| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- แก้ไขข้อมูลสมาชิก | เข้าระบบผู้ดูแล | ตั้งกระทู้ใหม่ -



คนโปรดของน้ำตาล: จักรภพ เพ็ญแข

ที่มา:: df

“จักรภพ”เป็นปลื้ม “นายกฯ”ชมในครม. เขินถูกทาบเป็นโฆษกรัฐบาล แต่ก็พร้อมเพราะถือเป็นประสบการณ์ใหม่ ยอมรับหนักใจไม่ถนัดงานการเมือง ด้าน “ศิธา”เผยแค่ทาบให้มาเป็นโฆษกช่วงเอเปก ไม่ได้พูดเรื่องเป็นโฆษกรัฐบาล ยอมรับมีความสามารถแต่ยังไม่ถึงขั้น แต่พร้อมเปิดทางถ้านายกฯตัดสินใจ

นายจักรภพ เพ็ญแข พิธีกรอิสระ เปิดเผยถึงกระแสข่าวจะมาเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แทน น.ต.ศิธา ทิวารี ที่จะขึ้นไปเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีว่า ยังไม่มีการทาบทามอย่างเป็นทางการเลย เพียงแต่ก่อนหน้านี้ 3-4 เดือน น.ต.ศิธา ได้มาคุยว่าสนใจที่จะทำงานให้รัฐบาลหรือไม่ ซึ่งตอบไปว่าก็อยากทำทุกอย่างที่จะเป็นการช่วยรัฐบาล แต่ก็ไม่เคยพูดว่าจะเป็นโฆษกรัฐบาล และน.ต.ศิธา ยังบอกว่าในที่ประชุมครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นายกฯได้พูดชมตนเองให้ที่ประชุมครม.ฟัง ซึ่งก็ปลื้มที่นายกฯชมอย่างนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าส่วนตัวพร้อมหรือไม่ หากจะมารับตำแหน่งนี้ นายจักรภพ กล่าวว่า เรียกว่าพร้อมที่จะเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ดีกว่า เพราะโดยส่วนตัวแล้วก็จะถนัดงานที่เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์รัฐบาลหรือประชาสัมพันธ์ประเทศ

เมื่อถามว่าหากมารับตำแหน่งนี้ต้องชนกับการเมือง ทั้งในพรรครัฐบาลเองและฝ่ายค้าน คิดว่าจะไหวหรือไม่ นายจักรภพ กล่าวว่า ยอมรับว่าหนักมีความหนักใจตรงนี้ เพราะตัวเองไม่มีความชำนาญด้านการเมืองเลย แต่ก็เชื่อมั่นว่าทุกอย่างสามารถเรียนรู้ได้ และก็ต้องเข้าใจธรรมชาติการเมืองด้วยว่าเราเองก็ต้องมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ ส่วนใหญ่ที่รู้จักนักการเมืองก็รู้จักกันในนามที่เป็นสื่อมากกว่า ไม่ใช่การสนิทสนมเป็นพิเศษ

“การเมืองถือเป็นอีกศาสตร์หนึ่ง ซึ่งหากจะต้องเข้ามาจริงก็คงต้องคุยกันให้ชัดเจนว่าขอบเขตแค่ไหน มีเงื่อนไขอะไรบ้าง ผมเป็นคนที่ชอบประสบการณ์ แต่ถ้าเป็นประสบการณ์ด้านการเมืองก็คงต้องคิดเหมือนกัน ต้องรู้ถึงเงื่อนไขของตำแหน่งนี้ด้วย เพราะหากตำแหน่งนี้ต้องเน้นการเมือง
ผมก็ต้องดูด้วยว่าเหมาะสมกับตัวผมเองหรือไม่” นายจักรภพ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามทุกอย่างอยู่ที่นายกฯ สำหรับเขาไม่ว่าใครจะเป็นคนมาเจรจาก็ได้ทั้งนั้น เพียงแต่ขอให้เป็นข้อมูลที่ชัดเจนเท่านั้น

ด้านน.ต.ศิธา ธิวารี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าจะได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และมีการทาบทามนายจักรภพ มาเป็นแทน ว่า หากได้ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจริงก็เป็นตำแหน่งที่ดีขึ้น แต่คงพูดไม่ได้ว่าจะได้ไปเป็นหรือไม่เพราะคนที่จะตัดสินใจคือนายกรัฐมนตรี

น.ต.ศิธา กล่าวว่า รู้จักนายจักรภพ เนื่องจากเคยไปเป็นวิทยากรบรรยายร่วมกัน และเห็นว่าเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ จึงเคยพูดกับเขาไว้ว่าหากอีกหน่อยมีงานอะไรของรัฐบาลก็อยากจะให้มาช่วยงาน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะให้มาเป็นโฆษกรัฐบาล ซึ่งงานแรกที่ให้มาช่วยคืองานแปลบทแถลงข่าวเรื่องใช้หนี้ไอเอ็มเอฟที่นายกฯต้องแถลง เนื่องจากสื่อต่างชาติให้ความสนใจมาก และช่วงเวลาที่ผ่านมาเวลามีเรื่องนโยบายต่างประเทศก็ได้คุย และวิเคราะห์กับนายจักรภพเหมือนกัน คอยให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษา และช่วงการประชุมเอเปกที่ผ่านมา นายจักรภพ
เป็นผู้ที่รู้สถานการณ์ทั้งหมดว่าประเทศไหนกับประเทศไทยเป็นอย่างไร จึงเห็นว่าหากเป็นเช่นนั้นให้มาช่วยเป็นพิธีกรเอเปก เพราะเป็นงานสำคัญระดับประเทศ ซึ่งเมื่อนายกฯได้ชมรายการก็ชื่นชมว่านายจักรภพเก่งที่สามารถนำเรื่องที่เข้าใจยาก มาพูดให้เข้าใจได้ง่ายได้สาระ ใกล้เคียงกับสังคมทั่วไป ซึ่งนายกฯชมและเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้นำไปพูดในที่ประชุมครม.ด้วย

“ เมื่อนายกฯพูดในครม.จึงทำให้เข้าใจว่าจะให้มาเป็นโฆษกรัฐบาล แต่ความจริงเป็นโฆษกเอเปก แต่ถึงตอนนี้ยังไม่มีการทาบทาม ความจริงนายกฯชอบที่นายจักรภพมาเป็นพิธีกรเอเปกภาคภาษาไทย เนื่องจากอธิบายให้คนไทยฟังได้รู้เรื่องและเข้าใจ “ น.ต.ศิธา กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า โดยคุณสมบัติส่วนตัวของนายจักรภพแล้ว คิดว่าสามารถมาเป็นโฆษกรัฐบาลได้หรือไม่ น.ต.ศิธา กล่าวว่า ยังไม่ถึงขั้นนั้น ต้องแล้วแต่ผู้ใหญ่พิจารณาว่าเขาเหมาะสมที่จะมาช่วยทำงานในระดับไหน อาจจะช่วยในระดับของสื่อคนหนึ่ง สามารถถ่ายทอดได้ดี มีความเป็นกลาง พูดให้ประชาชนเข้าใจได้ แต่ขั้นต่อไปต้องถามเจ้าตัวด้วยว่า หากจะมาร่วมงานกันในลักษณะที่ใกล้ชิดกว่าเดิม แต่ไม่ได้หมายถึงในตำแหน่งโฆษกรัฐบาล เพราะเขายังไม่ได้ไปไหน อย่าเพิ่งเขี่ยออกไป อย่าเพิ่งปลดๆ โฆษกเก่ายังอยู่

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากมีการปรับเปลี่ยนจริงจะจะทำอย่างไร น.ต.ศิธา กล่าวว่า ไม่ได้ยึดกับตำแหน่งเลย เพราะทุกวันนี้ที่ลาออกจากราชการมาเพราะศรัทธาในตัวนายกฯ และทำงานกับนายกฯเหมือนได้สองต่อ คือได้เรียนรู้ และมีโอกาสแสดงความสามารถ และทำสิ่งที่เราทำได้ จะดีจะเลวอย่างไรไม่รู้ แต่เราทำในสิ่งที่มีความสามารถ และได้เรียนรู้ว่าวิธีคิด วิธีทำงานของนายกฯท่านทำอย่างไร

เมื่อถามว่าคิดว่างานที่ทำมายังมีสิ่งใดบกพร่อง หรือที่อยากทำและยังไม่ได้ทำ น.ต.ศิธา กล่าวว่า ก็ยังมี เมื่อผู้สื่อข่าวถามทีเล่นทีจริงว่า แสดงว่าเบื่อตำแหน่งนี้แล้วใช่หรือไม่ น.ต.ศิธา กล่าวว่า ไม่เบื่อ เบื่อได้อย่างไร จะให้ไปเป็นส.ส.ธรรมดาหรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ตำแหน่งโฆษกกระทรวงศึกษาธิการยังว่างอยู่ น.ต.ศิธา หัวเราะก่อนกล่าวว่า ว่างอยู่ใช่ไหม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวแล้ว น.ต.ศิธา ได้พยายามสอบถามว่ามีสื่อมวลชนคนใดไปสัมภาษณ์นายจักรภพหรือไม่ นายจักรภพให้ความเห็นอย่างไรบ้าง และในแง่ของสื่อมวลชนมีความเห็นอย่างไร คิดว่านายจักรภพสามารถทำงานในตำแหน่งโฆษกรัฐบาลได้หรือไม่

    โดย : พี่้เก่ง     เมื่อ : 31/10/2003 08:29 PM

 
 
ความคิดเห็นที่: 2

ตอนส้มเรียนโรงเรียนเขมะฯ ม.6 อาจารย์ก็เชิญคุณ จักรภพ เพ็ญแข มาพูดเรื่องการเมือง ส้มจำไม่ได้แกพูดอะไรบ้าง แต่ว่า สนุกมากๆ เพราะเพื่อนๆส้มเป็นปลื้มแกมากเลย ว่าแกหล่อ ฮาๆๆๆ เด็กเขมะฯ หญิงล้วน ก็บ้าผู้ชายจริงๆ

และแกก็พูดดีมากๆ เฮ้อ แต่จำไม่ได้แล้วสิ ว่าแกพูดเรื่องอะไร

    โดย : ส้มไดอารี่     เมื่อ : 31/10/2003 10:02 PM


ความคิดเห็นที่: 3


พ่อของตาล ..... ชอบดูข่าวทุกชนิด โดยเฉพาะข่าวต่างประเทศ และ การเมือง ที่อาจารย์พิชัย วาสนาส่ง เป็นผู้ดำเนินรายการ ทุกครั้งที่ตาลกลับบ้าน ตั้งแต่เด็กๆ เลย พ่อก็จะชวนตาลดูข่าวต่างๆ มากมาย พอดูแล้ว พ่อก็จะพูด จะอธิบายให้ฟัง จนเราเข้าใจ ตาลก็เลยพลอยชอบไปด้วย ตาลรู้จัก อาจารย์จักรภพ เพ็ญแข มาตั้งแต่ตาลตัวกระเปี๊ยกเดียว แล้วก็ชอบวิธีการที่อาจารย์นำเสนอข่าว อาจารย์เป็นนักวิเคราะห์ข่าวต่างประเทศยอดเยี่ยม ที่ตาลชื่นชอบมากๆ อีกคนหนึ่ง พ่อของตาลบอกว่า อาจารย์ได้รับการสนับสนุน จาก "อาจารย์พิชัย วาสนาส่ง" ซึ่งเป็นนักวิเคราะห์ข่าวต่างประเทศยอดเยี่ยมรุ่นเก่าๆ

อาจารย์จักรภพ ..... ได้อ่านข่าวที่ TV และ วิเคราะห์ข่างต่างประเทศ ตั้งแต่อายุได้เพียง 16 ปี เท่านั้นเอง แต่ต้องการให้ผู้อื่น มองดูว่าเป็นผู้ใหญ่ จะได้น่านับถือขึ้นอีกนิด แรกๆ อาจารย์จึงหวีผมทรงผู้ใหญ่ แบบรองทรง และ ใส่แว่นตาขอบหนาๆ แต่กระจกใส่ๆ ธรรมดา เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ ถึงขนาดลงทุน ทรมานตัวเอง ให้สายตาสั้น ตั้งแต่ยังเด็กๆ ทั้งๆที่ อาจารย์ ไม่ได้ สายตาสั้นเลยสักนิดเดียว แล้วก็หัดพูด และ ใช้ภาษาอย่างสุภาพของผู้ใหญ่ ในการเป็นนักวิเคราะห์ฯ เรื่องราวต่างๆ ซึ่งอาจารย์ ก็ได้รับความสำเร็จในงานของอาจารย์ อย่างมากมาย อาจารย์ยังชอบเขียนหนังสือ เกี่ยวกับผีๆ อีกด้วย

ตาล ..... อยากให้อาจารย์เป็นนักข่าว แบบวิเคราะห์ข่าว เหมือนเดิมนะ ไม่อยากให้ทำงานแบบการเมือง เพราะบางที อาจจะไม่มีอิสระทางความคิด เป็นของตัวเอง ต้องพูดเข้าข้างพวกของตัว ก็คงไม่ดีแล้ว แต่ดูเหมือนใครๆก็อยากทำงานชิ้นนี้ รวมทั้งอาจารย์ด้วย ก็ขอให้อาจารย์ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานยิ่งๆขึ้นไป อย่างที่อาจารย์ต้องการ และ วาดฝันไว้ นะคะ


โชคดีค่ะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 1/11/2003 06:46 AM


ความคิดเห็นที่: 4

กรุงเทพธุรกิจ รายสัปดาห์ ฉบับที่ 207 วันเสาร์ที่ 10 พ.ค. 2546

จักรภพ เพ็ญแข ..... "เหนื่อยไหมดาว"
โดย ..... ชุติมา ซุ้นเจริญ


อยากจะเป็นที่รู้จัก เพื่อให้เกิดการยอมรับ ..... เพราะถ้ายอมรับเราแล้ว เขาอยากฟังเรา อยากอ่านงานของเรา ผมอยากดังเพื่อผลประโยชน์เรื่องงาน แต่ถ้าว่าอยากดังเพื่อให้ตนเองได้ภาคภูมิใจ มีคนมาชื่นชมไม่เท่าไหร่แฮะ มีความรู้สึกว่าอิ่มไปแล้วกับสิ่งนั้น ในช่วงปีแรกๆ เท่านั้นแหละ

ผมไม่กลัวการหมั่นไส้เลย ตราบใดที่ไม่เข้ามาทำร้าย ..... เพราะเราไม่สามารถจะป้องกันตัวเองให้พ้นจากความหมั่นไส้ได้ ผมเกิดมาในชาตินี้ไม่ใช่เพื่อมาทำตัวให้คนรักทั้งโลก แต่เกิดขึ้นมาเพื่อจะทำสิ่งที่ตนเองคิดว่ามีประโยชน์ แล้วคนที่จะเห็นคุณค่าเรา คือ คนเห็นประโยชน์ในสิ่งที่เราทำ แค่นี้ก็นอนตายตาหลับแล้ว

การไม่สวมแว่นอาจไม่ได้ทำให้ 'ตัวตน' ของผู้ชายคนนี้เปลี่ยนไป ..... แต่จากเหตุผลที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่าอยากสวมแว่นเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ ถึงขนาดลงทุนทรมานตัวเองให้สายตาสั้นตั้งแต่ยังเด็ก การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเป็นเหตุผลให้หลายคนเริ่มขยายขอบเขตความสนใจที่มีต่อตัวเขา ออกไปจากเนื้อหาที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างฉะฉาน สู่ความสงสัยต่างๆ นานา ถึงเบื้องหลังเนื้อหาและท่าทีที่ดูเคร่งขรึม

จักรภพ เพ็ญแข เป็นใคร ? ..... ตอบอย่างรวบรัด เขาเป็นเด็กชายที่เกิดในครอบครัวชนชั้นกลาง ฝันแรกในวัยเยาว์อยากเป็นนักบินตามพ่อและพี่ชาย ต่อมาเมื่อเข้าสู่รั้วจามจุรีจึงเริ่มต้นสานฝันที่จะก้าวสู่แวดวงนักการทูต ก่อนจะมาค้นพบเสน่ห์ของงานด้านสื่อสารมวลชน ซึ่งกลายเป็นฝันที่เป็นจริง และทำให้เขาเป็นที่รู้จัก ในสายตาของคนทั่วไป จักรภพ สามารถสร้างเอกลักษณ์ของตนเอง จากการพูดจาที่ชัดถ้อยชัดคำ ถูกต้องตามหลักการ เน้นคำอย่างหนักแน่น เคร่งขรึมด้วยแว่นกรอบสี่เหลี่ยม และผมเรียบสนิทในทุกโอกาส หลายคนถือว่าเขาเป็นนักวิเคราะห์ข่าว เป็นผู้ดำเนินรายการทรงภูมิ บางคนอาจมอบตำแหน่งนักวิชาการให้แบบไม่ลังเล แต่สำหรับเจ้าตัวแล้ว เขาเรียกว่าเองว่า 'นักสื่อสารมวลชน'

ทราบมาว่าคุณจบจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ทำไมจึงหันมาเอาดีในแวดวงสื่อสารมวลชน
คือผมอยากเป็นนักการทูตตั้งแต่แรกๆ ก็เลยเลือกเรียนคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทีนี้ก็คิดว่า ชีวิตจะตรงสู่ความเป็นนักการทูตแล้ว ปรากฏว่า ระหว่างเรียนจุฬาฯ เกิดเข้าไปหลงใหลสื่อสารมวลชน คือ ได้เข้าไปทำรายการวิทยุของสถานีวิทยุแห่งหนึ่งสัปดาห์ละครั้ง วิเคราะห์ข่าวต่างประเทศครั้งละครึ่งชั่วโมง เพราะความกรุณาของอาจารย์ที่ปรึกษา คือ รศ.ประทุมพร วัชรเสถียร อาจารย์บอกว่าลองไปจัดรายการดูหน่อย สุ้มเสียงใช้ได้ ความรู้พอจะมี ก็เลยเข้าไปจัดรายการ จากนั้นก็ติดใจ พอจากวิทยุก็มาถึงทีวีโดยไม่คาดหมาย คือ อาจารย์ประทุมพรเป็นวิทยากรอยู่รายการเสาร์สโมสร เมื่อก่อนเสาร์สโมสรนี่เป็นรายการที่มีการแข่งขันตอบปัญหาเหตุการณ์ปัจจุบันต่างๆ ในที่สุดก็เลยมาทำโทรทัศน์ แล้วตอนหลังช่อง 11 ซึ่งเพิ่งเริ่มต้นใหม่ตอนนั้นเนี่ย เค้าเห็นแววเรามั้ง ก็เลยชวนไปทำอีกรายการหนึ่งชื่อโลกของเรา ซึ่งผลิตโดยกรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ เป็นการพูดคุยเรื่องประเทศต่างๆ ทีละประเทศ ประเทศละ 15 นาที ก็เล่าเรื่องสวีเดน เล่าเรื่องศรีลังกา เล่าเรื่องอิสราเอล อะไรต่างๆ ในเชิงประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม

ที่ว่าอาจารย์เขาเห็นแวว แสดงว่าตอนเรียนต้องมีบุคลิกหรือทำอะไรที่ค่อนข้างโดดเด่น?
ในห้องเรียนก็จะพูดไม่หยุดเลย เวลามีการสัมมนาจะเป็นคนที่ชอบแสดงความคิดเห็น ชอบพูด ชอบถกเถียง แล้วประกอบกับว่ามีกิจกรรมทางด้านโต้วาทีของจุฬาฯอยู่ตอนนั้น มันคงประกอบกันมั้งทำให้ผู้ใหญ่เห็นว่าเราน่าจะทำเรื่องเกี่ยวกับการพูดได้ จะว่าแววมันคงไม่เชิง มันเป็นโอกาสมากกว่า ซึ่งเป็นโอกาสที่เกิดขึ้นจากการที่เราได้แสดงบทบาทในกิจกรรมต่างๆ

นอกจากกิจกรรมด้านการพูดแล้ว ตอนเรียนมหาวิทยาลัยได้ร่วมกิจกรรมอื่นๆ บ้างมั้ยคะ
ทำเยอะครับ ปี 1 เป็นหัวหน้าชั้นปี เพื่อนๆ เลือกให้เป็นหัวหน้า พอปีที่ 2 เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ของคณะ ชื่อ 'นิล' เพราะว่ารัฐศาสตร์ จุฬาฯ สัญลักษณ์เป็นสิงห์ดำ แล้วปี 3 เป็นประธานฝ่ายวิชาการของสโมสรนิสิตคณะรัฐศาสตร์ ก็มีส่วนในการจัดงานจุฬาฯวิชาการปีนั้น พอปี 4 ว่าง เพราะว่าเข้าแข่งขันเป็นนายกสโมสรแล้วแพ้ แพ้เพื่อนอีกคนนึง ก็เลยเอาเวลาในปีนั้น ไปลงทะเบียนเรียนในคณะต่างๆ ที่ไม่ใช่คณะรัฐศาสตร์ เช่น ไปเรียนอักษรศาสตร์ ไปเรียนครุศาสตร์ ไปเรียนนิเทศศาสตร์ เยอะแยะไปหมดเลย แล้วก็เอาเวลาส่วนหนึ่งไปร่วมโครงการเรือเยาวชนเอเชียอาคเนย์ เพราะฉะนั้นปี 4 จึงเป็นกิจกรรมนอกมหาวิทยาลัยซะเยอะ

ดูเหมือนจะเป็นคนกระตือรือร้นในการหาประสบการณ์ใหม่ๆ อยู่ตลอด?
เรียกว่าโลภมากในโอกาส คือ อยู่เฉยไม่ได้เลย ถ้าหากว่ามันมีโอกาสที่ดีเกิดขึ้นกับตัวเราเอง หรือโอกาสที่เราสามารถจะเอื้อมได้ คว้าได้ จะทำเลย ชาร์จเลย มีความรู้สึกว่าอยากลองดู ไม่ได้คิดว่าตนเองเก่งหรือทำได้ แต่ว่าอยากพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลาว่าเราทำได้หรือไม่ คือ ตัวเองมีนิสัยประจำตัวอันหนึ่ง คือ ไปปลื้มใจกับอะไร หรือกับใครเนี่ย เราอยากทำอะไรคล้ายๆ กับเขา เช่น เราไปอ่านงานของอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แล้วเราชื่นชมมาก เราไม่อาจหาญไปเขียนเหมือนอาจารย์คึกฤทธิ์ แต่เราจะลองเลียนแบบดู อยากจะลองดูซิว่าใช้ภาษาอย่างนี้ ใช้ความรู้อย่างนี้ แล้วมันจะออกมาเป็นอย่างไร หรือเราดูทีวี เราชอบอาจารย์พิชัย วาศนาส่ง เราก็อยากจะพูดให้มันกระจ่างชัดเหมือนท่าน พูดเรื่องอะไรก็น่าสนใจไปหมด เราก็ค่อยๆ ศึกษาท่านอีกทีหนึ่ง มันมาจากตรงนั้น ว่าพอเห็นของดีแล้วอยากทำอย่างนั้น เพราะฉะนั้นก็เลยอยากพูด อยากเขียน
แสดงว่าต้องฝึกพูดด้วย?
ต้องฝึกการพูด คือ ผมเคยโต้วาที การโต้วาทีเนี่ย มันเป็นการสอนที่ดีมาก เพราะมันพูดตามหัวข้อที่กำหนด ทำให้เราต้องลงลึก เหมือนกับเราทำวิทยานิพนธ์ หรือทำงานวิจัย พอมีหัวข้อขึ้นมาปั๊บ เราไม่สามารถที่จะพูดสะเปะสะปะได้ตามใจ เราต้องพูดในหัวข้อนั้น และยังต้องพูดเพื่อเอาชนะผู้อื่นด้วย เพราะฉะนั้นเราต้องมีการถามใจตนเองว่า มีความรู้พอมั้ย มีประเด็นพอมั้ย เรามีลูกเล่นพอมั้ย แล้วเราก็มีเวลาจำกัด คนนึงพูด 5 นาที 6 นาที มันเป็นการฝึกที่ดี ผมเชื่อว่าการโต้วาทีตั้งแต่สมัยมัธยม จนถึงสมัยที่เรียนจุฬาฯ ทำให้ผมเรียนรู้ที่จะพูดตามหัวข้อ รู้จักวิธีค้นคว้าข้อมูล และก็สามารถปรุงแต่งให้มันมีทั้งลูกเล่นและเนื้อหาในการพูด

ปกติเป็นคนที่พูดด้วยน้ำเสียงและภาษาที่ค่อนข้างเป็นทางการแบบนี้ตลอดเวลาหรือเปล่า
ผมไม่ค่อยจะมีสไตล์ที่ลุกขึ้นมาแสดง ไม่ถือว่าตัวเองเป็นนักแสดง เพราะฉะนั้นอยู่กับตัวเองหรืออยู่กับคนใกล้ชิด หรืออยู่กับมวลชนก็จะคล้ายๆ กัน เพียงแต่ว่าเราอาจจะระวังกิริยาเราน้อยหน่อย เวลาเราอยู่กับตัวเอง คือ ทุกคนมีบุคลิกน่ะ แต่มันไม่ได้แปลว่าเราอยู่กับเพื่อนเราจะเสแสร้ง ถ้าถามว่าอารมณ์ขันมีมั้ย เยอะแยะ แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะเล่าตอนนี้

จบจากรัฐศาสตร์พร้อมกับอนาคตนักการทูต แล้วเลี้ยวไปทำงานบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้อย่างไร
เขามารับสมัคร ยังไม่จบปี 4 เลย ซีพีเขาจะมีแมวมองมาดึงคนตามมหาวิทยาลัย เราก็ไปทำงานซีพี เพราะอยากลองดูว่ามันเป็นยังไง อีกอย่างหนึ่งคือ การสอบเข้ากระทรวงการต่างประเทศในปีนั้นมันปิดรับสมัครแล้ว ก็เลยลองอยู่ไปก่อน ปรากฏว่า อยู่ไปอยู่มาก็ติดใจ อยู่ซีพีตั้งปีกว่า กว่าจะตัดสินใจกลับไปที่ความฝันเดิม คือ สอบเข้ากระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเงินเดือนก็คนละเรื่องเลย คิดหนักเหมือนกัน เพราะว่าอยู่ซีพีเงินเดือนก็เป็นเอกชน ความที่เราอยู่ใกล้ผู้ใหญ่ของซีพีเนี่ย เราก็เลยได้เงินเดือนเฉพาะตัว ตอนจะมาทำงานที่กระทรวง ก็ถามตัวเองว่าจมลงรึเปล่า แต่ด้วยความที่เราก็ไม่ได้ใช้เงินเท่าที่เราหาได้ สมัยอยู่ซีพีพอหาเงินได้เราก็เก็บสะสมไว้ มันก็เลยไม่เกิดความแตกต่างเท่าไหร่ ตอนนั้นเรายังอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ รถที่ขับก็พ่อซื้อให้ ยังไม่มีอะไรที่ลงทุนเอง ก็เลยก็เลยใช้ชีวิตต่อเนื่องมาได้ แต่ก็เปลี่ยนบ้าง เช่น เราขึ้นรถเมล์ไปทำงานบ้าง บ้านอยู่ต้นทาง กระทรวงอยู่ปลายทาง นั่งรถวันละ 2 ชั่วโมง ปรากฏว่า เป็นช่วงเวลาที่อ่านหนังสือได้มากที่สุด เพราะมันได้นั่ง

พอได้เข้ามาทำงานที่กระทรวงต่างประเทศจริงๆ เป็นอย่างที่เคยคิดไว้มั้ย
เป็นครับ กระทรวงการต่างประเทศเนี่ย เป็นกระทรวงที่รวมคนเก่งไว้มาก ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จะเป็นครูของเราได้มาก เป็นกระทรวงที่คนมีความรู้เดินขวักไขว่ และที่สำคัญที่สุด ก็คือ เป็นกระทรวงที่ทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างมาก นี่ไม่ได้แปลว่ากระทรวงอื่นไม่ได้ทำเพื่อประเทศชาติ แต่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับกระทรวงอื่นๆ เช่น การคอรัปชั่น การทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เช้าชามเย็นชาม ผมยืนยันได้ว่าเกิดกับกระทรวงต่างประเทศน้อยมาก จะน้อยที่สุดหรือไม่ ผมพูดไม่ได้ แต่น้อยมาก ผมทำงานหนักมากเช่นเดียวกับเพื่อนทุกคน จนกระทั่งเราไม่ได้อยู่ในกระทรวงแล้ว กลับไปหาเพื่อนทีไร เราก็เข้าใจกัน พูดคุยกันเหมือนอยู่ภาคธุรกิจ เพราะทำงานหนักเหมือนกัน ทำงานเต็มที่ นี่อาจจะเป็นเหตุหนึ่งล่ะมั้ง ที่กระทรวงการต่างประเทศ ถึงได้เป็นที่รวมของลูกหลานคนที่พอมีอันจะกิน ส่วนหนึ่งเพราะกระทรวงการต่างประเทศไม่มีทางหาเศษหาเลย ผมถึงมีความชื่นชมกระทรวงการต่างประเทศจนถึงบัดนี้

น่าจะสมหวังแล้ว ทำไมถึงออกมาทำงานด้านสื่อ?
ระหว่างอยู่กระทรวงต่างประเทศแอบออกมาทำงานทางด้านสื่อมวลชนเยอะเหมือนกัน ไปทำรายการให้กับช่อง 11 ให้กับช่อง 9 แล้วที่หนักที่สุด คือ ไปทำรายการที่ช่อง 5 โดยอาจารย์พิชัย วาศนาส่ง กรุณาชวนไปทำด้วย ออกคู่กับอาจารย์เลย ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมากที่ข้าราชการจะไปวิเคราะห์ข่าวต่างประเทศในขณะนั้น เพราะฉะนั้นมันก็เลยเกิดความกดดันอยู่บ้างที่ว่า แล้วคุณจะเอายังไง คุณจะเป็นนักการทูต หรือคุณจะเป็นนักสื่อสารมวลชน คือ มันไม่เหมือนกัน นักการทูตสนใจเรื่องข้อมูลข่าวสารก็จริง แต่สนใจแล้วก็เก็บไว้กับตัว หรือว่าใช้ประโยชน์ในระบบราชการ แต่นักสื่อสารมวลชนได้รับแล้วก็ปล่อยเลย มันเป็นสาธารณะ เพราะฉะนั้นถึงจุดหนึ่ง ผมเลยคิดขึ้นมาได้ว่ามันทำไม่ได้ที่จะประคองทั้งคู่อย่างนี้ ในที่สุดก็เลยตัดสินใจหลังจากกลับมาจากการเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ลาออกจากกระทรวงการต่างประเทศ แล้วมาเป็นสื่อมวลชนเต็มตัว

ตอนที่ไปทำงานกับอาจารย์พิชัย ก็ถือว่าได้ทำงานร่วมกับคนที่เป็นต้นแบบเลย?
ตื่นเต้น อาจารย์พิชัย เป็นคนถามหาก่อน คือ ผมทำวิทยุจุฬาฯใช่มั้ยครับ อาจารย์คงจะได้ยินเข้า อาจารย์ก็เลยถามฝากมาทางอาจารย์ประทุมพร วัชรเสถียร ว่าเด็กคนนี้สนใจมั้ยที่จะมาทำรายการทีวีกับอาจารย์ ยังจำได้เลย วันที่อาจารย์ประทุมพรมาเล่า นึกอยู่ในใจว่า 'สนใจเหรอ' ใช้คำว่าสนใจไม่ได้เลย มัน...โห แทบล้นออกมาจากใจ ต่อมาก็เลยวิ่งไปหาอาจารย์ที่บ้าน แล้วจากนั้นมาอาจารย์ก็รับเป็นลูกศิษย์ แล้วก็สอนกันแบบนอกโรงเรียน ไปหาอาจารย์ที่บ้านทุกอาทิตย์ๆ หลายปีมาจนถึงปัจจุบัน

อาจาย์ถ่ายทอดวิชาอะไรให้บ้างคะ
สั้นๆ คือ เรียนถึงการหาความรู้ว่าในโลกนี้ความรู้มันอยู่ตรงไหน แล้วเราจะศึกษาหาข้อมูลจากอะไรได้บ้าง เรียนรู้ว่า ความรู้คือความงาม เพราะอาจารย์พิชัย สามารถทำให้ความรู้เป็นเรื่องที่สวยงามได้ การที่เราสามารถจะอ่านหนังสือแล้วเอามาเขียนเป็นบทความได้อย่างน่าอ่าน มันคืองานศิลปะ อาจารย์พิชัยสามารถทำอย่างนั้นได้ ภาษาอาจารย์ยอดเยี่ยม คำของอาจารย์หาที่ติไม่ได้ แล้วเวลาอาจารย์พูดมา มันสละสลวย มันไพเราะ อีกอันที่ผมได้จากอาจารย์มากที่สุด คือ ความพอเพียง อาจารย์สอนตลอดว่า รักจะเป็นสื่อมวลชน ต้องไม่คิดที่จะร่ำรวยล้นฟ้า ถ้าอยากร่ำรวยล้นฟ้าก็ไปทำอาชีพอื่น เพราะอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ต้องทำงานตลอดชีวิต เราทำรายการทีวีวันนี้ โอ๊ย... คนชื่นชม ถามว่าวันรุ่งขึ้นเนี่ยเราจะเอาความสำเร็จวันนี้กลับไปทำใหม่ได้มั้ย ไม่เหมือนกันแล้ว เพราะว่าประเด็นก็ต่างกัน วิทยากรก็ต่างกัน งานสื่อมวลชนไม่ใช่งานอุตสาหกรรม เป็นนวัตกรรม ต้องสร้างใหม่ทุกวัน อาจารย์จะคอยเตือนว่า 'ชอบจริงหรือเปล่า' เป็นสื่อมวลชนแล้วอย่ามาบ่นน่ะว่าเอ๊ะ... ทำไมเราอายุ 50ปี ยังต้องเขียนอยู่ อายุ 60 ปีก็ต้องเขียนอยู่ เพราะคุณรักคุณถึงทำ ถ้าคุณไม่รักคุณก็ไปเป็นผู้ประกอบการ ประกอบธุรกิจด้านอื่นๆ

จริงอยู่ที่คนทำงานสื่ออาจจะไม่คาดหวังเรื่องเงินทอง แต่ชื่อเสียงก็เป็นสิ่งที่หลายคนต้องการจากอาชีพนี้?
เป็นความจริง อาชีพสื่อมวลชนทางโทรทัศน์ หรือวิทยุทำให้เกิดผล 3 อย่าง ไม่ว่าจะอยากได้หรือไม่ก็ตาม ชื่อเสียง อำนาจ และความร่ำรวย มันมี 3 อย่าง แต่ละคนก็จะลดหลั่นลงไป ผมไม่เชื่อว่าสื่อมวลชนทุกคนอยากดัง เพราะในความดังมันมีราคาที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว ถ้าดังแล้วทำผิด มันโดนด่ามากกว่าคนที่ไม่ดัง เรามีชื่อเสียงเนี่ยเรามีปัญหาส่วนตัวคนเขารู้เข้ามันเสียหายไม่รู้เป็นกี่สิบเท่ากว่าคนที่ไม่เป็นที่รู้จัก คนดังทุกคนเวลามีปัญหาส่วนตัวจะนึกอยู่ในใจว่าไม่น่าดังเลย เรื่องส่วนตัวจะได้เป็นเรื่องส่วนตัว อย่างนี้เป็นต้น เห็นมั้ยล่ะมีข่าวตั้งเยอะตั้งแยะเดี๋ยวดาราคนนั้นมีข่าวว่าเป็นเอดส์ คนนี้มีข่าวตบตีกับคู่สมรสตัวเอง ถ้าหากไม่ใช่คนดังก็ไม่เป็นข่าว เพราะฉะนั้นชื่อเสียงจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในวงการสื่อสารมวลชนจริง แต่มันมีความรับผิดชอบกับชื่อเสียงด้วย

แล้วถ้ามีคนถามว่าจักรภพอยากดังหรือเปล่า จะตอบอย่างไร
อยากจะเป็นที่รู้จัก เพื่อให้เกิดการยอมรับ เพราะถ้ายอมรับเราแล้ว เขาอยากฟังเรา อยากอ่านงานของเรา ผมอยากดังเพื่อผลประโยชน์เรื่องงาน แต่ถ้าว่าอยากดังเพื่อให้ตนเองได้ภาคภูมิใจ มีคนมาชื่นชมไม่เท่าไหร่แฮะ มีความรู้สึกว่าอิ่มไปแล้วกับสิ่งนั้น ในช่วงปีแรกๆ เท่านั้นแหละ มันก็มีเหมือนกันนะ แรกๆ รู้สึกอิ่มใจไปไหนก็มีคนรู้จัก แต่พอมาปีสองปี เราก็เริ่มหาความหมายว่า เขารู้จักเราแล้วทำไม รู้จักแล้วเขาพูดถึงเราว่าอย่างไร มันเหมือนพวกซิ่งมอเตอร์ไซค์ ประเภทที่เอาท่อไอเสียออก ถามว่าเวลามันผ่านไปคนมองรึเปล่า แล้วคนเขาว่าอย่างไร มันไม่มีประโยชน์ ถ้าดังแล้วไม่มีคุณค่า เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะมีชื่อเสียงพอที่จะทำอะไรแล้วคนสนใจ คนติดตาม แต่ก็ไม่ได้มุ่งหมายความดัง เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

นอกจากแง่คิดต่างๆ ที่ได้จากอาจารย์พิชัยแล้ว วิธีการพูดการวิเคราะห์ได้รับอิทธิพลจากอาจารย์ด้วยหรือเปล่า
มาจากตัวเองนะครับ เพราะว่าอาจารย์พิชัยก็บุคลิกไม่เหมือนผม อาจารย์ไม่ได้ใช้มือมากมายเท่าผม อาจารย์ไม่เป็นวิชาการขนาดนี้ อาจารย์เล่าเรื่องแบบคุณลุงเล่าให้หลานฟังมากกว่า ผมจะเป็นวิชาการมากกว่า แล้วยิ่งตอนแรกๆ ใส่แว่นหนาอะไรเนี่ย ก็ยิ่งเป็นนักวิชาการเข้าไปใหญ่ บุคลิกมาจากตัวเองครับ

บุคลิกและวิธีการนำเสนอแบบนี้คิดว่าเชยไปมั้ยคะ
ผมก็เลยต้องปรับตัวเองให้สามารถเข้าถึงคนอื่นได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็มาทำรายการอย่างโลก 360 องศา เพื่อที่จะให้ความรู้ผ่านไปทางกระบวนการท่องเที่ยว กระบวนการค้นพบต่างๆ มากขึ้น ผมยังเชื่อว่าคนในสังคมปัจจุบันต้องการความหลากหลายมากขึ้น เขาไม่ต้องการให้เกมโชว์เต็มไปหมด ไม่ต้องการให้ละครล้นจอ ต้องการว่าหลังดูละครดูเกมโชว์มีอะไรที่มีคุณค่าให้บ้าง ประเด็นคือความหลากหลาย เพราะฉะนั้นผมอาจเป็นทางเลือกหนึ่ง ก็ไม่เป็นไรถ้าหากทางเลือกนี้คนเริ่มเลือกน้อยลง เราก็ต้องปรับตัว ผมมีความสามารถในการปรับตัวสูง โดยที่เราไม่ต้องไปบอกใครว่าเราปรับตัว ถึงเวลาก็เห็นเอง เราเป็นเจ้าชีวิตตัวเองไม่ใช่ผู้อื่น

อย่างการไม่สวมแว่น ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวรึเปล่า
ส่วนหนึ่งครับ เพราะว่าทำสำรวจตัวเองแล้วพบว่า แว่นเป็นกำแพงที่กั้นตัวเองกับคนอื่นมานาน ในครั้งนั้นต้องการเสริมความแก่ พอตอนหลังมันไม่ต้องแล้ว เหตุผลนั้นมันก็หมดไป เราก็เอาแว่นออก คนก็รู้สึกว่าสบตาเราได้มากขึ้น รู้จักเรามากขึ้น เห็นชัดเลยสมัยก่อนเนี่ย หน้าแบบนั้นเชย ผู้หญิงจะไม่กล้าเข้ามาคุยมาก ผู้ชายก็จะเข้ามาคุยเพราะถือว่าเป็นนักวิชาการ หลังจากถอดแว่นเนี่ยมีอะไรเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเยอะเลย มีข้อเสนอเรื่องเซ็กซ์ขึ้นเยอะมาก ไม่ใช่เพราะว่าหน้าตาดีขึ้น แต่เพราะว่าเขารู้สึกเข้าถึงเราได้ ผมไม่ได้สนใจในเรื่องนั้น เพียงแค่ว่ามันทำให้พิสูจน์ทฤษฎีว่า เออ...เราเคยสร้างกำแพงอันหนึ่งขึ้นมาระหว่างคนดูกับเรา ตอนนี้เราเอาออกแล้วก็ดีขึ้น นี่เป็นส่วนหนึ่งครับในการปรับตัว

ข้อเสนอนี่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะว่าชีวิตส่วนตัวไม่ค่อยได้ถูกพูดถึงหรือเปล่าคะ
ครับ ผมคิดว่าเป็นอย่างนั้น คือคงไม่มีใครที่อยากมาทำลายชีวิตเราหรอก ถ้าเขารู้ว่าเรามีชีวิตสมรสอยู่แล้วนะครับ แต่ถ้าเขารู้ว่าเราเป็นอิสระอยู่ แล้วก็ใช้ชีวิตได้ตามใจตัวเองอะไรอย่างนี้... คือเป็นเรื่องไม่ควรพูด เพียงแต่ยกตัวอย่างผลของการปรับตัว

ตกลงคือยังเป็นโสด?
โสดครับ โสดแต่ว่าใช้ชีวิตชนิดที่สมรสกับใครได้ยาก เพราะผมตามใจตัวเอง แล้วคิดว่าตราบใดที่ผมตามใจตัวเองอยู่เนี่ย มันไม่แฟร์กับคนอื่น อีกอย่างผมไม่อยากมีลูก เพราะผมรู้สึกว่าเด็กในโลกใบนี้มันเยอะแล้ว ไม่อยากจะต้องสะสมอะไรไปมากกว่านี้ในชั่วชีวิตของตนเอง การมีลูกเป็นเรื่องที่ดี แต่บางครั้งก็ทำให้คนเห็นแก่ตัวเพิ่มมากขึ้น เดิมก็อยากได้แค่นี้ พอมีลูกก็สะสมมาหาเงินมากขึ้น คนบางคนคอรัปชั่นมากขึ้นเพราะมีลูกมากขึ้น แต่เหตุผลที่ผมไม่สมรส ไม่ใช่เพราะกลัวมีลูกหรอก สมรสแล้วไม่มีลูกก็ได้ แต่ผมเชื่อว่าผมสมรสเมื่อไหร่ผมคงอยากมีลูก ผมจึงตัดไฟเสียแต่ต้นลม

คิดว่าจะยืนยันแนวคิดนี้ไปเรื่อยๆ
ก็ดูๆ ไปก่อนเลิกเมื่อไหร่ก็เลิก (หัวเราะ)

กลับมาที่เรื่องงานต่อ ตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้างคะ
งานสื่อก็จะมีพิธีกรครับ มีผู้ดำเนินรายการ มีการบรรยายสารคดี มีการวิเคราะห์ข่าว แต่บทบาทในปัจจุบันผมมีบทบาทอื่นอีก เช่น เป็นอาจารย์พิเศษสอนหนังสือ เป็นผู้บรรยาย เป็นผู้ดำเนินการอภิปรายทางด้านธุรกิจ แล้วก็เป็นเจ้าของบริษัทที่เราผลิตรายการโทรทัศน์ เป็นงานบริหาร ก็แบ่งเวลาไป

แต่ที่ทำให้คนรู้จักมากก็น่าจะเป็นการวิเคราะห์ข่าว วางแนวทางของตัวเองไว้อย่างไร
ผมว่าผมไม่ค่อยเหมือนใครเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ระวังไม่ให้ต่างจนมากเกินไปเดี๋ยวคนดูเขารับไม่ได้ ถ้าเกิดเอาความตัวของผมเองออกมามากกว่านี้ ผมจะเป็นวิชาการมากกว่านี้อีก 10 เท่า เพราะว่าผมชอบ เช่นเรื่องซัดดัม ฮุสเซ็น มันมีเรื่องให้เจาะลึกในแง่บุคลิก จิตวิเคราะห์ ใช่มั้ย ครอบครัว วิธีการใช้อำนาจการบริหารบุคคล แต่มันหนักไป คนเขาอยากรู้เรื่องง่ายๆ ว่าตายหรือไม่ตาย มันอยู่ตรงไหน เราก็เอาตรงนี้ซะหน่อย แล้วพอคนเขาฟัง เราก็ลงลึกนิดนึง ค่อยๆ ให้ข้อมูล

คือไม่ใช่การยัดเยียดข้อมูล แบบเอาแต่ใจตัวเอง
นักวิเคราะห์ข่าวที่ดีต้องไม่เอาแต่ใจตัวเอง หรือไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่ว่าจะเอาคนอื่นเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเราทราบจากจดหมาย E-mail จากการสำรวจเรทติ้ง จากอะไรต่างๆ แล้วเอามาใช้ในการปรับตัวเอง แต่เราก็มีจุดยืนนะ

ในการวิเคราะห์ข่าวแต่ละครั้งต้องเตรียมตัวมากน้อยแค่ไหน
ค่อนข้างมากครับ มันพูดเป็นสูตรไม่ได้ เช่น ที่ช่อง 9 โมเดิร์นไนน์ทีวีเนี่ย 10 นาที ผมใช้เวลาเตรียมตัวประมาณ 2 ชั่วโมงในการอ่านในการเขียน ในการปะติดปะต่ออะไรขึ้นมา เอาเป็นว่าผมไม่พอใจกับข้อมูลเดียว หรือว่าแหล่งเดียว มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถ้าเป็นหนังสือต้อง 2-3 เล่มขึ้นไป ถ้าเป็นความเห็นต้อง 2-3 ความเห็นขึ้นไป ถ้าเป็นข้อเท็จจริงก็ต้องตรวจสอบอย่างน้อย 2 แหล่งขึ้นไป ว่าถูกต้องตามนั้นหรือไม่ และทั้งหมดนี้ต้องเข้ามารวมกันอีกที ผมไม่มีทีมช่วย เขียนสคริปต์เอง ค้นคว้าข้อมูลเองทุกตัวอักษร สิ่งที่ประสานกับโมเดิร์นไนน์ทีวี ก็คือ เรื่องภาพประกอบ และการแจ้งล่วงหน้าในเชิงการประสานงาน ผมถือโอกาสขอบคุณโมเดิร์นไนน์ทีวีด้วยที่ไม่เคยเข้ามาแทรกแซงผมแม้แต่ครั้งเดียว ว่าจะพูดเรื่องอะไร ไม่เคยบอกว่าอย่าพูดถึงสหรัฐแรงเกินไปนะ อย่าพูดถึงเรื่องมุสลิมแรงเกินไปนะ ไม่เคย นี่คือ การให้เกียรติ ซึ่งผมก็ซาบซึ้งมาตลอด

ถึงตอนนี้คิดว่าตัวเองเป็นนักวิชาการหรือนักสื่อสารมวลชนมากกว่ากัน?
เป็นสื่อมวลชนครับ เพราะผมให้ความสนใจกับงานสื่อสารมวลชนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อก่อนนี้สมัยเริ่มค้นคว้าใหม่ๆ ผมเป็นนักวิชาการมากกว่านักสื่อสารมวลชน มันแสดงออกตรงไหนรู้ไหม เมื่อค้นคว้าอะไรขึ้นมาแล้วจะบีบบังคับให้คนอื่นรู้หมดเลย คือ ชนิดที่ว่าไม่สนว่ามันจะหนัก จะแน่น อะไรไม่รู้ ก็จะใส่ให้หมดเลย คนก็จะเตือนว่ามันหนักเกินไป ผมไม่สน เพราะเรามันวิชาการเป็นหลัก พอตอนหลังเราไม่แล้ว สมมติว่าเราเกิดมีเรื่องน่าสนใจ 5 เรื่อง แล้วเวลามีแค่ 10 นาที เดี๋ยวนี้ผมสามารถโยน 4 เรื่องทิ้ง แล้วเลือกเรื่องเดียว เรื่องที่เราคิดว่าเจ๋งที่สุด แสดงว่าเรามีความเป็นนักสื่อสารมวลชนมากกว่า เพราะฉะนั้นก็เลยมองว่าตัวเองเป็นนักสื่อสารมวลชน เป็นนักสื่อสารมวลชนที่ใช้ประโยชน์ทางวิชาการ

ในฐานะสื่อมวลชนคิดว่าสามารถแสดงจุดยืนในข่าวที่วิเคราะห์ได้มั้ย อย่างในกรณีสงครามในอิรักที่ผ่านมา
ได้ครับ แต่เราต้องซื่อสัตย์ที่จะแสดงจุดยืนนั้นอย่างชัดเจนด้วย ไม่ใช่แทรกอยู่ในคำพูดหรือคำเสียดสี ประชดประชัน หรืออยู่ในการเลือกข้อมูลบางด้านมาเสนอ ถ้าแบบนั้นไม่ซื่อสัตย์ แต่ถ้าหากเราจะต้องบอกว่าสิ่งที่สหรัฐทำกับอิรักไม่ถูกเลย อยู่ดีๆ ไปยึดประเทศเขา ไม่ถูก เพราะเป้าหมายของตนเองตอนแรกไปหาอาวุธ พอตอนหลังไม่เจออาวุธ ก็กลับยึดประเทศ แสดงว่าทำตามอำเภอใจ เราก็สามารถวิจารณ์สหรัฐได้ ด้วยการยกข้อมูลมาให้เห็นว่าทำไมสหรัฐจึงถือว่าทำสิ่งที่ผิด พูดง่ายๆ คือ ถ้าเราจะวิจารณ์ในทางเสีย เราต้องค้นคว้าให้ดีว่าเรามีฐานการวิจารณ์อย่างไร

แล้วจุดยืนของคุณต่อสงครามครั้งนี้เป็นอย่างไร
ผมเริ่มสงสัยว่า สหรัฐกำลังจะเปลี่ยนแปลงระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไปในทางที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น เพราะเหตุการณ์ล่าสุดที่อิรัก เป็นตัวชี้ว่า สหรัฐปกปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา และเห็นความสำคัญของตนเองมากกว่าผลประโยชน์ของโลกอย่างชัดเจน ทุกประเทศก็เป็นอย่างนั้น แต่สหรัฐมีขีดความสามารถมากกว่าทุกประเทศ ในการที่จะปกป้องและแสวงหาผลประโยชน์ของตนเอง เพราะฉะนั้นมันต้องถ่วงดุลด้วยการมีองค์การระหว่างประเทศ หรือกลุ่มประเทศในการคานอำนาจสหรัฐขึ้นมาได้บ้าง เหตุการณ์โลกขณะนี้ จึงน่ากังวลใจว่ามันไม่มีสมดุลเกิดขึ้น และสิ่งที่สำคัญในโลกในประวัติศาสตร์คือ ดุลอำนาจระหว่างประเทศ เมื่อไรก็ตามที่เกิดการขาดดุลอำนาจ มันมีแนวโน้มที่ผู้มีอำนาจมากกว่าจะก้าวร้าวและทำผิดได้ ตอนนี้โลกกำลังอยู่ในภาวะลำบาก

ดูเหมือนต้องติดตามข่าวสาร คิดวิเคราะห์ตลอด แบ่งเวลาให้กับชีวิตด้านอื่นๆ อย่างไร
พยายามพักผ่อนให้พอ ชีวิตด้านอื่นๆ ก็เขียนหนังสือ อ่านหนังสือ พูดคุยกับผู้คน กินข้าวกับเพื่อนบ้าง อยู่กับแฟนบ้าง ดูหนัง ทำอะไรเยอะแยะ แต่เล่นกีฬาน้อยไปหน่อย กำลังจะแบ่งเวลาไปเล่นกีฬาบ้าง

ทราบมาว่าเคยเขียนหนังสือลงช่อการะเกดด้วย
ใช่ นั่นใช้ชื่อจริง แต่พอตอนหลังลงแพรว ลงพลอยแกมเพชร ก็ใช้นามปากกา เป็นเรื่องสยองขวัญ ฆาตกรรม ชอบเขียนเรื่องสยองขวัญ ผมภูมิใจกับการเขียนนะ แต่บังเอิญว่าเราไม่ได้ยังผลิตผลงานที่เราภูมิใจจริงๆ

คุณเป็นคนที่ศึกษาเรื่องจิตวิทยา เคยวิเคราะห์ตัวเองมั้ยว่าทำไมชอบเรื่องสยองขวัญ เพราะชีวิตราบเรียบไปหรือเปล่า
ผมเป็นคนสุดโต่ง ที่พยายามจะเป็นคนดี เป็นคนที่ถ้าเป็นผู้ร้ายก็ร้ายถึงที่สุด เป็นคนที่...ถ้าค้ายาบ้าคนคงจับไม่ได้ เพราะจะฆ่ามันซะก่อน ถ้าเป็นทหารคงได้เหรียญกล้าหาญ เพราะคงจะบุกเข้าไปเผชิญ แต่เมื่อเราเป็นนักวิชาการ หรือสื่อมวลชน เพราะฉะนั้นก็เลยให้ความแรงมันอยู่ในนี้ส่วนหนึ่ง แล้วเอาความแรงที่เหลือไปใส่ที่อื่น

เป็นคนเชื่อมั่นในตัวเองสูงด้วย?
ถ้าไม่เชื่อมั่นในตัวเองจะวิเคราะห์ได้ไง ถ้าไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ก็ต้องเที่ยวถามคนโน้นคนนี้ ดีหรือเปล่า ใช้ได้หรือยัง เราต้องพร้อมที่จะบอกว่าสิ่งที่ฉันทำดีแล้ว ดีที่สุดหรือเปล่าไม่รู้ล่ะ คุณวิจารณ์มาก็แล้วกัน นึกออกมั้ย มันต้องเป็นกระบวนการอย่างนี้ คือ สังคมไทยเป็นสังคมที่เราฝึกกันมาให้อ่านใจคนอื่นก่อน คนไทยจะกรองคำพูดตัวเองก่อนเลย รู้แล้วว่าเขาไม่ชอบ เราไม่พูด เพราะฉะนั้นความมั่นใจในตนเองจึงเป็นคุณสมบัติที่คนไทยมองด้วยความกลัวเกรง

หรือไม่ก็หมั่นไส้ไปเลย เคยเจอบ้างมั้ยคะ
ไม่ ผมไม่กลัวการหมั่นไส้เลย ตราบใดที่ไม่เข้ามาทำร้าย เพราะเราไม่สามารถจะป้องกันตัวเองให้พ้นจากความหมั่นไส้ได้ ผมเกิดมาในชาตินี้ไม่ใช่เพื่อมาทำตัวให้คนรักทั้งโลก แต่เกิดขึ้นมาเพื่อจะทำสิ่งที่ตนเองคิดว่ามีประโยชน์ แล้วคนที่จะเห็นคุณค่าเรา คือ คนเห็นประโยชน์ในสิ่งที่เราทำ แค่นี้ก็นอนตายตาหลับแล้ว ก็คือเป็นอย่างนี้ เพียงแต่ถ้าความมั่นใจในตัวของเราไปสร้างความผิดพลาดขึ้นเมื่อไหร่ ทำให้ให้คนอื่นเกิดความแสลงใจ จนถึงขั้นเดือดร้อน ก็พร้อมที่จะปรับตัว เพราะผมคิดว่าเกิดมาเพื่อทำประโยชน์ด้านข้อมูลข่าวสาร

นอกจากงานด้านสื่อที่ทำอยู่ ยังมีรายการประเภทไหนอีกมั้ยที่อยากทำ?
อยากทำรายการที่เกี่ยวกับหนังสือ ที่มันอยู่ได้ ซึ่งในทีวีไม่ค่อยรอด เคยมีหลายรายการแต่มันก็เจ๊งไป อยากทำให้มันสนุก อย่างวันนี้สมาคมนักเขียนมอบรางวัลศรีบูรพา ให้กับอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และอาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ถ้าผมมีรายการผมจะเชิญ 2 คนนี้มาให้คุยกัน คือ อยากทำรายการหนังสือแบบนี้ เชิญคนมาพูด ไม่ใช่แค่ว่าฉันชอบ เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง หนังสือน่ะสนุกจะตาย แล้วก็ไม่ใช่แค่หนังสือเล่ม แมกกาซีนก็ได้ หาหัวข้อที่มันมันมาคุยกัน

ทำงานในแวดวงสื่อมวลชนมานานพอสมควร มองวิชาชีพนี้อย่างไรคะ
ผมว่าสื่อมวลชนของไทยมีตัวบุคคลที่เก่งอยู่เยอะ แต่มีลักษณะต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำ จนไม่เกิดพลังในการผลักดันเรื่องบางเรื่อง ถ้าสื่อมวลชนมีความสามารถในการแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง เพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากขึ้น สื่อจะมีอิทธิพลมากกับสังคม อีกข้อนึงผมคิดว่าบางคนยังภูมิใจกับอาชีพสื่อมวลชนน้อยไปนิด มีความรู้สึกว่าเป็นอาชีพที่ทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็เลิก หรือว่าเอาอาชีพตัวเองไปแลกกับอามิสสินจ้างอะไรง่ายจนเกินไป ทำให้เสียเกียรติภูมิในอาชีพของตนเอง ผมอยากให้ทุกคนมั่นใจว่าสื่อมวลชน เป็นอาชีพที่ทรงเกียรติ เป็นอาชีพที่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้มาก เป็นอาชีพที่เป็นศิลปินได้มาก เป็นได้ทุกอย่างที่อยากเป็น สื่อมวลชนเป็นอาชีพที่ดีมาก แต่บางครั้งสื่อมวลชนขี้หมั่นไส้ ขี้รำคาญ หน้าที่ของสื่อมวลชน คือ การเขียนเตือนคนทั้งหลายว่าคุณไม่ใช่เทวดา แต่ไม่ควรทำด้วยความคิดเห็นส่วนตัว เราจะเห็นชัดเลยว่า สถานการณ์ของสื่อมวลชนจริงๆ มันเกิดขึ้นเพราะความอิสระของเรา แต่ถ้าหากเราไม่ระวังตรงนั้นเราปล่อยให้มันยาวไกล ยิ่งเขียนข่าว ความมั่นใจตัวเองยิ่งมากไปหรือเปล่า สื่อมวลชนต้องระวัง ว่ากันว่า ปัญหาของสื่อมวลชนมีอยู่สองคำ ขอยกเป็นภาษาอังกฤษ คำแรกคือ Laziness นั่งเทียนเขียน เอาข้อมูลตื้นๆ มาเขียน ทำงานน้อย อันที่สอง คือ closely คือ ใกล้ชิดกับคนมากเกินไป ไปกินไวน์กับนักการเมืองมากเกินไป จนทำให้ทัศนะของตนเองแคบ เพราะฉะนั้นสื่อมวลชน ต้องไม่ขี้เกียจ และไม่ทั้งใกล้ชิดกับผู้อื่นมากเกินไป ถ้ารักจะเป็นสื่อมวลชน

และเพราะผู้ชายคนนี้รักจะเป็นสื่อมวลชน เขาจึงมุ่งมั่นที่จะก้าวต่อไป โดยโครงการที่จะทำต่อไปเป็นการส่งเสริมบทบาทของสื่อมวลชนในต่างประเทศให้มากขึ้น ส่วนรายละเอียดนั้นขออุบไว้ก่อน เช่นเดียวกับแผนชีวิตที่เจ้าตัวบอกว่าคงจะได้ทราบกันในอนาคตอันใกล้นี้

..........................


โชคดีค่ะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/




    โดย : แก้ไข เพิ่มเติม     เมื่อ : 1/11/2003 08:14 AM


ความคิดเห็นที่: 5

ติดตามและชื่นชมท่านมานานแล้วครับ นับถือในความนิ่ง มุ่งมั่น และรู้จริงของท่านมากครับ

จะมีใครสักกี่คนที่จะเพียบพร้อมในทุกๆด้านเหมือนท่าน

    โดย : คนเมืองคอน   Mail to คนเมืองคอน  เมื่อ : 1/11/2003 08:45 AM


ความคิดเห็นที่: 6

ดูเป็นคนสบายๆนะ แต่เฉลียวฉลาดทีเดียว ก็ขอให้ทำประโยชน์แก่บ้านเมืองยิ่งๆขึ้นไปนะครับ

โชคดีทุกคน

    โดย : นรชาติ     เมื่อ : 2/11/2003 01:21 PM


ความคิดเห็นที่: 7

หนึ่งเข้าใจผิดไปครับ นึกว่าคนโปรดของน้องตาลคือหนึ่งซะอีก อิอิ

    โดย : หนึ่ง     เมื่อ : 2/11/2003 05:25 PM


ความคิดเห็นที่: 8

ตาลคิดถึงพี่หนึ่งอยู่แล้วคะ
คิดถึงตอนที่มีของกินเยอะๆ นะ
ว่านี่ ถ้าพี่หนึ่งอยู่ด้วย มีหวังคงไม่ทันได้กินแน่ๆ คิ๊ก คิ๊ก ๆๆๆๆ

    โดย : น้ำตาล     เมื่อ : 11/12/2003 07:49 AM


ความคิดเห็นที่: 9


จักรภพยังไม่ปักเสาร่วมหอทรท.อ้างกลัวเหลี่ยมการเมือง ..... จักรภพ เพ็ญแข โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี “จักรภพ”เผยนายกฯอยากให้สานต่องานต่างประเทศ พร้อมกันนี้ยังไม่ตอบตกลงที่จะสมัครสมาชิกพรรคทรท.กลัวเหลี่ยมการเมืองเล่นงาน ส่วนการตอบโต้การเมืองคงเน้นด้านเนื้อหาเป็นหลัก

หลังจากที่เมื่อวานนี้ ..... คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้แต่งตั้ง นายจักรภพ เพ็ญแข เป็นโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีแทน น.ต.ศิธา ทิวารีที่ขยับไปนั่งรองเลขาธิการนายกฯฝ่ายการเมืองนั้น

นายจักรภพ เพ็ญแข โฆษกประจำสำนักนายกฯรัฐมนตรี กล่าวถึง ..... การที่ได้เข้ามารับตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกฯว่า ในการตัดสินใจที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งนั้นตัดสินใจก่อนเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้นเอง คือเมื่อคืนวันที่ 8 ธันวาคมนี้เองโดยได้คุยกันอย่างจริงจังว่าอยากให้มาช่วยงานรับบาลในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีด้วยเงื่อนไขที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองเลย เป็นเงื่อนไขในเรื่องงานอย่างเดียวก็คือ งานใหม่จะทำให้โฆษกฯรัฐบาลมีภารกิจเกี่ยวกับเรื่องต่างประเทศมากขึ้น

โดยหลักการมาจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ..... ที่ว่าประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเล็กเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เป็นประเทศขนาดกลางถึงใหญ่และคนก็สนใจกันมากว่าเรากำลังทำอะไรกับประเทศของเรา เราเคยเป็นประเทศที่เรียกว่าเผด็จการสุดขั้วในอดีต กระทั้งเราเป็นประชาธิปไตยจนมีพรรคใหญ่ขนาดนี้ เขาก็จับตามองว่าประเทศไทยจะไปทางไหนต่อ เพราะฉะนั้นการสื่อสารคือสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นการตัดสินใจที่จะมารับงานนี้คือการมาทำงานคล้ายๆอย่างนี้ โดยเงื่อนไขทางการเมื่อไม่ว่าจะเป็นการได้เข้าพรรคหรือไม่จะลงสมัครการเลือกตั้งหรือไม่ ไม่มีเลยไม่มีการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยและไม่ได้มีการคุยกันถึงเรื่องอนาคตทางการเมืองว่าจะเป็นอย่างไร เข้ามาทำงานจริงๆ

จักรภพชี้นายกฯเน้นด้านต่างประเทศ .....นายจักรภพ กล่าวต่อว่า โดยจุดประสงค์ของนายกฯคือทำอย่างไรจะให้สำนักโฆษกฯซึ่งเดิมที่เขาก็ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้วสามารถที่จะต่อยอดหรือเสริมเพิ่มเติมเข้าไปได้ในส่วนของงานด้านการต่างประเทศ ซึ่งตัวของตนเองก็ต้องคิดด้วยว่ามีความสามารถหรือไม่เมื่อมีประสบการณ์และมีความสามารถอยู่บ้างแต่นั้นไม่ได้เป็นการบ่งบอกว่าจะเป็นคนเดียวที่จะเข้ามาสร้างงานนี้ได้ พูดง่ายๆก็คือเป็นแค่คนหนึ่งที่จะเข้ามาเป็นผู้จัดการโครงการนี้ ในการที่จะทำให้สำนักโฆษกฯที่เก่งจริงๆเข้ามาในสำนักโฆษกฯ หรือว่าคนนอกบ้างมาช่วยเหลือกัน แต่ว่ากลุ่มใหญ่ที่สุดก็ยังเป็นสื่อมวลชนเพราะว่าเราต้องสื่อสารกับคนไทยเป็นอันดับแรกและจากนั้นเราต้องสื่อสารไปในระดับโลกในต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ..... มีความหนังใจหรือไม่ นายจักรภพ กล่าวว่า ไม่หนักใจ เดิมที่คิดว่าหนักใจในเรื่องการเมือง แต่เมื่อคุยกันเรียบร้อยแล้ว โดยมีคุณสุรนันท์ เวชชาชีวะโฆษกพรรคไทยรักไทย ดูแลทางด้านการเมืองโดยตรง ตนมีรองโฆษกฯที่เก่งทั้ง 3 ท่าน รวมทั้งนายต่อพงษ์ ไชยสาส์น เพราะฉะนั้นที่เป็นเรื่องของการเมืองโดยตรงผู้ที่มาจากการเลือกตั้งก็น่าจะมีความชำนาญในเรื่องของเหตุผลที่จะมาแลกเปลี่ยนกัน

นายจักรภพ ได้กล่าวยอมรับว่า ..... ได้รับการติดต่อทาบทามจาก น.ต.ศิธา ทิวารี ให้มาช่วยงานรัฐบาลในตำแหน่งโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี และตนเห็นด้วยกับแนวทางการทำงานที่จะเน้นด้านการต่างประเทศมากขึ้น จึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเข้ามาสู่เส้นทางการเมือง นายจักรภพ กล่าวว่า หลังจากนี้ไปต้องปรับบทบาทของตนเองใหม่ โดยเฉพาะการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลในที่สาธารณะ ต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น แต่ในพื้นที่ส่วนตัวหรือในวงวิชาการ ตนยังคงรักษาความเป็นตัวของตัวเอง

--------------------------------------------------------------------------------
http://www.manager.co.th/politics/politicsview.asp?newsid=4672062813638

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 11/12/2003 08:08 AM



ชื่อ ::
  *
  รหัส ::   (เฉพาะสมาชิก)
 
อีเมล์ ::
  (สมาชิกไม่ต้องกรอก)
 
รูปประกอบ ::
  ไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
รายละเอียด ::
  *
  ใส่รูปแสดงอาการ ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ

Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.