ผ่าขบวนทำนาบนหลังช้างเผย90%อยู่ในกำมือนายทุน ..... เผยเบื้องหลัง ทักษิณ สั่งจัดการแก้ไขปัญหา ช้างเร่ร่อน ในกรุงเทพฯ ให้สิ้นซาก เหตุพบมีขบวนการนายทุนทำนาบนหลังช้างกว้านซื้อตัวละ 2 แสนบาท จากนั้นก็นำมาปล่อยให้ควาญเช่าในราคาตัวละ 4-5 หมื่นบาท เพื่อให้เดินทางเข้ามาเรี่ยไร่ขอเงิน ย้ำต้องเล่นงานและไล่เบี้ยนายทุนต้นตอของปัญหา ด้านเลขาฯ มูลนิธิเพื่อนช้างชี้ช้างเร่ร่อนกว่า 90% เป็นของนายทุน การแก้ปัญหาไม่คืบเพราะขาดเจ้าภาพ ย้ำชัดทางออกมีแต่ติดผลประโยชน์ เสนอยกเลิกช้างเป็นพาหนะ นำช้างเข้าพ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ป่า
การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2546 ที่ผ่านมา ..... หนึ่งในเรื่องเล็กที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรีหยิบยกขึ้นมาพูดและสั่งการให้จัดการอย่างเด็ดขาดก็คือ "ปัญหาช้างเร่ร่อน" ในกรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งมอบหมายให้ "นายสุวิทย์ คุณกิตติ" รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับผิดชอบและแก้ปัญหาให้จบสิ้นโดยเร็ว ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณรับรู้ข้อมูลทั้งหมดว่า มีขบวนการนายทุนอยู่เบื้องหลังการเข้ามาของช้างเร่ร่อนในกรุงเทพมหานครอีกด้วย
สั่งไล่บี้นายทุนให้สิ้นซาก ..... จากการตรวจสอบข้อมูลตามที่ "น.ต.ศิธา ทิวารี" อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันย้ายไปรับตำแหน่ง "รองเลาขาธิการนายกรัฐมนตรี" ได้เปิดเผยคำพูดของนายกรัฐมนตรีที่กล่าวกับคณะรัฐมนตรี ก็จะพบว่ามีนัยสำคัญในหลากหลายประเด็นด้วยกัน เริ่มต้นจากเรื่อง "ขบวนการทำนาบนหลังช้าง" ที่พบว่า ช้างที่เข้ามาเร่ร่อนในกรุงเทพฯ นั้น ส่วนมากจะเป็นนายทุนออกเงินซื้อช้างในราคาตัวละประมาณ 200,000 บาท และปล่อยให้ควาญช้างเช่าในราคาเดือนละประมาณ 40,000 - 50,000 บาท
จากนั้น ..... ก็พากันเดินทางเข้ามาในเขตกรุงเทพฯ เพื่อขอเรี่ยไรเงินคนในการซื้ออาหารให้แก่ช้าง ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณย้ำชัดเจนว่า ถ้าปราบปรามไม่สำเร็จก็คงต้องไปไล่เบี้ยกับนายทุน ผู้เป็นคนออกเงินในการซื้อช้างและให้เข้ามาเดินหารายได้ในกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมของ "ผู้จัดการายวัน" ทำให้พบว่า ในความเป็นจริงนั้นเรื่องนี้มีความสลับซับซ้อนและเรื้อรังมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะหน่วยงานที่รับผิดชอบที่พอมีข่าวเรื่องช้างตกมันเหยียบหรือทำร้ายคนตาย ก็จะกระตือรือร้นแก้ปัญหา แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทุกอย่างก็กลับคืนสู่สภาพเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ณ ปัจจุบัน ซึ่งพบว่า มีช้างเร่ร่อนออกเรี่ยไรเงินในพื้นที่ต่างๆ ของกรุงเทพมหานครมากมาย
น.ส.โซไรดา ..... กล่าวถึงปัญหาการนำช้างออกมาเดินเร่ร่อนว่ามีสาเหตุเนื่องจากการปิดสัมปทานป่า และผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจและสังคม ทำให้เจ้าของช้างไม่งานทำ จึงผลักดันมีการขายช้าง หรือนำออกมาเร่ร่อนขอทานตามข้างถนน นอกจากนี้ยังมีช้างที่ว่างเว้นงานจากธุรกิจท่องเที่ยวเข้ามาร่วมด้วย จึงทำให้จำนวนช้างเร่ร่อนในปัจจุบันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยในปัจจุบันพบว่ามีช้างที่เร่ร่อนทั่วประเทศประมาณ 500-600 เชือก ส่วนในกรุงเทพฯ มีจำนวนกว่า 100 เชือก โดยกว่า 90 % เป็นช้างของนายทุน ที่มีนักการเมืองทั้งระดับท้องถิ่น และระดับชาติโยงใยอยู่เบื้องหลัง
"เป็นที่น่าวิตกกังวลว่า ..... นายทุนกลุ่มนี้กำลังพยายามกว้านซื้อ ลูกช้างป่า ทั้งจากในประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยราคาเชือกละประมาณ 30,000 บาท เพราะลูกช้างสามารถฝึกให้ใช้งานได้เร็ว ขนส่งสะดวก น่ารักน่าสงสาร จูงใจผู้คนให้ใช้บริการต่างๆ ได้ง่ายกว่าช้างโต และให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงถึงเดือนละ 40,000-50,000 บาท/ตัว" น.ส.โซไรดากล่าว
ส่วนแนวคิดการเอาผิดกับนายทุนของนายกรัฐมนตรีนั้น ..... เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนช้างแสดงความคิดเห็นว่า ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายรองรับการเอาความผิด และไม่มีการดำเนินการใดๆ กับผู้อยู่เบื้องหลัง อีกทั้งหน่วยงานรัฐยังมีความสับสนว่าใครจะเป็นเจ้าภาพดูแลปัญหานี้ เพราะเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน อาทิ ช้างบ้านอยู่ในความดูแลของ กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย ส่วนช้างป่าก็อยู่ในความดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และยังมีความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย
แนะแก้กม.เลิกเป็นพาหนะ ..... น.ส.โซโรดากล่าวต่อไปว่า ความจริงแล้วปัญหาเรื่องช้างมีทางออก เพียงแต่ไม่มีการนำไปสู่การปฏิบัติที่แท้จริง เพราะทุกคนกำลังมองว่า จะแสวงหาประโยชน์อย่างไรกับช้างได้บ้าง แต่ไม่มองว่าเราทำอะไรให้ช้างได้บ้าง คณะกรรมการที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาช้าง ก็ล้วนแต่เป็นคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียแทบทั้งสิ้น ส่วนการยึดช้างที่เดินเร่ร่อนทุกวันนี้เป็นเพียงการป้องปรามเพียงอย่างนั้น สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหานี้นั้น ทางมูลนิธิเพื่อนช้างเสนอว่า ควรจะนำช้างออกจากการเป็นสัตว์พาหนะ และนำช้างเข้ามาอยู่ในพระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 เพื่อบังคับให้เจ้าของนำช้างมาแจ้งทะเบียน และต้องรายงานทุกครั้งเมื่อมีการเคลื่อนย้ายช้าง
ด้านน.สพ.ปรีชา พวงคำ ..... ผู้อำนวยการสถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระบรมราชูปถัมภ์ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้(อ.อ.ป.) ได้แสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ว่าหน่วยงานรัฐเป็นคนทำให้เกิดปัญหานี้ เพราะการท่องเที่ยวเล็งเห็นถึงผลประโยชน์ที่จะได้จากช้าง หากนำมาใช้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว จึงมีการชักนำช้างเข้ามาในเมือง ทำให้ชาวบ้านเห็นว่าอยู่ในเมืองได้เงินมากกว่าในชนบท จึงหันมายึดเป็นอาชีพ ส่วนการแก้ปัญหาช้างว่า โดยการผลักดันช้างออกจากกรุงเทพฯ นั้น น.สพ.ปรีชาให้ความเห็นว่า ไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด เพราะเจ้าของช้างจะนำออกไปเดินตามพื้นที่รอบนอก หรือตามหัวเมืองต่างๆ อยู่ และหากมีปัญหาจากการท่องเที่ยว จะเป็นปัจจัยเสริมให้ช้างต้องออกมาเดินเร่ร่อนเพิ่มขึ้น
ทั้งหมดคือ ..... เรื่องราวของช้างสัตว์ที่เสมือนหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชาติไทย ซึ่งปัจจุบันกลายมาเป็นช้างเร่ร่อน ต้องออกเดินทางหากินบนถนนร้อนๆ ในเมืองแทนที่จะอาศัยอยู่ในป่า ดังนั้น การออกมากระตุ้นเตือนของ พ.ต.ท.ทักษิณในครั้งนี้ น่าจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งเจ้าของพื้นที่อย่างกรุงเทพมหานครจะต้องเร่งดำเนินการ ไม่ใช่ปล่อยให้คาราคาซังอย่างไร้ทางแก้เหมือนเช่นที่ผ่านมา ซึ่งสังคมไทยและคนกรุงเทพฯ จะต้องจับตาดูผลงานอย่างใกล้ชิดกันต่อไปว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่แน่นอนผู้ที่จะตอบคำถามในเรื่องนี้ ย่อมหนีไม่พ้น "นายสุวิทย์ คุณกิตติ" ที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายภารกิจนี้ให้
--------------------------------------------------------------------
ที่มา ::: http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.asp?NewsID=4634028145670
โดย : น้ำตาล เมื่อ : 13/12/2003 09:20 PM |