| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- แก้ไขข้อมูลสมาชิก | เข้าระบบผู้ดูแล | ตั้งกระทู้ใหม่ -



สยาม - ไทย ???

สยาม’ – ‘ไทย’ ความหมายที่แตกต่าง
โดย คำนูณ สิทธิสมาน 28 มิถุนายน 2547 18:45 น.

จู่ ๆ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีคนเสนอแนวคิดให้เปลี่ยนชื่อประเทศของเรา จาก “ไทย” กลับไปเป็น “สยาม” ตามเดิม

คุณสุพจน์ ด่านตระกูล และท่านอาจารย์เสน่ห์ จามริก

จอมพลป. พิบูลสงคราม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรก ปี 2481-2487 เป็นผู้ริเริ่มเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” มาเป็น “ไทย” จากแนวคิดชาตินิยม โดยมีจุดมุ่งหมายจะปรับปรุงประเทศให้เจริญทัดเทียมอารยประเทศในตะวันตก อเมริกา และญี่ปุ่น จึงต้องกระตุ้นความรู้สึกชาตินิยมให้มีความรู้สึกรักชาติ เสียสละ และสามัคคี

ความหมายที่สร้างขึ้นมาเมื่อปี 2482 คือเชื้อชาติของคนเผ่าไทยที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งในบริเวณตอนใต้ของจีน แหลมอินโดจีน ตอนเหนือของอินเดียและพม่า เป็นสัญลักษณ์ความยิ่งใหญ่ของคนเชื้อชาติไทย ซึ่งถ้ารวมตัวกันได้เมื่อไรก็จะยิ่งใหญ่ทัดเทียมมหาอำนาจอื่นได้

การเปลี่ยนชื่อประเทศเมื่อมีความสัมพันธ์อย่างแยกไม่ออกกับการเปิดศึกอินโดจีนเรียกร้องดินแดนกลับคืนจากฝรั่งเศส และการเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นและฝ่ายอักษะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
จากเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านสายตาผม มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งคัดค้านอย่างหนักแน่น

ร.อ.กุหลาบ กาญจนสกุล

อยากให้อ่านความคิดเห็นของท่านผู้ได้ชื่อว่า “ผู้แทนราษฎร” เมื่อ 65 ปีที่แล้ว
.........

วันที่ ... มิถุนายน พ.ศ. 2482

เรียน นายกรัฐมนตรี

ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะคิดเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็น "ประเทศไทย" นั้น ข้าพเจ้าไม่มีความเห็นพ้องด้วยเลย ควรจะให้คงไว้เป็นประเทศสยามเหมาะกว่า เหตุผลมีดังต่อไปนี้

1. คำว่าประเทศสยามจะมาอย่างไร เกิดขึ้นครั้งไหนนั้น ข้าพเจ้าไม่มีความรู้ แต่ทุก ๆ คนยอมรับว่า คำว่าประเทศสยามเรียกกันมานมนาน และนักศึกษาทุก ๆ คนย่อมทราบว่าเผ่าพันธุ์ของคนที่อาศัยอยู่ในประเทศสยามตั้งแต่สมัยโบราณและมาจนบัดนี้มีหลายเผ่าพันธุ์ และอาณาเขตประเทศสยามก็เคยลดและขยายออกไปตามกาลสมัย เผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศสยามครั้งโบราณที่สำคัญก็คือไทย ลาว เขมร แขก และทุกชาติก็เป็นเอกราช แต่เมื่อรบราฆ่าฟันขับเคี่ยวกันมาไทยจึงเป็นผู้รวบรวมเอาลาว เอาเขมร เอาแขก มาขึ้นอยู่กับไทยบางส่วน และแถมมีมอญ มีญวน เชลยมาอยู่ในประเทศสยามก็มาก ดังนั้นลาวก็ดี เขมรก็ดี แขกก็ดี มอญญวนก็ดี ต่างก็รู้สึกของตนเองว่าตนเป็นชาติอะไร ไม่ผิดกับคนไทยที่รู้สึกตามว่าตนเป็นคนไทย ลาวก็ย่อมรู้สึกว่าเขาเป็นลาว แขกก็รู้สึกตนว่าเขาเป็นแขกมาแต่กำเนิด ความรู้สึกในชาติกำเนิดนี้ย่อมฝังแน่นอยู่ในตัวเราทุก ๆ เผ่าพันธุ์ จะให้เขาเข้าใจนึกคิดว่าเขาเป็นคนไทยนั้นเป็นสิ่งที่ฝืนความรู้สึก เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ข้าพเจ้าคิดว่ามีวิธีเดียวที่จะเปลี่ยนลาว เขมร แขก มอญ ให้เป็นไทยได้ทั้งชีวิตจิตใจก็คือ จับผู้ใหญ่ฆ่าเสีย เหลือแต่ลูกเล็กเด็กแดงที่ไม่รู้เดียงสาไว้ แล้วจึงหลอกเขาว่าเขาเป็นไทย

2. ตามเหตุที่กล่าวมาแล้ว จะมีแต่คนที่เกิดมาเป็นคนไทยตั้งแต่คลอดเท่านั้นจึงจะรู้สึกว่าตนเป็นคนไทย ดังนั้นการที่จะเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทย หากเราจะไม่เปลี่ยนโดยใช้อำนาจแล้ว ก็ควรจะฟังความเห็นลาว แขก เขมร มอญ ซึ่งเป็นเพื่อนอยู่ร่วมประเทศดูบ้าง จะได้หยั่งทราบถึงความรู้สึกในใจของเขา ถ้าฟังแต่ความเห็นคนไทยแล้ว ก็ต้องได้รับเสียงตั้งร้อยเปอร์เซนต์ว่าเปลี่ยนเป็นประเทศไทยดี ทีนี้เรามาคิดกันดูว่าการที่เปลี่ยนเป็นประเทศไทยนั้นผลได้และผลเสียอย่างไหนจะมากกว่ากัน เราไม่ควรคิดถึงประวัติศาสตร์ท่านวรรณฯ หรือหลวงวิจิตรฯ กันให้มากไป จะทำให้คิดลำเอียงไปในทางเปลี่ยนดี

ที่คณะรัฐบาลได้เปลี่ยนเรียกชื่อชนชาวสยามเป็นไทยเหมือนกันหมด คือไทยภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอิสาน ภาคใต้ และไทยอิสลามนั้น ก็เพื่อจะให้เผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ที่เคยเป็นเมืองขึ้นของไทย คิดว่าตนเป็นไทย ไม่ใช่เชลยอย่างแต่ก่อน แต่นั่นได้ผลเต็มตามความประสงค์ของรัฐบาลแล้วหรือ ข้าพเจ้าคิดว่าเปล่าเลย คนที่กำเนิดมาเป็นคนไทยเท่านั้นที่จะไม่รู้สึกอะไร แต่พวกลาว แขก เขมร มอญ ในใจเขาก็คิดว่าเขาเป็นลาว เป็นแขก เป็นมอญอยู่นั่นเอง จะให้จิตใจเขาคิดว่าเขาเป็นไทยตามที่รัฐบาลเกณฑ์ให้ไปนั้น ย่อมไม่ได้ เพราะความจริงมันไม่เป็นเช่นนั้น จะฝืนให้คนรู้สึกในสิ่งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่จริงเป็นจริงได้อย่างไร ลองคิดกลับมาดูว่าจะเหมาให้ไทยเป็นแขกก็ย่อมจะรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ นั่นข้าพเจ้าคิดว่ารัฐบาลคณะราษฎรของเราผิดหวังไปอย่างหนึ่ง คือลาวก็ดี แขกก็ดี ก็คิดว่าเป็นเมืองขึ้นหรือชาติเชลยของไทยอยู่ ถ้าเรียกเขาว่าเป็นชาวสยามตามรัฐธรรมนูญแล้ว ก็จะหายจากความน้อยเนื้อต่ำใจไปได้ โดยที่ต่างก็จะได้คิดว่าเมื่อรัฐธรรมนูญได้ให้สิทธิเสรีภาพเท่ากันแล้ว เราก็ควรจะเป็นชาติเดียวกัน ไม่ใช่ชาติไทย ลาว แขก เป็นชาวสยามด้วยกัน การที่จะคิดว่าเป็นนายเป็นทาสก็จะได้สูญสิ้นไป ลาวหรือแขกที่ยังคงเป็นขี้ข้าเขาอยู่ก็อาจอยากมาเป็นชาวสยามผู้มีเกียรติกับเราด้วย ที่รัฐบาลคิดเปลี่ยนเป็นไทยหมดเพื่อมิให้ใครคิดน้อยเนื้อต่ำใจกันจะได้สามัคคีกลมเกลียวกันนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่ารัฐบาลคิดจะรวมน้ำใจคนโดยวิธีนั้นไม่ได้ตามที่กล่าวแล้ว

3. เมื่อการคิดรวมน้ำใจคนให้เป็นไทยหมดไม่ได้ผลดังข้าพเจ้ากล่าวแล้ว แล้วจะคิดมาเปลี่ยนนามประเทศอีก ยิ่งจะไปกันใหญ่ ขอให้เราหันไปมองดูตัวอย่างเยอรมันอีกครั้งหนึ่ง ในสมัยที่บิสมาร์กจะรวมเยอรมันนั้น ชาติปรุสเซียนหรือประเทศปรุสเซียมีอำนาจมาก จึงได้ใช้อำนาจรวมเอาประเทศราชมีบาวาเรีย แซกซอนนี่ วีรเตมเบิก ฯลฯ เข้ามาเป็นประเทศเดียว ถ้าจะคิดก็คือประเทศราชเล็ก ๆ เหล่านั้นควรเป็นเมืองขึ้นของปรุสเซีย แต่บิสมาร์กหรือชาวปรุสเซียนมิได้ถือตัวว่าเป็นผู้มีอำนาจหรือชนะ ใครเป็นผู้ชนะ เขาจึงรวมกันได้ทั้งกายทั้งจิตใจ ลองคิดกลับมาดูคนไทยเรา ไทยก็เป็นผู้มีอำนาจ ได้รวบรวมเอาลาว เอาแขก และเอามอญมาเป็นเชลย คล้ายปรุสเซียสมัยโน้น แต่ไทยเราครั้งโบราณมิได้คิดจะรวมน้ำใจคน จึงมิได้เปลี่ยนนามชาติ มาสมัยนี้รัฐบาลมีนโยบายที่จะรวมน้ำใจคนในชาติ แต่รัฐบาลได้ทำพลาดไป คือเปลี่ยนเป็นชาติไทย คนจึงยังคิดว่ามีผู้ชนะมีเชลยกันอยู่ น้ำใจจึงยังกลมเกลียวกันไม่ได้ ถ้าได้คิดเปลี่ยนเรียกเป็นชนชาวสยามจะเหมาะสมกว่า ถ้าเปลี่ยนเป็นประเทศไทย ก็คือคนไทยผู้ชนะเท่านั้นที่ดีใจ แขก มอญ ลาว เขมร ญวน ซึ่งอยู่ในประเทศสยามเวลานี้ ท่าจะมีความรู้สึกคล้าย ๆ ว่าเป็นชาติเชลยของไทยไปชั่วกัลปาวสาน หาเกียรติมิได้ ไม่ผิดกับแขกพวกเดียวกับในมลายู หรือลาวพวกเดียวกับแคว้นลาว

ตามที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วนี้ ก็หวังเพื่อประโยชน์แก่ชาติประเทศในอันที่จะร่วมเป็นร่วมตายกับคนซึ่งมีเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ กันในประเทศสยามของเราด้วยน้ำใสใจจริง ข้าพเจ้าเป็นชาวภาคอีสานผู้หนึ่งรู้สึกไม่พอใจมาตั้งแต่รัฐบาลได้เรียกภาคอีสานว่าไทยภาคอีสานมาแล้วครั้งหนึ่ง คือการที่เรียกเช่นนั้นเป็นการหลอกกันชัด ๆ แต่ภาคอีสานยังใกล้ไทยมาก สำหรับแขกซึ่งรัฐบาลไทยเรียกว่าไทยอิสลามนั้น ไกลกับไทยลิบลับ พวกนั้นเขาก็รู้ว่าถูกหลอกอย่างข้าพเจ้าเป็นแน่ ขอให้นึกถึงความจริงอีกข้อหนึ่งว่า คนในโลกนี้ไม่มีใครอยากได้รับการเหยียดหยาม ชอบมีเกียรติด้วยกันทุกคน ขอให้รัฐบาลได้พิจารณาเรื่องการรวมน้ำใจคนในชาติโดยวิธีตามความเห็นที่ว่าไปเช่นนี้เป็นการดีมาก ขออย่าได้ปรึกษากันเฉพาะคนไทยหรือเฉพาะผู้คล้อยตาม จะไม่ได้รู้ความจริง

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

ร.อ.กุหลาบ กาญจนสกุล
.......

จดหมายส่วนใหญ่ที่มีถึงนายกรัฐมนตรีในช่วงนั้น ส่วนใหญ่จะเห็นด้วย มีไม่เห็นด้วยก็ของร.อ.กุหลาบ กาญจนสกุลที่ผมนำมาลงนี่ และของนายฉอ้อน อำพล

วันนี้ – สถานการณ์ยังคงใกล้เคียงกัน

เพราะนอกจากคุณสุพจน์ ด่านตระกูล และท่านอาจารย์เสน่ห์ จามริก ผมเชื่อว่ายากจะหาใครเห็นพ้องด้วย

บางคนอาจจะเห็นด้วยโดยนัย โดยหลักการ แต่คงไม่มีใครถึงขั้นออกมาร่วมเคลื่อนไหว

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9470000014368

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 2/07/2004 11:25 AM

 
 
ความคิดเห็นที่: 1

หอดำรงฯหนุนเปลี่ยน"ไทย"กลับเป็น"สยาม"

จากกรณีที่มีผู้นำเสนอให้ปรับเปลี่ยนชื่อประเทศจาก "ไทย" กลับไปเป็น "สยาม" เพื่อแก้ไขปัญหาการแบ่งแยกของคนไทยเชื้อสายต่างๆ ที่เป็นปัญหาทางสังคมอยู่ในขณะนี้นั้น เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พิพิธภัณฑ์และหอสมุดสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ออกแถลงสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว โดยเห็นว่าชื่อ "สยาม" มีความเป็นมาในทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน ที่องค์พระมหากษัตริย์ไทยในอดีตทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้ชื่อ "สยาม" ปรากฏเป็นผืนแผ่นดินแห่งความร่มเย็นเป็นสุขและเสมอภาคของชนทุกเชื้อชาติที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารบนผืนพระราชอาณาจักร โดยปราศจากการแยกแยะหรือต่อต้านกลุ่มเผ่าพันธุ์ที่เป็นอื่น ในขณะที่การปรับเปลี่ยนชื่อประเทศจาก "สยาม" เป็น "ไทย" เมื่อปี พ.ศ.2482 เป็นการกระทำของผู้นำไทยในสมัยหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะ "คิดคนเดียวแล้วตัดสินใจคนเดียว" แบบเผด็จการนาซี

"แต่การกลับคืนชื่อไปเป็นประเทศสยามคงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากภายใต้สภาวการณ์ทางรัฐศาสตร์ ทั้งภายในและภายนอกประเทศปัจจุบัน จึงใคร่เสนอให้ร่วมกันรักษาชื่อของสยามควบคู่ไปกับชื่อของประเทศไทย" หอสมุดสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ระบุ

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon.php?s_tag=01p0115300647&show=1&sectionid=0101&day=2004/06/30

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 2/07/2004 11:26 AM


ความคิดเห็นที่: 2

เกร็ดประวัติศาสตร์ เกมชิงเปลี่ยนชื่อประเทศจาก"สยาม"เป็น"ไทย"

โดย เซี่ยงเส้าหลง 29 มิถุนายน 2547 02:15 น.

จอมพลป.พิบูลสงคราม(ซ้าย) ผู้เสนอเปลี่ยนชื่อประเทศจาก"สยาม"เป็น"ไทย"เมื่อ 65 ปีก่อน และพล.ร.ต.หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้คัดค้าน

•• เป็นนิมิตหมายอันดีที่มีผู้เสนอให้ เปลี่ยนชื่อประเทศ จาก ไทย กลับไปเป็น สยามนอกเหนือจาก สุพจน์ ด่านตระกูล ในการเสวนาเมื่อ วันที่ 24 มิถุนายน 2547 ภายใต้หัวข้อ หนทางสู่สันติสุขยั่งยืนในชายแดนภาคใต้ – และแนวความคิดปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับ อัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง, จรัล ดิษฐาอภิชัย และ สันติสุข โสภณสิริ แล้วยังมี เสน่ห์ จามริก ในฐานะ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสนอออกมาเมื่อ วันที่ 27 มิถุนายน 2547 ในงานเสวนาหัวข้อ คนไร้รัฐและคนไร้สัญชาติในประเทศไทย – คืออะไร, แก้ไขอย่างไรดี ร่วมกับบรรดา คนไทยไร้สัญชาติ, อดีตคนไทยไร้สัญชาติ อาทิ น้ำค้าง แซ่ตั้ง,อาภารัตน์ แซ่หวู, สสิธร วรรัตน์ และ ฯลฯ แม้หัวข้อจะแตกต่างแต่จุดยืนและแนวคิดตรงกัน “...คำว่าประเทศไทยนั้น ได้ปฏิเสธความแตกต่างของคนในชาติและสร้างปัญหาต่าง ๆ ตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่เกิดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนนี้ -- ผมเสนอว่าควรคิดกันใหม่ระหว่างคำว่าไทยกับสยาม มีความจำเป็นที่เราต้องทบทวนความเป็นชาติ เพราะคำว่าไทยทำให้เกิดความรู้สึกชาตินิยมและกลายเป็นปัญหา ผมอยากเรียกร้องให้เปลี่ยนชื่อจากคำว่าไทยเป็นสยาม เพราะดินแดนของเรามีความหลากหลาย คำว่าไทและคำว่าไทยมีความแตกต่างกัน.” นี่คือวาทะของ เสน่ห์ จามริก ที่น่าจะจุดชนวน วิวาทะทางปัญญา อีกครั้งหลังชื่อ ประเทศไทย มีอายุครบ 65 ปีเต็ม ก็อย่างที่ “เซี่ยงเส้าหลง” กล่าวโดยย่นย่อไปเมื่อวานนี้แหละว่าคงจะหวังกันได้ยากถึง ผลโดยตรง แต่ที่จะเป็นคุณูปการอย่างยิ่งคือ ผลข้างเคียง ที่จะทำให้หวนระลึกถึง ที่มาอันไม่ไม่ถูกต้องของแนวคิดเปลี่ยนชื่อประเทศ พูดง่าย ๆ ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่ ชื่อ แต่เป็น ภูมิปัญญาในระดับปรัชญา ที่ครอบคลุมพรมแดน รัฐศาสตร์, เศรษฐศาสตร์, ภาษาศาสตร์ และ ประวัติศาสตร์ เข้าไว้ด้วยกันทีเดียวเวลาอภิปรายถึงคำ สยาม – ไทย, ไท – ไทย หรือแม้แต่คำแปลภาษาอังกฤษ Thai – Thailand ด้วย

•• แม้ในบันทึกประวัติศาสตร์จะถือว่า วันที่ 24 มิถุนายน 2482 คือ วันเปลี่ยนชื่อประเทศ โดยยึดตาม ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยรัฐนิยม ใช้ชื่อประเทศ, ประชาชน และสัญชาติ แต่ในทาง กฎหมาย แล้วต้องถือเอาวันที่ 26 สิงหาคม 2482 อันเป็นวันที่รัฐบาลสมัยนั้นเสนอ ร่างพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญขนานนามประเทศ ต่อ รัฐสภา และผ่าน วาระที่ 3 ในอีก 1 เดือนถัดมา นั่นเอง

•• คำแถลงต่อ รัฐสภา ของ จอมพลป. พิบูลสงคราม (หรือในขณะนั้นเรียกกันว่า นายพันเอกหลวงพิบูลสงคราม) ได้ระบุ เหตุผลหลัก ไว้ในลักษณะให้เข้าใจได้ไม่ยากว่าเพื่อ ต่อต้านคนจีน(ในสยาม) ดังคำกล่าวตอนหนึ่งที่บันทึกไว้ว่า “...การที่เราใช้คำว่า ประเทศสยามนั้น นอกจากจะไม่ตรงกับเชื้อชาติของเราแล้ว ในต่อไปภายหน้าคนชาวต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในประเทศของเรา ก็อาจที่จะถือเอาสิทธิประเทศของเราเป็นประเทศของเขาก็ได้ คือเราเป็นชาวไทย เราก็อยู่ในประเทศสยาม ชาวจีนก็อยู่ในสยาม ถ้าหากว่าการที่อพยพของชาวต่างประเทศมากขึ้นในต่อไปข้างหน้าตั้งพันปี เราก็อาจจะไม่เข้าใจว่าประเทศสยามนี้เป็นของไทยหรือของจีน หรือของคนอื่น.” เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้ก่อนหน้านั้นจะมี การถกเถียงอย่างหนัก ใน คณะรัฐมนตรี ตั้งแต่การประชุมนัด วันที่ 8 พฤษภาคม 2482 ที่มีการเสนอเข้าไปเป็นครั้งแรกในฐานะ วาระจร ตามมาด้วยนัด วันที่ 22 พฤษภาคม 2482, วันที่ 31 พฤษภาคม 2482 ในนัดหลังนี้ได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการรัฐนิยม (เริ่มแรกใช้ชื่อ คณะกรรมการธรรมนิยม) และนัดสุดท้าย วันที่ 23 มิถุนายน 2482 แต่พอชั้นการประชุมใน รัฐสภา แทบ ไม่มีเสียงคัดค้าน เลย

•• ในรัฐสภาครั้งกระนั้น วันที่ 26 สิงหาคม 2482 ประเด็นเดียวที่ ถกกันหนัก ใช้เวลา กว่า 1 ชั่วโมง ก็คือ ตัวสะกด ของชื่อประเทศที่เปลี่ยนใหม่ว่าควรจะมี ย ต่อท้าย ไท หรือไม่ – การลงคะแนนในวาระแรกใกล้เคียงกันมาก ไทย มี 64 เสียง ในขณะที่ ไท มี 57 เสียง แต่พอในวาระที่ 3 ปรากฏว่า ไทย ได้รับความเห็นชอบ เป็นเอกฉันท์ อย่างพลิกความคาดหมาย

•• จากนั้นมามี การถกเถียงอย่างจริงจัง ถึงการจะกลับไปใช้ชื่อ สยาม อีกในการอภิปรายใน สภาร่างรัฐธรรมนูญ รวม 3 ยุค คือ ปี 2491, ปี 2504 และ ปี 2517 ยุคแรก ไทย ชนะ สยาม ไปด้วยคะแนนเสียงหวุดหวิดเพียง 18 : 14 เสียง ยุคต่อมาเป็นยุคคณะปฏิวัติของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แม้คะแนนเสียงจะออกมาขาดลอย 134 : 5 เสียง แต่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าเป็นการอภิปรายโต้เถียงที่มี ลักษณะทางวิชาการสูงมาก ใช้เวลาอภิปรายเฉพาะประเด็นเดียวนี้ 3 ครั้ง 3 วันประชุม โดยหัวเรี่ยวหัวแรงฝ่ายสนับสนุน สยาม ก็คือ พล. อ.แสวง เสนาณรงค์ (ขณะนั้น ปี 2504 ยังติดยศ พล.ต.) ท่านผู้นี้ในกาลต่อมากล่าวได้ว่าเป็น ทหารก้าวหน้า, ทหารประชาธิปไตย มากที่สุดคนหนึ่งแม้จะเป็น เลขานุการ ของ จอมพลถนอม กิตติขจร แต่ก็มีแนวคิดที่ไม่ตรงกับ จอมพลประภาส จารุเสถียร, พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร โดยเฉพาะ ไม่เห็นด้วย กับ การปฏิวัติ(ตัวเอง) 17 พฤศจิกายน 2514 (เช่นเดียวกับพล.ต.ต.สง่า กิตติขจร) หากจังหวะเวลาเหมาะสม “เซี่ยงเส้าหลง” จะได้ค้นคว้าเรื่องราวของท่านผู้นี้ที่ในยุค ปี 2511 – 2514 เคยถูกเพ่งเล็งว่าตกอยู่ภายใต้ การครอบงำ ของ คอมมิว นิสต์ มาเล่าสู่กันฟัง

•• ล่าสุด ปี 2517 แม้จะมีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 2 – 3 คนหยิบยกขึ้นมาอภิปรายแต่ก็ ไม่ได้รับความสนใจ ไม่เป็น ประเด็น ที่จะต้อง ลงมติ แต่ประการใด -- แต่ก็เพียงพอที่จะให้มี ข้อเขียน เชิง เล่าความหลัง ออกมาจาก ท่านปรีดี พนมยงค์ ดังที่ “เซี่ยงเส้าหลง” คัดมาให้อ่านกันใกล้ ๆ นี้

•• ต้นคิดจริง ๆ ของ การเปลี่ยนชื่อประเทศ จาก สยาม มาเป็น ไทย นี้นอกเหนือจาก จอมพลป. พิบูลสงคราม แล้วคนที่มีส่วนผลักดันสำคัญเห็นจะเป็น หลวงวิจิตรวาทการ ผู้ประกาศแนวคิด ต่อต้านคนจีน มาโดยตลอดและ ฮือฮามาก ในปาฐกถาองค์สำคัญเมื่อ กรกฎาคม 2481 ที่บอกว่า คนจีน(ในสยาม) เป็น กาฝาก ยิ่งกว่า ยิวในยุโรป ดูเหมือนจะเป็น ปม ของ ลูกจีน อย่าง หลวงวิจิตรวาทการ ที่น่าศึกษาไม่น้อย เหตุผล 4 ประการ ของท่านผู้นี้ในข้อเสนอเปลี่ยนชื่อประเทศก็คือคำว่า สยาม มีปัญหารวม 4 ประการ ประการที่หนึ่งคือ ทำให้คนไทยมีสัญชาติกับบังคับไม่ตรงกัน (กล่าวคือ สัญชาติไทย, บังคับสยาม) ประการที่สองคือ ชื่อภาษากับชื่อคนไม่ตรงกัน (กล่าวคือ คนสยาม, ภาษาไทย) ประการที่สามคือ ในประเทศเดียวกันเกิดปวงชนเป็น 2 พวก (กล่าวคือ ปวงชนชาวไทย กับ ปวงชนชาวสยาม) และประการสุดท้าย ความใหญ่หลวงของเชื้อชาติไทยที่มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก (ที่นับรวมกันแล้วได้ 36 ล้านคน ใน ปี 2482) ข้อสุดท้ายนี้ ลูกจีนเกิดในสยาม ท่านนี้อ้างงานเขียนเรื่อง The Tai Race : Elder Brother of the Chinese ของ W.C. Dodd และงานวิจัยสำรวจอีกจำนวนหนึ่งของ นักวิชาการอเมริกันที่เข้าไปสำรวจในจีน นาม George B. Cressey ที่พยายามบอกเล่าว่ามี คนไทยในจีนเป็นจำนวนมหาศาล คนเหล่านั้น แปลกแยกจากจีน, ไม่ยอมรับจีน และประสงค์จะ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคนไทยในสยาม เป็นแนวคิด ชาติใหญ่ ที่สอดคล้องกับยุคสมัยนั้นเป็นอย่างยิ่ง

•• แม้จะอรรถาธิบายใน ปี 2517 แต่ใน ปี 2482 จะเห็นได้ว่า ท่านปรีดี พนมยงค์ ได้ได้ออกแรง คัดค้านอย่างถึงที่สุด สันนิษฐานกันว่าอาจจะเป็นเพราะ ไม่ต้องการสร้างความแตกแยกขึ้นในคณะราษฎร ข้อคัดค้านที่ มีเหตุผลที่สุด ของ วันที่ 8 พฤษภาคม 2482 จึงยังคงเป็นของ นายพลเรือตรีหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ที่แม้นำมากล่าวในวันนี้ก็ยังคง ทันสมัย อยู่กับประโยคที่ว่า “...ในแง่นโยบายปกครอง เราคงลำบากใจบางอย่าง คนในสยามมีหลายชาติ เวลานี้เขารักใคร่สยาม ถึงคราวเราพูดอะไรจะให้กินความส่วนรวมแล้วใช้ว่าไทย เกรงว่าเขาอาจจะน้อยใจได้ อนึ่ง ถ้าเราเลิกใช้คำสยาม ใช้แต่ไทย จะเกิดความรู้สึกว่าเอาพวกชาติอื่นออก เพราะไม่ใช่ไทย พวกปัตตานีก็ไม่ใช่ไทย ถ้าเราเรียกว่าสยามก็รวมพวกปัตตานีด้วย เขาก็พอใจ ถ้าเปลี่ยนไป อาจไม่ดูดพวกนี้มารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้.” ขอนำมาให้อ่านกันอีกครั้งคงไม่ว่าอะไร

•• ประเด็นที่ ท่านปรีดี พนมยงค์ จริงจังคือ ชื่อภาษาอังกฤษ ของ ประเทศไทย, คนไทย ว่าควรใช้ Siam, Siamese ดังนั้นเมื่อท่านมีอำนาจใน ปี 2489 ท่านจึงเสนอให้รัฐบาล ทวี บุณยเกต ประกาศ ชื่อภาษาอังกฤษ ของ ประเทศไทย, คนไทย เสียใหม่ว่า Siam, Siamese โดยไม่ได้ดำเนินการ แก้ไขรัฐธรรมนูญเปลี่ยนชื่อประเทศ ซึ่งก็ใช้อยู่ไม่นานเพราะเมื่อ จอมพลป. พิบูลสงคราม กลับขึ้นไปมีอำนาจหลัง ปี 2492 ก็กลับไปใช้ Thailand, Thai อย่างเดิม

•• พูดง่าย ๆ ก็คือประเทศนี้ เสียโอกาสครั้งสำคัญ ในช่วง ปี 2489 ที่จะกลับไปใช้ชื่อ สยาม เพราะหลังจากนั้นมาแม้จะมีความพยายามจาก เสียงข้างน้อย แต่ก็ พ่าย ต่อ เสียงข้างมาก ดังที่ “เซี่ยงเส้าหลง” เล่ามาข้างต้น

•• อย่างไรก็ดี การถกเถียงทางวิชาการ เกี่ยวกับ ที่มา ของคำว่า สยาม โดยเฉพาะใน สภาร่างรัฐธรรมนูญ ช่วง ปี 2504 ก็ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจแก่ มหาปราชญ์ อย่าง จิตร ภูมิศักดิ์ รังสรรค์งานชิ้นเอกขึ้นมาในบรรณพิภพ ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และขอม – และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ เป็นงานทางวิชาการที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ

•• สนใจประเด็นต่าง ๆ มากกว่านี้กรุณาอ่านงานของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เรื่อง ประเทศไทยอายุครบ 65 : ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อประเทศปี 2482 ตีพิมพ์เผยแพร่ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับล่าสุด มิถุนายน 2547 นักวิชาการทางประวัติศาสตร์ที่เคยมีผลงานเขียนเรื่อง ประวัติศาสตร์วันชาติไทย มาก่อนหน้านี้สรุปว่า “...ปัญหาชื่อไทยหรือสยามได้ตายไปในทางการเมืองและสังคมนานแล้ว.” เปิดอ่านในได้ที่ http://www.matichon.co.th/art/art.php?srctag=0601010647&srcday=2004/06/01&search=noเมื่อมีข้อเสนอขึ้นมาจาก สุพจน์ ด่านตระกูล และ เสน่ห์ จามริก จึงนอกจากจะเป็น เรื่องน่าตื่นเต้น แล้ว “เซี่ยงเส้าหลง” ยังเห็นว่านี่เป็น ผลสะท้อนมาจากความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยแท้

•• ย้ำอีกครั้งว่าในเรื่อง ชื่อนั้นสำคัญไฉน ว่าด้วยชื่อ สยาม กับ ไทย นี้โปรดอย่าพิจารณาแต่ รูปแบบ (อย่าง ตายตัว) ในทุกข้อเสนอ เปลี่ยนชื่อประเทศ กลับไปเป็น สยาม ขอให้ยึดถือ สารัตถะ จากกรณีเมื่อ 65 ปีก่อนควรแยกระหว่าง การสร้างรัฐ กับ การสร้างชาติ เพราะในยุคนั้นหรือยุคก่อนหน้าล้วนเป็น การสร้างรัฐ เนื่อง จากถึงที่สุดแล้ว การสร้างชาติ จะมีขึ้นมาได้ก็บนพื้นฐานของสิ่งที่เรียกว่า “...ความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม จารีต ประเพณี ด้วยชีวิตจิตใจที่เป็นเจ้า ของร่วมกัน.” เท่านั้น

•• งานน่าอ่านอีกชิ้นหนึ่งเป็น บทสัมภาษณ์พิเศษผู้อาวุโส ธง แจ่มศรี – อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย โดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์, ธนาพล อิ๋วสกุล ตีพิมพ์เผยแพร่ในนิตยสาร สารคดี ฉบับล่าสุด




ปรีดี พนมยงค์

ความเป็นมาของชื่อ “ประเทศสยาม” กับ “ประเทศไทย”
ปรีดี พนมยงค์
(ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2517)

สาเหตุแห่งการเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทยนั้น สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2481 นายพันเอกหลวงพิบูลสงคราม (ยศและบรรดาศักดิ์ขณะนั้น) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี ในบรรดารัฐมนตรีแห่งรัฐบาลนั้นมีข้าพเจ้าด้วยผู้หนึ่งซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และมีหลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นรัฐมนตรีลอย (ไม่ว่าการกระทรวง)

ต่อมาประมาณอีก 4 - 5 เดือน หลวงวิจิตรวาทการได้เดินทางไปฮานอย เพื่อชมกิจการโบราณคดีของสำนักตะวันออกไกลฝรั่งเศส เมื่อหลวงวิจิตรวาทการกลับจากฮานอย ได้นำแผนที่ฉบับหนึ่งซึ่งสำนักฝรั่งเศสนั้นได้จัดทำขึ้น แสดงว่ามีคนเชื้อชาติไทยอยู่มากมายหลายแห่งในแหลมอินโดจีน ในประเทศจีนใต้ ในพม่า และในมณฑลอัสสัมของอินเดีย

ครั้นแล้วผู้ฟังวิทยุกระจายเสียงได้ยินและหลายคนยังคงจำกันได้ว่า สถานีวิทยุกรมโฆษณาการได้กระจายเสียงเพลงที่หลวงวิจิตรวาทการรำพันถึงชนเชื้อชาติไทยที่มีอยู่ในดินแดนต่าง ๆ และมีการโฆษณาเรื่อง "มหาอาณาจักรไทย" ที่จะรวมชนเชื้อชาติไทยในประเทศต่าง ๆ เข้าเป็นมหาอาณาจักรเดียวกัน ทำนองที่ฮิตเลอร์กำลังทำอยู่ในยุโรป

ในการประชุมวันหนึ่ง นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาปัญหาด่วนนอกระเบียบวาระ โดยให้หลวงวิจิตรวาทการเป็นผู้แถลงให้เปลี่ยนชื่อ "ประเทศสยาม" เป็น "ประเทศไทย" โดยนำสำเนาแผนที่ฉบับที่สำนักตะวันออกไกลฝรั่งเศสทำไว้ ว่าด้วยแหล่งของชนเชื้อชาติไทยต่าง ๆ มาแสดงในที่ประชุมด้วย

โดยอ้างว่า "สยาม" มาจากภาษาสันสกฤต "ศยามะ" แปลว่า "ดำ" จึงไม่ใช่ชื่อประเทศของคนเชื้อชาติไทย ซึ่งเป็นคนผิวเหลือง ไม่ใช่ผิวดำ

และอ้างว่าคำว่า "สยาม" แผลงมาจากจีน "เซี่ยมล้อ"

ข้าพเจ้าได้คัดค้านว่า โดยที่ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งที่ได้ค้นคว้ากฎหมายเก่าของไทย โดยอาศัยหลักฐานเอกสารที่จารึกไว้โดยพระมหากษัตริย์แต่ปางก่อน รวมทั้ง "กฎหมายตราสามดวง" ซึ่งรัชกาลที่ 1 ให้สังคายนาและมิใช่คำว่า "สยาม" แผลงมาจากคำจีนแต้จิ๋ว "เซี่ยมล้อ" แต่จุดประสงค์เบื้องหลังของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีส่วนหนึ่ง ต้องการเปลี่ยนชื่อประเทศว่าประเทศไทยเพื่อรวมชนชาติไทยในดินแดนต่าง ๆ เข้าอยู่ในมหาอาณาจักรไทย ดังนั้นรัฐมนตรีส่วนมากจึงตกลงตามร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็น "ประเทศไทย" ข้าพเจ้าเป็นฝ่ายข้างน้อยในคณะรัฐมนตรี

เมื่อได้ตรารัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทยแล้ว ก็เกิดปัญหาว่าในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องเขียนชื่อประเทศไทยนั้น จะใช้คำอังกฤษและฝรั่งเศสอย่างไร
ผู้ที่ได้รับคำยกย่องว่ามีความรู้ในภาษาต่างประเทศ รวมทั้งหลวงวิจิตรวาทการ ได้เสนอให้เรียกประเทศไทยเป็นภาษาอังกฤษว่า "THAILAND" และภาษาฝรั่งเศสว่า "THAILANDE" และพลเมืองของประเทศนี้เรียกเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า "THAILANDAIS" ซึ่งฝรั่งพากันงง

ข้าพเจ้าได้เสนอว่าควรให้เรียกชื่อประเทศไทยเป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสว่า "SIAM" ตามที่คนทั่วโลกได้รู้จักชื่อประเทศของเราในนามนั้นอยู่แล้ว ทั้งนี้ก็มีตัวอย่างอยู่เช่นประเทศเยอรมันซึ่ง เรียก ชื่อประเทศเป็นภาษาเยอรมันว่า "DEUTSCHLAND" เขาก็มิได้กำหนดให้เรียกชื่อประเทศของเขาเป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสตามชื่อภาษาเยอรมัน หากเรียกชื่อประเทศของเขาในภาษาอังกฤษว่า "GERMANY" และภาษาฝรั่งเศส "ALLEMANGNE"

ข้าพเจ้าได้ให้ความเห็นต่อไปว่า การที่จะเอาคำว่า "LAND" ต่อท้ายคำว่า "THAI" เป็น "THAILAND" ก็ดี ย่อมทำให้คล้ายกันกับประเทศเมืองขึ้นในอาฟริกาของอังกฤษ (สมัยนั้น) และเมืองขึ้นของฝรั่งเศส (สมัยนั้น) ที่ลงท้ายด้วยคำว่า "LAND" หรือ "LANDE"

แต่ความเห็นส่วนข้างมากในคณะรัฐมนตรีให้เปลี่ยนชื่อประเทศไทยในภาษาอังกฤษด้วยตามที่มีผู้เสนอให้เปลี่ยน เป็น "THAILAND" ในภาษาอังกฤษและ "THAILANDE" ในภาษาฝรั่งเศส
ข้าพเจ้าได้เสนอต่อไปอีกว่า ถ้าส่วนข้างมากต้องการให้ชาวโลกเรียกชื่อประเทศไทยเป็นภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศสโดยมีคำว่า "THAI" เป็นสำคัญแล้ว ก็ขออย่าเอาคำว่า "LAND" หรือ "LANDE" ไปต่อท้ายไว้ด้วยเลย คือให้ใช้ภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศสทับศัพท์ตามที่สามัญชนคนไทยเรียกชื่อประเทศของตนว่า "เมืองไทย" เป็นภาษาอังกฤษ "MUANG THAI" ฝรั่งเศส "MUANG THAI" แต่ส่วนมากในคณะรัฐมนตรีไม่เห็นด้วย

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9470000014299

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 2/07/2004 11:27 AM


ความคิดเห็นที่: 3

คิดอย่างไร?หากเปลี่ยนชื่อ"ไทย"กลับเป็น"สยาม"

วิศวะ-อาจารย์มหาวิทยาลัยเปิดตัวเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติกลางวงเสวนาที่ มธ. อีกครึ่งร้อยแห่ร้องทุกข์ "เสน่ห์ จามริก"เสนอเปลี่ยนชื่อประเทศไทยกลับเป็นสยาม เผยเป็นต้นเหตุปัญหาล่าอาณานิคม แนะเขียน กม.เชื่อมภูมิปัญญาท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ได้มีการจัดเวทีสาธารณะเพื่อทำความเข้าใจและระดมความคิดเห็นทางวิชาการเรื่อง "คนไร้รัฐและคนไร้สัญชาติในประเทศไทย : คืออะไร แก้ไขอย่างไรดี?" มีผู้เข้าร่วมฟังประมาณ 100 คน นายเสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) กล่าวปาฐกถาว่า คนไร้รัฐและไร้สัญชาติไม่ใช่เป็นคนผิดกฎหมายแต่กฎหมายต่างหากที่ผิด เพราะกฎหมายของไทยเขียนขึ้นในสภาวะของความเป็นอาณานิคมทำให้เกิดปัญหาตามมา ปัญหาคนไร้รัฐและคนไร้สัญชาติเป็นบทสะท้อนภาพใหญ่มาก และหากใช้นิยามทางกฎหมายเข้ามาแก้ปัญหาจะไม่มีคำตอบ

นายเสน่ห์กล่าวว่า อยากเสนอเป็นโจทย์เพื่อให้ทุกคนช่วยกันแสวงหาคำตอบที่ยั่งยืนและไม่เกิดความลักลั่น คือปัจจุบันระบบกฎหมายของบ้านเมืองตัดขาดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยสิ้นเชิงมานานกว่า 100 ปี แตกต่างจากในอดีตที่ไม่มีช่องว่าง ทั้งนี้ เพราะยุคเศรษฐกิจเสรีนิยมที่เข้ามาสมัยจักรวรรดินิยม ประเทศไทยถูกคุกคามดินแดนจึงถูกกดดันให้จำยอมหลายอย่าง แต่ผลสืบเนื่องจากการปฏิรูปครั้งนั้นคือการรับเอาประมวลกฎหมายและวิธีคิดจากตะวันตกคือคิดจากเบื้องบนสู่เบื้องล่าง ดังนั้นจึงต้องมาคิดกันใหม่

"คำว่าประเทศไทยนั้น ได้ปฏิเสธความแตกต่างของคนในชาติและสร้างปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่เกิดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนนี้ ผมเสนอว่าควรคิดกันใหม่ระหว่างคำว่าไทยกับสยาม มีความจำเป็นที่เราต้องทบทวนความเป็นชาติ เพราะคำว่าไทยทำให้เกิดความรู้สึกชาตินิยมและกลายเป็นปัญหา ผมอยากเรียกร้องให้เปลี่ยนชื่อจากคำว่าไทยเป็นสยาม เพราะดินแดนของเรามีความหลากหลาย คำว่าไทและคำว่าไทย มีความแตกต่างกัน" นายเสน่ห์กล่าว

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 2/07/2004 11:28 AM


ความคิดเห็นที่: 4


.....



ประวัติศาสตร์ของประเทศไทย .....
ได้ถูกบรรพบุรุษก่อสร้าง ปรับปรุง และ เปลี่ยนแปลงมาอย่างมีเหตุมีผลโดยตลอด และ ในความเป็นไปของสังคมยุคปัจจุบัน สังคมไทยมีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย บนความซับซ้อนของสังคมสมัยใหม่ บ้านเมืองเจริญขึ้น ขณะที่ความขัดแย้งมิได้ลดลง ไม่ว่าส่วนไหน ล้วนขัดแย้ง และ นำมาซึ่งผลประโยชน์ของตนเองแทบทั้งสิ้น จะมีใครสักกี่คน ที่จะนึกย้อนหลังไปถึงความเป็นมาของประเทศไทย และ บรรพบุรุษที่ยอมสละเลือดเนื้อ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินนี้ไว้ให้เรา ได้อยู่อย่างมีอิสรภาพมาตราบเท่าทุกวันนี้

ดังนั้น .....
แม้วันนี้เราเปลี่ยนชื่อ ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย .. T h a i l a n d เป็น ส ย า ม .. S i a m

สำนึกในความเป็น ประเทศไทย หรือ สยามประเทศ .....
ไม่ใช่แค่คิดว่าจะยุติการมีเรื่องกับ ชนกลุ่มน้อย หรือ บุคคลต่างชาติ ต่างศาสนา แต่เราน่าจะมองย้อนอดีตของเราลงไปลึกๆ ให้ดีๆ ว่าเราเสียเมืองต่างๆ ในอดีตไป เพราะอะไร การเสียเมืองทุกครั้งของไทย เพราะไทยด้วยกันเองทั้งสิ้น เพราะความแตกแยกทางด้านความคิด ที่ไม่เหมือนกัน จึงนำพาให้เราต้องเสียเมือง หรือ อาจจะเกิดเพราะการคอรัปชั่นอย่างมากมายภายในประเทศ ก็ทำให้เราต้องเสียเมืองไปได้เช่นกัน

วันนี้ สิ่งที่รัฐบาล และ คนของประเทศ ควรกระทำ .....
น่าจะเป็นการร่วมมือกันปลุกคนไทยทั้งประเทศให้ตื่น ไม่ใช่ตื่นจากความงมงาย แต่ให้ตื่นมองดูตัวเองว่า เราจะทำอย่างเก่าๆ อีก อย่างนั้นหรือ? .. บัดนี้ คนของประเทศไทยต้องตื่น ไม่ใช่ตื่นกลัวในการรบกับต่างชาติ แต่ควรตื่นกลัวพวกเดียวกันเอง ว่าจะทำอย่างเก่าๆ อีกแล้ว และ การเสียเมืองในประวัติศาสตร์ทุกครั้ง ไม่ใช่ด้วยฝีมือคนต่างชาติหรอก ฝีมือคนไทยกันเองนี่แหละ .. ศึกในนั้นยากเข็ญกว่าศึกนอก อีกมากมายนัก

ลองกลับไปอ่าน .....
ประวัติศาสตร์ หรือ พงศาวดารของประเทศไทย อย่างลึกซึ้งอีกสักครั้ง ให้ดีๆ แล้วท่านจะรู้ว่า แค่การเปลี่ยนชื่อของประเทศไปๆ มาๆ นั้น มิได้มีส่วนช่วยเหลือ ให้ประเทศเข้มแข็งขึ้นมาได้แต่อย่างใดเลย

ไทย ..... ไม่เคยแพ้ เพราะใคร
เราแพ้ ..... เพราะ เรากันเองทั้งสิ้น
แพ้ ..... เพราะ เราแตกแยก
ชนะ ..... เพราะ เรารู้รักและสามัคคี ..!!




\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 2/07/2004 12:17 PM


ความคิดเห็นที่: 5

เห็นด้วยกับน้องน้ำตาลค่ะ

    โดย : พิม     เมื่อ : 2/07/2004 01:33 PM


ความคิดเห็นที่: 6

ประเทศอื่น เขาก็ไม่เคยแพ้ใครเหมือนกันเนอะ
้เขาแำพ้ เพราะเขากันเองทั้งสิ้น
แพ้่ เพราะเขาแตกแยก
อุอุ

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 2/07/2004 03:18 PM


ความคิดเห็นที่: 7


ชวนคุณน้ำตาลคุย ความสามัคคีสำคัญจริงหรือ

คุณน้ำตาลว่าดังนี้ครับ
-------------------------------------------------------------
น่าจะมองย้อนอดีตของเราลงไปลึกๆ ให้ดีๆ ว่าเราเสียเมืองต่างๆ ในอดีตไป เพราะอะไร การเสียเมืองทุกครั้งของไทย เพราะไทยด้วยกันเองทั้งสิ้น เพราะความแตกแยกทางด้านความคิด ที่ไม่เหมือนกัน จึงนำพาให้เราต้องเสียเมือง.....

ไทย ..... ไม่เคยแพ้ เพราะใคร
เราแพ้ ..... เพราะ เรากันเองทั้งสิ้น
แพ้ ..... เพราะ เราแตกแยก
ชนะ ..... เพราะ เรารู้รักและสามัคคี ..!!
-------------------------------------------------------------
ผมไม่เห็นด้วยเลยครับ โดยจะขอแลกเปลี่ยนเป็น ๒ ประเด็นคือ

๑. ประวัติศาสตร์ที่เป็นมาเราแพ้ เพราะเราแพ้จริงๆ ครับ ต่อให้สามัคคีก็แพ้ เช่น เมื่อเราเสียอยุธยาครั้งที่ ๑ อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบเทคนิกการรบ และแสนยานุภาพ เราไม่มีทางเอาชนะบุเรงนองได้เลย ต้องยอมรับครับว่าเราแพ้ เพราะสู้แสนยานุภาพไม่ได้เป็นสำคัญ ถ้าแสนยานุภาพเราดีกว่า เรามีกำลังมากกว่าบุเรงนอง พระยาจักรีทำอะไรไม่ได้ครับ เสียกรุงครั้งที่สองเช่นเดียวกัน ฝ่ายเนเมียวสีหบดีใช้วิธีการรบแบบใหม่ ที่เราไม่พร้อม ขณะที่เราใช้เทคนิกการรบแบบเก่า เราจึงสู้ไม่ได้ครับ เช่นเดียวกับข้อแรก สามัคคีแล้วก็สู้ไม่ไดครับ ในสมัยญี่ปุ่นบุกก็เหมือนกันครับ ต่อให้สามัคคีขนาดไหน แสนยานุภาพเราก็สู้ญี่ปุ่นไม่ได้ครับ เราก็ต้องยอมวันยังค่ำ แต่ที่อธิบายกันมาอย่างนั้นในอดีต เพราะรัฐบาลของเรา ต้องการให้ประชาชนสนับสนุนรัฐครับ เลยอธิบายอย่างนั้น จะเห็นได้ว่า เวลาที่มีการเรียกร้องความสามัคคี จะเป็นความสามัคคีที่สนับสนุนรัฐเสมอ ถ้าสมมตกันว่า ประชาชนเกิดสัคคีกันแล้วต่อต้านรัฐบาล หรือไม่เอาชนชั้นปกครอง กรณีนั้น ก็จะถูกมองว่าเป้นความแตกแยก แทนที่จะเป็นสามัคคี ตัวอย่างที่ดีก็เช่น กรณี ๑๔ ตุลา หรือ พฤษภาทมิฬครับ ที่ประชาชนส่วนข้างมากไม่เอารัฐบาล และรวมตัวกันต่อต้าน ก็จะมองกันว่า เป็นความแตกแยก

๒. รวมความแล้วเวลาที่เราพูดถึงสามัคคี ต้องพิจารณาด้วยครับ ว่าสามัคคีอะไร ประเด็นไหน จำเป้นไหมที่เราจะต้องสามัคคีสนับสนุนรัฐและชนชั้นปกครอง ความจริงแล้ว ในรัฐที่เป็นประชาธิปไตย ความไม่เห็นพ้องต้องกันในเรื่องความคิดเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ต้องสามัคคีกันหรอกครับ เพียงแต่รัฐประชาธิปไตยนั้น จะมีวิธีการจัดการความขัดแย้งทางความคิดอันดี แต่ในรัฐเผด็จการต่างหาก ที่พยายามจะให้ประชาชนสามัคคีกันสนับสนุนรัฐอบ่างเดียว ดังนั้น รู้รักสามัคคีอะไรแบบนี้ เป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ ชนชั้นปกครองนั้นต้องการแต่ให้ประชาชนสามัคคี แล้วกราบไหว้เขาตลอดกาล อย่าได้หือมาสงสัยหรือตั้งคำถาม มิฉะนั้นจะมองว่าเป็นความแตกแยก คุณน้ำตาลมีความเห็นเป็นอื่นขอเชิญแลกเปลี่ยนได้ครับ เพราะการพัฒนาสติปัญญาอย่างหนึ่ง ย่อมมาจากการโต้แย้งแลกเปลี่ยน ถ้ามีความเห็นพ้องเหมือนกันไม่สนุกหรอกครับ

-------------------------------------------------------------
โดย : หาญศักดิ์(เดิม) M (161.200.255.161) เมื่อ : 2/07/2004 06:30 PM

-------------------------------------------------------------
ที่มา ..... http://www.thaingo.org///webboard/view.php?id=4952

    โดย : สำเนาจาก NGOs     เมื่อ : 3/07/2004 11:39 PM


ความคิดเห็นที่: 8


ถ้าจะพูดว่า .....
เค้ามีแสนยานุภาพดีกว่า แล้วเราสู้ไม่ได้นั้น น่าจะเป็นคำอ้างตอนสุดท้ายมากกว่า เพราะตามที่ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ .. สมัยกรุงฯ แตกครั้งที่ 1 ถ้าพระมหาธรรมราชา และ พระมหินทราธิราช ไม่แตกความสามัคคีกัน เราคงเสียกรุงฯ ช้าลง หรือ อาจจะรักษาเมืองไว้ได้ .. ส่วนสมัยกรุงฯ แตกครั้งที่ 2 เรื่องน่าจะสืบเนื่องมา ตั้งแต่สมัยพระเพทราชา ไล่ลงมาเรื่อยๆ มีการเข่นฆ่า ฝ่ายตรงข้าม แย่งชิงอำนาจ ทำให้แม่ทัพ นายกอง ผู้มีฝีมือ ลดน้อยถอยลงไปเป็นอย่างมาก มีการเล่นพรรคเล่นพวก ทำให้พระยากำแพงเพชร หรือ สมเด็จพระเจ้าตากสินต้องหนีไปตั้งหลักทางตะวันออก นี่ก็เป็นเรื่องขาดความสามัคคีเป็นพื้นฐาน



................................................................................................................

ถ้าจะให้ยกตัวอย่างมาอธิบายทั้งหมด .....
คงจะรบกวนเนื้อที่สาธารณะตรงนี้มากไป แค่ที่ท่านกรุณาตั้งกระทู้ระบุเรียกชื่อน้ำตาลมาแสดงความคิดเห็นเพียงคนเดียวนี้ ก็ดูจะอภิสิทธิ์ชน ยังไงๆ อยู่ ว่าแต่ท่านไม่ชอบการแบ่งชนชั้นมิใช่หรือ? ทำไมวันนี้ ใช้ที่สาธารณะ เล่นแบ่งแยกความคิดเห็นออกมาโดดเด่นกลางบอร์ดแบบนี้ล่ะคะ ถ้าต้องการความคิดเห็นของน้ำตาลเป็นส่วนตัว วันหน้าเชิญที่อีเมล์ ซึ่งระบุไว้ทุกครั้งที่แสดงความคิดเห็นอยู่แล้ว

หรือ ที่เว็บไซต์ .....
http://www.numtan.com ได้เลยนะคะ :-)

................................................................................................................



และ การที่คนในบ้านเมืองขาดความสามัคคี .....
น่าจะเรียกได้ว่า เป็นปัจจัยเบื้องต้น ซึ่งนำไปสู่ความอ่อนแอในเรื่องอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด เช่น ขาดการบำรุงรักษา ขาดความร่วมมือร่วมใจ ขาดการป้องกัน เพราะมัวแต่เอาเวลาไปทะเลาะแย้งชิงอำนาจกันเอง

การกล่าวอ้างเรื่องความสามัคคี .....
สำหรับชนชั้นนั้น ชนขั้นนี้ เป็นคนละประเด็นกัน ถ้าจะพูดเช่นนั้น แต่ละชนชั้น ต่างก็คิดแต่ผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง เมื่อต่างความรู้สึกนึกคิด ผลที่ตามมาก็ต้องลงเอยที่จะคุยกันไม่รู้เรื่อง ความผิดถูกก็ต่างมุมมอง เรื่องบางเรื่อง ถ้าใช้กฎหมายมาตัดสิน ก็อาจจะมีการอ้างว่า ... รังแกคนจน

ดังนั้น .....
ถ้าเอาประเด็น เรื่องชนชั้น มาเป็นเรื่องพูดคุยกัน ก็คงจะถกเถียงกันไม่จบสิ้น แต่ถ้าทุกคนสามัคคีกัน โดยหันหน้าเข้าหากัน ปรึกษาหารือ พูดคุย อย่างมีเหตุมีผล ก็น่าจะเป็นผลดีมากกว่า และ ไม่ใช่ว่าเราจะให้สนับสนุน หรือ ต่อต้านรัฐบาล แต่ก็ควรคำนึงว่า สิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมหรือไม่เพียงใด ถ้าส่วนรวมได้ประโยชน์ ส่วนน้อยเกิดปัญหา ถ้าเราจะยึดหลักประชาธิปไตยกันจริงๆ ก็คงต้องดำเนินการต่อไป และ ชดเชยส่วนน้อยให้คุ้มค่า แต่เรื่องเหล่านี้ มักมีปัญหาซ่อนเร้นแอบแฝงอยู่เสมอๆ จึงทำให้แก้ไขได้ยากๆ

ส่วนเรื่องทุจริต คอรัปชั่น .....
ก็เพราะความอยากได้ อยากมี บวกกับความโลภที่ไม่สิ้นสุดของคนบางกลุ่ม และ คนเหล่านี้ ก็มีไม่น้อย มองให้ดีๆ เรื่องเหล่านี้ เป็นปัญหาอันยิ่งใหญ่ของสังคมเมืองไทยทั้งสิ้น

จะให้เรามองในแง่มุมไหนๆ .....
เราก็ยังคิดว่า ความสามัคคีนั้น เป็นสิ่งที่ดีแน่นอน .. มด ผึ้ง และ สัตว์เดรัจฉานต่างๆ ก็ยังรู้จักสามัคคี ปกป้องรังของมันเลย .. นิทานอีสป ที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองของเรา ชอบนำเอามาเล่าขานให้เด็กๆ ฟังก่อนนอนอยู่เสมอๆ ก็ยังมีเรื่องของพ่อสอนลูกสามคนหักกิ่งไม้ หรือ ทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็สอนเรื่องของวัสสการพราหมณ์ .. เรื่องราวตัวอย่างของความสามัคคีมีมากมาย หวังว่าท่านคงจะเข้าใจได้ดี

ไทย หรือ สยาม .. ชื่อนั้นสำคัญตรงไหน ? .....
การมุ่งแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แค่การเปลี่ยนชื่อของประเทศไปๆ มาๆ เพื่อชนกลุ่มน้อย จะมีส่วนช่วยเหลือให้ประเทศเข้มแข็งขึ้นมาได้อย่างไร ถ้าคนของประเทศส่วนใหญ่ ยังขัดแย้งกันอยู่ทุกซอกทุกมุมของหน่วยงานหรือในองค์กรต่างๆ .. และ เรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้ ใครจะรับรองได้ว่า ไม่ใช่ฝีมือของคนกันเอง ..!!

บุคคลที่ใฝ่รู้ .....
มีปัญญา หรือ ไร้ปัญญา มองกันแต่เพียงภายนอก ก็คงยากที่จะรู้ได้ ผู้ใหญ่บางคนชอบตีค่าการแสดงออกของบุคคลอื่น โดยใช้มาตรฐานของตัวเองไปชี้วัด ทำอะไรก็ต้องให้ได้อย่างใจตัว หรืออย่างที่ตัวคิดไว้เสมอ ซึ่งคงลืมนึกคิดไปว่า ตัวเองกว่าจะได้มาอยู่ในระดับนั้นๆ ตัวก็ต้องมีวิวัฒนาการ ที่จะต้องเติบโตมาอย่างสมวัยเช่นกัน .. ทุกคน .. ทุกระดับสมอง .. จำเป็นจะต้องเรียนรู้ไปในแนวทางเดียวกันหมด .. อย่างงั้นหรือ?

บางที เราก็ งงๆ อยู่เหมือนกัน .....
ว่าประชาธิปไตยที่เค้ามีไว้ให้ใช้กันนั้น ทำไมบุคคลบางกลุ่มชน ยิ่งใช้ ยิ่งอ้างอิงอยู่เสมอๆ แต่กลับทำให้ จิตใจของคนบางคนคับแคบ ไม่เพียงแต่ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างไม่ได้ ยังชอบที่จะแสดงความคิดเห็นที่ลุแก่อารมณ์ผสมอคติ บวกด้วยการชอบดูถูกดูหมิ่นผู้อื่นอยู่เสมอๆ

อยากรู้จัง .....
ว่าตัวเป็นๆ ของพวกเค้า
ยังมีความสุขกับประชาธิปไตยที่ชอบอ้างอิงนั้น ... ดีอยู่หรือ :-)



\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/
......................................
- http://www.thaingo.org/webboard/view.php?id=4912
- http://www.thaingo.org///webboard/view.php?id=4952

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 4/07/2004 12:57 AM


ความคิดเห็นที่: 9

ความสามัคคี สำคัญครับ

ถ้าเราไม่ร่วมมือกันเอง ใครจะช่วยเรา ให้เราพัฒนาได้
ที่เราแพ้ ก็เพราะแพ้ใจและภัยตัวเองครับ

ส่วน ไทย หรือว่า สยามนั้น
จากประสบการณ์ตัวผม ประเทศไทยของเรา ไม่เด่นอะไร
หลายคนไม่รู้จักจริงๆๆ ครับ
ไม่ว่า เราจะใช้อะไร ขอให้เรา รักษาเอกลักษณ์ ความเป็นไทยของเราไว้

    โดย : วุฒิชัย     เมื่อ : 5/07/2004 08:51 AM


ความคิดเห็นที่: 10

รู้สึกว่าคุณนําตาลจะไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นคนอื่นเลยนะครับ

    โดย : เเอ่วสาว     เมื่อ : 9/07/2004 12:28 AM


ความคิดเห็นที่: 11


.......................................................................................

โดย : เเอ่วสาว เมื่อ : 9/07/2004 12:28 AM (203.172.70.73)
http://www.numtan.com///nineboard/view.php?id=2019

โดย : ปราบดา เมื่อ : 9/07/2004 01:09 AM (203.172.70.73)
http://www.thaingo.org///webboard/view.php?id=1647
.......................................................................................


ความคิดเห็นที่: 10
รู้สึกว่าคุณน้ำตาลจะไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นคนอื่นเลยนะครับ
โดย : เเอ่วสาว เมื่อ : 9/07/2004 12:28 AM (203.172.70.73)
http://www.numtan.com///nineboard/view.php?id=2019
.......................................................................................


ความคิดเห็นที่: 18
เห็นด้วยครับ กระทู้น้ำตาลนี้ไร้สาระมาก สงสัยที่บ้านคุณน้ำตาลมีปัญหา
โดย : ปราบดา เมื่อ : 9/07/2004 01:09 AM (203.172.70.73)
http://www.thaingo.org///webboard/view.php?id=1647

.......................................................................................



มีเจตนาอะไรมิทราบ?



\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 9/07/2004 12:47 PM


ความคิดเห็นที่: 12


มนุษย์ที่ยังอยู่ในภาวะเวียนว่ายตายเกิด .....
ยังไม่ได้เป็นพระอริยบุคคลผู้หลุดพ้น ก็ย่อมมีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับบุคคลอื่นๆ เป็นธรรมดา แล้วยิ่งมาเกิดเป็นมนุษย์ในโลก ของประเทศที่มีระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ความคิดเห็นที่อาจไม่สอดคล้องตรงกันนั้น ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อพวกเค้ายังไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของน้ำตาล .....
ทำไมน้ำตาลจึงจำเป็นต้องยอมรับฟังความคิดเห็นของพวกเค้าด้วย เรายื่นอยู่กันคนละตำแหน่งของมุมโลก สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวเราก็แตกต่างกันอย่างมากมาย .. เพศ วัย วุฒิภาวะทางการศึกษา ก็ต่างกัน .. ดังนั้น ต่างคน ต่างมอง ต่างคิดเห็นก็ดีแล้ว

ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ยอมรับฟังเหตุผลของใครๆ .....
แต่เมื่อพวกเค้ามาวุ่นวายกับความคิดเห็นของน้ำตาลเอง พวกเค้าก็ต้องสมควรยอมรับการยอกย้อนจากน้ำตาลด้วยเช่นกัน .. แล้วที่สำคัญ น้ำตาลโต้ตอบและถกเถียงด้วยเหตุ ด้วยผล ด้วยสาระของหัวข้อกระทู้ และ หัวข้อของเนื้อข่าวทุกครั้ง มิได้มีเจตนา จะจิกด่าผู้ใด โดยไร้สาระและเลื่อนลอยด้วยลุแก่อารมณ์ .. ถ้าพวกเค้าคิดว่าน้ำตาลคิดผิด พวกเค้าก็สมควรต้องหาเหตุผล มาพูดคุยหักล้างความคิดเห็นของน้ำตาลให้ได้ มิใช่อยู่ๆ ก็โผล่มาแค่พูดตำหนิ จิกด่ากันลอยๆ อย่างไร้วัฒนธรรมแบบนั้น น้ำตาลก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอกนะคะ

บางกระทู้ .....
ก็เป็นการแตกประเด็นมาจากอีกกระทู้หนึ่ง ซึ่งอาจจะเนื่องด้วยเจตนาจริงใจ ด้วยความอยากรู้และชวนคุยจริงๆ หรือ อาจจะมีวัตถุประสงค์อื่นใดที่ลึกล้ำอยู่ในกมลสันดานของคนบางคน ก็มิอาจทราบได้


น้ำตาลจ่ายเงินมากมายมาเล่นเน็ต .....
ก็เพื่อความสุข เพื่อความบันเทิงทางปัญญาของตัวน้ำตาลเอง น้ำตาลไม่ได้ซีเรียสใดๆ แต่ถ้าพวกเค้าๆ เข้ามาวุ่นวายกับน้ำตาลมากๆ เอง ซึ่งน้ำตาลก็รู้ดีว่า ห้ามใครๆ ไม่ได้หรอก แต่เมื่อพวกเค้ามาอ่าน มาดู แล้วพวกเค้าเกิดอาการหงุดหงิดกับการแสดงความคิดเห็นของน้ำตาล จนทนไม่ได้ .. น้ำตาลทำได้อย่างดีที่สุด ก็แค่กล่าวคำว่า ขอโทษด้วยนะคะ .. ขอโทษจริงๆ คะ

แต่น้ำตาลก็ไม่รู้ว่า .....
พวกเค้าลืมไปหรือเปล่าว่า ที่นี่ เป็นเว็บไซต์ส่วนตัวของน้ำตาล นะคะ


๏ ๏ ๏ ต่างคน..........ต่างความคิด
หลายหลากจิต..........ในกมล
แต่หนึ่ง..........นั้นคงทน
มิตรภาพ ..........ตราบเท่านาน ฯลฯ


ยินดีนะคะ ที่ได้รู้จัก
แล้วก็ ขอบคุณมากๆ คะ ที่กรุณาชี้แนะ :-)



โชคดีนะคะ


\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 9/07/2004 12:50 PM


ความคิดเห็นที่: 13

สงสัยที่บ้านเป็นโรคจิตตามกรรมพันธุ์

    โดย : .     เมื่อ : 9/07/2004 12:54 PM


ความคิดเห็นที่: 14

คุณเก่งเปิดประเด็นด้วยกระทู้นี้น่าสนใจดีนะ ถ้าเปลี่ยนกลับไปเป็นสยามแล้วแก้ปัญหาได้ก็น่าเปลี่ยน ต้นตอปัญหามันอยู่ตรงไหนกันแน่ แค่ชื่อเปลี่ยนได้แล้วความรู้สึกคนเปลี่ยนได้ก็สมควรเปลี่ยนแต่ผมไม่คิดว่ามันเกี่ยวกันนะ เปลี่ยนไปเป็นชื่อสยามแล้วคนที่เขาคิดต่อต้านก็ยังมีต่อไป แก้ไม่ถูกจุด ปัญหาก็ไม่หายไป

พวกเราเกิดมาก็ถูกปลูกฝังว่าเราเป็นคนไทย ไม่ใช่คนที่อยู่ในยุคจอมพลป.พิบูลสงคราม ที่ยังตะขิดตะขวงใจเรียกประเทศตนเองว่า "ไทย" ทั้งๆที่เคยเรียกว่า "สยาม" มาแต่ไหนแต่ไร ก่อนจะแก้ไขชื่อ น่าจะทำวิจัยสอบถามคนรุ่นปัจจุบันเสียก่อนว่าเขาคิดอย่างไร ไม่ใช่หยิบเอาประวัติศาสตร์มาอ้างเพื่อหว่านล้อมให้คนอื่นคล้อยตาม หาความชอบธรรม เรียกความนิยม ตามสไตล์นักการเมืองแบบไทยๆ

ผมอ่านความเห็นของคุณหาญศักดิ์ที่แสดงท้วงติงความเห็นของน้องน้ำตาลแล้ว ผมไม่คิดว่าเขาจะมาแหย่ยั่วอะไร ก็เป็นแค่ความคิดท้วงในเชิงสร้างสรรค์ ผมไม่เห็นจะมีอะไรต้องไปตำหนิกับความคิดเห็นของเขาด้วย หรือว่าเขาพูดผิด?

แค่สามัคคีก็ไม่มีทางแพ้ใครอย่างนั้นหรอ? อันนี้คงบอกว่าไม่จริง แข่งกีฬาต่อให้พยายามแค่ไหน สามัคคีกันในทีมแค่ไหนก็แพ้อยู่ดี เพราะฝีมือสู้ไม่ได้ หรือประเทศญี่ปุ่น ผู้คนเขาสามัคคีกันมากแค่ไหน ยังรบไม่ชนะอเมริกันเลย หรือทหารอเมริกันเองก็คงไม่มีใครทรยศประเทศไปเข้าข้างเวียดกง ก็ยังแพ้ในสงครามเวียดนาม ดังนั้นประเด็นที่ว่าถ้าเราสามัคคีกันแล้วไทยไม่แพ้ใคร ผมว่าน้องน้ำตาลสรุปเอาไว้ไม่ถูกต้องทั้งหมดนัก

คุณแอ่วสาวเขียนไว้ อาจจะมีส่วนถูก ลองมองอะไรอย่างเป็นกลางๆ ไม่เอาอคติมาด่วนตัดสิน น้องน้ำตาลจะมองอะไร คิดอะไรชัดเจนขึ้นครับ คนอื่นเขาไม่เห็นด้วยกับคุณ คุณอ่านไปก่อน ทิ้งไว้สักระยะค่อยท้วงติงกลับ ไม่ใช่รีบตอบกลับเอาคืนทันที บางทีตอนคุณอยู่ในอารมณ์เดือด ความคิดที่มีอยู่มันไม่ได้สะท้อนความคิดที่สมบูรณ์นัก น้องน้ำตาลเป็นคนฉลาด

แต่ดูเหมือนน้องน้ำตาล ช่างคิด ช่างน้อยใจ ข่างแคร์คนมาก รวมทั้งช่างอาฆาตคนด้วยนะเนี่ย

พอคนในเว็บเอ็นจีโอ เขาด่าอะไรไว้ คุณรีบเอามาลงที่เว็บของ
คุณทันที รีบโต้ตอบกลับไปเหมือนเป็นการแก้เผ็ด ถ้าคุณไม่ไปสนใจกับคำด่าแบบนั้น ไม่ไปแม้แต่ไปอ่าน คุณคงไม่มาเดือดดาลระบายอารมณ์ด้วยถ้อยคำด่าทอซีรี่ย๋แบบนี้ คนเขียนความเห็นก่อนหน้านี้ใช้ถ้อยคำกระแนะกระแหนแบบนั้น ผมคิดว่าคุณไม่ได้เป็นโรคจิตอย่างเขาว่าหรอก ดีที่คุณไม่โต้ตอบกลับ ไม่งั้นสงครามน้ำลายท่วมกระทู้นี้แน่

ทำเว็บออกมาก็ดีแล้ว แต่อย่าไปใส่ใจกับเรื่องเล็กๆน้อยๆให้หนักสมองเลย ไม่มีเว็บไหนสมบูรณ์แบบหรอก มีคนอยากด่า รับฟัง ถ้าเป็นอย่างนั้นก็แก้ไข เว็บก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไร้สาระมากก็ปล่อย ไม่ต้องใส่ใจ ถือว่าเป็นส่วนประกอบที่ทำให้เว็บมันสมบูรณ์ดีกว่า ไม่งั้นอ่านทีไร บรรดาขาประจำเขียนเชียร์ ชมอยู่ตลอดอย่างที่เห็นๆ น่าเบื่อตายเลย เว็บคุณก็ไม่มีทางพัฒนาต่อไป

แวะมาทักทาย ขอแจมความเห็นในฐานะคนเป็นกลางๆ ไม่ได้มาด่าอย่างคนอื่น หรือมาคอยเขียนเชียร์อย่างบรรดาขาประจำ เห็นอย่างไรก็พูดแบบนั้น อ่านจบจะด่ากลับก็เชิญขอรับ

    โดย : พี่สอง     เมื่อ : 17/07/2004 10:29 AM


ความคิดเห็นที่: 15

ก่อนที่จะไปว่า น้ำตาล กรุณาอ่านที่มาืีัที่ไปให้ชัดเจนด้วยครับ

การที่น้ำตาลไปออกความเห็นที่เว็บบอร์ดต่างๆ เป็นสิทธิที่ทำได้โดยชอบธรรมเหมือนทุกๆคน โดยเฉพาะความเห็นของเธอก็เป็นสิ่งที่กลั่นกลองออกมา่จากการอบรมของครูอาจารย์ ครอบคร้ว และการสะสมจากการอ่านหนังสือ
แล้วทำไม คนจิตชำรุดหลายๆคน แทนที่จะโต้แย้งกับเธอแบบสุภาพชน กลับใช้ถ้อยคำยกตนข่มท่าน หรือ ถ้อยคำหยาบคายต่างๆ โดยพยายามเอ่ยถึงตัวตนของเธอ แทนที่จะเอ่ยถึง ข้อความที่เธออ้างถึง

อย่างกรณี คนที่ใช้ชื่อ "แ้อ่วสาว" เป็นพวกแอบจิตมากกว่าที่จะมาคุยโดยสร้างสรร เปลี่ยนชื่อไปต่างๆทั้งในเว็บนี้และที่เ้ว็บ NGO ให้กระทบต่อบุคคลมากกว่าข้อคิดเห็น เป็นถ้อยคำที่คนถ่อยใช้มากกว่าสุภาพชน ครับ

ึคุณเข้าใจคำว่า เว็บส่วนตัวไหมครับ ที่นี่เจ้าของเขาต้องการทำอะไรเป็นสิทธิของเขา น้ำตาลบันทึกทุกอย่างที่ผูกพันเข้ามาในชีวิตไว้เป็นหลัีกฐาน ไม่ว่าจะดีหรือเลว เพียงแต่บางอย่างอาจจะไม่นำมา่เปิดเผยเท่านั้น คำหมิ่นฯบางกรณีก็ทำการ Copy Screen เก็บไว้ พร้อมจะส่งให้ตำรวจเสมอถ้าจำเป็น นี่คือความรอบคอบ ที่คนที่มองอะไรเป็นกุศลเขามองกัน ต่างกับการมองแบบอกุศล เพราะน้ำตาลเตือนเพื่อนๆเสมอให้ คิดดี ทำดี

เขา่ไม่เคยคิดที่จะต้อนรับพวกรกโลก(ไซเบอร์) แต่มันก็พยายามเข้ามาอยู่เรื่อยๆ พยายามทำตัวให้เป็นที่น่าสนใจ แต่เมื่อเจ้าของไม่สนใจ มันก็เริ่มอาฆาต แกล้งเขาต่างๆนาๆ

ทั้งที่ ผมกับน้ำตาลมีเรื่องให้โต้แย้งกันทุกวัน เพราะเรามีมุมมองที่ต่างกัน แต่ไม่เห็นว่าเราจะโกรธเกลียดกัน ตรงกันข้ามเรากลับเข้าใจกันและยอมรับ(ความคิด)กันมากกว่าเดิม

ทุกอย่างมันอยู่ที่กุศลจิตว่า สิ่งที่เขียนและัอ่านลงไป คุณมองกันอย่างไร

สุดท้าย เ้ว็บน้ำตาลไม่ได้ต้องการให้คนเข้ามามากมายก่ายกอง หรือมีชื่อเสียงโด่งดัง ต่อให้มีแค่เพียงคนเดียวเข้ามา แต่เป็นเพื่อนที่เข้าใจกัน ก็เพียงพอแล้ว

    โดย : .     เมื่อ : 17/07/2004 01:39 PM


ความคิดเห็นที่: 16


...............................................................................

>>>>> ทำเว็บออกมาก็ดีแล้ว แต่อย่าไปใส่ใจกับเรื่องเล็กๆน้อยๆให้หนักสมองเลย
>>>>> ไม่มีเว็บไหนสมบูรณ์แบบหรอก มีคนอยากด่า รับฟัง ถ้าเป็นอย่างนั้นก็แก้ไข
>>>>> เว็บก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไร้สาระมากก็ปล่อย ไม่ต้องใส่ใจ
>>>>> ถือว่าเป็นส่วนประกอบที่ทำให้เว็บมันสมบูรณ์ดีกว่า
>>>>> ไม่งั้นอ่านทีไร บรรดาขาประจำเขียนเชียร์ ชมอยู่ตลอดอย่างที่เห็นๆ
>>>>> น่าเบื่อตายเลย เว็บคุณก็ไม่มีทางพัฒนาต่อไป

โดย : พี่สอง เมื่อ : 17/07/2004 10:29 AM (131.113.201.222)

...............................................................................



ชี้แจง ด้วยความเคารพ ..!!
ยินดี และ ขอบคุณ คุณพี่สอง มากๆ นะคะ
ที่กรุณาให้ข้อคิด และ แสดงความคิดเห็น ตำหนิ น้ำตาล มา ณ ที่นี้
น้ำตาลก็ขอชี้แจง พี่สอง ด้วยความเคารพ ดังนี้ ..!!

ไม่ใช่ว่าน้ำตาลจะไม่ยอมรับฟังเหตุผลของใครๆ ... แต่พี่สองลองคิดดูดีๆ ว่าแปลกมั้ย .. น้ำตาลอยู่ของน้ำตาลดีๆ ทำไมพวกนั้น ต้องแปลงร่าง เปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆ มาต่อว่า มาวุ่นวาย กะ ความนึกคิดของน้ำตาลด้วย .. ถ้าเบื่อ รำคาญ ไม่ชอบน้ำตาล หรือ ไม่ชอบบทความของน้ำตาล .. ก็เลื่อนเม้าส์ผ่านๆ ไปสิ .. ไม่เห็นต้องมาใช้วาจาเช่นที่เห็นๆ นั้น กับน้ำตาลเลย ใช่มั้ย ..???

แล้วก็ถ้ามาอย่างมิตรจริงๆ จะเปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆ ทำไม ..?

หรือ บางทีพวกเค้าอาจจะลืมไปหรือเปล่าว่า ... ที่นี่ เป็นเว็บไซต์ส่วนตัวของน้ำตาล และ คำว่าส่วนตัว ความหมายก็บ่งบอกอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีคนเข้ามามากๆ หรอกมั้งคะ..? แค่มีเพื่อนที่คุยกันรู้เรื่อง จริงใจต่อกันและกัน แม้มีเพียงคนเดียว หรือ ไม่มีเลยสักคน .. แต่เราได้ทำในสิ่งที่ต้องการ แค่นี้เราก็มีความสุขมากมายแล้วคะ ..

แล้วน้ำตาลก็ไม่ได้จิตชำรุดแบบพวกเค้านี่คะ ... ที่อยู่ๆ ก็เสียเวลาและเสียเงินเป็นหมื่นๆ มานั่งทำเว็บไซต์มาให้ใครต่อใครมาจิกด่าเล่นได้ง่ายๆ .. แต่น้ำตาลก็มิได้มีความคิด ที่จะได้รับคำชมเชยตลอดเวลา ตำหนิได้ เตือนได้ จะด่าก็ได้คะ .. แต่เมื่อพวกเค้ามาวุ่นวายกับความคิดเห็นของน้ำตาลเอง พวกเค้าก็ต้องพึงสังวรณ์ไว้ด้วยว่า พวกเค้าสมควรยอมรับการยอกย้อนจากน้ำตาลด้วย .. เช่นกัน ..!!

แล้วที่สำคัญ ... น้ำตาลโต้ตอบและถกเถียงด้วยเหตุ ด้วยผล ด้วยสาระของหัวข้อกระทู้ และ หัวข้อของเนื้อข่าวทุกครั้ง มิได้มีเจตนา จะจิกด่าผู้ใด โดยไร้สาระและเลื่อนลอยด้วยลุแก่อารมณ์ .. ถ้าพวกเค้าคิดว่าน้ำตาลคิดผิด พวกเค้าก็ต้องหาเหตุผล มาพูดคุยหักล้างความคิดเห็นของน้ำตาลให้ได้ อย่างที่ พี่สองหรือพี่ๆ บางคน ที่ได้กรุณาอธิบายอย่างมีเหตุ มีผล .. มิใช่อยู่ๆ ก็โผล่มาแค่พูดตำหนิ จิกด่ากันลอยๆ อย่างไร้วัฒนธรรมแบบนั้น น้ำตาลก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอกนะคะ

และการที่น้ำตาลจำบุคคลเหล่านั้นได้ ... ไม่ได้หมายความว่า น้ำตาลอาฆาตพวกเค้าหรอกนะคะ ถ้าน้ำตาลอาฆาตจริงๆ พวกเค้าคงไม่ได้ มาแปลงร่างเปลี่ยนชื่อไปๆมาๆ ด่าน้ำตาลเล่นอยู่แบบนี้ .. คงเข้าไปนอนอยู่ในคุกนานแล้ว ตั้งแต่ครั้งมาวุ่นวายกับหน้าบันทึกของน้ำตาล ระรานกระทั้ง .. ในหลวง .. พระราชินี .. พระเทพฯ .. แต่ก็ไม่แน่นะคะ วันหนึ่งน้ำตาล เกิดนึกสนุกขึ้นมามากๆ อาจจะรื้อฟื้น เอาหลักฐานเก่าๆ บวกกับพวกเดิมๆ ที่ยังมาวุ่นวายอยู่ที่นี่ แต่ฉลาดน้อยๆ ..

แบบนี้ ...
พี่สองคิดว่า น้ำตาลควรจะแจ้งเจ้าหน้าที่ ให้มาตามจับพวกที่ชอบกระทำอย่างงั้นมั้ยคะ?
น่าลองดูสักนิด ดีมั้ยคะ :-)



โชคดีนะคะ


\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 17/07/2004 03:52 PM


ความคิดเห็นที่: 17

นิทานอีกศพ

กาลครั้งหนึ่ง ไม่นานมากหรอก มีหมาป่าดุร้ายแก่ๆ ตัวหนึ่ง เหลือบมองเห็นลูกแกะสีน้ำตาลตัวเล็กน่ารักตัวหนึ่ง ก็นึกอยากจะกินลูกแกะสีน้ำตาลนั้น แต่มันไม่อาจจะกินลูกแกะสีน้ำตาลตัวนั้นได้ในทันทีทันใด มันพยายามคิดหาเหตุผลต่างๆ นานา ที่จะเป็นข้ออ้างในการกินลูกแกะสีน้ำตาลโดยชอบธรรม เพื่อคนทั้งหลายจะได้คิดว่ามันเป็นหมาป่าแก่ๆ ที่สุภาพ

ดังนั้นมันจึงเอ่ยกับลูกแกะสีน้ำตาลว่า "เมื่อปีกลายเจ้าด่าข้าว่าชาติชั่ว"

ลูกแกะสีน้ำตาลปฏิเสธว่า "เมื่อปีกลายข้าพเจ้ายังไม่เกิด ข้าพเจ้ายังเป็นเพียงลูกแกะสีน้ำตาลเล็กๆ เท่านั้น"

"ถ้างั้น เจ้าก็แอบกินอาหารของข้า" เจ้าหมาป่านั่น ก็หาเรื่องต่อ

"แต่ข้าพเจ้ากินอาหารของท่านไม่ได้" ลูกแกะสีน้ำตาลตอบ
"ข้าพเจ้ายังเล็กนัก ได้แต่เพียงดื่มน้ำเท่านั้น"

"ก็นั่นแหละ ! เจ้าดื่มน้ำของข้าล่ะ" หมาป่าแก่ๆ ว่าอย่างหน้าด้านๆ

"แต่ว่าข้าพเจ้าดื่มได้แต่เพียงดื่มน้ำนมแม่ของข้าพเจ้าเท่านั้น" ลูกแกะสีน้ำตาลให้เหตุผล

"งั้นรึ ? " หมาป่าตัดบท "แต่ข้ากินได้ และ กำลังจะกินเจ้าอยู่ ข้าจะกินเจ้าเดี๋ยวนี้แหละ
เพราะข้าต้องการอาหารมื้อเย็นของข้าอยู่แล้วพอดี"

หมาป่าว่าแล้ว ก็กระโดดเข้าขม้ำลูกแกะตัวเล็กน่ารักนั้นทันที ลูกแกะก็เป็นอันจบชีวิตลง


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คนชั่วๆ เขามักจะหาทางออกเพื่อให้พ้นผิดไปได้เรื่อยๆ นั่นแหละครับ ..!!



*** จะเปลี่ยนชื่อมากี่ครั้งกี่หน ผมกับเพื่อนๆ ก็ยังจำกันได้ อยู่ดี

    โดย : พี่หนึ่ง เองครับ   Mail to พี่หนึ่ง เองครับ  เมื่อ : 17/07/2004 10:56 PM


ความคิดเห็นที่: 18

เข้าไปอ่านตามลิ้ง ในความคิดเห็นที่ 7-8

- http://www.thaingo.org/webboard/view.php?id=4912
- http://www.thaingo.org///webboard/view.php?id=4952

------

ผมว่าไอ้แก่ NGOs บางคน พวกนั้นมันสมควรโดนน้ำตาลอัดกลับเสียบ้าง

ไอ้พวก NGOs บางคน แล้วยิ่งไอ้ที่แก่ๆ ที่รอดมาได้จากสมัยทรราช มันเก็บกด มันไม่เคยฟังใคร มันจะให้คนอื่นเห็นด้วยกับพวกมันตลอด ปากพวกมันก็ดีแต่เรียกร้องสิทธิมนุษยชน เรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องโน่น เรียกร้องนี่เอากับรัฐบาลตลอด แต่ตัวพวกมันเอง ยังไม่รู้เลยว่าประเทศที่พวกมันอาศัยอยู่นั้น คือประเทศไทย ที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย

มันเอาแต่ด่าคนอื่น จนพวกมันคิดว่ามันเป็นเจ้าชีวิตเขา มีสิทธิ์จะแหกปากพิมพ์เขียนด่าใครๆ ก็ได้ วันๆ ด่าแต่นายกฯ ด่าแต่รัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน มันก็จับมาด่าหมด ด่าอย่างเดียวไม่มีการแนะนำ หรือ คิดจะเข้าไปพูดคุยหามุมมองที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนร่วมกัน มันมีแต่ นักด่า นักพูด เยอะมาก เอาแต่ด่าเขาอยู่คนละมุมโลก ตะโกนด่าเอา ด่าเอา ไม่เคยที่จะเข้าใจปัญหาของบ้านเมืองอย่างจริงใจ ไม่เคยคิดที่จะหันหน้าเข้าไปปรึกษาหารือ ตกลงกันอย่างดีๆ ถ้าหันหน้าเข้าไปคุยกับรัฐบาลบ้าง มีหรือที่รัฐบาลจะไม่ช่วย รัฐบาลไหนๆ ก็มีหน้าที่ทำงานเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนอยู่แล้ว นี่เอาแต่อยากจะได้ผลงานของตัว คอยจับผิดมันอย่างเดียว จนติดเป็นนิสัย ตัวไม่ชอบรัฐบาล ไม่ชอบระบบเจ้าขุนมูลนาย

ก็จะให้น้ำตาลเธอไม่ชอบด้วย แล้วก็กลายเป็นว่าน้ำตาลทำอะไร แสดงความคิดเห็นอย่างไร ก็ไม่สบอารมณ์พวกมันไปทุกอย่าง ขนาดในกระทู้ที่เห็นๆ กันอยู่นี้ ลองเข้าไปอ่านอย่างละเอียด ตั้งแต่เริ่มต้น น้ำตาลไม่ได้เข้าไปแสดงความคิดเลย มันก็ยังอุตส่าห์พูดจากระทบกันจนได้ แบบนั้นก็สมควรแหละครับ โดนน้ำตาลตอกกลับแบบนั้น ยังน้อยไปครับ

------

ผมเห็นด้วยกับน้ำตาล เรื่องของความสามัคคีครับ การรักชาติ การทำงานเพื่อชาติ ต้องการความสามัคคีอย่างยิ่ง

คุณพี่สองไปโยงซะไกลบ้านไกลเมืองเลยนะครับ เรื่องที่พูดกันอยู่นี่ น้ำตาลกับเพื่อนๆ เขาคุยกันเรื่องปัญหาภายในประเทศไทยครับผม เขากำลังคุยกันถึงความแตกแยกทางด้านความคิด และ เรื่องการคอรัปชั่นฯ คุณไปพูดถึงญี่ปุ่น ถึงอเมริกา มันจะได้เรื่องหรือครับ

ตรงประเด็นหน่อยครับผม

    โดย : อาณาจักร   Mail to อาณาจักร  เมื่อ : 18/07/2004 09:26 AM


ความคิดเห็นที่: 19

.......................................................................................

>>> แค่สามัคคีก็ไม่มีทางแพ้ใครอย่างนั้นหรอ?
>>> อันนี้คงบอกว่าไม่จริง แข่งกีฬาต่อให้พยายามแค่ไหน
>>> สามัคคีกันในทีมแค่ไหนก็แพ้อยู่ดี เพราะฝีมือสู้ไม่ได้
>>> โดย : พี่สอง เมื่อ : 17/07/2004 10:29 AM (131.113.201.222)

.......................................................................................



ขอโทษนะคะ คุณพี่สอง

พี่ไม่รู้เลยจริงๆ เหรอคะ ... ว่าประเทศไทยขาดวิสัยการทำงานเป็นทีม และ การทำงานเป็นทีมนั้น อย่างการเล่นกีฬาที่พี่ยกตัวอย่างมา พี่จะบอกหรือฟันธงลงไปได้อย่างไร ว่าพวกเขาขาดฝีมือ สู้ไม่ได้จริงๆ .. มิใช่ว่าพวกเขาขาดปัจจัย หรือ มีเหตุผลอื่นๆ อีกมากมาย .. อย่างเช่น พวกเขาอาจขาดกำลังใจ เพราะ ขาดเงินที่จะใช้จ่ายในครอบครัวไม่เพียงพอ .. ภายในองค์กรเกิดอาการ อิจฉา ริษยา หรือ เล่นพรรคเล่นพวก .. ผู้ใหญ่รับเงินถุงเงินถังมา และ สั่งให้ลูกทีมเล่นอย่างผู้ไม่อยากชนะ .. แล้วก็เหตุผล อื่นๆ อีกมากมาย .. ฯลฯ

พี่ทราบได้อย่างไรว่า ...
ที่พี่ยกตัวอย่างมานั้น พวกเขาทำอย่างสุดฝีมือ และ ถึงที่สุดอย่างจริงใจ และ ร่วมใจไปที่เป้าหมายเป็นหนึ่งเดียวกัน พี่ใช้อะไรมาอ้างอิงกับหลักการและเหตุผล ที่พี่ปฏิเสธการคอรัปชั่นฯ และ ความสามัคคีของคนในประเทศชาติ ตามตัวอย่างที่พี่ยกมาทั้งหมดนั้น

ช่วยขยายความหน่อยสิคะ :-)

ถ้าพี่สองสรุปได้แค่ที่พี่ยกตัวอย่างมานั้น

น้ำตาลก็ยังคิดว่า ...
การคอรัปชั่นฯ และ ความสามัคคีของคนในประเทศชาติ เป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดอยู่ดีคะ




\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 18/07/2004 01:03 PM


ความคิดเห็นที่: 20


กฎหมายหรือกติกา ...
เป็นเรื่องของสังคมที่จะกำหนด แต่ต้องเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน มิใช่หรือ ..?

แต่ถ้ากำหนดแล้วสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ... ประโยชน์ของประชาชนเป็นเรื่องเสียหายมากกว่า การกำหนดหรือการแก้ไขแต่ปลายเหตุ แค่การเปลี่ยนชื่อประเทศไทยกลับไปเป็นสยามอะไรนั่น มันคงไม่ง่ายๆ อย่างที่คิดกัน เพราะคนบางคนไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง พวกที่คิดจะแบ่งแยก เค้าคิดจะแบ่งแยกจริงๆ หรือเป็นแค่ต้องการทำให้รัฐบาลนี้พังเท่านั้น เรื่องของการเมืองและผลประโยชน์ ดูจะเป็นของคู่กัน และ บางคนก็ทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะผิดหรือถูก ยิ่งดูและติดตาม ก็ยิ่งสนุก เหมือนละครชีวิตโรงยักษ์เลย นะคะ

บางครั้ง ... เมื่ออ่านและศึกษาประวัติศาสตร์ของการเมืองในอดีต ก็ทำให้สงสัยว่า
ทำไมพอบางพรรคขึ้นเป็นรัฐบาล เรื่องเรียกร้องของทางภาคใต้แบบนี้ จึงไม่มี ?

ปัจจุบัน ... ใครๆ ก็ทราบดีว่า เมืองไทยของเราทุกวันนี้ อยู่ในระดับของประเทศที่กำลังพัฒนา และ กำลังเปลี่ยนแปลงความก้าวหน้าออกไปอีกมากมาย จนคนไทยเองก็เกือบจะไล่ตามไม่ทัน .. สภาพบ้านเมืองของประเทศไทยเปลี่ยนไป .. ระบบการทำมาหากินก็เปลี่ยน .. ระบบชีวิตของคนไทยก็เปลี่ยนไปอย่างเทียบกันไม่ได้ แค่ระหว่างปัจจุบันกับเพียงประมาณ ๑๐-๒๐ ปีที่แล้วมานี้เอง ถ้าเราศึกษาถึงวัฒนธรรมเก่าๆ และ ขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมของท้องถิ่น เราก็จะรู้ว่าบางอย่างเริ่มหายไปแล้ว

อันนี้เราก็เข้าใจว่า บางคนรู้สึกเสียดาย ... และ มีท่านผู้รู้ ตลอดจนท่านผู้ใหญ่ หรือ บางรัฐบาล ที่หวังดีต่อบ้านเมือง ได้พยายามทั้งที่เป็นการส่วนตัว หรือ ตั้งเป็นสมาคม และหรือกระทรวงต่างๆ ขึ้น เพื่ออนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณี และ วัฒนธรรมของไทย ซึ่งเรามักจะได้ยินข่าวอยู่เสมอๆ

แต่เดี๋ยวนี้และวันนี้ ... เรากลับมีข้อสงสัยเกิดขึ้นอยู่ในใจว่า ท่านผู้หวังดีต่อขนบธรรมเนียมประเพณี และ วัฒนธรรม เก่าๆ ของไทยเหล่านั้น ท่านอนุรักษ์อะไรต่ออะไรที่ท่านคาดหวังไว้ แล้วท่านสามารถอนุรักษ์ได้อย่างแท้จริงหรือ? .. ถ้าเราอ่านและศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณี และ วัฒนธรรม เก่าๆ ของไทยกันอย่างจริงจัง เราก็จะเห็นว่าบางเรื่องราวผิดพลาดทั้งหมด ไม่มีอะไรตรงกับของจริงที่คนสมัยโบราณเคยกระทำกันมาอย่างแนบเนียนลึกซึ้งเลย บางอย่างน่าจะเป็นการกระทำอย่างสะเพร่า กระทำกันอย่างคนที่อยู่ในยุคปัจจุบัน ที่เกือบจะไม่มีอะไรเป็นหลักเกณฑ์

ซึ่งบางที ... ยิ่งเราได้เรียนรู้และศึกษามากๆ ขึ้น .. เราก็มองว่า การอนุรักษ์อะไรต่างๆ เหล่านั้น อาจจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ได้หรือไม่? .. คือการอนุรักษ์นั้น บางครั้งดูเหมือนเท่ากับว่า เป็นการเอาน้ำเน่าเข้าไปเจือปนในน้ำบริสุทธิ์ ผลที่ออกมาก็จะเป็นน้ำเน่ามากกว่าน้ำบริสุทธิ์ที่ใสๆ แล้วคนรุ่นเราหรือรุ่นต่อๆ ไป ก็จะเข้าใจผิดๆ กันต่อๆ ไปอีก แล้วก็จะเพี้ยน เปลี่ยนแปลงกันไปเรื่อยๆ แต่เค้าก็จะพยายามบอกให้เราเข้าใจว่า .. นั่นแหละ คือเมืองไทยแต่เก่าก่อน

ด้วยความเคารพอย่างจริงใจ ... เราไม่ได้คิดที่จะล่วงเกินผู้ใหญ่หรือผู้รู้ท่านใด เราแค่คิดว่า แต่ก่อน ก็น่าจะเคยมีท่านผู้รู้ในเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณี และ วัฒนธรรม เก่าๆ ของไทยอยู่หลายๆ ท่าน และแน่นอนที่สุด ว่าพอถึงตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ท่านเหล่านั้นก็ได้เสียชีวิตไปเกือบหมดแล้ว ส่วนที่ยังพอหลงเหลืออยู่ ก็ดูเหมือนจะหลงลืม เลอะเลือนมากแล้ว แบบนี้ จะเอาหลักเกณฑ์อะไรที่แน่นอนว่าเป็นจริงนั้น ก็คงไม่ได้

เรามาตัดใจ ... จากของเก่าๆ ที่สูญไปแล้ว และคิดว่า เรามีแค่รูปภาพหรือหลักฐานบางอย่างเอาไว้ดู เอาไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาถึงประวัติศาสตร์ของประเทศเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ถึงแม้จะเพี้ยนไปบ้าง ก็ยังเป็นงานที่น่าท้าทายของชนรุ่นหลัง ที่จะได้ค้นคว้าหาความจริงที่ใกล้เคียงต่อๆ ไป ดีกว่ามาห่วงใย คอยฟื้นฟูอะไรๆ ที่ผิดๆ แล้วก็เสียเวลาเปล่าๆ ด้วยซ้ำ


เมื่อไม่มีอะไรที่เป็นของเดิมๆ อยู่ อย่างจริงจังและลึกซึ้ง ...
การเปลี่ยนชื่อประเทศไทยเป็นสยาม จะใช้แก้ไขปัญหาของบ้านเมืองได้อย่างไร ..?



แก้ไข ...
การคอรัปชั่นฯ และ ความสามัคคีของคนในประเทศชาติ นั่นแหละ ที่ควรจะเป็นปัจจัยเบื้องต้น เพราะการที่คนในบ้านเมืองขาดความสามัคคี และ ยังมีการทุจริตกันอยู่ทั่วไป .. ซึ่งก็อาจจะนำไปสู่ความอ่อนแอในเรื่องอื่นๆ ของประเทศอย่างเห็นได้ชัด .. อย่างเช่น ขาดความร่วมมือร่วมใจ .. ขาดการป้องกัน .. มัวแต่เอาเวลาไปทะเลาะแย้งชิงอำนาจกันเอง


ทั้งๆ ที่ทุกคนรู้อยู่ว่า ... การเป็นข้าราชการฝ่ายปกครองนั้น ต้องตระหนักถึงหน้าที่และการทำงานให้มีประสิทธิภาพนั้น ควรกระทำกันอย่างไร .. ทำพิธีสาบานตน ท่านก็ได้กระทำแล้ว ถูกสาบแช่งจากประมุขของบ้านเมือง ท่านก็ถูกกระทำแล้ว .. แบบนี้ ท่านๆ ยังไม่คิดจะกลับตัว กระทำความดีกันอีกหรือ ..?


เมื่อประเทศชาติล่มจม ท่านจะอยู่ได้อย่างไร ..?


\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 18/07/2004 01:07 PM


ความคิดเห็นที่: 21

จริงๆแล้วผมมาแสดงความเห็นไว้ในความเห็นที่ ๑๔ เพียงแค่ต้องการท้วงติงในสิ่งที่ไม่เห็นด้วย
ไม่ได้มีเจตนาจะมาชวนทะเลาะอะไร หรือแกล้งเขียนมาต่อว่าแล้วก็หายหัวไปหรือเปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆอย่างที่
อีกหลายๆคนทำอยู่

แต่ดูเหมือนว่าขาประจำของน้องน้ำตาลและตัวน้องน้ำตาลพยายามยั่วให้ผมโต้ตอบกลับ ถ้าผมไม่เขียนแสดงความเห็นกลับ พวกคุณอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าผมเป็นพวกที่แกล้งมาเปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆ พอท้ากลับก็หายตัวไป

คราวนี้ผมเลยขอชี้แจงเหตุผลประกอบความเห็นที่เขียนไว้คราวที่แล้ว แล้วคิดว่าหลังจากอธิบายจนหมดแล้วคราวนี้ ก็คงไม่จำเป็นต้องมาโต้ตอบอะไรกับพวกคุณอีก
เพราะผมไม่มีเจตนาต้องการมาทะเลาะเพื่อเอาชนะอะไรทั้งนั้น ผมอยากให้เว็บเป็นที่โต้เถียงกันเฉพาะความคิด ไม่ใช้โต้เถียงกันเพื่อระบายอารมณ์หาทางเอาชนะกัน คงน่าสนุกถ้าการโต้เถียงทำให้เกิดการงอกเงยทางความคิด ต่อยอดความคิดไปเรื่อยๆ เปิดโอกาสให้เราได้เห็นในสิ่งที่เราไม่เห็นจากมุมมองของคนอื่น มากกว่าพยายามโน้มน้าวคนอื่นให้คล้อยตามตัวเองตลอดเวลา และปิดกั้นไม่ยอมรับฟังคนอื่นเลย การโต้ตอบท้วงติงความเห็นระหว่างกันเป็นการพัฒนาการความคิดในเชิงบวก เสริมในสิ่งที่อีกคนอาจจะมองไม่เห็น มองข้ามไป ตกหล่นไป หรืออาจจะมองคนละมุมกัน การโต้ตอบท้วงติงไม่ใช่เวทีโต้วาทีที่สมาชิกในทีมต่างพยายามใช้คำพูดเข้าข้างสนับสนุนฝ่ายของตน หาทางโจมตีจุดอ่อนคู่ปรับเพื่อเอาชนะ ถ้าจะคิดแต่เอาชนะอย่างเดียวก็ไม่สนุกนักที่จะมาโต้เถียงกัน

ประเด็นที่หยิบยกมาพูดคราวที่แล้ว ผมระบุตรงไปเฉพาะที่ความหมายที่น้องน้ำตาลยกขึ้นมาพูดว่า

“ไทย..ไม่เคยแพ้เพราะใคร...แพ้เพราะเราแตกแยก”

หลายๆตัวอย่างมันพิสูจน์ว่าไม่จริงเสมอไป
ตัวอย่างเช่น ทีมวอลเล่ย์บอลหญิงไทยแข่งกับทีมแกร่งๆอย่างเกาหลีใต้ จีน หรือ ญี่ปุ่น เพื่อเป็นตัวแทนในลีกไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่เอเธนส์ ผมเห็นเขาตั้งใจเล่นอย่างเต็มที่ ไม่มีการออมมือเลย กีฬาวอลเล่ย์บอลนี่คุณเล่นคนเดียวไม่ได้หรอก คุณต้องเล่นเป็นทีม แล้วก็กีฬาวอลเล่ย์บอลนี่คนดูไม่มากอย่างฟุตบอล โอกาสที่คนจะมาสนใจเล่นพนันกันอย่างฟุตบอล
คงมีน้อย ดังนั้นไอ้ที่คิดจะมาล้มมวยแกล้งแพ้ต้มคนดูเป็นไปได้ยาก นักกีฬาเขาอยากจะไปโอลิมปิกมากกว่ามายอมแพ้กันง่ายๆ เขาสู้สุดฝีมือแต่เขาก็แพ้ ผมชื่นชมในความ
พยายามของเขาครับแม้ว่าเขาจะแพ้ ฝีมือเรายังสู้เขาไม่ได้จริงๆต้องยอมรับข้อเท็จจริง ทำแต้มได้ถึง ๒๐ แต้มนี่ก็ต้องตบมือให้แล้วครับ แต่นี่เราก็พัฒนามามากกว่าเมื่อสมัยแข่งเอเชี่ยนเกมส์ในกรุงเทพฯปี ๑๙๗๘ (ถ้าผมจำปีไม่ผิด) สมัยนั้นไืทยแข่งกับจีนทำแต้มได้หนึ่งแต้มก็เฮกันแล้ว

ผมเน้นการโต้เถียงไปที่ความหมายของคำว่า “การแพ้ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับว่าคุณแตกแยกคุณถึงแพ้” การยกตัวอย่างประกอบให้เห็นภาพว่าถึงสามัคคีก็แพ้ได้ ผมเลยยกภาพของญี่ปุ่นที่สู้อเมริกาในสมัยสงครามโลกครั้งที่๒แม้ว่าเขาสามัคคีกันขนาดไหนเขาก็แพ้ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นเท่านั้นเอง
เพราะคุณหาญศักดิ์เขายกตัวอย่างตอนเรารบแพ้ญี่ปุ่นไปแล้ว สมัยนั้นยุวชนไทยเสียชีวิตจำนวนมากเพื่อปกป้องไม่ให้ญี่ปุ่นรุกเข้ามาได้ เรารวมน้ำใจเป็นหนึ่งเดียวเพื่อต้านศัตรูที่คิดจะมารุกรานประเทศเรา
แต่เราสู้ไม่ได้เพราะเราไม่พร้อม กำลังทหารเราสู้ไม่ได้จริงๆ
หรืออย่างกรณีชาวบ้านบางระจัน เขาสามัคคีร่วมกันต้านพม่า แต่สุดท้ายค่ายบางระจันแตกเพราะอะไร?
มีใครแตกความสามัคคีหรือเปล่า? ค่ายแตกเพราะไม่มีกำลังอาวุธเพียงพอที่จะต่อกรกับพม่าต่างหาก
ผมยกตัวอย่างในประเทศประกอบแบบนี้บ้างคุณอาณาจักรคงจะพอใจขี้นบ้างไหม?

การมีแสนยานุภาพมากกว่าก็ใช่จะชนะ ผมยกตัวอย่างสงครามเวียดนามประกอบเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน
สหรัฐมีทหารมากกว่าเวียดกง อาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยกว่า แต่ทำไมแพ้?
แพ้เพราะสหรัฐไม่เคยชินกับกลยุทธ์การรบแบบกองโจรของเวียดกง
ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยในอิรัก สหรัฐคงไม่มีทางชนะการรบแบบกองโจร
หรือแม้แต่จีนเองที่สอนกลยุทธ์การรบสงครามแบบกองโจรให้เวียดนามปลดแอกจากฝรั่งเศส
ก็ยังมึนเมื่อเวียดนามโต้ตอบการรุกของจีนแบบสงครามกองโจรสมัยสงครามสั่งสอนปี ๑๙๗๙ หรือ ๑๙๘๐ ราวๆนั้น (ขอโทษด้วยครับ ถ้าผมอ้างปีผิด)

ประเด็นท้วงติงคราวที่แล้ว ผมเน้นที่ความหมายของคำว่าแพ้ เท่านั้น โดยไม่ได้หยิบเรื่องอื่นมาเป็นประเด็นถกเถียงกันเลย
บางท่านอาจจะตีความหมายไปคนละอย่างจากที่ผมมอง เลยสรุปว่าผมกำลังหลงประเด็น

ความเห็นที่ผมเขียนแสดงไว้คราวที่แล้ว มีประโยคไหนบ้างที่ผมเขียนแสดงความเห็นปฎิเสธว่าคอร์รัปชั่นและสามัคคีเป็นปัญหาของสังคมไทย ช่วยหาให้หน่อยครับ ผมอ่านข้อความซ้ำแล้วซ้ำอีก ผมยังไม่เจอเลยว่าผมไปแสดงความเห็นปฏิเสธในลักษณะนั้นบรรทัดไหน?

ผมไม่ได้คัดค้านด้วยซ้ำว่า คนไทยไม่ควรสามัคคีกัน และสามัคคีเป็นสิ่งที่ควรสร้างในสังคมไทย
ความรักชาติและความสามัคคีเป็นเรื่องที่ดีที่คนไทยควรจะได้รับการปลูกฝังตลอดไป

ในเมื่อชี้แจงแบบนี้แล้ว หวังว่าคงเข้าใจในสิ่งที่ผมต้องการท้วงติงคราวที่แล้วชัดเจนขึ้น ผมคงไม่มาติดใจโต้เถียงกับกระทู้นี้อีก ถ้าพวกคุณยังไม่พอใจ อยากจะลากกระทู้นี้ถกต่อก็ตามใจ ผมไม่
เห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแล้วจากการต้องมาโต้ตอบอะไรต่อไปอีก ถ้าคราวที่แล้วใช้ข้อความทำให้เคืองกันเล่นๆก็ขอโทษด้วย

โลกของไซเบอร์นี้น่ากลัวนะ น้องน้ำตาลหรือขาประจำอาจจะมองว่านี่เป็นเว็บส่วนตัว อยากเขียนอะไรตามความพอใจ เป็นสิทธิ์ของเจ้าของเว็บที่จะทำได้ คนนอกไม่เกี่ยว
ลองนึกถึงบ้านที่ไม่มีรั้วกั้น เปิดรับให้ทุกคนที่มาเยือน ใครก็เข้ามาได้ คนดี ก็มี คนร้ายก็มี คนร้ายเข้ามาก็มาสร้่างความเสียหาย คนดีเข้ามาก็ทิ้งสิ่งดีๆไว้ให้น่าประทับใจ
เงื่อนไขที่ไม่มีรั้วกั้น ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ก็ต้องยอมรับว่าจะมีคนร้ายเข้ามาเป็นระยะๆ้้้้เป็นเรื่องธรรมดา
ผมไม่ได้หมายความว่าคุณต้องไปกีดกัน ไปแบ่งแยก หรือคัดเลือกบุคคลที่จะเข้ามาในเว็บของคุณ เพราะความคิดแบบนั้นก็เป็นสิ่งที่ดูน่ารังเกียจไปหน่อย โดยส่วนตัว,ผมก็ไม่เห็นด้วยกับความเห็นที่ไปกีดกันผู้คนอื่นไม่ให้เข้ามาเลย

ในความหมายของผม หมายความว่า ตราบเท่าที่พวกคุณนิยามของคุณว่าเว็บของคุณเป็นเว็บส่วนตัว แต่สิ่งที่อีกหลายๆคนเขามองกลับตรงกันข้ามกับที่พวกคุณกำลังเชื่อกันอยู่
เพราะเขามองว่าเว็บคุณกึ่งๆเป็นเว็บสาธารณะ (กลับไปอ่านความเห็นเก่าๆทีพวกเขาต่อว่าคุณก็ได้ ว่าเขามองกันอย่างไรบ้าง)
เพราะเปิดให้ผู้คนทั่วไปสามารถเขียนแสดงความคิดเห็นได้ คุณเปิดรับทุกๆคนที่จะเข้ามา แม้คุณจะรังเกียจคนที่ฉวยโอกาสเข้ามาด่าทอคุณแล้วก็จากไปก็ตาม คุณต้องทำใจว่าเรื่องในลักษณะที่เจอๆอยู่มันไม่มีทางหมดไป ถ้าคุณยอมรับได้ คุณก็จะไม่ต้องมาเป็นทุกข์ร้อนกับพวกที่เข้ามาจิกด่าคุณ แล้วคุณอาจจะไม่จำเป็นต้องไปโต้ตอบอะไรด้วย เพราะรู้ว่านี่เป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้นได้กับเว็บที่เปิดให้คนอื่นเข้ามาแสดงความคิดเห็น เรื่องมันก็คงจบ แต่ถ้าคุณไม่ชอบปัญหาที่เกิดขึ้นแบบนี้ คุณก็หาทางสร้างรั้ว
ขี้นมาป้องกันปัญหามันก็จบ

ลองดูตัวอย่างเว็บผู้จัดการ บางกระทู้เขาไม่ให้คนบ้าน้ำลาย พวกโรคจิต มาเขียนแสดงความเห็นเลย กระทู้หรือข่าวนั้นมีแต่เนื้อข่าว บางกระทู้ฟรีสไตล์ บางคนที่ลามก หรือบางคนที่บ้าน้ำลาย หรือหลายคนที่ชอบใช้คำหยาบคาย ระรานคนอื่น ต่างคนต่างเข้ามาเขียนระบายความพอใจ ประจานความคิดของตนเองว่าเป็นคนอย่างไร บางครั้งไปด่าเจ้าของเว็บเขาอีกทั้งๆที่มาอ่านของเขาฟรี ตัวเองมาหาความเพลิดเพลินจากเว็บของเขาแท้ๆ แต่กลับมาระบายอารมณ์ของตัวเอง ด่าทอเว็บของเขาอีก
ผมกลับไม่เคยเห็นคุณสนธิด่าตอบกลับพวกนั้นเลยเวลาพวกนั้นด่าคุณสนธิแรงๆ

ถ้าคุณรู้นิสัยคนบางคนที่เว็บเอ็นจีโอเป็นแบบนั้น คุณยังอยากไปยุ่งกับเขาอีกหรอ? ถ้าคุณลองไม่ไปตอแยด้วยหรือไม่ไปแม้แต่เยี่ยมเว็บนั้นเลย คุณคงไม่ต้องมานั่งเจ็บแค้นอะไรนักหนา
กับคำพูดเสียดสีด่าทอเย้ยหยันลักษณะนั้น กระทู้ที่เขาเขียนด่าคุณก็คงเฉาไปด้วยเพราะมันไม่มีจุดต่อ ไอ้คนชอบด่าคนอื่นมันเป็นนิสัยที่แก้ยาก ตัวมันเองก็ยังไม่สมบูรณ์แต่ก็ชอบด่าทอคนโน้นคนนี้ ติไปได้เรื่อยๆ คุณไปโต้ตอบมัน มันก็ยิ่งดีใจใหญ่ที่มีคนหลวมตัวมาให้มันด่าเล่น ถ้าคุณคิดว่าสนุก ก็ไปโต้ตอบกับพวกนั้นต่อไป

ระมัดระวังตัวด้วยครับ ในโลกของไซเบอร์ ทุกคนไม่ใช่คนดีเสมอไป คนดีก็มีคนไม่ดีก็มี คนไม่หวังดีเขาอาจจะฉวยโอกาสตอนคุณเผลอดึงเว็บคุณไปโจมตีเกี่ยวข้องกับสถาบัน มันน่ากลัวครับ เรื่องบางเรื่องลองแพร่ผ่านเว็บแป๊บเดียวได้เรื่อง คุณคุมไม่อยู่หรอก มันไปเร็วมาก ตัวอย่างกรณีโจ้ มือกลองไปโพสต์รูปติ๊ก บงกชไงครับ เรื่องไปถึงมือสื่อมวลชนไทยละก้อ คราวนี้แก้อย่างไรคงไม่ได้ เขายำเละหละอยากขายข่าวซักอย่าง เขียนอะไรก็ได้ขอให้ขายข่าวได้เป็นใช้ได้ ขาดความรับผิดชอบ

ชี้แจงมามากพอแล้ว คงพอแค่นี้ครับ และหวังว่าพวกขาประจำก็คงเข้าใจเจตนาที่แท้จริงของผมด้วย
พยายามมองอะไรโดยไม่มีอคติแล้วคุณจะเห็นภาพชัดเจนขี้นว่า คนที่เขาเข้ามา บางทีเขาก็ไม่ได้มาตั้งใจด่าว่าเว็บนี้เสมอไป เขาเข้ามาแล้วอยากแนะนำก็มี เปิดใจรับฟังเขาบ้างก่อนจะ
ด่วนตัดสินใจไปต่อว่าเขากลับไป ใช้เวลาไตร่ตรองให้ดีก่อนแล้วค่อยไปโต้ตอบกลับก็ยังไม่สาย กระทู้ในเว็บคงไม่หายไปไหนในพริบตาหรอกครับ เพราะมันเป็นเว็บของคุณ
คุณรับฟังอะไรดีๆจากคนอื่นแล้วเก็บไปพัฒนาต่อไปก็คงไม่เสียหายอะไร ไม่ใช่หรือ?
ถ้าคุณเชื่อว่าความคิดของคุณถูก มันย่อมถูกวันยังค่ำ แต่มันดีหรือเปล่าครับที่คิดแบบนั้นตลอดไป ลองคิดดูดีๆ
ผมคิดว่าน้องน้ำตาลเป็นผู้หญิงที่ฉลาดและเก่งคนหนึ่งเพียงแต่บางครั้งเชื่อมั่นมากไปหน่อยเท่านั้นเอง
ที่คุณเก่งสรุปเอาไว้เกี่ยวกับลักษณะนิสัยของน้องน้ำตาล ถูกต้องครับ น้องน้ำตาลเป็นแบบนั้นจริงๆ
แต่ผมคงไม่จำเป็นต้องไปซื้อหนังสือรู้ทันน้ำตาลเก็บไว้อ่านหรอกครับ

    โดย : พี่สอง     เมื่อ : 20/07/2004 11:15 AM


ความคิดเห็นที่: 22


ชี้แจงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน ..!!

สวัสดีคะ พี่สอง ...

หนังสือรู้ทันน้ำตาล ... ไม่มีขายหรอกนะคะ พวกเราคุยกันไปเรื่อยๆ ล้อกันบ้าง เล่นกันบ้าง ซีเรียสก็มี แต่เราก็แค่คุยกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเท่านั้น ไม่มีใครเอาเป็นเอาตายกับตัวอักษรที่โลดแล่นอยู่บนเว็บบอร์ดนี้ หรอกมั้งคะ?

บางทีพี่สองอาจจะรู้จักพวกเราน้อยไปนิดนึง เลยตีความไปแบบนั้น
ไม่มีใคร รู้จักใคร แค่เดินผ่านมาหรอกมั้งคะ :-)


พวกเราใช้คำว่า ... มาเล่นอินเตอร์เน็ต เพื่อความบันเทิงทางปัญญาเท่านั้น ตาลและเพื่อนๆ ก็โต้ตอบตามบทบาทและสิทธิ์ของตาล และ ของข้อความที่ควรจะเป็นเท่านั้นเอง แต่ก็ยังแฝงไว้ด้วยตัวตนที่จริงจัง และ จริงใจ แต่รับรองได้คะ ว่าตาลไม่ก้าวร้าวระรานผู้อื่นก่อน และ ไม่อาฆาตใครๆ อย่างที่พี่สองได้กรุณาให้คำนิยามกับน้ำตาลไว้ข้างบนโน่น :-)

ภาษา ... ไม่ว่าจะภาษาอังกฤษหรือภาษาไทย ล้วนมีถ้อยคำมากมายมหาศาล ที่พวกเราสามารถเลือกใช้ได้หลากหลาย ที่จะทำให้ผู้อ่านอย่างเราๆ ได้อ่านแล้ว รู้สึกว่าพวกเค้าเป็นมิตรกับพวกเรา ได้มากกว่าที่บางท่านกำลังกระทำกับน้ำตาลอยู่เรื่อยๆ และ ...

เมื่อเค้าเจตนาเช่นนั้น ... น้ำตาลก็ยินดีตอบสนอง และ ไม่รังเกียจที่จะเข้าร่วมอยู่ในเหตุการณ์ เมื่อเค้ากระทำได้ ไม่ว่าเค้าจะล้อเล่น หรือจริงจัง แต่เมื่อมาเกี่ยวข้องกับน้ำตาล น้ำตาลถือว่า นั่นเป็นกรณีศึกษาหนึ่ง ที่น่าสนใจ และ น้ำตาลไม่เคยคิดจะปฏิเสธความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับผู้ใดในโลกของไซเบอร์นี้ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย และ ตาลยังคิดว่า ที่นี่ เป็นละครโรงยักษ์ ที่ไม่มีวันจบสิ้น เร้าใจ ตื่นเต้น น่าดู น่าติดตามมากมายกว่าในชีวิตจริงๆ ทีเดียวคะ ..

พูดให้ตรงประเด็นและง่ายๆ ต่อการเข้าใจ ...
ก็น่าจะบอกว่า .. ที่นี่ เป็นที่ฝึกวิทยายุทธของน้ำตาล
เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์แขนงนึง ที่น้ำตาลใฝ่เรียนรู้อย่างตั้งใจ :-)

การตีความ ... การแสดงออกหรือการแสดงความคิดเห็นของเรา และหรือ ของท่านอื่น ๆ
ที่พวกเค้าได้พบ ได้เจอ ว่า อันนี้ อันโน้น เป็นอย่างงั้น อย่างงี้ พวกเค้าเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์วัด และ ตัดสิน .. เพราะแค่ที่เราแตกต่างกันด้วย เพศหญิงหรือชาย หรือ แค่เราอายุต่างกัน และหรือ วุฒิภาวะในการศึกษา ตลอดไปจนถึงการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัว ... ฯลฯ เหล่านี้ ก็ทำให้ ความรู้สึก นึกคิด รวมทั้งเหตุผลของการตัดสินใจกระทำอันใดของพวกเรานั้น ย่อมแตกต่างกัน อย่างมากมายอยู่แล้ว

หรือ พี่สองคิดว่าไม่ควรจะแตกต่างคะ :-)

และ ที่นี่เป็นเว็บบอร์ด ... ใครๆ ก็รู้จักเว็บบอร์ด ว่าเอาไว้ใช้ทำอะไรได้บ้าง แต่บางคนที่ชอบก้าวร้าว ระรานผู้อื่นอยู่ตลอดเวลานั้น พวกเค้ารู้ความหมายของการใช้เว็บบอร์ดแค่ไหน ว่าเว็บบอร์ดคือที่ ที่ใช้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันและกัน เขาคิดของเขา เราคิดของเรา แต่ถ้าเพื่อนๆ และ พี่ๆ ท่านอื่นๆ มีเหตุ มีผล ที่ดีๆ มาลบล้างความคิดเห็นของเรา เราก็ยอมรับในความคิดเห็นของท่าน หรือของพี่ๆ ได้เช่นกัน และ เราแน่ใจว่า ความคิด ไม่มีคำว่า ผิด หรือ ถูก น่าจะมีแต่ ความคิดไหน ดีที่สุดสำหรับเราและสังคมของเราต่างหาก .. ใครจะมาตัดสินความคิดของใครได้ และ พวกเขารู้ได้อย่างไรว่าของเราผิดทั้งหมด หรือของพวกเขาถูกต้องแล้ว ... แค่พวกเขาใช้คำพูดดูถูกดูหมิ่นความคิดเห็นของผู้อื่น ก็ดูเหมือนพวกเค้าจะฉลาดน้อยเกินไป และ มิควรได้รับโอกาสที่เกิดมาเป็นมนุษย์ในระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ :-)

ดังนั้น น้ำตาลจึงสรุปได้ว่า ... พฤติกรรมการเกี่ยวข้องเกี่ยวพันของมนุษย์ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกหรือการแสดงความคิดเห็นใดๆ ในกระทู้ของคนบางคน ถ้าพวกเขาบอกตัวเองได้ว่า เขาเป็นมนุษย์ผู้หนึ่ง เขาก็สมควรที่จะมีวัฒนธรรมในการแสดงออกของผู้ที่เจริญแล้ว หรือ ผู้ที่ได้รับการพัฒนาในระดับของจิตวิญญาณที่เหนือกว่าสัตว์เดรัจฉาน .. เมื่อมีสมองที่จะคิดอะไรๆ ก็ได้ ก็ย่อมสมควรที่จะมี มารยาท และ รู้จักให้เกียรติแก่ความคิดเห็นของผู้อื่นด้วย เช่นกัน ..!!



โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 20/07/2004 02:47 PM


ความคิดเห็นที่: 23

การที่คุณสองมาชี้แจงเป็นสิ่งที่ดีครับ

แต่สิ่งที่ยกมา อาจจะผิืดประเด็นไปครับ

การแข่งขันทางกีฬา คำว่าแพ้หรือชนะ มันคนละประเด็นครับ
คำว่า รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย เป็นคำกล่าวที่ชี้ให้เห็นไว้ว่า
ทุกคนถ้าเข้าใจคำนี้ คือผู้ชนะ ทั้งผู้เล่นและคนดู
ส่วนคนแพ้ คือ พวกที่ขี้โกง ไม่ยอมรับสมรรถภาพของตัวเอง และทีม

ส่วน เรื่องค่ายบางระจัน ถ้าไปอ่านเรื่องราวจริงๆแล้วจะพบว่า ค่ายแตกเพราะความประมาท ความไม่ร่วมมือจากส่วนกลาง แม้แต่อยุธยาเอง ยังมีปืนใหญ่ที่ทรงอานุภาพมาก ยังไม่มี็โอกาสได้ใช้เพราะ คนในเป็นเหตุ

อย่าลืมว่าการที่ญี่ปุ่นพร้อมรบ และเข้ามาแทรกซีมในประเทศของเรา รวมทั้งมีแสนยานุภาพสูงกว่าเรา นั่นก็เพราะเขามีความาสามัคคีที่จะทำกิจการสูงกว่าเรา เราอาจจะต่อสู้ได้หรือไม่ ไม่มีใครทราบได้แน่ชัด แต่ผู้นำสมัยนั้นสั่งให้หยุด ถึงกระนั้นก็มีคนไทยไม่เชื่อท่านผู้นำตั้งเสรีไทยขึ้นมา นี่ไม่ใช่ความสามัคคีในการจะกู้ชาติกู้แผ่นดินหรืิอครับ

รากฐานของความสามัคคีเริ่มมาจากครอบครัว ชุมชน จนไปถึงระดับแผ่นดิน

ประเด็นของคุณหาญศักดิ์นั้น พยายามจะไปดึงความคิดเรื่องความสามัคคีไปเป็นเรื่องการเมืองมากกว่าครับ

ส่วนประเด็นของคุณพี่สอง คุณจะคุยแย้งเรื่องของ ความสามัคคี ตามที่คุึณมากล่าวภายหลัง คงไม่เป็นปัญหาอะไรมังครับ ถ้าคุณไม่ไปแตะตัวตนของบุคคล

นั่้นคือ ทำไมไม่คุยในเนื้อหาของกระทู้??? เรื่องอื่นๆนอกจากประเด็นกระทู้ สามารถคุยผ่านทางเมล์ หรืออื่นๆได้ เพราะในเน็ท คุณจะไม่สามา่รถรู้ได้จริงว่า ใครได้ทำอะำไรไว้ที่ไหนบ้าง ถึงต้องมีการตอบโต้ว่ากล่าว

ดังนั้น คนมาทีหลัง บางทีก็ควรจะคอยสังเกตการณ์สักระยะก่อนนะครับ

อาริกาโต

    โดย : พี่เก่ง     เมื่อ : 20/07/2004 06:16 PM


ความคิดเห็นที่: 24

ถึง คุณน้ำตาล คุณโก๋ คุณคำเขียน และเพื่อนทุกคน

ขอบคุณมากครับที่ช่วยกันตอบกระทู้ แต่ที่ผมหายไปหลายวันมี ๒ เหตุผลครับ ๑. คือเรื่องทางเทคนิก เพราะคอมพิวเตอร์ที่ใช้ประจำรวนครับ ไม่สามารถส่งข้อความออกได้ ได้แต่อ่านอย่างเดียว เลยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร อีกอย่างหนึ่งต้องยอมรับว่าเกิดความเซ็งในเรื่องที่ชาวบ้านมาประท้วงคุณระเบียบรัตน์ ทั้งที่ผมรู้สึกว่า เธอทำถูกต้องอย่างยิ่ง อะไรที่ขีดขั้นความไม่เท่าเทียมกันระหว่างอย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรมที่เห็นได้ชัด เราควรจะเลิกเสีย

เอาละครับ ผมกลับมาแลกเปลี่ยนกับน้ำตาลต่อดีกว่า เอาเรื่องประวัติศาสตร์ก่อน ผมยังคิดว่า ความไม่สามัคคีของชนชั้นนำ ไม่ใช่สาเหตุของการเสียกรุงครับ เพราะความสามัคคีระหว่างเมืองในยุคศักดินา เป็นเรื่องหลอกครับ ดูตัวอย่างจากพม่า ไม่มีหรอกครับ ความสามัคคีระหว่างเมืองต่างๆ ถ้ามองจากความแตกแยก พม่าแตกแยกกว่าเรามากนัก บุเรงนองต้องใช้แสนยานุภาพทางทหารปราบครับ จึงรวมกันได้ ทางฝ่ายสยามนั้น แตกกันน้อยกว่ามาก แต่พระมหินทร์แพ้ เพราะไม่มีแสนยานุภาพพอที่จะพิชิตพิษณุโลก แล้วรวมกำลังไปรบพม่า ที่พระมหาธรรมราชาเข้ากับบุเรงนองก็เพราะเห็นดุลกำลังนี้ครับ เห็นว่าอยุธยาแพ้แน่ ทำไมจะต้องไปอยู่ข้างแพ้ เพราะสมัยนั้น ไม่มีความรู้สึกชาตินิยม ข้ออ้างว่าไทยด้วยกัน ต้องสามัคคีอะไรอย่างนี้ไม่มี จึงขึ้นกับดุลการเมืองแต่ละเรื่อง

ดังนั้นที่มาอธิบายกันภายหลังว่า อยุธยา(ไม่ใช่ไทย) แพ้บุเรงนอง(ไม่ใช่พม่า) เพราะแตกความสามัคคี จึงเป็นการอธิบายผิดเรื่องนิดหน่อยครับ ที่จะต้องพูดตรงกว่านั้น คือ เพราะอยุธยาด้อยกว่าด้านแสนยานุภาพจึงได้แพ้ ถึงสามัคคีก็แพ้ครับ

ต่อจากประเด็นนี้ ผมจึงขออธิบายว่า ความสามัคคีโดยลำพัง ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย แต่ความสามัคคีจะมีความหมายก็ต่อเมื่อ ต้องสามัคคีบนผลประโยชน์ เหมือนพรรคไทยรักไทยขณะนี้ เราก็ทราบว่า แตกแยกกันอย่างยิ่ง แต่ก็ยังสามัคคีอยู่ในพรรคเดียวกัน เพราะผลประโยชน์ร่วม แต่ความสามัคคีและแยกแยกในไทยรักไทยเป้นเรื่องผลประโยชน์ ไม่ใช่แตกแยกทางความคิด เช่นเดียวกับความแตกแยกระหว่างพระมหินทร์กับพระมหาธรรมราชา ก็ไม่ใช่การแตกแยกทางความคิดครับ เป็นเรื่องผลประโยชน์เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม การแยกแยกหรือไม่เหมือนกันในเรื่องผลประโยชน์ ก็นำมาซึ่งการไม่เหมือนกัน หรือการแตกกันทางความคิด เช่น ในสมัยศักดินา ชนชั้นเจ้าขุนนางกับไพร่ ก็มีผลประโยชน์ที่ต่างกัน ความคิดก็ไม่เหมือนกัน ถ้าจะเรียกร้องให้มีความสามัคคีที่เป็นหนึ่งเดียว ก็เท่ากับต้องทำให้ไพร่และทาสรับว่า ผลประโยชน์ของกษัตริย์และขุนนาง เป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นคนละเรื่อง

นี่ครับคือเรื่อง ชนชั้น เพราะในสังคมไทย มีกลุ่มคนที่มีความต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างชนชั้นสูงที่มีอยู่นิดเดียว กับประชาชนที่เป้นคนส่วนใหญ่ เหมือนกับที่กษัตริย์และขุนนางมีอยู่นิดเดียว แต่คนส่วนมากเป็นไพร่และทาส เช่นเดียวกับสมัยปัจจุบัน ที่กลุ่มนายทุนธุรกิจหลัก มีเป็นคนมั่งคั่งมีนิดเดีรยว ประชาชนส่วนข้างมาก ๙๐ เปอร์เซนต์ก็เป็นตั้งแต่ชนชั้นกลาง ถึงคนยากคนจน มีสักกี่เปอร์เซนต์ในประเทศนี้ ที่มีเงินจะไปเล่นหุ้น มีกิจการอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ชาวไร่ชาวนาไม่มีหรอกครับ

การเรียกร้องความสามัคคีโดยข้ามชนชั้น จึงเป็นเรื่องอันว่างเปล่า การเรียกร้องให้ชาวไร่ชาวนาหาเช้ากินค่ำ ไปสามัคคีกับกลุ่มชินคอร์ป-เทสโกโลตัส และคณะ ก็มีแต่จะทำให้ประชาชนสิ้นไร้ไม้ตอก ถ้าชาติหมายถึงผลประโยชน์ของคนเหล่านั้น เราจะสามัคคีกันในทางความคิดไปทำไม

.................................................................................................................
โดย : หาญศักดิ์(เดิม) M (161.200.255.163) เมื่อ : 21/07/2004 05:03 PM
ที่มา .....http://www.thaingo.org/webboard/view.php?id=4952

    โดย : สำเนาจาก NGOs     เมื่อ : 22/07/2004 05:50 PM


ความคิดเห็นที่: 25


สวัสดีคะ คุณหาญศักดิ์(เดิม)

ตามที่เราได้ศึกษาประวัติศาสตร์ไทย มาพอสมควร เราพบว่า .....
เมื่อใดที่พม่าสามารถรวมกลุ่มกันได้และมีผู้นำที่แข็งแกร่ง พม่าจะเริ่มรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน ..

สมัยกรุงศรีอยุธยานั้น ... พระมหาธรรมราชาหรือขุนพิเรนทรเทพ ผู้เป็นพี่เขยของพระมหินทราธิราช และ เป็นหนึ่งในผู้ที่ทำให้พระมหาจักรพรรดิได้ขึ้นครองราชย์ และ ไปครองอยุธยาตอนบนที่พิษณุโลกต้องแตกคอกัน .. ก็เพราะ พระมหินทราธิราชและพระราเมศวร พระเชษฐา เคยเสียทีให้กับพระเจ้าตะเบงชเวตี้ ถูกจับเป็นตัวประกัน ต้องให้พระมหาธรรมราชาเข้าช่วยเจรจา ทำให้มีเรื่องสืบเนื่องมาภายหลัง เมื่อเริ่มแตกคอกันนั้น พระมหาจักรพรรดิก็ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ รวมทั้งการอ่อนน้อมต่อพระเจ้าบุเรงนองอันเป็นกุศโลบายนั้น ก็สืบเนื่องมาจากการที่อยุธยาไม่ส่งทัพไปช่วย

ทั้งหมดนี้ ... คือสิ่งที่เราได้รับรู้ และ อ่านมาจากหนังสือพงศาวดารและหนังสือบันทึกทางประวัติศาสตร์ต่างๆ และ เราเชื่อมั่นว่า ผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่ได้ทำการชำระปรับปรุงแก้ไขบันทึกประวัติศาสตร์ต่างๆ เหล่านั้น ไม่มีใครทราบความเป็นมาเป็นไปในประวัติศาสตร์อย่างเห็นเด่นชัด

แต่ท่านเห็นหรือไม่ว่า .....
เหตุการณ์เหล่านั้น มีมูลฐานเบื้องต้นมาจากความขัดแย้ง แย่งชิงอำนาจ
และ นี่มิใช่เรียกว่า การแตกความสามัคคีหรือ?

และ ไม่สมควรที่จะเรียกว่า .....
ความแตกแยกทางความคิด แต่เป็น อิสระและเสรีภาพในการคิดมากกว่า
สมัยราชวงศ์จักรีเอง ก็มีนักคิดอิสระ เช่น เทียนวรรณ ...

การที่เราสามัคคีกันเพื่อนำประเทศชาติให้อยู่รอด ..... ถึงจะมีกลุ่มบุคคลไหนรับผลประโยชน์อะไรไปบ้าง แต่ถ้าเราคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักก่อน ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่า .. ถ้าเพียงคิดว่า ทำไปแล้ว คนนั้น คนนี้ได้ประโยชน์ แล้วเราได้อะไร ถ้าไม่ได้ ไม่มี ก็จะไม่กระทำหรือ?

ถ้าคนไทยทุกคนคิดอย่างงั้น ..... ชาติไทยคงล่มจม .. ในอดีตและปัจจุบัน .. พระนเรศวรมหาราช .. พระเจ้าตากสินมหาราช .. พระมหากษัตริย์หลายๆ พระองค์ .. รวมถึงวีรชนคนไทยผู้หาญกล้าทุกๆ คน และ ที่เราไม่มีทางลืมได้ก็คือในหลวงองค์ปัจจุบัน .. ท่านเหล่านั้น ไม่ได้คิดแต่ว่า ท่านจะได้อะไร แต่กลับคิดว่าประชาชนและผู้คนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยของเรานั้น จะได้อะไรต่างหาก

ท่านอย่าเอาคำว่า ความสามัคคี .....
ไปปะปน กับการปลุกระดม หาเสียง สิ่งนั้นเราเรียกว่า การสุมหัว
หรือ ประเภทฝนตกขี้หมูไหล คนอะไร..ไปรวมกัน ต่างหาก นะท่าน ..!!

ในอดีตมีท่านผู้นำท่านหนึ่งกล่าวว่า .....
อย่าถามว่า ท่านได้อะไรจากประเทศ แต่จงถามว่า ท่านให้อะไรกับประเทศชาติบ้าง ..?

.................................................................................................
ที่มา .....
http://www.thaingo.org/webboard/view.php?id=4952


\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 22/07/2004 06:33 PM


ความคิดเห็นที่: 26

รากฐานของความสามัคคีเริ่มมาจากครอบครัว ชุมชน จนไปถึงระดับแผ่นดิน

แต่คุณหาญศักดิ์คุยผิดประเด็น
พยายามจะไปดึงความคิดเรื่องความสามัคคี
ไปเป็นเรื่องการเมืองและชนชั้นมากไปครับ

ทำไมไม่คุยให้เกี่ยวข้องในเนื้อหาของกระทู้เดิม
ที่แตกประเด็นมาจากเรื่อง การเปลี่ยนชื่อประเทศไทยเป็นสยาม?

อย่างนี้ ผมว่าคุณหาญศักดิ์คุยกันคนละเรื่องกับน้ำตาลไปไกลแล้วครับ
คนตามอ่าน งง ครับ

    โดย : ช่วยดึงเข้าประเด็นครับ     เมื่อ : 23/07/2004 11:12 AM



ชื่อ ::
  *
  รหัส ::   (เฉพาะสมาชิก)
 
อีเมล์ ::
  (สมาชิกไม่ต้องกรอก)
 
รูปประกอบ ::
  ไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
รายละเอียด ::
  *
  ใส่รูปแสดงอาการ ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ

Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.