผลดีต่อการส่งออกของประเทศ

จากโครงการที่กล่าวมานั้น หลายโครงการประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมาย โดยเฉพาะการให้บริการโลว์คอสต์แอร์ไลน์ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน ดูจะเป็นรูปธรรมมากที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน โครงการขนาดใหญ่อย่างสนามบินสุวรรณภูมิ ยังคงต้องรอเดือนกันยายน 2548 เพื่อพิสูจน์ว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ทันตามกำหนดหรือไม่ ส่วนโครงการเชื่อมเส้นทางการจราจรขนส่งสาธารณะนั้น

ดูยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเท่าใดนัก อาจจะต้องอาศัยเวลามากกว่า 4 ปีกระมัง!!

นโยบายช่วยเหลือเกษตรกรดูดี..ถ้าไม่มีคอร์รัปชั่น!!

สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เลือกนำเสนอสาระสำคัญของ 5 โครงการหลัก เพื่อพัฒนาอาชีพสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกรระดับรากหญ้าที่จะเกิดขึ้นในการบริหารงานของรัฐบาลในอีก 4 ปี ประกอบไปด้วย

1.โครงการวัวแก้จน หรือโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคหนึ่งล้านครอบครัว

2.โครงการส่งเสริมเกษตรกรด้านการประมง ที่มีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่โครงการ Sea food bank

3.โครงการสวนยางพารา หรือแปลงสวนยางเป็นทุน

4.โครงการปาล์มน้ำมัน

5.โครงการโรงเรียนเกษตรกรในพระราชดำริ

แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นโครงการของกระทรวงเกษตรฯแล้ว ก็มักจะถูกจับตามองในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่นอยู่เสมอ เพราะผลงานที่ผ่านมาในอดีต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปุ๋ยปลอม ข้าวปลอม โคพลาสติค กล้ายาง ลำไยอบแห้ง เป็นต้น ก็เป็นเรื่องการันตีได้เป็นอย่างดี

ครั้งนี้ก็เช่นกัน ในช่วงแรกของการคิดค้นโครงการ ก็มีหลายโครงการที่เริ่มถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบแล้ว โดยเฉพาะเรื่องโคล้านตัว ก็มีข่าวว่าจะมีการหักหัวคิวน้ำเข้าโคจากต่างประเทศ และน้ำเชื้อผสมพันธุ์วัว ส่วนโครงการแปลงสวนยางเป็นทุน ก็ถูกมองว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทแห่งหนึ่งเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ จากการรับจ้างตัดไม้ยาง จำนวนหลายหมื่นล้านบาท ทั้งที่เป็นบริษัทที่ไม่มีประสบการณ์ในการดำเนินงานมาก่อน ฯลฯ เป็นต้น

ฉะนั้น จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การดำเนินงานโครงการของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะเกิดขึ้นใน 4 ปีข้างหน้า จะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความแนวทางการป้องกันการทุจริตว่าจะมีประสิทธิภาพเพียงใด

คอมพ์-เน็ตเอื้ออาทรขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ ลงท้ายไหง..บ้องกัญชา

การดำเนินงานของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) ที่ผ่านมา มีหลายนโยบายที่ทำได้ และก็มีหลายนโยบายที่ทำไปแล้วไม่ได้รับความสนใจจากประชาชนเท่าที่ควร ตัวอย่างเช่น "คอมพิวเตอร์เอื้ออาทร" ที่ภายหลังสิ้นสุดโครงการ กลับมียอดสั่งจองเครื่องเพียง 4.2 หมื่นเครื่อง จากที่ตั้งเป้าหมายไว้ 1 แสนเครื่องเท่านั้น ส่งผลให้การขยายโครงการในระยะต่อไปต้องหยุดชะงัก และล่าสุดก็ได้มีการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นโครงการ "คอมพิวเตอร์เพื่อน้องเล็ก" โดยนำเครื่องคอมพิวเตอร์เก่าไปมอบให้โรงเรียนที่ขาดแคลนแทน

นี่ยังไม่นับรวมนโยบายการปรับลดค่าโทรศัพท์ทางไกล ทั้งในและต่างประเทศ ที่เริ่มจะไม่ได้รับความร่วมมือจากทุกค่ายแล้ว เพราะกลัวว่าจะขาดทุน รวมถึงนโยบายการแก้ไขปัญหาอื่นๆ อาทิ แบตเตอรี่เถื่อน การจัดตั้งร้านกู๊ดเน็ต ร้านอินเตอร์เน็ตให้บริการแบบคลีนเน็ต ที่จนถึงวันนี้ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า

ฉะนั้น ผลงานที่ "น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ภูมิใจนำเสนอในการจัดมหกรรมแสดงนิทรรศการผลงานรัฐบาลในรอบ 4 ปี "เหลียวหลังแลหน้า จากรากหญ้าสู่รากแก้ว" ครั้งนี้ จึงมีเพียงแค่การแสดงความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร ด้วยการลดแลกแจกแถม อินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ บัตรโทรศัพท์ราคาถูก และแสตมป์ชุดพิเศษ ของหน่วยงานในสังกัด และเอกชนที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

ศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาคผลุบๆโผล่ๆรับน้ำมันแพง

ส่วนกระทรวงพลังงานชูนโยบายการบริหารความมั่นคงด้านพลังงานมาเป็นยุทธศาสตร์หลักในการบริหาร 4 ปีข้างหน้า ภายใต้ความท้าทายของวิกฤตราคาน้ำมันแพง โดยในระยะสั้น จะเน้นการพัฒนาและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนอย่างจริงจัง ส่วนในระยะยาวจะเดินหน้าโครงการพัฒนาประเทศเป็นศูนย์กลางการค้าพลังงานในภูมิภาค เพราะคาดหวังว่าจะเปลี่ยนสถานะของประเทศจากผู้ซื้อมาเป็นผู้ค้าน้ำมัน ซึ่งจะสามารถช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกได้

ฟังดูเหมือนจะเป็นนโยบายที่สวยหรู อย่าลืมว่านโยบายนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นนโยบายเดิมที่นำมาใช้ในช่วงราคาน้ำมันแพง แล้วก็ถูกหลงลืมไปหลังราคาน้ำมันลดต่ำลง แม้รัฐบาลชุดนี้จะให้ความสนใจเป็นพิเศษถึงขนาดประกาศเป็นวาระแห่งชาติ แต่ก็ไม่แน่ว่าหากราคาน้ำมันลดต่ำลง นโยบายนี้จะถูกเก็บเข้ากรุเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่

บ้านเอื้ออาทร การตลาดเลิศ..แต่ขาดเงิน

ต้องยอมรับว่านโยบายที่ฮือฮามากที่สุดของรัฐบาลไทยรักไทย น่าจะเป็นโครงการ "บ้านเอื้ออาทร" โดยการเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมีบ้านอยู่อาศัยของตัวเอง ที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้จำนวน 1 ล้านยูนิตภายใน 5 ปี โดยให้การเคหะแห่งชาติ(กคช.) รับผิดชอบจำนวน 600,000 ยูนิต โดยช่วงแรกมีประชาชนแห่จองอย่างล้นหลาม เนื่องจากราคาบ้านถูกแสนถูก เพียงยูนิตละประมาณ 4 แสนบาท แถมรัฐยังให้การอุดหนุนค่าสาธารณูปโภคอีก 80,000 บาทต่อยูนิต แต่จากความนิยมดังกล่าวทำให้มีข้อกังวลว่าอาจจะมีปัญหา กคช.คงไม่สามารถรับผิดชอบได้ทั้งหมด เพราะในช่วงเกือบ 30 ปีที่ก่อตั้ง กคช.มานั้นมีการพัฒนาโครงการเคหะชุมชนได้เพียงกว่า 1 แสนกว่ายูนิตเท่านั้น

แต่ปัญหากลับไม่ได้อยู่ที่ กคช. กลายเป็นว่ารัฐบาลไม่สามารถอนุมัติงบประมาณที่ต้องใช้อุดหนุนให้ กคช.ได้ทัน ทำให้ กคช.ไม่สามารถเซ็นสัญญากับผู้รับเหมาได้ตามกำหนด ส่งผลให้ขณะนี้ กคช.จัดหาได้เพียงกว่า 70,000 ยูนิตเท่านั้น ทั้งที่ความจริงน่าจะจัดหาได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 ยูนิต จนถึงขณะนี้ส่งมอบบ้านเอื้ออาทรให้กับผู้ซื้อได้แค่ 2,000 ยูนิตเท่านั้น!!


..........................................................
อ้างอิงจาก ..... หนังสือพิมพ์มติชน
เมื่อ ..... วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547

    �� : Hot News     ����� : 9/11/2004 07:21 PM


�����Դ��繷��: 19

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ประธานโครงการเมืองไทยใสสะอาด เคยพูดถึงเรื่องนี้ในที่ประชุมข้าราชการและผู้นำชุมชน ความตอนหนึ่งว่า

นักวิชาการชอบใช้คำอะไรที่บางครั้งมันไม่สื่ออะไรเท่าไรนัก พอเอ่ยถึงพวกท่านทีไร หรือในเอกสารที่พวกท่านเองยังเรียกตัวเองว่า รากหญ้า ผมค่อนข้างจะรังเกียจคำนี้นะครับ

พวกท่านที่อยู่ในห้องนี้ทั้งหมดคือชาวเกษตรกร ท่าน เป็น รากแก้ว นะครับ ไม่ใช่ รากหญ้า

ทำไมคนอื่นเรียกท่านอย่างนั้น แถมท่านเรียกตัวท่านเองว่ารากหญ้า ไม่ใช่เลย ถ้าขาดพวกท่านไป ต้นไม้มันจะอยู่ได้ไหม คนทั้งประเทศต่อให้อยู่ระดับสูงอย่างไรจะอยู่ได้หรือเปล่า เพราะเขาเหล่านั้นแม้จะมีธุรกิจพันล้าน หมื่นล้าน ก็ต้องกินข้าว ต้องกินผัก เขาต้องบริโภคสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านผลิตขึ้นมา แล้วท่านเรียกตัวเองว่ารากหญ้าได้อย่างไร

เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ขอให้เรียกตัวเองว่า "รากแก้ว" ขอร้องเถอะ
_____________________________________________

ดร.สุมธ ตันติเวชกุลเป็นชาวเพชรบุรีโดยกำเนิด ปัจจุบันอายุ 65 ปีเต็ม

เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2482

บิดาคือ “อารีย์ ตันติเวชกุล” อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสหกรณ์ในรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร มารดาคือ “ท่านผู้หญิงประสานสุข ตันติเวชกุล” ต้นเครื่องพระกระยาหารไทยในพระตำหนักจิตลดารโหฐาน

เรียกได้ว่า – ท่านเป็น “ข้าแผ่นดิน” มาโดยสายเลือด !

ในวัยเด็กเป็นนักเรียนประจำที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย

แต่เมื่อถึงระดับชั้นมัธยม ได้รับทุนจากรัฐบาลฝรั่งเศสให้ไปเรียนในระดับชั้น High School ที่โรงเรียนของฝรั่งเศสในประเทศเวียดนาม ท่านได้ศึกษาอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 6 ปี จนสถานการณ์ในประเทศเวียดนามเริ่มไม่สงบ จึงได้ย้ายไปเรียนต่อที่ประเทศลาวจนจบระดับอนุปริญญา สาขาปรัชญา

ชีวิตในเวียดนามและลาว นอกจากการศึกษาแล้ว ท่านยังได้เห็นสภาพบ้านแตกสาแหรกขาดอันเนื่องมาจากการคอร์รัปชั่น, การขายชาติ และการครอบงำทางนโยบายและกำลังทหารจากประเทศอภิมหาอำนาจทั้ง 2 ฝ่ายในยุคสงครามเย็น

จากนั้นก็ได้รับทุนจากรัฐบาลฝรั่งเศสให้ไปเรียนต่อทางด้านรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมองต์ เปลิเอร์ (Mont Pellier) ประเทศฝรั่งเศส จนจบการศึกษาระดับปริญญาเอก

เดินทางกลับประเทศไทยเมื่อปี 2512

ภรรยาของท่านคือ “คุณหญิงจินตนา ตันติเวชกุล” (สกุลเดิม “แสงโสมทิพย์”) เพิ่งเกษียณอายุจากอาจารย์ภาควิชาภาษาฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ไม่นานนัก

เข้ารับราชการสนองพระเดชพระคุณครั้งแรกที่ กองวางแผนเตรียมพร้อมด้านเศรษฐกิจ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ในสมัยที่ ม.ล.เดช สนิทวงศ์ เป็นประธาน โดยเริ่มไต่เต้าจากการเป็นข้าราชการชั้นโท จนมีความก้าวหน้าในราชการโดยลำดับ

บทบาทสำคัญในระยะแรกของการรับราชการที่ทำให้ท่านได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชา คือการนำเสนอแนวความคิดใหม่ในการต่อสู้กับภัยจากผู้ก่อการร้าย ด้วยการใช้เครื่องมือทางด้านเศรษฐกิจและสังคมเข้าแก้ไขปัญหา เพื่อหลีกเลี่ยงการรบราฆ่าฟันของคนไทยด้วยกัน หรือที่เรียกกันในเวลาต่อมาว่า...

“การเมืองนำการทหาร”

ได้รับความสนับสนุนเป็นอย่างดีจากรัฐบาลและผู้บังคับบัญชาระดับสูง โดยเฉพาะพล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา องคมนตรี ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

มีโอกาสได้แสดงฝีมือในการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาของชาติในยามที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤต จนเป็นที่ประจักษ์อย่างโดดเด่น

ครั้นปี 2524 รัฐบาลในยุคพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีคนปัจจุบัน ก่อตั้งสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (ก.ป.ร.) ขึ้นเป็นหน่วยงานในสังกัดสภาพัฒน์ ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขาธิการคนแรก

ภายหลังจากที่ได้มีการแยกก.ป.ร.ออกมาจากสภาพัฒน์ประมาณ 1 ปี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุลก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒน์ พร้อมกับยังรักษาการในตำแหน่งเลขาธิการก.ป.ร.ด้วย น่าจะเป็นนักรัฐศาสตร์คนแรกที่ได้เป็นหมายเลข 1 ของสำนักงานวางแผนยุทธศาสตร์ชาติที่เคยคัดใชข้แต่ผู้นำที่มาจากเหล่านักเศรษฐศาสตร์

เป็นหัวแรงจัดทำแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 อันเป็นฉบับแรกที่เริ่มพลิกโฉมยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศจาก “วัตถุ” มาเป็น “คน” จนเสร็จสิ้น แล้วจึงได้กลับไปสวมหมวกเลขาธิการก.ป.ร.เพียงตำแหน่งเดียวดังเดิม

จนเกษียณอายุราชการเมื่อปี 2542

แม้จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการ และกรรมการ ในรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง แต่สิ่งที่ท่านถือเป็นเกียรติประวัติที่สำคัญที่สุด คือการที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ดำรงตำแหน่ง....

เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา

ตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2531 และยังคงดำรงตำแหน่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากความสามารถในการเป็นนักพัฒนาและนักบริหารแล้ว ยังมีชื่อเสียงดีเด่นในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริตอีกด้วย ตลอดระยะเวลาที่รับราชการอยู่จนปลดเกษียณ ได้ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย และสมถะ ไม่เคยมีเรื่องด่างพร้อยในเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว แม้ว่างานที่ท่านรับผิดชอบจะเกี่ยวข้องกับเงินทองมากมายและยังสามารถให้คุณให้โทษกับผู้คนในวงการต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง ถือเป็นแบบอย่างอันดีของข้าราชการที่คนไทยทุกคนอยากให้เกิดมีขึ้นมาก ๆ ในประเทศไทยที่ถูกจัดอันดับจากสังคมโลกให้อยู่ในแถวหน้าของประเทศที่มีปัญหาด้านการคอร์รัปชั่นมาเป็นเวลายาวนาน

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2543 เวลา 13.00 น. ณ ห้องโถงชั้นล่าง อาคารรัฐสภา 1 ท่านเป็นหนึ่งในกลุ่มข้าราชการ นักธุรกิจเอกชน นักวิชาการด้านต่าง ๆ ประชาชน และสื่อมวลชน ที่รวมตัวกัน เพื่อแสดงพลังต่อต้านการคอร์รัปชั่นในประเทศไทย โดยใช้ชื่อ....

“โครงการประเทศไทยใสสะอาด”

ที่ต่อมาพัฒนารูปแบบเป็นการทำงานต่อเนื่องภายใต้ชื่อองค์กร

“มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด”

หลักการของโครงการและมูลนิธิที่ดร.สุเมธ ตันติเวชกุลเป็นประธานอยู่ในปัจจุบันคือ...

“ร่วมเป็นหยดน้ำใสสะอาดหล่อหลอมรวมเป็นหนึ่ง ชะล้างสิ่งสกปรกให้เจือจาง สร้างสรรค์สังคมใหม่ที่ปราศจากคอร์รัปชัน เพื่อศักดิ์ศรีของประเทศชาติ ร่วมเป็นหนึ่งพลังสร้างประเทศไทยใสสะอาด ปราศจากคอร์รัปชัน”

“ร่วมเป็นหนึ่งในการรวมพลังแผ่นดิน ‘ใจไทยใสสะอาด’ เพื่อเสริมสร้างประเทศไทยใสสะอาดปราศจากคอร์รัปชัน”

รายละเอียดต่าง ๆ กรุณาศึกษาเพิ่มเติมใน www.fact.or.th

นับจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราโชวาทพระราชทานแก่คณะผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการ ในโอกาสเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2546 ที่มีเนื้อหาสำคัญยิ่ง

“ภายใน 10 ปี เมืองไทยน่าจะเจริญ ข้อสำคัญคือต้องหยุดการทุจริตให้สำเร็จ และไม่ทุจริตเสียเอง...”

“ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียว ก็ขอแช่ง ให้มีอันเป็นไป พูดอย่างนี้หยาบคาย แต่ว่าขอให้มีอันเป็นไป แต่ถ้าไม่ทุจริต สุจริต และมีความตั้งใจมุ่งมั่นสร้างความเจริญ ก็ขอให้ต่ออายุได้ถึง 100 ปี ส่วนคนไหนที่มีอายุมากแล้ว ขอให้แข็งแรง...”

“ความสุจริตจะทำให้ประเทศไทยรอดพ้นอันตราย...”

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุลรับเชิญไปปาฐกถาและอภิปรายในที่สาธารณะนับไม่ถ้วน ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2547 เปิดเผยว่าตั้งแต่ปี 2530 – 2545 ประเทศไทยมีการคอร์รัปชั่นในโครงการใหญ่ ๆ ไม่ต่ำกว่า 12 ล้านล้านบาท (ไม่ใช่ 12 ล้านล้านบาทต่อปี ตามที่หนังสือพิมพ์อาจลงข่าวผิดไปเมื่อวันก่อน)

    �� : พี่เก่ง     ����� : 9/11/2004 09:09 PM


�����Դ��繷��: 20


ให้ทักษิณไปต่อ
โดย สุรวิชช์ วีรวรรณ 11 พฤศจิกายน 2547 17:27 น.



ไม่ต้องสงสัยเลยพระเดชพระคุณท่าน ว่าเลือกตั้งสมัยหน้าใครจะได้ไปต่อ ให้ประชาชนส่งเอสเอ็มเอสกันเดี๋ยวนี้ ชนิดให้บริษัทมือถือสำลักรายได้ตาย รับประกันซ่อมฟรีว่า ... คนไทยให้ ทักษิณไปต่อแน่ๆ

ก่อนหน้านี้ปลายสมัยของรัฐบาลแต่ละชุดเราจะได้ยินคำว่า ทิ้งทวน จนเกลื่อนไปหมด เพราะพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลจะเตรียมเสบียงคลังเพื่อไปใช้ในการหาเสียง เแต่รัฐบาลนี้เรากลับไม่ได้ยินเรื่องทวนถูกทิ้ง ด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะรัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้มีปัญหาเรื่องเสบียงคลัง ไม่มีเงินเมื่อไหร่ไปขอเงินเมียได้ ขณะที่บางคนบอกว่า เพราะรัฐบาลชุดนี้มีวิธีหากินที่แยบยลยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากมหกรรมแจกแหลก เกณฑ์คนมางานของหน่วยราชการต่างๆ กระทั่งหลอกว่า คนมางานจะได้พบนายกฯ แต่เหลียวหลังแลหน้าไปทางไหนก็ไม่เจอ ส่วนพวกโชคดีก็ได้ร่วมประชุมครม.ครั้งประวัติศาสตร์โลก สบถกันให้ครึกครื้นเลียนแบบนายกฯ ไม่หยาบคายอีกต่อไป

เงิน 200 กว่าล้านถูกหว่านทิ้งแถวเมืองทองธานี ฝ่ายค้านทำได้แต่นั่งดูตาปริบๆ กับสารพัดยุทธวิธีที่รัฐบาลอนุมัติหยิบยกกันมาใช้ในโค้งสุดท้าย เอะอะโวยวายมากกว่านี้ก็ถูกข้อหาเล่นการเมืองไม่สร้างสรรค์ดีแต่พูด เป็นฝ่ายค้านไปตลอดชาติน่ะดีแล้ว เพราะตอนนี้คนไทยกำลังอินกับนโยบายเอื้ออาทรแบมือขอรัฐบาลอยู่มั่กๆ ส่วนกกต.ก็ยังไม่หายบื้อปวดหัวมึนตึ๊บไปหมด

ใครด่า วิจารณ์รัฐบาลช่วงนี้ จะถูกหาว่าไม่รักชาติ ถ่วงความเจริญ กระทั่งรับเงินต่างชาติมาก็มี บริษัทของครอบครัวท่านทำกำไรหลายหมื่นล้านก็เพราะบริหารเก่ง แล้วบริษัทไหนเขาก็ต้องมุ่งทำกำไรกันทั้งนั้น ไม่ใช่องค์กรการกุศลที่ไหน

ใครจะเข้าใจประชาชนเท่านายกทักษิณไม่มีอีกแล้ว พวกที่ชอบออกมาแสดงความเห็นเป็นพวกไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าคนไทยชอบของฟรี ชอบของแจก ไม่ให้เลือกทักษิณแล้วจะเลือกใคร ไม่เชื่อลองไปไล่เรียงกับสารพัดโครงการสารพัดนโยบายที่ออกมาในช่วงโค้งสุดท้ายนี้กันดู

ต่อไปนี้ครูที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง ต้องไปยืมเงินกู้นอกระบบ ไม่มีกะจิตกะใจสอนหนังสือเด็ก กระทรวงการคลังก็ออกมาตรการให้ธนาคารของรัฐตั้งแต่ออมสิน-กรุงไทย-อาคารสงเคราะห์ ให้ข้าราชการครูกู้ดอกเบี้ยต่ำแค่ร้อยละ 6 เอาไปเลย 30 เท่าของเงินเดือน แต่ต้องไม่เกิน 5 แสนบาท แถมใครมีหลักทรัพย์ก็ให้กู้ได้ 2 ล้านบาท ผ่อน 30 ปี ให้กันไปถึงอายุ 65 นั่นเลย ครูคนไหนไม่อยากกู้เงินธนาคาร อยากได้เงินไปใช้ในชีวิตประจำวัน แก้ขัดสน กระทรวงศึกษาธิการก็มีเงินกองทุนเงินหมุนเวียนให้กู้ ได้กู้รายละไม่เกิน 20,000 บาท ดอกเบี้ยขั้นต่ำรับประกันไม่เกินร้อยละ 2.5 ต่อปี ผ่อนยาว 12 งวด ดีกว่าเป็นหนี้แขก อานิสงส์นี้ก็คงช่วยให้การศึกษาของชาติก้าวไกลครูมีกำลังใจสอน ไม่ต้องห่วงเรื่องปฏิรูปการศึกษาอีกต่อไป

ตามด้วยใครอยากเรียนต้องได้เรียน เพิ่มมาตรการการตลาดล่อใจคนซื้อหวย ดัน โครงการสานฝันเด็กไทย มอบทุนการศึกษาจำนวน 250,000 ทุน ทั่วประเทศ วันก่อนท่านนายกฯสั่งแล้วแจกแค่นี้ยังน้อยเกินไป ให้ไปเพิ่มทุนมาอีกเป็น 400,000 ทุน แถมต่อไปในอนาคตรัฐบาลจะมีโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน สำหรับนักเรียนแพทย์ และพยาบาล เพื่อเพิ่มโอกาสให้เยาวชนในพื้นที่ต่างจังหวัดได้มีโอกาสมากขึ้น แถมกระทรวงการคลังยังเสนอให้ข้าราชการเบิกค่าเล่าเรียนบุตรถึงปริญญาตรี ให้ 50% ของยอดจ่ายจริง แต่ต้องไม่เกิน 1.5 หมื่น เรียนให้สูงเข้าไว้เผลอๆได้เป็นนายกฯ เป็นรัฐมนตรีไปนั่งสบถอยู่ในทำเนียบรัฐบาล

ใครใส่ใจพ่อแม่กตัญญูรู้คุณ ครม.อนุมัติข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ให้ผู้ที่เลี้ยงดูบุพการีสามารถนำค่าใช้จ่าย มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคล 15,000 บาทต่อบุพการี 1 คนต่อปี โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกัน

ยังมีโครงการวัวล้านตัว ที่รัฐบาลใช้งบประมาณเป็นหมื่นล้าน นับแต่นี้ เราจะเลี้ยงวัวกันเกือบทุกครัวเรือน เพราะต่อไปประเทศไทยจะมีวัวเกิดใหม่ปีละ 3 ล้านตัว โตขึ้นมาเมื่อไหร่ก็คงได้กินเนื้อวัวกันทั้งประเทศ อัญเชิญเจ้าแม่กวนอิมกลับเมืองจีนได้เลย

นอกจากเลี้ยงวัว ยังจะปลูกปาล์ม ทำสวนยาง เปลี่ยนจากเป็นลูกจ้างเถ้าแก่ มาเป็นลูกจ้างรัฐบาล สังกัดองค์กรพิเศษหรือเอสพีวี ให้กู้ยืมวัสดุผลิตภัณฑ์จากรัฐบาลไปก่อนแล้วค่อยเอาเงินมาใช้คืน เป็นลูกจ้างรัฐบาลเลี้ยงวัว ทำสวนยาง สวนปาล์มกันทั่วประเทศ ไม่ต้องห่วงตลาด ห่วงขาดทุนกันอีกต่อไป

ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจทั่วประเทศ 150,000 คน เตรียมรับเงินเพิ่มอัตราอีก 3% เท่ากันหมด ส่วนพวกผู้บริหารเอาไปเลย เอาไปได้เลย ปรับเงินเดือนกันอีก 2 ขั้น พวกที่ต่ำกว่าผู้อำนวยการฝ่ายหรือเทียบเท่าก็ไม่ต้องห่วง เฉลี่ยจะได้รับเงินเพิ่มขึ้นประมาณ 15% คำนวณจากฐานเงินเดือนงวดวันที่ 31 มีนาคม 2547 ย้อนหลังให้ตั้งแต่เดือนเมษายนกันเลยทีเดียว ไม่เพียงแต่เงินเดือนรัฐวิสาหกิจเท่านั้น เงินเดือน อบต. อบจ. หรือข้าราชการหน่วยงานต่างๆรัฐบาลขึ้นเงินเดือนให้หมด

แจกกันขนาดนี้แล้ว ถ้าไม่เลือกรัฐบาลชุดนี้กลับมาอีกจะเลือกใคร

ส่วนใครที่อยู่ไกลปืนเที่ยงไม่ต้องเป็นห่วง นับจากนี้กองเกวียนคนทุกข์ คาราวานแก้จนจะขับเคลื่อนจากทำเนียบรัฐบาลลงไปสู่พี่น้องประชาชน ต่อไปนี้ใครยากจนก็มาลงทะเบียนเสีย รัฐบาลอนุมัติงบประมาณให้ทุกกระทรวงรวม 27,416 ล้านบาท แยกเป็นงบประมาณปี 2547 จำนวน 15,000 ล้านบาท และปี 2548 12,416 ล้านบาท เพื่อบูรณาการความยากจนของประชาชน เตรียมกดปุ่มแก้ความจนกันทั่วประเทศเร็วๆนี้

ส่วนเกษตรกรที่ยกขบวนกันมาหน้าทำเนียบรัฐบาล กดปุ่มทีเดียว หนี้สิน 20,000 ล้าน อันตรธานหายไปจากเกษตรกร 2 แสนคนที่ไปลงทะเบียน อย่างฉับพลันเป็นตัวอย่าง ส่วนม็อบที่มาเย้วๆด่ารัฐบาลอยู่ที่สนามหลวงนั้นจ้างกันมาชัดๆ

นี่ยกมาแค่หนังตัวอย่าง ยังมีอีกสารพัดโครงการที่ลดแลกแจกแถม เตรียมนั่งงอมืองอเท้ากันได้เลยครับท่าน ใครบอกของฟรีไม่มีในโลกอย่าไปเชื่อ ดูผลงานล็อตแรกกองทุนหมู่บ้าน ธนาคารคนจน 30 บาทรักษาทุกโรค ฯลฯ รับประกันซ่อมฟรีกินดีอยู่ดีกันทุกคน

ให้กันขนาดนี้แล้วยังมานินทาให้ร้ายอีกว่า .....
OTOP ย่อมาจาก ONE TAKSIN ONE POJJAMAN ประเดี๋ยวเถอะ ...!!!

    �� : << ให้ทักษิณไปต่อ >&g     ����� : 12/11/2004 06:13 PM


�����Դ��繷��: 21


นายกฯ แถลงผลงานรัฐบาลครบ 4 ปี
โดย ..... ผู้จัดการออนไลน์ 5 มกราคม 2548 20:42 น.



“ทักษิณ”ใช้สื่อรัฐปราศรัยผลงานรัฐบาลรอบ 4 ปี-ส่งสัญญาณประชาชนเลือก ทรท.พรรคเดียว อ้างเสถียรภาพทางการเมือง

วันนี้ (5 ม.ค.) เมื่อเวลา 17.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้บันทึกเทปโทรทัศน์แถลงผลงาน 4 ปีรัฐบาล ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีรัฐมนตรีร่วมฟังด้วยอาทิ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รมว.คลัง นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รมว.สาธารณสุข พล.อ.สัมพันธ์ บุญญานันต์ รมว.กลาโหม และมีนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นที่น่าสังเกตว่า นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมว.วัฒนธรรม และนายนิกร จำนง รมช.คมนาคม ไม่ได้เข้าร่วมฟังด้วย

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า "วันนี้ได้ใช้เวลาของพี่น้องเพื่อจะมากราบขอบคุณพี่น้องประชาชน เนื่องในวันที่ผมถือว่าน่าจะเป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของประเทศ วันนี้เป็นวันที่สภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งเป็นชุดแรก ที่อยู่ครบ 4 ปี และรัฐบาลซึ่งลงคะแนนให้จัดตั้งรัฐบาลจากรัฐสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นรัฐบาลชุดที่ 54 ที่สามารถบริหารประเทศให้ครบตามวาระโดยไม่มีการยุบสภา ทั้งนี้ เนื่องจากพี่น้องประชาชนให้โอกาสทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ปี การที่ประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยได้พัฒนาถึงขนาดนี้ก็ย่อมมีประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในระหว่าง 4 ปีนี้หลายเรื่อง

ท่านคงจำได้ว่า เคยกราบเรียนประชาชนในวันที่รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า ขอเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงและเป็นรัฐบาลที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และ 4 ปีที่ผ่านมาพี่น้องคงจะประจักษ์

ส่วนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ประวัติศาสตร์ที่สำคัญเรื่องที่หนึ่งคือ ด้านการเมือง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้ใช้ในการเลือกตั้ง และรัฐบาลนี้ก้เป็นชุดแรกที่ประชาชนเลือกเพียงพรรคเดียว ทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้นายกรัฐมนตรีสามารถใช้ภาวะผู้นำในการทำงานได้อย่างเต็มที่ เปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ หลายอย่างเป็นปัญหาที่คนไทยทั้งประเทศมีความรู้สึกว่าต้องเปลี่ยน ต้องทำ ต้องแก้ แต่ในอดีตทำไม่ได้ แก้ไม่ได้ เพราะความไม่เข้มแข็งไม่มั่นคงทางการเมือง และความไม่ศรัทธาของประชาชน วันนี้สิ่งต่างๆ เหล่านั้นแปลี่ยนไปมากจึงทำให้เป็นประวัติศาสตร์ทางการเมืองเกิดขึ้น

ประวัติศาสตร์ที่สอง คือ ด้านการปกครองเราเคยคิดที่จะปฏิรูประบบราชการนับตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ที่เคยปฏิรูป แต่หลังจากนั้นทำได้น้อยมากเพราะความไม่เข้มแข็งทางการเมือง แต่เมื่อมาถึงรัฐบาลนี้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เราได้มีการปฏิรูปโดยการปรับโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรมครั้งใหญ่ โดยหลักการคือนำหน่วยงานที่มีความคล้ายคลึงกัน เกี่ยวพันกันมารวมกลุ่มด้วยกัน เพื่อการทำงานจะได้ทำในลักษณะองค์รวมมากกว่าการแยกส่วน และเป็นครั้งแรกที่การทำงานของรัฐบาลใช้คำว่ารัฐศาสตร์ การวัดผล ประเมินผลของงาน และเจ้าภาพรับผิดชอบ นอกจากนั้นการวางยุทธศาสตร์ได้เลือกยุทธศาสตร์ที่อาศัยภาคอุปสงค์เป็นหลัก สมัยก่อนมองภาพอุปทานเป็นหลัก คือมีงบประมาณเท่าไรก็ทำเท่านั้น แต่สมัยนี้เราต้องคิดว่าประชาชนมีทุกข์อะไรบ้าง ประเทศต้องแก้ไขอะไรบ้าง มีอะไรบ้าง แล้วเราต้องหาเงินมาให้ได้ เพื่อทำสิ่งเหล่านั้นให้สำเร็จ ซึ่งจะสามารถทำให้การตอบสนองการแก้ปัญหาของประเทศทำได้ดีกว่า เร็วกว่า ตรงเป้ากว่า และพี่น้องประชาชนได้เห็นผลงานของรัฐบาลมากกว่าวิธีการทำงานแบบเดิมๆ

ประวัติศาสตร์ที่สาม คือ ประวัติศาสตร์ทางด้านเศรษฐกิจ ได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดจากเดิมที่มองว่าการพัฒนาเศรษฐกิจอาศัยแนวทางเดียว โดยเน้นเรื่องการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนจากต่างประเทศ แต่มาถึงรัฐบาลนี้ก็มองเห็นว่าแนวทางนั้นยังสำคัญอยู่แต่ไม่เพียงพอ จึงเพิ่มแนวทางการมองเศรษฐกิจในประเทศ เพราะเศรษฐกิจในประเทศสามารถขับเคลื่อนการเติบโตของเอกชนได้ และยังมีเศรษฐกิจที่เราให้ความสำคัญน้อยมาก แต่เกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมาก นั่นคือ เศรษฐกิจรากหญ้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับพี่น้องคนจน คนชนบท คนที่มีอาชีพเกษตรกร อาชีพหาเช้ากินค่ำ ซึ่งเป็นจำนวนประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่เราใช้พลังของเขาน้อย รัฐบาลจึงให้โอกาสเขาฟื้นขึ้นมา นับตั้งแต่นโยบายการพักหนี้เกษตรกรรายย่อย โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง โครงการธนาคารประชาชนเพื่อคนจน หรือการผลิตสินค้า 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถทำรายได้ในช่วง 3 ปีกว่าที่ที่ผ่านมาถึง 1 แสนล้านบาท ... สิ่งเหล่านี้เมื่อประกอบกันแล้ว ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเปลี่ยนจากสภาพในวันที่วิกฤต คือวันที่เราเป็นหนี้ไอเอ็มเอฟ ซึ่งการจากการโครงการดังกล่าวเข้ามาใช้สามารถทำให้ประเทศไทยสามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้ก่อนกำหนด 2 ปี และมีเงินทุนสำรองมากกว่าที่เรากู้เขามา คือประเทศไทยมีเงินเอาไปฝากมากกว่าที่เราไปกู้มา เป็นประเทศที่ให้เขากู้แล้ว

ส่วนประวัติศาสตร์ที่สี่ คือ ด้านสังคม ในเรื่องการดูแลสุขภาพคนไทย เมื่อก่อนที่เราเคยมองคนจนเป็นเพียงผู้ป่วยอนาถา บัดนี้ ปัญหาสุขภาพถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่คนไทยจะได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมกัน คือโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่เปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนเข้าถึงสาธารณสุขการแพทย์อย่างเต็มที่ และเรื่องยาเสพติด ก่อนที่รัฐบาลนี้เข้ามาแทบจะทุกครอบครัวในเมืองมีความเจ็บช้ำในเรื่องของยาเสพติด ห่วงใยลูกหลานเพราะยาเสพติดในขณะนั้นหาซื้อง่ายพอๆ กับหมากฝรั่ง แต่วันนี้ยาเสพติดหายไปแล้ว โดยการปรับนโยบายคือเปลี่ยนจากเดิมที่มองว่าผู้เสพเป็นอาชญากรต้องได้รับการลงโทษ แต่วันนี้เราถือว่าผู้เสพเป็นผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัดดูแลรักษา เราสามารถบำบัดรักษาผู้เสพยา และส่งกลับคืนอ้อมอกพ่อแม่ได้หลายแสนคน และวันนี้เราได้เน้นนโยบายจัดการกับผู้ค้า โดยใช้ความเข้มข้นในการปราบปรามรวมถึงการยึดทรัพย์ด้วย ทำให้ผู้ค้าหดหาย เสียชีวิต หรือถูกจับกุมไปซึ่งวันนี้สถานการณ์ยาเสพติดของเราเหลือน้อยมากอยู่ในระดับที่ดูแล จัดการได้ และจะดูแลต่อไป

ประวัติศาสตร์อีกด้าน คือ เรื่องการดูแลผู้มีอิทธิพล โดยเฉพาะผู้ค้าหวยใต้ดิน ในอดีตหวยใต้ดินทำกำไรให้กับผู้ค้าหวยเป็นจำนวนมาก และคนเหล่านี้ก็เป็นผู้มีอิทธิพล ไม่ว่าจะมีอิทธิพลต่อระดับราชการ การเมืองท้องถิ่น หรือการเมืองระดับชาติ เมื่อคนไทยยังไม่ยอมเลิกเล่นหวย โดยเฉพาะคนจน ก็ต้องหาทางว่าทำอย่างไรถึงจะให้อิทธิพลเหล่านี้หายไป จึงเอาหวยใต้ดินมาอยู่บนดิน โดยมีความมุ่งมั่นว่ากำไรแม้แต่บาทเดียวรัฐบาลก็จะไม่เอา เพียงแต่ไม่ต้องการให้กำไรเหล่านี้ไปทำลายระบบราชการ ระบบการเมือง หรือไปรังแกพี่น้องประชาชน ซึ่งมีกำไรปีหนึ่งถึง 1 หมื่นล้านบาท โดยกำไรเหล่านี้รัฐบาลได้ให้คนจนหมด ทางการให้ทุนการศึกษาให้กับเด็กยากจนในชนบทถึง 4 แสนทุน บางคนไม่เคยเข้ามาแม้กระทั่งกรุงเทพฯ แต่ได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่อในต่างประเทศ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นใน 4 ปีที่เข้มแข็งของรัฐบาล ที่ประชาชนเป็นคนกำหนด

ประวัติศาสตร์ด้านสังคมอีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องที่อยู่อาศัยที่คนจนไม่เคยฝันว่าในชีวิตจะมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง เพราะไกลเกินเอื้อม เพราะไม่สามารถสะสมเงินดาวน์บ้านได้ รัฐบาลจึงใช้ระบบอุดหนุนสร้างบ้านเอื้ออาทรเพื่อให้คนจนชำระเดือนละ 1,500 บาท ก็จะได้บ้านและโฉนดที่ดินเป็นของตนเอง ส่วนสลัมทั้งหลายได้ถูกพัฒนามาเป็นบ้านมั่นคง ซึ่งขณะนี้พัฒนาไปแล้วหลายหมื่นหลัง และเป็นบ้านที่พ่อแม่ลูกได้อยู่กันอย่างมีความสุข

ประวัติศาสตร์ด้านของการต่างประเทศนั้น ก็เป็นอีกประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่เราได้ผันตัวเองจากประเทศที่ขอรับความช่วยเหลือจากคนอื่น เป็นประเทศที่ไม่รับการช่วยเหลือกทางการเงินจากใคร แต่สามารถช่วยเหลือประเทศที่มีระดับการพัฒนาน้อยกว่าซึ่งยังลำบากอยู่ นอกจากนั้น ยังทำงานด้านการต่างประเทศในเชิงรุก จากการเป็นเพียงผู้นั่งร่วมประชุม กลับเป็นผู้ที่เสนอความคิดริเริ่มหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อภูมิภาค อาทิ เอเชีย คอร์เปอร์เรชั่น ไดอะล็อก คือความร่วมมือทางเอเชียซึ่งทำให้ประเทศในเอเชียได้มาร่วมกันทำงานอย่างใกล้แท้จริง และในที่สุดมีประเทศสมาชิกถึง 25 ประเทศ ซึ่งมีมูลค่าเงินสำรองระหว่างประเทศเกินครึ่งของเงินสำรองระหว่างประเทศของโลก มีจำนวนประชากรเกินครึ่งหนึ่งของประชากรโลก ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็งมากๆ

นอกจากนั้น ยังมีความริเริ่มเกี่ยวกับเรื่องการออกพันธบัตรเอเชีย หรือเอเชียบอนด์ และจะมีการพัฒนาตลาดพันธบัตรนี้ขึ้น และยังมีเรื่องของเขตการค้าเสรีระหว่างทวิภาคี และพหุภาคี โดยจะนำมาซึ่งตลาดเพื่อสินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรมของไทยที่จะบุกเข้าไปอีกหลายที่

ส่วนประวัติศาสตร์ที่เป็นอุปสรรคในช่วง 4 ปี ที่ผ่านมาที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคที่มีเข้ามามากและใหญ่โตป็นเวลาอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งเหล่านั้นก็ผ่านพ้นมาได้เพราะพี่น้องคนไทยให้ความร่วมมือร่วมใจ และยึดเอาผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเหตุการณ์ตึกเวิลด์เทรดถล่มเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจ และการก่อการร้าย นอกจากนั้นยังมีเรื่องของโรคระบาดซาร์ส ไข้หวัดนกที่เกิดขึ้นถึงสองครั้งในประเทศไทย แม้กระทั่งเรื่องของราคาน้ำมันที่ขึ้นมาสูงเป็นประวัติการณ์ เหตุการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เกิดจากผู้ที่เป็นทั้งมิจฉาชีพ และประสงค์จะแยกดินแดนทั้งหลายรวมหัวกันสร้างปัญหาขึ้นในภาคใต้ แต่เราเชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะดูแลได้

และเรื่องสุดท้ายคือ เรื่องของคลื่นยักษ์สึนามิถล่ม 6 จังหวัดภาคใต้ แต่ด้วยพลังของพี่น้องประชาชน ภาคเอกชน มูลนิธิ และทุกฝ่ายร่วมมือกัน สมดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดำรัสว่าคนไทยไม่เคยทิ้งกัน จึงทำให้การแก้ปัญหาที่ถือว่ายิ่งใหญ่มากได้ผ่านพ้นไป และถือว่าประเทศไทยได้ดูแลเรื่องนี้ค่อนข้างจะดีมากถ้าเปรียบเทียบกับหลายประเทศ ตนไปทำงานเหนื่อยไปแต่ก็ภูมิใจไปด้วยว่าพี่น้องคนไทยเราไม่ทิ้งกันจริงๆ แต่ถ้าถามว่าทำไมถึงลืมได้เพราะการเมืองเข้มแข็ง พี่น้องประชาชนให้โอกาส และคนไทยรักกัน ทำให้ผ่านไปได้เรียบร้อย

4 ปีแห่งการร่วมสร้างประวัติศาสตร์ ยังผลให้เกิดความมั่นคงในชีวิตของคนไทย โดยทำให้คนไทยได้รับปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตครบ นั่นคือปัจจัย 4 เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าประวัติศาสตร์ที่พี่น้องประชาชนได้ให้การเข้มแข็งทางการเมือง ให้โอกาสรัฐบาลในการทำงาน ทำให้ผมในฐานะที่ทำหน้าที่แทนประชาชนได้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่ควรจะเปลี่ยนแปลงอีกมากมาย และความสำเร็จนี้ผมขอยกให้เป็นเครดิตทั้งหมดของประชาชน และให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจ และในวันที่ 6 ก.พ.นี้จะเป็นวันที่รัฐบาลจะคืนอำนาจให้กับประชาชน เพื่อตัดสินใจอีกครั้งหนึ่งว่าประชาชนจะเลือกรัฐบาลชุดไหนในการกำหนดทิศทางของประเทศด้วยตัวท่านเอง

ผมขอขอบคุณคณะรัฐมนตรีทุกคน ที่ได้ทุ่มเทการทำงาน ขอขอบคุณข้าราชการทุกท่านที่ได้ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ตลอด 4 ปี ทั้งนี้ การทำงานทุกอย่างก็เพื่อจะให้พี่น้องประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และให้ประเทศชาติของเราเข้มแข็ง ขอให้ถือว่าวันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่ง ต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทั้งหมดที่เป็นผู้กำหนดให้วันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการเท่านั้น ขอขอบคุณอีกครั้งครับ"


คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 6/01/2005 12:00 AM


�����Դ��繷��: 22


รายการ ถึงลูกถึงคน
วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2547
สัมภาษณ์สดพิเศษ ..... พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ที่ ..... โรงแรมเชอราตัน กระบี่ บี รีสอร์ต จ.กระบี่
ช่วงแรกแก้ปัญหาเฉพาะหน้า .. ช่วงหลังจะแก้ปัญหาพื้นฐาน



เปิดร่างยุทธศาสตร์ สมช. แก้ปัญหา คนไร้สัญชาติ
โดย ..... นสพ.มติชน ... วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548



เปิด...ร่างยุทธศาสตร์"สมช." แก้ปัญหา"คนไร้สัญชาติ" ชงเข้า"ครม."ไฟเขียว!

หมายเหตุ - สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งนักวิชาการได้ยกร่าง "ยุทธศาสตร์การจัดการกลุ่มคนที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ" ขึ้นมา ซึ่งเรียกสั้นๆ ว่า ยุทธศาสตร์แก้ปัญหาคนไร้สัญชาติ โดยมี นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบ และมีการนำร่างฉบับนี้นำเสนออย่างไม่เป็นทางการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รับทราบแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งขอยกสาระสำคัญบางส่วนนำเสนอดังนี้

ร่างยุทธศาสตร์การจัดการกลุ่มคนที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ

ยุทธศาสตร์การกำหนดสถานะ

1.ดำเนินการสำรวจ และจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร เพื่อให้ทราบที่มาและสถานะการดำรงอยู่ของกลุ่มนี้ให้ชัดเจนนำไปสู่การพิจารณากำหนดสถานะที่เหมาะสม

2.ปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพิจารณากลั่นกรองคำร้องขออนุมัติสถานะ โดยการลดกระบวนการและขั้นตอนการพิจารณาที่ซ้ำซ้อน รวมทั้งลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในขั้นตอนการพิจารณาเพื่อเร่งรัดขบวนการพิจารณาและสร้างความมั่นใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งเป็นการลดโอกาสใน การทุจริตของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

3. กรอบการพิจารณากำหนดสถานะให้แก่บุคคลที่มีปัญหาในเรื่องสถานะและสิทธิ ดังนี้

กรณีบุคคลที่มาจากภายนอกประเทศ

(1) ดำเนินการแปลงสัญชาติเป็นไทยให้แก่บุคคลที่มีเชื้อสายไทยที่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางได้ โดยบุคคลนั้นต้องมีความประพฤติดี ประกอบอาชีพสุจริต

(2) บุตรของคนต่างด้าวตามข้อ (1) ที่ได้รับแปลงสัญชาติเป็นไทยให้ได้รับสัญชาติไทย หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้สืบสายโลหิตของบุคคลดังกล่าว

(3) ให้สถานะเป็นบุคคลต่างด้าวเข้าเมือง โดยชอบด้วยกฎหมายแก่บุคคลที่มีชื่ออยู่ในประเทศไทยติดต่อกันอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป และไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทาง หรือไม่มีจุดเกาะเกี่ยวใดๆ กับประเทศต้นทาง ทั้งนี้ บุคคลดังกล่าวต้องมีความประพฤติดี และ/หรือประกอบอาชีพสุจริต

(4) บุตรของคนต่างด้าวตามข้อ (3) ที่เกิดในราชอาณาจักรไทยให้ได้รับสัญชาติไทย โดยมีหลักเกณฑ์ คือ มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย หรืออาศัยอยู่ในเขตควบคุม หรือมีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนของทางราชการ รวมทั้งมีทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวที่ทางราชการกำหนด

(5) กรณีกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง 1 ปี และปัจจุบันไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางได้ เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัยหรือเหตุผลด้านมนุษยธรรมอื่นๆ ให้สามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทยชั่วคราว โดยบุคคลดังกล่าวต้องไม่มีพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคง ทั้งนี้ การผ่อนผันดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อจะประสานกับประเทศต้นทางในการพิสูจน์สถานะและรับกลับต่อไป

กรณีบุคคลที่ไม่ทราบแหล่งที่มา

(1) ให้บุคคลที่ขาดบุพการีหรือบุพการีทอดทิ้งตั้งแต่วัยเยาว์ได้รับสัญชาติไทย เมื่อมีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนของทางราชการและอาศัยอยู่ในประเทศไทยติดต่อกันอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ บุคคลดังกล่าวต้องมีความประพฤติดี และ/หรือประกอบอาชีพสุจริต

(2) สำหรับบุคคลที่ขาดบุพการีหรือบุพการีทอดทิ้งที่ได้รับสถานะเป็นบุตรบุญธรรมตามคำสั่งของศาลให้ได้รับสัญชาติไทย

กรณีบุคคลที่มีคุณประโยชน์แก่ประเทศ

ให้สัญชาติไทยแก่บุคคลที่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนของทางราชการ และอาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป โดยมีความประพฤติดี และ/หรือประกอบอาชีพสุจริต รวมทั้งได้ศึกษาอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาและมีผลงาน/ความรู้ ความเชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ หรือเป็นบุคคลที่มีผลงาน/ความรู้ ความเชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ

การกำหนดสถานะ

-ให้ใช้แนวทางการให้สถานะก่อนและดำเนินการถอนสถานะในภายหลัง หากมีพฤติกรรมเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติตามกฎหมายปกครอง

-กระจายอำนาจในการอนุมัติสถานะลงไปสู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อรองรับใน การดำเนินการต่อกลุ่มเป้าหมายที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก

-เปิดโอกาสให้ภาควิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอนการพิจารณาคำร้องขอสถานะอย่างเป็นระบบในรูปของคณะกรรมการที่มีผู้เกี่ยวข้องร่วมเป็นกรรมการ

-สร้างความเข้าใจต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในสังคมเกี่ยวกับนโยบายและมาตรการดำเนินการต่อกลุ่มคนที่ไม่มีสถานะ เพื่อให้สามารถอาศัยอยู่ในสังคมไทยส่วนใหญ่ได้อย่างสมานฉันท์

ยุทธศาสตร์การให้สิทธิขั้นพื้นฐานแก่บุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ

1. กรณีมีชื่ออยู่ในทะเบียนของทางราชการแต่ยังไม่มีสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือคำร้องขอสถานะอยู่ระหว่างการพิจารณา หรือภาครัฐอยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดนโยบาย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยดำเนินการเพื่อให้คนเหล่านี้ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่จำเป็นในส่วนของการรับบริการด้านสาธารณสุข และการเข้ารับการศึกษาโดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ สำหรับสิทธิในเรื่องอื่นๆ การทำงานการเดินทาง ให้ดำเนินการเท่าที่จำเป็นและไม่กระทบต่อสถานภาพในการดำรงชีวิต

2. กรณีไม่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียน ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการสำรวจ จัดทำทะเบียนประวัติควบคุม โดยในเบื้องต้นสมควรให้สิทธิขั้นพื้นฐานเท่าที่จำเป็นตามหลักมนุษยธรรม อย่างไรก็ตาม ในภายหลังเมื่อคนกลุ่มนี้ได้รับการสำรวจและจัดทำทะเบียนแล้ว และตรวจพบว่ามีภูมิลำเนาที่ชัดเจนในประเทศต้นทางให้ดำเนินการส่งกลับ แต่ในกรณีไม่สามารถส่งกลับได้ หรืออยู่ระหว่างกระบวนการกำหนดสถานะหรืออยู่ระหว่างการประสานประเทศต้นทางเพื่อตรวจสอบสถานะและภูมิลำเนา ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องพิจารณาให้สิทธิขั้นพื้นฐานเช่นเดียวกัน กรณี 1

ยุทธศาสตร์การป้องกันการอพยพเข้ามาใหม่ของกลุ่มคนที่ไม่มีสถานะในเชิงสร้างสรรค์

1. ให้ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการกำหนดกลไกการพัฒนา ความสัมพันธ์ร่วมกันในด้านต่างๆ ทั้งสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรในภูมิภาค

2. เพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติและการควบคุมทางทะเบียน โดยเฉพาะการแจ้งเกิดและการย้ายถิ่นที่อยู่เพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์ตัวบุคคลและการกำหนดสถานะในอนาคต

ข้อเท็จจริงของปัญหา

ปัจจุบันประเทศไทยมีกลุ่มคนที่มีปัญหาสถานะบุคคล ซึ่งกระทบต่อสถานภาพและสิทธิขั้นพื้นฐานการดำรงชีวิต และหากปล่อยทิ้งไว้จะก่อให้เกิดปัญหาสังคมในระยะยาว โดยเฉพาะบุตรหลานที่เกิดขึ้นในภายหลัง ประกอบด้วยกลุ่มต่างๆ ซึ่งแบ่งตามเงื่อนไขของสถานการณ์และปัญหาเป็น 5 กลุ่มคือ

1. กลุ่มที่อาศัยอยู่ดั้งเดิมในประเทศไทยแต่ตกสำรวจจากทางราชการ ให้ไม่มีสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวเขา ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการแก้ไขปัญหาระดับหนึ่ง โดยการลงรายสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน

ปัจจุบันกรมการปกครองกำหนดกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ไว้จำนวน 9,739 คน ดำเนินการกำหนดสถานะไปแล้ว 73,133 คน คงเหลือที่เป็นปัญหาอีก 17,66 คน(อยู่ระหว่างดำเนินการ)

2. กลุ่มที่อพยพมาจากนอกประเทศแต่อาศัยอยู่มานานหรือทำประโยชน์ ซึ่งสุดท้ายทางราชการยินยอมกำหนดสถานะให้อยู่ในประเทศไทยอย่างถาวร อาทิ ชาวเวียดนามอพยพอดีต ทจช.โดยกำหนดให้มีสถานะเป็นบุคคลต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและสำหรับบุตรที่เกิดในประเทศไทยจะได้รับสัญชาติไทย

คนกลุ่มนี้มีจำนวนรวมประมาณการ 18, คน ได้รับสถานะไปแล้ว 53, คงเหลือกลุ่มปัญหาที่อยู่ระหว่างการยื่นคำร้องจำนวนประมาณ 12, คน

3. กลุ่มคนที่ทางราชการมีการสำรวจและจัดทำระบบทะเบียนควบคุม และผ่อนผันให้อยู่ชั่วคราวตามหลักมนุษยธรรม ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่อพยพมาจากนอกประเทศ ซึ่งไม่ยอมเดินทางกลับประเทศต้นทาง เนื่องจากเหตุผลต่างๆ อาทิ ความไม่ปลอดภัย ประเทศต้นทางไม่ยอมรับ

นอกจากนี้ บางส่วนอาจอาศัยอยู่มานานจนมีความผูกพันซึ่งต้องการอาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างถาวร และบางส่วนมีเชื้อสายไทย คนกลุ่มนี้มีจำนวนประมาณ 36, คน ส่วนใหญ่ยังไม่มีสถานะที่ชัดเจน

4. กลุ่มคนที่ทางราชการมีนโยบายดูแลเป็นการเฉพาะโดยมีเป้าหมายในเรื่องของการส่งกลับชัดเจน อาทิ ผู้หนี้ภัยการสู้รบและแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง

โดยในส่วนของแรงงานต่างด้าวอยู่ระหว่างการสำรวจและจัดทำทะเบียนเพื่อปรับเข้าสู่ระบบการจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะมีคนกลุ่มนี้รวมบุตรหลานอาศัยอยู่ในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน

5. กลุ่มคนไร้สัญชาติและไร้รัฐ ซึ่งไม่ทราบที่มาหรือไม่มีจุดเกาะเกี่ยวที่ชัดเจนโดย ไม่มีประเทศต้นทางใดยอมรับ ในขณะที่ภาครัฐมิได้มีการสำรวจหรือจัดทำระบบทะเบียนประวัติบุคคล รวมทั้งไม่ได้มีการกำหนดสถานะใดๆ ให้แก่คนกลุ่มนี้อย่างชัดเจน

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 19/01/2005 11:59 AM


�����Դ��繷��: 23


แบบนี้ ก็ต้องให้นายกทักษิณฯ ไปต่อสิคะ
ปัญหาที่ค้างๆ มา ตั้ง 20-30 ปี จะได้ค่อยๆ รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ..!!




    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 19/01/2005 12:22 PM


�����Դ��繷��: 24


ภาวะความเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาของชาติ
โดย ..... ลิขิต ธีรเวคิน 19 มกราคม 2548 17:30 น.



ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีอำนาจและมีภาวะความเป็นผู้นำซึ่ง ไม่เป็นความจริงเสมอไป ผู้อยู่ในตำแหน่งอำนาจบางคนอาจกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดและขาดความเป็นผู้นำทางการเมืองโดยสิ้นเชิง

คำถาม ก็คือภาวะความเป็นผู้นำเป็นอย่างไร

กล่าวได้ว่า บุคคลผู้ซึ่งมีภาวะความเป็นผู้นำทางการเมืองจะต้องมีความกล้าหาญ และมีความรวดเร็วในการตัดสินรวมทั้งการปฏิบัติการเมื่อเกิดปัญหาวิกฤต

คนบางคนมีความเชื่ออย่างผิดๆ ว่าการฟังความเห็นจากทุกฝ่ายและเห็นด้วยกับทุกฝ่าย และไม่ได้มีการตัดสินใจอันใดคือกระบวนการประชาธิปไตย แต่ความจริงคือคนซึ่งขาดความเป็นผู้นำ ไม่กล้าตัดสินใจ บุคคลเช่นนี้จะสร้างความเสียหายต่อองค์กร ต่อสังคมและต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวงได้

ภาวะความเป็นผู้นำจะประกอบด้วยคุณลักษณะดังต่อไปนี้คือ

ประการแรก มีความเชื่อมั่นว่ามีความรู้และความสามารถที่จะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี คนที่ขาดความเชื่อมั่นเนื่องจากรู้ตัวดีว่าไม่มีความรู้ ขาดประสบการณ์ ถึงแม้จะเสแสร้างวางทีท่าว่ามีความเชื่อมั่น มีความรู้ มีความสามารถ ผลสุดท้ายการแสดงความคิดเห็นก็ดี การกระทำก็ดี ก็จะเปิดเผยความจริงออกมาว่าเป็นบุคคลซึ่งขาดความรู้ ขาดประสบการณ์ ขาดความเข้าใจต่อปัญหา และการแก้ปัญหา ความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นได้ด้วยความรู้และประสบการณ์การทำงาน นักวิชาการที่มีแต่ทฤษฎีอยู่บนหอคอยงาช้างอาจเป็นนักบริหารที่ล้มเหลว

ด้วยเหตุนี้จึงมีการนล้อเลียนนักวิชาการอยู่เนืองๆ ว่า ขาดประสบการณ์ มีแต่ทฤษฎี และชอบพูดวิชาการแบบนักวิชาเกิน อย่างไรก็ตาม ก็เคยปรากฏนักวิชาการที่สามารถทำงานบริหารได้อย่างดีเยี่ยม ในกรณีเช่นนั้นก็จะได้เปรียบบุคคลอื่นเพราะมีความรู้ทางทฤษฎี และสามารถนำไปปฏิบัติได้เป็นอย่างดี

ทางออกสำหรับผู้บริหารที่ขาดความรู้และประสบการณ์ ก็คือการจ้างผู้เชี่ยวชาญไว้เป็นที่ปรึกษา ซึ่งก็เป็นทางเลือกทางหนึ่งแต่ต้องระมัดระวัง 3 เรื่องด้วยกัน

เรื่องที่หนึ่ง ผู้ที่ให้คำปรึกษาอาจจะทำหน้าที่เป็นผู้ทำการตัดสินใจเอง แทนที่จะให้ข้อมูล ทางออก ทางเลือก แต่กลับเป็นการยื่นคำขาดข้อปรึกษาของตนโดยขู่ว่าจะลาออกถ้าไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอ ที่ปรึกษาเช่นนี้เป็นที่ปรึกษาที่ใช้ไม่ได้เพราะมองบทบาทของตนผิด

เรื่องที่สอง ที่ปรึกษาอาจจะไม่ใช่ที่ปรึกษาที่มีความรู้อย่างแท้จริง รวมทั้งมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง ใช้ประโยชน์จากตำแหน่งเพื่อผลประโยชน์ของตนและพรรคพวก

เรื่องที่สาม ถ้าผู้นำผู้นั้นต้องอาศัยที่ปรึกษาอย่างมากมิฉะนั้นจะทำงานไม่ได้ ก็จะถูกครอบงำโดยที่ปรึกษาอย่างเต็มที่ อาจจำเป็นต้องตัดสินใจในสิ่งซึ่งไม่ถูกต้องไม่เหมาะไม่ควร ผลเสียก็จะตกแก่ส่วนรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประการที่สอง บุคคลที่สามารถจะแสดงภาวะความเป็นผู้นำ จะต้องมีความกล้าหาญในการตัดสินใจ และเมื่อตัดสินใจด้วยความกล้าหาญแล้ว ก็ต้องปฏิบัติการอย่างรวดเร็วและฉับพลัน มหาเศรษฐีที่เป็นนักธุรกิจใหญ่ๆ ส่วนใหญ่มีความกล้าหาญที่จะเสี่ยง คนซึ่งต้องการความมั่นคงร้อยเปอร์เซ็นต์ในการประกอบธุรกิจโดยไม่ยอมเสี่ยงอันใด จะเป็นได้อย่างมากคือเจ้าของร้านของชำเท่านั้น จะไม่สามารถขยับไปสู่การเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ได้

อย่างไรก็ตาม การเสี่ยงจะต้องเป็นการเสี่ยงที่คิดคำนวณถึงผลได้ผลเสีย และโอกาสของความสำเร็จต้องสูง ไม่ใช่เป็นการเสี่ยงแบบเล่นการพนัน เพราะนั่นขึ้นอยู่กับโชคชะตามากกว่าการควบคุมของตนเอง คนที่อยู่ในตำแหน่งบางคนไม่สามารถจะมีวิจารณญาณในการตัดสินใจอะไรได้ บุคคลเหล่านี้ไม่มีทางที่จะมีความกล้าหาญในการตัดสินใจซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องใหญ่ๆ ผู้นำเช่นนี้เป็นผู้นำที่อ่อนแอ

พระราชาหรือจักรพรรดิ์ที่อ่อนแอที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสตรีหรือขันทีในวัง ต้องเฝ้ามองการล่มสลายของอาณาจักรโดยไม่สามารถจะทำอะไรได้ ผู้บริหารที่มีนิสัยของนักบริหารต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของระบบราชการอย่างเคร่งครัด รอรับรายงานจากผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา จะเป็นผู้นำที่กล้าหาญและฉับพลันไม่ได้

ประการที่สาม บุคคลที่เป็นผู้นำได้นั้นจะต้องมีจริยธรรมและศีลธรรม ในส่วนของจริยธรรมและศีลธรรมเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับความชอบธรรมทางการเมือง และความชอบธรรมแห่งอำนาจ ผู้นำใดก็ตามที่มีจริยธรรมและหลักการทางศีลธรรมเป็นเครื่องชี้นำ ย่อมจะมีความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสิ่งที่กระทำนั้นกระทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพื่อประโยชน์ของสังคมและคนส่วนใหญ่ ดังนั้น ความรู้สึกเรื่องภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ก็ดี การทำหน้าที่ตามอุดมการณ์อุดมคติก็ดี จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นและภาวะความเป็นผู้นำทางการเมืองของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมากยิ่งขึ้น

ประการสุดท้าย บุคคลที่จะมีภาวะความเป็นผู้นำทางการเมือง คนเห็นแล้วเกิดความศรัทธาและเกิดความเชื่อมั่น ก็คือบุคลิกลักษณะ คนซึ่งเป็นคนพิกลพิการย่อมจะเสียเปรียบ ประธานาธิบดีอเมริกันผู้หนึ่งต้องนั่งเก้าอี้เข็น และสั่งงานจากเก้าอี้เข็น ซึ่งหมายความว่า ตราบเท่าที่สมองยังทำงานได้และมีกลไกการบริหารครบถ้วน การที่จะรับงานสำคัญในการบริหารระดับประเทศแม้จะมีอุปสรรคจากสภาวะทางร่างกาย ก็ยังสามารถทำงานได้

อย่างไรก็ตาม ภาพของผู้นำที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เข็นก็ไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะบ่อยครั้งนัก นอกเหนือจากนั้นเสียงที่เปล่งออกมาจากผู้นำก็จะช่วยเสริมภาวะความเป็นผู้นำของบุคคลนั้นได้ ในหลักรัฐศาสตร์อำนาจการเมืองมาจากการที่สามารถเอาความคิดไปใส่ในสมองและหัวใจของผู้อื่นให้เขาเห็นด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้นฝีปากในการพูดจาซึ่งมาจากบุคลิกที่น่านับถือและน่าศรัทธา มีเสียงดังกังวาน จะมีส่วนช่วยความเป็นผู้นำของบุคคลนั้นๆ

ที่กล่าวมาทั้งหมดเบื้องต้นสรุปได้คำเดียวในภาษาไทย นั่นคือคำว่า บารมี บุคคลที่จะเป็นผู้นำและมีภาวะความเป็นผู้นำต้องเป็นบุคคลที่มีบารมี ซึ่งหมายถึง ความเป็นที่ยอมรับของคนโดยทั่วไปในด้านต่างๆ ตั้งแต่บุคลิก ความสามารถ น้ำเสียงที่ก้องกังวาน ความเชื่อและศรัทธาว่าเป็นคนดี มีหลักการ และมีจริยธรรมและศีลธรรม นอกจากนี้ยังมีความเชื่อด้วยว่า บารมีเกิดจากการที่บุคคลคนนั้นสร้างสมกุศลกรรมมาแต่อดีต จึงส่งผลมาในปัจจุบัน

แต่โดยสรุป ภาวะความเป็นผู้นำของบุคคลเกิดจากคุณลักษณะในตัวของบุคคลนั้นเอง เช่น รูปร่างหน้าตา เสียงที่พูด และเกิดจากการกล่อมเกลา เช่น การศึกษา การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่น และความรู้ความเข้าใจในทางการเมืองการบริหาร

แต่ที่สำคัญที่สุด ในแง่จิตวิทยาแล้วบุคคลที่จะมีภาวะความเป็นผู้นำจะต้องเป็นบุคคลที่มีความเชื่อ หรือถูกทำให้เชื่อว่าเป็นบุคคลที่ได้รับการเลือกแล้วให้มาประกอบภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ต่อชาติและสังคมในฐานะผู้นำของประเทศ



คลิกอ่านรายละเอียด ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 20/01/2005 08:32 PM


�����Դ��繷��: 25

webmasterขยันจังครับ
...ว่าแต่จะอ่านหมดมั้ยล่ะเนี่ย...

ไปล่ะ!แล้วจะแวะมาบ่อยๆ

    �� : kreang     ����� : 20/01/2005 09:10 PM


�����Դ��繷��: 26

ค่อยๆ อ่านไปเรื่อยๆ และ ตั้งใจอ่านจริงๆ
เดี๋ยวก็มีความสนใจตามมา แล้วก็อยากรู้เรื่องจนจบเองคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 20/01/2005 10:28 PM


�����Դ��繷��: 27


ขอชื่นชม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร .....
ที่มีภาวะความเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของชาติ
อย่างเข้าถึงทุกปัญหาอย่างเข้มแข็ง ฉับไว ทันเหตุการณ์
เป็นการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของคนไทยอย่างแท้จริง ..........!!!!!!!


อย่างเรื่อง ที่ท่านนายกฯ กล่าวว่า .....

มีหลายประเทศโทรมาช่วยเหลือด้านเงิน
แต่ผมบอกไปว่า ไม่ต้องการเงินนะ แต่ต้องการความรู้ทางด้านวิชาการ


อย่างอังกฤษก็บอกไปว่า จะมาช่วยเหลือทางด้านการเงินไม่เอา
ขอสิทธิพิเศษในการขายกุ้งคืนดีกว่า เพราะเราจะได้ส่งออกกุ้งไปยุโรปได้
ซึ่งอังกฤษก็รีบตอบรับว่า จะคืนให้เราทำให้ราคากุ้งในประเทศดีขึ้นด้วย



ทักษิณยันไม่เอาเงินต่างชาติ-หวั่นตกเป็นลูกไล่ในเวทีโลก
โดย ... ผู้จัดการออนไลน์ 10 มกราคม 2548 13:20 น.


นายกรัฐมนตรียืนยัน ไม่แบมือขอรับเงินจากต่างประเทศช่วยผู้ประสบภัยสึนามิ หวั่นตกเป็นลูกไล่ในเวทีการเมืองโลก-ความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจะลดลง เผยหากมีความเท่าเทียมกันอาจได้เรื่องสิทธิทางภาษีที่เสียหายกลับคืนมา พร้อมยื่นมือช่วย อินโดฯ ที่ย่ำแย่กว่าไทย

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการสงสัยว่า ... รัฐบาลไม่ยอมรับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ แต่กลับมีการเรี่ยไรเงินภายในประเทศว่า ... ในประเทศที่ไม่ได้เรียกร้องนั้นหมายความว่า ... ใครอยากมีน้ำใจก็ได้ เพราะภาคธุรกิจก็ได้รับลดหย่อนภาษีด้วย ภาคประชาชนบางครั้งอยากแสดงน้ำใจเพื่อแสดงพลังแห่งความสามัคคีกันมากกว่า คงไม่ได้เป็นการเรียกร้อง ... ส่วนเรื่องเงินบริจาคจากต่างประเทศนั้น สมมติถ้าได้มาอย่างมากก็ 5 พันล้านบาท แต่การที่เรากับต่างประเทศคุยกันในฐานะที่เท่าเทียมกัน ประโยชน์ที่ได้กับประเทศในระยะยาวมันดีกว่ามาก ... เช่น เรื่องสิทธิทางภาษีที่เสียหายไป ซึ่งพอได้คืนกลับมาก็ขายของได้ปีละ 6 หมื่นล้านบาท มันคนละเรื่องกันเลยกับการที่จะไปนั่งแบมือขอ

แต่ไม่ได้ปฏิเสธว่า ... จะไม่รับการช่วยเหลือจากเขา เพราะเรารับการช่วยเหลือทางด้านเทคนิค เครื่องไม้เครื่องมือ และการฝึกพัฒนาบุคลากร หรือว่าอยากจะช่วยประชาชนคนจนก็ไปสร้างโรงเรียนให้เด็กกำพร้า สร้างโรงพยาบาลให้เด็กยากจน หรือจะสร้างหมู่บ้านให้คนจนที่ไม่มีที่อยู่อาศัยให้ไปอยู่ อย่างนี้ผมไม่ปฏิเสธเลย แต่อย่าเอาเงินมาให้รัฐบาล และผมจะไม่ปฏิเสธถ้าเขาจะสร้างหมู่บ้านนี้ให้คนจนอยู่แล้วขึ้นป้ายระบุว่าหมู่บ้านนี้สร้างโดยรัฐบาลนี้ เราไม่ขัดข้องเลย ซึ่งเป็นเรื่องดีเสียอีก เพราะรัฐบาลไม่ต้องการเอาเงินมาบริหารประเทศ ซึ่งถ้าเขาจะให้ประชาชนคนจนโดยตรง เราก็ไม่ปฏิเสธ แต่ขอให้ทำกับประชาชนเท่านั้นเอง

ชี้แบมือขอ-จะกลายเป็นลูกไล่ในเวทีโลก

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวต่อว่า ... เราต้องการความเท่าเทียมในการทำงานร่วมกันในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ถ้าไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าเราเป็นลูกไล่ ไปนั่งแบมือขอคนเขาทั่วไปหมด ทำให้ความน่าเชื่อถือมันลดลงไปเยอะ ... ส่วนต่างประเทศก็มีวิธีช่วยเหลืออย่างอื่น ซึ่งวันนี้เราก็ขอบคุณ ไม่ใช่ว่าเขาเอาหมอมาช่วยแล้วเราไม่ขอบคุณ เราขอบคุณหมด เอาตังค์มาช่วยกับเอาหมอมาช่วยก็ขอบคุณเท่ากัน ... แต่สิ่งสำคัญคือประเทศที่แย่กว่าเราเขาเสียหายมากกว่า ฉะนั้น ควรจะให้ความช่วยเหลือเขาดีกว่า คือเงินไม่ใช่มีเยอะแยะ อย่างอินโดนีเซีย คนตายแสนกว่าคน เกาะทั้งเกาะเสียหายมาก และประเทศอินโดนีเซียมีประชากรมาก ถ้าเขาจะไปช่วยก็เป็นเรื่องที่ดี หากอินโดนีเซียมีฐานะเศรษฐกิจที่ดี ฟื้นตัวเร็ว และคนไม่จน

เขาก็จะเป็นลูกค้าซื้อของประเทศไทย มันไม่น่าเสียหายอะไร ...!!



คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 20/01/2005 11:01 PM


�����Դ��繷��: 28

สร้างโอกาสการโกงทางเศรษฐกิจ
เอาเปรียบทุกชนิดเพื่อเป็นใหญ่
คนเช่นนี้เราจะเลือกไปทำไม
ประชาชนคนไทยอย่าเลือกมัน....

    �� : พี่เก่ง     ����� : 21/01/2005 01:20 PM


�����Դ��繷��: 29


คนไทยมีความคิดเป็นของตัวเอง .....
มากพอที่จะไม่เชื่อใครๆ ง่ายๆ ถ้าคิดว่าเค้าโกงจริงๆ
บ้านเมืองมีกฎหมาย ต้องหาหลักฐานมาจับผิดกันให้ได้อย่างจริงจัง
อย่าเที่ยวเอ่ยปากว่าใครๆ เรื่อยเปื่อย เดี๋ยวผู้คนเค้าจะแอบหัวร่อเอา

เพราะยังไงๆ ความดีที่ปรากฎ มีเห็นเด่นชัดอยู่
ทำไม ทำมา พี่เก่งจะกลายเป็นคน ปากอยู่ไม่สุข
อย่างที่พี่เก่งชอบเอ่ยต่อว่าบุคคลอื่นๆ อยู่บ่อยๆ นะคะ





    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 21/01/2005 02:52 PM


�����Դ��繷��: 30

เพราะว่า รู้เช่นเห็นชาติของคนบางคน
จึงไม่สนับสนุนอย่างออกหน้าออกตา
ทุกคนมีสิทธิที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ
นั่นอยู่ที่มันสมองและประสบการณ์ของแต่ละคน

แต่เมื่อเราได้พบประสบด้วยตนเอง
เราก็มีสิทธิที่จะป่าวประกาศให้ระมัดระวังเรื่องไม่จริงของคนเหล่านั้น
จริงอยู่ บ้านเมืองมีกฎหมาย แต่เมื่อคนชั่วมีอำนาจในบ้านเมือง
กฎหมายก็ถูกใช้เพื่อสนองอำนาจของทรราชย์ ยิ่งทรราชย์ฉลาดมากเท่าใด การกระทำย่อมแนบเนียนมากขึ้น

ดังนั้น เราจึงควรสนับสนุน คนดีและคนทำงานเพื่อชาติ ให้มีอำนาจในบ้านเมือง ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    �� : พี่เก่ง     ����� : 21/01/2005 05:54 PM


�����Դ��繷��: 31


พวกเรา เลือก No.9
เพราะ เหตุและผลที่เห็นว่า สังคมส่วนรวมจะได้รับประโยชน์นั้นจริงๆ

อย่าเอาเรื่องส่วนตัว ที่พี่ท่านเสียประโยชน์ในอดีตมาโวยวาย ฟังไม่ขึ้น

และ พรรคที่พี่ท่านสนับสนุนอยู่นั้น .....................
พวกเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า พรรคพวกของเค้าทุกๆ ท่าน จะจริงใจต่อสังคมโดยรวม

เพราะปัญหามากมายหลายๆ เรื่อง ที่ได้รับการแก้ไขอยู่ในปัจจุบัน
ก็สืบเนื่องมาจากรัฐบาลที่พี่ท่านกำลังสนับสนุนอยู่ เช่นกัน

ถ้าพวกเค้ามีความจริงใจ ที่จะกระทำให้กับสังคมจริงๆ
เรื่องราวและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในอดีต
คงไม่ถูก ดองเปรี้ยว..ดองเค็ม..มานานแสนนานขนาดนั้น.....มั้งจ๊ะ พี่ท่าน





    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 21/01/2005 07:38 PM


�����Դ��繷��: 32


เผยโครงการนำร่องSMLได้ผล
โดย ... เว็บไซต์รักบ้านเกิด .. วันที่ 24 มกราคม 2548


เผยโครงการนำร่องSMLได้ผล เน้นพัฒนาอาชีพ-สาธารณูปโภค

เผยความคืบหน้าโครงการ SMLได้ผลดี “รัฐบาลทักษิณ”แจก 1,002 หมู่บ้าน เชื่อประชาชนเกิดกระบวนร่วมกันคิด ร่วมทำ ร่วมพัฒนา ด้าน ชาวบ้านแนะปรับปรุงประชาคม 1 ครอบครัว 1 เสียง เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ทั่วถึง

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยถึงความคืบหน้าผลการดำเนินงานโครงการการหมู่บ้านนำร่อง ในการเตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน (SML) ว่า จากการที่รัฐบาลได้มีโครงการเอสเอ็มแอล เพื่อสร้างศักยภาพให้หมู่บ้านในชุมชน ตั้งแต่ 13 ต.ค.47 ที่ผ่านมา เป็นหมู่บ้านนำร่อง 1,002 หมู่บ้าน จนถึงปัจจุบัน ได้มีการรายงานการดำเนินงานมาที่คณะทำงาน ประมาณร้อยละ 95 ซึ่งหมู่บ้านนำร่องส่วนใหญ่สามารถนำงบประมาณไปใช้แก้ปัญหาด้านสาธารณูปโภคและพัฒนาอาชีพตามความต้องการของคนส่วนใหญ่

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบรายงานดังกล่าวยังพบว่า แต่ละหมู่บ้านจะมีปัญหาคล้ายคลึงกันด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การขาดแคลนน้ำในการเกษตรและบริโภค ปัญหาเส้นทางที่ยังเป็นดินลูกรัง ฉะนั้น ส่วนใหญ่จึงนำงบฯที่ได้ไปปรับปรุงด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ขุดบ่อ ขุดสระ จัดซื้อถังประปาหมู่บ้าน ต่อท่อประปา สร้างถนนคอนกรีต และซ่อมแซมถนน

ส่วนหมู่บ้านที่มีปัญหาด้านสาธารณูปโภค จะนำงบประมาณไปใช้ในการส่งเสริมอาชีพการเกษตร เช่น ทำโรงงานปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ ซื้ออุปกรณ์ที่ใช้ในการเกษตร สร้างตลาดชุมชน และร้านค้าชุมชน ธนาคารข้าว จัดโครงการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก สร้างอาคารเอนกประสงค์ชุมชน จัดไฟฟ้าสาธารณะ รวมทั้งเรื่องสุขอนามัยและเสริมอาชีพ

ขณะที่ หมู่บ้านที่ส่งรายงานมายังมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ...............
งบในการสนับสนุนหมู่บ้าน SML มีประโยชน์สามารถแก้ปัญหาในหมู่บ้านและประชาชนบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง เพราะที่ผ่านมา ไม่มีโอกาสจะตัดสินใจอะไรได้เอง โครงการดังกล่าวจึงแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้เป็นอย่างดี ก่อให้เกิดความสามัคคีในหมู่บ้านด้วย



คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 25/01/2005 09:01 AM


�����Դ��繷��: 33


ชำเลืองดูบทบาทหญิงอ้อ
โดย ... ศัลยา ประชาชาติ .. นสพ.มติชนออนไลน์
เมื่อ ... วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1275



ธรรมชาติของ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร หรือ คุณหญิงอ้อ จะเป็นคนทำงานหนักข้างหลังฉาก เก็บตัวเงียบ และไม่ชอบเป็นข่าว จึงไม่แปลกที่คุณหญิงอ้อ ไม่เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนฉบับใด หลายครั้ง คุณหญิงอ้อ ไปไหนมาไหนคนเดียวไม่เรียกใช้ตำรวจติดตามเพราะไม่ชอบความวุ่นวาย จนในช่วงก่อนปีใหม่ เธอถูกโจรมือดีฉกกระเป๋าที่ร้านอาหารหรูในห้างสรรพสินค้าดัง ดิเอ็มโพเรี่ยม

กล่าวกันว่า บทบาทของคุณหญิงอ้อ ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ "ฮิลลารี่ คลินตัน" หลังบ้านทำเนียบขาว สมัยประธานาธิบดี บิล คลินตัน ทั้งในแง่มุมของผู้หญิงเก่ง ฉลาด สุขุมรอบคอบ และละเอียดระดับเม็ดทราย หลายครั้งความสำเร็จของผู้นำก็เกิดจากการทำหลังฉากอย่างเงียบๆ ของสตรีหมายเลข 1 ในลักษณะของการเก็บรายละเอียด อุดช่องโหว่ของผู้นำ และหลายครั้งคือ การเตือนให้สามีหุบปากเสียบ้าง

ครั้งหลังสุดที่ ภาพคุณหญิงอ้อขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ คือ ภาพเหตุการณ์ตอนที่เธอลงไปเคลียร์ปัญหาความขัดแย้งระหว่าง แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งไม่ลงรอยกันในเรื่องการชันสูตรศพผู้เสียชีวิตจากคลื่นยักษ์ สึนามิ จนทำให้คุณหมอพรทิพย์ ท้อแท้ อยากลาออก ฉับไวเท่าความคิด คุณหญิงอ้อบินด่วนไปให้กำลังใจหมอพรทิพย์โดยพลัน

อย่างไรก็ตาม การเข้าไปทำหน้าที่ประสานความเข้าใจแทนสามีคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถูกค่อนขอดทันที โดย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในท่วงทำนองว่า นายกฯ จะต้องแยกบทบาทในการทำงานให้ชัดเจนว่า อันไหนเป็นเรื่องบ้านเมือง อันไหนเป็นเรื่องครอบครัว การเอาคนในครอบครัวมาบริหารบ้านเมืองเป็นเรื่องอันตรายและเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง จึงอยากเตือนให้ระมัดระวังให้มากๆ

เอาเข้าจริงแล้ว บางที จุรินทร์ อาจไม่รู้ซึ้งว่า
บทบาทของคุณหญิงอ้อสำคัญเพียงใด ทั้งในอาณาจักรชินคอร์ป
และภายในพรรคไทยรักไทย เพราะถ้ารู้จริงแล้ว อาจจะหนาว ...!!!


เริ่มกันตั้งแต่ บทบาทของคุณหญิงอ้อในฐานะผู้อุปถัมภ์คนสำคัญของไทยรักไทย จากข้อมูล ย้อนหลังไป 7 ปีที่ผ่านมานับจากการก่อตั้งพรรคไทยรักไทย คุณหญิงอ้อคือผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดของพรรค ตั้งแต่ก่อตั้งพรรค จนถึงขณะนี้เธอบริจาคเงินให้พรรครวม 370 ล้านบาท ล่าสุด ตามที่เป็นข่าวคือปลายเดือนพฤศจิกายน 2547 จำนวน 50 ล้านบาท ก่อนการเลือกตั้ง 6 มกราคม 2544 คุณหญิงอ้อบริจาคเงินจำนวน 6 ครั้ง รวม 240 ล้านบาท ในจำนวนนี้เธอทำสถิติสูงสุดบริจาคงวดเดียวถึง 100 ล้านบาท เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2543 ก่อนหน้านี้ในช่วงปี 2541 บริจาค 3 ครั้งรวม 6.05 ล้านบาท

ขณะที่ "ทักษิณ" มีชื่อบริจาคเพียงครั้งเดียวในช่วงก่อตั้งพรรค งวดวันที่ 22 ธันวาคม 2541 จำนวน 25 ล้าน หลังจากนั้นไม่มีชื่อทักษิณบริจาคเงินให้พรรคอีกเลย หากยังจำกันได้ ในวันคล้ายวันเกิด 48 ปีของคุณหญิงพจมาน เมื่อ 22 พฤศจิกายน 2546 หัวหน้าพรรคไทยรักไทยกล่าวว่า "ผมถือว่าคนที่อยู่ข้างหลังความสำเร็จของผมคือ ภริยาของผมเอง โดยต้องขอขอบคุณเป็นพิเศษ ตามปกติแล้วครอบครัวของผมไม่ค่อยจะได้จัดงานวันเกิดสักเท่าไร ต้องถือว่าวันนี้เป็นวันพิเศษของผมจริงๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของวันเกิด ผมให้ความสำคัญวันนี้มากกว่าวันเกิดของผมเสียอีก

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว ... วันนี้รายจ่ายของผมไม่พอกับรายได้ เงินเดือนนายกรัฐมนตรีแค่ 90,000 กว่าบาท มีลูกๆ อีก 200 คน เงินมันไม่พอใช้เลยต้องขอตังค์เมีย ต้องขอขอบคุณเมียถ้าไม่มีเมียแล้ว ก็ไม่รู้ว่าพรรคจะแคมเปญหรือไม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

นักวิชาการ ที่ศึกษาเรื่องระบบทักษิโณมิกส์อย่าง อาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เองก็เชื่อว่า บทบาทของคุณหญิงอ้อในทางธุรกิจและการเมืองมีนัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด .. นักเศรษฐศาสตร์จากท่าพระจันทร์ วิเคราะห์ความสำเร็จและล้มเหลวของซุปเปอร์ซีอีโอ ว่า สมัยนายกฯ ทักษิณเดินบนเส้นทางสายธุรกิจ คุณทักษิณจะดูแต่เรื่องแม็กโคร ส่วนคุณหญิงพจมาน ดูเรื่องไมโครหรือระดับจุลภาค คุณหญิงอ้อเก็บรายละเอียดอุดช่องว่างทั้งหมด

ปัญหาเกิดขึ้น ในกระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของพรรคไทยรักไทยทุกวันนี้ เกิดจากการที่ คุณทักษิณชี้นำนโยบาย แต่ไม่มีคนมาเก็บรายละเอียดนโยบาย ไม่มีคนที่จะทำหน้าที่เหมือนกับครั้งที่คุณหญิงพจมานทำกับธุรกิจในเครือชินวัตร...ไม่มีเลย

นั่นหมายถึง ในขณะที่ซุปเปอร์ซีอีโอ บริหารงานด้วยวิสัยทัศน์แบบฉับไว และเต็มไปด้วยความเสี่ยง คุณหญิงอ้อจึงทำหน้าที่คอยเก็บรายละเอียดอยู่เบื้องหลังทั้งเรื่องคนและเรื่องงาน

หลายตอนในหนังสือ ตาดูดาวเท้าติดดิน หนังสือเบสต์เซลเลอร์แห่งทศวรรษ ยังบ่งบอกด้วยว่า แม้ในยามที่ยากลำบากที่สุดต้องหลบเจ้าหนี้ในหลายรูปแบบ คนชื่อทักษิณก็มีผู้หญิงที่ชื่อพจมานอยู่เคียงข้าง ทั้งในยามประสบวิกฤต และในยามที่ประสบความสำเร็จ .. นอกจากบทบาทของผู้อุปถัมภ์คนสำคัญแล้ว การบริหารความขัดแย้งภายในพรรคใหญ่อย่างพรรคไทยรักไทย หลายครั้งหลายคราก็สงบราบคาบ เพราะฝีมือการเชื่อมประสานของคุณหญิงอ้อ

ดังเห็นได้จาก ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มพญานาค ของ นายพินิจ จารุสมบัติ กับกลุ่มเจ้าพ่อวังน้ำเย็น นายเสนาะ เทียนทอง ช่วงเลือกตั้ง นายก อบจ. จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อต้นปี 2547 ก็มีคุณหญิงนี่แหละที่เข้าไปเป็นกาวใจ .. ครั้งนั้นการเลือกตั้งที่กลุ่มของ นายพินิจ จารุสมบัติ ได้ชัยชนะ และบริวารของ นายเสนาะ เทียนทอง พ่ายแพ้อย่างหมดรูป และแม้ว่ากลุ่มของ นายพินิจ จารุสมบัติ จะเดินทางเข้าไปขอขมาป๋าเหนาะแล้ว แต่ดูเหมือนบริวารของกลุ่มวังน้ำเย็นยังแสดงความไม่พอใจ ฮึ่มๆ จะก่อศึกอีกรอบ จนทำให้ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ต้องออกโรงด้วยตนเอง เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งภายในมิให้บานปลายออกไป

หรือ เมื่อครั้ง เมื่อเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปลายปีที่แล้ว เมื่อผู้นำปากไว หลุดปากก้าวล่วง พลตรีจำลอง ศรีเมือง ผู้ชักนำ พ.ต.ท.ทักษิณเข้าสู่วงการเมืองว่า พลตรีจำลองเป็นแค่คนรู้จักกัน ทว่า คนที่ทำหน้าที่เคลียร์แผลใจก็คือ คุณหญิงอ้อ นั่นเอง .. กระทั่งบทบาทสำคัญๆ ในการฟอร์มคณะรัฐมนตรี นับจาก ทักษิณ 1 มาถึง ทักษิณ 10 แกนนำพรรคไทยรักไทย ต่างรู้ดีว่า ข้อเสนอของคุณหญิงอ้อในเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นสิ่งที่ยากจะปฎิเสธ

และ ในการประชุมพรรคไทยรักไทย บนตึกชินวัตร 3 ทุกบ่ายวันอังคาร หลายครั้ง จะพบว่า คุณหญิงอ้อ เดินเช็คสมาชิกพรรคไทยรักไทยราวกับพนักงานชินคอร์ป อย่างไรอย่างนั้น .. กล่าวกันว่า บนความสำเร็จของซีอีโอ 100 เปอร์เซ็นต์ เบื้องหลังคือการทำงานของคุณหญิงอ้อเกินกว่า 70 เปอร์เซ็นต์


>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 25/01/2005 06:35 PM


�����Դ��繷��: 34

สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของพรรคไทยรักไทย

ซูสีไทยรักเฮา อิอิ

    �� : พี่เก่ง     ����� : 27/01/2005 03:43 PM


�����Դ��繷��: 35

หน้านี้ บันทึกเรื่องการเมือง นะคะ
ไม่ใช่ ..... สภาโจ๊ก

ไม่ขำเลยคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 27/01/2005 04:20 PM


�����Դ��繷��: 36



สนธิแนะ 6 ก.พ.นี้ใช้ 4 วินาทีแห่งประชาธิปไตยให้คุ้มค่า
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 5 กุมภาพันธ์ 2548 07:35 น.



สนธิ ..... คือการอภิปรายช่วงหลังที่ผมเห็น ไม่ค่อยสร้างสรรค์กัน การอภิปรายช่วงหลังจะเป็นการถือข้างไปแล้ว ปกป้องคนนั้นคนนี้มากกว่า ประการแรก อันนี้คือประเด็นหลักที่ผมเคยคุยกับคุณสโรชาและผู้ชมทางบ้านมานานแล้ว ผมบอกว่านี่แหละคือปัญหาของการที่สังกัดพรรค จำได้ไหม ที่เราเคยพูดบอกว่า ผมอยากให้มีส.ส.อิสระ ที่ไม่ต้องสังกัดใคร ที่พูดตามความรู้สึกของตัวเอง ทีนี้ส.ส.ที่สังกัดพรรคนั้น ถึงจะรู้สึกยังไง ก็ไม่สามารถจะพูดถึงตามความรู้สึกของตัวเอง ไม่สามารถพูดถึงความถูกต้อง ผิด ชอบ ชั่ว ดี แต่จำเป็นต้องพูด เพราะว่าแนวพรรควางไว้อย่างนั้น

ในบางครั้ง ผมยกตัวอย่างให้ฟัง นโยบายอะไรของรัฐบาลอาจจะไม่ดี ส.ส. ซึ่งอยู่ในพื้นที่นั้น รู้ว่ากระทบกระเทือนต่อประชาชนของตัวเอง การจะลุกมาวิพากษ์วิจารณ์เต็มที่ก็ไม่ได้ เพราะเป็นนโยบายของพรรค พอไปพูดออกมาแล้ว เดี๋ยวเขาก็โกรธอีก เขาก็บอกว่าคุณไม่เคารพมติพรรค เพราะฉะนั้นต้องขับคุณออกไป ก็ถามต่อไปว่าถ้าอย่างนั้นแล้ว ประชาชนจะทำอย่างไรถึงจะได้รับฟังเสียงจากจิตวิญญาณที่แท้จริงของส.ส.ตัวเอง ถ้าอย่างนั้นแล้ว ถ้าเรามีส.ส. อิสระ เขาไม่ต้องขึ้นอยู่กับพรรคไหน เขามีความรู้สึกว่านโยบายพรรคนี้ ทำไม่ถูกต้อง เขามีสิทธิ์จะลุกขึ้นมาพูดได้เต็มที่หรือ เขามีความรู้สึกเห็นด้วยว่า พรรคฝ่ายค้านไม่ยุติธรรม เอาแต่โจมตีเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง เขาก็ลุกขึ้นมาแล้วต่อว่าพรรคฝ่ายค้านได้เช่นกัน ว่าทำไมถึงไปว่าอย่างนี้ได้

ผมถึงว่า กระบวนการตรงนี้มันขาดไป มันหายไป เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่สุด และผมอยากจะเรียกร้องให้พ่อแม่พี่น้อง ท่านผู้ชมที่ชมรายการนี้เอาไปคิดให้ดีๆ การมีส.ส.อิสระ ส่วนหนึ่ง จะเป็นส่วนที่เสริมสร้างประชาธิปไตย และจะเป็นส่วนที่เช็คและบาลานซ์ในส่วนที่เหลือ เช็คอะไร เช็คไม่ให้คนที่มีอำนาจมากเหลิง บาลานซ์คือไม่ให้ฝ่ายตรงกันข้าม เอาแต่ยั่วยุและทำลายฝ่ายที่ต้องการทำงาน ใช่ไหมครับ ผมคิดว่าบทบาทส.ส.อิสระจะมีมาก ทีนี้เมื่อไม่มีเช่นนี้แล้ว สิ่งที่เราเห็นคือว่า เมื่อถึงเวลาจะพูดนโยบายหลักๆ อะไร

ก็จะแบ่งเป็น 2 ค่ายชัดเจน พวกรัฐบาลที่กุมนโยบายหลัก ก็เอาแต่เสนอนโยบาย พวกฝ่ายค้านก็ยกมือ ก็เอาแต่ด่านโยบาย ผมก็เลยถามว่าแล้วประชาชนได้อะไร ประชาชนไม่ได้อะไร ในที่สุดก็แบ่งประชาชนออกเป็น 2 พวก พวกหนึ่งคือพวกที่ถือหางกับรัฐบาล อีกพวกหนึ่งคือพวกที่ถือหางกับฝ่ายค้าน จะมีสาวกทั้ง 2 ฝ่าย ส่วนพวกผมที่ยืนตรงกลางไม่มีพวกเลย ก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยเกิดการเบื่อหน่าย นี่ไงคุณสโรชา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากนะ ไม่ใช่เรื่องธรรมดานะ และเรื่องนี้กัดกร่อนเสาประชาธิปไตยไปทุกวัน ๆ

จนกระทั่งเดี๋ยวนี้จะหาสาระในการอภิปรายในรัฐบาลหรือในสภาไม่ได้อีกแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อใดก็ตามที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี เมื่อนั้นแล้วคุณสโรชาจะเห็นได้ชัด นะครับ ว่าฝ่ายนี้ก็จะเทมาปกป้องรัฐมนตรี อีกฝ่ายหนึ่งก็วางตัว คือเป็นศึกสงครามไป เป็นเกมไปหมดแล้ว ไม่ใช่เป็นเรื่องของการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความถูกต้อง ผิดชอบ ชั่วดี

สโรชา ..... เพราะจะเห็นได้ชัดว่า ก่อนอภิปรายทีหนึ่ง จะมีการวางตัวไว้เรียบร้อยแล้วนะคะว่าใครจะอภิปรายก่อนหลัง ยังไง ก็เป็นกลยุทธ์กันไปหมด

สนธิ ..... มาถึงเรื่องของการเลือกตั้ง ถ้าเราไม่พูดซักนิด เดี๋ยวท่านผู้ชมทางบ้านจะว่า คุณสโรชา เราเคยพูดมาก่อนใช่ไหม คุณถามผมบอกว่าเลือกตั้งครั้งนี้ใครจะได้กี่เสียง คุณจำได้ไหมผมตอบว่าไง

สโรชา ..... บอกว่า ถ้าเกิดเทก็เทเลย ถ้าไม่เกิดไม่เทก็ไม่เทเลย ส่วนในกรุงเทพฯ ก็เช่นเดียวกัน

สนธิ ..... ครับ ผมพูดไปนานแล้ว ผมบอกว่า พรรคไทยรักไทยงวดนี้ถ้าชนะ ชนะเยอะเลย 300 ขึ้น ทีนี้ก็ตรงตามที่ผมพูดคือโพลออกมาว่า 349 350 ถ้าไม่ชนะ ก็ชนะปริ่ม 250 เสียงบวกลบเท่านั้นใช่ไหมครับ วันนี้ถามผมนะ ผมอยากให้ไทยรักไทยได้ถึง 400 เสียง

สโรชา ..... ขนาดนั้นเลยหรือค่ะ และที่เขาจะหาว่าเป็น...

สนธิ ..... ไม่ โอกาสถ้าได้ 350 เสียง เป็นโอกาสเอาสถานการณ์สร้างนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ให้เป็นวีบุรุษได้ เป็นตรงที่ว่า ถ้าท่านได้ถึง 300 กว่าเสียง ผมอยากให้ท่านแสดงสปิริตลุกขึ้นมาเลยบอกพรรคฝ่ายค้านว่า คุณไม่ต้องกังวล ผมได้ 300 กว่าเสียง ผมไม่กลัว ผมจะให้คุณอภิปรายไม่ไว้วางใจผม สามารถได้ ไม่ต้องห่วง แต่เผอิญ 300 กว่าเสียงนั้นเป็นฉันทามติของประชาชนทั่วประเทศให้ผม แต่เพื่อความสบายใจในการตรวจสอบตัวผม ว่าคนอย่างผมไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ผมพร้อมจะให้ฝ่ายค้าน ซึ่งมีเสียงไม่ถึงที่จะอภิปรายผม ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ได้ ผมเปิดโอกาสให้คุณอภิปรายได้

สโรชา ..... ได้เหรอคะ ในเมื่อรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่ได้

สนธิ ..... เปล่า แต่ถ้าเขาให้อภิปรายได้ พูดพาดพิงถึงได้ เขายินดี ผมคิดว่า ความใจกว้างตรงนี้คือการเอาสถานการณ์ที่ให้ตัวได้เปรียบนั้น สร้างตัวเอง เป็นรัฐบุรุษไปเลย ผมคิดว่าถ้าท่านนายกฯ ทำอย่างนี้ได้ จะเป็นเรื่องที่วิเศษมาก และจะเป็นสิริมงคลต่อระบอบประชาธิปไตย

สโรชา ..... คือได้ฉันทามติจากประชาชนมาแล้ว แต่ก็ยังสามารถ

สนธิ ..... แต่ไม่ขัดข้อง เพื่อให้ประชาชนที่ลงคะแนนเสียงให้นายกฯ เห็นว่า เรามีนายกฯ ที่ใจนักเลง เพราะไม่อย่างนั้นแล้วนายกฯจะโดนพรรคฝ่ายค้านโจมตีตลอด ที่ตั้งโจทย์ไว้ 300 ก็เพราะว่าตัวเองไม่กล้าให้ถูกอภิปราย เหตุผลเพราะกลัวว่าตัวเองจะอภิปรายแล้วไปโยงใยถึงผลประโยชน์ทับซ้อนที่ฝ่ายค้านกล่าวหา เพราะฉะนั้นแล้ว นายกฯ ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น ไหน ๆ ก็ไหน ๆ มาถึงวันนี้แล้ว เปิดตัวเองไปเลย พูดมาเลย ไม่เป็นไร ถ้าคุณพูดหมิ่นประมาทผม ผมฟ้องคุณ แต่ถ้าคุณพูดมีเหตุผล และผมสามารถตอบโต้คุณได้ ผมจะตอบโต้คุณ ก็ว่ากันในสภาไป ผมคิดว่าผมอยากเห็นบรรยากาศอย่างนี้คุณสโรชา

ถ้าเราได้บรรยากาศอย่างนี้แล้ว การที่นายกฯจะได้ 400 450 เสียง ไม่มีความหมาย เพราะฉะนั้นจะมาโจมตีว่าเป็นเผด็จการสภาไม่ได้ ถูกไหมครับ ท่านนายกฯ พูดว่าการซึ่งท่านตัดสินใจเด็ดขาด เพราะว่าท่านบอกว่า เศรษฐกิจนั้นท่านต้องมาซ่อมแซม ประเทศมีวิกฤติ เพราะฉะนั้นแล้วประเทศต้องการนายกฯ ที่ตัดสินใจเด็ดขาด คำว่า เด็ดขาดในสายตาของนายกฯ รัฐบาลคือเผด็จการในสายตาฝ่ายค้าน ถูกไหม รัฐบาลก็มาแก้ประเด็นนี้บอกว่า ที่เด็ดขาดอย่างนั้น ที่พวกคุณเห็นพวกเราเป็นเผด็จการจริงๆ ไม่ใช่ เราตัดสินใจเด็ดขาด ที่เราตัดสินใจเด็ดขาด เพราะว่าเรามีวิกฤติเราแก้ 4 ปีเราแก้แล้ว พรรคไทยรักไทยพูด 4 ปีซ่อม ปีนี้ 4 ปีจะมาสร้างแล้ว เมื่อ 4 ปีจะมาสร้าง เราต้องเปิดใจกว้าง บอกว่า เมื่อผมจะสร้างแล้วคุณจะวิพากษ์วิจารณ์อะไร คุณเชิญวิพากษ์วิจารณ์


สโรชา ..... คนละสถานการณ์กับ 4 ปีที่แล้ว

สนธิ ..... คนละสถานการณ์เพราะฉะนั้นคุณวิพากษ์วิจารณ์ผมได้ คุณไม่ต้องไปกังวล คุณไม่ต้องมาสู้เพื่อ 201 เสียง เอาละคุณได้ไม่ถึง 201 เสียง ผมได้ 350 360 370 ผมเปิดโอกาสให้คุณอภิปรายผมได้

สโรชา ..... เป็นใจกว้างไปเลย

สนธิ ..... ผมว่าดี คุณสโรชาว่าไง

สโรชา ..... ก็น่าจะเข้าท่า

สนธิ ..... ผมว่านี่คือมิติใหม่ทางการเมืองที่ผมอยากให้เห็น จริงๆ นะ เพราะถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ขึ้นมาแล้ว ประเด็นนี้เป็นประเด็นท้องอืด

สโรชา ..... ค่ะ อีก 4 ปีเราก็ต้องนั่งทนฟังกันไป

สนธิ ..... และทางฝ่ายรัฐบาลก็บอกว่ารัฐธรรมนูญไม่ให้อภิปราย ผมก็ไม่รู้จะให้คุณอภิปรายได้ยังไงนึกออกไหมครับ และถ้าอภิปรายรัฐมนตรีและพาดพิง ก็จะมีองครักษ์พิทักษ์นายกฯ ลุกขึ้นมาป้องกัน ให้มันจบไปเลย สิ้นเรื่องสิ้นราว อยากนักไม่ใช่เหรอ อยากกันนักก็มาเล่นเลย ให้มันจบไปเลย และผมคิดว่า ...............

ท่านนายกฯ ท่านก็ไม่น่าจะกลัว เพราะท่านยืนยันมาตลอดไม่ใช่หรือ ว่าท่านโปร่งใส ปล่อยไปเลย ผมมองอย่างนี้นะ ผมมองว่านั่น คือสถานการณ์สร้างวีรบุรุษ ทำตัวเองให้เป็นวีรบุรุษ เป็นรัฐบุรุษเลย เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย และยังใจกล้าพอที่จะให้อภิปรายไม่ไว้วางใจตัวเองได้ โดยที่ไม่สนใจในข้อจำกัดหรือข้อบังคับของรัฐธรรมนูญว่าไม่มีสิทธิ์ รัฐธรรมนูญบอกว่าคุณจะมาอภิปรายไม่ได้นะ แต่ผมบอกว่าไม่เป็นไร ผมให้คุณอภิปราย


สโรชา ..... คือไม่ได้เปิดอย่างเป็นทางการ แต่สามารถพูดถึง พาดพิงถึงได้ ผิดกับที่เราเห็นเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา

สนธิ ..... ได้ สวยสุดคุณนัดวันมาเลย และผมจะเป็นจำเลยให้คุณว่ากันไป

สโรชา ..... ก็แก้ตรงนั้นเลยในสภา น่าสนใจ น่าดูด้วย

สนธิ ..... ผมคิดว่าตรงนี้ผมอยากจะฝากให้กับพรรคไทยรักไทย แต่ผมคิดว่าคงลำบาก เพราะว่าคนเราเวลาเป็นใหญ่ลิ่วล้อมันเยอะ หรือว่าพวกองครักษ์พิทักษ์ต่างๆ หรือว่าคนซึ่งหวังดีกับนายกฯ มากจนเกินไป ไปมองว่านายกฯ เป็นเทวดาไปแล้ว แตะต้องไม่ได้ แท้ที่จริงแล้ว ผมคิดว่าตัวนายกฯ อาจจะไม่ได้คิดอะไร แต่กลายเป็นคนซึ่งรอบด้านพยายามที่ทำให้เป็นคนซึ่งสัมผัสไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่ผมเชื่อว่า ตัวท่าน ถ้าท่านลงเรือได้ ท่านนั่งรถไฟได้ ท่านไปนอนตามบ้านกำนันได้ ผมคิดว่า ท่านเจออะไรก็เจอได้แล้ว วันนี้

สโรชา ..... ค่ะ จริงๆ แล้วตัวท่านเอง อาจจะไม่ได้อะไรเลย เพียงแต่ว่าคนอยู่รอบข้างอาจจะปกป้องนาย

สนธิ ..... ผมอยากให้เปลี่ยนมิติความคิดซะใหม่ ตรงนี้ แต่ไม่รู้จะทำสำเร็จหรือเปล่า


*************************************



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 7/02/2005 05:21 PM


�����Դ��繷��: 37



รายการพิเศษสัมภาษณ์นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร
เมื่อ วันที่ 6 ก.พ. 2548 เวลา 22:46:06 กับการเลือกตั้ง 2548



พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ..... ให้สัมภาษณ์รายการ “เลือกตั้ง 48 ” ว่าการได้รับคะแนนจากประชาชนมากขนาดนี้ แสดงว่า 4 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้ประชาชน ประชาชนรู้สึกได้และมั่นใจ เมื่อครั้งนี้บอกว่าจะทำอะไรบ้าง ขอเวลาอีก 4 ปี ประชาชนก็มอบความไว้วางใจให้ก็หนักใจเหมือนกัน คะแนนยิ่งมากเท่าไร เพราะสิ่งที่ตามมาคือความคาดหวัง เราต้องทำมากกว่าเดิม แต่ครั้งนี้เรามีประสบการณ์ มีการปรับเปลี่ยนกลไกราชการ ดังนั้น 4 ปีข้างหน้าจะขับเคลื่อนเร็วกว่าเดิม อุปสรรคต่าง ๆ จะแก้ไขได้เร็วกว่าเดิมเพราะมีประสบการณ์

หัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ..... 4 ปีที่ผ่านมาไม่มีปัญหาเรื่องการทำงานในพรรคหรือในคณะรัฐมนตรี การหาเสียงครั้งนี้เหนื่อยกว่าเดิมแต่ยากน้อยกว่าครั้งที่แล้ว เพราะครั้งที่แล้วไม่ได้เป็นรัฐบาล พรรคการเมืองเพิ่งตั้ง และตนโดนเรื่อง ป.ป.ช. ทำงานยากกว่า ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ 2 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้งทำโพลสำรวจพบว่าจะได้ประมาณ 360 ที่นั่ง แต่สัปดาห์สุดท้ายกระแสดีขึ้น พรรคออกแคมเปญใหม่ ทำให้ได้มากกว่าโพลเล็กน้อย ซึ่งที่ผ่านมาพรรคไทยรักไทยจะทำโพลตลอด บางช่วงความนิยมสูงถึง 400 ที่นั่ง มีตกมากที่สุด ช่วงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่ตกลงเหลือ 310-320 ที่นั่ง ปัจจัยที่ทำให้ความนิยมกลับ คิดว่าเป็นเรื่องของแคมเปญใหม่ที่ได้นำเสนอให้กับประชาชน โดยเฉพาะประโยคที่บอกว่ามีใครที่พูดกับประชาชนแล้วจะไปทำได้จริง ทำให้นโยบายของพรรคการเมืองอื่น ๆ ลดความน่าเชื่อถือลง และเรื่องสึนามิก็มีส่วนทำให้ความนิยมเพิ่ม เนื่องจากการเข้าไปทำงานอย่างจริงจังเมื่อเปรียบเทียบคู่แข่ง ได้เปรียบคู่แข่ง

ส่วนที่พรรคคู่แข่งมองว่า ..... ถูกอำนาจรัฐในการเลือกตั้งครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ครั้งที่แล้วตนก็กล่าวหาเขาแบบนี้ ความจริงเป็นเรื่องที่ข้าราชการทำงานปกติ เวลาฝ่ายค้านไปเขาก็ไม่กล้าเข้าใกล้ แต่รัฐบาลไปก็กล้าเข้าใกล้ และอาจจะเป็นเพราะครั้งนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล ไม่มีรัฐบาลเป็ดง่อย ดูอย่างกรณีสึนามิ ถ้าไม่ใช้ความเด็ดขาด และข้าราชการเชื่อว่าเราจะอยู่ตัว คงทำอะไรไม่ได้

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึง ..... ฐานตัวเลขของพรรคไทยรักไทยที่มีอยู่เดิมไม่ใช่อยู่ดีแล้วพุ่งพรวดว่า บุคลากรทางการเมืองมีจำกัด เช่น 400 เขต มีนักการเมืองเก่ากี่คน ไทยรักไทยมี 300 กว่า พรรคประชาธิปัตย์มี 128 คน ถามว่าความนิยมเพิ่มขึ้นหรือลดลง ถ้าเพิ่มก็ได้ ส.ส.เพิ่ม ถ้าลด ส.ส.ก็ลด เป็นการคิดจากต้นทุน ทุกอย่างมีหลักวิชาหมด ถ้าเราทำอะไรด้วยความรู้สึกจะไม่มีความแม่นยำ

เมื่อถามว่า ..... คะแนนนิยมถล่มทลายความคาดหวังของประชาชนเรื่องคณะรัฐมนตรีมีมาก พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรียังคิดอยู่ในใจ ไม่ได้ลงบนกระดาษ อยากได้คนใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่ม มีคนนอกเข้ามาบ้าง มาช่วยทำงาน ตัวหลัก ๆ ไม่จำเป็นต้องอยู่ตลอด บางคนต้องไปช่วยในสภา โดยคนเก่าของพรรคที่มีความคร่ำหวอดจะคอยเป็นพี่เลี้ยงให้ บางคนไปทำงานให้พรรค เพราะ 4 ปี ข้างหน้า พรรคไทยรักไทยจะเป็นคนละเรื่องกับปัจจุบัน จะมีที่ทำการพรรค มีระบบฐานข้อมูล สมาชิกจะมีความสัมพันธ์กับพรรคมากขึ้น

ต่อข้อถามว่า ..... เปลี่ยนใจที่จะอยู่ต่อหรือเมื่อครบวาระแล้วจะไป พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า 4 ปีที่ผ่านมา โทรมมาก อยากหาคนแทนที่ตนสบายใจได้ก็จะไป พยายามหาอยู่ คนที่จะแทนตนได้ต้องบริหารพรรคได้ เพราะพรรคเป็นตัวหลักสำคัญที่จะทำให้การเมืองอยู่ได้ไม่ได้ ประชาชนต้องศรัทธา แก้ปัญหาของชาติได้ ทุกวันนี้ถ้ามีใครมาแทนได้ เข้ามาเถอะ แต่ดูแล้วคู่แข่งตน มือไม่ถึง นอกสายตาหมด

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึง ..... สิ่งแรกที่จะทำหลังชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้านเศรษฐกิจ ทำเรื่องของคาราวานแก้จน การแก้ปัญหาความยากจน เรื่องการแก้ปัญหาที่ทำกิน ปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน โดยให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทำต่อ แต่ในฐานะอะไรค่อยคุยกัน และจะสำรวจภาคอุตสาหกรรมว่าอะไรที่แข่งได้หรือไม่ได้ อะไรเป็นปัญหาในอนาคต จะปรับแก้อย่างไร เพื่อให้แข่งขันได้ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ต้องใช้เวลาถึง 4 ปี และอีกเรื่องจะดูเรื่องของศาสนา

ต่อข้อถามว่า ..... จะให้คำมั่นอย่างไรว่าจะรับการตรวจสอบ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ยังไม่มีอะไรที่ไม่รับ องค์กรทุกองค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมายตรวจสอบได้อยู่แล้ว ดูเรื่องนายการุณ โหสกุล ตนไม่เคยยื้อ ผิดก็ว่าไปตามผิด คอยดูกันต่อไป แล้วจะรู้จักตัวตนมากกว่านี้ แล้วอย่าร้องว่าตนประชาธิปไตยจ๋า ตนเลือกเกิดทางการเมือง ลง ส.ส. กทม. เพื่อพิสูจน์ตัวเอง ทั้งที่มีเงินลงต่างจังหวัดก็ได้ แต่ไม่ทำ ตนมีอุดมการณ์ อยากทำงานให้บ้านเมือง เกิดแผ่นดินนี้ ก็อยากทำงานให้แผ่นดินนี้ ตนอยากออกจากการเมืองแบบเท่ห์ ๆ ตนรู้ว่าวันใดจะออก ต้องออกอย่างสง่างาม จะไม่ออกแบบถูกถีบออกแน่นอน คนที่ขึ้นมาได้ ต้องคิดถึงวันลงได้ 4 ปีข้างหน้าต้องลงอย่างสง่างาม เพราะฉะนั้นจะไม่เหลิงไปกับอำนาจ

ส่วนเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่า ..... ไม่ฟังใครนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชี้แจงว่า คนบางคนมิติเปลี่ยนไปแล้ว แต่พูดอยู่มิติเดิม ฟังไปก็เข้าป่า เพราะโลกไปถึงไหนแล้ว หลงประวัติศาสตร์ ตนฟังไม่ได้ เรื่องที่ใคร ๆ พูดเข้าสมองตนหมด แต่จะผ่านกระบวนการอะไรที่ฟังได้เก็บได้เป็นข้อมูล อะไรที่ฟังไม่ได้ก็ผ่านหัวออกไป อย่างกลุ่มอาจารย์ที่พูดเรื่องสมานฉันท์ ตนก็ฟังกำลังหาทางตั้งกันอยู่ ไม่ได้ทิ้ง ต่อไปนโยบายจะเอานักวิชาการมาร่วมช่วยให้คำแนะนำ ดึงเข้ามามีส่วนร่วม หรือบางทีจะบุกไปหา รับรองสิ่งที่อึดอัดครั้งที่แล้วจะเปลี่ยนหมด จะสวนกลับคนวิจารณ์ให้น้อยลง

สำหรับตำแหน่งประธานรัฐสภา พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ..... กำลังคิดอยู่ 2-3 คน ที่เป็นแคนดิเดต มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นายจาตุรนต์ ฉายแสง และรองประธานรัฐสภาอีก 2 คน เป็นคนของพรรคไทยรักไทย

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึง นายบรรหาร ศิลปอาชา ..... หัวหน้าพรรคชาติไทย ว่านายบรรหาร กับตนมีอะไรก็พูดกันตลอด แต่ระยะหลังการแข่งขันแรง ไม่ได้พูดกัน ในฐานะเป็นหัวหน้าพรรค แล้วไปซูเอี๋ยกับนายบรรหาร ภาวะความเป็นผู้นำของตนจะอยู่ตรงไหน วันที่ตนขับรถไปส่งก็บอกว่าเขตไหนตนแพ้แน่ ๆ จะไม่ไปยุ่ง แต่เขตไหนเขาแพ้ต้องปล่อย แต่จุดต่างอยู่ที่ต่างคนต่างมองว่าตนเองสู้ได้ ส่วนตัวตนเคารพคนโดยวัยวุฒิ ถ้าคนนั้นไม่ทำให้ตนขาดศรัทธา กรณีนายบรรหาร เป็นคนที่พูดแล้วทำ ตรงไปตรงมา เป็นผู้บังคับบัญชาเก่า ตอนตนเป็นรองนายกรัฐมนตรี ให้อำนาจทำงานเต็มที่ เมื่อวันนี้ตนได้ 350 เสียง มากเกินพอที่จะตั้งรัฐบาลพรรคเดียว แต่เมื่อเคยพูดกันไว้ก็ต้องคุยกันก่อน จึงจะบอกว่าจะตั้งรัฐบาลอย่างไร ไม่ได้หมายความว่าตนอยากได้ ผู้แทนมาก เพียงแต่สิ่งที่เคยคุยกันต้องรักษาสัจจะ ขอคุยแบบพี่น้องก่อน

ท้ายสุด พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวขอบคุณสปิริตของ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ..... หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมายอมรับผลการเลือกตั้ง ท่านเป็นผู้ใหญ่ทางการเมืองที่ถือว่ามีสปิริตสูง ซึ่งตนนับถือมาก และเข้าใจหัวหน้าพรรคมหาชน เมื่อคาดหวังไว้สูงมาก ก็มีสิทธิที่จะไม่เชื่อเอ็กสิทโพล แต่รัฐธรรมนูญใหม่ พรรคการเมืองใหม่ตั้งง่ายแต่อยู่ยาก



>>> คลิกชมรายการพิเศษสัมภาษณ์นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร
เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2548 เวลา 22:46:06 กับการเลือกตั้ง 2548 ได้ที่นี่นะคะ






    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 7/02/2005 05:23 PM


�����Դ��繷��: 38



อย่าดึงฟ้าต่ำ…อย่าย่ำศรัทธา
โดย ..... สิริอัญญา 3 กุมภาพันธ์ 2548 18:46 น.



ปัญหาการจัดพิมพ์สติกเกอร์ พระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชเสาวนีย์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ กำลังจะบานปลายและจะไม่เป็นผลดีต่อใครเลย ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องตั้งสติยั้งคิดเพื่อยุติการกระทำอันไม่บังควรทั้งปวง อย่าดึงฟ้าต่ำ อย่าเหยียบย่ำศรัทธาประชาชน อย่าทำลายฉัตรชัยและธงชัยของแผ่นดิน เพียงเพื่อช่วงชิงอำนาจทางการเมือง และต้องเลิกพฤติกรรมชั่วร้ายนี้เสียในทันที

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ซึ่งรู้กันทั่วไปว่าเป็นผู้นำทางความคิดคนหนึ่งของประเทศ ได้ออกมากล่าวอย่างสั้น ๆ เป็นการเตือนสติเช่นเดียวกันว่าการอัญเชิญพระบรมราโชวาท ย่อมหมายความรวมถึงการอัญเชิญพระราชเสาวนีย์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มาเผยแพร่แก่ปวงชนนั้นไม่ใช่ความผิด แต่หากนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองก็เป็นสิ่งที่ไม่บังควร

ยิ่งเที่ยวฟ้องร้องกัน ให้บานปลายใหญ่โตก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าไม่ฟังความคิดความเห็นของผู้เป็นบัณฑิต ยังคิดที่จะเหยียบย่ำน้ำใจประชาชนคนไทยอีกต่อไป คนจำพวกนี้เป็นพวกบ้าคลั่งในอำนาจ ทั้ง ๆ ที่ด่าว่าคนอื่นว่าเหลิงอำนาจ จึงถึงเวลาแล้วที่คนไทยทั้งประเทศจะได้ลงโทษคนจำพวกนี้ให้สาสม จะได้เลิกพฤติกรรมแบบนี้ จะได้เลิกเอาอย่างบรรพบุรุษของพวกเขาที่ใช้วิธีการและพฤติกรรมแบบนี้ในทางการเมืองตลอดมาเสียที แผ่นดินไทยจะได้สูงขึ้น

โดยรัฐธรรมนูญที่มีมาทุกฉบับ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดในทางใด ๆ ไม่ได้ ซึ่งหมายความว่าจะละเมิดด้วยการฟ้องร้อง การกระทำให้กระทบกระเทือนต่อพระบรมเดชานุภาพ การกระทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท หรือกระทั่งการอ้างอิงอาศัยพระบารมีมาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนนั้นเป็นสิ่งที่กระทำไม่ได้โดยเด็ดขาด

โดยวัฒนธรรมประเพณี และความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนเล่า? พระมหากษัตริย์ก็ทรงสถิตเป็นมิ่งขวัญ เป็นฉัตรชัย เป็นธงชัย เป็นประทีปชัย ของประเทศชาติและประชาชน ทรงเป็นศูนย์รวมของความศรัทธา ความเคารพนับถือ ความเชื่อมั่น ความอบอุ่นใจ ความวางใจ และความอิ่มใจของปวงชนชาวไทยมาแต่บรรพกาล การใด ๆ เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์จึงเป็นการที่เกี่ยวกับจิตใจของปวงชน หากกระทบกระทั่งในทางใด ๆ แล้ว ย่อมกระทบกระเทือนต่อจิตใจคนไทยทั้งประเทศ

พระมหากษัตริย์ไทยมีความเป็นพิเศษ ยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ใดในโลก เพราะทรงสถิตอยู่ในฐานะที่เป็นสมมติเทวราช กระทั่งบางครั้งก็ถือกันว่าพระมหากษัตริย์คือพระสยามเทวาธิราชที่ยังมีชีวิต ทรงมีความใกล้ชิดกับอาณาประชาราษฎร์ ทรงห่วงใยพสกนิกรประดุจดั่งบุตรในอุทร ยามร้อนก็ทรงผ่อนคลายให้กลายเป็นเย็น ยามทุกข์เข็ญก็ทรงแผ่พระบารมีมาขจัดปัดเป่าให้อาณาประชาราษฎร์ได้ปราศจากทุกข์ ยามแผ่นดินรุ่มร้อนด้วยปัญหาและความขัดแย้งก็ทรงแผ่พระบารมีมาปัดเป่าระงับยับยั้งให้เกิดความสามัคคีสมานฉันท์ เพื่อความดำรงคงมั่นเป็นนิรันดร์ของแผ่นดิน

พระมหากษัตริย์ไทย ทรงดำรงพระองค์อยู่ในทศพิธราชธรรมอย่างสมบูรณ์ตลอดระยะเวลาอันยาวนานแห่งประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบันนั้น ทรงประพฤติปฏิบัติพระองค์อยู่ในพรต อยู่ในธรรมอย่างสม่ำเสมอ ดังที่ทรงประกาศเป็นพระปฐมบรมราชโองการเมื่อครั้งเสด็จขึ้นเสวยสิริราชสมบัติว่า ..... เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม

ด้วยทศพิธราชธรรมนี้ พระมหากษัตริย์ไทยจึงไม่เพียงแต่จะเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทยเท่านั้น หากยังทรงเป็นที่เคารพสักการะของบรรดาประชาชาติมากหลายในโลกนี้ และทรงเป็นที่ยอมรับนับถือของบรรดาประมุขและผู้นำรัฐบาลทั่วโลกอีกด้วย ... ตลอดระยะเวลาอันยาวนานแห่งรัชกาล เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่ปวงชนว่าทรงยึดมั่นและทรงปฏิบัติตามที่ทรงปฏิญญาตามพระปฐมบรมราชโองการนั้น ทรงตั้งพระองค์อยู่ในธรรม ทรงเคารพธรรม ทรงปฏิบัติธรรม ทั้งหมดนี้มีความเป็นไปเพื่อประโยชน์และเพื่อความสุขแห่งมหาชนชาวสยามทั้งสิ้น

แต่ก็มีคนใจชั่ว บางกลุ่มบางพวกที่บ้าคลั่งในอำนาจ คิดแต่จะแสวงหาอำนาจส่วนตนและพวก โดยไม่คำนึงถึงศักดิ์และสิทธิ์อันสูงยิ่งของพระมหากษัตริย์ ไม่คำนึงถึงจิตใจของคนไทยทั้งประเทศ ได้ก่อพฤติกรรมที่บิดเบือนเบี่ยงเบนและใช้ศรัทธาความเชื่อถือของประชาชนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้เป็นอาวุธในทางการเมืองเพื่อทำลายล้างปรปักษ์ทางการเมืองของตน จนประเทศชาติต้องเสียคนดีมีฝีมือไปเป็นจำนวนมาก

เมื่อกลางศตวรรษ ก่อนก็กระทำกรรมในเรื่องนี้โดยการให้ผู้คนไปร้องตะโกนในโรงหนังว่า ปรีดีฆ่าในหลวง บิดเบือนเหตุการณ์สวรรคตในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลให้กลายเป็นเรื่องการเมือง เป็นผลให้ยอดคนของแผ่นดินต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และต้องระหกระเหินไปเผชิญชะตากรรมอันยากเข็ญในต่างประเทศ จนกระทั่งถึงแก่อนิจกรรม

หลังจากนั้น มาก็ยังกระทำกรรมชนิดเดียวกันนี้กับปรปักษ์ทางการเมืองของตัวอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย เอากันในระยะใกล้ ๆ ก็ใช้พฤติกรรมอย่างเดียวกันนี้ทำลายพล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ด้วยการปล่อยข่าวว่าบุคคลสำคัญระดับสูงตบหน้าพล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งเป็นเรื่องโกหกและใส่ร้ายทั้งเพ เพราะคนระดับพล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ นั้นไม่ใช่ขี้ไก่ หากถือได้ว่าเป็นอัศวินคนสำคัญของแผ่นดิน ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มีศักดิ์รามาธิบดีชั้นมหาโยธิน ซึ่งแผ่นดินนี้ปัจจุบันนี้ไม่มีนักการเมืองคนไหนที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเยี่ยงนั้นเพราะการส่วนพระองค์โดยแท้

ถัดมาก็ยังมีการปล่อยข่าวเพื่อทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถึงขนาดปล่อยข่าวกล่าวหาว่าริอ่านจะเป็นประธานาธิบดีบ้าง คิดจะทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์บ้าง การกระทำกรรมในลักษณะนี้คงหวังในผลว่าจะเกิดผลเหมือนกับที่เคยเป็นมาในอดีต แต่คราวนี้ทำการไม่สำเร็จ เพราะฟ้ามีตา ฟ้าทรงธรรม ฟ้ารู้การอันเป็นไปในแผ่นดิน วิชามารอันชั่วร้ายจึงถูกทำลายลงอย่างยับเยิน เพราะหลังจากที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว ข่าวอัปมงคลนั้นก็มลายหายไป

มาถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ พฤติกรรมแบบนี้ก็ไม่เคยหมดไปจากความคิดของนักการเมืองสิ้นคิดบางจำพวก วางแผนกันจัดทำสติกเกอร์อัญเชิญพระบรมราโชวาทและพระราชเสาวนีย์เพื่อนำมาใช้ในการรณรงค์ทางการเมือง พระบรมราโชวาทในเรื่องนี้ทรงพระราชทานเนื่องในโอกาสที่พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ นำคณะผู้ว่าราชการจังหวัดซีอีโอเข้าเฝ้าถวายสัตย์ ทรงมีพระบรมราโชวาทว่าผู้ว่าฯซีอีโอจะต้องทำการทั้งปวงด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จะทุจริตสักนิดเดียวก็ไม่ได้ ถ้าใครทุจริตขอแช่งให้มีอันเป็นไป แต่ถ้าใครทำการโดยสุจริตก็ทรงอวยชัยให้พร ให้มีอายุยืนถึงร้อยปี

พระบรมราโชวาท ที่มีลักษณะเป็นการแสดงธรรมอันเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์อย่างหนึ่งในรัชกาลนี้ทรงกระทำทุกครั้งทุกโอกาสที่ทรงสามารถประกาศพระธรรมได้ มิได้ทรงมุ่งร้ายต่อผู้หนึ่งผู้ใด แต่ก็มีนักการเมืองชั่วอัญเชิญพระบรมราโชวาทนี้เพียงเพื่อให้ประชาชนหลงผิดว่าเป็นเรื่องที่ทรงตำหนินายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคนละเรื่อง และไม่เกี่ยวข้องกันเลย

ในส่วนของกระแสพระราชเสาวนีย์ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถนั้น เป็นเรื่องที่ทรงพระราชทานแก่พสกนิกรเพื่อบำรุงขวัญอาณาประชาราษฎร์และเพื่อเป็นกำลังใจแก่พสกนิกรไม่ให้ท้อแท้ต่อความลำบากยากจน โดยทรงมีพระราชเสาวนีย์ว่าความยากจนไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจ การทุจริตและการกระทำที่ไม่ชอบต่างหากเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ คนโลภที่ไม่รู้จักพอต่างหากเป็นที่น่ารังเกียจ

ซึ่งเป็นการประกาศพระธรรม โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั่นเอง มิได้ทรงมุ่งร้ายหมายทำลายผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการเฉพาะ หากเป็นไปเพื่อให้อนุสาสน์เป็นคติในการดำเนินชีวิตของปวงชน ให้รู้จักสิ่งพึงรังเกียจและสิ่งไม่พึงรังเกียจนั่นเอง แต่ก็มีนักการเมืองชั่วอัญเชิญพระราชเสาวนีย์นี้เพียงเพื่อให้ประชาชนหลงผิดว่าเป็นเรื่องที่ทรงตำหนินายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคนละเรื่องและไม่เกี่ยวข้องกันเลย

พระบรมราโชวาทและพระราชเสาวนีย์นั้นเป็นของสูง และควรเทิดทูนไว้เหนือเกล้าของปวงชนชาวไทย การจารึกไว้ก็ดี การเขียนไว้บูชาในบ้านช่องของตนเองก็ดี การพิมพ์เผยแพร่ก็ดี เป็นสิ่งที่พึงกระทำ พึงปฏิบัติให้เป็นไปตามพระบรมราโชวาทและพระราชเสาวนีย์สั้น ก็จะมีอานิสงส์ให้ผู้ประพฤติปฏิบัติพ้นหายคลายทุกข์ ประสบแต่ความสุขความเจริญ และเป็นกำลังของชีวิตในการดำรงชีวิตให้เป็นปกติสุขภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารนั้น

แต่การนำมาใช้จะต้องนำมาใช้ด้วยความเคารพ ด้วยความเทิดทูนบูชา ด้วยความปรารถนาในความร่มเย็นเป็นสุขของบ้านเมืองและราษฎรเป็นที่ตั้ง จะอ้างอิงอาศัยหรือนำมาใช้เพื่อประโยชน์ใด ๆ ในส่วนตนไม่ได้เป็นอันขาด ยิ่งการนำมาใช้ทำลายล้างกันในทางการเมืองแล้วเป็นสิ่งที่ประชาชนชาวไทยจะไม่มีวันให้อภัยโดยเด็ดขาด

พระพุทธรูปเป็นของสูง เป็นที่เคารพบูชาของชาวพุทธ จะกระทำย่ำยีหรือนำไปใช้ในทางต่ำไม่ได้ฉันใด พระบรมราโชวาทและพระราชเสาวนีย์ก็ฉันนั้น การอ้างอย่างหน้าด้าน ๆ ว่าการพิมพ์สติ๊กเกอร์พระบรมราโชวาทและพระราชเสาวนีย์นั้นผิดที่ตรงไหน คือการกระทำที่เหยียบย่ำน้ำใจคนไทยชนิดที่ให้อภัยกันไม่ได้ ก็เหมือนกับการเอาพระพุทธรูปไปตีหัวคนนั่นแหละ เป็นคนละเรื่องกับการมีพระพุทธรูป คือการมีพระพุทธรูปไว้บูชาไม่ผิด แต่การใช้พระพุทธรูปไปตีหัวคนเป็นการทำให้พระพุทธรูปนั้นกลายเป็นอาวุธที่ใช้ในการทำร้ายทำลาย เป็นสิ่งที่ผิดบาปมหันต์นัก

รู้จักสำนึกผิดกันเสียบ้าง แต่คงจะยาก เว้นแต่ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศจะได้สั่งสอนบทเรียนที่สาสมแก่นักการเมืองที่ไม่รู้จักฟ้าสูงดินต่ำ และไม่คำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดจิตใจประชาชน และเวลาการให้บทเรียนที่สาสมกำลังมาถึงแล้วในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 นี้



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 7/02/2005 05:28 PM


�����Դ��繷��: 39



4 ปีหน้าประชาธิปไตยไทย : อย่ากลัวเจ็บ
โดย ... ประวิตร โรจนพฤกษ์ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 7 ก.พ. 2548



ณ ชั่วโมงบรรยากาศทางการเมืองที่ร้อนแรง ที่ก่อนวันเลือกตั้ง ภาคประชาสังคม ได้ออกมากู่ร้องทักท้วง กระแสการกลับมา ของนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย รวมถึงการเตือนสาธารณะถึงความเป็นไปได้ว่า ธุรกิจและการเมือง จะถูกผูกขาด ภายใต้ระบอบรัฐสภา อย่างไม่เคยมีมาก่อน ประชาชนจะแบกหนี้ และประชาชนก็จะยิ่งแย่

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลภายใต้การนำแบบซีอีโอก็ถูกวิจารณ์หนักหน่วง ถึงเรื่องการไม่เคารพสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นกรณีสลายผู้ชุมนุมตากใบในจังหวัดนราธิวาส การหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร หรือสงครามยาเสพติด ซึ่งมิรู้ว่าคนกี่คนในจำนวน 2,500 คนถูกวิสามัญฆาตกรรมบ้าง

อย่างไรก็ตาม หากประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรคไทยรักไทย ก็ขอให้เข้าใจว่า ประชาชนได้ตัดสินใจแล้วเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใดก็ตาม

เหตุผลอาจมีหลากหลาย เช่น คนชนบทเชื่อจริงๆ ว่า ชีวิตพวกเขาดีขึ้นในระบอบทักษิโณมิกส์ (ถึงแม้ระยะยาวปัญหาจริงๆ อาจจะไม่ได้แก้ไข เช่น ปฏิรูปที่ดิน) บ้างก็เลือกเพราะยังคงมีความสุขอยู่กับระบบอุปถัมภ์ท้องถิ่นชนบท บ้างก็พอใจกับนโยบาย 30 บาทรักษาฟรี เงินกองทุนหมู่บ้าน รวมถึงการจัดการอย่างเด็ดขาด (และนอกกฎหมาย) ในช่วงสงครามยาเสพติด แม้ชนชั้นกลางก็ชอบเศรษฐกิจปัจจุบันนี้ด้วย รวมถึงนโยบายการขยายรถไฟฟ้าไปสู่ชานเมือง

ทั้งหมดนี้ ชี้ถึงการคงอยู่ของระบบอุปถัมภ์ความไม่เท่าเทียมระหว่างชนบทและเมือง และคนจนกับคนรวย ซึ่งทำให้มองเห็นว่า การเมืองไทยในระบบปัจจุบันยึดถือเรื่องปากท้อง (ระยะสั้น) เป็นเรื่องใหญ่ แถมระบบการเมืองยังพิกลพิการ และถูกบิดเบือนได้ง่าย การคาดหวังให้ประชาชนส่วนใหญ่คิดไปให้ไกลกว่านั้น จึงอาจฝืนธรรมชาติ ประหนึ่งการพยายามนำเหล้าที่ยังบ่มไม่ได้ที่มาดื่ม

แต่นั่นก็มิได้หมายความว่า หากประชาชนเสริมความแกร่งของประชาธิปไตยแบบอื่นๆ เช่น แบบตรง แบบรากหญ้า และเร่งส่งเสริมวัฒนธรรมประชาธิปไตยในทุกระดับให้เป็นจริง เพราะสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงคงต้องอาศัยวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่สะท้อนให้หลายๆ มิติของการดำรงชีวิตประจำวันด้วย

เราต้องไม่ลืมว่า กาลครั้งหนึ่งเมื่อ 4 ปีมาแล้ว กลุ่มเอ็นจีโอ และประชาสังคมจำพวกหนึ่งรวมถึงราษฎรอาวุโสบางคนที่มาคัดค้านนายกฯ ทักษิณในทุกวันนี้ ก็เคยสนับสนุนนายกฯ ทักษิณมาก่อน (ตอนนั้นอยู่ในยุคไม่เอา "ชวน" แล้วจะเอาใคร) มาวันนี้พวกเขากลับบอกว่า รัฐบาลกําลังบริหารบ้านเมืองแบบใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ บ้างยอมรับว่า ตามเกมทักษิณไม่ทัน แล้วในห้วงเวลาที่การเลือกตั้งผ่านไป ในวันนี้ประชาชนจะยังเหลือความหวังอยู่อีกไหม?

นักประชาธิปไตยอาจหมดอาลัย ต่อกระแสการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 ก.พ. แต่ประชาธิปไตยมิได้ถูกจำกัดอยู่กับแค่วันเลือกตั้ง หากขึ้นอยู่กับการเฝ้าติดตามตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐอย่างต่อเนื่อง และผลักดันวัฒนธรรมประชาธิปไตยให้หยั่งรากในสังคมไทย ซึ่งหมายถึงการต่อต้านวัฒนธรรมอุปถัมภ์ (ทั้งก่อนและหลังวันเลือกตั้ง)

ถึงแม้ 4 ปีข้างหน้า อาจจะเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับสังคมไทย แต่ประชาธิปไตยจะมีได้ก็ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่ตระหนักถึงความสำคัญของมันอย่างแท้จริง

อย่าไปเสียใจผิดหวังหรือโอดครวญ หากควรถือว่า มันเป็นบททดสอบคนไทยจำนวนหนึ่ง ที่เชื่อและศรัทธาในสังคมประชาธิปไตยอันแท้จริงว่า ควรจะทำอย่างไรต่อไป

ประชาธิปไตยภาคประชาชน นอกสภาเนี่ยแหละ ที่จะต้องถูกทำให้มีความเข้มแข็งกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ... 4 ปีข้างหน้าอาจเป็นยุคแห่งอำนาจการปกครองแบบเบ็ดเสร็จรูปแบบใหม่ (คล้ายสิงคโปร์ และมาเลเซีย) สังคมอาจเหลือประชาธิปไตย แต่ในนามและรูปแบบ แต่มันก็อาจจะเป็นการเริ่มต้นบทเรียนอีกบทแห่งประวัติศาสตร์ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในสังคมไทยเช่นเดียวกัน

เราอาจกำลังเข้าสู่ภาวะต่อสู้
เพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยของไทยให้ยั่งยืน ว่าแต่ว่าท่านพร้อมหรือยัง?



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 7/02/2005 05:42 PM


�����Դ��繷��: 40



ถ้าเราพลอยคิดตามไปด้วย อย่างงี้ก็คงหมดหวัง ใช่มั้ย .....?

เพราะ ..... กรณีพิพาทขัดแย้ง และ เรื่องภาระของสังคมต่างๆ เหล่านั้น คงไม่สูญหายหรือลดน้อยลงไปได้ .. ถึงแม้เราจะเลือกรัฐบาลใหม่ๆ ไม่ว่าเลือกใครๆ มาบริหารประเทศ ก็คงไม่มีทางดีไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ หรอกมั้งคะ ...???


รับรองคะ ..... ว่าพวกเรา คงได้บ่นๆ พูดๆ ในเรื่องที่พวกเราอยากได้ อยากมีในสังคมของเรา กันอีกยาวนานจนกว่าชีพจะวายนั่นแหละ เผลอๆ ถ้าที่เค้าบอกว่า เราจะได้กลับมาเกิดอีก แบบเวียนว่ายตายเกิด ... เกิดแล้วตาย .. ตายแล้วก็ยังได้เกิดอีก .. ชาติหน้า .. ชาติโน้นนนสฺ .. พวกเราก็คงได้มานั่งพิมพ์ๆ บ่นๆ ต่อๆ ไปอีกชั่วกาลนิรันดร์ :-)

ทำไมคนปกติธรรมดาอย่างเราๆ .....
ไม่พยายามหาวิธีแก้ไขปัญหาของเราอย่างสร้างสรรค์ต่อสังคมและตัวเองบ้าง
ทำไมจึงชอบที่จะคิดแต่ในทางลบให้กับชีวิตและสังคม ชีวิตก็ตกต่ำไปตามที่คิดได้ทุกวันสิคะ ..!!


ความเป็นจริงในโลกของมนุษย์ มีทั้ง กรรมดี และ กรรมชั่ว
ใครจะเลือกกระทำกรรมอันใด ก็ย่อมได้รับผลกรรมนั้น ตอบเสมอ
เรารู้อยู่ชัดเจนแล้วว่า .......... สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ..!!

ประวัติศาสตร์ชาติไทย บันทึกไว้ว่า ..... หยดเลือดและหยาดน้ำตาของคนไทย ต้องหลั่งลงแผ่นดินมากเพียงใด วีรชนของไทยที่ได้เสียสละชีวิตเลือดเนื้อ เพื่อรักษาแผ่นดินผืนนี้เอาไว้ให้ลูกหลาน ได้อยู่เย็นเป็นสุขตราบเท่าทุกวันนี้ ฉะนั้นเราทุกคนจึงเป็นหนี้บุญคุณอันใหญ่หลวงนี้ ขอจงทดแทนคุณของแผ่นดินตั้งแต่บัดนี้


กู ... กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ผู้เป็นโอรสของพระปิยะมหาราช ขอประกาศให้พวกมึงรับรู้ไว้ว่า แผ่นดินสยามนี้ บรรพบุรุษได้เอาเลือด เอาเนื้อ เอาชีวิตเข้าแลกไว้ .. ไอ้ .. อี .. มันผู้ใดคิดบังอาจทำลายแผ่นดิน ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คือกระทำการทุจริตก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อส่วนรวม จงหยุดการกระทำนั้นเสียโดยเร็ว ก่อนที่กูจะสั่งทหารผลาญสิ้นทั้งโครตให้หมดเสนียดของแผ่นดินสยาม อันเป็นที่รักของกู

แผ่นดินใดให้เรากำเนิดมา แผ่นดินใดที่ให้ซุกหัวนอน
ให้ความร่มเย็นเป็นสุข มิให้อนาทรร้อนใจ จงซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินนั้น


คนต่างชาติ หลงรักเมืองไทย รักวิถีชีวิตที่มีเสน่ห์ของคนไทย
บางคนถือว่า ..... เมืองไทยเป็นบ้านของเค้าเลยทีเดียว


คุณสมบัติอันงดงาม ... ในวัฒนธรรมไทย น่าชื่นชม และน่าดึงดูดใจ ความงามของวัฒนธรรมไทยมีหลากหลาย ที่มีเสน่ห์และน่าประทับใจ ประกอบกับความอ่อนน้อมในวิถีชีวิตของคนไทย ยังมีความเอื้อเฟื้อ มีการเคารพนับถือผู้มีอาวุโส และ ความมีน้ำใจของคนไทย คงเป็นเอกลักษณ์เพียงไม่กี่ประการ ที่ทำให้เมืองไทยพิเศษจริงๆ

พวกเราคนไทยทุกคนรู้ว่า ... อะไรที่เป็นของไทยๆ ที่ดูดี ที่ควรปกป้องรักษาไว้ แต่พวกเราคนไทยก็ยังมีอยู่อีกจำนวนไม่น้อย ที่บ้าหลงทำตัวอย่างลัทธิของคนต่างชาติเอง แล้วที่น่าสมเพชมาก ก็คือทำได้น่าเกลียดกว่าคนต่างชาติอีก เพราะคนต่างชาติมากมาย ที่มาหลงรักวัฒนธรรมของไทยเรา อย่างที่ศึกษาเข้าถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทยทีเดียว

สังคมของคนไทย ... มีช่องว่างในสังคมระหว่างคนสมัยเก่าและสมัยใหม่ เช่นในด้านการพูดจา การแต่งกาย และ ทัศนคติ ซึ่งบางพวกก็ติดกับของเก่าจนไม่ลืมหูลืมตา บางพวกก็ไม่รับของเก่า รับเอาแต่วัฒนธรรมใหม่ๆ จากต่างประเทศ แล้วก็คงจะน้อยลงทุกวัน ที่เราจะยึดเอาแนวทางสายกลาง เพื่อผสมผสานระหว่างสิ่งเก่าและสิ่งใหม่ ให้เป็นจุดต่อเนื่องระหว่างอดีต และปัจจุบันที่เหมาะสม ...!!

แต่โดยความรู้สึกส่วนตัวของเรา ก็ยังมีความหวังอยู่เสมอว่า .....
คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าชีวิตประจำวันของพวกเราจะต่างกันเช่นไร
แต่พวกเราก็ยังมีความรัก ความจงรักภักดี ต่อสถาบันของ ชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์
และนั่นคือ สัญลักษณ์ที่ติดอยู่ในกมลสันดานที่สำคัญของคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยของเรานี้




เราว่า .............
รัฐบาลของนายกฯ ทักษิณ ในบางเรื่องก็ดีออกนะ


อย่างเรื่อง การจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวทั้งระบบ .....
ปัญหาแรงงานต่างด้าว ซึ่งตอนนี้มีอยู่เต็มประเทศไทย และ จะมีมากกว่านี้อีกมากมาย หากไม่จัดการแก้ปัญหา เพราะความแตกต่างในระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน นับวันจะเพิ่มมากขึ้น ขณะนี้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไทย พม่า ลาว และ กัมพูชา รวมกันแล้วจากยอด ๑๐๐ เป็นของไทย ๙๑ ที่เหลือ ๙ เป็นยอดของ ๓ ประเทศรวมกัน หากในอนาคตสัดส่วนจะเพิ่มเป็น ๙๕ ต่อ ๕ ก็จะเป็นปัญหาใหญ่มากขึ้นไปอีก รัฐบาลไทยของเราพยายามหาแนวทาง ทั้งการเข้าไปช่วยสร้างเศรษฐกิจ เพื่อดึงคนไว้ในประเทศของเขา ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ด้านเศรษฐกิจร่วมกันมากกว่า ที่ประเทศไทยของเราจะอยู่เฉยๆ

การที่รัฐบาลบริหารจัดการคนเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย .....
ควบคุมนายจ้างที่ต้องการแรงงานต่างด้าว ที่คนไทยด้วยกันเองไม่อยากรับจ้างทำงานนั้นๆ โดยกำหนดเป็นโควต้าและมีการเก็บภาษี ส่งให้ทางการอย่างถูกต้องด้วย ก็น่าจะทำให้ควบคุมการเข้าเมืองได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่จ้างแรงงานหนึ่งคน แต่ขนกันเข้ามาทั้งครอบครัว ซึ่งคนงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ ก็ไม่สามารถนำครอบครัวไปได้เช่นกัน เรื่องบางเรื่องก็ควรใช้กฎกติกามารยาทอย่างระบบสากลให้เหมือนๆ กัน

เรื่องราวพวกนี้ ... เป็นปัญหาของบ้านเมืองเรามานานแล้ว การที่รัฐบาลจัดระเบียบใหม่ทั้งหมดก็ดีแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเป็นเรื่องที่ต้องทำ ... และ พวกนายจ้างจะได้ไม่ใช้ช่องว่างของกฎหมายไปเอาเปรียบคนงานต่างชาติเหล่านั้นได้ ... แล้วก็คนงานต่างด้าวพวกนั้น ก็จะอยู่อย่างมีความสุข ตั้งใจทำงานให้พวกเราได้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ไม่มากังวลกับชีวิตที่ต้องถูกเอาเปรียบ หรือ มีการโกรธแค้น ฆ่าฟัน ชกชิงวิ่งราว เอาของผู้อื่นกันอยู่เรื่อยๆ ... เพียงแต่พวกเราประชาชนคนไทยต้องเข้าใจ และ ให้ความร่วมมือหรือแจ้งข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์กับทางการจริงๆ เท่านั้น ก็พอแล้ว




ส่วนเรื่องเงินที่รัฐบาลไทยให้พม่ากู้ไปพัฒนาประเทศ .....
ถ้าพวกเราจะมองโลกในแง่ดีอีกสักนิด ก็น่าจะมีส่วนดีอยู่อีกเช่นกัน และ เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านติดกัน จะได้ไม่มีปัญหาการหนีภัยจากการสู้รบ .. การใช้พื้นที่ของไทยก่อกวนทำให้เกิดความเข้าใจผิด .. และ จะได้ช่วยแก้ไข .. ความยากจน .. เศรษฐกิจและการค้า .. การผลิตยาเสพติดก็จะลดลง .. แล้วยังจะได้แก้ปัญหายาเสพติด แบบบูรณาการทุกมิติ ทั้งการปลูกพืชทดแทน การรับซื้อพืชที่ปลูกทดแทน เพื่อให้ชาวบ้านในแถบประเทศเพื่อนบ้านของไทยมีรายได้ .. ซึ่งประเทศจีน .. ไทย .. และ อินเดีย ก็ยินดีรับซื้อ รวมทั้งจะมีการร่วมมือหาข่าวเพื่อขจัดสารตั้งต้นไปพร้อมๆ กันอีกด้วย ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นเหล่านั้น น่าจะเป็นประโยชน์ในภาพรวมกับประเทศไทยของเราทั้งสิ้น

ส่วนเรื่องการสร้างงานให้คนรุ่นใหม่ .....
ประเทศไทยของเรา มีพื้นที่เท่าเดิม ผู้คนก็กินๆ ใช้ๆ อย่างเดิมๆ อะไรๆ ที่ผลิตขึ้นมา ก็ล้นตลาดแล้ว แต่ถ้าประเทศเพื่อนบ้านได้รับการพัฒนาอย่างถูกทาง เช่นเดียวกับประเทศไทยของเรา พวกเราก็อาจจะมีช่องทาง การทำมาหากินเพิ่มเติมมากขึ้น ไม่ต้องมานั่งลดราคาสินค้า แข่งกันเพื่อให้มีคนซื้อในราคาถูกๆ ซึ่งทำไป กว่าจะได้เงินคุ้มกับต้นทุนก็เหนื่อยแทบขาดใจ

คงเหมือนๆ กับว่า ..... ถ้าบ้านเราร่ำรวย หรือ พอมีกิน มีใช้ แต่กลับเห็นแก่ตัว นั่งกินนอนกิน กันแต่พวกของเรา และปล่อยให้ผู้คนรอบๆ บ้านของเรา ที่มีแต่เพื่อนบ้านที่ยากจน ไม่มีแม้อาหารจะประทังชีวิตไปวันๆ งานก็ไม่มีทำ .. คิดหรือว่า บ้านเราจะอยู่รอดปลอดภัยได้อย่างมีความสุข วันหนึ่งก็อาจจะถูกคนพวกนั้น มาขโมยและทำร้ายเอาถึงแก่ชีวิตก็ได้ .. แต่ถ้าเรามีน้ำใจคอยดูแล เอื้ออาทร ช่วยเหลือซึ่งกันและกันบ้าง สิ่งที่เราจะได้รับกลับมา ย่อมมีผลดีต่อชีวิตของเราแน่นอน




ส่วนเรื่อง เครื่องบิน .................
เพื่อรองรับภารกิจของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี นั้น


เราว่าดีเหมือนกันนะ ที่ประเทศไทยของเราจะมีเครื่องบินเพื่อรองรับภารกิจของ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี แต่เสียวๆ หรือเปล่า ว่าถ้าบังเอิญเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา จะหายไปหมดตั้ง 36 ที่นั่ง .. เพราะเครื่องบินเล็ก เวลาเจออากาศแปรปรวนกระทันหัน หรือ ถูกลอบวางระเบิด น่าจะอันตรายและเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆ กว่าเครื่องบินขนาดใหญ่

มีหลายๆ คนแสดงความคิดเห็นกันว่า .....
เป็นการฟุ่มเฟือยมากไปหรือเปล่า ทําไมไม่เอาเงินไปบริหารประเทศ
หรือ ทําไมไม่นั่งเครื่องการบินไทย หรือ เครื่องบินของกองทัพอากาศ
หรือ บางคนก็ตั้งคำถามว่า มันสำคัญที่ว่า จำเป็นแค่ไหน....????????


ถ้าเป็นอย่างที่ ..... คุณสนธิ คอลัมนิสต์ของ นสพ.ผู้จัดการฯ กล่าวมาจริงๆ ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2547 นั้น ... เราว่า การที่ทางกองทัพอากาศได้ตัดสินใจจัดซื้อเครื่องบินเพื่อรองรับภารกิจของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี และหรือ สำหรับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานของประเทศนั้น ก็น่าจะมีส่วนดีอยู่มากๆ เพราะอย่างน้อยๆ ก็จะไม่มี มนุษย์พันธุ์กร่าง มาทำให้มนุษย์ธรรมดาๆ อย่างเราๆ มีอารมณ์หงุดหงิดอีกต่อไป ในเครื่องบินโดยสารพาณิชย์ที่พวกเรามนุษย์ธรรมดาๆ ใช้กันอยู่เป็นประจำนั้น จะได้มีความสุขตามอัตภาพที่มนุษย์ธรรมดาๆ ควรมีตามราคาที่นั่งของผู้โดยสารตามจริง

แต่เราว่า จริงๆ แล้ว เครื่องบินแอร์บัส A 319 .....
ที่ทางกองทัพอากาศได้จัดซื้อมาด้วย งบประมาณต่อเนื่องของกองทัพอากาศฯ นั้น ก็เป็นสมบัติของประเทศไทยอยู่ดี ไม่ใช่ของส่วนตัวของนายกฯและคณะรัฐมนตรีจริงๆ แล้วประเทศไทยของเราก็มีศักยภาพพอ ที่จะมีเครื่องบินแบบนั้นได้ เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ เช่นกัน

ปกติ นายกฯและคณะรัฐมนตรี .....
ใช้เครื่องบินของการบินไทย หรือไม่ก็เครื่องบินของกองทัพอากาศ แต่ยังไงๆ ก็ต้องมีค่าใชจ่ายอยู่ดี แต่ถ้าคิดให้ลึกซึ้งอีกสักนิด ก็น่าจะคุ้มค่ากว่า ถ้าคณะรัฐบาลของประเทศไทยจะมีเครื่องบินไว้ใช้เป็นสัดส่วนสักลำ

เราคงไม่ได้เชียร์รัฐบาลนี้ จนออกนอกหน้าไปใช่มั้ย .....?????
เราก็แค่แสดงความคิดเห็นต่อสมบัติของแผ่นดินไทยของเรา อีกสักชิ้น เท่านั้นเอง ..!!




แล้วเราก็ไม่ทราบหรอกว่า ................
นายกฯ และ คณะรัฐมนตรี ท่านจะมีความจำเป็นอย่างไร?
แต่.............................................................................ถ้าเดาๆ เอา ก็คงพอได้ :-)


คิดว่า ... คงเหมือนๆ กับเพื่อนๆ ที่เป็นนักขาย มั้งคะ ?

ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ..... ยังไม่มีลูกค้ามากมาย ไม่ได้ติดต่อกับใครๆ เยอะแยะ แรกๆ ก็คงนั่งรถเมล์บ้าง .. อาศัยรถของคนอื่นเค้าไปบ้าง .. หรือไม่ก็ใช้บริการของ รถ Taxi แต่พอทำงานไปนานๆ ก็มีธุระที่จะต้องติดต่อกับใครๆ มากขึ้น จะทำงานในลักษณะอย่างเก่าๆ ก็คงไม่สะดวกนัก แถมเพื่อนนักขายคนนั้น ยังขยันหาลูกค้าอีกด้วย .. แล้วตอนนี้ ก็ดูจะมีเครดิตดี มีเงินมากพอที่จะหาความสะดวกสบาย เพื่อให้การทำงานคล่องตัวยิ่งขึ้น จะได้ไปติดต่อกับลูกค้าง่ายๆ แล้วก็คงจะเป็นองค์ประกอบหนึ่งในตัวเรา ให้ดูดีขึ้นในสายตาของคนทั่วๆ ไป ว่าเราก็มีศักยภาพที่น่าสนใจไม่แพ้ใครๆ เหมือนกัน ..

แต่ถ้าเราเห็นว่า ..... รถยนต์ .. โทรศัพท์มือถือ .. NoteBook .. และอื่นๆ อีกมากมาย เป็นเรื่องสิ่งของเครื่องใช้ที่ฟุ่มเฟือย ก็คงไม่แปลกที่เราจะไม่ใส่ใจ .. แต่รู้มั้ยว่า สิ่งของเครื่องใช้เหล่านั้น ที่เราอาจเคยมองว่า เป็นเครื่องประดับบารมีที่ไม่จำเป็น แต่เมื่อวันหนึ่งที่เราคิดว่า เราจะต้องก้าวหน้าขึ้นไปทำงานในอีกระดับหนึ่งที่ดูยิ่งใหญ่กว่าเดิมมากๆ เจ้าสิ่งของเครื่องใช้เหล่านั้น ก็สามารถจะดึงดูดให้เป็นเสน่ห์ เป็นตัวบ่งบอก ให้เรามีความมั่นใจ เพื่อเราจะได้รู้สึกว่า ตัวเราน่ายกย่องมากขึ้น และ การที่เรามักจ่ายเงินเกินตัว ก็อาจเป็นเพราะ คนทั่วๆ ไปของโลกเรานี้ เอาสิ่งของเครื่องใช้ และวัตถุต่างๆ เหล่านั้น เป็นเครื่องวัดคุณค่าของตัวคน .. ฉะนั้น เราก็เลยยิ่งจ่ายมากขึ้น เพื่อจะได้รู้สึกว่าตัวเราเองมีค่า


นั่นแค่เป็นความรู้สึกของ .....
เพื่อนนักขาย คนธรรมดาๆ ทั่วๆ ไป เท่านั้น


แล้วระดับนายกฯและคณะรัฐมนตรี ..... ที่ท่านมีความห่วงใยต่อประเทศชาติอย่างลึกซึ้งมากมาย ขนาดที่ได้ประกาศไว้ว่า ท่านและพรรคไทยรักไทย จะขอทำงานเพื่อประเทศชาติของท่านนี้ เป็นเวลาประมาณถึง ๒๐ ปี จะได้ทำให้นโยบายฯ ที่วางไว้นั้น สำเร็จลุล่วงไปได้ ทำให้ประชาชนคนไทยเข้มแข็ง สามารถยืนด้วยขาของตัวเอง ต่อไปประเทศไทยของเรานี้ จะไม่มีคนยากจนอีกแล้ว

นักขายมือทองทั่วๆ ไป บางคน .....
ก็ยังมีเครื่องบินส่วนตัวขนาด ๔-๖ ที่นั่ง เป็นของตัวเองได้เลย


นี่เป็นถึง นายกฯและคณะรัฐมนตรีของประเทศไทย เชียวนะ .....
แถมยังเป็นนักขายมือทองระดับประเทศ หรือ จะเรียกว่า นักขายมือทองระดับโลก ก็คงไม่ผิดนัก ถ้าท่านๆ คิดจะมีเครื่องบินขนาด 36 ที่นั่ง ไว้ใช้เป็นสัดส่วนสักลำ เพื่อรองรับภารกิจของท่านนายกรัฐมนตรีและคณะฯ อย่างจริงๆ จังๆ บ้าง


ท่านๆ จะคิดว่า ไม่จำเป็นได้อย่างไร :-)

เพื่อนๆ สมาชิกบางท่าน ..... ก็พยายามเอาไปเปรียบเทียบกับเครื่องบินพระที่นั่งของในหลวง แต่ถ้าพวกเรา จะตั้งใจอ่านและศึกษาเรื่องราว ของอากาศยานในกองทัพอากาศไทยอย่างละเอียดแล้ว ... พวกเราก็จะรู้ว่า เครื่องบินของกองทัพอากาศ นอกจากจะใช้ในภารกิจของราชการทหาร และ ของคณะบุคคลผู้บริหารบ้านเมือง ก็คือคณะรัฐบาลของประเทศไทยของเราแล้ว ก็ยังมีหน้าที่หลักในการให้บริการในส่วนขององค์พระประมุขและราชวงศ์ทุกๆ พระองค์อีกด้วย

และ ตามที่เราเข้าใจ ..... อากาศยานทุกลำที่ซื้อโดยใช้งบประมาณของกองทัพอากาศ ก็ต้องเป็นสมบัติของประเทศไทย และ อยู่ในความดูแลของกองทัพอากาศไทย มิใช่เป็นของผู้หนึ่งผู้ใด อย่างที่บางท่านเข้าใจ หรือ มีเจตนากล่าวอ้างให้ร้าย เพื่อชักจูงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดไปด้วย ..!!



--------------------------------------------------------------------------------
>>> แล้วที่บอกว่า
งบของกองทัพอากาศนะ ผมอยากรู้ว่าเอางบมาจากไหน
>>> ถ้ารู้ราคาที่แน่นอน
เอามาบอกพวกเราด้วย อยากรู้ว่าจริงหรือเปล่า
--------------------------------------------------------------------------------






มีเครื่องบินลำนี้ลำเดียว ที่แสดงว่า .....
นี่คือตัวแทนของ ... ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ... พาดตลอดลำ แบบนี้


รัฐบาลอนุมัติงบประมาณ .....
เพื่อการจัดซื้อเครื่องบิน ลำดังกล่าว
โดยใช้งบประมาณต่อเนื่องของกองทัพอากาศ
จากการ .......... ขายคืนเฮลิคอปเตอร์ซูเปอร์พูม่า 2 ลำ


เครื่องบินลำเลียงแอร์บัส A 319 ..... เครื่องบินแอร์บัสลำนั้น ส่งมอบให้กับกองทัพอากาศไทย เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2547 ที่ผ่านมานี้ ... ตกแต่งและติดตั้งที่นั่ง 36 ที่นั่ง ... ติดป้ายสิงห์สัญลักษณ์สำนักนายกรัฐมนตรี ... และ ลงหมายเลขทะเบียนเครื่อง 60221 ซึ่งแสดงถึงฝูงบิน 602 ซึ่งเป็นฝูงบินส่งกำลังบำรุง ... และ หมายเลข 21 ถือเป็นเลขสัญลักษณ์เรียกขานประจำตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ 21

เครื่องบินลำเลียงแอร์บัส A 319 .....
หรือ ที่นักข่าวชอบเรียกขานกันในนาม แอร์ ฟอร์ซ วัน


มีงบประมาณ...............1117.82 ล้านบาท
- โดยเป็นค่าเครื่องบิน...............1100 ล้านบาท
- เป็นงบให้สำหรับเจ้าหน้าที่ตรวจรับและฝึกอบรมจำนวน...............17.82 ล้านบาท


ซึ่งภายหลังการอนุมัติงบประมาณแล้ว ..... พรรคฝ่ายค้าน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าไม่เหมาะสม โดยเฉพาะ นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีระบุว่า ไม่เห็นด้วย เนื่องจากภารกิจของนายกรัฐมนตรี สามารถใช้เครื่องบินพาณิชย์ที่มีอยู่ได้ แม้จะเสียเวลาในการเดินทางบ้าง แต่ก็สามารถประหยัดงบประมาณของประเทศได้

แต่งบประมาณนั้น มีความโปร่งใส ..... ไม่ได้เป็นงบผี เหมือนอย่างที่ฝ่ายค้านชอบกล่าวอ้างให้ร้ายถึงแต่อย่างใด ซึ่งเครื่องบินลำนั้น ก็ไม่ใช่เครื่องบินส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี แต่เพื่อรองรับภารกิจต่างๆ ของคณะรัฐบาล รวมทั้งเป็นเครื่องบิน V I P ที่ใช้ต้อนรับบุคคลสำคัญ และแขกบ้านแขกเมือง อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการดูแลความปลอดภัยของผู้นำของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นที่รับทราบกันอยู่ทั่วไปแล้วว่า สังคมโลกอยู่ในภาวะที่ผู้ก่อการร้ายข้ามชาติสามารถก่อการได้ทุกเมื่อ และ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ และ ความคล่องตัวในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งถือเป็นเครดิตของประเทศ


อ้างอิงจาก ..... ตัวเลขและข่าวประชาสัมพันธ์ของกองทัพอากาศ .../ 29 ก.ค. 2547

http://www.do.rtaf.mi.th




เรื่องภาษีฯ ของเมืองไทย ก็เช่นกัน ..... ปัจจุบันรัฐบาลไทยของเรา เก็บอย่าง อัตราก้าวหน้า มาตั้งนานแล้ว ส่วนเรื่องของคนที่ชอบจะขี้โกง คงช่วยอะไรพวกเค้าไม่ได้หรอก แต่เราเห็นอยู่บ่อยๆ คนขี้โกง ในที่สุดของชีวิต เค้าก็ต้องได้รับกรรมอยู่ดี จะมากหรือน้อย ก็คงขึ้นอยู่กับว่าเค้าทำอะไรไว้มากน้อยแค่ไหน ...?

นโยบายของรัฐบาล นายกฯ ทักษิณ ..... เน้นเรื่องขจัดความยากจนของคนในประเทศ ซึ่งมีจำนวนมากๆ ให้หมดไปได้โดยเร็ว .. งานช้าง หรือ การกระทำใดๆ ที่จะมีรายได้มาอย่างมหาศาล เพื่อช่วยคนยากจนของประเทศ โดยสุจริต และ กระทำจริงๆ และ ทำได้ ก็น่าสนใจ ... มิใช่หรือ?

ถ้าเรามีใจเป็นธรรมและไม่มีอคติใดๆ ..... ดูจากข่าว และ เอกสารเกี่ยวกับการเมืองที่ผ่านๆ มา ไม่มีประเด็นให้เห็นเด่นชัดมากๆ ว่าภาครัฐฯ ได้กระทำอันใดเพื่อประชาชนอย่างจริงจังและจริงใจสักครั้งเดียว .. มีที่จะเริ่มเห็นว่าประเทศไทยควรดำเนินไปในทิศทางใด ก็พอจะมองเห็นในรัฐบาลนี้ อาจจะพูดได้ว่า เป็นครั้งแรกที่ท่านผู้นำของประเทศ พูดถึงการพัฒนาความรู้ของสังคมไทยในส่วนรวม แล้วยังเผื่อแผ่ไปให้กับเพื่อนบ้านใกล้เคียงได้อีกด้วย .. ทำให้เป็นสังคมแห่งความรู้ แล้วก็ทำหลายๆ อย่าง พร้อมๆ กัน เพื่อประกอบให้นโยบายของรัฐฯ ดำเนินไปถึงจุดหมายได้ .. และเป็นครั้งแรกที่ท่านผู้นำของฝ่ายรัฐฯ ออกมาช่วยรับผิดชอบและช่วยเหลือ ฟื้นฟูให้คนจนแข็งแรงขึ้น ซึ่งไม่เคยมีรัฐบาลไหนๆ ทำมาก่อน .. เป็นจุดที่นักวิชาการบางท่าน และ บางองค์กร บอกว่า การช่วยคนจนแบบนี้ ไม่ได้เป็นการส่งเสริมให้เค้าแข็งแรง กลับทำให้เค้าอ่อนแอ

แต่ถ้าเราลองคิดให้ลึกซึ้ง กว่านั้นอีกสักนิด ..... ประเด็นไม่ได้ขึ้นอยู่ตรงนั้น ประเด็นอยู่ที่ว่าคนจนในเมืองไทย และ ของประเทศเพื่อนบ้านที่ทะลักเข้ามาอยู่ในเมืองไทยมากมายนั้น อ่อนแอจนเกือบเสมือนคนพิการ ที่ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว .. ดังนั้น จึงต้องสมควรช่วยเค้าก่อน ช่วยทำให้เค้าสามารถยืนขึ้นมาได้ด้วยตัวเองก่อน แล้วจึงค่อยๆ ให้เค้าต่อสู้ในทางของเค้าต่อไป .. เสมือนเป็นการเยียวยาให้พ้นจากโรคร้าย หรือ เป็นเพียงการช่วยทำกายภาพบำบัดกันก่อนที่แขนขาจะลีบไป จนหมดหนทางรักษา .. และ เพื่อที่จะช่วยให้เค้ามีพลัง มีแรงใจ ไม่ท้อแท้ต่อชีวิต เพราะที่ผ่านๆ มา ไม่มีใครสนใจพวกเค้าเลย


แบบนี้ วิกฤตพอที่จะเรียกได้ว่า .....
มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของประเทศชาติ
หรือ รักษาผลประโยชน์ของคนส่วนรวมในประเทศ ได้หรือไม่ .....???



เพื่อนๆ อย่าเข้าใจผิด นะคะ ..... เราไม่ได้เป็นประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลนายกฯ ทักษิณ บางครั้ง เราบ่นว่ารัฐบาลฯ ก็มี เพียงแต่เราอ่านมาก ฟังมาก และสนใจกับเรื่องราวเหล่านี้ มากๆ ไปนิด แล้วเราก็มองทุกอย่าง อย่างคนทำงานจริงๆ ว่าถ้าเป็นเราเข้าไปอยู่ในจุดนั้น เราจะทำได้หรือไม่ แล้วการกระทำบางอย่างนั้น มีผลได้กับผลเสียต่างกันมากน้อยแค่ไหน เราไม่ได้มีอคติกับใคร เราพูดและเขียนตามเหตุการณ์จริงๆ ที่ปรากฏกับการรับรู้โดยตรงของเรา เราไม่ได้อ่านข่าวหรือฟังจากใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น เรามองการทำงานของรัฐบาลฯ ในภาพรวมที่ประเทศชาติจะได้รับผลประโยชน์มากกว่า ที่จะมองตัวบุคคลที่เข้ามาทำงาน และ คิดว่าพวกเค้าโกงกินบ้านเมืองอย่างไรกันบ้าง

เพราะการทำงานของประเทศชาติ ..... ไม่ได้ทำงานคนเดียว แล้วจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และ บางเรื่องราวเป็นปัญหาต่อเนื่องมายาวนานมากๆ จะมาบอกว่า บุคคลนั้น บุคคลนี้ กระทำผิดนั้น คงจะพูดไม่ได้เต็มปาก และ การรังเกียจคนมีเงิน หรือพวกนายทุน ก็อย่ามาพูดให้เสียเวลาเลย ที่ไหนๆ ในโลกปัจจุบันนี้ การกระทำอะไรสักนิด ก็ต้องใช้เงินทั้งสิน เราไม่ได้อยู่ในยุคมืดแล้ว ถ้าพวกเค้าดำเนินการผิดและทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองได้รับความเสียหายจริงๆ บ้านเมืองมีกฎหมายที่จะจัดการ และ ในระบอบประชาธิปไตย ก็มีครรลองที่จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ตัดสินใจใหม่ได้ทุกๆ 4 ปีอยู่แล้ว แล้วยังแถมด้วยประชาคมโลก ที่คอยสอดส่องดูแลกันอยู่อย่างไม่ลดล่ะ ... อย่ากลัวเลย ถ้าพวกเค้ากระทำผิดจริงๆ รับรองไม่รอดแน่ ...!!!


ว่าแต่ อย่าเอาเรื่องไม่จริง หรือเจตนาใส่ร้าย มีอคติส่วนตัวต่อกัน ..........
มาพูดเล่น ให้บ้านเมืองเสียหายไปด้วย แบบนี้ คนที่จะรับกรรมก็คงรู้ตัวเองดีว่าจะเป็นใครกัน..!!

ชาติกับชีวิต เป็นสิ่งเดียวกัน ..........
มีชาติจึงมีชีวิต ไร้ชาติก็ได้ชื่อว่า .......... ไร้ชีวิต เช่นกัน
คนไร้ชาติ ย่อมขาดความภูมิใจ แม้จะมีชีวิตอยู่ ..........ก็ไม่ทะนงองอาจได้




ผู้คนในเมืองไทยส่วนใหญ่ ..... ถึงแม้จะมีการศึกษาน้อยๆ แต่เรื่องเศรษฐกิจและการเมือง เพื่อนๆ ลองสังเกตดูดีๆ ไม่มีใครรู้น้อยกว่าใครเลย บางเรื่องราวอาจจะมองได้ไกลและรู้มากกว่าคนในสภาฯ .. เราตามพ่อไปต่างจังหวัดบ่อยๆ พ่อชอบไปนั่งดื่มกาแฟตามร้านธรรมดาๆ กับชาวพื้นบ้าน เราได้ฟังเค้าคุยเรื่องการเมืองมากมายในหลายๆ แห่ง ดูเค้าคุยกันได้รสชาติทีเดียว และ พูดจาแลกเปลี่ยน ถกเถียงกันให้ได้ข้อยุติ ที่สันนิษฐานออกมาแต่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่มีใครไปนินทาหรือเชื่อตามหน้าหนังสือพิมพ์อย่างไร้เหตุผลง่ายๆ ..

เดี๋ยวนี้ การสื่อสาร ..... และ รายการที่ตรงประเด็น ที่ชาวบ้านอยากรู้ อยากเห็น จากปากของผู้ที่เกี่ยวข้องจริงๆ ก็มีมากขึ้น การกระทำความไม่ดี ก็คงทำได้ยากมากๆ แล้ว .. ผู้คนแบบที่เพื่อนๆ คุ้นหูคุ้นตา ปัจจุบันพวกเค้านับวัน ก็จะอายุมากขึ้นเรื่อยๆ บทบาทในการทำงานของพวกเขาก็จะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ .. แค่พวกเราช่วยกันคิดแต่สิ่งที่ดีๆ ให้กับประเทศชาติของเรา อีกหน่อยประเทศของเราก็จะน่าอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ในกลุ่ม Asian ประเทศไทยก็นับเป็นหนึ่งในหลายๆ ด้านอยู่แล้ว


เพื่อนๆ ใจเย็นๆ นะคะ .....
ตามข่าว และ ที่เราฟังๆ จากผู้ใหญ่ที่เค้าพูดคุยกัน
ตอนนี้บ้านเมืองของเรา ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากมายแล้ว


ปัจจุบันนี้ ประเทศไทยของเรา .....
ก็เริ่มมีหน่วยงานดูแล ผู้ที่ไม่มีงานทำ
และ ตกงานอยู่แล้ว มีทั้งบัตรประกันสังคมและสุขภาพด้วย


ถ้าเราไม่เรื่องมาก เลือกมาก ก็คงไม่อดตายหรอกมั้งคะ ?
งานและเงิน อยู่ในหัว ในมือ และ เท้า ของเรา นั่นเอง ..!!



ส่วน เรื่องเงินเดือนราชการ และ ครู ..... ถ้าเราจำไม่ผิด เค้าน่าจะปรับอัตราเงินเดือนไป มากกว่า 1 ครั้ง แล้วมั้งคะ? .. แต่ถึงไม่ปรับเงินเดือน ก็มีสวัสดิการเพิ่มขึ้นมากกว่าแต่ก่อนมากแล้ว เพราะตอนนี้ ประเทศไทยของเราก็มี สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน โดยมีหน้าที่ให้บริการด้านประกันสังคม เพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้แก่ประชาชนในยามที่ไม่มีรายได้ รายได้ ลดลง หรือ มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น .. สำนักงานประกันสังคม จะช่วยแนะนำและชี้แจงให้เรารับรู้เกี่ยวกับขอบข่ายความคุ้มครอง ประเภทของการประกันสังคม และ สิทธิประโยชน์ที่เราควรจะได้รับ ในกรณีต่างๆ เช่น เจ็บป่วยทั่วไป เจ็บป่วยฉุกเฉิน เกิดอุบัติเหตุ และ อื่นๆ .....

จริงๆ แล้ว ..... ประเทศของเรายังมีเงินใช้จ่ายน้อยมาก ถ้าเปรียบเทียบกับต่างประเทศบางประเทศในยุโรป ที่เป็นประเทศในกลุ่มที่พัฒนาแล้วเป็นอย่างดี .................


เราไม่อยากให้เพื่อนๆ .....
พยายามเอาประเทศไทยของเราไปเปรียบเทียบกับใครๆ
ถ้ามีคนเอาเพื่อนๆ และครอบครัวของเพื่อนๆ ไปเปรียบเทียบกับคนที่เราด้อยกว่าทุกอย่าง
ถามว่า ..... ยุติธรรมกับเพื่อนๆ และครอบครัว หรือไม่ ?


เพราะ ในแต่ละประเทศ ..... ต่างคนต่างมีวิถีชีวิต และ ความเป็นมาที่แตกต่างกัน มีแนวทางในการดำเนินชีวิต และ นโยบายของการบริหารประเทศ ก็แตกต่างกันอีกด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างต่างกันมากมาย ไม่งั้นประเทศของเรา คงไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ประเทศกำลังพัฒนา หรอกมั้งคะ ?

และ ที่สำคัญ .....
เราไม่เคยเห็นว่า ประเทศไหนๆ ในโลกใบนี้ ไม่มีปัญหา ..!!

ต่อให้ 10 ยอดมนุษย์ หรือ ซุปเปอร์แมน .....
ก็ช่วยประเทศไทยให้เจริญได้รวดเร็วทันใจทัดเทียมต่างประเทศไม่ได้หรอกนะคะ :-)




ปัจจุบัน นักเรียนของโรงเรียนรัฐบาล
- ตั้งแต่ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง ชั้นมัธยมศึกษา ไม่ต้องเสียค่าเทอม
- มี เสื้อผ้าชุดนักเรียนแจกฟรี 2 ชุด ต่อ ปี
- มี หนังสือให้ยืมเรียน
- มี อาหารกลางวันทานฟรี
- มี นมดื่ม เท่าที่เด็กๆ ต้องการดื่ม
- มี บัตรประกันสุขภาพ 30 บาท รักษาทุกโรค
- เด็กๆ ทุกคน มีประกันชีวิต เรื่องอุบัติเหตุ
- มีโครงการเงินกู้ของรัฐฯ สำหรับการศึกษา
- มีทุนการศึกษาสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ ประมาณ 5000-10000 บาท / คน / ปี
- มีทุนการศึกษาต่างประเทศ 1 ทุน 1 อำเภอ

มองภาพรวม ก็น่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ ใจเย็นๆ นะคะ


แล้วถ้าเรามีใจเป็นธรรมสักนิด ..... ลองมองย้อนกลับมาที่ตัวเราเองบ้าง ลองถามตัวเราเองสิคะ ว่าเราได้ทำอะไรให้กับสังคมไทยบ้าง นอกจากคอย ตำหนิ วิเคราะห์ วิจารณ์ผู้อื่น ...?

ถ้าเราถามเพื่อนๆ ..... หรือ บุคคลที่ออกไปทำมาหากินอยู่นอกประเทศ พอมีกินมีใช้ ก็กลับมาย้อนตำหนิวิถีชีวิตในบ้านเกิดของตัวเอง และ สรรเสริญความเจริญของประเทศที่ตัวเข้าไปอยู่ในฐานะผู้อาศัย ...


ถามว่า ..........
สิ่งที่ท่านๆ กำลังคิดอยู่นั้น ในความเป็นจริง เปรียบเทียบกันได้อยู่หรือ...?
และ ยุติธรรมแล้วหรือ ที่ท่านคิดเช่นนั้นกับบุคคลที่ทำงานส่วนรวม...?


เราว่า ... พวกเราไปดูแลคนอื่นๆ ไม่ได้หรอกนะคะ สิ่งเดียวที่เราพอจะทำได้ ก็คือ ดูแลตัวเองและครอบครัว รวมทั้งผู้คนที่ใกล้ชิดของเรา อย่าต้องให้เป็นภาระต่อสังคม เท่านี้ ก็เป็นบุญคุณต่อประเทศชาติมากๆ แล้ว มั้งคะ ...?

เหตุการณ์ต่างๆ ของเรื่องการเมืองไทย ..... ที่เพื่อนๆ อ่านเจอในข่าวสารของเมืองไทยนั้น เราไม่เคยเชื่อเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะสื่อของประเทศไทยไม่เคยเป็นกลาง หรือแม้แต่สื่อต่างชาติ บางครั้งก็ไม่อาจเชื่อถือได้ทั้งหมดเช่นกัน ถ้าเพื่อนๆ บอกว่า เพื่อนๆ เป็นบุคคลที่ติดตามอ่านข่าวสารอยู่เสมอๆ แล้วถ้าเพื่อนๆ มีโอกาสที่จะได้ดูข่าวเดียวกันนั้น จากจอ ที.วี. ได้ฟังจากปากของคู่กรณีกันจริงๆ เพื่อนๆ จะเห็นว่า บางครั้งและส่วนใหญ่มันคนละเรื่องกันเลย

บางครั้ง สื่อและบุคคลต่างๆ ..... ที่เข้ามาคุยกันตามเว็บบอร์ดต่างๆ นั้น ก็ไม่ใช่อย่างเราๆ พวกเค้าอาจจะถูกว่าจ้างให้มาก่อกวนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้ .. แต่เราก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกที่จะเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าเราตั้งใจอ่าน และติดตามอยู่เสมอ วันหนึ่งเราก็จะพอสังเกตเห็นเอง เพราะเรื่องบางเรื่อง แค่ธรรมดาๆ ก็ยังเอามาเป็นประเด็นตำหนิ และ ด่าทอกันอย่างหยาบคายได้เลย

ถึงแม้สังคมคนเมืองหลวงของเรา จะวุ่นวายมากขึ้น ..... ปัญหาซับซ้อนมากขึ้น .. แต่ก็มีองค์กรเกิดขึ้นมาเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ .. ก็แปลว่าผู้คนยังได้รับรู้ และ พยายามแก้ไข .. เพียงแต่อาจจะเป็นการวิ่งตามปัญหามากไปสักนิด .. แต่อย่างน้อยเราก็ได้รับรู้ว่า เราไม่ได้สิ้นหวัง ยังมีคนทำงานอยู่ .. !!




และ ถ้าพวกเราเอาแต่มอง ..... บุคคลที่อาสามาทำงานเพื่อสังคมส่วนรวมของเรา ไปในทางลบเพียงอย่างเดียว เพราะเรื่องบางเรื่อง คนที่มอง กับคนที่ต้องลงมือกระทำงานนั้นๆ ก็ไม่สามารถอยู่ในจุดยืนอันเดียวกันได้เสมอไป ถ้าเรามีน้ำใจสักนิด มองโลกในแง่ดีอีกสักหน่อย นำเรื่องราวเหล่านั้น มาคิดทบทวนกับเรื่องใกล้ๆ ตัวของเราบ้าง เราก็จะเห็นว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ที่เราจะแก้ไขปัญหาอะไรสักอย่างให้ลุล่วงลงไปได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ปัญหานั้นๆ จะไม่มีทางแก้ไข

สังคมมนุษย์ยุ่งยากมาก โดยเฉพาะเมืองไทย ..... บุคคลหรือหน่วยงานที่มีทรัพย์สินมากๆ ก็น่าสงสัยว่า จะมีทุจริตมากๆ ตามมาด้วยเช่นกัน มีแต่ผลประโยชน์ เพื่อตัวเองและพวกพ้อง ทุกวันเราจะได้รับรู้ ศิลปะการปกครองของรัฐฯ ในรูปแบบต่างๆ ทั้งการใช้เล่ห์เหลี่ยมในการแสวงหาอำนาจ สื่อก็พยายามนำเสนอแต่ข่าวแบบนี้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะจริงเท็จหรือไม่ ก็ชี้นำไปก่อน โดยไม่คิดถึงผลได้หรือเสียที่จะตามมาแต่อย่างใด พอพวกสื่อที่ชอบพูดเรื่อยเปื่อย โดนเขาฟ้องร้องเอาเข้าจริงๆ ก็วิ่งโล่ไปให้ชาวต่างชาติช่วย .. ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ถ้าพวกสื่อเขามั่นใจว่า ข้อมูลที่เขานำเสนอนั้น เป็นเรื่องจริง ทำไมเขาต้องกลัวอะไรมากมายขนาดนั้นด้วย ..!!

แล้วข่าวการเมืองของบ้านเรา ..... ชอบที่จะเป็นเรื่อง ประมาณเขาเล่าว่า .. ไม่ใช่แบบมีข้อมูลและหลักฐานอย่างเห็นเด็นชัดแต่อย่างใดเลย .. และบางที ดูเหมือนเชื่อถือได้ มีหลักฐานมาอ้างอิงมากมาย แต่พอเขาฟ้องร้องกัน ก็กลายเป็นเอกสารปลอมที่ทำขึ้น เพียงเพื่อประกอบการกล่าวหาให้เห็นเสมือนจริงเท่านั้น เรื่องแบบนี้ เห็นกันอยู่บ่อยๆ ในระดับของนักการเมืองของไทยในการอภิปรายทุกครั้งในสภาฯ

บางครั้ง คนเราก็มีทิฐิมากๆ ..... เอาแต่ความคิดของตัวเอง มองมาตรฐานต่างๆ ที่ตัวเองได้รับรู้ และ เจตนาตัดสิน และหรือ มองผู้อื่นให้แตกต่างไปในทางอคติ มากกว่าการมองในแง่บวก หรือมองแบบปรึกษาหารือ และหรือ ต่างฝ่ายต่างควรพยายามถือเอาความเป็นธรรม เพื่อเห็นใจกันและกันในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศร่วมกัน .. หรือไม่ก็น่าจะตำหนิกัน หรือว่ากล่าวกันฉันมิตร .. แต่ปกติที่เราเห็นๆ นั้น ก็ใช้วิธีในแง่ลบ เพื่อตัดทอนกำลังของคู่ต่อสู้ ด้วยการวิจารณ์ ใส่ร้าย และ ด่าทออย่างก้าวร้าว แบบเจตนาให้เค้าเสียคนแต่อย่างเดียว ...




เราเข้าใจว่า รัฐบาล คือ ..... คณะบุคคลที่เข้ามาทำงาน พอให้ประเทศชาติ มีชีวิตอยู่ได้ในสังคมของโลก และ ประเทศไทยของเรา ก็มีปัญหามากมายเกินกว่าที่คณะบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะสามารถแก้ไขได้โดยลำพัง .. ดังนั้น แม้เราวิจารณ์รัฐบาลไป เราก็แค่ได้ระบายความรู้สึกที่ เราอยากได้ อยากมี ของเราเท่านั้น ... ตราบใดที่ผู้คนในสังคมของไทยเรา และ ท่านผู้นำของประเทศ มุ่งเน้นชักชวนประชาชนพลเมืองในประเทศ ให้มองแต่เรื่องเศรษฐกิจและการเมือง

โดยไม่คำนึงถึงหลักธรรม .....
ในการดำรงชีวิตของคนเราให้เห็นเด่นชัด
ก็คงไม่มีประโยชน์อันใด ที่เราจะวิจารณ์ผู้อื่น ... เช่นกัน ..!!


เช้ามา สื่อมวลชนและคนของรัฐฯ ..... รวมทั้งผู้คนของประเทศไทยบางกลุ่มชน ก็ชอบพูดแต่เรื่องเงิน..เงิน..แล้วก็..รวย..รวย..จน..จน..ไม่รู้เหมือนกันว่า พวกเค้าเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์วัดและตัดสิน .. ว่าเรารวยหรือเราจน .. ก็คนทั้งประเทศมีทั้ง .. อ้วนผอม .. ตัวใหญ่ตัวเล็ก .. ชรามากๆ ก็มี .. ผู้หญิง ผู้ชาย .. ทอม ดี้ เกย์ .. วัยรุ่นก็มีทั้งหญิงชาย .. คนพิการก็มีอีกตั้งมากมาย .. แล้วก็เด็กๆ แบบเดินได้แล้ว .. นอนแบเบาะอยู่ก็มี .. เค้ารู้ได้ยังไงว่าทุกคนอยากกิน อยากใช้จ่ายในส่วนที่จำเป็นกับการดำรงชีวิตจริงๆ นั้น มีอะไรมากน้อย หรือ เท่ากันแค่ไหน? .. จึงมาตั้งกฎ กติกา เป็นสื่อเป่าหู ให้ผู้คนของสังคมรับรู้แต่เรื่อง .. รวย กับ จน ..!!

ถ้าตัวเราพลอยคิดตามไปด้วย อย่างงี้ก็คงหมดหวัง ใช่มั้ย .....?

เพราะ ..... กรณีพิพาทขัดแย้ง และ เรื่องภาระของสังคมต่างๆ เหล่านั้น คงไม่สูญหายหรือลดน้อยลงไปได้ .. ถึงแม้เราจะเลือกรัฐบาลใหม่ๆ ไม่ว่าเลือกใครๆ มาบริหารประเทศ ก็คงไม่มีทางดีไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ หรอกมั้งคะ ...???


รับรองคะ ..... ว่าพวกเรา คงได้บ่นๆ พูดๆ ในเรื่องที่พวกเราอยากได้ อยากมีในสังคมของเรา กันอีกยาวนานจนกว่าชีพจะวายนั่นแหละ เผลอๆ ถ้าที่เค้าบอกว่า เราจะได้กลับมาเกิดอีก แบบเวียนว่ายตายเกิด ... เกิดแล้วตาย .. ตายแล้วก็ยังได้เกิดอีก .. ชาติหน้า .. ชาติโน้นนนสฺ .. พวกเราก็คงได้มานั่งพิมพ์ๆ บ่นๆ ต่อๆ ไปอีกชั่วกาลนิรันดร์ :-)

ถ้าผู้ใดที่ยังท้อแท้ในชีวิต และ ยังคิดเล็กคิดน้อยมากๆ อยู่
ก็พยายามมองดู คนพิการของประเทศไทยของเรา เอาไว้ให้มากๆ นะคะ ..!!


พวกเค้าพยายามต่อสู้ชีวิต ... เพื่อที่จะอยู่ได้ในสังคมของคนปกติ ทั้งๆ ที่บางคนเค้ามีความยากลำบากมากมายที่จะมีชีวิตอยู่ไปวันๆ แต่เค้าก็ยังอยู่ได้ คนพิการที่ยอมรับว่าตัวเองเป็นอะไร และ ไม่ท้อแท้ต่อชีวิต เค้าจะมีความสุข และ เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์มากมาย มีคนพิการอีกมากมายที่เค้าสู้ชีวิต และ ประสบความสำเร็จในหลายๆ สาขาอาชีพ มีครอบครัวที่มีความสุขอีกด้วย

ทำไมคนปกติธรรมดาอย่างเราๆ .....
ไม่พยายามหาวิธีแก้ไขปัญหาของเราอย่างสร้างสรรค์ต่อสังคมและตัวเองบ้าง
ทำไมจึงชอบที่จะคิดแต่ในทางลบให้กับชีวิต ชีวิตก็ตกต่ำไปตามที่คิดได้ทุกวันสิคะ ..!!


เราควรซื่อสัตย์กับสิ่งที่เรายึดมั่น .....
ความแข็งแกร่ง และ พลังในการมีชีวิต และ ภาพที่เรานึกฝันอยากจะเป็น
เกิดจากสิ่งต่างๆ ที่เราให้คุณค่าอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง เท่านั้น....................!!!!!!!


ทุกชีวิตในโลกนี้ .....
มีความสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ง่ายๆ อยู่แล้ว
ในวิกฤติย่อมมีโอกาสอื่นๆ รออยู่เสมอ ลองตั้งใจดูดีๆ นะคะ :-)




การพัฒนา ..... ปัจจุบันเราจะได้ยินคำว่า พัฒนา ปรากฏอยู่ทั่วๆไป อย่างกว้างขวาง จนดูประหนึ่งว่า เป็นสิ่งแวดล้อมที่สำคัญยิ่งของมนุษย์ หากขาดความสนใจเรื่องการพัฒนา ก็จะกลายเป็นคนล้าสมัย เพราะอะไรๆ ก็ต้องพัฒนาทั้งนั้น .. ทั้งๆที่ ความจริงแล้ว คำว่า พัฒนา ไม่ใช่คำใหม่ .. เรารู้จักและคุ้นเคยกับคำนี้มาแต่โบราณ

ซึ่งมาจากคำว่า วัฒนะ หรือ วัฒนา แปลว่า ..... ความเจริญ
ตรงข้ามกับคำว่า หายนะ ซึ่งแปลว่า ..... ความเสื่อม

บุคคลที่ได้ชื่อว่า มีการพัฒนาแล้ว .....
จึงเปรียบได้ว่า เป็นผู้เจริญ เราจึงนิยมการพัฒนากันมากขึ้น

โดยเฉพาะ การพัฒนาทางด้านวัตถุ ..... อย่างการ สร้าง เขื่อน เหมือง ฝาย ถนน ชลประทาน อาคารบ้านเรือน โรงงาน .. ตลอดจนการจัดสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ .. หรือทางด้านสังคมสงเคราะห์ ก็มีการบริจาคทรัพย์ สิ่งของ เครื่องใช้ อาหาร เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่ยากจน .. นักพัฒนาเหล่านี้ มักจะได้รับการยกย่อง ได้ยศฐาบรรดาศักดิ์ ได้รับการประกาศเกียรติคุณว่า เป็นบุคคลตัวอย่าง บางคนก็ได้รับเกียรติ ถึงได้รับปริญญามหาบัณฑิต หรือ ดุษฎีบัณฑิตจากสภามหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งมีข่าวเกรียวกราวทางสื่อต่างๆ อยู่เสมอ

จนกลายเป็นค่านิยมอย่างหนึ่งของสังคมไทยว่า .....
การพัฒนาที่มีผลทันตาเห็นคือ การพัฒนาด้านวัตถุ

แม้กระทั่งในสถาบันศาสนา ..... ก็นิยมพัฒนาวัตถุแข่งขันกัน วัดใดหรือสำนักสงฆ์ใดที่มี โบสถ์ ช่อฟ้า ใบระกา สวยงาม ราคาแพง มีศาลาการเปรียญที่หรูหรา เป็นเครื่องแสดงว่า ท่านเจ้าอาวาสวัดนั้นๆ เป็นนักพัฒนา ผู้คนก็จะพากันชื่นชม ยินดี

ที่จริงการพัฒนาประเภทนี้ ..... แม้จะมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่นั่นก็ไม่ใช่สาระสำคัญของการพัฒนาที่แท้จริง เป็นเพียงแต่ส่วนประกอบหนึ่งเท่านั้น เพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้ทำให้จิตใจของคน ได้มีการพัฒนาให้ดีขึ้นแต่อย่างใด คิดให้ดีๆ แล้ว ยิ่งกลับทำให้สภาพจิตเสื่อมลงไปเสียมากกว่า .. นักพัฒนาที่เคยได้รับการยกย่อง บางคนก็กระทำผิด หรือ ประพฤติในสิ่งที่ไม่ควรในเรื่องอื่นๆ เพราะมัวมุ่งแต่การพัฒนาวัตถุ จนไม่มีเวลาพัฒนาจิตใจของตัวเอง .. แม้ในบริเวณวัด ที่มีวัตถุตระหง่านหรูหรา ก็ยังเต็มไปด้วยบุคคลมิจฉาชีพมากมาย

มนุษย์เป็นทรัพยากร ..... ที่มีค่าอย่างหนึ่งของประเทศชาติ ชนชาติใดมีคนที่ได้รับการพัฒนาดีแล้ว ชาติ บ้านเมืองนั้น ก็ย่อมจะเจริญรุ่งเรืองไปด้วยอย่างไม่มีปัญหา เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายย่อมได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยคน เมื่อคนดี อะไรๆ ก็ต้องพลอยดีไปด้วย ..

ดังนั้น การพัฒนาที่ถูกต้องตามกระบวนการ ..... จึงควรเริ่มจากการพัฒนาคนโดยตรง ก่อนที่จะไปพัฒนาวัตถุ หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ต้องกระทำไปพร้อมๆ กัน ไม่ควรมุ่งหรือเน้นการพัฒนาทางวัตถุ ล้ำหน้าไปมากกว่า ... การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ..!!

กระบวนการเรียนรู้ในการพัฒนามนุษย์
เชิงศาสนาและปรัชญา เป็นการกระทำของมนุษย์ ๓ ทางด้วยกัน

- การกระทำทางใจ
- การกระทำทางกาย
- การกระทำทางวาจา

ซึ่ง ๓ ทางนี้ เหมือนกับหลักการทางพระพุทธศาสนาในเรื่องของ มโนกรรม กายกรรม และ วจีกรรม หลักการเหล่านี้ สอนให้เราเป็นคนที่มีจิตใจแจ่มใส มีร่างกายที่งามสง่า และ มีวาจาสุภาพไพเราะ อันหมายถึงการสร้างศักยภาพในความเป็นคนให้เต็มคน หรือ เป็นคนโดยสมบูรณ์ ตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา .. เป็นปัจจัยแห่งการกระทำทั้งปวงของมนุษย์ .. เป็นพฤติกรรมของมนุษย์ .. เป็นการแสดงออกของมนุษย์ .. เป็นพลังงานของมนุษย์ .. มนุษย์จะฉลาดหรือโง่ .. ดีหรือเลว .. มีสุขหรือทุกข์ .. ล้วนขึ้นอยู่กับ มโนกรรม กายกรรม และ วจีกรรม ของคน..คนนั้น ทั้งสิ้น

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ..... ไม่ว่าระดับชาติหรือระดับหน่วยงานทางธุรกิจ ส่วนใหญ่มักจะพัฒนาในลักษณะที่มุ่งให้มี .. สติปัญญาดี .. มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง .. ซึ่งเท่ากับมุ่งพัฒนาเพียง ๒ ส่วน คือ พัฒนาทางมโนกรรม .. และ กายกรรม เท่านั้น .. ส่วนทางวจีกรรม ก็มักจะไม่ได้รับการสนใจที่จะพัฒนา หรือ อาจจะมีอยู่บ้าง ก็น้อยมากๆ ทั้งๆ ที่ บทบาทของวจีกรรมมีความหมาย มีความสำคัญ และต้องนับว่ามีความจำเป็นไม่น้อยกว่าส่วนอื่นๆ เลย

เราจะเห็นว่า ..... ไม่ว่านักปราชญ์ หรือ ศาสดาใดๆ และหรือ บุคคลสำคัญๆ ในชนชาติต่างๆ เราจะรู้จักและยอมรับพวกเค้าได้ ก็ด้วยการพูดของเค้าเป็นสำคัญ .. แม้แต่การอภิปรายของฝ่ายค้านต่อรัฐบาลในบ้านเมืองของเรา ซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ เราจะสังเกตได้ว่า บุคคลที่พูดเก่ง บวกกับความสามารถทางด้านสติปัญญา รวมไปถึงบุคลิกภาพในการแสดงออก สามารถควบคุมอารมณ์ของตนได้ดี ก็จะดูได้เปรียบฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ หรือ ...

แม้แต่ แม่เฒ่าไฮ ขันจันทา ..... หญิงชราชาวบ้านชนบทธรรมดาๆ ที่มีความจำแม่นยำ พูดจาชัดเจน ด้วยท่าที ที่มั่นใจ หนักแน่น และ ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาจากจิตใต้สำนึกด้วยจิตวิญญาณของตัวตนอย่างจริงใจและจริงจัง มีความอดทน และ เพียรพยายาม ด้วยความมุ่งมั่น และ ซื่อสัตย์กับสิ่งที่คุณยายยึดมั่น ด้วยจิตใจที่แข็งแกร่ง เต็มไปด้วยพลังของความหวัง และ ภาพที่คุณยายนึกฝันถึงที่ดินของคุณยาย อย่างจริงจัง สอดคล้องกับเหตุการณ์ ลำดับภาพให้ผู้คนต่างๆ ในยุคนี้ ได้เห็นภาพย้อนหลังอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยไม่ติดขัดใดๆ แม้ภาษาพูดของคุณยายไฮ จะพูดปนไปมา ระหว่างภาษากลางกับภาษาพื้นบ้านของชาวอีสานก็ตาม

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ..... การพูดเป็นปัจจัยหนึ่งในความเป็นมนุษย์ การเกิดมาเป็นมนุษย์ ต้องพูด นับเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สุด แต่ถ้าเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ไม่พูด หรือไม่รู้จักพูด นั่นเป็นความผิดปกติอย่างแน่นอน .. การพัฒนามนุษย์อย่างถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และตรงประเด็นจริงๆนั้น ก็ต้องพัฒนาที่ .. มโนกรรม .. กายกรรม .. วจีกรรม หรือ เรียกง่ายๆ ว่า .. กาย วาจา ใจ .. ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดของการพัฒนามนุษย์ และ ไม่มีอะไรเหลือที่จะให้พัฒนาอีกแล้ว :-)






    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 7/02/2005 06:28 PM


�����Դ��繷��: 41

ผมจะทำให้คนใต้ไม่ยากจนอีกต่อไป และสามารถใช้เงินได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอให้รัฐบาลส่วนกลางอนุมัติ เพราะจะเข้าไปจัดสรรงบประมาณให้มีโครงการ S M L หมู่บ้านละ 200,000 – 300,000 บาท เพื่อให้บริหารกันเอง 4 ปีที่ผ่านมาคงจะเห็นแล้วว่า นโยบายหลายอย่างของรัฐบาลประสบความสำเร็จ และมีประโยชน์ต่อประเทศ
--- คนใต้ไม่ได้อดอยากขนาดนั้นหรอกนะ เอาไปให้ภาคอีสานเหอะ

    �� : คนผ่านไปมา     ����� : 8/02/2005 08:30 AM


�����Դ��繷��: 42

งบในการสนับสนุนหมู่บ้าน SML .....
มีประโยชน์ สามารถแก้ปัญหาในหมู่บ้าน
และ ประชาชนสามารถบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง

เพราะที่ผ่านมา ไม่มีโอกาสจะตัดสินใจอะไรได้เอง
โครงการดังกล่าว จึงแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้เป็นอย่างดี

และ ก่อให้เกิดความสามัคคีในหมู่บ้าน ได้อีกด้วย

อย่าลืมว่า ท่านไม่ใช่เค้า และ เค้าก็ไม่ใช่ท่าน ..........
ทุกคนมีความต้องการ หรือ มีความจำเป็น และ มีเหตุผลที่แตกต่างกันเสมอ...!!




    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 8/02/2005 12:48 PM


�����Դ��繷��: 43

ยอมรับว่ามัน"อาจจะ"แก้ปัญหาไฟใต้ได้หรอกมั้ง

แล้วพวกขอทานละ แก้ยังไงดี

    �� : คนผ่านไปมา     ����� : 8/02/2005 01:24 PM


�����Դ��繷��: 44



เราว่า .............
รัฐบาลของนายกฯ ทักษิณ ในบางเรื่องก็ดีออกนะ
อย่างเรื่อง ขอทาน กับแรงงานต่างด้าว คงไม่แตกต่างกันนัก
ลองหาเวลาอ่าน บางความคิดเห็นที่เราหยิบยกมาจาก ความคิดเห็นที่ 40 ดูอีกครั้งสิ
บางที ท่านอาจจะเปลี่ยน มุมมองจากลบมาเป็นบวกได้บ้าง สักนิดก็ยังดี :-)


อย่างเรื่อง การจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวทั้งระบบ .....
ปัญหาแรงงานต่างด้าว ซึ่งตอนนี้มีอยู่เต็มประเทศไทย และ จะมีมากกว่านี้อีกมากมาย หากไม่จัดการแก้ปัญหา เพราะความแตกต่างในระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน นับวันจะเพิ่มมากขึ้น ขณะนี้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไทย พม่า ลาว และ กัมพูชา รวมกันแล้วจากยอด ๑๐๐ เป็นของไทย ๙๑ ที่เหลือ ๙ เป็นยอดของ ๓ ประเทศรวมกัน หากในอนาคตสัดส่วนจะเพิ่มเป็น ๙๕ ต่อ ๕ ก็จะเป็นปัญหาใหญ่มากขึ้นไปอีก รัฐบาลไทยของเราพยายามหาแนวทาง ทั้งการเข้าไปช่วยสร้างเศรษฐกิจ เพื่อดึงคนไว้ในประเทศของเขา ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ด้านเศรษฐกิจร่วมกันมากกว่า ที่ประเทศไทยของเราจะอยู่เฉยๆ

การที่รัฐบาลบริหารจัดการคนเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย .....
ควบคุมนายจ้างที่ต้องการแรงงานต่างด้าว ที่คนไทยด้วยกันเองไม่อยากรับจ้างทำงานนั้นๆ โดยกำหนดเป็นโควต้าและมีการเก็บภาษี ส่งให้ทางการอย่างถูกต้องด้วย ก็น่าจะทำให้ควบคุมการเข้าเมืองได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่จ้างแรงงานหนึ่งคน แต่ขนกันเข้ามาทั้งครอบครัว ซึ่งคนงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ ก็ไม่สามารถนำครอบครัวไปได้เช่นกัน เรื่องบางเรื่องก็ควรใช้กฎกติกามารยาทอย่างระบบสากลให้เหมือนๆ กัน

เรื่องราวพวกนี้ ... เป็นปัญหาของบ้านเมืองเรามานานแล้ว การที่รัฐบาลจัดระเบียบใหม่ทั้งหมดก็ดีแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเป็นเรื่องที่ต้องทำ ... และ พวกนายจ้างจะได้ไม่ใช้ช่องว่างของกฎหมายไปเอาเปรียบคนงานต่างชาติเหล่านั้นได้ ... แล้วก็คนงานต่างด้าวพวกนั้น ก็จะอยู่อย่างมีความสุข ตั้งใจทำงานให้พวกเราได้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ไม่มากังวลกับชีวิตที่ต้องถูกเอาเปรียบ หรือ มีการโกรธแค้น ฆ่าฟัน ชกชิงวิ่งราว เอาของผู้อื่นกันอยู่เรื่อยๆ ... เพียงแต่พวกเราประชาชนคนไทยต้องเข้าใจ และ ให้ความร่วมมือหรือแจ้งข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์กับทางการจริงๆ เท่านั้น ก็พอแล้ว




ส่วนเรื่องเงินที่รัฐบาลไทยให้พม่ากู้ไปพัฒนาประเทศ .....
ถ้าพวกเราจะมองโลกในแง่ดีอีกสักนิด ก็น่าจะมีส่วนดีอยู่อีกเช่นกัน และ เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านติดกัน จะได้ไม่มีปัญหาการหนีภัยจากการสู้รบ .. การใช้พื้นที่ของไทยก่อกวนทำให้เกิดความเข้าใจผิด .. และ จะได้ช่วยแก้ไข .. ความยากจน .. เศรษฐกิจและการค้า .. การผลิตยาเสพติดก็จะลดลง .. แล้วยังจะได้แก้ปัญหายาเสพติด แบบบูรณาการทุกมิติ ทั้งการปลูกพืชทดแทน การรับซื้อพืชที่ปลูกทดแทน เพื่อให้ชาวบ้านในแถบประเทศเพื่อนบ้านของไทยมีรายได้ .. ซึ่งประเทศจีน .. ไทย .. และ อินเดีย ก็ยินดีรับซื้อ รวมทั้งจะมีการร่วมมือหาข่าวเพื่อขจัดสารตั้งต้นไปพร้อมๆ กันอีกด้วย ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นเหล่านั้น น่าจะเป็นประโยชน์ในภาพรวมกับประเทศไทยของเราทั้งสิ้น

ส่วนเรื่องการสร้างงานให้คนรุ่นใหม่ ..... ประเทศไทยของเรา มีพื้นที่เท่าเดิม ผู้คนก็กินๆ ใช้ๆ อย่างเดิมๆ อะไรๆ ที่ผลิตขึ้นมา ก็ล้นตลาดแล้ว แต่ถ้าประเทศเพื่อนบ้านได้รับการพัฒนาอย่างถูกทาง เช่นเดียวกับประเทศไทยของเรา พวกเราก็อาจจะมีช่องทาง การทำมาหากินเพิ่มเติมมากขึ้น ไม่ต้องมานั่งลดราคาสินค้า แข่งกันเพื่อให้มีคนซื้อในราคาถูกๆ ซึ่งทำไป กว่าจะได้เงินคุ้มกับต้นทุนก็เหนื่อยแทบขาดใจ

คงเหมือนๆ กับว่า ..... ถ้าบ้านเราร่ำรวย หรือ พอมีกิน มีใช้ แต่กลับเห็นแก่ตัว นั่งกินนอนกิน กันแต่พวกของเรา และปล่อยให้ผู้คนรอบๆ บ้านของเรา ที่มีแต่เพื่อนบ้านที่ยากจน ไม่มีแม้อาหารจะประทังชีวิตไปวันๆ งานก็ไม่มีทำ .. คิดหรือว่า บ้านเราจะอยู่รอดปลอดภัยได้อย่างมีความสุข วันหนึ่งก็อาจจะถูกคนพวกนั้น มาขโมยและทำร้ายเอาถึงแก่ชีวิตก็ได้ .. แต่ถ้าเรามีน้ำใจคอยดูแล เอื้ออาทร ช่วยเหลือซึ่งกันและกันบ้าง สิ่งที่เราจะได้รับกลับมา ย่อมมีผลดีต่อชีวิตของเราแน่นอน




    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 8/02/2005 03:58 PM


�����Դ��繷��: 45



ใครต่อรองกับผม ผมลืมไปเลย
โดย ..... นสพ.ปีที่ 28 ฉบับที่ 3661 (2861) วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548



พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ภายหลังได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ได้ให้สัมภาษณ์ทางทีวีช่อง 9 อ.ส.ม.ท.ว่า เป็นไปตามโพลของพรรคที่คาดว่าจะได้กว่า 360 ที่นั่ง พร้อมกับย้ำว่าการจัดการภายในพรรคหลายอย่างไม่ใช่สิ่งปรากฏใหม่ทางการเมือง เพียงแต่เราเอามาจัดใหม่

"ผมดูว่า แต่ละคน หากเอาเรื่องผลประโยชน์มาตกลงกัน จบเลย นั่นเป็นการเมืองแบบโบราณ เพราะคำว่าพอ ไม่มี เราต้องไม่พูดกันเรื่องผลประโยชน์ แต่เขาอยากเป็นผู้แทนฯไหมล่ะ อยากเป็นรัฐมนตรีก็ต้องทำงาน มีผลงาน เป็นคนดี พรรคก็หยิบขึ้นมา แต่ถ้ามาต่อรองไม่มีทาง ผมนี่ใครต่อรองไม่ได้นะ ใครต่อรองกับผม ผมลืมไปเลย ที่สำคัญเราสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ที่แข็ง ใครที่เอาวัฒนธรรมของตัวเองมาอย่างไรก็จะถูกกลืน หากไม่แข็ง ก็จะเป็นวัฒนธรรมร้อยพ่อพันแม่"

พ.ต.ท.ทักษิณยอมรับว่า มี ครม.ในใจที่จัดตั้งโดยไม่ต้องเกรงใจใครแล้ว "ผมยังคิดในใจอยู่ ยังไม่ลงบนกระดาษ กำลังคิดว่าจะชวนใครที่ทำงานให้ดีมาช่วยกัน กำลังคิดอยู่ เอามาเพิ่ม มีคนนอกบ้าง อยากให้มาช่วยกันทำงาน ครั้งนี้คงจะจัดได้ดังใจได้เยอะ แต่เราก็ต้องให้กำลังใจคนทำงานบ้าง ที่เขาทุ่มเทให้พรรค ให้พรรคประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง ผมก็ต้องดูแลเขา เป็นน้ำจิตน้ำใจ แต่เขาต้องทำงานได้ ไม่ทำให้ประเทศเสียหาย ถ้าเสียหายก็ไม่เอา หรือพอทำไปสักพักหากทำไม่ได้ก็เปลี่ยน คือรักษาน้ำใจบางคนแต่ต้องทำงานได้"

และอีก 4 ปีข้างหน้า จะเห็นพรรคไทยรักไทยคนละเรื่องกับวันนี้ เราจะมีที่ทำการพรรค มีระบบดาต้าเบสอย่างดี สมาชิกจะมีความสัมพันธ์กับพรรคใกล้ชิดขึ้น ส.ส.จะมีห้องทำงานทุกคน สมาชิกพรรคโหวตเลือก/หยั่งเสียงสมาชิกจะเอาใครลงเขตไหน พรรคจะต้องมีค่าใช้จ่าย ไม่เป็นไร เราจะทำ

สำหรับอนาคตประเทศไทย 4 ปีข้างหน้า จะเน้นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการพัฒนาประชาธิปไตย ทำพร้อมกันทั้ง 4 อย่าง ด้านเศรษฐกิจจะทำคาราวานแก้จน คือ แก้ปัญหาความยากจน แก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำมาหากิน แก้โครงสร้างหนี้ภาคประชาชน ที่ผ่านมาเป็นแค่โครงการนำร่อง ต่อไปต้องทำจริงจังและเร็วให้เป็นเครือข่ายทั้งประเทศ อาทิ จัดโครงสร้างหนี้ให้เขาอยู่กับมันได้ ระยะผ่อนยาวขึ้น ดอกเบี้ยต่ำลง บางรายอาจจะลดมูลหนี้ลงบ้าง รวมทั้งจะทำคู่มือและปฐมนิเทศคนที่ออกไปทำงานพวกนี้ให้เข้าใจ พร้อมเครื่องมือคือคอมพิวเตอร์ เพื่อป้อนข้อมูลเข้าส่วนกลาง อันนี้มีทีมทำอยู่

ส่วนบนคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ต้องมาสำรวจว่าอุตสาหกรรม เกษตร บริการใด ที่แข่งได้ไม่ได้ อะไรจะเป็นปัญหาในอนาคต หรืออุตสาหกรรมบางอย่างเครื่องจักรล้าสมัยแล้ว ต้องเปลี่ยนให้เขา ต้องใช้ซอฟต์โลน เพื่อให้เขาแข่งขันได้ อะไรแข่งได้ก็ต้องเพิ่มศักยภาพขึ้นไปอีก แต่ถ้าไม่มีทางสู้ได้แล้วก็จะปรับเปลี่ยนอย่างไร อันนี้เรื่องใหญ่ จะต้องใช้เวลา 3-4 ปี แต่ต้องเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ แม้ กระทั่งเรื่องสังคม จริยธรรม คุณธรรม จะเน้นเรื่องเด็ก เรื่องการศึกษา เรื่องศาสนาพุทธ อยากให้เป็นหลักในการพัฒนาคนไทย

เมื่อพิธีกรถามถึงการพัฒนาประชาธิปไตยว่า จะถูกครหาเรื่องนี้

พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า "พวกนี้รู้จักผมน้อยไป รู้จักความเป็นนักประชาธิปไตยผมน้อยไป คำว่าเผด็จการรัฐสภาคืออะไร คือการใช้เสียงข้างมากในสภาไปแก้ไข เช่น กฎหมาย ที่จะเพิ่มอำนาจให้ตัวเอง อันนี้พูดไปเอง ผมไม่มีความคิดที่จะแก้รัฐธรรมนูญ เราเพิ่งทดลองใช้ยังไม่รู้ว่าอะไรไม่ดี พวกที่คิดอย่างนั้น จินตนาการเอาเอง ป่วย... ผมยังไม่คิดเลย แล้วไปคิดแทนผมได้อย่างไร วันนี้ผมเห็นว่ากติกายังไม่เป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาของผม หากมีกติกาที่เป็นอุปสรรคผมค่อยแก้ ผมแก้การบริหารจัดการ ผมไม่ค่อยแก้กฎหมาย ผมเป็นนักบริหาร ต้องแก้การบริหารจัดการก่อน แทนที่จะแก้กฎหมาย ...ผมเวทนาคนที่คิดอย่างนั้น ผมเข้าใจว่าเขาอยู่ในแวดวงแบบของเขา ผมไม่ได้โตมาแบบเขา ผมโตมาจากนักบริหาร ผมคิดแบบนี้"

"คอยดูผม แล้วจะรู้จักตัวตนผม แล้วจะบอกว่า ผมประชาธิปไตยจ๋า เดี๋ยวคอยดู เตรียมไว้แล้วครับ ผมเลือกเกิดทางการเมือง เลือกพรรคพลังธรรม ลงเลือกตั้ง กทม. หากผมมีเงินลง ตจว. ผมได้ก็จะหาว่าผมซื้อเสียง ผมต้องการพิสูจน์ว่าผมมีอุดมการณ์ ผมได้ดิบได้ดีจากแผ่นดินนี้ ผมมาขนาดนี้ผมต้องการออกการเมืองเท่ๆ ไม่ต้องห่วงเลยว่าจะออกแบบไม่เท่ ผมรู้ว่าวันไหนผมจะเดินออก แล้วจะเท่อย่างไร ผมไม่มีวันถูกถีบ...ออก ผมไม่ใช่ออกจากการเมืองเพราะเขาถีบส่ง ผมจะเดินลงอย่างสง่างาม หากคนขึ้นแล้วไม่คิดลง เขาไล่ลงแน่ๆ เพราะคนขึ้นหากคิดว่าลงได้จะลงได้อย่างสง่างาม"

"ชีวิตผม เป็นคนง่ายๆ ผมก็หน่อมแน้มกับครอบครัวผมอย่างนี้ เราเกิดมาอย่าให้ชีวิตเป็นนายเรา ผมไม่ยึดติดอะไร วันนี้บอกให้เลิกเมื่อไรก็ได้ เพียงแต่เหลือเรื่องความรับผิดชอบบ้านเมืองและพรรค เมื่อไรมีคนแทนผมก็ไป 4 ปีที่ผ่านมาผมโทรมไปเยอะเลย อีก 4 ปีคงโทรมน่าดู เหี่ยวน่าดู แต่พยายามหาคนแทนให้ได้ คือมีคนแทนได้ ผมสบายใจได้ ผมก็จะได้พักเร็ว ก็พยายามหาอยู่ คนที่แทนผมได้ 1.ต้องบริหารพรรคได้ เพราะพรรคเป็นหลักสำคัญว่าการเมืองยืนได้ไม่ได้ 2.ประชาชนต้องศรัทธา 3.ต้องแก้ปัญหาของชาติได้ ทำงานได้ ต้องมี 3 อย่างนี้

อีก 4 ปีข้างหน้า จะเห็นพรรคไทยรักไทยคนละเรื่องกับวันนี้ เราจะมีที่ทำการพรรค มีระบบดาต้าเบสอย่างดี สมาชิกจะมีความสัมพันธ์กับพรรคใกล้ชิดขึ้น ส.ส.จะมีห้องทำงานทุกคน สมาชิกพรรคโหวตเลือก/หยั่งเสียงสมาชิกจะเอาใครลงเขตไหน แม้พรรคจะต้องมีค่าใช้จ่าย ไม่เป็นไร เราจะทำ ดังนั้นระบบต้องแข็งแรง อย่าให้สิ่งเป็นตัวเราติดตัวเราไป ต้อง institutionalize สร้างให้เป็นสถาบัน

เมื่อถูกถามว่า จะเป็นเหมือนมหาธีร์ พ.ต.ท. ทักษิณกล่าวว่า "จะไปทรมานตัวเองขนาดนั้น ใครมาทำแทนผมได้ช่วยมาหน่อย พูดตรงๆ ตอนนี้มีแต่มือไม่ถึง"



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 10/02/2005 02:47 PM


�����Դ��繷��: 46


อภิสิทธิ์ มีอะไรมาขาย?
โดย ... เปลวสีเงิน กองบรรณาธิการ นสพ.ไทยโพส 11 กุมภาพันธ์ 2548



ถือว่าเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีอย่างหนึ่ง เมื่อหัวหน้าพรรคทำศึกพ่ายแพ้ ก็สมควรใช้อาญาศึกลงโทษตัวเอง ทั้งเป็นการปรับปรุงหน้าดินเพื่อการเพาะปลูกใหม่ และทั้งเป็นการส่งสัญญาณเตือนคนที่จะมาเป็นหัวหน้าคนต่อไปว่า ถ้าไม่มีอะไรใหม่ และไม่เข้มแข็งจริงในการนำ ตัวเองก็จะต้องเป็นเยี่ยงนี้

ฉะนั้น ก็ใช่แล้วที่ "รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์" นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศหลังจากที่ประชุมพรรคเห็นชอบว่า ต่อไปนี้เป็นการ

"เริ่มต้นใหม่" ของประชาธิปัตย์! ส่วนการลาออกของนายบัญญัติ บรรทัดฐาน และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ หัวหน้า-เลขาฯ ชุดเดิมนั้น นับเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อพรรค ต่อสังคมงดงามแล้ว

ความพ่ายแพ้ ก็เป็นสินทรัพย์ทางโอกาสของพรรคอย่างหนึ่งเหมือนกัน! ... ครับ..นับเป็นการลอกคราบอีกครั้งในจังหวะที่เหมาะสมของประชาธิปัตย์ และในวันที่ 10 มี.ค. ประชาธิปัตย์จะประชุมใหญ่เลือกตั้งหัวหน้ากันให้เป็นเรื่องเป็นราวนั้น

ไม่มีอะไรพลิกผิดไปจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ... ส่วนเลขาธิการพรรคนั้น ตามวัฒนธรรมของประชาธิปัตย์ เขาให้สิทธิ์คนเป็นหัวหน้าพรรคเลือก ฉะนั้น คนที่จะเป็นเลขาฯ ตัวจริงในวันที่ 10 มี.ค. จะยังคงเป็น "นายนิพนธ์ บุญญามณี" หรือเป็นคนอื่น

ผมว่าไหนๆ ก็ไหนๆ ให้นายอภิสิทธิ์ เลือกตามชอบใจ จะดีกว่า จุดแข็งของประชาธิปัตย์คือความเป็น "สมบัติกลาง" ทางประชาธิปไตยของคนทั้งประเทศ

ประชาธิปัตย์ จึงเป็นพรรคของ ประชาธิปัตย์

ผิดกับ ไทยรักไทย ที่เป็นพรรคของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร

ผิดกับ ชาติไทย ที่เป็นพรรคของ นายบรรหาร ศิลปอาชา

เมื่อเป็นเช่นนั้น ประชาธิปัตย์จึงไม่มีวันตาย
หายจากประเทศไทย ตราบที่คนไทยยังเป็น Democrat

โดยปรัชญาทางการเมืองแล้ว ในแต่ละการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์อยู่ภายใต้ข้อยกเว้นของคำว่า แพ้-ชนะ มานานแล้ว

การเลือกตั้งแต่ละครั้ง ผลเลือกตั้งที่ออกมามันบ่งบอกเป็นความหมายเพียงว่า ครั้งนี้..สังคมประชาธิปไตยจะนำประชาธิปัตย์มาใช้ หรือว่า เก็บประชาธิปัตย์ไว้ก่อน แล้วหยิบฉวยพรรคอื่นลองใช้ชั่วคราว!? ... แต่คนประชาธิปัตย์ ดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้าใจ "ความลึกซึ้ง" ระดับ Super Subconscious ในการบริโภคการเมืองละเมียดละไมของสังคมไทยนี้ ... ก็เลยทำให้ตีราคาตัวเอง "ต่ำกว่า" คุณค่าที่เป็นจริงอันค่อยๆ ก่อเกิดบนการบ่มเพาะด้วยกาลเวลาเฉียด 60 ปี จนกลายเป็น "ผลึกแห่งบารมี" ประชาธิปัตย์ ... ที่คนประชาธิปัตย์ก็ยัง "ไม่ชัด" ในตัวเอง

ก็น่าเสียดาย! ..... และก็ด้วยความที่ ของดี ในตัวเองยังมองไม่เห็น จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมสังคมไทยจึงยังไม่ต้องการหยิบฉวยประชาธิปัตย์มาใช้ในยามนี้ ... ก็คิดดูซี..ขนาดตัวเองยังมองไม่เห็นตัวเอง แล้วจะไปมองทะลุฝ่ายตรงข้าม และมองทะลุปัญหาเพื่อเค้นสติ-ปัญญาตั้งเป็นสูตรเพื่อแก้ไขให้ตรงใจสังคมชาติได้อย่างไรกัน?

เรื่องที่ผ่าน มีแต่คนพาลเท่านั้นคุ้ยมาหาเหตุ ก็ทำนองนั้น ผมว่าด้วยสัญญาณ มดคาบไข่ ไต่ขึ้นเสาเรือนเวลานี้ มันก็ดีแล้ว..ใช่แล้ว..ที่ประชาธิปัตย์หยุดหยุมหยิมเยี่ยงสตรีใกล้มีประจำเดือน

ต่อไปนี้ ให้เป็นหน้าที่ของนายอภิสิทธิ์ ผู้นำคนใหม่เขาให้ตำแหน่ง ให้อำนาจ ให้หน้าที่เขาไปแล้ว ก็ต้องให้ "การยอมรับ" กับการ "ตัดสินใจใดๆ" ของเขาด้วย!

ก็ลองหันมาสำรวจตัวผู้นำประชาธิปัตย์คนใหม่ดูบ้างซิว่า ตะโกนร้อง เอาเสื้อผ้ามาแลกไข่ แล้วพอจะมีคนบ้านไหนขนเสื้อผ้ามาแลกบ้าง?

ผมอยากให้เน้นมอง จุดเด่น-จุดแข็ง ที่จะนำไปขายในตลาดการเมืองไทย ไม่ใช่ไปซึมซับว่านายอภิสิทธิ์เหมาะสมเป็นหัวหน้าพรรคในความหมาย ... หล่อใหญ่ ... หล่อกลาง ... หล่อเล็ก ... หล่อจิ๋ว ... เป็นหัวหน้าตระกูลหล่อ อะไรๆ ที่เพ้อเจ้อพรรค์นั้น! ... หรือเหมาะสมเป็นหัวหน้าพรรคเพราะ "นายชวน หลีกภัย" สนับสนุน หรือเพราะมีคุณสมบัติ และความสามารถเป็นที่ยอมรับกันทั้งในและนอกพรรคแล้วว่า ... คนนี้..คือคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้!?

เมื่อการเมืองคือเรื่องต้องเสนอตัวให้ชาวบ้านเลือก นั่นก็ต้องนำความเป็นตัวตนนายอภิสิทธิ์ไปทำตารางเปรียบเทียบกับตัวตนคนที่เป็นคู่แข่งโดยตรงคือ พ.ต.ท.ทักษิณด้วยว่า ... เขาด้อย เราเด่น ... เขาเด่น เราด้อย ... เขาไม่มี เรามี ... เราไม่มี เขามี ตรงไหน-อย่างไร?

และที่สำคัญ นายอภิสิทธิ์จะหยิบอะไรมาขาย เป็นนโยบายประชาธิปัตย์ ให้ประชาชนเห็นว่า ดีกว่า เหนือกว่า ถูกต้องกว่า จับต้องได้มากกว่า เป็นคุณกว่า บริสุทธิ์ โปร่งใสกว่า และ ตัวชาวบ้านเอง..ได้เป็นรูปธรรมมากกว่า!

อย่าลืมว่า นโยบายไทยรักไทยนั้น ไม่ใช่นโยบายบนจินตนาการของ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือของทีมสมองไทยรักไทย คิด-เค้น ขึ้นมาขาย ...

หากแต่เป็นนโยบายที่มีโครงสร้างมาจาก ปัญหาชีวิต-ความต้องการ ของประชาชนจากระดับกลางบน-กลาง-กลางล่าง จนถึงรากหญ้า รวมแล้วกว่า 43 ล้านคน

นโยบายมาจากปัญหาที่เกิดขึ้น เห็นอยู่-เป็นอยู่ ในขณะที่มีรัฐบาลหนึ่งบริหาร แต่ชาวบ้านบอกว่า..รัฐบาลไม่มีปัญญาแก้ไขให้เขา หรือมีปัญญา แต่ว่าแก้ผิดทาง ... ไทยรักไทยรวบรวมปัญหาอันเป็นนามธรรมมาร่างเป็นนโยบายให้คนไทยจับต้องได้บนความเป็นรูปธรรม เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน พักหนี้เกษตรกร ซึ่งก็จำลองนโยบาย "เงินผัน-เงินผลาญ" ยุครัฐบาลคึกฤทธิ์ มาปรับแต่งใหม่ แล้วใช้การตลาดประกาศว่า

นี่ไง..สูตรใหม่ สูตรไทยรักไทย เลือกไปใช้ปุ๊บ จะหายปั๊บ! และ 4 ปีอันเป็นช่วงทดลอง เขาก็เพาะ "ตัวอย่าง" มาประกอบการโฆษณาให้ประชาชนเห็นว่า..นี่ไง..ทำได้ แก้ได้จริง

ล้านคำพูด ไม่เท่าหนึ่งตัวอย่าง 4 ปีซ่อมของไทยรักไทย จึงใช้ตัวอย่างมาโฆษณาขายอีก 4 ปีสร้าง ก็เพราะตัวอย่างนั้นชาวบ้านเข้าใจว่า นโยบายไทยรักไทย กินแล้วหายเจ็บ-หายจน ทุกคน-ทุกครัวเรือน จริงๆ!

เรื่องชาติ เรื่องสังคมรวม ไทยรักไทยฉลาดที่จะแยกเป็นคนละประเด็นกับปัญหาระดับ ปาก-ท้อง ชาวบ้าน ดังนั้น เขาจะไม่ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่า สิ่งที่เขานำมาแจกจ่ายให้ชาวบ้านนั้น ... มันจะมีผลข้างเคียงเป็นอันตรายต่อชาติ และสังคมรวม ในอนาคต!

สำหรับท่านหัวหน้าอภิสิทธิ์ ในขณะที่ รัฐบาลไทยรักไทยบริหารมา 4 ปี ชาวบ้านบอกว่าดี ไม่มีช่องว่าง-ช่องโหว่ ทั้งทางนโยบาย และทางปฏิบัติ ชาวบ้านพอใจ รัฐบาลจะใช้อำนาจไปทำอะไรก็ช่าง ... แค่ขอแบ่งมาให้ฉันบ้างตามสัญญาก็พอ!!

แล้วเช่นนี้ จึงเป็นสิ่งท้าทาย ยากกว่าสมัย พ.ต.ท.ทักษิณตั้งพรรคร่างนโยบายในขณะที่ รัฐบาลชวน-ประชาธิปัตย์ กำลังพรุนไปด้วย ช่องว่าง-ช่องโหว่

นายอภิสิทธิ์มีกลยุทธ์อย่างไร จะปลุกให้คนที่กำลัง กินอิ่ม-นอนหลับ ตื่นขึ้นมาเตะชามข้าว-เผามุ้งหมอน แล้วหอบผ้าหอบผ่อนตามไปนอนที่ใหม่กับนายอภิสิทธิ์? ... ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าที่ไหน เป็นที่อยู่-ที่กินใหม่ แล้วจำเป็นอะไรต้องตามไป หวังน้ำบ่อหน้า ทั้งๆ ที่เฉพาะหน้า..ชุ่มฉ่ำเหลือเฟือ!?

เมื่อคิดคร่าวๆ อย่างนี้แล้ว แค่หวังอาศัยความเป็น หนุ่มมาร์ค หล่อใหญ่ เพื่อใช้เป็นคุณสมบัติชิงชัยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่เห็นรู!!

ครับ..นี่คือ การบ้าน-การเมือง ชิ้นใหญ่ของอภิสิทธิ์-ประชาธิปัตย์ มันสำคัญกว่า และจำเป็นต้องขบคิดมากกว่าแค่ปัญหา แบ่งเค้กค้างคืน ในพรรค อันว่าด้วยเรื่อง กรรมการบริหาร และคนในตำแหน่งเลขาธิการพรรค ที่จะใช้สไตล์เก่าๆ ... แบ่งกันไป เอาใจตามภาค-ตามพวก และตามอาวุโส!

ศาลหลักเมืองจะเฮี้ยน ล้วนต้องมีหัวศพเซ่น การเริ่มต้นใหม่ของประชาธิปัตย์ตามนัยของ นายอภิสิทธิ์ ต้องมองข้ามช็อต และมั่นคงกับคำว่า พรรคเพื่อประชาชน แต่ถ้าการเปลี่ยนแปลงยังติดกึก-ติดกัก เป็นการเปลี่ยนแปลงในพรรคเพื่อตำแหน่งคน

อย่างนั้นก็ควรหลีกทางให้ .................
ทักษิณ-ไทยรักไทย เขาไป หรือว่าอภิสิทธิ์ยังมีอะไร เป็นไต๋ จะสู้?




>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 11/02/2005 12:33 PM


�����Դ��繷��: 47



สนธิหนุนอภิสิทธิ์นำทัพปชป. พร้อมชำแหละจุดอ่อนทรท.
โดย ..... ผู้จัดการออนไลน์ 12 กุมภาพันธ์ 2548 04:31 น.

สนธิ เห็นด้วย “อภิสิทธิ์” เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพราะมีภาพเป็นคนหนุ่ม เสนอให้ยึดหลักต่อสู้เพื่อประชาชน พร้อมชำแหละจุดอ่อนไทยรักไทย เลือกครม.อย่ามียี้ และการแก้ปัญหาสังคมยังอ่อนมาก นอกจากนี้ยังจวกยับรายการพรหมลิขิตทางช่อง 9 เลวที่สุด ตั้งแต่เคยเห็นมา วิงวอนผู้บริหารช่อง 9 อย่าคำนึงแต่เรตติ้ง จนศีลธรรมพังพินาศ

สโรชา ..... สวัสดีค่ะคุณผู้ชม ขอต้อนรับเข้าสู่รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ อาหารสมองก่อนเข้านอนในทุกคืนวันศุกร์ค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้งค่ะ กับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ดิฉัน สโรชา พรอุดมศักดิ์ ค่ะ วันนี้วันที่ 11 ก.พ. 2548 นะคะ ยังเป็นช่วงที่สังคมไทยยังคงฮือฮากับภาวะการชนะแบบขาดลอยของพรรคไทยรักไทยในช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ดิฉันจำได้ค่ะว่าออกอากาศเมื่อศุกร์ที่แล้วได้โฆษณาและเชิญชวนให้คุณผู้ชมได้ติดตามรายการในค่ำคืนนี้นะคะ เพราะว่า คุณสนธิวันนี้คงต้องหนักนิดนึง เพราะนอกจากจะต้องวิเคราะห์ถึงชัยชนะที่เกิดขึ้นแล้ว ยังต้องวิเคราะห์ถึงภาวการณ์พ่ายแพ้ในภาคใต้ของพรรคไทยรักไทยด้วย และยังไม่นับการปรับโฉมของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งใหญ่ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในวันนี้

สนธิ ..... ต้องพูดและ เราคงต้องทวนสิ่งที่เราพูดเมื่ออาทิตย์ที่แล้วซักนิดนึง ที่ทำนายไว้

สโรชา ..... ไปฟังดีไหมค่ะ คุณผู้ชม ว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่คุยกันคุณสนธิทำนายถึงชัยชนะหรือผลการเลือกตั้งไว้อย่างไร ไปชมกันซักนิดค่ะ

เทปวันศุกร์ที่ 4 ก.พ. 2548

สนธิ ..... มาถึงเรื่องของการเลือกตั้ง ถ้าเราไม่พูดซักนิด เดี๋ยวท่านผู้ชมทางบ้านจะว่า คุณสโรชา เราเคยพูดมาก่อนใช่ไหม คุณถามผมบอกว่าเลือกตั้งครั้งนี้ใครจะได้กี่เสียง คุณจำได้ไหมผมตอบว่าไง

สโรชา ..... บอกว่า ถ้าเกิดเทก็เทเลย ถ้าเกิดไม่เทก็ไม่เทเลย ส่วนในกรุงเทพฯ ก็เช่นเดียวกัน

สนธิ ..... ครับ ผมพูดไปนานแล้ว ผมบอกว่า พรรคไทยรักไทยงวดนี้ถ้าชนะ ชนะเยอะเลย 300 ขึ้น ทีนี้ก็ตรงตามที่ผมพูดคือโพลออกมาว่า 349 350 ถ้าไม่ชนะ ก็ชนะปริ่ม 250 เสียงบวกลบเท่านั้นใช่ไหมครับ วันนี้ถามผมนะ ผมอยากให้ไทยรักไทยได้ถึง 400 เสียง

สโรชา ..... ขนาดนั้นเลยหรือค่ะ และที่เขาจะหาว่าเป็น...

สนธิ ..... ไม่ โอกาสถ้าได้ 350 เสียง เป็นโอกาสเอาสถานการณ์สร้างนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ให้เป็นวีบุรุษได้ เป็นตรงที่ว่า ถ้าท่านได้ถึง 300 กว่าเสียง ผมอยากให้ท่านแสดงสปิริตลุกขึ้นมาเลยบอกพรรคฝ่ายค้านว่า คุณไม่ต้องกังวล ผมได้ 300 กว่าเสียง ผมไม่กลัว ผมจะให้คุณอภิปรายไม่ไว้วางใจผม สามารถได้ ไม่ต้องห่วง แต่เผอิญ 300 กว่าเสียงนั้นเป็นฉันทามติของประชาชนทั่วประเทศให้ผม แต่เพื่อความสบายใจในการตรวจสอบตัวผม ว่าคนอย่างผมไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ผมพร้อมจะให้ฝ่ายค้าน ซึ่งมีเสียงไม่ถึงที่จะอภิปรายผม ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ได้ ผมเปิดโอกาสให้คุณอภิปรายได้

สโรชา ..... ได้เหรอคะ ในเมื่อรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่ได้

**********************

สโรชา ..... ค่ะ นั่นคือเทปของเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนะคะ 300 กว่าๆ ใกล้ ๆ 400 ก็ออกมาเป็นตามนั้น

สนธิ ..... ตอนนี้ก็เพิ่มเงื่อนไขหนึ่งแล้ว คือ ถ้า 350 ก็จะอภิปรายนายกฯ ไม่ได้ แต่ตอนนี้กลายเป็นว่า ฝ่ายค้านมีอยู่ 124 เสียง ประมาณนั้น เพราะฉะนั้นแล้วก็ยังไม่ถึง 125 เสียงที่จะอภิปรายรัฐมนตรี อภิปรายรัฐมนตรีอภิปรายได้เฉพาะในเรื่องนโยบาย แต่ในเรื่องของการทุจริต การร่ำรวยผิดปกตินั้นอภิปรายไม่ได้

สโรชา ..... จะต้อง 125 ขึ้นไป

สนธิ ..... ก็เลยมีติดปัญหาทางเทคนิคซึ่งประเดี๋ยวเราจะพูดกันเรื่องนี้ในตอนหลัง

สโรชา ..... กลับมาสู่เมืองไทยรายสัปดาห์นะคะ เราไปเริ่มต้นกันด้วยพรรคประชาธิปัตย์ก่อนดีกว่า เพราะความเคลื่อนไหวภายในพรรคช่วงนี้ค่อนข้างจะเยอะนะคะ การแต่งตั้งรักษาการหัวหน้าพรรคคือคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรักษาการเลขาธิการพรรคเช่นกัน ก็คือ เป็นเรื่องฮือฮาพอสมควร ว่าจริงๆ แล้ว จะมีการปรับเปลี่ยนภายในพรรคค่อนข้างจะเยอะ แต่คำถามคือ สามารถจะเปลี่ยนได้จริงหรือไม่

สนธิ ..... เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2545 ก็ประมาณ 3 ปีกว่าที่แล้ว ผมได้เขียนบทความอันหนึ่งลงในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการนะครับคือผมได้ชี้ประเด็นของความพ่ายแพ้ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีต่อพรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งครั้งแรก ผมพูดออกไปชัดเจน ผมบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ที่พลาดที่สุด หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็คือว่า ยังคงยึดติดกรอบเดิมๆ ไว้ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ผมแนะนำไปว่า วันนั้น วันที่แพ้การเลือกตั้งท่านอดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย ท่านต้องประกาศลาออก เหมือนอย่างที่ท่านบัญญัติ บรรทัดฐานทำ

วันนี้ คือถ้าวันนั้นมกราคม 2544 พอแพ้แล้ว ท่านชวนออกมาประกาศเลย ว่าลาออก และปรับพลพรรคใหม่ ดันคนหนุ่มขึ้นไปทันทีแล้วเอาคนอย่างเช่นท่านบัญญัติ ท่านสุเทพ ท่านอาคม เอ่งฉ้วน พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล รุ่นเก่าๆ สัมพันธ์ ทองสมัคร ถอยออกมาซะให้หมด มาเป็นที่ปรึกษาพรรคซะ และดันคนหนุ่มทุกคนขึ้นไปหมดเลย ขึ้นมาแทน จากวันนั้นถึงวันนี้อย่างน้อยที่สุดตัวที่จะสู้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังมีสง่าราศีมาก คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในขณะนั้น ถูกตำหนิว่าเป็นเด็กเกินไป ผมกลับมองว่า การเป็นเด็กนี้กลับเป็นเรื่องที่ดี

สโรชา ..... เป็นจุดขายได้

สนธิ ..... เป็นจุดขายได้ข้อที่หนึ่ง ข้อที่สอง จะเป็นเด็กได้ยังไง ในเมื่อมีภรรยาแล้ว มีลูกแล้ว และอยู่ในแวดวงการเมืองก็นาน คุณอภิสิทธิ์ต้องการ 4 ปีในการเคี่ยวกรำ ตั้งแต่ 2544 จนถึงปัจจุบัน สิ้น 2547 เวลา 4 ปีนี้คุณอภิสิทธิ์ต้องผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านกระบวนการทุกอย่างเหมือนกับโยนเข้าไปกรงเสือให้สู้กับเสือ ภูมิต้านทานจะได้เข้มแข็ง มีข้อผิดพลาดอะไรก็จะได้แก้ไขทันท่วงที

สโรชา ..... ถ้าหากว่าทำอย่างนั้นตั้งแต่ตอนนั้น วันนี้ก็ไม่เป็นอย่างนี้

สนธิ ..... วันนี้อย่างน้อยที่สุดผมเชื่อว่า ในภาวการณ์เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมานี้ พรรคฝ่ายค้านยังมีตัวเลือกให้ ถึงแม้จะไม่เหนือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่ก็จะไม่ตกต่ำมากถึงขนาดนี้

สโรชา ..... คือยังพอสูสีมากกว่านี้

สนธิ ..... ก็ยังจะมีคนฝากความหวังว่านี่เป็นคนหนุ่ม ขอเลือกคนหนุ่มไว้หน่อยแล้วกัน ใช่ไหมครับ ทีนี้เผอิญ ท่านผู้ชมทางบ้านที่ไม่เข้าใจการเมืองต้องเล่าให้ฟังนิดนึง เผอิญช่วง 2544 ตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์ยังคาดหวังว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะผิดจริงในคดีซุกหุ้น ตามที่ป.ป.ช.ได้กล่าวหาและส่งเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อจะผิดจริงตรงนั้น ก็เลยมีกระบวนการรีรอ ไม่ยอมผลัดเปลี่ยนเลือด เข้าใจไหมครับ

สโรชา ..... ก็หวังว่าฝ่ายตรงข้ามจะพลาดซะก่อน

สนธิ ..... ถ้าพลาดแล้ว ความที่เป็นนักการเมืองอาวุโส อย่างเช่นท่านชวน หลีกภัย ก็สามารถที่จะสอดแทรกเข้ามาได้ คือคิดตามที่ตัวเองคิดว่ากระบวนการต้องเป็นเช่นนั้น แต่เผอิญไม่ใช่เช่นนั้น เมื่อไม่ใช่เช่นนั้นแล้ว เมื่อผ่านไปแล้ว ก็เลือกคุณบัญญัติ บรรทัดฐานขึ้นมา นะครับ เหตุการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์เป็นเหตุการณ์ซึ่งค่อนข้างจะคลาสสิกมาก มันพิสูจน์ได้ชัดเลยนะครับ ในการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม ถ้ากระบวนทัศน์ยังคงเดิม เปลี่ยนแปลงอะไรก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ มันต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ซะใหม่

พรรคประชาธิปัตย์จุดแข็งมีครับ มีรากฐานอันยาวนานที่อ้างอิงได้เสมอ มีบุคลากรโดยเฉลี่ยแล้วภาพพจน์ยังดูดีกว่าพรรคไทยรักไทย โดยเฉลี่ยแล้ว มีภาพการต่อสู้เพื่อประชาชนมาตลอด จนถึงยุคสุดท้าย คือยุคที่คุณธารินทร์ นิมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่พลิกตัวเองไปเอาใจต่างชาติ มีวินัยสูง บางทีกัดกันแทบตาย คนข้างนอกไม่รู้ ไม่ได้ยิน พอถึงเวลาแสดงออกก็จะกลืนเลือด กอดคอกันแสดงความรัก นี่คือพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์มีวัฒนธรรมที่ไม่ดี และไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือในลักษณะของการด่าเป็นลูกเดียว แต่ทำงานไม่เป็น ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก

สโรชา ..... คือที่อาจจะมีหลายคนกล่าวหาว่าฝ่ายค้านค้านตลอด ค้านอย่างเดียว

สนธิ ..... คือขอให้กูได้ค้าน อะไรก็ตามที่ออกมามีประเด็นค้านจะค้านตลอดเวลา คือยังยึดติดกับการทำงานในการเมืองแบบเดิมๆ คืออะไร ที่ทำคะแนนเสียงได้จะรีบทำไว้ก่อน คือทำเหมือนกับการเล่นบิลเลียต สะสมแต้มนึกออกไหมครับ การเมืองไม่ใช่การเล่นบิลเลียต การเมืองเป็นจังหวะที่ต้องเลือก ในบางครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาธิปัตย์พลาดอย่างแรงตรงที่ว่า พลาดไปว่า ประชาชนเดี๋ยวนี้ได้มีโอกาสรับรู้ข่าวสารมากกว่าเดิม

เพราะฉะนั้นแล้ว พฤติกรรมอะไรที่เคยทำเอาไว้ตลอดมา ประชาชนรับทราบ เพราะจะเห็นได้ว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง ประชาธิปัตย์ขายความซื่อสัตย์ ขายแม้กระทั่งนายกฯ ชวน หลีกภัย บ้านซักหลังก็ยังไม่มีอยู่นะครับ ทีนี้ถ้าย้อนหลังไปถึงคนโบราณ ก็จะบอกว่าคนอย่างนี้ซื่อสัตย์น่าเคารพนับถือ แต่พอยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว คนสมัยที่เกิดขึ้นมาที่ใช้ชีวิตทุกวันนี้ต้องผ่อนบ้าน ต้องดาวน์บ้าน หารถ ก็ถามว่า ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วบ้านตัวเองยังไม่มี ผมจะให้มาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ยังไง แล้วจะให้ประชาชนทั่วประเทศไทยมีบ้านได้ยังไง ตรงนี้เขาไม่เก็ท

สโรชา ..... ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป

สนธิ ..... ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปและก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนในเชิงกระบวนทัศน์ ทีนี้ถ้ามาถึงยุคนี้แล้ว คือผมเสียดายคุณอภิสิทธิ์ไม่ได้ขึ้นเมื่อปี 2544 มายุคสมัยนี้ ก็ตัดสินใจให้คุณอภิสิทธิ์ขึ้น ตัดสินใจช้าไป 4 ปี แต่ว่าข้อดีของพรรคประชาธิปัตย์วันนี้ตรงที่ว่า พรรคประชาธิปัตย์เหมือนคนที่ตายไปแล้วต้องฟื้นขึ้นมาใหม่ คือจะเปลี่ยนในพรรคประชาธิปัตย์ต้องตายก่อน แล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ คือไม่ใช่มาซ่อมแซม ซ่อมสร้างไม่ใช่

ผมกลับคิดว่า ถ้าผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์หรือถ้าผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์มีความคิดที่เห็นที่เสียสละเพื่อพรรคโดยส่วนรวมแล้ว ต้องถอยออกมา ให้คนอย่างคุณอภิสิทธิ์ขึ้นมา คนหนุ่ม ผมดีใจ ที่พรรคประชาธิปัตย์ตอนนี้มีคนรุ่นใหม่เข้ามาหลายคน ม.ล.อภิมงคล โสณกุล ถึงจะดูหน่อมแน้มยังไงก็ตามแต่อย่างน้อยเป็นคนที่มีอนาคต คุณกรณ์ จาติกวณิช ต้องถือว่าใช้ได้ หลายต่อหลายคนแม้กระทั่งคนซึ่งไม่ได้รับการเลือกตั้งอย่างเช่นคุณพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ก็เป็นคนซึ่งมีอนาคต ซึ่งผมเชื่อว่าเขายังไม่เลิกเล่นการเมือง

สโรชา ..... ก็ยังเป็นกำลังสำคัญภายในพรรคได้

สนธิ ..... คุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ก็ถือว่าใช้ได้ เป็นคนที่ใช้ได้ แม้กระทั่งคนอย่างคุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ก็ยังใช้ได้อยู่ น่าเสียดายอย่างเช่นคนอย่างคุณอรรคพล สรสุชาติ ที่ต้องย้ายไปอยู่พรรคมหาชน แต่อย่างไรก็ตามผมอยากให้ภาพในวันพรุ่งนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นภาพของคนรุ่นใหม่ คนหนุ่มที่มองไปข้างหน้า แล้วทิ้งอดีตไปซะ เก็บอดีตในส่วนที่ดีอย่างเดียวขึ้นมา คือว่ากลับมาต่อสู้เพื่อประชาชน ที่สำคัญคุณจะต้องแสวงหาเอกลักษณ์ของประชาชนคนไทยวันนี้ให้ได้

สโรชา ..... แต่ไม่ใช่ไปพึ่งพิงเอกลักษณ์ที่คิดว่าเป็นสมัยก่อน

สนธิ ..... ผมคิดว่า ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคฝ่ายค้านทั่วไปคือว่าไปเดินตามรอยเท้าประชานิยมของพรรคไทยรักไทย เขาทำอะไรเราก็ทำให้ดีกว่า ทีนี้ชาวบ้านยังไม่เคยเห็นประชานิยมของประชาธิปัตย์ แต่เขาเห็นประชานิยมของพรรคไทยรักไทย

สโรชา ..... เหมือนพยายามไปเลียนแบบต้นแบบของเขา

สนธิ ..... ถูกต้อง เขามีตัวอย่างแล้ว เมื่อเขามีตัวอย่างเขาไม่สนใจ อันที่สอง คือพรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยรักไทย เขาขายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเพียงคนเดียวเลยนะ คนอื่นไม่มีความหมาย พรรคประชาธิปัตย์จริงๆ แล้วน่าจะดูออก ว่านโยบายของพรรคไทยรักไทยนั้นอ่อนแอทางสังคมมาก จนกระทั่งวันนี้ผมคิดว่าอ่อนแออยู่ และแม้กระทั่งเราค่อยคุยกันเรื่องพรรคไทยรักไทยว่าจุดอ่อนมีตรงไหนบ้าง พรรคประชาธิปัตย์ต้องแสดงจุดยืนในเรื่องคุณธรรม ในเรื่องศีลธรรมและในเรื่องนำพาประชาชนและสังคมไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้าด้วยความพอเพียง

สโรชา ..... นโยบายที่จะยกเลิกหวยบนดินนี่หนึ่งในนั้นไหมค่ะ

สนธิ ..... อยู่หนึ่งในนั้น ประกาศสัจจะวาจาไปให้ชัดในเรื่องของศีล 5 พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งในการจะทำเช่นนั้นได้ คนในพรรคประชาธิปัตย์ต้องมีศีล 5 ด้วยนะ ไม่ใช่มีปัญหาผิดลูกเมียชาวบ้านอะไร หรือมีปัญหามีแฟนคนโน้นคนนี้ให้เป็นที่รู้กันไม่ได้ เพราะว่าของแบบนี้มันเห็นกันได้ ถ้าอย่างนี้แล้ว ผมคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสมากในเทอมต่อไป อาจจะไม่ชนะ แต่ในขณะเดียวกันผมเชื่อว่าจะไม่แพ้แบบนี้และจะทำได้ดีกว่าครั้งแรก

ผมคิดว่า คุณอภิสิทธิ์ยังหนุ่มอยู่ ยังสามารถจะทำได้ แต่ทำอย่างไรที่คนหนุ่มรุ่นนี้จะไม่ถูกเชื้อไวรัสของวัฒนธรรมรุ่นเก่าๆ ของการที่เอะอะอะไรก็ค้าน ขอทำคะแนนเอาไว้ก่อน ผมคิดว่าอะไรที่รัฐบาลทำดีสนับสนุนเขาไป อะไรที่ไม่ดีถ้ายังไม่มีอะไรเห็นเด่นชัดเก็บสะสมเอาไว้ นานๆ พูดที แต่พูดอย่างมีเหตุมีผล มีหลักมีฐาน มีน้ำหนัก ดีกว่าพูดมันอยู่ได้ทุกวัน เพียงเพื่อขอให้ได้คะแนน เข้าใจไหมครับ เพราะฉะนั้นแล้ว เวลาเราเล่นกีฬาอะไรก็ตาม เราคิดว่าเราขอให้ชนะก็เพียงเลี้ยงลูกนำเขา แต่จะเลี้ยงลูกนำ จะกี่สิบครั้งไม่สำคัญเท่ากับยิงประตูเพียงครั้งเดียว ผมอยากให้ประชาธิปัตย์คำนึงถึงตรงนี้

สโรชา ..... และมีหลายๆ เสียงอาจจะถามต่อไปว่าความพ่ายแพ้ในครั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์จริงๆ แล้วไม่ได้ฉวยโอกาสที่จะไปเป็นแกนนำให้กับหลายๆ กลุ่มซึ่งต่อต้านไทยรักไทยในช่วงก่อนเลือกตั้ง คือสามารถจะทำตัวเป็นแกนนำตรงนั้นได้ แต่ไม่ฉวยโอกาสที่จะทำ มันยังไงค่ะ กลยุทธ์มัน...

สนธิ ..... คือผมคิดว่ากลยุทธ์เขาสับสน คือตั้งแต่แรกสุดแล้ว ถ้าเขาเริ่มมาเป็นฝ่ายค้านและเขาเห็นว่าสู้ไทยรักไทยไม่ได้แน่ เขาควรจะเริ่มในประเด็นที่ว่า เขาขอเป็นฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ ให้โอกาสเขาเป็นฝ่ายค้านที่อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีได้ แต่เขาดันมาออกคำว่า 201 ก็เลยสร้างความสับสนไป อีกประการหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์ต้องหยุดทำตัวเป็นสำนักงานทนายความประชาธิปัตย์ อะไรๆ ก็เอากฎหมายเข้าว่า

กรณีของสติ๊กเกอร์พระราชดำรัส ในสายตาของผม ผมไม่ได้คิดว่าเสียหายอะไร การที่คนคนหนึ่งจะอ้างพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือพระบาทสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ซึ่งพระราชดำรัสพระราชินีก็พูดชัดบอกว่า การเป็นคนจนไม่ใช่เป็นนิ่งน่าอาย แล้วมันผิดตรงไหนพระราชดำรัสตรงนี้ ถ้าไม่ผิด และมันเป็นจุดยืน ประชาธิปัตย์ควรจะแอ่นอกเลย บอกว่าใช่ แล้วผิดตรงไหน ในเมื่อผมเน้นเลยว่า พรรคประชาธิปัตย์สู้เพื่อให้มีศักดิ์ศรีคนจน จนเป็นสิ่งไม่น่าอาย แต่ความที่เป็นความเป็นคนขี้กลัว ไทยรักไทยจับประเด็นนี้ถูก นะครับ ก็เลยกระโดดกันตัวยาวเลย เหมือนกาน้ำร้อนตกบนกลางหมู่คนนั่งรวมอยู่

สโรชา ..... วงแตก

สนธิ ..... ภาษาอังกฤษเรียกว่า ชิพส์ ฮิท เดอะ แฟน วงแตกไปเลยใช่ไหมครับ พอวงแตกคราวนี้เริ่มใช้วิชาของทนายความแล้ว ผมจะฟ้องกลับ ๆ แทนที่จะแอ่นอกรับเลยว่าผมผิดตรงไหน ผมอ้างพระราชดำรัสพระเจ้าอยู่หัว และพระราชินีที่สอนให้คนเป็นคนดีที่บอกว่ารวยแล้วไม่โกง จริงหรือ และที่บอกว่าคนจนนั้นไม่ผิด ไม่น่าอาย นี่คือนิสัยเดิมๆ ต้องแก้ตรงนี้ ต้องกล้าพอที่จะลุกขึ้นมาและแอ่นอกรับ

สโรชา ..... อย่าไปคิดอยู่ในกรอบเดิมๆ

สนธิ ..... ถ้ายังแก้ตรงนี้ไม่ได้ สิ่งที่ผมพูดนะ คุณจะเอาคุณอภิสิทธิ์คนหนุ่มขึ้นมาก็ไม่มีความหมาย

สโรชา ..... แล้วคุณสนธิ คิดว่า 4 ปีมีสิทธิ์ไหมค่ะ มีสิทธิ์ทำได้ดีกว่านี้แน่นอน

สนธิ ..... แน่นอน เยอะเลยครับ

สโรชา ..... ค่ะ เราคุยกันเรียบร้อยนะคะ สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งในครั้งนี้ประสบกับความพ่ายแพ้ค่อนข้างจะชัดเจนในการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ช่วงหน้ากลับมาเราจะพูดถึงเรื่องพรรคไทยรักไทยบ้างซักครู่เดียวค่ะ

**********************

สโรชา ..... กลับมาสู่เมืองไทยรายสัปดาห์นะคะ คุยเรื่องพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว มาคุยเรื่องพรรคไทยรักไทยกันบ้าง มีคนถามเยอะค่ะ ถึงโผของคณะรัฐมนตรีชุดหน้าว่าจะเป็นยังไง คุณสนธิยังคงยืนยันอยู่ไหมค่ะว่าครม.ไม่มีความหมาย

สนธิ ..... ไม่มีความหมายครับ ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คนเดียว ไม่ต้องไปทายคนนั้นจะไป มีข่าวมาว่าคุณเนวิน ชิดชอบจะเป็นว่าการกระทรวงศึกษาฯ ขนาดนั้นเลยนะครับ เล่นเอาช็อกกุเลยนะครับ งานนี้ แต่ประเด็นต้องเข้าใจว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คนเดียว ท่านนายกฯ ทักษิณ เป็นคนซึ่งไม่ไว้ใจใคร ไม่เคยไว้ใจใครเลย เพราะฉะนั้นแล้วข้อมูล ใครจะเชียร์อะไรจะเก็บไว้ในใจ แต่ตัวเองจะเปลี่ยนข้างในอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งวินาทีสุดท้ายก็สามารถจะเปลี่ยนได้ นะครับ

แต่มีข้อฝากให้คิดนิดนึง ซึ่งถ้าผมในฐานะคนนอก เสียงที่เทให้กับพรรคไทยรักไทยอย่างถล่มทลาย ส่วนหนึ่งเชื่อว่า กลับมาครั้งนี้ พรรคไทยรักไทยจะเป็นพรรคซึ่งสามารถจะบริหารประเทศชาติบ้านเมืองได้อย่างชนิดที่เรียกว่า ค่อนข้างที่จะเบ็ดเสร็จและโปร่งใส แต่ผมอยากจะเตือนให้ท่านนายกฯ ท่านนายกฯ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2547 เวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมา ณ สโมสรตำรวจ ท่านนายกฯได้กล่าวคำปราศรัยที่สำคัญมาก อย่าคิดว่าการจะได้เป็นรัฐมนตรีหรือไม่ได้เป็น อยู่ที่การให้เงินพรรค เพราะผมพิจารณาจากการทำงาน คนที่ทำงานดีมีความทุ่มเทมีโอกาสรับรองว่าการพิจารณาจะมาจากพื้นฐานของการทำงานเป็นหลัก

สโรชา ..... นี่คือคำพูดของท่านนายกฯ

สนธิ ..... นี่คือคำพูดท่าน เพราะฉะนั้นแล้วครั้งนี้ผมเชื่อว่า ท่านพิจารณาว่าใครทำงานทุ่มเทท่านจะพิจารณาคนนั้น ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ผมจะเตือนทุกคนในพรรคว่า โดยส่วนตัวผมเป็นคนมีเงิน สามารถช่วยทุกคนได้ในระดับหนึ่ง แต่จะไม่ให้มาก เพราะอย่างนั้นสิ่งเหล่านี้จะเป็นนิสัยเป็นความเคยชิน วันหนึ่งเมื่อผมออกไป มีคนอื่นมาแทนแล้วไม่มีเงินที่จะให้อย่างผม มันจะไปสู่การคอรัปชั่น ท่านพูดถึงการทำงานว่า รัฐมนตรีที่ท่านจะเอามานั่งจะต้องมีความโปร่งใส ซื่อสัตย์ คือท่านเน้นเรื่องการปราบคอรัปชั่นและคุณธรรม นะครับ ผมก็เลยอยากจะเตือนสติท่านนิดนึงว่า ท่านอย่าลืมที่ท่านพูดวันที่ 18 กันยายน 2547 ที่สำคัญที่สุดอะไรรู้ไหม ที่สำคัญที่สุด เหตุผลอันหนึ่งที่กรุงเทพมหานครเทเสียงให้กับพรรคไทยรักไทย ก็ด้วยเหตุผลหลักที่เขาเชื่อว่าพรรคไทยรักไทยนั้นจะตั้งรัฐมนตรีที่ดีๆ ไม่มีประวัติด่างพร้อย ไม่มียี้เข้ามา แต่ผมเห็นใจท่านนายกฯ วันนี้ท่านนายกฯ ถ้าอยากตั้งคุณเนวิน ชิดชอบ ท่านต้องคิดใหม่

สโรชา ..... เพราะหลายๆ คนอาจจะตั้งคำถามเหมือนกัน

สนธิ ..... ไม่ใช่ตั้งคำถามอย่างเดียว ถ้าท่านนายกฯ ตั้งคุณเนวิน ขึ้นมาปังปั๊บ สังคมอย่างน้อยสังคมเมืองหลวงจะผิดหวังกับพรรคไทยรักไทยทันที ผมยกตัวอย่างให้ฟัง เพราะคุณเนวินยังมีคดีที่กกต. ยังไม่จบสิ้น อาจจะเก็บไว้ก่อน อาจจะรอไว้ทีหลัง หรือถ้าตั้งคุณชัยวัฒน์ วิบูลสวัสดิ์ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่คำถามซึ่งคนรู้เรื่องต่างๆ อยู่มากมาย ก็บอกว่าคุณชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ เป็นเลขาคณะกรรมการกองทุนรักษาระดับค่าเงินบาท เมื่อปี 2540 และสมัยนั้น เขาเสนอให้ลดค่าเงินบาท ส่งให้คุณชัยวัฒน์เพื่อเสนอคุณเริงชัย คุณชัยวัฒน์เอาเรื่องนี้เก็บเข้าลิ้นชักเป็นเวลา 1 เดือน ก่อให้เกิดความเสียหายมาก

ตรงนี้ท่านนายกฯ จะตอบประชาชนยังไง ผมถึงบอกว่าการตั้งครั้งนี้เห็นใจท่านนายกฯ มาก ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทั้งหมดทั้งนี้ทั้งนั้นแล้ว ท่านจะต้องคำนึงว่า ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งท่านพูดตลอดเวลาว่างวดนี้จะเอาคนดีๆ เข้ามา คนเก่าๆ จะเอาคนทำงาน ที่สำคัญท่านเน้นมาก ในเรื่องความโปร่งใส ความซื่อสัตย์ ยิ่งฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ ความซื่อสัตย์หรือความไม่โปร่งใส ของรัฐมนตรีไม่ได้ ท่านต้องยิ่งระวัง เอารัฐมนตรีที่มีภาพพจน์ใช้ไม่ได้และเอารัฐมนตรีที่มีความยี้เข้ามา ท่านจะเสียคะแนนเสียงตรงนี้ไปหมดเลย

สโรชา ..... คือความคาดหวังค่อนข้างจะสูง

สนธิ ..... คนคาดหวังสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคาดหวังถึงคุณภาพและคุณธรรมของคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป อันนี้สำคัญมากเลย ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก

สโรชา ..... ทีนี้จะบริหารยังไงละคะ จริงๆ แล้วถึงแม้จะบอกว่าไม่มีมุ้ง ไม่มีการล็อบบี้อะไร

สนธิ ..... ล็อบบี้นี่มีอยู่แล้ว แต่ผมเชื่อว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจะไม่ฟังใคร จะตัดสินใจด้วยการถ่วงดุล สร้างดุล เหมือนอย่างวันนี้คุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ หายใจรดต้นคอคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจนะครับเสมือนว่าวันนี้คุณสุริยะไม่ใช่หนึ่งในไทยรักไทยอีกต่อไปแล้ว มีคู่แข่งขึ้นมาเห็นชัดแล้ว สูสีกัน เพราะฉะนั้นแล้วประเด็นตรงนี้ นายกรัฐมนตรีคงจะมีความลำบากใจพอสมควร นะครับ แต่ผมกำลังจะบอกว่าพวกเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนซึ่งลงคะแนนเสียงให้พรรคไทยรักไทยในกรุงเทพมหานคร ในเมืองใหญ่ๆ หวังอะไรจากการตั้งคณะรัฐมนตรีครั้งนี้และผมเชื่อว่าถ้าตั้งหลายๆ คนซึ่งไม่ควรจะตั้ง หลายคนที่ลงคะแนนเสียง บอกว่า กูไม่น่าลงไปให้เลย เสียใจ และ

ตรงนี้ จะเป็นจุดซึ่งทำให้พรรคประชาธิปัตย์หรือฝ่ายตรงข้ามเกิดได้ คะแนนสะสมจะต้องสะสมไปเรื่อยๆ เริ่มสะสมตั้งแต่ตอนนี้เลย เพราะว่าเขาจะบอกว่าเวลาหาเสียง เดี๋ยวนี้คนไทยไม่โง่ พูดอะไรจำได้ตลอดเวลา คุยเคยพูดอะไรไว้ คุณจะทำอะไร คุณจะเอาคนประเภทไหนเข้ามา ต้องระวังไว้ตลอดเวลาเลย เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว ถ้าเราบอกว่าเราต้องการบ้านเราสะอาด แต่เราเอาคนสกปรกเข้ามาอยู่ด้วย ชาวบ้านเขาจะว่าเรายังไง ชาวบ้านบอกว่า เฮ้ยคุณนี่สร้างภาพ คุณโกหกนี่ โกหกครั้งหนึ่งไม่พอ ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม มันโกหกตลอดไปไม่ได้ จะต้องถูกจับได้ อีกประการหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก คุณสโรชาครับ พรรคไทยรักไทยชนะครั้งนี้อย่างถล่มทลาย สำหรับผมต้องเรียกว่าผิดธรรมชาติ

สโรชา ..... ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

สนธิ ..... ไม่เคยเกิดขึ้นและก็ผิดธรรมชาติ อะไรก็ตามในโลกนี้มันจะมีการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน มีหยินก็ต้องมีหยาง มีผู้ชายก็ต้องมีผู้หญิง มีกลางวันต้องมีกลางคืน มีน้ำขึ้นต้องมีน้ำลง ถูกไหมครับ อะไรที่มันเกินไปมากกว่าอีกอันหนึ่ง มากจนเกินไป ต้องระวังอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช มีผลมาก ทำไมผมถึงพูดอย่างนี้ วันนี้พรรคไทยรักไทยได้เสียงเยอะขนาดนี้ ถ้าในเชิงหยินหยาง นี่คือหยาง หยางเยอะ ฝ่ายค้านหยินน้อย ถูกไหมครับ ถ้าหยางเยอะเกินไป และหยินน้อยเกินไป ความไม่สมดุลเกิดขึ้นแล้ว เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วจะมีปัญหาตามมาทีหลัง คุณสโรชาในรัฐบาลชุดแรกนั้น หยางมีเยอะ ก็คือรัฐบาลเสียงเยอะ หยินก็มีถูกไหมครับ ถึงแม้จะไม่เยอะมากพอ แต่อย่างน้อยมีเยอะพอที่จะอภิปรายรัฐมนตรีว่าการได้ ไม่น้อยขนาดนี้

เพราะฉะนั้นแล้วทางออกของรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนายกฯ คือว่า ท่านต้องสร้างหยินเพิ่ม ด้วยตัวท่านเอง วิธีสร้างคือหนึ่ง ท่านต้องไม่เจ้าอารมณ์ ไม่กราดเกรี้ยว สองท่านจะต้องเป็นคนซึ่งฟังความคิดของคนอื่น ฝ่ายค้านพูดอะไรก็รับฟังซะ นักวิชาการ ก็ฟังซะ นี่คือการสร้างหยินไง ให้เขาได้ระบาย เพราะถ้าท่านไม่ยอมให้เขาระบายนะครับ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสังคมไทยซึ่งมันน่ากลัวมาก มันจะไม่เห็นผลเดือนนี้สองเดือนนี้ มันสะสม อะไรบ้างที่สะสม ข่าวลือจะเยอะมาก

เพราะว่า เมื่อไม่สามารถที่จะอภิปรายทุจริตของรัฐมนตรีได้แล้ว มันจะลือกันข้างนอกแล้ว และข่าวลือมันจะแพร่หลาย และข่าวลือคือมอดและปลวก ที่กัดกร่อนเสา กัดกร่อนไปทีละเดือนสองเดือนสามเดือนเป็นปี เราต้องยอมรับว่าพรรคไทยรักไทยไม่ใช่พรรค พรรคไทยรักไทยคือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผมกลับมองว่าจากวันนี้ไปจนถึงสิ้นสุดปีที่สี่ ท่านนายกฯต้องดำเนินวิธีการใดก็ตามที่จะให้ท่านลงจากตำแหน่งอย่างปลอดภัยและอยู่ต่อในอนาคตโดยไม่มีใครมากวน เพราะฉะนั้นแล้วช่วงนี้เป็นช่วงของการที่จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรก็ตามที่จะสร้างหยิน ในหยางของตัวเอง ให้มันมีมากขึ้น

สโรชา ..... พูดง่ายๆ ว่าไม่ให้มันเกิดข่าวลือนอกสภาหรือว่านอกระบบซะที่มันจะเป็นปลวกคอยกัดกร่อนความมั่นคงได้

สนธิ ..... เพราะว่าในสภาไม่สามารถจะระบายได้แล้ว

สโรชา ..... ใช่ นั่นก็คือความเป็นมาเป็นไปนะคะ ของการวิเคราะห์การเมืองในค่ำคืนนี้ พรรคไทยรักไทยชนะมาอย่างถล่มทลายคงจะต้องเฝ้ารอดูโผรัฐมนตรีว่าถึงแม้จะไม่มีความสำคัญเท่ากับในอดีตที่ผ่านมา การเมืองไทยที่ผ่านมา แต่ที่แน่ๆ ก็คงต้องรอดูว่าท่านนายกฯจะแต่งตั้งใครขึ้นมาทำงานให้กับประเทศชาติ พักซักครู่เดี๋ยวกลับมาในช่วงสุดท้ายของรายการค่ะ

**********************

สโรชา ..... กลับมาช่วงสุดท้ายของเมืองไทยรายสัปดาห์นะคะ คุณสนธิค่ะ มีคนถามเข้ามาเรื่องของรายการพรหมลิขิตทางช่อง 9 ...............................

สโรชา ..... แต่ว่าฝากเรื่องของนโยบายทางด้านสังคมไว้ด้วยนะคะ และก็อยากจะฝากคุณผู้ชมด้วยค่ะว่า วันวาเลนไทน์วันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้แน่นอนมีคนทำข่าวเยอะ มีคนทำโพลเยอะ แต่ไม่ค่อยมีใครพูพูดถึงวันมาฆบูชาของเราเลย วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ฝากไว้ด้วยนะคะ หมดเวลาแล้วค่ะ สำหรับเมืองไทยรายสัปดาห์กลับมาพบกันใหม่ในวันศุกร์หน้านะคะ วันนี้คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ดิฉัน สโรชา พรอุดมศักดิ์ลาไปเพียงเท่านี้ สวัสดีค่ะ



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 12/02/2005 04:32 PM


�����Դ��繷��: 48


หญิงอ้อฝากบอกคนไทย ไม่ต้องห่วงเรื่องถ่วงดุล
โดย ผู้จัดกวน 11 กุมภาพันธ์ 2548 07:22 น.


จรัญสนิทวงศ์ ..... นางยกรัฐมนเอก "หญิงอ้อ" เปิดบ้านจันทร์ส่องหล้าให้สัมภาษณ์พิเศษผู้จัดกวน ระบุคนไทยไม่ต้องกังวลเรื่อง "แม้ว" รวบอำนาจ เผยพร้อมจะถ่วงดุลให้อยู่แล้ว

คุณหญิงอ้อ เปิดคฤหาสถ์สุดหะรูหะรา "บ้านจันทร์ส่องหล้า" ริมถนนจรัญสนิทวงศ์ต้อนรับทีมงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดกวน ที่นำโดยนายบักแหลม บรรณาธิการบริหาร นายเงา หัวหน้ากองบรรณาธิการ และน.ส.ปุ้ย นักข่าวอาวุโส ท่ามกลางคนรับใช้ และคนขับรถประจำครอบครัว "ชินวัตร" ที่สวมสร้อยคอและประดับเครื่องเพชรกันแพรวพราว โดยในตอนหนึ่งของการพูดคุยอย่างเป็นกันเอง คุณหญิงอ้อกล่าว ว่าตามที่มีประชาชนบางกลุ่มแสดงความเป็นห่วงเป็นใยภายหลังพรรคไทยรักไทยได้รับคะแนนเสียงเข้าสู่สภาอย่างถล่มทลาย โดยเกรงว่าอาจจะทำให้พ.ต.ท.ทักษิณ หัวหน้าพรรคไทยรักไทย และว่าที่นายกรัฐมนตรีอีกหนึ่งสมัย จะทำงานบริหารบ้านเมืองแบบรวบอำนาจ เนื่องจากมีส.ส.พร้อมจะยกมือสนับสนุนเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนส.ส.ทั้งหมดนั้น เรื่องนี้ตนขอยืนยันในฐานะ "นางยกรัฐมนเอก" ซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลการทำงานของนายกรัฐมนตรีว่าจะมีความเที่ยงตรง และเกิดความสมดุลอย่างแน่นอน ขอให้ประชาชนอย่าได้เป็นห่วง เอาเวลาไปคิดส่งเอสเอ็มเอสจะมีประโยชน์กว่า

คุณหญิงอ้อยังกล่าวด้วยความมาดมั่นอีกด้วย ว่าแม้แต่บรรดาหัวหน้าพรรคฝ่ายแค้น อาทินายหยัด หนวดหยิม, นายฉะหนั่น หรือแม้แต่นายเติ้ง ต่างออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อในทำนองว่าจะต้องตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในทางสาธารณะให้มากขึ้น เพราะในสภาคงทำอะไรได้ไม่เต็มที่เนื่องจากมีเสียงข้างน้อย ซึ่งก็หมายความว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะทำงานแบบรวบอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไว้ในกำมือแต่เพียงผู้เดียว พรรคการเมืองอื่นๆ ไม่สามารถสร้างความสมดุลในสภาได้เพราะมีเสียงข้างน้อย นั้น ตนขอเอาทรงผมกระบังหน้าอมตะ 2005 ยืนยันว่าอย่าได้เป็นห่วงเพราะพ.ต.ท.ทักษิณจะมีตนคอยถ่วงดุลอยู่ตลอดเวลา

ไม่ว่าจะที่ทำเนียบ รัฐสภา หรือแม้แต่กลับมาที่บ้าน คุณทักษิณเขาไม่ได้ทำงานหรือตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองอย่างที่ประชาชนคนไทย และนักการเมืองฝ่ายแค้นคิดหรอกค่ะ ตราบใดที่ดิฉันยังอยู่ ความสะมะดุนต้องมีแน่ รู้กันอยู่ว่าใครคือผู้บังคับบัญชาของคุณทักษิณ ท่านเป็นแค่นายกรัฐมนตรี ดิฉันนี่นางยกรัฐมนเอกคะ รองจากดิฉันไปยังมีนางสาวยกรัฐมนโท แหมทำหน้ามุ่ยไม่รู้ความหมายไปได้ ก็น้องอุ๊งอิ๊งไง แค่งอนเล็กๆ คุณทักษิณก็เสียสมดุลในการทำงานแล้ว สบายใจได้ ดิฉันรับรอง จริงไหมพี่แม้ว .....

หญิงอ้อกล่าวพลางปรายสายตาไปทาง พ.ต.ท.ทักษิณที่นั่งหน้าเจี๋ยมเจี้ยมอยู่ข้างๆ



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 12/02/2005 07:03 PM


�����Դ��繷��: 49



ไทม์แนะสานสัมพันธ์ใต้
โดย ... นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2548



ไทม์แนะสานสัมพันธ์ใต้ กรุยทางสู่ผู้นำเอเชียอาคเนย์

ไทม์ แนะ ทักษิณ หากปรารถนาเป็นผู้นำในภูมิภาค ควรสร้างสมดุลสายสัมพันธ์กับสหรัฐ ด้วยการมีส่วนร่วมมากขึ้นกับประเทศในเอเชียอาคเนย์ ระบุวิธีที่ "ทักษิณ" ปฏิบัติต่อมุสลิมในไทย ถือเป็นบททดสอบความน่าเชื่อถือในฐานะผู้นำภูมิภาค

นิตยสารไทม์ฉบับวันที่ 7 ก.พ. ขึ้นปก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมบทความ 2 ชิ้น ชิ้นหนึ่งเป็นความเห็นของนายดันแคน แมคคาร์โก ศาสตราจารย์ด้านการเมืองเอเชียอาคเนย์ มหาวิทยาลัยลีดส์ในอังกฤษ ซึ่งตั้งคำถามว่า "ทักษิณ" จะเป็นผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้หรือไม่ โดยบทความระบุว่า หากทักษิณปรารถนาจะเป็นผู้นำในภูมิภาค หนทางข้างหน้าไม่ได้อยู่ที่เวทีประชุมอย่างเอเปค หรืออาเซียน แต่ทักษิณต้องติดต่อสัมพันธ์กับประเทศมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย

ไทม์ ระบุว่า ทักษิณกระชับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับสหรัฐ มากกว่าผู้นำไทยคนไหนหลังยุคสงครามเวียดนาม สหรัฐมอบสถานภาพพันธมิตรนอกนาโตมาให้ ขณะที่ไทยจับตัวนายฮัมบาลีได้เมื่อปี 2546 แต่พันธมิตรระหว่างกันนี้ก็ส่งทั้งผลดีและเสียแก่ความปรารถนาเป็นผู้นำระดับภูมิภาคของทักษิณ

บทความระบุว่า การรับมือปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ของไทย ถือเป็นจุดเปราะบางของทักษิณ เพราะสำหรับประเทศมุสลิมในเอเชียอาคเนย์แล้ว วิธีที่ทักษิณปฏิบัติต่อมุสลิมในไทยถือเป็นบททดสอบดีที่สุดสำหรับความน่าเชื่อถือของเขาในฐานะผู้นำภูมิภาค

ไทม์ แนะว่า หากทักษิณปรารถนาจะเป็นผู้นำในภูมิภาคจริงๆ ก็ต้องเคลื่อนไหวอย่างกล้าหาญในการสร้างความสงบให้ชายแดนภาคใต้ พร้อมแก้ปัญหาการเมืองในแบบที่ไม่เคยคิดมาก่อน อาจเป็นในรูปของการให้สิทธิปกครองตนเอง ขณะเดียวกัน ทักษิณควรทุ่มเททรัพยากรลงไปมากๆ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาและวัฒนธรรมกับประเทศอื่นในเอเชียอาคเนย์ โดยเฉพาะกับอินโดนีเซีย

นอกจากนั้น ไทยยังต้องแสดงความนอบน้อมและเรียนรู้จากเพื่อนบ้านมากขึ้น นักเรียนไทยควรศึกษาภาษาในภูมิภาคให้มากขึ้น ขณะที่นักการทูตไทยที่ปราดเปรื่องที่สุดควรถูกส่งไปประจำตามสถานทูตใกล้บ้าน ท้ายสุดไทยควรสร้างสมดุลในสายสัมพันธ์กับสหรัฐ ด้วยการมีส่วนร่วมมากขึ้นกับประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไทม์ ระบุว่า หากทักษิณชนะการเลือกตั้งอีกสมัย เขาควรสรรค์สร้างตัวเองและอาจขอให้คนไทย "มองลงไปทางใต้" เหมือนที่อดีตนายกรัฐมนตรีมหาธีร์ โมฮัมหมัด เคยขอให้ชาวมาเลเซีย "มองตะวันออก" หรือมองไปที่ญี่ปุ่นในฐานะแบบอย่างทางเศรษฐกิจและสังคม

ประชานิยมทำรุ่ง

สำหรับบทความอีกชิ้นของไทม์ ได้เริ่มต้นด้วยการยกตัวอย่างคนเลี้ยงวัวคนหนึ่งในภาคอีสาน ซึ่งเมื่อ 3 ปีที่แล้วแทบชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่ปัจจุบันเป็นเจ้าของกิจการขายไก่ย่างที่ประสบความสำเร็จพอตัว หลังกู้ยืมเงินจากกองทุนหมู่บ้าน เพื่อไปซื้อไก่และรถสามล้อขายไก่ย่าง จากนั้นก็เริ่มตระเวนไปตามหมู่บ้านต่างๆ จนค้าขายมีกำไรและสามารถซื้อรถกระบะรวมถึงซื้อวัวเพิ่มได้

ชาวบ้านคนนี้เป็นเพียงตัวอย่างของคนจน หลายหมื่นคนที่กู้ยืมและสามารถใช้เงินคืนกองทุนหมู่บ้านได้ และในช่วงที่เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะถึงการเลือกตั้ง คนไทยเหล่านี้อาจไปลงคะแนนเลือกนายกฯคนเดิมที่ช่วยให้พวกเขาลืมตาอ้าปากได้ โดยผลการสำรวจความเห็นหลายครั้ง ระบุว่า พรรคไทยรักไทย อาจกวาดที่นั่งได้ถึง 350 ที่นั่งจาก 500 ที่นั่ง ซึ่งหมายความว่าทักษิณจะได้เป็นผู้นำอีกสมัย

นโยบายเศรษฐกิจของทักษิณ หรือที่เรียกกันว่า "ทักษิโนมิกส์" เป็นกุญแจสำคัญในการเรียกคะแนนเสียง และทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างน่าประทับใจ แต่ก็ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย บางคนอ้างว่านโยบายเศรษฐกิจของทักษิณไม่แตกต่างจากนโยบายประชานิยมและโครงการปล่อยสินเชื่อง่ายๆ ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดผลดีในระยะยาว

รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นว่า หากมีการดำเนินนโยบายทำนองนี้ต่อไป จะบิดเบือนเศรษฐกิจมากขึ้น และอาจกระทบถึงการพัฒนาในอนาคต

แต่ไม่ว่าทักษิณจะถูกวิพากษ์วิจารณ์มากมายเพียงใด รวมถึงเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน คะแนนนิยมในตัวทักษิณแทบไม่ตกลงไปต่ำกว่า 50% ดร.ปณิธาน วัฒนายากรณ์ นักวิเคราะห์การเมืองแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองเห็นความคล้ายคลึงกันระหว่างทักษิณและประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ของสหรัฐ ซึ่งได้เป็นผู้นำอีกสมัยทั้งที่มีผู้คนคัดค้านและไม่พอใจเขามากมาย

ดร.ปณิธาน ชี้ว่า ทักษิณเหมือนบุช ตรงที่เก่งในเรื่องทำการเมืองให้เป็นเรื่องง่ายจนคนทั่วไปสามารถเข้าใจได้

ทักษิณ มีความสามารถในการทำตัวให้ดูธรรมดา
หรือเป็นนักการเมืองของประชาชน จนประชาชนเกิดความรู้สึกว่าเขาสามารถแก้ไขทุกอย่างได้


อย่างไรก็ตาม ไทม์ ระบุว่า นโยบายที่ไทยใช้อยู่ในการพยายามกระตุ้นความต้องการในประเทศ ด้วยการสนับสนุนให้ประชาชนกู้ยืมนั้น เคยส่งผลเสียมาแล้วพร้อมยกตัวอย่างเกาหลีใต้ ซึ่งเมื่อหลายปีที่แล้วกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคด้วยการเสนอแรงจูงใจต่างๆ และใช้ได้ผลระยะหนึ่ง แต่การกู้ยืมส่งผลให้ชาวเกาหลีใต้หลายหมื่นคนจมอยู่กับหนี้ ขณะที่รัฐบาลต้องประสบกับการใช้จ่ายในประเทศที่ซบเซาในขณะนี้ ส่วนการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ชะลอตัว



แม้วโต้ไทม์ เข้าใจผิดโบ้ยรัฐเพิ่มหนี้ประชาชน
โดย ..... ผู้จัดการออนไลน์ 2 กุมภาพันธ์ 2548 18:24 น.



นิตยสารไทม์ ฉบับจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ แต่ระบุวันที่ล่วงหน้าเป็นฉบับประจำวันที่ 7 กุมภาพันธ์ นำภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคไทยรักไทยขึ้นปกพร้อมเสนอเรื่องประจำฉบับเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในไทย

“ทักษิณ” โต้นิตยสาร “ไทม์” เข้าใจผิด หลังวิจารณ์รัฐบาลเพิ่มหนี้ให้ประชาชนเหมือน “คาเฟอีน” เผยสื่อต่างประเทศในไทยไม่ค่อยชอบหน้า-ทำสื่อต่างประเทศเขียนตาม ย้ำชัดเป็นคนตรงไปตรงมา-หวานไม่เป็น

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกองบิน 6 ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นิตยสารไทม์ วิพากษ์วิจารณ์บทบาทของนายกฯ ในเรื่องแง่มุมต่างๆ จะทำให้ส่งผลต่อการเลือกตั้งหรือไม่นั้น คนไทยเห็นมา 4 ปีแล้ว ใครจะวิจารณ์ก็วิจารณ์มาตลอด ไม่มีปัญหา ผลสุดท้ายประชาชนจะด่าว่าประเทศชาติต้องการอะไร และประชาชนต้องการอะไร รวมทั้งสิ่งที่ประชาชนจะได้รับภายใต้การบริหารจะเป็นอย่างไร ประชาชนจะตัดสินใจตรงนั้น เมื่อถามว่า มีการระบุไปถึงเชิงนโยบายของรัฐบาลด้วยว่าเหมือนคาเฟอีน ทำให้คนสดชื่นเพียงชั่วครู่ แต่ประชาชนจะมีหนี้พอกพูน นายกฯ กล่าวว่า นั่นยิ่งเป็นการเข้าใจผิด คนที่ไม่เคยทำมาหากินจะไม่รู้หรอก เพราะคนที่ทำมาหากินถ้ามีไม่ทุน มันก็ทำมาหากินไม่ได้ และพวกนี้ก็ไม่เข้าใจคนจน กำลังปล่อยให้คนจนไปดิ้นรน ไปกระเสือกกระสนชีวิตของตัวเองด้วยหนี้นอกระบบ

เมื่อถามต่อว่า 4 ปีที่ผ่านมา
รู้สึกว่าสื่อต่างประเทศจะมองพรรคไทยรักไทยในลักษณะนี้มาตลอด

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า สื่อต่างประเทศก็มีบางกอกโพสต์กับเนชั่น ที่เขาไม่ค่อยจะชอบหน้า ซึ่งพอเขียนออกไป สื่อต่างประเทศก็เลยเอาไปเขียนตาม ส่วนกรณีที่มีการวิจารณ์ว่าอยากให้ลดความกร้าวลงนั้น นายกฯ กล่าวว่า ไม่เป็นไร ตรงไปตรงมา คนไทยชอบตรงไปตรงมา หวานไม่เป็น หวานเป็นลม ขมเป็นยา ส่วนนิตยสารไทม์ระบุว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคไทยรักไทยจะได้ถึง 350 เสียง นายกฯ กล่าวว่า ไม่ทราบ แล้วแต่ประชาชน ประชาชนจะให้เท่าไหร่ก็ทำงานเต็มที่ การเลือกตั้งถึงวันนี้ยังไม่อยากพูดอะไร เอาไว้ค่อยพูดในคืนวันที่ 6 ก.พ. ส่วนแนวโน้มจะได้ตั้งรัฐบาลพรรคเดียวหรือไม่นั้นคงไม่ทราบ เพราะต้องรอดูผลการเลือกตั้งก่อน วันนี้เราไปเดาใจประชาชนเร็ว หรือล่วงหน้า ไปตัดสินใจแทนเขาไม่ได้ ต้องปล่อยให้ 2-3 วันนี้ ประชาชนได้มีเวลาคิดก่อนว่าควรจะเลือกใครที่จะฝากอนาคตประเทศไว้ได้



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 14/02/2005 05:02 PM


�����Դ��繷��: 50


ตอนที่ 168 ... จดหมายจากวาทตะวัน ถึงนิตยสาร TIME กรณีวิพากษ์ทักษิณ !
โดย ... วาทตะวัน สุพรรณเภษัช วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548 10:05 น.



เช้าวันนี้.... จิบกาแฟขมแล้ว มีช๊อคโกแลตเค๊กรูปหัวใจเล็กๆ จากลูกสาวของเพื่อนเขาทำมาให้ชิม เพราะเธอจะทำออกแจกจ่ายในวันวาเลนไทน์ที่จะมาถึงหลังตรุษจีน

ถามเธอว่า .....
ทำไมถึงใช้ชอคโกแลตมาทำรูปหัวใจ เพราะมันดำปื๋อออกอย่างนั้น ?

ได้รับคำตอบว่า .....
เธอบอกว่า เอาไว้แจกคนใจดำ...............เป็นงั้นไป

น่าจะเยอะๆ ให้พรรคประชาธิปัตย์ เอาไปแจกคนกรุงเทพ !

การเลือกตั้งสิ้นสุดลงแล้ว ผมไม่ค่อยตื่นเต้นกันมากเท่าไหร่ เพราะรู้อยู่แล้วว่าพรรคไทยรักไทยต้องชนะแบเบอร์ ตั้งแต่ทราบผลการสำรวจของตำรวจ เพราะโพลโปลิสนั้นผิดยาก โดยเฉพาะในส่วนต่างจังหวัด ...

มีอยู่ครั้งหนึ่งในการเลือกตั้งใหญ่ประมาณยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ตำรวจสันติบาลทำนายว่าใครจะได้ ส.ส. ถูกทุกที่นั่งด้วย และการประเมินของตำรวจสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ มีความใกล้เคียงเทียบเท่า หรือเหนือกว่าของพวกมหาวิทยาลัยทำด้วยซ้ำไป ทั้งๆที่ไม่ได้ทำตามหลักวิชาการอะไรนักหนา หากแต่เป็นความชำนาญของการปฏิบัติการในพื้นที่มายาวนาน รู้จักคน รู้จักสถานที่ และมีทักษะในการประเมินแบบตำรวจ ที่สืบเนื่องมายาวนาน จึงผิดยากหรือมีค่าความคลาดเคลื่อนที่น้อยมาก

ไม่อยากซ้ำเติมพรรคใหญ่ฝ่ายค้าน แต่เพียงอยากบอกว่า การที่พรรคมีนโยบายไม่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเศรษฐกิจ ลงท้ายด้วยการเลียนนโยบายไทยรักไทย แต่เฉไฉไปเรียกชื่ออื่น อีกทั้งนโยบายการรักษาพยาบาล การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งนโยบายของฝ่ายค้านดูมัวซัว มั่วซั่วเต็มที ผลงานในอดีต ก็ไม่ได้ส่งผลดีต่อพรรคใหญ่ฝ่ายค้าน รวมทั้งเรื่องออกมาดับเครื่องชนว่า จะยกเลิกหวยบนดิน ที่จะส่งผลการกลับมาเกิดแบบซอมบี้ของหวยใต้ดิน ก่อกำเนิดผู้มีอิทธิพลและวงจรอุบาทว์เก่าขึ้นมาอีก

แถมก่อนการเลือกตั้งมีเรื่องไม่เป็นมงคล อย่างสติ๊กเกอร์ อาจเอื้อม-แสนอัปยศ ซึ่งทำให้ประชาชนคลางแคลงใจ ในความจงรักภักดีของฝ่ายค้าน รวมทั้งเรื่องทุจริตของสมาชิกในรัฐบาลสมัยชุดที่มีฝ่ายค้านเป็นแกนนำ โผล่ออกมาหลายเรื่อง จนอดีตรัฐมนตรีร่วมคณะเสวยกรรมไปในตะรางเรียบร้อยแล้ว และที่จ่อคิวอยู่ตรงปากประตูเรือนจำก็อีกหลายราย จึงไม่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ ว่าทำไมฝ่ายค้านใหญ่ ต้องถึงกาลพ่ายแพ้ย่อยยับอับปราในการเลือกตั้งหนนี้

ที่ไม่น่าเชื่อเลยว่า คนขนาดเคยเป็นครูบาอาจารย์มาก่อน ได้รับเกียรติสูง มีคำนำหน้านามที่สุภาพสตรีจำนวนมาก ใฝ่ฝันที่จะได้มาประดับเป็นเกียรติวงศ์ตระกูล กลับไร้ความคิด ต้องการเพียงเพื่อเอาชนะการเมือกตั้ง ถือสติ๊กเกอร์ใส่ถุง หิ้วเอง ที่มีพยานจำได้ แม้กระทั่งเครื่องแต่งกายของเธออย่างแม่นยำ ซึ่งไม่น่าทำเลย นี่ตำรวจเขาก็เรียกไปสอบสวนแล้ว คราวหลังอย่าได้คิดทำอย่างนี้อีก เพราะเสื่อมเสียชื่อเสียงคุณงามความดี ที่ตนสู้อุตส่าห์สะสมมายาวนาน ต้องมาถึงคราพินาศสิ้นในครั้งนี้..............น่าเสียดายเหลือเกินครับ !

ต้องขอบอกตรงไปตรงมาว่า ชื่อ นายอภิสิทธิ์ นั้น ขายไม่ออกในกรุงเทพแล้ว พรรคฝ่ายค้านใหญ่ ต้องเตรียมหาผู้นำคนใหม่ อาจไปมองดู ส.ส.ใหม่ที่ตีแหวกเข้ามาได้ด้วยวัยเพียง ๒๖ ปี เพราะสายเลือดดีเหลือเกิน บ่มเพาะไว้สัก ๒๔ ปี หรือ ๖ สมัยการเลือกตั้ง พอถึงอายุ ๕๐ ก็ขึ้นมาวัดกับคนชื่อทักษิณทีอายุ ๘๐ ปี ในตอนนั้นก็เป็นไปได้ อย่าเป็นของชำรุดเร็ว อย่างอีตา หมากหรือมาร์ก ก็แล้วกัน !

สำหรับพรรคการเมือง ที่เปิดฉากใหญ่โตโก้หรู ที่ผู้ก่อตั้งพรรค เพิ่งออกมาแถลงเมื่อทราบว่าผลการเลือกตั้งนั้น จะได้จำนวน ส.ส.มาเม็ดเดียวกระเทียมลีบ ไม่รู้ว่าพูดเพราะน้อยเนื้อต่ำใจ อาการมึนไวน์ แต่เสียงของแกเสียงสั่นเครืออย่างน่าสงสาร เหมือนนกกระจอกเทศครางฮือใกล้ตาย ... คนรักนกอาฟริกาคนนี้ ได้แถลงว่า คงจะต้องยุบพรรค ก็เป็นไปอย่างที่ผมบอกเอาไว้ใน .......

กาแฟขม…ขนมหวาน ตอนที่ ๑๖๒
รักเขาข้างเดียว ข้าวเหนียวนึ่ง น้ำขึ้นไม่ถึง แห้งแหงแก๋ ...
หมอดู…ดันมาบอกว่า...เราคู่กัน !

คนที่เพ้อเจ้อนี่ มีมากในบ้านนี้เมืองนี้ บางคนเป็นหัวหน้าพรรคเพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่ๆ ดันทะลึ่งฝันว่าจะได้เป็นนายก ทีแรกตัวแกเองก็คงไม่ได้ฝัน จนออกมาพูดอย่างนั้น แต่พอได้น้ำเลี้ยงเข้ามาหน่อย มีลูกพรรคประเภทเคยสอบตก ยกชั้นมาสมัครเป็นสมาชิก และได้คำยกยอปอปั้นเข้าไปในทำนอง .................

ท่านครับ ... ท่านขา ดูโหงวเฮ้งท่านแล้ว
วาสนาชะตาถึง จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีเชียวนะขอรับ/เจ้าคะ เจ้าขา !
ชักจะบ้า เริ่มเพ้อว่า จะเป็นนายกรัฐมนตรีกับเขาขึ้นมากันเชียว...

คงเหมือนขอทานฝันว่า .....
จะเป็นเจ้าบ่าวของ คุณพาทองทิณ
จะได้ตกทะเลข้าวสาร ที่มีเกือบสี่หมื่นล้านนั่นเลยทีเดียว

พอผลเลือกตั้งออกมา นั่นแหละครับ... ถึงจะหายบ้ากันซะที !
ครับตอนนี้คงจะหายบ้า หรือไม่ก็ บ้าหนัก ขึ้นไปเลย !

อยากจะให้กำลังใจ กับบรรดานักการเมืองหน้าใหม่ทั้งหลาย ที่โดดเข้าสู่วงการเมืองเพราะใจรัก ใจสมัคร หรือจำใจ อะไรก็แล้วแต่ อย่าเพิ่งละทิ้งความพยายามไปเสีย โดยเฉพาะคนหนึ่งสาวทั้งหลาย ที่หาญกล้าลงสู่สังเวียนการเมือง แม้จะพ่ายแพ้ในครั้งนี้ ก็ขอให้เพียรทำกันต่อไป แม้จะไม่มีโอกาสกลับมาลงสนามการเมืองอีกก็ตาม ผมอยากให้ท่านเหล่านั้น นำประสบการณ์และการต่อสู้ ตามวิถีทางแห่งประชาธิปไตย ที่คนส่วนใหญ่ในชาตินี้ต้องการ ไปเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้มีความรู้ เป็นการปลุกจิตสำนึกในทางการเมือง ให้กับคนรุ่นหลังต่อไป

อย่าเพิ่งเอือมระอาไปเสียก่อน ขอให้ดำเนินการตามความเชื่อของตน และพรรคการเมืองที่ตนศรัทธาต่อไป ... ขอแสดงความยินดีกับบรรดา ส.ส.เก่าและส.ส.ใหม่ ที่ฝ่าดงกระทกรกเข้าไปถึงในสภา ... หวังว่า ท่านทั้งหลาย คงขยันกว่าชุดที่แล้ว ซึ่งสภาล่มบ่อยครั้งจนผู้คนเขาสาปแช่งว่าสันหลังยาวเหลือเกิน ขอให้ใช้สติปัญญาช่วยกันออกกฏหมาย ตั้งกระทู้ถามให้ฟังแล้วเข้าท่าเข้าทาง อภิปรายในสภาก็ขอให้มีเหตุมีผล อย่าให้ประชาชนเขาเบื่อ สื่อมวลชนด่าเอาเสียๆหายๆ ว่าเป็นควาย ดันหลงเข้ามาในสภาได้ยังไงกัน ? เพราะพูดจาแล้วไม่ได้เรื่องได้ราว อย่างที่ปรากฏให้เห็นกันแล้ว ต้องหมั่นหาความรู้ใส่ตัว เปิดตาดูโลกให้กว้างขวาง ประชาชนจะได้ภูมิใจว่า บ้านเมืองเรานี้ ก็มีคนดีพออวดกับเขาได้เหมือนกัน

ก่อนการเลือกตั้งไม่กี่วัน หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับพฤหัสที่ ๓ ก.พ.๔๘ พาดหัวข่าว ว่า

แม้ว อ้างไทม์ แมกกาซีน ตามสื่อไทย
และเขียนข่าวนโยบาย คาเฟอีน ดังนี้.......................


หนังสือพิมพ์ไทม์เอเซีย ได้นำภาพนายกทักษิณลงปก วันที่ ๑ ได้ลงเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์ตัวนายกไทยในเรื่องต่างๆ ลงท้ายว่าจะกลับมาบริหารอีก ขณะเดียวกันก็ได้วิพากษ์วิจารณ์ว่า นโยบายทักษิโณนิค เป็นเพียงเครื่องกาเฟอีน ที่ทำให้ตาสว่างเพียงชั่วคราว แต่ประชาชนจะมีหนี้สินเพิ่มพูน…

นายกรัฐมนตรีก็เป็นประเภทสิงห์ปืนไว ก็ยิงกระสุนปากตอบไปทันทีว่า สื่อต่างประเทศไม่รู้อะไร เขียนตามสื่อไทย คนที่ไม่เคยทำมาหากินมันไม่รู้หรอกว่า คนที่ทำมาหากินมันทำอะไรไม่ได้ และพวกนี้มันก็ไม่เข้าใจคนจน กำลังปล่อยคนจนไปดิ้นรน ไปกระเสือกกระสนชีวิตด้วยหนี้นอกระบบ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า .......

สื่อภาษาต่างประเทศ ๒ ฉบับ คือบางกอกโพสต์กับเนชั่น
ที่ไม่ค่อยชอบหน้าผม เขียนออกไป สื่อต่างประเทศก็เอาไปเขียนตาม


ตรงนี้ผมก็ขอเรียนว่า เห็นด้วยกับคุณทักษิณอยู่หน่อยๆเหมือนกัน เพราะทั้งสองฉบับก็รุมอัดนายก ตั้งแต่หัวค่ำจนอุษาสาง ทักษิณทำอะไรดูจะไม่ถูกใจไปเสียหมด ต่อให้คุณทักษิณหลุดออกจากตำแหนงก็ไม่แน่ว่าจะหยุดด่า แต่นั่นไม่สำคัญ เพราะสื่อมวลชนไทยตั้งแต่หนังสือพิมพ์ วิทยุสถานีจราจรแท้ๆก็ด่าคุณทักษิณ ไม่รู้ว่าโกรธมาแต่ชาติปางไหน ?

รายการเกี่ยวกับพระศาสนาบางรายการ เจ้ากูหลายรูปก็รุมอัดนายก กลิ้งไปกลิ้งมา ทั้งๆที่เหลือเวลาไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้ง เรียกว่าเป็นมหกรรมเลยก็ว่าได้ หากนายกเป็นคนธรรมดาผมว่า คงจะได้ชกปากกันไปแล้ว แต่การเป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศ จะใช้วิธีการของคนข้างถนนอย่างนั้นไม่ได้


เรื่องการรุมด่าผู้นำนั้น มีนายกรัฐมนตรีประเทศอะไรจำไม่ได้ ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกเมื่อสามสิบกว่ากว่าปีมาแล้วกระมัง ต้องหวานอมขมกลืนกับสื่อสารมวลชน ที่รวมหัวกันอัดท่านแบบเป็น แกงมะรุม คือรุมโขก รุมสับ พูดจาดูถูกเหยียดหยาม ด่าทอท่านอย่างหยาบคาย เปรียบเป็นหมูหมา เป็นสัตว์เลื้อยคลานอะไรไปโน่น ไม่ได้เกรงใจ หรือให้ความเคารพแม้สักนิด ... จนวันหนึ่งคนใกล้ชิดประมาณ ๕-๖ คน ไปถามความท่านเป็นการส่วนตัวว่า รู้สึกอย่างไรที่ถูกรุมแบบนี้ ท่านก็พูดจาให้คนที่ถาม เบาๆคล้ายกับพูดลอยๆอย่างปลงตกว่า...............

ผมคงทำกรรมเอาไว้มาก เพราะ คงไป สังวาส
แม่ของพวกมัน ตั้งแต่ชาติที่แล้ว มาชาตินี้มันก็เลยตามมารุมด่าผมไม่เลิก !


เท่านั้นแหละครับ คนถามและคนฟังก็ฮากันตึง

ใครอยากรู้ว่า นายกรัฐมนตรีท่านนี้ชื่ออะไร ลองไปถามคนเก่าแก่
ในโรงพิมพ์แถวถนนราชดำเนินดูก็แล้วกัน แล้วจะรู้ว่าผมไม่ได้เอาเรื่องเท็จมาเล่าให้ท่านฟัง

ผมเห็นว่า การด่ากลับแบบสวนหมัดนั้น
หากเร็วไปบางทีก็พลาดพลั้ง โดนสวนกลับเอาง่ายๆ
จึงต้องคิดกันให้ดี เพราะคนไม่ชอบหน้ากันนั้น ต่อให้ทำอย่างไรมันก็ไม่หยุดด่า

การด่ากลับนั้น ผมเห็นว่า หากมีอารมณ์ขันอยู่บ้าง บางทีก็ทำให้คนถูกด่าหน้าม้านไปได้ แต่หากบารมีไม่ถึงลองไปพูดอย่าง อาจารย์สอนหมาวิทยาลัยตอนเที่ยงคืนครึ่ง ออกมาพูดภาษาหมาว่าเป็นเรื่อง ...............ยุทธศาสตร์หมากัดหมา

ผมบอกได้เลยว่า ฟังแล้วไม่เห็นมันจะคมคายเข้าท่าเข้าทางอะไรสักนิด หนังสือพิมพ์ทีมของแกพากันสรรเสริญว่าเฉียบคมเสียเหลือเกิน มาถึงวันนี้ ผมเองยังไม่แน่ใจว่า เจ้าตัวคนพูดเข้าใจคำว่า ยุทธศาสตร์กับยุทธวิธี เหมือนหรือแตกต่างกันตรงไหน ?

แถมลงท้ายดันแบไต๋พูดออกมาเอง ว่า จะไปเลือกหมาพวกเดียวกับตัว นั่นแหละ !

เท่านั้นแหละครับ เจ้าตัวคนพูดกลายเป็นคนอกตัญญู ต่อผู้บุบพการีตนเอง เพราะพ่อแม่ปู่ย่าตายของผู้พูด ถูกขุดมา มาด่าเช็ดกันแบบฟังไม่ได้ เพราะคนที่พ่นคำพูดไม่น่าฟังนี้ลืมไปว่า พรรคการเมืองนั้น มีสมาชิกพรรค ที่เป็นศาสนิกในศาสนาอื่น ที่เห็นว่าหมาเป็นสัตว์ชั้นต่ำ การด่าทอแบบขุดโคตรเง่าสักกะหลาด มาเล่นงานคนปากปีจอ ปรากฏทั้งตามเวปไซด์รายการวิทยุต่างๆ ชนิดที่ตัวคนพูดฟังแล้วก็ต้องหุบปาก ที่อมหมาเน่าเอาไว้แน่น ไม่กล้าออกมาแอะต่ออีก

ดูไปก็น่าสมเพช
แม้คนพูดจะมีอัตตาสุนัขสูง…แต่ก็เสียหมาไปในที่สุด อย่างไม่เข้าท่าจนได้ !

ที่ร้ายก็คือ
ผู้คนจำนวนมาก สูญเสียความที่เคารพนับถือแกว่า เป็นครูบาอาจารย์ไปแทบจะในทันทีทันใด !!

กรณีหนังสือพิมพ์ต่างประเทศที่ทรงอิทธิพลอย่างนิตยสารไทม์ ออกมาว่ากล่าวกระทบนายกทักษิณ ผมเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยเลยว่า ได้รับข้อมูล และแนวคิดจากหนังสือพิมพ์ภาษาฝรั่งในเมืองไทย ... หากผมเป็นกุนซือให้คุณทักษิณ จะไม่ยอมให้นายกโต้ตอบแบบรวดเร็ว กับสื่อยักษ์ใหญ่ต่างประเทศอย่างไทม์ แต่จะให้ถอยมาหยุดคิด แล้วให้ที่ปรึกษาโต้ตอบแทน

จึงขอเอาจดหมายที่ส่งให้ ผู้เขียนคอลัมน์นี้ จวกกลับไทม์แมกกาซีน ซึ่งชอบวิจารณ์แบบ กดกบาลคนไทย ที่ผมได้ส่งไปให้เจ้าตัวคนเขียนและไทม์แมกกาซีนแล้ว นำมาลงให้ดูเป็นตัวอย่าง หากมีกรณีอย่างนี้ขอให้ช่วยกันตอกกลับ ไม่งั้นมันก็ชอบดูถูกคนไทยอยู่ร่ำไปราวกับพวกมันวิเศษวิเสโสเสียเหลือเกิน

จดหมายของผมมีข้อความดังนี้

Referring to your feature story on Thailand's Prime Minister Taksin:

Perhaps we Thais needed caffeine.
Ex-PM Chuan Leekpai from the Democrat Party was like Prozac. During his time Thailand was practically sedated. He and his gang avoided making decisions, lest it would shake the security of their government chairs. Even the then-new young bloods, some Oxford-educated, like Apisit Vejjajiva , proved lackluster; worse, another Chuan.

We just might give Taksin another four years … caffeine and all. Then we'll see whether we’re wide awake, full of energy to keep Thailand going; or if we're simply caffeine-poisoned.

But do tell me … if Taksin is caffeine, then what is Bush ? Cyanide?

The Americans must bear Bush ; the Thais will probably have to tolerate Taksin. It seems that neither have any choice.

Vattavan Supunpaysaj
Columnist MANAGER ON LINE, Thailand
Vattavan@yahoo.com

ไม่อยากแปลเอง กลัวไม่ถูกใจท่านผู้อ่าน…
ขอยกให้เป็นหน้าที่ของศิษย์เก่าอ๊อกฟอร์ด ของพรรคใหญ่ฝ่ายค้าน…
แปลกันเอาเอง…จะดีกว่าไหม !?


ซินเจียยู่อี่…ซิงนี้ฮวดไช้ ครับ !!
วาทตะวัน สุพรรณเภษัช



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 14/02/2005 05:16 PM


�����Դ��繷��: 51


นายกฯลงใต้หั่นงบพื้นที่รุนแรง
โดย ... นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548


นายกฯลงใต้ใช้กำลังอารักขากว่า 1 พันนาย งัดแผนแบ่งโซน 3 จังหวัดชายแดนหวังดับไฟใต้ แยกพื้นที่ "สีเขียว-เหลือง-แดง" ขู่ตัดงบ SML และงบพัฒนา ในพื้นที่เกิดเหตุรุนแรง ให้ชาวบ้านกดดันกลุ่มก่อความไม่สงบ ประกาศล่องใต้ถี่ยิบจนกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ ด้านนักวิชาการมอ.ปัตตานี ไม่เห็นด้วย ติงไม่ควรย้อนยุคสมัยคอมมิวนิสต์ ขณะที่โจรใต้ปูพรมวางระเบิด 4 จุดรับนายกฯลงใต้ ทหาร-ชาวบ้านเจ็บระนาว

วานนี้ (16 ก.พ.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภาก่อนออกเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึงเหตุระเบิดรายวันในพื้นที่ ว่า ได้รับรายงานตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ว่าจะมีเหตุระเบิด เพราะเรารู้หมดแล้วว่าเอาระเบิดมาจากที่ไหน และรู้ว่ามันยังใช้ไม่หมด เราก็ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะระหว่างที่อยู่ในพื้นที่ ก็จะยังมีเหตุระเบิดเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลหรือไม่กับการลงพื้นที่ในช่วงนี้
พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบว่า ไม่เป็นไร เกิดหนเดียวตายหนเดียว อย่าคิดมาก ..........


แบ่งพื้นที่ 3 โซน-ตัดงบพื้นที่สีแดง

นายกฯ กล่าวว่า จะทำ 2 แนวทาง คือการพัฒนาให้คนไทยทุกคน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดต้องมีความกินดีอยู่ดีพ้นจากความยากจนและมีความปลอดภัย 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกละเลยมานาน นำไปเปรียบเทียบกับมาเลเซียที่มีการพัฒนาไปมากกว่าทั้งๆ ที่เรามีศักยภาพสูง สำหรับเรื่องการศึกษาที่ถูกปล่อยปละละเลย เราจะเน้นให้มีการเรียนสายสามัญควบคู่ไปกับการเรียนศาสนาเพื่อให้สามารถไปประกอบอาชีพได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้ โดยตนจะเข้ามาดูในภาพรวมอย่างใกล้ชิดทั้งหมด จัดการอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ก่อความไม่สงบ

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวด้วยว่า ได้มีการแยกแยะตำบลต่างๆ แบ่งเป็นพื้นที่สีเขียว ไม่มีผู้ก่อความไม่สงบ สีเหลืองคือมีประปราย สีแดงคือเป็นผู้ที่ก่อความไม่สงบทั้งหมด โดยมีกองบัญชาการใหญ่ๆ อยู่ไม่กี่โรงเรียน ซึ่งเจ้าของโรงเรียนก็หนีไปแล้ว เพราะฉะนั้นในพื้นที่สีแดงตนจะตัดน้ำเลี้ยงทุกรูปแบบกับคนเลว ไม่ให้งบประมาณ จนกว่าจะเป็นพื้นที่สีเขียว เพราะไม่เช่นนั้นภาษีอากรของประชาชนที่ทำมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยมาเลี้ยงคนที่เนรคุณในแผ่นดินไทยไม่ได้

โดยงบประมาณกำลังจะลงไปใน 2 ส่วน คืองบ SML ที่จะลงไปทุกหมู่บ้าน แต่หมู่บ้านที่เป็นสีแดงจะเก็บไว้ก่อน จะไม่ให้จนกว่าจะเป็นสีเขียว ส่วนพื้นที่สีเหลืองก็จะพัฒนาเป็นที่ๆ ไป โรงเรียนก็เช่นกัน โรงเรียนใดที่มีอุสตาซที่ปลุกระดมนักเรียนไปฆ่าคนก็ต้องเข้าไปจัดการ และตนชัดเจนพร้อมโดนด่า ไม่กลัว ไม่เช่นนั้นเราไม่มีทางรักษาแผ่นดินได้ คนดีๆ ก็จะต้องถอยกันหมด และในช่วงปลายเดือนเม.ย.ต้นเดือน พ.ค.ก็จะมีการจัดสรรงบพัฒนา 4 จังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะดูแลส่วนนี้ เพราะรัฐบาลสามารถเก็บภาษีได้เกินเป้าหลังจากจัดงบสมดุลอีก 5 หมื่นล้านบาท

ประกาศลงใต้บ่อยครั้งจนกว่าจะสงบ

นายกฯ กล่าวด้วยว่า สำหรับนักธุรกิจไม่ต้องห่วง เศรษฐกิจใน 4 ปีข้างหน้าจะดีอย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลจัดการโครงการขนาดใหญ่ สามารถดูแลงบประมาณโดยไม่มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจมหภาค รักษาหนี้ของประเทศได้ไม่เกิน 45% ของจีดีพี และ 4 ปีจะเห็นความเป็นอยู่ของคนไทยพ้นจากความยากจน

"ยกเว้นหมู่บ้านสีแดงก็ต้องจนต่อไป ถ้าอยากหายจนอยากมีชีวิตที่ดี ต้องเลิกหายเป็นพื้นที่สีแดง ต้องช่วยกันกดดันพฤติกรรมของคนที่ไม่ดี ที่ไม่รักแผ่นดินไทย จะให้ไปอยู่ที่ไหนก็ไป ซึ่งเราก็พร้อมให้โอกาสกับผู้ที่หลงผิดกลับมา ผมเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่มีอ้อมค้อม ภายใน 4 ปีนี้ ทั้ง 3 จังหวัด ผมจะเสกให้เจริญเลย และไม่สนด้วยว่าคราวหน้าจะเลือกผมหรือไม่ เพราะอย่างไรผมก็มี 300 กว่าเสียงอยู่แล้ว "

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ในการพัฒนา 3 จังหวัดชายแดน ตนได้ถามฝ่ายความมั่นคงว่าเป็นไปได้หรือไม่ หากจะจัดถนนตลอดแนวชายแดน 3 จังหวัด 4-500 กิโลเมตร ถ้าทำได้ก็จะทำ เพราะต่อไปเศรษฐกิจชายแดนจะเจริญขึ้น เปรตก็จะหนีกันหมด เราต้องทำให้เจริญให้ได้

"ผมจะเดินทางมาบ่อยๆ บางทีอาจต้องย้ายทำเนียบมาทำงานที่นี้ หากเหตุการณ์ไม่สงบ ให้มันรู้ไป ผมพร้อมเผชิญทุกรูปแบบ คราวนี้หมดภารกิจอื่นแล้ว ผมจะมาเฝ้าจนกว่าเหตุการณ์จะยุติ จะเร่งปิดเกมให้เร็วที่สุด"นายกฯ กล่าว

แฉบึ้มใกล้จุดนายกฯปฏิบัติภารกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จุดที่เกิดระเบิดดังกล่าวนั้น อยู่ห่างจาก สภ.อ.ระแงะ เพียง 500 เมตร และอยู่ห่างจากฐานปฏิบัติการชุดเฉพาะกิจนรสิงห์ ซึ่งตั้งฐานอยู่ในโรงเรียนระแงะเพียง 100 เมตร โดยฐานปฏิบัติการดังกล่าว เป็นจุดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปตรวจเยี่ยมวานนี้ด้วย

ต่อมาเวลา 09.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อ.ระแงะ ยังได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า พบวัตถุระเบิดถูกนำไปวางไว้บริเวณกำแพงหลังสำนักงานเทศบาลตำบลตันหยงมัส ซึ่งอยู่ตรงข้ามกองร้อย อส. จึงประสานชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดได้สำเร็จ โดยพบว่าเป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่อง หนักถึง 10 กก.

ที่ จ.ยะลา เวลา 12.00 น.วันเดียวกัน ร.ต.ท.มิตร คมชุม ร้อยเวร สภ.อ.เมืองยะลา รับแจ้งเหตุระเบิดภายในลานจอดรถหน้าอาคารเรียน 20 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา จึงนำกำลังรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ในที่เกิดเหตุ พบรถยนต์เก๋งยี่ห้อมาสด้า สีขาว รุ่น 323 หมายเลขทะเบียน ก-3388 ปัตตานี ถูกระเบิดได้รับความเสียหายยับทั้งคัน ส่วนผู้บาดเจ็บนั้น ทราบว่าถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลศูนย์ยะลาแล้ว คือนายพงษ์พจน์ วัชรสุขุม ผู้อำนวยการสำนักกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา และยังมีตำแหน่งเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านการข่าว ช่วยราชการกองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี ด้วย นอกจากนี้ยังพบว่ามีนักศึกษาอีก 1 คน ได้รับบาดเจ็บทราบชื่อคือ น.ส.ปิยณีย์ แดเบาะ อายุ 19 ปี

"สิริชัย" เครียด-จัดกำลังเข้มคุ้มกันนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การก่อเหตุรุนแรงหลายเหตุการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อวานนี้ ได้ทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคงต้องจัดกำลังรักษาความปลอดภัย พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะเดินทางไปตรวจราชการในวันเดียวกันอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ โดยตั้งแต่เวลา 06.00 น. กำลังทหาร ตำรวจ อส. ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และตำรวจชุมชน ได้เข้าประจำจุดเพื่อรักษาความปลอดภัยในเขตเทศบาลเมืองเบตง จ.ยะลา

ทั้งนี้ มีรายงานว่า พล.อ.สิริชัย ธัญญสิริ ผู้อำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผอ.สสส.จชต.) ได้เดินทางไปประชุมวางแผนจัดกำลังรักษาความปลอดภัยด้วยตัวเอง พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดในจุดล่อแหลมทุกจุด

นักวิชาการ มอ.ปัตตานีค้านแบ่งโซน

นายศรีสมภพ จิตรภิรมย์ศรี นักวิชาการมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวถึงกรณีที่นายกฯระบุจะตัดงบประมาณลงมาพัฒนาตามโซนพื้นที่สีแดงทิ้งทั้งหมด จนกว่าจะทำให้เป็นพื้นที่สีเขียว ว่า ไม่เห็นด้วยกับกรณีดังกล่าว เพราะอาจจะไม่เป็นผลดีต่อการแก้ปัญหาและจะทำให้เกิดปัญหาอย่างต่อเนื่องต่อไป เพราะการแบ่งโซนนั้นจะต้องพิจารณาให้ละเอียดมากกว่านี้ ซึ่งไม่เหมือนกับสมัยคอมมิวนิสต์

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 18/02/2005 11:41 AM


�����Դ��繷��: 52


คาร์บอมบ์นราฯ ยอดตายเพิ่ม 6 ศพ เจ็บกว่า 50 แล้ว
โดย ... ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์ 17 กุมภาพันธ์ 2548 23:54 น.



วันนี้ (17 ก.พ.) เวลาประมาณ 19.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาสว่า ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นบริเวณบาร์เบียร์ที่ตั้งอยู่ในซอยสวัสดี ระหว่างโรงแรมมารีน่าและร้านอาหาร แรงระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 4 ราย เป็นชาย 3 ราย อีก 1 รายที่เหลือเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุเพศได้เนื่องจากถูกแรงระเบิดฉีกร่างจนแหลกเหลว นอกจากนี้มีรายงานเพิ่มเติมจากโรงพยาบาลว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย รวมผู้เสียชีวิตล่าสุด 6 ราย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บางศพที่เสียชีวิตอยู่ในสภาพศีรษะกระเด็นหลุดจากบ่า และสำหรับตัวเลขผู้บาดเจ็บล่าสุดนั้น พุ่งสูงขึ้นเป็น 49 คนแล้ว และจำนวน 4 คนในนั้นได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทยอยนำร่างผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วนแล้ว สำหรับผู้บาดเจ็บสาหัส 4 รายนั้นถูกแยกไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์

อย่างไรก็ตาม จากการสอบสวนเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ทราบว่า เป็นการวางระเบิดแบบคาร์บอมบ์ โดยคนร้ายนำวัตถุระเบิดใส่ในรถปิกอัพยี่ห้อนิสสัน เอ็นวี ยังไม่สามารถตรวจสอบหมายเลขทะเบียนรถได้ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการปิดล้อมที่เกิดเหตุ ความคืบหน้า “ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์” จะรายงานให้ทราบเป็นระยะ

ความคืบหน้าล่าสุด เวลาประมาณ 21.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.กมล โพธิยพ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และชุดเฉพาะกิจทุกหน่วยรุดเข้าพื้นที่เกิดเหตุเพื่อตรวจสอบ หลังจากการตรวจสอบพบว่าระเบิดที่ใช้ในการก่อเหตุร้ายในครั้งนี้เป็นระเบิดแบบแสวงเครื่อง ที่คาดว่าน่าจะมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 50 กิโลกรัม

ซึ่งคนร้ายได้นำระเบิดดังกล่าว มาบรรจุไว้ในรถนิสสันเอ็นวี ปิกอัพ ที่ไม่สามารถตรวจสอบสีและหมายเลขทะเบียนได้ เนื่องจากหลังการระเบิดกลายเป็นซากเศษเหล็กที่ถูกนำมาจอดไว้ริมถนนใกล้ร้านอาหารในซอยสวัสดี ซึ่งแรงระเบิดได้ทำให้ร้านด้านตรงข้างจุดเกิดเหตุ พังยับรวด 7 คูหา ผนังปูนชั้น 2 ของโรงแรมมารีน่าซึ่งอยู่ใกล้เคียงร้าวและถล่มลงมา รถยนต์ 7 คัน และรถจักรยานยนต์ 4 คัน ได้รับความเสียหาย

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ถือเป็นครั้งแรกในพื้นที่เขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีการปฏิบัติการคาร์บอมบ์ได้สำเร็จ โดยก่อนหน้านี้มีเพียงการก่อเหตุมอเตอร์ไซค์บอมบ์ โดยติดระเบิดมากับรถจักรยานต์และมีเหตุจะคาร์บอมบ์ด้วยถังแก๊ซ แต่เจ้าหน้าที่ก็สามารถเก็บกู้ได้ก่อนเกิดระเบิดเท่านั้น ซึ่งการลงมืออย่างอุกอาจในครั้งนี้ถือเป็นการเย้ยอำนาจรัฐ เนื่องจากเป็นการวางระเบิดคาร์บอมบ์หลังนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางตรวจเยี่ยมจังหวัดชายแดนภาคใต้



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 18/02/2005 11:58 AM


�����Դ��繷��: 53


ดูข่าวจาก ITV ที่สัมภาษณ์ผู้ว่าฯ นราธิวาส .....
ท่านบอกว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ก็มีการพยายามระเบิดคาร์บอมบ์แบบนี้
ที่กรุงเทพฯ ก็เคยมี........................................แต่บังเอิญตรวจพบก่อน


แบบนี้ ก็แสดงว่า .....
นี่ไม่ใช่การจงใจกระทำเป็นครั้งแรก
พวกเค้าตั้งใจกระทำมานานแล้ว.....................แต่เพิ่งสำเร็จต่างหาก


กลุ่มพวกก่อการฯ เหล่านี้ ..... ไม่ได้สนใจหรอกว่า นายกฯ ท่านจะแบ่งพื้นที่เป็นสีอะไร ภาระกิจของพวกเค้า คือการทำงานที่ได้รับมอบหมายจากผู้บงการให้สำเร็จเท่านั้น ใครจะตายหรือใครจะมาเป็นนายกฯ พวกเค้าอาจไม่สนใจด้วยซ้ำ ถ้าพวกเค้าสนใจ พวกเค้าคงไม่วางระเบิดฆ่าคนบริสุทธิ์ได้ ทั้งพุทธ...ทั้งมุสลิม แต่ตัวหัวหน้าบงการต่างหาก ที่กำลังทำตัวเป็นคนปั่นวิปโยคให้บ้านเมืองวุ่นวาย แล้วคอยยิ้มเยาะเย้ย บางทีพวกเค้าอาจกำลังนั่งดูข่าวระเบิดอยู่ ด้วยความสะใจก็ได้

ในขณะที่คนไทยหลายๆ ส่วน ..... รวมทั้งสื่อต่างๆ ก็อาจหลงทางไปเข้าข้างกับผู้ก่อการฯ พอมีเหตุร้ายเกิดขึ้นบ่อยๆ ที่สามารถสร้างความเสียหายได้มากๆ ก็จะทำให้สื่อต่างๆ สร้างกระแสกดดันและเกลียดชังเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ ที่ไม่สามารถยุติเรื่องร้ายๆ ทาง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ได้เสียที

ท่ามกลางภาพเหตุการณ์ที่สยอง ..... เสียงระเบิด และ เปลวไฟที่ลุกโชนในความมืด ผสมผสานมากับเสียงครวญครางของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างแสนสาหัสเหล่านั้น ได้สร้างความโกลาหลให้กับผู้คนมากมาย แค่ตูมเดียว ก็สร้างกระแสได้ขนาดนี้ นั่นคือชัยชนะของพวกผู้ก่อการฯ บนความเศร้าสลดและคราบน้ำตาของคนเจ็บและญาติๆ ของคนตาย

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2548 ..... คงต้องเป็นวันที่หดหู่ของพวกเราอีกวันหนึ่ง ทั่วทุกหนแห่งคงจะออกมากล่าวตำหนิ ด่าว่า และ วิจารณ์ในเชิงลบให้กับนโยบายของรัฐบาล และแน่นอนที่สุด ก็ต้องโยงใยไปว่า นี่คือนโยบายที่ผิด จนเกิดระเบิด เพราะนายกฯ ท่านดันไปงัดแผนแบ่งโซน 3 จังหวัดชายแดน หวังดับไฟใต้ แยกพื้นที่เป็น สีเขียว .. เหลือง .. แดง .. ขู่ตัดงบ SML .. และงบพัฒนา ในพื้นที่เกิดเหตุรุนแรง ให้ชาวบ้านกดดันกลุ่มก่อความไม่สงบ


ไม่รู้ว่าพวกเรากำลังหลงทาง .....
ให้กับพวกก่อการฯ ได้เปรียบอยู่ในขณะนี้หรือเปล่า?


เพราะ เราเชื่อว่า ..... การประกอบวัตถุระเบิดแบบชนิดนี้ กระทำไม่ใช่เรื่องง่ายๆ การใช้วัสดุอุปกรณ์พ่วงต่อต่างๆ เหล่านั้น ย่อมมีแหล่งที่มาที่ไปของการทำระเบิด คงไม่ใช่ นั่งๆ นอนๆ ประกอบการกันได้ง่ายๆ ในป่าอย่างแน่นอน..

น่าสงสัยจัง .....
- ทำไม ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ?
- ทำไม ไม่มีใครอยากบอกเจ้าหน้าที่ของรัฐ ?
- พวกเค้าเป็นคนไทย จริงๆ หรือ ? ...
- ทำไมจึงเห็นใจพวกก่อการฯ ที่ออกมาฆ่าคนบริสุทธิ์ที่ไม่รู้เรื่องได้ทุกๆ วัน ?
- พวกผู้ก่อการฯ ต้องการบทสรุปที่นุ่มนวลจริงๆ ...?
- หรือ ต้องการแบ่งแยกดินแดนออกไป เพื่อเป็นที่พักพิงของผู้ก่อการฯ ข้ามชาติกันแน่...?


แล้วพวกเราบางกลุ่มชน .....
ก็ยังแสดงเจตนาดี เห็นใจพวกผู้ก่อการฯ เหล่านั้น มากๆ
มากกว่าที่จะเห็นใจและสงสารผู้คนบริสุทธิ์ที่ต้องเป็นเหยื่อสังเวย.........ตายรายวัน ...!!






    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 18/02/2005 12:02 PM


�����Դ��繷��: 54



รายการนายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน
ทางคลื่นเอฟ.เอ็ม. 92.5 วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2548



สวัสดีครับ พี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ ได้พบกันอีกครั้งหนึ่งครับ 4 สัปดาห์ที่หยุดไป เพราะมีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ผมเลยคิดว่าขอหยุดออกอากาศ ต้องขอกราบประทานอภัยพี่น้องประชาชนที่ไม่ได้เล่าให้ฟังว่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้นแต่ละสัปดาห์ทำอะไรไปบ้าง แต่พี่น้องคงได้ติดตามข่าวคราวทั่วไป วันนี้ได้มาพบกันอีกครั้งหนึ่ง ช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมา 4 ครั้ง ผมมีความรู้สึกว่าตื่นเช้ามาวันเสาร์ เราไม่ได้ทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เพราะทำต่อเนื่องกันมาเกือบ 4 ปี ต่อไปนี้จะทำหน้าที่ไปจนถึงการเลือกตั้งใหญ่อีก 4 ปีข้างหน้า 4 ปีนี้ผมจะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุเ

ชื่นชมประชาชนที่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่าร้อยละ 72

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณพี่น้องเป็นอย่างสูงที่ได้กรุณาไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยกันอย่างเต็มที่กว่า 72% ถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของการเลือกตั้งในประเทศไทย จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 44,800,000 กว่าคน เข้าใจว่าไปใช้สิทธิเลือกตั้งประมาณ 32 ล้านคนเศษ มีบัตรเสียบ้าง เบ็ดเสร็จแล้วถือว่ามีบัตรที่ใช้ได้อยู่ประมาณ 29 ล้านกว่าใบ ต้องขอบคุณเป็นอย่างสูงสำหรับผู้ที่มีบ้านอยู่ต่างจังหวัดอุตส่าห์เสียเงินเสียทองเดินทางกลับไปภูมิลำเนาเพื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ในกรุงเทพฯรถบขส.ที่สถานีขนส่งหมอชิต คนแน่นกว่าวันหยุดยาวสงกรานต์ปีใหม่เสียอีก แสดงให้เห็นถึงความที่พี่น้องประชาชนเสียสละ ทำหน้าที่ของตนเองในระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ ผมชื่นชมในน้ำใจมาก ต้องขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง และขอขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับท่านที่มอบความไว้วางใจให้ผมทำหน้าที่ต่ออีก 4 ปี เมื่อท่านให้ความไว้วางใจผม ๆ จะทุ่มเททำงานให้อย่างเต็มที่ และผมรู้ว่าอะไรคือทุกข์ของประชาชน อะไรคือปัญหาของประชาชน และอะไรคือข้อจำกัดของประเทศ ผมจะพยายามทำให้เต็มที่ ให้ข้อจำกัดนั้นเป็นข้อจำกัดที่น้อยที่สุด เพื่อให้บรรลุถึงการแก้ปัญหาของประเทศในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผมได้พูดไว้ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งนั้น ผมได้เรียกประชุมไปหมดแล้ว เพื่อเตรียมการทุกอย่าง

ยึดประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก

ต้องขอขอบคุณที่เลือกรัฐบาล จากคราวที่แล้วเลือกมา 11 ล้านเสียงกว่า ๆ เกือบ 12 ล้านเสียง คราวนี้เลือกมาขาดอีก 6,000 กว่าเสียงก็ 19 ล้านเสียง คือเลือกเพิ่มขึ้นถึง 7 ล้านเสียง ต้องขอขอบคุณอย่างยิ่ง ที่ได้ให้ความไว้วางใจ ผมจะพยายามทำหน้าที่ให้เต็มที่ และจะรับข้อห่วงใยของทุกภาคส่วนในการที่รัฐบาล มีข้างเสียงมากในสภาผู้แทนราษฎร ข้อห่วงใยผมได้ยินเต็มสองหู และจะพยายามทำให้ดีที่สุด วันนี้ข้อห่วงใยท้วงติง ผมรับทราบได้ยินหมด และจะพยายามทำให้ดีที่สุด โดยที่ผมจะยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก ไม่ต้องห่วง สิ่งที่ได้พูดกันไว้จะทำให้ดี หลายท่านไม่เข้าใจคิดว่าเป็นประชานิยมนั้น ไม่ใช่ เป็นการแก้ปัญหาประชาชนโดยยึดหลักไม่ให้เสียสมดุลของประเทศ ในเชิงของสภาพเศรษฐกิจสังคมและการเมืองทุก ๆ ด้าน ต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่ง

เตรียมแถลงนโยบายรัฐบาลปลายเดือนมีนาคม

แต่ว่าขณะนี้ยังมีขั้นตอนอยู่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการ ให้ครบ 500 คนภายใน 30 วัน ซึ่งเป็นข้อกำหนดตามกฎหมาย หมายความว่าภายในวันที่ 7 มีนาคม 2548 จะต้องมีการเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก จะเรียกประชุมก่อนได้แต่หลังไม่ได้ กกต.ทุกคนคงทำงานหนักหน่อยช่วงนี้ อาจจะต้องมีการสอยใบเหลือง ใบแดง หลังจากเปิดประชุมสภาฯ แล้ว ช่วงนี้อาจมีบ้าง แต่เวลาจำกัด ทางรัฐบาลจะนำร่างพระราชกฤษฎีกาเปิดสมัยประชุมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะเสด็จพระราชดำเนินมาทำรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก หลังจากนั้นจะมีการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อเลือกประธานสภาฯ เสร็จ นำความกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ เสร็จเรียบร้อย จะมาเลือกนายกรัฐมนตรี จากนั้นนายกรัฐมนตรีจะจัดตั้งคณะรัฐมนตรี และนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว ผมจะนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน หลังจากนั้นจะมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แล้วถึงจะเริ่มทำงานสั่งราชการได้ คือในช่วงที่ยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาทำงานได้ แต่ยังสั่งราชการไม่ได้ เมื่อแถลงนโยบายแล้วก็ทำงานตามปกติ คาดว่าจะแถลงนโยบายได้ประมาณปลายเดือนมีนาคม พอเดือนเมษายนถือว่าเป็นเดือนที่ทำงานได้ตามปกติ แต่ช่วงนี้พี่น้องประชาชนไม่ต้องห่วง ถือว่าคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันยังทำงานปกติไปจนถึงวันที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ฉะนั้น ผมยังทำงานต่อเนื่อง รัฐมนตรีก็ทำงานไป ในช่วงนั้นจะมีช่วงเว้นสั้น ๆ ไม่มีปัญหาอะไร เพราะผมยังสั่งการได้อยู่ ขอกราบเรียนพี่น้องประชาชนได้ทราบ

รัฐมนตรีใหม่ต้องทำงานหนัก ทำงานเป็นและต้องทำงานโปร่งใส

สำหรับการเลือกรัฐมนตรีชุดใหม่นั้น ผมขอเรียนพี่น้องประชาชนว่าจะเป็นใครอย่างไร ผมจะเลือกให้ดีที่สุด เลือกให้เขาทำงานได้ แต่ว่าทั้งหมดเขาจะเป็นอย่างไร เมื่อทำงานกับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นั้น ผมขอยืนยันกับพี่น้องประชาชนว่าคณะรัฐมนตรีสมัยหน้านั้นจะชื่ออะไรก็ตาม หนึ่ง ต้องทำงานหนัก สอง ต้องทำงานเป็น สาม ต้องทำงานอย่างโปร่งใส ถ้าหากว่าทำไปแล้วไม่เป็นอย่างนี้ ผมเปลี่ยนคน ผมเรียนพี่น้องประชาชนว่าถ้าตั้งแล้ว ใครทำงานไม่หนัก หรือทำงานหนักแล้วเกิดล้า เราต้องเปลี่ยนคนยังสด ๆ อยู่เข้ามา เพื่อให้ตลอดเวลานั้นคณะรัฐมนตรีต้องทำงานหนัก ทำงานเป็นและต้องทำงานโปร่งใส ผมจะดูแลให้เป็น อย่างนี้

เตรียมการร่างนโยบายรัฐบาลเพื่อแถลงต่อรัฐสภา

ช่วงนี้ผมได้เรียกประชุมรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ปรึกษาของผม มาประชุมในเรื่องต่าง ๆ เพื่อเตรียมการไว้ว่า หนึ่ง เตรียมการที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยเอานโยบายระหว่างที่ไปปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งนั้นนำมาบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาล และกำหนดแนวทางปฏิบัติเลย หลายเรื่องปฏิบัติได้เลย จะขอเล่าให้ฟังเป็นเรื่อง ๆ

จัดคาราวานแก้จนลงไปพบประชาชนทุกหลังคาเรือน

เมื่อวานนี้ (11 ก.พ.) ผมได้ประชุมแก้ปัญหาความยากจนและการจัดตั้งคาราวานแก้จน ที่จะบุกไปยังบ้านพี่น้องประชาชนทุกหลังคาเรือน ผมได้เตรียมการ และอธิบายให้เขาฟังว่าเราจะต้องทำงานเชิงรุก ต้องไปเยี่ยมเยียนพี่น้องที่หมู่บ้าน เพื่อที่จะไปสำรวจ ซึ่งก่อนที่จะออกไป ผมจะให้พี่น้องประชาชนทุกครอบครัวทำการบ้าน โดยผมจะอธิบายวิธีการให้พี่น้องทำการบ้านรอไว้ เวลาคาราวานไปจะได้ทำงานได้ เร็วขึ้น และข้อมูลเหล่านี้จะเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ทั้งหมด เพื่อที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหา ผมบอกเขาว่าบรรทัดสุดท้ายของการแก้ปัญหา เราอยากเห็นอะไร เราอยากเห็นประชาชนทุกครอบครัว มีรายได้มากกว่ารายจ่าย นั่นคือ หนึ่ง เราจะต้องไปดูก่อนว่าหนี้สินมีอะไร ก็ไปปรับโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ให้อยู่ในสภาวะซึ่งมารวมกับรายจ่ายแล้วสามารถที่จะมีรายได้มากกว่า คือจะได้มีรายได้เหลือ แล้วจะดูว่าภาครายจ่ายมีอะไร จะลดรายจ่ายให้เขาได้อย่างไร และภาครายได้มีอะไร ถ้าไม่พอจะหาเพิ่มอย่างไร เมื่อวานนี้ผมอธิบายยาวขึ้นกระดานอธิบายกันเลย เพื่อให้เขาเตรียมการกันว่าจะต้องทำกันอย่างไรบ้าง ซักซ้อม ให้คู่มือในการทำงานทั้งหมดไป และจะลงมือทำ

คัดเลือกหมู่บ้านตัวอย่างเพื่อจะลงไปแนะวิธีการแก้จน

ผมได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยไปเตรียมหมู่บ้านหรือครอบครัวตัวอย่างสัก 2-3 ครอบครัว และผมจะลงไปดูวิธีการและจะกำกับวิธีการแก้จน เพื่อทำเป็นตัวอย่างให้คณะต่าง ๆ นำไปใช้เป็นรูปแบบในการทำงาน เพื่อให้มั่นใจว่าแนวคิดของผมนั้น เขาเข้าใจและทำได้จริง ปรากฏว่าหลังจากที่ประชุมแล้ว ทุกคนในที่ประชุมมีความมั่นใจว่าทำได้ คือเราจะทำในลักษณะของการลงไปในรายครอบครัว แต่ขณะเดียวกันเราขับเคลื่อนภาพรวมไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้ภาพรวมส่งเสริมภาคครัวเรือน แล้วมีการทำในภาคชุมชนหรือหมู่บ้านประกอบกันด้วย

ขับเคลื่อน 3 ระดับในการแก้ปัญหาความยากจน

สรุปแล้วให้เห็นว่าจะมีการขับเคลื่อน 3 ระดับ ขับเคลื่อนระดับประเทศ เช่น เรื่องของน้ำ การจัดสรรที่ดินทำกิน ขับเคลื่อนระดับชุมชน เช่น เครื่องไม้เครื่องมือในการทำมาหากินที่ใช้ร่วมกัน คล้าย ๆ กับสหกรณ์ แล้วแต่ว่ารูปแบบจะเป็นอย่างไร และขับเคลื่อนลงในระดับครัวเรือน จะทำให้การแก้ปัญหาความ ยากจนใน 4 ปีข้างหน้าเป็นจริงได้ จึงให้เตรียมการด้านงบประมาณไว้แล้ว

ดูแลราคาสินค้าเกษตรทุกตัว

เรื่องที่ขับเคลื่อนอีกเรื่องคือราคาสินค้าเกษตร ผมได้ให้ดูราคาสินค้าเกษตรทุกตัว จะให้มีเจ้าภาพในการดูแลทั้งหมด เพื่อให้สินค้าเกษตรนั้นอยู่ในราคาซึ่งเกษตรกรต้องมีกำไร ผลิตสินค้าเกษตรแล้วต้องให้มีกำไร ได้อธิบายแนวทางไป มอบหมายให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ เพราะผมเป็นคนที่รอช้าไม่ได้ วันนี้ประชาชนฝากความหวังมามาก ให้โอกาสรัฐบาลขนาดนี้แล้วยังไม่ทำหรือทำที่พูดไว้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมต้องให้ข้าราชการประจำ รัฐมนตรี ที่ปรึกษาของผม เตรียมการเลย เมื่อถึงเวลาก็ลงมือทันที

จัดสรรเงินลงทุนสำหรับโครงการขนาดใหญ่

เรื่องของการเตรียมงบประมาณสำหรับโครงการขนาดใหญ่ ผมพูดเรื่องโครงการขนาดใหญ่ไว้หลายเรื่อง เรื่องแรกคือรถไฟฟ้า ผมบอกว่าระบบขนส่งมวลชน คือต้องขนส่งมวลชน ต้องให้มีมวลชนใช้ ไม่ใช่คนใช้ไม่ได้เนื่องจากแพงเกินไป ฉะนั้นต้องดูว่าค่าโดยสารเท่าไรที่ประชาชนส่วนใหญ่สามารถจะจ่ายได้ แล้วไปคิดราคาจากตรงนี้ และจะลงทุน แล้วลงทุนส่วนไหนจะเป็นพาณิชย์ เพราะได้จากค่าโดยสาร ส่วนไหนเป็นส่วนที่อุดหนุนโดยรัฐ ส่วนไหนอุดหนุนโดยงบประมาณ ผมให้เตรียมการไว้หมด รวมทั้งให้ ดูเศรษฐกิจมหภาคด้วยว่าเราต้องนำเข้าหัวรถจักรมากน้อยแค่ไหน จะนำเข้าอย่างไร และเม็ดเงินที่จ่ายออกจะเป็นอย่างไร การแลกสินค้าเกษตรเป็นอย่างไร การเตรียมการหารายได้ การเตรียมการงบประมาณจะเอามาจาก ตรงไหน ซึ่งผมได้มอบการบ้านไปนานแล้วตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งประมาณ 5-6 เดือน ทุกฝ่ายก็ไปทำการบ้านกัน ผลสุดท้ายออกมายืนยันว่าสามารถจัดเงินลงทุนสำหรับโครงการขนาดใหญ่ได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าเชื่อมกรุงเทพฯ กับปริมณฑล การทำเรื่องน้ำ 2 แสนล้านบาท เรื่องสาธารณสุข เรื่องการศึกษา ไม่มีปัญหา รวมทั้งยังสามารถที่จะทำให้งบประมาณสมดุล และโดยที่มีอัตราการชำระหนี้และดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ของงบประมาณอยู่ ดูแล้วทำได้ จะพยายามทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวก หรือถ้าปีไหนติดลบก็ติดลบต่ำมาก จะไม่ให้ติดลบมาก ผมก็เบาใจขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งว่า สิ่งที่ได้พูดได้คิดไว้และให้ไปลงรายละเอียด เป็นเรื่องที่เป็นได้แล้ว ฉะนั้นพี่น้องประชาชนสบายใจได้ว่าสิ่งที่บอกไว้เป็นไปได้ และจะรีบลงมือทำแล้ว

กันงบประมาณไว้สำหรับปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ

ผมได้พูดคุยกันถึงแนวทางเรื่องการเงินของประเทศ ซึ่งห่วงกันว่าเราจะมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เราจะกันเงินไว้สำหรับการดูแลข้าราชการได้แค่ไหนอย่างไร ผมได้บอกว่าให้เตรียมไว้สำหรับการปรับบัญชีเงินเดือนข้าราชการอีก 2 ครั้ง คือ ปี 2549 และปี 2551 เพราะข้าราชการวันนี้ได้รับเงินเดือนน้อยกว่า ภาคเอกชนมาก และยิ่งเศรษฐกิจเติบโต เงินเดือนของภาคเอกชนจะสูงขึ้นมาก ฉะนั้นเราจะต้องทำอย่างไร เพื่อให้งบประมาณมีเพียงพอที่จะดูแลข้าราชการ ซึ่งได้เตรียมไว้หมดแล้ว และปีงบประมาณ 2548 เป็นปีแรกที่ เราจัดทำงบประมาณสมดุล เร็วกว่าตารางกำหนดเวลาเดิม 4-5 ปี เรายังมีเงินเหลือ เราจะจัดงบประมาณกลางปีแต่เราจะทำไม่มาก เอาเท่าที่ยังสมดุลแน่นอน ไม่เสี่ยงต่อการไม่สมดุล เพื่อความน่าเชื่อถือ คิดว่าน่าจะจัดได้ประมาณ 50,000 ล้านบาท เพื่อจะทำโครงการ SML ก่อน หลังจากนั้นเป็นเรื่องของงบประมาณแก้ปัญหาความยากจน และงบการพัฒนาให้จังหวัดต่าง ๆ นั้นได้รับการพัฒนาโครงการพิเศษของจังหวัดต่าง ๆ ต้องเรียนว่าผมคงจะเริ่มไปเยี่ยมเยียมพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดที่มอบความไว้วางใจให้ผมอย่างเต็มที่ ต้องขอขอบคุณด้วยที่กรุณาให้ความไว้วางใจ

โครงการ SPV จะทำให้เกิดการลงทุนระยะยาวของคนจน

อีกเรื่องคือโครงการ SPV : Special Purpose Vehicle ความจริงแล้วเป็นนิติบุคคลเฉพาะกิจเพื่อสนับสนุนด้านการเกษตร สรุปคือเป็นการใช้เครื่องมือทางการเงินของระบบทุนนิยมสมัยใหม่ ซึ่งมักจะได้ประโยชน์เฉพาะคนในระดับสูง ระดับธุรกิจที่ใหญ่ ๆ และระดับของนักธุรกิจใหญ่ ๆ หรือคนมีเงินมาก ๆ ทำให้คนส่วนบนได้เปรียบ คนส่วนล่วงเสียเปรียบ แต่ระบบทุนนิยมบอกว่า คำว่า “เสรี” เมื่อเสรีคือให้แข่งขันกัน ทั้งหมด นำคนป่วยมาวิ่งมาราธอนแข่งกับคนแข็งแรง ถ้าเรายิ่งปล่อยให้เป็นอย่างนี้แสดงว่าคนแข็งแรงจะวิ่งไปไกลมาก คนป่วยวิ่งไปได้ไม่กี่กิโลก็จบแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะต้องหาเครื่องมือเหล่านี้เอามาช่วยให้คนป่วยหรือคนที่ไม่แข็งแรงวันนี้ได้ประโยชน์ โครงการ SPV เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมคิดขึ้นมา ผมเชื่อว่าเรื่องนี้จะทำให้พี่น้องเกษตรกรได้ประโยชน์มาก ผมได้ให้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารรัฐ มาร่วมประชุมด้วย เขาจะได้รู้ว่าจะเอาไปคิดต่ออย่างไรจึงถูกต้อง สรุปแล้วคือระบบการแข่งขันบังคับให้คนมีความรู้ คนไม่มีความรู้ ก็แข่งกัน คนมีความรู้ก็ได้เปรียบ คนไม่มีความรู้ก็แย่ ฉะนั้นผมจะต้องหาทางลดช่องว่างของความเสียเปรียบได้เปรียบ โดยเอาเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ แต่คนยากคนจนคนไม่มีกำลังใช้ไม่ได้ แต่รัฐบาลจะเอามาเป็น พี่เลี้ยงและให้เขาเกาะเกี่ยวไปให้ได้ นั่นคือหลักคิด ซึ่งโครงการนี้จะทำให้เกิดการลงทุนระยะยาวของคนจน โดยไม่มีภาวะกดดันทางการเงิน อาทิ สมมุติจะทำสวนปาล์ม แทนที่จะกู้เงินมาทำสวนปาล์ม และอีก 4-5 ปีปาล์มถึงจะออกลูก ระหว่างนั้นจะเอาอะไรมากิน เอาที่ไหนมาใส่ดอกเบี้ย ถ้าปล่อยให้คนจนเข้าสู่ระบบอย่างนี้คนจนต้องไปกู้หนี้นอกระบบมา ดีไม่ดีสวนปาล์มถูกยึด เป็นไปไม่ได้เลย แต่ SPV จะเป็นตัวแก้ให้คนจน ระหว่างทำมีเงินไปกินข้าว พอครบ 4 ปี ปาล์มออกลูกแล้ว ค่อยทยอยใช้ เหมือนกับเป็นการตั้งโรงงานขึ้นมาโรงงานหนึ่ง นักธุรกิจใหญ่ ๆ ตั้งโรงงานหนึ่งโรงงาน ไม่ใช้เงินสักบาท เอาเงินจากธนาคารมา ตั้งเสร็จ เรียบร้อย ระหว่างที่ซื้อเครื่องจักร ผลิตอะไรยังไม่ได้ ก็ไม่ได้จ่ายอะไร ก็เอาเงินกู้มาจ่ายดอกเบี้ย เสร็จแล้วในที่สุดผลิตได้เมื่อไรถึงค่อย ๆ ผ่อนจ่าย คล้ายกันแต่คนจนไม่มีความน่าเชื่อถือในระบบธนาคาร เพราะไม่มีอะไรไปค้ำประกัน ธนาคารจะไม่รับไม่ทำให้ แต่ปรากฏว่าคนระดับบนสามารถตั้งโรงงานได้ โดยที่รออีก 3 ปีกว่าจะผลิตได้ แต่เกษตรกรไม่สามารถไปทำสวนได้ จึงต้องปลูกข้าว ผัก ที่ปลูกแบบงวดเดียวเสร็จ และในที่สุดก็จนอยู่อย่างนี้ ไม่มีโอกาสที่จะมีหลักทรัพย์เป็นของตัวเอง โครงการนี้จะช่วยทำให้เกษตรกรมีหลักทรัพย์ขึ้นมาได้

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

อีกเรื่องที่ได้คุยกันคือเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ขอเรียนว่าคำว่า “แปรรูปรัฐวิสาหกิจ” ในความหมายของรัฐบาลผม ไม่ใช่เป็นการเอารัฐวิสาหกิจไปขาย ไม่มีขาย แต่เป็นการกระจายหุ้นในตลาด หลักทรัพย์ เป็นการกระจายหุ้นให้แก่ผู้ลงทุนรายย่อย สถาบันทั้งไทยและต่างประเทศ กระจายแล้วก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของ รัฐบาลยังเป็นเจ้าของเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพราะเราจะไม่ขายหุ้นจนถึงขนาดว่าต้องเสียความเป็นเจ้าของ กระจายแล้วกลายเป็นหุ้นมหาชน การกระจายหุ้นเป็นมหาชนได้อะไรขึ้นมา เราสามารถที่จะออกพันธบัตรได้ กู้เงินธนาคารโดยรัฐไม่ต้องไปค้ำได้ ออกพันธบัตรได้ เพิ่มทุนได้ แล้วเป็นการใช้เงินจากตลาดทุนมาขยายธุรกิจ แทนที่จะใช้เงินจากภาษีอากรมาขยาย จะเป็นการใช้เงินจากตลาดทุน ภาษีอากรจะได้นำไปพัฒนาประเทศด้านอื่น ไม่ว่าจะไปทำระบบน้ำชลประทาน ทำถนน ทำไฟฟ้า รัฐวิสาหกิจไม่ต้องไปใช้เงินจากภาษีอากร ไปใช้เงินจากตลาดทุนตลาดเงินได้ แต่ถ้าเป็นรัฐวิสาหกิจ การใช้เงินอย่างนี้ไม่คล่องตัว ใช้เงินจากสาธารณชนก็ทำไม่ได้ ต้องใช้ภาษีอากรอย่างเดียว การขยายจะมีข้อจำกัดตามกำลังงบประมาณของรัฐ เพราะฉะนั้นเราจะใช้วิธีการกระจายหุ้น ไม่มีขาย คนที่ชอบพูดว่าขายให้คนนั้นขายให้คนนี้ ไม่ใช่มิติของรัฐบาลผม ขออธิบายให้เข้าใจ

การกระจายหุ้นเป็นระบบที่ดีในระบบทุนนิยมสมัยใหม่

เรื่องของการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ อย่างเช่น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) (ปตท.) กระจายหุ้นแล้ว ปรากฏว่าจากเดิมที่ ปตท. เล็กๆ วันนี้ ปตท. ใหญ่มาก มีมูลค่าการตลาดหลายแสนล้าน อย่างนี้เห็นชัดเลย และในที่สุดเราจะเห็นเลยว่าประเทศชาติมีหนี้สิน และจะมีภาคทรัพย์สินด้วย เพราะว่ามีมูลค่าการตลาดให้อ้างอิงแล้ว จะเห็นว่าเรามีมูลค่าการตลาด มีทรัพย์สินขนาดนี้หลายล้านล้านบาท ทรัพย์สินกับหนี้สินจะได้ทำบัญชีสองด้าน จะได้เห็นชัดว่าประเทศไทยไม่ใช่เป็นประเทศที่มีแต่หนี้ มีทรัพย์สินด้วย ผลของความน่าเชื่อถือจะเกิดขึ้น ค่าเงินบาทจะเข้มแข็งขึ้นมั่นคงขึ้น ทางด้านเศรษฐกิจประเทศไทยจะ เข้มแข็งขึ้น ไม่ได้เป็นการขาย ผมไม่มีการขายอยู่แล้ว ผมไม่ชอบขายของประเภทยกเข่งขายอะไรแบบนี้ ไม่ใช่นิสัยผม ขอเรียนให้เข้าใจว่าเรื่องนี้จะเกิดประโยชน์ ผู้ถือหุ้นก็เกิดประโยชน์ พนักงานก็เกิดประโยชน์ เพราะจะได้สิทธิของหุ้น เขาเรียกว่า Employee Stock Option จะได้หุ้นในรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ จะมีส่วนเป็นเจ้าของด้วย และสวัสดิภาพ สวัสดิการจะดีขึ้น เพราะไม่มีการปลดคนงานอยู่แล้ว อันนี้เป็นระบบที่ดีที่สุดในระบบทุนนิยมสมัยใหม่ เขาทำกันทั้งนั้น แม้กระทั่งตอนผมอยู่ภาคธุรกิจ บริษัทส่วนตัวผม ผมยังกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ผลสุดท้ายก็ไม่มีใครมาเป็นเจ้าของ เราก็เป็นเจ้าของเอง อันนี้คือสิ่งที่จะต้องช่วยกันคิดให้ดี แต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่การจะทำในส่วนไหน ยังต้องมีการพูดคุยกัน ไม่ใช่ว่าหักดิบแน่นอน

ต้องบริการเชิงรุกด้วยระบบ IT

เรื่องของการปฏิรูประบบราชการ จะมีการปฏิรูประบบราชการอีกระดับหนึ่ง นั่นคือการปฏิรูปการบริการ การบริการต่อไปข้างหน้าจะเป็นลักษณะของทุกส่วนราชการจะต้องมีระบบ IT ระบบข้อมูล ข่าวสารทางอิเล็กทรอนิกส์ให้พร้อม เพื่อจะสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างรวดเร็วในเชิงรุก เช่น เป็น One Stop Service คือ ให้บริการ ณ จุดเดียว เต็มใจบริการ แต่ขยับไปอีกขั้นหนึ่ง คือ การออกไปบริการให้กับประชาชนร่วมกับส่วนราชการต่าง ๆ อย่างที่ผมไปเปิดบริการที่สถานีรถไฟฟ้า BTS ที่สถานีขนส่งหมอชิต จะเป็นเคาน์เตอร์ที่ประชาชนขอใช้บริการได้หลายอย่าง ณ จุดนั้น ผ่านไปตรงนั้น บัตรประจำตัวประชาชนหาย แจ้งความเดี๋ยวนั้น มีตำรวจลงบันทึกประจำวันให้เสร็จ ไปยืนถ่ายรูปได้บัตรกลับบ้านไปเลย ไปเสียค่าน้ำค่าไฟ ค่าประปา ที่เคาน์เตอร์ตรงนั้นได้เลย ไปซื้อตั๋วรถ บขส. ผ่านไปตรงนั้นก็ซื้อได้เลย ไปซื้อตั๋วรถไฟก็ทำได้เลย เพราะส่วนราชการที่มีระบบคอมพิวเตอร์เรียบร้อย จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาเชื่อมเข้ากับบริการกลางบริการกลางตรงนี้จะสามารถให้บริการแทบทุกอย่างได้อยู่ในนั้น เราจะพยายามให้ทุกส่วนราชการสามารถทำได้ ไปทำบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค หรือบัตรทองหาย จะทำได้หมด ส่วนเรื่องของบัตรประจำตัวประชาชนที่เป็นแบบ Smart Card จะเร่งทำ เสียเวลาทางเทคนิคนิดหน่อย เพราะเนื่องจากว่าทำงานกันสองหน่วยงาน ผมจะเร่งแก้ปัญหานี้โดยเร็ว ค่อนข้างจะโกรธนิดหน่อยว่าช้าผิดปกติเกินไป

จัดสรรโควตาสลากฯ โดยไม่ต้องผ่านระบบนายหน้า

อีกเรื่องที่ประชุมกันคือเรื่องการให้ทุนการศึกษา โดยใช้เงินจากการจำหน่ายสลากเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว ให้ดูการกระจายการศึกษาให้เด็กยากจนจริง ๆ ให้พอเพียงทั่วถึง พยายามให้แก้ปัญหา และตรงนี้จะเข้าไปควบคู่กับการแก้ปัญหาความยากจนด้วย ผมได้เรียกรัฐมนตรีวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ปลัดกระทรวงการคลัง มาบอกว่าอยากให้ดูเรื่องของล็อตเตอรี่ ตอนนี้เรื่องขายเกินราคามากขึ้นทุกวันๆ เพราะฉะนั้นผมต้องการกระจายการขายไปให้ผู้ขายจริง อย่างคนจังหวัดเลย บ้านวังสะพุงทั้งหลาย เป็นนักขายล็อตเตอรี่ทั่วประเทศ ผมไปที่ไหนถามว่ามาจาก วังสะพุงเหรอ ส่วนใหญ่แล้วใช่เลย คนเหล่านี้ต้องออกไปเดินเร่ร่อนทิ้งครอบครัวมาขายล็อตเตอรี่ แต่ว่าต้องไปรับจากเขามาไม่รู้กี่ต่อ ผมบอกว่าตัวจริงเสียงจริง ควรจะให้เขารับโดยตรงจากกองสลาก อย่างคนพิการ ก็เช่นกัน ไปผ่านสมาคม คนพิการไม่ได้อะไรเลย สมาคมได้ ฉะนั้นผมบอกว่าทิ้งระบบนายหน้า ทำโดยตรงเลย ครอบครัวไหนเป็นครอบครัวที่มีคนพิการ คนพิการจะขายเอง หรือคนที่เลี้ยงดู คนพิการจะเป็นคนขาย เพื่อไปเลี้ยงดูคนพิการ เราจะให้โควตาไปขาย อันนี้จะรีบทำ เดือนพฤษภาคมนี้ จะสำเร็จในเรื่องนี้ จะทำให้คนที่เลี้ยงดูคนพิการก็ดี คนเลี้ยงดูคนแก่ที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ภาระอย่างนี้ เราจะให้เขามีรายได้เสริม รายได้เสริมส่วนหนึ่งคือคนที่จะไปขายล็อตเตอรี่ แทนที่จะไปผ่านพวกเสือนอนกินทั้งหลาย จะไม่ให้ทำแล้ว จะลดลงไปเรื่อย ๆ เปลี่ยนทีเดียวคงยังไม่ได้ เพราะระบบอยู่อย่างนี้มานาน ต้องค่อย ๆ เปลี่ยนไป ในที่สุดจะพยายามให้กระจายไปให้เร็วที่สุด แต่ต้องรอเครื่องไม้เครื่องมือก็ช้าไปหน่อย ยังไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือเพียงพอ

ตั้งกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต

เรื่องการจัดให้ทุนการศึกษาระดับปริญญา ที่เราเรียกกันว่า กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต หรือ Income Contigent Loan : ILC คือ เรียนก่อนผ่อนทีหลัง ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีทวงจนกว่าจะมีงานทำ อันนี้ได้เร่งรัดแล้ว มอบให้รองนายกรัฐมนตรีจาตุรนต์ ฉายแสง ไปทำ ยังจะต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่าน ผมเข้าใจว่าปีการศึกษา 2549 บางส่วนจะพยายามเริ่มปี 2548 ให้ได้ แต่อย่างช้าปี 2549 เริ่มแน่นอน

e-Auction ทำให้การประกวดราคามีความโปร่งใส

เรื่องการคอร์รัปชั่น สั่งกันเลยว่าโครงการทั้งหลายต้องใช้ e-Auction เมื่อไม่กี่วันนี้ผมไปดูเรื่อง e-Auction คือมีการประกวดราคาผ่านจอคอมพิวเตอร์ นั่งสู้กันบนคอมพิวเตอร์ ที่มีการประมูลโครงการติดตั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ CDMA ของการสื่อสารแห่งประเทศไทย ปรากฏว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้จากราคากลาง 13,400 ล้านบาท เหลือราคาซื้อเพียง 7,199 ล้านบาท ลดไป 6,200 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการประหยัดมาก ผมจึงบอกว่าโครงการที่ค้างอยู่ทั้งหลายจับมาทำรายการ e-Auction ให้หมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโทรศัพท์ 500,000 เลขหมาย ถึงแม้ว่าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ตอบมาแล้วว่าไม่ผิดระเบียบ ในการที่เขาลดราคาให้ แล้วจะตกลง แต่ผมบอกว่าน่าจะประหยัดได้อีก ทำ e-Auction ดีกว่า ได้บอกไปว่าลองไปดูว่าผิดกติกาไหม ถ้าเราจะยกเลิก แล้วมาทำ e-Auction เสียเลย แต่ถ้าผิดกติกา จะโดนฟ้องศาลปกครอง ดูแล้วกันอะไรที่ทำไปแล้ว แต่ว่าที่จะทำต่อไปข้างหน้า ไม่ได้แล้ว ต่อไปนี้จะต้องทำเป็น e-Auction ให้หมด เพื่อจะได้ทำให้เกิดการประกวดราคาที่โปร่งใส ผมคิดว่าการประกวดราคาที่โปร่งใสจะประหยัดเงินประเทศไปอีกมาก แล้วจะประหยัดค่าใช้จ่ายของประชาชนด้วย ผมจะพยายามใช้ระบบเป็นตัวนำ บางทีมนุษย์ไม่ใช่ว่าเราจะคุมกันทั่วถึง มีหลายระดับเหลือเกิน บางทีเราไม่รู้ว่าจะเชื่อได้แค่ไหน เอาระบบมาคุมแน่นอนกว่า และดูพฤติกรรมประกอบ แต่ระบบนั้นสำคัญที่สุด ผมจะใช้ระบบคุมให้มากที่สุด ย้ำอีกครั้งว่ารัฐมนตรีสมัยหน้าของผม จะเป็นใครไม่สำคัญ แต่ว่าเข้ามาแล้วต้อง หนึ่ง ทำงานหนัก สอง ต้องทำงานเป็น สาม ต้องโปร่งใส โกงไม่ได้ สี่ ต้องยึดประชาชนกับประเทศเป็นหลัก อันนั้นคือสิ่งที่ผมจะต้องดูอย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นยังไม่พอ ต้องดูข้าราชการด้วย ต้องไม่ให้ช้าราชการทำแบบนั้นอีกเช่นกัน

เรียกประชุม กอ.สสส.จชต. วันจันทร์นี้

เรื่องที่หนักใจอยู่มากคือเรื่องการแก้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งไปแล้วกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอ.สสส.จชต.) ยังมีปัญหาอยู่ เราพยายามทำงานตามสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น คือ การควบคุมไม่ให้เจ้าหน้าที่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย นั่นคือการให้ความเป็นธรรมโดยใช้ระบบของกฎหมายเป็นหลัก เช่น การสืบสวนต่าง ๆ จะต้องทำให้ถูกต้องตามหลักรัฐธรรมนูญ การ สืบสวนหาข้อมูลซึ่งยากกว่า คนที่จ้องฆ่ากับคนที่พยายามจะไปจับกุม แต่ว่าการทำงานเชิงรุกยังไม่ค่อยดี เท่าที่ควร เมื่อคืนนี้มีระเบิด 2-3 ราย เข้าใจว่าเป็นผลจากอะไรหลายอย่าง ก็หนักใจ วันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ผมจะเรียก กอ.สสส.จชต. มาประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล และวันที่ 16 กุมภาพันธ์ผมจะลงไปดูพื้นที่

แก้ปัญหาภาคใต้โดยยึดหลักเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ได้มาใช้สิทธิกันอย่างมากมาย ถึงแม้ว่าจะไม่เลือกพรรคไทยรักไทยเลยก็ไม่ว่ากัน แต่ว่าการใช้สิทธิอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังพอใจที่จะอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ผมดีใจตรงนี้ ไม่เป็นไรวันนี้ไม่เข้าใจผม ผมเชื่อว่าสัก วันหนึ่งจะเข้าใจผมมากกว่านี้ แต่ว่าผมจะพยายามทำให้ดีที่สุด แน่นอนครับเรื่องการแยกดินแดนนั้นเป็นไป ไม่ได้เด็ดขาดที่จะเกิดขึ้น และผมไม่มีทางยอมเด็ดขาด ผมจะเดินหน้าในการทำงานที่ยึดหลักความมั่นคง ยึดหลักประชาชน โดยการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาประชาชนมากกว่านี้ ขณะเดียวกันนั้นต้องรักษากฎหมายของบ้านเมือง รักษาความสงบเรียบร้อย รักษาคนส่วนใหญ่ซึ่งต้องการมีชีวิตอยู่อย่างสันติให้ได้ เพราะฉะนั้นการจัดตั้งกองพลทหารราบที่ 15 นั้น จะเป็นการจัดตั้งกองพลทหารราบที่ไม่เหมือนกองพลทหารทั่วไป เป็นกองพลที่เข้าไปเพื่อความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา เป็นหลัก แต่จะพร้อมเป็นกำลังรบ ถ้าหากว่ามีการคิดจะแยกดินแดน แต่ถ้าหากว่าไม่มีการคิดจะแยกดินแดน กองพลทหารราบเหล่านั้น จะเป็นกองพลทหารราบที่ไปคุ้มครอง ประชาชน และไปดำเนินการอยู่ใกล้ชิดกับประชาชน ด้วยความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาร่วมกับประชาชน อันนี้จะเกิดขึ้นแน่นอน ไม่มีคำว่าไม่เกิด ถึงแม้ว่าจะไม่เลือกผมก็ไม่ได้เกี่ยวกัน ผมถือว่าผมจะทำหน้าที่ ปกป้องประเทศชาติและประชาชนให้มากที่สุด ทำให้ดีที่สุด และจะดูแลคนส่วนใหญ่ให้ได้

ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการช่วยกันแก้ปัญหา

ส่วนคนที่เป็นมิจฉาชีพ คนที่ทำไม่ดีทั้งหลาย ท่านไม่ต้องห่วงว่าท่านจะอยู่ที่ไหน ผมจะตามไปหาให้ได้ เพราะฉะนั้นผมจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่ผมจะยึดหลักกฎหมายบ้านเมือง จะไม่ยอมปล่อยให้มีการอุ้มฆ่าเด็ดขาด อย่าวิตกกันเหมือนตอนช่วงเลือกตั้งมีการปล่อยข่าว เรื่องอุ้มฆ่าเรื่องอะไรต่ออะไร ขอให้ท่าน รู้จักตัวตนผมแท้จริงว่าผมเป็นคนซึ่งจะไม่ใช่คนแบบนั้นแน่นอน ผมยึดหลักกติกาของกฎหมายบ้านเมือง แต่ว่าต้องยึดความเด็ดขาดและยึดเมตตาธรรมอย่างสูงสุด สำหรับคนที่เป็นคนซึ่งอ่อนแอ เป็นคนซึ่งมีการศึกษาน้อย คนที่ลำบากยากจน ผมเมตตาธรรมสุด ๆ เลย ระบบการศึกษานั้นผมแก้ไขแน่นอน โดยที่จะให้ประชาชนทั้งหลายมีส่วนร่วมในการคิดกันด้วย จะพยายามทำให้ดีที่สุดครับ พี่น้องที่เดือดร้อนลำบากวันนี้ ขอให้อดทนอีกระยะหนึ่ง พี่น้องที่ประสบเคราะห์กรรมวันนี้ รัฐบาลจะเข้าไปดูแล

ไทยจะติดตั้งระบบเตือนภัย

อีกเรื่องคือเรื่องของพี่น้อง 6 จังหวัดภาคใต้ที่ประสบธรณีพิบัติภัยจากคลื่นใต้น้ำ (สึนามิ) ที่ผ่านมาผมเข้าไปประชุมกันหลายรอบที่จังหวัดภูเก็ต ไม่ว่าจะไปเปิดการประชุมเรื่องของระบบเตือนภัย ซึ่งประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพ มีรัฐมนตรีจาก 40 กว่าประเทศ พร้อมกับองค์การระหว่างประเทศอีกมากมายเข้าร่วมประชุมกัน ผมสั่งรัฐมนตรีไปว่าประเทศไทยพร้อมที่จะตั้งระบบเตือนภัย โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะทำหรือไม่ทำ แต่ถ้าหากว่าจะทำทั้งภูมิภาคร่วมกัน รัฐบาลไทยพร้อมที่จะลงขันประเทศแรก 400 ล้านบาท หรือ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าจะทำร่วมกันเรายินดีลงขัน แต่ว่าของของเรา ๆ จะทำแน่นอนโดยไม่รอใครแล้ว วันนี้ท่านสมิทธ ธรรมสโรช กับคณะได้เริ่มลงมือทำระบบเบื้องต้นหยาบ ๆ ก่อนว่าภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้หรือเดือนเมษายนอย่างช้า เราจะมีระบบเตือนภัยขั้นต้นแล้ว ซึ่งถือว่าจะใช้ได้พอสมควร หลังจากนั้นภายในปีครึ่งไม่เกินสองปี เราจะติดระบบถาวร ระบบที่มีความละเอียดรอบคอบจะถูกติดตั้งขึ้น

ต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาเที่ยวประเทศไทย

นอกจากนี้ได้ไปประชุมเรื่องของการท่องเที่ยว มีรัฐมนตรีท่องเที่ยวจากหลายประเทศมาร่วมประชุมกัน เป็นที่น่ายินดี หลายประเทศมายืนยันว่าขณะนี้ได้เลิกการออกคำเตือนนักท่องเที่ยวแล้ว และได้มาเห็นด้วยตัวเองว่าวันนี้สภาพภูเก็ตฟื้นเร็วมากกว่าที่คิด จากที่ดูรูปภาพในวิดีโอ โทรทัศน์ กับมาเห็นของจริงวันนี้ ได้เปลี่ยนไป เขาจะเริ่มปล่อยให้นักท่องเที่ยวได้กลับมา ฝรั่งเศสจะพาเด็กนักเรียนที่เขาให้ทุนมาเที่ยว ฟินแลนด์เริ่มส่งคนเข้ามาแล้ว คิดว่าคงจะไม่นานเกินไปที่จะฟื้นคืนสภาพเดิม ขอให้ทุกฝ่ายอดทน รัฐบาล จะเข้าไปช่วยดูกัน และมีการประชุมอีกหลายเรื่อง รวมทั้งผมแวะไปดูเรื่องของการพิสูจน์ศพด้วย ส่วนเรื่องของความช่วยเหลือได้มีการประชุมผู้ที่เดือดร้อนทั้งหลายที่ภูเก็ตแล้ว ขอให้เร่งรัดการดำเนินการช่วยเหลือ

ถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำแด่สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งสวีเดน

วันที่ 18 กุมภาพันธ์นี้ ผมจะเดินทางไปถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำแด่สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งสวีเดน ซึ่งเสด็จเยือนประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์ และเป็นพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งจะเสด็จฯ ไปที่ภูเก็ต ผมจะถวายเลี้ยงคืนวันที่ 18 กุมภาพันธ์

ประชุมผู้ประกอบการโรงแรมที่เขาหลัก

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ ผมจะประชุมผู้ประกอบการโรงแรมที่เดือดร้อนกันที่เขาหลัก จังหวัดพังงา ผมต้องขอขอบคุณชาวอำเภอตะกั่วป่า อำเภอท้ายเหมือง ที่ได้ให้ความไว้วางใจรัฐบาล ผมจะไปช่วยพัฒนาอย่างเต็มที่ ผมจะประชุมผู้ประกอบการโรงแรมที่เขาหลักทั้งหมด จะลองดูว่าจะทำอย่างไรให้โรงแรมขึ้นมาใหม่พร้อมกันทั้งหมดเลย ถ้ามาขึ้นทีละโรงแรมไปไม่รอด ขึ้นให้ครบหมดเลย ให้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งหนึ่ง เรื่องถนนหนทางจะทำให้ดูดี ลองดูว่าจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งได้ไหม ผมจะไปพูดคุยกันในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ขอให้บรรดาโรงแรมทั้งหลายเตรียมข้อมูลกันไว้ด้วย เพื่อผมจะได้รู้จริงกับปัญหา

อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเดินทางดูพื้นที่ประสบภัยภาคใต้

และเย็นวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ผมจะได้พบกับอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2 คน คือ อดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน กับ อดีตประธานาธิบดี จอร์จ บุช ซึ่งทั้งสองท่านจะมาเป็นการส่วนตัว โดยจะมาเยือนไทยเป็นประเทศแรก และจะไปประเทศอื่น จะมาค้างคืนที่ประเทศไทย วันที่ 19 กุมภาพันธ์ผมจะไปเลี้ยงรับรองทั้งสองท่าน วันก่อนท่านประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช แห่งสหรัฐอเมริกา ได้โทรศัพท์ มาแสดงความยินดีกับผมเรื่องการชนะเลือกตั้ง ได้พูดคุยกันถึงเรื่องที่คุณพ่อท่านจะมาเยือนภูเก็ต และผมจะไปรับ ท่านก็ดีใจ เพราะว่าผมกับคุณพ่อท่านรู้จักกันมาก่อน รู้จักกันตอนผมเป็นรองนายกรัฐมนตรี แล้วคุณพ่อท่านเป็นอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ มาเยือนประเทศไทย และเป็นแขกของผม มารับประทานอาหารที่บ้านผม สองครั้ง และรู้จักกันมาก่อนที่จะรู้จักท่านประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน ส่วนท่านประธานาธิบดี บิล คลินตัน เคยพบกันแล้ว คงจะได้พูดคุยกันถึงเรื่องของแนวทางการช่วยเหลือในภูมิภาคด้วย และขณะนี้พบว่ามีผู้เสียชีวิตไปแล้วประมาณ 300,000 คน

ตุรกีขอเพิ่มเที่ยวบินมาไทย

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (8 ก.พ.) นายราเซพ เทยิพ เออร์โดแกน นายกรัฐมนตรีตุรกี เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ 2548 และไปเยี่ยม ผู้ประสบภัยที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งตุรกีได้บริจาคเงินให้แก่สภากาชาดไทยประมาณแสนเหรียญสหรัฐ และได้ส่ง ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพิสูจน์ศพมาช่วย ถือว่ามีน้ำใจ คือชาวตุรกีเสียชีวิตไปหนึ่งคน สูญหายไป 4-5 คน และ ชาวตุรกีนิยมมาประเทศไทยมากขึ้น เขาจะขอเพิ่มเที่ยวบิน และต้องการจะให้มีการค้าขายระหว่างกันมากขึ้น ซึ่งตอนนี้เพิ่มมากขึ้น ตุรกีเป็นประเทศที่มีรายได้ของประชากรสูงกว่าเราประมาณสองสามเท่า ถือว่ารายได้ยังดีสามารถซื้อของเราได้อีกมาก เขาสนใจมากที่จะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด และยังสนใจที่จะมีความสัมพันธ์ระหว่างพรรค การเมืองของเขากับพรรคการเมืองของรัฐบาลด้วย เป็นเรื่องที่น่าสนใจ

ตั้งงบประมาณกลางปี 50,000 ล้านบาท

ขอเล่าเรื่องเศรษฐกิจนิดหนึ่ง ตัวเลขการจัดเก็บรายได้ 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2548 คือตั้งแต่เดือนตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม มกราคม เกินเป้าสูงกว่าประมาณการ ทั้งตัวเลขรายได้ที่เกิดจากภาษีสรรพากร ภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร รวมทั้งรายได้ที่รัฐวิสาหกิจนำส่งคลัง เกินประมาณการอยู่ประมาณ 20,425 ล้านบาท เพราะฉะนั้นถ้าเอาสามคูณ สมมุติว่าได้อัตรานี้ก็เกินอยู่ประมาณ 60,000 ล้านบาท กระทรวงการคลังบอกว่า 50,000 ล้านบาท ไม่มีปัญหา เกินกว่าเป้า นั่นคือว่าเมื่องบประมาณสมดุลแล้ว ยังมีเงินเหลืออีกไม่น้อยกว่า 50,000 ล้านบาท ผมจึงบอกว่าถ้าอย่างนั้น 50,000 ล้านบาท ขอตั้งงบประมาณกลางปี ซึ่งเดือนเมษายนนี้จะเข้าสภาฯ เพื่อเป็นงบประมาณกลางปี เพื่อจะได้เติมในสิ่งที่ขาด เพราะว่าเราจะต้องเร่ง พัฒนาประเทศ ถ้าเรามีเงินอยู่ควรจะพัฒนาต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งพัฒนาความเข้มแข็งของประชาชน คือความ ยากจน ความยากจนเป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ถาวร เกิดรายได้ของประชาชนจำนวนมากที่ยังยากจนอยู่ มีรายได้ดีขึ้น เมื่อมีรายได้ดีขึ้นเขาจะเกิดการใช้จ่าย การใช้จ่ายเหล่านี้จะเกิดการทำให้รายได้เศรษฐกิจฐานบน ดีขึ้น ถ้าฐานล่างอ่อนแอ ฐานบนไม่มีทางที่จะแข็งแรงยั่งยืน แข็งแรงเดี๋ยวก็ล้มอีก เหมือนกับวิกฤติเศรษฐกิจ ที่ผ่านมา เพราะเราแข็งแรงเฉพาะส่วนบน ส่วนล่างนั้นอ่อนแอมาก พอล้มไปส่วนบนก็ล้ม ส่วนล่างก็ล้ม แต่ส่วนล่างถูกทับเจ็บกว่า เพราะฉะนั้นเราจะรีบแก้ไขในส่วนนี้ เท่าที่ดูแล้วผมมั่นใจว่าการแก้ไขปัญหาตามแนวทางที่วางไว้น่าจะไม่มีปัญหาอะไร

การส่งออกปี 2547 สูงเป็นประวัติการณ์ 97,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

การส่งออกในเดือนธันวาคม มีมูลค่า 8,468 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 300,000 กว่าล้านบาท วันนี้ประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกดีขึ้น ปี 2547 ทั้งปี เราส่งออกได้สูงเป็นประวัติการณ์ 97,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยเกือบประมาณ 4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2546 ถึง 22.1% เดิมที เราวางเป้าไว้ว่าปี 2547 จะสูงขึ้นประมาณ 15% แต่พอทำได้จริงทำได้ถึง 22% เพราะฉะนั้นปีหน้านี้สบายมาก ส่งออกจะโตอีก แต่ว่าการนำเข้าก็โตจริง ๆ เพราะนำเข้าส่วนหนึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้มาผลิตเพื่อส่งออก การนำเข้าโตถึง 26% แต่ว่านำเข้ายังน้อยกว่าส่งออกในตัวเลขรวม จึงทำให้ประเทศไทยเรามีดุลการค้าเกินดุลอยู่ 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยเกือบ 110,000 ล้านบาท สรุปแล้วคือว่าส่งออกได้เงินมากกว่า นำเข้าถึง 110,000 กว่าล้านบาทในปีนี้

เร่งขยายตลาดต่างประเทศมากขึ้น

ตลาดที่ส่งออกโตทั้งตลาดเก่าและตลาดใหม่ ตลาดใหม่โตขึ้นมาประมาณเกือบ 26% ตลาดเก่าโตประมาณ 20% มีตลาดที่เราไปทำเขตการค้าเสรีหรือ FTA ไว้กับอินเดียโตขึ้นถึง 43% กับจีน เราโตขึ้น 25% ออสเตรเลีย โตขึ้นอีก 14% จากนี้ไปผมต้องขยายตลาดมากขึ้น ต้องบินไปเยี่ยมประเทศนั้นประเทศนี้ เพื่อขยายตลาดให้มากขึ้น เจาะตลาดใหม่ ๆ ขึ้น โดยเฉพาะตลาดใหม่แถวแอฟริกา

สินค้าเกษตรหลายตัวส่งออกได้เพิ่มขึ้น

ตอนนี้ตัวเลขส่งออกสินค้าเกษตรประเภท ข้าว มันสำปะหลัง และยางพารา ยังสูง ข้าวส่งออก สูงขึ้นถึง 47% มันสำปะหลังส่งออกสูงขึ้น 32.5% ยางพาราสูงขึ้น 23% ที่น่าสนใจคือไก่แปรรูป ไก่ที่ แปรรูปแล้วที่เรามีปัญหาหวัดนก ไก่สดส่งออกไม่ได้ ได้น้อยมาก แต่ไก่แปรรูปส่งออกสูงขึ้นถึงเกือบ 37% กุ้งแช่แข็งและกุ้งแปรรูปกลับมาส่งออกเพิ่มขึ้นอีก เพราะฉะนั้นปีหน้าการส่งออกสินค้าเกษตรจะสดใสกว่าปีนี้ แล้วเราจะพยายามทำราคาสินค้าเกษตรให้ดีขึ้น เดือนมกราคม 2548 ส่งสัญญาณมาชัดเจนเลยว่าส่งออกข้าว เพิ่มขึ้น และได้มูลค่าเพิ่มขึ้นด้วย เราจะพยายามทำสินค้าเกษตรให้ดีขึ้น เพราะเราเป็นผู้นำ ไปให้คนอื่นเขาบีบราคาได้อย่างไร เราต้องหัดกำหนดราคาของเราเอง อันนี้คือสิ่งที่เราจะต้องพยายามผลักดันให้สินค้าเกษตร โดยเฉพาะที่เราผลิตอันดับหนึ่งของโลก เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และยางพารา จะผลักดันต่อไป

จ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวสำหรับบุคลากรท้องถิ่น

เรื่องสำคัญที่ผ่านการประชุมรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (8 ก.พ.) เรื่องแรกเป็นการจัดงบประมาณสนับสนุนเพื่อจ่ายเป็นเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวสำหรับบุคลากรท้องถิ่น เช่น ครูอัตราจ้างในโรงเรียนเทศบาลและครูผู้ดูแลเด็ก จริง ๆ แล้วเป็นส่วนที่เขาควรจะได้ เพราะที่อื่นได้หมดแล้ว แต่ที่นี่ 5 เดือนมาแล้วยังไม่ได้ ในเมื่อเขาควรจะได้ แล้วไม่ได้ ก็ทำให้เขาได้เสียแค่นั้นเอง ไม่มีอย่างอื่นไม่ได้เป็นพิเศษอะไร

จัดประกวดนางงามจักรวาลในประเทศไทย

อีกเรื่องหนึ่งเราสนับสนุนการประกวดนางงามจักรวาล ประจำปี 2005 ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยในเดือนมิถุนายนนี้ เดิมทีเดียวเราเห็นชอบในหลักการกันไว้ว่าจะสนับสนุนให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัด แต่ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดไม่ไหว เพราะว่าจะต้องมีอัตราเสี่ยงหลายอย่าง คือเราให้เงินค่าจัดไป 6,500,000 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 260 ล้านบาท ยังไม่พอ ต้องมีค่าใช้จ่ายมากมาย จึงบอกว่าถ้าอย่างนั้นเอกชนจัดดีกว่า แต่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะได้ประโยชน์คือได้เวลาโฆษณาออกไปทั่วโลก เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวนั่นคือส่วนหนึ่ง เรียกว่าเวลาโฆษณาต้องตรง แต่ว่าสิ่งที่จะได้ตามมาคือว่าผู้จัดจะนำนางงามจักรวาลไปเก็บตัว ไปมีกิจกรรมที่จังหวัดภูเก็ต เพราะว่าจะเป็นการฟื้นการท่องเที่ยวของ 6 จังหวัดภาคใต้หลังจากเกิดสึนามิ ซึ่งจังหวะพอดีพอเหมาะพอเจาะ จะเป็นข่าวออกไปทั่วโลกตลอดเวลาว่าภูเก็ตเรียบร้อยแล้ว สวยงาม เห็นไหมไปจัดการประกวดและนางงามจักรวาลไปอยู่ที่นั่น ตรงนี้เป็นค่าการตลาดที่คุ้มค่าเพื่อการ ท่องเที่ยว คณะรัฐมนตรีจึงเห็นชอบที่จะให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเข้าไปสนับสนุนให้เอกชนจัด โดยยังให้เงินอุดหนุนอย่างเดิม 6,500,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 260 ล้านบาท จะมีการประกวดนางงามจักรวาลขึ้นในประเทศไทย โดยไปเก็บตัวขั้นแรกที่ภูเก็ต แต่มีการประกวดที่กรุงเทพฯ ขอเล่าให้พี่น้องประชาชนฟัง วันนี้คงขอกราบเรียนพี่น้องประชาชนแค่นี้ก่อน วันเสาร์หน้าพบกันใหม่เช่นเคย ขอบคุณมาก สวัสดีครับ


>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 19/02/2005 09:49 AM


�����Դ��繷��: 55

แล้วพวกเราบางกลุ่มชน .....
ก็ยังแสดงเจตนาดี เห็นใจพวกผู้ก่อการฯ เหล่านั้น มากๆ
มากกว่าที่จะเห็นใจและสงสารผู้คนบริสุทธิ์ที่ต้องเป็นเหยื่อสังเวย.........ตายรายวัน ...!!


ช่วงที่ผ่านมาก็เห็นมีการอธิบายประเด็นนี้หลายทีแล้ว ทำไมยังมี คนคิดสรุป และพูดพล่อยๆ อย่างนี้อยู่อีก

เตือนไว้ก่อน ไม่เฉพาะเจาะจงคุณน้ำตาล
การพูด โพสถ้อยคำแบบนี้ไม่ว่าจะมาจากความรุนแรงทางความคิดหรือไม่ แต่การสรุป ตัดสินอย่างฉาบฉวยเช่นนี้ อันตรายและสุ่มเสี่ยงต่อการสร้างหรือส่งเสริมความรุนแรงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเสนอสู่สาธารณะ

จึงขอร้องว่า
ได้โปรดระวัง และใช้วุฒิภาวะที่ท่านมีอยู่ให้มากที่สุด ในการโพส
เพราะผลของมันอาจไม่คุ้มค่าต่อความสะใจในการเหน็บแนมกลุ่มคนที่ท่านหมั่นไส้ หรือสร้างความดูดีเพียงเล็กน้อยนั้นเลย


------------------------------------------------------------------
อ้างอิงจาก ..... โดย : test ... testing@yahoo.comเมื่อ : 19/02/2005 02:30 PM
http://www.thaingo.org/webboard/view.php?id=9498

    �� : สำเนาจาก NGOs     ����� : 20/02/2005 08:23 AM


�����Դ��繷��: 56



ฝาแฝด หัวติดกัน ยังคิดไม่เหมือนกันเลยนะคะ...........จำได้มั้ย..?
ที่เค้าอยากแยกจากกัน จึงต้องตายไปเมื่อไม่นานมานี้ ไงคะ..?

แล้วจะให้เราคิดเหมือนใครๆ ได้ไง.........?
ท่านคือท่าน เราคือเรา................................ทำไมเราต้องคิดเหมือนที่ท่านชี้นำ ด้วยล่ะ ?

บ้านเมืองนี้ ไม่มีประชาธิปไตยพอที่เราจะแสดงความคิดเห็นของเราบ้างเลย...หรือ ?

ทำไม่ได้จริงๆ เหรอ..?

ขอบคุณมากๆ นะคะ ที่กรุณาแนะนำ


แต่บ้านเราเป็นครอบครัวทหาร เป็นครอบครัวที่ได้รับความสูญเสีย
ถ้าที่บ้านท่านไม่มีทหารพิการๆ อยู่ในบ้านของท่าน ก็ช่วยไปหาเยี่ยมเยียนบ้างนะคะ

เราคิดและมีเจตนาแสดงความคิดเห็นแบบนั้น..................................อย่างตั้งใจ...!!



>>> อย่าลืมคลิกเข้าไปเตือน .....
คนคิดสรุปและพูดพล่อยๆ อย่างนี้ ที่นี่นะคะ
เพราะ รู้สึกว่า ที่สื่อออนไลน์แห่งนั้น จะเป็นที่สาธารณะ
ที่มีผู้คนแสดงความคิดเห็นมากมายกว่าที่เว็บบอร์ดของ NGOs หลายร้อยเท่า เลยนะคะ :-)







อย่าลืมนะคะ .....
ถ้าที่บ้านท่านไม่มีคนพิการ หรือ ไม่เคยเห็นคนพิการอยู่ในบ้านของท่านเลย
....................................................ก็ช่วยกรุณาไปหาเยี่ยมเยียนบ้างนะคะ



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่


------------------------------------------------------------------
อ้างอิงจาก #19-20 ..... โดย : น้ำตาล เมื่อ : 19/02/2005 05:50 PM

http://www.thaingo.org/webboard/view.php?id=9498




    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 20/02/2005 08:34 AM


�����Դ��繷��: 57


จับมือประกอบระเบิดป่วนใต้ตัวฉกาจ-ไม่รับเอี่ยวคาร์บอมบ์ !
โดย ... ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์ 19 กุมภาพันธ์ 2548 16:50 น.


ตำรวจ-ทหาร งัดกฏอัยการศึกบุกจู่โจม เข้าจับกุมมือประกอบระเบิดป่วนใต้ตัวฉกาจ พร้อมของกลางทั้งปุ๋ยยูเรีย ระเบิดซีโฟร์ เชื้อปะทุสายไฟ และหน้ากากโทรศัพท์มือถือ ซุกซ่อนในช่องลับในห้องนอน รับสารภาพ รับจ้างทำระเบิดป่วนใต้ ได้ค่าเสี่ยงลูกละ 1 หมื่นบาท แต่ไม่รับเกี่ยวข้องกับ คาร์บอมบ์ ที่สุไหงโก-ลก

วันนี้ (19 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าในการติดตามคนร้ายก่อเหตุใช้รถยนต์ บรรทุกระเบิดหรือคาร์บอมบ์ ที่บริเวณข้างโรงแรมมารีน่า อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาสว่า เมื่อเวลา 19.45 น. วานนี้ (18 ก.พ.) พ.ต.อ.ไพศาล ไชยบุตร ผกก.สภ.อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ได้สนธิกำลังกับพ.ท.สุขสันต์ หนองบัวล่าง ผบ.พันกองร้อยทหารราบเฉพาะกิจที่ 201 ค่ายเพชราวุธ ซึ่งตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่อ.สุคิรินจำนวน 30 นาย ได้ใช้กฏอัยการศึกเข้าจู่โจมตรวจค้นบ้านเลขที่ 124 หมู่ 5 บ้านน้ำตก ต.สุคิริน หลังสงสัยว่าเป็นแหล่งที่ซ่องสุมของกลุ่มผู้ไม่หวังดีและก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีนายบือราเฮง แวมามะ อายุ 36 ปี เป็นเจ้าของบ้าน

ผลการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบวัตถุในการประกอบระเบิดจำนวนมาก ซุกซ่อนในช่องลับ ภายในห้องนอน ของนายบือราเฮง เช่น ปุ๋ยยูเรีย 4 กระสอบ ระเบิดซีโฟร์ ที่ประกอบแล้วเสร็จ 4 ลูก เชื้อปะทุพร้อมสายไฟฟ้า โซ่รถจักรยานยนต์ เศษเหล็ก และหน้ากากโทรศัพท์มือถือ จึงยึดของกลางไว้ และนำตัวไปสอบสวนที่สภ.อ.สุคิริน

การสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า นายบือราเฮง เป็นอดีตสมาชิกโจรจีนคอมมิวนิสต์ กลุ่ม 10 ที่เคลื่อนไหวในพื้นที่อ.สุคิริน อ.จะแนะ จ.นราธิวาส โดยนายบือราเฮง ได้เข้ามอบตัวเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยในสมัยที่พล.ท.กิตติ รัตนฉายา ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาค 4 ซึ่งนายบือราเฮงมีความชำนาญในการประกอบวัตถุระเบิดทุกชนิด จากนั้น ได้ถูกทาบทาม จากแกนนำของขบวนการโจรก่อการร้ายเบอร์ซาตู ให้เข้าร่วมเป็นสมาชิก ทำหน้าที่เป็นผู้ประกอบระเบิด โดยได้รับค่าจ้าง ลูกละ 10,000 บาท เพื่อให้สมาชิกแนวร่วมนำไปลอบก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ .

นายบือราเฮงให้การว่า ไม่มีส่วนในการประกอบระเบิดคาร์บอมบ์ข้างโรงแรม มารีน่า แต่ยอมรับว่า ได้ประกอบระเบิดให้กับกลุ่มแนวร่วม โดยเท่าที่ทราบ มีผู้ชำนาญในการประกอบระเบิดกระจายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่หลายคน และที่เป็นสมาชิกแนวร่วมของขบวนการก่อการร้ายเบอร์ซาตูอีกคน ทราบว่าเป็นสายลับหญิงของขบวนการก่อการร้ายเบอร์ซาตู ทั้งยังเป็นผู้ประกอบระเบิด ให้กับขบวนการฯที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อ.แว้ง จ.นราธิวาสอีก 1 จุดแต่ไม่ทราบชื่อสมาชิกสายลับหญิงคนดังกล่าว

หลังการสอบสวนเบื้องต้น นายบือราเฮงแล้ว ทหารได้ใช้กฏอัยการศึกคุมตัวนายบือราเฮง ไปสอบสวนต่อในทางลับที่ค่ายทหาร ซึ่งไม่เป็นที่เปิดเผยแห่งหนึ่ง โดยคาดว่า การคุมตัวนายบือราเฮงไปสอบสวนในครั้งนี้ มีการพยายามที่จะสาวไปให้ถึงขบวนการใหญ่ ที่อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุความไม่สงบทั้งหมดด้วย


>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 20/02/2005 08:56 AM


�����Դ��繷��: 58


พล.อ.สิริชัย ธัญญสิริ


บิ๊กยักษ์แอ่นอก ขอเป็นจำเลยสีแดง
แทนนายกฯ รับต้นคิด แบ่ง 3 สีหมู่บ้าน เพื่อความเข้าใจไม่ใช่กดดัน
โดย ... นสพ.มติชน วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548




พล.อ.สิริชัยกล่าวว่า ขณะนี้กำลังมีการหาจำเลยที่เป็นต้นคิดการจัดแบ่งสีหมู่บ้านเป็นสีแดง สีเหลือง และสีเขียว และนายกฯจะตัดงบประมาณ SML ในหมู่บ้านสีแดง ขอบอกว่า จำเลยคนนั้นก็คือ กอ.สสส.จชต. ซึ่งจัดแบ่งสีหมู่บ้านมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2547 หลังเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ซึ่งการแบ่งสีหมู่บ้านเพื่อต้องการให้หน่วยปฏิบัติเข้าใจสภาพพื้นที่ สภาพวิถีชีวิตวัฒนธรรมของแต่ละหมู่บ้าน จะได้เข้าไปทำงานได้ตรงจุด ไม่สร้างปัญหาเพิ่มขึ้น และจะปรับสีแดงให้เป็นเหลืองหรือเขียวเพิ่มมากขึ้น

พล.อ.สิริชัยกล่าวว่า การแบ่งสีหมู่บ้านนั้นตัวชุมชนหมู่บ้านเองจะไม่ทราบว่าหมู่บ้านใดถูกจัดเป็นสีอะไร เพราะการจัดสีเพื่อแก้ไขปัญหาไม่ใช่เพื่อให้เกิดปัญหา หรือกดดันชุมชนเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม หลังจัดเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติหน้าที่ในหมู่บ้านสีต่างๆ ประมาณ 2 เดือน ก็จะมีการประเมินการทำงานกันภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ โดยจะเชิญตำรวจ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ มาพูดคุยกันเพื่อดูว่ามีพื้นที่สีแดงกลายเป็นสีเหลือง หรือสีเขียวขึ้นอย่างไร จะพิจารณาร่วมกันอย่างรอบคอบที่สุด

ย้ำการเมืองพัวพันกลุ่มป่วนใต้ จากนั้น พล.อ.สิริชัยให้สัมภาษณ์ว่า เหตุการณ์ที่รุนแรงในพื้นที่หลังการเลือกตั้ง ส.ส.นั้น เป็นที่คาดการณ์มาก่อนแล้วว่า ต้องเป็นเช่นนี้ โดยก่อนการเลือกตั้ง 2-3 วันเหตุการณ์ค่อนข้างเงียบไป มองว่าฝ่ายการเมืองที่มีส่วนพัวพันได้กดดันกลุ่มปฏิบัติการไม่ให้ก่อเหตุ แต่เมื่อการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ก็เหมือนกับเป็นการใช้หนี้ ประกอบกับเจ้าหน้าที่ปราบปรามการค้าไม้เถื่อน สินค้าลักลอบภาษีอย่างหนัก ทำให้เหตุการณ์ดูรุนแรงขึ้น

สำหรับการก่อเหตุคาร์บอมบ์ ที่มีข่าวเป็นฝีมือของกลุ่มมูจาฮีดีนนั้น พล.อ.สิริชัยกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สรุป เพราะไม่มีอะไรที่บ่งบอกเช่นนั้น การด่วนสรุปจะเท่ากับเป็นการยกเครดิตให้กลุ่มนั้น ทั้งที่ไม่ได้ปฏิบัติการอะไรก็ได้ ขณะนี้ยืนยันว่ายังไม่มีกลุ่มขบวนการจากต่างประเทศ เข้ามาเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อเหตุในพื้นที่นี้แต่อย่างใด



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 21/02/2005 05:48 AM


�����Դ��繷��: 59


สังคมและความรับผิดชอบ ..... ชีวิตร่างกายของเรา เป็นสังคมอย่างหนึ่ง อวัยวะทุกส่วนต่างรับผิดชอบหน้าที่ของตน เหมือนคนในสังคมแต่ละคน ต้องรับผิดชอบต่องานที่ตนทำ สังคมคือเรื่องของส่วนรวม คนเห็นแก่ตัว จะเป็นภาระหนักของคนอื่น เมื่อตาไม่ทำหน้าที่ดู หูไม่ทำหน้าที่ฟัง อวัยวะส่วนอื่นๆ ก็ต้องเดือดร้อนเช่นกัน คนทุกคนต้องทำหน้าที่ของตน การอยู่ร่วมกันในสังคมพึงต้องเคารพ กฎ กติกา และ ระเบียบของสังคม สังคมที่ไร้ระเบียบกฎเกณฑ์ ก็ไม่ต่างอะไรกับภาวะของ ..... สงคราม

สังคมเริ่มต้นที่ เรา เป็นคนแรก .....
เริ่มนับหนึ่งที่เราเสมอเช่นกัน การบ่มเพาะความรับผิดชอบ
ต่อสังคม เริ่มต้นที่บ้าน สังคมจะสงบสุขเมื่อตั้งความคิดได้ถูกต้องที่ ... ตัวเรา


สุภาษิตโบราณบอกว่า .....
ปลาเน่าตัวเดียว เหม็นไปทั้งข้อง


ณ ปัจจุบัน ผู้ก่อการไม่สงบ ใช้คาร์บอมส์ แล้ว ระเบิดตูมเดียว ตายหมู่ บาดเจ็บอีกมากมาย วันหนึ่ง ก็อาจจะเป็น พ่อ แม่ ญาติ พี่ น้อง และมิตรสหายของเราก็ได้ แล้วจะมานั่งบอกว่า เราไม่เกี่ยว ... ไม่ช่วยรับผิดชอบ ... ไม่สนใจใดๆ ... เอาแต่ ... กลัวตาย ... กลัวเดือดร้อนส่วนตน

............................................ท่านควรคิดอยู่แค่นั้นหรือ..?

และ ถามว่า ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ โดยที่เราไม่ใส่ใจที่จะช่วยเหลือรับผิดชอบต่อชุมชนของเราเลย ท่านแน่ใจหรือว่า ท่านจะอยู่ยงคงกระพันด้วยความสุข

............................................แน่ใจหรือว่า ท่านจะไม่ตาย..?

ไม่เป็นไรแน่ ถ้าท่านตายได้จริงๆ แต่อย่าลืมว่า มนุษย์เราไม่สามารถกำหนดให้ตัวเราตายเองได้ ดังนั้น ถ้าท่านไม่ตาย แต่ท่านเพียงพิการอวัยวะไปบางอย่างเท่านั้น ท่านก็สามารถนอนนิ่ง..นิ่ง เฉย..เฉย เป็นอัมพาตทั้งตัว หรือ เพียงบางส่วน ท่านจะต้องทำใจ ให้ยอมรับกับตัวเองให้ได้นั้น

............................................ท่านจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใด..?

ถึงตอนนั้น ท่านจะไม่พูดแบบที่ท่านได้พูดไปแล้ว และ ถ้าท่านไม่รักและสงสารตัวเอง ก็จงสงสารคนรอบข้าง อย่าง พ่อ แม่ ญาติ พี่ น้อง ภรรยา สามี และ ลูก..ลูก ที่พวกเค้าจะต้องทรมาน เห็นท่านคนที่เค้ารัก คนที่เคยร่าเริงนั้น ได้เจ็บป่วยลงอย่างทุกทรมานแสนสาหัส ต้องอยู่ในที่จำกัด และ ไม่มีเพื่อน..เพื่อน ที่เคยกอดคอกินเหล้ากันเฮฮา มาอยู่คุยเล่นหัวกับท่านอีกแล้ว


ไม่ใช่ เพราะเพื่อน..เพื่อน ลืมท่าน .....
แต่เขาก็อาจเป็นอย่างที่ท่านเป็น ... เช่นกัน !!



โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ




    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 21/02/2005 02:02 PM


�����Դ��繷��: 60


ทักษิณเดือด! ขึ้น .. แม่ง .. อัดนักวิชาการวิจารณ์แบ่งโซนใต้
โดย ... ผู้จัดการออนไลน์ 21 กุมภาพันธ์ 2548 16:31 น.



พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถล่มนักวิชาการ 4 ปี ด่าไม่เลิก ขึ้น “แม่ง” ชอบตำหนิ-อยากเท่ห์ผ่านสื่อประเภท “ฟังไม่ได้ศัพท์ จับมากระเดียด” ฟันธงพวกนี้ไม่เลือก ทรท.ท้าอย่าดีแต่วิจารณ์ให้เสนอทางแก้มาพร้อมรับฟัง เตรียมเชิญ “อานันท์-สุริชัย” แลกเปลี่ยนความเห็นแนวทางดับไฟใต้

วันนี้ ( 20 ก.พ.) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกลุ่มนักวิชาการเครือข่ายสมานฉันท์ และสันติวิธี ออกมาคัดค้านนโยบายแบ่งโซนสีของรัฐในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระบุเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ พร้อมเตรียมส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีว่า ไม่เห็นด้วยก็ดีแล้ว ช่วยแนะนำกันหน่อยว่าวิธีที่ดีที่สุดควรจะทำอย่างไรกับคนที่มันฆ่าคนรายวัน ทำอย่างไรเพื่อที่จะให้แกนนำที่อยู่ฝั่งมาเลเซียบ้าง หรือวิ่งไปวิ่งมาข้ามระหว่างไทย-มาเลเซียตามแนวชายแดนถูกจับกุมให้หมด รวมทั้งพวกที่คิดจะแบ่งแยกดินแดนจะทำอย่างไรดี ตรงนี้ช่วยแนะนำหน่อย ไม่ใช่อยู่ๆ พอข่าวเขียนปุ๊บ ยังไม่ทันรู้เนื้อหาว่าเป็นอย่างไร ปรัชญาวิธีคิดเป็นอย่างไร ก็เอาแล้ว ถล่มกันอย่างเดียว ฉะนั้นต้องถามว่าช่วยแนะนำหน่อย อยากฟัง เรื่องติใครก็ติได้ จะเรียกใครมาติก็ได้ ร้านกาแฟเขาก็ติกันทุกวัน แต่ต้องช่วยแนะนำแนวทางที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วย ไม่ใช่อยู่ในกรุงเทพฯ แล้วนั่งฝันคิดเอา แล้วก็แนะนำไป แต่ไม่เข้าไปดูในพื้นที่

เมื่อถามว่า จะเรียกมาคุยอย่างเป็นทางการหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่รู้ เขาชอบใช้วิธีผ่านสื่อ เอะอะอะไรก็ผ่านสื่อ และก็รู้ว่าสื่อหาเรื่องลงทุกวันอยู่แล้ว มีเรื่องอะไรให้เขียนก็จะได้ลงไปวันๆ ฉะนั้นก็ตั้งวงแล้วก็ด่าๆ ก็ได้ลงข่าว ลงแล้วได้เท่ห์ ผลสุดท้ายไม่มีสาระ หามาหน่อยว่าแนวคิดจะเอาอย่างไรให้บอกมา อยากให้ทำอะไรบ้างก็บอกมาเลย บอกมาว่าจะทำอย่างไรดีกับไอ้คนที่มันฆ่าคนทุกวัน แล้วเอาใจไปนั่งกับครอบครัวที่มันถูกฆ่า และคนที่หกโมงเย็นต้องนั่งหดหัวอยู่กับบ้านไม่กล้าไปไหนทั้งเมือง จะให้ทำอย่างไรช่วยบอกหน่อย ว่างๆ ลองไปอยู่ทางใต้สักเดือน แล้วจะประกันชีวิตให้ เพื่อจะได้ดูว่ามันคิดยังไง ต้องเข้าใจภาพรวม ไม่ใช่เป็นนักวิจารณ์ก็วิจารณ์จัง เอะอะอะไรก็วิจารณ์ เพราะวิจารณ์ทีไรก็เป็นข่าวทุกที ใครด่ารัฐบาลเป็นข่าวหมด เท่ห์ด้วย

วอนสื่ออย่านั่งเทียนเขียนข่าว

เมื่อถามต่อว่า นักวิชาการอ้างว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสมานฉันท์ในพื้นที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า จะไปสร้างก็ไปสักที ไปเลย เราฟังอยู่แล้ว ไม่ใช่ไม่ฟังแต่การติอย่างเดียว แต่ไม่มีข้อแนะนำ มันไม่รู้จะพูดจะฟังอย่างไร ทุกวันนี้มีแต่คนติ ติทุกอย่าง ใครจะทำอะไรคิดอะไรก็ติ สื่อต้องช่วยแนะนำหน่อยว่าควรจะทำอย่างไร และที่แนะนำอย่าไปนั่งเทียน ไปดูให้รู้ข้อมูลจริงๆ หน่อย แล้วเราจะฟัง วันนี้ฟังหมด นายสิบก็ยังฟัง อย่าว่าแต่ด็อกเตอร์ แต่มันไม่มีเหตุผลต้องอธิบายให้ฟังหน่อย จะแนะนำอย่างไร ติอย่างเดียวใครก็ทำได้

ส่วนการมานั่งคุยกันจะดีกว่า การยื่นหนังสือหรือไม่นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า บอกไม่ถูกจริงๆ เพราะบ้านเรามันเป็นอย่างนี้จริงๆ วันนี้ถ้าเป็นคนไม่มีกำลังใจจากประชาชนส่วนใหญ่ที่เลือกมาขนาดนี้ ถ้าเจอพวกนี้แล้วนั่งฟังก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว มันติทั้งวัน ขนาดนี้ยังไม่เคยทำอะไรถูกเลยนะนี่ 4 ปียังไม่เคยทำอะไรถูกในสายตาคนพวกนี้ ผิดหมดทุกเรื่อง ขณะเดียวกันประชาชนเลือกมาขณะนี้ แล้วมาบอกว่าผิดทุกเรื่อง ก็ยังงงอยู่เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อถามอีกว่า มีรายงานข่าวแจ้งว่าผู้ก่อความไม่สงบเตรียมก่อวินาศกรรม นายกฯ กล่าวว่า ไม่เป็นไร สู้กับมัน ถ้าไม่สู้จะเอายังไง ยกให้มันเลยหรือไง ต้องสู้กับมัน วันนี้บอกสิว่าให้ถอนทหารทั้งหมดออก แล้วมันจะเลิกฆ่ารายวัน มันเลิกฆ่าแน่ถ้ามันยึดได้ จะเอายังไงช่วยบอกหน่อย

ย้ำให้มองปัญหาในหลายมิติ

“อย่ามองมิติเดียวมันไม่เข้าท่า ต้องมองหลายๆ มิติหน่อย มิติการบังคับใช้กฎหมายจะทำอย่างไร ในเมื่อคนบริสุทธิ์ถูกฆ่ารายวันทุกวัน จนคนบริสุทธิ์ไม่กล้าออกจากบ้าน หกโมงเย็นปิดบ้าน หดหัวอยู่ นอนก็ไม่ใช่ว่าจะหลับ เพราะกลัวมันจะมาเผาบ้านอีก และขอถามว่ามิติแห่งการที่จะรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนที่มันจะแยกนั้น จะเอายังไง วันนี้โอเค คนส่วนใหญ่เข้าใจว่ารัฐบาลส่งคนไปเพื่อปกป้องดูแลเขา แต่เขาโกรธเพราะช้าไปหน่อย ซึ่งเขาคิดว่าน่าจะจับมันได้นานแล้ว แต่การจับไม่รู้จะทำยังไง พยานหลักฐานก็ไม่มี พอให้ปากคำเดี๋ยวเดียวกันก็โทรมาข่มขู่กดดัน มันจะฆ่าญาติพี่น้อง ก็ต้องกลับคำให้การหมด ฉะนั้นต้องหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างเดียวซึ่งมันยาก มันไม่ง่ายอย่างที่คนคิดหรอก ถ้าให้ทำแบบบ้านป่าเมืองเถื่อนมันจบไปแล้ว แต่ทำไม่ได้ ผมทำโดยการยึดกฎหมาย”นายกฯ กล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า เรื่องการเผยแพร่ซีดีตากใบเป็นยังไง ข้อเท็จจริงไม่รู้ แต่ถ้าจัดมุมภาพกันดีๆ และนำไปเผยแพร่แถบตะวันออกกลาง สุดท้ายได้ผลชนะเลือกตั้ง แต่ผลสุดท้ายเป็นยังไง นี่คือไม่ได้คิดว่าส่วนรวมของประเทศจะเอาอย่างไร คือเห็นแก่ตัว ต้องดูประเทศเป็นหลักบ้าง ต้องคิดถึงประเทศบ้างว่าประเทศจะเอายังไง เราต้องช่วยกันปกป้องรักษาดินแดน และผู้บริสุทธิ์ ให้เขามีชีวิตปกติ คนเพียงไม่กี่คน เวลาทำอะไรได้รับเสียงสนับสนุนจากคนไม่กี่คนในกรุงเทพฯ ที่มีชื่อเสียงบนหน้าปกหนังสือพิมพ์อย่างนี้ สื่อต้องคิดให้ดี ผลสุดท้ายคนพวกนี้ดีใจว่ารัฐบาลกดดันไม่ได้ เพราะสื่อกดดันรัฐบาลแทน เพราะต้องเอาคำพูดของพวกที่ไม่ค่อยรู้ว่าเรื่องจริงๆ คืออะไร คิดอย่างเดียงว่าต้องสันติ สันติใครไม่อยากได้บ้าง นี่ชีวิตใคร สั่งให้ลงโทษคนมีความสุขที่ไหน สั่งให้จับกุม ให้ฆ่าคนไม่มีใครอยากทำ ไม่มีใครชอบหรอก โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนทางเหนือ วัดเต็มรอบบ้าน จิตใจพวกนี้ไม่ค่อยชอบอยู่แล้ว แต่ถ้ามันต้องทำหน้าที่ก็ต้องทำ

ยันไม่ใช่การก่อการร้ายสากล

เมื่อถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อยากให้เหตุการณ์บ้านเราเกิดความสงบสุขจะมีแนวทางอย่างไร เพราะเห็นบอกว่ามีนักวิชาการด้านการก่อการร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า เชี่ยวชาญจริงหรือเปล่า ถ้าเชี่ยวจริงช่วยไปตามหาบินลาดินมาคุยกันหน่อยสิ วันนี้เป็นเรื่องของเรา ประเทศของเรา เราต้องดูแลประเทศเรา เมื่อถามอีกว่า เหตุการณ์ทุกวันนี้เป็นการก่อการร้ายสากลหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่ใช่ ส่วนปัญหาเวลานี้เพราะผู้ก่อเหตุข้ามไปข้ามมาระหว่างชายแดนไทย-มาเลเซีย นายกฯ กล่าวว่า ตรงนี้เป็นธรรมชาติ ซึ่งเราคงต้องคุยกันถึงเรื่องแนวทางความร่วมมือที่ชัดเจนเข้มข้น เพราะถ้าสิ่งไหนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และมีอาการหนักขึ้น ก็ต้องลามถึงประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว เป็นเรื่องธรรมดา ฉะนั้นเขาต้องมาช่วยเราอยู่แล้ว

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว “วันนี้ไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไรถูกกดดันตลอด กดดันโดยคนที่ไม่เลือกรัฐบาล ขณะเดียวกันประชาชนส่วนใหญ่ที่เลือกรัฐบาลไม่มีเสียง ฉะนั้นคนที่ไม่เลือกก็ด่าเอา ด่าทุกวัน และเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวัน ผมรู้ไอ้พวกนี้ไม่เลือกเบอร์ 9 ทั้งนั้น ไม่มีปัญหาหรอก เพียงแต่ผมฟัง ไม่ใช่ไม่ฟัง ไม่ใช่คนไม่เลือกผมแล้วผมไม่ฟัง แต่ฟังสร้างสรรค์หน่อย ให้แนวคิดหน่อย ติอย่างเดียวไม่ได้ อย่างอาจารย์มหาวิทยาลัยบางคน “แม่ง” ออกมาติอยู่นั่นแหละ ติแล้วไม่มีแนวคิด อยากถามว่าชีวิตเขาทำอะไรเป็นบ้าง มันต้องติแล้วเสนอแนวคิด ไม่ใช่ว่าแนวคิดไม่มีแล้วก็ติอยู่นั่น คนทำงานมันก็แย่ ทหารที่ทำงานก็เสียขวัญ พอทหารจะทำงานก็บอกว่าทำผิด เดี๋ยวพอมันรุมขึ้นมาก็โดนตั้งกรรมการสอบสวนอีก มันต้องเห็นใจคนปฏิบัติบ้าง และทำอะไรที่สร้างสรรค์หน่อย จิตสำนึกแห่งความเป็นชาติต้องมี ไม่ใช่ว่ามีแต่มนุษยธรรม แล้วชาติอยู่ที่ไหน มนุษยธรรมมันต้องมีอยู่แล้ว แต่ชาติมันต้องมีอยู่ด้วย”

พร้อมคุย-หากมีข้อมูลแนะนำ

เมื่อถามต่อว่า ต้องวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อปรับแนวทางหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ยังไม่ทำอะไร แต่จะเงี่ยหูฟังตลอด ตราบใดที่ยังไม่มีข้อแนะนำ มีแต่ข้อติติง ก็ฟังแล้วจะเฉยๆ แต่เมื่อไหร่มีข้อแนะนำ ก็จะดูว่าข้อแนะนำนี้เข้าท่า ก็พร้อมที่จะคุย ส่วนการทักท้วงเรื่องงบประมาณที่จะจัดสรรตามโซนสี พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า แล้วจะให้ทำอย่างไรต่อ เอาเงินให้มันไปซื้อระเบิดใช่ไหม เรื่องเฝ้าระวังพูดง่าย แต่ถามว่าทำได้ไหม ทุกวันนี้เฝ้าได้ แต่เป็นป่าทั้งนั้น ว่างๆ มันก็ออกมาจากที่มืด มาถึงก็ยิงคนที่ออกเดินทางไปทำมาหากิน ตัดยางในตอนเช้า เสร็จแล้วมันก็หดหัวหลบเข้าไปในหมู่บ้าน ทุกคนก็เงียบหมดไม่กล้าพูด เพราะพูดแล้วมันฆ่า จะให้ทำยังไง ส่งตัวแทนไปอยู่ประจำทุกหมู่บ้านได้ไหม พวกที่แนะนำให้ไปอยู่ที่หมู่บ้านสีแดงช่วยแนะนำหน่อย ช่วยทำให้เป็นสีเขียวหน่อย แล้วจะให้รางวัลทุกคน ทั้งนี้ต้องมองภาพรวมแล้วเข้าใจปัญหา เข้าใจสถานภาพ และสถานการณ์ ไม่ใช่อยู่ๆ เอาทฤษฎีมาวิจารณ์ ใครก็พูดได้ พูดให้เท่ห์ใครก็พูดเป็น อย่างที่พูดนี่ไม่เท่ห์ แต่พูดแล้วทำ

เมื่อถามถึงเหตุผลในการแบ่งโซน จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า คงพูดไม่ได้เรื่องความมั่นคง ถ้าเราพูดเยอะลงในรายละเอียดมาก มันก็ไหวตัวหมด มีวิธีก็แล้วกัน จะจำเป็นหรือไม่ก็เรื่องส่วนตัว เพียงแต่ต้องฟังหลังจากทำงานไปแล้วว่าเป็นอย่างไร เพราะมีการประเมินผลทุกระยะ อะไรไม่ดีก็จะเลี้ยว และเปลี่ยนได้ ไม่ต้องห่วง ไม่ใช่ว่าทำอะไรไปแล้วบอกว่าอย่างนี้ดี และถ้าทำแล้วต้องดีจนจบ มันไม่ใช่ ทำสักเดี๋ยวไม่ดีก็เลิก ไม่ต้องห่วงหรอก พร้อมที่จะเปลี่ยนถ้ามีข้อแนะนำดีมาก็ฟัง นายสิบยังฟัง ชาวบ้านก็ฟัง ทำไมด็อกเตอร์จะไม่ฟัง แต่ด็อกเตอร์ต้องสร้างสรรค์หน่อย

มั่นใจพื้นที่สีแดงไม่รับเงินจากต่างชาติ

ส่วนหมู่บ้านที่เป็นพื้นที่สีแดง ถ้าเราตัดงบเขาแล้วเขาไปรับทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่มี รับมาได้ยังไง วันนี้เราคุมอยู่ ไม่ปล่อย เมื่อก่อนปล่อยเงินมูลนิธิเข้ามาแล้วใช้แจกกันตามหมู่บ้านทีละสองหมื่นสามหมื่น เราเห็นตัวเลขโชว์อยู่ และนี่กำลังเข้าไปทำงาน ฉะนั้นวันนี้ขอให้รัฐทำทีละขั้น เรามีการประเมินผล ไม่มีปัญหาหรอก รับรองดินแดนไทยไม่เสียก็แล้วกัน เมื่อถามต่อว่า ที่บอกว่ามีการฉายซีดีตากใบในตะวันออกกลาง มองว่าเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในภาคใต้หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่ได้พูดอย่างนั้น พูดว่ามันเสียหายต่อประเทศ มันเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ระดับล่างในการลำเลียง แต่พยายามไปทำให้เป็นเรื่องใหญ่

“ผมพร้อมรับฟังทุกฝ่าย แต่อย่าติจนไม่มีข้อแนะนำ ติอย่างเดียวไม่มีข้อแนะนำ ฟังแล้วรู้สึกสงสารคนทำงาน ตัวผมไม่เป็นไรหรอก ทนได้อยู่แล้ว แต่คนทำงานมีความรู้สึกว่าจะทำอะไรก็ผิดหมด มันก็เลยไม่ต้องทำอะไร พอไม่ทำอะไรผลสุดท้ายผู้บริสุทธิ์ก็ตายไปทุกวัน บางคนก็พยายามยกมาเป็นเรื่องศาสนา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องศาสนาเลย คนไทยมุสลิมส่วนใหญ่เขาโกรธไอ้พวกที่ทำมากกว่า เพราะทำให้เขาเดือดร้อน มันฆ่าไม่เลือกสัญชาติ ศาสนาอยู่แล้ว ฉะนั้นพวกพูดมากทำให้เกิดปัญหา และทำให้ผมรำคาญ มีอะไรก็ต้องบอกกันตรงๆ อย่างสัปดาห์นี้ผมเชิญนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานที่ปรึกษาสภาพัฒนาเศรษฐกิจสังคม และอดีตนายกรัฐมนตรี กับนายสุริชัย หวั่นแก้ว ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) มากินข้าว อยากคุยถึงแนวทาง และช่วยคิด แนะนำให้ผมหน่อย ผมไม่ใช่ว่าจะอยู่เอาตามแนวของตัวเองโดยไม่ฟังใคร แต่บางทีมันพูดแบบไม่มีข้อแนะนำ ติอย่างเดียวเท่ห์จริงๆ คนตินี่”พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

ตอกยับ"ฟังไม่ได้ศัพท์-จับไปกระเดียด"

เมื่อถามต่อว่า ได้เชิญพวกนักวิชาการมาคุยกันบ่อยๆ ทำไมยังไม่เข้าใจกัน พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่หรอก พอเชิญมาเข้าจริงๆ ก็ไม่มีอะไร เคยมาพูดก็ไม่เห็นแนะนำอะไร ไม่มีปัญหาหรอก พลิกตำรากันหน่อยสิ ส่วนที่เมื่อวานไปเล่นกอล์ฟ กับ ผบ.เหล่าทัพ ได้หารือเพิ่มเติมเรื่องภาคใต้กันอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า เราจะทำงานต่อไป เมื่อเรากดดันเขา เขาก็พยายามแสดงออก เราต้องกดดันต่อ พอเรากดดันออกแรงไปทำท่าจะดี โวยวาย พวกนี้ก็ตกใจ ลดความกดดันมันก็สบายใจ จะปล่อยให้เขากดดันเราข้างเดียวโดยที่เราไม่กดดันเขาบ้างเลยหรือ จะให้เขายิงเราทุกวันๆ แต่เราไม่กดดัน ทำอะไรก็ไม่ได้ รู้ทั้งรู้ว่าไอ้นี่ทำ แต่ไม่มีหลักฐาน แล้วถามว่าจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้เหรอ

ส่วนที่นักวิชาการบอกว่า คนพื้นที่สีแดงสีมีสิทธิ์ยกกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 30 ขึ้นสู้ได้ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า มันยังไม่รู้เลยว่าจะแบ่งยังไง คิดอย่างไร อยู่ๆ ตีความกันเรียบร้อย ปัทโธ่ ไอ้พวกนี้มันอ่านข่าวหนังสือพิมพ์เสร็จแล้วก็ไปสรุป หนังสือพิมพ์บางคนก็เขียนตรง บางคนก็เขียนแถมความเห็นเข้าไป แต่ยังไม่มาถามเลยว่าวิธีคิดนั้นคิดอย่างไร อยู่ๆ ก็ตีความเรียบร้อย มันเป็นอย่างนี้ฟังไม่ได้ศัพท์จับมากระเดียด ต้องฟังให้ชัดเจนว่าคืออะไร ที่ว่าอะไรนี้ก็คือให้รู้ว่าบางหมู่บ้านเราเข้าไม่ได้เลย บางหมู่บ้านมันเต็มไปหมดเลย ลูกหลานที่ผ่านโรงเรียนมีบัญชีดำทั้งหลายมันก็ไปอยู่ทั้งหมู่บ้าน แล้วออกมาเป็นตัวก่อกวน มีการกดดันคนในหมู่บ้าน หมู่บ้านก็เฉยไม่ให้ข้อมูลทุกอย่าง อย่างนี้จะทำยังไง ถ้าถามว่าทหารทำอย่างไร เวลานี้ทหารเริ่มเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านสีแดง โดยจัดประชาคมเริ่มเข้าไปคุ้มครอง เขาเริ่มพูด เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ใช่คนไม่ดี แต่กลัวบางหมู่บ้านที่เป็นสีแดง และที่เราเทิร์นเป็นสีเขียวไปก็หลายหมู่บ้าน เรายังไม่ทันทำอะไรก็ไปสรุปตีความ นี่ไปสอนหนังสือเด็กให้ดีแล้วกัน ตั้งใจสอนหน่อย

ติงสื่อ-ชี้ต้องปฏิรูปตัวเอง

“ไม่ได้ว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ดีทุกคน อาจารย์ส่วนใหญ่เป็นคนดี แต่อาจารย์บางคนชอบวิจารณ์โดยไม่มีข้อแนะนำ ผมไม่มีปัญหา วิจารณ์อย่างไรก็วิจารณ์ได้ แต่ขอข้อแนะนำบ้าง ยินดีรับฟัง พวกชอบติทำให้คนไม่กล้าทำงาน เบื่อที่จะทำนั่งเฉย เพราะถ้าอยู่เฉยๆ อาจได้รับการยกย่อง เหมือนเด็กสอบไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ สอบได้ เอ 85 เปอร์เซ็นต์ อีก 15 เปอร์เซ็นต์เอามาติจนแทบจะฆ่าตัวตาย ทำไมไม่เต็มร้อยสักทีทั้งที่ได้เอไปแล้ว สำหรับนโยบายออกวันนี้ทำได้ทันทีซะที่ไหน มันต้องใช้เวลา ขอให้ใจเย็นๆ ผมดูของผม พวกคุณถามรายวันทุกวันก็ตาย หาเรื่องอื่นทำบ้าง เอาเรื่องสร้างสรรค์ น่าจะถามว่าเศรษฐกิจเป็นยังไง ราคาน้ำมันเป็นยังไง พวกคุณเป็นสื่อการเมือง จับประเด็นการเมืองทั้งวัน การเมืองมาก บ้านเมืองเสียหาย การเมืองน้อยบ้านเมืองดี เชื่อผมเถอะ วันนี้สื่อมวลชนต้องปฏิรูปตัวเอง ต้องพยายามถามการเมืองน้อยๆ หน่อย”พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

เมื่อถามว่า มีโรงเรียนปอเนาะที่เข้าข่ายจะต้องถอนใบอนุญาตอีกหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่มีแล้ว มีคนเดียวที่เป็นหัวหน้าโจร และใช้โรงเรียนเล็กนิดเดียวเป็นที่ซ่องสุม มีนักเรียนไม่กี่คน แต่ไปปล่อยเป็นประเด็น ความจริงแล้วไม่ใช่ มันมีโรงเรียนเดียวที่ชัดเจนว่ามีหลักฐานซ่องสุม และหัวหน้าปอเนาะมีหมายจับ เพราะทิ้งหลักฐานไว้ให้เห็นหมด อย่างนี้ปล่อยไว้ทำไม จะไม่ให้บังคับใช้กฎหมายเลยหรือ


>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 21/02/2005 07:26 PM


�����Դ��繷��: 61


ตลกดีนะ..!!
นึกอยู่แล้วเชียว :-)

ที่คราวก่อนผู้ใหญ่ที่มีการศึกษาสูงๆ ของสังคมเมือง
เปรียบเทียบคนของสังคม เป็น.....หมากัดกัน
เสมือนคนเป็นดั่ง.....สัตว์เดรัจฉาน

พอเค้าเกิดมันเขี้ยวขึ้นมาจริงๆ ........
เผลอกัดตอบขึ้นมาบ้าง จะมาโวยวายทำไมกัน..?

ตอนที่ท่านๆ ว่าเค้า.....ก็ดูจะมีอาการรื่นเริงดี
เวลาถูกเค้ายอกย้อน ก็อย่าไปว่าเค้าก้าวร้าว.....สิท่าน..!!

แบบนี้แหละ ทันๆ กันหน่อย .......
เค้าปล่อยให้ท่านๆ งับๆ กัดๆ อยู่เป็นนาน ... น่าตื่นเต้นดีออก ข่าวจะได้ไม่เลี่ยน
ก็สมกับที่ท่านๆ เปรียบเทียบไว้เป็น ยุทธศาสตร์หมากัดกัน แล้ว นี่นา..!!

เดี๋ยวเราไปหัดเลี้ยงหมาในปากบ้างดีกว่า ..... บ๊อก ... บ๊อก... บ๊อกกกกกกกกกก




    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 21/02/2005 07:46 PM


�����Դ��繷��: 62



ตอนที่ 168 ... จดหมายจากวาทตะวัน ถึงนิตยสาร TIME กรณีวิพากษ์ทักษิณ !
โดย ... วาทตะวัน สุพรรณเภษัช วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548 10:05 น.



ก่อนการเลือกตั้งไม่กี่วัน หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับพฤหัสที่ ๓ ก.พ.๔๘ พาดหัวข่าว ว่า

แม้ว อ้างไทม์ แมกกาซีน ตามสื่อไทย
และเขียนข่าวนโยบาย คาเฟอีน ดังนี้.......................


หนังสือพิมพ์ไทม์เอเซีย ได้นำภาพนายกทักษิณลงปก วันที่ ๑ ได้ลงเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์ตัวนายกไทยในเรื่องต่างๆ ลงท้ายว่าจะกลับมาบริหารอีก ขณะเดียวกันก็ได้วิพากษ์วิจารณ์ว่า นโยบายทักษิโณนิค เป็นเพียงเครื่องกาเฟอีน ที่ทำให้ตาสว่างเพียงชั่วคราว แต่ประชาชนจะมีหนี้สินเพิ่มพูน…

นายกรัฐมนตรีก็เป็นประเภทสิงห์ปืนไว ก็ยิงกระสุนปากตอบไปทันทีว่า สื่อต่างประเทศไม่รู้อะไร เขียนตามสื่อไทย คนที่ไม่เคยทำมาหากินมันไม่รู้หรอกว่า คนที่ทำมาหากินมันทำอะไรไม่ได้ และพวกนี้มันก็ไม่เข้าใจคนจน กำลังปล่อยคนจนไปดิ้นรน ไปกระเสือกกระสนชีวิตด้วยหนี้นอกระบบ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า .......

สื่อภาษาต่างประเทศ ๒ ฉบับ คือบางกอกโพสต์กับเนชั่น
ที่ไม่ค่อยชอบหน้าผม เขียนออกไป สื่อต่างประเทศก็เอาไปเขียนตาม


ตรงนี้ผมก็ขอเรียนว่า เห็นด้วยกับคุณทักษิณอยู่หน่อยๆเหมือนกัน เพราะทั้งสองฉบับก็รุมอัดนายก ตั้งแต่หัวค่ำจนอุษาสาง ทักษิณทำอะไรดูจะไม่ถูกใจไปเสียหมด ต่อให้คุณทักษิณหลุดออกจากตำแหนงก็ไม่แน่ว่าจะหยุดด่า แต่นั่นไม่สำคัญ เพราะสื่อมวลชนไทยตั้งแต่หนังสือพิมพ์ วิทยุสถานีจราจรแท้ๆก็ด่าคุณทักษิณ ไม่รู้ว่าโกรธมาแต่ชาติปางไหน ?

รายการเกี่ยวกับพระศาสนาบางรายการ เจ้ากูหลายรูปก็รุมอัดนายก กลิ้งไปกลิ้งมา ทั้งๆที่เหลือเวลาไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้ง เรียกว่าเป็นมหกรรมเลยก็ว่าได้ หากนายกเป็นคนธรรมดาผมว่า คงจะได้ชกปากกันไปแล้ว แต่การเป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศ จะใช้วิธีการของคนข้างถนนอย่างนั้นไม่ได้


เรื่องการรุมด่าผู้นำนั้น มีนายกรัฐมนตรีประเทศอะไรจำไม่ได้ ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกเมื่อสามสิบกว่ากว่าปีมาแล้วกระมัง ต้องหวานอมขมกลืนกับสื่อสารมวลชน ที่รวมหัวกันอัดท่านแบบเป็น แกงมะรุม คือรุมโขก รุมสับ พูดจาดูถูกเหยียดหยาม ด่าทอท่านอย่างหยาบคาย เปรียบเป็นหมูหมา เป็นสัตว์เลื้อยคลานอะไรไปโน่น ไม่ได้เกรงใจ หรือให้ความเคารพแม้สักนิด ... จนวันหนึ่งคนใกล้ชิดประมาณ ๕-๖ คน ไปถามความท่านเป็นการส่วนตัวว่า รู้สึกอย่างไรที่ถูกรุมแบบนี้ ท่านก็พูดจาให้คนที่ถาม เบาๆคล้ายกับพูดลอยๆอย่างปลงตกว่า...............

ผมคงทำกรรมเอาไว้มาก เพราะ คงไป สังวาส
แม่ของพวกมัน ตั้งแต่ชาติที่แล้ว มาชาตินี้มันก็เลยตามมารุมด่าผมไม่เลิก !


เท่านั้นแหละครับ คนถามและคนฟังก็ฮากันตึง

ใครอยากรู้ว่า นายกรัฐมนตรีท่านนี้ชื่ออะไร ลองไปถามคนเก่าแก่
ในโรงพิมพ์แถวถนนราชดำเนินดูก็แล้วกัน แล้วจะรู้ว่าผมไม่ได้เอาเรื่องเท็จมาเล่าให้ท่านฟัง

ผมเห็นว่า การด่ากลับแบบสวนหมัดนั้น
หากเร็วไปบางทีก็พลาดพลั้ง โดนสวนกลับเอาง่ายๆ
จึงต้องคิดกันให้ดี เพราะคนไม่ชอบหน้ากันนั้น ต่อให้ทำอย่างไรมันก็ไม่หยุดด่า

การด่ากลับนั้น ผมเห็นว่า หากมีอารมณ์ขันอยู่บ้าง บางทีก็ทำให้คนถูกด่าหน้าม้านไปได้ แต่หากบารมีไม่ถึงลองไปพูดอย่าง อาจารย์สอนหมาวิทยาลัยตอนเที่ยงคืนครึ่ง ออกมาพูดภาษาหมาว่าเป็นเรื่อง ...............ยุทธศาสตร์หมากัดหมา

ผมบอกได้เลยว่า ฟังแล้วไม่เห็นมันจะคมคายเข้าท่าเข้าทางอะไรสักนิด หนังสือพิมพ์ทีมของแกพากันสรรเสริญว่าเฉียบคมเสียเหลือเกิน มาถึงวันนี้ ผมเองยังไม่แน่ใจว่า เจ้าตัวคนพูดเข้าใจคำว่า ยุทธศาสตร์กับยุทธวิธี เหมือนหรือแตกต่างกันตรงไหน ?

แถมลงท้ายดันแบไต๋พูดออกมาเอง ว่า จะไปเลือกหมาพวกเดียวกับตัว นั่นแหละ !

เท่านั้นแหละครับ เจ้าตัวคนพูดกลายเป็นคนอกตัญญู ต่อผู้บุบพการีตนเอง เพราะพ่อแม่ปู่ย่าตายของผู้พูด ถูกขุดมา มาด่าเช็ดกันแบบฟังไม่ได้ เพราะคนที่พ่นคำพูดไม่น่าฟังนี้ลืมไปว่า พรรคการเมืองนั้น มีสมาชิกพรรค ที่เป็นศาสนิกในศาสนาอื่น ที่เห็นว่าหมาเป็นสัตว์ชั้นต่ำ การด่าทอแบบขุดโคตรเง่าสักกะหลาด มาเล่นงานคนปากปีจอ ปรากฏทั้งตามเวปไซด์รายการวิทยุต่างๆ ชนิดที่ตัวคนพูดฟังแล้วก็ต้องหุบปาก ที่อมหมาเน่าเอาไว้แน่น ไม่กล้าออกมาแอะต่ออีก

ดูไปก็น่าสมเพช
แม้คนพูดจะมีอัตตาสุนัขสูง…แต่ก็เสียหมาไปในที่สุด อย่างไม่เข้าท่าจนได้ !

ที่ร้ายก็คือ
ผู้คนจำนวนมาก สูญเสียความที่เคารพนับถือแกว่า เป็นครูบาอาจารย์ไปแทบจะในทันทีทันใด !!



ซินเจียยู่อี่…ซิงนี้ฮวดไช้ ครับ !!
วาทตะวัน สุพรรณเภษัช


>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 21/02/2005 08:21 PM


�����Դ��繷��: 63


quote:
..........................น้องน้ำตาล นี่ ก็ยกหางนาย ก. แม่ง ตลอด หมาในปากนักวิชาการ ยังน่ากลัวกว่าหมาในปากนักการเมือง เป็นไหนๆ อีกทั้งยังมีลิ้นยาวๆของนักการเมือง รวมไปถึงบรรดาเหล่าลิ่วล้อสารพัดสีที่ต้องมาคอยเอาอกเอาใจนักการเมืองอีก ยกหางกันเข้าไปพอหมดอำนาจ ตอนนี้พูดอะไรก็ดีๆทั้งนั้น คนอื่นที่เขาเสนอความคิดเห็นดีก็ด่าเขาไปเถอะครับ ถ้าสบายใจ ประเทศไทยของคุณนี่ครับ ใครจะกล้าหือ.........................

โดย : cooler เมื่อ : 21/02/2005 11:21 PM



พรรคการเมืองบางพรรค พวกเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า ... พรรคพวกของเค้าทุกๆ ท่าน จะจริงใจต่อสังคมโดยรวม เพราะปัญหามากมายหลายๆ เรื่อง ที่ได้รับการแก้ไขอยู่ในปัจจุบัน ก็สืบเนื่องมาจากรัฐบาลที่ผ่านๆ มาเช่นกัน ถ้าพวกเค้ามีความจริงใจ ที่จะกระทำให้กับสังคมจริงๆ เรื่องราวและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในอดีต คงไม่ถูก ดองเปรี้ยว..ดองเค็ม.. มานานแสนนานขนาดนั้น...................กระมัง ?

อย่าลืมว่า รัฐบาล คือ ..... ตัวแทนและคณะบุคคล ที่เข้ามาทำงาน พอให้ประเทศชาติ มีชีวิตอยู่ได้ในสังคมของโลก และ ประเทศไทยของเราก็มีปัญหามากมาย เกินกว่าที่ คณะบุคคลใด บุคคลหนึ่ง จะสามารถแก้ไขได้โดยลำพัง ..!!!!!!!




ถ้าท่านๆ แสดงออกและบอกต่อสังคมว่า ท่านเป็นนักกิจกรรม แล้วถ้าท่านได้ผ่านกิจกรรมภาคสนามมาอย่างจริงจัง จริงๆ ท่านก็ไม่ควรลืมว่า งานที่ต้องลงมือกระทำจริงๆ กับในแผนงานของแต่ละโครงการในกระดาษนั้น ไม่มีอะไรที่สำเร็จไปได้โดยง่ายเลย และ ไม่ว่าท่านจะมีเจตนาชี้นำไปในทางใด ... อย่างไร ...? ท่านก็ไม่ควรลำเอียง ตำหนิ เฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น

อย่าลืมว่า..........
ท่านไม่ใช่เค้า แล้วเค้าก็ไม่ใช่ท่าน เช่นกัน
ทุกคนมีความต้องการหรือมีความจำเป็น และมีเหตุผลที่แตกต่างกันเสมอ...!!

งานภาคสนาม มีอุปสรรคมากมาย ..... การตะโกนคุยกันอยู่ไกลๆ บางครั้งก็ไม่ได้ยิน สื่อสารกันไม่ชัดนัก อากาศก็แปรปรวน เดี๋ยวเย็น เดี๋ยวร้อน บางก็มีพายุ คนก็มากๆ ถ้าเราคอยสังเกตมองถึงความเปลี่ยนแปลงของทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ ตัวเรา มากๆ ขึ้นอีกสักนิด ขยันที่จะเดินเข้าไปใกล้ๆ กัน คอยๆ พูด และมีบางเวลาที่จะได้แลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกันบ้าง การดูแลความรู้สึกของเพื่อนรวมงานเป็นเรื่องจำเป็น ความปรารถนาดีต่อกัน ด้วยความจริงใจ จริงๆนั้น เป็นพลังในการต่อสู้ ให้พวกเราได้รับความสำเร็จร่วมกันเสมอ...!!


ท่านลองไปใช้วิธีแบบ คอย ตำหนิ .. ส่อเสียด .. ดูหมิ่น .. ตัดทอนกำลังใจในการทำงานกับ เพื่อนๆ ร่วมงานในภาคสนามอยู่เสมอๆ สิ แล้วท่านก็จะรู้ว่า ท่านจะมีชีวิตรอดกลับบ้าน แล้วเพื่อนๆ จะคบหากับท่านอย่างปกติสุขอยู่อีกหรือไม่....................อย่าลืมลองดูสักนิด นะคะ :-)



ปัญหาต่างๆ ของสังคมโดยรวม ..... ที่นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี บทสรุปมากมายมาจาก นักวิชาการและองค์กรต่างๆ เช่นกัน แล้วถ้าท่านติดตาม ข่าวรายงาน ถ่ายทอดสด การประชุมของ ค.ร.ม. หรือ แม้แต่การให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการของตัวนายกฯ เอง ท่านก็น่าจะรับรู้ได้ว่า นายกฯให้เครดิตกับ นักวิชาการ และ องค์กรต่างๆ ที่ให้ข้อมูลในการทำงานของรัฐอย่างได้ผลและจริงจัง อยู่เสมอๆ

เราว่า ..... การทำงานเพื่อสังคม ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด การไม่เอาเปรียบประชาชน น่าจะขึ้นอยู่ที่ ท่านต้องยอมรับกับตัวเองว่า ท่านตั้งใจจะรับใช้สังคมด้วยวิธีการและมีนโยบายใด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อแผ่นดินและต่อคนส่วนมากของประเทศเรา ได้อย่างไร..?


แต่ คงไม่ใช่มาเอาเปรียบคู่ต่อสู้ ด้วยการ ตำหนิ .. ส่อเสียด .. ดูหมิ่น .. กล่าวหา .. ให้ร้ายสารพัด .. ตัดทอนกำลังใจในการทำงาน หรือพยายามดิสเครดิตผู้อื่น เพื่อให้ท่าน และ กลุ่มคนของท่าน ดูดีอยู่คนเดียว และ บุคคลอื่นๆ ดูขาดความสามารถและบกพร่องไปหมด ...!!!



เรายอมรับว่า ..... นโยบายการแบ่งโซนสีของฝ่ายทหารและหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่นั้น ท่านนายกฯ ก็สมควรได้รับการตำหนิ และท่านไม่ควรนำมาให้ข่าวอย่างไม่เป็นทางการแบบนั้น เพราะการพูดคุยให้สัมภาษณ์ที่มีระยะเวลาอันสั้นนั้น คงไม่สามารถอธิบายใดๆ ให้รู้แจ้งเห็นจริงได้ชัดเจนทุกประการ ... แต่ก็ควรเห็นใจกับท่านนายกฯ หรือ กับบุคคลต่างๆ ที่ตั้งใจทำงานอย่างจริงๆ จังๆ ด้วย

เพราะ ต้นเหตุจริงๆ ..... น่าจะมาจาก นักข่าวสายการเมือง นั่นแหละ ที่พยายามป้อนข้อมูลในการสัมภาษณ์ท่านนายกฯ ในแต่ละครั้ง เป็นลักษณะชี้นำ เหมือนเป็นการยั่วยุให้บุคคลทั้งสองฝ่ายทะเลาะกัน แถมยังตัดเอาเพียงบางช่วงบางตอนมาพาดหัวข่าวอย่างเจตนา ซึ่งคนของสังคมส่วนใหญ่ก็มีนิสัยชอบอ่านแต่หัวข้อข่าว และบางครั้งเมื่อข่าวผิดพลาด ก็อาจไม่ได้ตามอ่านรายละเอียดที่เค้ามาแก้ไขชี้แจงใหม่ๆ อย่างละเอียด จึงตั้งหน้าแต่เก็บข้อมูลเก่าๆ เอามาวิพากษ์ซ้ำๆ ซากๆ เพราะบางคำถามที่ยกมาจากทางด้านฝ่ายนักวิชาการก็ไม่ครบถ้วน แค่ถ้าขาดคำว่า ไม่ กับ มี ความหมายก็ตีความได้แตกต่างกันมากมายแล้ว


ลองอ่านตัวอย่างจากประโยคของท่าน cooler เอง
ท่านก็จะรู้ว่า สิ่งที่ท่านพิมพ์ออกมา กับความหมายที่ท่านต้องการนั้น
.................................ผิดความหมายและแตกต่างกันไกลมากๆ เลย ....ใช่มั้ยคะ :-)

หมาในปากนักวิชาการ ยังน่ากลัวกว่าหมาในปากนักการเมือง




นโยบายการแบ่งโซนสีฯ ..... สมควรเป็นความลับของทางราชการฝ่ายทหาร-ตำรวจ เพื่อระบุเขตอันตรายให้กับเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการจริงๆ เท่านั้น จะได้จัดสรรบุคคลากรผู้ชำนาญการให้เหมาะสมกับพื้นที่ได้สะดวก และ ง่ายต่อการทำงานให้สัมฤทธิ์ผลอย่างมีประสิทธิภาพด้วยวิธีการสันติได้จริงๆ

...................................................ไม่ใช่ส่งเข้าไป เพื่อเป็นศพกลับออกมาแต่อย่างเดียว..!!


แต่นักข่าวก็มีหน้าที่เสนอข่าว ..... พวกเค้าจึงพยายามหาข่าวนำเสนออย่างไม่ลดละ มีทั้งผิดบ้าง ถูกบ้างมากมายปนๆ กันไป เราเห็นนักข่าวโดนนายกฯ และ ผู้อ่านข่าวออนไลน์ ตำหนิอยู่บ่อยๆ แต่ถ้าเรามองภาพรวมด้วยใจที่เป็นธรรมและไม่มีอคติใดๆ ก็ควรเห็นใจกับผู้ที่ตั้งใจทำงานอย่างจริงจังทุกๆ ฝ่ายด้วย

เหมือนๆ กับที่เว็บบอร์ดแห่งนี้ ..... ที่บางท่านก็ชอบมาตั้งกระทู้ตำหนิการทำงานของ NGOs อยู่บ่อยๆ ซึ่งก็ทำให้บุคคลบางท่านที่ตั้งใจทำงานเพื่อสังคมส่วนรวมของ NGOs ก็อาจผิดพลาดหลงทางฟิวส์ขาด โต้ตอบไปอย่างลุแก่อารมณ์บ่อยๆ ได้เช่นกัน.........มิใช่หรือ?







------------------------------------------------------------------
http://www.thaingo.org/webboard/view.php?id=9510

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 23/02/2005 11:52 AM


�����Դ��繷��: 64


quote:
..........................ดีใจจังมีคนติดตามผลงานของผม แต่บางทีกว่าจะเข้าใจว่าที่น้องน้ำตาลโพสมามีจุดประสงค์อะไร มันก็ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจมากพอสมควร อย่างว่าแหละครับผมเรียนมาน้อยสติปัญญาคงด้อยกว่าคนที่ชาติตระกูลดีเรียนจบสูงๆไม่ได้ แถมยังไม่ละเอียดรอบคอบ ไม่ได้ตรวจคำตอบทุกครั้งก่อนส่งการบ้าน สายตาก็ไม่ค่อยจะดีแล้ว แต่ใครเล่าจะใจดีเท่าน้องน้ำตาลที่หมั่นตรวจเช็คและให้กำลังใจผมเสมอมา ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงนะครับน้องน้ำตาล..........................

โดย : cooler เมื่อ : 24/02/2005 09:00 AM






๏ ๏ ๏ ต่างคน .......... ต่างความคิด
หลายหลากจิต .......... ในกมล
แต่หนึ่ง .......... นั้น คงทน
มิตรภาพ .......... ตราบเท่านาน ...ฯลฯ



โชคดีนะคะ








------------------------------------------------------------------
http://www.thaingo.org/webboard/view.php?id=9510

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 24/02/2005 05:37 PM


�����Դ��繷��: 65


นักวิชาการยำ..........แม้ว..........ขาโจ๋ทางการเมือง
โดย ..... ผู้จัดการรายวัน 23 กุมภาพันธ์ 2548 22:30 น.


นักวิชาการขาประจำยก..........ทักษิณ..........เป็น ..........ขาโจ๋ ..........ในทางการเมือง-อารมณ์-ความคิด-นโยบาย ย้ำการแบ่งโซนสีดับไฟใต้ ขัดหลักสิทธิมนุษยชน ส่งผลให้ต่างชาติมองเป็นนโยบายร้ายแรง ..........แบ่งแยกพันธุ์..........ตกเป็นจุดอ่อน เป็นข้ออ้างของการเข้ามาแทรกแซง เตรียมเสนองานวิจัยยุคทักษิณครองเมือง

ขาประจำยกทักษิณขาโจ๋ทางการเมือง

นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์คณะสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกแถลงการณ์วิจารณ์ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ดังกล่าว ถือเป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ ดังนั้นควรทำให้เป็นกระบวนการ สร้างนโยบายสาธารณะร่วมกันในสังคมมากกว่าการตัดสินใจคนเดียว

..........ชัยชนะของพรรคไทยรักไทยต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่งผลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีอำนาจและความชอบธรรมอย่างมากที่จะแก้ปัญหาและทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กับการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองเชิงโครงสร้างในลักษณะยั่งยืนถาวรได้มาก เวลานี้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีลักษณะเป็น..........ขาโจ๋ทางการเมือง..........กล่าวคือเป็นขาโจ๋ทั้งอารมณ์ที่ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราดง่าย เป็นขาโจ๋ทางความคิด และเป็นขาโจ๋ทางนโยบาย คือคิดไวทำไวเกินไป ตั้งนโยบายใหม่ทุกวันจึงขาดความ รอบคอบรัดกุมและบ่อยครั้งขัดหลักการใหญ่ที่ยอมรับกันทั่วโลก..........

..........อย่างกรณีการดำเนินนโยบายแบ่งพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้เป็น 3 สี ก็เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่เพราะผิดหลักการความเท่าเทียมกันของพลเมืองไทยภายใต้ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ขัดหลักสิทธิมนุษยชน และที่จะมีผลเสียหายร้ายแรงก็คือ รัฐบาล เป็นฝ่ายแยกเราแยกเขา กดเหยียดทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม แทนที่จะเคารพส่งเสริม ความเข้าใจซึ่งกันและกัน ท้ายสุดจะเป็นเหตุให้ต่างประเทศมองเป็นนโยบายแบ่งแยก ชาติพันธุ์เพื่อกวาดล้างทำลาย genocide หรือ ethnic cleansing ซึ่งถือเป็น นโยบายที่ร้ายแรงมาก และจะถือสิทธิเข้าแทรกแซงได้ ดังเช่นที่เกิดในโซมาเลีย บอสเนีย รวันดา เป็นต้น..........

..........แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นขาโจ๋ ติดนิสัยซีอีโอที่มักแก้ปัญหา โดยเงินและอำนาจ แต่ก็มีลักษณะที่ดีของซีอีโอ คือยืดหยุ่นตามสถานการณ์ได้ เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะยอมถอยนโยบายนี้ในที่สุด และควรใช้นโยบายการทำความดี ให้สิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์เพื่อเอาชนะจิตใจชาวบ้าน มุสลิม-มลายู เพราะทุกศาสนา เชื่อในความดีอยู่แล้ว ส่วนมาตรการหาข่าว ปราบปราม ป้องกัน ก็ดำเนินไปตาม สถานการณ์ได้ ถ้าถอยนโยบายในวันนี้ คือวันมาฆบูชา ได้ก็จะถือเป็นเรื่องดี..........

เสนองานวิจัยยุคทักษิณครองเมือง

..........ชัยชนะท่วมท้นของพรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ไม่เพียงสะท้อนความนิยมในนโยบายของพรรคไทยรักไทยและตัว พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ยังบ่งชี้ว่า การเมืองไทยได้ก้าวสู่ยุคใหม่ ซึ่งสังคมจำเป็นต้องวิเคราะห์ทำความ เข้าใจอย่างถ่องแท้ ขณะเดียวกันสังคม วัฒนธรรมไทยก็ผ่านการเปลี่ยนแปลงมามากจะส่งผลสะเทือน รวมทั้งรับผลสะเทือนจากการเมืองระบบเผด็จการอำนาจของทักษิณ จนอาจถือเป็นจุดเปลี่ยนแปลงสู่ยุคใหม่ของสังคม วัฒนธรรมเช่นกัน ซึ่งรัฐบาล ฝ่ายค้าน และประชาชนทั่วไปควรทำความเข้าใจด้วยเช่นกัน..........

ทีมเฉพาะกิจอย่าไปใช้อำนาจต่อรอง

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลจะขอเปิดประชุมร่วมกันของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

..........ว่า เป็นเรื่องดีหากรัฐบาลเห็นว่าจำเป็นต้องฟังความเห็นจากคนอื่น แต่หากรัฐบาล เห็นว่ามีข้อมูลดีกว่าคนอื่นแล้วก็ไม่ต้องฟัง ซึ่งต้องรอดูว่ารัฐบาลประสงค์ที่จะฟังเพื่ออะไร ขณะนี้รัฐสภาก็ยังไม่เปิดสมัยประชุม ถึงเวลานั้นแล้วรัฐบาลจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ยังไม่ทราบ..........

..........ส่วนการที่รัฐบาลจัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจ จำนวน 25 คน ลงพื้นที่นั้น นายชวน กล่าวว่า ไม่ทราบว่าไปทำอะไร คงไม่ได้ส่งไปดูข้อมูล แต่คงไปทำตามนโยบายของรัฐบาล เพราะหากไปดูข้อมูลรัฐมนตรีคงไม่มีเวลาไปสืบข้อมูลคงอาศัยเจ้าหน้าที่ประจำมารายงาน..........

..........อย่างไรก็ตาม อย่าทำอะไรที่ขัด หรือฝืนต่อแนวความคิดหลัก เช่น อย่าทำเหนือกฎหมาย ที่ก่อให้เกิดความเจ็บแค้นเหมือนที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี กล่าวไว้ ชัดทุกเรื่อง และอย่าไปต่อรอง มีข่าวว่ามีการต่อรองให้ผู้ต้องหารับสารภาพ แล้วจะให้ศาลพิพากษารอลงอาญา อย่างนี้เป็นการไม่เคารพกระบวนการ ล่วงล้ำอำนาจ ศาล ดังนั้น ต้องคิดให้ยาว อย่าคิดสั้น เพราะจะก่อให้เกิดปัญหาระยะยาว..........

ต้องคืนความยุติธรรมให้คน3จว.ใต้

น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ
อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และอดีต รมว.ต่างประเทศ
ชี้ กลุ่มก่อการร้ายจากนอกประเทศได้เข้ามาปฏิบัติการแล้ว
ด้านรองปธ.อิสลามกลาง ฟันธง ....แม้ว..... ไม่เข้าใจคนมุสลิม การแก้ปัญหาสำเร็จยาก

..........กล่าวถึงกรณีที่นายกฯจะส่งทีมเฉพาะกิจ 25 คน ลงไปรับฟังปัญหา ว่า 4 ปีที่ผ่าน ตนไม่เห็นรัฐมนตรีคนใดมีบทบาทในการที่จะไปทำอะไร หรือ เสนอแนะอะไรในภาคใต้ เห็นแต่นายกรัฐมนตรีดำเนินการอยู่คนเดียว ดังนั้นเห็นว่าการส่งรัฐมนตรีลงไปพื้นที่ ก็เป็นเพียงการสร้างภาพเท่านั้น..........

..........ความจริงปัญหาทั้งหลายทั้งปวง อยู่ที่คนๆ เดียวขณะนี้ ต้องแก้ที่คนๆ นี้เท่านั้น คนนั้นแหละใช่เลย มีคน ๆ เดียวที่เป็นตัวปัญหา และการจะแบ่งโซนหมู่บ้าน 3 สี ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา มีแต่จะขยายปัญหาให้มากออกไปอีก เพราะเท่ากับแบ่งแยกประชาชน และผมรู้สึกว่าแนวคิดที่ว่าแบ่งโซนแบ่งสีอะไรต่าง ๆ ในที่สุดผมก็หาผู้แบ่งแยกดินแดนตัวจริงได้แล้ว คนนี้แหละ ทำให้เกิดการแบ่งแยก..........

..........อยากถามว่าไปแบ่งเขาทำไม และเรื่องของความมั่นคงนั้น ผมอยากจะขอร้องว่า ขอให้พูดน้อยๆ หรือไม่พูดเลย ภาคใต้ไม่มีอะไรมาก คนภาคใต้ไม่มีอะไรมาก ขอให้ความยุติธรรมกับเขา คืนความไม่ยุติธรรมกับเขา ที่เขาได้รับผลมาจากความไม่ยุติธรรมทั้งหลายจากอำนาจรัฐ จากการกลั่นแกล้งก็ดี จากการฆ่าตายก็ดี หรือจากการประพฤติปฏิบัติ แม้กระทั่งที่กำลังแบ่งแยกออกไปอีก ผมว่าต้องเลิก แล้วคืนความยุติธรรมให้กับเขา ให้ความจริงใจกับเขา แล้วเขาจะจริงใจกับเรา ไม่ใช่เรื่องของเงิน ไม่ใช่เรื่องของโจรผู้ร้าย แต่เป็นเรื่องของจิตใจ จิตวิญญาณของคน..........

กลุ่มก่อการร้ายจากภายนอกเข้ามาแล้ว

..........ส่วนกรณีที่นายกฯระบุว่าการแบ่งโซนดังกล่าวจะเป็นการแยกคนที่ไม่ดีออกจากคนดี โดยให้ชาวบ้านในพื้นที่ช่วยเป็นหูเป็นตาให้นั้น น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น และเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ถูกจุด เพราะทุกวันนี้รัฐบาลยังไม่รู้เลยว่ารบกับใคร ซึ่งตนอยากถามว่า รัฐบาลทราบหรือไม่ว่า..........

..........ขณะนี้กำลังต่อสู้กับใคร อยู่ที่ไหนก็ยังไม่รู้ แล้วกลับไปเหมารวมหมู่บ้าน 358 หมู่บ้านใน จ.นราธิวาส เป็นหมู่บ้านสีแดง ซึ่งเท่ากับไปปรักปรำประชาชน ทั้งๆ ที่ชาวบ้านต้องการความร่วมมือ และต้องการความคุ้มครองปลอดภัย แต่กลับผลักชาวบ้านออกไปว่า ไม่ใช่พวกตัวเอง แล้วไม่ช่วยเหลือด้านงบประมาณ ซึ่งความคิดนี้ถือเป็นอันตราย และจะยิ่งทำให้ปัญหาบานปลาย เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบคือชาวบ้าน ซึ่งอาจจะมีปฏิกิริยาอะไรตามมา..........

..........ขณะเดียวกันปัญหาการก่อการร้ายไม่ได้มีเฉพาะในประเทศไทย แต่มีในประเทศกลุ่มอิสลามทั่วโลก ดังนั้นจะต้องระวังให้ดี เพราะจะกลายเป็นเงื่อนไขทางสังคมที่สำคัญ ที่จะทำให้การหนุนช่วยของพวกกระบวนการก่อการร้ายกลุ่มต่าง ๆ เข้ามาดำเนินการได้สะดวกมากขึ้น..........

..........และในฐานะที่ตนเคยทำงานข่าวกรองมาก่อน อยากจะชี้ให้เห็นว่า การที่ปฏิเสธว่า ไม่มีผู้ก่อการร้ายจากภายนอกเข้ามานั้น ถือเป็นความพยายามที่จะปฏิเสธข้อเท็จจริง และไม่ยืนอยู่บนความเป็นจริง ซึ่งการแก้ไขปัญหาโดยไม่ยืนอยู่บนความเป็นจริง จะทำให้ปัญหานั้นขยายตัวออกไป..........



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 25/02/2005 08:29 AM


�����Դ��繷��: 66


จักรภพ สวน ธีรยุทธ เอาแต่วิจารณ์-ไม่รับคำเชิญรัฐบาล
โดย ..... ผู้จัดการออนไลน์ 24 กุมภาพันธ์ 2548 20:48 น.


จักรภพ .......... ยืนยันรัฐบาลยังไม่ได้ดำเนินการ ..........แบ่งโซนใต้.......... ย้อน ..........ธีรยุทธ.......... เอาแต่วิพากษ์โดยไม่รับคำเชิญจากรัฐบาล เตือน..........นักวิชาการ.......... วิจารณ์มากทำประเทศชาติเสียหาย เผยยินดีรับฟังทุกกลุ่ม-พร้อมต่อท่อถึง ..........นายกฯ..........

นายจักรภพ เพ็ญแข โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
กล่าวถึง การวิพากษ์นโยบายแบ่งโซนของบรรดานักวิชาการว่า

..........ที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากเกี่ยวกับการแบ่งโซน วันนี้รัฐบาลขอยืนยันว่าเรื่องการแบ่งโซนนั้นเป็นเพียงแนวความคิด และยังไม่ใช่การดำเนินนโยบายแต่อย่างใดทั้งสิ้น เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการ เตรียมการ หรือการสั่งการใดๆ ที่จะนำไปสู่การแบ่งโซนใน 3 จว.ชายแดนภาคใต้..........

..........แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์อาจจะเกินเลยไปหน่อยทำให้รู้สึกว่าได้ดำเนินการไปแล้วซึ่งไม่เป็นความจริง จึงขอให้ระมัดระวังด้วย และรัฐบาลยืนยันว่าการทำงานทุกอย่างจะทำบนหลักการของเอกภาพ และความสามัคคีในหมู่คนไทยทุกคน ดังนั้น อะไรก็ตามที่จะนำไปสู่การแบ่งแยก ไม่ว่าจะเป็นประชาชน หรือเรื่องในพื้นที่ ไม่ใช่นโยบายของรัฐบาล..........

..........อยากขอร้องให้ผู้ที่วิจารณ์ช่วยกรุณาระมัดระวังให้กับประเทศชาติด้วย เพราะหลายกรณีที่ผ่านมา ปรากฏว่าเรื่องภายในประเทศได้ถูกโยงไปเป็นเรื่องระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เป็นความจริงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน 3 จว.ชายแดนภาคใต้ ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์ถือเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ และรัฐบาลก็รับฟัง รวมถึงการรอที่จะรับฟังการประชุมร่วม 2 สภาในเดือนมีนาคมนี้ด้วย..........

..........เพียงแต่ขอร้องว่าให้มีความระมัดระวัง และค้นข้อเท็จจริงให้มากที่สุดก่อนวิจารณ์ ส่วนนักวิชาการบางท่าน เช่น นายธีรยุทธ บุญมี นั้น รัฐบาลได้เชิญหลายครั้งแล้วว่าให้มาร่วมประชุม และมาให้ข้อมูลเพื่อที่จะนำเอาภูมิปัญญาของนักวิชาการอย่างนายธีรยุทธมาแก้ปัญหา แต่ไม่เคยรับคำเชิญจากรัฐบาลสักครั้งเดียว..........

..........ดังนั้น หากการวิจารณ์ครั้งล่าสุดนี้นายธีรยุทธคิดว่ามีประโยชน์ที่จะพูดกับฝ่ายรัฐบาลโดยตรงก็ขอให้ประสานมาที่ตัวผมได้เลย ผมจะจัดสถานที่ให้อย่างเต็มที่ และจะเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มาคุยเพื่อรับฟังด้วย นี่เป็นสิ่งที่จะช่วยประเทศชาติอย่างได้ผล..........

เมื่อถามว่า รัฐบาลจะทบทวนแนวคิดนี้หรือไม่

นายจักรภพ กล่าวว่า ยุทธวิธีการแก้ปัญหา 3 จว.ชายแดนภาคใต้มีการทบทวนโดยตลอด เพียงแต่ว่ารัฐบาลบอกบ้างไม่บอกบ้าง ซึ่งขอให้ประชาชนแน่ใจว่ารัฐบาลไม่เคยดื้อดึง ถ้าเรื่องอะไรก็ตามที่เป็นแนวคิด และคนยังไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าจะเป็นผลเสียมากกว่าผลได้ รัฐบาลก็พร้อมทบทวนทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องนี้

..........และการที่นายกฯ ขอให้ประชุมร่วม 2 สภานั้นก็เป็นการแสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าเป็นการให้ผู้แทนปวงชนชาวไทยมีส่วนร่วมในการมองปัญหาระยะยาวของภาคใต้ และนำมาผสมผสานกับสิ่งที่เรียกว่ายินดีที่จะรับฟังทุกกลุ่ม ไม่จำเป็นต้องรอประชุมก็ได้ กลุ่มไหนอยากพบ หรืออยากแสดงความเห็นก็เสนอเข้ามา โดยจะประสานได้ตั้งแต่เลขาธิการ รองเลขาธิการนายกฯ ก็ยินดีเป็นตัวประสานแล้วต่อท่อไปถึงนายกฯ..........

ส่วนข้อเสนอมาจากการประชุมร่วม 2 สภา
จะสามารถนำไปปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน

นายจักรภพ กล่าวว่า นโยบายรัฐบาลปัจจุบันเกี่ยวกับ 3 จว.ชายแดนภาคใต้มาจากประชาชน จากจดหมายน้อยที่ยื่นให้นายกฯ หรือจากการพูดคุย ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าการพูดนั้นจะมีน้ำหนัก หรือใครเป็นคนพูด แต่อยู่ที่ว่าหากเป็นแนวคิดที่ดี และถูกต้อง รัฐบาลพร้อมจะรับฟังทั้งสิ้น อย่าว่าแต่ที่ประชุมร่วม 2 สภาเลย ใครพูด หรือเขียนอะไร รัฐบาลก็ฟัง และดึงมาใช้ เพียงแต่ว่าจะบอกหรือไม่เท่านั้นเอง



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 25/02/2005 10:42 AM


�����Դ��繷��: 67


สมัคร ด่าเรียงหัว...ขาประจำ-ชวน-ประสงค์...วิพากษ์นายกฯ
โดย ..... ผู้จัดการออนไลน์ 24 กุมภาพันธ์ 2548 20:48 น.


สมัคร..........สวมบทองครักษ์พิทักษ์ ..........ทักษิณ.......... ยึดจอตู้ด่ากราด..........ขาประจำ.......... อยากดัง ซัด ..........ธีรยุทธ.......... คนบริสุทธิ์ตายเกลื่อนยังมีหน้าร้องหา ..........สันติวิธี.......... ตอก..........ชวน.......... ว่าแต่ ทรท. สมัย ปชป.ก็แก้ปัญหาไม่ได้ ถาม..........ประสงค์.......... ขู่คนใต้เป็นตัวแทนโจรหรือเปล่า

วันนี้ (24 ก.พ.) นายสมัคร สุนทรเวช อดีตหัวหน้าพรรคประชากรไทย และอดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวตอบโต้นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผ่านรายการ ..........มองรอบด้าน ททบ.5..........

..........ที่ นายธีรยุทธ เสนอให้ใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหาภาคใต้นั้น แค่ต้องการเป็นคนดังเท่านั้นเอง หน้าที่รับผิดชอบก็ไม่มี และไม่เคยรู้เลยว่าคนที่ปฎิบัติหน้าที่ในพื้นที่เขาทำกันอย่างไร มีแต่แนะนำให้สันติโน่น สันตินี่ รู้หรือไม่ว่าตลอดเดือน ม.ค.คนบริสุทธิ์ ตายไป 37 บาดเจ็บ 139 คน ไม่รวมเดือนอื่น ถามว่าเราเคยยิงคนร้ายตายในที่เกิดเหตุบ้างหรือยัง จับมันได้สักคนหรือยัง พอคนบริสุทธิ์ตายนักวิชาการก็หุบปากหมด..........

ส่วนที่ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่าการแบ่งโซนเพื่อจัดงบประมาณในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำนั้น นายสมัคร กล่าวว่า

..........ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เวลามีการปิดถนนประท้วงเรื่องราคายางคุณชวนก็เอาเงินไปให้ปิดปาก วันละ 500 ล้านบาท ถามว่าพืชพันธุ์อื่นไม่เคยได้จะเป็นการเหลื่อมล้ำหรือไม่ให้แต่ยาง คุณชวนเคยมีหน้าที่รับผิดชอบบริหารบ้านเมือง 3 ปี ทำไมไม่แก้ปัญหาเผาโรงเรียนกันทีละ 36 โรง ปล่อยให้มันจางหายไปอย่างนั้น..........

ส่วน น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

..........ที่บอกว่าความรุนแรงในภาคใต้มีต่างชาติเกี่ยวข้องนั้น ถามว่าคุณประสงค์มีหน้าที่อะไรถึงออกมายุยงส่งเสริม เป็นตัวแทนของกลุ่มก่อการร้ายหรือไม่ ที่ออกมาขู่คนไทยเหมือนว่าคนไทยทั้งประเทศมุดหัวอยู่ในบ้าน ไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย เรื่องนี้คนรู้กันทั้งโลก แต่คุณประสงค์มาขู่คนไทย ถามว่าคุณประสงค์เป็นคนไทยหรือไม่..........


>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 25/02/2005 11:41 AM


�����Դ��繷��: 69


แม้วกาสีแดงห้องสมุดมธ. ฉุน.....ธีรยุทธ.....ใช้ซุ่มวิจารณ์
โดย ผู้จัดกวน 25 กุมภาพันธ์ 2548 08:06 น.


แฟชั่นกาพื้นที่สีแดงในเขตอันตรายสไตล์นายกฯแม้วลามระบาดเข้าถึงเมืองกรุงแล้ว สั่งเฉียบให้ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเขต .....แดงเถือก..... กร้าวอาจถึงขั้นสั่งเคอร์ฟิวส์และส่งหน่วยคอมมานโดตรึงทุกอาณาบริเวณ

พ.ต.ท.ทักษิณ นายกรัฐมนตรี
กล่าวที่ทำเนียบวานนี้ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวอีกครั้งหนึ่ง ว่า

...............เขาจำเป็นต้องมอบภาระหน้าที่ และ การตัดสินใจในการจะแบ่งโซล หรือแยกสีในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้กับสภาผู้แทนราษฏรนำไปลงมติตัดสินใจ และขอยืนยันด้วยเกียรติของอาเสี่ยที่กลายมาเป็นผู้บริหารประเทศ ว่าเรื่องดังกล่าวเขาไม่ได้โยนเผือกร้อนไปให้สภาอย่างที่หนังสือพิมพ์ฝักใฝ่ฝ่ายค้านอย่างน้อย 2 ฉบับประโคมข่าว แต่เป็นเพราะตัวเขาเองมีภาระหน้าที่ในการกาสีแดงในพื้นที่อื่นที่สำคัญและจำเป็นมากกว่าต่างหาก...............

...............เรื่องชายแดนภาตใต้ 3 จังหวัดอะไรนั่นให้สภาดูแลกันไป พูดก็พูดเถอะครับที่ยะลา ปัตตานี นราธิวาสมันไกลตัวผมมาก แต่ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นี่สิ อยู่ใกล้แค่ปลายจมูกผมนี่เอง มีนักวิชาการอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 3-4 คน กำลังปฏิบัติการในเชิงรุกแบบกองโจรโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ผมและครม.ชุดใหม่...............

...............หัวหน้าใหญ่เคยเป็นผู้นำนักศึกษา จากนั้นได้ทุนของต่างชาติไปเรียนกลยุทธ์หลักสูตรพิเศษ จบออกมาแฝงตัวเข้าไปเป็นอาจารย์อยู่ในนั้น นั่นคือหน้าฉาก แต่หลังฉากเจ้าหมอนี้ วันทั้งวันไม่ทำอะไร ใส่เสื้อกั๊ก ขลุกอยู่แต่ในห้องสมุด แทนที่จะไปเข้าวินขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างอย่างที่ชาวบ้านทำ เพราะเสื้อกั๊กที่วินมอเตอร์ไซค์จำเป็นต้องมีใส่ได้ยินมาว่าตัวหนึ่งราคาไม่ใช่ถูกๆ...............

...............นี่แสดงให้เห็นว่าไอ้เจ้าหมอนี้มีนายทุนทั้งจากต่างชาติ จากประเทศเพื่อนบ้าน และองค์การลับให้การสนับสนุนเพื่อลบล้างรัฐบาลที่ผมเป็นผู้นำอยู่ โดยใช้ห้องสมุดธรรมศาสตร์เป็นแหล่งบัญชาการใหญ่ ผมจึงจำเป็นต้องตัดสินใจกาพื้นที่สีแดงนับจากวันนี้เป็นต้นไป...............

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการนำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมสถานการณ์หรือไม่
พ.ต.ท.ทักษิณตอบเสียงเกรี้ยวกราด ว่าจำเป็นอย่างยิ่ง

...............โดยในตอนนี้กำลังประสานงานกับคอมมานโดให้นำกำลังพร้อมตระกร้อสำหรับครอบปากนักก่อการไม่สงบในคราบอาจารย์ไว้ครบทั่วทุกตัวคนแล้ว รวมทั้งจะงดให้การสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ หรือให้การช่วยเหลือในด้านอื่นๆ เพราะต้องการกดดันให้พื้นที่ดังกล่าวกลับมาอยู่ในสภาพเดิม กล่าวคือให้เป็นสถานที่อ่านหนังสือ มากกว่าจะเป็นศูนย์บัญชาการทำลายล้างรัฐบาล...............

...............ห้องสมุดธรรมศาสตร์เป็นพื้นที่สีแดงที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ รัฐบาลของผมในอีก 4 ปีข้างหน้าจะมีเสถียรภาพมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้านชายแดนห้องสมุดธรรมศาสตร์เป็นสำคัญ ดังนั้นผมจึงอาจต้องสั่งให้มีเคอร์ฟิวส์ด้วยซ้ำ กำลังหารือกับนายกรัฐมนเอก ทั่นคุณหญิงอ้อ และนายกรัฐมนโทอุ๊งอิ๊งอยู่...............


>>> คลิกอ่านเรื่องโจ๊กๆ กวนๆ เพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ :-)

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 25/02/2005 12:14 PM


�����Դ��繷��: 70


quote:
คุณน้ำตาลคิดอะไรอยู่ ดูถูกคน...น้อยๆ...ที่ประท้วงเอเปกทำไม?

โดย : เสี้ยม