| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- แก้ไขข้อมูล | - เข้าระบบผู้ดูแล | ตั้งกระทู้ใหม่ - -



กาแฟถ้วยโปรด กับ กาแฟแก้วแปลก ...!!!




ตอนนี้ผมก็จะมาแนะนำคุณ ๆ ..... ผู้ติดตามกันต่อถึงกาแฟแก้วพิเศษ หรือกาแฟแก้วแปลกที่ได้เกริ่นเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วนะครับ ในส่วนตัวผม คำว่า “กาแฟแก้วแปลก” นั้น ผมนิยามไว้ว่า เป็นกาแฟแก้วที่ “แปลกหู” เพราะไม่คุ้นหรือไม่เคยได้ยิน “แปลกลิ้น” เพราะไม่ค่อยได้ชิม และ “แปลกตา” เพราะมักจะมีอะไรที่วิลิศมาหรา กว่าที่มักจะได้เห็นครับ

แต่ความแปลกทั้งหลายทั้งปวงข้างต้น ..... จะหมดไปครับ ถ้าหากท่านเพียงลองสั่งมาชิม มาดู มาสัมผัสครับ ความแปลกก็จะเปลี่ยนเป็นความคุ้นและประทับใจในที่สุดได้ครับ

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า ..... ผมเองจะขออนุญาตนำเครื่องดื่มจากเมื่อตอนที่แล้วก่อนหน้านี้ มาขยายขายความให้มากขึ้น นำมาผสม มาปรุงแต่งให้คุณ ๆ ได้สัมผัสด้วยสายตาและจินตนาการก่อนจะเข้าร้านไปสั่งด้วยตนเองนะครับ



“เอสเพรสโซ มัคคิอาโต” (Espresso Macchiato) ..... ชื่อก็บอกอยู่แล้วนะครับ ว่าเป็นภาคต่อเนื่องจากหัวกาแฟเข้มข้น “เอสเพรสโซ” ในตอนที่แล้ว ความพิเศษเพิ่มเติมของกาแฟเอสเพรสโซ มัคคิอาโต แก้วนี้อยู่ที่การนำเอาฟองนมนุ่ม ๆ (ฟองนมเท่านั้นนะครับ ไม่มีน้ำนม) ลงไป Top หรือปิดอยู่ด้านหน้าของกาแฟเอสเพรสโซของเรา ด้วยการหยอดหรือปาดลงไปแต่พองาม ไม่ต้องมากจนล้น แต่ก็ไม่น้อยจนไม่เห็นน้ำกาแฟสีเข้ม ๆ

จะได้อะไรอย่างนั้นหรือครับ ..... เราก็จะได้ความหอม นุ่มของนม ที่จะมาปะทะกับริมฝีปากเราก่อน ประกอบกับรสชาติอันเข้มข้นหนักแน่นของช็อตเอสเพรสโซในตอนท้าย ซึ่งก็จะเหมาะกับคุณ ๆ ผู้ที่ชอบทานเอสเพรสโซอยู่แล้ว แต่ในบางอารมณ์อาจอยากหาสัมผัสที่นุ่มนวลมาช่วยสร้างสุนทรีย์ในการดื่มครับ



“เอสเพรสโซ คอนพานา” (Espresso Con Panna) ..... สำหรับกาแฟเอสเพรสโซเข้มข้นแก้วนี้ จะลดความหนักแน่นของกาแฟเอสเพรสโซลงด้วยการบีบ วิปปิ้งครีม (Whipping Cream) ลงไปด้านบน

แต่สิ่งที่จะได้กลับคืนมาคือความนุ่มลึก ..... ของ Body (น้ำหนักของกาแฟที่เกิดจากการดื่ม) เพราะปกติแล้วเราควรที่จะต้องคนให้ วิปปิ้งครีม ผสมเข้ากันกับชอตเอสเพรสโซ ซึ่งจะทำให้รสชาติที่ได้ไม่เข้มหนักมากนัก (เพราะวิปปิ้งครีมมักจะจืดกว่าครับ) แต่จะทำให้กาแฟแก้วนี้ทั้งแก้วของคุณ เกิดความนุ่มและกลมกล่อมทีเดียวเชียวครับ

แต่บางท่านก็อาจจะอยากสัมผัสรสชาติ ..... ที่แตกต่างกันสุดขั้วก็ได้ครับ ด้วยการที่ไม่ต้องคนครับ ดื่มเฉพาะเอสเพรสโซพรวด ๆ ลงไปก่อน (ตามที่ได้แนะนำไว้ในตอนก่อนหน้านี้ครับ) แล้วค่อยตบท้ายความหอมหนักแน่น ด้วยวิปปิ้งครีม นุ่ม ๆ เบา ๆ ในตอนท้าย อาจเปรียบได้กับการที่เรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลาย ไปนวดตัวนะครับ อาจต้องหนักแน่นก่อนแล้วตามด้วยการประคบประหงมในตอนท้ายนะครับ



“คาราเมล มัคคิอาโต” (Caramel Macchiato) ..... สำหรับกาแฟแก้วนี้นะครับ ผมรับรองได้เลยว่าต้องเป็นแก้วโปรดของคุณ ๆ หลายท่าน ณ ที่นี้ หรือไม่ก็ต้องเป็นแก้วที่ท่านต้องลองครับ “It’s a MUST”

ทำไมน่ะหรือครับ ..... ก็เพราะว่ากาแฟแก้วนี้ นับได้ว่าน่าจะเป็นกาแฟที่เหมาะกับลิ้น กับกลิ่น กับอารมณ์รสชาติความเป็นคนไทยได้เป็นอย่างดีน่ะสิครับ

ลักษณะของกาแฟ คาราเมล มัคคิอาโต ..... แก้วนี้จะคล้าย ๆ กันกับกาแฟลาเต้นะครับ แต่ความแตกต่างนั้นอยู่ตรงที่กาแฟ คาราเมล มัคคิอาโต จะมีส่วนผสมของน้ำเชื่อมวานิลลาด้านล่างแก้ว ตามด้วยนมสดร้อนตรงกลาง ปิดหน้าด้วยฟองนมหนานุ่มสักเล็กน้อย (ไม่มากเท่ากับกาแฟ คาปูชิโนนะครับ) ต่อด้วยการราดเอาช็อตเอสเพรสโซ ลงตรงกลางด้านบนของฟองนมนั้น

ตรงนี้แหละครับ ที่เราเรียกว่าเป็นการ “Macchiato” ..... เพราะคำว่า มัคคิอาโต นี้แปลว่า “marked with” นั่นก็คือการทำเครื่องหมาย หรือ mark หน้าเครื่องดื่มแก้วนี้ด้วยช็อตเอสเพรสโซนั่นเอง

แล้วสุดท้าย ..... ก็คือการราดด้วยน้ำเชื่อม คาราเมล เป็นน้ำเชื่อมเข้มข้น เหนียว ๆ ที่หลาย ๆ ท่านอาจจะรู้จักในนามว่า “Butter Scotch” นะครับ เป็นรูปตารางบ้าง วงกลมบ้าง แล้วแต่ว่าร้านใดจะสร้างเป็นรูปอะไรครับ ผมเองยังเคยได้รูปหัวใจจากน้องคนนึงที่ทำกาแฟแก้วนี้ให้ผมเลยครับ ?

ว่ากันมานานแล้ว ..... สำหรับกาแฟแก้วนี้ ยังครับ ยังไม่หมด ถูกลิ้นที่ผมกล่าวอ้างถึง ก็คือการที่เราได้ลองลิ้มชิมรสของกาแฟแก้วนี้ ในลักษณะเป็นชั้น ๆ ของรสชาตินะครับ นั่นคือ เมื่อเรายกแก้วขึ้นดื่ม อันดับแรกเลย เราจะได้ลิ้มชิมความหอมนุ่มของฟองนมขาว ๆ ที่อยู่ด้านบน ริมฝีปากอาจจะเลอะด้วยน้ำเชื่อมคาราเมลที่ราดไว้ด้านบน ความหอม นุ่ม และหวาน ก็จะถูกตามมาด้วยรสชาติของช็อตเอสเพรสโซที่เข้มข้นต่อมา เพราะเนื่องจากช็อตนั้นได้รับการเทในช่วงด้านบน ๆ ของแก้ว ก็จะทำให้ได้รสชาติที่เข้มหนักแน่น กว่าการดื่มลาเต้



และสุดท้าย ..... ก็จะเลี่ยงไม่ได้กับการดื่มเอาน้ำนมอุ่น ๆ ที่มีรสชาติผสมความหวานของน้ำเชื่อมวานิลลาที่นอนอยู่ด้านล่างของแก้ว เชื่อผมเถอะครับ ในวันเครียด ๆ หนัก ๆ ของคุณ ลองเข้าร้านกาแฟดี ๆ แล้วสั่งกาแฟแก้วนี้ มานั่งละเลียดอารมณ์ของตน กับกาแฟแก้วนี้ รับรองได้ครับ ความหนักแน่นจะเบาบางลงด้วยความหอมหวาน นุ่ม เน้น ของ คาราเมล มัคคิอาโต



“กาแฟพิเศษประจำวัน” (Coffee of the Day) ..... กาแฟแก้วนี้ ปกติแล้วมักจะเป็นกาแฟดำ ประจำวันของแต่ละร้านนะครับ ให้คุณลองนึกถึงตามร้านอาหารต่าง ๆ ก็ได้ครับ หลาย ๆ ร้านมักจะมี “House Wine” , “House Special” , หรือ “อาหารพิเศษประจำวัน”

กาแฟพิเศษประจำวัน ..... นี้ก็เช่นเดียวกันครับ มักจะมีการสลับสับเปลี่ยนในการใช้เมล็ดกาแฟที่จะมาชงที่แตกต่างกัน เครื่องดื่มอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ ที่ผมแนะนำให้ไป เช่น ลาเต้หรือคาปูชิโน มักจะมีกาแฟ ESPRESSO เป็นส่วนประกอบหลักนะครับ แต่กาแฟประจำวันนี้ โดยปกติแล้วจะไม่ได้ใช้เมล็ดกาแฟแบบเอสเพรสโซทำนะครับ หลาย ๆ ร้านที่ดี ๆ เค้ามักจะมีเมล็ดกาแฟที่มีชื่อ หรือแหล่งการผลิตอื่น ๆ มาใช้แทน ยกตัวอย่างเช่น ใช้เมล็ดกาแฟจาก ประเทศ Colombia Narino Supremo หรืออาจเป็นกาแฟจากหมู่เกาะ Sumatra หรือดินแดนทวีปอัฟริกาอย่างประเทศ Kenya และอื่น ๆ อีกมากมายนะครับ

ลักษณะวิธีในการชงก็จะแตกต่างกันครับ ..... เพราะเครื่องดื่มอื่น ๆ ข้างต้น มักจะใช้เครื่องชงแบบเอสเพรสโซ (เครื่องที่ใช้แรงดันน้ำสูงครับ) แต่การชงกาแฟประจำวันนี้ มักจะใช้เครื่องแบบที่เรียกว่า แบบ Drip หรือแบบหยดน้ำนะครับ ซึ่งโดยหลักการแล้วก็คือการนำน้ำร้อนที่อุณหภูมิพอเหมาะมาเทให้ไหลผ่านผงกาแฟที่บดไว้แล้วอย่างถูกต้อง เพื่อให้น้ำที่ผ่านผงกาแฟแล้วหยดลงมาสู่ภาชนะรองรับด้านล่างครับ

ข้อดีของการดื่มกาแฟพิเศษประจำวันนี้ ..... ก็คือการที่คุณ ๆ ทั้งหลายสามารถที่จะได้ดื่มกาแฟอื่น ๆ ที่ไม่ได้เข้มข้น หนักแน่นเหมือนกาแฟเอสเพรสโซบ้างนะครับ แต่ก็จะเป็นกาแฟดำนะครับ ไม่มีนมมาเป็นส่วนผสม แต่ในร้านส่วนใหญ่เขาก็มักจะมีจุดเติมนมให้เราสามารถเติมได้ครับ

เท่าที่ผมเคยลอง ๆ ..... มาสำหรับกาแฟพิเศษประจำวันนี้นะครับ เค้าจะให้อารมณ์ รสชาติ และความรู้สึกที่แตกต่างไปนะครับ ก็เหมือน ๆ กันกับที่ทุกวันคุณเคยทานแต่ข้าวหอมมะลิ ทุกวัน ทุกวัน มาวันนึง คุณก็ลองเปลี่ยนมาเป็นข้าวซ้อมมือ ข้าวมันปู หรือข้าวกล้อง ดูบ้างน่ะครับ อย่างไรเสียเค้าก็ยังคงเป็นข้าวอยู่ดี เพียงแต่รสชาติ และอารมณ์ที่ได้รับแตกต่างกันครับ



หรือถ้าหากคุณอยากจะเติมนมร้อน ..... ลงในกาแฟดำแบบพิเศษประจำวันของคุณนะครับ ก็เพียงแต่สั่งน้องในร้านว่าอยากได้เป็น “กาแฟมิสโต” (Misto) หรืออาจเป็น Caf? Au Lait ก็ได้ครับ มีความหมายเหมือนกัน ว่า “กาแฟใส่นม” ครับ จะเป็นการนำเอากาแฟที่ชงแบบ Coffee of the Day มาผสมกับนมร้อนนะครับ ไม่ได้ใช้กาแฟเอสเพรสโซทำ เพราะถ้าเป็นกาแฟเอสเพรสโซทำละ ก็จะกลายเป็นกาแฟลาเต้แทนครับ (ค่อย ๆ อ่าน หรือวนกลับไปอ่านอีกรอบก็ได้นะครับ)

ข้อควรสังเกต ..... เล็กน้อยในการสั่งกาแฟดำแบบพิเศษนี้นะครับ ก็คือการที่คุณ ๆ ควรจะถามน้อง ๆ คนขายในร้านก่อนว่า ณ เวลาปัจจุบันนี้ เค้ากำลังชงกาแฟอะไรอยู่ เพราะส่วนใหญ่แล้วเค้าจะต้องมีการเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ (ถ้ามีมากพอให้เปลี่ยนหลาย ๆ ชนิดนะครับ) เท่าที่ผมทราบ ร้านกาแฟดัง ๆ ส่วนใหญ่เค้าจะมีการวางนาฬิกาจับเวลาไว้ด้วยครับ เพราะเท่าที่ทราบเค้าจะไม่ทิ้งกาแฟที่ชงไว้แล้วนี้ นานเกินกว่า 1 ชั่วโมงนะครับ

เพราะกาแฟที่ถูกชง ..... และถูกตั้งทิ้งไว้บนเตาอุ่นร้อนน่ะ ไม่ควรจะนานเกินหนึ่งชั่วโมงครับ ไม่เช่นนั้นแล้วรสชาติอาจจะไม่ดีนะครับ ทำให้ผมมานึกถึงสมัยก่อน ๆ เวลาเข้าไปในโรงแรมดัง ๆ เราเองก็อยากไปนั่งเต๊ะสักหน่อย สั่งกาแฟมาสักแก้ว แต่ก็เห็นว่าเค้าก็วางเอาไว้บนเตาตั้งนานสองนาน เราเองรึจะบอกเค้าว่ากาแฟไม่อร่อย ก็ไม่ค่อยกล้าพูด ก็ได้แต่นึกทึกทักเอาเองว่ากาแฟมันก็ต้องรสชาติแบบนี้แหละ ต้องเข้ม ๆ ขม ๆ ถึงจะเป็นกาแฟ ดีเสียอีก พอมันขม ๆ ก็จะได้นั่งนาน ๆ หน่อยค่อย ๆ จิบไป (เพราะจิบมากไม่ได้ ไม่สามารถครับ)

สำหรับวันนี้ขอคุณ ๆ ..... ลองไปสร้างความแปลกใหม่ให้กับชีวิตด้วยการสั่งกาแฟชื่อข้างต้นก่อนนะครับ วันละนิดละหน่อย หรือถ้าช่วงไหนกำลังทรัพย์ไม่แข็งแรง ก็เอาเป็นว่าสัปดาห์ละครั้ง หรือเดือนละครั้งก็พอครับ แต่เชื่อผมเถอะครับ ลองไปเถอะครับ ลองให้รู้ครับ เพราะผมเองก็ลองเสมอครับ เผื่อว่าวันพรุ่งผมเกิดไม่ได้ลองขึ้นมา เสียใจแย่เลยครับ

คราวหน้า ..... เรามาพบกันด้วยกาแฟแบบเย็น ๆ และแบบใส่น้ำแข็งปั่นกันนะครับ เดี๋ยวผมจะพามาพาเหรดกันให้ครบขบวนเลยครับ อดใจรออีกนิดนะครับ ขอความสุขสวัสดี สุนทรียะ จงมีต่อคุณ ๆ ผู้รักกาแฟครับ

______________________


โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"

\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/
______________________
http://www.manager.co.th::: ฉบับวันที่ 7 ตุลาคม 2546

    �� : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   ����� : 8/10/2003 01:56 AM

 
 
�����Դ��繷��: 1




<> หลากรสหลายเรื่องกับ ”กาแฟ” ถ้วยโปรด <>

ทุกวันนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ..... สิ่งหนึ่งที่อดจะสังเกตไม่ได้คือ ร้านกาแฟหน้าตาหรูหราที่กำลังผุดตัวขึ้นมาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ หรือในแหล่งคนทำงาน รวมไปแม้กระทั่งพื้นที่ที่เป็นจุดท่องเที่ยวต่าง ๆ มีสิ่งที่สะดุดตาอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นที่นั่งนุ่ม ๆ โคมไฟแสงสีสวยงาม หรือผู้คนที่นั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศ และรสชาติของกาแฟในแต่ละแก้วของตน ชวนให้อยากเข้าไปพินิจใกล้ ๆ นี่ยังไม่นับรวมถึงกลิ่นหอม ๆ ของกาแฟที่โชยไปทั่วเมื่อเวลาได้เดินผ่านจริง ๆ มันช่างยั่วยวน ยั่วเย้าให้เข้าไปสัมผัสเสียจริง ๆ

เราลองมาดูเรื่องของการเข้าร้านกาแฟสมัยใหม่ ..... ที่หลาย ๆ คนอาจจะนึกว่าเป็นเรื่องยาก เรื่องลำบาก แต่ถ้าเรามาคิดกันจริง ๆ แล้วการเข้าร้านกาแฟใหม่ ๆ เหล่านี้ ก็ไม่ได้มีความแตกต่างอะไรไปกว่าการที่เราเข้าไปยังร้านอาหารฟาสท์ฟู้ดชื่อฝรั่งต่าง ๆ ที่มีอยู่อย่างดาษดื่นในทุกวันนี้ สิ่งเดียวที่พอจะเห็นได้ว่าแตกต่าง นั่นก็คือ “ความไม่คุ้น” เท่านั้นเอง

ก่อนอื่น ..... ผมก็อยากจะบอกให้กับทุก ๆ คนที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาอ่านอยู่ในขณะนี้ว่า ให้คุณนึกตั้งต้นไว้ในใจก่อนว่า คุณคือ “ลูกค้า” คุณคือผู้ที่กำลังจะเข้าไปจ่ายสตางค์เพื่อซื้อความสุขให้กับตนเอง กำลังจะสร้างให้คนอีกหลาย ๆ คนที่ทำงานอยู่ในร้านนั้น ๆ ได้มีงานทำต่อ ๆ ไป เพราะฉะนั้นแล้ว คุณไม่ได้มีอะไรที่จะต้องกังวลหรืออาย จงมั่นใจโดยเพียงแค่เปิดประตู และก้าวเข้าไปเท่านั้นเอง



พิจารณาลักษณะร้านและการบริการ ..... โดยปกติทั่วไปแล้ว ร้านกาแฟสมัยใหม่ในปัจจุบัน มักจะแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ นั่นก็คือ ร้านแบบที่ลูกค้าต้องบริการตนเอง (Self Service) กับแบบที่ พนักงานในร้านบริการให้เรา (Table Service) ซึ่งแบบแรกน่าจะมีปริมาณที่มากกว่า และกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังเช่น ร้านกาแฟชื่อดังหลาย ๆ ยี่ห้อ ได้แก่ สตาร์บัคส์ หรือ คอฟฟี่เวิร์ล เป็นต้น

ลักษณะของร้านที่เป็น Self Service นี้ ..... เราก็ต้องมีการสั่งเครื่องดื่มและจ่ายสตางค์ให้กับพนักงานที่อยู่ที่เครื่องเก็บเงินก่อน หลังจากนั้นก็ต้องรอประมาณ 2 นาที เพื่อให้พนักงานเขาได้ทำเครื่องดื่มตามที่เราสั่ง ปกติร้านต่าง ๆ นี้จะไม่ได้มีการทำไว้ก่อน (ยกเว้นเครื่องดื่มเฉพาะบางประเภทเท่านั้น) จะลงมือทำตามคำสั่งของเรา เพื่อให้ได้กาแฟที่บดสดชงใหม่ในทุกครั้งที่เราดื่ม

โดยเรามักจะต้องยืนรอ ..... ที่ปลายทางของเครื่องชง หรืออาจสังเกตจากลูกค้าท่านอื่น ๆ ก่อนหน้าว่าเขายืนรอรับเครื่องดื่มกันที่ใด

อ้อ!!!...ลืมบอกไปนิดหนึ่ง ..... ปกติแล้วเมื่อเราจ่ายสตางค์เสร็จสรรพ เรามักจะได้รับใบเสร็จรับเงินหรืออาจเป็นป้ายหมายเลขมาเป็นหลักฐานในการรับเครื่องดื่มที่เราสั่งไป ดังนั้นขอให้ทุกท่านเก็บใบเสร็จนั้นไว้เพื่อรับเครื่องดื่ม และยืนยันความถูกต้องในการรับด้วยนะครับ



เส้นทางเดินของเมล็ดกาแฟ ..... ตอนนี้ผมก็จะมาแนะนำถึงเครื่องดื่มชื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่ในร้าน เพื่อให้คุณ ๆ สามารถที่จะสั่งได้อย่างเต็มปากเต็มคำนะครับ แต่ดั้งแต่เดิม ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่รู้จักกับชื่อของกาแฟอยู่เพียงไม่กี่ชื่อเท่านั้น เช่น เอสเพรสโซ, คาปูชิโน, โคลัมเบีย, คีรีมันจาโร, ไอริชคอฟฟี่ เป็นต้น ซึ่งพอได้มาเรียนรู้เข้าจริง ๆ แล้วถึงได้รู้ว่า ชื่อต่าง ๆ ข้างต้นนั้นล้วนมีความแตกต่างและหลากหลายอยู่ในตัวเอง ซึ่งถ้าจะแบ่งให้เข้าใจง่าย ๆ คือ สามารถแบ่งได้เป็นชื่อของเครื่องดื่มที่ทำมาจากกาแฟ กับชื่อของแหล่งเพาะปลูกเมล็ดกาแฟนั่นเอง

เมล็ดกาแฟก็เหมือนกันกับพืชชนิดอื่น ๆ ..... ที่มีกันอยู่หลากหลายสายพันธุ์ และหลากหลายแหล่งที่สามารถปลูกและผลิตได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราพูดถึงทุเรียน หลาย ๆ ท่านก็น่าจะเคยได้ยินว่าทุเรียนมีหลายพันธุ์ แต่พันธุ์ที่ดีและอร่อยที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น พันธุ์หมอนทอง แต่ก็อีกนั่นแหละ ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถปลูกพันธุ์หมอนทอง ณ พื้นดินแห่งใดในเมืองไทยก็ได้ เพราะพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกหมอนทอง ก็คงจะหนีไม่พ้นจังหวัดติดชายฝั่งตะวันออกของบ้านเรา “จันทบุรี” นั่นเองครับ

กาแฟก็เช่นกัน ..... ถึงแม้คนทั้งโลกจะทราบอยู่แล้วว่ากาแฟพันธุ์ อราบิก้า เป็นกาแฟพันธุ์ที่รสชาติดี กลมกล่อม หอมอร่อยกว่าพันธุ์โรบัสต้า แต่อราบิก้าที่ดีก็ต้องปลูกในพื้นที่ที่ดี มีความเหมาะสมทั้งทางด้านสภาพภูมิประเทศ และสภาพภูมิอากาศอีกด้วย จึงจะสามารถผลิตเมล็ดกาแฟคุณภาพเยี่ยมได้ครับ ชื่อของโคลัมเบีย, เคนย่า, กัวเตมาลา, หรือสุมาตรา เป็นต้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นชื่อของแหล่งที่เพาะปลูกเมล็ดกาแฟนั้น ๆ ซึ่งผู้ผลิตก็มักจะนำชื่อพื้นที่เพาะปลูกมาใช้สำหรับเรียกผลผลิตที่ได้จากแหล่งนั้น ๆ เพื่อความเข้าใจได้ง่าย ซึ่งกาแฟพันธุ์เดียวกัน (อราบิก้า) ที่ปลูกในพื้นที่แตกต่างกัน ย่อมส่งผลให้รสชาติของกาแฟที่ได้ออกมาแตกต่างกันอีกด้วย



ความที่ร้านกาแฟมีมากนั่นเอง ..... จึงทำให้แต่ละร้านแข่งกันหาสูตรกาแฟถ้วยใหม่ ๆ มาเอาใจลูกค้า หลายคนที่เป็นคอกาแฟหน้าใหม่ที่เพิ่งจะหัดเข้าร้านกาแฟมักจะงง ๆ กับการสั่งกาแฟถ้วยใหม่มาดื่ม เพราะมีชื่อเยอะมาก ครั้นจะถามคนขายก็เกรงจะเสียฟอร์มก็เป็นได้ บางคนจึงใช้วิธี " เสี่ยงเดา” ถ้าโชคดีคุณก็อาจจะได้ดื่มกาแฟถ้วยนั้นอย่างมีความสุขในรสชาติที่ใช่!!!

แต่บางคนอาจ ..... จะต้องจดจำกาแฟชื่อแปลก ๆ นี้ไปอีกนาน เพราะรสชาติอาจจะไม่ถูกใจเอาเสียเลย

ตามปกติ ..... เรามักจะได้ยินชื่อกาแฟเหล่านี้เช่น เอสเพรสโซ (Espresso), คาปูชิโน (Cappuccino), ลาเต้ (Latte), มอคค่า (Mocha), หรืออเมริกาโน (Americano) ถ้าจะให้คุณ ๆ เห็นภาพได้โดยง่าย ลองนึกถึงเวลาที่เราไปดื่มเหล้าสิครับ ปกติแล้วเราก็ต้องมีเหล้าที่เป็นสาระหลักก่อน แล้วเราจึงผสมกับส่วนผสมอื่น ๆ ตามความชอบ เช่นน้ำเปล่า โซดา น้ำอัดลม น้ำแข็ง เป็นต้น

ซึ่งชื่อกาแฟต่าง ๆ ..... ข้างต้นก็ล้วนเป็นชื่อที่เกิดจากการผสมในลักษณะเดียวกันทั้งสิ้น โดยต้องเริ่มต้นจาก น้ำกาแฟเข้มข้น ที่ควรจะต้องทำมาจากกาแฟผสมแบบ เอสเพรสโซ ที่ใช้เครื่องชงแบบเอสเพรสโซทำ เพื่อให้ได้น้ำกาแฟในแก้วเล็ก ๆ ที่เราอาจเรียกว่า “ช็อต” (Espresso Shot) แล้วเราจึงต้องนำช็อตเอสเพรสโซนี้ไปผสมกับ น้ำ, นมร้อน, ช็อกโกแลต, หรือส่วนผสมอื่น ๆ ตามแต่ที่ทางร้านเราจะมีให้เราเลือกนะครับ ซึ่งร้านส่วนใหญ่มักจะต้องใช้ช็อตเอสเพรสโซ ที่ใช้เมล็ดกาแฟเอสเพรสโซ เป็นหลักในการผสมเครื่องดื่มต่าง ๆ มักจะไม่นำเอาเมล็ดกาแฟหลาย ๆ อย่าง เช่น โคลัมเบีย หรือสุมาตรามาปน เพราะจะทำให้รสชาติที่ได้ในแต่ละแก้ว อาจแตกต่างไปได้

เราก็รู้จักส่วนประกอบหลัก ๆ ..... ที่จะมาผสมกาแฟแต่ละถ้วย เพื่อจะแปลงออกมาเป็นสูตรกาแฟถ้วยโปรดกันแล้ว ตอนหน้าผมจะพูดถึง"สูตรกาแฟ" แต่ละถ้วยว่าผสมอะไรบ้างรสชาติถึงได้อร่อยถูกปาก รสชาติหอมถูกใจ

______________________


โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/
______________________
http://www.manager.co.th::: ฉบับวันที่ 7 ตุลาคม 2546

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 8/10/2003 02:16 AM


�����Դ��繷��: 2

ไปหากาแฟ ดีกว่าครับ อ่านเสร็จ อยากทานกาแฟ ขึ้นมาเลย
จะขโมยสูตร ตาล ไปชงกาแฟบ้างนะครับ
กาแฟ ใส่ไอติม

    �� : วุฒิชัย     ����� : 8/10/2003 02:29 AM


�����Դ��繷��: 3


หลากรสหลายเรื่องกับ ..... ตัวตนและรสชาติของกาแฟ

เป็นอย่างไรบ้างครับ ..... สำหรับกาแฟถ้วยโปรดตอนที่แล้ว มีคอกาแฟหลายคนที่ยังมีข้อสงสัยในหลายเรื่องเกี่ยวกับกาแฟ เอาไว้ผมจะค่อย ๆ บอกเล่าให้ฟังในตอนต่อ ๆ ไปนะครับ

เมื่อเรารู้จักกับชื่อของกาแฟกันมาในระดับหนึ่งแล้ว ..... ตอนนี้ผมก็จะขอนำคุณ ๆ เข้าไปสู่ยังสูตรและวิธีการผสม คราวนี้ทุกครั้งที่คุณสั่งกาแฟถ้วยใหม่มาดื่ม คุณจะได้สามรรถตัดสินใจได้ว่าอยากจะดื่มกาแฟ



“เอสเพรสโซ” (Espresso) ..... ชื่อนี้ย่อมต้องเป็นที่คุ้นหูของคุณ ๆ เป็นแน่แท้ เพราะแทบจะทุก ๆ ร้านกาแฟในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นในห้างหรือในโรงแรมก็ล้วนต้องมีชื่อนี้ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ก็อย่างว่าละครับ เปรียบดังเช่นการที่คุณสั่ง “ข้าวผัดกะเพราไก่ไข่ดาว” จากต่างร้านกัน คุณก็ย่อมที่จะต้องได้ส่วนผสมในจานข้าวกะเพราของคุณที่ต่างกันไปด้วย แต่ละคนแต่ละร้านก็ย่อมจะมีสูตรของตนเองครับ รสชาติ ปริมาณ ราคา อาจจะแตกต่างกันไปบ้าง แต่ผู้ตัดสินความพึงพอใจย่อมเป็นตัวคุณแน่นอนครับ

เอสเพรสโซ มักจะหมายถึง ..... หัวกาแฟเข้มข้น ที่ได้จากการชงเมล็ดกาแฟผสม แบบเอสเพรสโซ ด้วยเครื่องชงเฉพาะที่มีแรงดันที่เรียกว่า เครื่องเอสเพรสโซ จะได้น้ำกาแฟเพียงแค่แก้วเล็ก ๆ ออกมา ก็ให้คุณ ๆ นึกภาพถึงเหล้าเพียว ๆ นั่นแหละครับ (ไม่ได้มีเจตนาให้เมานะครับ) มันย่อมต้องเข้มข้น หนักแน่น หอมมัน ปนความเป็นกาแฟอย่างแท้จริงสุด ๆ ซึ่งในปัจจุบันนี้ กาแฟเอสเพรสโซ แบบที่สั่งแล้วได้แก้วโต ๆ มาไม่ค่อยมีแล้วนะครับ ร้านกาแฟสมัยใหม่ล้วนให้คุณได้สัมผัสกับกาแฟเอสเพรสโซแบบที่เป็นตัวตนจริง ๆ กันเสียมากกว่า การดื่มกาแฟ “เอสเพรสโซ” แบบนี้ ก็น่าจะเหมาะกับคนที่ดื่มกาแฟมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว เพราะคุณเองก็คงไม่เริ่มดื่มเหล้าด้วยการกระดกเหล้าเพียว ๆ ตั้งแต่ต้นใช่ไหมครับ มากไปกว่านั้น การดื่มเอสเพรสโซ ถือได้ว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งเลยเชียวนะครับ เพราะว่าชอตเอสเพรสโซ ที่ดี จะมีอายุของรสชาติที่ดี เพียงในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้นเองนะครับ นับกันเป็นวินาทีด้วยซ้ำไป

ถ้าคราวหน้าคุณเข้าไปในร้านกาแฟดี ๆ ..... แล้วเห็นมีคนที่ยืนซดกาแฟแก้วเล็ก ๆ ที่ปลายบาร์ทันทีที่ได้รับ แล้วก็เดินจากไป ขอจงให้เรียนรู้ไว้นะครับ ว่านั่นเป็นวิธีการที่เยี่ยมสุด ๆ ในการดื่มกาแฟเอสเพรสโซกันเลยทีเดียว น้ำตาลไม่ต้อง นมไม่จำเป็น แล้วก็ไม่ต้องให้เสียเวลา เพราะถ้าคุณทิ้งชอตเอสเพรสโซไว้นาน ๆ ล่ะก็ ต่อให้ร้านกาแฟดีแค่ไหน ราคาแพงเท่าไหร่ ก็มีรสชาติไม่ได้เรื่องเหมือนกันครับ



“อเมริกาโน” (Americano) ..... เครื่องดื่มชื่อนี้ มีไว้เพื่อตอบสนองท่านที่ชอบทานกาแฟดำ แต่อาจจะหนักไปกับการดื่มแบบเอสเพรสโซ เพราะอเมริกาโน เป็นการนำเอาชอตเอสเพรสโซ ผสมกับน้ำ จะเป็นน้ำร้อนหรือน้ำเย็น ก็แล้วแต่ว่าคุณจะเลือกสั่งเป็นร้อนหรือเย็นในเวลานั้น การดื่มอเมริกาโน จะเหมาะกับคนที่อาจจะมีเวลามากหน่อย ชอบที่จะเติมนม เติมน้ำตาลสักนิด หรือถ้าให้ดี ผมแนะนำให้คุณดื่มเป็นแบบดำก่อนนะครับ เพื่อจะได้ลองรสชาติก่อนว่า กาแฟแก้วที่เรากำลังจะดื่มนี้ รสชาติดีเพียงใด และขอให้ลองแบบนี้กับหลาย ๆ ร้านดู เพื่อให้รู้ว่ากาแฟร้านใดเป็นรสชาติที่คุณชอบที่สุด เพราะถ้าเมื่อใดก็ตามที่คุณเติมนม เติมน้ำตาล กาแฟทุก ๆ ร้านก็จะรสชาติอร่อยเหมือนกันหมด ก็เพราะเป็นรสชาติที่ผสมแล้วคุณชอบนั่นเอง

“ลาเต้” (Latte) เครื่องดื่มกาแฟชนิดนี้ ..... มีไว้สำหรับคนที่ชอบดื่มกาแฟใส่นมนะครับ เพราะหลักการเบื้องต้น คือการนำเอาชอตเอสเพรสโซ ผสมเข้ากับนมร้อน หรือนมเย็น(แล้วแต่ลูกค้าจะสั่ง) รสชาติที่ได้ก็จะเป็นกาแฟที่ใส่นมแล้ว ไม่เข้มข้นมากเหมือนกับเอสเพรสโซ หรืออเมริกาโน

เสน่ห์ความอร่อยของลาเต้ ..... นอกจากจะเป็นที่ชอตเอสเพรสโซที่เยี่ยมยอดแล้ว ก็จะอยู่ตรงที่อุณหภูมิของนมที่เหมาะสม พร้อมทั้งฟองนมร้อน ที่ควรจะได้รับการตีให้ขึ้นฟองสวยและเนียน เพราะเมื่อยามที่คุณจิบดื่มกาแฟ ฟองนมนิ่ม ๆ นี่แหละที่จะติดริมฝีปากนุ่ม ๆ ของคุณ ซึ่งกาแฟลาเต้นี้ก็จะมีทั้งความคล้ายและความต่างจากกาแฟ “คาปูชิโน”



“คาปูชิโน” (Cappuccino) ..... เป็นอีกหนึ่งชื่อล่ะที่คอกาแฟทั้งหลายต้องคุ้นเป็นอย่างดี กาแฟคาปูชิโนนี้ จะมีส่วนผสมเช่นเดียวกับกาแฟลาเต้ข้างต้น นั่นก็คือ ชอตเอสเพรสโซ นมร้อน และฟองนม แต่ความแตกต่างจะอยู่ตรงที่กาแฟคาปูชิโน มักจะมีปริมาณของฟองนมที่มากกว่าลาเต้ หรืออีกนัยหนึ่งคือมีปริมาณของนมร้อนที่น้อยกว่านั่นเอง

ดังนั้นถ้าหากสั่งกาแฟคาปูชิโน ..... สิ่งที่คุณจะได้รับแน่ ๆ คือ รสชาติของกาแฟที่เข้มกว่าลาเต้ (เพราะถ้าเราใส่ชอตเอสเพรสโซที่เท่ากัน แต่น้ำนมที่น้อยกว่า จะทำให้รสชาติของกาแฟเข้มข้นกว่านั่นเอง) และฟองนมที่มากกว่ากาแฟลาเต้ อันนี้ก็จะเหมาะสำหรับคนที่ชอบจะละเลียดฟองนมนุ่ม ๆ (ซึ่งแน่ละ ถ้าคุณตั้งกาแฟแก้วนี้ทิ้งไว้นาน ๆ ฟองนมก็จะต้องลดลงไปแน่ ๆ ครับ เพราะฟองนมก็คือฟองอากาศกับน้ำนมครับ)

โดยที่ปริมาณของน้ำกาแฟทั้งหมด ..... ใน คาปูชิโน จะน้อยกว่า ลาเต้ นะครับ หลาย ๆ คนอาจจะแอบเหยาะเอาผงอบเชย (Cinnamon) หรือผงลูกจันเทศ (Nutmeg) หรืออาจเป็นผงช็อกโกแลต ลงบนผิวหน้าฟองนมก่อนจะทำการดื่ม ก็ได้ตามแต่ละปรารถนานะครับ แต่ส่วนตัวผมเองน่ะ มักจะเทใจให้กับลาเต้มากกว่าครับ เพราะชอบในความนิ่มนวลที่กลมกล่อมเท่ากัน ทั่วทั้งแก้วครับ



“มอคค่า” (Mocha) ..... สำหรับเครื่องดื่มแก้วนี้นะครับ ก็จะเหมาะกับคนที่ชอบดื่มกาแฟที่มีความหอม หวานมัน ของช็อกโกแลตผสมอยู่ด้วย ก็แน่ละครับ เพราะกาแฟแก้วนี้น่ะ จะประกอบไปด้วย ชอตเอสเพรสโซ น้ำเชื่อมช็อกโกแลต นมร้อน และมักจะปิดหน้าด้วยวิปครีมนุ่มมันนะครับ ใครยังไม่ได้ทานข้าวกลางวันล่ะก็ ดื่มกาแฟ มอคค่า เข้าไปสักแก้ว รับรองว่าต้องอิ่มแน่ครับ

ผมเองยังเคยนึกเลยนะครับว่า ..... ใครหนอช่างคิดเอา กาแฟมาผสมกับช็อกโกแลต ช่างเป็นความเข้ากันได้อย่างลงตัวเป็นที่สุดเลยครับ เพราะทั้งความเข้ม หอม มัน หนักแน่น ล้วนแล้วแต่สุดจะพรรณนาเลยครับ แต่ปกติแล้วเครื่องดื่มแก้วนี้ ออกจะหวานสักเล็กน้อยนะครับ พร้อมด้วยวิปครีม ซึ่งถ้าหากใครที่กำลังควบคุมน้ำหนักอยู่ละก็ อาจจะต้องคิดหนักหน่อยถ้าหากจะสั่งมอคค่านะครับ

ที่เล่ามาข้างต้นนั้น ..... เป็นกาแฟที่นิยมดื่ม ๆ กัน เรียกได้ว่าเข้าร้านไหนก็สั่งมาจิบได้เลย แต่เรื่องรสชาติกาแฟยังไม่หมดเท่านี้ ตอนหน้าผมจะมาชงกาแฟ”ถ้วยแปลก”ให้ดื่มกันครับ ดูสิว่ามีถ้วยไหนบ้างที่คุณยังไม่เคยกิน

______________________


โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/
______________________
http://www.manager.co.th::: ฉบับวันที่ 7 ตุลาคม 2546

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 8/10/2003 05:25 AM


�����Դ��繷��: 4


ของตาล ..... ก็มีกาแฟถ้วยโปรดเหมือนกันนะคะ
กาแฟยี่ห้ออะไรก็ได้ จะชง หรือ ต้ม ก็ไม่ว่ากัน ใช้ได้หมด

ส่วนผสม .....
- กาแฟ ปริมาณที่ต้องการ ต่อ ครั้ง ประมาณ 300 C.C.
- ไอศครีม วานิลา หรือ กาแฟ หรือ สตอร์เบอรี่ ขนาด 200-250 กรัม

วิธีทำ ..... เมื่อชงกาแฟได้แล้ว ก็นำไอศครีมใส่ลงไป คนให้ละลายเข้ากัน
ไม่ต้องใส่น้ำตาล..ไม่ใส่ครีม..ไม่ใส่นม..ไม่ใส่อื่นใด นอกจากกาแฟและไอศครีมเท่านั้น นะคะ
พอคนไอศครีมละลายหมดแล้ว กาแฟก็จะอุ่นๆกำลังดื่มพอดี จะดื่มเพรียวๆแบบนั้นเลย
ก็อร่อยดี หรือจะ ทานกับพวก Wafer ... คุกกี้ ... ขนมเค้ก ...
หรือจะทานกับ ขนมไทยๆแบบ ทองม้วน ... ทองพับ ... กลีบลำดวน ... ลูกชุบ
ก็อร่อยได้ เช่นกัน นะคะ ... !!!

______________________


โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 8/10/2003 06:04 AM


�����Դ��繷��: 5


ข้อควรระวัง ..... ไม่รู้ใช้กะเราคนเดียวหรือเปล่าเนี้ยะ ?????
ระวังอย่าทำกาแฟหก บนโต๊ะทำงาน นะจ๊ะ
ไม่งั้น เป็นเรื่องใหญ่เลยนะจ๊ะ ... พี่จ๋า

เมื่อวาน ..... เพิ่งจะทำกาแฟหกใส่ NoteBook เครื่องดับไปเลย
ซุ่มซ่ามมากๆ ไม่ดีนะ ต้องระวัง ...!!!

ทางที่ดี ..... ดื่มที่โต๊ะอาหาร ให้เสร็จเรียบร้อย น่าจะปลอดภัยสุดๆ นะจ๊ะ
ไม่งั้น ใช้เวลาทำความสะอาด ๑ ชั่วโมง ก็ยังไม่เสร็จเลย ... นะท่าน
หนังสือก็เปื้อนด้วย ห้องก็เลอะ คอมฯ ก็เสีย กาแฟก็ยังไม่ทันได้ดื่มเลย

สงสัย ..... พระเจ้าคงจะเห็นว่าสบายมากไปนะ เลยแกล้งให้มีงานทำซะบ้าง
นี่แหละ ซุ่มซ่าม ไม่ระวังเอง แต่โทษพระเจ้า ... นะท่าน คิ๊ก คิ๊ก ๆๆๆๆ


โชคดีนะคะ บ๊ายบายคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 8/10/2003 06:19 AM


�����Դ��繷��: 6

ผมไม่ดื่มกาแฟนะครับ เพราะมีโทษมาก น้องตาลลองหาข้อเสียของการดื่มกาแฟมาบ้างสินะ

ไปนะ โชคดีและบ๊ายบาย

    �� : นรชาติ     ����� : 8/10/2003 09:01 AM


�����Դ��繷��: 7

ถ้ามีใครอยู่แถวๆนั้น ก็โดนน้ำตาลโทษแล้ว

ลองสูตร กาแฟสมัยสงครามโลกดู

น้ำมะขามคั่ว + กระทิมะพร้าว (แทนนม)
ถ้าเกิดทันจะดื่มลงมั้ยเนี่ย

สมัยก่อน สั่งกาแฟคั่วหอมๆ มาเป็นแพ็ค ต้องไปแช่ช่องน้ำแข็งไว้ จะได้หอมนานๆ.....

ข้ิอเสียของการติดกาแฟมากๆ โดยเฉพาะกาแฟดีๆ คือ แพงครับ

    �� : พี่เ่ก่ง     ����� : 8/10/2003 01:14 PM


�����Դ��繷��: 9


The Latte Revolution : กาแฟเปลี๊ยนไป๋ !!

ทุกวันนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ..... สิ่งหนึ่งที่อดจะสังเกตไม่ได้คือ ร้านกาแฟหน้าตาหรูหราที่กำลังผุดตัวขึ้นมาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ หรือในแหล่งคนทำงาน รวมไปแม้กระทั่งพื้นที่ที่เป็นจุดท่องเที่ยวต่าง ๆ ด้วยสิ่งที่สะดุดตาอันหลากหลาย บรรยากาศแบบสบายๆ ไม่ว่าจะเป็นที่นั่งนุ่ม ๆ โคมไฟแสงสีสวยงาม หรือผู้คนที่นั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศและรสชาติของกาแฟ อีกทั้งกรุ่นกลิ่นกาแฟหอมๆที่โชยไปทั่วยามได้เดินผ่าน ช่างล้วนเป็นสิ่งที่เย้ายวนให้เหล่าคนเดินทางแวะพักเข้าไปสัมผัสเสียจริง ๆ

กาแฟชั้นเลิศต้องดำเหมือนปิศาจ ... ร้อนดั่งนรก
บริสุทธิ์ประดุจนางฟ้า และหอมประหนึ่งความรัก


"ทาลีแรน" รัฐบุรุษและนักพูดผู้มีชื่อเสียง ชาวฝรั่งเศส (ค.ศ. 1745 - 1838)
ได้ให้คำนิยามของกาแฟที่ดีเอาไว้จนตรึงใจคอกาแฟทั่วโลก



มนุษย์รู้จักดื่มกาแฟตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ..... ในแถบทวีปแอฟริกา มีเรื่องราวเล่าขานกันว่า ณ ดินแดนประเทศเอธิโอเปียในปัจจุบัน คนเลี้ยงแพะผู้หนึ่งนามว่า คาลดี ( Kaldi ) ได้สังเกตพบว่าทุกครั้งที่ฝูงแพะของเขากินผลไม้เล็กๆสีแดง จะมีอาการร่าเริงผิดปกติ กระโดดโลดเต้นอย่างสนุกสนาน คาลดีจึงทดลองกินผลไม้นั้นดูบ้าง ก็รู้สึกสดชื่น พละกำลังกลับคืนมา ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าหมดไป เขานำเรื่องนี้ไปเล่าให้คนอื่นฟังจนข่าวเกี่ยวกับผลไม้ชนิดนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วอย่างรวดเร็ว ภรรยาของเขาจึงนำผลไม้นั้นไปถวายพระรูปหนึ่ง เมื่อพระได้ลองทานดูแล้วเห็นผลที่เกิดขึ้น จึงมีความคิดที่จะนำผลไม้ชนิดนั้นไปให้พระรูปอื่นลองทานดู เพื่อที่จะได้สามารถสวดมนต์ได้ยาวนานขึ้นโดยไม่ง่วง พระรูปนั้นจึงออกเดินทางเสาะแสวงหาผลไม้วิเศษ เมื่อพบก็นำไปอบแห้ง เพื่อความสะดวกในการขนย้าย แล้วก็ต้องพบว่าผลไม้นั้นได้ส่งกลิ่นหอมอันน่าพิสมัย เมื่อถึงวัดท่านก็นำเอาผลไม้ที่อบแห้งไปแช่น้ำ แล้วนำส่วนผลมารับประทาน และนำน้ำที่แช่นั้นมาดื่ม ผลปรากฏว่าคณะสงฆ์ทั้งหลายก็มีเรี่ยวแรงสวดมนต์ได้ยาวนานกว่าปกติ และไม่รู้สึกง่วงนอน ต่อมาพวกพ่อค้าจึงนำผลไม้ชนิดนั้นออกไปเผยแพร่ จากเอธิโอเปียสู่คาบสมุทรอาราเบีย จากนั้นก็มีการเพาะปลูกขึ้นอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกที่นั่น

ต่อมาได้มีการนำผลไม้ชนิดนี้ หรือที่เรียกกันว่า “กาแฟ” ..... เข้าสู่ประเทศตุรกี ณ ที่แห่งนี้เองที่มีการนำเมล็ดกาแฟมาอบแห้ง แล้วนำไปบดให้ละเอียดก่อนนำไปต้มในน้ำเดือด ... และนี่เอง คือที่มาของเครื่องดื่มที่มีผู้นิยมดื่มทั่วโลกมาเป็นเวลามากกว่าพันปี

สำหรับยุโรปนั้น เริ่มรู้จักกาแฟเมื่อต้นศตวรรษที่ 17 ..... โดยนักแสวงโชคชาวเวนิชได้นำกาแฟเข้ามาเผยแพร่ในยุโรปเป็นครั้งแรก และผู้ที่ทำไห้กาแฟได้รับความนิยมในยุโรปมากยิ่งขึ้นก็คือ สุไลมาน อัลกา ราชทูตประจำราชสำนักพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส จากนั้นกาแฟก็มีราคาสูงขึ้น เพราะขุนนางฝรั่งเศสต่าง ติดใจในรสชาติของกาแฟกันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1654 ได้เกิดร้านกาแฟแห่งแรกในยุโรป ณ ประเทศอิตาลี และอีกห้าปีต่อมาร้านกาแฟแห่งแรกในอังกฤษก็ถือกำเนิดขึ้นที่เมืองออกซ์ฟอร์ด ตามมาด้วยที่กรุงลอนดอน หลังจากนั้นร้านกาแฟก็เป็นที่นิยมกันมากในประเทศอังกฤษ ทำให้มีการเปิดร้านกาแฟขึ้นตามมาอีกเป็นจำนวนมาก

หลังจากที่ร้านกาแฟเปิดตัวขึ้นที่ประเทศอิตาลีและอังกฤษ ..... ในปี ค.ศ. 1683 ช่วงที่กองทัพตุรกีโอบล้อมกรุงเวียนนา ก็ได้นำกาแฟเข้ามาสู่เวียนนาด้วย และร้านกาแฟแห่งแรกในกรุงเวียนนาก็ถือกำเนิดขึ้น อีกไม่กี่ปีถัดมา ร้านกาแฟแห่งแรกในกรุงปารีสก็เปิดตัวขึ้น ในราวปีค.ศ. 1721 ร้านกาแฟก็กระจายอยู่ทั่ว ทวีปยุโรป

ระหว่างที่ร้านกาแฟขยายตัวอยู่ทั่วยุโรปนั้น ..... ชาวดัตช์ได้ก่อตั้งบริษัท “East India Coffee” ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินการขนส่งกาแฟออกสู่ทวีปเอเซีย และในปี ค.ศ. 1727 ก็ได้มีการนำเมล็ดกาแฟเข้าสู่ประเทศบราซิล และหลังจากนั้นเป็นต้นมาประเทศบราซิลก็กลายเป็นประเทศที่ปลูกและผลิตกาแฟได้มากที่สุดในโลก



กาลเวลาผ่านไป ..... กาแฟได้กลายเป็นเครื่องดื่มที่คนนิยมดื่มกันทั่วโลก มีการคิดค้นพัฒนากระบวนการผลิตแบบต่างๆ ทั้งการชงกาแฟแบบกรอง การผสมกาแฟแบบใส่นม จวบจนเข้าสู่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 กาแฟสำเร็จรูปก็ถูกคิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งนับว่าเป็นจุดเปลี่ยนของวงการกาแฟ ทำให้การบริโภคกาแฟเป็นเรื่องง่าย สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น จนในที่สุดปี ค.ศ.1946 คาเฟ่ ลาเต้ (caf&eacute; latte) กาแฟผสมนมชนิดหนึ่งซึ่งเป็นที่ชื่นชอบกันมากในอิตาลี และกาแฟคาปูชิโน (capuchino) ก็ถือกำเนิดขึ้น เป็นการเขย่าวงการคอกาแฟอีกครั้ง

วิวัฒนาการของกาแฟยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ..... ปัจจุบันมีร้านกาแฟเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก กระจายอยู่ทุกซอกทุกมุมทั่วโลก เกิดเป็นแบรนด์ขึ้นมาหลายแบรนด์ ธุรกิจร้านกาแฟมีอัตราการเติบโตรวดเร็วอย่างเห็นได้ชัด อันส่งผลให้ กระแสความนิยมในการบริโภคกาแฟของคนนั้น เปลี๊ยนไป๋ ซึ่ง Stefano Ponteนักเศรษฐศาสตร์ชาวเดนมาร์กได้ให้คำนิยามการ เปลี่ยนไป ของวงการกาแฟนี้ว่า The Latte Revolution



แรกเริ่มเดิมที เป็นที่รู้กันดีว่า ..... กาแฟที่บรรดาคอกาแฟบริโภคกันนั้นเป็นกาแฟดำ มีปริมาณส่วนผสม (content) ของกาแฟสูง รสชาติขม เข้มข้น สัมผัสได้ถึงความเป็นกาแฟอย่างแท้จริง แต่เมื่อกาแฟสำเร็จรูปถูกคิดค้นขึ้น ผู้ผลิตกาแฟคั่วรายใหญ่ต่างละทิ้งรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของกาแฟแต่ละท้องถิ่นไป หันมาเน้นที่รสนิยมของผู้บริโภคแทน ผู้ผลิตเริ่มใช้เมล็ดกาแฟที่มีราคาถูกลงและลดเวลาคั่วลงเพื่อลดการสูญเสียน้ำหนัก คุณภาพของกาแฟโดยรวมจึงลดลง ผลที่ได้ก็คือ กาแฟสำเร็จรูปมีรสชาติ มีลักษณะเหมือนกัน เสน่ห์ของกาแฟและรสชาติที่สุนทรีย์เริ่มลดลง

กาแฟเริ่ม เปลี๊ยนไป๋ อีกครั้ง ..... เมื่อมีการผสมนมลงในกาแฟ นั่นหมายความว่า ปริมาณ content ของกาแฟยิ่งลดน้อยลง และอีกครั้งเมื่อร้าน “ สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ ” (Starbucks Coffee) ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1917 ณ ตลาดไพค์ เพลส (Pike Place Market) เมืองซีแอตเติล มลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อให้เกิดกระแสความนิยมในการบริโภคกาแฟรูปแบบใหม่ ด้วยแนวคิด “กาแฟชงแบบพิเศษ” คือกาแฟแต่ละถ้วยจะถูกปรุงแต่งให้ตรงตามความชอบที่แตกต่างของลูกค้าแต่ละคน อีกหนึ่งจุดสำคัญที่ทำให้ สตาร์บัคส์ประสบความสำเร็จอย่างมากก็คือ การสร้างบรรยากาศภายในร้านให้เป็นสถานที่ที่ลูกค้าสามารถนั่งเล่น และละเลียดกาแฟได้ และยังมีการสร้างสรรค์เมนูที่หลากหลาย ทำให้กาแฟเป็น ‘มากกว่า’ กาแฟ ... สตาร์บัคส์ ได้พัฒนาและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ขยายสาขาได้ถึง 2000 สาขาในหกประเทศ ในปี 1998 สตาร์บัคส์บุกเข้าสู่ ยุโรปโดยตั้งบริษัทลอนดอนเบสด์ ซีแอตเติล (London-based Seattle Coffee Company) ขึ้น และวางแผนจะขยายให้ได้ 500 สาขาทั่วทั้งทวีป

ในการขยายตัวของกิจการร้านกาแฟดังกล่าวนี้ ..... ยังมีผู้ขายกาแฟรายย่อยอื่นๆสร้างแบรนด์เพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก และต่างก็งัดกลยุทธ์ไม้เด็ดขึ้นมาเพื่อดึงดูดลูกค้า วางแผนการโฆษณา ด้วยความคิดที่จะทำให้การกินกาแฟนั้นง่ายขึ้น โดยผสมนม เพิ่มครีม เพื่อลดรสชาติของกาแฟที่เคยขมเข้มลง ทำให้ผู้คนหันมานิยมบริโภคกาแฟเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น กาแฟกลายเป็นสิ่งฮิตที่กำลังอินเทรนด์ในสังคมไป และจากการที่กาแฟได้กลายเป็นสินค้าแฟชั่นนี้ ทำให้หลายคนบริโภคกาแฟตามกระแสแฟชั่น ทั้งๆที่อาจจะไม่ได้ชื่นชอบกาแฟ หรือเป็นคอกาแฟอย่างแท้จริง



ทุกวันนี้ร้านกาแฟเหมือนเป็นเครื่องยกระดับสถานภาพทางสังคม ..... เพราะราคากาแฟแต่ละแก้วนั้นสูงไม่ใช่เล่น การเข้าไปนั่งในร้านกาแฟหรูๆดูว่าจะเป็นสิ่งโก้เก๋ ทำให้ผู้ที่เข้าไปดูเท่ห์กับการที่ได้นั่งจิบกาแฟ นอกจากนี้ แนวคิดกาแฟแบบชงพิเศษก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับการคิดค้นสูตรกาแฟใหม่ๆ ที่มีการผสมนม ฟองนม ครีม น้ำเชื่อม ผงช็อคโกแลต ผงวนิลลา หรือแม้แต่ไอศกรีม และยังมีผู้คิดค้นการนำกาแฟไปปั่น เพื่อให้เนื้อกาแฟดูฟูบางเบา ที่เรียกกันทับศัพท์ว่า Frappe จะเห็นได้ว่า ความเป็นกาแฟแท้ๆค่อยๆเลือนหายไป เคยคิดกันหรือไม่ ว่าทุกวันนี้ เราไม่ได้บริโภคกาแฟกันแล้ว หากแต่เป็นการบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมที่มีส่วนผสมของกาแฟแทน !! และนี่เองเป็นที่มาของคำว่า The Latte Revolution (Latte เป็นภาษาอิตาเลี่ยน มีความหมายว่า นม - ที่ใช้ดื่ม)

สำหรับวงการกาแฟในประเทศไทย ..... ช่วงระยะเวลา 3– 4 ปี ที่ผ่านมานี้ ธุรกิจร้านกาแฟ มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว สาเหตุหลัก ๆ อาจสืบเนื่องมาจากธุรกิจร้านกาแฟรายใหญ่ ๆ จากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในธุรกิจนี้ เช่น สตาร์บัคส์ คอฟฟี่เวิลด์ สภาพดังกล่าวสร้างความคึกคักและตื่นตัวให้กับวงการธุรกิจร้านกาแฟในประเทศไทยเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน กระแสความนิยมการดื่มกาแฟของคนไทยก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมคนไทยนิยมดื่มกาแฟสำเร็จรูปกันเป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบันคนไทยได้หันมานิยมเข้าร้านกาแฟสดคั่วบด ซึ่งเป็นกาแฟสดสูตรเมืองนอก ราคาตกแก้วละกว่าครึ่งร้อย แต่ละร้านก็มีการตกแต่งให้ดูหรูหราทันสมัย สะดวกสบาย มีบรรยากาศที่รื่นรมย์สำหรับการดื่มกาแฟมากขึ้น ด้วยเหตุผลที่ว่ากาแฟที่อร่อยนั้นต้องคู่กับบรรยากาศที่ดี ๆ และนี่คือรสนิยมอันสุนทรีย์ของคนรักกาแฟที่ไม่สนใจเรื่องราคา จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมร้านกาแฟจึงผุดขึ้นมามากมายเช่นทุกวันนี้ มีผู้เข้ามาทำธุรกิจกาแฟอย่างมากมายจนกลายเป็นแฟชั่นไป

The Latte Revolution ..... การปฏิวัติของวงการกาแฟ และ โลกการบริโภคที่เปลี่ยนแปลง กำลังค่อยๆ แพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก มีผลทำให้แบบแผนการบริโภคเปลี่ยนไป คนหันมาบริโภคกาแฟกันมากขึ้น ธุรกิจร้านกาแฟเติบโตขึ้น มีการขยายสาขา สร้างแฟรนไชส์ หากแต่ในอนาคต คุณภาพหรือเนื้อแท้ของกาแฟอาจไม่สำคัญอีกต่อไป ด้วยว่าปริมาณการขายกาแฟที่เพิ่มขึ้นนั้น จะเป็นการเพิ่มโดยใช้กาแฟที่ผสมคละชนิดกัน ประกอบกับส่วนผสมอื่นๆที่เพิ่มเติมเข้าไป ทำให้ความเป็นกาแฟนั้น เปลี๊ยนไป๋ รสชาติของกาแฟค่อยๆหมดความสำคัญลง

หากคุณกำลังจะยกกาแฟขึ้นดื่ม ระหว่างอ่านบทความนี้
แน่ใจนะ ... ว่าคุณกำลังดื่มกาแฟ


เพราะอย่าลืมว่า .....
กาแฟชั้นเลิศต้องดำเหมือนปิศาจ ... ร้อนดั่งนรก
บริสุทธิ์ประดุจนางฟ้า และหอมประหนึ่งความรัก

............................................................
http://www.manager.co.th/Daily/DailyView.asp?NewsID=2000000055994

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 7/05/2004 10:06 PM


�����Դ��繷��: 10


สงครามกาแฟในกรุงปารีส ..... ไม่มีสิ่งใดที่บ่งบอกถึงความเป็นฝรั่งเศสได้มากกว่า การนั่งรับลมบริเวณชานนอกร้านกาแฟ แล้วค่อยๆละเลียดจิบกาแฟเอสเปรสโซ ไปพร้อมๆกับมองดูผู้คนที่เคลื่อนตัวผ่านไปมา ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกถึงความเป็นอเมริกันได้มากกว่าการเดินเข้าไปซื้อกาแฟถ้วยโตพร้อมดื่มใน ร้านสตาร์บัคส์ ระหว่างการเดินทางไปทำงาน แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมืองร้านกาแฟใหญ่ยักษ์จากซีแอตเทิลตัดสินใจบุกเปิดสาขาในกรุงปารีส บางคนอาจคิดว่าการที่สตาร์บัคส์คืบคลานเข้ามาในปารีสนี้อาจจะประสบความสำเร็จเฉกเช่นเดียวกับในสหรัฐอเมริกา ... แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ... ชาวปารีสกลับมองว่าเป็นการคุกคาม ลูบคมทางวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของพวกเขา เป็นการเผยแพร่ความเป็น ‘อเมริกัน’ และทำให้เป็น ‘อเมริกัน’ และนั่นไม่ใช่สิ่งที่ดี ชาวปารีสจึงไม่ต้องการเห็นร้านสตาร์บัคส์ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วเมืองที่แสนวิไลของพวกเขา ... แต่แล้วเหตุการณ์ที่ชาวเมืองน้ำหอมหวั่นเกรงก็เกิดขึ้น เมื่อร้านสตาร์บัคส์ได้ตัดสินใจเปิดสาขาบนถนนโอเปร่า (Avenue de l’Op&eacute;ra) หนึ่งในย่านท่องเที่ยวชื่อดังในกรุงปารีส เมื่อต้นปีที่ผ่านมา



ร้านกาแฟที่ฝรั่งเศสนั้นหาง่าย ..... ไม่ว่าจะเดินไปตรอก ซอก ซอยไหน ก็มีร้านกาแฟเล็กๆให้นั่ง บรรยากาศเป็นกันเอง กาแฟมีให้เลือกไม่หลากหลายนัก และไม่หรูหรามากมายอย่างร้านสตาร์บัคส์ ปกติร้านกาแฟในฝรั่งเศสจะมีให้เลือกแค่ espresso, caf&eacute; au lait และ capuchino โดยเมล็ดกาแฟที่ใช้ก็จะเป็นแบบที่แต่ละร้านตั้งใจเลือกมาให้ลูกค้า วัฒนธรรมการดื่มกาแฟของชาวฝรั่งเศสนั้นก็มีเอกลักษณ์ คือ การนั่งบริเวณชานนอกร้าน หันหน้าออกสู่ถนน ค่อยๆจิบกาแฟหอมกรุ่นพร้อมกับมองดูผู้คนที่ผ่านไปมา คนฝรั่งเศสชอบนั่งร้านกาแฟ ทำทุกอย่างที่นั่น ตั้งแต่ดื่มกาแฟกลิ่นหอมกรุ่น อ่านหนังสือ นั่งเล่น พูดคุย คุยงานกัน และแม้กระทั่ง นัดเจอกับคนรู้ใจ ร้านกาแฟเป็นสถานที่แวะพักผ่อนจากการทำงาน เดินทาง หรือกิจกรรมต่างๆ .. สิ่งเหล่านี้บ่งบอกถึงความเป็นฝรั่งเศสได้อย่างแท้จริง และเป็นสิ่งที่ชาวฝรั่งเศสภูมิใจ แต่เมื่อร้านกาแฟอเมริกันอิมพอร์ตส่งตรงจากซีแอตเติลจะเข้ามาเปิดสาขาในกรุงปารีส จึงก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว ด้วยเห็นว่าเป็นการคุกคามวัฒนธรรมดั้งเดิมที่เคยมีมา



ร้านสตาร์บัคส์ ..... มีลักษณะเป็นร้านแบบที่ลูกค้าต้องบริการตนเอง (Self Service) คือลูกค้าต้องสั่งเครื่องดื่มและจ่ายสตางค์ให้กับพนักงานที่อยู่ที่เครื่องเก็บเงินก่อน จากนั้นรอให้พนักงานจัดเครื่องดื่มให้ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วก็พร้อมที่จะเดินถืออกไป (Ready To Go) ด้วยรูปแบบร้านที่ดูดีมีระดับ รายการผลิตภัณฑ์มีให้เลือกหลากหลาย และเป็นมากกว่ากาแฟ คือ มีเครื่องดื่มชนิดอื่นอย่างชา ช็อคโกแลต นม น้ำผลไม้ และอาหารว่างจำพวกขนมอบ แซนวิช และเค้ก ทำให้ราคากาแฟแต่ละแก้วสูงกว่าร้านกาแฟทั่วไป ต้องคิดเสียว่าเงินที่เสียเกินไปนั้นป็นค่าเก้าอี้หรูหราสำหรับนั่งในร้านนั่นเอง สิ่งเหล่านี้ชาวปารีสเห็นว่าเป็นการไปทำลายบรรยากาศและวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่ค่อยๆละเมียดละไมกับรสชาติเอสเปรสโซแบบดั้งเดิม บริเวณชานนอกร้านท่ามกลางทัศนียภาพของเมืองที่ศิวิไล แต่เหนือเหตุผลทั้งปวง คือชาวปารีสไม่ต้องการได้รับอิทธิพลจากการคุกคามของวัฒนธรรมอเมริกัน ปัจจุบันสตาร์บัคส์ ได้กลายเป็นอีกหนึ่งสถาบันของคนอเมริกัน ร้านสตาร์บัคส์แพร่กระจายไปทุกทิศทุกทาง ขยายสาขากระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก และเชื่อได้ว่าจะยังคงเติบโตต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง อย่างไรก็ดีชาวฝรั่งเศสไม่ต้องการให้ประเทศของตนตกเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ถูกสตาร์บัคส์เข้ามาครอบครอง

นักหนังสือพิมพ์ในปารีสผู้หนึ่งกล่าวว่า ..... “การเปิดร้านสตาร์บัคส์ในฝรั่งเศส ก็เหมือนกับการเปิดร้าน Pizza Hut ในอิตาลี เหมือนเป็นการลูบคมกันทางวัฒนธรรม เรามีวัฒนธรรมกาแฟที่เราภูมิใจ และผมก็ไม่ต้องการเห็นคนฝรั่งเศสเดินเข้า-ออกที่ร้านนั้น”

............................................................
http://www.manager.co.th/daily/dailyview.asp?newsid=2000000055995

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 7/05/2004 10:24 PM


�����Դ��繷��: 11


“เอี๊ยะแซ” กับวันวานของตำนานกาแฟไทย



ร้านขายกาแฟสมัยก่อน ..... มีลักษณะเหมือนร้านขายน้ำ พบเห็นได้ทั่วไปตามแหล่งชุมชน เช้าๆผู้คนมักนิยมไปนั่งจิบกาแฟร้อนๆกลิ่นหอมกรุ่นกับปาท่องโก๋ พร้อมทั้งนั่งมองดูชีวิตของคนที่ผ่านไปมา ยามบ่าย เหล่าผู้คนทำงานที่เหนื่อยอ่อนต่างแวะพักผ่อนหากาแฟเย็นๆ ดื่ม เพื่อเรียกความชื่นใจระหว่างวัน นอกจากนี้ร้านกาแฟยังเป็นสถานที่นัดหมาย พบปะ พูดคุยสนทนาเรื่องราวต่างๆ หรือที่เราเรียกกันว่า “สภากาแฟ” ... ต่อมา เริ่มมีกิจการรถเข็นขายกาแฟ จอดขายประจำตามรายทาง หรือเข็นขายผ่านตามหน้าบ้านในย่านชุมชน ซึ่งรถเข็นขายกาแฟนี้เองที่ต่อมาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ กาแฟโบราณ ไป แต่ในสมัยนั้นยังไม่มีชื่อร้าน ไม่มีแบรนด์เนม ชาวบ้านมักเรียกขานรถเข็นกาแฟเจ้าเสน่ห์เหล่านี้ตามชื่อของคนที่ขาย ... ถัดจากยุครถเข็นขายกาแฟ ก็เริ่มมีร้านขายกาแฟอย่างจริงจัง มีชื่อร้าน มีป้ายหน้าร้าน และร้านที่มีชื่อเสียงที่สุดจนกลายเป็นตำนานกาแฟโบราณของเมืองไทย รู้จักคุ้นเคยกันดีในนามของร้านกาแฟ “เอี๊ยะแซ” ... ร้านกาแฟเอี๊ยะแซมีความเป็นมายาวนานเกือบ 80 ปี จากจุดเริ่มต้นตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นรถเข็นขายกาแฟอยู่ที่เยาวราช ถนนมังกร จนทุกวันนี้ขยายกิจการออกไปทั่วกรุงเทพฯไม่เว้นแม้แต่สยามสแควร์ แหล่งศูนย์กลางการชอปปิ้งของวัยรุ่น



ผู้บุกเบิก เริ่มต้นของร้านกาแฟชื่อดังนาม “เอี๊ยะแซ” ..... คือคนไทยเชื้อสายจีนไหหลำนามว่า จิ้ง เหลี่ยน แซ่อุ่ย เขาเดินทางจากเกาะไหหลำเข้าสู่บางกอกตั้งแต่ก่อนปีพ.ศ. 2470 พร้อมกับความรู้ด้านการคั่วกาแฟแบบไหหลำ แต่เขาเริ่มอาชีพแรกด้วยการเป็นหลงจู๊โรงเลื่อย จนเมื่อโรงเลื่อยได้ปิดกิจการลง จึงได้หันมาเริ่มกิจการรถเข็นขายกาแฟ รถเข็นขายกาแฟของ จิ้ง เหลี่ยน ขายประจำอยู่แถวเยาวราช ลูกค้าทุกคนต่างเรียกขาน คุ้นเคยกันดีในนามของ “กาแฟโกเหลี่ยน” แต่ความสำเร็จของโกเหลี่ยนเลื่องชื่ออยู่ได้ไม่นานเขาก็เสียชีวิตลง ส่งกิจการสืบทอดสู่ลูกชายวัย 20 ปี ... นายเติม สิงคิลวิทย์ ลูกชายของโกเหลี่ยน เริ่มยุคที่สองของกิจการกาแฟ ด้วยการทำให้เป็น “ร้านกาแฟ” อย่างจริงจัง เขาตัดสินใจเปิดร้านกาแฟนาม “เอี๊ยะแซ” บนพื้นที่ 1 คูหา บริเวณถนนมังกร ย่านเยาวราช และนั่นคือจุดเริ่มต้นของตำนานกาแฟนาม “เอี๊ยะแซ” ซึ่งมีความหมายว่า “ร้านที่มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่อง” ... ลูกค้าของร้านในระยะแรกเริ่ม ส่วนใหญ่จะเป็นคนจีนผู้ใช้แรงงานย่านเยาวราช ไม่ว่าจะเป็นจับกัง หรือจีนลากรถ ด้วยงานที่หนัก เหนื่อย และต้องใช้แรงงาน พวกเขาจึงแสวงหาเครื่องดื่มบำรุงกำลัง และสมัยนั้นก็ไม่มีอะไรที่ทำให้สดชื่นแจ่มใสได้ดีไปกว่ากาแฟ ... กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไป เอี๊ยะแซยังคงก้าวต่อไปบนถนนสายกาแฟ พร้อมกับเสน่ห์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามวันเวลา กิจการดีวันดีคืน จนตกทอดมาสู่รุ่นคุณประยุทธ์ ทองวิริยะกุล ลูกชายของเติม ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ดูแลร้านเอี๊ยะแซรุ่นที่ 3 พร้อมกับขยับขยายร้านให้ดูใหญ่โตโอ่โถ่งมากขึ้น ไม่เพียงแต่ขยายร้านเท่านั้น ในยุคนี้ ร้านกาแฟเก่าแก่แห่งนี้ยังได้เติบโตขึ้นไปอีกขั้น โดยมีการขยายสาขาไปอยู่ตามศูนย์อาหาร ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆอีกด้วย



จุดเด่นที่เป็นเสน่ห์ที่ทำให้ร้านเอี๊ยะแซได้รับความนิยม ..... คือ กลิ่นกาแฟแบบโบราณที่หอมกรุ่นด้วยกรรมวิธีการคั่วแบบไหหลำ รสชาติที่อร่อยละมุน และราคาไม่แพงเหมือนกับกาแฟร้านอื่น อีกทั้งบรรยากาศ และการบริการที่เป็นกันเอง ทำให้ตำนานร้านเอี๊ยะแซเป็นที่กล่าวขานกันเรื่อยมา ... มาถึงวันนี้ เอี๊ยะแซได้เข้าสู่ยุคของทายาทรุ่นที่ 4 คุณปริญญา ทองวิริยะกุล ลูกชายของคุณประยุทธ์ ด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่ เสน่ห์ของเอี๊ยะแซในยุคนี้จึงเป็นเสน่ห์แบบร่วมสมัย ขยายสาขาเกิดเป็น “เอี๊ยะแซ พลัส” บุกย่านวัยรุ่นอย่างเซ็นเตอร์พอยท์ และภายในธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเป็นการขยายฐานลูกค้าให้กว้างออกไป โดยเจาะกลุ่มวัยรุ่น และคนทำงานออฟฟิศ ด้วยต้องการให้คนรุ่นใหม่ได้ลิ้มลองรสชาติของกาแฟโบราณ แทนกาแฟสไตล์ยุโรปแก้วละหลายสิบบาทที่มีอยู่เกลื่อนทั่วเมืองในขณะนี้ ... เป็นเวลาเกือบ 80 ปี ที่ร้านกาแฟเอี๊ยะแซอยู่คู่กับคนไทยผู้ชื่นชอบการดื่มกาแฟ แม้ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานเพียงใด แต่รสชาติและความหอมของกาแฟก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง และแม้ว่าปัจจุบันกระแสความนิยมกาแฟสดจากต่างประเทศที่เข้ามาจะมีมากขึ้นเท่าใด แต่เอี๊ยะแซก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาเอกลักษณ์ของตนไว้ นั่นคือ การขายกาแฟโบราณ ... ความทรงจำและตำนานของร้านกาแฟที่มีจุดกำเนิดจากรถเข็นขายกาแฟเล็กๆย่านเยาวราช ยังคงเป็นที่เล่าขานกันต่อไป และร้านเอี๊ยะแซจะยังคงประทับตราอยู่ในดวงใจของเหล่าคอกาแฟไทยไปอีกนานเท่านาน

............................................................
http://www.manager.co.th/daily/DailyView.asp?NewsID=2000000055996

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 7/05/2004 10:32 PM


�����Դ��繷��: 12

กาแฟใส่ไอติม ชอบเหมือนกันเลยค่ะ แต่สูตรของพี่คือกาแฟใส่ไอติมแล้วไม่คน จะตักทานไอติมละเลียดไปจนละลายหมดแล้วค่อยทานกาแฟ
และถ้า ไม่ทานขนมแกล้ม Caramel Macchiato จะอร่อยที่สุดเพราะหวานอยู่แล้ว ว่าแต่ว่ามีใครชอบทานโอเลี้ยงบ้างไม๊คะ โอเลี้ยงทานกับก๋วยเตี๋ยวค่ะ เข้ากันดี

    �� : พี่ค่ะ     ����� : 8/05/2004 09:21 PM


�����Դ��繷��: 13

โอเลี้ยง ที่เค้าขายเป็นขวดๆ เคยทานคะ
อร่อยดี หวานๆ เย็นๆ ต้องทานกับก๋วยเตี๋ยวเรือ แก้เผ็ดๆได้ :-)

    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 9/05/2004 12:40 AM


�����Դ��繷��: 14

ขอบคุนทุกคนที่ชี้แนะ ขอให้ทุกคนเข้าใจกับชีวิตนะคัพ

    �� : ร่มโพธิธรรม     ����� : 9/05/2004 07:24 PM


�����Դ��繷��: 15

ร้อนนี้คิดถึงกาแฟแก้วแปลกสุดโปรดขึ้นมาคะ ส่วนผสมคือ นมกล่องเล็กรสช็อคโก้แช่จนเป็นน้ำแข็งทั้งกล่อง และกาแฟชงเข้มๆครึ่งแก้ว ผสมให้เข้ากัน จะได้กาแฟเย็นที่คล้ายๆปั่นละเอียด อร่อยถูกใจคะ

    �� : โสน     ����� : 8/08/2004 03:14 AM


�����Դ��繷��: 16

กินกาแฟทีไร ท้องอืดทุกที....

    �� : ฉงน     ����� : 25/08/2004 10:15 AM


�����Դ��繷��: 17

คุณฉงนดื่มกาแฟใส่นมรึเปล่าคะ ถ้าเป็นกาแฟใส่นม คนที่แพ้นมอาจจะท้องอืดนะคะ

    �� : โสน     ����� : 25/08/2004 04:15 PM


�����Դ��繷��: 18

แต่ก่อนเคยกินได้นะครับ....เดี๋ยวนี้ขนาดกินไม่ใส่นม (ใส่แค่น้ำตาล)ยังอืดเลย....เลยเปลี่ยนมากิน โอวัลติน กับ ชาแล้วครับ...

    �� : ฉงน     ����� : 25/08/2004 09:26 PM


�����Դ��繷��: 19


คาเฟอีน (Caffeine) ..... เป็นอัลคาลอยด์ที่สกัดได้จากเมล็ดกาแฟและใบชา หรือได้จากการสังเคราะห์ มีฤทธิ์ กระตุ้นระบบ ประสาทส่วนกลาง พบได้ในเครื่องดื่มประเภท กาแฟ น้ำชา โคล่า ในระยะเริ่มแรกคาเฟอีนถูกจัดรวมอยู่ในสารต้องห้าม (banned substances) ของการควบคุมการโด๊ป แต่เนื่องจากผลต่อสมรรถภาพ ทางการกีฬายังไม่เป็นที่แน่ชัด จึงถูกถอนชื่ออกจากสารต้องห้าม เมื่อปี ค.ศ. 1972 แต่จัดเข้าไปไว้ในกลุ่ม สารควบคุมพิเศษ โดยจำกัดปริมาณการตรวจพบในปัสสาวะให้มีได้ไม่เกิน 12 ไมโครกรัม ต่อมิลลิลิตร เทียบเท่ากับการดื่มกาแฟประมาณ 4-6 ถ้วยมาตรฐาน (กาแฟ หรือ ชา 100 มิลลิลิตร จะมีคาเฟอีน ประมาณ 55-85 มิลลิกรัม)

คาเฟอีน ..... จัดอยู่ในกลุ่มยากระตุ้นระบบประสาทกลาง ทำให้นักกีฬาไม่ง่วงซึม หายอ่อนเพลีย ถ้ากินในขนาดสูง ประมาณ 250-300 มิลลิกรัม จะเร่งการสลายไขมันให้กลายเป็นกรดไขมันอิสระ (free fatty acid) ทำให้ประหยัดการใช้ไกลโคเจนในระหว่าง การออกกำลังกายได้ นอกจากนี้คาเฟอีนยังออกฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อลายโดยตรง เร่งแคลเซียมให้ซึมกลับเข้าไปใน sarcoplasmic reticulum ได้เร็วขึ้น เท่ากับว่ามีฤทธิ์กระตุ้นกล้ามเนื้อลายได้เล็กน้อย แต่จะเห็นผลเฉพาะในขณะพักเท่านั้น ขณะออกกำลังกาย ไม่มีผลกระตุ้นกล้ามเนื้อให้มีพลังมากขึ้นแต่อย่างใด ในทางกลับกันถ้าได้รับคาเฟอีนจำนวนมากๆ อาจมีผลเสียต่อการเล่นกีฬา ที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น ยิงธนู ยิงเป้าบิน หรือ ยิงปืน เนื่องจากทำให้ นักกีฬาเกิดอาการมือสั่นและใจสั่น

คาเฟอีน ไม่ดีต่อเบาหวาน .....
เป็นที่รู้กันว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องระมัดระวัง ....
เรื่องการรับประทานอาหารบางประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำตาล

............... นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยดุกส์ในสหรัฐอเมริกา ทดลองให้ผู้ป่วยเบาหวานซึ่งดื่มกาแฟเป็นประจำจำนวน 14 คน รับประทานอาหารตามที่กำหนด ซึ่งรวมถึงคาเฟอีนแบบแคปซูล และหลังจากนั้น ก็ทำการตรวจวัดระดับน้ำตาลและอินซูลินในเลือด .. ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยที่รับประทานคาเฟอีนระหว่างมื้ออาหาร ระดับกลูโคสในเลือดจะสูงขึ้น 21 เปอร์เซ็นต์ ระดับอินซูลินสูงขึ้น 48 เปอร์เซ็นต์ นักวิจัยอธิบายว่า เป็นเพราะคาเฟอีนทำให้ระบบการเผาผลาญอาหารของร่างกายไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน ...............

ดังนั้น ..........
กาแฟจึงน่าจะเป็นอาหารอีกประเภท ที่ผู้เป็นโรคเบาหวาน ควรหลีกเลี่ยง ..!!


อย่าลืมดูแลตัวเองบ้างนะคะ


โชคดีค่ะ :-)



-------------------------------------------------------------
อ้างอิงจาก ... คอลัมน์รู้ทันโรค นิตยสารแพรว ฉบับวันที่ 10 กันยายน 2547






    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 17/07/2005 03:56 PM


�����Դ��繷��: 20


อีกเหตุผลดีๆ ที่จะดื่มกาแฟ
คอกาแฟคงมีเหตุผลในการดื่มกาแฟเพิ่มอีกข้อแล้ว

เมื่อนักวิจัยจากเพนซิลเวเนีย ได้ตรวจสอบปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ในอาหารกว่า 100 ชนิด ตั้งแต่ผัก ผลไม้ ไปจนถึงเครื่องดื่ม โดยเปรียบเทียบกับปริมาณการบริโภค พบว่ากาแฟคือแหล่งที่มาของสารต้านอนุมูลอิสระอันดับหนึ่งนำหน้า อันดับสองอย่างชาดำถึง 4 เท่า และยังแนะนำว่า เราควรดื่มกาแฟวันละ 1-2 แก้วจะดีที่สุด รวมถึงทานผักผลไม้ด้วยเพื่อจะได้ทั้งไฟเบอร์ วิตามิน และเกลือแร่





    �� : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  ����� : 13/10/2005 10:06 AM



ชื่อ ::
  *
  รหัสผ่าน ::  
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปภาพ ::
  ขนาดไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
ข้อความ ::
  *
  Emotion ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ

Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.