| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- - เข้าระบบผู้ดูแ



 


หนังสือ ..... กล้าคิดใหญ่แล้วคุณจะยิ่งใหญ่ / THINK BIG
เขียนโดย ..... Dr.Ben Carson
แปลโดย ..... วรพัฒน์ อัศวนันท์


วีรบุรุษของใครบางคน : เบ็น คาร์สัน เด็กชายผิวดำคนหนึ่งเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 5 ผลการเรียนย่ำแย่แถมโดนเพื่อนทั้งชั้นคอยประณามว่าโง่และไม่เอาไหน และแถมคุณครูยังคิดว่าอนาคตของเด็กคนนี้ไม่รุ่งแน่ แต่คุณเชื่อไหมเด็กคนนี้ได้ปรับเปลี่ยนตัวเองด้วยความพรากเพียรอันยิ่งใหญ่ของแม่ของเขา ทำให้เขาสอบได้ที่ 1 ของชั้นจากที่สุดท้าย มันน่าทึ่งไหมล่ะครับ

หนึ่งในคำพูดของซอนย่า คาร์สัน คุณแม่ของเบ็น ฟังแล้วน่าทึ่งมากผมฟังแล้วชอบครับ เธอพูดกับเบ็นว่า “ เบ็นนี่ เจ้าสามารถทำอะไรก็ได้อย่างที่คนอื่นๆ สามารถทำได้ เพียงแต่เจ้าสามารถทำได้ดีกว่า” ฟังแล้วเป็นอย่างไร ยอดไหมล่ะครับถ้าเราสามารถทำอะไรก็ได้ที่คนอื่นทำได้ แถมเรายังทำได้ดีกว่าซะอีก คิดดูซิมันยอดเยี่ยมแค่ไหน ว้าว ยอดจริงๆ แต่สำหรับเบ็น มันยอดกว่านั้นอีก จากเด็กที่ผลการเรียนย่ำแย่ วันนี้เบ็น คาร์สันจบปริญญา 6 ใบ และเมื่ออายุ 33 เขาเป็นคนหนุ่มที่สุดและผิวดำเพียงคนเดียวที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าศัลยกรรมประสาทกุมารแพทย์แห่งโรงพยาบาลอันโด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โรงพยาบาลจอห์น ฮ็อพกิ้นส์

ประวัติของเบ็นน่าสนใจมาก มันให้พลังและแรงบันดาลใจกับคนหลายคนทั่วโลก เขาเป็นแบบอย่างที่ดูดีและดูใกล้เคียงกับชีวิตจริงของพวกเรามาก และที่สำคัญ เขามิใช่วีรบุรุษที่ตายไปแล้ว เขามีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน อยู่ร่วมสมัยกับเรา เบ็น คาร์สัน เขาอยู่กับเราที่นี่แล้ว บนโลกใบนี้ และเขารอช่วยเหลือผู่ที่ต้องการเขาและเขาจะร่วมแบ่งบันสิ่งดีดีกับคุณ ถ้าคุณได้มีโอกาสพบเขา

เบ็นได้สรุปผลความสำเร็จของเขาที่ได้รับมากมายด้วยถ้อยคำสั้นๆ
แต่กินใจว่า THINK BIG

T = TALENT (ความสามารถพิเศษ)
ถ้าเรารับรู้ความสามารถพิเศษของเราแล้วใช้มันให้เหมาะสมและเลือกขอบเขตที่ใช้ความสามารถพิเศษเหล่านั้นแล้ว เราก็จะถูกเสริมส่งให้ไปสู่สุดยอดในขอบเขตของเรา

H = HONESTY (ความซื่อสัตย์)
หากเราดำเนินชีวิตด้วยกฏแห่งความซื่อสัตย์และยอมรับปัญหาของเราแล้ว เราก็สามารถที่จะเดินไปตามถนนสู่ความสำเร็จได้

I = INSIGHT (ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง)
ถ้าเราสังเกตุแล้วสะท้อน และมอบหมายตัวเราเองให้สิ่งที่ดีที่สุดของเรา เราก็จะบรรลุสู่จุดสูงสุด

N = NICE (ความดี)
หากเราดีต่อผู้อื่นแล้วไซร้ ไฉนเลยผู้อื่นจักมิตอบสนองเฉกเช่นเดียวกัน แล้วเราก็สามารถที่จะให้สิ่งที่ดีที่สุดซึ่งกันและกัน

K = KNOWLEDGE (ความรู้)
หากเราพยายามกระทำทุกอย่างด้วยความพยายาม เพื่อเพิ่มความรู้ของเรา เพื่อที่จะใช้ความดีของมนุษย์ มันก็จะทำความแตกต่างให้กับเรา และโลกของเรา

B = BOOKS (หนังสือ)
ถ้าเรากำหนดตัวเราเองให้อ่านหนังสือแล้ว ไยเล่าจักมิเป็นการเพิ่มพูนความรู้ให้กับเรา และพระเจ้าเท่านั้นที่จะจำกัดได้ว่าเราจะสามารถไปได้ไกลแค่ไหนในโลกนี้

I = IN-DEPTH KNOWLEDGE (ความรู้ที่ล้ำลึก)
ถ้าเราพัฒนาความรู้อย่างล้ำลึกซะแล้ว มันก็จะทำให้เราสามารถให้สิ่งที่ดีที่สุดของเราต่อผู้อื่น และช่วยทำให้โลกนี้ดีขึ้น

G = GOOD (พระเจ้า)
ถ้าเรายอมรับความต้องการของเราจากพระเจ้าแล้ว ไยพระองค์จะไม่ช่วยเหลือเราเล่า

ในที่นี้สำหรับ G = GOOD (พระเจ้า) เราต้องเขาใจก่อนว่า เบ็น คารสัน เป็นชาวคริต ผู้เคร่งครัด เขาได้เห็นปาฏิหาริย์ที่อธิบายไม่ได้ระหว่างที่เขารักษาคนไข้มากมาย เขาเลยสรุปว่าสิ่งนั้นคือพระเจ้า ผู้เป็นผู้สร้างตามที่เขาเข้าใจ สำหรับเราทั้งหลายแล้วเกิดในบริบทแห่งพุทธศาสนาเราอาจปรับใช้เคล็ดลับข้อนี้เป็น กฏแห่งกรรม ได้ครับ

ในสหรัฐอเมริกาตอนนี้ เบ็น คาร์สันโด่งดังมาก เขาได้รับเชิญให้ไปบรรยายหลายแห่งและเขาก็ประสบความสำเร็จไม่น้อยเพราะคนหลายคนได้มีชีวิตที่เปลี่ยนไปหลังจากที่ได้ฟังเบ็น สำหรับประเทศไทยหลายปีก่อนเราอาจรู้จักเบ็นว่าเป็นศัลยแพทย์ผู้ที่เชี่ยวชาญที่ผ่าตัดผ่าแฝดสยามที่มีศีรษะติดกันได้สำเร็จ เราอาจรับรูแค่นี้แต่ทั่วโลกเขารับรู้กันว่า เบ็น คาร์สัน เขาคือศัลยแพท ศัลยกรรมประสาทกุมารแพทย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกที่ผ่าตัดฝ่าแฝดสยามที่มีศีรษะติดกันได้เป็นผลสำเร็จ โดยที่ประวัติศาสตร์โลกได้บันทึกไว้ว่าไม่มีเคยแพทย์ผู้ใดในโลกสามารถทำได้มาก่อน และเป็นกรณีที่เสี่ยงมาก แต่เขาล่ะ เบ็น คาร์สัน เขาทำได้ครับ ยอดเยี่ยมจริงๆ คุณว่าไหม

จากการบรรยายในสถานศึกษาหลายแห่งของเบ็น คาร์สัน ทำให้เกิดมีผู้นิยมชมชื่นในตัวเขาอย่างมากมายและได้มีการก่อตั้งสโมสรการอ่านของเบ็น คาร์สัน ขึ้น ซึ่งดำเนินตามวิธีการที่ซอนย่า คาร์สัน คุณแม่ผู้ยอดเยี่ยมได้สอนเบ็นในสมัยเด็ก โดยนักเรียนที่เข้าร่วม BC CLUB จะต้องให้คำมั่นสัญญา 3 ประการ ดังนี้

1. อ่านหนังสือ 2 เล่มต่อสัปดาห์
2. สรุปทำรายงานหนังสือแต่ละเล่มให้สโมสร
3. จำกัดเวลาในการดูโทรทัศน์

นี่ถ้าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยของไทยเอาหลัการของสโมสรนี้มาบังคับใช้หรือจัดตั้งสโมสรแบบนั้นขึ้นบ้างคงจะเกิดผลดีกับประเทศชาติไม่น้อยเลยนะครับ ถ้าทำได้ แล้วอนาคตของเด็กไทยจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีอย่างแน่นอน ผมเชื่อเช่นนั้น และถ้าเราทั้งหลายได้เข้าร่วมสโมสรนี้โดยให้สัญญากับตัวเองว่าจะทำตามสัญญาทั้ง 3 ข้อข้างต้น ผมก็เชื่อแน่ว่าเราทั้งหลายจะเปลี่ยนไปในทางที่ยิ่งใหญ่ และชีวิตเราจะไม่เหมือนเดิม จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 
     
â´Â : อาณาจักร วัชรธรรม Mail to อาณาจักร  วัชรธรรม    7/11/2003 06:33 PM

 


หนังสือ ..... พุทธเศรษฐศาสตร์
เขียนโดย ..... ศาสตราจารย์ ดร. อภิชัย พันธเสน

พอดีมีโอกาสได้อ่านหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ที่เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของระบบความคิดทางเศรษฐศาสตร์ของโลก ตั้งแต่อดีต มา จนถึง ยุคโลกาภิวัตน์

นับตั้งแต่ยุค อริสโตเติล เพลโต เรื่อยๆมา จากความเชื่อพระเจ้าและความมีเหตุผลของมนุษย์ และอีกสายหนึ่งที่เชื่อว่ามนุษย์ครั้งหนึ่งเคยมีเหตุผล แต่เพราะ ปฐมบาป ทำให้มนุษย์ไม่มีเหตุผลเทียมเท่าพระเจ้า จากทั้ง 2 แนวความคิดจากตะวันตกทำให้มีการพัฒนาระบบเศรษฐกิจแบบต่างๆ จากการปกครองของกรีก มาจักรวรรดิ์โรมัน ยุคการเกิดโปแตสแตนท์ ลัทธิมาร์กซิส การปฏิวัติอุตสาหกรรม ......จนกระทั่งเป็นทุกวันนี้

ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้อยู่ตรงที่อธิบายได้ถึงมูลฐานทางความคิด ความเห็น ของนักคิด นักปราชญ์ตะวันตกที่คิดได้ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ทำให้เกิดลักษณะขาดวิ่นทางจิตวิญญาณจากวัตถุ นำมาสู่ระบบทุนนิยมแบบปัจจุบัน ที่คล้ายเครื่องจักรกลที่ต้องวิ่งเพื่อแสวงหาวัตถุบริโภคอยู่ตลอดเวลา

มีการนำหลักพุทธศาสนามาประกอบคำอธิบายในช่วงกลางๆของหนังสือ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ยากพอควร แต่ก็ให้แนวคิดที่ดีและลึกซึ้งพอที่จะตีความออกถึง ผลกระทบที่มีมิจฉาทิฏฐิและผลที่เราทุกคนพบเห็นอยู่ในยุคปัจจุบัน คือ เหนื่อย เครียด มีความทุกข์มาก แต่มีความสุขทางเนื้อหนัง ทางวัตถุ

ข้อเด่นอีกข้อหนึ่งของหนังสือเล่มนี้น่าจะมาจากผู้เขียนเป็น นักวิจัยมาก่อน และมีประสบการณ์ในทางเศรษฐศาสตร์พอสมควร จึงทำให้หนังสือน่าอ่าน และ น่าเชื่อถือได้ และมีลักษณะกึ่งงานวิจัยที่อาศัย ข้อเท็จจริง ไม่ใช่ สมมติฐาน

พุทธเศรษฐศาสตร์ วิวัฒนาการ ทฤษฎีและการประยุกต์กับเศรษฐศาสตร์สาขาต่างๆ
เขียนโดย ศาสตราจารย์ ดร. อภิชัย พันธเสน
พิมพ์ครั้งที่ ๒
คำนิยมโดย
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต)
และศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี

ขอทุกท่านมีปัญญา พาตนพ้นภัยในท่ามกลาง กระแสอันเชี่ยวกรากทุกท่านนะ

 
     
â´Â : นรชาติ     1/11/2003 03:04 PM

 


หนังสือ ..... ศิลปวัฒนธรรม
เรื่องจากปก ..... เรียกร้องรัฐธรรมนูญครั้งแรก สมัยรัชกาลที่ ๕
เขียนโดย ..... อาจารย์ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ


เรื่องจากปก .....
- เรียกร้องรัฐธรรมนูญครั้งแรก สมัยรัชกาลที่ ๕ ..... ฯ
- การเมืองเรื่องเขมร-ฝรั่งเศส-ไทย ฯ
- ชำแหละ-ชำระ ประวัติศาสตร์ ๖ ตุลา ๒๕๑๙

เรื่อง เรียกร้องรัฐธรรมนูญครั้งแรก สมัยรัชกาลที่ ๕ ..... พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ กับ "คำกราบบังคมทูลความเห็นจัดการ เปลี่ยนแปลงราชการแผ่นดิน ร.ศ. ๑๐๓"

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ..... (๒๓๙๔-๒๔๗๕) เป็นพระโอรสองค์สุดท้ายของกรมขุนราชสีหวิกรม (พระองค์เจ้าชุมสาย) อธิบดีกรมช่างศิลป์หมู่แลช่างศิลา และหม่อมน้อย๑ ในรัชกาลที่ ๓ ประสูติเมื่อวันที่ ๒๓๒ กุมภาพันธ์ ๒๓๙๔ (ค.ศ. ๑๘๕๒) เมื่อเด็กได้ตามเสด็จพระบิดาไปดูสุริยุปราคาเต็มดวงที่หว้ากอในคณะของรัชกาลที่ ๔ จนทรงจับไข้ด้วย แต่ไม่ร้ายแรง

ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๕ ..... เป็นนักเรียนหลวงส่งไปเรียนครั้งแรกที่โรงเรียนราฟเฟิลล์ เมืองสิงคโปร์ได้ ๖ เดือน จากนั้นได้เสด็จไปศึกษาในประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๑๔ ใช้เวลาเตรียมตัวและศึกษาชั้นมัธยมราว ๓ ปีจึงสอบเข้าศึกษาในคิงส์คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน ในแผนกวิทยาศาสตร์ประยุกต์และวิศวกรรมศาสตร์ (Applied Science and Engineering Department) สมัยโน้นเรียกว่าจบวิชาช่างกล

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ..... เป็นนักศึกษาที่เรียนดี ได้รับรางวัลในวันลาผนวชที่กรุงเทพมหานคร แกลดสตัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษขณะนั้น ถึงกับชมว่า "มิสเตอร์ปฤษฎางค์ ชุมสายเป็นผู้ที่มาจากประเทศไกลยิ่ง มีนิสัยน่ากลัวอย่างในการรับเหมาเอารางวัลเสียแต่ผู้เดียวสิ้น"

เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ..... ทรงกลับมายังเมืองไทย เป็นที่ชื่นชมในสติปัญญายิ่ง บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์พากันออกพระโอษฐ์ว่า "ปฤษฎางค์ดูเป็นไทยๆ ดี ไม่เป็นฝรั่งอย่างพวกที่ไปเรียนเมืองนอก" รัชกาลที่ ๕ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เข้ารับราชการ ตำแหน่งผู้ช่วยราชการพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์ ในปี พ.ศ. ๒๔๒๐ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ขอกลับไปเรียนและฝึกความรู้สาขาวิศวกรรมโยธาเพิ่ม และเรียนด้านการจัดการทำโรงกษาปณ์ในอังกฤษอีกด้วย

แต่ ..... การฝึกงานในบริษัทวิศวกรรมโยธาไม่สำเร็จ เพราะในปี ๒๔๒๓ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นล่ามและตรีทูตไปในคณะของเจ้าพระยาภานุวงศ์มหาโกษาธิบดี เพื่อไปเฝ้าพระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งกรุงอังกฤษ แล้วได้รับแต่งตั้งให้เป็นทูตไทยคนแรกประจำสำนักเซนต์เจมส์แห่งกรุงอังกฤษ และประจำประเทศต่างๆ ในยุโรปและอเมริการวมถึง ๑๒ ประเทศ ได้เป็นผู้แทนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อไปเฝ้าพระเจ้าราชาธิราชแห่งกรุงออสเตรียและกรุงปรัสเซียก่อนได้รับแต่งตั้งให้เป็นอัครราชทูต

ทันทีที่ ..... ทรงเป็นอัครราชทูตประจำกรุงปารีส ยังไม่ทันส่งพระราชสาส์นตราตั้งแก่ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ก็เกิดเหตุการณ์อังกฤษยึดเมืองมัณฑะเลย์ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงทำรายงานถึงกระทรวงการต่างประเทศ และแปลหนังสือพิมพ์ที่พูดเรื่องเมืองพม่าให้ทูลเกล้าฯ ถวายในหลวงต่อไป

รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชดำริ ..... "เห็นเป็นการร้ายแรงน่าหวาดหวั่น" จึงได้มีพระราชหัตถเลขาตรงถึงพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ให้แสดงความเห็นต่อปัญหาเรื่องดังกล่าวเข้าไปด้วย

ครั้งแรก ..... พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ไม่กล้ากราบบังคมทูล เพราะอ่อนในทางความรู้ในทางราชการสากลการเมือง และไม่มีความสามารถจะกราบทูลได้ "เกรงพระราชอาชญาว่าอาจเป็นการเหลือเกินไปด้วย"

ในหลวงจึง ..... "โปรดเกล้าฯ พระราชทานตอบออกมาว่า อย่าให้เกรงกลัวที่จะพูดจาแสดงความคิดความเห็นได้ ให้กราบบังคมทูลได้ทุกอย่าง ให้เต็มปัญญาความคิด" พระองค์เจ้าปฤษฎางค์จึงนำ "พระราชหัตถ์เลขาและคำกราบบังคมทูลไปประชุมพระเจ้าน้องยาเธอทั้ง ๓ พระองค์ แลข้าราชการผู้ใหญ่ในสถานทูต ทั้งที่ประจำสถานทูตกรุงลอนดอนแลปารีส (รวมทั้งพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต ผู้เป็นที่ปรึกษาราชการทูตลอนดอน แลพระองค์เจ้าสวัสดิ์ฯ ด้วย) เพราะพระองค์ท่านเป็นพระราชวงศ์ผู้ใหญ่ทั้งนั้น ย่อมรอบรู้กิจราชการบ้านเมืองสูงกว่าพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ก็ได้ตกลงกันเป็นอันจะทูลเกล้าฯ ถวายความเห็นรวมกัน รับผิดชอบด้วยกัน ซึ่งเป็นความเห็นของพระองค์เจ้าสวัสดิ์โสภณโดยมากข้อ ข้าพเจ้า (หมายถึงพระองค์เจ้าปฤษฎางค์-ผู้เขียน) เป็นผู้รวมเรียบเรียง กรมหมื่นนเรศร์ฯ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิตฯ พระองค์เจ้าสวัสดิ์ฯ เป็นผู้แก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม เสร็จแล้วก็พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์พื้นตะไบ ๔ ฉบับ สำหรับส่งเข้าไปให้สมาชิกสโมสรหลวง สุดแต่จะมีผู้ใดเต็มใจลงนามร่วมเห็นพ้องด้วย ทูลเกล้าฯ ถวาย ๑ ฉบับ สำหรับพวกราชทูตลงนามทูลเกล้าฯ ถวาย ๑ สำหรับสำนักทูตทั้ง ๒ เมืองสำนักละ ๑ ฉบับ ให้นายเสน่ห์ หุ้มแพร นำเข้าไปทูลเกล้าฯ ถวายแลชักชวนผู้อื่นให้ลงนามด้วย"

นั่นคือที่มาของเอกสารประวัติศาสตร์ ..... "คำกราบบังคมทูลฯ ร.ศ. ๑๐๓"

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    12/10/2003 02:59 AM

 


พงศาวดารประวัติศาสตร์จีน ..... เรื่อง "สามก๊ก"
เขียนโดย ..... หลอก้วนจง
ต้นฉบับแปลโดย ..... เจ้าพระยาพระคลัง(หน)
ผู้เรียบเรียง ..... ประกาษิต

พงศาวดารประวัติศาสตร์จีน ..... เรื่อง"สามก๊ก" เขียนโดย หลอก้วนจง เป็นคนในสมัย ราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368 -1649) ท่านได้วาดภาพประวัติศาสตร์ สงครามและการรุกรานของกันและกัน ระหว่างกลุ่มผู้แย่งชิงอำนาจ ในแผ่นดินจีน 3 กลุ่ม ได้แก่ วุยก๊ก อันมีโจโฉเป็นใหญ่ จกก๊กมีเล่าปี่เป็นประธาน และ ง่อก๊ก มีซุนกวนเป็นเจ้าผู้ครองแคว้น ทั้ง 3 กลุ่มได้ต่อสู้ชิงไหวชิงพริบ ขับเคี่ยวกันทางภูมิปัญญา และกลอุบายอย่างสลับซับซ้อน และรวดเร็ว อย่างมีชีวิตชีวา พวกเขาล้วนมีขุนพลคู่กายและที่ปรึกษา ที่มีความชาญฉลาดล้ำลึก การดำเนินเรื่อง ที่ผูกสัมพันธ์กันตลอดเรื่องอย่างต่อเนื่องและมีเหตุผล จนแทบไม่น่าเชื่อเลยว่า เป็นเรื่องจริงถึง 70 เปอร์เซนต์ 30 เปอร์เซนต์ เป็นเรื่องแต่ง ความดีเด่นของ พงศาวดารประวัติศาสตร์

สามก๊ก ..... เรื่องนี้ มิได้ถูกจำกัดอาณาเขต อยู่แต่ในประเทศจีน
หากได้แพร่หลาย จนเป็นที่นิยมชมชอบ แก่ผู้คนทั่วโลก อย่างกว้างขวาง
แล้วยังได้แปลออก เป็นภาษาต่างๆ ถึงกว่า 10 ภาษา

สำหรับ ..... "สามก๊ก" ฉบับพงศาวดารภาพจีน ที่เราจะนำเสนอนี้ ผู้เรียบเรียงถ่ายทอดออกมา 3 ภาษา คือ ภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ โดยมีภาพเขียนลายเส้น แบบจีนประกอบตลอดเรื่อง ภาษาไทยถอดมาจากภาษาจีนใต้ภาพ ชนิดคำต่อคำ โดยคงสำนวนฉบับ เจ้าพระยาพระคลัง(หน) ซึ่งถือเป็นแม่แบบ

การแปล ..... เรื่องจีนมาจนทุกวันนี้ ชื่อของตัวละครทุกตัวในเรื่อง ยึดเอาฉบับ เจ้าพระยาพระคลัง(หน) เป็นบรรทัดฐานแม้จะไม่ตรงกับสากลนัก แต่คนไทยทุกคนก็คุ้นกับชื่อเหล่านี้ดี สำหรับรายละเอียดชื่อบุคคล สถานที่ ชื่อเมืองหรือเครื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ ตลอดจน ยศและตำแหน่งที่สำคัญ ผู้เรียบเรียง ค้นคว้าหารายละเอียดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงภาพ แผนที่ต่างๆ สำหรับภาษาอังกฤษ ได้เรียบเรียง มาจากฉบับของ C.H.Brewitt Taylor โดยมิได้ตัดทอน เพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงต่อไป

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    20/09/2003 09:56 AM

 


หนังสือเรื่อง ..... "หลายชีวิต"
เขียนโดย ..... ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช

เคยมีโอกาสรู้จักเรื่องสั้นหลายชีวิตครั้งแรกสมัยยังเป็นนักเรียนประถม ตอนนั้นดูละครทีวีเรื่อง "หลายชีวิต" ทางช่อง๙ อ.ส.ม.ท.แต่ไม่ได้ดูอย่างต่อเนื่อง เนื้อเรื่องโดยตลอดเป็นอย่างไรไม่ทราบ จนกระทั่งมีโอกาสไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเมื่อสิบกว่าปีก่อน ผ่านไปที่ซุ้มของสำนักพิมพ์สยามรัฐ มีหนังสือผลงานของอาจารย์คึกฤทธิ์ที่น่าสนใจหลายเล่มพิมพ์ใหม่ออกมาวางขาย ซื้อกลับมาหลายเล่มเหมือนกัน แต่พอจะซื้อ"หลายชีวิต" ปรากฏว่าขาดตลาดไม่นำมาวางขายในงานสัปดาห์หนังสืออยู่หลายปี ผมไล่ล่ามาหลายปี ทุกครั้งที่แวะมางานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติต้องแวะมาที่ซุ้มของสยามรัฐเสมอ สุดท้ายก็ได้หนังสือเล่มนี้มาครอบครองหลังจากไล่ล่ามา๓ปีเต็ม ได้ข้อคิดดีๆว่าถ้าของมันจะเป็นของๆเรา เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมของสิ่งนั้นจะกลับมาหาเราเอง รีบร้อนเกินไปสุดท้ายก็จะพลาดโอกาส

พอเริ่มต้นอ่านหน้าแรกของหนังสือเล่มนี้แล้วไม่อยากวาง เพราะเนื้อหามีสีสันมาก หนังสือเล่มนี้เดินเรื่องจากเหตุการณ์อุบัติเหตุเรือล่มที่บางแพน จ.อยุธยา ผู้คนที่เดินทางมาบนเรือลำนี้มีเบื้องหลังชีวิตในขณะที่มีชีวิตอยู่แตกต่างกัน บางคนเศร้า บางคนเคยรุ่งโรจน์ บางคนไม่เคยค้นพบแม้แต่ว่าความสุขในชีวิตคืออะไร บางคนทำในสิ่งผิดพลาดมาต้องการจะหนีสิ่งผิดพลาดที่ตนเองทำ ฯ แต่ไม่ว่าเรื่องราวในอดีตจะเป็นอย่างไร สุดท้ายทุกคนมีจุดจบของชะตาชีวิตเหมือนกันบนเรือลำนี้

โนรี ..... ชายหนุ่มที่มีฝีมือในการประพันธ์ตั้งแต่เด็ก ครูเตือนโนรีว่าชีวิตของนักเขียนมักจะอาภัพ แต่ด้วยความหลงใหลในหญิงสาวรายหนึ่งที่ชื่นชมในบทประพันธ์ โนรีทุ่มเทความพยายามเขียนบทประพันธ์เพื่อให้เป็นที่ถูกใจของหญิงสาวรายนี้ แต่สุดท้ายเธอไม่ได้เห็นคุณค่าในตัวโนรี

ทองโปรย ..... หญิงผู้ที่เกิดมาในครอบครัวที่สุขสบายเพรียบพร้อมทุกๆอย่าง ไม่เคยพบว่าความลำบากในชีวิตเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะต้องการอะไรมีแต่คนพร้อมที่จะหยิบยื่นให้ ได้แต่งงานกับสามีที่ดี ความสมบูรณ์พูนสุขและเพียบพร้อมที่คนภายนอกปรารถนานั้น สำหรับทองโปรยนั่นหาใช่ความสุขที่เธอพยายามแสวงหาเลย เธอมาค้นพบความสุขที่เธอใฝ่หามาตลอดชีวิตบนเรือลำนี้ตอนที่มีพายุ คนอื่นต่างกรีดร้องกลัวความตายแต่สำหรับเธอกลับพบความสุขอย่างประหลาด

อดีตพระเอกลิเก ..... ที่เคยโด่งดังจนลืมตัว แย่งเมียหัวหน้าคณะลิเกไปตั้งคณะลิเกของตนเอง แล้วกรรมก็ตามสนองเมื่อตนเองอายุมากขึ้นมีพระเอกลิเกที่หนุ่มกว่าที่ดังขึ้นมาบดบังความโด่งดังของตนเอง ผู้คนไปสนใจพระเอกลิเกที่หนุ่มกว่า ตนเองตกอับ หน้าตาที่แก่ลงไม่สามารถจะดึงดูดผู้คนให้มาสนใจได้แต่น้ำเสียงที่ยังมีพลังของตนเองยังสามารถจะชุบชีวิตลิเกของตนเองได้ จึงเลือกที่จะเดินทางโดยเรือลำนี้ไปออกอากาศลิเกทางวิทยุในบางกอก

ผู้หญิงรายหนึ่ง ..... ที่เป็นลูกที่ดีเชื่อฟังแม่มาตลอด เมื่อยามที่เป็นสาวแรกรุ่นมีชายหนุ่มมาหมายปอง ความรักระหว่างคนทั้งสองเกิดขึ้นแต่มีแม่คอยกีดกัน เมื่อชายหนุ่มต้องห่างไกลจากหญิงสาวได้เขียนจดหมายติดต่อถึง แต่สาวรายนี้กลับพบว่า จดหมายที่ตนเฝ้ารอจากชายหนุ่มรายนี้ค่อยๆหายไป จนมาพบว่าชายหนุ่มรายนี้แต่งงานไปแล้ว ตนเองมีแต่ความเศร้าโศกเสียใจ จนวันหนึ่งมาพบว่าจดหมายที่ชายหนุ่มรายนี้ที่ส่งถึงตนเองมาตลอดนั้นถูกซ่อนอยู่ใต้หมอนของแม่มาตลอด อารมณ์โกรธทำให้เธอตัดสินใจฆ่าแม่ของเธอเพราะขาดสติ เธอคิดจะหนีจากคดีฆ่าแม่ตนเอง จึงตัดสินใจลงเรือลำนี้มุ่งหน้าไปบางกอก...

อ่านหนังสือจบแล้วได้ข้อคิดดีๆว่า ..... คนเรานั้นไม่ว่าจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนจะยากจนแสนเข็ญขนาดไหนผ่านทุกข์และสุขมามากขนาดไหน สุดท้ายเราทุกคนหลีกหนีความจริงข้อหนึ่งในชีวิตที่ทุกคนเท่าเทียมกันไม่ได้ว่าเรามีความตายเป็นเรื่องธรรมดา เพียงแต่เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่วันนั้นจะมาถึง สำหรับชีวิตที่เหลืออยู่เราควรจะใช้อย่างดีที่สุดสมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อวันหนึ่งเราต้องลาจากโลกนี้ไปแล้วเรื่องราวในชีวิตของเราก็กลายเป็นอีกหนึ่งชีวิตที่เคยแสดงบทบาทบนโลกใบนี้ .....

 
     
â´Â : ชีวประภา     11/08/2003 07:26 PM

 


หนังสือ ..... เกิดวังปารุสก์
ประพันธ์โดย ..... พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์
พระโอรสพระองค์เดียวของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาท กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) และ หม่อมคัทริน ชาวรัสเซีย

เป็น ..... เรื่องการเติบโตในราชสำนัก
และ ..... เรื่องของพระบรมวงศานุวงศ์ต่างๆ ที่มีพระปรีชาสามารถ
เช่น ..... พระองค์เจ้าพีระ นักแข่งรถชั้นนำของโลก

เกิดวังปารุสก์ ..... เล่มล่าสุดเป็นการพิมพ์ครั้งที่ 11 เมื่อปี 2540
ได้ ..... มีการเพิ่มภาพที่ค้นพบขึ้นมาใหม่ โดย มรว.นริศรา จักรพงษ์

นับว่า ..... เป็นหนังสือที่พลาดไม่ได้สำหรับนักอ่านหนังสือตัวจริง

 
     
â´Â : พี่เก่ง     13/07/2003 07:41 PM

 


หนังสือเรื่อง ..... Come together << หนุ่มอยากหนาว สาวอยากอุ่น >>
เขียนโดย ..... Josie Lloyd & Emlyn Ress
แปลโดย ..... ทีมกิ๊วก๊าวเกิร์ล จากสำนักพิมพ์แจ่มใส

หนังสือ ..... เล่มนี้ สะท้อนชีวิต ความรักของหนุ่มสาวสมัยใหม่ แค่วางแผงได้ไม่ทันไร หนังสือ "Come togethe หนุ่มอยากหนาว สาวอยากอุ่น" ก็เร่งเครื่องแรงจนต้องพิมพ์เป็นครั้งที่ 4 แล้ว และเพื่อเป็นการฉลองความสำเร็จ จึงได้มีการจัดงาน เปิดปกหนังสือเล่มนี้ซึ่งเปลี่ยนใหม่ เป็นสีส้มสดใสสะดุดตานักอ่าน เมื่อหลายวันก่อน ณ ร้าน Book Variety ที่บิ๊กซี ราชดำริ

บรรยากาศ ..... ภายในงานก็มีกิจกรรมให้ เล่นสนุกกันโดยตั้งคำถามเกี่ยวกับหนังสือ ใครตอบได้ถูกก่อนก็จะได้รับรางวัลไป นอกจากนี้ยังให้ผู้ ที่อยู่บริเวณงานที่เป็นคู่รัก 1 คู่ ขึ้นมาเล่นเกมทายใจกัน เรียกว่าเป็นกิจกรรม ที่เข้ากับแนวคิดการจัดงานเลยทีเดียว

Come together ..... หนุ่มอยากหนาว สาวอยากอุ่น แปลจากนวนิยายขายดีจากเกาะอังกฤษ ผลงานการเขียนของ Josie Lloyd & Emlyn Ress แต่จับมาเรียงร้อยถ้อยคำ เป็นภาษาไทยโดย ทีมกิ๊วก๊าวเกิร์ล จากสำนักพิมพ์แจ่มใส เป็นนวนิยายสมัยใหม่แนวโรแมนติก คอมเมดี้เล่มแรกที่ทำให้คนอ่านรู้ ถึงสองด้านของชายและหญิงอย่าง แสบสันต์ ครบทุกรส ซึ่งเป็นการเขียนสลับบทกัน ของนักเขียน ชาย-หญิง คู่หนึ่ง โดยสะท้อนความสมัยใหม่ ผ่านชีวิตของตัวละครในเรื่อง ผู้เขียนสามารถเล่าเรื่องได้ไหลลื่น เป็นธรรมชาติ โดยดึงเอาความคิดของหนุ่มสาว สมัยใหม่เกี่ยวกับชีวิต ความรักมาใช้ในการเดินเรื่อง

เนื้อหา ..... ของหนังสือเป็นเรื่องราวชีวิต ของหนุ่มเพลย์บอย และ สาวที่แสวงหาความรักแท้ โดย แจ็ค พระเอกของเรื่องเป็นศิลปินหนุ่มสุดขั้ว ที่มีจุดมุ่งหมาย สูงสุดของชีวิตคือ หาความสำราญ ให้มากที่สุดทั้งเรื่องชีวิต และ ที่ขาดไม่ได้คือเรื่อง "Sex" ส่วนเอมี่นางเอกของเรื่อง เป็นสาวสมัยใหม่ที่อยากมีทั้งชีวิตรัก และ ชีวิตเซ็กส์ที่ดี เรื่องราวของทั้งสองคนจะลงเอยกันได้อย่างไร คงจะต้องลองติดตามอ่านดู

ศศกร วัฒนาสุทธิวงศ์ ..... บรรณาธิการสาว สำนักพิมพ์แจ่มใส ให้มุมมองที่มี ต่อหนังสือดังกล่าวว่า เซ็กส์กับความรัก เป็นเรื่องที่ใกล้เคียงกัน ตัวละครในเรื่องนี้มีความเป็นมนุษย์เหมือนเรา สามารถสัมผัสได้ ซึ่งมีเนื้อหาตรงกับความอยากรู้อยากเห็น

ทีมงาน ..... หยิบเรื่องนี้มาแปล เพราะ เห็นว่าเป็นเรื่องที่สนุก และ เหมาะสมกับยุคสมัย ซึ่งทั้งตัวเอกของเรื่อง เอมี่-แจ็ค ทั้งคู่ไม่สามารถอ่านใจกันได้ แต่เราเป็นผู้อ่านเราสามารถรับรู้ได้ ถึงแม้ว่าเรื่องแปลนี้ จะมีเซ็กส์อยู่มาก จนอาจทำให้บางคนหัวใจวายได้ แต่สำหรับคนที่เข้าใจว่าชีวิตต้องมีหลายรสชาติ เรื่องเซ็กส์เป็นเพียงเรื่อง ธรรมดาอย่างหนึ่งของชีวิตแล้ว และ นักอ่านต่างก็มีวิจารณญาณ และ เปิดกว้างต่อเรื่องราวต่างๆ

พอที่จะรู้ว่า ..... "เซ็กส์" ไม่ใช่เรื่องที่ต้องหมกมุ่น
เรื่อง "เซ็กส์" ..... ไม่ใช่ "ความรัก"
และ ..... "ความรัก" ต่างหากที่ทำให้ชีวิตเบิกบาน


นอกจากนี้ ..... ภายในงานยังได้มี การสนทนากับ 2 แขกรับเชิญคนดังคือ ป้อง-ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ และ อิ๊บ-ภารุจีร์ เข็มสวัสดิ์ พระนางคู่ขวัญจากละครเรื่อง "พ่อไก่แจ้ แม่ทูนหัว" ในประเด็น "รักแท้ยังมีในโลก" และ อีกหลากหลายแง่มุมของความรัก เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งกันและกันทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างหญิง-ชาย ซึ่งก็มีมุมมองความคิดที่แตกต่างกันออกไป

พบกับ ..... เรื่องราวความสัมพันธ์ของ ชายหนุ่มและหญิงสาวที่หัวใจตรงกัน ต่างกันตรงที่ คนหนึ่งเห็นว่า "ความสนุก" คือสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งกลับคิดว่า "ความรัก" สำคัญกว่า

หนังสือเล่มนี้ ..... เป็นเรื่องรักวุ่นวายสับสนตาม ประสาคนหนุ่มสาวยุคใหม่ อ่านไปอ่านมาอาจจะแปลกใจเมื่อพบว่า ... เราก็กำลังคล้อยตามเค้าทั้งคู่ไป ราวกับว่าเป็นเรื่องความรักของเราเองเลย นะคะ

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    7/07/2003 10:31 PM

 


หนังสือเรื่อง ..... โคะโคะโระ [ Kokoro ]
เขียนโดย ..... นัทสึเม โซเซขิ
แปลโดย ..... ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์ โฮะริเอะ กับ คุณกนก ศฤงคารินทร์

เมื่อ ..... ๑๐กว่าปีก่อน ผมเคยมีโอกาสไปดูหนังญี่ปุ่นเรื่อง Sorekara (หลังจากนั้น...) ที่สำนักข่าวสารญี่ปุ่น ดูจนจบแล้วไม่ค่อยเข้าใจแนวคิดของตัวละครในเรื่องว่าทำไมเขาตัดสินใจแบบนั้น ทำไมต้องทำอะไรประชดประชันฝืนความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง สุดท้ายมันจบลงด้วยความโศกเศร้า

หนังเรื่องนี้ ..... ยังคงติดค้างอยู่ในใจอยู่จนกระทั่งมีโอกาสมาโฮมสเตย์ที่บ้านครอบครัวญี่ปุ่นที่จังหวัดกุมมะ เลยหยิบหนังเรื่อง "โสเรคารา" มาเป็นประเด็นพูดคุย โอก้าซัง(คุณแม่)เลยหยิบธนบัตร ๑,๐๐๐ เยนขึ้นมาแล้วอธิบายให้ฟังว่า ผู้ชายที่อยู่ในรูปธนบัตรใบละ ๑,๐๐๐ เยน คือ คนเขียนวนิยายเรื่องนี้ขึ้น เขามีชื่อว่า นัทสึเม โซเซขิ (Natsume Soseki)

สองปีต่อมา ..... เพื่อนคนญี่ปุ่นมาเที่ยวเมืองไทยเขาแนะนำให้ลองอ่านหนังสือของ นัทสึเม โซเซขิ ที่ชื่อ "โคโคโหระ" [ Kokoro ] โชคดีที่ตอนนั้นวรรณกรรมของนัทสึเม โซเซขิที่ชื่อ Kokoro ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้วโดยการแปลร่วมกันระหว่าง ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์ โฮะริเอะ กับ คุณ กนก ศฤงคารินทร์ โดยใช้ชื่อหนังสือเป็นภาษาไทยทับศัพท์ภาษาญี่ปุ่นว่า "โคะโคะโระ" อาจารย์ปรียาและคุณกนก พยายามจะเลือกคำในภาษาไทยที่เหมาะสมเพื่อแปลความหมายของชื่อหนังสือเล่มนี้

คำว่า ..... Kokoro ซึ่งถ้าแปลตรงๆจะมีความหมายถึงจิตใจ แต่สุดท้ายอาจารย์ปรียาและคุณกนกเลือกใช้ภาษาไทยทับศัพท์แทน เพราะให้ความรู้สึกที่ตรงมากกว่า

หลังจาก ..... ผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วคิดว่าน่าจะใช้ชื่อหนังสือว่า "ในส่วนลึกของจิตใจผู้คน" ดูจะเหมาะสมที่สุด และ คิดว่าน่าจะสะกดว่า "โคโคโหระ" เพื่อให้คนไทยออกเสียงใกล้เคียงภาษาญี่ปุ่นมากที่สุด แต่ผมคงไม่อาจจะมาเปลี่ยนแปลงชื่อหนังสือตามใจตนเองหรอกครับ ควรที่จะต้องเคารพและให้เกียรติแก่ผู้แปลครับ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวผมขอสะกดชื่อหนังสือด้วยอักษรภาษาอังกฤษแทนครับ

คง ..... ไม่มีคนญี่ปุ่นคนไหนที่ไม่รู้จักนวนิยายเรื่อง Kokoro นิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นเมื่อเกือบ ๙๐ ปีก่อน(ค.ศ. ๑๙๑๔) ยุคที่ญี่ปุ่นอ้าแขนรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา แม้จะดูจากการแต่งกายภายนอกของญี่ปุ่นยุคนั้นจะกลายเป็นฝรั่งจ๋าแต่ในจิตใจของผู้คนกลับยังรักษากรอบกฎเกณฑ์และวัฒนธรรมในความเป็นญี่ปุ่นอย่างเหนียวแน่น จึงเกิดความขัดแย้งขึ้นในใจ

นวนิยายเรื่องนี้ ..... ตอนที่สามของเรื่อง "เซนเซกับพินัยกรรม"
ได้รับการบรรจุให้เป็นตำราเรียนวิชาภาษาญี่ปุ่นสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมปลายในญี่ปุ่น

เนื่องจาก ..... นิยายเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นมานานมากแล้ว สำนวนที่ใช้จึงค่อนข้างยาก แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ ตัวอักษรคันจิ(อักษรจีนที่ใช้ในภาษาญี่ปุ่น)บางคำก็เลิกใช้ไปแล้ว การแปลเนื้อเรื่องออกมาเป็นภาษาไทยให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับที่สุดจึงเป็นเรื่องที่ยากมากทีเดียว ต้องขอบคุณและชื่นชมในความพยายามและความตั้งใจ ของอาจารย์ปรียาและคุณกนก ที่แปลหนังสือเล่มนี้ออกมาจนสำเร็จ ให้คนไทยมีโอกาสได้อ่านกัน

ตัวละครหลัก ..... ของเรื่องมีไม่กี่คน ตัวหลักๆคือ ข้าพเจ้า(วะตาฉิ), เซนเซ, คุณหนู (โอโจ้ซัง) ซึ่งต่อมากลายมาเป็นภรรยา (อ๊กซัง)ของเซนเซ), เค, คุณนายเจ้าของบ้านที่เซนเซเช่า--แม่ยายของเซนเซในเวลาต่อมา, อาของเซนเซ

เซนเซ ..... อยู่ในโลกของความอ้างว้างโดดเดี่ยวเต็มไปด้วยความหวาดระแวงมานาน เซนเซมองว่าตนเป็นคนที่ไม่มีคุณค่า เซนเซไม่พยายามเปิดเผยบาดแผลที่อยู่ส่วนลึกในใจให้ใครรับรู้ ข้าพเจ้าผ่านเข้ามาในชีวิตของเซนเซโดยบังเอิญ แต่ตัวข้าพเจ้าเกิดความพึงพอใจในตัวของเซนเซ หมั่นที่จะมาพบพูดคุยกับเซนเซ ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองพัฒนาขึ้นจนเซนเซไว้ใจที่จะเปิดเผยเรื่องราวต่างๆ ความลับในชีวิตของเซนเซที่ไม่เคยเปิดเผยให้ใครรับรู้มาก่อน รวมทั้งภรรยาของเซนเซ เซนเซตั้งใจว่าจะเล่าความลับนี้ให้กับใครซักคนก่อนที่จะตายจากโลกนี้ไป

ภายหลัง ..... จากจักรพรรดิเมจิสิ้นพระชนม์ เซนเซตัดสินใจตายตามจักรพรรดิเมจิ ก่อนเซนเซจะตายจากโลกนี้ เซนเซตัดสินใจเขียนจดหมายฉบับยาวเล่าความลับที่เป็นเหมือนหนามทิ่มแทงใจของเซนเซมาตลอดเวลา ให้เฉพาะข้าพเจ้าเท่านั้นรู้ และ กำชับไม่ยอมให้บอกเรื่องนี้แก่ใคร รวมทั้งภรรยาของเซนเซด้วยภายหลังจากที่เซนเซตายลง

สมัยที่ ..... เซนเซเป็นนักเรียน ภายหลังจากพ่อแม่ของเซนเซตายลง เซนเซไว้ใจอาที่ดูเหมือนเป็นคนที่ดีของเซนเซ เป็นคนดูแลมรดกของพ่อแม่ แต่สุดท้ายเซนเซถูกอาโกงจนเซนเซเชื่อว่า ไม่ว่าคนดีขนาดไหนเงินก็ทำให้คนเป็นคนเลวได้ เซนเซเริ่มไม่ไว้ใจผู้คน เซนเซย้ายมาอยู่บ้านเช่าของหญิงม่ายภรรยาทหาร และที่นี่เซนเซหลงใหลในตัวคุณหนูลูกสาวเจ้าของบ้านเช่า และหมายปองในตัวคุณหนู แต่ไม่กล้าเอ่ยปากสู่ขอ จนกระทั่งเคเพื่อนที่เซนเซชื่นชมมากเผชิญปัญหาในชีวิต เซนเซจึงชวนให้เคมาอยู่บ้านเช่าด้วยกัน ความสนิทสนมระหว่างเคกับคุณหนู ทำให้เซนเซเกิดความหวาดระแวง และ อิจฉาริษยาเคผู้ซึ่งปกติมีนิสัยดื้อรั้น และ เป็นคนพูดน้อย กลับไว้ใจเซนเซยอมสารภาพต่อเซนเซว่าชอบคุณหนู เซนเซกลัวว่าเคจะได้ครอบครองคุณหนูไปก่อน เซนเซกลับหักหลังเคโดยการรีบชิงเอ่ยปากขอคุณหนูจากคุณนาย คุณนายยอมยกคุณหนูให้เซนเซ แต่นี่เป็นเหตุผลทำให้เคตัดสินใจฆ่าตัวตายภายหลังจากรู้ข่าว

ถึง ..... เซนเซจะได้ตัวคุณหนูเป็นภรรยาแต่เซนเซกลับรู้สึกผิดที่เป็นสาเหตุให้เคต้องตาย และ ความผิดนี้เป็นปีศาจที่คอยหลอกหลอนเซนเซไปตลอดชีวิต

วรรณกรรมเรื่องนี้ ..... สะท้อนภาพของมนุษย์ที่มีความขัดแย้งในใจ มีความรัก โลภ โกรธ หลง มีความเห็นแก่ตัวเป็นพื้นฐาน แม้เรื่องนี้จะถูกเขียนขึ้นมานานมากแล้วก็ตาม แต่ภาพลักษณ์ของสังคมมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในกฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้เช่นเดิม

 
     
â´Â : ชีวประภา     3/07/2003 02:06 AM

 

หนังสือเรื่อง ..... ทองแดง [ The Story of Tongdaeng ]
พระราชนิพนธ์ โดย ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแปลเป็นภาษาอังกฤษควบคู่ไปด้วย เป็นพระราชนิพนธ์สองภาษา พระราชนิพนธ์เล่มนี้นับเป็นเล่มที่ 4


พระราชนิพนธ์เรื่องทองแดง ..... สอนกตัญญูไม่ลืมตัว แนะพัฒนาสุนัขไทย พระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ในพระราชนิพนธ์เล่มใหม่ "เรื่อง ทองแดง" The Story of Tongdaeng เพื่อให้หนังสือเล่มนี้ บอกเล่าความกตัญญูรู้คุณ ของทองแดงที่มีต่อ "แม่มะลิ" และรู้จักที่ต่ำที่สูง และประสงค์ให้คนไทยเปิดบ้านต้อนรับสุนัขจรจัด เพื่อเป็นการช่วยแก้ปัญหาสุนัขเร่ร่อน ที่เป็นอันตราย และยังช่วยแก้ปัญหาสัตว์เลี้ยงหรูหราราคาแพง ซึ่งทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ แล้วหันมาพัฒนาสายพันธุ์สุนัขไทย ที่ฉลาดน่ารักและซื่อสัตย์ที่มีอยู่มากมาย

พระราชนิพนธ์เล่มนี้ ..... มีทั้งหมด 13 หัวข้อ เริ่มตั้งแต่พระราชปรารภที่ตอนหนึ่ง กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยกย่องความกตัญญูรู้คุณของทองแดงที่มีต่อ "แม่มะลิ" ว่า "ผิดกับคนอื่นที่เมื่อกลายมาเป็นคนสำคัญ มักจะลืมตัวและดูหมิ่นผู้มีพระคุณที่เป็นคนต่ำต้อย"

ในหัวข้อ ..... ต่อมาคือ "ซอยศูนย์แพทย์พัฒนา ที่เกิดของทองแดง" เป็นเรื่องราวของสุนัขจรจัด 4 ตัวที่ชาวบ้านเลี้ยงดูให้อาหารเป็นประจำอันเป็นที่มาของหัวข้อต่อมาคือ "แดง" แม่ของทองแดง วันที่ทองแดงคลอด เส้นทางชีวิตจากวังทองหลางสู่วังสวนจิตรฯ ลักษณะของทองแดง ความจงรักภักดี ความกตัญญูรู้คุณ และความสามารถพิเศษต่างๆ ยังมีความผูกพันระหว่างทองแดงกับทองหลาง รวมไปจนถึงเรื่องคุณนายแดง และคุณนายด่างอย่างละเอียด

ดัง ..... ตัวอย่างตอนหนึ่ง ของพระราชนิพนธ์ที่กล่าวถึงวันที่ทองแดงมาเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่วังสวนจิตรฯ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2541 ขณะมีอายุเพียง 5 สัปดาห์ ทองแดงร้องไห้ตลอดทางที่มาจากวังทองหลาง อาจเป็นเพราะคิดถึงแม่ แม้ผู้นำมาจะป้อนนมและขนมก็ไม่หยุดร้อง แม้อุ้มไว้บนตักหรืออุ้มเดินไปมา ทองแดงก็ยังไม่หยุดร้อง แต่น่าประหลาดที่เมื่อถวายตัวแล้ว ทองแดงก็หยุดร้อง แล้วคลานเข้ามาซุกที่พระเพลาเหมือนจะฝากชีวิตไว้กับพระองค์ และหลับสนิทอย่างหมดกังวล คลายความหวาดกลัวและว้าเหว่ทั้งมวล

ในเล่ม ..... ยังบอกถึงลักษณะของทองแดงที่แตกต่างจากพี่น้อง ซึ่งมีลักษณะเด่นที่ทำให้ทองแดงได้เข้าเฝ้าฯ ถวายตัว คือ มีสายสร้อยรอบคอครึ่งเส้น ถุงเท้าขาวทั้ง 4 ขา หางม้วน ที่สำคัญที่สุดคือ จมูกแด่น และหางดอกสีขาว ในวัยเด็กทองแดงอาศัยนม "แม่มะลิ" หมาเทศ ทองแดงก็ไม่เคยลืมคุณแม่มะลิ คอยติดตามอยู่ตลอดเวลาแม้เลิกกินนมแม่แล้ว

เมื่อ ..... กลายเป็นคุณทองแดง ก็ได้สร้างครอบครัวกับ "ทองแท้" หนุ่มบาเซนจิ มีลูกด้วยกัน 9 ตัว เป็นต้น ยังมีเรื่องราวอันเกี่ยวกับทองแดงอีกมากมาย อาทิ ความมีระเบียบ การสอนลูกๆ การมีสัมมาคารวะ ฯลฯ ซึ่งยากจะพบเห็นจากสุนัขอื่นๆ พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ผู้ที่ได้อ่านจะเหมือนกับได้รู้จักทองแดงอย่างใกล้ชิดที่สุดและถูกต้องที่สุด

นอกจากนี้ ..... ยังมีภาพของทองแดง ตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่เป็นฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งภาพประกอบสี่สีกว่าร้อยภาพในเล่ม เป็นภาพที่น่าประทับใจ และหาดูที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว เช่น ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระอิริยาบถต่างๆ กับทองแดง

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    25/06/2003 01:12 PM

 

หนังสือเรื่อง ..... พระมหาชนก
พระราชนิพนธ์ โดย ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

"พระมหาชนก" ..... เป็นเรื่องหนึ่งในทศชาติชาดก อันเป็นชาดก 10 ชาติสุดท้ายก่อนที่ พระโพธิสัตว์จะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ และตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาดกเรื่องนี้เป็นการบำเพ็ญความเพียรเป็นบารมี

เมื่อ ..... พ.ศ. 2520 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสดับพระธรรมเทศนาของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธม.มสาโร มหาเถร) วัดราชผาติการาม เรื่องพระมหาชนกเสด็จทอดพระเนตรพระราชอุทยานในกรุงมิถิลา เรื่องมีใจความว่า ที่ทางเข้าสวนหลวงมีต้นมะม่วงสองต้น ต้นหนึ่งมีผล อีกต้นหนึ่งไม่มีผล ทรงลิ้มรสมะม่วงอันโอชา แล้วเสด็จเยี่ยมอุทยาน เมื่อเสด็จกลับออกจากสวนหลวง ทอดพระเนตรเห็นต้นมะม่วงที่มีผลรสดีถูกข้าราชบริพารดึงทึ้งจนโค่นลง ส่วนต้นที่ไม่มีลูกก็ยังคงตั้งตระหง่าน แสดงว่าสิ่งใดดี มีคุณภาพจะเป็นเป้าหมายของการยื้อแย่งและจะเป็นอันตรายในท่ามกลางผู้ขาดปัญญา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ..... ทรงสนพระราชหฤทัย จึงทรงค้นเรื่องพระมหาชนกในพระไตรปิฎก (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่มที่ 4 ภาคที่ 2 ) และทรงแปลเป็นภาษาอังกฤษตรงจากมหาชนกชาดก ตั้งแต่ต้นเรื่อง โดยทรงดัดแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น

ส่วนหนึ่งจาก พระราชปรารภในการพิมพ์ครั้งแรก
หนังสือพระมหาชนกฉบับนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแปลจากพระไตรปิฎกเป็นภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ ยังทรงแปลเป็นภาษาสันสกฤตประกอบอีกภาษา รวมทั้งแผนที่ฝีพระหัตถ์ แสดงสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเมืองโบราณบางแห่งและข้อมูลอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับทิศทางลม กับกำหนดวันเดินทะเลตลอดจนจุดอัปปางของเรืออับโชค ทรงคาดคะเนโดยอาศัยข้อมูลทางโหราศาสตร์ แสดงถึงพระปรีชาในด้านอักษรศาสตร์ ภูมิศาสตร์และโหราศาสตร์ไทย

เมื่อ ..... หนังสือพระมหาชนกฉบับปกแข็งได้รับความนิยม ทรงเล็งเห็นว่า ฉบับปกแข็งมีราคาแพง จึงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระมหาชนกฉบับปกอ่อน ในราคาย่อมเยา เพื่อให้ประชาชนทั่วไปมีโอกาสได้อ่านทั่วหน้ากัน

ฉบับการ์ตูน ..... ในโอกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษกแห่งรัชกาล เมื่อ พ.ศ.2539 พระราชนิพนธ์ เรื่อง พระมหาชนกก็ออกถึงมือผู้อ่าน และเป็นที่ชื่นชมโดยทั่วไป แต่หนังสือพระราชนิพนธ์นี้ก็ยังอ่านค่อนข้างยาก ด้วยความซับซ้อนของข้อความและของภาพ ทำให้มีการวิจารณ์และตีความกันในทางต่างๆ นานา

ใน ..... โอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ เมื่อ พ.ศ.2542 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พิมพ์ พระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก ฉบับการ์ตูน โดยโปรดเกล้าฯ ให้ศิลปินผู้ชำนาญการที่สุดเป็นผู้วาดรูป และโปรดฯ ให้พิมพ์ด้วยกระดาษไทย เพื่อความประหยัด และทุกคนมีโอกาสได้อ่าน

ปรากฏว่า ..... เด็กอายุเก้าขวบพูดออกมาว่าอย่างนี้อ่านรู้เรื่อง และผู้ใหญ่วัยเจ็ดสิบปีก็อุทานออกมาว่าอ่านสบายไม่ต้องแบกหนังสือที่หนัก นอกจากนี้ราคานับว่าย่อมเยา พระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนกก็จะช่วยให้ทุกคนสามารถพิจารณาแนวดำเนินชีวิตที่เป็นมงคลส่วนหนึ่ง จากพระราชปรารภ พระมหาชนกฉบับการ์ตูน

พระมหาชนก ..... ฉบับการ์ตูนนี้ ผู้เขียนการ์ตูนประกอบ ได้แก่ ชัย ราชวัตร ซึ่งจะเห็นได้ว่า ทรงมีพระราชดำริในการให้ใช้ลายเส้นแบบไทยๆ แทนที่จะใช้ลายเส้นแบบการ์ตูนญี่ปุนซึ่งเป็นที่นิยม แสดงถึงพระราชดำริที่ทรงภาคภูมิใจในความเป็นไทย เช่นเดียวกันกับเมื่อทรงพระราชทานพระราชดำรัสแก่ข้าราชการและพสกนิกร ในวโรกาสต่าง ๆ เมื่อเสด็จกลับ ก็ทรงใช้รถยนต์ โตโยต้า โซลูน่า ซึ่งผลิตในประเทศไทย แทนรถยนต์ยุโรปยี่ห้ออื่น ๆ สมควรที่ข้าชบริพารและพสกนิกรควรถือเป็นแบบอย่าง

แก่นแท้ ..... ของพระราชนิพนธ์พระมหาชนกได้แก่เรื่องความเพียร อันจะเห็นได้จากพระราชปรารภตอนหนึ่งที่ว่า “ขอจงมีความเพียรที่บริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม กำลังกายที่สมบูรณ์ “

รายชื่อ จิตรกรที่วาดภาพประกอบพระราชนิพนธ์
ปัญญา วิจินธนสาร ... เนติกรชินโย ... จินตนา เปี่ยมศิริ ... เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ... ประหยัด พงษ์ดำ ... พิชัย นิรันดร์ ... ธีระวัฒน์ คะนะมะ ... ปรีชา เถาทอง ... นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน ... พิษณุ ศุภนิมิตร

เนื้อความโดยย่อจากพระราชนิพนธ์มีดังนี้ .....
พระเจ้ามหาชนก ..... กษัตริย์แห่งกรุงมิถิลา มีพระราชโอรสสองพระองค์ พระนามว่า อริฏฐชนก และ โปลชนก เมื่อสวรรคตแล้ว พระอริฏชนกได้ครองราชสมบัติและทรงตั้งพระโปลชนกเป็นอุปราช อมาตย์ผู้ใกล้ชิดได้กราบทูลใส่ร้ายว่า พระอุปราชโปลชนกคิดไม่ซื่อ พระอริฏฐชนกก็หลงเชื่อ สั่งจองจำพระโปลชนก แต่พระโปลชนกตั้งจิตอธิษฐานและหลบหนีไปได้ ภายหลังได้รวบรวมพลมาท้ารบและเอาชนะได้ในที่สุด พระอริฏฐชนกสิ้นพระชนม์ในที่รบ พระเทวีที่กำลังทรงครรถ์จึงปลอมตัวหนีออกนอกเมือง...

ด้วย ..... ความช่วยเหลือของท้าวสักกเทวราชจึงเสด็จหนีไปจนถึง เมืองกาลจัมปากะ ได้พราหมณ์ผู้หนึ่งอุปการะไว้ในฐานะน้องสาว ต่อมาทรงมีพระประสูติกาล ตั้งพระนามพระโอรสตามพระอัยยิกาว่า "มหาชนก" จวบจนกระทั่งมหาชนกเติบใหญ่ และได้ทราบความจริง ก็คิดจะไปค้าขายตั้งตัว แล้วจะไปเอาราชสมบัติคืน จึงนำสมบัติกึ่งหนึ่งของพระมารดาไปขาย แลกเป็นสินค้าออกเรือไปยังสุวรรณภูมิ ระหว่างทางในมหาสมุทร เรือต้องพายุล่มลง ลูกเรือตายหมดยังแต่พระมหาชนกรอดผู้เดียว ทรงอดทนว่ายน้ำในมหาสมุทรด้วยความเพียร 7 วัน 7 คืน จนได้พบนางมณีเมขลา และสนทนาธรรมในเรื่องของความเพียร ในที่สุดนางมณีเมขลาได้อุ้มพระมหาชนกไปส่งยังมิถิลานคร...

ฝ่าย ..... มิถิลานคร พระโปลชนกได้สวรรคตเหลือเพียงพระราชธิดานาม "สีวลีเทวี" ก่อนสวรรคตทรงตั้งปริศนาเรื่องขุมทรัพย์ทั้งสิบหกไว้สำหรับผู้จะขึ้นครองราชย์ต่อไป แต่ไม่มีผู้ใดไขปริศนาได้ เหล่าอมาตย์จึงได้ประชุมกันแล้วปล่อยราชรถ ราชรถก็แล่นไปยังที่มหาชนกบรรทมอยู่ เหล่าอมาตย์จึงเชิญเสด็จขึ้นครองราชย์และอภิเษกกับสีวลีเทวี ทรงไขปริศนาต่างๆ ได้ และทรงครองราชสมบัติโดยธรรม...

วันหนึ่ง ..... พระมหาชนก ทรงประทับบนคอช้างเพื่อทอดพระเนตรอุทยาน ใกล้ประตูอุทยานมีมะม่วง 2 ต้น ต้นหนึ่งมีผล ต้นหนึ่งไม่มีผล ผลนั้นมีรสหวานเหลือเกิน พระมหาชนกทรงเก็บมาเสวยผลหนึ่ง แล้วเสด็จเข้าอุทยาน คนอื่นๆ ตั้งแต่พระอุปราชลงมาต่างก็แย่งเก็บผลมะม่วง จนมะม่วงต้นนั้นโค่นลง พระมหาชนกทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็เกิดความสังเวชที่คนทั้งหลายหวังแต่ประโยชน์อย่างขาดปัญญา รำลึกได้ว่านางมณีเมขลาเคยสั่งให้พระองค์ตั้งมหาวิทยาลัย จึงได้ปรึกษากับพราหมณ์ ในที่สุดได้ตั้งมหาวิทยาลัยปูทะเลย์ขึ้น โดยรำลึกว่าขณะที่ทรงว่ายน้ำในมหาสมุทรทั้ง 7 วัน 7 คืนนั้น มีปูทะเลยักษ์มาช่วยหนุนพระบาท...

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    25/06/2003 01:04 PM

 

หนังสือเรื่อง ..... ติโต
พระราชนิพนธ์แปลของ ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
จากต้นฉบับ เรื่อง ..... "Tito" ของ Phyllis Auty

"ติโต" คือใคร มีความสำคัญอย่างไร
นายอานันท์ ปันยารชุน ได้กล่าวถึงติโตในพระราชนิพนธ์แปลเรื่องที่ สองแล้วสรุปได้ว่า

"คุณลักษณะของติโตนี้ ปรากฏเห็นชัดว่าเขาเป็นผู้นำทางด้านทหาร เป็นเสนาธิการที่ยอดเยี่ยม เป็นแม่ทัพที่มีความละเอียด ที่มีความกล้าหาญ ในขณะเดียวกันเป็นนักการเมืองที่ยอดเยี่ยม ที่สามารถรักษาอิสรภาพของยูโกสลาเวีย สร้างความเป็นปึกแผ่นของประเทศ รวบรวมชนชาติต่างๆ ในรัฐยูโกสลาเวียให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ให้มีสิทธิเท่าเทียมกัน ให้มีการปกครองซึ่งมีการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแปลเรื่อง ติโต ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วมา ทรงปรับปรุงต้นฉบับและพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดพิมพ์ เพื่อเผยแพร่เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ. ๒๕๓๗ ด้วยทรงหวังว่าโลกนี้จะมีสันติภาพและความสงบขึ้น

ประเทศที่ติโตสามารถสร้างขึ้นมา ซึ่งหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เรียกว่ายูโกสลาเวีย ประกอบด้วยชนชาติมากหลาย มีทั้งเซิร์บ มีทั้งโครแอต มีทั้งมอนตานิโกร มีทั้งมาซิโดรเนียน มีบอสเนีย เฮอร์เซโกวินา ต่างชาติต่างความคิด มีเลือดรักชาติรุนแรงทุกกลุ่ม ต่างศาสนา มีทั้งออร์โธด็อกซ์ มีทั้งโรมันคาทอลิก และมุสลิม

หลายคนอาจจะบอกว่า ทำไมเราจะต้องยกย่องหรือเยินยอติโต ติโตเป็นคอมมิวนิสต์ไม่ใช่หรือ.....ใช่ แต่เขาเป็นคอมมิวนิสต์ด้วยความผันผวนทางชีวิตของเขา

สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ส่วนหนึ่งของดินแดนยูโกสลาเวียอยู่ภายใต้อาณาจักรออสโตร-ฮังการี และมีการสู้รบกับประเทศรัสเซีย แล้วเขาถูกจับที่พรมแดน และถูกต้อนไปเป็นเชลยศึกที่รัสเซีย จึงทำให้เขาสามารถเรียนรู้ภาษารัสเซีย สามารถไต่เต้าขึ้นไปในวงการเมืองขององค์การที่เรีกว่า "โคมินเทิร์น" หรือองค์กรคอมมิวนิสต์สากล ที่คุมกระบวนการคอมมิวนิสต์ทุกประเทศ

เมื่อตอนเด็กๆ นั้น เขาไม่ได้มีความฝันอะไรเลย เขาเป็นเพียงแต่อยากจะเป็นช่างตัดเสื้อ เพราะเขาอยากจะได้แต่งตัวได้สูทดีๆ สูทสวยๆ เพื่อทดแทนเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของเขา ที่เขาต้องการใส่ในสมัยที่เขายังเป็นเด็กอยู่ เขามีการศึกษาในระบบโรงเรียน บิดามารดายากจน เขาเห็นความทุกข์ทรมานของคนจน แต่เขาก็ไม่ได้เป็นนักอุดมการณ์ ที่จะส่งเสริมให้มีการต่อสู้ที่เรียกว่า CLASS WARFARE

เขาเรียนหนังสือด้วยตนเอง เขาศึกษาด้วยตนเอง เขาอ่านหนังสือต่างๆ แม้แต่หนังสือที่แปลมาจากหนังสือต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเชอร์ล็อคโฮล์มส์ หรือเรื่องอื่น

ติโตไม่เคยยอมสยบให้ใคร หรือก้มหัวให้กับใคร รักความอิสระ ระหว่างที่เขาต่อสู้ด้านการทหารนั้น เขาก็ดูแลพรรคการเมืองของเขาไม่ให้มีความวุ่นวาย ไม่ให้มีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ไม่ให้ก่อผลประโยชน์แต่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เขามีจิตมุ่งมั่นว่า สิ่งที่เขาต้องการทำระหว่างสงคราม คือ เอาชนะต่อกองทัพนาซี สร้างประเทศยูโกสลาเวียให้เป็นปึกแผ่น แล้วจึงจะมาดูแลทุกข์สุขของประชาชนให้มีฐานะดีขึ้น

เขาต่อสู้ด้วยความทรหด ต่อสู้ต่อภัยพินาศต่างๆ แม้แต่ในชีวิตส่วนตัว มีลูก ๔ คน ตายไปแล้ว ๓ คน ชีวิตนั้นต้องคอยหนีคอยหลบ และต้องกลัวต่อการประทุษร้ายตลอดเวลา และเมื่อเขาสามารถสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับยูโกสลาเวียเขาก็ไม่ได้หยุดเท่านั้น

เขาอาจจะเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ก็เป็นคอมมิวนิสต์ที่เป็นอิสระในความคิดเห็น ไม่ต้องการเป็นลูกน้องใคร ไม่ยอมจำนนต่ออิทธิพลของสหภาพโซเวียต ทั้งทางด้านทหาร และทางการเมืองระหว่างประเทศ

เขาเป็นส่วนหนึ่งหรือเป็นผู้หนึ่ง ที่มีความสำคัญมากในการก่อตั้งกระบวนการกับกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ร่วมกับนายกรัฐมนตรีเนรูห์ของอินเดีย ประธานาธิบดีนัสเซอร์ของอียิปต์ ประธานาธิบดีซูการ์โนของอินโดนีเซีย และประธานาธิบดีของแอลจีเรีย

ตลอดระยะเวลาหลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ นโยบายการเมืองภายในของเขาก็ไม่ขึ้นกับองค์การคอมมิวนิสต์สากล เขาเป็นคอมมิวนิสต์ก็จริง แต่เขาไม่เคยคิด และไม่ได้นำนโยบายร่วมหรือที่เรียกว่า COLLECTIVE FARM ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในสหภาพโซเวียต และประสบความล้มเหลว เขาไม่นำมาใช้ในยูโกสลาเวีย เขาถูกไล่ออกจากองค์การคอมมิวนิสต์สากล

เขากล้าพอเมื่อสหภาพโซเวียตบุกรุกเข้าในประเทศเชโกสลาเวีย ใน ค.ศ. 1968 เขาเป็นผู้นำประเทศคอมมิวนิสต์ ประเทศซึ่งมีพรมแดนใกล้ชิดกับโซเวียตมาก ประณามและวิจารณ์รุนแรงต่อนโยบายอันไม่ชอบธรรมของสหภาพโซเวียต

ในขณะเดียวกันเขาเป็นผู้ที่ต้องยอมรับความจริงว่า เขาเป็นประเทศเล็ก และเมื่ออยู่ใกล้ประเทศใหญ่ซึ่งมีอิทธิพลมากมาย บางครั้งบางคราวถ้าไม่เสียหลักการมากเกินไปเขาก็ยอมโอนอ่อนบ้าง เขาเองทำตัวอยู่ในจุดศูนย์กลางระหว่างประเทศอภิมหาอำนาจ สหภาพโซเวียตกับสหรัฐอเมริกา แต่เขาก็ไม่เคยทำอะไรที่ขัดผลประโยชน์กับสหรัฐอเมริกาอย่างจริงจัง แต่เขายึดถือหลักการของกระบวนการที่ไม่ร่วมกับฝ่ายใด ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

ความสำคัญของติโตไม่ใช่ในแง่ของการเป็นคอมมิวนิสต์ คือ การปกครองในลักษณะเผด็จการบ้าง แต่ความสำคัญของติโตในฐานะที่เป็นบุคคล พ่อเป็นชาวโครแอต แม่เป็นชาวสโลเวเนีย เขาคือชาวสลาฟที่แท้จริง สามารถดลบันดาล สามารถเรียกร้องศรัทธาของชนทุกกลุ่ม สามารถสร้างความเข้าใจ และสามารถชี้นำให้คนทุกชนชาติตั้งเขามารวมกันจัดตั้งสมาพันธ์ และสร้างความเป็นปึกแผ่นในยามวิกฤติ สามารถรักษาความสมบูรณ์และเพิ่มพูนความเจริญของประเทศตลอดชีวิตของเขา

ติโตเป็นผู้ทำให้ประเทศยูโกสลาเวีย ซึ่งประกอบด้วยชนชาติที่แตกต่างกันทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม ให้กลับมารวมกันเป็นปึกแผ่นในยามวิกฤติ สามารถรักษาความสมบูรณ์ และเพิ่มพูนความเจริญของประเทศตลอดชีวิตเขา

ติโตสิ้นชีวิตไปตามอายุขัย เมื่ออายุได้ ๘๘ ปี ในปี ๒๕๒๓ ประเทศยูโกสลาเวีย ก็ค่อยๆ สลายลง จนกระทั่งมีสภาพแตกแยกอันยากที่จะแก้ไขได้ ดังที่เห็นในทุกวันนี้

ปัจจุบันเมื่อเรามองดูบอสเนีย เราก็คงมองดูด้วยความสลดใจว่า ประเทศใดก็ตามสังคมใดก็ตาม ที่ยอมให้ทิฐิมานะ ที่ยอมให้อคติในเรื่องของชนชาติ ในเรื่องศาสนา ในเรื่องของวัฒนธรรม หรือถ้ายอมให้ความรักชาติที่ไม่ถูกทางเข้ามาครอบงำจิตใจ และประหัตประหารกันต่อไป

พวกเราคนไทยนับว่าโชคดีที่เกิดมาในแผ่นดินนี้ เกิดมาในสังคมที่ควรจะรู้จักรอมชอมกันได้ ในสังคมที่ยึดมั่นอยู่ในสถาบันอันสูงสุด และสังคมที่มีความอะลุ่มอะล่วยแบ่งรับแบ่งสู้ และไม่ประหัตประหารซึ่งกันและกัน อันนี้เป็นความเข้าใจของนายอานันท์ ปันยารชุนว่า เหตุใดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงสนพระราชหฤทัยกับชีวประวัติของติโต รวมทั้งผลงานในการรวบรวมประเทศของเขา

"เราเรียนชีวประวัติของคนเพื่อสะสมความรู้ และเพื่อที่จะสอนให้เราไม่กระทำอะไรทั้งสังคมในอันที่จะก่อให้เกิดความผิดพลาด ที่ประเทศอื่นเขาได้ประสบมาแล้วในประวัติศาสตร์"

นายอานันท์ ปันยารชุน ได้มีความเห็นในเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแปลหนังสือเรื่องติโตนี้ว่า "เป็นการแปลที่กะทัดรัด เก็บสาระและประเด็นได้อย่างแยบคาย และรักษาเนื้อหาความตื่นเต้นของแนวเรื่องได้อย่างดี

ถ้าใครมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มนี้ นอกจากจะได้ความรู้และสนุกสนานแล้ว ยังจะได้เห็นว่าติโตนั้น มิใช่เป็นเพียงตัวแสดงที่สำคัญในประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยตนเอง ประวัติศาสตร์ของการรวมตัวกันด้วยความสมานฉันท์ และเสถียรภาพของชนชาติที่แตกต่างกัน ทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นห่วงบ้านเมืองของเรายิ่งกว่าสิ่งใด พระราชทานรายได้จากการพิมพ์หนังสือเรื่อง "นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ" และเรื่อง "ติโต" แก่มูลนิธิชัยพัฒนา ทรงเชิญชวนประชาชน และผู้ที่มาเฝ้าถวายพระพรเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ให้ช่วยกันอุดหนุนมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งมีการจัดหาและพัฒนาประเทศจนมีชัยชนะ ชัยชนะประเทศนี้โดยงานของมูลนิธิชัยพัฒนา ก็คือความสงบ ไม่เป็นบอสเนีย เป็นไทยแลนด์ เป็นเมืองไทยที่จะมีความเจริญพัฒนาจนเป็น เมืองของชัยชนะ ในการพัฒนาตามที่พระราชทานชื่อมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อความสงบ ความเจริญ ความอยู่ดีกินดีของประชาชน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ..... ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งเน้นตลอดเวลา เรื่องการรู้รักสามัคคี เมื่อทรงหายจากพระอาการประชวรแล้วในวันที่ ๑๓ เมษายน ศกนี้ ได้พระราชทานกระแสพระาชดำรัสทางโทรทัศน์ว่า จะทรงมีพระกำลังที่จะทรงพัฒนาให้ประชาชน และประเทศชาติมีความเจริญมั่นคงได้ต่อไปอีก ๒๐-๓๐ ปี

"เว็บไซต์น้ำตาล และ เพื่อน" ..... จึงขอร่วมใจถวายพระพรชัยมงคลให้พระองค์ ทรงพระเจริญยิ่งตลอดกาลนาน

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    25/06/2003 12:50 PM

 

หนังสือเรื่อง ..... นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ
พระราชนิพนธ์แปลของ ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ต้นฉบับภาษาอังกฤษ เรื่อง ..... "A man called Intrepid" ของ วิลเลียม สตีเฟนสัน

เรื่องราว ..... ของ "นายอินทร์" และผู้ร่วมงานของเขา เป็นตัวอย่างของบุคคลพิเศษที่มีความกล้าหาญ เสียสละ ผู้ยอมอุทิศแม้ชีวิตเพื่อความถูกต้อง ความยุติธรรม เสรีภาพและสันติภาพ อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเขา ทั้งนี้โดยไม่หวังให้ใครรับรู้ หรือหวังลาภยศคำสรรเสริญเยินยอใดๆ ทั้งสิ้น พวกเขานี้ คือ "ผู้ปิดทองหลังพระ" โดยแท้จริง

พระราชนิพนธ์แปลของ ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่อง "นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ" นั้น ทรงเริ่มงานตั้งแต่วันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๐ ถึง ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ รวมเวลา ๓ ปี หนังสือเล่มนี้ทรงแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ เรื่อง "A man called Intrepid" ของวิลเลียม สตีเฟนสัน เขียนจากชีวิตจริงของ "นายอินทร์" หรือ "INTREPID" เป็นนามรหัสของเซอร์วิลเลียม สตีเวนสัน เป็นหัวหน้าหน่วยราชการลับอาสาสมัครของอังกฤษ สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านผู้มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านแผนร้ายของฮิตเลอร์ ซึ่งหวังแผ่อำนาจเข้าครอบครองโลก ท่านเป็นผู้จัดตั้งหน่วยงานลับขึ้น เพื่อแสวงหาความลับทางทหารของฝ่ายเยอรมันรายงานแก่เซอร์วินสตัน เชอรซิลล์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ และประธานาธิบดีรูสเวลแห่งสหรัฐ ซึ่งได้ร่วมมือกันวางแผนต่อต้านฮิตเลอร์จนประสบชัยชนะในที่สุด

ผลงานของ "นายอินทร์" และผู้ร่วมงานของเขานั้นมีคุณค่าต่อโลกยิ่งนัก หากไม่มีพวก "นายอินทร์" ฮิตเลอร์อาจจะชนะสงครามก็ได้ และถ้าเป็นเช่นนั้น โฉมหน้าของโลกคงไม่เป็นเช่นทุกวันนี้ อย่างไรก็ตามการปฏิบัติงานของพวกเขา มีผู้รู้เบื้องหลังเพียงไม่กี่คนเท่านั้น จนกระทั่งเมื่อมีหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ขึ้นมาแล้ว เรื่องราวที่เคยเป็นความลับมาก่อนจึงได้เผยขึ้น และต้นฉบับภาษาอังกฤษของเล่มนี้ ได้กลายเป็นหนังสือเบสท์เซลเลอร์ มียอดจำหน่ายมากกว่า ๒ ล้านเล่ม

เนื้อหา ..... ของหนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่องราวของความร่วมมือทางสงครามจารกรรมระหว่างอังกฤษกับสหรัฐ ที่ได้ร่วมกันต่อต้านการขยายอำนาจของเยอรมันยุคนาซี โดยมีนายอินทร์เป็นผู้ประสานระดับสูง เรื่องราวต่างๆ ที่ผู้เขียนเลือกมาเปิดเผย โดยได้รับการตรวจสอบว่าถูกต้องตามข้อเท็จจริงด้วยตัว "นายอินทร์" เอง บางเรื่องน่าทึ่งยิ่งกว่านิยายสายลับที่แต่งขึ้นเสียอีก เช่น ปฏิบัติการขโมยเครื่องใส่-ถอดรหัสลับ "เอนิกมา" อันทันสมัยที่สุดของเยอรมัน ซึ่งฮิตเลอร์ภูมิใจหนักหนาว่าข่าวต่างๆ ที่ส่งด้วยเครื่อง "เอนิกมา" จะไม่มีผู้ใดสามารถแปลความได้ แต่ "นายอินทร์" สามารถวางแผนขโมยเครื่องได้ โดยฝ่ายเยอรมันไม่ระแคะระคายเลย จึงเป็นก้าวแรกที่ทำให้หน่วยจารกรรมของ "นายอินทร์" สามารถสืบข่าวสำคัญๆ ของฝ่ายเยอรมันได้สำเร็จ นอกจากนั้นยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับการปฏิบัติอย่างกล้าหาญของ "มาเดอแลน" สายลับของ "นายอินทร์" ที่เสี่ยงชีวิตเข้าไปในแดนข้าศึกแล้วส่งข่าวให้ "นายอินทร์" ตลอดจนการปฏิบัติการของสาว "ซินเธีย" สายลับอังกฤษแสนสวย ที่ใช้เสน่ห์ของตน ล้วงความลับเกี่ยวกับการถอดรหัสจากนักการทูตฝ่ายข้าศึกได้สำเร็จ

หนังสือเล่มนี้ ..... ยังได้เปิดเผยเบื้องหลังปฏิบัติการของหน่วยกล้าตายของ "นายอินทร์" ในการสังหารไฮดริด สมุนมือขวาจอมโหดของฮิตเลอร์ เบื้องหลังการช่วยเหลือนักวิทยาศาสตร์ชั้นหัวกระทิออกจากดินแดนยึดครองของนาซี การขัดขวางมิให้เยอรมันคิดค้นระเบิดปรมาณูได้สำเร็จ การวางแผนปฏิบัติการทางยุทธศาสตร์เพื่อต่อต้าน การยึดครองทวีปยุโรป อเมริกา และแอฟริกา ของนาซี ซึ่งทุกขั้นตอนต้องอาศัยความลับทางทหารที่เครือข่าย "นายอินทร์" เสาะหามาได้เป็นข้อมูลสำคัญ

"นายอินทร์" ..... เขียนไว้ในคำนำหนังสือเล่มนี้ว่า เหตุผลที่เขายินยอมให้วิลเลียม สตีเวนสัน นำเรื่องราวเหล่านี้มาเปิดเผย ก็เพื่อเป็นการสดุดีผู้ที่ได้ต่อสู้เพื่อชาติเป็นจำนวนมาก ที่ต้องถูกฝังไว้ในหลุมศพ ที่ไร้นามไร้ที่อยู่ที่ตาย น้อยคนที่จะได้รับการกล่าวขวัญถึง นอกจากชื่อที่บันทึกในเอกสารลับ ส่วนใหญ่ที่รอดตายก็กลับมาประกอบอาชีพธรรมดา โดยไม่ได้รับเกียรติหรือรางวัลใดๆ ได้รับคำกล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้ เป็นเพียงส่วนน้อยในจำนวนคนเป็นกองทัพมหึมา ซึ่งโลกเสรีเป็นหนี้บุญคุณซึ่งจะไม่มีทางใช้คืน และเหตุผลอีกข้อหนึ่งด้วย เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับการป้องกันและการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ

เรื่องราวของ ..... "นายอินทร์" และผู้ร่วมงานของเขา เป็นตัวอย่างของบุคคลพิเศษที่มีความกล้าหาญ เสียสละ ผู้ยอมอุทิศแม้ชีวิตเพื่อความถูกต้อง ความยุติธรรม เสรีภาพและสันติภาพ อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเขา ทั้งนี้โดยไม่หวังให้ใครรับรู้ หรือหวังลาภยศคำสรรเสริญเยินยอใดๆ ทั้งสิ้น พวกเขานี้ คือ "ผู้ปิดทองหลังพระ" โดยแท้จริง

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    25/06/2003 11:44 AM

 


หนังสือเรื่อง ..... พ่อรวยสอนลูก
เขียนโดย ..... Robert T. Kiyosaki , Sharon L.Lechter C.P.A. [ ฉบับของต่างประเทศ ]
เขียนโดย ..... "ดร.เป้ง" หรือ "สุวรรณ วลัยเสถียร" [ ฉบับของคนไทย ]
แปลโดย ..... นันทวัน รุจิวงศ์

เนื้อหา ..... เป็นหนังสือที่ให้แนวคิดในการสร้างตัว สร้างชีวิต เพื่อนำพาชีวิตให้หลุดพ้นไปจากสิ่งที่ผู้เขียนเรียกว่า "สนามแข่งหนู" เพื่อไปยังเส้นทางด่วนที่นำไปสู่ความมั่งคั่งและนำไปสู่อิสรภาพทางการเงิน ซึ่งให้ทั้งคำสอนและคำแนะนำเกี่ยวกับความรู้เรื่องการเงิน ซึ่งไม่เคยมีใครสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อนแม้กระทั่งในโรงเรียน คนส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาเรื่องการเงิน ซึ่งเป็นเพราะโรงเรียนไม่เคยสอนวิชาการเงิน

ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ..... คนส่วนใหญ่จะทำงานเพื่อเงิน และไม่เคยรู้วิธีใช้เงินทำงานแทนเรา หนังสือเล่มนี้จะแสดงให้เห็นว่า การทำงานเพื่อเงินเดือนสูง ไม่ช่วยให้ร่ำรวยได้ "บ้าน" ไม่ใช่ทรัพย์สินอย่างที่คนส่วนใหญ่คิดกัน แต่มันคือหนี้สินต่างหาก

โรงเรียน ..... ไม่เคยสอนเรื่องการเงินให้เด็กเลย ... ความแตกต่างของคำว่า "ทรัพย์สิน" และ "หนี้สิน" ... วิธีสอนลูกเรื่องการเงินและวิธีประสบความสำเร็จทางการเงินแม้ว่าการเรียนแบบเก่าๆ จะยังมีความสำคัญ แต่ก็ไม่เพียงพอสำหรับโลกปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้จึงให้ความรู้เรื่องการเงินและวิธีใช้เงินที่ดีที่สุด

หนังสือเรื่องนี้ ..... ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะพ่อฝรั่งสอนให้ลูกรู้จัก "เส้นทางด่วน" ที่นำไปสู่ความมั่งคั่งและนำไปสู่อิสรภาพทางการเงินอย่างรวดเร็ว

แต่ ..... บางคนคอมเมนต์ว่า พ่อฝรั่ง สอนให้ลูกโกงมากกว่าสอนให้ลูกเป็นคนรวยที่มีความสุข ในขณะที่พ่อผู้ยิ่งใหญ่หลายคนของเมืองไทย กำลังปวดหัวกับลูกนักเลงที่ยิงหัวคนเล่นในผับ หรือขี่รถเบนซ์คะนองเมืองจนเกิดเรื่องเกิดราว หรือไม่ก็พวกลูกคนรวยที่ใช้เวลาและเงินทองของพ่อแม่เอาไปมั่วดารานักร้องหมดไปวันๆ

แต่ ..... พ่อรวยระดับร้อยล้าน เช่น "ดร.เป้ง" หรือ "สุวรรณ วลัยเสถียร" อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไม่เพียงแต่สอนให้ลูกรวยสินทรัพย์เท่านั้นแต่เขายังสอนให้ลูกร่ำรวยความสุข ร่ำรวย สุขภาพจิตอีกด้วย นี่คือ เคล็ด (ไม่) ลับ เรื่อง พ่อรวยสอนลูก ที่ ดร.เป้งตั้งใจเขียนให้คนเป็นพ่อและคนเป็นลูกอ่านล่าสุด หนังสือชุดดังกล่าวพิมพ์แจกจนนับครั้งไม่ถ้วน เพราะใครอ่านก็ชอบ ใครอ่านก็มีความสุข

ดร.เป้งเล่าว่า ..... ช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ครอบครัวไทยล่มสลาย เพราะแต่ละครอบครัวใช้เงิน กันเกินตัว กู้เงินกันมากเกินไป เอาเงินในอนาคตมาใช้เสียหมด พอถึงเวลาภัยพิบัติมา ครอบครัวจำนวนมากจึงล้มกันระเนระนาด

"ผมไม่ได้เขียนให้ลูกผมอ่าน เพราะลูกผมโตหมดแล้ว แต่ผมเขียนให้ครอบครัวไทยอ่านต่างหาก" ดร.เป้งกล่าว

ดร.เป้งเล่าว่า ..... ถ้าหากแต่ละครอบครัวการเงินแข็งแรงมวลรวมของชาติก็จะแข็งแรง ฉะนั้นเคล็ดลับของ "พ่อรวยสอนลูก" ก็คือ ให้ทุกคนบริหารเงินของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน พยายามไม่ให้เสียเงินต้น หรือพยายามหักภาษีให้ได้มากที่สุด หรืออย่าทำประกันจนเกินสมควร (never over-insure )

"ผมเป็นลูกคนจีน คิดอะไรเป็นเซ็งลี้ไปหมด แล้วผมก็รักตลาดเงินตลาดทุนเป็นชีวิตจิตใจ ผมเชื่อว่าสิ่ง ที่ผมรักสามารถสร้างฐานะความเป็นปึกแผ่นได้รวดเร็ว แต่หลังๆ มานี้ ผมโฟกัสเรื่องการออมเงิน การบริหารเงินในครอบครัวมากกว่า"

"คุณแม่ผมเคยสอนผมว่า เราจะรวยหรือจนมันก็เรื่องของเรา เขาจะรวยหรือจนก็เรื่องของเขา ไม่ใช่ว่าเราการเงินไม่ดี เขาฐานะดี เขาขับรถเบนซ์ เราก็สู้กู้หนี้ยืมสินไปซื้อรถเบนซ์มาให้ลูกของเรา ทำอย่างนี้ไม่ถูก มันเกินฐานะเรา" อดีตรัฐมนตรีผู้ร่ำรวยกว่าห้าร้อยล้านกล่าว

เคล็ดลับที่ ดร.สุวรรณ สอน ..... พ่อที่อยากให้ลูกรวยมีหลายประการ เช่นเรื่องโรงเรียนของลูก ไม่จำเป็นต้องส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ เพราะสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุทุกวันนี้การส่งลูกไปเรียนนอกต้องจ่าย ปีละล้านบาท แต่ให้ลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติจ่ายแค่ปีละ 3 แสนบาท แถมลูกยังมีเพื่อนมากและได้ ใกล้ชิดพ่อแม่

"เงินก้อนเพื่อส่งลูกเรียนนอก อาจสูงถึง 20 ล้านบาท ถ้าลูกจบปริญญาตรี แต่ถ้าลูกเรียนเมืองไทย เงินก้อนนี้ก็ไม่ต้องใช้ เมื่อลูกเรียนจบ เงิน 20 ล้านคือเงินเริ่มต้นธุรกิจของลูก โดยไม่ต้องไปกู้ยืมจาก ธนาคาร"

ส่วนเรื่อง ..... การงานของลูก ดร.เป้ง สอนให้ลูกหลีกเลี่ยงการเป็นมนุษย์เงินเดือน เพราะการทำงานกินเงินเดือนเสียภาษีมาก ควรส่งเสริมให้ลูกเป็นผู้ประกอบการจะรวยเร็วกว่า

"ลูกผมอายุ 23 ปี วันนี้เขาลงทุนกับบริษัทสิงคโปร์เพื่อส่งออกปลาสวยงาม ทำงานสัปดาห์ละ 7 วัน บางวันต้องทำงานดึกๆ ถึงตี 2 ตี 3 เพื่อส่งปลาไปสนามบินดอนเมืองในตอนเช้า วันนี้เขามีเงินเดือนหลายหมื่น ลูกผมเขาหวังว่าสักวันจะนำบริษัทปลาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเพื่อทำให้มูลค่า ของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ"

เรื่องต่อมาคือ ..... การลงทุนอย่างฉลาดในลงทุนซื้อบ้านเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ควรซื้อให้เกินกำลังที่คุณจะซื้อได้ เพราะเมื่อคุณทำงานไปเรื่อยๆ เงินเดือนคุณจะเพิ่มขึ้นไป เมื่อคุณซื้อเกินกำลัง นั่นแสดงว่าคุณซื้อบ้านได้ค่อนข้างดี เมื่อเงินเดือนคุณเพิ่มไปเรื่อยๆ อีกไม่กี่ปีก็เป็นการผ่อนจ่ายตามกำลัง พอผ่านไปอีกก็เป็นการผ่อนจ่ายอย่างสบาย เพราะว่าดอกเบี้ยต่ำมาก ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณซื้อบ้านราคา 10 ล้านบาท โอกาสที่บ้านจะขึ้นราคาเป็น 20 ล้าน หรือ 30 ล้านย่อมเป็นไปได้ แต่ถ้าคุณซื้อบ้าน 1 ล้านจะให้ราคาขึ้นเป็น 10 ล้านเป็นเรื่องยาก ฉะนั้นควรซื้อบ้านในราคาที่เกินกำลังเอาไว้

ข้อดี ..... ประการต่อมาคือ บ้านเป็นทรัพย์สินอย่างเดียวที่คุณใช้ฟรี และใช้ไปราคายิ่งดีขึ้น นอกจากนี้ ดอกเบี้ยที่จ่ายยังหักภาษีได้ปีละ 50,000 บาท ดีกว่าซื้อรถยนต์ราคาแพงหลายเท่า เพราะรถยนต์คุณไปผ่อนดอกเบี้ยหักไม่ได้ มีค่าเสื่อมราคา คุณซื้อรถเบนซ์ 2 ล้านอีกไม่กี่ปีก็ขายได้ 800,000 บาท

ถ้า ..... คุณซื้อบ้าน 3 ล้าน ต่อไปอาจจะขายได้ 5 ล้านก็ได้ แล้วเดี๋ยวนี้กฎหมายพิเศษ ยกเว้น บ้านมือสองขายไม่ต้องเสียภาษีอีก ถ้าคุณเอาเงินไปซื้อบ้านหลังใหม่ภายในปี ต่อมา"บ้านของผมในซอยสุขุมวิท 8 ซื้อมา 5 ล้าน ผมอยู่ฟรีมา 20 ปี ผมไม่ต้องไปเสียค่าเช่า ตอนนี้อย่างน้อยทั้งบ้าน ทั้งที่ดิน ราคาไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท" ยอดคุณพ่อวัย 57 ปี น้ำหนัก 66 กิโลกรัมกล่าว

บ้านหลังนี้ ..... อยู่ใจกลางเมือง ร่มครึ้มเพราะต้นไม้ มีกระรอกวิ่ง เดินออกไปก็ถึงสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ไม่ต้องใส่สูท ไม่ต้องเจอรถติด และไม่ต้องเปลืองค่าน้ำมัน สบายไปแปดอย่าง

จากเรื่องบ้าน ..... ก็มาสู่เรื่องการประกัน ข้อแนะนำของ ดร.เป้งก็คือ อย่าทำประกันชีวิตจนเกินสมควร หลายคนฟังคนขายประกันแล้วรู้สึกเกรงกลัวว่าชีวิตมีความเสี่ยงมาก จึงซื้อประกันเกินความจำเป็น แต่อย่าลืมว่า ถ้าคุณจ่ายเบี้ยประกันเป็นรายปี หากปีใดคุณไม่เจ็บป่วย เบี้ยประกันย่อมสูญเปล่า ดังนั้นจง ประกันแต่เพียงพอ

เช่นเดียวกับ ..... ประกันรถยนต์ ครอบครัวของ ดร.สุวรรณ ประกันรถยนต์ชั้น 3ทุกคัน

"ผมไม่เคยประกันชั้น 1 เลย ชั้นหนึ่งประกัน 30,000 บาท ชั้น 3 ประกัน 3,000 บาท อย่างบ้านของผมรถยนต์ 5-6 คันก็ประหยัดปีหนึ่งเป็นแสนๆ แล้ว" เพราะตามทฤษฎีประกันภัยแล้ว เขาบอกว่า ถ้ารถคันไหน ปีหนึ่งวิ่งไม่เกิน 30,000 กิโลเมตร ประกันชั้น 3 เพราะว่า ความเสี่ยงมันน้อย ถ้าคุณเป็นพนักงานขาย ขับรถเดือนละ 8,000 กิโลเมตร ให้ ประกันชั้นหนึ่งไปเลย

จากนั้น ..... ลูกที่อยากรวย ควรเรียนรู้ เรื่องการสร้างครอบครัว โดยมีข้อแนะนำคือ ลูกต้องยึดหลัก "ผัวเดียวเมียเดียว" หากครอบครัวใดมีภรรยาหลายคน มีลูกเกิดจากหลายแม่ เด็กๆ จะแก่งแย่งกัน และ ไม่รักปรองดองเหมือนกับมีแม่เดียว และจะแข่งกันใช้เงิน อันเป็นการผลาญทรัพย์สมบัติของครอบครัว

ส่วน ..... การบริหารเงินออมในครอบครัว สามีภรรยาจะต้องร่วมกันออมทรัพย์ หากคนใดคนหนึ่งเป็นคนใช้ จ่ายฟุ่มเฟือยแล้ว ฝ่ายที่หาเงินย่อมเหนื่อยใจ หรือเงินออมจะไม่โตเร็วเท่าที่ควร

"ผมโชคดีที่ได้ภรรยาเป็นผู้ทำงานหาเงินและรู้จักประหยัด 20 ปีที่แล้ว ตอนที่แต่งงานกันเรามีเงินรวมกัน แค่ 2 แสนบาท แต่เดี๋ยวนี้เรามีสมบัติมากกว่าที่หลายๆ ครอบครัวเขามีกัน" จากการเปิดบัญชีทรัพย์สิน ดร.สุวรรณและคู่สมรสที่ชื่อ คุณดวงใจ เมื่อวันที่พ้นตำแหน่งรัฐมนตรี (ตุลาคม 2545) พบว่า ดร.เป้ง มีทรัพย์สินมากกว่า 554.9 ล้านบาท ส่วนคุณดวงใจมีทรัพย์สินมากว่า 143.9 ล้านบาท

อย่างนี้ซิ ! ..... ถึงจะเรียกว่า พ่อร้อยล้านสอนนอกจากคำสอนของยอดคุณพ่อแล้ว ลูกๆ ของ ดร.เป้งและคุณดวงใจ ยังมีมรดกกองโตเฉียด 700 ล้านนอนรออยู่ในตู้เซฟ เรียบร้อยแล้ว

..................................................
นำเสนอโดย ..... AC 104 และ น้ำตาล

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    19/06/2003 06:31 PM

 


หนังสือเรื่อง ..... "สวนหลังบ้าน"
เขียนโดย ..... "นิรันศักดิ์ บุญจันทร์"

"สวนหลังบ้าน" ..... นวนิยายแห่งอนาคตที่น่าสะพรึงกลัวของมนุษย์

ถ้า ..... ได้ยินแค่ชื่อหนังสือ โดยยังไม่เห็นหน้าปก หรือเปิดอ่านข้างในแล้วล่ะก็ ต้องคิดไว้ก่อนว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ต้นไม้ใบหญ้าแน่ แต่ถ้าเห็นชื่อ คนเขียนแล้ว ใครที่ติดตามงานของ "นิรันศักดิ์ บุญจันทร์" มาตลอด คงพอเดาได้ว่า ผลงานล่าสุดของเขาเล่มนี้ ไม่เรียบง่ายเป็นใบไม้ไหว เหมือนชื่อเรื่องแน่

สวนหลังบ้าน ..... นวนิยายแห่งอนาคต และวัฒนธรรมใหม่ อันน่าสะพรึงกลัวของมนุษย์ ที่เกิดจากจินตนาการของ นักเขียนหนุ่มใหญ่ว่า การเกิดสงครามในประเทศต่างๆ แม้จะอยู่ห่างไกลจากประเทศไทยขนาดไหน แต่วันหนึ่งผลพวง ของมันก็สามารถส่งความเลวร้ายมาทำลายชีวิตเราได้เช่นกัน การสร้างหลุมหลบภัยไว้ที่สวนหลังบ้านจึงเป็นการ หาที่พึ่งพิงสำหรับคนในครอบครัวได้ทางหนึ่ง

แม้ ..... เรื่องราวในสวนหลังบ้านจะดูหนักอึ้งอยู่พอควร แต่สำหรับงานเปิดตัวหนังสือ กลับดูสบายๆ เพราะที่ เดอะ คลับ ถนนข้าวสาร ซึ่งใช้เป็นที่จัดงาน มีบรรยากาศของความเป็น สวนแทรกแซมอยู่บ้าง แขกที่มาในงานจึงทั้งนั่งดื่ม นั่งฟังการพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือ เพลินอารมณ์ไปตามๆ กัน

นิรันศักดิ์ ..... กล่าวถึงนวนิยายเล่มล่าสุดของเขาว่า ได้เขียนขึ้นจากตะกอนความคิดในเรื่องของสงคราม ซึ่งตกค้าง อยู่ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.2526

"ตอนนั้นผมเขียนในแง่เรื่องสั้นให้เห็นถึงพิษภัยของสงคราม เพราะ สถานการณ์มันมีแนวโน้มเยอะขึ้นๆ ต่อมามีข่าว เหตุการณ์โรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ เชรโนบิลของรัสเซียระเบิด ผมได้รับเอกสาร จากสถานทูตโซเวียต ที่ส่งมาให้อ่าน มันน่ากลัวมาก ขนาดเป็นโรงไฟฟ้านะ ถ้าเป็นอาวุธล่ะ มันจะรุนแรง มากกว่านี้ หลายเท่า เราก็หยิบประเด็นตรงนี้มาเขียน เพราะทุกวันนี้คุณตื่นเช้ามา ก็ต้องเสพข่าวสงครามอยู่แล้ว"

แม้ ..... ปัจจุบันอาวุธที่ใช้ในการทำสงครามจะมีอานุภาพร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่น อาวุธชีวภาพ แต่นักเขียนรุ่นใหญ่ มองว่าการใช้อาวุธชีวภาพ มักอยู่ในรูป ของการก่อการร้ายมากกว่า ในขณะที่เรื่องนิวเคลียร์ จะเป็นการตัดสินใจระดับ สงคราม เช่นเดียวกับที่ปัญหาที่เกิดใน ประเทศเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ซึ่งนิวเคลียร์จะกลายเป็นข้อต่อรองอะไรหลายๆ อย่าง เป็นอาวุธที่ทำ ใช้ทำสงคราม ได้กว้างกว่า อาวุธชีวภาพซึ่งใช้เฉพาะพื้นที่เท่านั้น ตอนนี้เกือบทั่วโลก มีการครอบครองนิวเคลียร์กันทั้งนั้น อย่าง อินเดีย ปากีสถาน ที่มีการทดลองยิงกันอยู่หลายครั้ง ถ้าประเทศใด ประเทศหนึ่งมีอยู่ในครอบครอง จะทำให้ประเทศข้างเคียงเกิดความขัดแย้งทันที

"ทุกวันนี้มนุษย์เราอยู่ท่ามกลาง ความหวาดระแวง ถ้าถามว่าเมืองไทยเราจะมีแนวโน้มต้อง มีหลุมหลบระเบิดไว้ที่บริเวณ บ้านของตนเองบ้างไหม ตามแนวคิดของผมคือ ไกลก็เหมือนใกล้ คุณไม่รู้ว่า ประเทศเพื่อนบ้านคิดกับเรายังไง หนังสือของผมเล่มนี้ จะว่าเป็นการเตือนก็ไม่ไช่ เป็นเรื่อง ของการบอกเล่าถึงพิษภัยสงครามมากกว่า ไม่ได้ชี้แนะแต่บอกถึงวิธีป้องกันว่าต้องทำยังไง" เจ้าของผลงานวรรณกรรมแนววิทยาศาสตร์ กล่าว

หนังสือเล่มนี้ ..... เวลาพูดถึงฉากน่ากลัว มักจะไปพูดเรื่องฉากสงครามนิวเคลียร์ แต่ในใจเรากลับคิดว่าฉากที่น่ากลัว ที่สุดในหนังสือเล่มนี้ที่ปรากฏหลายๆ ครั้งคือ ฉากที่ผู้คนชินชากับความรุนแรง และ ชินชากับสงคราม สิ่งนี้เป็นตัวก่อสงครามอย่างแท้จริง เมื่อเริ่มชินชาก็จะไม่กลัวแล้ว อย่างสงครามอเมริกา กับอิรัก ทีแรกคนก็กลัวกัน พอพูดถึงทุกวันๆ คนจะเริ่มรู้สึกแล้วว่า เมื่อไหร่จะเกิดซะทีนะ

ส่วน ..... การตั้งชื่อเรื่อง สวนหลังบ้าน นั้น แสดงให้เห็นถึงลักษณะของคนเขียนว่า กล้าที่จะเป็นพวกโรแมนติก นิดหน่อย ชื่อเรื่องกับเนื้อหาเหมือนจะไม่สัมพันธ์กัน แต่ในความจริงแล้ว มันมีความสัมพันธ์กันในแบบที่เรียกว่า แอนตี้ไคลแมกซ์ ซึ่งถือว่าเป็นเทคนิคการประพันธ์อย่างหนึ่ง

ถึงใกล้ก็เหมือนไกล สักวันหนึ่ง สวนหลังบ้านของเราอาจเป็นเช่นนี้ก็ได้

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    9/06/2003 06:37 PM

 


หนังสือ ..... ขุนศีก
เขียนโดย ..... ไม้ เมืองเดิม

ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา เป็นชื่อจริงของ ไม้ เมืองเดิม นักประพันธ์นิยายอมตะอิงประวัติศาสตร์หลายๆเรื่อง ได้แก่ แผลเก่า, บางระจัน, แสนแสบ, ชายสามโบสถ์, ทหารเอกพระบัณฑูร เป็นต้น.

ขุนศึก...ได้รับเลือกเป็นหนึ่งในหนังสือสี่เล่ม จากสมาคมภาษาและหนังสือฯ สำหรับ การจัดทำแสตมป์ที่ระลึกเนื่องในโอกาส 100 ปี นักเขียนรุ่นบุกเบิกของไทย คือ ม.จ.อากาศดำเกิง รพีพัฒน์ ม.ล.บุปผา นิมานเหมินท์ (ดอกไม้สด) กุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา) และ ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา (ไม้ เมืองเดิม) ทั้ง 4 ท่านมีกำเนิดในปี พ.ศ.2448 พร้อมกัน ซึ่งจะออกเผยแพร่ในปี พ.ศ.2548 อันเป็นปีครบรอบ 100 ปีชาตกาลของนักเขียนนวนิยายรุ่นบุกเบิกทั้ง 4 คน

ขุนศีก... เป็นนวนิยายไทยแท้ที่ยาวที่สุดเป็นผลงานชิ้นสุดท้าย ได้รับการนำมาสร้างเป็นภาพยนต์ (สมบัติ-มานพ-นัยนา) และ เป็นละครโทรทัศน์หลายต่อหลายครั้ง และมีบทเพลงยอดนิยม จนตัวละครเอกที่ชื่อ เสมา เป็นที่จดจำของทุกคน

ขุนศีก...แสดงถึงวิถีชีวิตผู้คนสมัยกรุงศรีอยุธยาทั้งยามสงบและยามรบ ความรักของเสมาและแม่หญิงเรไร ให้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ตลอดถึงแสดงให้เห็นอานุภาพแห่งความรัก ความอิจฉาริษยาที่มีอยู่ในตัวมนุษย์มาตั้งแต่อดีต

เรื่องย่อ...15 ปี หลังจากกรุงศรีอยุธยาได้เสียแก่พระเจ้าบุเรงนอง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ทรงกรีฑาทัพไทย พร้อมด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถ พระอนุชา เข้ายึดเมืองแกลงอันเป็นเมืองเชื่อมเขตแดนไทยกับพม่า ได้ทรงหลั่งอุทกธาราประเทศตัดไมตรีกับพม่า พม่ายกกำลังบุกไทย เสมาคุมทหารกองหนึ่งจากท่านขุนลิต ขุนลิตสู้จนตัวตาย เสมาทำงานต่อจากขุนลิตรวมกองอาสาเข้าด้วยกัน และนำเรื่องกราบเรียนพระราชธรรมนูญ พระราชธรรมนูญ รับเสมาไว้ร่วมรบ ทัพหน้าของพระราชธรรมนูญเข้าตีทัพพม่า พม่าถอยทัพกลับ บ้านเมืองจึงสงบลง เสมาได้เป็นขุนแสนศึกพ่าย ในการต่อสู้ด้วยหน้าที่เพื่อชาติ เสมายังต้องมีศึกรักที่ต้องต่อสู้เช่นเดียวกัน เพื่อจะให้ได้มาซึ่งแม่หญิงเรไรอันเป็นที่รัก

ความเห็นของผม ..... ไม้ เมืองเดิมมีโครงสร้างของการดำเนินเรื่องของหนังสือแทบทุกเล่มใกล้เคียงกัน กำเนิดของฝ่ายชายที่ต้อยต่ำกว่าฝ่ายหญิง และ การกีดกันระหว่างชนชั้นที่มีอิทธิพลมาจากยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ทำให้ผู้อ่านพอจะเดาความเป็นไปได้ สำหรับเรื่อง ขุนศีก มีหลายๆช่วงที่ อ่านแล้วจะหงุดหงิดกับความเรรวนของเรไร อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็เปลี่ยนกลับไปเป็นเช่นเดิมได้ นี่อาจเป็นส่วนที่ ไม้ เมืองเดิม ต้องการแสดงให้เห็นความเป็นจริงของตัวละครให้ใกล้เคียงกับมนุษย์ที่ไม่ต้องวิเศษดีเด่นเป็นคนดีตลอดเวลา อาจมีการเผลอไผลไปตามอารมณ์ได้บ้าง

ไม้ เมืองเดิม .... เสียชีวิตเมื่ออายุ 37 ปี ขณะที่ยังเขียนเรื่อง ขุนศีก ค้างอยู่ .... สุมทุม บุญเกื้อ (ครูกิ่ง พึ่งบุญ ณ อยุธยา) ผู้เป็นน้องชายแท้ๆ ของไม้ เมืองเดิม ได้ทำการเขียน "ขุนศึก" ต่อจนจบสมบูรณ์....

 
     
â´Â : พี่เก่ง     27/05/2003 11:04 AM

 


หนังสือ ..... ข้างหลังภาพ
เขียนโดย ..... ศรีบูรพา

ภาพนั้น ..... เขียนด้วยสีน้ำ มีชื่อว่า "ริมลำธาร" ปรากฏอยู่ที่มุมล่างด้านซ้าย ฝีมือเขียน อยู่ในระดับธรรมดาๆ แต่พอจะมองเห็น เค้าโครงร่างของคน 2 คน นั่งเคียงคู่กัน อยู่บนก้อนหินใต้ต้นไม้ริมลำธาร ที่บ่งบอกสถานที่ไว้ด้วยว่า "มิตาเกะ" ใครหลายคน อาจจะรู้จัก "มิตาเกะ" ว่า เป็นชื่อภูเขาลูกหนึ่ง อยู่ที่ชานกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น แต่มีเพียง 2 คนเท่านั้น ที่จะรู้ว่า ภาพ "ริมลำธาร" มี "ข้างหลัง"... "ข้างหลัง" อันเป็นอดีต เป็น "ข้างหลังภาพ" แห่งความรัก อันยิ่งใหญ่ บริสุทธิ์ งดงาม ในหัวใจของชายหญิงคู่หนึ่ง... นพพร กับ ม.ร.ว.หญิงกีรติ

เขา กับ เธอ ..... พบกันครั้งแรก ที่สถานีรถไฟโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อฤดูใบไม้ผลิ พ.ศ.2480 ในขณะที่เขาอายุ 22 ปี เป็นนักศึกษา มหาวิทยาลัยริคเคียว และเธออายุ 35 ปี มา "ฮันนิมูน" กับ “พระยาอธิการบดี” ผู้เป็นสามี ที่อยู่ในวัยเดียวกันกับพ่อ โดยที่เจ้าคุณอธิการบดี เป็นเพื่อนสนิทกับ บิดาของนพพร เจ้าคุณจึงขอร้อง ให้นพพรมาช่วยเป็นมัคคุเทศก์ นำเที่ยวญี่ปุ่น

เจ้าคุณ ..... อยากให้คุณหญิง ได้รับความสุข จากการมาเที่ยวญี่ปุ่น แต่ท่านก็แก่เกินกว่า จะไปไหนต่อไหนได้หลายแห่ง จึงขอร้องให้นพพรรับภาระ พาคุณหญิงกีรติเที่ยวตามลำพัง และนั่น... เป็นโอกาสให้นพพร เด็กหนุ่มที่ไม่เคยรู้จักความรักมาก่อน ได้อยู่ใกล้ชิดกับหญิง แม้จะสูงวัยกว่า แต่เธอก็สวย สง่า กิริยาวาจาแช่มช้อย สมกับที่เป็นผู้ดีแท้ ยิ่งใกล้ชิด ... ยิ่งนานวัน นพพรก็ยิ่งหลงรัก เทอดทูนกีรติ เป็นรักครั้งแรก รักทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่า เธอมีชายอื่นเป็นเจ้าของ

นพพร ..... ไม่เข้าใจว่า ทำไมกีรติ ซึ่งสวยมาก สง่างามมาก ฉลาดล้ำลึก ฐานะเดิมก็ดีอยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งไม่ได้ถูกใครบังคับ และไม่ได้รักเจ้าคุณด้วย จึงยอมแต่งงานกับชายชราวัยพ่อ

นพพร ..... เฝ้าถาม ครั้งแล้วครั้งเล่า กีรติเลี่ยงที่จะตอบ จนกระทั่ง ถึงวันที่เขาพาเธอไปเที่ยว มิตาเกะ กีรติผู้วางตัวสง่างาม อยู่เนืองนิจ กลับกลายเป็นสาวน้อย ผู้ร่าเริงอยู่ท่ามกลาง แมกไม้และสายน้ำ

"ผมมีความหมายกับคุณหญิงบ้างไหมครับ?"
นพพรถามกีรติ ..... เมื่อหยุดนั่งพัก ที่โคนต้นซีดาร์ริมลำธาร
"ฉันถือเธอเป็นเพื่อนตายของฉันนพพร แล้วฉันก็มีเธอเป็นเพื่อนตายเพียงคนเดียวด้วย"
"ถ้าอย่างนั้น คุณหญิงไม่ควรปล่อยให้ผมตกอยู่ในความทุกข์ทรมาน"
"เธอทุกข์ทรมานเรื่องอะไรมิทราบ?"
"เรื่อง ... อยากรู้ว่า ... มีเหตุผลอะไร คุณหญิงจึงแต่งงานกับท่านเจ้าคุณ?"
...ความหลังที่เป็นความลับของกีรติจึงถูกเปิดเผย

ม.ร.ว.กีรติ ..... เป็นลูกเจ้า "เจ้า" ในสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เป็นอยู่อย่างเป็นเจ้า เป็นนายจริงๆ เหมือนแยกโลกกันอยู่ กับสามัญชน กีรติถูกท่านพ่อเลี้ยงแบบ เลี้ยงนกน้อยแสนสวย ไว้ในกรงทอง เพราะท่านพ่อเลี้ยงเธอ อย่างหวงแหน โดยต้องการให้เป็น เจ้าหญิงสูงศักดิ์ จนไม่มีชายใด มีโอกาสเข้าถึง กีรติจึงไม่เคยมีชายใด รักและขอแต่งงาน ในขณะที่น้องสาวอีก 2 คนที่ไม่ได้สวยสง่าเท่าเธอ ได้แต่งงานกับคนรักไปทีละคน ในขณะที่กีรติเฝ้าคอย...

"นพพร ..... ความรักเป็นพรอันประเสริฐ เป็นยอดปรารถนาของชีวิต ฉันก็เหมือนกับคนทั้งหลาย ที่ใฝ่ฝันอยากมีความรัก อยากแต่งงาน อยากมีลูก และอยากพบเห็นโลกภายนอก แต่ฉันยิ่งอยาก ฉันก็ยิ่งเพิ่มความเหงาให้กับตัวเอง อีกทั้งไม่มีวี่แววเลยว่า สิ่งที่ฉันอยากมีนั้น จะเป็นจริงขึ้นมาได้ ฉันต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว กับความเหงา ความเปล่าเปลี่ยว อ้างว้าง จนกระทั่ง อายุสามสิบสี่ปี..."

เมื่อ ..... เจ้าคุณอธิการบดี พ่อม่ายเมียตาย ซึ่งเป็นคนดี มาสู่ขอกับท่านพ่อ กีรติจึงไม่เหลือทางเลือกอื่น

"โธ่ ไม่น่าเลย คุณหญิงยังสาว ยังสวยอยู่มาก แม้กระทั่งเดี๋ยวนี้ คุณหญิงควรปฎิเสธการแต่งงาน รออีกหน่อยคุณหญิง ก็จะพบความรักแน่ๆ"

นพพร ..... ระบายใจ อย่างเคืองขุ่น เขารักคุณหญิง ถ้าคุณหญิงยังไม่แต่งงาน เขาคือคนที่รักเธอ และจะแต่งงานกับเธอ

ความรัก ..... ความหลง ความหึง เป็นไฟอารมณ์ ที่ต่างแผดเผา หัวใจหนุ่มของนพพร ให้เขากอดและจูบกีรติ ด้วยความเข้าใจว่า กีรติคงรักเขา เช่นเดียวกับที่เขารักเธอ แต่...ต่อจูบของนพพร กีรติผลักเขาออกห่าง และเตือนสติ

"นพพร เธอไม่รู้ว่าเธอได้ทำอะไรลงไป"
.......................................................
"คุณหญิงรักผมไหม?"
นพพรถาม - ถามครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กีรติไม่เคยตอบตรงคำถามเลย
ส่วนนพพรยืนยัน...
"ผมจะรักคุณหญิงตราบชั่วฟ้าดินสลาย"

จนถึงวันจากกันที่ท่าเรือโกเบ

"คุณหญิงรักผมไหม?" ถามอีก
กีรติร่ำไห้ เมื่อกล่าวคำลาจาก "รีบไปเสียเถอะนพพร รีบไปเสีย อย่าให้ฉันขาดใจตายอยู่ตรงนี้เลย"

พ.ศ.2484 ….. เจ้าคุณอธิการบดี เป็นวัณโรค เสียชีวิตกีรติจึงกลับเป็นโสดอีกครั้งหนึ่ง
พ.ศ.2487 ..... นพพรเดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น กีรติมอบภาพเขียน "ริมลำธาร" ให้
และถามว่า ..... "จำได้ไหมว่าที่ไหน มีอะไรเกิดขึ้นที่นั่น?"
"ความรักของผมเกิดที่นั่น"
"ความรักของเรา นพพร"

ณ บัดนี้ ..... กีรติเปิดหัวใจของเธอให้นพพรรับทราบโดยแน่ชัดแล้ว โอกาสที่นพพรจะแต่งงานกับกีรติก็มีแล้ว

แต่ ..... "ความรัก" จะบันดาลให้ ม.ร.ว.กีรติวัย 42 ปี กับ นพพร วัย 29 ปี ได้แต่งงานกัน สมค่าแห่งความเป็น "พรอันประเสริฐ เป็นยอดปรารถนาของชีวิต" หรือ?

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    25/05/2003 09:44 AM

 


หนังสือ ..... ผู้ชนะสิบทิศ
เขียนโดย ..... ยาขอบ (โชติ แพร่พันธุ์)

หนังสือเล่มนี้ ..... เป็นบทประพันธ์นิยายอิงประวัติศาสตร์ชีวประวัติอันเลื่องชื่อของพระมหากษัตริย์ตองอู ผู้รวมประเทศพม่า และ ปราบไปทั่วทุกสารทิศ เขียนโดยนักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่...ยาขอบ...

ผู้ชนะสิบทิศ ..... ได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นหนึ่งในหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน โดยมีคำวิจารณ์ ดังนี้

"นิยายเรื่องนี้ ..... ดำเนินตามกลวิธีนิยายโบราณ ทุกประการ เนื้อเรื่องอิงพงศาวดารพม่าและไทย และอิงอย่างนิยายทั้งหลาย คือ ไม่ถือภูมิศาสตร์ หรือกาลเวลาอย่างกวดขัน ความเยี่ยมของผู้ชนะสิบทิศ อยู่ที่ลักษณะ อันประกอบกันขึ้นเป็นนิยาย ยาขอบ ใช้ชีวิตบรรยายตามเหตุการณ์ ผู้แต่งอยู่ในฐานะเป็นสัพพัญญู เกี่ยวกับตัวละครในเรื่อง คือ รู้และชี้แจงความคิด ความรู้สึก อารมณ์ ในขณะต่างๆ ของตัวละคร ตัวละคร ใช้สำนวนเดียวกันหมด แต่เช่นเดียวกับนิยายชั้นดี ของโบราณ ลักษณะนิสัย ของตัวละครแต่ละตัว เป็นบุคคลที่กำใจคนอ่านได้ ส่วนสำนวนภาษา เป็นสำนวนของยาขอบเอง เป็นสำนวนร้อยแก้ว ที่ละม้ายสำนวน ในหนังสือราชาธิราช และหนังสืออิงพงศาวดารจีน แต่ไม่เหมือนทีเดียว"

คุณค่าของผู้ชนะสิบทิศ ..... นอกจากความเริงรมย์ อรรถรสทางภาษา ที่ไม่เหมือนใคร มีความไพเราะงดงาม ยังเป็นค่าควรเมือง การสรรค์สร้างผลงานนี้ แม้จะมีเค้าของวรรณคดีดั้งเดิม แต่การพลิกปลายปากกา ในอีกเหลี่ยมหรือมุมใหม่ เป็นเยี่ยงและอย่าง ของการอนุรักษ์กับพัฒนา ที่ทำอย่างสมน้ำสมเนื้อ ไม่เพียงศึกษาเรื่องของไทย อย่างเชี่ยวชาญ การผ่านวรรณกรรมต่างชาติ เช่น ทะแกล้วทหารสามเกลอ (The Three Musketees) ของดูมาส์ (Dumas) เราได้เห็น เงาก่อวิญญาณใหม่ เป็นคู่บารมีจะเด็ด นั่นคือ จาเลงกะโบ เนงบา และสีอ่อง ความชำนาญการ แห่งการประพันธ์ ของยาขอบ มิใช่เพียงการอ่านมาก ฟังมาก แล้วจึงเขียนได้วิเศษ ความวิเศษ ของความสมจริง จากการประพันธ์ จินตนิยายนี้ คุณค่าสำคัญอย่างหนึ่ง มาจากประสบการณ์ตรง กลั่นมาจากชีวิต ที่เคยผ่านพบ คำฝากรัก วอนสวาท คำตัดพ้อ ใช่เรื่องประดิษฐ์ รจนาล้วนๆ ก็หาไม่ คำบางคำ สรรมาแล้ว จากชีวิตจริง หยิบเพชรร่วง ในจดหมายรักของตนเอง จากเคยมีไป-มา ระหว่างคนรัก ที่ต่างนาง ต่างกรรม และวาระ สิริรวม จดหมายรักของยาขอบ ประมาณ 700 ฉบับ หรือความสมจริง แห่งการบรรยายเรื่องม้าศึก ก็มาจากวัยเยาว์ ยาขอบ เคยควบอาชา ในฐานะจ็อกกี้"

ความเห็นของผม ..... เมื่อครั้งแรก ที่หยิบหนังสือชุดนี้มาอ่านตอนนั้นอยู่ม.1 หนังสือชุดนั้นมีทั้งหมด 8 เล่ม และมีปกหลังเป็นรูปจากละครโทรทัศน์เรื่องนี้ทางช่อง 4 บางขุนพรหม

เมื่อ ..... เริ่มอ่านผู้ชนะสิบทิศ ความไพเราะของร้อยแก้ว ในสำนวนของยาขอบ ค่อยๆซึมเข้าสู่ความคิด ท่านได้ถ่ายทอด อารมณ์ของแต่ละตัวละครลงสู่ตัวอักษรอย่างเด่นชัด จะเด็ด มังตรา จันทรา กุสุมา สอพินยา ฯลฯ เหล่านี้ ต่างแสดงคุณลักษณะเด่นของตนเองทั้งกริยา อารมณ์ และ ความคิด ภาพฉากการรบ การต่อสู้ ในสมัยโบราณภายใต้จินตนาการของยาขอบ ผุดเข้ามาในห้วงความคิด ความรัก ความแค้น การหักเหลี่ยม ชิงเมือง ที่น่าสนุกสนานตื่นเต้น

ความรัก ..... อันหลากหลายจากชายชื่อ จะเด็ด ถึงจะมีหลายหญิง แต่จะเด็ดนั้น...ยังคงรักมั่นและบูชาความรักต่อตะละแม่จันทราแห่งตองอูอย่างสูงสุด โดยยึดถือกลักน้อยที่ใส่เส้นพระเกศาของตะละแม่ไว้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเสมอมา ส่วนรักสองที่ จะเด็ด เอ็นดูอย่างยิ่งคือ ตะละแม่กุสุมาแห่งเมืองแปร และ ยังอีกหลายหญิงที่จะเด็ดสละได้เพื่อปกป้องบัลลังก์ตองอู

ผู้ชนะสิบทิศ ..... เป็น เรื่องอิงประวัติศาสตร์ของพม่าเรื่องเดียวที่ชาวไทยส่วนใหญ่ไม่รังเกียจที่จะได้อ่านหรือรับชมเป็นละครโทรทัศน์ อาจจะเป็นเพราะ พระเจ้าบุเรงนอง เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง แม้จะเป็นศัตรูของเราในอดีตมาก่อน

น่าเสียดาย ..... ที่...ยาขอบ...เสียชีวิตก่อนที่จะเขียน...ผู้ชนะสิบทิศ...ได้จบบริบูรณ์ เราจีงมิได้อ่าน การต่อสู้ในช่วงตอนปลายของชีวิต ที่เกี่ยวพันมาถึงแผ่นดินอยุธยา

ถ้า ..... ยาขอบ...มีโอกาสเขียนถึงการต่อสู้ระหว่าง อยุธยา กับ พม่า .... เราคงได้เห็นศิลปะการประพันธ์อันงดงามในการจัดเรียงร้อยสองวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน....

 
     
â´Â : พี่เก่ง     24/05/2003 09:33 PM

 

หนังสือ ..... เขาชื่อกานต์
เขียนโดย ..... สุวรรณี สุคนธา

หนังสือเล่มนี้ ..... ได้รับรางวัลสปอ. (สมัยที่ยังมีองค์การซีโต้ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในเขตเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ป้องกันการคุกคามจากคอมมิวนิสต์ ซึ่งตอนนี้องค์กรนี้โดนยุบไปนานมากแล้วก่อนจะมีสมาคมอาเซียนต่อมา)

เนื้อเรื่อง .... ของหมอกานต์ที่เกิดมาจากครอบครัวยากจนในชนบท ในวันที่แม่เขาเจ็บป่วยหนักต้องเดินทางด้วยเกวียนเพื่อเข้ามารักษาในตัวเมือง ทำให้เขาตั้งปณิธานที่จะเป็นหมอเพื่อช่วยเหลือผู้คน

หฤทัย ..... บุตรสาวของแม่ค้าขายอาหารในย่านมหาวิทยาลัยที่มาชอบพอกับโตมรลูกเศรษฐี แล้วเหตุการณ์พลิกผันก็เกิดขึ้นในระหว่างที่โตมรไปอยู่ต่างประเทศและหฤทัยเกิดมีปัญหาไส้ติ่งต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลที่หมอกานต์อยู่ ความรักก่อตัวขึ้นและหฤทัยตัดสินใจแต่งงานกับหมอกานต์และย้ายไปทำงานในชนบท

ใน ..... ชนบทที่ห่างไกลจากความเจริญ ผู้มีอิทธิพลคือนายอำเภอที่แสวงหาผลประโยชน์จากหน้าที่การงาน หมอกานต์ยังคงรักษาอุดมการณ์ที่จะช่วยเหลือผู้คนโดยไม่ได้สนใจในความร่ำรวย อุดมการณ์ของหมอกานต์นำไปสู่ความขัดแย้งกับนายอำเภอ ชีวิตที่ลำบากในชนบททำให้หฤทัยสงสัยว่าตัดสินใจผิดพลาดไหมที่แต่งงานกับหมอกานต์แทนที่จะเป็นโตมร วันหนึ่งหฤทัยเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านในกรุงเทพฯ เพื่อนรายหนึ่งแอบนัดให้โตมรมาเจอกับหฤทัย เกิดอุบัติเหตุขึ้นในระหว่างที่โตมรขับรถพาหฤทัยไปเที่ยว หฤทัยต้องเข้าโรงพยาบาล

โตมร ..... วางแผนเขี่ยหมอกานต์ออกจากชีวิตของหฤทัยโดยไปขอร้องให้ญาติที่มีอำนาจในกระทรวงทำเรื่องขอส่งหมอกานต์ไปเรียนต่อต่างประเทศ ถ้าหมอกานต์ไม่รับข้อเสนอนี้ก็ต้องลาออกจากราชการ

หมอกานต์ ..... เดินทางมากรุงเทพฯเพื่อเยี่ยมหฤทัยและมารับทราบข้อเสนอที่กระทรวงจะเสนอให้ไปเรียนต่อต่างประเทศ หมอกานต์อยู่ระหว่างตัดสินใจที่จะต้องเลือก มีคำสั่งเก็บหมอกานต์ขณะที่เดินทางกลับไปในชนบทแห่งนั้น

หนังสือเล่มนี้ ..... จบลงด้วยคำถามให้คิดว่า อุดมการณ์และความถูกต้องของสังคมควรจะอยู่ ณ.จุดไหน ความดีของคนที่เสียสละให้กับสังคมสุดท้ายต้องมาพ่ายแพ้ต่อความไม่ชอบธรรมที่เป็นฝ่ายมีอำนาจมากกว่าอย่างนั้นหรือ? ตัวอย่างของหมอกานต์ควรจะเป็นแบบอย่างให้คนอื่นๆพร้อมที่จะอุทิศให้แก่สังคมต่อไปหรือละทิ้งอุดมการณ์เพื่อความอยู่รอด ...

 
     
â´Â : ชีวประภา     19/05/2003 02:08 AM

 


หนังสือ ..... ชุด สถาบันสถาปนา (4 เล่ม)
เขียน ..... ไอแซค อาซิมอฟ
แปล ..... บรรยงค์ (2 เล่มแรก) และ กลุ่มออบิท

สถาบันสถาปนา เป็นมหากาพย์อวกาศคลาสิคที่ได้รับการแปล 14 ภาษาทั่วโลก และ มียอดขายไม่ต่ำกว่า 20 ล้านเล่ม
นิยายชุดนี้ แบ่งออกเป็น 4 เล่ม

จุดดับแห่งนิรันดร์ : The End of Eternity
เล่มแรก กล่าวถึง
เมื่อมนุษย์ย้ายออกจากโลกไปนานแสนนานแล้ว ไปสร้างจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ในจักรวาล ได้มี นักคณิตศาสตร์-ประวิติศาสตร์ ชื่อ ฮาริ เซลดอน ผู้ค้นพบวิธีการทำนายอนาคตโดยการใช้คณิตศาสตร์แบบใหม่
ด้วยวิธีนี้ เซลดอน พบว่า อนาคตของมนุษย์จะเข้าสู่ยุคมืดเป็นเวลานานแสนนาน
เขาจึงให้กำเนิด สถาบันสถาปนา เพื่อควบคุมและเปลี่ยนแปลง นำทางให้มนุษย์เข้าสู่ยุคมืดเป็นเวลาน้อยลง เรียกว่า แผนการเซลดอน

สถาบันสถาปนาและจักรวรรดิ : สถาบันสถาปนา เล่ม 2
เมื่อจักรวรรดิ์เริ่มเสื่อมโทรม อาณานิคมต่างๆเกิดการต่อสู้แยกตัวออกไป สุดท้าย ได้เกิด "คนครึ่งมนุษย์" นามว่า มโนมัย ผู้มีมโนมยิทธิ ได้ใช้พลังจิตเปลี่ยนใจผู้ที่ต่อต้าน ทำลายสถาบันสถาปนา และรวบรวมอาณาจักรดวงดาวต่างๆมา และตั้งตัวเป็นจักรพรรดิ โดยไร้ผู้ต่อต้าน

สถาบันสถาปนา แห่งที่สอง : สถาบันสถาปนา เล่ม 3
วิธีคำนวณอนาคต ของ เซลดอน ไม่เคยผิดพลาด เขาได้สร้าง สถาปันสถาปนาแห่งที่สอง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นจากตัวแปรอย่างมโนมัย ไว้แล้ว สถาปันสถาปนาแห่งแรก ใช้อาวุธ และ เทคโนโลยี ในการควบคุม แต่สถาปันสถาปนาแห่งที่สอง ใช้ พลังจิตในการต่อสู้ มโนมัยถูกลบล้าง แผนการ เซลดอน ดำเนินต่อไป

สถาบันสถาปนาและปฐมภพ : สถาบันสถาปนา เล่ม 4
เป็นเรื่องอนาคตต่อมาหลายร้อยปี หลังจากมโนมัยถูกโค่นล้ม เมื่อมนุษย์ต้องการค้นหาว่าตนเองมาจากไหน และ เริ่มดำเนินการย้อนรอยการสร้างอาณานิคม และ สิ่งที่เขาพบก็คือ ....

วิจารณ์หนังสือ
ผม...อ่าน 2 เล่มแรก เมื่อตอนเรียนม.ต้น เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ต้องยอมรับว่าเป็นนิยายคลาสสิคยุคอนาคต เทียบเท่า มหากาพย์ อีเลียท และ เอกโซดัส ตอนหลังจึงได้อ่านเล่ม 3 และ 4 แต่ที่ทราบยังมีตอนต่อจากนั้นอีก ปัจจุบัน พยายามรวบรวมฉบับบภาษาอังกฤษ และ จะเริ่มอ่านอีกครั้งเมื่อมีเวลา

เป็น...ที่ยอมรับกันในวงการนักอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ทั้งไทยและเทศว่า นิยายวิทยาศาสตร์ของ ไอแซค อาซิมอฟ เป็นสุดยอดนิยายวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่ เช่นเดียวกับ จูล เวิลส์ และ เอช จี เวลล์ ในอดีต

 
     
â´Â : พี่เก่ง     16/05/2003 10:54 AM

 

หนังสือ ..... One
โดย ..... Richard Bach

คนเขียน ..... คนเดียวกับที่เขียน โจนาทาน ลิฟวิงสตัน ซีกัล ดูเหมือนมีคนแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทยแล้วจะใช้ชื่อว่า "เป็นหนึ่ง"

หนังสือเล่มนี้ ..... เนื้อเรื่องเกี่ยวกับสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ขับเครื่องบินผ่านกาลเวลาย้อนไปในอดีต แล้วค้นพบตัวเอง ความรู้สึกของตัวเองที่ผ่านความขมขื่นในช่วงนั้น เขาให้กำลังใจกับตนเองในวัยหนุ่มสาวที่จะผ่านความยากลำบากช่วงนี้ไป

ผม ..... เคยไปอ่านเรื่องนี้บันทึกเทปไว้ในห้องสมุดดลอฟิลด์สำหรับคนตาบอด พี่คนที่อัดเสียงเราเขาตาบอด เขาฟังเรื่องนี้ในขณะที่อัดแล้วรู้สึกชอบ โดยเฉพาะประโยคที่สามีภรรยาคู่นี้คุยกันว่า "ถ้าฉันจะรัก ฉันขอรักอย่างมีเงื่อนไข"

เสียใจด้วย ..... ที่ไม่ได้เอาหนังสือเล่มนี้มาญี่ปุ่น ไม่มีตัวอย่างมาโชว์
ผม ..... ซื้อหนังสือเล่มนี้จากร้านดอกหญ้า ดูเหมือนร้านดอกหญ้าจะเป็นคนจัดพิมพ์

บางครั้ง ..... เจอข้อความในกระทู้น่าสนใจ อยากแสดงความคิดเห็น แต่ไม่อยากโชว์ชื่อจริงเท่าไหร่ เอาเป็นว่าถ้าอยากเขียนผมคงใช้ชื่อ "ชีวประภา" ที่แปลว่า ชีวิตที่สว่างไสว ชื่อ ..... ออกเสียงไปทางชื่อผู้หญิงไปหน่อย แต่ไม่เป็นไร เพราะชีวิตที่สว่างไสวไม่ได้มีแต่ผู้หญิงเท่านั้น ชีวิตของผู้ชายก็สว่างไสวได้เหมือนกัน ที่สำคัญ ผมไม่ใช่ ... เกย์ ... กระเทย ... ตุ๊ด ... หรือพวกแอบจิต ขื่อบางชื่อ ที่คนอื่นเขาใช้กันก็เป็นชื่อผู้หญิงก็มี ตัวอย่างเช่นแม่ช้อยนางรำ ตัวจริงก็เป็นผู้ชาย หวังว่าคนอ่านคงไม่เข้าใจผิดนะ หรืออาจจะใช้ชื่อ "ชาคโร" เป็นฉายาที่ได้รับมาสมัยบวช แปลว่า ตื่นแล้ว ... จากความเข้าใจผิด ... บรรลุธรรม ขึ้นอยู่กับว่าเนื้อหาที่จะเขียนไปในแนวไหน

ถ้า ..... เจอชื่อนี้ปรากฏในเว็บบอร์ด ก็รับทราบแล้วกัน

 
     
â´Â : ชีวประภา     15/05/2003 11:48 AM

 


ชื่อหนังสือ ..... “ร้อยป่า”
เขียนโดย ..... อรชร - พันธุ์ บางกอก

ร้อยป่า.... เป็นนิยายที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ดีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2504 โดยได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร "บางกอก" "ทานตะวัน" และ "บางกอกสแควร์" รวมทั้งหมด 6 ครั้ง ก่อนได้รับการพิมพ์รวมเล่มครั้งแรก เมื่อปี 2541

ร้อยป่า.... ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนต์ และ ละครทีวีหลายๆครั้ง และ ยังมีผู้เรียกร้องต้องการอ่าน และชม อยู่ตลอดเวลา

ร้อยป่า.... ได้สอดแทรกคติธรรม หลายอย่างที่น่าสนใจ ในการดำรงชีวิตในสมัยนั้น การใช้ชีวิตของนักศึกษาแม่โจ้ การต่อสู้ของข้าราชการดีๆในกรมป่าไม้ ในสมัยที่ป่าไม้ของไทยเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ ความรู้ทางด้านป่าไม้ และ บทหลังๆยังแสดงให้เห็นวัฒนธรรมในต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน และ อเมริกา ในยุคอดีต....

"ศรี ชัยพฤกษ์" นามปากกา "อรชร" อดีตผู้ร่วมก่อตั้งนิตยสาร 'บางกอก' ผู้สร้างตำนาน เสือ กลิ่นสัก แห่ง "ร้อยป่า" นักเขียนเจ้าของรางวัลนราธิป พ.ศ.2544 เสียชีวิตอย่างสงบเช้าวันที่ 8 ธันวาคม ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ 2545 สิริรวมอายุ 84 ปี

เนื้อเรื่อง…..เสือ กลิ่นสัก บุรุษที่หน้าตา ขี้ริ้ว แต่ยึดมั่นในคำสอนของหลวงตา ผู้นำเด็กกำพร้ามาจากหมู่บ้านในป่าหลังพ่อแม่เสียชีวิต มาเป็นเด็กวัดในกรุงเทพฯ ให้ทำแต่ความดี ยึดความดีไว้ให้มั่นมีความซื่อสัตย์ ขยัน กตัญญู แล้วชีวิตนั้นก็จะเจริญเอง แม้ว่ารากฐานของชีวิตจะต่ำต้อยสักเพียวใดก็ตาม

เสือ กลิ่นสัก.... เมื่อสิ้นหลวงตา ก็มีเพื่อนแท้ศิษย์วัด...ก้อน...ที่ยอมสละแรงงาน และ ความสุข เพื่อส่งให้ เสือ ได้เรียนเกษตร ที่ แม่โจ้ และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนได้ทำงานเป็น ข้าราชการกรมป่าไม้ ด้วยความซื่อสัตย์และ ต้องต่อสู้อิทธิพลต่างๆ หลายรูปแบบ ทั้งแพ้ และ ชนะตามชะตาชีวิตจะนำไป แต่ เสือ ยังยึดมั่นในคำสอนของหลวงตาเสมอมา

เสือ กลิ่นสัก.... พระเอกหน้าตาขี้ริ้ว เป็นลูกกำพร้า พนักงานป่าไม้ที่ซื่อสัตย์ ทั้งเก่ง ทั้งดี แต่ สามารถชนะใจสาวๆด้วยความดี เสือ ยึดมั่น และ บูชา ความรักของเขา แก่ ธนิษฐา.... ลูกสาวคุณหลวงคหบดี แม้ว่า ธนิษฐา ผู้โชคร้าย มีโรคประจำตัว และ ต้องตอบแทนครอบครัว โดยรับหมั้นกับ อนิรุทธิ์.... บุรษรูปงามแต่หลายหลากน้ำใจ ลูกชายพระยาฯ คหบดีใหญ่ .... วงจรชีวิต ให้ทั้งหมดพบกันตั้งแต่เด็กจนกระทั่ง เวียนมาเป็นคู่รักคู่แค้นกัน ทั้งในหน้าที่ปกป้องพิทักษ์ป่าไม้ และ คุ้มครองคนรัก เสือ.... เฝ้าปกป้อง ธนิษฐา.... คนที่ตนบูชา แม้รู้ว่า ตนนั้นต่ำต้อยเพียงธุลีดิน และ ยังต้องคอยถนอมน้ำใจ ลูกพี่ลูกน้องสาว ผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายธนิษฐา แต่ว่า เป็นตัวของตัวเอง มอบไมตรี และ คอยช่วยเหลือเขาอยู่เสมอ ....

เสือ กลิ่นสัก.... บุคลิกของ ป่าไม้ผู้เข้มแข็ง ไม่เคยทรยศต่อ หน้าที่การงาน และประเทศชาติ เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนหลายๆคน ในสมัยนั้น อยากจะเป็นพนักงานป่าไม้ และเป็นนักอนุรักษ์ป่า ที่ดี

เล่าให้ฟัง ..... หนังสือชุดนี้ พ่อ...หิ้วมาให้เมื่อมิถุนายน 2545 บอกให้ลองอ่านแล้วคิดเอง

พ่อ... เคยไปเป็นลูกแม่โจ้มาหนึ่งปี ประมาณ 2498 ก่อนที่จะกลับมาเข้าเรียนที่ อำนวยศิลป์ แทน

พ่อ... ตอนนี้พยายามคืนชีวิตให้ธรรมชาติ ด้วยการปลูกต้นสักจำนวนหนึ่ง ซึ่งผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงิน คงประมาณ 80-100 ปีข้างหน้า แต่ผลประโยชน์ปัจจุบัน คือ ทำให้พ่อมีความสุข ที่ได้เห็นต้นไม้เหล่านั้นได้เติบโตในธรรมชาติ สร้างความร่มรื่นให้แดนดินถิ่นนั้น และ ยังสร้างงานให้คนบางกลุ่ม

ถ้า ประเทศไทย มีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ เช่น ....เสือ กลิ่นสัก.... สักเสี้ยวหนึ่ง ป่าไม้ของประเทศคงไม่หายไปเหมือนดังเช่นทุกวันนี้.....

 
     
â´Â : พี่เก่ง     13/05/2003 05:15 PM

<< ย้อนกลับ [ 1 ] [หน้า 2]