| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- - เข้าระบบผู้ดูแ



 


บทความเรื่อง ..... วาทกรรมพระราชอำนาจหรือประชาธิปไตยแบบคิดสั้น
บทความนี้เป็นภาษาอังกฤษเขียนโดย ..... ธงชัย วินิจจะกูล
ฉบับภาษาไทยแปลโดย ..... ไอดา อรุณวงษ์
หมายเหตุ ..... บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา เผยแพร่บนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน


Same Old Royalism Hatches Again
เพื่อหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง

แต่ผู้เขียนปรับปรุงต้นฉบับเองพอสมควรตลอดทั้งบท แล้ว เขียนเพิ่มตอนท้ายประมาณหนึ่งหน้า

คำว่า royalist บางคนใช้ว่าพวกนิยมเจ้า บางคนใช้ว่าพวกกษัตริย์นิยม บทความนี้ใช้ทั้งสองคำในความหมายเดียวกัน


กระแสคลั่งไคล้หนังสือพระราชอำนาจ ของประมวล รุจนเสรี สร้างความมึนงงแก่ผู้เขียนเป็นอย่างยิ่ง หนังสือนี้เป็นความคิดเก่าๆเดิมๆที่ .. เวอร์ .. ไปด้วยสำนวนโวหาร ทว่าบังเอิญออกมาได้จังหวะพอดี คือในยามที่สาธารณชนกำลังรู้สึกเหลืออดเหลือทนกับอำนาจล้นฟ้าและความอหังการของนายกรัฐมนตรี

หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยวิธีคิดเลื่อนเปื้อนและการให้เหตุผลที่ลุ่มๆดอนๆอ่อนแอ ลองมาดูกันแค่ประเด็นเดียวซึ่งประมวลภูมิใจนักหนาในความคิดของตน จนมักจะยกมาแสดงในที่ต่างๆ นั่นคือ ข้อถกเถียงของเขาที่ว่า ในเมื่อพระมหากษัตริย์ต้องทรงลงพระปรมาภิไธยรับรองรัฐธรรมนูญก่อนจึงจะประกาศใช้ได้ แสดงว่าพระราชอำนาจของพระองค์ย่อมล้นพ้นกว่าที่ระบุไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ


นี่เป็นตรรกวิตถาร

การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นผู้ลงนามในกฎหมายทุกฉบับก่อนประกาศใช้ หมายความว่า เขาอยู่เหนือกฎหมายหรือ?

การที่เขามีอำนาจในการยับยั้งกฎหมาย เท่ากับว่าเขาอยู่เหนือกฎหมายหรือ?

ไม่ใช่เลย ประมวลเองเป็นคนลงนามคำสั่งและระเบียบต่างๆ มาหลายฉบับสมัยที่อยู่กระทรวงมหาดไทย หมายความว่าเขาอยู่เหนือกฎระเบียบพวกนั้นใช่ไหม? (อาจจะใช่ก็ได้)

การอาศัยกลอุบายในทางตรรกะ มาชี้นำสาธารณชนให้ไขว้เขวเช่นนี้ ย่อมเป็นการไร้ความรับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกลอุบายเหล่านั้นนำไปสู่ข้อเสนอว่ากษัตริย์อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ

หนังสือพระราชอำนาจ นั้น เป็นแค่การเผยแพร่ความคิดเดิมๆ ที่ดำรงอยู่ในหมู่พวกกษัตริย์นิยมหลัง ๒๔๗๕ ให้กว้างขวางต่อสาธารณชนในปัจจุบันเท่านั้นเอง พวกกษัตริย์นิยมพยายามอยู่หลายครั้งที่จะรื้อฟื้นอำนาจของพระมหากษัตริย์ การต่อสู้อย่างดุเดือดในข้อนี้นำไปสู่กบฏบวรเดชในปี ๒๔๗๖ ซึ่งเป็นสงครามกลางเมืองราคาแพง มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน และต่อมานำไปสู่การสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ ในปี ๒๔๗๘ หลังจากที่พระองค์ทรงพ่ายแพ้ในการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อจะเพิ่มพระราชอำนาจของกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ

พวกกษัตริย์นิยม ถูกกดปราบลงไปในสมัยแรกของจอมพลป.พิบูลสงคราม

(๒๔๘๑-๒๔๘๗) ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ปรีดี พนมยงค์ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นผู้ผลักดันให้ยกเลิกกฎหมายซึ่งห้ามเจ้านายมีส่วนร่วมทางการเมือง และคืนฐานันดรศักดิ์ให้กับพระราชวงศ์ทั้งหลาย ในที่นี้รวมถึงสมเด็จฯกรมขุนชัยนาทนเรนทร พระราชโอรสของรัชกาลที่ ๕ พระองค์สุดท้ายที่ยังดำรงพระชนม์ชีพอยู่ในขณะนั้น พระองค์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในเวลาต่อมา และเป็นผู้นำสำคัญพระองค์หนึ่งของฝ่ายนิยมเจ้านับจาก ๒๔๗๕ ตราบจนสิ้นพระชนม์

การประนีประนอมของปรีดี เป็นผลมาจากการเมืองภายในประเทศช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ เนื่องจากฝ่ายกษ้ตริย์นิยมหลายคนเป็นแกนนำของขบวนการเสรีไทย เพื่อต่อต้านจอมพล ป. สิ่งที่ปรีดีไม่ได้คาดไว้ก็คือ พวกกษัตริย์นิยมวางแผนแก้แค้นปรีดีเกือบจะในทันที ควบคู่ไปกับการเริ่มกอบกู้พระราชอำนาจแก่พระมหากษัตริย์ พวกเขาไม่ได้ต้องการระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบก่อน ๒๔๗๕ แต่ต้องการขยายพระราชอำนาจให้มากที่สุดภายใต้รัฐธรรมนูญ ในแนวที่รัชกาลที่ ๗ ได้ทรงพยายามต่อสู้แต่ไม่บรรลุผล

การใส่ร้ายป้ายสี ว่าปรีดีเกี่ยวข้องกับกรณีลอบปลงพระชนม์พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ ในเดือนมิถุนายน ๒๔๘๙ ก็เป็นผลงานสกปรกของคนกลุ่มนี้ ปรีดีต้องประสบความยากลำบากอย่างแสนสาหัสตั้งแต่ปี ๒๔๘๙ จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตก็ด้วยฝีมือของพวกนิยมเจ้าเหล่านี้

รัฐประหารปี ๒๔๙๐ เป็นการปิดฉากปรีดี (ท่านพยายามกลับสู่อำนาจในไม่กี่ปีต่อมาแต่ล้มเหลว) จึงถือกันว่ารัฐประหารปี ๒๔๙๐ เป็นการปิดฉากคณะราษฎรด้วย นักประวัติศาสตร์มักจะให้ความสนใจกับบทบาทของผู้นำรุ่นใหม่ในกองทัพบกอย่างผิน ชุณหะวัณและเผ่า ศรียานนท์ ข้อเท็จจริงก็คือว่า พวกกษัตริย์นิยมมีบทบาทมากมายเต็มไปหมดในการรัฐประหารครั้งนี้ตั้งแต่พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงบางองค์ ลงมาจนถึงพี่น้องสกุลปราโมชที่ต่อต้านปรีดีอย่างเอาการเอางาน

พวกกษัตริย์นิยม มีบทบาทสูงในการเมืองไทยต่อมาอีก ๔ ปี บุคคลหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในช่วงนั้น คือ สมเด็จฯ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร หรือพระองค์เจ้าธานีนิวัต พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในอภิรัฐมนตรีสภา ซึ่งขัดขวางความพยายามของรัชกาลที่ ๗ ในการที่จะ .. ปฏิรูป .. การเมืองไทย พระองค์ทรงเป็นปราชญ์ที่ปราดเปรื่อง ในระยะที่ฝ่ายกษัตริย์นิยมถอยร่นในช่วงสมัยแรกของจอมพล ป. พระองค์ท่านเก็บตัวทำงานวิชาการอยู่เงียบๆ บทบาทสำคัญต่อมาคือ ทรงเป็นพระอาจารย์ที่ถวายการอบรมตระเตรียมยุวกษัตริย์ทั้งสองพระองค์เพื่อขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์เจ้าธานีฯ ทรงรับหน้าที่นี้หลายปีต่อมากระทั่งพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันทรงมีวุฒิภาวะ พระองค์เจ้าธานีฯ ยังเป็นประธานองคมนตรีหลังจากที่สมเด็จฯ กรมขุนชัยนาทฯ สิ้นพระชนม์ในปี ๒๔๙๔

ในเดือนมีนาคม ๒๔๘๙ พระองค์เจ้าธานีฯ แสดงปาฐกถาถวายแด่พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล สมเด็จพระราชชนนี และพระอนุชาของพระองค์ (พระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน) ต่อเนื่องมาจากปาฐกถา พระองค์เจ้าธานีฯได้ทรงนิพนธ์บทความวิชาการเป็นภาษาอังกฤษ ในหัวข้อ .. The Old Siamese Conception of the Monarchy .. พระนิพนธ์นี้เป็นงานสั้นๆ กระชับ ทว่ามีความสำคัญอย่างสูง เพราะงานชิ้นนี้ประมวลรวบยอดแนวความคิดหลักๆของลัทธิกษัตริย์นิยมขึ้นเป็นทฤษฎีว่าด้วยสถาบันกษัตริย์ของไทย และกลายเป็นฐานทางภูมิปัญญาของ .. วาทกรรมพระราชอำนาจ .. ซึ่งมุ่งขยายพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญหลัง ๒๔๗๕ ทฤษฎีและวาทกรรมชุดนี้เป็นกรอบเค้าโครงสำหรับพัฒนาการของสถาบันกษัตริย์ไทยตลอดระยะ ๖๐ ปีที่ผ่านมา จนทุกวันนี้มีสถานะสูงส่งอย่างไม่เคยมีมาก่อน

นักประวัติศาสตร์มักเห็นว่า การฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์เริ่มในยุคสฤษดิ์ แต่เราจะพบว่าทั้งความคิดทางการเมืองของระบอบสฤษดิ์ และพระราชกรณียกิจของพระเจ้าอยู่หัวในระยะ ๒๐ ปีแรก รวมทั้งความคิดของคึกฤทธิ์ ปราโมชเรื่องสถาบันกษัตริย์ ต่างเป็นผลิตผลของวาทกรรมตามทฤษฎีที่พระองค์เจ้าธานีฯทรงเสนอไว้ตั้งแต่ระยะใกล้กับที่คณะราษฎรปิดฉากลง

ประเด็นหลักแทบทั้งหมดในหนังสือพระราชอำนาจ เป็นแค่การถ่ายทอดความคิดเดิมๆ ของนักคิดฝ่ายกษัตริย์นิยมเมื่อหลายสิบปีก่อน (ผ่านการอธิบายขยายความโดยวิทยานิพนธ์ของธงทอง จันทรางศุในปี ๒๕๒๙) ทั้งสิ้น ประมวลเพียงแค่เพิ่มเติมข้อถกเถียงที่ไม่ค่อยเข้าท่าของตน นำเสนอด้วยสำนวนโวหารและกรณีที่ทันยุคสมัย และผลิตออกมาในจังหวะทางการเมืองที่เหมาะเจาะ ไม่มีอะไรมากกว่านั้นเลยจริงๆ

คุณูปการของหนังสือนี้ ที่มีต่อทฤษฎีแบบกษัตริย์นิยม และ .. วาทกรรมพระราชอำนาจ .. ก็คือ ทำให้งานวิชาการเข้าใจยาก กลายเป็นที่นิยมบริโภคง่ายในหมู่ผู้คนที่ขาดความรู้ความเข้าใจและขาดมุมมองทางประวัติศาสตร์ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนังสือนี้เป็นที่ฮือฮาก็เพราะมันสอดรับกับการเคลื่อนไหวเชิดชูเจ้าเสียยิ่งกว่าเจ้าเอง ของผู้เกลียดชังรัฐบาลปัจจุบัน คนกลุ่มหลังนี้กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของพวกกษัตริย์นิยมที่จะทำให้พระราชอำนาจในทางพฤตินัย กลายเป็นพระราชอำนาจอันชอบธรรมตามธรรมชาติของพระมหากษัตริย์ในทางนิตินัย

.......... ถ้าหากว่า พสกนิกรผู้ห่วงใยบ้านเมืองในรุ่นปัจจุบัน รวมถึงนักหนังสือพิมพ์ใหญ่โตหลายท่าน จะรู้สึกดื่มด่ำเห็นคล้อยตามความคิดใน หนังสือพระราชอำนาจ ย่อมสะท้อนความผิวเผินและขาดวิจารณญาณของคนเหล่านั้น และสะท้อนว่าความรู้ทางประวัติศาสตร์ของพวกเขานั้น แย่เอามากๆ สำหรับผู้สมาทานลัทธิกษัตริย์นิยมนั้น พวกเขาตอบสนองต่อหนังสือเล่มนี้อย่างไร ย่อมเป็นเรื่องคาดเดาได้ไม่ยาก เราจะคาดหวังให้พวกเขาตอบรับในแบบอื่นได้อย่างไร ยกเว้นนิ่งเงียบไม่พูดอะไรทั้งสิ้น ..........

ก่อนที่จะเห่อหนังสือเล่มนี้ เราจึงควรจะศึกษาให้ตระหนักว่า ปรีดี พนมยงค์ ตกระกำลำบากเพียงใดด้วยน้ำมือของพวกนิยมเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างปี ๒๔๘๙-๒๔๙๒ เรื่องตลกเศร้าที่สุดก็คือผู้สนับสนุนการขยายพระราชอำนาจบางคนเล่าเรื่องของปรีดีว่า ท่านร่วมมือกับพวกเจ้าในการกอบกู้พระราชอำนาจด้วย

หากจะให้ความเห็นอย่างเบาที่สุดต่อเรื่องพรรค์นั้น คงต้องขอบอกว่า .. เหลวไหลทั้งเพ ..

ผู้เขียนไม่ใช่ผู้สนับสนุนทักษิณ ทั้งได้เขียนและพูดวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลนี้ในหลายๆแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดพลาดล้มเหลวแต่ยังอวดดีกับนโยบายผิดๆ วิธีการผิดๆ ในการแก้วิกฤติในภาคใต้ แต่ผู้เขียนเห็นว่าความพยายามต่อสู้กับรัฐบาลบ้าอำนาจด้วยวาทกรรมพระราชอำนาจ ยอมตนเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของพวกกษัตริย์นิยม เป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง และควรต้องมีการทัดทาน

ทำไม?
เพราะเราไม่น่าสิ้นคิดและจนตรอกถึงขนาดโยนความสำเร็จเมื่อ ๗๓ ปีก่อนลงถังขยะประวัติศาสตร์


การต่อสู้ด้วยวิถีทางพรรค์นี้ผิดหลักการโดยพื้นฐาน

ประการแรก ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หมายถึง ระบอบประชาธิปไตย ที่มีประมุขดำรงสถานะตำแหน่งเป็นพระมหากษัตริย์ มิได้หมายถึงระบอบสุ่มสี่สุ่มห้าอะไรก็ได้ ขอให้มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระราชอำนาจมากๆ เป็นใช้ได้

ทัศนะอย่างหลังมักอิงกับจินตนาการว่า พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในอดีตและอนาคตย่อมวิเศษเหมือนพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันตลอดชั่วกาลปาวสาน การอภิปรายที่ธรรมศาสตร์เมื่อ ๖ กันยายน ที่ผ่านมา ยืนยันความเพ้อฝันข้อนี้อย่างเห็นได้ชัด ประวัติศาสตร์ในทัศนะลัทธิกษัตริย์นิยมก็อิงกับความเพ้อฝันแบบเดียวกัน

วาทกรรมพระราชอำนาจ ชอบอ้างอิงอดีต แต่กลับขาดสำนึกอดีตและวิสัยทัศน์ทางประวัติศาสตร์โดยสิ้นเชิง พวกเขากำลังวางระเบิดเวลาลูกใหญ่แก่ประเทศไทยในอนาคต เพื่อแลกกับผลทางการเมืองระยะสั้นๆในปัจจุบันหรือว่าผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องพระราชอำนาจไม่เคยคิดถึงอนาคตเลย?

ประการที่สอง การใช้อาวุธตอบโต้อาวุธ ไม่ก่อให้เกิดสันติ ฉันใด การต่อสู้กับรัฐบาลอำนาจนิยม ด้วยอำนาจพิเศษ เป็นวิถีทางที่ไม่ช่วยให้ประชาชนหรือสังคมเข้มแข็งขึ้นมา ไม่ก่อผลดีใดๆเลยต่อประชาธิปไตย ฉันนั้น

ทำไมเราจึงมักง่าย
จะต่อสู้กับรัฐบาลซึ่งทำลายประชาธิปไตย ด้วยการละทิ้งวิถีทางประชาธิปไตย ?

ทำไมเราคิดจะต่อสู้กับสื่งที่ผิด ด้วยวิถีทางที่ไม่ถูกต้อง?
ผิด+ไม่ถูก จะกลายเป็น ถูก ได้อย่างไรกัน?

ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า รัฐบาลปัจจุบันทำร้ายระบอบประชาธิปไตย ด้วยการจูงจมูกประชาชน ไม่ส่งเสริม ไม่ไว้ใจ ไม่ให้โอกาส แต่กลับทำลายการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่หากเราต่อสู้จนชนะด้วยวิถีทางที่ไม่เห็นหัวประชาชนพอๆกัน เราจะชนะไปทำไม ในเมื่อเราช่วยกันย่ำยีหลักการและวิถีทางประชาธิปไตย จนไม่เหลืออะไรที่น่าเคารพอีกต่อไป

ยอมเจ็บตัวระทมทุกข์กับปัจจุบัน
แล้วต่อสู้อย่างยึดมั่นในหลักการกันต่อไปดีกว่า
อย่างน้อย เราจึงจะสามารถยืดอกเชิดหน้าได้อย่าสง่างาม
หาไม่แล้ว จะเหลือเกียรติภูมิอะไรในตัวเราเอง อันควรค่าแก่การเคารพอีก


-------------------------------------------------------------

>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    14/10/2005 11:37 AM

 


หนังสือเรื่อง ..... ตำนานหนองงูเห่า และ การเมืองเรื่อง CTX
เขียนโดย ..... สมัคร สุนทรเวช และ ดุสิต ศิริวรรณ
อ้างอิงจาก .....
เว็บไซต์ Siamrath.co.th


สมัคร สุนทรเวช และ ดุสิต ศิริวรรณ เคยร่วมเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดเดียวกันเมื่อปี พ.ศ.2519 และก่อนหน้านั้น ดุสิต ศิริวรรณ ได้เคยเชื้อเชิญให้ สมัคร สุนทรเวช มาสนทนาแสดงความคิดเห็นในรายการทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 9 บางลำภูอยู่บ่อยครั้ง ท่านทั้งสองจึงมีความคุ้นเคยสนิทสนมกัน ทั้งในหน้าที่การงานทางราชการการเมือง และในทางการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสารมวลชนประเภทวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์มาช้านาน

สมัคร สุนทรเวช และ ดุสิต ศิริวรรณ ได้พบปะพูดคุยกันบ้างเมื่อตอนที่ สมัคร สุนทรเวช ทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วบางช่วง ดุสิต ศิริวรรณ ก็ได้เข้าไปทำหน้าที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่หลายปี

สมัคร สุนทรเวช เขียนหนังสือเอาไว้หลายเล่ม ในขณะที่ ดุสิต ศิริวรรณ ก็เขียนหนังสือพิมพ์เป็นเล่มอยู่บ้าง ตามวาระและโอกาสที่จะเอื้ออำนวยให้ เช่น หนังสือฉีกหน้ากาก ปรส. วางจำหน่ายจนขาดตลาดไปแล้ว หรือหนังสือที่ชื่อว่า ขุดรากเหง้าไอทีวี แฉผลประโยชน์เพื่อใคร? .. ก็ขายกันจนหมดแผงไปแล้ว

ระหว่างที่ สมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เผอิญช่วงเวลานั้น ดุสิต ศิริวรรณ ได้มีโอกาสไปจัดรายการทาง UBC ช่อง 7 ซึ่งเป็นรายการวิพากษ์วิจารณ์ข่าวสารบ้านเมือง ในช่วงเวลาออกอากาศตอนเช้ามืดคือ ตั้งแต่เวลา 06.00-08.00 น. รวมทั้งรายการหนี้แผ่นดิน ที่ออกอากาศเป็นรายการสดทางช่องเดียวกัน ในช่วงเวลา 19.00-20.00 น. ดุสิต ศิริวรรณ ก็ได้เชิญ สมัคร สุนทรเวช เป็นวิทยากรรับเชิญขาประจำมาร่วมรายการออกจะถี่มากกว่าคนอื่นๆ และยังได้เคยปรารภเป็นเชิงว่า เมื่อ สมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จนครบวาระแล้ว เราทั้งสองคนตั้งใจกันเอาไว้ว่า จะถือโอกาสนั้นร่วมกันออกรายการทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ในช่องปกติธรรมดา รวมทั้งจะร่วมกันทำรายการทางสถานีวิทยุกระจายเสียง วิพากษ์วิจารณ์ข่าวสารบ้านเมืองกันอย่างตรงไปตรงมาแบบไม่ต้องเกรงใจใคร

โดยมีเจตนารมณ์ และวัตถุประสงค์ที่ตรงกันอย่างชัดเจนว่า จะมุ่งมั่นนำความจริงและข้อเท็จจริงทั้งหลายทั้งปวงที่อาจถูกบิดเบือน เบี่ยงเบนประเด็นไปตามการสร้างกระแส ออกมาตีแผ่ให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบข้อมูลกันอย่างทันควัน ซึ่งในที่สุดเราทั้งสองคนก็ได้รับเชิญไปออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ชื่อรายการว่า เช้าวันนี้...ที่เมืองไทย และ รายการ สมัคร-ดุสิต คิดตามวัน ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2547

ส่วนหนึ่งของสาระและประเด็น ในการออกอากาศวิพากษ์วิจารณ์ คือ ประเด็นการสร้างสนามบินหนองงูเห่า ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจจับวัตถุระเบิด จนกลายเป็นเรื่องการเมืองบานปลายเข้าไปอภิปรายกันในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

สมัคร สุนทรเวช และ ดุสิต ศิริวรรณ ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ได้มีขบวนการทั้งในสภาและนอกสภาบางกลุ่มบางพวก ที่อาจรับจ็อบ จากพวกต่างชาติบางประเทศ ซึ่งไม่ต้องการให้ประเทศไทยเปิดใช้สนามบินนานาชาติแห่งใหม่ บิดเบือน และ เบี่ยงเบนข้อเท็จจริงอย่างไร้สติ และไร้ความคิด ซึ่งควรจะต้องรักษาผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองของเรา มากว่าผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ของพวกต่างชาติ

ท่านทั้งสองจึงได้ตัดสินใจ ร่วมกันเขียนหนังสือเล่มแรกที่ชื่อว่า .. ตำนานหนองงูเห่า และการเมืองเรื่อง CTX .. เริ่มเปิดตัวหนังสืออย่างเป็นทางการในวันที่ 28 กันยายนนี้ ก่อนเที่ยวบินปฐมฤกษ์ที่จะบินลงที่สนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 29 กันยายน 2548 เพียง 1 วัน

ขอเชิญท่านผู้อ่านที่สนใจเรื่องราวอันสลับซับซ้อนของการก่อสร้างสนามบิน นานาชาติที่ใช้เวลาการก่อสร้างยาวนานที่สุดในโลกแห่งนี้ ไปหาซื้ออ่านกันได้ตามอัธยาศัย ...




-------------------------------------------------------------
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ SuvarnabhumiAirport.Com นะคะ

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    29/09/2005 09:24 PM

 


หนังสือเรื่อง ..... ทางนฤพาน
เขียนโดย ..... ดังตฤณ
บทสัมภาษณ์จาก ..... เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 677 วันที่ 23 - 29 พ.ค. 2548


ทางนฤพาน เป็นบทประพันธ์ของคุณ .. ดังตฤณ .. เนื้อหาทางธรรมล้วนกลั่นกรองละเอียด รอบคอบและประณีตจากผู้รู้ทางธรรมมาแล้ว นวนิยายอิงธรรมะเล่มนี้ ยาวประมาณ ๗๐๐ กว่าหน้า ท่านสามารถหาอ่านได้ฟรีๆ ทั้งแบบออนไลน์ในรูปหนังสืออิเล็คโทรนิคส์ หรือจะดาวน์โหลดเป็นไฟล์ text หรือไฟล์ html มาอ่านเองก็ได้

ทางนฤพาน มีคุณค่าทั้งในเนื้องานและเนื้อหา ตอนนี้ก็ใกล้จะปีใหม่อีกแล้ว หนังสือเล่มนี้เหมาะอย่างยิ่งกับการซื้อไว้เป็นของขวัญให้กับตัวเองได้อ่าน แล้วก็เหมาะสำหรับมอบเป็นของขวัญอันมีค่า ให้กับผู้ที่เรารักให้เริ่มสนใจธรรมะ อย่างไม่เป็นวิชาการจนเกินไป ทั้งยังเหมาะกับผู้ที่สนใจค้นหาคำตอบเกี่ยวกับชีวิต ความทุกข์ ความสุข นรก สวรรค์ และ พระนิพพาน ฯลฯ

ชีวิตนี้ไม่มีฟลุ้ค ..
สมมติธรรมของ .. ดังตฤณ ..


ปรากฏการณ์เรื่อง .. เสียดาย..คนตายไม่ได้อ่าน .. ซึ่งตีพิมพ์เป็นครั้งที่ 16 ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน ประกอบกับหนังสือของ .. ดังตฤณ .. อีก 7 เล่ม ที่พิมพ์แล้วพิมพ์อีก นับแต่ .. ทางนฤพาน .. ปรากฏโฉมบนเวบบอร์ดใน .. ลานธรรมเสวนา .. จนทำให้มีผู้อ่านมากมายในเครือข่ายที่ซาบซึ้งกับเนื้อหา ออกมาช่วยกันบริจาคเงินสมทบทุนพิมพ์ .. ทางนฤพาน .. แจก

เนชั่นสุดสัปดาห์ ได้นัดคุยกับ .. ศรันย์ ไมตรีเวช .. เจ้าของนามปากกา .. ดังตฤณ .. ซึ่งหมายถึงต้นหญ้าต้นเล็กๆ ผู้ยอมเปิดเผยตัวเป็นครั้งแรกในขณะที่ .. ทางนฤพาน .. กำลังเนื้อหอมในเวบไซต์ฯ เพียงไม่นานนัก เขาก็บรรเลงเรื่อง .. มหาสติปัฏฐานสูตร .. จากพระไตรปิฎกมาเป็นภาษาของคนธรรมดาๆ ลงในเวบไซต์ลานธรรมเสวนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้กระแสความสนใจปฏิบัติธรรมของกลุ่มผู้อ่าน .. ทางนฤพาน .. ขาดช่วง อีกทั้งให้แฟนๆ ในเวบไซต์ช่วยกันอ่านและวิพากษ์วิจารณ์อย่างละเอียด

ในที่สุด .. มหาสติปัฏฐานสูตร .. ก็คลอดออกมาเป็นหนังสือ โดยเริ่มต้นพิมพ์แจกก่อนเช่นกันในช่วงที่ .. ทางนฤพาน .. เริ่มพิมพ์ขายในการพิมพ์ครั้งต่อมากับสำนักพิมพ์ธรรมดา หลังจากนั้น หนังสือของเขาอีก 6 เล่ม ก็เรียงร้อยทยอยกันออกมาอย่างไม่ขาดสาย

ณ วันนี้ หนังสือธรรมะของ .. ดังตฤณ ..
สามารถยึดพื้นที่ครองอันดับหนึ่งในร้านหนังสือทั่วๆ ไป
และ ตามรายการ ที.วี.ต่างๆ ที่มีการแนะนำหนังสือขายดีและน่าอ่าน
ไม่เว้นแม้แต่รายการใน Pay T.V. อย่าง UBC ก็มีการแนะนำได้อย่างยาวนาน เช่นกัน ..!!

เนชั่นสุดสัปดาห์ ได้นัดพบกับศรันย์ พร้อมกับ คุณพ่อวิโรจน์ ไมตรีเวช ผู้กรุยทางธรรมให้กับลูกชายตั้งแต่วัยเยาว์ มาสนทนาธรรมกับเบื้องหลังหนังสือทุกเล่มที่มีรากฐานมาจากการค้นพบหัวใจในพระไตรปิฎก ที่ผ่านการปฏิบัติจนสามารถนำทางให้ผู้คนพ้นทุกข์มากว่าสองพันกว่าปี มานำเสนอในภาษา Digital ที่เข้าไปอยู่ในหัวใจของผู้อ่านไม่น้อยกว่าหมื่นคนในแต่ละวัน

ต้นหญ้าต้นเล็กๆ เมื่อวันก่อน .....
วันนี้เขาบอกว่า ต้นหญ้าก็ยาวขึ้นบ้างเป็นธรรมดา
ส่วนจะเป็นหญ้าอย่างไร ก็อยู่ที่ผู้อ่านจะพิจารณา

ต้นกำเนิดเว็บไซต์ .. ลานธรรมเสวนา ..
ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นงานเขียนทุกเล่มของคุณศรันย์ เขาตั้งใจให้เป็นที่เข้าใจกันว่า

1. พุทธพจน์มีมาอย่างไร .. พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างไร .. เพื่อเป็นหลักอ้างอิง
2. คนที่อยู่ร่วมยุคร่วมสมัยมีความเข้าใจในพุทธพจน์อย่างไร ?

จะได้มาแลกเปลี่ยนกันในเวบไซต์ ก็จะเป็นไปอย่างนี้ทุกบอร์ดที่มีพูดถึงธรรมะ พูดคุยกันเกี่ยวกับธรรมะ ลานธรรมก็มีจุดยืนคือมีการปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นแก่นพุทธศาสนามาเป็นหลัก แล้วส่วนที่เป็นเกี่ยวกับกรรมวิบาก หรือว่าความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตอย่างถูก ต้องตามแนวพุทธอย่างไร อันนี้เป็นของแถม

เริ่มต้นจริงๆ คือทำให้การปฏิบัติธรรมเป็นของง่ายสำหรับคนยุคปัจจุบัน เพราะที่ผ่านมาไม่มีแหล่งข้อมูลที่จะบอกว่าการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาจริงๆ แล้วฆราวาสก็ทำได้ คนที่ยังไม่มีความตั้งใจอย่างแรงกล้า ที่จะหลุดพ้นก็สามารถปฏิบัติเพื่อความสุขเฉพาะตนได้เหมือนกัน ที่ผ่านมาในเมืองไทยคนจะไปนึกถึงภาพพระ ชี สามเณร แล้วก็นึกถึงสถานที่ปลีกวิเวกตามป่าตามเขา นึกถึงภาพการเดินจงกรมที่เคร่งครัด นึกถึงภาพการนั่งสมาธิใต้ต้นไม้แบบหลับตา ถ้าเรามาพูดกับคนที่ทำงานในเมือง พูดอย่างนั้นไม่ได้ เขาไม่มีเวลาปลีกวิเวกกัน แต่ในชีวิตประจำวันจริงๆ แล้ว สามารถรู้เข้ามาว่าขณะนั้นกำลังมีปฏิกิริยาทางอารมณ์แบบไหนอยู่ เป็นทุกข์หรือเป็นสุขแค่นั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการภาวนาแล้ว ถ้าพูดแบบนี้ คนรุ่นใหม่ก็จะเกิดกำลังใจว่ามันไม่ได้ไกลตัว

พื้นฐานการเขียนแต่ละเรื่อง
ส่วนใหญ่มาจากประสบการณ์และศึกษาจากพระไตรปิฎก?


คือ พระไตรปิฎกเป็นอะไรที่ลึกซึ้ง มีส่วนที่คนเมือง ฆราวาสทั่วไปไม่ศึกษาก็ไม่เป็นไร อย่างพระวินัยของสงฆ์ ฆราวาสไม่จำเป็นต้องศึกษา แต่ รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม เพื่อที่จะทราบว่าพระทำถูกหรือเปล่า ฝ่ายฆราวาสก็สามารถเอาผิดพระได้ ในพุทธกาลก็มีฆราวาสที่บอกว่า พระทำอย่างนี้ไม่ถูก ส่วนหลักของพระไตรปิฎกคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสเกี่ยวกับกรรมและวิบาก เกี่ยวกับเรื่องของการปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นทุกข์ตามแนวสติปัฏฐาน 4 ตรงนี้เขาก็ศึกษาด้วยความสนใจ น้อมนำมาปฏิบัติให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง นี่คือที่มาของหนังสือมหาสติปัฏฐานสูตร เล่มใหญ่ ที่เขียนหลังจากเรื่อง ทางนฤพาน .. ?

เวลาที่เขาพูดถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า ในเรื่องของการปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ คนส่วนใหญ่จะพูดว่าภาวนาเพื่อพ้นทุกข์ หรือปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นทุกข์ คราวนี้ภาวนาหรือปฏิบัติธรรมอย่างไรจึงจะพ้นทุกข์ นี่คือคำถาม แล้วสำนักต่างๆ ก็จะบอกว่าให้ทำตามที่อาจารย์ตัวเองสอน ถ้าเราไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเอามายืนยันได้ ตัดสินได้อย่างเด็ดขาดว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ มันก็จะขาดเอกภาพ ต่างคนต่างไป ถ้าหากว่ามีชื่อหมวดหมู่ของการปฏิบัติชัดเจนเป็นข้อปฏิบัติเป็นขั้นๆ ชัดเจน มีขอบเขตชัดเจน ไม่กระจัดกระจาย มีทิศทางชัดเจน อย่างนี้ก็ไม่ต้องเถียงกัน หรือถ้าเถียงกันก็มาลงกันได้ในหลักปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แน่ๆ

เขาย้อนไปดูว่า ในพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นบันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้าที่น่าเชื่อถือที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องของการปฏิบัติไว้อย่างไร ในหัวข้อ ในหมวดหมู่แบบไหน ก็จะไปเจอคำว่า .. สติปัฏฐาน 4 .. คำนี้หมายความว่า การเอาสติมาตั้งอยู่ในขอบเขตของ กาย-ใจ ไม่ให้ออกไปข้างนอก

สติปัฏฐาน 4 เขียนไว้ที่ .. มหาสติปัฏฐานสูตร .. ชัดเจนที่สุด เดี๋ยวนี้คนเรียกกันลางเลือนไปเป็นมหาสติปัฏฐาน 4 ซึ่งเรียกไม่ถูกต้อง คือ สติปัฏฐาน 4 เป็นข้อปฏิบัติ พระพุทธเจ้าตรัสเกี่ยวกับการเจริญสติ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เจริญสติปัฏฐาน 4 แต่คราวนี้มีการรวบรวมเป็นสูตรใหญ่ภายหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว

สูตรนั้นจึงได้คำขึ้นต้นเป็น มหา
คำเดิมคือ สติปัฏฐาน 4 รวมกันเป็น .. มหาสติปัฏฐานสูตร ..

แรงบันดาลใจที่เขียน .. มหาสติปัฏฐานสูตร .. ก็เพื่อที่จะยกเอาพุทธพจน์ดั้งเดิมมาเป็นหลัก แล้วก็แจกแจงด้วยประสบการณ์ตรงของเขาเอง และนักภาวนาอื่นๆ ว่าปฏิบัติในจุดนั้นๆ ที่พระองค์ปฏิบัติแบบเป๊ะๆ แล้วได้ผลเป็นอย่างไร เกิดประสบการณ์แบบไหน ซึ่งการนำเสนอด้วยวิธียกพุทธพจน์เป็นที่ตั้ง แล้วเอาประสบการณ์จริงมาเป็นตัวสนับสนุนพุทธพจน์ แสดงให้เห็นว่า ถึงยุคสมัยเปลี่ยนไปเป็นพันๆ ปี หรือถึงแม้ว่าจะไม่ต้องนุ่งเหลืองห่มเหลืองแบบพระ เป็นฆราวาสอยู่ ก็ยังสามารถปฏิบัติได้ เรียกว่า .. ไม่จำกัดกาล .. ไม่จำกัดบุคคล .. ไม่จำกัดแม้แต่สถานที่ .. เพียงแค่รู้จริงๆ ว่าจะเอาสติมาตั้งไว้ในกายในใจ ก็เป็นผลพิสูจน์ยืนยันว่าพุทธพจน์เป็นอกาลิโก ไม่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย เรายังสามารถเห็นผลได้ตลอดไป ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ขอเพียงอุปกรณ์อย่างเดียวคือ ใจแบบมนุษย์ หรือกายแบบมนุษย์ ตรงนี้คือที่มาของ .. มหาสติปัฏฐานสูตร ..

สารบัญที่เกิดจากหัวข้อธรรมะหลักใน .. สติปัฏฐาน 4 .. ไม่ใช่สารบัญที่เกิดจากการคิดของเขา หรือความเห็นของเขา แต่เป็นการโยงโลกสมมติมาสู่ธรรมะ พล็อตเรื่องของเขามีตัวละคร และมีความจริงอยู่ในนั้นด้วย คือกฎแห่งกรรม ปกติถ้าเป็นนิยายในโลกมายาทั่วๆ ไป ไม่ต้องคำนึงถึงความจริงก็ได้ เอาความสนุกเข้าว่า หรือเอาอารมณ์ดรามาอย่างเดียว ตัวละครจะเลวแค่ไหนไม่ต้องรับผลความเลวก็ได้ ตัวละครจะดีแค่ไหน ไม่ต้องรับผลของความดีนั้นก็ได้ แต่พล็อตของเขา เอาธรรมะมานำเสนอในรูปแบบนวนิยาย นั่นหมายความว่า ตัวละครสมมุติขึ้นได้ พล็อตเรื่องสมมุติขึ้นได้ แต่กฎแห่งกรรมจะไม่มีการสมมุติ คือตัวละครแต่ละตัวมีที่มาที่ไป ไม่ใช่แค่พื้นเพครอบครัว ความรู้ ความเชื่อ แต่เป็นแบล็คกราวเกี่ยวกับกรรมและวิบากด้วย

.......... ถ้าหากสมมติตัวละครเป็นนางเอก แล้วนางเอกหลงตัว มีการเอาแต่ใจตัวเอง สิ่งที่นิยายของเขาจะทำหน้าที่ก็คือ แสดงให้เห็นว่า ในช่วงที่หลงตัว ในช่วงที่เอาแต่ใจตัวเอง จะมีผลกรรมอะไรที่ปรากฎออกมาชัดๆ ซึ่งถ้าหากว่า คนที่มีลักษณะบุคคลิกเช่นเดียวกับนางเอก อ่านดูก็จะรู้ว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เช่น .. กรรมพยากรณ์ .. ตอนแรก ชนะกรรม จะมีเสียงสะท้อนจากคนที่มีนิสัยเแบบเดียวกับนางเอกที่ชื่อลานดาวมากันเยอะมาก ว่าเธอเป็นอย่างนั้นจริงๆ เธออ่านแล้วก็สะท้อนกลับมาว่า เหมือนเอาชีวิตเธอไปเขียน ทั้งๆ ที่จริง .. ดังตฤณ .. ไม่ได้เอาชีวิตพวกเธอไปเขียน แต่ .. ดังตฤณ .. รู้ว่ากรรมแบบนั้น ถ้าทำแล้วจะเกิดผลอย่างไร ..........

มหาสติปัฏฐานสูตร .. ทางนฤพาน ..
มาจนถึง .. กรรมพยากรณ์ .. ผลตอบรับเป็นอย่างไร..?


ดังตฤณ บอกตามตรงว่า รู้สึกแปลกใจเพราะคนที่ชอบ กับคนที่ไม่ชอบไม่แน่นอน บางคนชอบธรรมะอยู่ก่อน แต่พออ่าน .. ทางนฤพาน .. แล้วอาจไม่ชอบก็ได้ ขณะที่บางคนไม่ชอบธรรมะอยู่ แต่พอมาอ่าน .. ทางนฤพาน .. ตั้งแต่ต้นจนจบ อ่านแค่ไม่กี่วันก็จบ คือเอาพื้นฐานของคนอ่านมาเป็นตัวชี้วัดไม่ได้

กรรมพยากรณ์ เป็นนวนิยายเป็นตอนๆ ในนิตยสารบางกอก เกิดจาก .. ดังตฤณ .. ออกแบบว่า เขาจะเขียนให้กับคนที่ยังไม่มีพื้นฐานทางศาสนา ยังไม่มีความสนใจทางศาสนาได้อ่านแล้วเกิดความสนใจ หันมาสนใจเรื่องกรรมวิบาก หันมาสนใจว่าพระพุทธเจ้าพูดอะไร หันมาสนใจว่าถ้าปฏิบัติตนตามหลักพุทธศาสนาแล้วจะเกิดอะไรขึ้น พูดง่ายๆ ว่าเขาหวังผลกับคนที่ยังไม่เคยฟังว่าพระพุทธเจ้าพูดว่าอะไร ..?

ทางนฤพาน เขาคาดหวังอยู่ก่อนนิดๆ ว่า คนมาอ่านต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับพุทธศาสนาพอสมควร เนื่องจาก .. ทางนฤพาน .. ตอนที่เขียน ยังไม่มีตัวอย่าง ยังไม่มีผลสะท้อนจากผู้อ่าน ยังไม่มีความเข้าใจอะไรทั้งสิ้น บทแรกเอาธรรมะขึ้นมาพูดเลย เพราะตอนแรกเขียนลงในนิตยสารเกี่ยวกับธรรมะ พูดเรื่องโลกๆ ไม่ได้

กรรมพยากรณ์ เกิดขึ้นจากการได้รับผลสะท้อนจาก .. ทางนฤพาน .. มาแล้ว เขารู้แล้วว่าคนไม่ผ่านกันใน 2-3 บทแรก เพราะเขาเห็นว่าเป็นธรรมะ เห็นว่าเป็นของยาก แต่ .. กรรมพยากรณ์ .. ใน 5-6 บทแรก แทบจะไม่มีธรรมะเลย เป็นเรื่องสนุกๆ ที่คนทางโลกชอบอ่านกัน คือไม่ต้องฝืนใจ เขารู้ว่า สุดท้ายเขาต้องการให้ผู้คนทั่วๆ ไป ได้รับฟังธรรมะอย่างไร

อีกกลุ่มหนึ่งได้ผลสะท้อนทันที จาก .. ทางนฤพาน .. ว่าเปิดปุ๊บวางปั๊บ ไม่เอาเลย ตั้งแต่เห็นชื่อ .. ทางนฤพาน .. แล้ว บางคนไม่ต้องการธรรมะ พวกเขาต้องการแต่ความสนุก เพราะฉะนั้นพอ .. ดังตฤณ .. เข้าใจจุดยืนตรงนี้ เขียนเรื่องใหม่ ก็ให้ความสนุกนำธรรมะขึ้นมา แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่ทิ้งจุดยืน เขายังต้องการให้ผู้คนทั่วๆ ไป เกิดความเข้าใจในเรื่องกรรมวิบาก เขายังต้องการให้คนในสังคมของเราเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าตรัสถึงอะไรเป็นแก่นสาร นี่แหละคือ .. กรรมพยากรณ์ .. และเนื้อหาก็บอกว่า ถ้าอยากจะเปลี่ยนแปลงกรรมจะต้องทำอย่างไร แต่ก่อนอื่นจะต้องทำให้ผู้คนทั่วๆ ไป เข้าใจเสียก่อนว่า ทำไมถึงกำลังเป็นอย่างที่เป็นอยู่ เขาก็จะโยงเข้าไปในกรรมวิบากได้อย่างครบวงจร

หลักของกรรมวิบาก จะบอกเราว่าที่เรามาเป็นแบบนี้เพราะทำอะไรมา และเพื่อที่จะเอาชนะตนเอง ชนะกรรมเก่าของตนเอง จะต้องทำกรรมแบบไหน จะต้องทำกรรมที่เป็นคู่ตรงกันข้ามกันอย่างไร นั่นเป็นที่มาของคำว่า .. ชนะกรรม .. เพราะตัวเอกของเรื่อง .. ดังตฤณ .. พยายามชี้ให้เห็นว่า เขาเอาชนะในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ในที่สุดผลออกมาเป็นความชื่นใจ หลังจากรู้แล้วว่าหลักกรรมวิบากเป็นอย่างไร ตัวเองจะต้องทำอย่างไร จึงจะไปถึงสิ่งที่ตัวเองต้องการ

กรรมพยากรณ์ ตอน 2 .. ดังตฤณ .. ออกแบบไปอีกแบบหนึ่ง เป็นตอน .. เลือกเกิดใหม่ .. ชื่อตอนเหมือนกับว่า พูดถึงอนาคต แต่เขาจับจุดคนที่เชื่อเรื่องภพชาติ กันแบบไม่มีพื้นฐานประกอบ คือจะเชื่อกันเฉยๆ ว่าจะต้องเกิดใหม่ ถ้าทำบุญจะต้องเป็นคนรวย เป็นคนมีอำนาจอะไรทำนองนี้ คือแทนที่จะเชื่อคร่าวๆ ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เขาก็จะนำเสนอรายละเอียดผ่านชีวิตธรรมดาของตัวละคร พูดง่ายๆ โดยให้ข้อสรุปว่าการใช้ชีวิตในปัจจุบันของแต่ละคน คือวิธีการเลือกเกิดใหม่ของแต่ละคน ไม่ใช่ว่าตั้งใจจะไปเกิดเป็นนั่นเป็นนี่ แล้วทำอะไรแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่จะแจกแจงลงไปเลยว่า สิ่งที่ทุกคนทำอยู่ทุกอย่างนั่นแหละ เป็นตัวกำหนดว่าชาติหน้าจะเป็นอะไร มีคุณสมบัติแบบไหน มีความอยาก มีความประณีตต่างกันอย่างไร

สมมติว่า เราจะไปเลือกเกิดใหม่ เป็นมนุษย์ เป็นหญิงหรือเป็นชาย หน้าตาดีขนาดไหน เป็นคนมีฐานะร่ำรวยหรือยากจน และก็เป็นคนที่มีระดับสติปัญญาน้อยหรือมาก อันนี้ก็จะแยกไปเขียนเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งคือ .. เสียดาย..คนตายไม่ได้อ่าน .. ซึ่งพิมพ์ถึง 16 ครั้งกับสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี ภายในเวลาไม่กี่เดือน หนังสือเล่มนั้น .. ดังตฤณ .. ตอบคำถามให้ตรงใจคน ยิงให้เข้าเป้า ทำภาษาให้ง่าย คิดไตเติ้ลให้น่าสนใจ เขารู้ตั้งแต่แรกว่า คนน่าจะสนใจ

หนังสือบางเล่ม ไตเติ้ลดีมาก อยากอ่าน แต่อ่านแล้วไม่ได้อะไรเลยก็มี

พอ .. ดังตฤณ .. มาทำเอง เขาก็คิดว่า ไตเติ้ลดี เนื้อหาต้องดีด้วย เขาไม่ได้แค่นำเสนอว่า ทำกรรมอะไรมา ถึงได้มาเป็นแบบนี้ แต่เขานำเสนอด้วยว่า ที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน ตายไปแล้วจะไปอยู่ที่ไหนได้บ้าง ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ นอกจากนั้นก็ยังพูดถึงว่าที่ยังมีชีวิตเป็นมนุษย์อยู่ทำอะไรแล้วเกิดประโยชน์สูงสุด เรียกว่าพูดครบเลยว่าที่มาที่ไป ที่เรามาเป็นอย่างนี้เป็นอย่างไร และเราจะใช้ชีวิตอย่างไรไม่ให้เกิดทุกข์ซ้ำซาก

ชื่อ .. เสียดาย..คนตายไม่ได้อ่าน .. ได้มาอย่างไร..?

ขณะที่เขาเขียน .. กรรมพยากรณ์ ตอน 2 .. อยู่ ก็มีคนมาบอกว่า ญาติเขาป่วยกำลังจะตาย เขาขอให้ผมเขียนหนังสือให้เล่มหนึ่งให้ญาติเขา เป็นหนังสือสำหรับคนตายโดยเฉพาะ ตอนแรกๆ เขาก็รับมา ก็คิดว่าน่าสนใจดี เพราะที่ผ่านมาเขียนหนังสือให้กับคนเป็น ยังไม่เคยเขียนให้กับคนที่กำลังจะลาโลก เพราะคนที่กำลังจะลาโลก จริงๆ แล้วมีกำลังที่จะศึกษาธรรมะมากกว่าคนที่เป็นอยู่ เพราะคนที่เป็นอยู่มีแต่ความประมาท แต่คนที่กำลังจะตาย รู้แน่ว่าจะไม่รอด เพราะฉะนั้นเอาอะไรติดตัวไปได้ก็จะเอาไปเต็มที่

เขาบอกว่า พอรับคำขอนั้นมา ก็ยังนึกไม่ออกว่าคอนเซปต์ของหนังสือจะเป็นอย่างไร วันหนึ่งตอนกำลังจะอาบน้ำ ก็เกิดนึกถึงญาติที่เขาขอมาว่าป่านนี้ตายไปหรือยัง ก็เลยเกิดความรู้ตอนนั้นว่า น่าเสียดายนะถ้าเขาไม่ได้อ่าน ก็เลยผูกออกมาว่า .. เสียดาย..คนตายไม่ได้อ่าน .. พอคำนี้ปิ๊งขึ้นมาก็รู้สึกว่าน่าสนใจ ทั้งคนที่กำลังจะไป และคนที่กำลังอยู่ด้วย พอได้ไตเติ้ลปุ๊บคอนเซปต์ก็ตามมาว่า คนกำลังจะตายเขาอยากรู้อะไร แล้วคนกำลังอยู่เขาอยากรู้อะไร คือคนกำลังจะตาย กับคนที่กำลังอยู่อยากรู้ไม่เหมือนกัน นั่นเอง ..!!

คนกำลังอยู่มักจะถามกันว่า เกิดมาทำไม แทนที่จะไปตามคำถามแบบชาวโลกว่า เกิดมาทำไม เขาก็ชี้เป็นประเด็นชัดเจนเลยว่า ที่มาเกิดเป็นแบบนี้ เพราะอะไร ทำกรรมอะไรมา นั่นก็คือว่า มาเกิดเป็นมนุษย์ได้อย่างไร เป็นหญิงเป็นชายได้อย่างไร ทำไมถึงหน้าตาดี ทำไมถึงฐานะดี ทำไมถึงสติปัญญาดี เขาก็จะแจกแจงชัดเจน

เขาบอกว่า ศึกษาเกี่ยวกับกรรมกำหนดมาเกิดนี่ ไม่มีฟลุ้ค ไม่ว่าจะเชื่อหลักของวิทยาศาสตร์หรือหลักของพระพุทธเจ้า มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ทุกอย่างต้องไหลมาแต่เหตุเสมอ ผลต้องไหลมาแต่เหตุ ไม่ใช่อยู่ๆ เกิดขึ้นลอยๆ ไม่มีเหตุไม่มีที่ไปไม่มี ทุกอย่างไหลมาแล้วไปสู่จุดจบ เพื่อแปรเปลี่ยนไปเป็นสภาพอื่นเสมอ แม้แต่ความพอใจและความไม่พอใจที่เรามาเกิดเป็นมนุษย์ แม้แต่เพศ มีกรรมเป็นตัวกำหนดเสมอ

นั่นคือส่วนเกี่ยวกับ .. เกิดมาทำไม .. ที่คนเป็นๆ อยากรู้กัน

สำหรับคนที่รู้ตัวว่า .. กำลังจะตาย .. เขาก็ต้องการรู้ว่า ที่เขาทำๆ มาทั้งชีวิตจะส่งเขาไปอยู่ที่ไหน เพราะคนกำลังจะตายจะเริ่มเชื่อว่า ที่ตายท่าทางจะไม่ใช่จุดจบ เพราะจะมีสังหรณ์ มีสัญชาตญาณ ซึ่งแต่ละศาสนาจะให้คำตอบไม่เหมือนกัน แต่คนเราไม่สามารถรู้ได้ด้วยตัวเอง ว่าตายแล้วจะไปไหน .. ดังตฤณ .. ก็เลยเอาพุทธพจน์มาแสดงว่า ถ้าทำกรรมแบบนี้จะไปได้แค่นี้ แค่นี้ ถ้าเราได้อ่านมาถึงตอนที่ว่า ตายแล้วไปไหน คนเราก็น่าจะเกิดคำถามขึ้นมาว่า .. เกิด ตาย เกิด ตาย ไปเรื่อยๆ แบบไร้แก่นสาร .. น่าจะมีอะไรที่เป็นจุดสูงสุดซึ่งเป็นคำตอบที่น่าพอใจ แล้วเป็นหลักการที่น่าปฏิบัติในปัจจุบัน เป็นส่วนสุดท้ายของหนังสือ ว่าที่กำลังมีลมหายใจอยู่ในปัจจุบันนี้ ควรจะทำอะไร จึงจะคุ้มค่าที่สุด .. ดังตฤณ .. ก็จะนำพุทธพจน์มาผูกโยงอีกว่า .. โลกันตรนรก .. เป็นที่ที่มืด เป็นที่ซึ่งน่ากลัว แสงพระอาทิตย์ส่องไปไม่ถึง

มีภิกษุถามพระพุทธเจ้าว่า ..... ที่ๆ มืดกว่าโลกันตรนรกมีอีกไหม ..?

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ..... มี นั่นคือ ความไม่รู้ ความยึดมั่นถือมั่น ที่ทุกคนกำลังมีอยู่นั่นแหละ ยึดมั่นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน ยึดมั่นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง พูดง่ายๆ ก็คือ จิตใจที่มืดบอดของทุกคนนั่นแหละ น่ากลัวที่สุด

โลกันตรนรก ยังพ้นกันได้ เมื่อหมดแรงส่งของกรรม แต่ความมืดบอดของจิตใจที่ไม่รู้ แล้วสำคัญว่ารู้ ตรงนี้แหละที่น่ากลัว เพราะมันจะไม่หมดไปโดยบังเอิญ และจะไม่หมดไปโดยที่กรรมเก่าหมดการให้ผล ความไม่รู้เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ไปเรื่อยๆ ไม่มีวันที่จะออกได้ด้วยความบังเอิญ หรือไม่มีวันจบได้ด้วยการหมดแรง แต่จะจบได้ด้วยการศึกษาพุทธพจน์ที่ตรัสแสดงถึงความจริง และได้ปฏิบัติตามแนวทางที่จะหลุดพ้นออกจากความไม่รู้

การเอาชนะกรรม ไม่ใช่เพียงวันสองวัน ไม่ใช่แค่การปฏิบัติอะไรง่ายๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องมีการลงทุนลงแรง ทำตามที่พระพุทธเจ้าตรัสตามสติปัฏฐาน 4 อย่างทุ่มกายถวายชีวิต อย่าง .. องคุลีมาล .. แม้กระทั่งว่าจะโดนชาวบ้านเอาอะไรขว้างปา ท่านก็ไม่โต้ตอบ ไม่ทำร้ายกลับ ต้องใช้เวลา และใช้หลักการที่ถูกต้อง การชนะกรรมไม่ง่าย แต่ทำได้ ถ้าหากว่ารู้จริงๆ ว่าจะชนะได้อย่างไร แต่คนที่ชนะกรรมกันไม่ได้ ก็เพราะไม่รู้ทาง หรือรู้ทางแต่ไม่ทำจริง ไม่เอาจริง หรือทำจริงแต่ไม่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะคนปัจจุบันจะมีความอดทนน้อย รักความสบาย พอมาทำอะไรที่ทวนกระแส เลยมีกำลังอ่อน พอปฏิบัติไปหน่อย ก็ไม่ไหว แล้วก็เลิก ก็เลยไม่ได้ผล

จุดประสงค์ในการเขียนหนังสือทุกเล่ม

ข้อแรก ตั้งใจจะให้รู้ ให้เข้าใจจริงๆ ว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าอย่างไร

ข้อสอง ให้ศึกษาว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั้น สามารถประยุกต์ใช้กับชีวิตจริงได้ เป็นของจริง ไม่ใช่ของที่คิดเอา แต่งเอาเอง

ข้อสาม ตั้งความปรารถนาไปถึงประโยชน์ทสูงสุดที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ จะหวังให้คนได้ปฏิบัติทำความเพียรกันอย่างต่อเนื่องแบบพระทั้งหมด .. ดังตฤณ .. บอกว่า เขาไม่ได้หวังถึงขนาดนั้น แต่ให้มีเชื้อไว้ มีเหตุไว้ มีปัจจัยไว้ ทำในชาตินี้ ไม่ใช่เอาแต่อธิษฐาน แล้วไปทำในชาติอื่นๆ

ดังตฤณ มักพูดเสมอว่า การที่เราสั่งสมนิสัยแบบไหนไว้ นิสัยแบบนั้นแหละ ที่จะติดตามตัวเราไปเหมือนเงา เช่น ถ้าหากเราตั้งความปรารถนาว่า ขอให้ข้าพเจ้าได้มรรคผลนิพพานในชาติใดชาติหนึ่งเถิด ก็จะกลายเป็นนิสัยติดตัวไปทุกชาติเลย แต่ถ้าชาตินี้ เราตั้งใจไว้เลยว่าขอปฏิบัติให้เต็มที่จากฐานที่มีอยู่ จุดเริ่มต้นที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่ ขอทำเต็มที่ให้ได้มรรคผลนิพพานในชาตินี้ จะได้หรือไม่ได้ไม่สำคัญ เอาใจไว้ก่อนว่าใจสู้หรือเปล่า เอาตัวนั้นไว้ก่อน ถ้าหากมีใจสู้ ต่อให้ไม่ได้ในชาตินี้ แต่มันก็จะสั่งสมไว้ในชาติต่อๆ ไปว่า ขอให้ข้าพเจ้าปฏิบัติจนได้มรรคผลนิพพานในชาติปัจจุบัน ตรงนี้แหละที่ .. ดังตฤณ .. พยายามเน้น คือการสั่งสมวิธีคิดอย่างไร นิสัยแบบไหน ตรงนั้นแหละ ที่จะติดตามตัวเราไป

มีคนเคยกล่าวว่า ถ้าตั้งจิตให้ได้มรรคผลนิพพานในชาตินี้
กรรมหนักทั้งหลายจะถั่งโถมมาจนตั้งรับไม่ไหว เลยเกิดความกลัว?


ดังตฤณ อธิบายว่า .. การที่คนแสดงความเชื่อกัน เราต้องแยกให้ออกว่า สิ่งที่เขาพูด อาจเป็นประสบการณ์ตรงของเขาก็ได้ แต่ขอให้พิจารณาว่า ตรงนั้นเป็นหลักความเชื่อ หรือประสบการณ์เฉพาะตน ไม่ใช่ความจริงสากล การที่เราพูดว่า เราตั้งใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นอยากได้มรรคผลนิพพานในชาติปัจจุบัน แล้วต้องเผชิญกับอุปสรรค เรามาพิจารณาดูว่า เป็นหลักสากลจริงไหม ในสมัยพุทธกาล มีอุบาสก อุบาสิกา มีพระ มีภิกษุณีเยอะแยะ ที่ปรารถนามรรคผลนิพพาน แล้วปฏิบัติได้ภายใน 3 วัน 7 วัน หรือว่าบรรลุธรรมต่อหน้าพระพุทธเจ้า นี่ก็สามารถมายันได้ว่า ถ้าอยากได้มรรคผลนิพพานในชาติปัจจุบันแล้วจะเผชิญอุปสรรค อันนี้ก็ไม่เป็นความจริง เพราะคำว่าสัจจะสากล สัจจะความจริงที่ยั่งยืนต้องไม่มีข้อยกเว้น นี่ถ้ามีเพียงคนเดียวที่ตั้งสัจจะแล้วปฏิบัติจนได้มรรคผลนิพพานแสดงว่าไม่เป็นความจริง

ปัจจุบันมีผู้อ่านที่เป็นสมาชิก .. ดังตฤณดอทคอม .. วันละหมื่นกว่าคนที่เข้าเว็บไซต์

ถึงวันนี้ คนไทยจำนวนหนึ่งเป็นผู้กำหนดว่าหนังสือธรรมะควรจะอยู่ที่หน้าร้าน .. ดังตฤณ .. ก็คิดว่า ถ้าเขายังทำตรงนี้อยู่ ก็อยากจะให้ตรงนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แบบไฟไหม้ฟาง ทำอย่างไรให้คนรู้สึกว่า นี่ไม่ใช่จุดสุดท้ายที่หนังสือธรรมะมาวางบนแท่นอันดับหนึ่ง หรือแท่นหนังสือท็อปเทน แต่นี่เป็นเพียงก้าวแรกที่ทำให้หนังสือธรรมะที่มีคุณค่าอีกมากมายของนักเขียนท่านอื่นๆ หรือของครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ ที่ทำให้เมืองไทยเปลี่ยนแปลงไป เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่คนรุ่นใหม่ ซึ่งเคยคิดว่าจะไม่สนใจธรรมะอีกแล้ว กลับพลิกไปว่า .....

คนรุ่นใหม่จะเป็นกำลังสำคัญในการศึกษาและปฏิบัติธรรม ..!!




-------------------------------------------------------------
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ Dungtrin.Com นะคะ
>>> คลิกอ่าน .. ทางนฤพาน .. ผ่านเว็บไซต์ Dungtrin.Com ได้ที่นี่นะคะ

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    22/09/2005 07:29 PM

 


หนังสือเรื่อง ..... กรรมพยากรณ์
เขียนโดย ..... ดังตฤณ
กรรมพยากรณ์ ..... ตอนที่ ๑ หน้า ๑


นนทกานต์ เดินผ่านกลุ่มโต๊ะหมอดู ด้วยท่าทีเก้ๆกังๆ เป็นรอบที่สามหรือสี่ ความจริงเขาเข้าห้างในวันนี้ด้วยความตั้งใจดูหนังคนเดียวแก้กลุ้ม แต่พอผ่านโต๊ะหมอดูแล้วเกิดความครุ่นคิดบางอย่าง เดินกลับไปกลับมาชั่งใจว่าจะเสี่ยงเอาเสียหน่อยไหม เกิดมายังไม่เคยดูหมอชนิดที่มีคนเป็นๆนั่งพยากรณ์ให้ต่อหน้า อย่างมากเคยแค่เล่นหมอดูคอมพิวเตอร์ หรือให้เพื่อนซึ่งมีไพ่ยิปซีทายดวงเล่นให้แบบส่งเดช แต่แบบนี้เป็นความรู้สึกที่ต่างกัน เขากำลังจะเสียเงินเป็นร้อยเพื่อสนทนาถามตอบกับผู้ได้ชื่อว่า จับงานพยากรณ์เป็นอาชีพ

ซุ้มหมอดู ที่ตั้งอยู่บริเวณนั้นจัดแบ่งเป็นสัดส่วนด้วยแผงไม้กั้น มีทั้งหมด ๔ ห้อง หมอดูแต่ละคนล้วนมีอายุ ท่าทางเป็นผู้คงแก่เรียน ทุกห้องต่างมีลูกค้า เว้นริมซ้ายสุดที่ยังว่าง นนทกานต์อ่านป้ายชื่อหมอดูบนโต๊ะ เห็นชื่อ อุปการะ ตโมไพรี แล้วเกิดความตะครั่นตะครอแปลกๆ ฟังขลังราวกับเป็นหมอดูชื่อดัง หรือเป็นชื่อที่สรรตั้งให้ฟังน่าเลื่อมใสในทางสงเคราะห์ผู้มืดบอดโดยเฉพาะ

แต่ถ้า เป็นหมอดูแม่นๆ หรือมีชื่อเสียงจริง คนคงแห่มาดูกันบ้าง นี่ยังนั่งว่างอยู่นาน คงจะมือใหม่ในวงการหรือประเภทดูคลาดเคลื่อนเป็นประจำเสียกระมัง นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้นนทกานต์ยังเดินงุ่นง่านชั่งใจอยู่

หมอดูคงเห็นเขา เดินละล้าละลังอยู่พักหนึ่งแล้วเหมือนกัน ฝ่ายนั้นจึงยิ้มให้อย่างอ่อนโยน มองเป็นมิตรน่าอุ่นใจ แต่สมัยนี้เห็นยิ้มใจดีแล้วแทนที่จะอยากเชื่อถือ กลับก่อความรู้สึกระแวงขึ้นแทน เพราะข่าวอาชญากรรมดังๆและข่าวฉ้อฉลอื้อฉาวนั้นเป็นผลงานของคนหน้าตาท่าทางใจดีเสียเกือบครึ่ง

ในที่สุด ชายหนุ่มก็ตัดสินใจเดินเข้าสู่ซุ้มหมอดู ขาเขาไม่ค่อยออกอาการก้าวฉับๆอย่างเคย เพราะใจเฝ้าคิดว่าควรหรือ ที่อยู่ดีๆจะหาเรื่องเสียสตางค์เปล่าเพื่อฟังใครไม่รู้ ทำนายทายทักเขาในสิ่งที่ยากจะพิสูจน์เดี๋ยวนี้ว่าจริงหรือเท็จ

.. เอ้อ… ดูหมอคิดเท่าไหร่ครับ? ..

ความจริง เขาเห็นป้ายบอกอัตราแล้วว่า ครั้งละ ๒๐๐ แต่ถามไปอย่างนั้นเอง เผื่อมีฟลุกลดราคาให้บ้าง ถ้าฝ่ายนั้นกำลังหิวลูกค้า

.. สองร้อยครับ เชิญครับ ..

เจ้าของโต๊ะ ร่างท้วมตอบตามธรรมเนียม ชายหนุ่มพยักหน้า ลงนั่งแบบคาใจเสียดายสตางค์ไม่รู้หาย

.. เอ้อ… น้าดูดวงแบบไหนครับนี่? ผมต้องเอาข้อมูลอะไรให้หรือเปล่า แบบว่าเป็นคนจำรายละเอียดจำพวกตกฟากตกไฟไม่ค่อยได้น่ะครับ ..

.. อ๋อ ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องใช้หรอก ..

.. แหะๆ บอกน้าตามตรงนะครับ นี่เป็นครั้งแรกของผม เกิดมาเพิ่งเคยมานั่งตรงหน้าหมอดูมืออาชีพนี่แหละ ..

.. อันนั้นก็ดีครับ เพราะน้องเป็นลูกค้ารายแรกของผมเหมือนกัน ..

นนทกานต์ เบิกตาขึ้นนิดหนึ่งแบบสะอึก เกือบจะลุกหนีในทันทีเสียแล้ว

.. น้องจะดูเรื่องผู้หญิงใช่ไหม? ..

คำทักนั้น ทำให้ชายหนุ่มเบิกตาโตกว่าเก่า แต่คราวนี้เป็นด้วยความสนใจเพราะโดนทักถูกจุด ทว่าพอคิดคำนึงแล้วก็เป็นเรื่องน่าแปลกใจแค่นิดหน่อยเท่านั้น หนุ่มน้อยสาวน้อยเข้าหาหมอดูจะเรื่องพรรณไหนที่พ้นจากของพรรณนี้

.. ครับ .. ลูกค้าหนุ่มยอมรับ .. ผมต้องเอาวันเดือนปีเกิดของผมกับเธอให้น้าไหมครับ? ..

นนทกานต์ สะกิดใจอยู่บ้าง ที่จนป่านนี้หมอดูอุปการะ ยังไม่งัดเอาอุปกรณ์ใดๆขึ้นมาวางบนโต๊ะเลยสักชิ้นเดียว แม้แต่กระดาษปากกาก็หาได้มีไม่

.. ไม่ต้องหรอก ..

อุปการะ ตอบยิ้มๆ นิ่งเพียงอึดใจก็พูดชนิดทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าถึงกับตาเหลือก

.. น้องกำลังสงสัยว่าตัวเองรักข้างเดียวหรือเปล่า เพราะบางทีเหมือนมีความหวัง บางทีรู้สึกว่ากำลังถูกหลอกใช้ใช่ไหม? ..

นนทกานต์ กลืนน้ำลายเอื๊อก ท่าทีเปลี่ยนไปสิ้น

.. เอ๊ะ! น้าทราบได้อย่างไร? ..

ใช่แล้ว เรื่องเดียวที่กำลังวนเวียนในหัวคือสงสัยว่าตนเองกำลังตกเป็นทาสหน้าโง่ของเพื่อนสาวในสถาบันศึกษาเดียวกันหรือไม่ บางวันก็สำนึกรู้ว่าอยู่ในกลุ่มหมามองเครื่องบิน แต่บางวันก็อยากหลอกตัวเองว่าอยู่ในกลุ่มม้าตีนปลาย

.. ผมให้น้องถามก็แล้วกัน น้องอยากรู้อะไรบ้าง เชิญตามสบายครับ ..

ชายหนุ่ม อึกอัก เขามาเจอใครเข้าแล้วนี่

.. เอ้อ… อ้า… ผมจะมีสิทธิ์ได้เป็นแฟนตัวจริงของเขาไหมครับ? ..

.. ถ้าเป็นคำถามนี้ ผมต้องให้น้องเตรียมใจฟังคำตอบนิดหนึ่ง น้องอยากรับฟังคำตอบที่แท้จริง ไม่ใช่คำตอบที่เป็นกำลังใจใช่ไหม? ..

.. ครับ ผมมีพวกเพื่อนให้กำลังใจลมแล้งทางโทรศัพท์มากพอ มาถึงโต๊ะหมอดูนี้ผมอยากรู้ความจริงที่ทำให้สบายใจเสียทีมากกว่า ..

.. เขาไม่ใช่คู่ของเราหรอก ถ้าเราคบกับเขาแบบเพื่อน เขาจะให้ความสนิท แต่ถ้าแสดงความอ่อนแอ เปิดเผยหน้าตาที่ลุ่มหลง เขาจะนึกเหยียดหยามดูถูก ผู้หญิงที่สวยมากๆน่ะ มีนิสัยชอบด่าผู้ชายที่มาหลงง่ายๆกันทั้งนั้น ..

นนทกานต์ รู้สึกสลดอยู่ในหน้า แต่ประหลาดที่เขาฟังเสียงนุ่มของหมอดูแล้ว ทำใจได้อยู่ในส่วนลึก ก็ขนาดเขาเองยังรู้สึกตั้งหลายครั้งว่าเป็นไอ้หน้าโง่ แล้วจะแปลกอะไรถ้าคำๆนี้ ไปปรากฏอยู่ในหัวของหล่อน

.. น้ารู้ดีจังนะว่าเขาสวยมาก… แต่ผมอาจยังมีดีไม่พอ แต่วันหน้าถ้าเรียนจบแล้วพยายามสร้างเนื้อสร้างตัว ร่ำรวยกว่าที่เป็นอยู่เยอะๆ เขาจะมีทางมาสนใจบ้างไหมครับ กี่ปีก็ตาม ..

อุปการะ ยิ้มปลอบ ส่ายหน้าเล็กน้อย

.. น้องไม่ใช่คนที่จะเป็นคู่ครองของเขาหรอก สละเถอะ… อย่าหวงผู้หญิงของคนอื่นไว้ในหัวใจเราเลย เราจะไม่ได้อะไรนอกจากความร้อนรุ่มกลุ้มใจอย่างเดียว ..

ชายหนุ่ม ไหล่ตก เกิดความห่อเหี่ยวรันทดขึ้นมาอย่างท่วมท้น แต่ด้วยความเสียดายประกอบกับลูกฮึดของชายชาตรี ทำให้ตัดสินใจถามตรงๆ

.. น้ารู้ได้ยังไง ใช้หลักพยากรณ์แบบไหนหรือครับ? ขอโทษ ผมไม่เห็นน้าทำอะไรเลย ..

อุปการะ ยอมเปิดเผยตามที่ตระเตรียมไว้แล้วเมื่อถูกลูกค้าถามเช่นนี้

.. ผมไม่ใช้วิชาโหราศาสตร์หรือหลักการพยากรณ์แนวไหนหรอกครับ แต่ใช้วิธี อ่านกรรม ตรงๆ มันปรากฏอยู่แล้วในทุกอณูของความเป็นคนเรา ตามหลักโหราศาสตร์อาจมีการทำนายเช่นที่เรียกว่า ทักษาพยากรณ์ คือพยากรณ์โดยอาศัยทักษา ทักษาเป็นชื่อเรียก อัฐเคราะห์ ได้แก่อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ พฤหัสบดี ราหู ศุกร์ โดยจัดเข้าระเบียบเป็นบริวาร อายุ เดช ศรี มูละ อุตสาหะ มนตรี และกาลกรรณี แต่การอ่านกรรมไม่ต้องอาศัยองค์ประกอบเหล่านั้น ขอเพียงรู้ว่าใครทำอะไรมา ก็ทำนายทายทักได้ว่าต้องได้รับผลอย่างไร จะเรียกหลักการนี้ว่าเป็น กรรมพยากรณ์ ก็ได้ ..

นนทกานต์ ทำหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

.. แปลว่าน้าใช้วิธีแบบนั่งทางในหรือครับ? ..

.. ก็แล้วแต่จะนิยามกันว่านั่งทางในคืออะไร โดยมาก มักหมายถึงคนหลับตาทำนายโดยใช้กำลังสมาธิดูเหตุการณ์ในอดีตและอนาคต แต่สำหรับผม จะมุ่งเน้นดูว่าใครทำอะไรมาอย่างไร ทำอย่างนั้นๆ แล้ว จะให้ผลแบบไหน ตรงนี้ผมไม่อาศัยนิมิตอันเกิดจากพลังสมาธิอย่างเดียว แต่จะใช้จิตสัมผัสเข้ามาร่วมด้วย ..

ชายหนุ่ม ฟังคำอธิบายแล้วงง เพราะแยกไม่ออกว่าระหว่างนิมิตจากพลังสมาธิกับจิตสัมผัสแตกต่างกันอย่างไร

.. ตอนน้าเห็น น้าเห็นยังไง? ..

.. ขอให้น้องลองนึกถึงญาติสักคนเดี๋ยวนี้ เอาแบบที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน น้องเห็นในใจอย่างไร? .. มันเป็นความรู้สึกเพียงวูบเดียวที่ระลึกถึงใครคนหนึ่งได้ แต่ก็เกิดกระแสรู้สึกถึงสายใยผูกพันในทางมงคลระหว่างเรากับเขาใช่ไหม? .. ในใจน้องเป็นอย่างไร .. ผมก็สัมผัสเห็นกรรมสัมพันธ์ของคนอื่นด้วยอาการคล้ายๆอย่างนั้นแหละ เพียงแต่สามารถเข้าไปส่องสำรวจดูรายละเอียดได้ชัดเจนและกว้างขวางกว่าคนทั่วไป เพราะมีกำลังสมาธิหนุนหลังอยู่ ..

.. อย่างที่น้าพูดถึงผมกับเพื่อนผู้หญิง น้าเห็นอย่างไร ผมทำกรรมกับเขามาอย่างไร? ..

.. ก่อนอื่นน้องต้องเชื่อว่าคนเราเวียนว่ายตายเกิดมาหลายครั้ง เคยทำอะไรด้วยกัน เคยเป็นอะไรกันมาหลายแบบ อย่างเรากับเขาก็เคยเป็นแฟนกันมา ถึงได้มีความรู้สึกแบบเพศตรงข้ามที่ดึงดูดกันอยู่บ้าง แต่ชาตินี้เขากำลังเสวยวิบากเหนือเรา เลยทำให้มองผ่าน แล้วเล็งหาคนอื่นที่เขารู้สึกเหมาะตัวเหมาะใจกว่า ..

ลูกค้า หนุ่มน้อยทำหน้ากังขา

.. วิบากนี่คืออะไรครับ เสวยวิบากนี่หมายถึงเพื่อนผมกำลังรับผลอะไรอยู่หรือ? ..

.. อ๋อ… วิบากแปลว่าผลอันเกิดจากกรรม .. กรรมคือคิด คือพูด คือทำ ก่อกรรมใดประจำก็เกิดเป็นนิสัยติดตัวอย่างนั้น .. นิสัยอย่างไรก็ต้องรับผลของนิสัยอย่างนั้น .. เช่นรูปร่างหน้าตานี่ก็เป็นวิบากนะ .. ผิวพรรณเขาสะอาดสะอ้านเพราะเคยอยู่ในกรอบศีลสัตย์ .. รูปศีรษะมนน่ามองเพราะเคยอ่อนน้อมถ่อมตนแบบคนไหว้ง่าย ไหว้สวย .. และถ้าผมเห็นไม่ผิด จุดเด่นของเขาคือมีนัยน์ตาเป็นประกายลึก ดูสวยสะกดจิตสะกดใจใครๆ ได้ตั้งแต่แรกเห็น อันนี้ก็เพราะเคยมองพระสงฆ์องค์เจ้าด้วยใจศรัทธาบริสุทธิ์ และมองใครต่อใครรอบตัวด้วยความรัก ความปรารถนาดีตลอดชีวิตในอดีตชาติ ..

นนทกานต์ เริ่มมองอีกฝ่ายอย่างทึ่ง

.. ครับ เขาเป็นผู้หญิงตาสวยที่สุดที่ผมเคยเห็นมา เคยอยากรู้เหมือนกันว่า ทำไมธรรมชาติถึงลำเอียงนัก ให้รูปสมบัติและคุณสมบัติกับพวกเราแตกต่างกันขนาดนี้ ..

.. ธรรมชาติน่ะลำเอียงไม่เป็นหรอก เราเอาท่อนไม้มาสีกัน ธรรมชาติก็คายไฟออกมาเสมอ แต่ไฟจะมากหรือน้อย ติดไฟช้าหรือเร็ว ก็ขึ้นกับจำนวนไม้ ขึ้นกับความสดหรือแห้งของไม้ ตัวเราเองทั้งหมดก็คือธรรมชาติ มีเหตุอย่างไร ปัจจัยแค่ไหน ก็ได้ผลไหลมาเทมาตามนั้น ไม่มีใครควบคุมบงการอยู่เหนือธรรมชาติในตนเองได้เลย ..

.. อย่างที่จ๊ะ… เอ้อ… หมายถึงเพื่อนผมน่ะครับ ที่จ๊ะเขาตาสวยแล้วคุณน้าบอกว่าเพราะมองใครต่อใครด้วยความรักใช่ไหมครับ? มันเกี่ยวกันอย่างไร มองคนด้วยสายตาแบบหนึ่ง แล้วทำไมตาถึงสวยได้ ..

.. มีหลักคร่าวๆอย่างนี้ คือกรรมจะให้ผลทางใจสอดคล้องกับเหตุที่เคยก่อไว้ อย่างเช่นการมองผู้คนด้วยความเมตตา ด้วยความปรารถนาดีจริงใจ จะให้ผลทันทีเป็นความเย็นตาเย็นใจทั้งกับตนเองและผู้ถูกมอง ฉะนั้นจึงมีการบันดาลความงามขึ้นในดวงตาตั้งแต่เดี๋ยวนั้นแล้ว นี่เองความจริงที่สามารถเห็นทันใจในชาตินี้ภพนี้ เดี๋ยวนี้แหละ แต่จะเห็นชัดขึ้นในอัตภาพต่อมา เพราะการเกิดใหม่คือการรวบรวมกรรมที่ทำประจำไปสร้างรูปลักษณะให้สอดคล้องกับความเป็นตัวเรามากที่สุด คล้ายกับน้องเรียนหนังสือ ยิ่งกว้านความรู้เพิ่มขึ้น ก็จะแตกฉานในสาขาวิชายิ่งๆขึ้น แต่เมื่อจบปริญญาได้งานทำ ชีวิตจะเปลี่ยนไปทั้งหมด ทั้งตำแหน่งหน้าที่การงาน ระดับเงินเดือน ความก้าวหน้าที่รออยู่ ล้วนตัดสินจากความรู้ความสามารถที่สั่งสมมาระหว่างเป็นนักศึกษานั่นเอง ..

นนทกานต์ ใคร่ครวญตามแล้วพยักหน้าฝืดๆ

.. เอ้อ… แล้วที่น้าบอกว่าผมกับเขาเคยเป็นแฟน หมายถึงเคยอยู่กินแบบคู่ผัวตัวเมียกันมาก่อนหรือเปล่าครับ? ..

อุปการะ นิ่งไปอึดใจ

.. เคย… แต่ว่านานเสียจนป่วยการ เปล่าประโยชน์จะไปพูดถึง ของเหล่านี้ถ้ารู้จริงต้องเข้าใจให้ซึ้ง อย่างถ้าน้องมีความสามารถหยั่งรู้ เดินออกจากห้องนี้น้องจะพบกับคนที่เคยเป็นนั่นเป็นนี่เต็มไปหมด จะเหนื่อยแค่ไหนถ้าน้องรู้ว่าคนขายน้ำตรงมุมโน้นเคยเป็นพี่สาวของน้อง คนขายก๋วยเตี๋ยวตรงนั้นเคยเป็นพ่อของน้อง หรือกระทั่งเดินออกจากห้างพบหมาข้างถนนตัวหนึ่งแล้วรู้ว่ามันเคยเป็นลูก พวกเราเวียนว่ายตายเกิดมามากขนาดหาคนไร้ความสัมพันธ์กันอย่างสิ้นเชิงได้ยากมาก ทุกคนเพียงแต่เล่นเกมแห่งความลืมเลือนเมื่อต้องข้ามภพข้ามชาติเท่านั้น ..

.. อย่างผมกับน้านี่เคยเป็นอะไรกันมาก่อนครับ? ..

ชายวัยกลางคน เอนหลังพิงพนัก ผินหน้าไปทางอื่น กะพริบตาคลี่มุมปากเล็กน้อย

.. ยังไม่ใช่สิ่งที่สมควรบอก ..

.. ผมรู้สึกดี เหมือนน้าเป็นญาติผู้ใหญ่ อย่างนี้แปลว่าต้องเคยใช่เสมอไปหรือเปล่าครับ? ..

.. ก็อาจจะ… มนุษย์เรามีสัญชาตญาณในการเข้าหาและรู้สึกผูกพันกับใครบางคน ชนิดที่ยากจะอธิบาย แต่มันก็อยู่ตรงนั้น ความรู้สึกซึ่งทายความสัมพันธ์ในอดีตถูกหรือผิดคงมีความหมายน้อย ขอเพียงความสัมพันธ์ในปัจจุบัน เราเป็นอะไรกันสักอย่าง นั่นแหละที่ถูกแน่ จริงแน่ ..

.. อย่างนั้นแปลว่าคนเรามีเนื้อคู่หลายคนหรือครับ? ..

.. ชีวิตเดียวคนๆหนึ่งอาจแต่งงานได้ตั้งหลายหน ชีวิตที่ผ่านมายิ่งไปจับคู่กับใครต่อใครไม่รู้เท่าไหร่ ตามเหตุ ตามปัจจัย ตามความเหมาะสมในแต่ละจังหวะ พวกเราเหมือนนักเดินทางผู้โดดเดี่ยวที่พลัดไปเข้ากลุ่มทัศนาจรกับพวกโน้นที พวกนี้ที ขึ้นอยู่กับว่าพวกไหนบ่ายหน้าไปทิศทางเดียวกะเราในช่วงหนึ่งๆ ..

.. เฮ้อ!.. ฟังดูเหงาน่าเศร้าจังครับ เคยคิดเข้าข้างตัวเองว่าชื่อเราเข้ากันดี .. ผมชื่อโจ๊ก เขาชื่อจ๊ะ .. ผมชื่อนนทกานต์ เขาชื่อ ลานดาว .. เคยคิดกระทั่งว่าถ้าเขาเปลี่ยนมาใช้นามสกุลผม จะฟังเก๋กว่านามสกุลเดิมของเขามาก… สรุปคือ ชื่อ แซ่ ดูรับกันไปหมด เสียอย่างเดียวคือเขาไม่เคยรับว่าผมเป็นแฟน ..

.. อย่าว่าแต่ชื่อเข้ากันเลย ต่อให้หน้าเหมือนกันเป๊ะอย่างแพะกับแกะ ก็ไม่ได้ส่อเลยว่าต้องเป็นคู่แท้ที่จะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต คนเราคบกันด้วยธาตุนิสัยที่คล้ายคลึงได้ แต่ถ้าให้เป็นแฟนกัน ต้องอาศัยความดึงดูดใจที่ทำให้ถวิลหาไปทางนั้นด้วย ผู้หญิงที่น้องชอบเขาเป็นพวกมีสิทธิ์เลือกจนกว่าจะถูกใจ โอกาสรอกระทั่งพบคนที่ทั้งเข้ากันโดยธาตุและความดึงดูดจึงมีอยู่สูง ประเภทนี้เขาไม่ด่วนปักใจเร็วเพียงเพราะความเข้ากันผิวเผินหรอก ..

.. งั้นผมขอถามถึงเขาหน่อยเถอะครับ ถ้าเขาไม่รักผม ไม่ใช่คู่ของผม แล้วเขารักใคร คู่ของเขาเป็นใคร? ..

.. เขายังไม่พบคู่ที่จะอยู่กับเขาตลอดไปหรอกน้อง เส้นทางโคจรยังไม่บรรจบกัน ..

.. แล้วจะพบเมื่อไหร่? ..

.. ก็คงอีกพักใหญ่ ชีวิตเขาเหมือนแม่เหล็ก ดึงดูดทั้งสิ่งที่ปรารถนาและไม่ปรารถนาเข้ามาหาตัวมากมาย ต้องวุ่นวายกับตัวเลือกเยอะแยะกว่าจะพบของจริงที่โดดเด่นขึ้นมา ..

.. เนื้อคู่เขาเป็นคนอย่างไร หน้าตาแบบไหนครับ? ..

อุปการะ เบนมามองหนุ่มรุ่นลูกด้วยสายตาตรง

.. ถามเพราะอยากทำตัวให้เป็นแบบนั้นใช่ไหม? อนุญาตให้ผมทำหน้าที่ของหมอดูนะ อย่างน้องถ้าพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง เช่นเรียนให้เก่งขึ้น ดูเข้มแข็งเป็นที่พึ่งได้กว่านี้ อย่างดีที่สุดก็ทำให้เขาทึ่งมากกว่าเดิม ไม่มีส่วนเข็นให้ใจเขาขยับมาถึงเราหรอก หากอยากใกล้ชิดเขาตลอดไป น้องต้องทำตัวเป็นเพื่อนสนิทที่เขาสบายใจจะพูดคุยด้วยได้ทุกเรื่อง ไม่ใช่ดึงดันจะให้เขารับเป็นคนรัก เพราะความดึงดันในรูปนั้น รังแต่จะผลักเขาห่างจากเราไปเรื่อยๆ ..

ใบหน้าของนนทกานต์หม่นหมอง ใจหนึ่งค้าน และนึกด่าเงียบๆว่านี่จะดูหมอ หรือเข้ามาบงการชีวิตเขากันแน่ ทว่าอีกใจหนึ่งก็จำต้องยอมรับ เพราะลานดาวเคยบอกกับปากว่าสนิทใจกับเขา และบางครั้งอยากเล่าเรื่องต่างๆให้ฟังมากกว่าเพื่อนผู้หญิงด้วยกันเสียอีก แต่บางวันหล่อนจะพูดจาห่างเหิน เมินบ่อย หรืออยู่ดีๆอาจกระแทกเสียงตัดบทจบการสนทนาเหมือนรำคาญเขาเสียเต็มประดา ซึ่งสังเกตดูมักจะอยู่แถวๆช่วงเวลาที่เขาพยายามออดอ้อนขอให้เป็นคนรักกันนั่นเอง

.. ในเมื่อผมกับเขาเคยอยู่กินแบบคู่ผัวตัวเมียกันมาก่อน อย่างน้อยก็ต้องแปลว่าเคยมีความเข้ากันได้ และมีใจทางนั้นอยู่บ้าง ทำไมน้าพูดปิดทางหมด ไม่ให้กำลังใจผมเลย ..

นนทกานต์ ตัดพ้อด้วยสำเนียงละห้อย

.. ถ้าบอกความจริงทั้งหมดก็เกรงน้องจะรับไม่ได้ คนเราใช่ว่าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ภายในภพภูมิมนุษย์อย่างเดียว บางครั้งเสวยชาติร่วมกับใครบางคนขณะอยู่ในภูมิต่ำกว่ามนุษย์ ก็ไม่ได้ประทับความรู้สึกดูดดื่มไว้ในวิญญาณของกันและกันมากนักหรอก ..

ชายหนุ่ม อ้าปากค้างเป็นครู่ คิดตามเพียงอึดใจเดียวก็ถามโพล่งออกมา

.. ผมกับจ๊ะเคยเป็นสัตว์? ..

.. ทุกคนน่ะ เคยเป็นมาหมดนั่นแหละ แล้วทางข้างหน้าก็ไม่มีอะไรประกันว่าจับพลัดจับผลูจะถอยหลังเข้าคลองกันอีกหรือเปล่า สุดแท้แต่เวรกรรมที่ทำมาจะซัดไป และเมื่อเป็นคู่กันขณะอยู่ในภูมิต่ำกว่ามนุษย์ ก็มีเพียงสัญชาตญาณการสืบพันธุ์และการเลี้ยงลูกตามมีตามเกิดมากกว่าอย่างอื่น ต่างจากเมื่อเป็นมนุษย์ที่มีใจสูง มีความสัมพันธ์กัน สร้างความประทับใจได้หลายมิติ เช่นเกี้ยวพาราสีให้ยินยอมพร้อมใจคบกัน ไปเที่ยวกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุข เผชิญภัยพิสูจน์น้ำใจกันหลายๆแบบ ..



-------------------------------------------------------------

>>>>>> คลิกอ่าน กรรมพยากรณ์ ตอนที่ 1-42 ได้ที่นี่นะคะ

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    29/08/2005 05:39 PM

 


หนังสือเรื่อง ..... กรรมพยากรณ์
เขียนโดย ..... ดังตฤณ
กรรมพยากรณ์ ..... ตอนที่ ๑ หน้า ๒


นนทกานต์ มึนงงสนเท่ห์ คำพูดต่างๆของหมอดูซึ่งเพิ่งพบกันเป็นครั้งแรกผลักเขาไปอยู่ในสภาพของคนไม่เคยรู้อะไรเลย ไม่มีความเข้าใจอะไรเลย และที่สำคัญคือไม่มีทางทราบว่าถ้อยคำของอีกฝ่ายน่าเชื่อถือขนาดไหน บางครั้งเขาจำนนเพราะตรงกับเรื่องจริงในปัจจุบันที่รู้อยู่ด้วยตนเอง แต่บางครั้งเหมือนให้เรียนประวัติศาสตร์ที่ขาดหลักแหล่งอ้างอิงทั้งสถานที่และซากโบราณวัตถุ เขาอยากจะเชื่อ แต่ก็กลัวเสียชื่อที่ได้กลายเป็นลูกค้าหน้าโง่รายแรก ที่งมงายขาดสติของหมอดูมือใหม่ พูดอะไรเชื่อหมด อย่างไรก็ตาม ในเมื่อหมอดูเจ้านี้กระทำตัวเป็นผู้วิเศษ หยั่งรู้กรรมวิบากของชาวบ้าน เขาก็เริ่มสนุกกับการแสวงหาความรู้ขึ้นมา

.. ผมเคยนั่งคิดว่าความสวยของผู้หญิงอยู่ตรงไหน บางทีเครื่องหน้าก็เหมาะเจาะจิ้มลิ้มเหมือนๆกัน แต่บาดตาบาดใจต่างกันมาก เพื่อนในคณะก็สวยๆทั้งนั้น แต่เหมือนมีหนุ่มเข้าไปรุมคลั่งไคล้จ๊ะอยู่คนเดียว เหมือนนิยายน้ำเน่าเลยนะน้า ประเภทชกต่อยเตะตี กินไม่ได้นอนไม่หลับ หรือกระทั่งฆ่าตัวตายเพราะยายจ๊ะนี่ ถือว่าเหตุการณ์ปกติ ทำไมเป็นอย่างนั้นได้? ..

.. รูปทรงและเครื่องหน้าเป็นเพียงของล่อตาเท่านั้น แต่สิ่งล่อใจอย่างแท้จริง ชนิดเห็นแล้วบาดเข้าไปถึงจิตนี่นะ ต้องนับความมีสง่าราศีไว้ด้วย น้องเห็นสักกี่คนที่ฉายรัศมีสดใสชัดเจน อีกอย่าง นอกจากการให้ผลของกรรมเก่าแล้ว ต้องมองด้วยว่าวิธีพูดจา เสน่ห์ในการวางตัว ในการหยอดมุข ซึ่งถือเป็นกรรมในปัจจุบัน ก็ให้ผลใหญ่น่าดูชมเหมือนกัน บางคนไม่สวยแต่พูดเก่ง ก็ดึงเอาดาวมาล้อมเดือนได้ แต่ถ้าสวยแล้วแถมเจ้าเสน่ห์อยู่ในกิริยาวาจา อันนั้นก็เข้าพวกปั่นโลกให้ช้าลงหรือเร็วขึ้นได้ดังใจทีเดียว ..

.. แบบเดียวกับพวกดาราดังๆหรือครับ? ..

อุปการะ พยักหน้า

.. คนที่มีลักษณะแตกต่าง โดดเด่นกว่าใคร มักสร้างตบะเดชะบางอย่างที่ผิดแปลกจากคนอื่น เช่นถือศีลบริสุทธิ์ผุดผ่อง หรือตั้งใจทำอะไรจริงแบบต้องเอาให้ได้แม้ต้องแลกด้วยชีวิต บารมีและตบะเดชะอาจไม่ปรากฏแสดงในใบหน้า ลำคอ หรือแขนขา แต่จะเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยใจ และกรรมที่ก่อแรงดึงดูดผู้คนอย่างที่สุดเห็นจะได้แก่การเสียสละเพื่อคนอื่นมาเยอะ เช่นมีแต่ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน หรือเป็นผู้นำชักชวนให้ชนหมู่มากได้ดีร่วมกัน ..

.. จ๊ะก็ไม่ได้ชอบช่วยใครนี่ครับ เห็นมีแต่คนเสนอหน้าไปรับใช้ แต่ทั้งๆที่ทำตัวเป็นนางพญา เห็นใครต่อใครเป็นข้าทาส ก็ไม่ค่อยมีคนหมั่นไส้เท่าไหร่ ..

.. นิสัยในอดีตกับนิสัยในปัจจุบันอาจต่างกันเยอะ น้องเองสมัยเพิ่งเข้าวัยรุ่นก็ติดการพนันงอมแงม แต่ตอนนี้เลิกได้ขาดแล้วใช่ไหมล่ะ นี่ขนาดชาติเดียวกัน ตัวเดียวกันในระยะเวลาไม่กี่ปีนะ ..

นนทกานต์ กะพริบตาปริบๆ ยกมือไหว้อีกฝ่ายแบบศรัทธาหมดใจ

.. เชื่อแล้วครับว่าน้ารู้จริง ..

.. ของมันมีเหตุปัจจัย อย่างที่น้องเลิกพนันได้ก็เพราะเห็นโทษของมัน โทษชนิดคอขาดบาดตาย เดือดร้อนถึงผู้หลักผู้ใหญ่ ในทางกลับกัน เรื่องความหลงตัวลืมตนก็อาจเกิดขึ้นได้ คือเมื่อแรกทำดีด้วยความบริสุทธิ์ใจ แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอนาคตจะรับผลดีขนาดไหน แต่เมื่อได้ดีแล้ว ลืมเหตุแห่งฐานะแล้ว ก็อาศัยฐานะขณะนั้นๆก่อกรรมใหม่ตามกิเลสบัญชากัน เช่นบางคนปากสวย ก็เพราะยิ้มหวาน ยิ้มจริงใจให้คนอื่นเป็นสุข ประกอบกับพูดแต่คำที่ไพเราะรื่นหูไว้ก่อนในอดีตชาติ มาชาตินี้ด้วยความสวยนั่นเองทำให้มีอีกอารมณ์หนึ่ง คือเอาแต่ใจ สนุกกับการยิงยิ้มดุใส่ตาคน ชอบด่า ปากจัดเมื่อขัดใจ อย่างนี้เกิดชาติต่อไปนอกจากปากไม่สวยเผลอๆอาจปากเบี้ยวเอา ..

นนทกานต์ หัวเราะ

.. อย่างนั้นถ้าคิดถึงโสเภณีสวยๆก็น่าเศร้านะครับ เคยทำดีแทบตายเพื่อเอาผลมาขายตัวหากิน ทำอาชีพอย่างนั้นโอกาสจิตใจตกต่ำก็คงง่าย มองแล้วเป็นเหตุเป็นผลกลับไปกลับมาดีนะครับ พอไม่สวยก็มีแรงบันดาลใจทำเหตุแห่งความสวย แต่พอสวย ก็ได้ฤกษ์ขาดความยับยั้งชั่งใจในการทำเหตุแห่งความอัปลักษณ์ แต่จ๊ะก็ไม่ใช่คนปากร้ายหรือแม้กระทั่งปากจัดนะครับ อย่างมากคือชอบตีฝีปาก เถียงคำไม่ตกฟากทั้งรู้ว่าตัวเองผิด หรือประเภทใครทำให้โมโหแล้วจะพูดทิ่มแทงด้วยท่าทีนิ่มๆให้แสบคันไปนานๆ ..

.. ใช่ว่าพูดคำเพราะแล้วจะรอดหรอกนะ ต้องดูเจตนาด้วยว่าเบียดเบียนให้คนฟังเดือดเนื้อร้อนใจหรือเปล่าเป็นหลัก คำหยาบกับคำส่อเสียดนั้นใกล้เคียงกัน แม้มาในรูปคำที่หยาบประณีตต่างกัน ..

นนทกานต์ ตีหน้าม่อย

.. น้าครับ ผมทุ่มเท พยายามทำดีกับจ๊ะทุกอย่าง มันไม่มีความหมายบ้างหรือ ถือว่าเป็นกรรมสะสมให้เขาเกิดความเห็นใจจริงในวันหนึ่งไม่ได้หรือ? ..

.. คิดซิ ยุคนี้ถ้ามีเด็กเล็กๆ ปั้นวัวปั้นควายด้วยดินเหนียว ใช้แรงกายแรงใจทั้งหมด อดตาหลับขับตานอนทำอย่างสุดฝีมือ แล้วมอบให้กับเรา ด้วยความหวังว่าเราจะเห็นค่าวัวดินควายดิน เห็นค่าของน้ำพักน้ำแรงที่เขาอุตส่าห์ปั้นให้สักนิด น้องจะเห็นอย่างที่เขาคาดหวังไว้ไหม? ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเขาขอว่าจะปั้นวัวปั้นควายให้เราครบร้อยตัว ได้โปรดรับเขามาเลี้ยงดูเป็นลูกบุญธรรมหรือน้องบุญธรรม เราจะรับเพราะเหตุที่เขาแสดงใจจริงแทบเลือดตากระเด็นนั้นไหม? ..

นนทกานต์ สะอึกอึ้ง และเหมือนหลุดจากกรงขังที่จองจำตนเองไว้เนิ่นนาน

.. น้องทำอะไรๆ ให้เขาสุดจิตสุดใจก็เพราะหวังว่าเขาจะเห็นใจ หวังว่าจะได้เขามาครอง ไม่ใช่ด้วยใจบริสุทธิ์ผุดผ่องแบบพ่อพระที่ไหน ยอมรับตรงนี้เถอะ บรรดาสาวที่มีตัวตนทั้งแท่งเสมือนเสน่ห์ยาแฝดน่ะนะ ไม่มีหรอกที่เห็นค่าของบรรดาทาสความสวยของพวกเธอ อย่าเสียเวลาคิดด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจไปเลย ทุ่มเทแค่ไหนก็สูญเปล่าแค่นั้น ผมเห็นแล้วนึกอนาถ บางคนคิดฆ่าตัวตายเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ หรืออยากให้สาวๆ เหล่านี้รู้สึกผิดและจดจำตนเองไว้ตลอดไป ที่ไหนได้ พวกเธออาจตกอกตกใจเมื่อรู้ข่าวในนาทีแรก แต่หลังจากนั้นจะมีแต่ยิ้มแสยะสะใจทุกครั้งที่นึกถึง ผู้หญิงเป็นเพศที่พึงใจในรูปโฉมของตน อัตตาของพวกเธอจะสูงขึ้นมากถ้าหากรู้ว่าความสวยที่มีนั้น รุนแรงพอจะฆ่าคนได้ ..

ชายหนุ่ม ฟังแล้วนิ่งทื่อ เพราะเพิ่งไม่นานนี่เอง เขาเคยคิดวูบวาบอยากเขียนจดหมายลาตายแบบที่จะทำให้ลานดาวจดจำ อาลัย และรู้สึกผิดไปจนชั่วชีวิต แม้แค่คิดเล่นๆ ก็มีกำลังขับให้อยากเอาจริงอยู่ในส่วนลึก

.. ครับน้า ยากจริงๆที่จะหาของขวัญของกำนัลอะไรทำให้เธอดีใจ จ๊ะเป็นผู้หญิงสวยที่ไม่มีจุดอ่อน บ้านเธอมีฐานะอยู่แล้ว มีรถขับอยู่แล้ว เรียนเก่งอยู่แล้ว ไม่ต้องพึ่งพาใคร มีแต่ใครจะไปพึ่งพาเธอกัน เอ้อ!… อะไรทำให้เธอสมบูรณ์แบบขนาดนี้ครับ? ..

อุปการะ ระบายลมหายใจอย่างเริ่มรำคาญคำถามจุกจิก แต่นี่เป็นสิ่งที่เขาเตรียมใจไว้แล้ว เขาจะต้องเผชิญกับลูกค้าเจ้าปัญหาอีกมากนัก

.. เขาเคยมีครูดี มีผู้นำแสงสว่างในชีวิตที่ดี โบราณเรียกมีกัลยาณมิตรชอบนั่นแหละ ในชาตินั้นเขาเพียรสร้าง เพียรสั่งสมความดีทุกวิถีทางตามคำสอนของครู ด้วยใจเชื่อมั่นศรัทธาว่าชาติต่อๆไปจะอยู่ดีมีสุขพร้อมพรั่ง และตอนนี้เขาก็กำลังเสวยวิบากนั้นแล้ว ชีวิตเขาเหมือนฝัน เหมือนแต่งเอาได้ตามปรารถนา คนพวกนี้มีตัวตนอยู่จริง และน้องก็ได้เห็นแล้ว ..

.. น้ารู้ละเอียดจังนะครับ ไม่เห็นต้องนั่งสมาธิเคร่งครัดอะไรอย่างในหนังเลย ..

.. กรรมใหญ่ที่ส่งผลหลักๆนั้นดูง่าย อย่างเรื่องรูปร่างหน้าตา ฐานะความเป็นอยู่ ใช้จิตสัมผัสนิดเดียวก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าสมาธิเพื่อเล็งรายละเอียดหรอก ..

.. ผู้หญิงสวยๆ เดี๋ยวนี้เอาเนื้อหนังมังสาไปแลกเงินกันเยอะ บางคนหน้าตาท่าทางเหมือนลูกผู้ดีไปทุกกระเบียดนิ้ว อันนี้ว่าตามเนื้อผ้า พูดง่ายๆ สวยแล้วมักจะฉลาดน้อย หรืออย่างดีก็ปานกลาง สวยแล้วมักจะยากจนหรืออย่างดีก็พอกิน ทำไมจ๊ะได้รับข้อยกเว้นพิเศษ มีครบกว่าใครเขา? ..

ทาน คือเหตุแห่งความรวย ..
ศีล คือเหตุแห่งความสวย ..
การแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตให้ลุล่วงด้วยเหตุผลที่ถูกต้องคือ เหตุแห่งสติปัญญา ..

.. แต่คนเราจะเหมาเอาทั้งทาน ศีล และความรู้จักเหตุผลไว้ในตัวคนเดียวพร้อมกันนั้นยาก เว้นแต่จะมีครูดี ชี้ทางถูก และมีความเพียรพยายามให้ต่อเนื่องด้วยศรัทธาปสาทะแก่กล้าพอเท่านั้น ..

.. ฟังดูน่าจะเข้ากันดีนี่ครับ การให้ทาน การมีศีลสัตย์ ทำไมน้าถึงว่ารวมไว้ในตัวคนเดียวยาก? ..

.. สวยระดับเพื่อนของน้องนั้น โดยมากจะมาจากเหตุคือเคยรักษาศีลพรตบริสุทธิ์ผุดผ่องแบบนักบวชสตรีในปางก่อน ซึ่งคนเราเมื่อเป็นนักบวชก็มักอยู่ในฐานะผู้ขอ หาโอกาสเป็นผู้ให้ทรัพยทานใหญ่ๆได้ยาก ยิ่งถ้าเป็นพวกเก็บตัวในป่าตามลำพัง โอกาสแบ่งลาภให้แม้เพื่อนในสำนักเดียวกันก็แทบไม่มี อย่างดีก็ให้แก่สัตว์ ส่วนคนรวยล้นฟ้านั้นมักเคยเป็นพ่อค้าวาณิชผู้ยินดีในทาน ให้ทรัพย์เป็นทานเหมือนงานอดิเรก ยิ่งทำยิ่งสนุก ยิ่งชอบใจ ซึ่งถ้าเพลินทำทานมาก ติดดีในระดับทานมากเข้า ใจก็อาจประมาทในความดีขั้นสูงขึ้น เพราะหลงนึกว่าแค่นี้ดีพอแล้ว ไม่ต้องควบคุมกาย วาจา ใจมากไปกว่านั้น เป็นเหตุให้บกพร่องในศีลสัตย์ได้ง่าย ..

.. แย่จัง ดีตรงโน้น ไปขัดตรงนี้ ..

.. ก็ไม่เชิง ขอเพียงถ้าคนเราเพียงรู้หลัก อยู่บ้านธรรมดาก็ถือศีลให้บริสุทธิ์ครบทั้งกาย วาจา ใจได้ คิดให้ทานเป็นอดิเรกได้ ยกตัวอย่างเพื่อนผู้หญิงของน้องคนที่เรากำลังพูดถึงกัน ที่เขาสร้างกุศลใหญ่อันเป็นครุกรรม หรือกรรมหนักที่ให้ผลยืนยาว ก็มักอาศัยชัยภูมิขณะเสวยชาติเป็นธิดาคหบดีเหมือนชาตินี้แหละ ..

.. รายละเอียดเป็นอย่างไรพอจะเล่าเป็นตัวอย่างได้ไหมครับ? ..

.. ถ้าลงลึกผมต้องใช้กำลังมากเกินไป เอาเป็นอย่างนี้นะ ทานของเขาจะมีลักษณะของจิตที่แผ่เมตตาไม่มีประมาณแถมท้ายไปด้วย แล้วศีลของเขานั้นแข็งแกร่งขนาดมีเหตุลองใจมายั่วแค่ไหนก็ไม่ยอมละเมิด เรียกว่ายอมลำบาก ยอมกัดฟันสวนทางกิเลสเพื่อรักษาความตั้งใจอยู่ในกรอบของศีลมาเกินพอ ..

.. แปลว่าจ๊ะนี่แหกด่าน ทะลวงข้อจำกัดได้เพราะมีครูดี ชี้ทางถูกให้ตลอดสาย? ..

.. ใช่ ..

.. อือม์… มีครูดีนี่ก็รอดตัวไปนะครับ แต่ชาตินี้ท่าทางเขายังไม่เจอครูดีกระมัง รวยแล้วก็เห็นยังงกอยู่ แล้วก็ไม่ได้ทำตัวเป็นแม่งานการกุศลที่ไหนเลย ..

.. ก็อาจจะยังไม่ถึงเวลา ชีวิตคนมีหลายปี หลายช่วงจังหวะ ต้องดูกันยาวๆ เหมือนกับเกมหมากรุกที่ยังเล่นไม่จบ ต่อให้ดูเพลี่ยงพล้ำเสียเปรียบอย่างไร ก็ยังไม่ถูกตัดสินว่าแพ้ ..

นนทกานต์ ขยับตัวเปลี่ยนท่านั่ง ถอนใจเฮือก เหมือนมีคำถามอีกมากมาย แต่ก็คล้ายหมดคำพูดจะเอ่ยแบบชักเริ่มเกรงใจคนตอบ

.. สรุปคือน้าจะให้ผมตัดใจจากเขา? ..

.. เรียกว่ายอมสละทุกข์ออกจากใจไปก้อนหนึ่งก็แล้วกัน ..

ชายหนุ่ม หัวเราะแผ่ว

.. ขอบคุณนะครับ น้าทำให้ผมรู้สึกว่าบางทีเราฟังเรื่องลี้ลับแล้วนึกว่าตลก แต่เราเองนั่นแหละ ที่อาจเป็นตัวตลก ..

.. โลกเราไม่มีคนดู ไม่มีตัวละครหรอก เพราะฉะนั้นก็หาตัวตลกไม่เจอ ทุกคนแค่อยากได้ในสิ่งที่ไม่สมตัว เลยเป็นทุกข์เพราะความทะยานอยากนั้นแล้วๆเล่าๆ เพราะความไม่รู้ ไม่ตระหนักตามจริง ..

.. น้านี่เหมือนพระจังเลย ..

ด้วยความเอ็นดูในส่วนลึก
ประกอบกับที่เป็นลูกค้ารายแรก อุปการะจึงตัดสินใจเปิดเผย

.. ผมเพิ่งสึกมาได้สักพักหนึ่ง ความจริงเป็นพระมาทั้งชีวิต นี่เพราะไม่เหลือใครดูแลคุณแม่ซึ่งแก่มากแล้ว เลยจำเป็นต้องสละผ้าเหลืองสักระยะ ..

.. อ้อ… อย่างนั้นเองหรือครับ ..

ชายหนุ่ม รับทราบด้วยความสนใจ และมีความไยดีขึ้นมาเล็กน้อย เกิดความรู้สึกอยากแนะนำใครต่อใครมาเป็นลูกค้าของหมออุปการะให้มากๆ เป็นการช่วยอุดหนุน แม้เขาจะไม่ได้รับคำพยากรณ์ที่ถูกใจ แต่หมออุปการะก็ให้คำปรึกษา คลายความยึดติดแน่นเหนียวในใจเขาลงได้มาก พลิกข้อมือดูนาฬิกา เห็นเป็นเวลาใกล้ฉายหนังรอบที่เขาจองไว้ จึงล่ำลา

.. อย่างนั้นต้องขอบคุณสำหรับคำแนะนำต่างๆนะครับ เอ่อ… สองร้อยใช่ไหมครับ? ..

คำถามนั้น มีมาพร้อมกับท่าทางกะลิ้มกะเหลี่ย

อุปการะ กะพริบตาทีหนึ่งคล้ายอ่อนใจ

.. ถือว่าน้องมาใช้บริการผมเป็นรายแรก เอาร้อยเดียวพอก็แล้วกันนะ ..

นนทกานต์ หัวเราะเขินๆ แต่นัยน์ตาเป็นประกายสมหวัง

.. แหะๆ ครับ ขอบคุณคุณน้าอีกทีครับ ..

ควักธนบัตรจากกระเป๋ายื่นให้ ยกมือไหว้ด้วยความเคารพ กล่าวลาพร้อมคิดในใจว่า หาเรื่องชวนลานดาวเที่ยวได้อีกครั้ง ผู้หญิงกับหมอดูเป็นของคู่กันอยู่แล้ว แม่นขนาดนี้หล่อนคงเห็นเป็นบุญคุณแน่ถ้าเขาพามาพบ!




-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่าน กรรมพยากรณ์ ตอนที่ 1-42 ได้ที่นี่นะคะ

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    29/08/2005 05:36 PM

 


หนังสือ ..... พระราชอำนาจ
เขียนโดย ..... ประมวล รุจนเสรี
อ้างอิงจาก ..... หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์


บทอาเศียรวาท

.. เราอ่านแล้ว เราชอบมาก เขียนได้ดี เขียนได้ถูกต้อง ..

คือ กระแสพระราชดำรัสที่ทรงตรัสกับนายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา และทรงรับสั่งให้เชิญกระแสพระราชดำรัสนี้มาแจ้งกับข้าพระพุทธเจ้า

.. เรา .. ทรงชี้พระหัตถ์ไปที่พระอุระของพระองค์ .. ให้ไปบอกเขาว่า เราชอบมาก ..

ข้าพระพุทธเจ้า ได้ยกมือทั้งสองประนมเหนือศีรษะน้อมรับกระแสพระราชดำรัสนี้จากท่านปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา เมื่อได้พบกัน ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2548 เวลา 17.00 น. ณ บ้านของท่านปีย์ฯ

กระแสแห่งความปลื้มปีติ และปัสสัทธิเอ่อล้นท่วมหัวใจของข้าพระพุทธเจ้าจนมิอาจจะพรรณนาความใด ๆ ออกมาได้ ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นต่อข้าของแผ่นดินคนหนึ่งและขอพระราชทานกราบบังคมทูลเพิ่มเติมว่า

คนไทยในปัจจุบัน อยู่ในสภาวะที่เครียดจัดกับปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เกรงจะขยายตัวออกไปจนเกิดการเสียดินแดนขึ้นในสมัยของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปัญหาน้ำมันแพงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง คนไทยตั้งแต่ชนบทจนถึงในเมืองต่างมีหนี้สินล้นพ้นตัว มีค่าครองชีพสูงขึ้น โรคเอดส์-ยาเสพติดกลับมาระบาดมากขึ้น คุณธรรมศีลธรรมของผู้คนเสื่อมทรามลง เกิดการปล้นฆ่า ฉกชิง วิ่งราว ข่มขืน อนาจารขึ้นมากมาย ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นในทุกระดับการปกครอง แต่กระบวนการตรวจสอบปราบปรามอ่อนแอเพราะถูกครอบงำและแทรกแซง วันนี้ราชการอ่อนแอ-คนไทยอ่อนแอ ทำให้คนไทยเครียด-วิตกกังวล-มองไม่เห็นอนาคต

คนไทยทุกหมู่เหล่า คงได้แต่หวังในพระบรมเดชานุภาพในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทที่จะปกแผ่ลงมาเยียวยาแก้ไขปัญหาทั้งมวลและดำรงชาติดำรงไทยไว้ภายใต้ .. พระราชอำนาจ .. ในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท

แต่คนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน
กลับขาดความรู้ความเข้าใจใน .. พระราชอำนาจ .. ที่ถูกต้องและเพียงพอ


คนไทยส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่า พระมหากษัตริย์ไทยต้องอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ทั้งที่กฎหมายรัฐธรรมนูญทุกฉบับพระมหากษัตริย์ทรงให้ความเห็นชอบหรือทรงมีพระบรมราชานุมัติก่อนจึงจะประกาศใช้บังคับได้

คนไทยส่วนใหญ่รู้จัก .. พระราชอำนาจ .. ตามลายลักษณ์อักษรที่ปรากฏไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น ทั้งที่ยังมี .. พระราชอำนาจ .. ตามนิติราชประเพณีอีกมาก

ราชการเองก็ยังไม่เข้าใจ ในเรื่องของ .. พระราชสมภารเจ้า .. จึงได้ตรากฎหมายและใช้กฎหมายเกี่ยวกับสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ผิดนิติราชประเพณีทำให้เกิดสังฆาเภทสงฆ์แยกเป็น 2 ฝ่าย

คนไทยส่วนใหญ่ทราบดีว่า ยามที่เกิดวิกฤติการณ์ใด ๆ ขึ้นในบ้านเมืองเกินกว่ากำลังความสามารถที่จะใช้กลไกตามปกติของทางราชการและกฎหมายเยียวยาได้ พระมหากษัตริย์ของคนไทยจะทรงแก้ไขวิกฤติการณ์เหล่านั้นได้เสมอ

ด้วยเหตุนี้ ข้าพระพุทธเจ้าจึงค้นคว้าเรียบเรียงเขียน .. พระราชอำนาจ .. ขึ้นมาท่ามกลางกระแสวิกฤติการณ์และความเลวร้ายต่าง ๆ และก็มิได้มีความคาดหวังแม้แต่น้อยว่าคนไทยจะให้ความสนใจในหนังสือนี้ เพราะข้าพระพุทธเจ้าถูกขัดขวางเป็นประจำจากคนบางกลุ่มบางพวกเสมอนับตั้งแต่ได้ออกหนังสือ .. การใช้อำนาจ เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ..

เมื่อข้าพระพุทธเจ้า ได้น้อมรับกระแสพระราชดำรัสดังกล่าวนี้มาแล้วทำให้ต้องพยายามแพร่กระจายหนังสือเล่มนี้ให้กว้างขวางในหมู่คนไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ .. พระราชอำนาจ .. ในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมาเป็นมหาจักรขับเคลื่อนประเทศและประชาชนชาวไทยสืบไป


ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

(นายประมวล รุจนเสรี)


----------


คำนำ

พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ เป็นของสูงที่คนไทยยกไว้ทูลเกล้า ทูลกระหม่อม มาตั้งแต่โบราณกาลนับพันปี พระราชอำนาจที่เคยมีอย่างสมบูรณ์เบ็ดเสร็จ เด็ดขาดได้เปลี่ยนแปลงไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และขนบธรรมเนียมนิติราชประเพณี ทำให้คนไทยยุคประชาธิปไตยปฏิบัติตนต่อพระราชอำนาจ ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เหมาะสมบ้างไม่เหมาะสมบ้าง อย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์บ้าง

บุคลากรที่เกี่ยวข้อง กับการใช้อำนาจอธิปไตยในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ จะต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในอำนาจที่จะต้องบริหารจัดการ มิใช่เพียงบริหารอำนาจตามตัวอักษรที่ปรากฏ บางเรื่องบางกรณีก็ไม่ปรากฏหลักการปฏิบัติในการใช้อำนาจไว้เป็นลายลักษณ์อักษร จะต้องใช้อำนาจจัดการเรื่องเหล่านั้นตามวัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยมของคนไทย และนิติราชประเพณี บางกรณีผู้ใช้อำนาจก็คำนึงถึงแต่ความถูกต้องของขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายเท่านั้น มิได้คำนึงถึงความถูกต้องโดยธรรม

ความจริงถ้าคนไทย และผู้มีหน้าที่ทุกฝ่ายได้เข้าใจประวัติความเป็นมาของพระราชอำนาจในสถาบันพระมหากษัตริย์ว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทยในปัจจุบัน เกิดจากการเตรียมการและยินยอมพร้อมใจของพระมหากษัตริย์ไทย มิได้เกิดจากการต่อสู้แย่งชิงอำนาจของประชาชนโดยตรง มิได้เป็นความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนเหมือนฝรั่งเศสและประเทศอื่นๆ ในทางตรงกันข้าม ความสัมพันธ์ของประชาชนกับพระมหากษัตริย์ของเราเป็นมาด้วยความมีใจ ผูกพันซึ่งกันและกันอย่างไม่อาจแยกหรือทุบให้แตกสลายลงได้ พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ทรงปกครองดูแลประชาชนเยี่ยงบิดาปกครองบุตร ทรงห่วงใยในทุกข์สุข ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร และราษฎรก็ถวายความเคารพ ความศรัทธา ความเชื่อมั่น อย่างหมดจิตใจต่อสถาบันแห่งนี้

มรดกทางการเมืองการปกครองเช่นนี้ หากได้มีการค้นคว้ารวบรวมไว้ให้ นักการเมืองรุ่นใหม่ได้ศึกษาและเข้าใจ ก็จะช่วยให้สามารถมองเห็นแนวทางและวิธีการบริหารจัดการอำนาจอธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้เกิดมีความวัฒนาสถาพร ประเทศชาติ ประชาชนก็จะเจริญก้าวหน้า ไม่เกิดจลาจลกลางเมือง ประชาชน รัฐบาล และทุกฝ่าย ต่างก็จะได้ทำหน้าที่ของตนตามครรลองแห่งการปกครองที่ได้ตัดสินใจเลือกไว้

งานเขียนชิ้นนี้ จะไม่มีประโยชน์สำหรับคนที่มิได้มีความคิดและจิตใจที่ มั่นคงในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์แล้วยังจะเป็นที่ขัดหูขัดตา รำคาญใจเพิ่มขึ้น เสียสุขภาพจิตของผู้นั้นเปล่าๆ

จึงใคร่เรียนไว้แต่ที่นี้ว่า .............
ขอร้องผู้มิได้มีจิตใจและความคิดที่มั่นคงในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่าได้อ่านงานเขียนชิ้นนี้เลย


นายประมวล รุจนเสรี
29 กรกฎาคม 2548




-------------------------------------------------------------
>>> อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ .. พระราชอำนาจ .. ได้ที่นี่นะคะ

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    27/08/2005 10:37 AM

 


หนังสือเรื่อง ..... เหลียวมองหลัง
เขียนโดย ..... อาจารย์เกษม ศิริสัมพันธ์
แนะนำโดย ..... บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา


เหลียวมองหลัง เป็นหนังสือกึ่งอัตชีวประวัติที่เขียนโดยอาจารย์เกษม ศิริสัมพันธ์ ผู้เป็น .. ครู .. คนสำคัญท่านหนึ่ง ช่วงต้นๆ ทศวรรษที่ 1970 นั้น ท่านเคยเขียนคอลัมน์ประจำในนิตยสารฉบับหนึ่งของคุณณรงค์ เกตุทัต ดูเหมือนจะใช้ชื่อคอลัมน์ว่า .. มหาชนสนทนา .. ในอีกโอกาสหนึ่ง เมื่อทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการฝ่ายความสัมพันธ์ข้ามชาติและทางเลือกในการพัฒนาของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) นั้น ท่านอาจารย์เกษมก็กรุณารับคำเชิญเข้าไปร่วมประชุมเกี่ยวกับการวิจัยเรื่องกฎหมายครั้งหนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ จำได้ว่าในโอกาสนั้นท่านได้พบปะกับ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยชุด .. ร่างรัฐธรรมนูญ .. ซึ่งเป็นผู้ดูแลอยู่

เนื่องจากโครงการร่างรัฐธรรมนูญนี้มีนักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนเก่งๆ เข้ามาช่วยงานมาก ประกอบกับท่านอาจารย์ประเวศ วะสีทำหน้าที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ ในที่สุด ผลผลิตของโครงการนี้จึงเป็นส่วนสำคัญที่จุดกระแสการปฏิรูปการเมืองขึ้น จนถึงขั้นที่เกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งคุณอานันท์ ปันยารชุนทำหน้าที่เป็นประธาน และท่านอาจารย์เกษมได้ทำหน้าที่เป็นรองประธานฯ โดยท่านอาจารย์บวรศักดิ์มีบทบาทเป็นอย่างสูง ลงท้ายก็ก่อให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

ต้นฉบับชุด เหลียวมองหลัง เคยตีพิมพ์เป็นบทความย่อยๆ รวม 40 ตอนในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ ตั้งแต่ฉบับวันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2544 จนถึงฉบับวันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2544 ซึ่งได้รับรวบรวมมาตีพิมพ์ในรูปแบบของหนังสือเป็นครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ภัคธรรศเมื่อ พ.ศ. 2545 ในการตีพิมพ์ครั้งที่สองโดยสำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์นี้ ท่านผู้เขียนได้นำต้นฉบับที่เกี่ยวข้องกับอื่นๆ มาเพิ่มเติมให้อีกสามเรื่อง ยังผลให้หนังสือเล่มนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งกว่าการตีพิมพ์ในครั้งแรก

นอกจากนี้ การตีพิมพ์คราวนี้ยังมี .. คำนำสำนักพิมพ์ .. จากการตีพิมพ์ครั้งแรกโดยคุณคำนูณ สิทธิสมาน และการตีพิมพ์ครั้งที่สองโดยคุณรุ่งมณี เมฆโสภณ เมื่อสองนักหนังสือพิมพ์ใหญ่รุ่นใหม่ถึงสองท่านเป็นผู้เขียนคำนำ เหลียวมองหลัง จึงมีมุมมองเพิ่มเติมที่ทำให้หนังสือเล่มนี้น่าอ่านยิ่งขึ้นไปอีก ตัวอย่างเช่น ..........

คุณคำนูณเขียนว่า .. หากคุณเป็นคอการเมือง มิอาจไม่อ่าน มิอาจไม่สนใจ ..

คุณรุ่งมณีก็บอกว่า .. ดิฉันอาจเคยผิดพลาดในชีวิตมาบ้าง แต่เชื่อว่าไม่ผิดที่ .. บังอาจ .. แนะให้อาจารย์เกษมล้างมือจากการเมืองมาเขียนหนังสือ ..!!

ในการตีพิมพ์ครั้งที่สองที่มีคุณวิทยา ร่ำรวย เป็นบรรณาธิการ คุณณรงค์ เอี่ยมโอภาษ เป็นผู้ออกแบบรูปเล่ม คุณยุทธศักดิ์ ทินบาล เป็นผู้ออกแบบปก คุณกุลพัฒน์ ศรลัมพ์ เป็นผู้ออกแบบปก เหลียวมองหลัง จัดว่าเป็นหนังสือขรึมๆ ที่น่าอ่านที่สุดเล่มหนึ่งบนแผงหนังสือวันนี้อย่างไม่ต้องสงสัย บนหน้าปกของการตีพิมพ์ครั้งนี้ กองบรรณาธิการได้โปรยคำอธิบายไว้ว่า ..........

ท่านผู้เขียนคือ .. นักประชาธิปไตยและคอลัมนิสต์อาวุโส ผู้เฝ้ามองการเมืองไทยด้วยใจระทึก ..

ประวัติผู้เขียน .. ภายในเล่มก็ระบุว่าอายุท่านขึ้นเลข 7 แล้ว สำเร็จนิติศาสตร์บัณฑิตรุ่นแรกของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อีกทั้งสอบได้เป็นเนติบัณฑิต สำเร็จปริญญาโททางวารสารศาสตร์ ปริญญาโทและเอกทางรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน

ด้วยภูมิหลังทางการศึกษาที่ดีเด่นเช่นนี้ ท่านอาจารย์เกษมจึงเป็นหนึ่งในบรรดานักเรียนนอก จากสหรัฐอเมริการะดับ .. ด็อกเตอร์ .. รุ่นแรกๆ ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ท่านเป็นหนึ่งในอาจารย์จำนวนเพียงหยิบมือเดียวที่มีวิธีการสอนหนังสือที่โดดเด่น นั่นก็คือ การสอนหนังสือในลีลาของการเล่านิทานอย่างมีสีสัน เต็มไปด้วย .. การยิงหมัด .. ที่มีจังหวะจะโคนเร้าใจ ในบางครั้งสนุกสนานราวกับการดูภาพยนตร์เลยทีเดียว ไม่ใช่การนั่งอ่านคำบรรยายที่เตรียมมาบนกระดาษอย่างจืดๆ ชืดๆ เหมือนกับอาจารย์จำนวนมากในยุคนั้น ที่บางท่านถึงกับถือเป็นธุระที่จะบอกนักศึกษาว่าควรจะจดคำบรรยายอย่างไร .. เว้นวรรค .. ตรงไหนบ้าง!

การพูด ที่มีลีลาประจำตัวของท่านอาจารย์เกษม เพราะในงานเขียนของท่านจะใช้เครื่องหมายตอกย้ำ !!! แบบภาษาอังกฤษเสมอ คงจะไม่เป็นการผิดดอกที่จะบอกว่าท่านคงจะเป็นนักเขียนที่ใช้ !!! มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของภาษาไทยเลยทีเดียว

คิดว่านี่คงเป็นเทคนิคการเขียนเฉพาะตัวของท่าน เพื่อแสดงความรู้สึกพิเศษส่วนตัวของท่านเป็นการเพิ่มเติมไปจากความหมายของถ้อยคำ ซึ่งรู้สึกว่ามีนัยในเชิงกวีๆ ดี เพราะส่วนมากแล้ว เราไม่ค่อยทราบดอกว่า ความหมายที่ซ่อนอยู่ภายในเครื่องหมาย !!! แต่ละครั้งนั้นคืออะไรกันแน่ !

หลังจากสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่ 12 ปี พ.ศ. 2517 ท่านอาจารย์เกษมก็ออกมาช่วยท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช ตั้งพรรคกิจสังคม จนกระทั่งเป็นเลขาธิการพรรคกิจสังคม นอกจากนี้ ในช่วง 18 ปีที่ท่านผู้เขียนเลือกใช้คำกริยาว่า .. วุ่นวาย .. กับการเมืองไทยอยู่นั้น ท่านอาจารย์เกษมยังได้ทำหน้าที่อื่นๆ อีกหลายอย่าง รวมทั้งการเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนสามสมัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ฯลฯ

เมื่อ พ.ศ. 2535 ท่านอาจารย์เกษมได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคกิจสังคมและ ในภาษาของท่านเอง .. เลิกเล่นการเมืองเด็ดขาด ตั้งแต่นั้นมาวางตนเป็นอิสระ ไม่ฝักใฝ่พรรคการเมืองไหน หรือฝ่ายการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น .. จนกระทั่ง พ.ศ. 2540 ท่านก็กลายเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และ .. ปัจจุบันนั่งๆ นอนๆ อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ และ งานอดิเรก คือการเฝ้ามองการเมืองปัจจุบันด้วยความระทึกใจเป็นอย่างยิ่ง! ..

แน่นอน ความที่ท่านอาจารย์เกษมได้เข้าไปมีส่วนคลุกคลีกับการเมืองไทยในฐานะต่างๆ มาอย่างยาวนาน เรื่องราวที่ท่านเล่าให้ฟังในรูปแบบของอัตชีวประวัติ จึงไม่ใช่อะไรที่ธรรมดาๆ ทว่าเป็น .. เชิงอรรถ .. ที่นักประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่จะต้องเก็บเอาไว้เป็นหลักฐาน เพราะหลายๆ มิติของเรื่องราวที่ท่านเล่าให้ฟังนั้น เป็นประสบการณ์โดยตรงของท่านแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งหากท่านไม่ได้ถือเป็นธุระมาเล่าให้ฟัง ก็คงจะไม่มีใครมีโอกาสได้ทราบว่า อะไรเป็นอะไรในเรื่องนั้นๆ เป็นอันขาด

โดยสาระสำคัญ ในส่วนของเรื่องราวทางการเมือง หนังสือเล่มนี้ครอบคลุมระยะเวลาเอาไว้กว่าสองทศวรรษ จากช่วงความปั่นป่วนทางการเมืองที่ฝ่ายขวาประจันหน้ากับฝ่ายซ้ายในทศวรรษที่ 1970 จนกระทั่งถึงยุคปฏิรูปการเมืองในทศวรรษที่ 1990

ทว่าความที่ท่านผู้เขียนเป็นคนมีภูมิหลังทางการศึกษาหนักแน่น อีกทั้งมีบทบาทใกล้ชิดกับบุคคลและเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญๆ ไม่ใช่น้อยๆ .. กรอบแห่งการอ้างอิง .. ของท่านผู้เขียนจึงกว้างไกลไปกว่านั้นอีกมาก เพราะเนื้อหาหลายๆ ส่วนของผลงานแต่ละส่วนจะเอ่ยถึงที่มาที่ไปของปรากฏการณ์ทางการเมืองต่างๆ อย่างอิสระ ไม่ได้มีขอบเขตจำกัดอยู่เพียงแต่เรื่องราวนั้นๆ เท่านั้น

หากอยากทราบว่า เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้น่าตื่นเต้นเพียงใด ก็พิจารณาจากชื่อเรื่องต่างๆ ที่ท่านผู้เขียนตั้งไว้ก็ได้ ตัวอย่างเช่น .. มาเฟียมหาดไทย .. ความเสื่อมสลายของระบอบเผด็จการทหาร .. 14 ตุลา : จุดตัดทางประวัติศาสตร์ .. รัฐบาลคึกฤทธิ์ .. เมื่ออินโดจีนตกเป็นคอมมิวนิสต์ .. คึกฤทธิ์พบเหมาเจ๋อตุง .. ซ้ายก็โยก-ขวาก็บีบ .. ภารกิจของนักการเมือง .. ประชาธิปไตยครึ่งใบ .. ยังเติร์ก .. ปฏิรูปการเมือง .. ฯลฯ

หนังสือเล่มนี้ มีเนื้อหาเกี่ยวกับอัตชีวประวัติของท่านผู้เขียนด้วย โดยเริ่มต้นตั้งแต่ชีวิตในวัยเด็ก การไปเรียนต่อในสหรัฐอเมริกา ประสบการณ์ในฐานะที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมทั้งคำบอกเล่าถึงกิจกรรมต่างๆ บางอย่างของท่านกับนักวิชาการรุ่นใหญ่ๆ และรุนใหม่ๆ ที่เพียรพยายามที่จะปฏิรูประบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยอย่าง ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ดร.อดุล วิเชียรเจริญ ดร.นิออน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ท่านอาจารย์เสน่ห์ จามริก ดร.ประชุม โฉมฉาย ดร.พัทยา สายหู และ ดร.สมศักดิ์ ชูโต .... ฯลฯ

ลักษณะเด่น ของ เหลียวมองหลัง ก็คือเป็นหนังสือที่อ่านได้สนุกเรื่อยๆ เพราะท่านผู้เขียนมีทักษะเป็นนักเล่าเรื่องชั้นเซียนทีเดียว นอกจากการใช้ภาษาเรียบๆ เบาๆ ที่ไม่ได้เรียกร้องความพยายามจากผู้อ่านเป็นพิเศษแต่อย่างใดแล้ว เรื่องราวที่ท่านยกขึ้นมาเล่าจะเต็มไปด้วยอุทาหรณ์อันลึกซึ้ง อารมณ์ขันเบาๆ และเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจต่างๆ อย่างมากมาย

จุดที่เด่นเป็นพิเศษก็คือ การที่ท่านผู้เขียนจะเล่าเรื่องราวที่แสดงถึงสติปัญญา ไหวพริบ อารมณ์ขัน อุปนิสัย และความเมตตาของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นระยะๆ รวมทั้งรสนิยมในการ .. กิน .. ที่ออกจะประหลาด เช่น การกินข้าวต้มผัดกับแยมสตรอเบอรี่ แกงเลียงกับน้ำพริกกะปิมะนาว และข้าวต้มกับปลาร้า ซึ่งท่านผู้เขียนยืนยันว่าล้วนเป็นอาหารจานเด็ดทั้งสิ้น !

หนังสือเล่มนี้ มีอะไรที่จะต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น ได้เรียนรู้เรื่อง ..........

ธรรมของผู้เป็นสัปปุรุษ 7 ประการ อันประกอบไปด้วย
1. ธัมมัญญู .......... รู้จักเหตุ
2. อัตถัญญู .......... รู้จักผล
3. อัตตัญญู .......... รู้จักตน
4. มัตตัญญู .......... รู้จักพอประมาณ
5. กาลัญญู .......... รู้จักกาลเวลาอันสมควร
6. ปริสัญญู .......... รู้จักผู้คนหรือประชุมชน
7. ปุคคสัญญู .......... รู้จักบุคคลว่าใครควรคบหรือไม่ควรคบ เป็นต้น

หากท่านผู้อ่านอยากจะรู้ว่า ท่านอาจารย์เกษมเห็นว่าธรรมข้อใดสำคัญที่สุดในการครองชีวิต ก็ต้องไปหาอ่านเอาจากหนังสือเล่มนี้เอาเอง แต่ที่บอกได้ตอนนี้ก็คือการปฏิบัติตามธรรมข้อที่ว่านี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นเหตุผลทำให้ท่านอาจารย์เกษมมีอารมณ์ขันอย่างนิ่มๆ นวลๆ เกี่ยวกับตัวท่านเองอยู่บ่อยๆ ซึ่งมีภาพในหนังสือของตัวท่านเองกำลังยืนเกาะโพเดียมพูดนั้น มีคำบรรยายประกอบว่า .. เมื่อเป็นเลขาธิการพรรคที่ไม่ค่อยได้เกี่ยวข้องกับการหาเงินเข้าพรรค แต่มีหน้าที่ขนเงินไปฝากแบงก์เท่านั้นเอง .. อารมณ์ซ่อนรูปชั้นดีเช่นนี้ มีเสนอใน เหลียวมองหลัง อย่างแพรวพราวทีเดียว

ใน เหลียวมองหลัง ท่านยังได้นำภาพส่วนตัวน่ารักๆ ของท่านในวัยต่างๆ มาแบ่งปันให้เราได้ดูอีกด้วย ไม่มีข้อสงสัยใดๆ เลยว่า นี่คือหนังสือว่าด้วยการเมืองไทยสมัยใหม่ที่มีคุณค่า และ อ่านสนุกที่สุดเล่มหนึ่งเท่าที่จะหาได้บนแผงหนังสือวันนี้ !


--------------------------------
จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    26/08/2005 12:19 AM

 


หนังสือเรื่อง ..... กามนิต วาสิฏฐี ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น กามนิต
แปลโดย ..... เสฐียรโกเศศ และ นาคะประทีป
ภาพประกอบ ..... ฝีมือของจิตรกรไทยชื่อ ช่วง มูลพินิจ


รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม

คำกล่าวนี้ คุ้นๆ หู และ ได้ยินบ่อย ๆ ซึ่งเป็นวลีที่แทบจะไม่ต้องแปลความหมาย แต่ในความเป็นจริง ที่เราได้นำมาใช้ โดยผิดความหมาย หรือ ที่มาอย่างแท้จริงอยู่เสมอๆ จำได้ว่า ได้อ่าน วรรณคดีเรื่อง กามนิต - วาสิฏฐี ของ เสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป และ ได้ยินคำพูดเล่นๆ ติดปากของคุณยายและผู้คนทั่วๆ ไป เสมอ ๆ ว่า .. รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม ..

กามนิต เป็นวรรณคดีที่มีสำนวนโวหาร ไพเราะเพราะพริ้ง มีจังหวะลีลาในการประพันธ์เหมาะสมแก่เหตุการณ์ในเรื่อง สมจริงดังคำกล่าวในบทคำนำ ในหนังสือนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงนำมาเป็นแบบเรียนแก่นักเรียนในอดีต และ เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของวิชาภาษาไทย ตามหลักสูตรสมัยใหม่ แล้วหนังสือกามนิต ก็ยังเป็นวรรณคดี ที่มีประเด็นให้อาจารย์ผู้สอน นำมาตั้งเป็นคำถามในข้อสอบได้มากมาย ซึ่งถ้าใครไม่ตั้งใจอ่านอย่างจริงจัง ก็อาจจะบ่นว่า เป็นเรื่องที่อ่านเข้าใจยาก เพราะสำนวนโวหารแบบไทยๆ สมัยก่อนที่ต่างจากปัจจุบัน

มาดูเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือกามนิต
เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันในวลีดังกล่าว
.....

.......... หลังจากกามนิต บุตรพ่อค้าที่เป็นเศรษฐีแห่งกรุงอุชเชนี ประสบปัญหา อกหัก เนื่องจาก วาสิฏฐี ธิดาเศรษฐีช่างทองแห่งกรุงโกสัมพี ถูกบังคับให้แต่งงานกับ สาตาเคียร ผู้เป็นบุตรของ ประธานมนตรี ร่วมกรุงโกสัมพี และ กามนิตมาณพ ผู้กลับมายังกรุงโกสัมพีในวันแต่งงานพอดี ได้เห็น เจ้าสาวในพิธีวิวาห์ ที่นั่งอยู่บนกูบหลังช้าง ซึ่งแม้มีเสื้อผ้าแพรพรรณหุ้มคลุมเป็นกลุ่มราวกับสีรุ้ง แต่ร่างที่อยู่ในผ้านั้น กลับคล้ายไม่มีชีวิต เพราะเห็นโยกย้ายไปตามกิริยาโคลงเคลงที่ช้างย่าง รู้สึกว่ามีอาการเศร้าๆ อย่างไร อธิบายไม่ถูก น่ากลัวว่าเวลาโยกจะพลัดตกจากหลังช้างกลิ้งลงมา ..........

.......... และเมื่อ กามนิต ได้เห็นชัดเจนว่า เจ้าสาวนั้นคือ วาสิฏฐี คนรักของเขา ผู้ซึ่งมีตำนานความรักยามค่ำคืนกับเขาบนลานอโศก ภายในบริเวณปราสาทของบิดานาง ที่ซึ่งทั้งสองได้สัญญารักต่อกัน ทั้งยังได้ให้ปฏิญญาแก่กันอีกครั้งหนึ่งที่ เทวาลัยพระกฤษณะ หลังกำแพงกรุงโกสัมพีด้านตะวันออก ว่าทั้งสองจะซื่อสัตย์ไม่พรากจากกันนอกจากมัจจุราชจะคร่าพาตัวไป แล้วกามนิต ก็ถึงกับหน้ามืด หมดกำลังวังชา ทอดกายให้ถูกอุ้มเข้าไปพักในโรงแรม นอนอยู่ในมุมมืด หันหน้าเข้าข้างฝา นอนแข็งอยู่อย่างนั้นหลายคืน น้ำตาไหลพราก ไม่ยอมกินอาหาร ไม่สามารถจะทำอะไรได้ นอกจากจมดิ่งอยู่ในห้วงความเสียใจที่เสียคนรักไป ไม่มีวันจะได้คืนมาอีกแล้ว นอกจากนี้ไม่ต้องการจะให้ใครเห็นตัวที่กรุงโกสัมพี เกรงจะมีใครจำได้ แต่ข้อที่สำคัญที่สุดคือ ต้องการปิดบังไม่ให้ วาสิฏฐี ทราบว่าเขากลับมาที่นี่อีก ..........

.......... รูปวาสิฏฐี ที่ได้เห็นครั้งหลังสุด ช่างกระไรติดตาชัดเจนอยู่ตรงหน้ามิเลือนลงเลย แม้จะแค้นแสนแค้นว่า ความสัตย์ปฏิญญาของสาวน้อยนี้หนอ เชื่อถือไม่ได้เอาทีเดียว แต่ก็เห็นความจำเป็นอยู่เหมือนกันที่นางถูกบิดามารดาบังคับ ทั้งรำลึกถึงใบหน้าและกิริยาอันเศร้าด้วยความทุกข์ระทม บนกูบช้างของนาง ความโกรธความแค้นที่แน่นจนคับอกก็พลันมลาย เหลือแต่ความสงสารเข้าไปเต็มตื้นอยู่ในใจ จนตกลงแน่วแน่ว่าจะไม่เพิ่มความทุกข์ของนางให้ยิ่งขึ้น ทั้งไม่ให้นางรู้ว่าเขากลับมากรุงโกสัมพีแล้ว จะไม่ให้รู้เรื่องแม้แต่เพียงนิดเดียว ในที่สุดเมื่อนางเห็นว่าเงียบหายไปนานก็คงจะคิดว่าเขาตายแล้ว ความทุกข์โศกก็จะค่อยๆ หายไปเอง ..........

.......... จากความเป็น วีรบุรุษ ในสายตาของ วาสิฏฐี เมื่อ กามนิต กลับมาอยู่กับบิดามารดา ที่กรุงอุชเชนี มหานครที่มีชื่อเสียงตลบไปในชมพูทวีป ว่าสนุกสนานหาความบันเทิงได้ไม่มีที่เปรียบ ไม่น้อยไปกว่าความงามรุ่งเรืองของปราสาทราชมนเทียร และ ความสง่าผ่าเผยของ เทวสถาน มีถนนหลวงกว้างใหญ่ เวลากลางวัน ก็ได้ยินเสียงม้าร้องอย่างคึกคะนอง และเสียงร้องของช้างอยู่กึ่งก้อง ตกกลางคืน ก็มีแต่เสียงพิณ และเสียงร้องเพลงในหมู่นักเที่ยวสนุกสนานเกรียวกราวอยู่ทั่วไป ..........

.......... กามนิต ผู้ที่จะลืมความโทมนัสแสนสาหัสที่เผาผลาญดวงใจนั้น เมื่อมีนางงามนำถ้วยทองอันเต็มปริ่มด้วยสุธารส และความบันเทิงมาฉอเลาะรออยู่ที่ริมฝีปาก แล้วไฉนจะไม่ดื่มโดยยินดี อาศัยที่ กามนิต มีปฏิภาณทันใจ มีความรู้ในศิลปวิทยา รู้จักการเล่นอันควรแก่การสมาคมทุกอย่าง นางคณิกาที่ลือชื่อจึงต้อนรับเขาเป็นแขกพิเศษ และ เพราะได้เรียนรู้ ภาษา มารยาทโจรมาแล้ว เป็นอย่างดี ระหว่างถูกกักรอการไถ่ตัวในชุมโจรขององคุลีมาล กามนิตจึงคบหาสมาคมกับ นางคณิกาชั้นต่ำด้วยพวกหนึ่ง ถึงแม้ว่าความเป็นไปของพวกชั้นนี้ จะเป็นชนิดที่เลวทราม แต่กามนิตก็ตีตนสนิทสนมมิได้รังเกียจ จนนางคณิกาเหล่านั้นหลายคนภักดีต่อเขาสุดชีวิตจิตใจ ..........

การเปลี่ยนพฤติกรรมไปหมกมุ่นอยู่ด้วยความสนุกสนานอย่างรวดเร็วนั้น
เท่ากับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ จึงมีคำพูดติดปากชาวอุชเชนีว่า .. รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม ..!!



กามนิต : ภาคบนดินและภาคบนสวรรค์
ถูกแปลโดย เสฐียรโกเศศ ระหว่างปี 2431-2512 และ นาคะประทีป ปี 2432-2488

กามนิต เป็นงานที่เสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป แปลเรียบเรียงจากฉบับแปลภาษาอังกฤษ ของ John E. Logie จากเรื่อง The Pilgrim Kamanita ที่แปลจากบทประพันธ์ ภาษาเยอรมัน ของ Karl Adolph Gjellerup กวีและนักเขียนชาวเดนมาร์ค ระหว่าง พ.ศ.2400-2462 ผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ปี พ.ศ.2460 ฉบับภาษาไทย จัดพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2473

เสฐียรโกเศศ ..... เป็นนามปากกาของ ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน
นาคะประทีป ..... เป็นนามปากกาของ พระสารประเสริฐ หรือ ตรี นาคะประทีป

ถึงแม้กามนิต จะเป็นวรรณกรรมแปลและเรียบเรียงมาจากภาษาอื่น แต่ด้วยความปรีชาสามารถทางภาษาและความรู้เรื่องต่างๆ อันเนื่องด้วยข้อความแปลของผู้แปลทั้งสอง ผู้เป็นปราชญ์ทางภาษาและวัฒนธรรมของไทย รวมทั้งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ พุทธศาสนาและประเทศอินเดีย ที่คนไทยคุ้นเคย ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องแปล จึงกลับกลายเป็นเรื่องของไทยๆ ซึ่งอ่านได้สนิทใจ

ส. ศิวรักษ์ ได้กล่าวถึงหนังสือ กามนิต วาสิฏฐี ว่า .....

.......... คุณค่าของกามนิต ในทางวรรณคดีนั้น ไม่เป็นที่กังขา แต่คนส่วนใหญ่สมัยนี้ คงไม่ทราบว่า หนังสือนั้น เป็นหัวเลี้ยวที่สำคัญในทางวรรณกรรมไทย ฝ่ายพระพุทธศาสนาด้วย ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปัญญาชนสมัยนั้น เริ่มรู้สึกแล้วว่า ไม่มีหนังสือสมัยใหม่ สอนพระพุทธศาสนา แก่คนรุ่นใหม่ พอกามนิตเผยร่างออกมา ทางสำนักไทยเขษม ปัญญาชนในสมัยนั้น ก็เลยโล่งอกไปว่า ในรัชกาลที่เจ็ดมีหนังสือดี ในทางพระศาสนา ปรากฏออกมาแล้ว ..........

.......... แก่นอันเป็นคุณค่า ของเรื่องกามนิต คือ ความรัก ความทุกข์จากรัก และดับทุกข์ด้วยธรรมะ นวนิยายนี้ เป็นงานโรแมนติก อันมีความลึกซึ้ง รสรักทางวรรณกรรม ได้เจือธรรมรสเข้าด้วยกัน กลมกลืน ทรงพลัง ประทับใจ มิใช่งานประพันธ์ดาดๆ สำหรับชั่วเวลาสักระยะหนึ่ง งานวรรณกรรมเรื่องนี้ จึงอยู่ในเกราะกำบังของกาลเวลา เนื่องจากความถึงพร้อมของเนื้อหา และรูปแบบศิลปะ ...........





 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    17/08/2005 01:02 PM

 


หนังสือเรื่อง ..... สี่แผ่นดิน
เขียนโดย ..... ศาสตราจารย์ พลตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช


ภาพนี้อยู่บนกล่องหนังสือคะ ..........
เป็นพื้นภาพสีทอง ลายเส้นสีน้ำตาล สวยมากๆ คะ
ภายในกล่อง มีหนังสือ แยกเป็น 4 เล่ม 4 แผ่นดิน
พิมพ์ครั้งที่ 3 ปี 2531 ของ สำนักพิมพ์ สยามรัฐ

เรื่อง สี่แผ่นดิน ..... เราได้หนังสือมาจากอา แล้วก็อ่านจบไปหลายๆ รอบแล้ว เริ่มแรกๆ สนุกดีนะคะ เราชอบ แม่ช้อย เพื่อนของแม่พลอย แต่รวมๆ แล้ว ชอบหมดคะ อ่านแล้ว รู้สึกเหมือนอยู่ในเหตุการณ์เลย อ่านรวดเดียวจบ 2 วัน 1 คืน คะ

คำนำ ของ หนังสือเรื่อง สี่แผ่นดิน ..... สี่แผ่นดิน ผู้เขียนได้แต่งขึ้น และนำลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ติดต่อกันมา เป็นเวลาปีเศษ ในขณะที่เขียนนั้น ก็มิได้คำนึงถึงขนาดของเล่ม ถ้าหากจะพิมพ์เป็นเล่มขึ้น แต่เมื่อได้มาเห็นขนาด เมื่อได้รวบรวมพิมพ์เป็นเล่มขึ้นแล้ว ผู้เขียนออกจะรู้สึกตกใจไม่น้อยไปกว่าท่านผู้อ่านอีกหลายคน เพราะขนาดหนังสือนั้นโตเกินคาด จำเป็นต้องแบ่งพิมพ์เป็นสองเล่ม แม้กระนั้นแล้ว หนังสือแต่ละเล่มก็โต จนผู้เขียนเองก็เห็นว่าอุ้ยอ้ายไป ถ้าหากว่าจะพิมพ์แบ่งออกเป็นสามเล่ม ก็อาจเบามือกว่า แต่จะทำให้ความสำคัญของหนังสือลดน้อยลงไป เพราะผู้เขียนเจตนาจะให้เล่ม ๑ นับรวบรวมเหตุการณ์ที่เกิดในยุคหนึ่ง และเล่ม ๒ นั้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ในยุคต่อมา

ในระหว่างที่เรื่อง สี่แผ่นดิน ยังลงพิมพ์อยู่ในสยามรัฐรายวันนั้น ได้มีผู้เขียนจดหมายมาถามบ่อยครั้งว่าเรื่อง สี่แผ่นดิน นั้นเป็นเรื่องจริงหรือไฉน และ แม่พลอย ตัวเอกของเรื่องนั้น เป็นบุคคลจริงๆหรืออย่างไร ปัญหาเช่นนี้จะตอบแต่สั้นๆ ได้โดยยาก จำต้องใช้วิธีอุปมาอุปไมย ถ้าจะเปรียบให้เห็นชัด ก็ต้องเปรียบกับการแสดงละคร ตามปกติในการเล่นละคร ย่อมต้องมีฉาก แต่ฉากละครนั้นเป็นของสมมุติ ตกแต่งให้ละม้ายคล้ายคลึงกับของจริง ส่วนตัวละครที่แสดงนั้น เป็นคนจริงๆ มีชีวิตและมีเนื้อหนังเหมือนคนดูทั้งหลาย หนังสือเรื่อง สี่แผ่นดิน นั้น เป็นของกลับกันกับ วิธีการแสดงละคร คือฉากทั้งหลายทั้งปวง ที่ผู้เขียนได้นำมาใช้ ในการเขียนเรื่องนี้ เป็นของจริงทั้งสิ้น และได้พยายามสอบสวนให้ตรงกับความจริง ตลอดจนเมื่อรวบรวมพิมพ์ขึ้นเป็นเล่มครั้งนี้ ก็ได้พยายามจนสุดความสามารถ ที่จะให้เหตุการณ์ และรายละเอียดแห่งชีวิต ที่ได้นำมาบรรยายนั้นถูกต้องตรงต่อความเป็นจริง ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

.......... ฉะนั้นฉากละครแห่งเรื่อง สี่แผ่นดิน จึงเป็นของจริงทั้งหมด แต่ตัวละครนั้นกลับเป็น ของสมมุติ คือ แม่พลอย ก็ดี วงศาคณาญาติตลอดจนเพื่อนฝูงของ แม่พลอย ที่เข้ามามีบทบาทในท้องเรื่องก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่ได้เกิดขึ้นด้วยจินตนาการของผู้เขียน แต่ในการสร้างบุคคลิกลักษณะของบุคคลเหล่านี้ ผู้เขียนก็ได้พยายามยึดถือเอาความจริงเป็นหลัก คอยกีดกันมิให้บุคคลเหล่านี้ พูดหรือทำสิ่งใดที่อาจเกินความจริงไปได้เลย เพราะฉากเบื้องหลังตัวละครนั้น ผู้เขียนได้นำของจริงมาใช้เสียแล้ว ดั่งที่ได้กล่าวมาแต่ต้น แม้แต่เครื่องแต่งตัวของ แม่พลอย จะนุ่งห่มสีอะไรก็ตรงต่อความจริง แต่ด้วยเหตุนี้ ตัวบุคคลในเรื่อง จึงกลายเป็นจริงขึ้นมาในความรู้สึกของผู้เขียน และบุคคลเหล่านี้ ได้เข้ามาดำเนินเรื่องของตัวเอง จนบางเวลาขณะที่เขียนอยู่นั้นเผลอไป เหมือนกับมีใครมากระซิบบอกให้เขียนอยู่ใกล้ๆ ..........

เจตนาของผู้เขียน ในการเขียนหนังสือนี้ ก็เพื่อจะบันทึกภาพรายละเอียดเบื้องหลังเหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้น ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลงมาจนถึงสิ้นแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดล ในระยะเวลาที่ค่อนข้างจะนานนี้ ได้มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นเป็นอันมากในเมืองไทย และได้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้นมากมายหลายเรื่อง เหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงต่างๆนี้ เป็นเรื่องที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ จึงเป็นสิ่งที่ใครๆก็ย่อมทราบ แต่สิ่งที่ประวัติศาสตร์มิได้จารึก ก็คือรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตและความเป็นอยู่ ตลอดจนความคิดเห็นของคน ที่ต้องประสบเหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ สิ่งเหล่านี้นับว่า เป็นรายละเอียดเบื้องหลังประวัติศาสตร์ และย่อมมีความสำคัญอยู่ไม่น้อย

.......... เพราะการอบรมประเพณีและราบละเอียดเล็กๆน้อยๆแห่งชีวิต ย่อมเป็นมูลฐาน ของความคิดเห็นและกระทำให้บุคคลเกิดปฏิกิริยาแตกต่างกันไป ในเมื่อมีเหตุการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงใดๆ มากระทบตัว หากเราได้ทราบรายละเอียดต่างๆนั้นได้บ้างพอสมควร เราก็สามารถที่จะเข้าใจความคิดเห็น บางอย่าง ความรู้สึกนึกคิดบางอย่าง และปฏิกิริยาต่างๆนั้นได้มากขึ้น แต่ถ้าเราไม่สามารถรู้รายละเอียดเหล่านี้ เสียเลยแล้ว ต่อไปเราก็ไม่อาจอยู่ในฐานะที่จะอธิบายมูลเหตุ ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตได้แจ่มแจ้ง และไม่อาจเข้าใจว่า เพราเหตุใดจึงได้มีปฏิกิริยาบางอย่างเกิดขึ้น หลังจากที่ได้มีเหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้นแล้ว ด้วยเหตุต่างๆที่ได้กล่าวมานี้ ผู้เขียนจึงมีเจตนาที่จะให้หนังสือ สี่แผ่นดิน นี้เป็นที่รวบรวม รายละเอียดเบื้องหลัง ประวัติศาสตร์ ต่างๆเหล่านี้ไว้อีกอย่างหนึ่ง นอกจากจะก่อความบันเทิงให้แก่ผู้อ่านแต่อย่างเดียว ถ้าหากว่า จะเปรียบเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นนั้น เป็นลายโครงบนผืนผ้าลายอย่างไทยๆ ผู้เขียนก็มีเจตนาที่จะให้หนังสือเรื่อง สี่แผ่นดิน นี้เป็นลายประกอบ เพื่อจะได้ทำผ้าลายผืนนั้นมีลวดลายเต็มขึ้น และวิจิตรพิศดารยิ่งขึ้น ผู้เขียนจะได้กระทำสำเร็จสมดั่งความเจตนาหรือไม่ ก็ยังไม่กล้ารับรอง ..........

ในการอธิบายรายละเอียดต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนกำเนิดของผู้เขียนนั้น ผู้เขียนได้รับความอุปการะ จากท่านผู้อ่านมากมายหลายท่านด้วยกัน บางท่านก็กรุณาให้ความรู้อันหาค่ามิได้ บางท่านก็กรุณาตักเตือนความผิดพลาด และข้อบกพร่องต่างๆ ซึ่งทำให้ผู้เขียนสามารถแก้ใขปรับปรุง ฉบับที่เป็นรูปเล่มนี้ ให้ถูกต้องต่อความเป็นจริงยิ่งขึ้น บางท่านก็มีความกรุณาให้กำลังใจสนับสนุน โดยวิธีเข้ามารับนับเป็นญาติโยมของ แม่พลอย ไต่ถามทุกข์สุขและส่งของมาให้ตามแต่โอกาส ซึ่งพระคุณเหล่านี้ ผู้เขียนขอจารึกไว้มิรู้ลืม และขออุทิศความดีแห่งหนังสือเล่มนี้ทั้งหมดเท่าที่มี ให้แก่ผู้มีอุปการคุณ ดั่งที่ได้กล่าวมาแล้ว

หนังสือเรื่อง สี่แผ่นดิน นี้ ใช้เวลานานในการเขียน และใช้เวลาอีกนานในการตรวจแก้การเรียงพิมพ์ เมื่อได้ทำสำเร็จมาเป็นรูปเล่ม ถึงมือท่านผู้อ่าน ผู้เขียนก็ออกจะภูมิใจเป็นธรรมดา และความภูมิใจนั้นจะมากยิ่งขึ้น ถ้าหากว่าหนังสือนี้ สามารถให้ความบันเทิงและประโยชน์แก่ท่านผู้อ่าน ได้ตามสมควร

บทความที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ ..... ศาสตราจารย์ พลตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
ได้เขียน ..... กล่าวไว้ใน คำนำ
เมื่อ ..... วันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๖
ของหนังสือเรื่อง ..... สี่แผ่นดิน ฉบับชุดแรก ที่จัดพิมพ์แบบรวมเล่ม

หนังสือเรื่อง สี่แผ่นดิน ให้ความรื่นรมย์ และสั่นสะเทือนความรู้สึก เช่นเดียวกับการให้ความรู้ และทัศนะเกี่ยวกับสังคมไทย ในช่วงสี่แผ่นดิน นับแต่แผ่นดินพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถึงแผ่นดินรัชกาลที่ 8 แม้ว่า การสะท้อนเรื่องราว ของสังคมไทย โดยเฉพาะวิถีชีวิตชาววัง ขนบประเพณี จะสะท้อนผ่านสายตา ของผู้มีความคิดอนุรักษ์นิยม ผสมเสรีนิยม พร้อมกับจุดยืนทางการเมือง ที่แน่นอน แนบแน่น กับฝ่ายราชาธิปไตย ภาพตัวละคร ที่เกี่ยวพัน กับคณะผู้เปลี่ยนแปลง การปกครอง 2475 อาจดูว่า เป็นตัวละคร ที่มีบุคลิกภาพ ไม่น่าชื่นชมนัก อย่างไรก็ตาม นวนิยาย มิใช่การบันทึกประวัติศาสตร์ ถึงจะอิงประวัติศาสตร์

ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ ทั้งนักประวัติศาสตร์ และนักประพันธ์ ถึงจะมีทางต่างกัน ก็ยังต้องวินิจฉัย หรือตีความประวัติศาสตร์ เพื่อส่งสารตามทางของตน ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เปรียบเทียบการสะท้อนชีวิต ในพระราชฐานชั้นใน ของพระบรมมหาราชวัง ของนวนิยายเรื่อง เดอะโรมานซ์ ออฟ เดอะฮาเร็ม ของแหม่มแอนนา ซึ่งประดุจ สี่แผ่นดิน ที่เขียนโดยฝรั่ง กับการสะท้อนภาพ ทำนองเดียวกัน หากต่างมิติ จากสี่แผ่นดิน ของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ภาพสะท้อน จากนวนิยาย ของแหม่มแอนนา จะเห็นว่า การที่พระราชฐานชั้นใน มีสีสัน มีความสนุกสนานมาก ก็ด้วยมีคนเล็กๆ ทำงานรับใช้ แม้คนชั้นสูง ที่เป็นเจ้าจอมหม่อมห้าม ก็ใช่อยู่ในภาวะพึงพอใจ เมื่อคิดถึงสิทธิสตรี ตามความคิดของฝรั่งเวลานั้น และในทางประวัติศาสตร์ไทย อาจารย์นิธิกล่าวว่า นิยายของแหม่มแอนนา จึงแตกต่าง ตรงข้ามกับนิยาย เรื่องสี่แผ่นดิน ซึ่งเป็นนิยาย ที่ให้ภาพพระราชฐานชั้นใน ของสมัยก่อน แก่คนไทยสมัยนี้ มากที่สุด

หนังสือเรื่องสี่แผ่นดิน เป็นวรรณกรรมที่นับได้ว่ายิ่งใหญ่ สำหรับวงการหนังสือไทย เพราะผู้เขียนเป็นนักปราชญ์ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้มีความเชี่ยวชาญ และ มีข้อมูลจริง สามารถประสานจินตนาการให้เข้ากับขนบธรรมเนียมประเพณีไทยอย่างกลมกลืน






แผ่นดินที่ ๑
..... ตำหนักที่เคยอยู่มา ด้วยความสุขร่มเย็น ต้นจันทน์ ต้นพิกุล ข้างตำหนัก ที่เคยเก็บดอกและผล มาแต่พลอยยังเล็กๆ ถนนในวังลาดหินแผ่นใหญ่ๆ ตำหนักต่างๆ ที่เคยผ่านทุกวัน ที่บนยอดพระมหาประสาทยังคงพุ่งเหยียดขึ้นรับแสงตะวันยามเช้า ทุกอย่างยังคงอยู่อย่างเคยเห็น ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และ ทุกอย่างเหมือนกับจะร้องตะโกนบอกว่า พลอยอย่าไป ! ถ้าจากไปแล้ว ก็จะไม่ได้พบเห็นกันอีก ถึงจะได้พบกันอีก ก็คงจะไม่เหมือนเก่า ! แต่พลอยก็ต้องกัดฟันก้าวเดินไป มิอาจหยุดยั้งลงได้ ..... ฯลฯ






แผ่นดินที่ ๒
..... คำพูดของตาอั้นในเรื่องนี้ ตลอดจน คำพูด กิริยา ท่าทาง ของประไพ ในบางกรณี ทำให้พลอยเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ตามยุค ตามสมัยนั้น ก้าวคืบเข้ามา แม้ในครอบครัว ลูกๆ ของพลอย กำลังเปลี่ยนไปทุกขณะจิต ตามความรู้สึกของพลอยนั้น ลูกคนเดียวที่ยังพูดกันรู้เรื่อง และ พูดกันได้ด้วยความเห็นใจ ยังมีแต่ตาอ๊อดคนเดียว และ พลอยก็รอให้ตาอ๊อดกลับอยู่ด้วยความหวัง ..... ฯลฯ






แผ่นดินที่ ๓
..... ชั่วชีวิตนี้ พลอยก็ได้เคยหวั่นเกรงต่อความไม่แน่นอนในอนาคตมาแล้วหนักต่อหนัก แต่ความไม่แน่นอนทั้งหลายทั้งปวงที่เคยผ่านมาแล้วนั้น ดูจะเบาทั้งน้ำหนักและน้อยทั้งปริมาณ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับความไม่แน่นอนอันใหญ่หลวงที่เกิดขึ้นคราวนี้ ..... ฯลฯ






แผ่นดินที่ ๔
คุณเปรม ..... พลอยร้องเรียกอยู่ในใจ ..... ฉันไม่เข้าใจอะไรหลายอย่าง ถ้า คุณเปรม ยังอยู่ ฉันก็คงจะถามได้ แต่ก็ช่างเถิด ไม่เป็นไร ..... ว่าที่จริง ฉันก็เริ่มจะเข้าใจอะไรได้บ้างแล้ว แต่ฉันอยู่มานานเต็มที คุณเปรม ..... ได้เห็นอะไรที่ไม่นึกว่าจะได้เห็น และ ไม่อยากจะเห็น ..... ฉันอยู่มาถึง สี่แผ่นดิน แล้ว คุณเปรม ..... สี่แผ่นดิน นานหนักหนา ..... ฉันเหนื่อยเต็มที เหนื่อยจะขาดใจ ..... คน สี่แผ่นดิน นั้น แก่เกินไปกระมัง หรือว่า ฉันจะเหนื่อยเพราะเรื่องอื่นก็ไม่รู้ ..... ฯลฯ

*****

มีพี่คนหนึ่งพูดถึงเรื่องนี้ ไว้ในเว็บบอร์ดของเราว่า ..... เรื่อง สี่แผ่นดิน อ่านกี่ครั้งๆ ก็เห็นภาพยุคสมัยที่เปลี่ยนไป แต่ความจงรักภักดีของแม่พลอยต่อแผ่นดินยังคงเปี่ยมใน ผู้หญิงโบราณ คนหนึ่ง

*****

คุณป้า add จาก เว็บไซต์บ้านธรรมดา ได้พูดถึงเรื่อง สี่แผ่นดิน ไว้ว่า ..... ได้อ่าน เรื่องสี่แผ่นดินเมื่อตอนเป็นเด็ก น่าจะประมาณ ป.5 เพราะ ที่บ้านมีตู้หนังสือที่พ่อซื้อหนังสือดีๆเก็บไว้มากมาย สิ่งที่ประทับใจมากตอนนั้น คือตอนที่พลอยจะต้องเข้าไปอยู่ในวัง

แล้วแม่สั่งว่า ..... อ้อ ! พลอย แม่พูดขึ้นเหมือนอย่างกับเพิ่งนึกอะไรออก เวลาเข้าประตูละก็ ต้องข้ามธรณีประตูให้พ้น เทียวนะ อย่าไปเหยียบหรือเอาเท้าไปเตะเข้า เดี๋ยวจะเกิดเรื่อง

เราเอง ..... ยังเด็กก็ไม่เข้าใจว่า ธรณีประตูมันกว้างใหญ่ขนาดไหน พลอยถึงจะข้ามธรณีประตูไม่ได้ และในที่สุดพลอยก็ได้เหยียบลงบนกลางธรณีประตูจนได้ ทั้งๆที่ได้ก้าวเท้ายาวที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว

ตอนที่อ่านเรื่องนี้ ..... ยังเป็นเด็กอายุไล่เลี่ยกับพลอยตอนที่เข้าวัง จึงรู้สึกประทับใจวัยนี้มากกว่าตอนที่พลอยโตแล้วค่ะ

*****

สำหรับน้ำตาล ..... ธรณีประตู ที่วัดพระแก้ว กว้างมากนะคะ ตอนที่เราเป็นเด็กๆ ตัวเล็กๆ ก็ไม่เคยข้ามพ้นสักที ผู้ใหญ่ชอบดุว่าไม่ให้เหยียบ เราก็ไม่เหยียบแล้วคะ ครั้งหลังๆ เราก็ใช้วิธี นั่งคุกเข่า แล้วก็คลานเข้าไป พอผู้ใหญ่เธอเห็น คราวนี้ เธอก็ไม่ดุแล้ว ได้แต่มองๆ แล้วก็ยิ้มๆ ไม่รู้ว่าผู้ใหญ่เธอจะคิดว่า ... เราฉลาดน้อยไป หรือ บ๊องๆ กันแน่ นะคะ :-) :-D

*****


โชคดี และ มีความสุขมากๆ นะคะ





 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    13/08/2005 11:07 PM

 


หนังสือ ..... พลังจิตใต้สำนึก
แปลจากหนังสือ ..... The Power of Your Subconscious Mind
ของ ..... Dr.Joseph Murphy
แปลโดย ..... คุณทศยุทธ


ด้วยการแนะนำจากคุณอา ปกติเราไม่สนใจหนังสือประเภทนี้ แต่ก็สงสัยว่าทำไมคนพูดถึงเยอะจัง แล้วคุณอาก็มาพูดให้เราฟัง แบบโฆษณาชวนเชื่อเลยนะ คือแบบไม่อ่าน..ไม่ได้แล้ว พอได้หนังสือมา ก็อ่านตั้งแต่ต้นจนจบรวดเดียวหนึ่งรอบ และคุณอาก็ชวนเข้าไปฝึกพลังจิตที่ สถาบันเพื่อการพัฒนาจิตและกาย ก็ได้คำตอบมามากมายว่า ทำไมจึงต้องพิมพ์ใหม่..ใหม่ อยู่เรื่อย..เรื่อย สิ่งที่ได้รับรู้จากหนังสือเล่มนั้น และจากสถาบันฯ ไม่ใช่เรื่องงมงาย แต่สามารถพิสูจน์ได้จากเหตุผลที่ว่า ความคิดของคนเรานี่แหละ ที่จะทำร้ายตัวเราหรือสรรค์สร้างตัวเรา

ชีวิตของคนเราที่ประสบความสำเร็จนั้น
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีขั้นตอนของการคิดมากมาย
ที่จะนำไปสู่การกระทำที่ตัวเราเป็นผู้เลือก เพื่อให้ชีวิตประสบความสุขและความสำเร็จ

เราสามารถสร้างความสำเร็จให้ตัวเองได้

เริ่มจากการตั้งเป้าหมาย
ที่เปี่ยมไปด้วย ความปรารถนาอย่างแรงกล้า
ผนึกให้ฝังแน่นอยู่ในใจตลอดเวลา
ไม่มีสิ่งใดจะมาเปลี่ยนแปลงความต้องการอันนี้ไปได้

ตามด้วย ความเชื่อ
เชื่อว่าความปรารถนานั้น จะต้องเป็นความจริงขึ้นมาแน่ๆ
............................ไม่ว่าด้วยวิถีทางใดๆ ต้องเกิดขึ้นแน่ๆ

จากนั้น ก็มี ความคาดหวัง รอคอยอย่างใจจดใจจ่อ
ต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้น ตามเวลาที่เรากำหนดได้

เมื่อไหร่ก็ตามที่ปัจจัยอันแรงกล้า 3 ประการนี้
เกิดขึ้นครบถ้วน ความสำเร็จนั้นย่อมอยู่ตรงหน้าเราเสมอ

และ อย่าลืมว่า .....
ต้องเป็น คนดี ... คิดดี ... ทำดี ... และ ไม่โลภ
ทุกอย่างก็จะดีตามมาเอง ทุกอย่างจริงๆ คะ

แต่คงไม่ใช่แบบ นั่งคิด..นอนคิด ว่าเมื่อไรราชรถจะมาเกย นะคะ :-D :-D



โชคดีค่ะ





 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    1/08/2005 12:00 PM

 


หนังสือเรื่อง ..... พ่อยอดชายของ ... ตาล
อยากเขียนโดย ..... น้ำตาล

หนังสือเรื่อง พ่อยอดชายของ ... ตาล
เป็นหนังสือทำมือยอดฮิต มีเล่มเดียวในโลก นะคะ :-) :-)

น้ำตาล มีความอดทนสูง และ เป็นนักอยากเขียน
ชอบแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ วิจารณ์ ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือว่า ยาวมากกกก ..!!
แต่ จะมีสาระ หรือ มีประโยชน์ กับเพื่อนๆ อีกหลายๆ คน บ้างหรือเปล่า .. ไม่รู้ .. :-D :-D

ลองอ่านเรื่อง พ่อยอดชายของ ... ตาล ดูก่อนนะคะ
เป็นการอยากเขียนถ่ายทอด เรื่องราวส่วนหนึ่งของชีวิตตัวเอง

แล้วก็รอให้ .. กันตนา .. มาขอเอาไปทำเป็นหนังอยู่ นะคะ
มีหลายรสชาติ ทั้ง .. ความรักกระหนุงกระหนิง .. ความรู้สึกที่ดีๆ ที่มีให้กันและกัน
เรื่องเร้นลับ เกี่ยวกับผีและวิญญาณ .. เรื่องเศร้าๆ .. เรื่องกีฬา .. เรื่องเรียน .. อย่างละนิด
แถมด้วยสาระบ้าง และที่สำคัญอีกอัน คือไม่มีเรื่อง sex ไม่เป็นพิษ เป็นภัย ต่อเด็ก และ คนชรา นะคะ :-D :-D


-------------------------------------------------------------

>>>>>> สนใจ ติดตามอ่าน คลิกได้ที่นี่นะคะ


.....

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    26/07/2005 06:53 PM

 


>>>>>> Wanakam.com

.......... เป็นเว็บไซต์ที่คัดสรรวรรณกรรมโลกที่ดีเยี่ยม มาแปลเป็นไทยเพื่อให้ได้อ่านกันแบบฟรีๆ เพราะยังมีงานวรรณกรรมดีๆ อีกมากมาย ที่ยังไม่ได้รับการแปลออกมาเป็นภาษาไทย ตอนนี้ ทางเว็บไซต์บอกว่า สามารถนำเสนอได้เฉพาะวรรณกรรมขนาดสั้นและกลางเท่านั้น และ หวังว่า ในอนาคตข้างหน้า ข้อจำกัดที่ว่านั้น จะหมดไป เพราะขณะนี้ wanakam.com สามารถปรากฏสู่สายตาผู้ที่สนใจได้ ก็โดยการสนับสนุนจาก คุณสนธิ ลิ้มทองกุล จากผู้จัดการออนไลน์ฯ ซึ่งเป็นผู้มีใจรักและเล็งเห็นคุณค่าของวรรณกรรม รวมทั้งที่ thaiday.com และ ethnicearth.com สถาปนิกผู้สร้างเว็บไซต์ Wanakam.com ..........

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    25/07/2005 10:15 AM

 


สิทธารถะ
ผู้เป็นปัจเจกพุทธะแห่งยุคสมัยฯ

อ้างอิงจาก ..... หนังสือเรื่อง สิทธารถะ .. SIDDHARTHA
เขียนโดย ..... แฮร์มัน เฮสเซ .. Hermann Hesse
แปลโดย ..... สีมน .. แปลจากภาษาเยอรมัน


สิทธารถะ ถูกแต่งขึ้นโดยแฮร์มัน เฮสเซ เจ้าของรางวัลโนเบิล สาขาวรรณกรรม ในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ นับว่าเป็นวรรณกรรมที่มีอายุหลายปีมาก แต่ก็ยังมีอิทธิพลอยู่ในใจของผู้แสวงหาบางกลุ่มพอสมควร

เป็นเรื่องราวของพราหมณ์หนุ่ม ซึ่งมีชื่อว่า สิทธารถะ ผู้บังเกิดในตระกูลอันสูงส่งและเพียบพร้อมทุกอย่างทั้งสติปัญญา รูปร่างหน้าตา และทรัพย์สมบัติ สิทธารถะ เป็นผู้ที่เหล่าพราหมณ์ชื่นชมในความสามารถและสติปัญญา แล้วยังเป็นผู้ที่บิดาหมายมั่นจะให้เป็นผู้นำเหล่าพราหมณ์ในภายภาคหน้า แต่ สิทธารถะ ไม่ได้พอใจกับสิ่งที่บิดาวาดหวังไว้ ท่านมุ่งแสวงหาหนทางที่จะสิ้นทุกข์

และ ท่านได้ลาเหล่าพราหมณ์ พร้อมเพื่อนๆ ผู้ศรัทธาในตัวท่าน มีนามว่า โควินทะ เพื่อไปบวช ฝึกตบะ บำเพ็ญเพียร ท่านเรียนรู้ได้รวดเร็ว และ เห็นว่าวิถีทางของการเป็นสมณะแบบนี้ ยังไม่ใช่ทางแห่งการสิ้นทุกข์ ท่านจึงได้ลาจากเพื่อนๆ เพื่อเข้าเฝ้า พระสมณะโคดม ผู้ที่ร่ำลือกันว่า เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งการสิ้นทุกข์แล้ว

.......... ณ เบื้องพระพักตร์แห่งพระสมณะโคดม สิทธารถะ ได้ฟังธรรม และ ท่านได้สูญเสีย โควินทะ เพื่อนผู้เป็นดุจเงาตามตัวของท่าน ให้แก่พระสมณะโคดม เพราะ โควินทะ ซาบซึ้งในรสพระธรรม และ ได้ปวารณาตัวถึงพระรัตนะตรัยอันเป็นที่พึ่ง แต่ตัวสิทธารถะเอง ไม่ได้เข้าร่วมในหมู่สมณะแห่งพระโคดม ไม่ใช่เพราะท่านไม่เชื่อว่าพระสมณะโคดม บรรลุถึงฝั่งแห่งการพ้นทุกข์แล้ว แต่เพราะท่านยังมีทิฐิที่ว่าจะไม่แสวงหาครูอาจารย์ใดอีก และ ท่านเชื่อว่าในชั่วโมงหรือวินาทีแห่งการตรัสรู้ธรรมของพระสมณะโคดมนั้น ไม่สามารถบอกกล่าวถึงสภาวะแห่งการรู้แจ้งนั่นออกมาได้ ท่านจะค้นหาด้วยตัวเองต่อไป ..........

นับจากที่ สิทธารถะ ได้จากพระสมณะโคดมมา ท่านได้พบหญิงงาม ชื่อว่า กมลา สิทธารถะ พึงพอใจในตัวนางอย่างมาก และ เพื่อจะได้ใกล้ชิดกับ กมลา ท่านจึงจำเป็นต้องมีทรัพย์สมบัติ และ ของขวัญ เพื่อ กมลา ท่านจึงได้ปลดเปลื้องเครื่องนุ่งห่มแห่งพราหมณ์ออก และ แต่งตัวอย่างชาวบ้าน เข้าไปค้าขายร่วมกับ กามสวามี จนร่ำรวย สิทธารถะ จึงได้ใกล้ชิด กมลา หญิงงามเมืองผู้นั้น และ ได้เรียนรู้ .. ศิลปะแห่งรัก .. จากนาง

.......... วันหนึ่ง เหตุการณ์ณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น สิทธารถะ เกิดเบื่อหน่ายในสิ่งต่างๆ และ กลับคิดได้ว่า ตัวเองคือใคร และ มาทำไมที่นี่ ท่านจึงได้หนีจาก กมลา ไปจนถึงริมฝั่งแห่งแม่น้ำ สิทธารถะ ได้พบกับสมณะ โควินทะ เพื่อนเก่าอีกครั้ง และ ที่นี่ท่านยังได้พบชายแจวเรือข้ามฝาก ที่ชื่อว่า วสุเทพ สิทธารถะ ได้ขออาศัยอยู่กับ วสุเทพ โดยขอทำหน้าที่แจวเรื่อข้ามฝากร่วมกับ วสุเทพ วสุเทพ ก็อนุญาต และ ยังได้สอนศิลปะของการฟังเสียงแห่งแม่น้ำให้ สิทธารถะ อีกด้วย ..........

อยู่มาวันหนึ่ง หมู่สมณะ และ ฝูงชนจำนวนมากต่างทยอยกันมายังแม่น้ำ เพื่อข้ามฝั่งไปเฝ้า พระสมณะโคดม ผู้อาพาธหนักใกล้จะปรินิพพาน ในหมู่คนเหล่านั้น มีหญิง กมลา และ เด็กน้อยคนหนึ่งร่วมทางมาด้วย กมลา โชคร้ายถูกงูพิษกัด สิทธารถะ ได้เข้ามาช่วย และ จำได้ว่าเธอคือ กมลา ผู้เคยเป็นที่รัก แต่ทุกสิ่งได้สายไปเสียแล้ว เพราะพิษงูร้ายได้กำเริบ และ ทำให้ กมลา ถึงแก่ชีวิต และ ทิ้งบุตรผู้บังเกิดแก่ สิทธารถะ ไว้กับ สิทธารถะ นั่นเอง

สิทธารถะ เฝ้าดูแล สั่งสอนบุตรด้วยความเอ็นดู แต่ก็หาได้ชนะใจเด็กน้อย ผู้มองว่า สิทธารถะ เป็นดั่งคนแปลกหน้าได้ไม่ และ วันหนึ่งบุตรชายได้หนีจากไปทำให้ สิทธารถะ เศร้าใจอย่างมาก

.......... บัดนี้ สิทธารถะ ได้เรียนรู้บทเรียนแห่ง ความสุข .. ทุกข์ .. เศร้า มามากพอสมควรแล้ว วสุเทพ ชายแจวเรือผู้ใจดีและมีความเอื้ออาทรอยู่เสมอ จึงได้ชักชวน สิทธารถะ ฟังเสียงแห่งแม่น้ำร่วมกับท่านอีกครั้ง วสุเทพ ได้ชี้นำ และ ให้ท่านเฝ้าดูแม่น้ำเอื้อนเอ่ย และ เหตุอัศจรรย์ก็ได้บังเกิดขึ้น สิทธารถะ อดีตพราหมณ์หนุ่มผู้รอบรู้ ได้ลุถึงฝั่งแห่งความสิ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงแล้ว และ เมื่อ วสุเทพ ชายแจวเรือ ผู้รอคอยเวลาอันสำคัญแห่ง สิทธารถะ มานานนักหนา ก็ได้ประจักษ์แล้ว จึงได้ลาจาก สิทธารถะ เข้าป่าไปสู่ความเป็นเอกภาพอันสมบูรณ์ของตัวเองต่อไป ..........

มาวันหนึ่ง ภิกษุโควินทะเพื่อนเก่าผู้เคยรัก และ เคารพ สิทธารถะ ได้ยินเสียงร่ำลือถึงชายแจวเรือผู้รอบรู้ปราดเปรื่องยิ่งนัก จึงได้เดินทางมาพบชายแจวเรือ และ จำได้ว่าคือ สิทธารถะ เพื่อนเก่านั่นเอง ทั้งสองได้สนทนากันด้วยเรื่องต่างๆมากมาย โควินทะ สังเกตได้ว่าความคิดของ สิทธารถะ ฟังดูแปลกพิกล จึงได้เตรียมตัวลาจากไป แต่สุดท้ายก่อนอำลา โควินทะ ผู้ยังมีทุกข์ร้อนในใจ ยังไม่ถึงฝั่งแห่งพระนิพพานได้ จึงขอร้องให้ สิทธารถะ บอกอะไรบางอย่างอีกซักครั้ง เพื่อท่านจะได้นำไปเป็นแนวทางขบคิดเพื่อหนทางแห่งความสิ้นทุกข์ต่อไป

สิทธารถะ ได้ให้ โควินทะ โน้มตัวก้มเข้ามา และ ให้จุมพิตที่หน้าผากของท่าน และ ในวินาทีนั้นเอง สิ่งอัศจรรย์ได้บังเกิดขึ้นแก่ โควินทะ ความรู้สึกมีตัวตนได้ดับไป น้ำตาได้ไหลอาบใบหน้าอันชราภาพของ โควินทะ โดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกภายในนั้น ราวกับถูกแผดเผาด้วยความรัก บังเกิดศรัทธา เลื่อมใสอย่างท่วมท้นในหัวใจ และ พระ โควินทะ ได้ค้อมเศียรคารวะจนจรดพื้นดิน แด่ผู้ที่นั่งไม่ไหวกาย รอยยิ้ม แห่งผู้นั้น ได้เตือนให้ท่านรำลึกถึงทุกสิ่ง ที่ท่านเคย .. รัก .. ยินดี สิ่งที่เคยทรงคุณค่า และ น่าเคารพบูชาในชีวิตของท่านเอง

และ บัดนี้ พระโควินทะ ก็ได้บรรลุถึงฝั่งแห่งความสิ้นทุกข์เฉกเช่น สิทธารถะ แล้ว เช่นกัน .. !!

สิทธารถะผู้เป็นปัจเจกพุทธะแห่งยุคสมัยฯ สิทธารถะผู้เรียนรู้สัจจะจากน้ำ ผู้เข้าถึงความสงบโดยละอาสวะออกจากจิตใจอันเกลี้ยงเกลา และ เป็นบุรุษผู้มอบศรัทธาแห่งธรรมแก่โควินทะสหายรัก จะเปรียบได้มั้ยว่า สิทธารถะ ผู้นี้ ผู้มีรูปกายอันงดงาม ดุจดังมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในโลกธรรม สิทธารถะผู้เข้าถึงฝั่งแห่งสัมมาสัมพุทธะ และ เพียงการสนทนาธรรมแรกของท่าน สามารถนำแสงแห่งธรรมอันอัศจรรย์ให้บังเกิดขึ้นแก่โควินทะผู้เคยรักและศรัทธาในตัวท่าน สนทนาธรรมแรกของท่านนั้น

...............................................เปรียบได้ดังธรรมจักรกัปปวัตตนะสูตร ได้หรือไม่ ?

และ โควินทะสหายรักผู้เคยรัก และ ภักดีต่อสิทธารถะ คือตัวแทนของหมู่ปัจจวัคคีย์ทั้ง ๕ ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยศรัทธาและยึดมั่น แต่สุดท้ายก็ทอดทิ้งพระพุทธเจ้าไป เพื่อวิถีที่เห็นว่าถูกต้อง และ โควินทะผู้นี้อาจยังเป็นตัวแทนของโกณฑัญญะอรหันตเจ้า ผู้ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาว่า คือภิกษุองค์แรก

...............................................และหรือ คือบุตรชายคนโตของพระพุทธศาสนา ได้หรือไม่ ?

ย้อนกลับไปในวัยเด็กของสิทธารถะ บุตรน้อยแห่งผู้นำพราหมณ์ มิใช่ท่านหรอกหรือ ผู้เป็นความหวังของบิดา และ เหล่าพราหมณ์ทั้งหลาย ที่หวังจะให้ท่านเป็นผู้นำพราหมณ์ในภายภาคหน้า เหตุการณ์นี้ เปรียบได้ดังเจ้าชายน้อยสิทธัตถะผู้ฉลาดปราดเปรื่อง และ เป็นความหวังของพระราชบิดาผู้หวังจะให้ครอบครองราชบัลลังก์ศากยวงศ์ในภายภาคหน้า และ อาจเป็นถึงมหาจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ไปในทุกทิศทั่วแผ่นพื้นชมพูทวีป และ การที่สิทธารถะต้องจากบิดาของท่านไปด้วยจิตอันแสวงหา และ ได้เข้าเป็นศิษย์ของนักบวชหมู่หนึ่ง

...............................................ก็หาได้ต่างจากการที่สิทธัตถะ ที่หนีพระราชบิดาออกบวช และ เข้าเป็นศิษย์ของอุทกดาบส และ อาฬารดาบส แต่อย่างใดไม่ ?

การที่สิทธารถะได้เจอกมลาและมีบุตรกับนาง ก็เปรียบทั้งสองได้กับ พระนางยโสธารา และ ราหุล ผิดก็แต่ในตอนสุดท้ายบุตรน้อยของท่านได้หนีจากท่านไป แต่ก็ไม่แน่นะ ถ้าเฮสเซได้เขียนภาคต่อไป สิทธารถะอาจรอให้บุตรของท่านโตกว่านี้ แล้วค่อยสอนท่านถึงวิถีแห่งแม่น้ำ ไม่นานบุตรของท่าน ก็อาจเข้าถึงธรรม

...............................................เฉกเช่นราหุลในกาลต่อมาก็ได้ ?

นิยายเรื่องนี้ ได้ทำเป็นภาพยนตร์ด้วย เฮสเซพยายามจะสร้างสิทธารถะ และ เหตุการณ์บางเหตุการณ์ ให้คล้ายกับประวัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คงจะเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นว่า แม้คนธรรมดาสามัญไม่ได้มีเลือดเนื้อเชื้อกษัตริย์ก็อาจบรรลุถึงธรรมได้ และ ก็อาจบรรลุได้จากการเรียนรู้จากสรรพสิ่งรอบตัว ไม่เว้นแม้แต่น้ำ หรือ อาจจะเป็นดิน ลม และ ไฟ หรือ อะไรก็ตาม

- แต่ในความเป็นจริงสามารถเป็นเช่นนั้นได้หรือ ?
- สัมมาสัมพุทธะ สามารถเกิดร่วมสมัยกันได้หรือ ?
- ฉะนั้นปัจเจกพุทธะ จะเกิดร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า ได้อย่างไรกัน ย่อมเป็นไปไม่ได้เช่นกัน ใช่มั้ย ?

จริงอยู่ ธรรมนั้นเป็นอกาลิโกฯ ไม่ว่าจะมีผู้ค้นพบธรรมหรือไม่ ธรรมนั้นก็มีอยู่ และ ก็ไม่จำกัดการเข้าถึงการบรรลุธรรมของผู้หนึ่งผู้ใด ทุกคนสามารถเข้าถึงธรรมได้ แต่นั่นก็ต้องเป็นไปตามวิวัฒนาการของการสร้างสมบารมีที่มากพอ และ เหมาะแก่ธรรมนั้น และ การเข้าถึงนั้นก็ต้องพร้อมกับเหตุปัจจัยที่เหมาะสมแก่เวลาของตนอีกด้วย

ในกรณีของสิทธารถะ ก็อาจเชื่อได้ว่าท่านสามารถบรรลุถึงธรรมได้ แต่ท่านไม่สามารถเป็นสัมมาสัมพุทธะได้ คงเป็นได้เพียงแค่ปัจเจกพุทธะผู้รู้เฉพาะตน และ สัมมาสัมพุทธะไม่อาจเกิดร่วมสมัยกันได้ ...!!!

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม นับได้ว่า เฮสเซได้แต่งนิยายเรื่องนี้ได้ยอดเยี่ยม ทั้งถ้อยภาษาที่คมคาย สละสลวยยิ่ง ใครได้อ่านแล้วก็ต้องนึกชมชอบในภาษาของท่านเป็นธรรมดา สมแล้วกับรางวัลโนเบิล แต่การนำแนวความคิดการดำเนินเรื่องมาจากพุทธประวัติ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาได้อย่างเด่นชัด

..............................แต่กระนั้น ก็เป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้อ่านชวนขบคิดยิ่งนัก .. ?????


โชคดีนะคะ :-D :-D





 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    25/07/2005 12:51 AM

 


โจนาทาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล

หนังสือ ..... Jonathan Livingston Seagull
โดย ..... Richard Bach
แปลโดย ..... ชาญวิทย์ เกษตรศิริ


เป็นเรื่องของนกนางนวลตัวหนึ่งที่ชื่อ .. โจนาทาน ลิฟวิงสตัน .. ผู้ซึ่งรักในการฝึกบินระดับสูงด้วย ท่วงท่า และ ลีลา ที่พิสดารต่างจากนกนางนวลตัวอื่น นกผู้ซึ่งคิดแตกต่างจากนางนวลในฝูง วันหนึ่ง ด้วยท่วงท่าและลีลาในการบินของ .. โจนาทาน .. ที่แปลกพิสดารขัดกับกฎของฝูง ก็ผ่านเข้าสู่สายตาของนางนวลผู้ใหญ่แห่งฝูง นางนวลผู้ใหญ่จึงเรียก .. โจนาทาน .. มาประณามท่ามกลางฝูงว่า เค้าทำสิ่งที่น่าละอายขัดกับกฎของหมู่นางนวล แล้วได้ขับไล่ .. โจนาทาน .. ออกจากฝูงไปอยู่โดดเดี่ยว

โจนาทาน เมื่อถูกขับออกจากฝูง ก็ขยันหมั่นฝึกบินสูง จนค้นพบความลับเบื้องต้นของการบินสูง และ ช่วงเวลาแห่งการฝึกบิน ทำให้เค้าได้พบกับนกพิเศษ 2 ตัว ผู้ซึ่งได้พา โจนาทาน บินสูงไปสู่อีกโลกหนึ่ง หรือก็คือ .. สวรรค์ .. ซึ่งห่างไกลจากที่เค้าจากมามากนัก และ ยังไม่เคยมีนางนวลตัวใดจากฝูงสามารถมาถึงได้

ในสวรรค์ โจนาทาน ได้พบ .. เจียง .. นางนวลผู้อาวุโส แห่งสวรรค์ และ ครูผู้ฝึกนางนวล มีชื่อว่า .. ซัลลิแวน .. ในที่นั่น เจียง นางนวลผู้เฒ่า ได้สอนสิ่งที่ยิ่งใหญ่แก่ โจนาทาน คือการบินอย่างไร้ขีดจำกัดของกาลเวลาและสถานที่ เมื่อ เจียง ได้สอน โจนาทาน แล้ว ก็ได้หายตัวไป แต่ได้ทิ้งคำสอนสุดท้ายไว้แก่โจนาทานว่า .. จงฝึกความรักเอาไว้

เมื่อ โจนาทาน ได้เข้าถึงวิถีอันยิ่งใหญ่ แห่ง .. นางนวล .. แล้วก็ได้ลาจากครูผู้ฝึก ซัลลิแวน และ มุ่งสู่โลกที่เค้าจากมา เพื่อสอนวีถีแห่งการบินแก่ เฟรสเชอร์ ลินด์ นางนวลผู้ถูกขับออกจากฝูง เพราะรักที่จะฝึกบินแบบพิสดาร โจนาทาน ได้สอนวิถีแห่งการบินให้แก่ เฟรสเชอร์ ระยะหนึ่งก็ได้ศิษย์เพิ่มอีก 6 ตัวมาฝึกบินร่วมกัน

เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง โจนาทาน พร้อมด้วยศิษย์ได้บินเพื่อกลับไปยัง หมู่นางนวลที่ขับพวกเค้าออกมา ที่นั่น โจนาทาน ได้ให้ศิษย์แสดงศิลปะแห่งการบินแบบต่างๆ ให้หมู่นางนวลผู้โง่เขลาได้ชม จนได้ศิษย์เพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง เหล่าศิษย์ผู้มาใหม่ เมื่อได้ใกล้ชิด โจนาทาน มากๆ เข้า ก็มีเสียงร่ำลือกันออกมาว่า โจนาทาน .. คือ God .. คือนกทิพย์ .. คือบุตรแห่งนางนวลที่ยิ่งใหญ่

แล้ววันหนึ่ง ก็เกิดอุบัติเหตุอันไม่คาดฝันกับศิษย์เอกของโจนาทาน คือ เฟรสเชอร์ ลินด์ ซึ่งประสบอุบัติเหตุจากการบิน คือในขณะฝึกบินความเร็วสูงได้มีนางนวลหนุ่มตัวหนึ่งบินผ่านมาขวางทางบิน ทำให้ เฟรสเชอร์ บินหลบจนไปปะทะกับหน้าผาหินเข้า ทำให้เหล่านางนวลเชื่อว่า เฟรสเชอร์ ต้องตายแน่ เพราะปะทะเข้ากับหน้าผาอย่างรุนแรง แต่ก็ฟื้นขึ้นมาได้ เพราะ โจนาทาน ได้เอาปีกของตัวเองแตะปีกของ เฟรสเชอร์ ทำให้เกิดเหตุมหัศจรรย์ขึ้น

เหตุการณ์ประหลาดที่ เฟรสเชอร์ ได้ฟื้นจากความตาย ได้ทำให้เหล่านางนวลบางกลุ่มเชื่อว่า โจนาทาน เป็นพระเจ้า แต่นางนวลหมู่ใหญ่กลับเชื่อว่า โจนาทาน เป็นปีศาจ จึงทำให้นางนวลตัวอื่นๆ เชื่อตามไปด้วย และ ได้เข้ารุมทำร้าย โจนาทาน แต่ โจนาทาน ได้หายตัวไปพร้อมกับ เฟรสเชอร์ ท่ามกลางสายตาของเหล่านางนวลทั้งหลาย

จากเหตุการณ์นั้น โจนาทาน จึงคิดได้ว่า เค้าสมควรจะจากหมู่นางนวลเหล่านี้ ไปได้แล้ว ด้วยเหตุผลว่า ยังมีนางนวลหมู่อื่นอีก ที่ยังต้องการครูผู้สอนการฝึกบินเช่นเค้า และ เฟรสเชอร์ เอง ก็มีทักษะเพียงพอแล้ว ที่จะรับช่วงเป็นครูผู้ฝึกหมู่นางนวลต่อจากเค้า ด้วยเหตุนี้ โจนาทาน จึงได้มอบหมายให้ เฟรสเชอร์ เป็นครูผู้ฝึกแทนเค้า แล้ว โจนาทาน ก็หายตัวไปกับแสงต่อหน้า เฟรสเชอร์ เพื่อภารกิจในการฝึกนางนวลหมู่อื่นๆ ต่อไป

เฟรสเชอร์ นางนวลเมื่อได้รับมอบหมาย ให้เป็นครูผู้สอน เค้าก็ได้ฝึกศิษย์ตามคำสอนของ โจนาทาน และ เฝ้าเรียนรู้เพื่อยกระดับตัวเองต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ถึงวิถีทางอย่างที่ โจนาทาน ครูของเค้าได้เข้าถึง และ เฟรสเชอร์ นางนวลหนุ่มก็พร้อมแล้วที่จะฝึกศิษย์ และ เดินตามแนวทางแห่ง .....

นางนวลที่ยิ่งใหญ่ วิถีแห่ง โจนาทาน ลิฟวิงสตัน ..!!


โดยสรุป ..........

เรื่องราวของนางนวล : โจนาทาน เป็นเรื่องที่ ยิ่งใหญ่ ลึกลับมหัศจรรย์ อ่านแล้วเกิดจินตนาการ รู้สึกถึงโลกแห่งการแสวงหา ไม่ว่าผู้อ่านจะนับถือหรือบูชาลัทธิศาสนาใดๆ เมื่อได้อ่านเรื่องราวของ โจนาทาน แล้วจะทำให้เกิดจินตนาการ ตีความเรื่องราวของ โจนาทาน เข้าข้างความเชื่อของตนเองได้ไม่ยากเลย นับเป็นความมหัศจรรย์ของ โจนาทาน โดยแท้ นั่นก็คงจะสืบเนื่องมาจากปรัชญาของโจนาทาน ที่มีความหมายเป็นกลาง สามารถเข้าได้กับ .. ทุกศาสนา .. ทุกความคิด

.......... ถ้าเราจะตีความโจนาทาน เปรียบเทียบกับ ศาสนาคริสต์ แล้วก็คงจะตีความได้ว่า โจนาทาน เปรียบดั่ง .. พระเยซู .. ผู้ซึ่งมีเมตตา ได้นำคำสอนอันมหัศจรรย์แห่งสวรรค์ มาสั่งสอนผู้คนโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย และ นางนวลที่ยิ่งใหญ่แห่งความอิสระเสรี ผู้เป็นดุจบิดาของโจนาทาน ก็คือพระบิดาแห่งสรวงสวรรค์ หรือ .. พระเจ้า .. นั่นเอง ..........

.......... ในอีกทางหนึ่ง ถ้าจะตีความเรื่องของโจนาทาน ตามความเชื่อของ ศาสนาพราหมณ์ โจนาทาน ก็คือพราหมณ์ผู้ที่เข้าถึงพรหมอันยิ่งใหญ่ ผู้บรรลุถึงฝั่งแห่งความดับกิเลสและความทุกข์ทั้งปวงที่พวกพราหมณ์แสวงหา และ นางนวลที่ยิ่งใหญ่ก็คือดวงวิญญาณอันเที่ยงแท้และถาวร ผู้ซึ่งเป็นต้นกำเนิด และ เป็นที่รวมของทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล หมู่นางนวลทั้งหลาย ก็คือ .. ดวงวิญญาณ .. ที่หลงทาง ซึ่งวันหนึ่งก็จะได้เห็นทางแห่งแสงสว่างนั้น และ ได้เดินทางเพื่อกลับคืนสู่ นางนวลที่ยิ่งใหญ่ นั่นเอง ..........

.......... แนวคิดของ โจนาทาน ข้อหนึ่งที่น่าสนใจ และ คล้ายคลึงกับ พระพุทธศาสนา มากๆ นั้น ก็คือเรื่องราวของการปล่อยวาง การไม่ถือตัวเองเป็นใหญ่ โดยมองร่างกายเป็นเพียงที่พักอาศัยชั่วคราวของจิตวิญญาณเท่านั่น ไม่ยึดถือเอาจริงเอาจัง เมื่อใดที่เราสลัดความยึดติดในร่างกายของเราได้แล้ว เราก็จะรับรู้ว่า มีเพียงจิตวิญญาณของเราเท่านั้น ที่ยิ่งใหญ่ ..........

ตรงนี้นับว่า น่าสนใจ
ดังคำพูดของโจนาทานฯ ที่กล่าวสอนศิษย์นางนวลว่า ..........

.......... ร่างกายทั้งหมด จากปลายปีกหนึ่งไปสู่อีกปีกหนึ่ง บางขณะไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากความคิดของเธอเอง มันเป็นรูปร่างที่มองเห็น เมื่อเธอตัดโซ่ตรวนออกจากความคิดได้ เธอก็ตัดโซ่ตรวนนั้นออกจากร่างกายได้ด้วย ..........

เธอต้องเข้าใจว่า ..........
นางนวลเป็นความนึกคิดของอิสระเสรี เป็นภาพของนางนวลที่ยิ่งใหญ่

สรุป .....
ตามความคิดเห็นของเรา ได้ว่า .....

หมู่นางนวลทั้งหมด ก็คือ ตัวแทนของมวลมนุษยชาติทั้งโลก

- ผู้ไม่รู้ว่าตัวเอง คือใคร ... ???
- มาทำอะไรในโลกนี้ ... ???
- และ ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปไหน ... ???

วันใดที่เราได้พบครูผู้รู้แจ้ง ดั่งเช่น โจนาทาน และ เดินไปตามทางแห่งแสงสว่างนั้นได้ วันนั้น เราทั้งหลายก็อาจได้พบความจริงอันยิ่งใหญ่ ต่างจากที่เราได้เคยสัมผัสหรือพบเห็น และ เราก็ยังอาจรู้ได้ว่า ...

- เราคือใคร ... ???
- มาที่นี่ทำไม ... ???
- และ เรากำลังจะไปไหน ... ???

หวังว่า วันนั้นจะมาถึงพวกเราทุกคนในไม่ช้า
และ เราจะไม่เป็นดั่งเช่น หมู่นางนวลผู้โง่เขลา อีกต่อไป





 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    24/07/2005 02:28 PM

 


ชื่อหนังสือ ..... โลกของโซฟี
เขียนโดย ..... JOSTEIN GAARDER
แปลโดย ..... สายพิณ ศุพุทธมงคล


หนังสือ โลกของโซฟี คุณพ่อของเราซื้อมาฝาก ตั้งแต่ ปี 2541 ตอนนั้นเรียนอยู่ มัธยมปลาย แล้ว เราอ่านไปแล้วนะ แต่ไม่ได้ตั้งใจอ่านมากนัก ความคิดของ โซฟี กับ ของเราใกล้เคียงกันในบางเรื่อง แต่ของเราไม่ซีเรียสแบบโซฟีหรอกนะ เราแค่คิด เล่น..เล่น ไม่ได้ต้องการคำตอบอย่างจริงจัง ไหน..ไหน ก็พูดถึงหนังสือเล่มนี้แล้ว ก็แนะนำหนังสือเลยนะคะ เผื่อใครสนใจ จะได้ไปหามาอ่านบ้าง

โลกของโซฟี เป็นหนังสือที่พยายามจะนำเสนอ
เรื่องราว แนวปรัชญาของโลกตะวันตก
โดยนำเสนอในมุมมองของนิยาย ทำให้เนื้อเรื่องอ่านง่าย ไม่น่าเบื่อ

มีตัวเอกของเรื่อง เป็นเด็กผู้หญิง ชื่อ โซฟี

เนื้อเรื่อง ผู้เขียนแนะนำให้เรารู้จัก เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อโซฟี เธอเป็นเด็กที่มีความสงสัยเกี่ยวกับตัวเอง และ โลกมากมาย และ ด้วยความช่างสงสัยของเธอ จึงนำพาให้เธอขุดคุ้ย เพื่อค้นพบคำตอบเหล่านั้น นี่เอง จึงเกิดเป็นเรื่อง .. โลกของโซฟี .. โลกของมุมมองของคน คนหนึ่งที่เกี่ยวกับปรัชญา

ในเรื่อง .. โซฟี .. พยายามหาคำตอบในสิ่งที่ตนเองสงสัย ไปตามวิถีทางของเธอ และ ความสงสัยต่าง..ต่าง ของโซฟี ก็ได้คลี่คลายไปเรื่อย..เรื่อย จนมาถึงช่วงหนึ่งที่ .. โซฟีฝัน .. เธอฝันถึงเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง และ เหตุการณ์ในความฝัน รวมทั้งผู้หญิงในฝันคนนั้น กลับมาเกี่ยวพันกับชีวิตจริงของโซฟี อย่างไม่น่าเชื่อ จนทำให้ .. โซฟี .. ว้าวุ่น และ สับสนไปหมด และ ความว้าวุ่น และ สับสน ของโซฟี ก็ได้รับการคลี่คลาย เมื่อเนื้อเรื่องมาถึงจุดหนึ่งที่เฉลยว่า .. โซฟี .. เด็กผู้หญิงผู้ช่างสงสัย และ ค้นหา ที่แท้เธอเองก็เป็น แค่ความฝันของเด็กผู้หญิงในฝันของเธอ เท่านั้นเอง

ไคลแมกซ์ของเรื่อง ..........
พยายามจะเสนอปรัชญาในมุมมองของพลาโต เกี่ยวกับแบบ และ สิ่งที่สมบูรณ์
ในอีกมิติหนึ่ง โดยนำเสนอออกมาในตัวเอกของเรื่องที่ชื่อ .................... โซฟี

เรื่องนี้มีมุมมองให้เราได้คิด ..........
ในแง่ของปรัชญาแบบหนึ่ง ว่า ชีวิตของเราที่ดิ้นรนไขว่คว้าและค้นหาอยู่นี้
ที่แท้แล้ว ชีวิตของเรา อาจจะเป็นแค่ ความฝันของใครคนหนึ่งในอีกโลกหนึ่งเท่านั้น
........................................................................เหมือนอย่างเช่น ชีวิตของโซฟี

หรือว่า ชีวิตนี้ จะเป็นแค่ .. ความฝัน ..!!





 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    24/07/2005 01:09 PM

 


เย็นทั่วหน้า..ใต้ฟ้าจักรี

วันนี้ วันที่ 6 เมษายน 2548 และในทุกปีคือ .. วันจักรี ..
ค่อนข้างเชื่อว่า ส่วนใหญ่รู้จักวันจักรีก็แค่ในความหมาย .. วันหยุดราชการ .. อีกวันหนึ่ง
ลึกไปกว่านั้นก็เข้าใจกันว่า เป็นวัน .. ปฐมแห่งบรมราชวงศ์จักรี

ก็ไม่ผิดจากความเป็นจริงสักเท่าไร ฉะนั้น วันนี้เรามาปรับความเข้าใจในเรื่อง .. วันจักรี .. ให้ตรงที่-ตรงทางกันสักหน่อยจะดีไหม เพื่อให้ตรงกับทางราชการ จะขออาศัยหนังสือ .. ฅนรักษ์แผ่นดิน .. ที่ กอ.รมน.เคยเสนอเป็นบทความทางวิทยุ และพลโทจงศักดิ์ พานิชกุล ผู้อำนวยการส่วนงานมวลชนและกิจการพิเศษ สำนักเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน รวบรวมไว้ นำมาถ่ายทอดให้ได้ทราบกันอีกที

ที่ทราบกันแล้วแน่นอนคือ .. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช .. ทรงเป็นพระปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี พูดตามภาษาชาวบ้านก็คือ พระองค์ท่านทรงเป็น .. ต้นพระราชวงศ์จักรี .. เหตุการณ์ที่ทำให้ต้องเจาะจงเอาวันที่ 6 เมษายนของทุกปี ยกขึ้นเป็นวันสำคัญของประเทศไทยอีกวันหนึ่งนั้น ก็เพราะ เมื่อพุทธศักราช 2325 วันที่ 6 เมษายน คือเมื่อ 223 ปีล่วงมาแล้ว วันนั้น คือวันนี้ เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ

ตรงนี้เอง จำกันเอาไว้..!!

วันจักรีคือ ..... วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325
เป็นวันที่ ..... สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก ขึ้นครองราชสมบัติ
ทรงพระนามว่า ..... พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2325
พระองค์ก็ทรงประกอบพระราชพิธีปราบดาภิเษก
ขึ้นเป็น ..... พระปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี


ก็เพื่อมิให้เสียชาติเกิดในแผ่นดินไทยยุค .. จักรีวงศ์ .. ก็มาทำความรู้จักเจ้าเหนือหัวของเราแบบสั้นๆ ย่อๆ แต่ครบถ้วนสาระหลัก เพื่อให้ตัวเรา .. รู้จักความเป็นเรา .. เพื่อมั่นใจ และภาคภูมิใจในความเป็นเรา ร่วมแผ่นดินเดียวกัน ดังนี้

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระราชสมภพในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีพระนามเดิมว่า ทองด้วง หรือ ด้วง เป็นบุตร หลวงพินิจอักษร หรือ ทองดี กับคุณนายดาวเรือง มีพี่น้องรวม 4 คน หนึ่งใน 4 คน คือ นายบุญมา ซึ่งต่อมาได้รับสถาปนาเป็น กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท สมเด็จพระอนุชาธิราช

เมื่อถึงวัยอันสมควร ได้เข้าศึกษาวิชาอักขรวิธี อ่าน เขียน ตลอดจนตำราพิชัยสงครามจากพระอาจารย์ในสำนักมหาทลาย พออายุครบรับราชการได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กใน เจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิต มีมหาดเล็กร่วมรับราชการที่สำคัญคือ สิน หรือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

เมื่อครั้งเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี ได้สมรสกับท่านนาก กุลสตรีชาวอัมพวา ซึ่งปัจจุบันคือ สมุทรสงคราม มีพระราชโอรส และพระราชธิดารวม 9 พระองค์ ต่อมาพระองค์ทรงมีพระราชโอรสพระราชธิดากับเจ้าจอมอีก รวมทั้งสิ้น 42 พระองค์ เป็นพระราชโอรส 17 พระองค์ พระราชธิดา 25 พระองค์

พ.ศ.2304 มีพระชนมพรรษา 25 พรรษา ตำแหน่งหลวงยกกระบัตร เมืองราชบุรี

พ.ศ.2311 มีพระชนมพรรษา 32 พรรษา ตำแหน่งพระยาอภัยรณฤทธิ์

พ.ศ.2313 มีพระชนมพรรษา 34 พรรษา ตำแหน่งพระยายมราช

พ.ศ.2314 มีพระชนมพรรษา 35 พรรษา ตำแหน่งเจ้าพระยาจักรี

พ.ศ.2319 มีพระชนมพรรษา 40 พรรษา ตำแหน่งสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก

สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก ได้รับเชิญขึ้นครองราชสมบัติ เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325 และปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2325 และโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายราชธานีมาอยู่กรุงเทพมหานคร ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะเป็นชัยภูมิที่ดีกว่า เป็นที่แหลมมีลำน้ำเป็นคูเมืองล้อมอยู่กว่าครึ่ง หากมีการขยายเขตพระราชวังหรือเขตพระนครออกไปก็สามารถทำได้สะดวก สามารถตั้งรับข้าศึก ต่อสู้ป้องกันได้ง่ายกว่า

ต่อจากนั้น ทรงสร้างพระบรมมหาราชวัง และทรงวางรากฐานการก่อสร้างบ้านเมืองหลายประการ เช่น สร้างป้อมปราการ ขุดคลอง สร้างถนน สร้างสะพาน สร้างวัดวาอาราม ซึ่งรวมถึงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว วัดพระเชตุพน หรือวัดโพธิ์ วัดสุทัศนเทพวราราม ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง มณฑปพระพุทธบาท สระบุรี และเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ฯ ทรงพระราชทานนามพระนคร กรุงรัตนโกสินทร์ เป็นราชธานีของไทยมาจนถึงทุกวันนี้

พระนามเดิมของราชธานีคือ

quote:
.................... กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานี บุรีรมย์อุดมราชธานีนิเวศมหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิตสักกทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์ ....................

พระราชอาณาเขตไทย
ทางเหนือ ... ครอบครองอาณาจักรล้านนา เชียงตุง เชียงรุ้ง หัวเมืองอื่นๆ ในเขตสิบสองปันนา
ทางทิศใต้ ... ตลอดแหลมมลายูลงไป ได้แก่ ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู เประ และ ปัตตานี
ทิศตะวันออก ... ได้หัวเมืองลาว และกัมพูชาทั้งหมด
ทิศตะวันตก ... ได้หัวเมืองมะริด เมืองตะนาวศรี จนถึงเมืองทวาย

อาจกล่าวได้ว่า อาณาเขตของไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้แผ่ขยายออกไปกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่าสมัยใดๆ เท่าที่คัดลอกมาให้อ่านเป็นการ .. ทบทวน .. ประวัติศาสตร์บางตอนที่เคยเรียนกันมาแล้ว ครั้งนี้มั่นใจว่าจะมีประโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะการได้อ่านอะไรๆ สอดคล้องกับบรรยากาศ วัน-เวลา จะช่วยให้จำเนียรกาล กับจินตนาการวันนี้ผสมผสานเกิดมุมพินิจ และมุมไตร่ตรอง .. เนียน .. ขึ้น

ไทยเรารบกับพม่า ก็ในรัชกาลที่ 1 นี่แหละเป็น .. ครั้งสุดท้าย .. การรบใน .. สงคราม 9 ทัพ .. เมื่อ พ.ศ.2328 นับเป็น .. เฮือกสุดท้าย .. ของพม่า ที่พระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่า มีอะไรๆ เท่าไหร่ มีความเก่งกล้าสามารถขนาดไหน ทุ่มหมดทั้งประเทศพม่า เพื่อมาบุกตีกรุงเทพฯ ยึดประเทศไทย แต่ด้วยพระอัจฉริยภาพสูงส่งแห่งองค์พระปฐมบรมราชจักรีวงศ์ ทรงกำหนดยุทธศาสตร์และวางยุทธวิธีเพื่อการสู้รบ กระจายทัพออกไปตีไล่ ไม่ตั้งรับอยู่ภายในเหมือนแต่ก่อนๆ

พม่ายกมา 9 ทัพ ไพร่พล 144,000 นาย แต่พระองค์กำหนดยุทธศาสตร์ใช้กำลังพล 70,000 นาย จัดเป็นเพียง 4 ทัพไทย 1 ใน 4 พระองค์ทรงรับหน้าที่เป็นจอมทัพ คุมกำลังพล 20,000 นาย เป็นกองหนุนทั่วไป รายรอบอยู่เขตพระนคร ทั้ง 9 ทัพพม่าที่มาทั้ง 4 ทิศพร้อมกันแหลกพ่าย เป็นการ .. ปิดตาย .. หน้าประวัติศาสตร์สงครามพม่าบุกไทย ..

ตราบวันนั้น ถึงวันนี้ ไทย-พม่า
แปลงศาสตราเป็นอาภรณ์ สืบสานมิตรไมตรีดีต่อกันตลอดมา


ประวัติศาสตร์ของไทยเราเองนั้น พูดไปแล้วก็น่าขัน จากคนไทยด้วยกัน .. สืบสาวราวเรื่อง .. เอาอะไรไม่ได้ซักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ ใครอยากรู้ อยากศึกษาประวัติศาสตร์ไทย โน่น..ต้องไปอ่านหนังสือที่ฝรั่งชาติต่างๆ เขากลับไปเขียนบันทึกกันไว้ ที่แน่ๆ และรู้จักกันมากก็ เซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง ว่าไปแล้ว บางทีคล้าย .. ตาบอดคลำช้าง .. ในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย เพราะขึ้นอยู่กับอ่านหนังสือเล่มไหน ใครเป็นคนเขียน และเขียนเฉพาะตอนไหน ช่วงเหตุการณ์ไหน แต่ก็คงใช่ทั้งนั้น

คือหยิบตรงไหนมาเล่า มาบันทึก ก็ถือว่าใช่ในส่วนที่ตัวเองรู้ รู้จากฟังมาบ้าง เห็นมาด้วยตัวเองบ้าง ค้นคว้ามาบ้าง เขาเล่าว่าบ้าง จากร่องรอยหลักฐานบ้าง ก็ทำไงได้ การจดจารบันทึกในแต่ละยุค แต่ละสมัยของบรรพบุรุษไทย ยุคสมัยนั้นๆ ฝรั่งมังค่าที่เข้ามาค้าขาย หรือรับราชการอยู่ในเมืองไทย เขามีวิชั่นเพื่อการจดบันทึกบนคำว่า .. ประวัติศาสตร์ .. มากกว่าพวกเรา

quote:
.................... อ่านไปอ่านมา มีประเด็นที่สามารถสรุปได้ .. ตรงกัน .. อยู่ประเด็นหนึ่ง คือ คนไทย-ประเทศไทย .. ดั้งเดิม .. มันมีกันซะที่ไหนล่ะเนี่ยะ มีแต่ เขมร ลาว ญวน แขก ขอม พม่า มอญ จีน และเผ่าอื่นๆ ที่ชื่อไม่คุ้นหูในวันนี้เลย แล้วค่อยมารวมเป็นเผ่าไทย-คนไทย ในนามสยามประเทศ เพราะอย่างนี้ ทุกวันนี้ คนไทย-ประเทศไทยส่วนใหญ่ จึงอยู่ร่วมกับใคร-ชาติไหน ศาสนาไหน ได้โดยไม่รังเกียจเดียดฉันท์ มีแต่สมานฉันท์ รักใคร่ผูกพันเป็นพี่-เป็นน้องกัน ผิดกับคนบ้านอื่น เมืองอื่น ....................

ถ้าวันนี้อ่านแล้ว อยากรู้ตัวตนความเป็นคนไทย-ประเทศไทย ฉบับอ่านง่าย ไม่ต้องคร่ำเคร่งในภาษาประวัติศาสตร์ ว่าน่าจะไปหาหนังสือเรื่อง .. เจ้าชีวิต .. ของพระองค์เจ้าจุลจักพงศ์อ่านดู หรือ ง่ายๆ ใกล้มือ ไปซื้อ .. ศิลปวัฒนธรรม .. ประจำเดือนเมษายน ที่วางขายอยู่ตอนนี้มาอ่านดับกระหายก่อนก็ได้ อย่างน้อยก็มีเรื่อง .. ตามหาเจ้าแม่วัดดุสิต ปริศนาต้นพระราชวงศ์จักรี เจ้านายหรือสามัญชน .. ให้อ่าน

วันนี้ วันจักรี และด้วยพระบารมีแห่งจักรีวงศ์ อันเป็นราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติไทย จะคุ้มครองป้องกันภัย ประศาสน์สุขและร่มเย็นให้พสกไทย เย็นทั่วหน้ากันทุกคน..ใต้ฟ้าจักรี


---------------------------------------------------------------
อ้างอิงจาก ... นสพ.ไทยโพสต์ วันที่ 6 เมษายน 2548
>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ
>>> ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี .. เจ้า .. หรือ .. สามัญชน ..???

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    6/04/2005 08:38 AM

 


หนังสือ ..... โกะไตฝุมางโซขึ
เขียนโดย ..... ฮิโรทาดะ โอโตตาเกะ
แปลโดย ..... คุณ พรอนงค์ นิยมค้า ใช้ชื่อหนังสือว่า ไม่ครบห้า
แนะนำโดย ..... ชีวประภา

ชีวประภา ..... วันนี้นึกหนังสือดีๆบางเล่มที่เคยอ่านขึ้นมาได้ขณะอยู่ในรถไฟ ลองแนะนำให้แก่คนที่สนใจลองอ่านดูครับ

โกะไตฝุมางโซขึ เขียนโดย ฮิโรทาดะ โอโตตาเกะ สำนักพิมพ์โคดอนฉะเป็นคนจัดพิมพ์ในญี่ปุ่น หนังสือเล่มนี้มียอดขายสูงที่สุดเป็นอันดับสามของหนังสือที่วางขายในญี่ปุ่น นับตั้งแต่ญี่ปุ่นเริ่มมีการพิมพ์หนังสือออกวางขาย

ในเมืองไทยมีการแปลเล่มนี้เป็นภาษาไทยโดยใช้ชื่อหนังสือว่า ไม่ครบห้า แปลโดยคุณ พรอนงค์ นิยมค้า จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ ส.ส.ท.เยาวชน ฝ่ายโรงเรียนภาษาและวัฒนธรรม สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)

.................... ฝากน้ำตาล ลองเช็กดูอีกทีว่าคนแปลใช่คุณ พรอนงค์ ไหม? ผมไม่ได้จดจำว่าใครเป็นคนแปลแต่ดูเหมือนคุ้นๆว่าคุณ พรอนงค์จะเป็นคนแปล ไม่อยากให้ข้อมูลผิดพลาดไป วันนี้มานั่งนึกๆดูว่าหนังชื่อ One ที่แปลเป็นภาษาไทย เขาใช้ชื่อว่า คือหนึ่ง รึเปล่า ผมอ่าน One มาเมื่อ ๗-๘ ปีที่แล้ว ถ้าชื่อภาษาไทยผิดพลาดขอโทษด้วยครับ ....................

เนื้อเรื่อง ..... ของหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับ ชีวิตจริงของผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่อ ฮิโรทาดะ โอโตตาเกะ (คนญี่ปุ่นนิยมเรียกนามสกุลมาก่อนชื่อ ความจริงนามสกุลเขาคือ โอโตตาเกะ คนส่วนใหญ่ก็เรียกเขาว่า โอโตตาเกะ มากกว่า ฮิโรทาดะ)

.................... เขาเกิดมาพร้อมกับความบกพร่องของร่างกายที่ไม่มีแขนและขา ประโยคแรกที่คุณแม่เขาอุทานภายหลังจากที่คลอดเขาออกมา ๓ อาทิตย์และได้เห็นหน้าลูกเป็นครั้งแรกคือ เธอช่างเป็นเด็กที่น่ารักมีเสน่ห์เหลือเกิน อารมณ์ครั้งแรกที่คุณแม่มีต่อโอโตตาเกะไม่ได้เป็นอารมณ์ของการตกใจหรือเศร้าโศกแต่เป็นอารมณ์ของความปีติยินดีที่มีต่อตัวลูกชายที่ถือกำเนิดขึ้นมา และความรักที่ถ่ายทอดจากแม่มาสู่เขาเป็นพลังผลักดันให้เขาสามารถพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้แตกต่างจากคนอื่น ....................

.................... เขานั่งรถเข็นที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอร์รี่ไปไหนมาไหน เขาอาจจะโชคดีที่มีเพื่อนหยิบยื่นคอยให้ความช่วยเหลือ มีครูที่คอยให้กำลังใจและครอบครัวที่อบอุ่น แต่สังคมญี่ปุ่นก็พยายามสอนให้เขาอยู่ได้ด้วยตนเอง ทำสิ่งต่างๆด้วยตนเองและตัวเขาก็สามารถใช้ชีวิตทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นโดยไม่ได้รู้สึกว่าแตกต่างไปจากคนอื่น ....................

เขาเป็นนักเรียนที่เรียนดีมากคนหนึ่ง มีนักเรียนหญิงรายหนึ่งที่เป็นคู่แข่งในชั้นเรียนเข้ามาท้าทายเขาว่า

ฉันจะบอกให้เธอรู้...ฉันสามารถเอาชนะเธอได้ทุกๆเรื่อง
โอโตตาเกะตอบกลับไปว่า...มีอยู่เรื่องหนึ่ง ที่ไม่มีใครเอาชนะฉันได้
ถ้าเป็นเรื่องภายในโรงเรียน...ฉันไม่เป็นรองเธอหรอก
ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก
แล้วเรื่องอะไรหละ
การที่ฉันไม่มีแขนขาไง..!

โอโตตาเกะ ..... ไม่ได้มองว่าการไม่มีแขนขาเป็นปมด้อย แต่เขากลับมองในแง่บวกว่าสิ่งนี้ต่างหากที่เป็นจุดแข็งของเขาที่ไม่มีใครสามารถมาเอาชนะเขาได้ เขาไม่เคยโทษโชคชะตาฟ้าลิขิตที่สร้างเขามาให้มีรูปร่างไม่สมประกอบ ไม่เคยคิดฆ่าตัวตาย แต่กลับภูมิใจในสิ่งที่ตนเป็น เขาสามารถเข้ามาเรียนและสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างวะเซดะ ปัจจุบันเขาทำงานที่สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งทำรายการทีวีเกี่ยวกับรายงานเบื้องหลังของวงการกีฬาในญี่ปุ่น

เรื่องของ ฮิโรทาดะ โอโตตาเกะ เป็นตัวอย่างให้คนอีกหลายๆคนที่ร่างกายปกติที่เคยคิดท้อแท้ หันกลับมามองตัวเองแล้วกล้าที่จะเผชิญปัญหาในชีวิตต่อไป

หนังสือเล่มนี้ ..... ได้รับการแปลเป็นหลายภาษาทั่วโลก ถ้ามีโอกาสลองอ่านดูครับ

น้ำตาล ..... มีเพื่อนตั้งคำถามว่า หากกำลังจะมีลูกและทราบล่วงหน้าว่าลูกที่จะเกิดมาต้องแขนขากุด ไม่สมประกอบ เรายังจะเก็บเขาไว้ หรือ สงเคราะห์ให้เขาพ้นทุกข์กรรม ... ??? ตอบยากจังนะ โจทย์หนักๆ ข้อนี้ เพราะไม่ว่าจะยื้อด้วยเมตตา หรือจะฆ่าด้วยปราณี มันก็เจ็บปวดไม่แตกต่างกันทั้งนั้น ....

.................... แต่นั่นเป็นเหตุการณ์ก่อนที่จะได้อ่านงานเขียนของ ชายพิการ คนหนึ่ง ซึ่งกำลังเรียกร้องสิทธิที่จะขอมีชีวิตอยู่ แม้รู้ว่าจะเกิดมาพิการ โดยมีความคิดว่าโลกนี้ไม่ควรมีพรมแดนและสิ่งกีดขวางระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เพียงเพราะคนใดคนหนึ่งเกิดมา พิการ เท่านั้น เขาได้เรียกร้องให้สังคมเปิดใจให้กว้าง ให้ทุกหัวใจในสังคม เป็นหัวใจที่ไร้สิ่งกีดขวาง ไร้สิ่งกีดขวางแม้กระทั่ง ความรู้สึกเวทนาสงสาร และ กำลังบอกดังๆ ให้คนที่มีร่างกายปกติทั้งโลกได้ยินว่า ถึงจะเกิดมาพิการ แต่ก็มีความสุขในทุกวันของชีวิต ....................

.................... เขาที่เราพูดถึงชื่อว่า โอโตะทาเกะ ฮิโรทาดะ เป็นชายชาวญี่ปุ่นเกิดที่โตเกียวไม่มีแขนขาเลยตั้งแต่เกิด แต่น่าแปลกตรงที่เขากลับมองความพิการของตัวเองว่านั่นคือ ลักษณะพิเศษทางกาย ไม่ต่างไปจาก คนอ้วน คนผอม คนสูง คนเตี้ย คนตัวดำ หรือ ตัวขาว ความพิการของเขานั้นเป็นแค่เพียง ความไม่สะดวก แต่ไม่ใช่ ความไม่สบาย เท่านั้น เอง ....................

.................... พ่อแม่ เลี้ยงดู ไอโตะ ให้เป็นเด็กที่เข้มแข็งมาตั้งแต่เล็กๆ ไม่ให้หนีจากสิ่งต่างๆ โดยเอาความพิการเป็นข้ออ้าง ไม่ให้คิดว่าความพิการเป็นปมด้อย ด้วยเหตุนี้ โอโตะ จึงเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ยอมแพ้ต่ออะไรง่ายๆ พยายามที่จะทำสิ่งต่างๆให้ได้ด้วยตัวเอง เขียนหนังสือได้ ใช้คอมพิวเตอร์เป็น เล่นกีฬาได้หลายอย่าง สามารถไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใครและที่สำคัญ เขาร่ำเรียนจบปริญญาตรีโดยไม่ต้องใช้ อภิสิทธิ์ใดๆ เลย ....................

เขาใช้ชีวิตได้ สง่างาม อย่างน่าชมเชย

ณ วันนี้ ..... โอโตะ กำลังใช้ร่างกายเล็กๆ ของเขาขับเคลื่อนสังคมอยู่ ต้องการสร้างโลกแบบ หัวใจไร้สิ่งกีดขวางให้ได้ วิธีการของเขาคือเดินทางไปเผยแพร่แนวความคิดที่ว่าทั่วญี่ปุ่น และน่าปลื้มใจ กับแนวคิดของเขาได้รับความสนใจอย่างมากมาย ผ่านงานเขียนที่ชื่อ
NO ONE'S PERFECT จนมีการแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย และ ในบ้านเรา พรอนงค์ นิยมค้า ก็ได้แปลให้อ่านกันได้ง่ายๆในชื่อ ไม่ครบห้า อย่างที่ พี่ชีวประภา ได้เขียนแนะนำหนังสือเล่มนี้มานั้น ถูกต้องแล้วคะ

.................... หนังสือเล่มนี้ ไม่เพียงเหมาะสำหรับคนร่างกายพิการทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังเหมาะสำหรับคนปกติแต่ ใจพิการ ... แพ้ชีวิต ... ใจหมดแรง ทั้งหลายอีกด้วย โดยเฉพาะ คนขี้แพ้ ประเภท ชายทิ้ง ... หญิงหนี ที่เอะอะก็จะ โดดตึก ... จะโดดตึก ท่าเดียว พวกที่อยู่ในข่ายนี้ต้องอ่านกลับไปกลับมาสัก 3 เที่ยว อ่านแล้วจะมีกำลังใจในการสู้ชีวิตหายขี้แพ้ ได้บ้างนะคะ ....................

แต่ ... ถ้าอ่านแล้วยัง ใจพิการ อยากจะโดดตึกก็โดดไปซะ ไม่ว่ากันหรอกนะคะ
เพราะอยู่ไปก็อาย โอโตะ เธอเปล่าๆ จริงๆนะ ไม่ได้ประชด ... !!

แล้วผู้ใหญ่ที่บ้านของเรา ..... ก็คอยเตือนและบอกพวกเราอยู่เสมอว่า ถ้าวันใดที่เรารู้สึกเศร้าๆ และ ท้อแท้ต่อชีวิต ก็ให้มองดูคนพิการเอาไว้มากๆ พวกเค้าเหล่านั้น พยายามต่อสู้ชีวิต เพื่อที่จะอยู่ได้ในสังคมของคนปกติ ทั้งๆ ที่ บางคนเค้ามีความยากลำบากมากมายที่จะมีชีวิตอยู่ไปวันๆ แต่เค้าก็ยังพยายามที่จะอยู่ให้ได้ คนพิการที่ยอมรับว่าตัวเองเป็นอะไร และ ไม่ท้อแท้ต่อชีวิต เค้าจะมีความสุข และเต็มไปด้วยความคิดที่สร้างสรรค์มากมาย มีคนพิการอีกมากมายที่เค้าสู้ชีวิต และ ประสบความสำเร็จในหลายๆ สาขาอาชีพ มีครอบครัวที่มีความสุขอีกด้วย

แล้วทำไมคนปกติธรรมดาอย่างเราๆ ..... จะไม่พยายามหาวิธีแก้ไขปัญหาของเราอย่างสร้างสรรค์ต่อสังคมและตัวเองบ้าง ทำไมจึงชอบที่จะคิดแต่ในทางลบให้กับชีวิตและสังคม ชีวิตก็ตกต่ำไปตามที่คิดได้ทุกวัน

เราควรซื่อสัตย์กับสิ่งที่เรายึดมั่น .....
ความแข็งแกร่ง และ พลังในการมีชีวิต และ ภาพที่เรานึกฝันอยากจะเป็น
เกิดจากสิ่งต่างๆ ที่เราให้คุณค่าอย่างมุ่งมั่น จริงจัง และ จริงใจ จริงๆ

ชีวิตที่ดี .....
คือ ชีวิตที่ .. สงบ .. เย็น .. และ เป็นประโยชน์
ชีวิตที่ดี..........................ไม่ใช่ชีวิตที่มั่งคั่ง..!!

ชีวประภา ..... เรื่องของโอโตตาเกะ คงต้องบอกว่าเขาโชคดีที่เกิดในญี่ปุ่นภายหลังจากที่มีการรณรงค์ให้คนพิการเท่าเทียมกับคนทั่วไป และเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ทุกๆคนหยิบยื่นความอบอุ่นและความช่วยเหลือให้เขา ถ้าเขาไปอยู่ในสังคมที่มีแต่คนรังแกเขา--ในญี่ปุ่น ถ้าโชคร้ายไปเรียนที่เดียวกับพวกอันธพาล เขาอาจจะโดนทำร้ายถึงตายอย่างที่ข่าวเคยออกเป็นระยะๆที่นี่ก็ได้ หรือถ้าเขาเกิดในเมืองไทย ไม่แน่ใจว่าจะมีวันนี้ไหม? ยังมีช่องว่างระหว่างคนปกติและคนพิการอยู่มากในสังคมไทย คนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามเพราะมันเป็นเรื่องไกลตัว

.................... ถ้าผมรู้ว่า ลูกที่กำลังจะคลอดออกมามีความพิการ ผมยังจะเลือกที่จะคลอดเขาออกมาหรือว่าไม่ปล่อยให้เขาออกมาเผชิญปัญหาทุกข์ร้อนต่อไป ในเมืองไทยยังไม่เปิดกว้างเท่าไหร่สำหรับคนพิการ สำคัญเราจะสร้างให้เขาสามารถดูแลตัวเขาเองได้ตลอดไป แม้ว่าเราจะจากโลกนี้ไปแล้วได้ไหม? ถ้าทำได้ผมคงยอมให้คลอดออกมานะ คนเราเลือกเกิดไม่ได้กระมัง ....................

บางคนเกิดมาปกติ
แต่พอมีอุบัติเหตุเขาสูญเสียอวัยวะไป
มันก็ไม่ต่างไปจากคลอดออกมาแล้วพิการตรงไหน ..!!


 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    21/03/2005 05:18 PM

 


เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน

ทุกคนต่างมีความน่าเวทนาอยู่ในทางใดทางหนึ่ง ต่อให้เป็นบุคคลที่เหมือนอิ่มเอมเปรมสุข เป็นที่อิจฉาของสังคมขนาดไหน ก็ย่อมรู้ในใจเขาเองว่าชีวิตยังมีข้อขัดข้องประการใดบ้าง

ทำไมชีวิตถึงมีความขัดแย้ง เหตุใดจึงไม่มีใครเป็นสุขได้แต่ถ่ายเดียว? ก็เพราะคนเราไม่รู้แล้วก่อกรรมดีบ้างเป็นบางครั้ง และเพราะคนเราไม่รู้แล้วก่อกรรมชั่วบ้างเป็นบางคราว ไม่มีใครเกิดมาพร้อมกับความรู้ว่าทำดีต้องเสวยผลดี ทำชั่วต้องเสวยผลชั่ว จะช้าเร็วไม่มีใครหนีแรงสะท้อนกลับของบาปบุญได้พ้น

คนทั่วไปจะมีความเชื่อทางศาสนา หรือเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายอย่างไรก็ตาม สำรวจแบบชำแหละตัวเองแล้วก็ต้องพูดกันตรงๆว่านอกจากอาการปักใจเชื่อ แทบไม่มีใครรู้แจ้งเห็นจริงราวกับตาเห็นรูปกันสักกี่ราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเชื่อมั่นและอยากไปสวรรค์ อยากเข้าถึงนิพพาน ก็ยิ่งน้อยเท่าน้อยชนิดนับหัวได้ที่จะทราบทางไปอย่างแท้จริง ชนิดติดความจำขึ้นใจ และถือประพฤติปฏิบัติตนบนเส้นทางกรรมอันนำสู่สุคติภูมิ

พระพุทธเจ้ามีคำตอบ มีคำอธิบาย มีความรู้จริงเกี่ยวกับเรื่องกรรมวิบากและภพภูมิทั้งปวง บางวันผู้เขียนนึกเสียดายขึ้นมาว่าธรรมะในพระไตรปิฎกอันเปรียบประดุจภูเขาทองยังกองอยู่อย่างเปิดเผย แต่น้อยคนจะเหลือบแลไปเห็น และน้อยคนที่เห็นแล้วเต็มใจจะอ่าน จึงเป็นที่มาของหนังสือชื่อ ‘เสียดาย… คนตายไม่ได้อ่าน’ เล่มนี้

จุดใหญ่ใจความของหนังสือเล่มนี้ สำหรับเป้าหมายแรกคือให้รู้และเข้าใจเหตุผลที่มาที่ไปเกี่ยวกับกรรม ชนิดที่อ่านแล้วได้คำตอบน่าพอใจให้กับความสงสัยของคนทั่วไป ส่วนเป้าหมายปลายทางสุดท้ายคือให้ประจักษ์แนววิธีรู้แจ้งเรื่องกรรมด้วยตนเอง ชนิดที่อ่านแล้วไม่ต้องเถียงใครอีก รู้เฉพาะตนว่ากรรมวิบากเป็นเรื่องจริง เป็นสัจจะ เป็นอมตะไม่แปรผันตามกาล

แม้อ่านอย่างคร่าวที่สุด อย่างน้อยผู้อ่านก็น่าจะเปิดตาขึ้นเห็นโลกด้วยมุมมองที่แตกต่างไป เหลือบแลไปตามท้องถนนก็สามารถเห็นผลกรรมปรากฏฟ้องอยู่บนรูปร่างหน้าตาและบุคลิกนิสัยของใครต่อใครอย่างชัดเจน กระทั่งเมื่อเบิ่งจ้องมองกระจกเงา หรือเฝ้าพินิจความสุขความทุกข์อันเป็นปัจจุบันกาลของตนเอง ก็สามารถเห็น ‘ความจริง’ เกี่ยวกับกรรมวิบากได้ทุกวินาทีอยู่แล้ว

ผู้เขียนประสงค์จะเรียบเรียงเรื่องกรรมวิบากตามลำดับความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ นั่นคือให้ทราบที่มาว่าเราเป็นอย่างนี้ด้วยกรรมเก่าอันใด จากนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าในธรรมชาติมีช่องชั้นภพภูมิใดรองรับกรรมประเภทต่างๆอยู่บ้าง แล้วจึงสรุปลงที่ความน่าจะเป็น หรือสิ่งที่น่าจะทำขณะยังมีลมหายใจของความเป็นมนุษย์นี้อยู่

แนวคิดข้างต้นทำให้โครงสร้างของหนังสือแบ่งเป็น ๓ ภาค หรือ ๓ บรรพ (อ่านว่าบัพพะ) บรรพแรกคือการตอบคำถามว่าพวกเรา เกิดมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร? บรรพที่สองคือการตอบคำถามว่าพวกเรา ตายแล้วไปไหนได้บ้าง? บรรพสุดท้ายคือการตอบคำถามว่าพวกเรา ยังอยู่แล้วควรทำอะไรดี? ซึ่งก็แปลว่าครอบคลุมเรื่องกรรมวิบากและภพภูมิทั้ง ๓ กาลคืออดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ผู้เขียนขอถวายกุศลทั้งหมดจากการเขียนหนังสือเป็นเครื่องบูชาพระพุทธเจ้า ผู้ถ่ายทอดความรู้อันเป็นประโยชน์สูงสุดให้แก่พระสาวก เพื่อพระสาวกจะได้สืบทอดความรู้ทั้งหลายให้แก่ครูบาอาจารย์ร่วมสมัย ตราบกระทั่งตกทอดมาถึงผู้เขียนในกาลปัจจุบัน


ดังตฤณ
สิงหาคม ๒๕๔๗


>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    17/03/2005 06:49 AM

 


หนังสือ ..... ธรรมะรอบกองไฟ
เขียนโดย ..... ขวัญ เพียงหทัย


หลายๆ คน อาจจะรู้สึกว่าธรรมะเป็นเรื่องน่าเบื่อ เป็นเรื่องไกลตัวมาก นั่นอาจจะเป็นผลมาจากการได้ยินได้ฟังธรรมะที่มีการสอนในรูปแบบเดิมๆ หยิบยกเรื่องไกลตัวมาสอน อธิบายคำสอนแต่ภาษาบาลีที่ฟังอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ถ้าพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมะของผู้ฟังยังมีไม่มาก เมื่อมาได้ยินได้ฟังวิธีบรรยายธรรมที่เชื่องช้า อธิบายเรื่องไกลตัว พูดแต่เรื่องซ้ำซาก ผู้ฟังย่อมเกิดอาการเบื่อหน่ายเป็นธรรมดา

ก่อนที่คุณจะมีอคติต่อธรรมะว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ เป็นเรื่องไกลตัวมาก เป็นสิ่งโบราณ และปฏิเสธที่จะรับฟังเรียนรู้ธรรมะ ลองหาโอกาสมาอ่าน หนังสือธรรมะรอบกองไฟ ดูครับ ด้วยลีลาการเขียนของ ขวัญ เพียงหทัย จะทำให้คุณเปลี่ยนความคิดเก่าๆ เชิงลบ ที่เคยมีต่อธรรมะไป คุณ ขวัญ เพียงหทัย มีวิธีการเขียนนำเสนอธรรมะในรูปแบบที่สนุกสนาน น่าสนใจ ดึงตัวอย่างธรรมะที่อยู่ใกล้ตัวมาอธิบาย อธิบายด้วยถ้อยคำที่ง่ายต่อความเข้าใจ แม้แต่ผู้ที่ยังไม่มีพื้นฐานเรื่องธรรมะดีพอมาก่อนก็สามารถที่จะเข้าใจถึงธรรมะได้

ภายหลังจากที่คุณได้ลองอ่านหนังสือเล่นนี้แล้ว
ผมเชื่อว่าคุณอาจจะแปลกใจว่า แท้จริงแล้วธรรมะอยู่ใกล้ตัวคุณมานาน
แต่คุณกลับมองข้ามธรรมะมาโดยตลอด

ในเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ คุณ ขวัญ เพียงหทัย เปรียบเทียบว่า
ธรรมะเปรียบเหมือนยารักษาโรค ที่เราจะต้องรู้จักเลือกใช้ให้เหมาะสมกับอาการของโรค

บ่อยครั้งที่ผู้คนเข้าใจธรรมะไม่ถูกต้อง และหยิบฉวยเอาธรรมะมาใช้อย่างผิดๆ จึงยังคงมีทุกข์มาวนเวียนในชีวิตบ่อยๆ อย่างเช่น เรื่องความพอดี หลายคนตีความเข้าข้างตนเองว่า คำว่า พอดี คือ ไม่พัฒนาตนเอง ขี้เกียจ เพราะมีความพอใจอยู่แล้ว แท้ที่จริงคำว่าพอดีในคำสอนของพุทธศาสนา หมายถึง การทำสิ่งต่างๆอย่างเต็มกำลังความสามารถ และรู้จักพึงพอใจจากสิ่งที่ทำลงไป ไม่ใช้จ่ายเกินตัว

มีคำสอนในพุทธศาสนาอีกหลายๆ คำสอน ที่ผู้คนมักตีความหมายผิดจากความหมายที่แท้จริง เพียงเพื่อประโยชน์เข้าข้างตนเอง ได้รับความสะดวกสบายจากการตีความในลักษณะนั้น เช่น
การงดเว้นจากการดื่มเหล้า ที่หลายคนพยายามตีความว่า ตราบเท่าที่ดื่มแล้วไม่เมา ถือว่าไม่ได้ผิดศีลข้อ 5 ตรงไหน?

ธรรมะเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก
ถ้ารู้จักเลือกธรรมะมาใช้อย่างเหมาะสม
ชีวิตก็จะเป็นทุกข์น้อยลง



แนะนำโดย ..... ชีวประภา

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    22/01/2005 02:44 PM

 


Somewhere in time ..... อาลัยสุภาพบุรุษยอดมนุษย์
โดย ..... ระพีพงศ์ สุพรรณไชยมาตย์


เมื่อรอบปีที่ผ่านมา คนไทยทุกคนได้ฉลองปีใหม่อย่างมีอนุสติที่สุด เปลี่ยนจากการเฉลิมฉลองอย่างไร้จุดหมาย สู่การแสดงพลังน้ำใจสู่ผู้ประสบภัยภาคใต้ และร่วมไว้อาลัยสู่ผู้ที่จากไป ได้มีโอกาสลงไปที่พังงาและภูเก็ตช่วงปิดเรียนเมื่อปีใหม่ แต่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มากมายเพราะขณะนั้นสถานการณ์ผู้บาดเจ็บควบคุมได้แล้ว เหลือเพียงการค้นหาศพและการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ซึ่งเหลือกำลังกว่าที่นักศึกษาแพทย์จะช่วย จึงได้แต่ช่วยเล็กๆน้อยๆด้านเวชภัณฑ์และให้กำลังใจผู้สูญเสียทุกท่าน

การจะลุกขึ้นมาสู้ กับสถานการณ์ที่เศร้าหมองที่สุดเช่นนี้ จำเป็นต้องมีกำลังใจมหาศาล กำลังใจที่กล้าสู้กับความขาดกลัวว่าจะล้มเหลวอีกในอนาคต หรือกำลังใจที่จะต้องรับว่าต้องต่อสู้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเมื่อเวลาผ่านไป เหตุการณ์คลื่นยักษ์อาจรวบรวมกำลังใจของคนไทยทั่วประเทศได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องไม่ลืมว่าต่อจากนี้อีกห้าปีสิบปี กำลังใจที่จะช่วยผู้ประสบภัยต้องยังคงอยู่ เช่นเดียวกันกับที่ผู้ประสบภัยต้องเติมเชื้อไฟในใจตนอยู่ตลอดเวลาว่ามิให้ยอมแพ้

กำลังใจที่งดงามที่สุด ไม่เห็นที่ใดเลยจะเปรียบเท่ากำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่และดำรงประโยชน์ให้ผู้อื่น รายการโทรทัศน์จำนวนมากที่มักพูดว่าให้มีกำลังใจ ขยันทำงานเข้าไว้ แล้วสักวันจะรวยเหมือนเจ้าสัวหลายท่าน แต่เราละเลยที่จะพูดถึงกำลังใจที่จะมอบประโยชน์สุขให้กับสังคม คงจะเป็นการดีแท้หากเราส่งเสริมกำลังใจที่ดีไม่ใช่แก่ผู้ประสบภัยแต่คนทุกข์ยากทุกคน มิใช่ส่งเสริมว่าให้ลุกขึ้นสู่หลังคลื่นยักษ์เพื่อจะได้มีเงินมีทองกลับมาใช้อีก แต่เน้นกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ อย่างไม่หวาดกลัว อย่างรู้เท่าทันธรรมชาติ เท่าทันทะเลและคลื่นยักษ์ เท่าทันความรู้สึกโกรธเกลียดเศร้าหมองหลังหายนภัยครั้งนี้

เขียนมายืดยาวครั้งนี้ จุดประสงค์เพื่อจะไว้อาลัยนักแสดงคนหนึ่งที่ชื่นชอบ ไม่ใช่ชื่นชอบในบทบาทการแสดงมากนัก เพราะติดตามหนังของเขาน้อยมาก แต่ชื่นชอบในวิธีการคิดละการสร้าง"กำลังใจ" ในใจของเขา เป็นกำลังใจที่จะได้ลุกขึ้นมาทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นอีกครั้ง ชีวิตของเขาน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการกำลังใจทุกคน

Christopher Reeve เกิดเมื่อปี 1952 เป็นดาราหนุ่มรูปหล่อ บุคลิกดี ปี 1978 เขาโด่งดังอย่างสูงสุดกับบท Superman ก่อนที่จะรับบทนี้ในอีกสามภาคถัดมา เขารับแสดงอีกหลายเรื่องที่ขอนำมาเขียนครั้งนี้คือ Somewhere in Time (1980) ภาพยนตร์โรแมนติกแสนเศร้าที่กล่าวถึงนักเขียนบทภาพยนตร์หนุ่มที่เกิดหลงใหลในนักแสดงสาวสวย(Jane Seymour ) ที่เกิดก่อนเขากว่า 60 ปี ทำให้เขาลองเสี่ยงย้อนเวลากลับไปหาดาราสาวที่ใฝ่ฝัน ก่อนที่จะทั้งคู่จะเกิดความรักซึ่งกันและกัน และเขาก็ได้รู้ว่าสิ่งที่เติมเต็มชีวิตที่ขาดหายของเขาทั้งสอง คือความรักนั่นเอง

เลือกเรื่องนี้ เพราะเรามักจะติดภาพรีฟในบทซุปเปอร์แมนกล้ามโต แต่เรื่องนี้ให้ภาพที่ละเอียดอ่อนในอีกมุมหนึ่งซึ่งเป็นอีกบุคลิกในตัวเขาเลย รีฟประสบอุบัติเหตุจากการตกม้าเมื่อ 9 ปีที่แล้ว นั่นทำให้เขาเป็นอัมพาตตั้งแต่ส่วนคอเป็นต้นมา นับว่าเป็นภาวะที่ร้ายแรงและแย่เอามากๆ ดังกับว่าโชคชะตาเล่นตลกจากซุปเปอร์แมนทรงพลังกลายเป็นคนพิการที่แม้จะยกแข้งขายังทำไม่ได้

แต่ยอดมนุษย์ก็คือ ยอดมนุษย์วันยังค่ำ รีฟทนต่อการทำกายภาพบำบัดอย่างหนัก ด้วยความหวังที่ว่าเขาจะกลับมาเดินได้อีกครั้ง ไม่ใช่ง่ายๆนะคนที่เป็นอัมพาตถึงขั้นนี้ โรคสารพัดรุมเร้าเขาเลยนะ ทั้งแผลกดทับ การติดเชื้อที่รุนแรงในกระแสเลือด เป็นภาวะที่ "สาหัส" สำหรับคนธรรมดาอยู่แล้ว แต่สำหรับรีฟที่พิการด้วยแล้วยิ่งสาหัสสุดๆเลย ไม่ใช่แค่นานๆทีเป็นแต่เป็นแทบทุกเดือน! กำลังใจขนาดนี้มารู้เอามาจากไหน

ที่น่าทึ่งคือ รีฟได้ตั้ง Christopher Reeve Paralysis Research Foundation หาทุนในโครงการวิจัย Stem Cell (หมายถึงเซลล์ที่มีความสามารถในการแบ่งตัวมากๆและกลายเป็นเซลล์ที่เฉพาะ ที่สำคัญเช่น เซลล์ในไขกระดูกที่สามารถแบ่งตัวได้ไปเป็นทั้งเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว ได้ตลอดชีวิตมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์จึงคิดจะนำเซลล์เหล่านี้มาถูกกระตุ้นด้วยสารบางอย่าง หรือด้วยกรรมวิธีใดๆให้แบ่งตัวกลายเป็นเซลล์เฉพาะ เช่น ในกรณีของรีฟน่าจะเป็นเซลล์ประสาทที่ไขสันหลัง เป็นต้น) ด้วยความหวังว่าการล้มป่วยของเขาจะสามารถนำประโยชน์สู่เพื่อนมนุษย์และตัวเขาได้

ความคิดที่ ไม่แบ่งแยกเราเขานี่แหละที่น่ายกย่องที่สุด ความคิดที่อยากให้ตนเองเป็นผู้ประสบภัยคนสุดท้ายเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก มีคุณป้าคนหนึ่งลูกเขาถูกฆ่าตายในเหตุการณ์ไม่สงบในภาคใต้ คุณป้าให้สัมภาษณ์ว่าเธออยากให้ความรุนแรงทุกอย่างจบลง ไม่ต้องมีใครตายอีกทั้งชาวบ้านหรือแม้กระทั่งโจรร้ายที่ทำร้ายลูกของเธอ เพราะเธอรู้ว่าความสูญเสียเป็นอย่างไร ความทุกข์เป็นอย่างไร และที่สำคัญจะได้ไม่ต้องมีใครมาทุกข์เช่นเธออีก

หากบทความนี้ มีประโยชน์บ้างขอให้สิ่งนี้เป็นกำลังใจเล็กๆให้ผู้ประสบภัยทุกท่าน รวมถึงผู้ที่หาทางออกในชีวิตไม่เจอ และทำนองเดียวกันขอไว้อาลัยกับการจากไปของยอดมนุษย์ท่านนี้ เป็นยอดมนุษย์จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

"When we have hope, we discover powers within ourselves we may have never known--the power to make sacrifices, to endure, to heal, and to love. Once we choose hope, everything is possible." ……Christopher Reeve



>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    18/01/2005 08:56 AM

 


หนังสือเรื่อง ..... ทองแดง ฉบับการ์ตูน
พระราชนิพนธ์ โดย ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ ..... เป็นพระราชนิพนธ์สองภาษา ไทย และ อังกฤษ
ภาพเขียนการ์ตูน โดย ..... คุณชัย ราชวัตร และ ทีมจิตรกรอีก 3 ท่าน


จากหนังสือติดอันดับขายดีที่สุดของประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2545 ขณะนี้เรื่องราวของคุณทองแดงสุนัขธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ซึ่งเป็นที่ประทับใจของประชาชนชาวไทยทุกคนมาแล้วทั่วประเทศ ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) จัดพิมพ์อีกครั้งในรูปแบบของหนังสือภาพ 2 ภาษา ลายเส้นการ์ตูนสีสันสดใส สี่สีตลอดเล่ม วางจำหน่ายในวันที่ 12 พฤศจิกายน พร้อมกันทั่วประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในบทพระราชปรารภของหนังสือเรื่องทองแดงว่า เรื่องเล่าของคุณทองแดงมักมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และขาดข้อมูลสำคัญบางประการ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับความกตัญญูรู้คุณของทองแดงที่มีต่อ แม่มะลิ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยกย่องว่า

ผิดกับคนอื่นที่เมื่อกลายมาเป็นคนสำคัญแล้ว
มักจะลืมตัว และ ดูหมิ่นผู้มีพระคุณซึ่งเป็นคนต่ำต้อย


จึงเป็นที่มาของหนังสือทองแดงที่โด่งดังไปทั่วโลก รวมทั้งหนังสือเล่มใหม่ ทองแดง ฉบับการ์ตูน โดยพระราชนิพนธ์ทองแดง ฉบับการ์ตูนนี้ ทรงเล่าเรื่องราวตั้งแต่ประวัติความเป็นมาของ “แม่แดง” ซึ่งเป็นแม่ของทองแดง พี่น้องของทองแดง เหตุการณ์วันที่ทองแดงได้เข้าเฝ้าฯ ถวายตัว ลักษณะพิเศษของทองแดง อุปนิสัยใจคอและความฉลาดของทองแดง ซึ่งยากที่จะมีสุนัขตัวใดเสมอเหมือน นอกจากเรื่องราวของทอดแดง ยังมีเรื่องของสุนัขตัวอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทองแดงอีกด้วย เช่น แม่มะลิ ทองดำ ทองแท้ และทองหลวง เป็นต้น โดยแก่นของเรื่องยังทรงเน้นในเรื่องของความจังรักภักดี ความกตัญญูคุณ ความมีมารยาทที่ดีและการสั่งสอบลูกผ่านทางตัวละครเอกอย่าง “ทองแดง” อันเป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม

ฉบับภาพการ์ตูนและลายเส้นในเรื่อง ได้รับการถ่ายทอดเป็นภาพการ์ตูนโดยฝีมือจิตรกรระดับชาติ คุณ ชัย ราชวัตร และทีมจิตรกรอีก 3 ท่าน คือ คุณโอม รัชเวทย์, คุณสละ นาคบำรุง และคุณทิววัฒน์ ภัทรกุลวณิชย์ โดยมีอาจารย์พิษณุ ศุภนิมิตร เป็นที่ปรึกษาและออกแบบศิลป์ ซึ่งสามารถถ่ายทอดผลงานออกมาได้อย่างสวยงามสมจริง ไม่ผิดความจากต้นฉบับ ดังพระราชนิพนธ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาในคำนำหนังสือ “เรื่องทองแดง” ฉบับการ์ตูนนี้ที่ว่า

“ในครั้งนี้คุณชัย ราชวัตรเขียนการ์ตูนทูลเกล้าฯ ถวายประกอบเรื่องพระราชนิพนธ์ ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพตามเรื่องพระราชนิพนธ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเพราะคุณชัยได้ไปดูพื้นที่จริง และเขียนภาพหลายภาพที่ไม่มีภาพถ่ายตีพิมพ์ในเล่มเดิม ภาพการ์ตูนซึ่งเป็นภาพสีสดใสเหล่านี้ดูมีชีวิตชีวาเหมือนเคลื่อนไหวได้ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทองแดงและสุนัขทรงเลี้ยงอื่นๆ แนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงค้นคว้าเรื่องสุนัข และภาพทิวทัศน์ในตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต และวังไกลกังวลหัวหิน”

พบกับภาพความน่ารัก ความกตัญญูรู้คุณ และความจงรักภักดี “ทองแดง” อีกมากมายในพระราชนิพนธ์ “เรื่องทองแดง” ฉบับการ์ตูน พระราชนิพนธ์เพื่อประชาชนชาวไทยทุกคน

พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแปลเป็นภาษาอังกฤษควบคู่ไปด้วยเป็นพระราชนิพนธ์สองภาษาเช่นเดียวกับพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระมหาชนก” และ “ทองแดง” พิมพ์ด้วยกระดาษอาร์ตมันอย่างดี สี่สีตลอดเล่ม มีสีสันสดใส ราคาเล่มละ 149 บาท เริ่มวางจำหน่ายวันที่ 12 พ.ย. ที่ร้านนายอินทร์ ทุกสาขา ร้านโกลเด้น เพลส และร้านหนังสือทั่วประเทศ



..........................................................................
อ้างอิงจาก ..... หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์
เมื่อ ..... วันที่ 11 พฤศจิกายน 2547 เวลา 20:17 น.

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    12/12/2004 08:17 AM

 


ซาดาโกะกับตำนานพับนก

เมื่อตอนที่ บิ๊ก-ดีทูบี โคม่า เกิดปรากฏการณ์หนึ่งที่สร้างความประหลาดใจไปทั่ว นั่นคือ การพับนก รวมทั้งพับดาว เด็กๆ รวมทั้งผู้ใหญ่ที่เป็นแฟนของพี่บิ๊ก และที่มีลูกเป็นแฟนพี่บิ๊ก ช่วยกันพับนก ส่งไปอวยพรให้พี่บิ๊กหายวันหายคืน หลายคนบอกว่าเรียนหนังสือเสร็จกลับบ้าน อาบน้ำกินข้าวแล้วก็นั่งพับนกจนเที่ยงคืนตีสอง เพื่อว่าตอนเช้าจะได้เอาไปเยี่ยมพี่บิ๊ก จนนกพับล้นบริเวณเซ็นเยี่ยมไปหมด แล้วยังพับส่งไปตามไปที่บ้านอีกกองพะเนินเทินทึก...นั่นเป็นความห่วงใยในระดับนักร้องซุปเปอร์สตาร์ขวัญใจวัยรุ่น

แล้วนกพับก็ถูกเลือกอีกครั้ง เมื่อวันหนึ่งมีนักวิชาการกลุ่มหนึ่งเข้าพบนายกฯ ทักษิณ และพับนกให้ตัวหนึ่ง โดยอยากเห็นสันติภาพ ความคิดเรื่องพับนกดับไฟใต้จึงเกิด พร้อมกับเรียกร้องให้คนไทยทั่วประเทศช่วยกันพับนก เพื่อแสดงถึงความรักความห่วงใยต่อพี่น้องใน 3 จังหวัดภาคใต้ และจะนำไปโปรยในวันที่ 5 ธันวาคมที่จะถึง

โดย นายกฯ ได้ประเดิมพับนกเป็นตัวแรก
เขียนที่ปีกว่า ..... คนไทยทุกคนรักสันติภาพ
ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลก่อนจะออกเดินทางไปร่วมประชุมเอเปคที่ชิลี

นกสันติภาพในบ้านเราที่ผ่านมาจะใช้ .....
นกพิราบสีขาว เป็นสัญลักษณ์...ที่ไม่ใช่นกกระดาษ
ส่วน นกพับ นั้นมาจากวัฒนธรรมญี่ปุ่น ซึ่งหมายถึง ... นกกระเรียน

นกกระเรียนในความเชื่อของชาวญี่ปุ่น เป็น นกแห่งความสุข และบ่อยครั้งก็อ้างไปถึง เจ้าแห่งนกกระเรียน ที่เชื่อกันว่าถ้าคนป่วยพับนกกระเรียนได้หนึ่งพันตัว เทพเจ้าจะรับคำอธิษฐานและอวยพรให้เขาแข็งแรงอีกครั้ง

ซาดาโกะ ซาซากิ เด็กหญิงชาวญี่ปุ่น ที่รอดชีวิตจากการทิ้งระเบิดถล่มเมืองฮิโรชิม่าเมื่อตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่ออายุได้เพียง 2 ขวบ เธอเติบโตขึ้นอย่างมีสุขภาพดี และรักกีฬาเป็นชีวิตจิตใจ จนกระทั่งอายุได้ 12 ปี อาการของโรคมะเร็งในเม็ดโลหิตจึงเริ่มปรากฏ ซาดาโกะต่อสู้กับโรคร้ายนานถึง 8 เดือน โดยปราศจากคำพร่ำบ่นใดๆ เธอมุ่งมั่นพับนกกระเรียนให้ครบหนึ่งพันตัว ด้วยเชื่อว่า เทพเจ้าจะให้พรแก่เธอให้เธอกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ทว่า พับได้เพียง 644 ตัวเท่านั้น หลังจากที่ซาดาโกะเสียชีวิต เพื่อนๆ ร่วมชั้นของเธอช่วยกันพับนกกระเรียนอีก 356 ตัว เพื่อให้ครบหนึ่งพันตัว แล้วฝังไปพร้อมกับร่างของซาดาโกะ

นกที่ซาดาโกะพับมีข้อความเขียนบนปีกว่า .....
ฉันจะเขียนสันติภาพบนปีกของเธอ และเธอจะบินไปทั่วโลก

เหตุการณ์อันเศร้าสะเทือนใจ ของ ซาดาโกะกับนกกระเรียนพันตัว ส่งผลให้รัฐบาลญี่ปุ่นจัดสร้างอนุสาวรีย์ของเธอ ในลักษณะยืนชูแขนทั้งสองข้างไปข้างหน้า โดยมีรูปนกกระเรียนกระดาษ อยู่ในอุ้งมือทั้งสอง เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ชาวญี่ปุ่น และชาวโลกตระหนักถึงพิษภัยของสงคราม ทุกวันที่ 6 สิงหาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันสันติภาพ จะมีผู้คนพับนกกระเรียนมาวางไว้ที่ฐานอนุสาวรีย์ของซาดาโกะ ที่ตั้งอยู่ภายใน สวนสันติภาพ หรือพีช เมมโมเรียล พาร์ค ที่เมืองฮิโรชิมา เป็นพันเป็นหมื่นตัว เพื่อระลึกถึงเธอ และเป็นเครื่องหมายขอให้สันติภาพจงมีแด่โลก

ฉากชีวิตของเด็กหญิงชาวญี่ปุ่นที่สร้างตำนานการพับนก สัญลักษณ์แห่งความหวังนี้เปิดฉากขึ้นเมื่อ 59 ปีก่อน ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2488 เวลา 8.15 น.เครื่องบิน ทิ้งระเบิดของสหรัฐอเมริกา ได้ส่งระเบิดปรมาณูลูกแรกลงที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น แรงระเบิดสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างราว 13 ตร.กม. ทำลายเมืองฮิโรชิม่า ราบเป็นหน้ากลอง โศกนาฏกรรมครั้งนั้น ทางการญี่ปุ่นระบุว่ามีพลเรือนเสียชีวิตจากเหตุระเบิด 118,661 คน แต่การประเมินต่อมาชี้ว่า ยอดผู้เสียชีวิตทั้งหมดอาจสูงถึง 140,000 คน จากประชากรทั้งหมด 350,000 คน สามวันหลังฮิโรชิม่าถูกถล่ม สหรัฐฯส่งระเบิดล้างโลกลูกที่สองไปทิ้งที่เมืองนางาซากิ ล้าง ผลาญชีวิตผู้คนไปอีกราว 74,000 คน การทิ้งระเบิดสองลูกนี้ทำให้ญี่ปุ่นยอมพ่ายในสงครามโลก ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2488 อย่างไม่มีเงื่อนไข...!!

ในครั้งนั้นเด็กหญิง ซาดาโกะ ซาซากิ วัย 2 ขวบ คือหนึ่งในไม่กี่คนที่รอดชีวิตมาจากระเบิด ปรมาณูที่ฮิโรชิม่า หลังจากนั้นซาดาโกะซัง เติบโตขึ้นตามวัยพร้อมความฝันที่จะเป็นนักวิ่งของโรง เรียน จวบจนเธออายุได้ 11 ขวบ แพทย์ตรวจพบว่าเธอเป็นโรคลูคีเมีย เนื่องจากพิษของกัมมัน ตภาพรังสีจากระเบิดล้างโลก ทำให้เม็ดเลือดขาวที่สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายเกิดไปทำลายเม็ด เลือดแดง หลังจากนั้น ไม่นานสุขภาพของเธออ่อนแอลงเรื่อยๆ ความรุนแรงของโรคนี้ทำลายเรี่ยวแรง ของเธอจนหมดสิ้น ปากและเหงือกบวมเป่ง เคี้ยวอาหารไม่ได้ มือบวมพอง ต้องนอนอยู่ที่โรง พยาบาลตลอดเวลา ความฝันของเธอที่จะเป็นนักวิ่งทีมโรงเรียนเริ่มริบหรี่ลงทุกขณะ แต่แล้วเมื่อเพื่อนของซาดาโกะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เล่าตำนานปรัมปราของญี่ปุ่นที่เชื่อ ว่านกกระเรียนมีอายุถึง 1,000 ปี ใครก็ตามที่พับนกกระเรียนกระดาษได้ครบ 1,000 ตัว สิ่ง ศักดิ์สิทธิ์จะประทานความหวังให้ ทำให้คนๆ นั้นมีสุขภาพแข็งแรง สามารถอธิษฐานขอพรได้ จาก นั้นนกกระเรียนพันตัวจึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง ของเด็กหญิงซาดาโกะ และนับตั้งแต่ นั้นมาเธอเพียรหากระดาษทุกชนิดที่สามารถหามาได้ พยายามใช้มืออันบวมพองและเจ็บปวดพับ นกกระเรียนตัวแล้วตัวเล่า ด้วยความหวังว่ามันจะสร้างปาฎิหาริย์ ให้เธอรอดพ้นจากโรคร้ายนี้

แต่ซาดาโกะมิอาจหลีกพ้นสัจธรรมแห่งชีวิต เธอหมดลมหายใจ .....
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2498 ด้วยวัยเพียง 12 ปี ขณะที่พับนกกระเรียนได้ 644 ตัว


ในวันฝังศพของเธอ เพื่อนๆ ร่วมชั้นเรียนจึงได้ช่วยกันพับนกกระเรียนอีก 356 ตัวทำให้มีนก กระเรียนครบ 1,000 ตัว ตามความมุ่งหมายใส่ลงในหลุมฝังศพของเธอ จากความเพียรไม่ย่อท้อของซาดาโกะที่ยังคงพับนกกระเรียนจนวันสุดท้ายของชีวิต จึงมีคนนำ เรื่องราวของเธอมารวมเป็นเล่มและตีพิมพ์

ต่อมาคนหนุ่มสาวทั่วญี่ปุ่นรวบรวมเงินกันเพื่อ
สร้างอนุสาวรีย์สำหรับซาดาโกะ และเด็กๆ ที่ต้องตายเพราะระเบิดปรมาณู

อนุสาวรีย์หนูน้อยซาดาโกะทำพิธีเปิดในปี พ.ศ. 2501 ตั้งอยู่ภายใน สวนสันติภาพ หรือ พีซ เมโมเรียล พาร์ค (The Peace Memorial Park) ณ เมืองฮิโรชิมา อนุสาวรีย์ถูกสร้างขึ้น ด้วยคอนกรีตทรงโดม ที่จำลองแบบมาจากลักษณะของลูกระเบิดปรมาณู ภายในโดมมีแผ่นหินอ่อนจารึกข้อความ .....

สันติภาพจงมีแก่มวลมนุษยชาติในโลก

รูปปั้นซาดาโกะอยู่ในลักษณะ ยืนชูแขนทั้งสองข้างไปข้างหน้า โดยมีรูปนกกระเรียนกระดาษ อยู่ในอุ้งมือทั้งสอง เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ชาวญี่ปุ่นและชาวโลกตระหนักถึงพิษภัยของสงครามรวมทั้งยัง ได้กำหนดให้ทุกวันที่ 6 สิงหาคม ของทุกปีเป็น วันสันติภาพ โดยในวันนี้จะมีผู้คนจากทั่วสารทิศพับ นกกระเรียนมาวางไว้ที่รอบๆ ฐานอนุสาวรีย์ของซาดาโกะ เป็นพันเป็นหมื่นตัวเพื่อเป็นเครื่องเตือน ใจให้ชาวโลกตระหนักถึงพิษภัยแห่งสงครามและเป็นความหวังที่จะร่วมมือกันสร้างสันติภาพให้เกิด บนโลกใบนี้อย่างแท้จริง

จากเรื่องราวการพับนกของหนูน้อยซาดาโกะ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า กองทัพนกที่จะโปรยปราย เหนือน่านฟ้า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในวันที่ 5 ธันวาคม จะเป็นตัวแทนแห่งสันติภาพ สื่อความ ปรารถนาดี ความรู้สึกห่วงใยของคนไทยทั้งประเทศไปสู่พี่น้องในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่ง ผลให้สถานการณ์ที่ร้อนระอุคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

วันสันติภาพที่ 6 สิงหาคม ของทุกๆ ปี จะมีผู้คนพับนกกระเรียนมาวางไว้ที่ฐานอนุสาวรีย์ของซาดาโกะนับพันนับหมื่นตัว เพื่อระลึกถึงเด็กหญิงผู้แข็งแกร่งและมีความหวัง การพับนกกระเรียนกระดาษจากช้านานที่เคยสื่อความหมายถึง ความมีอายุยืนยาว ซึ่งชาวญี่ปุ่นพับขึ้นและนำมามอบกับมือ พร้อมการตั้งจิตให้ผู้ป่วยหายจากโรคภัย หรือแม้แต่การอธิษฐานจากการพับนกของผู้ป่วยเอง

ทว่าเรื่องของซาดาโกะ .....
และ ชะตากรรมที่ชาวญี่ปุ่นผ่านมาร่วมกันในสงครามที่รุนแรง
นกกระเรียนกระดาษ จึงสื่อความหมายรวมไปถึง ความหวังแห่งสันติภาพ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


วันนี้ท่านพับนกแล้วหรือยัง..!!


................................................
หนังสือพิมพ์มติชน
วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    23/11/2004 10:25 PM

 


บทความน่าสนใจ ..... มะเร็ง ถึงไม่เป็นก็น่าอ่าน..!!
โดย ..... นายแพทย์อารีย์ วชิรมโน กับประสบการณ์รักษามะเร็งหายได้ด้วยตัวเอง
บทสัมภาษณ์โดย ..... วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ นิตยสารสารคดี ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๗


ปีนี้คุณหมออารีย์มีอายุได้ ๗๗ ปีแล้ว เป็นคนร่างเล็ก ผิวพรรณดี หน้าตาแจ่มใสดูราวคนอายุ ๕๐ ต้นๆ หลายปีก่อนท่านป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย จึงตัดสินใจเดินทางกลับเมืองไทย ... คุณหมอเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในชนบท และตั้งใจสู้ชีวิตครั้งใหม่ ต่อสู้กับมะเร็งด้วยการไม่ผ่าตัด ไม่ฉายรังสี ไม่ยอมให้คีโม แต่ใช้แนวทางแบบธรรมชาติบำบัด โดยการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ให้กลับไปสู่ธรรมชาติให้มากที่สุด คุณหมอปฏิบัติตัวสม่ำเสมอ ตั้งแต่การเลือกกินอาหารเฉพาะผัก ผลไม้ การกินวิตามินเสริม การออกกำลังกาย การล้างพิษ การพักผ่อน ทำตัวให้อารมณ์ดีไม่เครียด มองโลกในแง่บวก ความตั้งใจที่จะมีชีวิตต่อไป และที่สำคัญคือกำลังใจจากครอบครัว ... สามเดือนผ่านไปคุณหมออารีย์รอดพ้นความตายจากมะเร็ง ทุกวันนี้คุณหมอใช้ชีวิตในบ้านไร่แห่งหนึ่งของจังหวัดสกลนคร คอยให้ความช่วยเหลือชาวบ้านยากจนที่ป่วยเป็นมะเร็ง ในขณะที่มีผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายจากทั่วประเทศหลายคนเดินทางมาหาท่าน

คุณหมออารีย์บอกว่า คนเป็นมะเร็งส่วนใหญ่จิตใจจะห่อเหี่ยว และสิ้นหวัง แต่การรักษามะเร็งนั้นจิตใจสำคัญที่สุด เราต้องทำให้ผู้ป่วยมะเร็งมีความหวังที่จะมีชีวิตต่อไป แต่ยอมรับว่าโอกาสที่ผู้ป่วยมะเร็งจะหายได้นั้น ท่านช่วยได้เพียงครึ่งเดียว คือการจัดหาวิตามิน เกลือแร่ชนิดต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างภูมิต้านกิน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งขึ้นอยู่กับตัวคนไข้เอง ที่จะยอมปฏิบัติตามแนวทางการรักษา ๗ อ ของท่านหรือไม่

๗ อ ที่ว่านี้คือ .. ควบคุมอาหาร .. เอาพิษออกจากร่างกาย .. อารมณ์ดี .. ไม่เครียด .. สูดอากาศบริสุทธิ์ .. เอนกายหรือการพักผ่อนให้เพียงพอ .. และอิทธิบาทสี่ ... ผู้ป่วยมะเร็งหลายคนที่ได้รับคำแนะนำจากคุณหมอ หลายคนเสียชีวิต แต่หลายคนที่ปฏิบัติอย่างจริงจังอาการดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ

คุณหมอบอกกับเราว่า .....
มะเร็งไม่เคยให้โอกาสกับใครเป็นครั้งที่ ๒
ขณะที่มะเร็งกำลังเป็นโรคฮิตที่ไต่ขึ้นอันดับหนึ่งในยุคปัจจุบัน

ลองพิจารณาบทสัมภาษณ์ครั้งนี้ .....
แล้วคุณอาจจะรู้ว่า จะเริ่มต้นดูแลสุขภาพอย่างจริงจังของคุณและคนใกล้ชิดอย่างไร ...?

คุณหมอเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านไหนครับ..?
ผมเป็นหมอผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ผมจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและที่มหาวิทยาลัยมอสโกด้วย ผมสอนนักศึกษาปริญญาเอกที่ฮาร์วาร์ดมาเป็นเวลา ๓๐ ปี

ทำไมคุณหมอจึงตัดสินใจเดินทางกลับเมืองไทย..?
ผมตั้งใจจะกลับมาตั้งนานแล้ว พอดีเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากระยะสุดท้าย ทีแรกนึกว่าเป็นนิ่ว ปัสสาวะมันขัด พอไปเอกซเรย์ดู ต่อมลูกหมากโตเบ้อเริ่ม เมื่อรู้ว่าเป็นมะเร็งผมก็ตัดสินใจกลับมาตายเมืองไทย อยากกลับมาหาแม่ และอยากกลับมาอยู่ป่า เพราะอยู่ป่าคอนกรีตมา ๓๐ กว่าปีแล้ว ตอนเป็นมะเร็งหนักๆ จะตายแล้ว ลูกสามคนไปให้กำลังใจ ตอนนั้นผมคิดว่าคงอยู่ไม่ถึงอาทิตย์ พอลูกเตือนสติว่า ไหนป๋าบอกว่าจะมีอายุอยู่ถึง ๑๒๑ ปีให้ได้ ป๋าผิดคำพูด สู้ไม่จริง

นั่นแหละ จึงได้คิดว่าจะลองสู้ดูสักตั้งไหม มะเร็งไม่เคยให้โอกาสคนครั้งที่ ๒ ผมไปซื้อรองเท้ามาฝึกเดิน แล้วคิดว่าจะแก้เรื่องเครียดยังไง เพราะความเครียดเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งทีเดียว คิดไม่ออก นอนปลงอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบ คิดว่าถ้ากูตาย ลูกจะรู้หรือเปล่า ใครจะไปบอก เพราะผมอยู่ในป่าคนเดียว จนกระทั่งคิดหาวิธีแก้เครียดได้ คือการคิดแบบตรงกันข้าม เช่น .. มีคนมาลักวัวเรา ก็ไม่ต้องเครียด ถือเสียว่าได้ชดใช้กรรมกันในชาตินี้ เพราะชาติที่แล้วกูไปลักของเขามา .. หรือมีคนด่าเรา ถือเราได้บุญ เพราะช่วยให้คนที่ด่าเราหายเครียด ได้ระบายอารมณ์ .. พอคิดได้อย่างนี้ ตอนหลังคิดอะไรเป็นตรงกันข้ามหมด คิดว่าเราต้องมีชีวิตอยู่เพื่อลูกนะ และแม่เรายังอยู่ เราจะตายก่อนแม่ได้อย่างไร และแม่เราเป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่รู้จักรักษาสุขภาพตัวเอง แต่เราเป็นหมอ จะมาตายกับโรคโง่ๆ อย่างนี้ไม่ได้ เราอายแม่ อายหมาด้วย หมายังไม่เป็นมะเร็งเลย เมื่อมันเป็นแล้ว ถ้าเรายังแก้ไม่ได้ เราไม่ใช่คน แต่เราก็รู้ว่าการที่จะสู้ ต้องสู้ด้วยจิต ฝึกจิตให้ได้ เริ่มคิดไปในทางบวก อะไรก็ดีหมดทุกอย่าง

มะเร็งนี่ถือว่าทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปเลย..?
ใช่ครับ แต่ก่อนผมเป็นคนดุมาก อารมณ์เกรี้ยวกราด ไม่ยอมคน เหี้ยมมากจนลือชื่อเลย ผมได้คิดว่าความเหี้ยม สิ่งแวดล้อม บวกกับการกินอาหารซึ่งผมกินเนื้อแบบฝรั่งตลอด ทำให้ผมเป็นมะเร็ง แต่พอป่วย เรารู้ว่าจะหายจากมะเร็งได้จิตต้องเปลี่ยน นิสัยการกินต้องเปลี่ยนอย่างเด็ดขาด เท่านั้นแหละ ดีวันดีคืน ค่ามะเร็งลดลงอยู่แค่ ๗ จาก ๕๗๑ ซึ่งเป็นค่ามะเร็งระดับสูง ผมรักษาตัวอยู่ ๓ เดือนกว่า หายเลย โรคอื่นก็พลอยหายไปด้วย เบาหวานก็ไม่เป็น โรคเกาต์ที่ต้องกินยามา ๒๐ กว่าปี ตอนนี้หายหมด คิดถึงมันมากเลย คือเราไม่กินเนื้อ ไขมัน กินแต่ผัก ผลไม้ เกลือแร่ และวิตามิน ผมอยู่ในป่า อาหารที่กินประจำคือข้าวกล้องและใบบัวบก บางทีก็มีคนซื้อกล้วย ซื้อส้มมาฝากบ้าง

ทำไมจึงกินเฉพาะข้าวกล้องกับใบบัวบกครับ..?
เพราะแถวนั้นไม่มีอะไรจะกิน เราอยู่คนเดียวในป่า ผมอ่านหนังสือเจอว่า คนอายุยืนที่สุดในโลกเป็นคนจีน ชื่อศาสตราจารย์ลียุนชุง เกิดปี ค.ศ. ๑๖๗๗ ตายเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๓๓ เขากินมังสวิรัติ ที่กินอยู่เป็นประจำคือโสมจีนและใบบัวบก ตอนอายุ ๒๐๐ ปียังไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยซินเกียง ๒๘ ครั้ง ท่านเสียชีวิตตอนอายุ ๒๕๖ ปี หน้าตาท่าทางเหมือนกับคนอายุ ๕๐ ปีแค่นั้น ท่านบอกว่าเป็นเพราะอาหารและความไม่เครียด ตามจริงถ้าจะรักษามะเร็ง กินแค่นั้นไม่ได้ ต้องกินวิตามินจำนวนมากช่วยด้วย แต่ว่าจิตเราได้ เราต้องอยู่เพื่อแม่นะ จิตเราต้องสู้นะ วันนี้เดิน ๑๐ ก้าว พรุ่งนี้ต้องเดิน ๑๕ ก้าวให้ได้ มะรืนนี้ต้อง ๒๐ ก้าวให้ได้ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ฝึกหายใจนะ อยากจะมีชีวิตอยู่ อยากจะหาย

แต่ก่อนมีความคิดว่าตายเมื่อไหร่ก็ช่างมัน ทรมานเหลือเกิน ไม่รู้อยู่ทำไม มีแต่สิ่งไม่ดีในโลกนี้ เบื่อหน่ายเหลือเกิน คือมองไปทางไหนก็เป็นลบหมด เดี๋ยวนี้มองอะไรเห็นเป็นสีชมพู สีเขียว สดชื่นไปหมด คนด่าก็ยิ้ม มีความสุข ฉะนั้นทุกวันนี้ผมมองโลกในแง่บวก มะเร็งทำให้เราคิดว่า การสู้กับมะเร็ง ใครชนะมะเร็งได้ เหมือนคนนั้นตรัสรู้แล้ว พออาการมะเร็งเริ่มดีขึ้นๆ รู้ทันทีว่าทำไมจิตใจเราเห็นอะไรดีไปหมด ผมไปสะดุดมีดสะดุดพร้า เท้าแหกเลย เรายังขอบคุณมัน ที่ช่วยเตือนสติว่าจะเดินไปไหนต้องระมัดระวังทุกย่างก้าว ทีหลังอย่าซุ่มซ่ามแบบนั้น คิดเสียว่าเป็นมะเร็งก็ดีนะ ถ้าไม่เป็นมะเร็ง เราคงเป็นคนเหี้ยมโหดเหมือนเก่า

คุณหมอรักษาตัวอยู่ ๓ เดือนหายเลย ใช้วิธีคุมการกินอาหารและไม่เครียด...ใช่ไหมครับ..?

อาหารเราต้องงดเนื้อสัตว์เด็ดขาดเลย งดอาหารปรุงแต่ง เนื้อปลาก็ไม่กิน ในช่วงนั้นเราต้องถนอมตับที่สุด เพราะตับเป็นอวัยวะที่เป็นฐานทัพใหญ่ ถ้าตับเราไม่ดี เสร็จเลย ร่างกายจะฟื้นไม่ได้ ตับสำคัญที่สุด วิธีถนอมตับคืออย่ากินมาก อย่าสะสมพิษให้ตับทำงานหนัก อย่าท้องผูก กินอาหารโปรตีนเข้าไปเยอะๆ ตับก็ทำงานหนัก เมื่อตับเราดี มันสามารถช่วยอย่างอื่นหมด ไตก็ผลพลอยได้ประโยชน์ด้วย เดี๋ยวนี้หน้าตาเราสดใส เมื่อก่อนหน้าตาเราโทรม ดังนั้นความเครียดจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องจัดการให้ได้ หากแก้ปัญหาเรื่องเครียดได้แล้ว โอกาสหายจากมะเร็งก็สูงขึ้น

ก็เราเคยเห็นคนบ้าเป็นมะเร็ง เป็นเบาหวาน ความดัน หรือท้องเสียไหมล่ะ ขนาดเขาหาของกินจากถังขยะ เคยเห็นคนบ้าเป็นมาลาเรียหรือไม่ แต่อย่าไปตรวจเลือดนะ เชื้อมาลาเรียเต็มเลย แต่เชื้อทำอะไรเขาไม่ได้ เชื้อโรคเหล่านั้น ความจริงมันเป็นเพื่อนเรา

ฉะนั้นจิตเป็นเรื่องสำคัญ ทำอย่างไรไม่ให้เครียด..?
มีแม่ชีคนหนึ่งมาพบผม เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแล้ว ทีแรกบวชเพราะต้องการทำสมาธิ แต่ทำไม่ได้ คอยแต่คิดถึงกิจการโรงงานที่กรุงเทพฯ ห่วงลูกที่ยังเรียนหนังสือ ผมบอกว่าปล่อยวางซะเถอะครับ ตัดเรื่องเครียดอะไรได้ ตัดเถอะ จากเดิมที่อาการหนักใกล้จะเสียชีวิตอยู่แล้วเพราะเป็นมะเร็งที่เต้านม แล้วเข้าปอด เข้าสมองแล้ว พูดก็เบลอๆ ปรากฏว่าตอนหลังปฏิบัติเรื่องจิตได้ ไม่เครียด ตอนนี้หาย ไม่มีอาการอะไรเลย เห็นว่าครั้งหลังสุดไปทำสแกนดู ปรากฏว่าเซลล์มะเร็งหดลงแทบมองไม่เห็นแล้ว สุขภาพก็ดี ตอนนี้จิตเขาสบายมากเลย

เมื่อคนไข้หายเครียด มองโลกในแง่บวก ทำไมร่างกายจึงดีขึ้น..?
หากท่านสามารถทำให้จิตของท่านมองโลกในทางบวก หรือทำให้จิตของท่านมีสมาธิ ตัวจิตนี้จะไปกระตุ้นต่อมพิทูอิตารี ให้หลั่งโกรทฮอร์โมนมา พวกนี้เป็นฮอร์โมนที่ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ไปกระตุ้นต่อมไทรอยด์ ต่อมแอดดินอล ให้ขับแต่ฮอร์โมนชนิดดีๆ ออกมาเพื่อจะไปกระตุ้นให้อวัยวะต่างๆ ทำงาน จนกระทั่งต่อมต่างๆ ที่ผลิตภูมิต้านกินหรือเม็ดเลือดขาว ทำงานได้เต็มที่ คือมันเริ่มมาจากจิต เมื่อจิตคิดดีทำดี หรือสามารถทำสมาธิได้ สมองส่วนนี้ก็จะขับฮอร์โมนที่เป็นประโยชน์ออกมาทันที

แต่ถ้าจิตมองโลกในทางลบ สมองส่วนนี้แทนที่จะไปกระตุ้นให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนชนิดดีออกมา มันไปกระตุ้นต่อมหมวกไตให้ผลิตฮอร์โมนอะดรินาลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกิดจากความเครียด ทำให้ผลิตเม็ดเลือดขาวที่อ่อนแอออกมา แล้วอย่าลืมว่าโกรทฮอร์โมนประกอบไปด้วยกรดอะมิโน ๑๙๑ ชนิด แต่ท่านไม่ต้องเที่ยวหาซื้อกรดอะมิโนพวกนี้มากิน มันอยู่ที่ตับเรา สามารถสังเคราะห์ได้หมด การที่จีนฝังเข็มหรือกดจุดก็เพื่อต้องการให้ตัวนี้หลั่ง คนไข้จะได้ไม่เจ็บปวด

ฝึกอย่างไรให้เป็นคนมองโลกในแง่บวก..?
คนที่เคยเครียดมาแล้ว จะเปลี่ยนทันทีไม่ได้ ผมหายจากมะเร็งได้ ผมโชคดีมาก อาทิตย์เดียวผมเปลี่ยนจิตได้เลย มันเหมือนมีอะไรมาดลใจ รู้ทางเลย แต่ก่อนสอนนักศึกษา สอนได้หมด พอเจอกับตัวเอง ลืมหมด แก้ไม่ถูกเลย พอแก้ได้ อาทิตย์เดียว หน้ามือเป็นหลังมือเลยทั้งที่จะตายอยู่แล้ว ตอนนั้นแหละที่ว่าผมหนักมากๆ ลูกสามคนมาเยี่ยม ช่วงนั้นผมใกล้จะเสียชีวิตแล้ว ลูกสามคนมาให้กำลังใจ ผมก็คิดว่าถ้าเราจะสู้ซักตั้ง เราจะรอดมั้ย เพราะมะเร็งไม่เคยให้โอกาสใครครั้งที่ ๒ อีกเลย ก็ลองดู วันนั้นนอนหมดกำลังใจอยู่ ก็คิดได้ หลังจากนั้นไม่ถึงอาทิตย์ แก้เรื่องจิตได้ ก็หายวันหายคืน กระทั่งทุกวันนี้ ความเกลียดชัง ความเครียด หรือมีอะไรมากระทบจิตใจ อยู่ในตัวผมไม่เกิน ๑ นาทีเด็ดขาด ผมต้องแก้ให้ได้ เพื่อเปลี่ยนอารมณ์เป็นตรงกันข้ามทันที

พระพุทธองค์ท่านบอกว่า จิตอยู่ที่ไหน พลังอยู่ที่นั่น

ไอน์สไตน์มีความเชื่อว่า พลังที่รุนแรงที่สุด มีอำนาจที่สุดในโลกนี้ สู้พลังจิตไม่ได้ แม้แต่ตัวท่านเองที่สามารถคิดค้นปรมาณูได้ว่ามีพลังมหาศาล แต่ก็สู้พลังจิตไม่ได้ ท่านจึงหันมานับถือศาสนาพุทธ กินมังสวิรัติ เพื่อที่จะได้ศึกษาเรื่องจิต ปรากฏว่าไม่มีใครที่จะให้ความรู้ให้ท่านได้เพียงพอเกี่ยวกับแนวทางการทำสมาธิ ท่านก็เลยไม่สำเร็จ เสียชีวิตก่อน ผมติดใจที่ไอน์สไตน์นับถือศาสนาพุทธทั้งๆ ที่เป็นยิว

ตั้งแต่เป็นมะเร็ง คุณหมอไม่ได้รักษาทางแพทย์แผนปัจจุบันเลยใช่ไหมครับ หรือว่าเคยรักษาแล้วแต่ไม่ได้ผล..?

ไม่รักษาเลย เพื่อนบอกว่าต้องผ่าตัดก็ไม่เอา เพราะมันไม่ใช่ทางนี้ คือเรารู้มาอย่างละเอียดแล้วว่าเราชนะจิตใจเราได้มั้ย ถ้าเราควบคุมจิตเราได้ ก็จบ แต่ถ้าเราควบคุมไม่ได้ เราก็ตาย ผมมีเพื่อนเป็นโปรเฟสเซอร์ทั้งผัวเมีย เป็นมะเร็งตายทั้งคู่ เขารักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบัน คือผ่าตัดและคีโม แต่ผมไม่เอา อันที่จริงผมสนใจเรื่องการรักษาแบบธรรมชาติมานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้ใช้ จนกระทั่งเป็นมะเร็ง แล้วสนใจมาทดลองกับตัวเองจนหาย ตอนหลังมีโอกาสได้ใช้กับคนไข้เยอะมาก ก็เห็นว่ามีผลดีและหายแบบยั่งยืนเสียด้วย ก็เลยศึกษามาเรื่อยๆ

หลักการรักษามะเร็งของคุณหมอนอกจากเรื่องความเครียดแล้ว ยังมีอะไรอีกบ้าง..?
วิทยายุทธ์ที่เราจะสู้กับมะเร็งอันดับแรก คือ หยุดการขยายตัวของมะเร็งด้วยการควบคุมอาหาร อย่างแรกคือลดไขมันให้น้อยที่สุด เพราะไขมันเป็นอาหารอันดับหนึ่งที่มะเร็งชอบที่สุด ตามปรกติในข้าว พืชผักทุกชนิด มีไขมันเพียงพออยู่แล้ว ที่เราเกิดโรคภัยไข้เจ็บทุกวันนี้เพราะไขมันเกิน ไขมันที่เรากินทุกวันมันเกิดออกซิไดซ์เป็นอนุมูลอิสระหมดแล้ว เพราะการสกัดไขมันเราใช้ความร้อน พอถูกความร้อน ไขมันมันเสีย และไขมันที่ใช้แล้วใช้อีกยิ่งหนักเข้าไปอีก อย่างพวก .. ปาท่องโก๋ .. กล้วยแขก .. พวกนี้เป็นสารก่อมะเร็ง คนอ้วนเวลาเป็นมะเร็งจะลามเร็วมาก เพราะมันได้อาหาร มะเร็งเหมือนต้นไม้ เราอยากให้ต้นไม้หยุดการเจริญเติบโต เราต้องหยุดให้น้ำ หยุดให้ปุ๋ย มันจะชะงัก ใบร่วงเลย แต่ต้นไม้ก็ยังไม่ตาย มนุษย์เราเหมือนกัน อย่าให้อาหารที่มะเร็งชอบ

อาหารอย่างต่อมาที่ต้องลด คือ โปรตีนจากเนื้อสัตว์ และ พืชโดยเฉพาะถั่วเหลือง เมื่อเรากินโปรตีนเข้าไปมาก และร่างกายนำโปรตีนไปเผาผลาญเป็นพลังงานแล้ว จะเกิดของเสียคือแอมโมเนีย ตัวนี้เป็นตัวร้าย มันเวียนกลับไปทำให้ตับต้องทำงานหนักเพื่อเปลี่ยนเป็นยูเรีย ออกมาทางไตเป็นส่วนมาก และออกมาทางลำไส้ใหญ่ ทำให้อุจจาระมีกลิ่นเหม็น พิษจากลำไส้ใหญ่จะถูกดูดซึมกลับเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้ระบบทุกอย่างในร่างกายขัดข้องหมดเลย คนท้องผูกจะหงุดหงิด อารมณ์ไม่ดี ดังนั้นตับกับไตทำงานหนักเพราะกินโปรตีนเข้าไป โดยเฉพาะคนที่เป็นมะเร็งในตับต้องระวังที่สุด

คนปรกติต้องการโปรตีนวันละกี่กรัมครับ..?
คนปรกติต้องการโปรตีนไม่เกิน ๓๕ กรัมต่อวัน ฉะนั้นคนที่เป็นมะเร็งลำพังโปรตีนที่ได้จากข้าวกล้อง พืชผัก ผลไม้ ก็พอเพียงแล้ว พออาการค่อยยังชั่วหน่อย เราก็กินเห็ดซึ่งมีโปรตีนสูง และมีเกลือแร่มากที่สุด มีมากกว่าเนื้อแดงด้วยซ้ำ แต่เห็ดที่มีคุณภาพสูงมากที่สุดคือเห็ดมิตาเกะ ที่ญี่ปุ่นขายแพงมาก มันมีสารที่ป้องกันมะเร็งและสารที่สร้างภูมิต้านทานสูงมาก สารตัวนี้เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง แต่เป็นโปรตีนที่มีประโยชน์

อาหารอีกอย่างที่ต้องลด คือ แป้งขัดขาว น้ำตาล ของหวาน อย่างข้าวขาวนี่เวลาย่อยแล้วเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้เร็วมาก หากเราใช้ไม่หมดมันจะถูกส่งไปเก็บไว้ในตับ หรือในกล้ามเนื้อ เวลาร่างกายต้องการ จะดึงกลับมาใช้อีก พอเหลือ มันกลับไปเป็นไขมัน บางคนบอกว่าฉันไม่ได้กินไขมันเลย ทำไมฉันยังอ้วนก็ไม่รู้ ก็เล่นกินขนมขบเคี้ยวไม่หยุด ของพวกนี้มันเปลี่ยนเป็นไขมันได้ ตับเปลี่ยนไขมันหรือน้ำตาลเป็นโปรตีน และยังเปลี่ยนน้ำตาลกลับมาเป็นโปรตีนและไขมัน

แป้งขัดขาวทำปฎิกิริยากับร่างกายอย่างไรครับ..?
เวลากินของหวาน กินข้าวขาวเข้าไป ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นกลูโคสมาเลี้ยงสมองได้เร็วมาก สดชื่นได้เร็วมาก ระดับน้ำตาลขึ้นปรู๊ดเลย พอน้ำตาลในเลือดมาก สมองจะกระตุ้นให้ตรงนี้ขับอินซูลินออกมา เพื่อเผาผลาญน้ำตาลที่กินเข้าไปให้เป็นพลังงาน วิตามินที่จะมาช่วยเผาผลาญ คือ วิตามินบีคอมเพล็กซ์ แต่ข้าวที่เรากินเข้าไปไม่มีวิตามินบี เพราะขัดออกหมดแล้ว ฉะนั้นต้องดึงวิตามินในร่างกายออกมาเผาผลาญ ร่างกายเราก็ขาดวิตามินบี ทำให้ระบบประสาทเกิดเหน็บชา และตับอ่อนทำงานหนักที่สุด

เพราะเมื่อกลูโคสขึ้น สมองไฮโปเทมัสส่วนนี้สั่งให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินออกมาเพื่อเผาผลาญน้ำตาลให้ลดลง และมันผลิตออกมามากซะด้วย แป๊บเดียวน้ำตาลลดฮวบเลย เพราะฉะนั้นพวกกินข้าวขาวหรือของหวานจะหิวไม่หยุด ยิ่งกินน้ำตาลมากเท่าไหร่ ตับอ่อนยิ่งทำงานหนัก ตอนน้ำตาลลดนี่จะอารมณ์ไม่ดี หงุดหงิดเลย พวกคนอ้วน เป็นเบาหวานต้องระวัง จะดุมาก ตอนกินจะอารมณ์ดี พอถูกเผาผลาญหมด แป๊บเดียวจะอารมณ์เสียแล้ว เหมือนที่โบราณเขาพูดว่า อยากให้หมาดุ ให้กินของหวาน ช่วงที่มันกินของหวานจะอารมณ์ดี แจ่มใส พอแป๊บเดียวมันหิวแล้ว ระวังให้ดี มันจะกัดได้ คนก็เหมือนกันเลย ที่อเมริกาไม่รู้คุกไหน หลายปีมาแล้ว เขาแบ่งนักโทษฉกรรจ์เป็นสองพวก พวกหนึ่งให้หยุดกินของหวานหมดเลย กินแต่ขนมปังโฮลวีต อีกพวกหนึ่งให้กินแต่ของหวาน ปรากฏว่าภายในอาทิตย์เดียว พวกแรกนิสัยใจคอเย็นลง ส่วนพวกหลังฆ่ากันเองตายหลายศพ

คนที่เป็นโรคไหลตายมีรายงานว่าอาจจะเกิดจากการกินแป้งมากเกินไปด้วย
ส่วนมากโรคไหลตายเกิดจากหัวใจหยุดกะทันหัน พวกที่กินไขมันหรือกินของหวานมากๆ ก่อนนอน หรือกินอาหารมื้อหนักก่อนนอน เมื่อมีไขมันมากอยู่แล้ว พอกินเข้าไปตอนกลางคืน ไขมันจะเพิ่มขึ้นสูงมาก จึงมีโอกาสสูงที่ไขมันจะอุดตันที่สมองหรือหัวใจ

สังเกตว่า .....
พวกที่ตายกลางคืนทั้งหลาย ก่อนนอนคืนนั้นมักกินอาหารหนัก


ส่วนมากเป็นคนที่มีไขมันในเลือดสูง อย่างเป็นความดัน ก่อนนอนแทนที่จะกินอาหารเบาๆ หรือกินพืชผักผลไม้ เล่นกินอาหารหนักเลย พลังงานเมื่อไม่ได้ใช้ ไขมันก็ขึ้นสูง หัวใจทำงานหนักเนื่องจากกระเพาะทำงานหนัก เรานอนปิดแต่ตา แต่ทุกอย่างยังทำงานหนัก พลังงานก็ไม่ได้ใช้ ไขมันไปเพิ่มอีก คนที่ไขมันมากๆ เส้นเลือดตีบอยู่แล้ว มันจะอุดตันตรงไหนก็ได้ ผมสังเกตดู ถ้าคนสุขภาพดี ไม่กรน ไม่ได้เป็นโรคหัวใจกับเส้นเลือดมาก่อน และไม่ได้กินอาหารหนักก่อนนอน คุณจะไม่เป็นเด็ดขาด แต่ส่วนมาก พวกที่ไหลตายเป็นคนอีสาน ชอบของหวานมาก การพักผ่อนก็ไม่พอ ก่อนนอนกินหนักมาก

นอกจากน้ำตาลแล้ว เกลือก็ต้องลดด้วยใช่ไหม..?
โซเดียมคลอไรต์หรือเกลือต้องลดลงให้มาก ในร่างกายเราประกอบด้วยโซเดียมสูงมากอยู่แล้ว แต่ถ้าเรากินเข้าไปมาก พอมันเข้าไปในกระแสเลือดมาก มันจะดูดน้ำในตัวเรา สังเกตพวกกินเค็มหรือไตไม่ดี เท้าจะบวม เกลือมันจะทำให้เลือดเราเป็นกรด คนที่สุขภาพดี เลือดต้องเป็นด่างนิดหน่อย แต่ถ้ากินเค็มเข้าไป เลือดจะเป็นกรด ภูมิต้านทานจะไม่มี เพราะกินเกลือเข้าไปจะไปขับโปรแตสเซียม ทำให้เลือดไม่เป็นด่าง

นอกจากลดกรดแล้ว ให้เพิ่มโปรแตสเซียมเข้าไปในร่างกายเพื่อให้เลือดเป็นด่าง เนื่องจากคนที่เป็นมะเร็งจะเครียด ไม่สบาย พอเครียด ร่างกายจะเกิดกรด จะมีคาร์บอนสูงมาก เราจึงให้กินน้ำต้มผัก ซึ่งมีโปแตสเซียมสูงที่สุด ที่เราเจ็บ ร่างกายอ่อนเพลีย เพราะเราขาดโปแตสเซียม แต่ถ้าตัวใดตัวหนึ่งมากเกินก็ไม่ดี เราต้องดูผลเลือด

การแก้เลือดเป็นกรด แก้ได้สองอย่าง กินพืชผักผลไม้ให้มากๆ เพื่อเพิ่มโปแตสเซียม อีกอย่างคือหายใจเอาออกซิเจนเข้ามามากๆ เพราะยิ่งออกซิเจนเข้าไปในเลือดมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เลือดเราเป็นด่าง แต่ถ้าเราไม่ฝึกหายใจเอาออกซิเจนเข้าไป เลือดเราเป็นกรด เพราะเลือดเราจะมีคาร์บอนไดออกไซด์สูงมาก พวกนี้จะปวดเมื่อยร่างกายมาก เขาจึงให้ฝึกหายใจเพื่อเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป แล้วเอาออกซิเจนเข้ามา มันถึงจะหายปวดเมื่อย

มนุษย์อดอาหาร ๔๕-๕๐ วันยังอยู่ได้ อดน้ำได้ ๓-๕ วัน แต่อากาศหายใจ ขาดเพียง ๘-๑๐ นาทีเท่านั้น อาหารที่สำคัญที่สุดของร่างกายไม่ใช่สารอาหาร แต่เป็นออกซิเจนที่สูดเข้าไป ทำให้เลือดเราเป็นด่าง การที่เรานิ่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้ออกกำลังกาย จะมีคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงมาก ทำให้เลือดเป็นกรด มันจะเมื่อยล้า

คุณหมอพอจะแนะนำหลักการหายใจอย่างถูกต้องได้ไหมครับ..?
เงยหน้าเพื่อให้อากาศเข้ามากที่สุด เวลาหายใจเข้าพยายามให้เข้าทางรูจมูกเท่านั้น เพราะมันจะมีเครื่องกรองคือขนจมูก และจะมีเยื่อเมือกๆ กรองด้วย การหายใจเข้าให้ปอดพองมากที่สุดสามครั้งติดๆ กันเลย ครั้งแรก กลั้นไว้ ครั้งที่ ๒ กลั้นไว้ ครั้งที่ ๓ กลั้นไว้ เหมือนใจจะขาด พอครบสามครั้ง ค่อยๆ โน้มตัวลง อ้าปากเอาพิษออกให้หมด ยิ่งทำบ่อยเท่าไหร่ ปอดท่านยิ่งมีพลัง มะเร็งปอดจะไม่เป็น เพราะออกซิเจนเข้าไปเต็มที่ ของเสียออกมาเต็มที่ ปอดมีความจุสองข้างประมาณ ๓ ลิตรครึ่งถึง ๔ ลิตรครึ่ง แต่ถ้าเรายังหายใจแบบธรรมดาอยู่ อากาศเข้าออกเพียงครึ่งลิตรเท่านั้น บางทีของเสียไม่ได้ออกเลย เหมือนหม้อกรองอากาศไม่เคยเป่าหม้อกรองตัวเองเลย ปอดของเราคือหม้อกรองอากาศ เราต้องช่วยตรงนี้มากๆ เราเปลี่ยนปอดไม่ได้ แต่เราต้องบริหารการหายใจ จะทำให้ปอดมีประสิทธิภาพที่สุด

การออกกำลังกายโดยการเตะฟุตบอล
นั่นไม่ใช่การออกกำลังกายที่ให้ประโยชน์


แต่เป็นการออกกำลังกายที่เกิดโทษแก่ร่างกาย เป็น unaerobic เราต้องรู้ว่าการออกกำลังกายแบบ aerobic กับ unaerobic เป็นยังไง การออกกำลังกายแบบ aerobic ร่างกายต้องเกิดด่าง ได้ออกซิเจน แต่ unaerobic ได้คาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ร่างกายเกิดกรด ร่างกายเสื่อม คนที่ไปเต้นแอโรบิกทุกวันนี้ยังทำผิด เต้นๆ แล้วเกร็ง เครียด กลัวจะไม่ถูกจังหวะ ชื่อแอโรบิก แต่ไม่ใช่แอโรบิก แอโรบิกทำแบบไหนก็ได้ ไม่ต้องเครียด ให้สนุกสนาน ถ้าเครียด ร่างกายจะเกิดกรด

ฉะนั้นการแข่งกีฬาทุกวันนี้เป็นการทำลายสุขภาพ

ทั้งสุขภาพกายและจิต คนไม่เล่นก็สุขภาพจิตเสีย เพราะต้องลุ้นแข่งขันกัน เครียดมั้ย ฉะนั้นนักกีฬาที่เล่นทุกวันนี้ นักฟุตบอล นักเล่นกล้าม นักวิ่ง มีใครอายุยืน... ไม่มีเลย เพราะร่างกายมันเสื่อม มีการพิสูจน์แล้วว่าการออกกำลังกายที่ดีที่สุดคือการเดินเร็ว และให้ถูกแสงแดด เพราะมันไม่เครียด ไม่เหนื่อย ไม่เกร็ง และเป็นการออกกำลังกายชนิดเดียวเท่านั้นที่ทำให้ระบบประสาทส่วนกลางได้สมดุล

คนที่เป็นมะเร็งควรจะกินอาหารประเภทใด..?
อาหารธรรมชาติอย่างพืชผักผลไม้ มะเร็งไม่ชอบ แต่มีวิตามินสูง คนเป็นมะเร็งต้องกินอาหารพวกนี้ คนที่เป็นมะเร็งส่วนใหญ่จะกินอาหารแบบนี้ได้น้อย จึงขาดพวกเกลือแร่ เอนไซม์ วิตามิน ฉะนั้นหมอจึงแนะนำให้กินพวกเกลือแร่ วิตามิน เอนไซม์เข้าไปช่วย สรุปแล้วคนเป็นมะเร็งต้องพยายามกินผักผลไม้ เพราะต้องการให้ก้อนมะเร็งอดอาหาร แต่ไม่ให้ขาดเกลือแร่ วิตามิน เพราะมันจำเป็น ส่วนจะเป็นวิตามินประเภทใดก็ต้องให้หมอตรวจเลือด เพื่อจะรู้ว่าร่างกายเราขาดอะไรก่อน

การหยุดขยายก้อนมะเร็งนอกจากการเลือกกินอาหารแล้ว มีอะไรอีกครับ..?
ด้วยการกินวิตามินซี ตามหลักของแพทย์องค์รวม เขาบอกว่าวิตามินซีต้องได้อย่างน้อย ๒๐ กรัมต่อวัน ในร่างกายเรามีเซลอยู่ประมาณ ๗๕,๐๐๐ ล้านเซล เซลล์ดีจะมีเยื่อหุ้มเซลที่เรียกว่า ...เหมือนเป็นเสื้อเกราะไม่ให้มะเร็งเข้ามาทำลายได้ แต่ถ้าเซลไหนเป็นมะเร็งแล้ว เยื่อหุ้มเซลจะไม่มี แถมเซลมะเร็งจะสร้างเอนไซม์ชนิดหนึ่งเรียกว่า ... ซึ่งเป็นตัวร้าย เอมไซม์ตัวนี้จะไปทำลายเสื้อเกราะของเซลอื่น ทำให้กลายเป็นมะเร็งต่อไปเรื่อยๆ แต่พอวิตามินซีเข้าไปในกระแสเลือด มันจะไปทำลายเอนไซม์ตัวนี้ มะเร็งก็ไม่ขยายตัว นอกจากนี้วิตามินซีเป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ หรือสารต้านอนุมูลอิสระ มันช่วยลดความเครียดลงได้

ยกตัวอย่างเช่น คนไข้เจ็บปวด เวลาฉีดวิตามินซี ทำไมคนไข้สงบเร็ว เพราะมันไปลดอีเอสอาร์ หรือลดตะกอนเม็ดเลือดแดง ตะกอนเม็ดเลือดแดงมากเท่าไหร่ หมายความว่าเกิดการอักเสบหรือเกิดการเสื่อมของร่างกายมากขึ้นเท่านั้น คนปรกติให้กินวิตามินซี ๔-๕ พันมิลลิกรัมต่อวัน แต่ถ้าคนที่อยู่ในเมือง มีมลภาวะ อย่างน้อยต้อง ๖ พันมิลลิกรัมขึ้นไป ประเทศที่กินวิตามินซีสูงมาก ประเทศนั้นสุขภาพเขาจะดีมาก แล้วหน้าตาเขาจะดี ประเทศที่กินมากที่สุดคือสวีเดน รองลงไปคือรัสเซีย พวกนี้สุขภาพจะดีมาก ทั้งที่กินเนื้อสัตว์มาก

เรากินวิตามินซีจากส้มเพียงพอหรือไม่..?
ท่านทราบหรือไม่ว่าส้มลูกหนึ่งมีวิตามินซีอยู่ ๑๐๐ มิลลิกรัม หมายความว่าต้องกินจากต้น แต่ถ้าส้มหนึ่งลูก เก็บไว้เจ็ดวัน จะเหลือ ๑ มิลลิกรัมเท่านั้น วิตามินซีหายหมดเลย ดังนั้นถ้าคุณจะกินส้มให้ได้ ๔ พันมิลลิกรัม ต้องกินส้มสี่พันลูก .....

กินวิตามินซีมากๆ ทางการแพทย์บอกว่าอาจจะมีปัญหากับระบบปัสสาวะ
วิตามินซีอยู่ในเลือดเราได้ ๒ ชั่วโมงแล้วจะถูกขับออกมา แต่ก่อน เขาบอกวิตามินซีพอกินเข้าไปปั๊บ ร่างกายเราจะเปลี่ยนเป็นออกซาลิกเอซิด แล้วพอตกไปกระเพาะปัสสาวะ มันจะเป็นนิ่ว แต่เปอร์เซ็นต์มันน้อยเหลือเกิน ทฤษฎีมันว่าอย่างนั้นจริง แต่อัตราการเกิด มีน้อยมาก เพราะปรกติมันจะออกมากับปัสสาวะ ถ้าเราดื่มน้ำ มันจะออกหมดภายในสองชั่วโมง ไม่ได้สะสม บางคนพอกินวิตามินซีเข้าไป ดื่มน้ำน้อย

วิตามินซีมีสามรูป .. แอสคอมิกเอซิด .. แคลเซียมแอสคอเบด .. โซเดียมแอสคอเบด อย่างพวกวิตามินซีชีวภาพ เขาจะเอาทั้งสามอย่างมารวมกัน แอสคอมิกเอซิด เป็นกรด แคลเซียมแอสคอเบด กับ โซเดียมแอสคอเบดเป็นด่าง เพื่อที่จะลดกรดลง ถ้าเรากินวิตามินซีพวกนี้เข้าไป จะไม่ค่อยมีปัญหา แต่วิตามินซีที่เรากินทั่วไปจะเป็นแอสคอมิกเอซิด ซึ่งเป็นกรด กินเข้าไปแล้ว ขับถ่ายออกมาเร็ว ถ้าเรากินน้ำน้อย ตะกอนพวกนี้ไปตกที่กระเพาะปัสสาวะ จะแสบ ฉะนั้นจึงบอกให้ดื่มน้ำมากๆ

เหตุใดคุณหมอให้ความสำคัญกับการกินวิตามินมากครับ..?
คนเราทุกวันนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน สิ่งแวดล้อมทำให้เรารับอนุมูลอิสระหรือสิ่งมีพิษเข้าไปในร่างกาย เราจะต้องกินพวกแอนตี้ออกซิแดนท์ เข้าไปมากที่สุดเพื่อต่อสู้กับมลภาวะพวกนี้ ฉะนั้นเรากินแค่นั้นไม่เพียงพอ ตามปรกติจะให้ร่างกายแข็งแรง ต้องได้วิตามินซีไม่ต่ำกว่า ๔-๕ กรัมต่อวัน เป็นขนาดที่เพียงพอสำหรับให้ท่านมีชีวิตอยู่เท่านั้น ไม่ได้เพียงพอที่จะสร้างภูมิต้านกินหรือต่อสู้เชื้อโรค คนในเมืองจึงเป็นหวัดกันไม่หยุดเลย ก็ลองกิน ๖-๑๒ กรัมดูซิว่าตอนที่เราอยู่ในเมือง เราเป็นหวัดหรือไม่ ไม่เป็นหรอก แต่ที่ผ่านมาเราไปยึดตำราของกระทรวงสาธารณสุขของอเมริกา ของแพทย์ตะวันตกที่ให้กินวิตามินซีได้นิดเดียว ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนไปหมดแล้ว จึงมีการสอนกันว่าเรื่องการให้เกลือแร่ วิตามินต้องขึ้นอยู่ในสิ่งแวดล้อมอย่างนั้น

หลักการป้องกันมะเร็งของคุณหมออีกประการ .....
คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ก็คือการเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาวใช่ไหม..?


พอเราเกิดมาปุ๊บ จะมีทหารมาคุ้มครองเรา คือเม็ดเลือดขาว ปรกติในหนึ่งตารางมิลลิเมตรจะต้องมีเซลเม็ดเลือดขาวระหว่างห้าพันถึงหนึ่งหมื่น ถ้าเลือดเราอยู่ในเกณฑ์นี้ หมายถึงว่าร่างกายเราแข็งแรง ร่างกายเรา พอเกิดมาก็มีสิ่งไม่ดีอยู่ในตัวเราแล้ว คือโรคที่เกิดจากเชื้อโรค ทำให้เราไม่สบาย แต่ก็ยังมีความป่วยไข้อีกอย่าง เป็นโรคที่ไม่ใช่เชื้อโรค แต่เป็นโรคแห่งความเสื่อมของร่างกาย เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดัน ฯลฯ ในร่างกายคนเราทุกคนมีเซลมะเร็ง เหมือนบ้านเมืองนี้ มีโจร แต่ยังไม่ได้ปล้น คนที่ยังไม่ได้เป็นมะเร็ง คือมันยังยึดไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารหรือภูมิคุ้มกันแข็งแกร่งอยู่ เมื่อไหร่เจ้าหน้าที่ยังแข็งแกร่ง พวกนี้ก็อาศัยอยู่เฉยๆ แต่เมื่อไหร่เจ้าหน้าที่อ่อนแอ พวกนี้เล่นงานก่อน นอนก็ไม่ได้นอน ไปเที่ยวกลางคืน กำลังกายก็ไม่ออก ทหารตำรวจก็อ่อนแอ มะเร็งก็เล่นงานเลย

มีวิธีสร้างภูมิต้านกันอย่างไร..?
ทำได้หลายวิธี อาทิออกกำลังกาย หรือเดินให้ได้รับแสงแดด แสงที่สะท้อนบนลูกตาจะไปกระตุ้นต่อม ไพเนียล ใต้สมองให้หลั่งสารเอ็นโดฟินออกมา ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เป็นความสุข และระงับความเจ็บปวดได้ดีกว่ามอร์ฟีน ๒๕๐ เท่า เมื่อหลั่งออกมา เรามีความสุข มองโลกในแง่บวกทันที พอไม่เจ็บ มันก็สดชื่นขึ้นมาทันที ฮอร์โมนหลั่งทันที มันไปกระตุ้นต่อมไทรอยและต่อมต่างๆ ในร่างกายของเรา ให้ผลิตเม็ดเลือดขาวออกมาทันทีเลย นั่นหมายถึงว่าเริ่มสร้างภูมิต้านกันแล้ว และการยิ้มหัวเราะคลายเครียดแต่ละครั้งก็หลั่งเอ็นโดฟีนออกมาด้วย นอกจากนี้แสงอุลตราไวโอเลต ยังเปลี่ยนคลอเลสเตอรอลให้เป็นวิตามินดี วิตามินดีจะไปช่วยให้ แคลเซี่ยมที่อยู่นอกกระดูก กลับเข้าไปในกระดูก ลดคลอเลสเตอรอล ทำให้กระดูกแข็งแกร่ง ช่วยในการดูดซึมของฟอสฟอรัส แคลเซี่ยม แมกนีเซียม ในทางเดินอาหารให้ได้ดี วิตามินดีที่เรากินเข้าไปสู้ วิตามินดีที่เราได้จากธรรมชาติจากแสงอุลตราไวโอเลตไม่ได้

ไส้ติ่งก็เป็นประโยชน์แก่ภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย แต่แพทย์ปัจจุบันแนะนำให้ตัดออก

สมัยสงครามเวียดนาม ทหารอเมริกันที่มารบในสงคราม ทุกคนต้องผ่าตัดไส้ติ่งหมด เพราะกลัวว่าจะเกิดไส้ติ่งอักเสบในสงคราม ตัดหมดทุกคนเลย ไส้ติ่งมีประโยชน์เกี่ยวกับภูมิต้านกันหลายอย่างมาก ตอนหลังนักวิทยาศาสตร์เขารู้ว่าไส้ติ่งมีประโยชน์ ทหารอเมริกันที่กลับจากสงครามเขาเอาเรื่องรัฐบาลว่ามาตัดไส้ติ่งเขาหมด รัฐบาลปิดปากเงียบเลย ฉะนั้นพวกที่กลับจากสงครามเวียดนาม รัฐบาลอเมริกันให้ทุกอย่างเลย เพื่อปิดปากเรื่องหน้าแตกนี้

การเดินเท้าเปล่าช่วยสุขภาพอย่างไร..?
ผมสังเกตมนุษย์ที่อยู่บนเขาอายุยืนเยอะมากเลย ส่วนมากเขาจะเดินเท้าเปล่า คนที่เดินเท้าเปล่าบนพื้นดินธรรมชาติ เราได้อะไร ได้พลังจักรวาลจากพื้นโลกซึ่งมันมีสนามแม่เหล็ก ในร่างกายของเรา ประกอบไปด้วยเซลประมาณเจ็ดหมื่นห้าพันล้านเซล แต่ละเซลเหมือนแบตเตอรี่แต่ละลูก ทีนี้ในแต่ละลูกมันต้องมีขั้วบวก ขั้วลบ เมื่อร่างกายเสื่อมโทรม ประจุลบ ประจุบวกมันไม่สมดุลกัน เหมือนแบตเตอรี่หมดไฟ ไฟมันหรี่ลง แต่ถ้าเราไปเดินเท้าเปล่าบนพื้นโลก พลังงานจากแม่เหล็กโลกมันจะไปเรียงอิเล็กตรอนกับโปรตอนในเซลของเราใหม่ เหมือนเราไปชาร์จแบตเตอรี่ใหม่ ฉะนั้นเราสังเกตง่ายๆว่า คนที่ใส่แต่รองเท้า แล้วอยู่แต่ในตึกพวกนี้ พลังงานจักรวาลจะไม่ได้เลย พลังงานจักรวาลในโลกเราได้มาอย่างไร ๙๘ เปอร์เซ็นต์ได้มาจากดวงอาทิตย์ แม้แต่อาหารก็มาจากดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์เปลี่ยนพลังงานไว้ตรงไหน ที่พืชพรรณธัญญาหาร เราก็กินพวกนี้เข้าไป

การรักษาคนไข้ของหมอแผนปัจจุบันอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันหรือไม่..?

ที่มันเกิดโรคหรือโจรเกิดในบ้านเมืองเพราะอะไร เพราะความอ่อนแอของเจ้าหน้าที่ เซลมะเร็งก็มีมาตั้งแต่เราเกิด แต่ถ้าเราภูมิต้านกันดี มันก็อยู่เฉยๆ ทำอะไรเราไม่ได้ แต่เมื่อเป็นมะเร็งเราไม่เคยคิดว่าจะสร้างภูมิต้านกันอย่างไร คิดแต่จะฆ่าศัตรู แต่อย่าลืมว่าฆ่าพวกนี้ไม่ได้หมดเพราะมันกลายพันธุ์ไปเรื่อย เดี๋ยวนี้เพนนิซิลิน คนลืมไปแล้ว เพราะมันใช้ไม่ได้ผล คิดค้นมาเท่าไหร่ พวกนี้ก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ อย่างมะเร็งทุกวันนี้ก็กลายพันธุ์ไปเรื่อย

ครั้งแรกใช้คีโมตัวนี้ พอใช้ไป ดื้อซะแล้ว ตัวใหม่แรงกว่าเก่า แล้วก็ดื้ออีก ในขณะที่ร่างกายเรามีแต่อ่อนแอลง เพราะคีโมไม่ได้ไปหยุดการเจริญเติบโตของเซลมะเร็งเท่านั้น แต่เซลเม็ดเลือดขาวพลอยตายไปด้วย สมมุติเป็นมะเร็งลำไส้ ไปผ่าตัดปั๊บ บางทีเป็นเต้านม ตัดอีก อยู่ไม่เท่าไหร่ เป็นอีก เพราะอะไร เพราะเซลมะเร็งยังอยู่ ท่านไม่สามารถพิชิตโรคที่เกิดได้ แต่สามารถทำให้ร่างกายแข็งแรง เหมือนเราไม่สามารถปราบโจรในโลกให้หมดได้ แต่สามารถป้องกันไม่ให้โจรมาปล้นได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ของเราเข้มแข็ง หมายความว่าการรักษามะเร็งด้วยการผ่าตัด ฉายแสง หรือคีโมไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง

ผมเชื่อว่า การรักษาทุกอย่างใช้ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของคนไข้แต่ละกรณีไป เหมือนการผ่าตัดมะเร็ง บางครั้งก็จำเป็น บางทีมะเร็งไปอุดตันหรือไปเบียดบังอวัยวะอื่น ทำให้อวัยวะอื่นทำงานไม่ได้เต็มที่ ก็จำเป็นต้องตัด แต่ตัดแล้วไม่ใช่หาย หรือฉายแสงให้คีโมแล้วก็ยังไม่หาย ตราบใดที่เม็ดเลือดขาวเรายังอ่อนแอ

นอกจากหลักการควบคุมอาหาร .....
และการสร้างภูมิต้านกันแล้ว คุณหมอให้ความสำคัญกับการทำดีท็อกซ์


ดีท็อกซ์ ย่อมาจาก Detoxification หมายถึงการกำจัดพิษออกจากร่างกาย การเอาพิษออกมีหลายวิธี เช่น .. การออกกำลังกาย .. การอบความร้อน .. แต่ในที่นี้เราหมายถึงการสวนทวาร เพราะอาหารที่เรากินเข้าไป จะระบายเป็นของเสียคือ อุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อ และลมหายใจ ตรงไหนสกปรกมากที่สุด ก็คืออุจจาระ ขณะที่เหงื่อที่ระบายออกมาทางผิวหนัง เราก็ทำความสะอาดโดยการอาบน้ำวันละสองครั้ง ทั้งที่สกปรกน้อยกว่าอุจจาระ การที่เราถ่ายทุกวัน เราไม่ได้ถ่ายหมด บางคนไขมันติดเป็นคราบเป็นก้อนอยู่กับลำไส้ เป็นเวลาหลายสิบปี อาหารที่มีเส้นใยก็ไม่กิน ข้าวกล้องก็ไม่กิน ของเสียติดกันเป็นพืด เป็นพิษเข้าไปร่างกาย แต่การทำดีทอกซ์มันช่วยทำให้ลำไส้สะอาด เมื่อลำไส้เราสะอาด แล็กโตบาซิลลัสซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดดีจะเจริญเติบโตได้รวดเร็ว การดูดซึมสามารถทำได้เต็มที่

แต่ถ้าอุจจาระมีกลิ่นเหม็น เกิดสารพิษขึ้นตั้ง ๙ อย่าง สารพวกนี้นอกจากก่อมะเร็งลำไส้แล้ว ยังสามารถดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้ตับทำงานหนัก การทำดีทอกซ์เป็นการช่วยตับด้วยให้รับภาระนี้น้อยลง กาแฟยังไปช่วยตับให้ผลิตน้ำดีเพิ่มขึ้นเพื่อไปลดโคเลสเตอรอล และเอาของเสียที่ตับกำจัดออกมา น้ำดีเหมือนรถบรรทุก เอาของเสียมาทิ้งกับน้ำดี น้ำดีก็จะพาออกมากับอาหารของเรา นอกจากมันช่วยย่อยอาหารแล้วยังช่วยเอาของเสียออกมาจากตับด้วย

ถ้าคนเราถ่ายวันละสองครั้ง ยังต้องทำดีทอกซ์หรือไม่..?
ควรทำ เพราะถึงคุณถ่ายยังไง ก็ไม่หมด ไม่สะอาด สังเกตดูว่าถ่ายสองครั้งมีกลิ่นหรือไม่ ถ้ามีหมายความว่าเกิดของเสีย ๙ อย่างแล้ว การที่เราทำดีทอกซ์ทุกวัน แบคทีเรียที่ดีจะไม่ออกจากร่างกายหรือ มันออกไปบ้าง แต่มันเจริญเติบโตเร็ว ขยายตัวเร็ว เพราะลำไส้เป็นกรดคือลำไส้สะอาด แต่ถ้าเป็นด่างคือมีกลิ่นเหม็น สกปรก แบคทีเรียพวกแลคโตบาซิลลัส มันจะชอบลำไส้ที่เป็นกรด สะอาด แต่แบคทีเรียชนิดเลว ชอบลำไส้สกปรก และเป็นด่าง

คุณหมอทำดีทอกซ์ตั้งแต่กลับมารักษาตัวที่กรุงเทพฯหรือไม่..?
ทำตั้งแต่เป็นมะเร็งอยู่เมืองนอก แต่ทำครั้งเดียว และมาตรวจดูว่า พิษในไตและตับลดลงไม่มาก ต่อมาก็พบว่าอาหารที่มีกาก จะอยู่ในลำไส้เรา ๑๒-๑๔ ชั่วโมง ถ้าเราทำดีทอกซ์วันละครั้ง มันลดลงไม่หมด เพราะ ๒๔ ชั่วโมง อุจจาระเรามีกลิ่นแล้ว เราจะทำยังไงไม่ให้อุจจาระเรามีกลิ่น ก็ลองทำสองครั้ง เช้า-เย็น กากอาหารจะอยู่ในลำไส้ไม่เกิน ๑๒ ชั่วโมง ปรากฏอุจจาระไม่มีกลิ่น เท่านั้นแหละ ไม่กี่เดือน พิษต่างๆ ของตับและไตลดลงเป็นปรกติเลย เป็นการล้างพิษที่ดีที่สุด และถูกหลักวิทยาศาสตร์ เพราะเขาบอกว่า ยิ่งลำไส้ใหญ่สะอาดเท่าไหร่ มีสภาพเป็นกรดมากเท่าไหร่ แบคทีเรียชนิดดียิ่งเจริญมากเท่านั้น เป็นผลดีต่อตับ ไต มากเท่านั้น แบคทีเรียชนิดดี ถ้ามีจำนวนมากขึ้น จะช่วยร่างกายย่อยอาหาร กินแบคทีเรียที่ไม่ดี สังเคราะห์พวกไฟเบอร์ต่างๆ ให้เปลี่ยนเป็นวิตามินบี วิตามินเค ได้

ทำไมการทำดีท็อกซ์จึงต้องใช้น้ำกาแฟด้วย..?
มีคนถามผมหลายคนว่า ดื่มกาแฟไม่ช่วยในการล้างพิษหรือ อยากเรียนว่า มันต่างกัน เวลาดื่มกาแฟมันจะดูดซึมที่กระเพาะและลำไส้เล็ก เข้าไปในกระแสเลือด ไปกระตุ้นหัวใจ ระบบประสาท แต่การทำดีท๊อกซ์น้ำกาแฟจากลำไส้ใหญ่จะมาที่ตับ ไปคนละทางกัน สารคาเฟอีนในกาแฟจะดูดซึมเข้าไปตามเส้นเลือดดำในลำไส้ใหญ่ ไปที่ตับ เพื่อกระตุ้นตับให้กระปรี้กระเปร่าขึ้น ผลิตน้ำดีมากขึ้น ท่อน้ำดีขยายขึ้น เอาพิษทั้งหลายที่คั่งค้างให้ออกมากับน้ำดีเวลาเราถ่ายออกมา เพราะตับเราทำงานหนักมากที่สุด เพราะสารพิษทั้งหลายที่ผ่านเลือดต้องไปกรองที่ตับ ตับกรองได้ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าตับเราไม่ดี มันกรองไม่ได้ แล้วถ้าเลือดเป็นพิษมากๆ เราตาย ฉะนั้นถ้าเรากินของพิษเข้าไปมากๆ แถมเราท้องผูก ถ่ายไม่หมด พิษที่มาจากเลือดตามปรกติก็มีอยู่แล้ว พิษจากการกินอาหารเข้าไป และพิษมากที่สุดอันหนึ่งคือ อุจจาระ พอเราถ่ายไม่หมด พิษมันย้อนกลับไปที่ตับ ยิ่งท้องผูกเท่าไหร่ พิษก็ยิ่งไปอยู่ที่ตับกับไต พอตับและไตทำงานกรองสารพิษหนักๆ จนไม่ไหว ระบบในร่างกายก็พาลเสียไปหมด มะเร็งก็ ถามหา แต่เมื่อเราใช้คาเฟอีนเข้าไปกระตุ้นให้ตับทำงานกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา ไขมันที่มีมากในเลือด กาแฟก็ไปกระตุ้นตับให้เปลี่ยนโคเลสเตอรอลให้เป็นน้ำดี เพื่อที่จะช่วยในการดูดซึม วิตามิน เอ อี ดี เค ช่วยย่อยไขมันและช่วยพาของเสียที่ตับกรองไว้แล้ว เอามาทิ้ง

พวกกินเหล้าบ่อยที่ใกล้จะเป็นตับแข็ง ยิ่งต้องล้างเยอะพิษใช่ไหมครับ..?
พวกนี้ถ้าล้างพิษประจำก็ดี แต่พวกนี้มักจะขาดวิตามินบี ตับเราเวลาทำงานปรกติ มันก็กักเก็บวิตามินบีไว้ใช้ในเวลาจำเป็นอยู่แล้ว ตับเรามีหน้าที่หลักมากกว่า ๒๖๐ อย่าง มันเหมือนเป็นโกดัง เก็บไว้ใช้ เมื่อร่างกายเราขาด อันไหนที่มีมากเกินไป เป็นอันตราย มันก็เปลี่ยนเป็นของดีซะ อันไหนที่เป็นของเสีย ผลิตมากเกินไป มันก็เอาไปทำลาย เอาของเสียขับออกมา ตับเป็นกองบัญชาการที่จะต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าเรารักษาตับให้ดี อย่างอื่นดีหมด แม้กระทั่งอารมณ์ คนจีนเขาบอกว่าที่เขาแมะ เขาดูหน้า ดูผิว มันเป็นสิ่งที่บอกว่าคนนี้ตับดีหรือไม่ดี มันจะแสดงออกมาที่ผิว

พฤติกรรมการกินของคนปัจจุบันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคภัยมากขึ้น..?
ทุกวันนี้เรามีความสุขในการกิน เราจึงเจ็บไข้ได้ป่วย สังเกตว่าคนที่กินมาก เกิดโรคมาก เหมือนที่เขาบอกว่า กินน้อยตายยาก กินมากตายไว ถูกต้องครับ พวกที่อายุยืนร้อยกว่าปี กินอาหารมื้อเดียว เดี๋ยวนี้เขามีงานวิจัยกันแล้ว คนที่อายุยืน กินมื้อเดียวจริงๆ มื้อหลัก ตั้งแต่ ๑๐.๐๐ น. ไปถึงเที่ยง และเราต้องนอนตั้งแต่สามทุ่ม ไปตื่นตีห้าแล้วจะสุขภาพดี เวลาเข้านอน ๑ ชั่วโมงครึ่งแรก ช่วงนี้ต้องนอนหลับสนิท ไม่ฝันเลย โกรทฮอร์โมนจึงจะหลั่ง หลังจากนั้นท่านจะตื่นบ้างหลับบ้างไม่เป็นไร โกรทฮอร์โมนทำหน้าที่ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะร่างกายเรา เพราะตอนกลางวันเราทำงาน ร่างกายเราสึกหรอ กลางคืน มันซ่อมแซม พอเราซ่อมบ้านแล้ว เหลือวัสดุ ของเสีย เราก็ขนของไปทิ้ง ร่างกายเราก็เหมือนกัน พอมันซ่อมเสร็จ ช่วง ๐๕.๐๐-๑๐.๐๐ น. เป็นช่วงเอาพิษออกจากร่างกาย สังเกตว่าพอตื่นปั๊บ จะปวดท้องฉี่ อุจจาระมันจะออก นั่นเป็นธรรมชาติ ช่วงนี้เขาห้ามกินอาหารหนัก กินได้แต่พืชผักผลไม้ กินแต่น้ำเปล่าๆ เพราะน้ำเปล่า เป็นการเร่ง ล้างเอาพิษออกจากร่างกาย หรือท่านจะไปทำงานหนักให้เหงื่อแตกก็ได้ เป็นการเอาพิษออกจากร่างกายเหมือนกัน

ฉะนั้นทางที่ดีที่สุด ยิ่งคนเจ็บไข้ได้ป่วย เขาให้เดินออกกำลังกาย ดีที่สุด แล้วก็ดื่มน้ำเอนไซม์ คือน้ำผักผลไม้ที่เราคั้น ถ้าคั้นไม่ได้ เราก็กินสดๆ พอดื่มน้ำปั๊บช่วงนี้เป็นช่วงที่ทำงานเต็มที่เลย พอเสร็จแล้ว จากช่วง ๑๐.๐๐-๑๒.๐๐ น. กินอาหารหลักในช่วงนี้ กินหนักเลย เสร็จแล้วให้งีบ ๓๐ นาที ถึงหนึ่งชั่วโมง มันเป็นธรรมชาติจริงๆ พอกินอาหารอิ่มมันง่วงนอน เพราะมันจะมีฮอร์โมนชื่อ โพลีซีสโตเคนิน ขับออกมาตรงเจจูนัม ไปกระตุ้นให้ถุงน้ำดีบีบตัว เพื่อให้น้ำดีออกมา แล้วมีฮอร์โมนอีกตัวหนึ่งออกมาจากสมองส่วนไฮโปไทมัส พอเรากินข้าวอิ่มปั๊บ ฮอร์โมนตัวนี้แหละทำให้เราง่วง ช่วงนี้แหละให้เรางีบเพียงหนึ่งชั่วโมง พอตื่นขึ้นมา โอ้โห มันสดชื่น เป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด คนที่กินอาหารหนักแล้วพยายามฝืน โดยเฉพาะคนที่ทำงานเสี่ยง กับพวกที่ขับรถ เกิดอุบัติเหตุสูงที่สุด ตอนบ่ายจะเกิดอุบัติเหตุบ่อยมากเลย

ไม่ควรกินอาหารหนักก่อนนอนเพราะอะไรครับ..?
ก่อนนอนอย่ากินอาหารหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งของหวาน เพราะโกรทฮอร์โมนจะไม่หลั่ง สังเกตได้ คนไหนกินของหวานก่อนนอน ร่างกายจะเสื่อมเร็วมาก เพราะโกรทฮอร์โมนไม่หลั่ง ร่างกายไม่ได้ซ่อมแซมอะไรเลย ภูมิต้านกินก็ต่ำ ถ้าอยากสุขภาพดี ก่อนนอนท่านต้องกินพืชผักผลไม้เท่านั้น โดยเฉพาะน้ำส้มคั้น หรือกล้วยน้ำว้าสักลูกหรือสองลูก ในกล้วยน้ำว้ามีกรดอะมิโนสูงมาก ช่วยทำให้หลับสบาย แล้วพวกทำงานกลางคืนนอนผิดธรรมชาติ กลางคืนไม่นอน ไปนอนกลางวัน พวกนี้อายุสั้น เพราะโกรทฮอร์โมนจะหลั่งมากที่สุด เฉพาะกลางคืนเท่านั้น

คุณหมอลองยกตัวอย่างคนไข้ที่คุณหมอรักษาหาย..?
มีคนแก่คนหนึ่งชื่อลุงจันตาว ตอนนี้อายุอาจจะถึง ๑๐๐ แล้วมั้ง ตอนไปหาผมประมาณ ๙๖ ปี ตอนที่มาหาผมเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ออกจากโรงพยาบาลที่สกลนคร รู้สึกจะเป็นมะเร็งที่ลำไส้และกระเพาะปัสสาวะด้วย เป็นเบาหวานหรือความดันด้วย ถ้าจำไม่ผิด รักษาอยู่สองสามปีได้ ผมก็ไม่นึกว่าจะรอด แต่โชคดีที่ว่าคนไข้คนนี้อายุมากแล้ว หูก็ไม่ค่อยได้ยิน เรื่องเครียดก็เลยไม่ค่อยมี ทุกวันไม่บอกว่าเป็นมะเร็ง กลัวจะรับไม่ได้ ผมก็รักษา ตอนนี้เขาก็อยู่เหมือนคนปรกติ
เราไม่ได้สนใจว่าหายหรือเปล่า ไม่ต้องดู เราอย่าไปเครียดตรงนั้น ถ้าเราจับแกไปตรวจ แกจะเครียดหรือไม่ คนมีอายุ ต้องไปโรงพยาบาล ไปเอ็กซเรย์

มีอีกคนหนึ่งบ้านอยู่ละแวกเดียวกัน คนนี้แต่ก่อนมีอาชีพค้าสัตว์ ฆ่าวัว ขายเนื้อในตลาด เป็นมะเร็งที่สมองทุรนทุรายมาก ทุกวันนี้เหมือนคนปรกติเลย แต่ผมก็ไม่ให้เครียด บอกไม่ต้องไปตรวจ อาการเราไม่มีแล้ว ถ้าไปตรวจแล้วหมอบอกว่ายังมีอันนั้นผิดปรกติ คนไข้ถ้าเครียด คิดมากปั๊บ โรคมาทันทีเลย อีกรายเป็นนายพลเป็นโรคหัวใจ ความดัน สมองเลอะเลือนหมด มาให้ผมรักษา ตอนนี้สบาย เดินหัวเราะ ร้องเพลง เพราะแต่ก่อนยิ้มไม่ค่อยเป็น เพราะทหารชอบวางมาดเข้ม เดี๋ยวคนไม่เกรงกลัว แต่พวกนี้มะเร็งชอบนักหนา โรคหัวใจชอบ

วิธีการรักษาของคุณหมอ เวลาคนไข้อาการหนักมา เริ่มต้นยังไง..?
ผมจะต้องอธิบายก่อนว่าคนเราเจ็บไข้เพราะอะไร เราพูดให้คนไข้เกิดความเชื่อมั่น ศรัทธา แล้วเกิดปีติ เหมือนเราเชื่อมั่นพระสงฆ์องค์นี้ นับถือผู้หลักผู้ใหญ่คนนี้ พอเราได้ไปกราบไหว้ ไปใกล้ชิดแล้ว เรารู้สึกอบอุ่น มีความสุข พอมีความสุข ปีติเกิด เอ็นโดฟินหลั่ง ทำให้มองโลกในแง่บวก โกลตฮอร์โมนหลั่ง ถ้าคุณจะรักษาเหมือนในโรงพยาบาลโดยที่ไม่มีกำลังใจ ไม่มีประโยชน์เลย สำคัญที่สุดคือจิต ลองนึกดู คนที่ไม่เครียดอย่างคนบ้า เป็นโรคอะไรหรือไม่ คนที่มีอยู่กินทุกอย่าง ทำไมเกิดโรค เพราะอะไร เขามีครบทุกอย่าง ยุงก็ไม่กัด อากาศก็กรอง อาหารก็สะอาดอย่างดี แต่ทำไมเกิดโรค ทำไมคนไม่มีอะไรจะกิน กินสกปรกตามถังขยะ หลับนอนยุงกัด แต่ไม่เกิดโรค เพราะอะไร จับจุดตรงนี้ได้มั้ย เพราะไม่เครียด ผมใช้เวลาอยู่ตั้งหลายปี กว่าจะหาคำตอบตรงนี้ได้

ทำไมหลายคนที่ใช้วิธีบำบัดธรรมชาติจึงเสียชีวิต..?
จิตสำคัญที่สุด คนจะหายจากโรคมะเร็ง เราดูหน้ารู้เลย ยิ้มแย้มแจ่มใส หัวเราะ ก็มีโอกาสหาย แต่ถ้าหน้าหงิก ยิ้มไม่เป็น ก็เรียบร้อย เอายาทั้งโลก หมอทั้งจักรวาลมารักษา ก็ไม่มีทาง มันอยู่ที่ตัวเอง การที่จะทำให้สุขภาพดี หายจากโรคก็ต้องทำตามคำแนะนำของหมอทั้ง ๗ อ. คนไข้ที่มาหาหมอ หมอช่วยได้ครึ่งหนึ่ง คือให้พวกเกลือแร่ วิตามิน พวกเอนไซม์ พวกอาหารเสริมทั้งหลาย ที่เหลือคนไข้ปฏิบัติเองหมด ว่าทำได้หรือเปล่า หมอเป็นเพียงเทรนเนอร์ มุมข้างนั้นมะเร็งขึ้นเวทีแล้ว อาจจะเป็นมุมแดงหรือน้ำเงิน อีกข้างหนึ่ง คนไข้ต้องขึ้นแล้ว หมอบอกว่าต้องฟุตเวิร์ค ต้องหมัดแย็บก่อนนะ หมัดนี่ตามนะ ถ้ามาแล้วต้องกันอย่างนี้นะ ลูกเมีย กองเชียร์ก็เชียร์ ปรากฏว่าไอ้พ่อ ไม่ขึ้นเวที ไม่สู้ บอกให้ทำอะไรก็ไม่ทำ เขาจับแพ้ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเวที มันอยู่ที่คนไข้หมด แต่เวลาคนไข้มาหาหมอ จะให้หมอช่วยทุกอย่าง ช่วยไม่ได้ เพราะพลังบำบัดมันเกิดขึ้นจากตัวคนไข้เอง คนอื่นช่วยไม่ได้ถ้าคนไข้ไม่ช่วยตัวเอง

ทำไมคนเป็นมะเร็งที่รักษาด้วยวิธีธรรมชาติแนวอื่นหลายรายไม่ประสบความสำเร็จ..?
ผมไม่ทราบ แต่แนวทางปฏิบัติของผมนำมาจากประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับผมซึ่งอาจแตกต่างกัน ยกตัวอย่าง เรื่องอาหารโปรตีน ของคนอื่นอาจจะให้กินเนื้อปลา หรือถั่วเหลืองมากๆ แต่ของผมงดโปรตีนเลย เพราะเราต้องถนอมตับ ถ้ากินโปรตีนเข้าไปมาก เกิดแอมโมเนีย ทำให้ตับเราทำงานหนักขึ้น และเมื่อตับทำงานหนักก็ส่งผลให้ระบบภูมิต้านกินพังหมด ประการต่อมา เขาได้พูดเรื่องจิตหรือไม่ ได้พูดเรื่องเอาพิษออกจากร่างกายที่ละเอียดหรือไม่ เขาบอกคนไข้เรื่องอาหารที่ช่วยตับ อาหารที่ช่วยเอาพิษออกจากร่างกาย อาหารที่บำรุงตับ บอกละเอียดหรือไม่ แสงอาทิตย์ที่ให้วิตามินดีแก่ร่างกายได้หรือไม่ ออกกำลังกายแบบไหนที่ทำให้ โกรทฮอร์โมนหลั่ง เอ็นโดฟินหลั่ง และสำคัญคือรักษาคนไข้แล้วทำให้คนไข้เครียดหรือไม่

คุณหมอมองการรักษามะเร็งในปัจจุบันอย่างไร..?
สาเหตุสำคัญที่เกิดมะเร็งเพราะเม็ดเลือดขาวหรือภูมิต้านกินเราไม่แข็งแรง แต่หมอปัจจุบันไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ เห็นว่าเป็นมะเร็งตรงไหนก็ตัดเนื้อร้ายตรงนั้น พวกฉายแสงก็ฉายแสงลูกเดียว ผมมีคนไข้เป็นเด็กสุราษฎร์ธานี อายุประมาณ ๒๒ ปี เพิ่งจบมหาวิทยาลัยใหม่ๆ ยังไม่ได้รับปริญญา เป็นมะเร็งที่โคนลิ้น หมอบอกว่าฉายแสงได้เลย พอมากรุงเทพฯ ฉายแสง รังสีพวกนั้นทำลายกล่องเสียง พูดไม่ได้เลย ไปหาผมทีแรก มีแต่ร้องไห้อย่างเดียว พูดไม่ออก ตามที่จริงถ้ามะเร็งมันยังไม่ได้ไปทำอะไร ก็อย่าเพิ่งไปแตะต้องมัน เพราะอวัยวะอย่างนั้นมันเสี่ยงมากเลย ได้ข่าวว่าเด็กคนนั้นกลับไปบ้าน ผูกคอตายซะแล้ว แทนที่จะตายจากมะเร็ง คือมันหมดอาลัยตายอยาก เด็กยังสาว เพิ่งเรียนจบ พูดไม่ได้ กลืนอะไรก็ไม่ได้ เพราะรังสีทำลายหมดแล้ว คือการให้รังสีมันให้ได้ แต่อย่าให้กระทบกระเทือนกับอวัยวะข้างๆ หรือการให้คีโมก็เหมือนกัน สมมุติว่าก้อนมะเร็งเป็นตรงนี้ พอกินหรือฉีดคีโมเข้าไป มันไม่ได้มาหยุดการเจริญเติบโตของเนื้อร้ายอย่างเดียว แต่เม็ดเลือดขาวของเราที่อยู่ทั่วไปพลอยตายไปด้วย จะสังเกตว่าพอให้คีโม จำนวนเม็ดเลือดขาวลดลงมาก แอนโดฟินจะลดลงมากด้วย และถ้าลดลงมามาก บางคนจะเสียชีวิตเลย การให้มันไม่ใช่หาย แต่มันหยุดชั่วคราว แล้วมันกระทบกระเทือนอวัยวะต่างๆ ไปหมด ทั้งตับ ไต ฯลฯ

ถ้าคุณเปลี่ยนจิตใจได้เร็ว ก็ไม่จำเป็น เพราะมันจะสร้างภูมิต้านกันเดี๋ยวนั้นเลย แต่ถ้าท่านยังทำไม่ได้ ท่านจะรักษาด้วยคีโมหรือฉายแสงก่อนก็ได้ แต่อย่าลืมว่าการให้ก่อน ร่างกายจะฟื้นขึ้นมาไม่ใช่เรื่องเล็ก กว่าจะสร้างเม็ดเลือดขาวขึ้นมาให้เพียงพอ ไม่ใช่เรื่องเล็ก แล้วคีโมพอทำๆ ไป มันดื้อ เอาไม่อยู่แล้ว ต้องเปลี่ยนให้แพงกว่าเก่า แรงกว่าเก่า การที่แรงขึ้นไปเรื่อยๆ ทางการแพทย์เราไม่เคยคิดว่าทำยังไงจะให้เม็ดเลือดขาวเราไม่อ่อนแอ นี่ยังอ่อนแอเหมือนเดิม แถมยังไปฆ่ามันด้วย สังเกตดูว่า บางทีคนที่ไม่ให้คีโม ยังมีอายุยืนกว่าพวกให้คีโม ตายเพราะคีโมเยอะมาก ที่ต่างประเทศการรักษาแบบนี้ถูกด่ามาก บริษัทผู้ผลิตยาเหล่านี้จึงเอามาขายแพงๆ ให้ประเทศแบบเรามาใช้ก่อน ให้เป็นสัตว์ทดลอง

แต่การแพทย์แผนปัจจุบันก็ยังไม่ยอมรับวิธีรักษาแบบแพทย์ทางเลือก..?
เมืองไทยเราเริ่มยอมรับแล้วหลายแห่ง ที่อเมริกายอมรับมาหลายปีแล้ว เฉพาะที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพิ่งตั้งคณะแพทย์แขนงนี้ขึ้นมาเมื่อเจ็ดปีก่อน แต่ก่อนเขาไม่ยอมรับ ฮาร์วาร์ดกับสแตนฟอร์ดหัวแข็งกว่าเพื่อน มหาวิทยาลัยที่อื่นเอาเข้าไปในหลักสูตรเกือบหมดแล้ว ๔๐ แห่ง เพราะมันทนไม่ไหว คนไข้มะเร็งจำนวนมากไม่ยอมรับการรักษาแบบฉายแสง หรือให้คีโม ทีนี้คนไข้ลดลงเรื่อยๆ คนไข้หนีไปแพทย์ทางเลือกเลยรู้สึกเลย พอไปศึกษามาทดลอง มันได้ผลจริง และหายขาดด้วย ไม่ต้องพึ่งยาไปตลอดชีวิต และยังรักษาโรคอื่นได้อีก อาทิความดันโลหิต

จุดเด่นของแพทย์แผนปัจจุบันหรือแพทย์กระแสหลักมีอะไรบ้าง..?
แพทย์กระแสหลักสามารถตรวจโรค แม่นยำ ฉับไว อย่างผ่าตัด คือบางอย่างเราต้องใช้การรักษาแบบปัจจุบันอยู่ เช่นการผ่าตัด การแพทย์ทางเลือกเราไม่ได้ยึดอย่างใดอย่างหนึ่ง ป่วยชนิดไหนต้องพึ่งแพทย์แผนปัจจุบัน ชนิดไหนต้องพึ่งแพทย์ทางเลือก อันไหนแพทย์แผนปัจจุบันที่ช่วยได้ดีและเร็ว ปลอดภัย ก็ใช้ อย่างผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบ อุบัติเหตุ แต่โรคแห่งความเสื่อม อย่างมะเร็ง เบาหวาน ความดัน แพทย์แผนปัจจุบันทำไม่ได้ ส่วนเชื้อโรค ต้องแผนปัจจุบันได้ชั่วคราว ใช้ปฏิชีวนะก่อน ถ้าจำเป็น เราต้องพิจารณาดูว่ามันคุ้มหรือไม่ อย่างไส้ติ่งอักเสบ จะรอให้สร้างภูมิต้านกิน ไส้ติ่งเน่าตายพอดี ถ้าเกิดปัจจุบันทันด่วน ต้องแผนปัจจุบัน การวินิจฉัยโรคต้องอาศัยแพทย์แผนปัจจุบัน ที่จริงแพทย์ทางเลือกเขาก็ใช้แผนปัจจุบันเหมือนกัน เอาแพทย์ทุกอย่างหมด ไม่ได้ถือว่าอันไหนแผนเก่าแผนใหม่ อันไหนมีประโยชน์เขามารวมกันหมด บางทีก็ผสมผสานกัน อย่างเรแกนเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มันอุดตัน จะมาสร้างภูมิต้านกินอยู่ ก็ตายสิ ต้องผ่าตัดเอาออกก่อน ให้อุจจาระมันไปได้ เอาพิษออกได้ แล้วค่อยมาสร้างภูมิต้านกิน

คุณหมอออกมารักษามะเร็งแบบนี้ ถูกโจมตีจากแพทย์แผนปัจจุบันบ้างหรือไม่..?
เป็นเรื่องธรรมดาครับ มีหมอหลายคนโจมตี ผมบอกว่าเอาอย่างนี้ อยากจะดูคุณภาพของร่างกาย คุณขับรถไปกับผมคนละคันไหม ผมอายุ ๗๕ ปี ยังสามารถขับรถจากนครพนม ไปปากพนังระยะทาง ๑,๖๐๐ กิโลเมตรรวดเดียว หยุดพักแค่เติมน้ำมัน หรือหยุดทำดีทอกซ์แค่นั้น ๒๐ กว่าชั่วโมงไม่พัก คุณทำได้มั้ย หรือคุณสามารถยืนบรรยายหน้าห้องติดต่อกันได้ถึง ๑๘ ชั่วโมงมั้ย

คนไข้ของคุณหมอส่วนใหญ่หายหรือไม่..?
จริงๆ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๘ อาทิตย์ในการรักษา ถึงจะรู้ว่ามันได้ผล คนที่หายคือคนที่ปฏิบัติจริงๆ ปฏิบัติเรื่องจิตได้จริงๆ บางคนนึกว่าจะตายแล้ว มันกลับหาย บางคนไม่หนัก กลับทรุด คนไข้บางคนมาฟังผมบรรยายแนวทางปฏิบัติตัว ตอนแรกต้องนอนให้ออกซิเจนมา บางคนมาจากต่างประเทศ พอได้ฟังคำบรรยายส่วนมาก ตั้งแต่วันที่สองหรือสามไป จะถอดออกซิเจนได้แล้ว นั่งไม่เจ็บปวด เพราะเรื่องจิต เชื่อมั่นศรัทธา เปลี่ยนความคิดมาเป็นเชิงบวก แต่คนไข้ส่วนมากจะปฏิบัติตามช่วงสี่ห้าวันตอนอยู่ฟังคำบรรยายกับผม พอกลับไปบ้าน สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป คนนั้นมาเยี่ยม คนนี้มาเยี่ยม บอกว่าเอ้อ กินอาหารแต่พืชผักผลไม้ จะเอาแรงมาจากไหน คนป่วย ไม่ใช่วัวควาย จะกินอย่างนี้ได้ยังไง คนไข้เริ่มลังเลแล้ว ความเครียดเกิดขึ้น คนไข้ก็เริ่มเจ็บ ไปหาหมอ หมอก็ให้คีโมหรือยาระงับปวด ไม่ต้องเจ็บ คนไข้นึกว่ามันจะหาย แต่มันไม่หาย แค่ระงับปวดชั่วคราวเฉยๆ

โดยสรุปแล้ว หลักการรักษามะเร็ง .....
หรือทำให้สุขภาพของคนเราดีขึ้นมี ๗ อย่างด้วยกัน ผมเรียกว่า ๗ อ. คือ


๑ อาหาร กินอาหารให้ถูกต้อง
๒ อากาศ พยายามสูดอากาศที่บริสุทธิ์และฝึกการทำความสะอาดปอด
๓ อารมณ์ ไม่เครียด แจ่มใสเสมอ
๔ ออกกำลังกายแบบแอโรบิก โดยเฉพาะการเดินเร็วๆในตอนเช้าหรือเย็นเพื่อให้ได้รับแดดอ่อนๆ
๕ อุจจาระหรือการทำดีท็อกซ์ขับสารพิษออกจากร่างกาย
๖ เอนกายหรือพักผ่อนให้เพียงพอ และ
๗ คือ อิทธิบาท คือเราต้องมีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา

ความตั้งใจในอนาคตของคุณหมอคืออยากจะสร้างโรงพยาบาลสักแห่งใช่ไหมครับ..?
ลูกชายคนไข้คนหนึ่งที่ผมรักษาหายมอบที่ดินให้ผม ๓๐๐ กว่าไร่ ที่อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี ผมตั้งใจว่าจะสร้างโรงพยาบาลเพื่อรักษาคนไทยเราฟรี มนุษย์เรากับธรรมชาติมันแยกกันไม่ออก ทุกวันเราพยายามหนีธรรมชาติ เราจึงเจ็บไข้ได้ป่วย ผมมีความคิดอยากสร้างโรงพยาบาลแวดล้อมด้วยป่าธรรมชาติ ผมอยากสร้างโรงพยาบาลให้ทุกคนบนโลก เป็นโรงพยาบาลที่รักษาแบบธรรมชาติ ทำยังไงไม่ให้คนเกิดโรค ถ้าเกิดโรคแล้วทำยังไงจึงจะใช้ธรรมชาติรักษาโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ต้นไม้ทุกอย่างที่ปลูกจะเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะเราเอาอาหารก่อน และเราต้องมีรายได้ที่จะเลี้ยงตัวเอง คือไม้กฤษณา และพืชผักผลไม้ทุกอย่างในโลก เราจะเอามาปลูกให้หมด เราสามารถหากินได้ในนั้น ที่ราบเราก็จะทำนา ปลูกผักกิน พวกหมออาสาสมัครที่จะมาช่วยผม ก็ปฏิญาณตนกันแล้วทุกคนว่าจะไม่เอาเงินเดือน แล้ววันหนึ่งเราจะกินอาหารไม่เกินสองครั้งเป็นอย่างมาก เราจะกินอาหารอย่างธรรมชาติ กินมากก็ไม่ได้ เพราะกินมาก อายุสั้น เพราะที่นี่อยากเป็นตัวอย่างของคนที่ต้องการอายุยืนและมีความสุข

ตอนนี้ก็มีคนสมัครเยอะ ทั้งหมอ พยาบาล ประชาชนทุกคนที่มีความรู้ มีแรงกายแรงใจ ก็ไปช่วยกัน รัฐเพียงสนับสนุน ขอที่ตรงนั้น อย่าให้ชาวบ้านบุกรุกได้หรือไม่ ตอนนี้มีพวกนายทุนกำลังให้ชาวบ้านไปทำลายอยู่ ตอนนี้บนยอดเขาหมดเลย ถ้าเรามีโอกาส เราต้องช่วยคนทั้งโลก และทุกสิ่งทุกอย่างที่มีชีวิตในโลกนี้ ไม่ให้มีการเบียดเบียนกันเหมือนทุกวันนี้ สิ่งที่มีชีวิตที่โหดเหี้ยมที่สุดไม่ใช่สัตว์ เป็นคนด้วยกันเอง ที่ทำลายธรรมชาติยังไม่พอ ยังมาทำลายตัวเอง

คุณหมอตั้งใจจะมีอายุถึงเมื่อไหร่..?
บอกไม่ถูกเลย ตอนนี้ความหนุ่มมันกระปรี้กระเปร่ามันขึ้นเรื่อยๆๆ รู้สึกว่าสุขภาพดีวันดีคืน แต่ผมจะบอกว่าผมจะตายด้วยสองสาเหตุ หนึ่ง เกิดอุบัติเหตุ สอง หมาลอบกัด จะให้เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีทางเด็ดขาด คือเรารู้ตัวเรา เรื่องอายุ ๑๐๐ ไม่ได้เป็นปัญหา ปรกติมนุษย์เราอายุต้องไม่ต่ำกว่า ๑๒๕ ปี เพราะทุก ๒ ปีครึ่ง เซลล์ในร่างกายเราจะเปลี่ยนใหม่หมดเลยชุดหนึ่ง ในช่วงชีวิตของมนุษย์เราจะเปลี่ยน ๕๐ ครั้ง ถ้าเรารู้จักช่วยทั้งจิต ทั้งกาย ผมตั้งใจว่าผมจะอยู่ไม่ต่ำกว่า ๑๕๑ ปี ศาสตราจารย์ลียุนชุงคนที่อายุยืนที่สุดในโลก ท่านกินมังสวิรัติ ตอนนั้นยังไม่รู้จักทำดีท็อกซ์ ยังอยู่ตั้ง ๒๕๖ ปี แล้วอาจารย์อารีย์รู้จักทำดีท็อกซ์ด้วย จะไม่อยู่ถึง ๒๕๖ ปีหรือ

เขาบอกว่าอยากอยู่อายุยืน ต้องทำเหมือนคนหนุ่ม ...!!!

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    22/11/2004 04:32 PM

 


หนังสือ ..... พลังแห่งชีวิต
เขียนโดย ..... เจมี่ บัคกิ้งแฮม
จัดทำโดย ..... มูลนิธิ อาเธอร์ เอส เดอมาส


เราเห็นเค้าโฆษณาหนังสือพลังแห่งชีวิต ใน ที.วี.บ่อยๆ และทุกวัน ก็อยากรู้ว่าในหนังสือนั้น เค้าเขียนอะไรไว้บ้าง ก็เลยโทรศัพท์ไปขอหนังสือมาบ้าง และที่น่าทึ่งมากๆ ต้องยืนปรบมือให้ดังๆ แถมต้องยกย่องชมเชยให้อีกด้วย เพราะเค้าให้บริการได้รวดเร็วทันใจจริงๆ โทรวันนี้บ่ายๆ พรุ่งนี้สายๆ ได้หนังสือแล้ว และ รูปเล่มของหนังสือก็เรียบๆ กระทัดรัดสามารถนำติดตัวไปอ่านได้ทุกที่ ยามต้องการ

สำหรับเรา ไม่รังเกียจที่จะอ่านเรื่องราวต่างๆ ใน หนังสือพลังแห่งชีวิต แล้วก็มีความมั่นใจอย่างยิ่งว่า ถ้าบุคคลใดได้ศึกษาพระธรรมและข้อปฎิบัติในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งแล้ว ชีวิตของพวกเราก็จะมีความสุขได้มากมาย แม้มีสิ่งใดเข้ามาในชีวิต จะร้ายแรงมากแค่ไหน ในที่สุดพวกเราก็จะมีสติรู้จักแก้ไขและจัดการกับเรื่องปัญหาต่างๆ ของพวกเราได้

เราต้องซื่อสัตย์กับสิ่งที่เรายึดมั่น .....
ความแข็งแกร่ง และ พลังในการมีชีวิต และ .....
ภาพที่เรานึกฝันอยากจะเป็น เกิดจากสิ่งต่างๆ ที่เราให้คุณค่าอย่างมุ่งมั่นและจริงจังเท่านั้น


พลังแห่งชีวิต ก็คือ พลังจิตใต้สำนึก ของตัวเรานั่นเอง

ถ้าเราได้ศึกษา ... การนั่งสมาธิ และ การฝึกจิต หรือ การฝึกควบคุมการสั่งโปรแกรมจิต จากผู้รู้หรือผู้ชำนาญการในการให้ความรู้เฉพาะทางจริงๆ แล้วตัวเราเองก็ฝักใฝ่ที่จะเรียนรู้อย่างจริงจัง เราก็จะได้คำตอบมากมายว่า ทำไมเราจึงเชื่อ ...?

เพราะ ... สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้ในเรื่องเหล่านั้น ไม่ใช่เรื่องงมงาย แต่สามารถพิสูจน์ได้จากเหตุผลที่ว่า ความคิดของคนเรานี่แหละ ที่จะทำร้ายตัวเราหรือสรรค์สร้างตัวเรา ... ชีวิตของคนเราที่ประสบความสำเร็จนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันมีขั้นตอนของการคิดมากมาย ที่จะนำไปสู่การกระทำที่ตัวเราเป็นผู้เลือก เพื่อให้ชีวิตประสบความสุขและความสำเร็จ

เราสามารถสร้างความสำเร็จให้ตัวเองได้

เริ่มจากการตั้งเป้าหมาย ที่เปี่ยมไปด้วย ความปรารถนาอย่างแรงกล้า .....
ผนึกให้มันฝังแน่นอยู่ในใจของเราตลอดเวลา ไม่มีสิ่งใดจะมาเปลี่ยนแปลงความต้องการอันนี้ไปได้

ตามด้วย ความเชื่อ .....
เชื่อว่าความปรารถนานั้น จะต้องเป็นความจริงขึ้นมาแน่ๆ ไม่ว่าด้วยวิถีทางใดๆ มันต้องเกิดขึ้นแน่ๆ

จากนั้น ก็มี ความคาดหวัง .....
รอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามเวลาที่เรากำหนดได้

เมื่อไหร่ก็ตามที่ปัจจัยอันแรงกล้า 3 ประการนี้ .....
เกิดขึ้นครบถ้วน ความสำเร็จนั้นย่อมอยู่ตรงหน้าเราเสมอ

และ อย่าลืมว่า .....
เราต้องเป็น คนดี ... คิดดี ... ทำดี ... และ ไม่โลภ ทุกอย่างก็จะดีตามมาเอง ทุกอย่างจริงๆ คะ


แต่คงไม่ใช่แบบ นั่งคิด..นอนคิด ว่าเมื่อไรราชรถจะมาเกย นะคะ :-)


แต่ก็มีความรู้สึกโดยส่วนตัวอยู่ว่า ... ถ้ากรมการศาสนาและมหาเถรสมาคมได้จัดสรรบริหารกองทุนฯ มาทำ .. หนังสือ .. จัดรายการ ที.วี. .. และ โฆษณา .. เพื่อใช้ในการเผยแพร่พระธรรมในพระพุทธศาสนาให้แก่พี่น้องชาวไทยทุกคน ได้รับรู้ถึงคำสั่งสอนและข้อควรปฎิบัติในพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องจริงๆบ้าง ก็น่าจะดีไม่น้อย

คราวนี้ ลองมาอ่านบทความจาก สื่อมวลชน ที่เค้าไปทำการ สำรวจ สัมภาษณ์ วิเคราะห์ วิจารณ์ กันมาบ้าง ว่าพี่น้องชาวไทยของเราจะมีความคิดเห็นอย่างไรกับ หนังสือพลังแห่งชีวิต


............................


วิจารณ์สนั่นเมือง "พลังแห่งชีวิต" เสียวซ้ำรอยกรณีวัดธรรมกาย

พลังแห่งชีวิตกระหึ่มเว็บไซต์ วิจารณ์กันขรม "เหมาะสม-ไม่เหมาะสม" กรมการศาสนาจับตาไม่กะพริบ หวั่นซ้ำรอยธรรมกาย เป็นงงทำไมมาปูพรมโฆษณาช่วงเวลานี้ ขณะที่ "นิมิตร หมดราคี" หัวขบวนทำแผนประชาสัมพันธ์ ชี้เดือนเดียวจบ

จากกระแสของหนังสือพลังแห่งชีวิต ของมูลนิธิอาร์เธอร์ เอส เดอมอส ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ล่าสุด กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ได้จับตามองแคมเปญดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ว่าจะมีอะไรที่เคลือบแคลงหรือไม่

ผู้บริหารระดับสูงของกรมการศาสนากล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า กรมการศาสนา โดยกองศาสนูปถัมภ์ ได้จับตามองความเคลื่อนไหวครั้งนี้อยู่ และอยู่ระหว่างการขอเอกสาร ข้อมูลต่างๆ จากมูลนิธิดังกล่าว รวมทั้งตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ตอนนี้จึงยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้มากนัก

แหล่งข่าวให้ข้อมูลด้วยว่า ไม่เพียงกรมการศาสนาเท่านั้น องค์กรคริสตจักรในเมืองไทยอีก 5 องค์กรที่กรมการศาสนาให้การรับรอง ประกอบด้วย สภาประมุขนิกายโรมันคาทอลิก สหกิจคริสเตียน สภาคริสตจักรในประเทศไทย มูลนิธิเซเว่นเดย์แอดเวนติสต์ และแบปติสต์ ประเทศไทย ก็ตั้งคำถามและติดตามความเคลื่อนไหวของมูลนิธินี้เช่นกัน

"ศาสนาคริสต์ที่จะเข้ามาเผยแผ่ในประเทศ นอกจาก 5 องค์กรที่กรมการศาสนาให้การรับ รองแล้ว ยังมีอีกหลายองค์กรที่เข้ามาโดยผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงแรงงาน ซึ่งในส่วนนี้เขาจะมีคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา เราจึงต้องประสานงานไปยังหน่วยงานเหล่านี้ด้วย" แหล่งข่าวกล่าว

ด้านผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการอีกรายหนึ่งกังวลว่า การแจกหนังสือพลังแห่งชีวิตในระยะยาวอาจจะซ้ำรอยกรณีของวัดพระธรรมกาย ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นจะกลายเป็นเรื่องของผลประโยชน์ และกลายเป็นสงครามการแย่งชิงประชาชน

แหล่งข่าว ... "ที่มีการพูดกันมากในเวลานี้ก็คือ ทำไมมูลนิธิดังกล่าวจึงต้องรีบเร่งโฆษณาประชาสัมพันธ์ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังมีปัญหาในเรื่องของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้ว่าจะไม่ได้ผิดอะไร แต่ก็ต้องดูว่าสมควรหรือไม่"

นายนิมิตร หมดราคี ประธานบริหารบริษัท 124 คอมมูนิเคชั่น จำกัด ที่ปรึกษาด้านการ ประชาสัมพันธ์โครงการพลังแห่งชีวิต เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สำหรับโครงการนี้เป็นการเผยแพร่หนังสือเท่านั้น ซึ่งเราเริ่มต้นโครงการกันเมื่อ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา และจะสิ้นสุดภายใน 1 เดือน โดยจะไม่มีโครงการอะไรต่อเนื่องไปอีก รวมไปถึงเรื่องการประชาสัมพันธ์ด้วย

นายนิมิตรกล่าว ... "โครงการนี้จะไม่มีการเปิดให้สัมภาษณ์ จะไม่มีการนำสตอรี่บอร์ดออกประชาสัมพันธ์ เพราะเรามุ่งหวังเพียงที่จะเผยแพร่หนังสือเท่านั้น ไม่มีเรื่องของการค้า ผลประโยชน์ หรือการชวนเชื่อ ซึ่งเรากลัวมากเลย ส่วนทางด้านเนื้อหาในหนังสือนั้น เป็น การคัดข้อความมาจากคัมภีร์ไบเบิลที่มีอยู่แล้ว ไม่ได้มีการเขียนขึ้นใหม่แต่ประการใด"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ... ในการจัดทำแคมเปญพลังแห่งชีวิตที่เกิดขึ้น บริษัท 124 คอมมูนิเคชั่น จำกัด มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์โครงการ ส่วนตัวโฆษณา และการวางสื่อในช่องทางต่างๆ บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ เป็นผู้ดำเนินการ

ขณะที่เนื้อหาของหนังสือพลังแห่งชีวิต ประกอบด้วยบทนำ เขียนโดยเจมี่ บัคกิ้งแฮม บท ความที่บรรยายถึงความสุขและความสำเร็จที่ได้รับจากการนับถือพระเจ้า โดยบุคคลผู้มีชื่อเสียง ได้แก่ .. อัญชลี จงคดีกิจ .. บอย โกสิยพงษ์ .. กอบชัย จิราธิวัฒน์ .. ศศิธร วัฒนกุล (ลอร่า) .. ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร (โต๋) .. ประพฤติ ชัยธนสกุล (รมย์ สุรินทร์ นักสนุกเกอร์) .. มนตรี ศรไพศาล และคาเรน คล่องตรวจโรค ซึ่งเนื้อหาเป็นการนำเสนอของทั้ง 8 คน หลักใหญ่จะบอกถึงการประสบความสำเร็จของตัวเองหลังจากเปิดใจตอบรับพระเยซูคริสต์

ทั้งนี้ หนังสือเล่มแรกจะเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็น และความรู้สึกของแต่ละบุคคลเท่านั้น แต่ส่วนที่เป็นพระคัมภีร์จริงๆ จะอยู่ในส่วนที่ 2 ซึ่งผู้อ่านจะต้องส่งไปรษณียบัตรตอบรับที่ติดมากับตัวหนังสือ ถึงจะได้หนังสือกลับมาอีก 2 เล่ม คือหนังสือพระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับพันธะสัญญาใหม่ พร้อมด้วยหนังสือสดุดี และหนังสือสุภาษิตมาให้ฟรีอีก 1 ชุด

ผู้สื่อข่าวเข้าไปสำรวจในเว็บไซต์ชื่อดัง "พันธุ์ทิพย์ดอตคอม" พบว่ามีผู้เข้าไปตั้งกระทู้เกี่ยวกับเรื่องนี้กว่า 60 กระทู้ และมีกว่า 600 คนที่เข้าไปแสดงความคิดเห็น แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มที่เห็นด้วย จะมองว่าเป็นเรื่องของการโฆษณาเผยแผ่ศาสนาให้คนทำความดี กลุ่มที่อยู่ตรงกลาง เชื่อว่ารูปแบบการสื่อสารเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา และกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยให้เหตุผลว่ารู้สึกแปลกๆ ที่ได้เห็นว่าทุกวันนี้ต้องมาโฆษณาเรื่องความเชื่อกัน


............................


สำนักพุทธฯ เสนอชะลอโฆษณาหนังสือพลังแห่งชีวิต

ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เสนอพิจารณาชะลอโฆษณาหนังสือพลังแห่งชีวิตทางโทรทัศน์ในขณะนี้เพื่อวางกรอบการโฆษณา หวั่นเกิดลัทธิใหม่ๆ ที่มีเงิน ใช้กลยุทธ์เดียวกันกลายเป็นมลภาวะทางศรัทธา

กรณี การโฆษณาหนังสือพลังแห่งชีวิตเผยแพร่ศาสนาผ่านโทรทัศน์นั้น ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า หลังจากสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ได้รับข้อเสนอแนะจากพุทธศาสนิกชนหลายคนว่าอาจจะเป็นเหตุของความแตกแยกได้ จึงจัดประชุมโต๊ะกลม โดยมีพระสงฆ์และบุคคลสาขาต่าง ๆ มาร่วมแสดงความเห็น ซึ่งเห็นตรงกับที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีบอกว่าไม่ผิดอะไรเป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

แต่ที่ประชุมเห็นว่าขณะที่ยังไม่มีกรอบในการปฏิบัติ ว่าจะโฆษณาประชาสัมพันธ์เรื่องของความเชื่อได้ขนาดไหนก็เกรงว่า จะเกิดความแตกแยกทางความคิดได้ จึงแสดงความเป็นห่วงนี้ไปยังสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคและกรมประชาสัมพันธ์ว่า มีทางใดหรือมีอำนาจทางกฎหมายใดจะทำให้การโฆษณาหนังสือพลังแห่งชีวิตชะลอไว้ก่อน จนกว่าราชการจะกำหนดแนวทางกฎเกณฑ์ หรือกรอบในการพิจารณาอนุญาตให้ทำได้ออกมาก่อน

“ตอนนี้กลัวว่าหน่วยไหน ใครมีสตางค์ เอามาทำ ซื้อโฆษณาได้ก็จะเกิดมลภาวะทางความคิด คนนั้นมาออก 5 นาที 10 นาที เต็มไปหมด เพราะเขามีเงินซื้อเวลา และอาจจะไม่ใช่คริสเตียนอย่างเดียว จะเป็นลัทธินั้น ลัทธินี้เยอะแยะไปหมด ที่ไม่รู้จักเลยก็อาจจะออกโทรทัศน์กัน ซึ่งจะเป็นมลภาวะทางศรัทธา เลยคิดว่าน่าจะมีกรอบ มีแนวทางเหมือนกับที่ห้ามโฆษณาสุรา บุหรี่ทางโทรทัศน์ในบางช่วงเวลา ยังทำได้ ถ้าทางราชการกำหนดกฎเกณฑ์ชัดเจนแล้ว ค่อยปล่อยเสรีตามกฎ แต่ตอนนี้เป็นไปได้ไหมที่จะชะลอไว้ก่อน เราไม่ได้บอกว่าผิด เราเห็นด้วยกับที่รองนายกฯ วิษณุบอก ที่เป็นเสรีภาพและทุกคนจะพยายามให้คนเป็นคนดีตามวิถีที่ตัวเองคิด แต่มีข้อมูลว่าในเยอรมนี รัฐบาลเขาห้ามโฆษณาหนังสือพลังแห่งชีวิต ซึ่งองค์กรคริสเตียนในไทยมี 4-5 หน่วยก็ให้ข้อมูลมาที่กระทรวงวัฒนธรรมและบอกว่า ไม่รู้จักมูลนิธิที่กำลังโฆษณาอยู่นี้ เพราะไม่มีสำนักงานอยู่ในประเทศไทย” ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าว

ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวอีกว่า สำหรับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเผยแพร่ศาสนาพุทธเพื่อให้น่าสนใจมากขึ้นนั้น ปัจจุบันพยายามสอดแทรก เช่น การเทศน์แปลหลังการสวดภาษาพระอภิธรรมศพเป็นภาษาบาลีซึ่งเข้าใจยาก นอกจากนี้ การแจกหนังสือดี ๆ ก็มีการทำอยู่ เช่น หนังสือธรรมนูญชีวิต สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ พิมพ์แจกอยู่แล้ว แต่ไม่แพร่หลายเพราะไม่มีเงินไปออกโทรทัศน์ แต่สู้หนังสือพลังแห่งชีวิตได้สบายมาก ก็ต้องขอความร่วมมือว่าจะมีสถานีโทรทัศน์ช่องไหนช่วยนำไปโฆษณาบ้าง


จริงๆ แล้ว ทุกชีวิตในโลกนี้ .....
มีความสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ง่ายๆ อยู่แล้ว
ในวิกฤติย่อมมีโอกาสอื่นๆ รอพวกเราอยู่เสมอ ลองตั้งใจดูดีๆ นะคะ :-)




......................................................................................
อ้างอิงจาก ..... หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ หน้า 20
เมื่อ ..... วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3631
และ ..... นสพ.ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2547

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    11/11/2004 10:28 AM

 


บทความ ..... ใครผิด หรือ อะไรผิด
โดย ..... นพ.เกรียงศักดิ์


บทความนี้ เป็นเรื่องราวที่ควรอ่าน

หลักการอย่างหนึ่งสำหรับนักบริหาร สอนไว้ว่า เมื่อเกิดปัญหาใด ๆ ในงาน อย่าเพิ่งถามหาว่า "ใครผิด" แต่จงค้นหาว่า มี "อะไรผิด"

คุณโสภณ สุภาพงษ์ เล่าไว้ในหนังสือชื่อ "แรงดลใจแห่งชีวิต" ว่า ก่อนที่ท่านจะเข้าไปบริหารบางจาก ปัญหาหนึ่งของโรงกลั่นน้ำมันบางจากคือ มักจะเกิดไฟไหม้ในโรงงานบ่อย ๆ ทำให้ต้องหยุดผลิตน้ำมัน เกิดผลเสียหายตามมามากมาย เมื่อเริ่มเข้าไปบริหาร ท่านบอกกับพนักงานบางจากทุกคนว่า "หากเกิดไฟไหม้ในโรงงานอีก สิ่งที่ผมไม่อยากรู้มากที่สุดคือชื่อคนทำ แต่อยากรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และทำอย่างไรมันจะไม่เกิดขึ้นอีก" และในที่สุดท่านบอกว่า โรงกลั่นน้ำมันบางจากไม่เคยเกิดไฟไหม้ในอีกเลย

การบริหารแบบค้นหาว่า"ใครผิด" อาจจะได้คนที่ผิดจริงที่ปลายเหตุ หรือเพียงแพะรับบาปของระบบมาคนใดคนหนึ่งเท่านั้น เป็นการง่ายต่อการจบปัญหาแบบตัดปัญหา และอาจไม่ได้แก้ปัญหาจริง ๆ แต่การค้นหาว่ามี"อะไรผิด" จะทำให้เราแตกแขนงความคิดได้มากมาย นำไปสู่การแก้ปัญหาที่ที่แท้จริงและยั่งยืนกว่า

จะดีแค่ไหน หากเมื่อเจอกับปัญหาใด ๆ ในชีวิต เราจะมองหาว่า มี"อะไรผิด" ก่อนที่จะมองหาว่า "ใครผิด"

พ่อที่มีลูกผลการเรียนตกต่ำจากที่เคยเป็นเด็กเรียนดี อาจไม่ใช่เป็นเพราะลูกใฝ่ต่ำ จึงทำตัวเหลวไหล แต่อาจเป็นเพราะ

ระบบการศึกษาไทยมันล้มเหลวน่าเบื่อ
ลูกมีปัญหากับเพื่อน ๆ
ความสัมพันธ์ในครอบครัวไม่อบอุ่น
ลูกขาดเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิต
ฯลฯ

ปัญหาที่เกิดในการใช้ชีวิตคู่แบบสามีภรรยา การจบปัญหาแบบต่างคนต่างพูดว่า "เธอนั้นแหละเป็นคนผิด" มีให้พบเห็นเยอะแยะมากมาย จนอาจมองข้ามสาเหตุที่แท้จริง ของปัญหา ยกตัวอย่างเช่น

เพราะการเงินฝืดเคือง เรื่องไม่เป็นเรื่องก็กลายเป็นเรื่องจนได้
มีปัญหาจากที่ทำงาน แต่มาพาลที่บ้าน
ก่อนแต่งงานแย่งกันเป็นผู้ให้ หลังแต่งแย่งงานกันเป็นผู้รับ
ฯลฯ

เมื่อหันมามองการเมืองไทย แทนที่จะก่นด่านักการเมืองไปวัน ๆ ว่า ฝ่ายค้านแย่ รัฐบาลเลว หากนั่งใคร่ครวญซักนิด เราอาจเข้าใจที่มาของการเมืองแบบนี้ ด้วยจากหลายสาเหตุ อาทิเช่น

ปัญหาจากระบบอุปถัมภ์แบบไทย ๆ
ปัญหาระบบประชาธิปไตยที่ไม่ยอมกระจายอำนาจ
ความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการ
ฯลฯ

ทั้งหมดที่ว่ามา ผมไม่ได้หมายความว่า โลกนี้สังคมนี้ จะไม่มีคนผิดหรอกนะครับ เพียงแต่อยากบอกว่า คนที่เราบอกว่าเขาผิด แท้จริงเขาอาจเป็นเพียงปลายเหตุของปัญหา ที่มีต้นเหตุที่ซับซ้อนมากมาย รอให้เราค้นหาและแก้ไข

แต่หากอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ยังงง ๆ ว่า "ใครผิด" หรือ "อะไรผิด" มันคืออะไรกันแน่ และผมตั้งใจจะบอกอะไร ก็อย่าเพิ่งโทษว่า ผมผิด และเขียนไม่ได้เรื่องเลยนะครับ ลองค้นหากันก่อนดีกว่าว่ามี "อะไรผิด" เป็นแบบฝึกหัดบทแรก (ฮา) ......................



..................................................................................
อ้างอิงจาก ..... http://www.budpage.com/bw19.shtml

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    8/11/2004 10:09 AM

 


หนังสือ ..... แม่ของหนูสวยที่สุด
พระบรมฉายาลักษณ์ ..... แห่งความทรงจำในสมเด็จฯ พระบรมราชินีนาถ
จัดทำโดย ..... ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางฯ


มีพระบรมฉายาลักษณ์แห่งความทรงจำมากมาย .....

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช และม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร พระคู่หมั้นในขณะนั้น พบกันครั้งแรกเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯเยือนประเทศฝรั่งเศส แต่ครานั้นมีเหตุให้การเดินทางล่าช้ากว่ากำหนด สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้ทอดพระเนตรเห็นใบหน้า ม.ร.ว.สิริกิติ์ที่มุ่ยเมื่อย เนื่องจากทั้งหิวทั้งรอนาน เมื่อระลึกถึงเหตุการณ์พบกันครั้งแรกเมื่อใด พระองค์ก็จะแย้มสรวลและมักทรงล้อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถว่า ... เดินตุปัดตุเป๋หน้างอคอยถอนสายบัว

พระบรมฉายาลักษณ์ที่อัญเชิญมาลงในหนังสือเล่มนี้ เป็นการบอกเล่าความประทับใจ ความผูกพัน ระหว่างสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถกับราษฎร จึงเป็นการบอกเล่าเรื่องด้วยภาพที่ท่านผู้อ่านจะเข้าใจด้วยตาท่านเองได้ดียิ่งกว่าคำอธิบายใดๆ...

เมื่อได้เปิดอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ผู้ที่ได้อ่านก็รู้สึกราวกับว่า กำลังเยี่ยมชมแกลอรีที่เก็บรวบรวมพระบรมฉายาลักษณ์อันทรงคุณค่าของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งไม่เพียงนำความปลาบปลื้มมาสู่ผู้ที่ได้ชมแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังถือเป็นอัลบั้มที่รวบรวมภาพประวัติศาสตร์แห่งพระราชวงศ์ไทยส่วนหนึ่งอีกด้วย

นายศิริชัย จันทร์สว่าง อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง กล่าวถึงที่มาของการจัดทำหนังสือภาพเฉลิมพระเกียรติเล่มนี้ว่า สืบเนื่องจากในปีพ.ศ. 2547 เป็นปีแห่งความปลื้มปีติของพสกนิกรชาวไทยที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ ดังนั้น สำนักงานศาลยุติธรรม และศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง จึงได้จัดกิจกรรมต่างๆ ขึ้นเพื่อถวายความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านมีต่อพสกนิกร

หนึ่งในกิจกรรมนั้นคือ การที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้จัดพิมพ์หนังสือ แม่ของหนูสวยที่สุด ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์คือ นอกจากเป็นการจัดหารายได้เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัยแล้ว ยังเป็นการรวบรวมพระฉายาลักษณ์ที่พสกนิกรทั่วไปอาจไม่เคยพบเห็นที่ใด ซึ่งคณะผู้จัดทำได้อัญเชิญมาลงในหนังสือ

อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้อธิบายถึงชื่อหนังสือ "แม่ของหนูสวยที่สุด" นี้ว่า มีที่มาอันลึกซึ้ง คือ

แม่ ... หมายถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระเมตตาคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่พระราชทานแก่เหล่าพสกนิกรอย่างท่วมท้นหาที่สุดมิได้ ดุจดั่งมารดาการุณลูก

หนู ... หมายถึงเด็กและเยาวชนไทยที่อยู่ในความคุ้มครองดูแลของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง รวมถึงเด็กอีกจำนวนมากที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ

สวยที่สุด ... มิได้หมายเพียงพระสิริโฉมและพระจริยวัตรซึ่งได้รับยกย่องเป็นที่ประจักษ์มานับทศวรรษ ทั้งในประเทศและนานาประเทศ แต่ยังหมายรวมถึงน้ำพระราชหฤทัย พระวิสัยทัศน์ และพระราชดำริที่ทรงมีต่อความผาสุกแห่งราษฎรด้วย

หนังสือภาพ แม่ของหนูสวยที่สุด นี้ ... เป็นความร่วมมือระหว่างศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง และผู้สนับสนุนการจัดพิมพ์คือ บริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ได้ให้ความสำคัญในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมเยาวชนไทยเสมอมา โดยทางคณะผู้จัดทำได้เลือกใช้สีฟ้า ซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นโทนสีหลักของหนังสือ

นอกจากนี้ ... ยังได้แบ่งภาพในหนังสือออกเป็นส่วนตามช่วงระยะเวลา อาทิ ช่วงที่พระองค์ทรงยังพระเยาว์ ช่วงที่ทรงเป็นดรุณีแรกรุ่นซึ่งมีพระสิริโฉมงดงาม เปรียบได้ดั่งกุหลาบงามนาม "สิริกิติ์" ช่วง "ไอศวรรย์สยุมพร" หรือช่วงที่ทรงเป็นพระคู่หมั้น กระทั่งเถลิงเป็นสมเด็จ พระราชินี พร้อมทรงให้กำเนิดเจ้าฟ้าชายหญิงหลายพระองค์ จึงทรงเป็น "สมเด็จแม่แห่งจักรีวงศ์" เป็นต้น

ภาพที่ปรากฏในหนังสือ "แม่ของหนูสวยที่สุด" เป็นภาพที่งดงาม และเป็นความประทับใจที่พวกเราอาจจะหาดูจากที่ไหนไม่ได้ เพราะเป็นการรวบรวมจากหลายๆ บุคคล ที่ได้มีโอกาสใกล้ชิดและตามเสด็จพระองค์ท่าน เป็นภาพที่เป็นสมบัติหวงแหนและทรงคุณค่าทางจิตใจของเจ้าของภาพ ซึ่งเจ้าของภาพก็ยินดีที่จะแบ่งปันความซาบซึ้งและความประทับใจในน้ำพระราชหฤทัยและพระจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ท่าน ที่ทรงมีต่อเด็ก เยาวชน และครอบครัวทั่วราชอาณาจักร ให้พสกนิกรชาวไทยทุกคนได้มีโอกาสร่วมชื่นชมพระบารมี โดยภาพต่างๆ จะถูกนำมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราว ซึ่งจะเป็นการบอกเล่าถึงความประทับใจ ความผูกพันระหว่างสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ กับเด็ก เยาวชน และราษฎรของพระองค์ท่าน

การบอกเล่าเรื่องราวด้วยภาพ ทำให้เราเข้าใจ และซาบซึ้งในพระจริยวัตรอันงดงาม เพียบพร้อม รวมถึงน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาของพระองค์ท่าน นอกจากนี้คณะผู้จัดทำยังได้อัญเชิญพระราชเสาวนีย์ ในพระองค์ท่านมารวบรวมประกอบไว้ด้วย ถือได้ว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นการสร้างสรรค์คุณค่า เกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์เล่มหนึ่งด้วย

ตัวอย่าง ภาพที่งดงามและน่าประทับใจภายในหนังสือนั้น อาทิเช่น พระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในพระอิริยาบถเดียวกันกับภาพฝีพระหัตถ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ได้ทรงถ่ายทอดพระสิริโฉมและพระจริยวัตรอันงดงามของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถสู่ผืนผ้าใบ จำนวนหลายภาพซึ่งไม่เคยรวบรวมไว้ด้วยกันในหนังสือเล่มใดมาก่อนหรือจะเป็นพระฉายาลักษณ์ในการเสด็จพระราชดำเนินปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อสวัสดิภาพและพลานามัยแห่งพสกนิกรในทุกถิ่นที่ แม้แต่ในการเสด็จฯเยือนต่างแคว้นต่างประเทศ ก็ยังมีพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ในชุดฉลองพระองค์งดงามต่างๆ จนพระเกียรติขจรไกลถึงต่างแดน ซึ่งชาวต่างชาติต่างยกย่องในพระสิริโฉมและพระจริยวัตรอันเพียบพร้อมของพระองค์

หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือนแกลลอรีแห่งความทรงจำ ที่ทรงคุณค่าควรแก่การสะสม หรือเพื่อเป็นของขวัญในโอกาสพิเศษต่างๆ เช่น วันขึ้นปีใหม่ ในวาระ เทศกาลต่างๆ หรือเป็นของขวัญ ของที่ระลึกในวันมงคลต่างๆ ก็ได้ ... แต่สิ่งสำคัญคือ การที่ประชาชนทั่วประเทศจะได้ร่วมกันถวายจิตศรัทธารำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยทั่วกัน



...............................................................
อ้างอิงจาก ..... หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน
เมื่อ ..... วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    2/11/2004 11:19 AM

 


บทความ ..... ความท้าทายของวิวัฒนาการ
โดย ..... เดวิด สปิลเลน


บทความนี้ เป็นเรื่องราวที่ควรอ่าน

ชาร์ล ดาร์วิน บิดาแห่งทฤษฎีวิวัฒนาการเคยกล่าวไว้ว่า ถ้าเราต้องการเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ เราควรจะศึกษาพวกเอป (Ape) มากกว่าเอาเวลามานั่งอ่านงานเขียนของนักปรัชญาทั้งหลาย ในช่วง ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา นักสัตววิทยา เช่น เจน กูดอลล์ (Jane Goodall ) ได้ศึกษาพฤติกรรมของไพรเมตในเชิงลึก (ไพรเมต คือสัตว์จำพวกเลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มหนึ่ง ซึ่งรวมถึง ลิง เอป และมนุษย์) การศึกษาเหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมพื้นฐานบางอย่างของไพรเมตชัดเจนยิ่งขึ้น กล่าวคือ ๑. สัตว์กลุ่มนี้สนใจหาอาหารเพื่อประทังชีวิตแบบวันต่อวัน หรือสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ๒. ต้องการสืบเผ่าพันธุ์ของตัวเอง ๓. มีความห่วงใยเฉพาะกับตัวเอง ครอบครัวและกลุ่มของตัวเองเท่านั้น

มนุษย์เองก็มีคุณลักษณะดังกล่าวเช่นกัน แต่กระนั้น เรายังมีคุณสมบัติเฉพาะอย่างประกอบด้วย เช่น มีความสามารถในการคิดทบทวน ไตร่ตรอง คือสามารถรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ หรือรู้อะไรบ้าง นอกจากนี้ มนุษย์ยังสามารถพัฒนาจินตนาการเชิงสร้างสรรค์ และสามารถจัดการกับปัญหาได้ด้วย ดังนั้นพอจะกล่าวได้ว่า มนุษย์มีทั้งคุณลักษณะทางวิวัฒนาการแบบเก่า คือ ต้องการอาหารและความปลอดภัยในชีวิต ต้องการสืบทอดเผ่าพันธุ์ของตัวเอง และมีกรอบความห่วงใยแคบๆ เฉพาะภายในครอบครัว นอกจากนี้ มนุษย์เรายังสามารถมีศักยภาพในการตระหนักรู้ การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และเริ่มขยายกรอบความห่วงใยที่กว้างกว่าเดิม ขยายกรอบความห่วงใยคืออะไรนะหรือครับ? ก็คือเริ่มสนใจและห่วงใยในเรื่องที่มากกว่าแค่การหาอาหาร หาข้าวของเครื่องใช้ไว้ใช้แค่ในช่วงสั้นๆ ใส่ใจดูแลแค่สมาชิกในครอบครัว พวกพ้อง หรือคนในประเทศของตัวเองเท่านั้นนะสิครับ

ตอนนี้เราลองมาดูกันคร่าวๆ ถึงปัญหาที่โลกกำลังเผชิญอยู่ และดูว่าผู้นำของแต่ละประเทศส่วนใหญ่ ตลอดจนประชาชนทั้งหลาย จะยังคงมีปฏิกิริยาต่อพฤติกรรมทางวิวัฒนาการแบบเก่ากันอย่างไร ทุกวันนี้ความกลัวในเรื่องที่ว่า เรา (ประเทศของเรา) จะไม่มีอาหารและทรัพยากรที่จำเป็น เช่น น้ำ น้ำมัน เพียงพอแก่การบริโภคแพร่ขยายไปทั่ว ฉะนั้นเราจึงพัฒนานโยบาย หรือแม้แต่ยุทธวิธีทางการทหาร เพื่อยึดหรือครอบครองทรัพยากรเหล่านั้นไว้ สิ่งนี้สร้างความตึงเครียด โกรธเคือง และคับแค้นใจให้กับประชาชน และนานาประเทศอย่างยิ่ง ทั้งยังก่อให้เกิดความไม่สมดุลด้านทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย กิจกรรมหลายอย่างของมนุษย์ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศโลกอย่างกว้างขวางและรุนแรง การแย่งชิงทรัพยากรโดยเฉพาะ "น้ำ" ของประชากรโลกเริ่มส่อเค้าเข้มข้นขึ้นทุกขณะ อัตราการผลิตอาวุธทำลายล้างสูงเพิ่มขึ้น จำนวนประชากรในเมืองใหญ่ก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน มีการเพิ่มขึ้นของบรรดาลัทธิจารีตนิยมทางศาสนา ซึ่งก็เป็นวิถีของวิวัฒนาการทางพฤติกรรมและความเชื่อแบบเก่านั่นแหละครับ คือเชื่อว่าพวกของข้าดีกว่าพวกของเจ้า ขณะเดียวกันก็มีการแพร่ระบาดของเชื้อโรคจากสัตว์สู่คน ที่สามารถแพร่กระจายไปทั้งโลกอย่างรวดเร็ว

ท่าทีของบรรดาผู้นำเกือบทุกประเทศที่มีต่อปัญหาเหล่านี้ยังคงเป็นไปในลักษณะวิวัฒนาการแบบเก่า คือใช้เทคโนโลยีและวิธีการบีบบังคับ เข้าจัดการจากบนสู่ล่าง (Top-Down) สร้างความอึดอัดโกรธแค้นไม่พอใจให้กับประชาชนส่วนใหญ่ที่รู้สึกไร้อำนาจ จึงไม่น่าแปลกที่ทุกวันนี้เรามีทั้งขบวนการผู้ก่อการร้ายและระเบิดพลีชีพกระจายอยู่ทั่วไป

โปรดสังเกตนะครับว่าปัญหาเหล่านี้มีลักษณะที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง คือเป็นปัญหาสากล เป็นปัญหาระดับโลก ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริเวณหรืออาณาเขตประเทศใดประเทศหนึ่ง ปัญหาเหล่านี้กำลังจะชี้ให้เห็นว่ามนุษยชาติกำลังเผชิญกับปัญหาทางวิวัฒนาการอยู่ ว่าจะสามารถฝ่าฟันกระบวนการคิด การกระทำและพฤติกรรมอันจำกัด ไปสู่การมองที่เห็นว่ามนุษยชาติล้วนเป็นพี่น้องกันได้หรือไม่ หากไม่เช่นนั้นก็อาจต้องล้มตายกันเป็นจำนวนมาก

ก็ทำไมเราไม่ทำเช่นนั้นละครับ ไม่เพียงแค่ลักษณะทางวิวัฒนาการที่เราได้รับสืบทอดมาดังที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่เราพึงตระหนักไว้ นักจิตวิทยาได้จำแนกสภาวะของปฏิกิริยาที่คนหรือกลุ่มคนแสดงออกเมื่อเผชิญกับปัญหาวิกฤตเป็น ๔ ระยะ ดังนี้ ระยะที่ ๑ ระยะปฏิเสธหรือไม่ยอมรับความจริง ยกตัวอย่างเช่น คนที่ติดเหล้าติดยาส่วนมากมักไม่ยอมรับว่าตัวเองมีปัญหาเวลาหมอบอกว่าตัวเองติดสิ่งเหล่านี้ พฤติกรรมแบบนี้มีให้พบเห็นอยู่ทั่วไปไม่ใช่หรือครับ เกือบ ๓๐ ปีมาแล้วที่บรรดารัฐบาลและผู้นำทางด้านเศรษฐกิจต่างพร้อมใจกันไม่ยอมรับว่าทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาทางนิเวศและสิ่งแวดล้อม ระยะที่ ๒ ระยะแสดงอาการโกรธและชอบกล่าวโทษสิ่งรอบข้างว่าเป็นตัวสร้างปัญหา คือถ้าไม่ใช่เพราะ "มัน" ฉันหรือเราก็คงไม่เดือดร้อนยุ่งยาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ กำจัดมันเสีย หรือถ้าจำเป็นก็ "ฆ่า" มันเสียเลย ระยะที่ ๓ ของการตอบสนอง คือการแสดงอาการท้อแท้ สิ้นหวัง เพราะคิดแต่ว่าปัญหาต่างๆ ช่างใหญ่เกินกำลัง รับมือไม่ไหว เอาชนะไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ ระยะสุดท้ายคือ ยอมรับความเป็นจริง ว่าพวกเรากำลังเผชิญปัญหาซึ่งยากและซับซ้อนมาก มันทำให้ฉันโกรธและหดหู่ ฉันเห็นและยอมรับว่า มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เอาล่ะ ถ้าเช่นนั้น เราควรจะทำอย่างไรกันดี

ตามความเห็นของผม วิวัฒนาการกำลังนำเราไปไกลพ้นจากตัวเอง จากการที่เราเป็นห่วงเฉพาะเรื่องแคบๆ เล็กๆ เห็นแก่ตัว เรากำลังเผชิญหน้ากับปัญหาระดับโลก ซึ่งต้องการทางออกในระดับโลกด้วยเช่นกัน ผู้นำในหลายประเทศไม่พร้อมที่จะรับมือกับปัญหาเหล่านี้ แต่ธรรมชาติไม่ให้โอกาสเราเลือกมากนักหรอกครับ เราจะถูกผลักให้หันหน้ามาร่วมมือกัน หรือไม่ก็ตายไปด้วยกัน คุณสมบัติเฉพาะของมนุษย์กำลังถูกเรียกร้องให้นำออกมาใช้ นั่นคือ ต้องนำจินตนาการเชิงสร้างสรรค์มาใช้สร้างวิสัยทัศน์สำหรับโลกอนาคต อันเป็นจุดหมายหลักของชุมชนโลกนั่นเอง

อุปสรรคยากเย็นที่เราเผชิญอยู่คือโอกาส เนื่องจากเราไม่ได้ต่อสู้อยู่กับวิกฤตทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง หรือศาสนา แต่เป็นวิกฤตทางวิวัฒนาการ วิวัฒนาการที่นับจากนี้ไปเป็นเรื่องของจิต หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ มันขึ้นอยู่กับคุณและผมแล้วละครับว่า จะก้าวข้ามการไม่ยอมรับความจริง ความโกรธ ความหดหู่ มายอมรับความจริงได้อย่างไร แล้วลงมือกระทำการต่างๆ ตามวิถีทางเล็กๆ ของตัวเองอย่างสร้างสรรค์เพื่อหาทางออกที่เหมาะสม และพาตัวเองก้าวพ้นจากพฤติกรรมทางวิวัฒนาการแบบเก่าอันคับแคบให้ได้

เราคงไม่สามารถพูดได้อีกต่อไปว่า ถ้าคุณไม่อยู่ฝ่ายเรา คุณก็เป็นศัตรูกับเรา แต่เราจะต้องตระหนักและเปลี่ยนคำพูดเสียใหม่ว่า เรากำลังเผชิญกับสิ่งนี้ด้วยกันทั้งหมด



............................................................
โครงการจิตวิวัฒน์ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์
สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    21/10/2004 12:09 PM

 


หนังสือ ..... ซินเจียง เมืองมุสลิมชายแดนจีน
จัดทำโดย ..... มูลนิธิเฮนรี่ ลูซ ในนิวยอร์ค ผู้ตั้งนิตยสารไทมส์ และ มีผู้เขียนหลายท่าน


หนังสือเรื่อง ... ซินเจียง เมืองมุสลิมชายแดนจีน ไม่ใช่หนังสือเล่มแรกที่เจาะลึกซินเจียง เราคงจะเคยผ่านแสนยานุภาพของคอมมิวนิสต์จีนกับนโยบายในซินเจียง 1949-1977 อันเป็นบทศึกษาของโดนัลด์ เอช แมคมิลเลน พิมพ์โดยสำนักพิมพ์เวสต์วิว ในปี 1979 มาแล้ว อย่างไรก็ตาม หนังสือนี้ เจาะลงไปเป็นการเฉพาะที่ซิงเจียง เป็นหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวไว้มากมาย น่าตื่นใจ เป็นต้นว่า ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมือง ศาสนาอิสลาม การศึกษา ประชากรศาสตร์ การสาธารณสุข และการจัดการเรื่องน้ำ ฯลฯ เนื่องจากซินเจียงได้ชื่อว่าเป็น ชายแดน จึงไม่น่าแปลกใจว่า จะมีบทที่วิเคราะห์เกี่ยวกับกิจการต่างประเทศ และว่าซินเจียงได้รับผลกระทบ จากปฏิภาคในย่านนี้อย่างไร โดยเฉพาะ ตรงที่มันตั้งคร่อมจีนกับเอเชียกลางอยู่

หนังสือทันเหตุการณ์มาก ... เพราะเมื่อเร็ว ๆ มานี้ มีการถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องซินเจียงกันมาก พวกจีนถูกวิจารณ์เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปไม่น้อย แต่ทั้งสหรัฐกับสหประชาติ กลับเข้าข้างรัฐบาลจีน โดยร่วมประณามกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ว่าเป็นองค์การก่อการร้าย ข้อเท็จจริงที่ว่า ประชากรส่วนใหญ่ในซินเจียง เป็นชนชาติอุยเกอร์ เป็นมุสลิม และเป็นชนส่วนน้อย มีแนวโน้มแบ่งแยกดินแดนมานาน ทำให้การถกเถียง ค่อนข้างร้อนแรงเอามาก ๆ ว่าจริง ๆ แล้วนี่เป็นเรื่องก่อการร้ายจริง ๆ หรือเป็นเพียงการเสกสรรปั้นแต่งของรัฐบาลจีน เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรืออย่างไร

หนังสือเล่มนี้ ... มีผู้เขียนหลายคน เฉพาะดรู แกลดนีย์ ยืนยันว่า ไม่มีการก่อการร้ายแบบจัดตั้ง แต่ก็ยอมรับว่า มีเหตุก่อการร้ายจริง เขาอ้างว่า ตั้งแต่ปี 1990 มีเหตุการณ์วางระเบิด การก่อความไม่สงบของประชาชน และการลอบสังหาร ที่สามารถโยงไปถึงฝ่ายแบ่งแยกดินแดนอุยเกอร์ เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น ดังนั้น เขาจึงสรุปว่า จีนไม่น่าที่จะเป็นฝ่ายรุก ปราบปรามการก่อการร้ายที่นั่น รุนแรงมากถึงเพียงนั้น แกลดนีย์เสนอได้ดีทีเดียว เป็นการวางมาตรฐานการศึกษาภาคสนาม และการวิเคราะห์ที่ปัญญาชนต่างชาติ เทียบไม่ได้ ส่วนตัว จากประสบการณ์ส่วนตัว และการวิจัยในซินเจียง เห็นด้วยกับแกลดนีย์

บทที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ... บอกค่อนข้างชัดว่า ความสัมพันธ์ของซินเจียงกับจีนเป็นเรื่องสลับซับซ้อนมาก และทางการจีนก็ปกครองดินแดนแถบนี้อย่างเข้มงวด ติดต่อกันมานานหลายศตวรรษแล้ว หนังสือเขียนว่า จีนมีอธิปไตยเหนือที่นี่มานาน ตั้งแต่ครั้งพระเจ้าซื่อกู้ ยื่อหลาย อย่างไรก็ตาม เกือบไม่มีข้อสงสัยเลยว่า จีนควบคุมดินแดนแถบนี้ มาตั้งแต่ ค.ศ. 759 แม้จะมีการลุกฮือบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 และครึ่งต้นของศตวรรษที่ 20

การปกครองของจีนในปัจจุบันนี้ ... ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะการปฏิบัติต่อพวกเติร์กอุยเกอร์ แต่ถ้ามองอย่างเป็นธรรม ก็พอจะพูดได้ว่า ผู้เขียนให้ข้อมูลเรื่องนี้น้อยมาก เช่น ไม่มีการพูดถึงความก้าวหน้า ในการพัฒนาเศรษฐกิจของซินเจียง ที่ก้าวไปเร็วกว่ามณฑลชายแดนอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ความไม่เท่าเทียมระหว่างเชื้อชาติ และความตึงเครียดระหว่างเชื้อชาติ ก็มีเขียนอยู่เต็มหมด อาจจะเพิ่มเติมได้ว่าบรรดาผู้เขียนไม่คิดจะโจมตีพวกต้าฮั่นแต่ฝ่ายเดียว พวกเขาก็วิจารณ์พวกชาตินิยมอุยเกอร์ด้วยเช่นกัน

สตารร์เขียนในบทนำว่า ... สิ่งที่ทำให้ซินเจียงน่าเขียนถึง ก็เป็นเพราะมันเป็น “มณฑลนี้มีประชากรทั้งที่เป็นพวกเติร์ก และมุสลิม” การที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม และมีเชื้อชาติเป็นเติร์กนี่เอง ที่เป็นลักษณะเฉพาะ ทำให้ซินเจียงเป็นที่กล่าวขวัญถึง มากกว่ามณฑลอื่น ๆ ในระดับเดียวกัน ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านชนชาติส่วนน้อย และมุสลิมในจีน เห็นด้วยกับสตารร์เป็นอย่างยิ่ง

ไม่เป็นที่สงสัยว่า ... รายชื่อนักเขียนที่สตารร์เอามารวบรวมไว้ น่าประทับใจจริง ๆ ชื่อเสียงของผู้เขียนเหล่านี้ เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง และบางคน เช่น .. ดรู แกลดนีย์ .. เจมส์ มิลลาร์ด .. และลินดา เบนสัน ก็เรียกได้ว่าอยู่แถวหน้า หรือไม่ก็ใกล้ ๆ ในหมู่สานุศิษย์ด้านนั้น ๆ เมื่อมีความชำนัญระดับนี้แล้ว แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญจากอิสราเอล .. ยิตซฮัก ไชจอร์ แห่งมหาวิทยาลัยไฮฟา ในอิสราเอล .. จึงไม่ควรมีปัญหาว่า หนังสือเล่มนี้อเมริกันจ๋าไปหน่อย

สำหรับ สิ่งที่ขาดไปอย่างน่าเสียดาย ... ก็น่าจะเป็นภาพร่างของพวกฮั่นกับพวกอุยเกอร์ ในหน้า 23 บรรณาธิการได้ชี้แจงกรณี ที่จงใจละรายชื่อผู้เขียนชาวฮั่น โดยอธิบายว่า “ไม่ต้องการให้กระทบการงาน” ทราบเรื่องนี้ดี แต่ก็อดจะเสียดายไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพราะ ทัศนะความเห็นฝ่ายจีนมีความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ๆ ไม่ว่าจะมาในรูปการโฆษณาการ ที่นอกจากไม่ช่วยเท่าไหร่แล้ว ยังทำให้ประเด็นต่าง ๆ สับสน แทนที่จะกระจ่างชัดขึ้นด้วย

หนังสือเล่มนี้ ... มีผู้ร่วมงานเป็นคนอุยเกอร์ 1 ท่าน เขียน 2 บท แต่อ่านดูแล้ว ก็เอาแน่ไม่ได้ว่า ท่านต้องการพูดอะไรจริงๆ รวมถึงผู้เขียนคนอื่น ๆ ด้วย แต่ก็เป็นเพราะว่างานชิ้นนี้ ก็รู้ ๆ อยู่ว่า เป็นงานของพวกปัญญาชนอเมริกัน จึงควรที่จะอะลุ้มอล่วยให้ ซึ่งจริงๆ แล้ว น่าจะทำได้มากกว่านี้ ... มีประเด็นหนึ่งที่ติดใจมาก ๆ คือบทเศรษฐกิจ ที่ขาดข้อมูลเรื่องฝ้ายมาประกอบ เรื่องนี้ค่อนข้างเป็นประเด็นใหญ่ เพราะนิโคลัส เบกเกอร์แลง เขียนลงในวารสาร ไชนีส เจอร์นัล ฉบับที่ 44 ของเดือนกรกฎาคม 2000 เรื่อง “ซินเจียงในทศวรรษเก้าศูนย์” ว่าสิ่งนี้เป็นวิธีการหนึ่ง ที่พวกฮั่นกดขี่พวกอุยเกอร์ เพราะพวกฮั่นจ้างแรงงานพวกอุยเกอร์ แล้วดูดเอาโภคทรัพย์ไป แต่ทว่าคอลลา ไวเมอร์ ผู้เขียนคนหนึ่ง แทบจะไม่กล่าวถึงเรื่องนี้เลย เป็นแต่เจาะลึกลงไปในเรื่องการขุดน้ำมัน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในซินเจียงมากกว่า ในบทที่ว่าด้วยเรื่องน้ำ หน้า 272 มีการเขียนถึงเรื่องฝ้ายด้วย แต่ทว่าผิวเผินเหลือเกิน

แล้วอนาคตซินเจียงจะไปทางไหน ... ส่วนใหญ่ ในแต่ละบท ก็แตะประเด็นนี้ในปริมณฑลของตน แน่นอน ไม่มีใครรู้ว่ามันจะไปทางไหน วิพากษ์วิจารณ์กันไป ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แน่นอนว่า กลุ่มอุยเกอร์บางกลุ่มก็พยายามแสวงหา ความเป็นเอกราชโดยสมบูรณ์แบบ แต่ก็ไม่มีนักเขียนคนไหนในเล่มนี้ จะเขียนเรื่องนี้อย่างจริงจัง น่าแปลกที่ว่า หนังสือเล่มนี้ถกกันว่า ภัยร้ายแรงที่สุด ที่จะคุกคามซินเจียงในอนาคต ก็คือโรคเอดส์ ที่กำลังแพร่ระบาด และลุกลามไปไม่เว้นฮั่น หรืออุยเกอร์ พิลึกที่ว่า ทางการจีนให้ความสนใจกับการแยกดินแดน และการก่อการร้าย ทั้ง ๆ ที่เรื่องเร่งด่วน น่าจะเป็นการป้องกันโรคนี้มากกว่า

หนังสือเล่มนี้ ... มีแผนที่ประกอบ ตาราง และแผนภูมิเยอะมาก ซึ่งเป็นจุดแข็งด้านหนึ่งของมัน เพราะตารางและแผนที่ ช่วยให้ผู้อ่านติดตามภูมิปัญญาของคนเขียนได้ง่ายขึ้น รูปถ่ายประกอบก็เลือก โดยให้น้ำหนักคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และช่วยอธิบายข้อเห็นแตกต่างของแต่ละเชื้อชาติ ในการตีความประวัติศาสตร์ของพวกตนด้วย

ที่ปกหลัง ... มีการยกคำพูดของศาสตราจารย์เดวิด แลมป์ตัน แห่งมหาวิทยาลัยจอห์น ฮ๊อปกิ้น ที่ว่า “วันที่ตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ จะเป็นวันตั้งมาตรฐานใหม่ ให้กับวิชาการด้านนี้” คิดว่าแคลมป์ตันค่อนข้างถูก ในเรื่องนี้ เห็นด้วยว่า มันจะเป็นมาตรฐานใหม่ และหวังว่า จะเป็นเช่นนั้นไปอีกนาน โดยเฉพาะ ชื่นชมกับภูมิปัญญาและเรื่องประเด็นยาก ๆ แต่ทว่าวิเคราะห์ได้อย่างเที่ยงธรรม แต่ละข้อ แต่ละประเด็น ครอบคลุมหลายเนื้อหา มีความเชี่ยวชาญระดับสูง และมีความลุ่มลึกในการวิจัย แต่ที่ไม่ชอบก็คือ มันอเมริกันจ๋าไปหน่อย แต่ก็ยอมรับว่าผู้ออกเงินพิมพ์หนังสือเล่มนี้ก็คือมูลนิธิอเมริกัน มูลนิธิเฮนรี่ ลูซ ในนิวยอร์ค ผู้ตั้งนิตยสารไทมส์ ฯลฯ นั่นเอง ขอแนะนำหนังสือเล่มนี้ให้กับผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ รวมทั้งสาธารณชนทั่วไป ที่สนใจในความสำคัญของภูมิภาคนั้น ๆ ว่าหนังสือเล่มนี้จะยิ่งเพิ่มคุณค่ามากขึ้น ๆ ในปีต่อ ๆ ไป



..................................................................
อ้างอิงจาก ..... หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์
เมื่อ ..... วันที่ 6 พ.ศ. ตุลาคม 2547

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    7/10/2004 05:41 PM

 


วังวรดิศ ..... อาคารประวัติศาสตร์โลก
อนุรักษ์วังโดย ..... พล.ต.ม.ร.ว.สังขดิศ ดิศกุล .. ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล และ ทายาทผู้สืบตระกูลดิศกุล


ในจำนวนวังเจ้านาย ... ในพื้นที่เขตพระนครทั้งหมด ชื่อของ วังวรดิศ โดดเด่นด้วยความงดงามของสถาปัตยกรรมและเป็นวังที่ทายาทท่านเจ้าของวังยังคงดูแลรักษาไว้ให้คงสภาพเดิมอย่างใกล้ชิด ผิดกับวังอีกหลายแห่งที่กลายเป็นสถานที่ราชการหรือถูกดัดแปลงไปจนแทบจดจำเค้าโครงเดิมไม่ได้

บัดนี้ ... เป็นเวลาเกือบศตวรรษแล้วที่วังวรดิศ ตำหนักที่ประทับของบุคคลสำคัญของชาติไทยและของโลก คือ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้อยู่คู่บ้านคู่เมืองเป็นเกียรติประวัติให้ระลึกถึงพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีของไทยพระองค์นี้ กระทั่งล่าสุดยูเนสโกได้ขอร่วมอนุรักษ์ยกย่องให้วังวรดิศเป็น อาคารประวัติศาสตร์โลก

ทันทีที่ก้าวผ่านประตูวังวรดิศ ... ความจอแจพลุกพล่านบนถนนหลานหลวงก็ถูกแทนที่ด้วยความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่น้อยที่ปลูกอยู่รายรอบบริเวณวัง ถนนเล็กๆ ที่ตัดผ่านด้านหน้าพระตำหนักและสนามหญ้าเขียวขจี เป็นมุมที่คอละครต่างคุ้นตากันดี ด้วยเป็นสถานที่ใช้ถ่ายทำละครหลายต่อหลายเรื่องมาแล้ว แต่น้อยคนนักที่จะทราบหรือสนใจศึกษาว่า วังวรดิศ แห่งนี้มีความเป็นมาเช่นไร รวมถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านผู้เป็นเจ้าของวัง ซึ่งมีพระคุณมหาศาลต่อแผ่นดินไทย

ที่ดินของวังวรดิศเดิม ... เป็นของเจ้าจอมมารดาชุ่ม เจ้าจอมมารดาของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.๕ ได้พระราชทานที่ดินรอบๆ วังเพิ่มขึ้นอีกเป็นรางวัลในการที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล และกระทรวงมหาดไทยสยามใหม่ได้เป็นผลสำเร็จ แม้กระทั่งถึงวันนี้ราษฎรท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นสุขาภิบาลพระราชทานแห่งแรกอันถือเป็นรากหญ้าประชาธิปไตยของไทยก็ยังคงระลึกถึงพระคุณของพระองค์ท่านอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย

ส่วนตัวตำหนักนั้น ... สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถพระพันปีหลวง และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.ที่ ๖ ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นค่าก่อสร้าง จึงกล่าวได้ว่าวังวรดิศแห่งนี้กำเนิดและดำรงอยู่มาถึงทุกวันนี้ได้ก็ด้วยพระบารมีของพระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์และองค์เจ้าของวัง ที่ขาดไม่ได้ก็คือปณิธานอันแน่วแน่ในการอนุรักษ์วังบรรพบุรุษของทายาทในรุ่นหลัง

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ... รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี และประธานพิพิธภัณฑ์และหอสมุดสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้เป็นทายาทชั้นเหลนในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และเป็นเจ้าของวังวรดิศแห่งนี้ในปัจจุบัน บอกเล่าถึงที่มาในการเปิดวังวรดิศเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนบุคคลให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมว่า เป็นแนวคิดของบิดาคือ พล.ต.ม.ร.ว.สังขดิศ ดิศกุล ผู้ซึ่งล่วงลับไปแล้วได้เล็งเห็นว่าวังมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะเหมาะแก่การดูแลรักษาเพื่ออยู่อาศัยเอง

และอีกประการหนึ่งก็คือ ... เพื่อที่จะรำลึกถึงพระคุณของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ต้นราชสกุลดิศกุล ว่าสิ่งซึ่งท่านได้ทรงบำเพ็ญไว้มากมาย ประทานไว้แก่ประเทศชาติในหลากหลายสาขา ก็น่าจะเปิดวังหรือบ้านของพระองค์ท่านแห่งนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ และอีกประการหนึ่งก็คือ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้เสด็จไปประทับที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ช่วงที่คุณพ่อของผมดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูต สมเด็จย่าท่านได้ทรงมีรับสั่งกับคุณพ่อว่าสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นบุคคลที่ทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศจะต้องศึกษารำลึกถึงพระองค์ท่านอีกช้านาน เพราะฉะนั้นหากจัดทำวังวรดิศเป็นพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้สำเร็จ ก็จะเป็นสิ่งที่ลูกหลานจะต้องมีแต่ความภาคภูมิใจ

ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาวังวรดิศ ... ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์นั้นเป็นจำนวนเงินค่อนข้างมาก ม.ล.ปนัดดาชี้แจงว่าค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนจะไม่เท่ากัน อาทิ หากเกิดหลังคารั่วก็ต้องมีการซ่อมแซม ประตูหน้าต่างทรุดก็ต้องซ่อมบำรุงกันไปตามวันเวลา วังนี้อายุ ๙๓ ปีแล้ว จะเข้า ๙๔ ปีในปีหน้า อะไรที่ชำรุดทรุดโทรมก็ต้องซ่อมแซมกันไป แต่เงินทองที่ใช้ในแต่ละเดือนหรือประจำปีก็จะตั้งอยู่ในความไม่ประมาทคือประหยัดเป็นสำคัญ เรามีมูลนิธิที่คุณพ่อตั้งไว้ให้ ชื่อว่ามูลนิธิพิพิธภัณฑ์วังวรดิศ เป็นกองทุนเพื่อดูแลรักษาสภาพวังให้อยู่ในสภาพงดงามเรียบร้อยที่สุด

การปรับปรุงหรือซ่อมแซมวัง ... เราจะยึดตามแบบสถาปัตยกรรมเดิม ที่สถาปนิกนายคาร์ล ดอห์ริง ชาวเยอรมัน คนเดียวกันกับที่ออกแบบพระราชวังบ้านปืน จ.เพชรบุรี และวังบางขุนพรหมที่เป็นธนาคารแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นสถาปัตยกรรมแบบผสมผสานระหว่างเอเชียกับยุโรป ก็ต้องรักษาโครงสร้างรูปแบบเดิมไว้ จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรมากก็คงจะไม่งดงาม นอกจากบางอย่างที่จำเป็น เช่น ประตูเหล็ก บางคนมาก็จะถามกันว่าเราติดตั้งเข้าไปตอนนั้นเพื่ออะไรหรือ ก็เพื่อความปลอดภัย สมัยก่อนนี้ไม่มี ในสมัยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพหรือสมัยปู่ผม ม.จ.จุลดิศ นี้ไม่มี แต่ประตูเหล็กนี้ก็ทำให้เราอุ่นใจและเกิดความมั่นใจในการดูแลรักษา

บุคลากรที่ช่วยในการดูแลรักษาวังนั้น ... ล้วนเป็นคนเก่าคนแก่ในวัง ซึ่งอยู่อาศัยกันมานานจนเปรียบเสมือนคนในครอบครัวใหญ่ ฉะนั้นความรู้สึกเหมือนกับมีพันธกิจร่วมกัน ว่าจะต้องช่วยกันดูแลรักษาวังนี้ให้อยู่รอดปลอดภัย เป็นพระเกียรติยศถวายสมเด็จฯ และเป็นเกียรติแด่คุณพ่อ ... ภายในวังวรดิศมีห้องสำคัญๆ อยู่ประมาณ ๘ ห้อง อาทิ ห้องพระบรมอัฐิ ห้องรับแขก ห้องบรรทม ห้องฉลองพระองค์ ห้องทรงพระอักษร และห้องเกียรติสถิต หรือ ฮอลล์ ออฟ เฟม ที่ประดับรูปภาพของบุคคลสำคัญในราชสกุลดิศกุลที่ประกอบคุณงามความดีไว้แก่ประเทศชาติ ... ม.จ.หญิงพูนพิศมัย ... ม.จ.มารยาตรกัญญา ... พล.ร.อ. ม.จ.กาฬวรรณดิศ์ ... ฯลฯ

หลายคนที่ได้มาชมวังก็จะบอกว่า ... ไม่ใหญ่มากอย่างที่นึก ถ้าคำว่า พาเลซ หรือวัง ในแนวคิดของชาวตะวันตกหรือชาวตะวันออกก็ตาม ที่นึกถึงวังก็ต้องใหญ่โตมโหฬาร แต่ที่นี่เข้ามาชมแล้วแม้แต่ชาวต่างประเทศหลายคนก็ยังบอกว่ามีความรู้สึกเหมือนเป็นบ้านที่อบอุ่นมากกว่าเป็นวัง จะไม่มีห้องใหญ่ๆ แต่จะเป็นห้องย่อมๆ ขนาดไล่เรียงกัน ซึ่งอันนี้น่าจะอธิบายถึงองค์เจ้าของวัง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ว่าท่านมีพระอุปนิสัยเช่นนี้มาตั้งแต่เด็ก คือนอบน้อมถ่อมพระองค์เป็นสำคัญ ท่านโปรดใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายมาก คือไม่ทรงโอ้อวดหรือเห่อเหิม

แต่ละห้องนั้น ... จะจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ที่ทรงคุณค่า อีกทั้งเครื่องเรือนส่วนใหญ่ก็ล้วนจัดวางตกแต่งในรูปแบบเดิมเหมือนสมัยที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ จะมีการตกแต่งเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ด้วยสิ่งของที่เป็นอนุสรณ์รำลึกถึงการเสด็จเยือนยังสถานที่ต่างๆ ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเท่านั้น ซึ่งคุณชายสังขดิศและม.ล.ปนัดดารวบรวมได้มาในเวลาภายหลัง และ .....

ด้วยการอนุรักษ์วังเป็นอย่างดีของทายาทผู้สืบตระกูลดิศกุลนี้เอง
ทำให้องค์กรยูเนสโก เห็นคุณค่าและขอร่วมอนุรักษ์วังวรดิศ เป็นสมบัติของโลกสืบไป


คณะผู้เชี่ยวชาญจากยูเนสโก ... ให้เกียรติวังนี้มาก มาเยี่ยมเมื่อประมาณต้นเดือนกรกฎาคม ก็ด้วยความที่ยูเนสโกได้เคยถวายพระเกียรติแด่ สมเด็จฯ องค์เจ้าของวังให้ทรงเป็นคนไทยคนแรกที่เป็นบุคคลสำคัญของโลก เมื่อปีพ.ศ.๒๕๐๕ ซึ่งในปีนั้นรัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มีการเฉลิมฉลองร่วมกับสมาชิกประเทศของยูเนสโกทั่วโลกถึง ๑๔ วันเต็ม ถ้าสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ยังมีพระชนมชีพอยู่จนถึงปีนั้นก็จะมีพระชันษาครบ ๑๐๐ ปีบริบูรณ์

สืบเนื่องจากอันนี้ ... ที่ทำให้ยูเนสโกยังไม่ลืมสมเด็จฯ กรมพระยาพระองค์นี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านจากหลายประเทศของยูเนสโกที่เดินทางมาจากสำนักงานประจำภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก เมื่อมาชมก็กล่าวทันทีว่ามีความปรารถนามากที่อยากจะให้อาคารวังวรดิศเป็นอาคารประวัติศาสตร์โลก และก็ให้ทางเรากำหนดขึ้นเป็นกรอบว่ามีสิ่งใดที่ยูเนสโกสามารถให้คำแนะนำในเชิงเทคนิคในการอนุรักษ์ดูแล โดยใช้เทคนิคสมัยใหม่จะได้เกิดความยั่งยืนได้ อาจจะไม่ได้พูดถึงว่าอยู่ได้เพียง ๑๐๐ ปี เหมือนกับที่วังนี้มีอายุมา ๙๐ กว่าปีนี้ แต่อาจจะพูดกันว่าเป็น ๑,๐๐๐ ปี เพราะฝรั่งเขารักษาอะไรเราก็คงเห็น มองเพียงแค่ ๑๐๐ ปีอาจจะสั้นสำหรับเขา เขาพูดกันถึงเป็น ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ ปี เขาก็บอกว่าชื่นใจเหลือเกินที่เห็นว่าวังวรดิศ ซึ่งเป็นวังของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อยู่ใจกลางเมืองแท้ๆ เชียว แต่ลูกหลานยังสามารถรักษาไว้ได้ ชื่นชมคุณพ่อผมว่าแสดงให้เห็นถึงความไม่โลภของท่าน ไม่ขาย ไม่คิดทำเป็นอาคารศูนย์การค้า หรือเพื่อการอื่นไปแล้ว แต่อุตส่าห์รักษาพระนามสมเด็จฯ และวังของท่านไว้ได้ ซึ่งยูเนสโกเขาจะมองในเชิงชื่นชมเหลือเกิน ซึ่งตรงนี้ผมภูมิใจมาก เป็นความภาคภูมิใจของคุณพ่อและลูกหลานที่ยังรักษาไว้ได้

วังวรดิศ ... เปรียบเป็นโรงเรียนดำรงราชานุภาพ ทุกวันนี้นักเรียนนักศึกษา ประชาชนที่สนใจมาเยี่ยมชมก็เหมือนกับมาเยี่ยมโรงเรียนดำรงราชานุภาพ เพื่อมาศึกษาแนวคิดหรือวิสัยทัศน์ของพระองค์ท่าน ว่าพระองค์ท่านทรงดำรงพระชนม์ชีพอย่างไรหรือ ตั้งแต่ครั้งกระนั้นตราบจนเดี๋ยวนี้ ทำไมนักการศึกษาเป็นจำนวนมากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศยังไม่ลืมท่าน แม้ยูเนสโกก็ยังมาเยี่ยมเยือนอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นพิพิธภัณฑ์นี้นั่นเอง ก็อาจจะช่วยอธิบายให้ได้ทราบว่าทำไมสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ทรงเป็นบุคคลในลักษณะดังกล่าว ความนอบน้อมถ่อมตน ความซื่อตรง ความกตัญญูกตเวทิตา ความเป็นนักการศึกษาของท่าน ความประหยัดเรียบง่ายของท่าน เหล่านี้ใช่ไหมที่ทำให้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ทรงเป็นบุคคลในความทรงจำของคนหลายๆ คนในทุกวันนี้

อยากให้วังวรดิศเป็นบ้านของพี่น้องประชาชนไทยตราบชั่วกาลนาน ... เพื่อที่ประชาชนคนไทยทุกคนจะได้มีโอกาสแวะมาเยี่ยมเยียนเป็นครั้งเป็นคราวไป เพื่อที่จะได้มาศึกษาแนวคิดของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ความรักชาติบ้านเมือง ความจงรักภักดีในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของพระองค์ท่านตลอดพระชนม์ชีพ และที่นี่ก็ยังรักษาหลักคิด หลักปรัชญาประการนั้นไว้ได้อย่างมั่นคง

พิพิธภัณฑ์วังวรดิศ ... เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมทุกวันและเวลาราชการ โดยไม่มีการเก็บค่าชมใดๆ ตามประสงค์ของพล.ต.ม.ร.ว.สังขดิศ ดิศกุล ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ เพียงแต่ต้องทำหนังสือแจ้งเจ้าของวัง และ ควรเข้าชมเป็นหมู่คณะจำนวน ๓๐-๔๐ คน เพื่อความเหมาะสมในการเปิดวังวรดิศให้พร้อมเข้าชม

นอกจากนี้ .....
ยังสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์เกี่ยวกับวังวรดิศ และสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ได้ที่ .....
http://www.prince-damrong.moi.go.th



...............................................................
อ้างอิงจาก ..... หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน
เมื่อ ..... วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    7/10/2004 07:34 AM

 


หนังสือ ..... เขียนมนุษย์
เขียนโดย ..... ช่วง มูลพินิจ


เอ่ยชื่อ ช่วง มูลพินิจ คิดว่าน่าจะรู้จักกันเกือบถ้วนหน้า หรืออย่างน้อยๆ ก็คงพอจะเคยได้ยินชื่อกันบ้างสำหรับคนรุ่นใหม่ๆ .. ช่วง มูลพินิจ เป็นศิลปินที่มีลายเส้นงดงาม ละเมียดละไม จน .. รงค์ วงษ์สวรรค์ ให้สมญานามว่าเป็น ศิลปินผู้เห็นมดยิ้ม .. มีผลงานทางด้านศิลปะเป็นที่ยอมรับและชื่นชอบจากผู้รักงานศิลปะทั้งในและต่างประเทศ เมื่อครั้งยังเป็นหนุ่มนักเรียนศิลปะ เขาเป็นผู้หนึ่งที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงหนังสือ โดยเป็นผู้เขียนภาพประกอบ ภาพประดับให้กับหนังสือของ รงค์ วงษ์สวรรค์ และ เพื่อนๆ ซึ่งเป็นตำนานหนึ่งของคนทำหนังสือ

เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า เริ่มเข้าสู่วงการหนังสือเพราะรู้จักกับ อาจารย์อวบ สาณะเสน ก็ไปเขียนรูปประกอบให้กับคอลัมน์หลวงเมือง ในหนังสือสยามสมัย .. จากนั้นก็เขียนให้กับหนังสือช่อฟ้า .. แล้วหนังสือที่รวมเล่มของหนุ่มเหน้าสาวสวย .. ลอยหลังสินธุ์ ที่สุจิตต์ วงษ์เทศ และ ขรรค์ชัย บุนปาน ร่วมกันทำ .. ที่มาทำมากๆ และ มีคนรู้จักก็สมัย รงค์ วงษ์สวรรค์ กับ เพื่อนหนุ่มที่มาออกหนังสือแถวเฟื่องนคร

ตอนแรกๆ นั้น มันไม่เป็นรูปประกอบนัก เป็นภาพประดับมากกว่า เป็นลายเส้นฟรีแฮนด์เขียนด้วยปากกาเขียนแบบร็อตติ้ง ก็พวกต้นไม้ใบหญ้าทั่วๆ ไป โดยเลือกเอาตอนที่มันสวยๆ มาเขียน ที่จะเป็นภาพประกอบจริงๆ ก็ที่ทำให้กับเสเพลบอยชาวไร่ มีคนชอบกันมาก .. เสเพลบอยชาวไร่ที่เขาว่า คือผลงานเลื่องชื่อเล่มหนึ่งของ รงค์ วงษ์สวรรค์

ช่วง มูลพินิจ เกิดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2483 ที่ ต.จอมปลวก อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม จบอนุปริญญาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร แล้วเข้าทำงานที่กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นเจ้าหน้าที่ออกแบบเครื่องเขินอยู่ประมาณ 7 ปี ก็ออกมาเป็นศิลปินอิสระ เริ่มมีงานแสดงภาพครั้งแรกเมื่อปี 2513 จากนั้นก็มีงานแสดงภาพออกมาอยู่สม่ำเสมอ บางคราวอาจเว้นช่วงยาวนานไปบ้าง และ สร้างชื่อเสียงมาจากการเขียนภาพปกและภาพประดับในหนังสือและนิตยสาร ที่เป็นที่รู้จักกันดีของไทยในสมัยนั้น เช่น ช่อฟ้า ชาวกรุง เฟื่องนคร สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ฯลฯ .. ความงามของงานศิลปะที่ ช่วง มูลพินิจ ได้เนรมิตขึ้น แสดงถึงความสนใจในวิถีธรรมชาติ และวิถีของพุทธศาสนา จากพื้นฐานชาวเกษตรกรแต่ดั้งเดิม งานส่วนใหญ่ของ ช่วง มูลพินิจ แสดงเรื่องราวของดอกไม้ แมลง สัตว์ มนุษย์ ทั้งในแง่อีโรติก จนกระทั่งถึงนัยการมองเห็นในวัฏสงสารของชีวิต

ความที่ ช่วง มูลพินิจ เป็นลูกศิษย์ศิลปากรยุค อาจารย์ศิลป์ พีระศรี เขาจึงได้วิชาและความคิดดีๆ มาจากครูฝรั่งท่านนี้มาก .. เขาบอกว่า มาเรียนกับอาจารย์ศิลป์ตอนท่านอายุมากแล้ว ท่านชอบพาไปดูศิลปะตามวัดต่างๆ ที่พาไปบ่อยมาก ก็ที่วัดสุวรรณาราม โดยมี อาจารย์สุวรรณี สุคนธา เป็นอาจารย์ผู้ช่วย ท่านชี้ให้เห็นความงดงามของศิลปะโดยไม่แยกว่าเป็นของชาติไหน ศิลปินไม่ใช่คนของใคร เป็นคนของศิลปะ ซึ่งเป็นความงดงามของสากล เรียกว่าเป็นความใจกว้างมากของท่าน .. อาจารย์ศิลป์ สอนให้ลูกศิษย์เป็นช่างโดยพื้นฐาน ส่วนใครจะเป็นศิลปินนั้น เป็นแนวทางของแต่ละคน เหมือนท่านสอนให้รู้จักการทำเก้าอี้ ทำอย่างไรจะนั่งได้สบาย รับน้ำหนักได้ดี ส่วนลูกเล่นลีลานั้น ต่างกันตามความถนัด ท่านชอบคนทำงาน มักพูดกับลูกศิษย์ว่า .. ฉันไม่สนใจว่านายจะทำอะไร เอางานของนายมาดู คืองานที่ออกมาจะอธิบายตัวตนของคนมากกว่า ..

คิดว่านี่คงเป็นที่มาของสิ่งที่เขาเขียน
มนุษย์ ..... จงดูผลงานของเขา อย่าดูแต่ความประพฤติ
กุ้ง ..... จงชื่นชมกับรสกุ้ง อย่าดูพฤติกรรมของมัน เพราะมันกินแต่สิ่งปฏิกูล กุ้งที่กินแต่อาหารชาววังจะมีรสชาติละหรือ?

ช่วง มูลพินิจ ยังให้สัมภาษณ์ด้วยว่า .....
ท่านย้ำกับลูกศิษย์อยู่เสมอว่า อย่าหลงสิ่งลวงกับพวกลาภ ยศ สรรเสริญ

ซึ่งเป็นที่มาของสิ่งที่ ช่วง มูลพินิจ เขียน .....
- ผู้ที่หลงในอำนาจย่อมมีใจอันคับแคบ เพราะระแวงผู้อื่นด้วยเหตุแห่งอำนาจนั้น
- เพราะความโลภ เขากราบพระเพื่อบูชามาร อธิษฐานเพื่อร่ำรวย

เมื่อมีผู้ถามถึงแรงบันดาลใจในการทำงานของเขา
ที่มีออกมาอยู่ตลอดเวลานั้น เขาไม่รีรอที่จะบอกว่า ... ธรรมชาติคือครูผู้ยิ่งใหญ่

เมื่อมองดูรอบๆ ทุกอย่างมีความงดงามไม่ว่าดอกไม้ต้นไม้ใบหญ้า ศิลปินล้วนมีธาตุของการแสดงออก เป็นธาตุแท้ของศิลปิน ไม่ว่าจะอดหรืออิ่มเขาต้องแสดงออกมา เมื่อเขาได้แสดงภาวะภายในออกมาแล้วมันก็สมบูรณ์อยู่ในตัว ไม่ว่าใครจะรู้จะเห็นหรือไม่ก็ตาม แต่ศิลปินรู้ดียามที่บรรจงขีดเขียนอยู่นั้น

ในหนังสือ เขียนชีวิต ... ที่สำนักพิมพ์มิ่งมิตร พิมพ์ออกมาล่าสุด อันเป็นฉบับสมบูรณ์ โดยการรวบรวมข้อคิดที่เขียนคู่กับภาพลายเส้นของเขา จากหนังสือ หลักไท ระหว่างปี พ.ศ. 2536-2537 จึงสะท้อนความเป็น ช่วง มูลพินิจ ชัดเจนมาก ทั้งเรื่องการวิพากษ์มนุษย์ที่พร่องความเป็นมนุษย์ของตนลงเพราะกิเลสและความโลภ คลั่งบ้าในอำนาจวาสนา และคำสรรเสริญเยินยอ มนุษย์ที่ลืมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสรรพชีวิตในโลกหล้า มนุษย์ที่อหังการ์ และคิดจะครอบครองโลกด้วยความเขลา ..

มนุษย์จะประเสริฐ เมื่อลดความอหังการ์ลง แลไตร่ตรองโดยความจริงว่า มนุษย์มิได้ประเสริฐกว่าสัตว์หรือสิ่งไรทั้งสิ้น มนุษย์คือสิ่งหนึ่งในโลก แลโลกจะรอดด้วยการมองที่กว้างไกลชนิดนี้ ... ผู้ที่คิดเอาชนะผู้อื่น เพราะไม่เข้าใจตัวเอง ผู้ที่คิดเอาชนะธรรมชาติ เพราะไม่เข้าใจธรรมชาติ ... เพราะไม่พยายามเข้าใจการเกิด-ดับ ฝูงมนุษย์จึงกลัวธรรมชาติ แลหาวิธีเอาชนะโดยการทำลายธรรมชาติเดิมลงเรื่อยๆ ผู้ที่ทำลายรากเหง้าของตนเองจะเหลืออะไรเล่า .....

ขอขีดเส้นใต้บรรทัดไว้สักหลายๆ เส้นว่า แม้ เขียนมนุษย์ จะถูกออกแบบรูปเล่มได้เฉิ่มเชย ทว่า เนื้อหา และภาพประดับ ฝีมือ ช่วง มูลพินิจ ก็เปี่ยมคุณค่าในตัวของมันเอง .. ช่วง มูลพินิจ อาจไม่ใช่มนุษย์ที่รู้จักมนุษย์ที่สุดในโลก แต่ข้อเขียนของเขาบ่งบอกว่าเขาเป็นผู้หนึ่งที่แสวงหาหนทางแห่งการเป็นมนุษย์ และพยายามรักษามนุษยภาวะนั้นไว้มิให้พร่อง หลักคิดของ ช่วง มูลพินิจ อยู่บนระนาบของพระพุทธศาสนาและธรรมชาตินิยมอย่างเห็นได้ชัด

อันตรายของโลก คือ ความเจริญจอมปลอม อันมนุษย์แต่งขึ้นด้วยอำนาจของกิเลส ฝูงเขาไม่ยอมเข้าใจในทุกข์สัจจะ พากันฟุ่มเฟือยในการครองชีวิต เพื่อหวังพบความสุขโดยการล้างผลาญโลกด้วยวิธีการต่างๆ ปราสาทสามฤดูของเจ้าชายสิทธัตถะจะยังความสุขที่แท้จริงแน่ละหรือ? ... ความโลภทำให้มนุษย์เลวกว่าสัตว์ เพราะเขาไม่ล่าเพื่ออยู่รอด แต่เขาล่าเพราะโลภ และโลกจะวิบัติโดยเร็วเพราะการล่าที่เลวทรามกว่าสัตว์เดรัจฉานชนิดนี้ ... ความไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ย่อมคิดว่าสิ่งอื่นดีกว่า เขาอยากมีอิสระอย่างนก โดยหาได้มองเห็นทุกข์ของมันไม่ ... ถ้าความร่ำรวยมหาศาล คือ ความสำเร็จสูงสุดในชีวิต และทำให้เกิดความสุข พระพุทธเจ้าก็คือ ผู้ประสบความล้มเหลวในชีวิต แลมีแต่ความทุกข์เข็ญ

คิดว่า สังคมปัจจุบัน ระบอบของผู้นำและกระแสของสังคมได้สร้าง ถนนแห่งความผิดบาปและลุ่มหลง ให้คนยิ้มชื่นเข้าหาความโลภโดยไม่ไยดีวิธีการ แม้ช่องว่างแห่งกฎหมายน้อยนิด คนจำนวนหนึ่งก็พร้อมจะแปลงตัวแปลงตนเป็นเห็บเป็นเหาแทรกเข้าไปสูบเลือดสูบเนื้อ ปลุกเร้าให้คนตื่นเต้นกับการเล่นพนันทุก 15 วัน เพื่อลัดชีวิตสู่สถานภาพ เศรษฐีใหม่ ความโลภ กะล่อน หลอกลวง ตักตวง มักมาก และ ลากจูงฝูงชนผู้หลงงมงายไปในทางที่ไม่มีวันพัฒนา ทว่าจ่าฝูงสามารถควบคุมให้เชื่องเงื่องหงอยได้ มิใช่หนทางแห่งความวิบัติหรือ ... มิใช่การเดินทางไกลไปจากสถานะ มนุษย์หรือ ...

เขียนมนุษย์ จึงสมควรเป็นแส้ที่โบยตีคนจำพวกนี้โดยไม่ต้องเมตตา ..!!



อ้างอิงจาก ..... คอลัมน์เส้นใต้บรรทัด หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
โดย ..... จิตกร บุษบา

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    21/08/2004 08:31 PM

 


หนังสือ ..... แม่น้ำรำลึก
เขียนโดย ..... เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์


แม่น้ำรำลึก ... ของ เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ เป็นกวีนิพนธ์ที่นำเสนอเรื่องราวของการย้อนทวนความคิดของชายชรา กลับไปสู่ชีวิตช่วงวัยเยาว์ ให้ภาพของการฟื้นความหลังได้อย่างงดงาม ทั้งภาพที่สร้างขึ้นมาจากจินตนาการและจากประสบการณ์ หรือ ทั้งสองส่วนผสมผสานกัน .. บทกวีสี่สิบบทโดยประมาณ เล่าถึงเรื่องราวของความฝัน ความสุข และ ความรู้สึกสะทกสะเทือนที่จบในตัว เหมือนหยิบภาพแต่ละภาพมาต่อกันจนเป็นภาพใหญ่ของชีวิต เรื่องราวทั้งหมดปรากฏอยู่ในภาค ปฐมบท และสรุปปิดฉากในภาค ปัจฉิมบท ซึ่งเป็นภาพของชายชราบนเก้าอี้โยกริมระเบียงที่บ้านชายน้ำในเวลาพลบค่ำ ย้อนพิจารณาไปถึงเรื่องราวกึ่งสุขกึ่งเศร้าเหล่านั้น แล้วทิ้งค้างไว้ให้ผู้อ่านได้จินตนาการต่อไป

กวีนิพนธ์เล่มนี้ ... ใช้กาพย์และกลอนอย่างเจนจัด มีลีลาภาษาไหลรื่น ชวนให้ติดตามโดยกวีไม่ชี้นำความคิดแต่อย่างใด ภาพหลายภาพที่ปรากฏในกวีนิพนธ์เล่มนี้ เป็นภาพของความรู้สึกหลากหลาย ที่กวีคิด กวีรู้สึก และ กวีเท่านั้นที่ถ่ายทอดความรู้สึกเช่นที่ว่านี้ออกมาเป็นงานกวีนิพนธ์ที่งดงามและลงตัวได้

แม่น้ำรำลึก ของ เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ ... หนังสือรวมกวีนิพนธ์เรื่องนี้ ได้รับรางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือที่เรียกว่า กวีซีไรต์ ของประเทศไทย ประจำปี ๒๕๔๗ โดยประกาศยกย่อง หนังสือเล่มนี้ว่า .. เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ นำเสนอภาพชีวิตในวัยเยาว์ ซึ่งเป็นวัยพิสุทธิ์ อันกระจ่างในความทรงจำ โดยรำลึกย้อนผ่านสถานที่ เหตุการณ์ ผู้คน และ สรรพสิ่งรอบตัว ภาพแต่ละภาพ มีเรื่องเล่าที่เรียงร้อยเป็นภาพชีวิตหลากหลายมิติ ซึ่งสื่อให้เห็นว่า มนุษย์ล้วนมีความฝันที่ต้องไขว่คว้า แต่ความหมายที่แท้จริงของชีวิต กลับอยู่ที่ประสบการณ์ในวัยเยาว์อันเป็นพลังหล่อเลี้ยงชีวิตในปัจจุบัน

ด้านศิลปะ ... การประพันธ์กวีนิพนธ์แต่ละบท มีความสมบูรณ์ในตัวเอง และ เรียงร้อยเป็นโคลงเรื่องที่มีเอกภาพ มีภาพชีวิตในวัยเยาว์เป็นปฐมบท และลงท้ายด้วยปัจฉิมบทในวัยชรา กวีใช้กลวิธีหลากหลาย ในการนำเสนอ เช่น ใช้จินตภาพ ที่ประสานความฝันกับความจริง และสื่อความขัดแย้งที่กลมกลืนกัน ใช้คำง่ายๆ ที่สื่อความหมายได้หลายนัย อย่างมีสุนทรียรส

กวีนิพนธ์เรื่องแม่น้ำรำลึกของ เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ จึงมีความโดดเด่นด้านแนวคิด ที่มีลักษณะเป็นสากล และการสร้างสรรค์ด้วยชั้นเชิงวรรณศิลป์ สมควรยกย่องให้ได้รับรางวัล วรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน รือที่เรียกว่า กวีซีไรต์ ของประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๗

เรวัตร์ เคยมีผลงานรวมเรื่องสั้นชุด ชีวิตสำมะหาอันใด ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ของเวทีซีไรต์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ มีผลงานกวีนิพนธ์รวมเล่ม ทั้งหมด ๓ ชื่อเรื่อง ได้แก่ .. บ้านแม่น้ำ .. พันฝนเพลงน้ำ .. และ แม่น้ำรำลึก ซึ่งได้รับรางวัลดังกล่าว



.....

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    19/08/2004 09:57 AM

 


หนังสือ ..... ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทาง ราชการ
พระราชนิพนธ์ของ ..... สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ


หนังสือ ... "ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการ" จริงๆ แล้ว พระราชนิพนธ์เล่มนี้ เป็นหนังสือที่เคยพิมพ์มาแล้วครั้งหนึ่ง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๓ รอบ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ หรือเมื่อ ๓๖ ปีที่แล้ว ซึ่งเข้าใจว่าคงพิมพ์ในจำนวนจำกัด และไม่แพร่หลายมากนัก

เมื่อเราได้เคยอ่านแล้ว ... ก็น้ำตาซึม ร้องไห้ ด้วยความตื้นตัน ในพระราชนิพนธ์ที่ทรงเล่าไว้โดยละเอียดในหนังสือเล่มนี้ และ นับเป็นโชคดีของชาวไทย ที่ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ ๗๒ พรรษานี้ พระองค์ทรงพระราชทานฯ นำมาพิมพ์อีกครั้ง ด้วยความตั้งใจที่จะเผยแพร่ ให้กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในช่วง พ.ศ. ๒๕๐๓ ... ถึง พ.ศ. ๒๕๑๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ มากกว่า ๑๕ ประเทศ ที่กราบบังคมทูลอัญเชิญเสด็จฯ เพื่อเยี่ยมเยียนและเจริญสัมพันธไมตรีอย่างเป็นทางการ ในฐานะองค์พระประมุขของประเทศไทย .. ครั้งนั้น มีข่าวคราวทั้งในหน้าหนังสือพิมพ์ และ ภาพยนตร์ที่บันทึกไว้ยังอยู่ในความทรงจำ ของพสกนิกรชาวไทยจวบจนถึงวันนี้ ทุกๆ แห่งที่เสด็จฯ จะมีประชาชนของประเทศนั้นๆ มาเฝ้ารับเสด็จอย่างล้นหลาม .. ในบางแห่งอาจมีผู้ไม่เห็นด้วยยกขบวนมาประท้วงบ้าง ซึ่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงใช้พระปรีชาสามารถเอาชนะใจผู้ประท้วงได้ทุกครั้งไป

เบื้องหน้าเบื้องหลัง ... ที่เป็นประวัติศาสตร์ทั้งที่เคยได้ยินได้ฟังมาแล้ว และไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ปรากฏอยู่ในพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ เล่มนี้หลายต่อหลายตอน ทำให้ทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวของเรา ทรงพระปรีชาสามารถเหลือเกิน และ ทรงงานหนักเหลือเกิน ในระหว่างเสด็จฯไปต่างประเทศ .. ขณะเดียวกัน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงเป็นคู่พระทัย ทรงยืนหยัดเคียงข้างอย่างใกล้ชิด .. พระราชนิพนธ์เล่มนี้ทำให้รู้ด้วยว่า ในพระราชหฤทัยของทั้ง ๒ พระองค์ นั้นมีแต่ประเทศไทย ประชาชนชาวไทย ที่ทรงรักทรงห่วงใย และไม่ทรงปรารถนาจะให้อ่อนด้อยกว่าชาติใดๆ

เนื้อหาที่ประทับใจ ... มากที่สุดตอนหนึ่งได้แก่ พระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในงานเลี้ยงที่นิวยอร์ก ซึ่งมีประธานกรรมการของหนังสือพิมพ์ ที่มีชื่อเสียงฉบับหนึ่งเป็นเจ้าภาพ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงนิพนธ์ สอดแทรกความคิดเห็น ที่คนอเมริกันบางคนเชื่อว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความจริงให้ผลร้ายมากนี้ ให้เขารู้สึกเสียบ้าง ถ้าเขามีน้ำใจเป็นนักกีฬาจริงคงจะรับฟังได้

พระราชดำรัสดังกล่าวมีใจความว่า ... ผู้ที่มีหน้าที่สื่อข่าวก็ดี หรือมีหน้าที่ประสานความเข้าใจระหว่างคนหลายชาติหลายชั้นก็ดี ควรสำนึกอยู่เสมอว่า งานของเขาเป็นงานสำคัญ และมีเกียรติสูง เพราะหมายถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ในการร่วมกันสร้างสันติสุขให้แก่โลก การแพร่ข่าวโดยขาดความระมัดระวัง หรือแม้แต่คำพูดง่ายๆ เพียงนิดเดียว ก็สามารถจะทำลายงานที่ผู้มีความปรารถนาดีทั้งหลายพยายามสร้างไว้ ด้วยความยากลำบากเป็นเวลาแรมปี .. หากจะแก้ตัวว่าการพูดพล่อยๆ เพียง ๒-๓ คำนี้ เป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่น่าจะเก็บมาถือเป็นเรื่องใหญ่เลยก็ไม่ถูก เหมือนฟองอากาศนิดเดียว ถ้าเข้าไปอยู่ ในเส้นเลือดก็จะสามารถปลิดชีวิตคนได้ทั้งคน หรือน้ำตาลหวานๆ ก้อนนิดเดียว ถ้าใส่ลงไปในถังน้ำมันรถ ก็จะทำให้เครื่องจักรดีๆ ของรถเสียได้โดยสิ้นเชิง .. สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงสรุปว่า คืนนั้นมีนักธุรกิจ และนักหนังสือพิมพ์มาในงานมาก พอพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งจบลง พวกเขาตบมือกราวใหญ่ พอใจในพระราชดำรัสที่ทรงอุปมาไว้

ท่านผู้อ่านทุกท่าน ... จะได้ศึกษาว่า เพราะเหตุใดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จึงสามารถชนะใจคนทั้งโลก ได้รับการถวายพระเกียรติอย่างยิ่งใหญ่จากทุกประเทศที่เสด็จฯ ไปเยือน .. บางครั้งทรงพระประชวรก็พักไม่ได้ ต้องเสด็จฯ ไปตามโปรแกรม อ่านแล้ว ประชาชนจะได้รู้ว่าทั้ง ๒ พระองค์ทรงงานหนัก เพื่อประกาศให้ชาวโลกรู้ว่า ประเทศไทยมีเอกราชมากว่า ๗๐๐ ปี และมิใช่บ้านป่าเมืองเถื่อนอะไรที่ไหน

คิดว่า ... พระราชนิพนธ์นี้ น่าจะได้แพร่หลายให้กว้างไกล ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ สมควรจะมีไว้ในหอสมุดแห่งชาติ ห้องสมุดทุกมหาวิทยาลัย ทุกโรงเรียน และทุกครอบครัว .. อยากให้คนไทยทั้งประเทศได้อ่าน จะได้เกิดจิตสำนึกที่ดีๆ และ มีความจงรักภักดีต่อองค์พระประมุขของเรามากๆ ยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ ... ใคร่ขอเชิญชวนท่านผู้อ่านทุกท่านให้น้อมรำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณของทั้ง ๒ พระองค์ และ ขอให้เปล่งเสียงถวายพระพรชัยมงคลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ให้กึกก้องที่สุด เท่าที่จะกึกก้องได้ ไม่ว่าเราและท่านจะอยู่ ณ แห่งหนใดในโลกนี้ก็ตาม ..!!



\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    15/08/2004 12:22 PM

 


หนังสือ ..... คำตัดสินใหม่กรณีสวรรคต
เขียนโดย ..... สันติสุข โสภณสิริ


คำตัดสินใหม่กรณีสวรรคต ... เล่มนี้แท้จริงแล้วคือคำฟ้องและคำพิพากษาศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ ๕๘๑๐/๒๕๒๒ ซึ่ง นายปรีดี พนมยงค์ เป็นโจทก์ฟ้องนายชาลี เอี่ยมกระสินธิ์ กับพวก เป็นจำเลย ในข้อหาละเมิดปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หมิ่นประมาท ไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง ทำให้เสียหายแก่ชื่อเสียง เกียรติคุณ ความเจริญ และทางทำมาหาได้ของโจทก์ และ เคยได้รับการตีพิมพ์มาแล้วหลายครั้งตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๓ เป็นต้นมา ซึ่งก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างดีมากทุกครั้งจนเป็นที่ถามหากันอยู่เนืองๆ ในหมู่ผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์การเมืองของไทย การตีพิมพ์ครั้งนี้ จึงนอกจากจะเป็นการสนองความประสงค์ของผู้สนใจใคร่รู้เหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ของไทยแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองวาระสำคัญของการครบรอบหนึ่งศตวรรษแห่งชาติกาลของ นายปรีดี พนมยงค์ อดีตรัฐบุรุษอาวุโสผู้มีคุณูปการอย่างมากมายต่อชาติไทยและสังคมไทยอีกด้วย

กรณีสวรรคตในรัชกาลที่ ๘ ... เป็นเรื่องใหญ่ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยที่มีผลกระเทือนต่อวิถีชีวิตของคนเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีส่วนหันเหทิศทางของกระแสพัฒนาการเมืองของไทยด้วย จึงมีแง่มุมที่น่าศึกษามากมาย น่าเสียดายที่เอกสารหรือหนังสือที่เกี่ยวกับกรณีสวรรคตในหลวงรัชกาลที่ ๘ ส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในปัจจุบันมักจะเขียนขึ้นด้วยความรู้สึกเป็นสำคัญ และยิ่งเมื่อมีการโยงไปเป็นประเด็นทางการเมือง โดยขยายความไปจนกระทั่งถึงการอภิวัฒน์ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เข้าด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นการโน้มน้าวให้เข้าใจไปว่า การเกิดขึ้นของระบอบประชาธิปไตยของไทย อันเป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดี เป็นปฏิปักษ์หรือมุ่งทำลายล้างสถาบันสูงสุดอันมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ และ ความเป็นเอกภาพของชาติไทย ซึ่งเอกสารแท้จริงทางประวัติศาสตร์หลายฉบับที่เผยแพร่ออกมาในช่วงหลังๆ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจน แล้วว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดเลย แต่กระนั้นก็ตาม บุคคลที่ดูจะตกเป็นเป้าของการทำลายล้างในเรื่องนี้ดูจะไม่พ้น นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทอย่างสำคัญในการอภิวัฒน์ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ และเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ในเวลาที่เกิด ... กรณีสวรรคตในหลวงรัชกาลที ๘

จึงไม่น่าแปลกใจแต่ประการใด ... ที่หนทางเดียวสำหรับคนที่ตกอยู่ในสภาพเช่น นายปรีดี พนมยงค์ ในอันที่จะแสดงความบริสุทธิ์ของตนเองให้ปรากฎ ก็คือการขอพึ่งความยุติธรรมจากศาล ทำให้เคยมีข้อเขียนของสมาชิกฝ่ายอนุรักษ์นิยมบางคนกระแนะกระแหนว่า ขี้ฟ้องบ้าง หาความขึ้นโรงขึ้นศาลบ้าง แต่ถ้าพิจารณาด้วยความเป็นธรรมแล้ว การนำเอาพยานหลักฐานแท้จริงมาพิสูจน์กันต่อหน้าศาลนั้น เป็นวิถีทางที่สันติและศิวิไลซ์กว่าการไปแอบร้องตะโกนในที่สาธารณะเป็นไหนๆ

ด้วยเหตุนี้ ... คำฟ้องในบรรดาคดีเกี่ยวกับ กรณีสวรรคตในหลวงรัชกาลที่ ๘ ที่ นายปรีดี พนมยงค์ เป็นโจทก์ จึงเป็นโอกาสที่ท่านได้แสดงพยานหลักฐานแท้จริงให้ปรากฎ ประกอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างหนักแน่น อันเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจเรื่องราวในอดีตเป็นอย่างยิ่ง



\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    10/08/2004 08:29 PM

 


หนังสือ ..... หนังสือปกทองคำเทิดพระเกียรติ ราชินีไทย
ออกแบบโดย ..... อ.นิพนธ์ ปกลวดลายไทย
จัดทำโดย ..... บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)


วิจิตรงดงามสมค่า ... "หนังสือปกทองคำเทิดพระเกียรติ ราชินีไทย" เพื่อเป็นการร่วมถวายความจงรักภักดี และเชิดชูพระเกียรติของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ๗๒ พรรษา ในปีนี้

บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ... จึงได้จัดโครงการเฉลิมพระเกียรติขึ้นโดยใช้ชื่อว่า ๗๒ พรรษาบรมราชินีนาถ ๗๒ ปีทองแห่งสตรีไทย และหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่จัดขึ้น คือ การจัดทำหนังสือหน้าปกทองคำแท้ น้ำหนัก ๗๒ บาท ประดับเพชรพระราชลัญจกร รวมมูลค่า ๑ ล้านบาท เป็นหนังสือปกทองคำเพียงเล่มเดียวในโลก เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งทางบริษัทเนชั่น กรุ๊ป ได้มอบหมายให้ช่างทองหลวงจากกาญจนาภิเษกวิทยาลัย นิพนธ์ ยอดคำปัน เป็นผู้ทำการผลิต

การทำหนังสือหน้าปกทองคำ ... บริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป ได้ส่งมอบทองคำในการผลิตหนังสือ และ แบบปกหนังสือที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากโครงการประกวด มาให้ อ.นิพนธ์ ก็ได้เริ่มทำงานทันที เพื่อจะได้เสร็จทันวาระวันแม่ที่จะมาถึง และเพื่อให้สมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทองคำที่ใช้เป็นเปอร์เซ็นต์สูง ทำให้ต้องใช้ทองคำปริมาณมากและน้ำหนักทองคำใช้ถึง ๑๒๐ บาท

ปกที่ชนะเลิศการประกวด ...ประกอบไปด้วยดอกไม้ ๑๒ ชนิด คือ ดอกไม้พระนามาภิไธย จำนวน ๓ ชนิด ได้แก่ ควีนสิริกิติ์ คัทลียาควีนสิริกิติ์ ดอนญ่าควีนสิริกิติ์ ดอกไม้ที่ได้รับพระราชทานนาม จำนวน ๗ ชนิด ได้แก่ ทิพเกสร สรัสจันทร โมกราชินี นิมมานรดี สร้อยสุวรรณา ดุสิตา มณีเทวา และดอกไม้ที่ทรงโปรด จำนวน ๒ ชนิด ได้แก่ กุหลาบมอญ ชบาสีฟ้า ล้อมรอบพระพักตร์ด้านข้างขององค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

รูปแบบเหมาะกับกรรมวิธีการขัดเงา ... และใช้ทองคำ ๙๐ เปอร์เซ็นต์จึงสวยงาม แต่ทางเนชั่นเกรงว่าจะไม่สมพระเกียรติ จึงอยากใช้ทองคำเปอร์เซ็นต์ที่สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ คือ ทองคำมาตรฐานไทย ๙๖.๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีคุณสมบัติในการสลักลวดลายได้สวยงามที่สุด เพราะฉะนั้นเนื้อโลหะจึงมาเป็นตัวกำหนดรูปแบบปกหนังสือ

แรงบันดาลใจในการออกแบบ ... ปกลวดลายไทย ของ อ.นิพนธ์ เมื่อกล่าวถึงสมเด็จพระนางเจ้าฯ อาจารย์คิดว่าประชาชนชาวไทยทุกคนต้องคิดถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน .. สิ่งที่รายล้อมพระองค์จึงเป็นสัญลักษณ์แทนประชาชนไทยทั่วประเทศที่พระองค์ทรงห่วงใยอยู่เสมอ .. ช้างสี่เชือก ก็คือ แผ่นดินไทยทั้งสี่ภาค .. ส่วนนกยูงคู่ด้านบนนั้น เปรียบเป็นพระหัตถ์ที่คอยโอบอุ้มพสกนิกร .. พญานาคนั้น ก็คือพระบาทที่เมื่อเสด็จไปแห่งหนใดก็นำพาความร่มเย็นไปสู่คนไทย .. หนุมานนั้น คือสัญลักษณ์ของปีวอก .. และดอกบัว ๖ ดอก ก็คือพระชนมพรรษา ๖ รอบ ลวดลายใบไม้ที่วาดอย่างละเอียดบ่งบอกว่าพระองค์คือพระแม่ผู้นำความอุดมสมบูรณ์มาสู่ผืนแผ่นดินไทย .. สัญลักษณ์พานพุ่มดอกไม้ ถือเป็นการแสดงความเคารพของประชาชน .. ส่วนค้างคาวที่มุมปกด้านซ้ายเป็นสัญลักษณ์ของการอวยพรให้พระชนม์มายุยืนนาน .. ไก่ฟ้าบริเวณมุมปกขวาก็คือความสง่างามอันมาจากความดีของพระองค์ท่าน .. และดอกไม้โปรยปรายนั้นก็แสดงว่าเหล่าเทพยดาทั้งหลายก็มาร่วมอวยพรด้วย .. สัญลักษณ์เหล่านี้ ค้นหาข้อมูลจากหนังสือหรือตำราเก่าๆ ของกรมศิลปากรมารองรับความหมายทุกอย่าง

สำหรับเทคนิควิธีการผลิต ... ใช้วิธีการสลักลายทองด้วยการใช้สิ่วชนิดต่างๆ เพื่อให้เกิดเส้นเบาๆ บนผิวโลหะ และการดุนลายโดยใช้สิ่วชนิดไม่มีคมเคาะดุน ทำให้แผ่นโลหะมีความนูนตามแบบที่กำหนดไว้ เป็นวิธีของช่างทองโบราณซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยา .. การดุนลายจะเป็นเทคนิควิธีที่ใช้ทำบริเวณพระพักตร์ ซึ่งเป็นงานส่วนที่ยากที่สุด เพราะเกรงว่าจะทำได้ไม่งดงามดั่งใจเราคิด ..

อาจารย์นิพนธ์ ... กล่าวพร้อมกับรอยยิ้มเสมือนเป็นการยืนยันว่า การทำงานครั้งนี้เต็มไปด้วยความสุข เพราะเป็นการทำงานถวายในฐานะข้าราชบริพาร แล้วยังเป็นความภาคภูมิใจของชีวิต ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ ก็นำมาซึ่งผลลัพธ์อันงดงามของปกหนังสือทองคำเล่มนี้ในที่สุด


.................................................
หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก
วันศุกร์ที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    31/07/2004 06:30 PM

 


หนังสือ ..... My Life
เขียนโดย ..... Bill Clinton


อดีตประธานาธิบดี ..... บิล คลินตัน แห่งสหรัฐผู้นี้ ซึ่งปัจจุบันถูกจัดให้เป็นบุคคลผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี ในอันดับที่ ๕๑ โดยมีรายได้ที่ ๖.๓ ล้านดอลลาร์ แต่มีผู้คาดว่านายบิล คลินตัน อาจจะเลื่อนอันดับขึ้นมาต้นๆ ในปีหน้า เมื่อหนังสืออัตชีวประวัติเรื่อง My Life ของเขา ซึ่งมีเรื่องราวสัมพันธ์สวาทอื้อฉาวที่หลายคนให้ความสนใจรวมอยู่ด้วยจะออกวางจำหน่ายในสัปดาห์นี้

อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ..... ขณะนี้กำลังโด่งดังจากหนังสือ My Life ซึ่งให้ผลทั้งดีและร้ายต่อการชิงชัยของแคร์รี คลินตันเผยช่วงเวลาเลวร้ายที่สุดในการเป็นประธานาธิบดีของเขา คือการสารภาพผิดกับภรรยา ในข้อหาลอบกุ๊กกิ๊กกับเด็กฝึกงานที่ทำเนียบขาว

อดีตประธานาธิบดีบิลล์ คลินตัน ..... ผู้กลายเป็นข่าวเกรียวกราวขึ้นอีกระลอก จากหนังสือบันทึกความทรงจำที่กำหนดเริ่มวางจำหน่ายกันในสหรัฐฯ วันที่ ๒๒ มิถุนายน ศกนี้ กำลังมีบทบาทมากขึ้นในการช่วยเหลือ จอห์น แคร์รี รณรงค์หาเสียงชิงตำแหน่งประมุขอเมริกัน แต่การเข้ามาของคลินตันจะอำนวยผลดีหรือกลายเป็นผลเสียต่อว่าที่ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตผู้นี้หรือไม่ ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดี ..... ของคลินตันเอง ใช้ท่าทีกันคลินตันให้อยู่ห่างๆ ระหว่างที่เขารณรงค์หาเสียงแข่งขัน จอร์จ ดับเบิลยู บุช เมื่อปี ๒๐๐๐ เพราะไม่ต้องการให้ข่าวฉาวคาวโลกีย์ของประธานาธิบดีมาแปดเปื้อน ทว่าสำหรับบรรดาผู้ช่วยของแคร์รีแล้วกลับบอกว่า เวลานี้สิ่งต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแล้ว

แอลลิสัน ด็อบสัน ..... โฆษกของแคร์รี แถลงว่า คลินตันเสนอให้ความช่วยเหลือที่มีคุณค่าต่อการหาเสียงของแคร์รี และแน่นอนที่ทีมหาเสียงของแคร์รียินดีรับความช่วยเหลือดังกล่าว อันที่จริง ผู้สังเกตการณ์ชี้ว่า แคร์รีซึ่งเป็นวุฒิสมาชิก 4 สมัยจากมลรัฐแมสซาชูเซตส์ กำลังซ่อนตัวเองมาพักใหญ่แล้วภายใต้เสื้อคลุม "ชาวเดโมแครตใหม่" ซึ่งเดินแนวทางสายกลางของคลินตัน ด้วยความหวังว่าจะสามารถกำจัดความพยายามของชาวพรรครีพับลิกันของบุช ที่จะขนานนามแคร์รีว่า เป็นพวกหัวเอียงซ้าย ซึ่งสำหรับการเมืองกระแสหลักในสหรัฐฯแล้วยังถือเป็นเรื่องน่ารังเกียจ

ทั้งนี้ค่ายแคร์รี ..... มีการหยิบยกนโยบายและยุทธศาสตร์ทางการเมืองของคลินตันในยุคที่เขาครองทำเนียบขาวระหว่างปี ๑๙๙๓-๒๐๐๑ มาอ้างอิงอยู่บ่อยครั้ง รวมทั้งกำลังพยายามปลุกกระแสให้ผู้ออกเสียงหวนระลึกถึงสมัยนั้น เมื่อสหรัฐฯมีเศรษฐกิจมั่งคั่งรุ่งเรืองอย่างไม่มียุคไหนเทียบเทียม แคร์รีเดินตามแนวทางของคลินตันในการยืนยันว่า จะไม่เพิ่มขยายรัฐบาลให้ใหญ่โตแบบที่เดโมแครตเคยนิยมในอดีต และจะเน้นหนักเรื่องวินัยทางการคลัง ไม่เหมือนกับบุชซึ่งกำลังปล่อยให้เกิดการขาดดุลงบประมาณอย่างมโหฬาร

หนังสือประวัติชีวิตคลินตันเล่มล่าสุด ..... ในส่วนกิจการระหว่างประเทศ แคร์รีก็สะท้อนจุดเน้นหนักของคลินตันในการบ่มเพาะสร้างพันธมิตรกับชาติอื่นๆ ไม่ใช่เดินหน้าวางอำนาจทำอะไรตามอำเภอใจแบบบุช จนทำให้ถูกวิพากษ์จากทั่วโลกในกรณีสงครามอิรัก .. นอกจากนั้น แคร์รียังดึงเอาอดีตผู้ช่วยของคลินตันจำนวนหนึ่งมาอย่างเงียบๆ เพื่อช่วยเหลือเขาในการชิงชัยกับบุช .. อดีตที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ แซนดี้ เบอร์เกอร์ กับ อดีตทูตสหรัฐฯประจำยูเอ็น ริชาร์ด โฮลบรูก กำลังแนะนำทีมหาเสียงของแคร์รีในเรื่องนโยบายการต่างประเทศ หรือ บรูซ รีด อดีตผู้ช่วยด้านนโยบายภายในประเทศ ตลอดจน จีน สเปอร์ลิ่ง อดีตประธานสภาเศรษฐกิจแห่งชาติสมัยคลินตัน ก็ล้วนกระโดดเข้ามาแล้วเช่นเดียวกัน

เป็นที่คาดหมายกันว่า ..... ระหว่างที่คลินตันออกทัวร์ทั่วสหรัฐฯ เพื่อโปรโมตหนังสือบันทึกความทรงจำเรื่อง My Life ซึ่งกลายเป็นหนังสือเบสต์เซลเลอร์ตั้งแต่ยังไม่ทันวางตลาดของเขานั้น เขาจะถือโอกาสหาเสียงให้แคร์รีด้วยไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม .. อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางคนบอกว่าการดึงคลินตันเข้ามาช่วยอย่างเต็มที่ อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้แก่แคร์รีก็ได้ เพราะอดีตผู้นำสหรัฐฯผู้นี้เป็นบุคคลซึ่งก่อให้เกิดการแบ่งขั้ว นั่นคือคนที่รักจะรักมาก ส่วนคนซึ่งชิงชังก็จะชังมากเช่นกัน .. นอกจากนี้ยังมีผู้รู้หลายคนเตือนว่า คลินตันซึ่งเป็นคนที่สามารถเป็นข่าวได้แรงกว่าแคร์รีนักหนา ลงท้ายอาจแผ่รัศมีบดบังแคร์รีไปเลย

กระนั้น หลายคนก็โต้แย้งว่า ..... เป็นไปไม่ได้หรอกที่คลินตันจะบดบังแคร์รี เพราะการเลือกตั้งคราวนี้น่าจะเป็นการออกเสียงเพื่อตัดสินผลงานของประธานาธิบดีผู้ดำรงตำแหน่ง คือบุชมากกว่า ดังนั้น การได้คลินตันมา จะทำให้การรรณรงค์ของเดโมแครตที่เรียบๆ เกินไป จะกลับมีชีวิตชีวาน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น



อ้างอิงจาก ..... หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
ฉบับ ..... วันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    22/06/2004 10:47 PM

 


หนังสือ ..... President Reagan: The Role of a Lifetime
เขียนโดย ..... Lou Cannon


โรนัลด์ เรแกน ..... มีชีวิตความเป็นมา ค่อนข้างต่ำต้อย เขาเป็นบุตรของเซลส์แมนขายรองเท้าผู้ติดเหล้า อาชีพแรกที่ทำให้เขาฉายแววรุ่งก็คือการเป็นนักวิจารณ์กีฬาทางวิทยุ ซึ่งเขาได้โอกาสใช้พรสวรรค์ความเป็นนักสื่อสาร ติดต่อผู้คนของเขาอย่างเต็มที่เป็นครั้งแรก ระหว่างทำข่าวช่วงการฝึกซ้อมของทีมต่างๆ ก่อนเริ่มฤดูแข่งขันเบสบอลที่ลอสแองเจลิส เรแกนก็ตัดสินใจหันไปเป็นนักแสดง เขาทำสัญญาอยู่ในสังกัดค่ายวอร์เนอร์บราเธอร์สในปี 1937 และแสดงภาพยนตร์ราว 50 เรื่อง แต่ไม่เคยไต่ขึ้นไปถึงระดับดาราแนวหน้า โดยตัวเขาเองก็ยอมรับว่าเป็น พระเอกในระดับหนังเกรดบี อย่างไรก็ตาม ฮอลลีวู้ดก็เป็นประตูเปิดให้เขาก้าวสู่วงการเมือง ในฐานะประธานสมาคมนักแสดงภาพยนตร์ เขามีส่วนช่วยกวาดล้างสิ่งที่เขามองว่าเป็นการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์ออกไปจากธุรกิจภาพยนตร์

ปี 1966 ถึง 1974 ..... เรแกนได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการมลรัฐแคลิฟอร์เนีย และแม้เป็นผู้ว่าการแนวคิดขวาจัดในมลรัฐ ซึ่งขึ้นชื่อความเป็นเสรีนิยม เขาก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นนักบริหารที่มีความสามารถ หลังจากประสบความล้มเหลวหลายครั้ง ในการแข่งขันเป็นผู้สมัครของพรรครีพับลิกันเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาก็ประสบความสำเร็จในที่สุดเมื่อปี 1980 อีกทั้งสามารถเขี่ย จิมมี่ คาร์เตอร์ ประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต ซึ่งถูกโจมตีหนักว่าทำให้เกียรติศักดิ์ศรีของอเมริกาตกต่ำ โดยเฉพาะกรณีอิหร่านบุกสถานทูตสหรัฐฯและจับกุมชาวอเมริกันหลายสิบคนเป็นตัวประกัน .. เพียง 2 เดือน หลังสาบานตัวเข้ารับตำแหน่งเมื่อมกราคม 1981 เรแกนถูกมือปืนยิงใส่ที่หน้าอก แต่โชคดีรอดชีวิตมาได้โดยยังมีกำลังใจดีเยี่ยม หลังจากนั้น 1 เดือน เขาก็กลับมาทำงานตามที่หาเสียงไว้

ด้านการเมืองระหว่างประเทศ ..... เขาจับมือเป็นพันธมิตรกับแธตเชอร์ของอังกฤษ แต่นโยบายต่างประเทศของเขาก็ถูกวิพากษ์ว่าสับสนวุ่นวาย เดือนตุลาคม 1983 นาวิกโยธินอเมริกันเกือบ 250 คน ซึ่งสังกัดกองกำลังรักษาสันติภาพในเลบานอน ถูกระเบิดรถบรรทุกสังหารในกรุงเบรุต มีเสียงพูดกันว่านโยบายตะวันออกกลางของสหรัฐอเมริกาล้มเหลว พร้อมกับคำวิจารณ์ที่ว่า วอชิงตันไม่มีการตัดสินใจกำหนดนโยบาย .. นอกจากนั้น ยังมีมุขหลุดๆ ที่ทำให้เขาเสียชื่อ โดยอันซึ่งเด่นที่สุดคือเขาพูดตลกเรื่องทิ้งระเบิดใส่สหภาพโซเวียต ขณะที่ทดสอบไมโครโฟนก่อนการพูดกับประชาชนทางวิทยุประจำสัปดาห์ .. อย่างไรก็ตาม นักวิพากษ์วิจารณ์ต่างบ่นพึมด้วยความอิจฉา ที่เรแกนเป็นประธานาธิบดีเทฟลอนตัวจริง คือไม่ว่าทำผิดอะไรก็ดูไม่กระทบกระเทือนตัวเขาเลย เขายังสามารถอยู่รอดได้ แม้งบประมาณขาดดุลมหาศาล และความสัมพันธ์กับโซเวียตอยู่ในอาการแย่สุดๆ

ในการเลือกตั้งปี 1984 ..... เขาชนะคู่แข่งจากเดโมแครตแบบขาดลอย และหลังจากนั้น เรแกนดูจะคิดฝากรอยจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ โดยหันความสนใจมาที่การติดต่อตกลงกับมอสโก .. ปี 1985 เขาพบปะกับ มิคาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นำโซเวียตคนใหม่ ที่นครเจนีวา การหารือเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา แต่ด้วยบรรยากาศฉันมิตร ทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นที่จะทำให้โลกมีความปลอดภัยมากขึ้น ทว่าอุปสรรคติดขัดสำคัญอยู่ที่ความฝันของเรแกน ซึ่งจะสร้างระบบป้องกันทางยุทธศาสตร์ โดยมีฐานอยู่ในอวกาศ หรือ ที่เรียกขานกันว่าอาวุธสตาร์วอร์ .. การเจรจาเริ่มอย่างจริงจังมากขึ้น ระหว่างเรแกนกับกอร์บาชอฟเปิดขึ้นที่กรุงเรกยะวิก เมืองหลวงไอซ์แลนด์ ในเดือนตุลาคม 1986 โดยอภิมหาอำนาจทั้งสองพิจารณากันเรื่องที่จะทำลายอาวุธนิวเคลียร์ลงให้หมด แต่แล้วการหารือก็ต้องล้มไปเพราะประเด็นอาวุธสตาร์วอร์

เมื่อมองย้อนกลับไป ..... การเจรจาที่เรกยะวิกต้องถือว่าเป็นการผ่าทางตัน ซึ่งนำไปสู่การกำจัดอาวุธนิวเคลียร์หลายๆ ประเภท และ การทำลายกำแพงเบอร์ลินในเวลาต่อมา .. อย่างไรก็ตาม ปี 1986 ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในยุคของเรแกน ในอีกแง่มุมหนึ่งด้วย นั่นคือ เป็นปีที่เกิดกรณีอื้อฉาว "อิหร่าน-คอนทรา" เรแกนถูกบังคับให้ต้องยอมรับว่า เขาได้อนุมัติให้ส่งอาวุธยุทธปัจจัยไปยังอิหร่าน ซึ่งขัดแย้งอย่างโจ่งแจ้งกับนโยบายที่เขาแถลงเอาไว้ เวลาต่อมายังปรากฏด้วยว่ากำไรจากการขายอาวุธเหล่านี้ ได้ถูกส่งไปช่วยเหลือพวกขบถ "คอนทรา" ซึ่งกำลังสู้รบกับรัฐบาลฝ่ายซ้ายในนิการากัว

เมื่อวันเสารที่ 5 มิถุนายน 2004 ..... บุรุษที่ได้ชื่อว่า เป็นผู้มีชัยในยุคสงครามเย็น ที่สร้างประวัติศาสตร์จากการทิ้งบทบาทของนักแสดงมาสู่อาชีพนักการเมือง ก็ได้เสียชีวิตลง ด้วยวัย 93 ปี ที่บ้านพักในนครลอสแองเจลลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ท่ามกลางครอบครัว รวมทั้งนางแนนซี ภรรยาวัย 83 ปี ที่เขาไม่สามารถจะจำได้อีกต่อไปแล้ว หลังจากที่ต่อสู้กับอาการป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์มานานนับสิบปี

โรนัลด์ เรแกน ..... อดีตประธานาธิบดี เป็นผู้นำของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งคนอเมริกันส่วนใหญ่รู้สึกประทับใจ และจดจำไว้ด้วยภาพลักษณ์แห่งความนิยมชมชื่น การอสัญกรรมของอดีตประธานาธิบดีเรแกน จึงกลายเป็นโอกาสอันงดงาม ที่บรรดานักอนุรักษนิยมและคนพรรครีพับลิกัน ซึ่งถือว่าสืบทอดมรดกแนวนโยบายและความคิดของเขา จะต้องป่าวร้องประโคมความยิ่งใหญ่ และ ความสำเร็จแห่งยุคสมัยของประธานาธิบดีผู้เฒ่าคนนี้ ขณะที่พวกเสรีนิยม และ พรรคเดโมแครต ก็ต้องหาช่องคอยเบรกคอยเถียง พร้อมกับพยายามไม่ให้ถูกมองว่า กลายเป็นการอิจฉาให้ร้ายผู้เสียชีวิต

พวกนักเสรีนิยม ..... ชอบที่จะกระแนะกระแหนเล็กๆ ว่า ตลอดสัปดาห์นี้ เรากำลังจะได้ยินเรื่องราวเยอะแยะเกี่ยวกับโรนัลด์ เรแกน จำนวนมากทีเดียว ที่เป็นเรื่องผิดๆ แหล่งข่าวจำนวนมากอาจจะกล่าวอ้างว่า อดีตประธานาธิบดีเรแกน เป็นประธานาธิบดี ซึ่งเป็นที่นิยมที่สุดในยุคสมัยใหม่ .. ข้อเท็จจริงคือ แม้อดีตประธานาธิบดีเรแกน จะได้รับความนิยมสูงมากในปี 1984 และ 1985 แต่ช่วงหลังแห่งสมัยประธานาธิบดีของเขา กลับถูกปกคลุมด้วยเงาทะมึนของกรณีอื้อฉาวอิหร่าน-คอนทรา ขณะที่ตามการสำรวจของสำนักแกลลัปนั้น บิลล์ คลินตัน มีเรตติ้งความยอมรับโดยเฉลี่ย ดีกว่าเรแกนเล็กน้อย และ เรตติ้งสูงกว่ามากทีเดียวในระยะ 2 ปีสุดท้ายที่ดำรงตำแหน่ง

ส่วนเรื่องเศรษฐกิจ ..... เรายังจะต้องได้ยินด้วยว่าสมัยประธานาธิบดีของเรแกน เป็นยุคแห่งความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจอย่างไม่มียุคไหนเทียบได้ ซึ่งก็ดูจะไม่จริงทั้งหมด เพราะในสมัยของประธานาธิบดีคลินตัน เศรษฐกิจเติบโตรวดเร็วกว่ายุคของอดีตประธานาธิบดีเรแกน นิดหน่อย และ ตามการประมาณการของสำนักงานงบประมาณแห่งรัฐสภา .. สำหรับครอบครัวอเมริกันแบบฉบับ เงินได้หลังหักภาษีและปรับปัจจัยด้านเงินเฟ้อแล้ว ในระยะจากปี 1992 ถึง 2000 ซึ่งเป็นยุคของคลินตัน จะเพิ่มขึ้นกว่าระยะจากปี 1980 ถึง 1988 ยุคของเรแกน ถึงกว่า 2 เท่าตัว

อย่างไรก็ตาม ..... อดีตประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ยังคงมีฐานะพิเศษอยู่ในแวดวงนโยบายด้านภาษี แต่ไม่ใช่ในฐานะนักบุญอุปถัมภ์แห่งนโยบายการลดภาษี ตรงข้ามกลับต้องให้เครดิตแก่เขาที่คำนึงถึงผลทางปฏิบัติ และมีความรับผิดชอบต่างหาก .. กล่าวคือ หลังจากเขาลดภาษีครั้งมโหฬารในปี 1981 แล้ว เรแกนก็กลับขึ้นภาษีครั้งใหญ่ 2 ครั้ง นั่นคือปี 1981 และปี 1983 อันที่จริงแล้ว ไม่มีประธานาธิบดียามสันติคนไหนด้วยซ้ำที่ประกาศขึ้นภาษีเอากับคนจำนวนมากขนาดนี้ การขึ้นภาษีครั้งแรกของเรแกนในปี 1982 เกิดขึ้น เพราะตอนนั้นเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า การคาดการณ์งบประมาณซึ่งใช้เป็นเหตุผลรองรับการลดภาษีในปี 1981 เป็นการคาดหมายที่เล็งผลเลิศจนผิดเพี้ยนไปมาก เรแกนจึงปรับแก้ด้วยการยอมให้เพิ่ม ภาษีนิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมความแล้ว การเพิ่มภาษีในปี 1982 เป็นการตัดทอนการลดภาษีเมื่อปี 1981 ลงมาในราวหนึ่งในสาม หากเทียบเป็นร้อยละของจีดีพีแล้ว การเพิ่มขึ้นคราวนี้มีขนาดใหญ่กว่าการขึ้นภาษีในปี 1993 ของคลินตันเสียอีก

นโยบายการต่างประเทศ ..... และ นโยบายในประเทศ อดีตประธานาธิบดีเรแกนแสดงให้เห็นแล้วว่ามีทั้งการคำนึงถึงผลทางปฏิบัติในบางระดับ และสำนึกแห่งความรับผิดชอบในบางระดับ แต่ส่วนประกอบเหล่านี้ กลับขาดหายไปอย่างน่าขมขื่นจากบุรุษผู้ซึ่งอวดอ้างว่าเป็นทายาททางการเมืองของอดีตประธานาธิบดีเรแกน อย่าง ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช คนปัจจุบัน



อ้างอิงจาก ..... การวิเคราะห์ข่าวต่างแดน ทาง ที.วี. ช่อง 9
โดย ..... อาจารย์จักรภพ เพ็ญแข



\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    10/06/2004 09:24 PM

 


หนังสือ ..... Wholeness and the Implicate Order
เขียนโดย ..... David Bohm


เดวิด โบห์ม ..... เป็นนักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ชั้นนำของโลก เขาเป็นชาวอเมริกัน เกิดในปี ค.ศ.๑๙๑๗ และเติบโตในรัฐเพนซิลเวเนีย แต่ในปี ค.ศ.๑๙๕๑ หรือ พ.ศ.๒๔๙๔ ชะตาชีวิตทำให้เขาต้องระหกระเหทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดไปอาศัยต่างแดน .. โบห์มต้องอพยพจากสหรัฐอเมริกาเพราะถูกคุกคามเสรีภาพ เขาถูกกล่าวหาว่า เป็นคอมมิวนิสต์ และถูกเรียกตัวไปสอบสวนโดยคณะกรรมการตรวจสอบกิจการที่ไม่เป็นอเมริกัน .. Un-American Activities Committee .. ในยุครัฐบาลขวาจัดของสหรัฐอเมริกา

แต่โบห์ม ..... ก็ปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการ และอพยพหลบหนีไปอยู่ที่บราซิลระยะหนึ่ง จากนั้นจึงอพยพไปอิสราเอล และมาปักหลักค้นคว้าวิจัยอยู่ในอังกฤษจนเสียชีวิตในปี ค.ศ.๑๙๙๒ .. ตลอดชีวิตการทำงานของโบห์ม เขาได้เสนอทฤษฎีสำคัญเกี่ยวกับ .. ควอนตั้มฟิสิกส์ .. ไว้หลายประการ และเช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์ควอนตั้มฟิสิกส์อื่นๆ อีกหลายคน ที่มักพบกับปรากฏการณ์ไม่ธรรมดา และ ไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยเหตุผลหรือสามัญสำนึกปกติ

ปรากฏการณ์เหล่านี้ .....
ทำให้โบห์มและนักวิทยาศาสตร์ควอนตั้มฟิสิกส์อีกหลายคน
หันมาสนใจ ..... ศาสนาและปรัชญาตะวันออก

สําหรับโบห์ม..... ได้รับอิทธิพลจากกฤษณะมูรตินักปราชญ์ชาวอินเดีย และได้ให้ความสนใจสมาธิภาวนาอย่างมาก เขาเชื่อว่าเมื่อมนุษย์มีความรู้สมบูรณ์ขึ้น วิทยาศาสตร์กับศิลปะที่เคยเป็นคนละเรื่องกันอย่างที่เราเข้าใจในปัจจุบันนั้น จะผสมกลมกลืนกันเป็นหนึ่งเดียวในที่สุด .. เพราะความรู้ที่ไม่สมบูรณ์ของมนุษย์นั่นเอง ที่ทำให้ศาสตร์สาขาต่างๆ และศิลปะกลายเป็นคนละเรื่องแยกขาดออกจากกัน

สาเหตุ ..... ที่นักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์หันมาสนใจศาสตร์ตะวันออกเกี่ยวกับสมาธิภาวนาและการฝึกจิตมากขึ้นนั้น เป็นเพราะการทดลองและข้อค้นพบหลายอย่างในควอนตั้มฟิสิกส์ ได้ทำให้ความคิดวิทยาศาสตร์แบบเดิมเป็นปัญหา .. เช่นพบว่า สิ่งที่ถูกสังเกตในการทดลองเดิม ที่เคยยึดถือกันว่า มีคุณลักษณะคงที่แน่นอน กลับมีคุณลักษณะเปลี่ยนแปลงไปตามการสังเกตรับรู้ของมนุษย์ หรือ จากเดิมที่เคยคิดว่า สสารและพลังงานเป็นสองสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และเป็นสองสถานะที่แยกขาดจากกัน วิทยาศาสตร์ใหม่กลับพบว่า สิ่งที่สังเกตตรวจวัดในการทดลองนั้น มีความไม่แน่นอน และ ไม่แบ่งแยกเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างเด็ดขาด ปรากฏการณ์เดียวกันนั้น บางขณะแสดงตัวเป็นอนุภาค แต่บางขณะกลับแสดงตัวเป็นคลื่น .. เรียกว่า ประเดี๋ยวเป็นสสาร ประเดี๋ยวกลับกลายเป็นพลังงาน ขึ้นอยู่กับการสังเกตตรวจวัด และ เครื่องรับรู้

จากวิทยาศาสตร์แบบเดิมที่ถือว่า ..... ความรู้ที่ถูกต้องเที่ยงตรงต้องเกิดการแยกผู้สังเกตกับสิ่งที่ถูกสังเกตออกจากกัน และความรู้ที่เป็นสากลจะต้องไม่ขึ้นกับจิตรับรู้ของมนุษย์นั้น วิทยาศาสตร์ใหม่กลับพบว่า ปรากฏการณ์ทุกอย่างล้วนสัมพัทธ์และสัมพันธ์กับการรับรู้อย่างแยกไม่ออก จะเรียกว่าสรรพสิ่งเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับจิตรับรู้ก็ได้ .. เมื่อความแน่นอนกลายเป็นไม่แน่นอน เพราะไปขึ้นกับการรับรู้ ความเป็นเหตุเป็นผลที่แน่นอนตายตัวและไม่ขึ้นกับจิต จึงกลายเป็นเรื่องที่สับสนอย่างยิ่งจนคาดเดาล่วงหน้าไม่ได้.. แต่โบห์มต่างจากนักฟิสิกส์บางคน ตรงที่เขาเชื่อว่า ภายใต้ความไม่แน่นอนและสับสนนั้น แท้จริงมีกฎเกณฑ์หรือความเป็นระเบียบที่แฝงเร้นอยู่ ซึ่งโบห์มเรียกว่า ..... Implicate order

แต่ ..... การที่จะเข้าถึงความเป็นระเบียบที่แฝงเร้นอยู่นั้น จะต้องอาศัยภูมิจิตภูมิปัญญาที่แตกต่างออกไปจากจิตคิดแบบวิทยาศาสตร์เดิม คือต้องเป็นจิตที่ผ่านการฝึกฝนมาดี และเป็นอิสระจากกรอบความคิด ภาษาและระบบสัญลักษณ์ที่ได้กลายเป็นพันธนาการจองจำวิธีคิดของวิทยาศาสตร์แบบเดิมไปเสียแล้ว .. ในแง่นี้ โบห์มให้ความว่า คณิตศาสตร์ก็เป็นระบบสัญลักษณ์อย่างหนึ่งด้วย และวิทยาศาสตร์เก่าได้ติดยึดกับคำอธิบายที่เป็นตัวเลขและแบบจำลองทางคณิตศาสตร์มากเสียจนไม่สามารถรับรู้ความจริงแบบอื่นได้ .. เรียกว่าต้องทำทุกอย่างให้เป็นตัวเลขจึงจะคุยกันแบบวิทยาศาสตร์ได้

โบห์มคิดว่า ..... กรอบความคิด ภาษา และสัญญะเหล่านั้นมีปัญหา และการที่จะก้าวพ้นจากอุปาทานการติดยึดกับสิ่งเหล่านี้ได้ นักวิทยาศาสตร์ต้องฝึกให้รู้เท่าทันวิธีคิดและจิตรับรู้ของตนเองด้วย .. ในระยะหลังนี้ เราจึงเห็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำหันมาสนใจศาสตร์ทางจิต และ ศาสนาตะวันออกต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะมีการจัดการสนทนาระหว่างนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกกับ องค์ทะไล ลามะ แห่งธิเบตที่จัดขึ้นทุก ๒ ปี ติดต่อกันมากว่า ๒๐ ปี นับตั้งแต่ ค.ศ.๑๙๘๗ แล้วนั้น ได้ทำให้เห็นได้ว่าศาสนาและภูมิปัญญาตะวันออกสามารถให้คำตอบเกี่ยวกับธรรมชาติของสรรพสิ่งได้อย่างน่าสนใจ และ ลุ่มลึกยิ่งกว่าทรรศนะแบบวัตถุนิยมกลไกของวิทยาศาสตร์เสียอีก

วิทยาศาสตร์กำลังอภิวัฒน์ตัวเองอย่างช้าๆ ..... ด้วยการเรียนรู้จากภูมิปัญญาตะวันออก แม้เราจะไม่สามารถคาดเดาได้ว่าวิทยาศาสตร์ใหม่จะลงเอยอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่กำลังเปลี่ยนไปก็คือ ทรรศนะของวิทยาศาสตร์เดิมที่ถือว่า ความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์เป็นความรู้สากล ไม่ขึ้นกับจิตรับรู้ของมนุษย์ หรือเรียกว่าความรู้กับสภาวะแห่งการรู้นั้นแยกขาดจากกันได้ .. ความรู้แบบวิทยาศาสตร์จึงเป็นสิ่งที่คนรู้คนหนึ่งเอามาอธิบายให้อีกคนหนึ่งรู้ได้ เพราะความรู้เป็นเรื่องภายนอกที่บอกเล่า เรียนรู้กันได้จากการคิด โดยไม่เกี่ยวกับพื้นภูมิของจิต

แต่ภูมิปัญญาตะวันออกบอกว่า ..... ความรู้กับสภาวะแห่งการรู้ที่แท้จริงนั้น มิอาจแยกจากกัน และ ความรู้ที่เป็นหนึ่งเดียวกันกับสภาวะแห่งการรู้นั้นคือปัญญา .. โบห์มเชื่อว่า การที่นักฟิสิกส์ต้องพบกับปรากฏการณ์ที่สะท้อนความเป็นจริงแบบใหม่นี้ เป็นโอกาสดีที่จะเข้าถึงความรู้ และ สภาวะแห่งการรู้ใหม่ เพราะความจริงใหม่นี้จะท้าทาย และ รื้ออุปาทานที่เคยติดยึดอยู่ได้ หากเป็นเช่นนั้น วิทยาศาสตร์ใหม่อาจเป็นหนทางหนึ่งของการเข้าถึงปัญญาที่แท้จริงได้ .. เพราะการทำงานวิทยาศาสตร์เพื่อให้รู้เท่าทันความคิดและให้จิตเป็นอิสระจากอุปาทานนั้น แท้จริงก็คือ ..... การปฏิบัติธรรม นั่นเอง


..................................
ที่มา ..... มติชนออนไลน์
คอลัมน์ จิตวิวัฒน์ ..... โดย โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์
วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ปีที่ ๒๗ ฉบับที่ ๙๕๖๓
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon.php?s_tag=01act01150547&show=1&sectionid=0130&day=2004/05/15

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    21/05/2004 08:28 PM

 


หนังสือ ..... ธรรมศาสตร์ประกาศนาม
เขียนโดย ..... ศิษย์เก่าผู้ทรงคุณวุฒิ


๏ ๏ ๏ สำนักไหนหมายชูประเทศชาติ
สู่บทบาทเสรีไทยหัวใจกล้า
เผด็จการครอบงำกำชาตา
ร่วมจับมือมวลประชาขับอาธรรม์
อุบัติการณ์ผ่านทั้งดีและวิกฤต
ขยายฐานสู่รังสิตคิดรังสรรค์
เฉลิมฉลองเจ็ดสิบปีสถาบัน สำนักนั้นธรรมศาสตร์ประกาศนาม ๏ ๏ ๏

บทกลอนข้างต้น ..... เปรียบได้เสมือนกับ ๗ ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ซึ่งเป็นมากกว่าแหล่งศึกษาหาความรู้ และในโอกาสเฉลิมฉลอง ครบรอบ ๗๐ ปีธรรมศาสตร์ ทางมหาวิทยาลัยจึงได้จัดทำหนังสือ “ธรรมศาสตร์ประกาศนาม” รวบรวมประวัติศาสตร์มาตั้งแต่วันสถาปนา ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๗

โดยมีศิษย์เก่าผู้ทรงคุณวุฒิ ..... เป็นผู้เขียนเรื่องราวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่น่าสนใจ ทั้งสิ้น ๗ คน แบ่งการนำเสนอออกเป็น ๗ ช่วง ๗ เรื่อง ได้แก่ ศาสตราจารย์ มารุต บุญนาค เขียน สำนักไหนหมายชูประเทศชาติ ( ช่วงเวลา พ.ศ.๒๔๗๗ -๒๔๘๖ ) , ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ เครืองาม เขียน สู่บทบาทเสรีไทยหัวใจกล้า ( ช่วงเวลา พ.ศ.๒๔๘๗ -๒๔๙๖ ), นายสมชาย กรุสวนสมบัติ เขียน เผด็จการครอบงำกำชาตา ( ช่วงเวลา พ.ศ.๒๔๙๗ -๒๕๐๖ )

นายกล้าณรงค์ จันทิก ..... เขียน ร่วมจับมือมวลประชาขับอาธรรม์ ( ช่วงเวลา พ.ศ.๒๕๐๗ -๒๕๑๖ ),นายชวน หลีกภัย เขียน อุบัติการณ์ผ่านทั้งดีและวิกฤต ( ช่วงเวลา พ.ศ.๒๕๑๗ -๒๕๒๖ ),รองศาสตราจารย์ นรนิติ เศรษฐบุตร เขียน ขยายฐานสู่รังสิตคิดรังสรรค์ ( ช่วงเวลา พ.ศ.๒๕๒๗ -๒๕๓๖ )และรองศาสตราจารย์ ดร.นริศ ชัยสูตร เขียน เฉลิมฉลองเจ็ดสิบปีสถาบัน สำนักนั้นธรรมศาสตร์ประกาศนาม ( ช่วงเวลา พ.ศ.๒๕๓๗ - ปัจจุบัน )

สำหรับหนังสือเล่มนี้ ..... เป็นเล่มแรกที่เขียนและเรียบเรียง โดยผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของประชาธิปไตยไทย .. นักศึกษากำลังวางพวงมาลาที่อนุสาวรีย์ปรีดี พนมยงค์ รำลึกถึงอดีตมันสมองของ คณะราษฎร ที่ถูกพลังอนุรักษ์นิยมทางการเมืองเล่นงานจนต้องตายอยู่นอกมาตุภูมิ .. มานิจ สุขสมจิตร ประธานกรรมการจัดทำหนังสือเล่มนี้ กล่าวถึงการจัดทำหนังสือเล่มนี้ว่า ได้มีการนำคณะวิจัยของสถาบันไทยคดีศึกษามาร่วมทำงานด้วย โดยได้รับความร่วมมือจาก รองศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบัน จึงทำให้มั่นใจในเรื่องความถูกต้องของประวัติศาสตร์ได้

ถึงแม้จะเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ ..... แต่สามารถอ่านได้โดยไม่น่าเบื่อ เพราะผู้เขียนแต่ละท่านได้นำกลยุทธ์การนำเสนอที่แตกต่างกันมาใช้ในการถ่ายทอด สำหรับชื่อเรื่องทั้ง ๗ ตอนที่เรียบเรียงเป็นร้อยกรองนั้น มาจาก "พิมพ์อมร” ศิษย์เก่านิติศาสตร์ ทั้งนี้ยังได้เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิษย์เก่านิติศาสตร์ ซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ ที่กรุณาเขียนกลอนหัวข้อ เจ็ดทศวรรษธรรมศาสตร์ ให้อย่างประณีตไพเราะด้วย สำหรับหนังสือเล่มนี้จะว่าไปก็เหมือนหนังสือเล่มอื่น คือจะรู้ว่าเป็นหนังสือดีได้ก็ต่อเมื่ออ่านจบเสียก่อน แต่เมื่ออ่านจบแล้ว หากยังมีข้อบกพร่องปะปนอยู่บ้าง ก็ขอให้ผู้อ่านแจ้งให้ทราบเพื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงในโอกาสต่อไป เพราะประวัติศาสตร์ของธรรมศาสตร์ก็คือประวัติศาสตร์ของระบอบประชาธิปไตย

ด้านสมชาย กรุสวนสมบัติ หรือ “ซูม” ..... เจ้าของคอลัมน์ “เหะหะพาที” ในไทยรัฐ ศิษย์เก่าคณะเศรษฐศาสตร์ หนึ่งในทีมนักเขียนหนังสือเล่มนี้กล่าวว่า มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนในการบอกเล่าความเป็นมาของมหาวิทยาลัย โดยได้ใช้การนำเสนอแบบ ผสมผสาน คือมีการยกคำกล่าวคำบอกเล่าจากบุคคลในเหตุการณ์ หรือที่อ้างอิงได้มาใช้ ไม่เล่ายาวทั้งหมด เพราะเกรงว่าจะอ่านไม่สนุก

ส่วนมาก ..... เป็นการตัดต่อหรือเก็บรวบรวมข้อมูลจากข้อเขียนเก่าและบันทึกที่มีผู้เขียนเอาไว้ใช่วงที่ผ่านมา เพียงแค่นำมาปะติดปะต่อให้อ่านง่ายขึ้น



หนังสือใหม่ ผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    13/05/2004 10:41 PM

 


หนังสือ ..... ผม-ซัก-ฟอก
เขียนโดย ..... คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ บรรณาธิการนิตยสารสารคดี


นับว่ามีท่าทีสร้างสรรค์กว่า ..... เมื่อเทียบหนังสือ “ผม-ซัก-ฟอก” ของ “คุณวันชัย ตัน” กับหนังสือ “รู้ทันทักษิณ” ของ ส.ว.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เพราะ “ผม-ซัก-ฟอก” ของคุณวันชัยวางบทบาทเอาไว้ที่ความเป็นหนังสือเพื่อรื้อสร้างระบบคิดของการบริหารจัดการแผ่นดินโดยรัฐหรือกลไกอื่นๆ ของรัฐ เช่น ข้าราชการ และองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีความเคยชินต่อการยึด “ตัวเลขทางเศรษฐกิจ” เป็นเป้าหมาย และเป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จ ความเจริญ และความเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว

คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ..... บรรณาธิการนิตยสารสารคดี ไม่ได้ออกมาวางท่าทีเกรี้ยวกราด ชูคอระหง ลงพื้นที่แจกลายเซ็น เล่นสีสันกับกระแสทางการตลาดเช่นที่ ส.ว.ขอคิดด้วยคนท่านทำ ท่าทีของคุณวันชัยจึงดูอ่อนน้อมน่ารัก สุขุม น่านับถือ น่าอ่านน่าฟัง และปลอดพ้นกลิ่นอายทางการเมืองกว่า ทั้งที่หนังสือทั้งสองเล่มคือการย้อนศรตรวจวงจรการบริหารประเทศของรัฐบาล ผิดกันนิดตรงที่คุณวันชัยไม่ได้พุ่งเป้าไปที่นายกฯ ทักษิณ แต่มองย้อนไปถึงรัฐบาล ชวน หลีกภัย ด้วย และมองไปทั่วทั้งระบบการเมือง ประชาชน และข้าราชการ และชำแหละชำระทั้งเศรษฐกิจ การเมือง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ซึ่งทำให้เห็นความเป็น “ประเทศ” และ “การจัดการ” ที่ไม่รอบด้านมากกว่า

เฉพาะสำนวนการเขียน ..... การเล่าเรื่อง และการเสนอมุมมองของคุณวันชัยนั้น เขาทำได้ยอดเยี่ยม กระชับ มีประเด็นที่คมชัด มีเหตุผลรองรับ มีทางออกซ่อนอยู่ในบรรทัด และมีภาษาที่เป็น “ผู้ดี” ... หนังสือเล่มนี้ สะท้อนให้เห็นความเป็น นักคิด นักเขียนชั้นดีของคุณวันชัยได้ เขาใช้คำน้อย แต่กินความครบถ้วน ให้ภาพของปัญหาชัดเจน มีอารมณ์สะทกสะท้อนและก่ออารมณ์ต่างๆ ขึ้นในใจผู้อ่านได้ ไม่ฟูมฟาย ไม่ฟุ่มเฟือยถ้อยคำ และดำเนินเรื่องได้น่าติดตาม ทั้งที่บทความแต่ละเรื่องของเขาซึ่งนำมาจากคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์มติชน ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๓-๒๕๔๗ นั้น เป็นเพียงบทความสั้นๆ ... สิ่งที่โดดเด่นที่สุด และ จับต้องให้ได้ที่สุดของหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่วรรณศิลป์ แต่เป็นกลุ่มก้อนของความคิด ...!!

เมื่ออ่านอย่างละเอียด .....
แล้วแยกกลุ่มเนื้อหา พบ ๓ กลุ่มก้อนทางความคิดในหนังสือเล่มนี้ อันได้แก่

๑ ..... การกล่าวถึงการนำทางของรัฐและกระบวนการบริหารประเทศโดยรัฐ ซึ่งหลงทิศหลงทางอยู่บ้างในหลายๆ เรื่อง

๒ ..... เป้าหมาย วิธีการ และหลักการในชีวิตของมนุษย์ ซึ่งควรแก่การสรรเสริญ

๓ ..... คนกับสภาพแวดล้อม ซึ่งกำหนดความมีคุณภาพหรือด้อยคุณภาพของคน

ในกลุ่มความคิดที่ ๑ นั้น ..... มีน้ำหนักมากที่สุดในเล่ม ด้วยว่าใช้พื้นที่มากที่สุดในการกล่าวถึง โดยคุณวันชัยให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวภาคประชาชน สมัชชาคนจน และ เอ็นจีโอ ว่าเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม และสะท้อนปัญหาท่าทีของภาครัฐที่เกือบทุกครั้งขาดความจริงใจในการรับฟังปัญหา แก้ปัญหา ทั้งยังใช้ดับเบิ้ล สแตนดาร์ด กับคนกลุ่มดังกล่าวด้วย และไม่ลืมเปรียบเทียบท่าทีของคนจนกับชนชั้นกลางว่า ชีวิตเช่นไรน่าเห็นใจ น่ายกย่อง และน่าสมเพชเวทนายิ่งกว่ากัน .. ขณะเดียวกันก็วิพากษ์การใช้อภิสิทธิ์ในอำนาจฝ่ายรัฐจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติผ่านกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกรมป่าไม้ อย่างถึงพริกถึงขิง เขายกตัวอย่างอุทยานแห่งชาติดอยเชียงดาว เขาใหญ่ และป่าห้วยขาแข้ง ว่ามีการจัดการที่ล้มเหลวอย่างไร และใช้อภิสิทธิ์อย่างเลวทรามเข้าไปเหยียบย่ำทำลายคุณค่าในเชิงระบบนิเวศอันสมบูรณ์ซึ่งนับวันจะร่อยหรอลงไปจากประเทศไทยของเราเช่นไร

เขาสะท้อนภาพ ..... ที่รัฐพยายามรวบอำนาจให้กลุ่มทุนผ่านเรื่องเหล้าเถื่อน อาหารจีเอ็มโอ และย้ำให้ทุกฝ่ายแสวงหาความร่วมมือจากคนไทยด้วยกันผ่านเรื่องเสรีไทย และเน้นให้ละวางการยึดติดตัวเลขทางเศรษฐกิจว่าเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาผ่าน แทบทุกบทความในหมวดนี้ โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง” และไม่เห็นด้วยกับบ่อนเสรี ที่จะลดทอนคุณภาพชีวิตและศีลธรรมของสังคม ซึ่งเดิมก็สึกกร่อนลงไปทุกขณะอยู่แล้ว รวมทั้งวิเคราะห์กระบวนการสอดแทรกอำนาจด้วยการส่งคนของตนแทรกซึมเข้าสู่กลุ่มองค์กรต่างๆ ทั้งสส. สว. คณะกรรมการต่างๆ รวมไปถึงองค์กรอิสระ ซึ่งควรจะอิสระด้วย ของนายกทักษิณ ซึ่งทำให้ท่านมีอำนาจในมือแบบเบ็ดเสร็จ และใช้อำนาจโดยไม่ต้องพะวงกับการตรวจสอบทัดทานขององค์กรต่างๆ เหล่านั้น

ในกลุ่มความคิดที่ 2 นั้น ..... คุณวันชัยย้ำให้เห็นว่าคนต้องดำรงชีวิตอย่างมีเป้าหมายอันเป็นสัมมา อย่าปล่อยให้ความคิดอันเป็นมิจฉาเข้าครอบงำ เขายกตัวอย่างปณิธานชีวิตของ เจมส์ สมิทสัน ผู้ยกสมบัติทั้งหมดของตนเพื่อก่อตั้งสถาบันสมิทโซเนียนขึ้น จนปัจจุบันสถาบันดังกล่าวได้เป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาของมนุษย์ทั่วโลก แล้วผูกโยงมาถึง เล็ก วิริยะพันธุ์ ผู้เริ่มต้นสร้างเมืองโบราณด้วยปณิธานที่น่ายกย่อง กล่าวถึงความสง่างามของอินเดียนแดง และความต่ำทรามของผู้นำอเมริกันที่เข้าห้ำหั่นรุกไล่ชนเผ่าดั้งเดิมผู้ดำรงชีวิตอยู่โดยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสรรพสิ่งในสากลจักรวาล และมีหัวใจใฝ่สันติ กล่าวถึงบทบาทและเป้าหมายในการกระทำอันทรงค่าของป๋วย อึ๊งภากรณ์ และสืบ นาคะเสถียร และ .....

ชีวิตของเข็มทองกับอาริยา โมราษฎร์ สองสามีภรรยาผู้ละทิ้งชีวิตในกรุง มุ่งหน้าสู่จังหวัดสุรินทร์ ก่อตั้งค่ายเด็กรักป่า และผลิตคนระดับคุณภาพมาช่วยค้ำจุนสังคมหลายต่อหลายรุ่น จนกระทั่งอาริยา หรือหน่อยเจ็บป่วยด้วยโรคไต คำถามคือใครจะกลับไปค้ำจุนเธอได้บ้าง บทความเรื่อง ช่วยหน่อยเปลี่ยนไต นี้ นับว่าดีที่สุดในเล่ม ในแง่ของอารมณ์สะเทือนใจ ปลุกปลอบคุณธรรมนำทางชีวิต และเชิดชูคนธรรมดาที่มีคุณค่าเหลือล้นแก่แผ่นดิน

ในกลุ่มความคิดที่ ๓ นั้น ..... คุณวันชัยกล่าวถึง เราจะสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมอย่างไรให้มีคุณภาพต่อการสร้างคนที่มีคุณภาพ โดยยกตัวอย่างละครโทรทัศน์กับคุณภาพทางความคิดของคนรุ่นต่อรุ่น พฤติกรรมการดูหนังสือของคนไทยที่มิใช่การอ่านหนังสือ กระบวนการรณรงค์เรื่องปลาตู้กับหูฉลามในต่างประเทศที่ทำได้สำเร็จด้วยวิธีการสร้างสรรค์บางอย่าง กระบวนการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนคนรักป่าของเข็มทองกับอาริยา โมราษฎร์ กระบวนการสร้างชาติของเวียดนาม สิงคโปร์ และติมอร์ รวมไปถึงทำบุญอย่างไรให้ฉลาดด้วย

กล่าวโดยสรุปแล้ว ..... หนังสือเล่มนี้ รวมบทความที่สะท้อนปัญหาอันน่าจะเรียกได้ว่าเป็นคราบไคลและสิ่งสกปรกของสังคมได้อย่างคมชัด เป็นคราบสกปรกที่เกาะคร่ำอยู่ทั้งในระดับความคิด ทัศนคติ ความคุ้นชินของคนทุกชนชั้นและทุกหน้าที่ ทุกหน่วยในสังคม

คุณวันชัยชี้ว่า ..... การพัฒนาประเทศชาติด้วยการยึดตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมาย ทำให้รัฐทำทุกอย่างเพื่อการเพิ่มตัวเลข ขุดเอาทรัพยากรทั้งหมดของประเทศมาเปลี่ยนเป็นเงินอย่างบ้าคลั่ง โดยไม่ .. อนุรักษ์ .. รักษา .. ให้เป็นต้นทุนที่ยั่งยืน ไม่พัฒนาคุณภาพคนอย่างจริงจังและจริงใจ ซึ่งสุดท้ายประเทศไม่ได้เคลื่อนไปไหน อยู่กับที่ แต่ฝันหวานกับตัวเลขจีดีพี ขณะที่ความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของทรัพยากรกำลังจะถึงจุดวิกฤติ

อย่างไรก็ดี ..... เนื้อหาไม่ได้มุ่งโจมตีภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่กล่าวถึงความสะดุดบกพร่องอันมีสาเหตุ ความเฉื่อยเนือยและไม่ตื่นตัวของภาคประชาชน และเป้าหมายที่ไม่สมเหตุสมผลและส่อความล้มเหลวจนอาจถึงขั้นล้มละลายในภายภาคหน้าได้ ซึ่งรวมเป้าหมายทั้งระดับปัจเจกบุคคล และเป้าหมายระดับสังคม ประเทศชาติไว้ด้วย โดยเขียนด้วยภาษาที่น่าอ่าน น่าติดตาม สั้น กระชับ เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน สุภาพ และใช้เหตุผล หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่าชีวิตทุกวันนี้ เรามีคราบไคลเกาะติดอยู่ทั้งระดับกาย จิต สังคม จงใช้เวลาชะล้างด้วยการอ่านหนังสือเล่มนี้

ซึ่งถือว่าเป็น “ผงซักฟอก” ชั้นดี .....
ที่กำจัดคราบไคลได้หลายส่วน และ ไม่ต้องกังวลว่าจะทำลายสิ่งแวดล้อม ...!!


ร้านหนังสือผู้จัดการ
http://www.manager.co.th

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    12/05/2004 02:00 AM

 

หนังสือ ..... ความสุข
เขียนโดย ..... วศิน อินทสระ


ความสุข ..... สัมพันธ์อยู่กับกรรม กล่าวคือ กรรมดีเป็นเหตุแห่งสุข กรรมชั่วเป็นเหตุแห่งทุกข์ คนทุกคนต้องการความสุข แต่ความสุขเป็นสิ่งที่หาได้ยากสำหรับคนที่ชอบกระทำความชั่ว ความทุกข์ของสังคมมีมูลเหตุมาจากบาป ที่คนในสังคมร่วมกันทำ แต่คนส่วนมากไม่ค่อยตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้ มุ่งมองหาแต่สาเหตุอื่นจึงไม่พบต้นตอของความทุกข์ .. ส่วนความสุขของสังคมมาจากการที่ผู้คนทั้งหลายช่วยกันกระทำความดี ประพฤติธรรมให้เหมาะสมตามฐานะของตน ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

ถ้าชาวพุทธส่วนใหญ่ ..... เข้าใจพระพุทธศาสนาให้ถูกต้องและนำมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างทั่วถึงกันแล้ว สังคมพุทธจะเป็นสังคมที่ดีกว่านี้มาก จึงได้ยกเอาปัญหาที่น่าสนใจทางพระพุทธศาสนามาแสดงไว้ในที่นี้ด้วย .. เราเชื่อมั่นอยู่เสมอว่า ถ้าชาวพุทธดำเนินชีวิตแบบพุทธ ดำเนินตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างมีสติปัญญาแล้ว ปัญหาต่างๆ จะลดน้อยลงอย่างทันตาเห็น เราจะยึดประโยชน์ทั้งสองไว้ได้ คือทั้งประโยชน์ต่อตนเองและประโยชน์ต่อผู้อื่น ประโยชน์ในโลกนี้และประโยชน์ในโลกหน้า .. ด้วยเหตุนี้ ชาวพุทธจึงควรทำความเข้าใจในหลักธรรม พิธีกรรม และจุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนาให้ชัดเจน เพื่อจะได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสม มีผลเป็นความสุข สงบเย็น เป็นประโยชน์ เป็นสวรรค์ และ นิพพานที่เห็นได้ในปัจจุบัน

ชีวิตเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ ..... เมื่อพัฒนาแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสุขทั้งในปัจจุบัน และ ภายหน้า พัฒนาด้วยการฝึกกาย วาจา ใจให้สุจริต คือประพฤติดี ไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่น มนุษย์เราไร้ความสุข เพราะเบียดเบียนกัน เบียดเบียนตนเอง เพราะไม่ได้ฝึกจิต ไม่ได้พัฒนาตน กล่าวกันว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ ควรจะเติมให้ถูกต้องสมบูรณ์ .. มนุษย์ที่ไม่ฝึกตนหาประเสริฐไม่ ซ้ำยังร้ายยิ่งกว่าสัตว์ประเภทอื่นเสียอีก เพราะมีเครื่องมือที่มีสมรรถภาพสูงในการทำร้ายผู้อื่น เสือว่าร้าย ยังฆ่าคนได้ไม่มากเท่าคนฆ่ากันเอง คนที่ยังไม่ได้ฝึกจิตจึงร้ายยิ่งกว่า เสือ สิงห์ กระทิง แรด

การฝึกตนให้เป็นคนดี ..... มีความสัมพันธ์กันมากกับความสุข ในสังคมปัจจุบันที่มีคนชั่วมากๆ ก็ย่อมจะมีทุกข์มาก เพราะคนทำชั่วหาความสุขได้ยาก ตรงกันข้าม คนทำดี ย่อมหาความสุขได้ง่าย เมื่อคนดีรวมกันอยู่มากๆ ความสุขก็เพิ่มพูนขึ้น การอยู่ร่วมกับคนดี ทำให้เกิดสุข เหมือนอยู่ในหมู่ญาติที่ดี บุคคลจะพึงอยู่เป็นสุขได้เป็นนิตย์ เพราะไม่พบเห็นคนพาลหรือไม่คบหาสมาคมกับคนพาล

คนพาลในตัวเราก็มี ..... คือคราวใดใจเราพาล เราก็เป็นคนพาล บางทีเรามัวระวังคนพาลข้างนอก จนลืมนึกถึงคนพาลข้างใน คือความชั่วต่างๆ ในตัวเรา กล่าวคือ ความโลภ โกรธ หลง ที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า คนพาลภายใน ศัตรูภายใน ข้าศึกภายในซึ่งนำทุกข์มาให้เราครั้งแล้วครั้งเล่า เบียดเบียนความสุขของเราอยู่เรื่อยๆ การพัฒนาชีวิตเพื่อความสุขในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องขจัดขัดเกลาศัตรูภายในของเราด้วยความตั้งใจและสม่ำเสมอ แม้จะทำได้ทีละน้อยก็ตาม ไม่นานก็จะบรรลุเป้าหมายได้อย่างแน่นอน

ทุกชีวิตมีกรรมเป็นของตัวเอง ..... ผลของกรรมขึ้นอยู่กับการกระทำของบุคคลนั้นๆ มนุษย์ที่ยังอยู่ในภาวะเวียนว่ายตายเกิด ยังไม่ได้เป็นพระอริยบุคคลผู้หลุดพ้นแล้ว ย่อมมีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพัน หรือ มีความปรารถนา ความต้องการ ในสิ่งเย้ายวนรอบๆ ตัวเราด้วยกันทุกคน พฤติกรรมของใครเป็นอย่างไร มีความสำคัญต่อชีวิตของเค้าเท่านั้น มิใช่มีผลต่อเราโดยตรง

พระพุทธศาสนาสอนว่า .....
ชีวิตที่ดี คือชีวิตที่ สงบ เย็น และ เป็นประโยชน์
ชีวิตที่ดี ไม่ใช่ชีวิตที่มั่งคั่ง

หนังสือเรื่อง ความสุข นี้ ..... จะเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่จะให้ท่านผู้อ่านเข้าใจพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงๆ ... ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย
และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลาย ทั้งมวล ในสากลโลก จงดลบันดาล และ โปรดพิทักษ์คุ้มครองให้ ทุกๆท่าน และ ครอบครัว จงประสบแต่..ความสุขกาย..สุขใจ..พ้นจากทุกข์ภัย มีจิตใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตา ปรารถนาดีต่อกัน ด้วยความราบรื่น และ เรียบร้อย นะคะ



โชคดีค่ะ ดูแลตัวเองดีๆ นะคะ

"น้ำตาล"
\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    8/05/2004 06:18 PM

 


หนังสือ ..... As The Future Catches You
เขียนโดย ..... Juan Enriquez แห่ง Harvard Business School


ในหนังสือเล่มนี้ ..... มีข้อมูลที่น่าสนใจหลายเรื่องที่ผู้นำประเทศ และ ผู้บริหารองค์กรควรนำไปพิจารณา ถ้าหากจะก้าวให้ทันตามแนวทางเศรษฐกิจเสรีทุนนิยม ภายใต้วิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะในเรื่อง ... พันธุศาสตร์ ... เทคโนโลยีการสื่อสาร ... และนาโนเทคโนโลยี ... ตัวเลขทางสถิติที่นำเสนอในหนังสือเล่มนี้น่าสนใจมาก และ หลายเรื่องก็น่าตกใจมากจริงๆ ด้วย ถ้าจะมองในมุมอื่น ในมุมที่ไม่ถือตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องนำทางการพัฒนาประเทศ ในมุมที่ไม่เน้นการแข่งขันแบบเสรีที่ไม่เสรีจริงตามที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ... ปัจจุบัน ช่องว่างระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจน จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเพราะเทคโนโลยีการสื่อสารและการปฏิวัติทางพันธุกรรม ... ในอนาคตอันใกล้ ถ้าเป็นจริงตามนี้ ...

คำถามก็คือ ..... นี่เป็นทิศทางที่ควรเป็นของมวลมนุษยชาติหรือ?

ยิ่งมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ..... ความรู้ทางการบริหารธุรกิจ และ ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีการสื่อสารมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งขยายช่องว่างระหว่างประเทศที่ร่ำรวยและประเทศที่ยากจนมากขึ้น ... ความรู้ด้วยตัวของมันเองไม่เป็นพิษเป็นภัย แต่คนที่สร้างและใช้ความรู้ในทางที่ผิดต่างหากที่เป็นพิษเป็นภัย ... ความรู้ที่ขาดสติ ความรู้ที่ขาดปัญญา กลายเป็นศาสตร์ที่นำมาใช้เป็นศาสตราไล่ล่าความได้เปรียบ ภายใต้กติกา การค้าเสรี ที่ไม่มีความยุติธรรมและศีลธรรมเป็นฐาน ... การผลิตและการใช้ความรู้ในลักษณะนี้มีคุณค่าต่อเรา ต่อประเทศ ต่อมวลมนุษยชาติและต่อสรรพสิ่งจริงหรือ ?

ไม่ใช่เราจะปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง ..... แต่เพื่อร่วมสร้างจิตสำนึกใหม่ที่ควรเป็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น จากสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ทำให้เกิดสิ่งใหม่ ไหลเลื่อนเคลื่อนไปไม่สิ้นสุด ถ้าเราคิดถูกคิดดี ทำถูกทำดี สิ่งดีๆ ก็จะเกิดเพิ่มขึ้น ไหลเลื่อนเคลื่อนไปไม่มีสิ้นสุด

อนาคตยังไม่เกิด ..... อนาคตจึงไม่สามารถไล่ล่าเราได้ อนาคตเป็นสิ่งที่เราต้องสร้างขึ้น เราจึงต้องรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ด้วยการมีสติ มีปัญญา มีจิตสำนึกที่ถูกต้องว่า ไม่ว่าเราจะคิด จะทำอะไร ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอนาคต โดยนัยนี้เราจึงเป็นส่วนหนึ่งของอดีต และเป็นผลของอดีต และเราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นเหตุของอนาคต เพราะฉะนั้นมาร่วมกันสร้างเหตุที่ดี เพื่อให้เกิดผลดีในอนาคตอย่างมีสติ โดยใช้ปัญญา มิใช่แค่ความรู้ เป็นเครื่องนำทาง

บางทีเราอาจจะต้องหยุดคิดอย่างจริงจัง อย่างมีสติและมีปัญญาว่า .....
เราควรจะพัฒนาประเทศตามแนวทางทุนนิยมของตะวันตกหรือไม่? ...
และ ที่สำคัญต้องตอบให้ชัดว่า ทำตามเขาเพื่ออะไร ? ... และ เพื่อใคร ? ...

ผู้นำองค์กรและผู้นำประเทศ ..... ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ นักการศึกษา จะต้องมีจิตสำนึกใหม่ เป็นจิตใหญ่ มีจิตสาธารณะ คิดและทำเพื่อส่วนรวม ทำด้วยใจ ทำด้วยจิตสำนึกที่ดี มีเมตตากรุณา มีความรักในเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง ... ต้นแบบจึงควรมีจิตใหญ่ ไม่ใช่จิตเล็กคับแคบ ... เพราะถ้าผู้นำเก่งเฉพาะด้านเศรษฐกิจ และโดยเฉพาะเศรษฐกิจการเมืองที่มีผลประโยชน์แอบแฝง ... ในท้ายที่สุดเขาก็จะกลายเป็น อาชญากรทุนนิยมขององค์กรของประเทศ และ อาจติดอันดับ Top Ten ของโลกได้ในเวลาต่อมาได้ .....

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    28/04/2004 08:27 PM

 


หนังสือ ..... พุทธศาสนาไทยในอนาคต แนวโน้มและทางออกจากวิกฤต
เขียนโดย ..... พระไพศาล วิสาโล


พระพุทธศาสนา ..... ช่วยให้คนไทยและช่วยมนุษยชาติพ้นวิกฤตได้ ก็ต้องมีความเข้าใจสภาวะที่ซับซ้อนอันห่อหุ้มพุทธศาสนาในประเทศไทย และคลี่ความซับซ้อนนั้นออกมาสู่สภาวะที่พอจะจัดการแก้ไขได้ ... พระไพศาล วิสาโล ได้ใช้เวลาหลายปีเพื่อค้นคว้าวิจัยและเรียบเรียงเป็นหนังสือเล่มนี้ ชาวพุทธไทยควรได้ศึกษาให้เข้าใจสภาวะของพุทธศาสนาในประเทศไทย และเหตุปัจจัยอันซับซ้อนยากแก่การแก้ไขปัญญา ญาณหยั่งรู้ความจริงของสังคมเป็นปัจจัยสำคัญให้ออกจากสภาวะวิกฤตได้

ศ.นพ.ประเวศ วะสี กล่าวว่า ..... หนังสือเล่มนี้นับว่าได้ให้ข้อมูลและหลักฐานจำนวนมากในเรื่องของพระพุทธศาสนาในอดีต เพื่อปูพื้นฐานแก่เราว่า พุทธศาสนาในสังคมไทยได้คลี่คลายผ่านจุดแข็งจุดอ่อนมาจนถึงปัจจุบันได้อย่างไร จุดเปลี่ยนในอดีต กล่าวถึงเมื่อนรกสวรรค์ถูกลดความสำคัญ พุทธศาสนากับความเป็นไทย ... จากปัจจุบันสู่อนาคต เรื่องพุทธศาสนาในสังคมสมัยใหม่ ศาสนาใหม่ แนวโน้มของพุทธศาสนาไทย ... ทางออกจากวิกฤต เรื่องสู่การปฏิรูป พุทธธรรมเพื่ออนาคต ยกเครื่องการศึกษาคณะสงฆ์ ... พุทธศาสนากับสังคมไทยในบริบทใหม่ เรื่องเส้นทางของพุทธศาสนาไทยในยุคโลกาภิวัฒน์ ฯลฯ

ในวาระที่คนไทย ..... กำลังแต่งองค์ทรงเครื่องเตรียมตัวจะรวยกันยกใหญ่ ช่วงเวลานี้ไม่แตกต่างจากช่วงก่อนที่ฟองสบู่จะแตกในปี 2540 ใครๆ ก็ปรารถนาจะมีรถสักคัน มีมือถือสักเครื่อง มีบ้านสักหลัง สองหลัง แต่ความจริงก็คือว่า กว่าจะได้สิ่งเหล่านั้นมา อาจจะต้องเป็นหนี้และทำงานอย่างหนักเพื่อใช้หนี้และฝันว่าจะรวย โดยลืมไปว่าระหว่างทางก่อนจะถึงความฝันนั้น อาจมีอะไรที่มาทำให้ฝันค้าง ไม่อาจไปถึงฝันนั้นก็เป็นได้ ... ขณะเดียวกันในวงการสงฆ์ก็มีข่าวประหลาดๆ ออกมาไม่เว้นแต่ละวัน จากสถาบันซึ่งเคยเป็นที่พึ่งทางใจของคนไทยกลับกลายมาหมุนวนอยู่กับทางโลกจนแยกไม่ออก

พุทธศาสนาไทยในอนาคต แนวโน้มและทางออกจากวิกฤติ ..... ที่ พระไพศาล วิสาโล กล่าวถึงคนยุคนี้ส่วนใหญ่มีปัญหาเนื่องจากสมองกับหัวใจขัดแย้งกันจึงมีผลทำให้คนสับสนระหว่างความจริงกับความเสมือนจริง เช่น ต้องการทั้งความสะดวกสบายจากวัตถุและความสงบสุขในจิตใจ หรือต้องการทั้งเงินและพระเจ้า ในความขัดแย้งเหล่านี้เราจะเลือก หรือเราจะผสานระหว่างโลกสมมติกับโลกความเป็นจริงให้มาเจอกันได้อย่างไร และเราจะรู้จักทุกสิ่งตามความเป็นจริงได้อย่างไร ... เราต้องเข้าใจให้ชัดระหว่างความขัดแย้ง ระหว่างสมองกับหัวใจ สมองนั้นมักจะรู้ว่าอะไรดี อะไรมีประโยชน์ หรือรู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ เช่น รู้ว่าสิ่งแวดล้อมกำลังมีปัญหา เราจึงควรอนุรักษ์ธรรมชาติ สมองรู้ว่าประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดี ธรรมะเป็นสิ่งที่ควรนำมาปฏิบัติ สมองรู้หมดว่าอะไรดีไม่ดี แต่บ่อยครั้งหัวใจของเรามันไปอีกทางหนึ่ง เช่น อยากสบาย อยากทำตามใจตัวเอง ทั้งๆ ที่รู้ว่าสิ่งแวดล้อมมีปัญหา แต่เป็นเพราะติดใจกับความสะดวกสบาย เราจึงใช้โฟมใช้พลาสติกกันอย่างไม่ยั้ง

เรารู้ว่าประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดี ..... แต่พอชาวบ้านมาประท้วงทำให้รถติด เราก็ไม่พอใจ นี่เป็นความขัดแย้งระหว่างสมองกับหัวใจ หรือระหว่างเหตุผลกับอารมณ์ เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ส่วนใหญ่แล้วสมองมักจะไปไกลกว่าหัวใจ โดยเฉพาะยุคนี้ ที่เน้นเรื่องการคิดมากกว่าการฝึกฝนจิตใจ เหตุผลจึงมักจะก้าวหน้ากว่าอารมณ์ ประเด็นก็คือว่าเราต้องพัฒนาอารมณ์ขึ้นมาเพื่อให้ไล่ทันเหตุผลหรือบ่มเพาะหัวใจให้กลมกลืนกับสมอง แต่แค่นั้นยังไม่พอ บางครั้งสมองก็เกเรได้เหมือนกัน ก็จำเป็นต้องพัฒนาหัวใจให้มากำกับสมองให้ไปในทางที่ถูก ... อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องไม่ลืมการพัฒนาสมองด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่แค่พัฒนาสมองให้รู้จักคิด มีเหตุผล ไม่เกเรหรืองมงายเท่านั้น หากยังต้องพัฒนาสมองให้เห็นว่า เหตุผลมีข้อจำกัดอยู่เหมือนกัน เหตุผลไม่ใช่เป็นคำตอบของทุกสิ่งทุกอย่าง เราต้องรู้จักฟังหัวใจบ้าง เพราะการตัดสินใจบางอย่างทำด้วยเหตุผลล้วนๆ มันแห้งแล้งและขาดเมตตาธรรม

สมองที่รู้จักแต่เหตุผลแต่ไม่ฟังหัวใจ ..... สามารถสร้างปัญหาได้มากมาย เหตุผลนั้นมีข้อจำกัดเสมอ อีกทั้งยังพลิกได้ สามารถโน้มน้าวให้เราทำดีหรือหลอกให้เราทำชั่วก็ได้ บางคนจึงบอกว่าแม้แต่ผีห่าซาตานก็มีเหตุผลของมัน ในพระไตรปิฎกจะมีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับมารที่มาล่อหลอกให้พระพุทธเจ้าเลิกเทศนาสั่งสอนคน หรือหลอกให้ภิกษุภิกษุณีเลิกปฏิบัติธรรม สึกไปเป็นฆราวาส วิธีการที่มารใช้ก็คือเอาเหตุผลมาล่อหลอก ซึ่งฟังดูก็เคลิ้มได้เหมือนกัน แต่มันเป็นเหตุผลของมาร เพราะฉะนั้นเราอย่าไปหลงติดกับเหตุผล ต้องรู้เท่าทันข้อจำกัดของมันด้วย แต่จะรู้เท่าทันได้ก็ต้องพัฒนาสมองหรือปัญญาให้เห็นข้อจำกัดของมัน ขณะเดียวกันก็ควรพัฒนาจิตใจหรืออารมณ์ให้สามารถกำกับแนะนำสมองในทางที่ถูกด้วย ... สิ่งที่เราเรียกว่าการพัฒนาทางด้านจิตวิญญาณ คือการที่เราพัฒนาปัญญาจนกระทั่งเห็นถึงข้อจำกัดของสิ่งต่างๆ เช่น เห็นว่าสิ่งดีๆ นั้นก็มีข้อเสียเหมือนกัน ไม่ควรที่เราจะไปติดยึดกับมัน ไม่ว่าจะเป็นความดีหรือธรรมะ หรือแม้แต่พุทธศาสนา ถ้าเราเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ไม่ถูกต้องก็เป็นโทษแก่เราได้ อย่างที่พระพุทธเจ้าบอกว่าการศึกษาธรรมะเหมือนการจับงูพิษ ถ้าศึกษาไม่เป็นก็เกิดโทษได้

ชีวิตที่ดี ..... คือชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์ ชีวิตที่ดีไม่ใช่ชีวิตที่มั่งคั่ง

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    18/04/2004 01:14 AM

 


หนังสือเรื่อง ..... กรรมกรข่าว
เขียนโดย ..... สรยุทธ สุทัศนะจินดา


สรยุทธ ..... พิธีกรฝีปากกล้าจากรายการถึงลูกถึงคน จับปากกาถ่ายทอดประสบการณ์ทางด้านการข่าวที่มีมากว่า 15 ปี ออกพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มแรกโดยใช้ชื่อว่า กรรมกรข่าว ... บ่ายวันที่ 1 เมษายน 2547 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้มีการเปิดตัวหนังสือเล่มแรกของพิธีกรฝีปากกล้า สรยุทธ สุทัศนะจินดา จากรายการถึงลูกถึงคน โดยมีอดีตคู่หูพิธีกรสาว สู่ขวัญ บูลกุล จากรายการเรื่องเล่าเช้านี้ มาร่วมสนทนากันแบบถึงลูกถึงคน เจาะลึกเรื่องราวและประสบการณ์ทางด้านการทำข่าว มากว่า 15 ปี ซึ่งผ่านการทำงานมาแล้วทุกสื่อ ไม่ว่าจะเป็นนักหนังสือพิมพ์ วิทยุ รวมทั้งโทรทัศน์ และพิธีกรต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นรายการ "ถึงลูกถึงคน" และ "คุยคุ้ยข่าว" ที่กำลังจะออกอากาศให้ได้ชมกันในเที่ยงของวันเสาร์และอาทิตย์ ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี ... สำหรับเนื้อหาของหนังสือ กรรมกรข่าวนั้น จะเป็นการรวมประสบการณ์ในการใช้ชีวิตตั้งแต่เด็ก ๆ ซึ่งเจ้าตัวเผยเองว่าเคยเป็นเด็กเกเรและมีปัญหามาก่อน รวมทั้งประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ถูกสั่งสมมานานในเรื่องของการทำงาน ซึ่งคลุกคลีอยู่ในแวดวงการข่าว

ทั้งนี้ สรยุทธ พิธีกรคนดัง ได้เผยว่า ..... อยากจะทำหนังสือขึ้นมาสักเล่มหนึ่งเป็นหนังสือที่รวมประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของเค้า ตั้งแต่เด็ก ๆ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร รวมทั้งเรื่องราวของการทำงานที่กว่าจะมาถึงตรงนี้ได้นั้น เค้าต้องเจอกับอะไรมาบ้าง ซึ่งตอนนั้น ทำงานแรกๆ ทำอะไรไม่เป็นเลย แต่ชอบที่จะทำ ก็ช่วยเขาทุกๆ อย่างลองผิดลองถูกมาแล้วทุกอย่าง ... สำหรับชื่อหนังสือที่ว่าทำไมถึงต้องใช้ชื่อกรรมกรข่าว นั้น ... ก็มาจากว่า เราไม่เคยคิดเลยว่าสิ่ง ที่เราทำนั้นมันคืองาน เราสนุกกับมันมาโดยตลอด วันหนึ่งจะนอนประมาณ 4-5 ชั่วโมง งานทุกอย่างไม่ว่าจะหนักยังไง เค้าไม่เคยเกี่ยงเลยขอแค่ว่าให้ได้ทำเถอะ จากเด็กที่ทำอะไรไม่เป็นก็เริ่มพัฒนาตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ จนสามารถทำเป็นหมดทุกอย่างแล้ว ก็เปรียบได้กับเป็นกรรมกร แต่เป็นกรรมกรในสายข่าวเท่านั้นเอง และหนังสือเล่มนี้ จะเป็นการเล่าเรื่องที่อ่านได้เข้าใจง่าย ภาษาก็ไม่ได้สละสลวยอะไรเป็นภาษาชาวบ้านๆ ซึ่งทุกๆ อย่างในหนังสือเล่มนี้ ก็จะบ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของเค้าได้เป็นอย่างดี ...

การเดินทางในถนนสายข่าวนั้น ..... ต้องฝ่าฝันอุปสรรคมามากมาย กว่าจะมายืนในแถวหน้าของวงการโทรทัศน์ในฐานะพิธีกรที่มีผู้ให้การยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งได้นั้น พิธีกรฝีปากกล้าต้องประสบอะไรมาบ้าง พิสูจน์ได้ใน ... กรรมกรข่าว

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    9/04/2004 01:01 AM

 


หนังสือเรื่อง ..... รู้ทันทักษิณ
เขียนโดย ..... อาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ส.ว.กรุงเทพฯ


อาจารย์เจิมศักดิ์ ..... เตรียมออกเล่ม 2 "รู้ไม่ทันทักษิณ" จ่อคิว หลังเปิดตัว"รู้ทันทักษิณ"วันแรกถูกจองเกลี้ยง เผยอัมมาร สยามวาลา เตรียมแฉนโยบายลดแลกแจกแถม อดีตเอกอัครราชทูตอาสาชำแหละนโยบายต่างประเทศ ... การเปิดตัวหนังสือ"รู้ทันทักษิณ" โดยนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ส.ว.กรุงเทพฯ ในฐานะบรรณาธิการ ได้แถลงเปิดตัวอย่างเป็นทางการ วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2547 โดยเปิดเผยถึงแนวคิดในการออกหนังสือดังกล่าวว่า เดิมคิดทำรายการทีวีในชื่อเดียวกันนี้ เมื่อปี 2546 แต่บังเอิญ ทั้งรายการทีวี และวิทยุของเขา ได้ถูกปิดไปในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ต้องพับโครงการไป แต่ในที่สุดก็ระดมความคิดร่วมกับทีมงาน และนักวิชาการ ในที่สุดจึงออกมาเป็นหนังสือเล่มดังกล่าว

ทั้งนี้อาจารย์เจิมศักดิ์ ยังยอมรับว่า ..... การทำหนังสือรู้ทันทักษิณ ถือเป็นทางออกของเขา ในฐานะคนทำสื่อ ที่ไม่สามารถออกสื่อทีวี และวิทยุได้ และยังต้องการสะท้อนความคิดเห็นของนักคิดนักวิชาการและผู้คน พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่ได้กำหนดออกมาในช่วงรัฐบาลขาลง แต่เตรียมการมาเป็นปี นักวิชาการแต่ละคนใช้เวลาเขียน 3-4 เดือน ... สำหรับการรวบรวม 14 นักวิชาการ มาร่วมกันเขียนนี้ ได้ยึดหลักในการคัดเลือกผู้เขียน คือ เป็นผู้ที่มีชื่อเสียง ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองและทางธุรกิจ, มีผลงานทางวิชาการ เป็นนักคิด นักวิเคราะห์ เพื่อป้องกันข้อครหา และแต่ละคนก็จะเจาะแต่ละด้านในประเด็นที่ไม่ซ้ำกัน

อาจารย์เจิมศักดิ์ ยอมรับว่า ..... นายกฯทักษิณ เป็นนายกฯที่ฉลาด แต่ความฉลาดเป็นสิ่งที่น่ากลัว ถ้าแรงบันดาลใจ แรงจูงใจไม่ได้ ก็อันตรายต่อประเทศ ถ้าแรงบันดาลใจ การตรวจสอบไม่ดี เขาก็จะทำอะไรก็ได้ ถ้าเราตามไม่ทัน และจะมีลูกล่อลูกชน หลอกประชาชนไปตลอด แต่ถ้าดีประชาชนก็ต้องตามให้ทัน เพราะอาจจะเปลี่ยนได้ ความรู้ทันไม่ใช่ตามแง่ไม่ดี ... นอกจากนี้ อาจารย์เจิมศักดิ์ ยังกล่าวด้วยว่า ยังจะมีเล่มที่ 2 ออกมาต่อเนื่องอีก จริงๆแล้วมีมากกว่า 14 คน แต่ยังไม่เสร็จ แต่นี้ก็หนา 260 หน้า คิดว่าออกเล่ม 1 ไปก่อน เล่ม 2 จะตามมา คิดชื่อไว้ในใจว่า อาจจะใช้ชื่อ "รู้ไม่ทันทักษิณ" อะไรรู้ไม่ทันก็เขียนมาเลย

สำหรับนักเขียนในเล่ม 2 นั้น ..... อาจารย์เจิมศักดิ์ ระบุว่า เป็นนักเขียนที่เขียนเสร็จไม่ทันเล่ม 1 อาทิ ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ และประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ ซึ่งจับเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ ประเภทลดแลกแจกแถม นโยบายประชานิยม ว่ามีผลกระทบอย่างไร เบื้องหลังเบื้องลึกของนโยบายเป็นอย่างไร ... ดร.ธเนศ เจริญเมือง นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็จะเขียนในมุมมองการเมืองระดับท้องถิ่น เขาจะมองว่านายกฯทักษิณเล่นกับการเมืองท้องถิ่นอย่างไร ... ดร.ชัยวัฒน์ สถาอนันต์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็จะชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้กำลังเล่นกล เป็นมายากลหรือเมจิก คือสิ่งที่ทำมันดูสดใหม่ แจ๋วจริงหรือ อันนี้หนักหนา นอกจากนี้ยังมีอ.สุริชัย หวันแก้ว ...

อาจารย์เจิมศักดิ์ ระบุว่า ..... พอมีข่าวเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ อดีตเอกอัครราชทูตไทย ท่านหนึ่งที่เกษียณแล้ว ก็ได้โทรศัพท์มาหาผม และขออาสาเขียนในเล่ม 2 รู้ทันด้านการต่างประเทศของรัฐบาลทักษิณ ขณะนี้มีคนรับอาสาเขียนด้านโน้นด้านนี้เพิ่มเข้ามามากมาย ... อย่างไรก็ตามเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในเล่ม 2 จะเขียนด้วยหรือไม่ ซึ่งอาจารย์เจิมศักดิ์ ก็รับว่า ท่านอาจจะเขียนด้วย แต่เล่มแรกที่ไม่ยังเขียนเอง เพราะคิดว่าไม่เหมาะ เพราะอาจถูกครหาว่ามีอคติ มีแต่เสีย เลยคิดว่าไปเอานักวิชาการมาเขียน จะได้ไม่หาว่าถูกตนครอบงำได้ คนที่มีชื่อในหนังสือ ถูกครอบงำไม่ได้แน่

อาจารย์เจิมศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า ..... ผมไม่ได้อวดเก่ง แต่เราต้องเป็นปลาเป็นที่ว่ายทวนน้ำ ถ้าว่ายตามน้ำคือปลาตาย ให้น้ำพัดไป เห็นใจสื่อที่ต้องอยู่รอดทางธุรกิจ เชื่อว่า 14 คนที่เขียนเซ็นเซอร์ตัวเองไม่น้อย เขาก็กลัวเป็น นักเขียนบางคนเอาไปให้นักกฎหมายอ่านแล้วอ่านอีก ก่อนจะนำมาให้ผม ก่อนส่งก็ขอให้ผมดูแล้วดูอีก ยอมรับว่ามีการปรับให้เบาลง ถามผมว่ากลัวไหม ตอบว่ากลัวก็มนุษย์นี่ ... ส่วนที่มีการมองว่าหนังสือเล่มนี้ออกมาในช่วงที่รัฐบาลทักษิณอยู่ในช่วงขาลง และอาจถูกมองว่าเป็นพวกแนวต้านรัฐบาลนั้น ... อาจารย์เจิมศักดิ์ ยืนยันว่า ความเป็นกลางต้องมีจุดยืน ที่สำคัญผู้เขียนทุกคนไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือมีผลประโยชน์ใดๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า ได้เตรียมตัวรับสถานการณ์ หากมีการตอบโต้จากฝ่ายรัฐบาลกลับมาหรือไม่ ซึ่งอาจารย์เจิมศักดิ์ กล่าวว่า ก็คาดว่าจะถูกตอบโต้ แต่ก็ไม่ได้เตรียมตัวรับ คิดว่าตัวมันเองจะตอบโต้ตัวมันเอง

สำหรับบรรยากาศในการเปิดหนังสือ ..... "รู้ทันทักษิณ" ที่ร้านบ้านใร่กาแฟในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนจำนวนมาก รวมทั้งประชาชนที่แวะเวียนเข้ามาดื่มกาแฟภายในร้าน โดยได้มีการซักถามอาจารย์เจิมศักดิ์ โดยเฉพาะประเด็นไม่เกรงกลัวอำนาจรัฐบาลหรือ เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นมุมมองที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของรัฐบาลนี้ ... อย่างไรก็ตามในการพิมพ์ครั้งแรก จำนวน 5 พันเล่ม ปรากฏว่าได้มีสำนักพิมพ์ต่างๆได้ติดต่อเข้ามาในระหว่างการแถลงข่าว เพื่อขอจอง จนหมด และต้องสั่งพิมพ์ครั้งที่สองเพิ่มอีก 5 พันเล่ม

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    9/04/2004 12:06 AM

 


หนังสือเรื่อง ..... ต้องแพ้เสียก่อนจึงจะชนะได้
เขียนโดย ..... สนธิ ลิ้มทองกุล


บันทึกของสนธิ ลิ้มทองกุล ..... เกี่ยวกับความคิด และการทำงานของเขา เพื่อเป็นกำลังใจให้คนที่ล้มแล้วลุกขึ้นมาสู้ต่อไป ... ทำไมจะต้องรอให้แก่ชราเสียก่อนถึงจะพูดเรื่องในอดีต? ... ทำไมต้องรอให้ประสบความสำเร็จเสียก่อน แล้วค่อยกลบเกลื่อนเรื่องในอดีต พูดแต่เรื่องความยิ่งใหญ่ของตัวเอง? ... ทำไมจะต้องก้มหน้าก้มตาหลบผู้หลบคน เพียงเพราะเราล้มเหลวในเรื่องการทำงาน? ... ขอเพียงเรื่องที่ทำ ไม่ผิดคุณธรรมก็ไม่มีอะไรที่น่าจะต้องหลบหนีหน้าตากัน

สนธิ ลิ้มทองกุล ..... จะนำความผิดพลาดในการทำงานตั้งแต่กลับจากต่างประเทศเมื่อ 10 ปีที่แล้วมาตีแผ่เป็นขั้นตอนเพื่อให้คนรุ่นหนุ่มที่กำลังก้าวขึ้นมาได้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจ บันทึกนี้ไม่ใช่บันทึกระดับชาติหรือระดับโลก แต่บันทึกนี้จะเล่าให้ฟังเป็นครั้งแรกในวงการธุรกิจเมืองไทยถึงเบื้องหลังปัญหาการล้มเหลว ตลอดจนการประสบความสำเร็จ บันทึกนี้ไม่ใช่บันทึกของความสำเร็จแต่เป็นบันทึกของบทเรียน บันทึกนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ต้องการเก็บไว้เป็นหนังสืออนุสรณ์งานศพในอีก 20-30 ปีข้างหน้า เพราะเรื่องบันทึกนี้ยังเป็นเรื่องใหม่สด และผู้อ่านสามารถนำไปใช้ในการทำงานได้ ... มนุษย์ทุกคนมีอดีต อดีตบางอย่างควรเก็บไว้กับตัวเอง แต่อดีตบางอย่างควรนำออกมาเผยแพร่ให้เป็นวิทยาทานกับคนหนุ่มคนสาวให้เป็นประโยชน์ต่อวงการบริหาร

บันทึกนี้กล่าวว่า ..... “จะมีคนอยู่สามประเภทที่จะอ่านบันทึกนี้ พวกแรกคือเพื่อนฝูงที่เห็นใจ ... พวกที่สองคือคนที่อยากเรียนรู้ ... พวกที่สามคือพวกที่เกลียดขี้หน้าคนเขียน จะได้เอามาซ้ำเติม” ... การซ้ำเติมไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย หากเป็นเสมือนกำลังใจที่ให้มีมานะในการต่อสู้อีกต่อไป ... ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยกล่าวว่า “มีคนในโลกนี้อยู่ 2 ประเภท ประเภทแรกคือ คนที่ล้มแล้วลุกไม่ได้เลย ประเภทที่สองคือคนที่จะล้มกี่ครั้งแล้วก็ยังพยายามลุกขึ้นมาอีกทุกครั้งไป” ...

ผู้เขียนกล่าวว่า ..... หากบันทึกนี้สามารถจะเป็นกำลังใจให้คนที่ล้มแล้วลุกขึ้นมาสู้ต่อไป และเป็นบทเรียนให้กับคนหนุ่มสาวในการทำงานได้แล้วละก็ จะมีคนอีกสักล้านคนมาซ้ำเติมผู้เขียนบันทึกนี้ก็คงจะไม่เป็นไรกระมัง?

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    8/04/2004 11:14 PM

 


หนังสือเรื่อง ..... หลับ
เขียนโดย ..... นักเขียนญี่ปุ่นชื่อ ยามาโมโต บานานา
แปลโดย ..... เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย

เรา ..... กำลังจะเข้านอนตอนบ่าย 3 ยืนยันว่าเข้านอนจริงๆ
ไม่ใช่แค่งีบสัก 5-10 นาที แต่ตั้งใจไว้ว่าอาจหลับยาวถึงพลบค่ำ

และ ..... ไม่ใช่การหลับธรรมดา ประมาณว่าไม่ได้นอนมาทั้งคืน แล้วมาหลับเอาช่วงบ่าย แต่เรากำลังจะหลับเพื่อ "หนีปัญหา" ขอบอกว่า เราชอบการนอนหลับมากที่สุด สามารถนอนข้ามวันได้สบาย และ กล่อมให้ตัวเองหลับได้ในทุกครั้งที่ต้องการ โดยเฉพาะยามมีปัญหาหนักใจ เราจะหลับได้ง่ายมากที่สุด

จำได้ว่า ..... ตอนเด็กๆ เราก็ติดนิสัยนอนหลับเพื่อหนีปัญหามาโดยตลอด ทุกครั้งที่โดนแม่ดุ แล้วร้องไห้ฟูมฟาย สุดท้ายเราก็มักจะหลับไปทั้งน้ำตา เข้าโรงเรียนโดนเพื่อนแกล้ง เราก็มักเดินไปห้องพยาบาลในสภาพอ่อนปวกเปียก แกล้งบอกเจ้าหน้าที่พยาบาลว่าปวดหัวตัวร้อน แล้วก็หาเรื่องขอหลบเข้าไปนอนทุกครั้งไป พอโตขึ้นมา เมื่อเกิดอาการอารมณ์ไม่ดี เพราะปัญหามาเยือน เราก็หาเรื่องหยุดเรียนเอาซะดื้อๆ หรือหากมีปัญหากับเพื่อน เราก็เลือกเดินหนีเข้าห้องล็อกประตู แล้วเข้าสู่ห้วงนิทรา ... ปัญหาชวนปวดใจแบบไม่หนักหนา เราก็นอนน้อยหน่อย แต่หากปัญหาใหญ่ทุกข์หนัก นาทีในการนอนก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

เรา ..... ได้อ่านหนังสือเรื่อง "หลับ" เขียนโดยนักเขียนญี่ปุ่นชื่อ "ยามาโมโต บานานา" เมื่ออ่านจบ เราก็รู้สึกเหมือนเป็นตัวละครในหนังสือ พฤติกรรมการนอนของตัวละครในเรื่องช่างใกล้เคียงกับชีวิตจริงของเราเหลือเกิน และนั่น ทำให้เรารู้สึกว่า อาการ "นอนหลับเพื่อหนีปัญหา" ของเรา ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดเกินกว่ามนุษย์สักคนจะทำได้ แต่ประการใด เรารู้สึกมาโดยตลอดว่า การนอนหลับนอกจากจะเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดแล้ว ยังถือเป็นการเยียวยาอารมณ์ความรู้สึกของคนเราได้ดีอีกด้วย

ขณะหลับใหล ..... ร่างกายทุกส่วนของเราได้รับการพักผ่อนและฟื้นฟูเต็มที่ สมองก็ผ่อนคลายกว่าเวลาไหนๆ ที่สำคัญมันทำให้เราได้พาตัวเองหลีกลี้ไปจากโลกความจริงอันแสนน่าเบื่อหน่าย เจ็บปวด หรือโหดร้าย เข้าสู่โลกความฝันล้วนๆ เป็นเวลานานเท่าที่ใจต้องการ

เราค้นพบว่า ..... หลังการหลับใหลเพื่อหนีปัญหา เราจะตื่นขึ้นมาพร้อมความสดชื่น อารมณ์ดีแจ่มใส และสมองปรอดโปร่งโล่งอย่างมหัศจรรย์ การนอนหลับนอกจากช่วยให้เรา ได้พักความอ่อนล้าทางกายแล้ว ยังช่วยให้เรา ได้พักความเหนื่อยหน่ายท้อแท้ทางอารมณ์ และ ความรู้สึกอีกด้วย เราถือว่าการนอนหลับเปรียบเสมือนการถอยไปตั้งหลักอยู่ในมุมสงบส่วนตัว ก่อนก้าวออกมาอย่างองอาจมั่นใจ เพื่อต่อสู้กับปัญหานานับประการ ที่เกิดขึ้นก่อนหลับใหล



โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    4/03/2004 08:18 AM

 


หนังสือเรื่อง ..... โอวาทสี่ท่านเหลี่ยวฝาน
ถอดความโดย ..... เจือจันทน์ อัชพรรณ


ผมเคยมีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรก ..... เมื่อสมัยอยู่ปีสามตอนเรียนที่จุฬาฯ มีโอกาสอ่านครั้งที่สองตอนทำงานแล้ว เพราะได้รับเป็นหนังสือแจกในงานเผาศพงานหนึ่ง กลับไปไทยเที่ยวที่แล้ว เพื่อนคนหนึ่งให้หนังสือเล่มนี้มา เนื้อหาของหนังสอเล่มนี้ มีอะไรที่ให้ข้อคิดดีๆมากทีเดียว ทุกครั้งที่อ่านไม่เคยรู้สึกเบื่อเลย ผมเคยคิดว่าถ้าชีวิตของผู้คนโดนกำหนดไว้แล้วด้วยโชคชะตา เราจะมีโอกาสแก้ไขโชคชะตาเหล่านั้นบ้างไหม? หลายคนเชื่อว่าแก้ไขอะไรไม่ได้ปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามโชคชะตา แต่หลังจากอ่านหนังสือ "โอวาทสี่ท่านเหลี่ยวฝาน" แล้ว ได้ข้อคิดดีๆเปลี่ยนความคิดจากที่เคยเชื่อว่าโชคชะตาเป็นตัวกำหนดชีวิตผู้คนมาเป็นว่าชีวิตของเราสามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ และเราเป็นคนกำหนดด้วยตัวของเราเองต่างหาก

ท่านเหลี่ยวฝาน ..... เคยไปพบกับท่านผู้เฒ่าข่ง ซึ่งสามารถพยากรณ์เรื่องต่างๆได้แม่นยำมาก ท่านผู้เฒ่าข่งทำนายท่านเหลี่ยวฝานไว้ว่า ปีใดจะสอบได้เป็นนักเรียนหลวง ปีใดจะได้เป็นนายอำเภอ จะสิ้นอายุขัยตอนอายุ ๕๓ ปี ไม่มีบุตรไว้สืบสกุล ภายหลังปรากฎว่าสิ่งต่างๆที่ท่านผู้เฒ่าข่งทำนายไว้ ได้ปรากฏเป็นจริงตามคำพยากรณ์ ท่านเหลี่ยวฝานจึงปักใจเชื่อและปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามคำพยากรณ์โดยไม่คิดจะกระตือรือล้น ขวนขวายอะไร จนกระทั่งท่านไปพบกับท่านอวิ๋นกุเถระที่พลิกชะตาชีวิตท่าน ท่านอวิ๋นกุเถระให้ข้อคิดดีๆแก่ท่านเหลี่ยวฝานว่า

"อันที่จริงคนเรานั้น ..... ถ้าจิตไม่ว้าวุ่น ทำจิตให้สงบได้แล้วก็เกือบจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ พ้นจากความเป็นปุถุชนได้แล้ว แต่คนธรรมดานั้น จิตใจยากที่จะสงบได้ การฟุ้งซ่านนี่เองที่ทำให้คนเราถูกผูกมัดด้วยอำนาจพลังบวกและพลังลบของธรรมชาติ ทำให้ไม่มีอิสระเสรีต้องขึ้นกับดวงชะตาราศีและการโคจรของดวงดาวบนท้องฟ้าที่โหราจารย์ได้ทำสถิติกันไว้ โหราศาสตร์จึงมีขึ้นด้วยเหตุนี้ ก็มีแต่สามัญชนคนธรรมดาเท่านั้น ที่ถูกกำหนดได้ตามวิชาโหราศาสตร์ แต่ถ้าคนที่ทำความดีมากๆแล้ว ชะตาชีวิตจักทำอะไรได้ โหราศาสตร์นั้นหยั่งไม่ถึงกรรมดีกรรมชั่วของคนเราหรอก วิชาโหราศาสตร์จึงยึดถือเป็นบรรทัดฐานไปหมดมิได้เพราะคนดีนั้นถึงแม้ชะตาชีวิตจะบ่งว่าไม่ดีอย่างไร แต่พลังแห่งกุศลธรรมนั้นใหญ่หลวงนัก สามารถพลิกความคาดหมายของโหราศาสตร์ได้ คนจนก็กลายเป็นคนรวยได้ คนอายุสั้นก็กลายเป็นคนอายุยืนได้ ในทำนองเดียวกัน คนที่สร้างอกุศลกรรมอย่างหนักไว้ ชะตาชีวิตก็ไม่สามารถผูกมัดเขาได้เช่นกัน แม้จะถูกลิขิตว่าจะได้ดีมีสุขอย่างใด แต่พลังแห่งอกุศลนั้นใหญ่หลวงนัก ย่อมสามารถเปลี่ยน ความสุขเป็นความทุกข์ ความมีลาภยศกลายเป็นหมดลาภยศ ความมีอายุยืนก็กลายเป็นอายุสั้นเช่นกัน..."

"สิ่งทั้งหลาย ..... ขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัย ชะตาชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน อนาคตเราต้องสร้างของเราเอง .... คนเราในโลกนี้ แม้จะอยู่ในภาวะแวดล้อมเดียวกัน ในเวลาที่ไม่ต่างกันแต่บางคนได้รับแต่สิ่งดี มีความสุข บางคนกลับได้รับแต่ความเดือดร้อนเป็นทุกข์ .... เหล่านี้ล้วนแต่เป็นผลที่เกิดจากใจของตน ทุกคนสร้างเหตุที่จะทำให้เกิดผลดีผลชั่วจากใจของตนทั้งสิ้น ผู้ไม่รู้ย่อมถือว่าเป็นชะตาชีวิตที่ลิขิตมาแล้วแก้ไขไม่ได้ หารู้ไม่ว่า ก็ทุกสิ่งเกิดจากใจของตนแล้ว ทำไมตนเองจะแก้ไขไม่ได้เล่า"

ท่านเหลี่ยวฝาน ..... หลังจากได้ฟังข้อคิดดีๆจากท่านอวิ๋นกุเถระแล้ว ได้หมั่นประกอบความดี เปลี่ยนแปลงเหตุและปัจจัยที่เคยทำอยู่ สุดท้ายท่านสามารถเปลี่ยนชะตาชีวิต ท่านถึงแก่อนิจกรรมเมื่ออายุ ๗๔ ปี มีบุตรสืบสกุล

โอวาทหลักสี่ข้อที่ท่านเหลี่ยวฝานยึดถือปฏิบัติคือ
๑. การสร้างอนาคต
๒. การแก้ไขความผิดพลาด
๓. การสร้างความดี
๔. การถ่อมตน

อ่านหนังสือเล่มนี้จบลงแล้วได้ข้อคิดดีๆหลายอย่างแก่ตัวเอง
และเชื่อมั่นว่ามนุษย์เป็นผู้สามารถจะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตนเองได้

 
     
â´Â : ชีวประภา     14/02/2004 03:48 PM

 


หนังสือเรื่อง ..... Men are from Mars Women are from Venus
เขียนโดย ..... John Gray, Ph.D.
ชื่อภาษาไทยว่า ..... ผู้ชายมาจากดาวอังคาร ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์
แปลโดย ..... สงกรานต์ จิตสุทธิภากร


หนังสือเล่มนี้ ..... เป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในอเมริกาติดต่อกันกว่า ๒๓๐ สัปดาห์มีการแปลเป็นภาษาต่างๆทั่วโลก สมัยผมเรียนวิชา Business Communications อาจารย์ท่านหนึ่งให้ข้อคิดแก่พวกเราดีมาก ท่านบอกว่า "ขอร้องว่าอย่ารีบด่วนสรุปและตัดสินผู้คนเอาดื้อๆว่าคนๆนี้เป็นแบบนี้เพราะเขาเป็นผู้ชาย หรือว่า หล่อนเป็นผู้หญิง"

คงจริงกระมัง ..... หลายๆครั้งที่ผู้คนไม่พยายามเข้าใจเพศตรงข้าม แต่ด่วนสรุปเอาว่า เพราะว่าเขาเป็นผู้ชาย ดังนั้นจึงเจ้าชู้ ไม่มีความเป็นระเบียบ นอนตื่นสาย ชอบกินเหล้า ฯลฯ ขณะเดียวกันผู้ชายหลายๆคนก็ไม่พยายามที่จะเข้าใจผู้หญิง แต่ตั้งคำถามว่าทำไมผู้หญิงช่างเรื่องมาก ขี้บ่น ขี้นินทา อารมณ์ปรวนแปรง่าย ฯลฯ

มันถูกต้องไหม ..... ที่ไปเที่ยวตัดสินผู้คนจากความเข้าใจของตนเอง
ที่ไม่เคยมองจากมุมมองของเพศตรงข้ามเลย?
เราเคยพยายามมองอะไรในมุมมองของเพศตรงข้ามบ้างไหม?
เราเคยพยายามเข้าใจเพศตรงข้ามมากขึ้นบ้างไหม?
หรือว่าเราดีแต่จะให้เพศตรงข้ามเข้าใจเราฝ่ายเดียว?

หนังสือเล่มนี้ ..... ให้ข้อคิดดีๆ แก่ชายหญิงทั้งหลาย ให้หันมาทำความเข้าใจเพศตรงข้ามมากขึ้นเรื่องเดียวกัน ชายและหญิงต่างมีมุมมองที่ต่างกัน ปัญหาและข้อขัดแย้งต่างๆในชีวิตคู่เกิดขึ้นมาจากความไม่เข้าใจในโลกของเพศตรงข้าม เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ช่วยทำให้ชายหญิงต่างเข้าใจพื้นฐานที่ต่างกันระหว่างโลกของผู้หญิงและโลกของผู้ชายดีขึ้น ถ้าต่างฝ่ายต่างมีความเข้าใจซึ่งโลกของกันและกันดีพอ รู้จักปรับตัวให้สอดคล้อง ช่วยเติมความรู้สึกดีๆให้แก่กัน ความรักและความปรารถนาดีจะช่วยส่งผลทำให้ความรักที่มีต่อกันเป็นสัมพันธภาพที่ยืนนานตลอดไป

 
     
â´Â : ชีวประภา     4/02/2004 11:55 PM

 


หนังสือเรื่อง ..... เมืองแก้ว [ The Fallen Country ]
เขียนโดย ..... สมเถา สุจริตกุล
เล่าโดย ..... จิตรกร บุษบา


ความรักในอาณาจักรแห่งความกลัว

“มีหลายอย่างในชีวิตที่เราควรโยนใส่ส้วม แล้วกดชักโครกทิ้งให้สิ้นซาก”

คำรำพึงของตัวละครที่ เอส.พี. สมเถา หรือ สมเถา สุจริตกุล นักประพันธ์เจ้าของรางวัลเวิลด์ แฟนตาซี อวอร์ด และรางวัลระดับนานาชาติอีกจำนวนมาก กล่าวไว้ในหนังสือที่ชื่อ เมืองแก้ว [ The Fallen Country ] เป็นคำรำพึงที่ควรค่าแก่การคิดใคร่ครวญ โดยฉพาะในห้วงที่จวนๆ จะสิ้นปีเช่นนี้

เมืองแก้ว ..... เป็นนิยายเยาวชนแนวแฟนตาซีที่มีลักษณะของ เมจิคอล เรียลลิซึ่ม คือโลกของจินตนาการที่ถูกกำหนดให้เดินเรื่องผสมผสานไปกับโลกที่เป็นจริง เช่นนี้แล้วผู้อ่านจึงได้รับโอกาสให้เดินทางโลดโผนไปกับจินตนาการในดินแดนแห่งน้ำแข็งยะเยือกร่วมกับ บิลลี่ เด็กกำพร้าในเรื่อง ซึ่งถูกพ่อเลี้ยงใจทรามเฆี่ยนตีกระทำทารุณต่างๆ นานา โดยมีแม่อุปถัมภ์ผู้เพิกเฉยเย็นชา ร่วมอยู่ในคืนวันอันเลวร้ายนั้นโดยมิได้สะทกสะท้าน ขณะเดียวกันก็จะต้องเศร้าสร้อยหงอยเหงาไปกับการ สู้ชีวิต ของบิลลี่ ในโลกจริงซึ่งโหดเหี้ยมนี้ แต่ก็ยังชุ่มชื่น เมื่อสมเถาสร้างตัวละครกลุ่มหนึ่งขึ้นมาถ่วงดุลและลบล้างโลกในซีกที่ร้าย

สมเถาเปลี่ยนเรื่องง่ายๆ ..... ให้ซับซ้อนขึ้น แต่สนุกโลดโผนไม่เบา เขาเล่าว่าเหตุการณ์บางอย่างที่เป็นต้นทุนของเรื่องแต่งนี้มีเขาความจริง มันคือชีวิตของเด็กหนุ่มอเมริกันที่ชื่อเจย์ กาลลาเกอร์ เด็กกำพร้าที่ถูกส่งผ่านครอบครัวอุปถัมภ์บ้านแล้วบ้านเล่า ซึ่งแต่ละบ้านที่รับอุปถัมภ์นั้น ล้วนต้องการผลประโยชน์จากสวัสดิการรัฐมากกว่ารักที่จะอุปการะเขาจริงๆ เจย์จึงถูกทารุณกรรมสารพัดสารพัน

สมเถาเปลี่ยนเจย์เป็นบิลลี่ ..... บิลลี่ผู้ถูกทารุณทั้งร่างกายและจิตใจ จึงทุกครั้งที่เขาถูกลงโทษอย่างโหดร้าย บิลลี่จะหลบหรือพลัดเข้าไปในโลกอีกใบที่ชื่อ เมืองแก้ว ทันที ที่นั่นเขามีอำนาจที่จะต่อสู้กับ นาย ผู้บงการชีวิตได้ ยิ่งเขาสะสมความเกลียดชังและความแค้นได้มากเท่าไหร่ เขายิ่งมีพลานุภาพที่จะต่อกรกับนาย ในดินแดนแห่งหิมะและนำแข็ง โดยมีมังกรหิมะเป็นพาหนะ และทาสของ นายชั่ว เป็นเดิมพันในการปลดปล่อย แท้จริงสมเถาต้องการบอกสิ่งใดแก่ผู้อ่าน เขาเพียงต้องการสะท้อนปัญหาเล็กๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ภายใต้ร่มไม้ชายคาแห่งใดแห่งหนึ่ง ในบ้านซึ่งมีการใช้ความรุนแรงต่อกันทุกวัน โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงกับเด็กๆ

“ในร่างนักทรมานเด็ก คือเด็กที่ถูกทรมาน”

นี่คือแก่นสาระสำคัญอีกส่วนหนึ่ง ..... ที่สมเถาเติมเต็มคำอธิบายไว้ให้แก่พ่อเลี้ยงชั่ว เพราะในที่สุด เรื่องราวก็เผยถึงอดีตที่เขาเคยถูกกระทำทารุณมาก่อน ทำให้ความเกลียด ความแค้น สุมรุมอยู่ในเนื้อในตัวเขา และกลายเป็นความเจ็บป่วยทางใจที่ชอบทำร้าย กดขี่เด็กๆ เรื่อยมา

นิยายเยาวชนเรื่องนี้ ..... สะท้อนให้เห็นวงจรอุบาทว์ของการปลูกความรุนแรงในครอบครัว แล้วได้กลายเป็นเมล็ดพันธุ์บัดซบที่สามารถงอกงามต่อในภายภาคหน้า เสาะหาเด็กที่จะเป็นเหยื่อของความรุนแรงรื่อยๆ ไป แล้วคุณภาพของสังคมก็ตกต่ำลง

ฟังดูเหมือนเป็นเนื้อหาที่หนักหน่วง น่าเบื่อหน่าย ..... ที่จริงกลับไม่ใช่ ความเชี่ยวชาญในการสร้างเรื่องแฟนตาซีของสมเถาถูกจัดอยู่ในระดับท็อปไฟว์ของอเมริกาเลยทีเดียว เช่นนี้แล้วการปรุงเรื่องเศร้าเคล้าปัญหาในเมืองแก้ว ให้สนุกและอร่อย มีคุณค่าให้โภชนาการที่ดีแก่สมอง ย่อมเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับเขา เช่นที่หนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ กล่าวชมว่า

สมเถาสามารถสร้าง "โลก" ขึ้นมาได้ง่ายดาย ..... กว่านักเขียนบางคนสร้าง "ห้อง" เสียอีก นักอ่านจึงไม่ควรละโอกาสที่จะสัมผัสความระทึกใจที่เขามอบให้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ The Fallen Country นี้ จะได้รับการตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกในอเมริกา และต่อมาการหยิบยกเรื่องเด็กที่ถูกกระทำทารุณมานำเสนอผ่านตัวหนังสือของนักเขียนคนอื่นๆ ก็เกิดขึ้นเป็นจำนวนไม่น้อย เมื่อสมเถาสร้างบิลลี่ขึ้นมาแทนเจย์ เพื่อให้เป็นปากเสียงและหยดน้ำตาของเด็กที่ตกเป็นเหยื่อแห่งความผิดเพี้ยนในครอบครัว และ สังคม เขาก็ไม่ลืมที่จะสร้างตัวละครอย่าง ชาร์ลี ขึ้นมาเป็นคู่เทียบ

ชาร์ลี ..... เติบโตมาในครอบครัวที่เปี่ยมความรัก อบอุ่น เคารพซึ่งกันและกัน และมีการปลูกฝังศีลธรรมจรรยาบางอย่าง แต่วัยที่อ่อนต่อโลกไม่อาจทำให้ชาร์ลีเข้าใจคุณธรรมความดีและแง่งามของโลกที่เขาพบเห็นมาตลอดนั้นอย่างถ่องแท้ กระทั่งได้เจอบิลลี่และลงมือช่วยเหลือนั่นแหละ เขาจึงรู้ว่า บางสิ่งบางอย่างที่ครอบครัวเคยเรียกว่า "สิ่งมีคุณค่า" นั้นมีอยู่จริงในโลก

“เฮ้...บิลลี่ เรานึกว่าเราจะเป็นฝ่ายช่วยเพื่อนให้พ้นอันตราย แต่ปรากฏว่าตรงกันข้ามแฮะ นายต่างหากที่เป็นคนช่วยพวกเรา ช่วยให้หายจากโรคที่แม่เราเรียกว่า...หย่อนเมตตาธรรม”

เช่นเดียวกับดอร่า ครูสาว ..... ที่เป็นตัวแทนของผู้ใหญ่ซึ่งมักเอาตัวรอด พบเห็นปัญหาแล้วเพิกเฉย ดอร่าก็เป็นอีกคนที่เรียนรู้จากผลของการพาทัวร์เมืองแก้วของบิลลี่ เธอสอนให้ครูมีความกล้าหาญ

ไม่เพียงแต่ตัวละครเท่านั้น ..... ที่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันและเรียนรู้ ผู้อ่านเองก็จะได้รับสิ่งเหล่านั้นอย่างเท่าเทียมกันด้วย คือสุข ทุกข์ ลุ้น หลบ และรู้สึก ผู้อ่านจะพบว่าในโลกแห่งความกลัว ซึ่งก่อให้เกิดโรคกลัว เกลียด และเก็บกด นั้น สามารถรักษาเยียวยาได้ด้วยความรัก เช่นที่ตัวละครเขาเยียวยากัน เงื่อนไขเดียวที่ผู้อ่านต้องกระทำนอกเหนือจากลงมืออ่านก็คือ ละทิ้งกรอบเกณฑ์ของความสมจริงตามเงื่อนไขในโลกจริงไว้สักครู่ ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับรูปแบบของแฟนตาซีดูบ้าง แล้วจะค้นพบความสมเหตุสมผลในโลกที่เป็นไปไม่ได้ ตามความเป็นจริงนั้น และ พลังแห่งปัญญาบางอย่างก็จะเกิด

หนังสือเล่มหนึ่ง ..... ไม่ควรเพียงปลอบประโลมใจคนอ่าน เติมความสุขให้ชั่วครั้งชั่วคราว หากแต่ควรกล่อมเกลา ขัดถู และก่อพลังทางปัญญาให้คุกรุ่นด้วย จึงจะนับเป็นหนังสือชั้นดีที่คุ้มค่าต่อการอ่าน “เมืองแก้ว” เป็นเช่นนั้น และหากท่านผู้อ่านได้พบว่า มีอะไรหลายอย่างในชีวิตที่ควรจะโยนใส่โถส้วม แล้วกดชักโครกทิ้ง เช่นที่ตัวละครเขาค้นพบ ก็คงจะได้ลงมือกระทำเสียก่อนสิ้นปีนี้ เพื่อที่ปีหน้าจะได้เดินหน้าต่อไปด้วยอาการ ... ตัวเบา ... !!!

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    24/12/2003 02:52 PM

 


หนังสือเรื่อง ..... ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ กรณีสวรรคต (ฉบับสมบูรณ์)
เก็บมาเล่าโดย ..... สุพจน์ ด่านตระกูล
พิมพ์ครั้งที่ 3 ปี 2544 ..... เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี ชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์

คำอุทิศ ..... ความดีของหนังสือเล่มนี้ข้าพเจ้า ขออุทิศน้อมเกล้าฯ ถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เยาวกษัตริย์ อันเป็นที่รักยิ่งของคนไทยทั้งชาติ และ ขออุทิศแด่ ฯพณฯ รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ผู้ซื่อสัตย์

หนังสือเล่มนี้ ..... กล่าวถึงข้อมูลต่างๆในกรณีสวรรคต ซึ่งเป็นเรื่องปริศนา ล่ำลือ ห้ามพูด ในอดีต มีการใช้เป็นเกมการเมืองของผู้มีอำนาจกล่าวหา ฝ่ายตรงข้าม จนทำให้อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ต้องเดินทางไปอยู่ในต่างประเทศ ในเล่มได้รวบรวมเอกสารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ คำให้การของบุคคลที่เกี่ยวข้อง สำเนาบันทึก ทั้งราชการและส่วนตัว ข้อกฏหมายบางอย่างที่เกี่ยวข้อง สมมุติฐานทางคดี ความเห็นของบุคคลต่างๆ รวมทั้งศาลยุติธรรม ข้อความจากนสพ.ในสมัยนั้น รวมถึง คำขอขมาของบุคคลหลายๆ คน ที่ได้ดูหมิ่นอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ และ

สรุปปิดท้ายด้วย ..... จดหมายจากอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ถึง จอมพล ป.พิบูลสงคราม แสดงความขอบคุณที่มีความพยายามแสดงหลักฐานใหม่เพื่อให้ผู้ที่ถูกประหารทั้งสามคนและอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้บริสุทธิ์ หนังสือนี้จึงมีคุณค่าที่จะอนุรักษ์ และ ศึกษาไว้ จนกว่าวันใด ความจริงจะได้ปรากฏขึ้น


โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
â´Â : น้ำตาล Mail to น้ำตาล    20/11/2003 05:48 PM

[หน้า 1] [ 2 ] ต่อไป >>